WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 12, 2011

มูบารัคลาออกแล้ว หลังอียิปต์ชุมนุมมาถึงวันที่ 18

ที่มา ประชาไท

ฮอสนี มูบารัค” ประธานาธิบดีอียิปต์ลาออกจากตำแหน่งแล้ว โดยมอบอำนาจให้กับกองทัพรักษาการชั่วคราวแทน ขณะที่ผู้ชุมนุมขณะนี้ต่างตะโกนฉลองกัน โดยผู้นำฝ่ายค้านนายโมฮัมเหม็ด เอลบาราเด กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ประเทศนี้ได้รับการปลดปล่อย ภายหลังจากทศวรรษแห่งการกดขี่”

บรรยากาศการฉลองในอียิปต์เมื่อคืนวันที่ 11 ก.พ. หลังนายฮอสนี บูมารัค ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีอียิปต์ (ที่มา: อัลจาซีร่า)

จากการดำเนินการชุมนุมเพื่อขับไล่นายฮอสนี มูบารัค ประธานาธิบดีอียิปต์ มาอย่างยาวนานจนถึงวันที่ 18 ล่าสุดเมื่อคืนวานนี้ (11 ก.พ.) นายโอมา สุไลมาน (Omar Suleiman) รองประธานาธิบดีได้แถลงข่าวว่าประธานาธิบดีได้ยอมลงจากตำแหน่งแล้ว และมอบอำนาจการบริหารให้กับสภาสูงสุดของกองทัพ

โดยหลังการแถลงสั้นๆ ของสุไลมาน ทำให้ผู้ชุมนุมที่จัตุรัสทะห์รีตะโกนลั่น มีการฉลองและโบกธงโดยผู้ชุมนุมหลายแสนคนบริเวณนั้น ทั้งนี้ผู้ชุมนุมได้นัดหมายชุมนุมใหญ่กันในวันศุกร์นี

ผู้คนที่มาชุมนุมได้ตะโกนว่า “เราโค่นระบอบนี้ลงแล้ว” และผู้ชุมนุมหลายคนได้หลั่งน้ำตา ตะโกน และกอดซึ่งกันและกัน ผู้สื่อข่าวยังรายงานสดเพิ่มเติมด้วยว่า พวกเขาต่างกอดซึ่งกันและกัน และหอมแก้มกันและกันแม้พวกเขาจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

นายโมฮัมเหม็ด เอลบาราเด ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวว่า “นี่เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉัน” ระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเอพี “ประเทศนี้ได้รับการปลดปล่อย ภายหลังจากทศวรรษแห่งการกดขี่”

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่า ที่หน้าทำเนียบประธานาธิบดีรายงานว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนานอย่างบรรยายไม่ถูก ทั้งนี้มีผู้ชุมนุมหลายหมื่นคนปักหลักอยู่ที่นั่น

ดีนา มักดี (Dina Magdi) ผู้นำการชุมนุมที่จัตุรัสทะห์รีกล่าวว่า “ฉันได้รอมานานแล้ว ฉันทำงานมาตลอดชีวิตวัยทำงานของฉันเพื่อที่จะได้เห็นอำนาจที่เป็นของประชาชน ฉันพูดไม่ออกจริงๆ”

ความทรงจำนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การลงจากอำนาจของมูบารัก แต่ยังเป็นอำนาจของประชาชนที่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ทุกอย่างเป็นไปได้”

นอกจากนี้ที่เมืองอเล็กซานเดรีย เมืองอันดับสองของอียิปต์ ผู้ชุมนุมหลายแสนคนต่างฉลองบนท้องถนน โดยผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่าเรียกว่าเป็น “ระเบิดอารมณ์

ก่อนหน้าที่นายมูบารัคจะแถลงลาออก ผู้ชุมนุมหลายพันคนพยายามไปชุมนุมที่สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลและพยายามบุกเข้าไป โดยสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนรัฐบาลปัจจุบัน และรายงานข่าวประท้วงอย่างไม่ตรงไปตรงมา

โดยทหารได้ยืนเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมที่พยายามจะบุกเข้าไป โดยมีเพียงแนวลวดหนามขวางทหารกับผู้ชุมนุมไว้เท่านั้น โดยผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ารายงานว่า ความไม่พอใจได้เกิดขึ้น แต่หลังจากที่เมื่อคืนวันพฤหัสบดีสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวนำเสนอเรื่องนายมูบารัคพยายามจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจนถึงเดือนกันยายนอย่างซ้ำไปซ้ำมา

ที่มา: แปลจาก Hosni Mubarak resigns as president, Aljazeera, Last Modified: 11 Feb 2011 16:39 GMT http://english.aljazeera.net/news/middleeast/2011/02/201121125158705862.html

สัมภาษณ์ปิยบุตร แสงกนกกุล: "การปล่อยให้เงียบมันกระเทือนจริยธรรมทางการเมือง"

ที่มา ประชาไท

คำอธิบายโดยละเอียดกรณีศาลอาญาระหว่างประเทศว่ามีเขตอำนาจพิจารณาคดีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงหรือไม่ และโดยหลักสัญชาติ อภิสิทธิ์ตกเป็นจำเลยได้หรือไม่ "วันนี้ส่งเรื่องไปวันหน้าศาลอาจจะไต่สวนก็ได้ หรือไม่รับเลยก็ได้ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเราต้องพูดกันทุกวันๆ เพราะคนตายไปแล้วเขาพูดไม่ได้ แต่คนที่อยู่ต้องพูดแทนคนตาย ลืมไม่ได้เรื่องนี้"

ปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นนักวิชาการคนแรกที่มีความเห็นต่อกรณีที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม แถลงถึงการดำเนินการฟ้องร้องรัฐบาลไทยต่อศาลอาญาระหว่างประเทศเนื่องจากการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 3,000 ราย

เขาให้เหตุผลด้านจริยธรรมทางการเมือง ว่าไม่ว่าคดีนี้จะได้รับการพิจารณาในศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่ แต่นี่คือหมุดหมายที่แสดงให้เห็นว่า คนเสื้อแดงไม่ใช่พลเมืองถูกไล่ฆ่าตามอำเภอใจและรัฐไทยก็ทำเฉยเสียเหมือนอย่างที่ผ่านมา

ด้วยเหตุผลนี้ ผลักให้นักกฎหมายมหาชนอย่างเขาต้องหันมาศึกษาตัวบทกฎหมายระหว่างประเทศและกรณีศึกษาเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ และรวมไปถึงประเด็นร้อนที่ถูกจุดขึ้นมาพร้อมกันคือ หลักกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของนายกรัฐมนตรีไทย

000

ทำความเข้าใจ อะไรคือศาลอาญาระหว่างประเทศ

ศาลอาญาระหว่างประเทศไม่ใช่ศาลโลก (ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ – ICJ) ศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งขึ้นโดยสหประชาชาติ แต่ศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญากรุงโรม

ก่อนจะเข้าใจเรื่องอื่นๆ ผมว่าต้องดูเอกลักษณ์ก่อนว่าศาลอาญาระหว่างประเทศมีลักษณะอะไรที่ไม่เหมือนศาลอื่นๆ

ประการแรกก็คือ เป็นศาลถาวร คือก่อนหน้านั้นก็มีลักษณะแบบนี้ แต่เป็นศาลชั่วคราว เฉพาะคดี คือหลักสงครามโลกก็มีกรณีศาลที่นูเร็มเบิร์ก ต่อมาก็มีกรณียูโกสลาเวีย ที่จับเอาอดีตประธานาธิบดีสโลโบดัน มิโลเซวิซ สหประชาชาติก็ตั้งศาลเฉพาะคดีอดีตยูโกสลาวัย หรือกรณีรวันดา แต่มันเฉพาะคดีนั้นคดีเดียว สุดท้ายก็มีศาลถาวร ก็คือศาลอาญาระหว่างประเทศ ไม่เฉพาะคดีใดคดีหนึ่ง แต่ใช้เป็นการทั่วไปทั้งหมด

ประการที่สอง คือ เป็นศาลเสริม คือเสริมศาลภายใน หมายความว่าถ้าในประเทศเขามีการดำเนินกระบวนการยุติธรรมอยู่ หรือกำลังดำเนินกระบวนพิจารณาอยู่ ศาลอาญาระหว่างประเทศก็เข้าไปยุ่งไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศรัฐภาคีนั้นไม่มีความตั้งใจที่จะดำเนินการะบวนการยุติธรรมนั้น หรือไม่มีความสามารถเพียงพอ กรณีของอัมเตอร์ดัม เขาก็อ้างประเด็นนี้ว่ามีการดำเนินการล้าช้า

แต่ศาลจะตีความอย่างไร ช้าระดับไหน มีกรณีที่น่าสนใจคือที่อิรัก ตอนที่อเมริกาไปบุกอิรัก ประเทศที่ไม่พอใจอเมริกา ก็ยื่นเรื่องมาที่ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ประเทศที่ดำเนินการฟ้องเป็นรัฐภาคีทั้งหมด จึงไม่มีประเด็นเรื่องผู้มีสิทธิฟ้อง ไม่ลำบากเหมือนของเรา แต่เมื่ออัยการเขาไปตรวจดูแล้ว เขาบอกว่าหลักเรื่องดินแดน เรื่องพื้นที่ ใช้ไม่ได้ เพราะเรื่องเกิดที่อิรักเพราะอิรักไม่ได้เป็นรัฐภาคี ส่วนเรื่องหลักสัญชาติก็ใช้ไม่ได้ เพราะสหรัฐไม่ได้เป็นรัฐภาคี แต่ทีนี้มีทหารอังกฤษเข้าร่วมด้วย อัยการก็บอกว่าอาจจะเข้าหลักเขตอำนาจเหนือบุคคล แต่อัยการไม่รับเพราะว่ายังไม่ปรากฏให้เห็นชัดว่าอังกฤษจะไม่ดำเนินกระบวนการพิจารณา

ประการที่สาม เป็นศาลที่คนที่ถูกฟ้องหรือถูกกล่าวหา เป็นบุคคลธรรมดา เป็นปัจเจกบุคคลไม่ใช่รัฐ นี่คือสิ่งที่ต่างกับศาลโลก หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คือรัฐฟ้องรัฐ เท่านั้น

กรณีศาลอาญาระหว่างประเทศคือฟ้องคน เอาคนมาติดคุก เป็นโทษทางอาญา ฉะนั้นกรณีที่คุณธาริต เพ็งดิษฐ์พูดว่าฟ้องปัจเจกบุคคลไม่ได้นั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด

ประการที่สี่ คือเกิดจากใจสมัครของแต่ละรัฐ คือต้องลงนามให้สัตยาบัน ซึ่งตอนนี้มีทั้งหมด 114 ประเทศ ประเทศล่าสุดที่เพิ่งลงนามก็คือบังคลาเทศ แล้วมี 34 ประเทศที่ลงนามแต่ยังไม่ให้สตยาบัน คืออิสราเอล รัสเซีย อิหร่าน มีบางประเทศลงนามไปแล้วขอถอนออกก็มี เช่น เซเนกัล จิบูตี ซึ่งได้เห็นตัวอย่างที่เกิดกับประเทศซูดาน ขณะที่สหรัฐเมริกาก็ลงนามในสมัยคลินตัน แล้วถอนออกสมัยบุช บางประเทศไม่ลงแต่แรกเลย คือ จีน อินเดีย

กรณีไทยคือ ลงนามแล้ว แต่ยังไม่ให้สัตบาบัน เหมือนกรณีอิสราเอลและอิหร่าน

ประเทศที่ลงนามแล้วยังไม่ให้สัตยาบันมันมีผลผูกมัด มีพันธกรณีหรือไม่

แน่นอนว่ายังไม่กระทบเกิดสิทธิหรือหน้าที่แต่มีผลผูกมัดตามหลักสนธิสัญญาระหว่างประเทศ คือถ้าคุณลงนามไปแล้วแต่ยังไม่ให้สัตยาบัน ก็ต้องไม่ทำสิ่งที่ละเมิดวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญานั้น เช่นของไทย ลงนามแล้วแต่ยังไม่ให้สัตยาบัน อยู่ดีๆ วันหนึ่งไทยกลัว ก็เลยออกกฎหมายภายในของตัวเองว่าทุกคดีห้ามไปศาลอาญาระหว่างประเทศ อย่างนี้ไม่ได้ เป็นการละเมิดวัตถุประสงค์ชัดเจน เพราะการลงนามนั้นคือเรายอมรับสนธิสัญญานี้อยู่นะ แต่ยังไม่ได้ผูกพัน เราประเมินและขอเวลาก่อนเท่านั้น

เงื่อนไขการรับคำร้อง

เงื่อนไขแรกคือ เขตอำนาจศาล

2.1 เขตอำนาจศาล แบ่งเป็นสามส่วน

หนึ่งคืออำนาจทางเวลา สองอำนาจทางเนื้อหา สามคืออำนาจทางพื้นที่และบุคคล

เขตอำนาจทางเวลา

ธรรมนูญกรุงโรม มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 2002 ดังนั้น ความผิดที่เกิดขึ้นก่อนนี้ ไม่เกี่ยว สมมติว่าไทยให้สัตยาบันวันนี้ 3 ก.พ. ธรรมนูญนี้ก็ใช้กับความผิดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 3 ก.พ. เป็นต้นไป เว้นแต่ว่า พอให้สัตยาบันแล้ว ก็ขอยอมรับเขตอำนาจศาลให้รวมไปถึงความผิดที่เกิดขึ้นก่อน 3 ก.พ. จะย้อนไปให้ถึงกรณีตากใบ ฆ่าตัดตอนยาเสพติดก็ย้อนได้หมด แต่ต้องไม่ถอยไปถึงความผิดที่ก่อน 1 ก.ค. 2002 ฉะนั้น ถึงแม้ว่าตอนนี้ไทยจะให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม ก็ยังไม่พอ แต่ต้องยอมรับเขตอำนาจศาลให้รวมไปถึง เม ย พ ค 53 ด้วย

เขตอำนาจทางเนื้อหา

มี 4 ความผิดเท่านั้นที่อยู่ภายใต้ธรรมนูญนี้ ได้แก่ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม การรุกราน ตอนนี้ใช้แค่ 3 ความผิดแรก เพราะ มีนิยามไว้ชัดเจนแล้วในธรรมนูญ ส่วนเรื่องการรุกรานยังไม่มีการนิยามไว้ชัดเจน ระหว่างนี้จึงยังไม่ใช้

ความผิดฐานอื่นไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจนี้ ดังนั้นความผิดฐานก่อการร้าย ค้ายาเสพติด จึงไม่เกี่ยว

กรณีในคำฟ้องของอัมสเตอร์ดัม ระบุว่า เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ตามมาตรา 7 คือ เป็นการกระทำรุนแรงต่อพลเรือนโดยการโจมตีที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบระเบียบ โดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง สีผิว เชื้อชาติ สัญชาติ หรือศาสนา

เขตอำนาจทางพื้นที่และบุคคล

ความผิดเกิดในดินแดนของรัฐภาคี ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีสัญชาติรัฐภาคี แต่ความผิดเกิดในรัฐภาคี ก็ได้

หรือ ผู้ถูกกล่าวหามีสัญชาติรัฐภาคี แม้ความผิดไม่ได้เกิดในรัฐภาคี แต่ผู้ถูกกล่าวหามีสัญชาติรัฐภาคี ก็ได้

อัมสเตอร์ดัม เห็นว่า กรณีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาคนหนึ่ง คือ อภิสิทธิ์ มีสัญชาติรัฐภาคี ซึ่งอัมสเตอร์ดัมเขาไปสืบค้นมาได้ว่าคุณอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษ

2.2 ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง

ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องมี 3 ส่วนคือ

- รัฐภาคี คือถ้ารัฐภาคียื่นเลยก็ง่ายมาก ศาลก็เปิดการสืบสวนสอบสวน

- คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งไปเคาะประตูศาลอาญาระหว่างประเทศได้เลย แม้ว่าเรื่องนั้นจะไม่เกี่ยวกับรัฐภาคีก็ตาม ก็คือกรณีซูดาน

- อัยการ อาจเริ่มต้นไต่สวนเองก็ได้ โดยไปขอศาลแผนกก่อนพิจารณาคดี Pre-Trial Chamber

แล้วอัมสเตอร์ดัมไปช่องไหน

อัมสเตอร์ดัม เห็นว่า กรณีนี้ แม้ไทยจะไม่ได้เป็นรัฐภาคีให้สัตยาบัน แต่คณะมนตรีความมั่นคงน่าจะเสนอเรื่องให้อัยการเริ่มการไต่สวนได้ เหมือนกรณีซูดาน ลงนามแต่ไม่ให้สัตยาบัน ต่อมา คณะมนตรีความมั่นคงมีมติที่ 1593 วันที่ 31 มีนาคม 2005 ให้เสนอคำร้องต่ออัยการแห่งศาลไอซีซี ให้เปิดการไต่สวน

นอกจากนี้ เราอาจสงสัยว่า อัมสเตอร์ดัมเป็นเอกชน คนเสื้อแดงเป็นเอกชน ไปฟ้องได้ยังไง แน่นอนฟ้องไม่ได้ แต่เขาทำรายงาน คำร้องไปถึงอัยการ เพื่อให้อัยการใช้อำนาจริเริ่มไต่สวนด้วยตนเอง โดยอัยการอาจพิจารณาว่า กรณีนี้อยู่ในเขตอำนาจ เพราะ อภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษ โดยคำร้องไปถึงอัยการนี้ เคยมีกรณีของเคนย่า เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2010

ตั้งแต่เปิดศาลอาญาระหว่างประเทศมี 5 คดีเท่านั้น อูกานดา คองโก อันฟริกากลาง ซูดาน และเคนยา ล่าสุด 3 กรณีแรกเป็นเรื่องรัฐภาคีฟ้องไป กรณีเคนยา อัยการไปขอเปิดการไต่สวน และอีกกรณีคือซูดาน ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงเป็นผู้ฟ้อง

สรุปคือ อัมสเตอร์ดัมใช้ สองช่องทาง คือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และช่องทางอัยการ ซึ่งต้องพิสูจน์สัญชาติของคุณอภิสิทธิ์

ถ้าคนที่ถูกฟ้องไม่ได้เป็นพลเมืองของรัฐที่ให้สัตยาบัน จะลงโทษได้อย่างไร

หน้าที่ผูกพันของการร่วมมือกันระหว่างรัฐที่ไม่ได้สัตยาบัน อย่างน้อยรัฐที่ไม่ได้สัตยาบันก็ต้องร่วมมือกับศาลอาญาระหว่างประเทศในการตรวจสอบ หรือจับกุม

มีกรณีที่น่าศึกษาคือ กรณีซูดาน เหมือนไทย คือลงนามแต่ไม่ได้ให้สัตยาบัน ก็ไปจับตัวเล็กตัวน้อยสองสามคนแล้ว พอจะจับประธานาธิบดีของเขา อูมาร์ อัลบาซีร์ แอฟริกาหลายประเทศก็โวยวายขึ้นมาว่ามันจะเกินไปแล้ว เขาไม่ได้ให้สัตยาบันจะไปจับเขาได้อย่างไร ตัวอัลบาซีร์ของซูดานก็บอกว่าไม่มีทางยอมให้จับและขึ้นศาลหรอกเพราะเป็นศาลที่ผมไม่เคยลงนามให้สัตยาบัน แล้วเขาก็เดินทางไปอยู่ที่เคนยา ซึ่งเป็นรัฐภาคี แต่เคนยาก็ไม่ส่งตัวประธานาธิบดีของซูดานให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ

ฉะนั้นก็ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย

2.3 ต้องเป็นกรณีตามมาตรา 17

แม้จะเข้าเงื่อนไขครบถ้วนหมด แต่ศาลอาจไม่รับคำร้องก็ได้ หากพิจารณาแล้ว ไม่เป็นเรื่องร้ายแรง หรือ ศาลแห่งรัฐภาคีดำเนินคดีอยู่ ศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับเฉพาะกรณีที่เห็นว่า รัฐภาคีไม่มีความตั้งใจหรือไม่มีความสามารถในการดำเนินคดีนั้น

ฉะนั้นถ้าเราดูรายงานของอัมสเตอร์ดัมเขาจะพูดในช่วงท้ายๆ ว่าจองไทยร้ายแรงเพราะที่ผ่านมามีการนิรโทษกรรม 6 ตุลา 19 พฤษภา 35 กระบวนการพิจารณาคดีช้า ดีเอสไอไม่เป็นกลาง ระบบศาลไม่เป็นอิสระ เขาเขียนแบบนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเข้าหลักมาตรา 17

2.4 ไม่เป็น นอน บิส อิน อีเด็ม หมายความว่าคนๆ เดียวกันจะไม่ถูกลงโทษสองหนโดยเรื่องเดียวกัน นี่เป็นหลักกฎหมาย หากผู้ถูกกล่าวหาถูกศาลอื่นพิพากษาลงโทษในความผิดเดียวกันนั้นแล้ว ศาลอาญาระหว่างประเทศก็ไม่รับ

ย้อนดูการพิจารณาคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ

ปัจจุบัน มี 5 คดีที่ศาลพิจารณาอยู่ ได้แก่ยูกานดา 2003, คองโก 2004, แอฟริกากลาง 2004, ซูดาน 2005 และเคนยา 2010

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้มีคำร้องเข้าไป เกือบ 3,000 คำร้อง เกี่ยวกับ 139 ประเทศ ซึ่งน่าสนใจว่าเป็นจำนวนที่มากกว่าประเทศที่เป็นภาคี (114 ประเทศ) ส่วนมากศาลไม่รับ เพราะ ชัดเจนว่าไม่มีเขตอำนาจ

กรณีกว่า ๓๐๐๐ คำร้องนี้ เป็นกรณีที่ปัจเจกชน องค์กรเอกชน บุคคลใด ยื่นคำร้องมายังอัยการ ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้

ลำดับแรก - ปัจเจกชน องค์กรเอกชน บุคคลใด ยืนคำร้อง (complaint, communication) -------------> อัยการ

ลำดับที่สอง - อัยการพิจารณาคำร้องใน ๓ ขั้นตอน คือ

๑. ตรวจสอบเบื้องต้น (Initial Review) --------------> ๒. ทำรายงานเบื้องต้น (Basic Reporting) -------------> ๓. วิเคราะห์แบบลึกซึ้ง (Intensive Analysis)

(ในขั้นตอน ตรวจสอบเบื้องต้น (Initial Review) อัยการจำหน่ายคำร้องออกไปจำนวนมาก จากสถิติที่ผ่านมา เกือบ ๓๐๐๐ คำร้อง ร้อยละ ๕ จำหน่ายเพราะเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นก่อน ๑ กรกฎาคม ๒๐๐๒ ร้อยละ ๒๔ จำหน่ายเพราะปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าการกระทำนั้นไม่เข้าความผิด ๔ ฐาน ร้อยละ ๑๓ จำหน่ายเพราะปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าการกระทำนั้นไม่เข้าเขตอำนาจทางพื้นที่และบุคคล ร้อยละ ๓๘ จำหน่ายเพราะปรากฏอย่างชัดแจ้งว่ากรณีอยู่ในอำนาจขององค์กรอื่นๆหรือคำร้องไม่ชัดเจน ไม่มีรายละเอียดครบถ้วนเพียงพอ มีเพียงร้อยละ ๒๐ เท่านั้นที่ผ่านไปถึงขั้นตอนทำรายงานเบื้องต้นและวิเคราะห์แบบลึกซึ้ง เช่น กรณีอัฟกานิสถาน, ชาด, โคลัมเบีย, ไอวอรี่โคสต์, เคนยา)

ลำดับที่สาม - อัยการขออนุญาตต่อศาลแผนกก่อนพิจารณาคดี (Pre-Trial Chamber) เพื่อเปิดการไต่สวน

คำร้องของโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ในส่วนที่กล่าวอ้างว่าศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจในกรณีการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค. ๒๕๕๓ เพราะผู้ถูกกล่าวหา (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) มีสัญชาติของรัฐภาคี (บริติช) เป็นกรณียื่นคำร้องในช่องทางนี้

อย่างไรก็ตาม หากใช้ช่องทางอัยการก็มีความเป็นไปได้ว่า จะมีผู้ถูกดำเนินคดีเพียงคนเดียวคือคุณอภิสิทธิ์

ดังนั้นช่องทางอัมสเตอร์ดัมสองช่องทาง ถ้าคณะมนตรีความมั่นคงรับ ก็ดำเนินต่อไปได้ ซึ่งกรณี ซูดาน เสนอโดยคณะมนตรีความมั่นคง

กรณีเคนยาเสนอโดยอัยการเอง อัยการพิจารณาแล้วเห็นควร จึงไปขออนุญาตศาลไอซีซีเปิดไต่สวน

นอกจากนี้มีกรณีที่น่าสนใจคือไอวอรี่ โคสต์ ไม่เป็นรัฐภาคี ผู้ถูกกล่าวหา ก็เป็นไอวอรี่โคสต์ ความผิดก็เกิดบนไอวอรี่ โคสต์ ไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อไหนเลย แต่รัฐบาลไปยอมรับเขตอำนาจศาลไอซีซี ให้มีอำนาจเหนือคดีที่เกิดขึ้นนับแต่ 19 กันยายน 2002 เป็นการยอมรับเฉพาะเรื่อง แต่ยังไม่ให้สัตยาบัน ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง

อิรักก็น่าสนใจ อย่างที่ผมเล่าไป กรณีหาทางไปศาลโดยอาศัยสัญชาติของผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่เคยมีใครไปช่องนี้ได้สำเร็จนะ แต่ผมไปดูจากเว็บไซต์ของศาลอาญาระหว่างประเทศ คือกรณีเคนยา อัยการขอเริ่ม Pre-Trial แล้วก็มีการพิจารณาวางหลักไว้เลยว่า หากเรื่องดินแดนไม่เข้าก็ให้พิจารณาเรื่องสัญชาติของบุคคลต่อ แล้วกรณีอิรัก ทุกคนต้องการเล่นงานสหรัฐ จะเล่นงานทหารสหรัฐก็ไมได้ จะอ้างว่าความผิดเกิดบนดินแดนภาคีก็ไม่ได้ ก็ต้องไปเล่นอังกฤษ อิตาลี สเปน แต่อัยการไม่รับเพราะพิจารณาแล้วไม่เข้ามาตรา 17 นั่นดูเหมือนว่าศาลอาญาระหว่างประเทศก็จะให้ดูเรื่องสัญชาติ

อภิสิทธิ์กับสัญชาติอังกฤษ

สัญชาติโดยการเกิด มีสองแบบ คือหลักดินแดนกับหลักสายโลหิต

พ.ร.บ. สัญชาติอังกฤษ ๑๙๔๘ บอกว่า บุคคลที่เกิดในดินแดนสหราชอาณาจักรหรืออาณานิคม หากไม่ได้เป็นลูกทูตหรือลูกของชาติศัตรู บุคคลนั้นได้สัญชาติอังกฤษ

อภิสิทธิ์เกิดปี ๑๙๖๔ อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. นี้ จึงมีสัญชาติอังกฤษตามหลักดินแดน

ปัญหามีอยู่แค่ว่า หากคนๆ หนึ่งถือสองสัญชาติ เช่น กรณีฝรั่งเศส สมมติผมเป็นไทยบวกฝรั่งเศสแล้วผมไปเป็น ส.ส. เป็นนายก หรือทหารของไทย ฝรั่งเศสก็ขอให้ผมถอนสัญชาติออกได้ เพราะถือว่าผมฝักใฝ่ที่จะเป็นคนชาติไทยมากกว่า แต่ไม่ได้ถอนโดยอัตโนมัตินะ หลักกฎหมายของไทยก็เช่นเดียวกัน คือ พ.ร.บ. สัญชาติ 2508

แต่สัญชาติถ้าจะสละต้องชัดเจน เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ต้องแสดงให้ชัด เพราะถ้าปลดโดยอัตโนมัติ คนจะเสียสิทธิเต็มไปหมด

เรื่องการถือ 2 สัญชาตินั้นกฎหมายไทย ไม่เคยบอกว่าถ้าถือสัญชาติไทย แล้วต้องสละอีกสัญชาติหนึ่ง หรือว่าสละไปโดยปริยาย กฎหมาย อังกฤษ ก็เหมือนกัน จึงเป็นไปได้ว่า คนไทยอาจมีสัญชาติอังกฤษไปพร้อมๆกัน

เรื่องการถือสองสัญชาตินี้เรื่องปกติมาก พบเห็นได้ทั่วไป มีกรณีคนดังๆ จำนวนมากที่ถือสองสัญชาติ เช่น

อาร์โนลด์ ชวารซเนคเกอร์ ในระหว่างดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เขาก็ถือสัญชาติออสเตรียด้วยตลอด จอหน์ เทอร์เนอร์ อดีตนายกแคนาดา เขาก็ถือแคนาดาและอังกฤษมาถึงวันนี้

ปัญหามีอยู่ว่า กฎหมายสัญชาติอังกฤษกำหนดไว้หรือไม่ว่า ถ้าคนที่มีสองสัญชาติ แล้วไปเป็น ส.ส. เป็นนายก เป็นทหารของประเทศอื่นที่ตัวมีสัญชาตินั้น เท่ากับว่ารัฐบาลอังกฤษต้องไปถอนสัญชาติอังกฤษออก

ไทยก็มี มาตรา 17 (2) มีหลักฐานว่าฝักใฝ่สัญชาติอื่น แต่ต้องให้รัฐมนตรีเป็นผู้ถอนสัญชาติ ไม่ได้ถอนไปอัตโนมัติ แต่กฎหมายเรื่องนี้อังกฤษไม่มี

พรบ สัญชาติอังกฤษปี ๑๙๔๘ ในมาตรา ๑๙ กำหนดว่า คนที่มีสัญชาติอังกฤษ เมื่อบรรลุนิติภาวะ แล้วต้องการสละสัญชาติอังกฤษ ก็ทำได้ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า คุณอภิสิทธิ์สละสัญชาติอังกฤษแล้วหรือยัง

ปัญหาต่อมา มีคนเห็นว่า คุณอภิสิทธิ์จะมีสถานะเป็นคนสัญชาติอังกฤษ ก็ต่อเมื่อมีสิทธิในสัญชาตินี้และใช้สิทธิในสัญชาตินี้ พูดง่ายๆ คือ มี แต่ยังไม่ใช้ ถือว่ายังไม่มีสถานะสัญชาติอังกฤษ

อันนี้อาจเห็นต่างกัน ผมเห็นว่า มีแล้ว เพียงแต่ว่ายังอาจไม่มีหลักฐานทางเอกสาร เช่น ผมไปเกิดที่อังกฤษ มีสัญชาติอังกฤษตามหลักดินแดน แต่ผมไม่เคยไปแจ้ง ไม่มีชื่อในทะเบียน ไม่มีพาสปอร์ต ไม่มีบัตรประชาชน อังกฤษ แต่ว่าถามว่าผมมีสัญชาติอังกฤษไหม คำตอบคือมี กฎหมายกำหนดชัดเจน เพียงแต่ผมไม่เคยไปจดแจ้งทางเอกสารให้มันชัดเท่านั้น สมมติผมเกิดที่อังกฤษ ต่อมาผมกลับมาไทย ทำงาน ยังไม่เคยสละสัญชาติอังกฤษ ต่อมา ผมลี้ภัยการเมืองไปจากไทย ไปอังกฤษ ผมก็ไปแจ้งทางการอังกฤษ พิสูจน์ให้เขาเห็นว่า ผมเกิดที่นี่ มีสัญชาติตามหลักดินแดน เขาก็ให้ผมเข้า

เอาล่ะ สมมติว่า เราคิดว่า มี แต่ไม่ใช้ ถือว่าไม่มี ตามแบบอาจารย์พันธุ์ทิพย์ก็ได้ ผมก็ตอบแทนอภิสิทธิ์ไม่ได้ ว่าเขาใช้สิทธิในสัญชาติอังกฤษหรือยัง เพราะ ผมไม่ใช่เขา ผมไม่รู้ อาจารย์พันธุ์ทิพย์ไม่รู้ ไม่มีใครรู้ว่า เขามีพาสปอร์ตไหม มีทะเบียนบ้านไหม นอกจากเขาเอง แต่ปกติ คนที่เกิดในอังกฤษ หรืออเมริกา ก็ใช้สิทธิในสัญชาติทั้งนั้น เพราะได้สิทธิประโยชน์เยอะ เป็นหน้าที่ของคุณอภิสิทธิ์เองที่ต้องแสดงหลักฐานว่า ตัวเองมีสัญชาติอังกฤษหรือไม่ สละสัญชาติหรือยัง

คำฟ้องของอัมสเตอร์ดัมสำคัญอย่างไร ทำไมต้องลุ้น

ไม่มีใครรู้หรอก ว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ ฉะนั้นความสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การที่รายงานนี้ออกมาทำให้ประเด็นการสลายการชุมนุมไปปรากฏต่อประชาคมโลก ต่อองค์กรระหว่าปงระเทศ ต่อนานาชาติ อีกประการหนึ่งอย่างน้อยทีมงานของเขาได้เข้ามารวบรวมข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน หากพยานหลักฐานเหล่านั้นหายหมด แน่นอนว่าคนอาจจะบอกว่า ทนายเสื้อแดง ก็ทำหลักฐานเข้าข้างเสื้อแดง ก็ไม่เป็นไร รัฐบาลก็ทำของรัฐบาล แล้วใครน่าเชื่อถือกว่าก็เอามาชั่งน้ำหลักกัน

อีกประการคือความสำคัญทางสัญลักษณ์ ผมมองว่า กรณีอัมสเตอร์ดัมส่งสัญญาณทำให้เห็นว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่ไอ้กระจอก ไม่ใช่วัวควาย ไอ้โง่ไอ้รากหญ้าที่ไหนที่จะมาปิดประตูตีแมว ไม่พอใจก็มายิงๆ ฆ่าๆ แล้วปิดประเทศ ปิดประตู ไม่ให้ใครมายุ่ง นี่เป็นสัญลักษณ์ว่าเขามีที่ไปในทางระหว่างประเทศไอ้อยู่ ส่งสัญญาณว่าต่อไปนี้รัฐบาลไหนก็ไม่มีทางอีกแล้วที่จะมาฆ่าพลเมืองเหมือนผักปลาอย่างที่เกิดขึ้น

กรณีอัมสเตอร์ดัมอาจจะสงสัยว่าทำไมผมมาเชียร์มาสนับสนุน ผมเห็นว่า กรณีนี้มันเป็นปัญหาทางจริยศาสตร์ทางการเมือง มีคนตายเป็นหลายร้อย มีคนเจ็บเป็นพันกลางกรุงเทพฯ โดนซุ่มยิงด้วยสไนเปอร์แล้วมันไม่เกิดอะไรขึ้นเลย มันเป็นไปได้อย่างไร

กรณีอัมสเตอร์ดัมอาจเป็นกลไกที่ทำให้คนฆ่าคนส่งฆ่าได้รับโทษ ถ้าเราปล่อยให้เงียบไปหมดมันกระเทือนจริยธรรมทางการเมือง

ความสำคัญของเรื่องนี้ในทางสื่อหรือทางสังคมจะไปจับแค่ว่าศาลรับหรือไม่รับ หรืออภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษหือไม่ แต่อย่าลืมนะว่าเหตุการณ์ปี 53 ต้องไม่ลืมเลย วันนี้ส่งเรื่องไปวันหน้าศาลอาจจะไม่รับ อาจจะไต่สวนก็ได้ หรือไม่รับเลยก็ได้ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเราต้องพูดกันทุกวันๆ เพราะคนตายไปแล้วเขาพูดไม่ได้ แต่คนที่อยู่ต้องพูดแทนคนตาย ลืมไม่ได้เรื่องนี้

อย่างที่อัมสเตอร์ดัมพูดน่ะครับ ไม่มีนักข่าวที่ไหนในโลกหรอกที่จะดีใจว่าศาลอาญาระหว่างประเทศไม่รับฟ้องขณะที่คนในประเทศถูกทหารฆ่าตายเป็นร้อย แทนที่จะหากระบวนการหาช่องทางทำให้ความจริงปรากฏ แต่นี่กลับมาเฮ ที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล ถ้าศาลอาญาไม่รับฟ้อง รัฐบาลดีใจนักข่าวดีใจ คนที่กลัวกระบวนการพิสูจน์ความจริงเหล่านี้ คือคนที่มีปัญหาไง ไปดูสิ สหรัฐ ไม่ลงนาม จีนไม่ลงนาม เพราะเขามีแผลไง ในเมื่อรัฐบาลพูดทุกวันว่าบริสุทธิ์ผุดผ่องแล้วจะกลัวอะไร

แล้วที่พูดกันว่า ไทยไม่ลงนาม คนส่วนใหญ่ไปพูดกันว่ามันเกี่ยวกับฆ่าตัดตอน เกี่ยวกับสามจังหวัดภาคใต้ แต่ไปดูเหตุผลเลยที่กระทรวงการต่างประเทศระบุคือ ศาลอาญาระหว่างประเทศไม่คุ้มกันประมุขของรัฐ กรณีซูดานเป็นกรณีแรกที่ประธานาธิบดีซึ่งเป็นประมุขของรัฐถูกออกหมายจับ

ผมขอเรียกร้องไปยังพรรคการเมืองด้วยว่า การหาเสียงครั้งหน้า โปรดรณรงค์ด้วยว่า ถ้าเป็นรัฐบาล จะให้สัตยาบัน และยอมรับเขตอำนาจศาลย้อนไปยังเหตุการณ์ เมษา พค 53

โปรดดู แผนผังช่วยทำความเข้าใจเงื่อนไขการรับคำฟ้องของศาลอาญาระหว่างประเทศ ได้ที่ http://www.enlightened-jurists.com/page/185

อียิปต์ ชัยชนะของประชาชน ประชาชนจงเจริญ!!!

ที่มา Thai E-News




โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ประชาชนอียิปต์ได้รับชัยชนะในการล้มอำมาตย์มูบารักหลังจากที่เคลื่อนไหวมา 18 วัน การปฏิวัติอียิปต์ถูกนิยามโดยผู้เข้าร่วมต่อสู้ว่าเป็น “การปฏิวัติเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

และบทเรียนแหลมคมสองบทที่คนเสื้อแดงจะได้จากชัยชนะของประชาชนอียิปต์คือ

1. การต่อสู้ของมวลชนเป็นเรื่องชี้ขาด
2. การนัดหยุดงานทั่วไปสามารถกดดันอำมาตย์ในด้านเศรษฐกิจและนำไปสู่ชัยชนะได้


ความสำคัญของมวลชนเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างมากในไทย หลายคนหันหลังให้มวลชน เพื่อไปพูด “เอามัน”เรื่องการจับอาวุธ หรือเพื่อด่าแกนนำว่า “พาคนไปตาย” หรือเพื่อเสนอว่า เราสู้เองไม่ได้ถ้าไม่พึ่งพิงผู้ใหญ่ ไมว่าจะเป็นนายทุน หรือทหารแตงโม การปฏิวัติอียิปต์พิสูจน์ว่าก ารหันหลังให้มวลชนเป็นทางตันที่จะพาเราไปสู่ความพ่ายแพ้และการยอมจำนน

การลุกฮือของประชาชนอียิปต์ไม่เคยง่าย อำมาตย์อียิปต์ครองอำนาจมา 30 ปี ในเวลานั้น มีการปราบ ขัง ฆ่า ทรมาณ นักเคลื่อนไหวที่ต้องการประชาธิปไตย มีการปราบปรามและกดขี่สหภาพแรงงานอย่างต่อเนื่อง มีการเซ็นเซอร์สื่ออย่างเบ็ดเสร็จ และล้างสมองประชาชนด้วยนิยายชาตินิยม และเมื่อประชาชนแสดงความกล้าหาญในการลุกสู้เมื่อเดือนมกราคม อำมาตย์อียิปต์ก็ลงมือฆ่ากว่า 300ศพ บาดเจ็บเป็นพัน

สาเหตุสำคัญที่ทหารอียิปต์ยังไม่ปราบฆ่าประชาชนก็เพราะมวลชนไปมุงล้อมคุยและกดดันทหารชั้นล่าง พวกนายพลอำมาตย์เลยไม่แน่ใจว่าจะสั่งทหารเกณฑ์ได้หรือไม่

ดังนั้นคนที่แก้ตัวว่า “อียิปต์ไม่เหมือนไทย” เป็นคนที่พยายามหาข้อแก้ตัวว่าทำไมเราสู้ไม่ได้และต้องยอมจำนนเป็นทาสตลอดกาล

แน่นอนการต่อสู้ในโลกจริงไม่เคยมีหลักประกันว่าจะชนะเสมอ คนเสื้อแดงทราบดีด้วยความเจ็บปวด แต่วิธีการต่อสู้มีความสำคัญในการช่วยให้มวลชนชนะ การปฏิวัติอียิปต์ระเบิดขึ้นเพราะมีการเคลื่อนไหวแบบ “แกนนอน” ทุกคนนำตนเอง ไม่มีใครสั่งให้เลิกหรือปรองดองได้ง่ายๆ พวกฝ่ายค้านเก่าที่อนุรักษ์นิยมและหวาดระแวง เช่นพรรค “พี่น้องมุสลิม” ไม่ได้มีส่วนในการริเริ่มการต่อสู้ และกล้าๆ กลัวๆ ในการสนับสนุนในระยะเริ่มแรก ถ้าไม่มีแกนนอน การปฏิวัติจะไม่สำเร็จหรืออาจไม่เกิดเลย

แต่การนำแบบ “แกนนอน” เริ่มมีจุดอ่อนเมื่อถึงทางแยกสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อประชาชนอียิปต์ประสบความสำเร็จในการล้มมูบารัก เพราะคำถามต่อไปมีมากมาย เช่น

· จะไว้ใจกองทัพได้หรือไม่ ในเมื่อนายพลเป็นส่วนหนึ่งของระบอบเก่า?

· จะกีดกันไม่ให้นักการเมืองฉวยโอกาสมากินกำไรฟรีๆ จากการปฏิวัติ? เช่นคนอย่าง โมฮัมมัด เอลบอรอได หรือแม้แต่พรรคพี่น้องมุสลิม

· จะผลักดันการต่อสู้ให้ไปไกลกว่านี้เพื่อล้มระบอบอำมาตย์เก่าทั้งระบอบ และเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมอย่างไร?

· จะรวมพลังขบวนการแรงงานให้เรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจอย่างไร ขบวนการแรงงานที่ออกมาสู้จะต้องกลับไปทำงานภายใต้เงื่อนไขและเจ้านายเดิมจริงหรือ?

· จะปฏิรูปตำรวจ ศาล และกองทัพอย่างถอนรากถอนโคนอย่างไร?


เรื่องแบบนี้ตัดสินใจแบบแกนนอนไม่ได้ ต้องอาศัยการเสนอแนวทางที่ชัดเจนบนพื้นฐานการวิเคราะห์สังคม และการเสนอแนวที่ชัดเจนแบบนั้นแปลว่า ต้องมีองค์กรทางการเมืองหรือพรรคที่รวมตัวกันภายใต้ความคิดร่วม และแน่นอนมันจะมีหลายพรรคหลายองค์กรที่แข่งแนวกันเพื่อครองใจมวลชน แต่ถ้าผู้ที่ทำการปฏิวัติไม่รวมตัวกันทางการเมืองแบบนั้น คนอื่นจะมาช่วงชิงการนำแทน และอาจพาสังคมไปสู่การปกป้องระบอบเดิม เราเห็นชัดในกรณี ๑๔ ตุลาคมที่ไทย

หลังจากที่ป่าแตกและการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก กระแสการปฏิเสธ “ชนชั้น” และการหันหลังให้กับการทำงานในขบวนการแรงก็เกิดขึ้น การปฏิวัติที่อียิปต์พิสูจน์ว่าคนเสื้อแดงต้องขยันในการจัดตั้งทางการเมืองในขบวนการแรงงานไทย เพื่อใช้อำนาจทางเศรษฐกิจกดดันอำมาตย์ผ่านการนัดหยุดงาน

สิ่งที่ทำให้ประชาชนอียิปต์โกรธแค้นคือเรื่องการตกงาน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเป็นเผด็จการของรัฐบาล และการที่อำมาตย์เหยี่ยบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อคืนก่อนที่มูบารักจะลาออก มูบารักออกโทรทัศน์และเรียกประชาชนอียิปต์อย่างดูถูกดูหมิ่นว่าเป็น “ลูก”

ดังนั้นถ้าเราจะล้มอำมาตย์ไทย เราต้องมีข้อเรียกร้องทางเศรษฐกิจและการเมืองพร้อมกันที่ครองใจประชาชนได้ และชี้ทางไปสู่การสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนที่ถูกสอนมาตลอดว่าเป็นแค่ฝุ่นใต้ตีน

การปฏิวัติอียิปต์จะแพร่หลายไปสู่ประเทศต่างๆ ที่ปกครองโดยทรราชในตะวันออกกลาง เช่น จอร์แดน เยเมน บาห์เรน ซาอุ อัลจีเรีย โมรอโค และจะทำให้ทรราชในไทย และทรราชในจีนหนาว

การปฏิวัติอียิปต์ ถ้าไปในทิศทางที่เสริมชัยชนะของประชาชน จะลดอิทธิพลของจักรวรรดินิยมสหรัฐ มหาอำนาจตะวันตก และอิสราเอล ในตะวันออกกลาง และจะสร้างความหวังให้ชาวปาเลสไตน์

จงร่วมกันฉลองชัยชนะของประชาชนอียิปต์ แต่ฉลองเสร็จจงลงมือทำงานการเมืองต่อไป ประชาชนจงเจริญ!! ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน!!

--
ติดตามงานของใจ อึ๊งภากรณ์
http://wdpress.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/

กรณีตัวอย่างที่สถาบันกษัตริย์ สามารถปฏิเสธรัฐประหาร และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐประหารพ่ายแพ้ได้ : "กบฏยังเติร์ก" 2524

ที่มา Thai E-News


จุดจบ-การยึดอำนาจเริ่มในเวลาตีสองของวันที่ 2 เมษายน 2524 ขณะที่สถานการณ์พลิกผันเมื่อ พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร ผู้คุมกำลังสำคัญของฝ่ายยึดอำนาจ และว่ากันว่าเป็นคน"รับโทรศัพท์"ก่อนจะยอมปล่อยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตามคำร้องขอ ทำให้ฝ่ายทำรัฐประหารที่มีกองกำลังในมือเหนือกว่าหลายขุมต้องพ่ายแพ้ต่อฝ่ายปราบกบฎ ที่นำโดย"นายทหารบ้านนอก"คนหนึ่ง


โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ภาพและคำบรรยายภาพ ไทยอีนิวส์

ประเด็นสถาบันกษัตริย์ กับการรัฐประหารในประวัติศาสตร์ไทย เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน พวกรอยัลลิสต์ มักจะเสนออย่างง่ายๆว่า เมื่อเกิดการรัฐประหาร พระมหากษัตริย์ทรงไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องทรงรับรองการรัฐประหารนั้นในทางใดทางหนึ่ง (การแต่งตั้งหัวหน้าคณะรัฐประหาร, การประกาศรัฐธรรมนูญจากการรัฐประหาร) เรียกตามภาษาฝรั่งว่า การรัฐประหารเป็น fait accompli (สิ่งที่สำเร็จไปแล้วแก้ไขไม่ได้)

แต่ความจริงของประเด็นนี้ ห่างไกลจากคำอธิบายง่ายๆเช่นนี้มาก ยกตัวอย่างเช่น ปรีดี พนมยงค์ เป็นคนหนึ่งที่เสนอว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีพันธะที่จะต้องคัดค้าน ไม่รับรองการรัฐประหาร (ดูบทความของผมเรื่อง "สาร" (message) จากปรีดี พนมยงค์ ถึง ในหลวงภูมิพล เมื่อปี 2516: "พระราชปิตุลาทรงให้สัตยาธิษฐานไว้แล้วว่า พระราชปิตุลาและพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีองค์ต่อๆไปทุกพระองค์ จะต้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และไม่ลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการยึดอำนาจที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ" http://www.prachatai.com/journal/2010/12/32177 )

ยิ่งกว่านั้น หากศึกษารายละเอียดของการรัฐประหารสำคัญๆ เช่น รัฐประหารของสฤษดิ์ ในปี 2500 หรือรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ก็จะเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับการรัฐประหาารในประเทศไทย ไม่ได้เป็นไปอย่างที่พวกรอยัลลิสต์กล่าวอ้าง

เมื่อ 30 ปีก่อน (จะครบรอบภายใน 2 เดือนนี้) ได้เกิดการทำรัฐประหาร โดยกลุ่มที่เรียกว่า "ยังเติร์ก" (แต่ให้ พล.อ.สันห์ จิตรปฏิมา เป็นหัวหน้า - พล.อ.สันห์ เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก และกล่าวได้ว่ามี "ประโยชน์ได้-เสีย" จากการรัฐประหาร เพราะการต่ออายุเปรมในปีก่อนหน้านั้น ทำให้เขาหมดโอกาสเป็นผู้บัญชาการทหารบก) การรัฐประหารครั้งนั้นถูก พล.อ.เปรม ปราบปรามให้พ่ายแพ้ไป โดยมี พลโท อาทิตย์ กำลังเอก ที่เป็นแม่ทัพภาค 2 ขณะนั้น เป็นหัวหน้าในการดำเนินการปราบปราม

ไฟล์ pdf ข้างล่างนี้ ผมทำขึ้นจาก การถอดเทปคำบรรยาย ของ พลโท อาทิตย์ ซึ่งตีพิมพ์ใน สยามใหม่ ของชัชรินทร์ ไชยวัตน์ ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2524 การบรรยายแบบ "ปิดลับ" ของอาทิตย์ ครั้งนั้น มีขึ้นเพียง 1 สัปดาห์หลังจากเขานำการปราบ "กบฏยังเติร์ก" ได้สำเร็จ เป็นคำบรรยายที่น่าสนใจ และหาได้ยากมาก (ไม่มี นสพ.ฉบับใดในขณะนั้นตีพิมพ์หรือกล่าวถึง)

ประเด็นที่ผมอยากให้สนใจเป็นพิเศษ คือในส่วนที่ อาทิตย์ เล่าเกียวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งสนับสนุนข้อเสนอ (ของปรีดีเป็นต้น) ที่ว่า สถาบันกษัตริย์ มีบทบาทในเชิง ปฏิเสธ หรือ ทำให้การรัฐประหารล้มเหลวได้ (ในแง่มุมที่กว้างออกไป เรื่องนี้ยังเป็นการปฏิเสธ "มายา" [myth] ของพวกรอยัลลิสต์ที่ว่า "สถาบันกษัตริย์เป็นกลาง-อยู่เหนือการเมือง") โดยอาทิตย์ ได้เล่าว่า

- พระราชินี ทรงมีบทบาทสำคัญในการช่วย เปรม ให้หลุดพ้นจากการกักตัวของพวกยังเติร์ก โดยทรงโทรศัพท์ไปบอกพวกยังเติร์กว่า "ถ้าภายในครึ่งชั่วโมงนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ยังออกจากบ้านมาเข้าเฝ้าไม่ได้ ฉันจะออกไปรับด้วยตัวฉันเอง"
(หน้า 14 ในนิตยสารดังกล่าว หรือหน้า 4 ของไฟล์ pdf และดูหน้าก่อนนั้นด้วย) การรอดพ้นการกักตัวของเปรม เป็นจังหวะก้าวทีสำคัญมากๆ ที่นำไปสู่การที่รัฐประหารครั้งนั้นล้มเหลว

- ในหลวงและพระราชินี ทรงรับคำเชิญของอาทิตย์ ให้เสด็จออกจากกรุงเทพพร้อมเปรม ไปโคราช ที่ตั้งกองบัญชาการปราบกบฏ

- เดิมในหลวงจะทรงเสด็จต่อไปยังพระตำหนักภูพาน ที่สกลนคร (ซึ่งย่อมจะทำให้พระองค์อยู่ห่างออกจากทั้งฝ่ายเปรมและฝ่ายกบฏ ในลักษณะ "เป็นกลาง" ได้) แต่ทรงเปลี่ยนพระทัย ประทับอยู่ที่โคราชกับกองบัญชาการปราบกบฏ ("ท่านก็ว่า ท่านจะอยู่ทีนี่แหละ" หน้า 15 ในนิตยสาร หน้า 5 ของไฟล์ pdf)

สองประเด็นหลังนี้ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างใหญ่หลวงที่ทำให้ฝ่ายกบฏสูญเสียความชอบธรรม และสนับสนุนฝ่าย พล.อ.เปรม และความสำเร็จของการปราบกบฏ

ดาวน์โหลด pdf คำบรรยายของ อาทิตย์ ได้ที่นี่

http://www.mediafire.com/?ruwg3eu0i3prino

คำ แปลวิกิลีกส์ฉบับเต็ม พระบรมฯทรงมีรับสั่งเรื่องสถาบันกษัตริย์และการเมืองในการปฏิสันถารเมื่อ ครั้งทูตสหรัฐฯเข้าเฝ้าฯถวายบังคมทูลอำลาตำแหน่ง

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังจากเราได้เผยแพร่ข่าวเรื่อง โทรเลขวิกิลีกส์ฉบับล่าสุด (16 พฤศจิกายน 2550) พระบรมฯบอกทูต: "ทักษิณเป็นผู้เผด็จการที่มาจากการเลือกตั้ง" เขียนโดยดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งเป็นการสรุปใจความสำคัญ ได้มีผู้แสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง (เช่นที่กระดานสนทนาการเมือง) ดังนั้นเราจึงพิจารณานำฉบับแปลแบบคำต่อคำอย่างสมบูรณ์มาลงเผยแพร่ เพื่อให้สาธารณชนได้พิจารณากันอย่างถ้วนถี่ ซึ่งผู้อ่านคงจะได้แลเห็นถึงพระอัฉริยภาพอันกอรปด้วยพระปรีชาญาณของสมเด็จพระบรมฯในเรื่องเกี่ยวข้องกับกิจการบ้านเมือง

อย่างไรก็ดีเราได้เซ็นเซอร์บางถ้อยคำที่ละเอียดอ่อนออกในการเผยแพร่นี้


วิกิลีกส์: บันทึกทูตสหรัฐถวายบังคมลาฯ ในโอกาสพ้นจากตำแหน่ง

เวบไซต์ประชาไทรายงานว่า หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ เผยแพร่บันทึกทางการทูตของนายราล์ฟ แอล บอยซ์ เมื่อครั้งเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เพื่อกราบบังคมทูลลาในโอกาสที่จะพ้นจากเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เมื่อเดือน พ.ย.2550

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 54 เวลา 21.03 น. หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ ได้เผยแพร่เอกสาร ที่วิกิลีกส์นำมาเผยแพร่ เป็นเลขเอกสารหมายเลข "C O N F I D E N T I A L SECTION 01 OF 03 BANGKOK 005839" ซึ่งเป็นโทรเลขที่ทูตสหรัฐอเมริกาประจำไทยส่งรายงานยังวอชิงตัน โดยโทรเลขดังกล่าวบันทึกโดยนายราล์ฟ แอล บอยซ์ (Ralph L. Boyce) ซึ่งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ในขณะนั้น โดนบันทึกลงวันที่ 16 พ.ย. 50

รายละเอียดเป็นบันทึกของนายราล์ฟ แอล บอยซ์ ซึ่งเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อกราบบังคมทูลลาในโอกาสที่จะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 13 พ.ย.50 นอกจากนี้ นายราล์ฟ แอล บอยซ์ ยังบันทึกด้วยว่า เมื่อวันที่ 10 พ.ย.50 ระหว่างงานแสดงดนตรีแจ๊ส ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ฯ เสด็จพระราชดำเนิน โดยทูตได้มีโอกาสสนทนากับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ฯ ซึ่งทรงประทับติดกับทูตด้วย

โดยรายละเอียดบันทึกของนายราล์ฟ แอล บอยซ์ ดังกล่าวมีทั้งหมด 13 ย่อหน้า

ทั้งนี้หนังสือพิมพ์เทเลกราฟได้เผยแพร่ในหัวข้อ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชทรงมีพระราชปฏิสันถารเรื่องสถาบันกษัตริย์และการเมืองในการสนทนาครั้งอำลาตำแหน่งเอกอัครราชฑูต (ซึ่งไทยอีนิวส์ได้เซ็นเซอร์บางถ้อยคำที่ละเอียดอ่อน)

โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
________________________________________

ส่งถึงเทเลกราฟโดยวิกิลีกส์ 9:03น. GMT 4 ก.พ. 2011

หมายเลขอ้างอิง: 07BANGKOK5839

วันที่: 11/16/2007 6:52

ที่มา: สถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

ลำดับชั้น: ลับมาก//ห้ามเผยแพร่สู่ต่างประเทศ

ปลายทาง:

________________________________________

บทความที่เกี่ยวข้อง

• WikiLeaks cables: Thailand’s royal pet

05 Feb 2011

ส่วนหัว: AMEMBASSY BANGKOKTO RUEHC/SECSTATE WASHDC IMMEDIATE 0717INFO RUEHZS/ASSOCIATION OF SOUTHEAST ASIAN NATIONSRUEHLO/AMEMBASSY LONDON 1507RHEHNSC/NSC WASHDCRHHMUNA/CDR USPACOM HONOLULU HIRUEAIIA/CIA WASHINGTON DCRHHMUNA/HQ USPACOM HONOLULU HIRHEFDIA/DIA WASHDCRHFJSCC/COMMARFORPAC

แท็ก: PGOV,PREL,PINR,KDEM,TH

C O N F I D E N T I A L SECTION 01 OF 03 BANGKOK 005839 SIPDIS SIPDIS NSC FOR PHU E.O. 12958: DECL: 11/16/2017 แท็ก: PGOV, PREL, PINR, KDEM, TH หัวเรื่อง: พระบรมฯ ทรงเสวนาเรื่องสถาบันกษัตริย์และการเมืองในการเข้าเฝ้าเพื่ออำลาตำแหน่ง, แจ้งโดย: เอกอัครราชฑูต Ralph L. Boyce, เหตุผล: 1.4 (b) and (d).

บทสรุปย่อ ----

1. (C) ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์เนื่องในโอกาสอำลาตำแหน่ง เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 พระบรมฯ ทรงมีท่าทางพอพระราชหฤทัยจากข่าวที่พระบิดาสามารถทรงดนตรีร่วมกับวง Preservation Hall Jazz Band เป็นเวลาสองชั่วโมง พระบรมฯ ทรงรับสั่งด้วยถ้อยคำทั่วไปว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ช่วยปกป้องประเทศไทยไม่ให้ตกอยู่ในการปกครองระบอบเผด็จการ และทรงกล่าวถึงอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณว่า เป็นเผด็จการที่ขึ้นสู่อำนาจโดยการเลือกตั้ง ทรงเห็นด้วยว่าประเทศไทยมีแนวโน้มจะถูกบริหารโดยรัฐบาลผสมที่อ่อนแอหลังจากการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม โดยที่พรรคพลังประชาชนที่สนับสนุนทักษิณจะไม่สามารถหาแนวร่วม และนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบรมฯ ทรงประเมินสถานการณ์ความมั่นคงที่ภาคใต้ว่ามีการพัฒนาที่ดีขึ้น ทรงรับสั่งว่าพระวรชายาฯ ทรงอยู่ระหว่างการปรับพระองค์ในบทบาทหน้าที่ใหม่ ในการเข้าเฝ้าครั้งก่อนหน้านี้ พระวรชายาฯ ตรัสกับข้าพเจ้าว่าพระโอรสของพระองค์สามารถตรัสได้อย่างฉะฉาน ขัดกับข่าวลือที่ว่าพระโอรสทรงมีอาการแสดงว่าอาจเป็นโรคออทิสติก พระวรชายาฯ ทรงแสดงอาการไม่สบายพระทัยอย่างเห็นได้ชัดต่อคำถามธรรมดาเกี่ยวกับ(เซ็นเซอร์) ซึ่งถูกมองว่าเป็น(เซ็นเซอร์)ของ(เซ็นเซอร์) พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ทรงยืนยันว่าฟูฟู สุนัขพันธุ์พุดเดิลทรงเลี้ยงได้รับชั้นยศเป็นพลอากาศเอก จบบทสรุป

ทรงรับสั่งเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ----

2. (C) ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์เนื่องในโอกาสอำลาตำแหน่ง เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ณ วังศุโขทัยซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์ เราเริ่มต้นด้วยการสนทนาเกี่ยวกับการแสดงซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสถานฑูตของ Preservation Hall Jazz Band ซึ่งเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์และพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เสด็จทอดพระเนตรเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน เป็นที่น่าสนใจว่าพระบรมฯ ไม่ทราบมาก่อนว่าพระมหากษัตริย์ภูมิพลจะร่วมทรงดนตรีในช่วงการบรรเลงร่วมเป็นเวลาสองชั่วโมงในวันถัดมา (11 พฤศจิกายน) พระบรมฯ ทรงพอพระราชหฤทัยจากข่าวการทรงดนตรีดังกล่าว และตรัสว่าเป็นการผ่อนคลาย “หลังจากพระองค์ทรงเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ” ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พระบรมฯ ทรงรับสั่งว่าพระราชาทรงโปรดการสื่อสารผ่านดนตรีมากกว่าผ่านพระราชดำรัส ทรงรับสั่งว่านักดนตรีมีสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์ที่เหนือกว่ากำแพงทางภาษา (บันทึก: นักดนตรีกล่าวว่าพระราชาสามารถพูดคุยได้อย่างปกติ ไม่แสดงอาการบ่งชี้ความเจ็บป่วยรุนแรงจากโรคหลอดเลือดสมองชนิดไม่ร้ายแรงเมื่อไม่นานมานี้ จบบันทึก)

3. (C) พระบรมฯ ทรงมีพระปฏิสันถารต่อในเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับพระราชาและสถาบันพระมหากษัตริย์ พระบรมฯ ทรงยกย่องพระบิดาในความสำเร็จต่างๆ ระหว่างที่ทรงครองราชย์ และตรัสว่าพระราชาทรงปฏิบัติพระองค์โดยตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของพสกนิกรชาวไทยเสมอ พระบรมฯ ตรัสว่า “หากไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศไทยอาจเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบดังเช่นที่เคยเป็นในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม” (ความเห็น: ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพระบรมฯ ทรงแยกแยะระหว่างกษัตริย์ในฐานะที่เป็นสถาบันออกจากบทบาทส่วนพระองค์ของกษัตริย์ภูมิพลหรือไม่ จอมพล ป. พิบูลสงครามล้มล้างการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชแล้วถือครองอำนาจระหว่างปี พ.ศ. 2481 ถึง 2487 และอีกครั้งในปี พ.ศ. 2491 ถึง 2500 ซึ่งรวมไปถึงช่วงเวลาที่กษัตริย์ภูมิพลขึ้นครองราชย์ในทศวรรษแรก จบความเห็น)

การเมือง ——–

4. (C) เข้าสู่การสนทนาเรื่องการเมืองไทย พระบรมฯ ทรงรับสั่งว่าเป็นเรื่องยากสำหรับผู้สังเกตการณ์ภายนอกที่จะเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความซับซ้อนของพัฒนาการ พระบรมฯ ทรงรับสั่งว่า บางครั้งพระองค์เองยังพบว่าเป็นเรื่องเข้าใจยาก เมื่อเราอภิปรายถึงสถานการณ์การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น พระบรมฯ ทรงเห็นด้วยกับเรื่องที่พรรคพลังประชาชนอาจได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด แต่จะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากประชาชนตระหนักว่าที่แท้จริงแล้วพรรคพลังประชาชนก็คือการกลับมาเกิดใหม่ของพรรคไทยรักไทย และการที่กลุ่มบุคคลนี้กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งจะทำให้ประเทศชาติวุ่นวาย

5. (C) พระบรมฯ กลอกพระเนตรเมื่อข้าพเจ้ากล่าวถึงนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ตรัสว่าการให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องที่จะนำไปสู่ความยุ่งยาก และอาจจะไม่สามารถยอมรับได้ แม้นายสมัครจะสามารถเป็นนักพูดในที่สาธารณะได้อย่างดี แต่ขาดความสามารถในการตัดสินใจ มักมีกิริยาหยาบคาย และตัวเขาเป็นที่ถกเถียงขัดแย้งกัน พระบรมฯ ทรงประเมินว่ารัฐบาลชั่วคราวจะถูกแทนที่ด้วยรัฐบาลผสมที่เปราะบางและไร้ประสิทธิภาพอย่างค่อนข้างจะแน่นอน ซึ่งอาจจะเป็นรัฐบาลที่นำโดย พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีพรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายต่อต้านที่เข้มแข็งและพร้อมต่อสู้

6. (C) แม้ว่าประเทศไทยจะมีประวัติศาสตร์การทำรัฐประหารมาอย่างยาวนาน และมีรัฐธรรมนูญจำนวนมาก แต่พระบรมฯ ตรัสว่าประชาชนไทยรักประชาธิปไตยและเสรีภาพส่วนบุคคล พระบรมฯ ทรงรับสั่งว่า ทรงเห็นเป็นเรื่องน่าประหลาดที่นายกรัฐมนตรีทักษิณสามารถประพฤติตนเป็นเผด็จการ ทั้งๆ ที่ได้ขึ้นครองอำนาจโดยการเลือกตั้ง (ความเห็น: ในช่วงแรกของการบริหารประเทศของทักษิณ ดูเหมือนว่าเขาจะลงทุนสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระบรมฯ เป็นอันมาก ทั้งสองมีเรื่องแตกหักกันในภายหลัง ซึ่งเป็นเหตุให้พระบรมฯ ต้องละทิ้งวังนนทบุรีที่ทักษิณรับซื้อ และทำการบูรณะให้พระองค์ แล้วย้ายไปอยู่วังศุโขทัยซึ่งตั้งอยู่กลางเมือง มีเรื่องเล่าหลายรูปแบบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พระบรมฯ พบกับทักษิณที่ลอนดอนเมื่อช่วงต้นปี เรื่องที่เรานำมาพิจารณานั้นเป็นไปได้มากว่า ทักษิณขอเฝ้าฯและสนทนากับพระบรมฯ แต่เมื่อไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต เขาจึงเข้าไปติดต่อแผนกต้อนรับของโรงแรมที่ประทับ แล้วมีการสนทนากันเพียง 45 วินาที โดยไม่มีเนื้อหาสาระใดๆ จบความเห็น)

สถานการณ์ภาคใต้ ———

7. (C) พระบรมฯ ทรงรับสั่งว่าพระองค์และพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เสด็จพระราชดำเนินภาคใต้เมื่อไม่นานมานี้ (ทรงประทับอยู่ที่ภาคใต้ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน พระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้เดือดร้อน ณ จังหวัดชายแดน ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเนื่องในโอกาสที่ใกล้ถึงวันเฉลิมพระชนมายุ 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชทานรางวัลเป็นเกียรติแก่บุคคลในท้องถิ่นผู้กระทำคุณงามความดี) พระบรมฯ ทรงรับสั่งว่าสถานการณ์ความมั่นคงในภาคใต้มีพัฒนาการดีขึ้น แต่ก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องเสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ราษฏร

พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์กับการปรับพระองค์ในบทบาทหน้าที่ใหม่ ————————————

8. (C) พระบรมฯ ทรงรับสั่งว่าชีวิตของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อได้รับการสถาปนาเป็นเจ้า พระองค์ต้องฝึกความรับผิดชอบอย่างสูง และเผชิญอุปสรรคเรื่องต่างๆ อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับธรรมเนียมและภาษาที่ใช้ในวัง แม้พระองค์จะปฏิบัติพระราชจริยวัตรต่อสาธารณะได้อย่างสมบูรณ์แบบและสำรวม พระบรมฯ ตรัสว่าโดยส่วนตัวแล้วพระวรชายาฯ ยังอยู่ระหว่างปรับพระองค์ให้เข้ากับบทบาทหน้าที่ใหม่ ทรงรับสั่งเพิ่มเติมว่าพสกนิกรชาวไทยรักพระวรชายาฯ เนื่องจากทรงมีพื้นเพเป็นสามัญชนเช่นเดียวกับสมเด็จย่า พื้นเพดังกล่าวนี้เป็นเสน่ห์ที่เพิ่มเข้ามาในพระองค์

การสนทนากับพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ในงานแสดงเพลงแจ๊ซ ——————————————

9. (C) ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพูดคุยกับพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์เนื่องจากมีที่นั่งติดกับที่ประทับของพระองค์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ในงานการแสดงของวง Preservation Hall Jazz Band และกาลาดินเนอร์ ข้าพเจ้าทูลถามในเวลานั้นว่าพระองค์มีการปรับตัวเข้ากับธรรมเนียมและภาษาในวังอย่างไรบ้าง ดังที่พระองค์จำเป็นต้องทำ พระองค์ทรงรับสั่งตอบว่าพระองค์ไม่ได้มีความยุ่งยากแต่อย่างใด เนื่องจากทรงถวายงานรับใช้พระราชินีมาเป็นเวลา 15 ปี ที่พระราชวังฤดูร้อนบางปะอิน

10. (C) พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ทรงรับสั่งถึงพระโอรส พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ในเรื่องพระปรีชาสามารถเล็กน้อย ทรงรับสั่งว่าพระโอรสสามารถตรัสได้ฉะฉาน ซึ่งโดยมากเป็นภาษาไทย และยังตรัสเป็นภาษาอังกฤษได้ด้วย (ตามคำสั่งที่ทรงได้รับ) พระองค์ทรงตั้งข้อสังเกตว่าพระองค์เจ้าทีปังกรมักจะรับสั่งเหมือนผู้ใหญ่ เนื่องจากทรงถูกแวดล้อมด้วยผู้ใหญ่อยู่เสมอ (ความเห็น: ถ้าหากเป็นความจริง เรื่องนี้น่าจะกำจัดคำร่ำลือเกี่ยวกับโรคออทิสติกให้หมดไปได้ จบความเห็น)

11. (C) ข้าพเจ้ากราบทูลพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ว่า ระหว่างงานเลี้ยงแบบรัฐพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นเจ้าภาพเลี้ยงต้อนรับอดีตประธานาธิบดีบุชในเดือนธันวาคม 2006 พระองค์ทรงพระเกษมสำราญเมื่อตรัสถึงสัตว์ที่ทรงเลี้ยง ทรงรับสั่งอย่างมีชีวิตชีวาถึงคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุด ข้าพเจ้าทูลถามเรื่องที่ได้ยินมาว่า (เซ็นเซอร์)ทรงเลี้ยงสุนัขตัวใหญ่ และทูลถามว่าทรงทราบหรือไม่ว่าเป็นสุนัขพันธุ์อะไร พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ทรงมีท่าทีชะงักงันในทันที ภาษาพระวรกายเปลี่ยนแปลง และทรงตอบว่า ไม่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับ(เซ็นเซอร์) (ความเห็น: อาการตอบสนองของพระองค์เป็นเรื่องน่าสนใจ เมื่อพิจารณาถึงทรรศนะที่แพร่หลายและมีมานานว่า(เซ็นเซอร์)อาจเอาชนะ(เซ็นเซอร์) ในการเป็นผู้สืบทอด(เซ็นเซอร์)จาก(เซ็นเซอร์) จบความเห็น)

12. (C) พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ยืนยันด้วยว่า ฟูฟู สุนัขพุดเดิลพันธุ์เล็กที่พระบรมฯ ทรงเลี้ยง ได้รับชั้นยศเป็นพลอากาศเอก ฟูฟูถูกนำออกมาแสดงตัวในงานโดยแต่งตัวเป็นทางการในชุดสำหรับงานราตรีที่ครบเครื่องโดยมีถุงครอบอุ้งเท้า และในตอนหนึ่งขณะที่วงดนตรีกำลังเล่นเพลงที่สอง ฟูฟูก็กระโดดขึ้นบนหัวโต๊ะและเริ่มเลียน้ำจากแก้วของแขกในงาน รวมทั้งของข้าพเจ้าด้วย พฤติกรรมน่าขบขันของท่านพลอากาศเอกดึงความสนใจของแขกจำนวนกว่า 600 คนในงาน และยังเป็นที่กล่าวขานอยู่จนถึงวันนี้

ความเห็น ——-

13. (C) ดูเหมือนว่าพระบรมฯ ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ ข้าพเจ้าได้รับการบอกเล่าจาก ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และเป็นบุคคลวงในพระราชวัง ว่าสาเหตุที่พระบรมฯ ดูเหมือนมีพระวรกายผอมเกร็งและพระราชดำเนินไม่มั่นคงเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว (ซึ่งจุดประเด็นข่าวลือว่าทรงมีพระพลานามัยอ่อนแอลง) เนื่องจากพระองค์ทรงสวมเครื่องรัดบางอย่างไว้ภายในฉลองพระองค์ แพทย์ประจำพระองค์ได้ทูลให้ทรงถอดออก ทำให้พระองค์ดูแข็งแรงและมั่นคงขึ้นในทันที ระหว่างการสนทนากับข้าพเจ้า พระองค์ทรงสามารถมีส่วนร่วมในการสนทนาแลกเปลี่ยนอย่างสบายๆ ได้โดยตลอด

******
รายงานเกี่ยวเนื่อง:

-ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:โทรเลขวิกิลีกส์ฉบับล่าสุด (16 พฤศจิกายน 2550) พระบรมฯบอกทูต: "ทักษิณเป็นผู้เผด็จการที่มาจากการเลือกตั้ง"

-คำแปลฉบับเต็ม โทรเลขวิกิลีกส์ 25 มกราคม 2553 (ทูตอเมริกันพบ เปรม, สิทธิ, อานันท์) ใน ฟ้าเดียวกัน ฉบับใหม่

-อภิสิทธิ์:"ในหลวงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมฯสืบต่อพระราชบัลลังก์"

Friday, February 11, 2011

มหาอำนาจ "กษิต" เปิดศึก "จีน-อินเดีย-รัสเซีย" และชะตากรรม "ไทย" ในเวทีโลก

ที่มา มติชน



ใครจะไปนึกว่าเพียงแค่ 1 วัน "กษิต ภิรมย์" จะเปลี่ยนไป

วันที่เขามาปัจฉิมกถาในงานสัมมนาวิชาการอุษาคเนย์ ครั้งที่ 8 ประจำปี 2554 ในหัวข้อ "สยาม-ขะแมร์ คู่รัก คู่ชัง คู่กรรม คู่เวร" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

"กษิต" พูดถึงความเสมอภาคของเพื่อนบ้าน และอยากให้มองไปข้างหน้ามากกว่ารื้อฟื้นประวัติศาสตร์

"เป็นภาระของผู้นำสองประเทศเพื่อหาจุดร่วม ต้องเคารพประเทศเพื่อนบ้าน ลัทธิการดูแคลนจะได้หมดไป"

แต่ผ่านไปแค่วันเดียว เมื่อนายกษิต ไปร่วมสัมมนาหัวข้อ "ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เหตุการณ์ปกติ ?" ที่จัดโดยกรรมาธิการการต่างประเทศวุฒิสภา

ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป

เปลี่ยนจาก "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ" ที่ไม่ดูแคลนประเทศเพื่อนบ้าน กลายมาเป็น "กษิต" บนเวทีพันธมิตรฯคนเดิม

คนที่เคยเรียก "ฮุนเซน" ว่า "กุ๊ย"

แต่ครั้งนี้เบาลงมาเพราะเรียก "ฮุน เซน" ว่า "เด็กเกเร"

"แม้เขมรจะแสดงให้เห็นภาพว่าเป็นผู้ถูกกระทำ ขอความเห็นอกเห็นใจว่าผ่านการสู้รบมาตลอดเพื่อให้ได้สิทธิเสรีภาพ แต่ความเห็นใจเหล่านี้ไม่อนุญาตให้สมเด็จฯฮุน เซน เป็นเด็กเกเรกับประเทศไทย ต้องชี้แจงว่าตอนนี้มีเด็กเกเรตอแยอยู่ข้างบ้าน แต่เราก็เป็นผู้ใหญ่ที่มีมิตรจิตมิตรใจกับชาวกัมพูชาที่ยากจนทุกคน"

"กัมพูชา" คือ "เด็ก" ส่วน "ไทย" เป็น "ผู้ใหญ่ใจดี"

และยังยกตัวอย่างเรื่องการสร้างทางรถไฟจากสระแก้วไปกรุงพนมเปญ ให้คนกัมพูชาเข้าไทยโดยไม่ต้องใช้วีซ่า

"เราต้องชี้แจงกับสหประชาชาติว่าพร้อมให้เงิน ให้ความหวังดี แม้จะมีเด็กเกเรอยู่ข้างบ้าน"

เป็นความใจดีที่ดูเหมือนลำเลิกบุญคุณอย่างยิ่ง

เหมือนกับลืมคำพูดของตัวเองเมื่อวาน

"ลัทธิการดูแคลนจะได้หมดไป"

"กษิต" กลับมาเป็น "กษิต" คนเดิมอีกครั้ง

...........

ลำพังแค่พูดถึง "ฮุน เซน" นั้นไม่ใช่เรื่องน่าตกใจนัก

แต่ที่น่าตระหนกมากกว่า คือ การพูดถึง จีน อินเดีย และรัสเซีย

"อย่างเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่กัมพูชาทำสำเร็จ โดยอาจจะมีประเทศอื่นสนับสนุน อย่างเช่น รัสเซีย อินเดีย จีน แล้วจึงฟ้องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ"

ถ้าดูแค่เนื้อหา โดยไม่รู้ว่าคนที่พูดเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไหน

คนส่วนใหญ่คงคิดว่าเป็นประเทศมหาอำนาจ ระดับ สหรัฐอเมริกา

ไม่ใช่ประเทศไทย

เพราะการกล่าวหา 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ว่าอยู่เบื้องหลัง "กัมพูชา" ในการปะทะกับไทยนั้นถือเป็น "เรื่องใหญ่" ในวงการทูต

กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน

เป็นการเพาะศัตรูโดยไม่จำเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดถึง "รัสเซีย" ว่าโกรธไทยเพราะไม่ยอมซื้ออาวุธ และดูถูกว่าไม่ได้เป็นประเทศมหาอำนาจเหมือนเดิม แต่เป็นแค่ประเทศขนาดกลาง

นอกจากนั้นยังเปิดไพ่ชัดเจนว่าไทยมี "สหรัฐ" เป็นพันธมิตร

"ผมจะทวงสัญญากับสหรัฐ ในฐานะที่เป็นพันธมิตรกันและมีสัญญาระหว่างกันมากมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาไทยกับกัมพูชาด้วย"

ยิ่งพูด ยิ่งทำให้คนนึกถึงกรณี "วิกเตอร์ บูท"

เหมือนกับมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรบางอย่าง ที่ทำให้รัฐบาลไทยส่งตัว "บูท" ให้สหรัฐอเมริกา

นอกจากสถานการณ์ที่เป็นรองในเวทีระหว่างประเทศแล้ว

การที่ไทยมี "กษิต" เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปเจรจากับกัมพูชาต่อหน้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก

เพราะไม่รู้ว่าเขาจะคุมอารมณ์ของตนเองได้หรือเปล่า

"กษิต" นั้นประกาศแล้วว่าเขาจะถามนายฮอ นัม ฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาแบบเปิดอกว่าจะรักษาอาเซียนและความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ

"หรือสู้รบฟาดฟันกันตลอดแนวชายแดนก็ได้ แต่ที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอย่ามาต่อกรกับไทย เพราะหากยังเกเรมีแต่เจ็บลูกเดียว"

ถามว่าคณะมนตรีความมั่นคงฯที่นั่งฟังอยู่ เขาจะรู้สึกอย่างไร

ประเทศไทยเป็น "ผู้ใหญ่ใจดี"

หรือเป็น "เด็กเกเร" กันแน่

นี่คือ ชะตากรรมของประเทศไทยที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 11/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เสียงประณาม ก่นด่า "ว่าไอ้สัตว์"
ถ้อยคำชัด จัดไว้ ให้คนชั่ว
หลงอำนาจ วาสนา อย่างตามัว
หลงลืมตัว แหลกเหลว สุดเลวทราม....

มันช่างสม กับคำด่า "ว่าไอ้สัตว์"
แม้นบอกปัด งึมงำ จากคำถาม
หยาบแค่ไหน ก็ไพเราะ เสนาะงาม
ด่าทุกยาม ก็ทนได้ บอกไม่แคร์....

เสียงประชา ก่นด่า "ว่าไอ้สัตว์"
ทำฮึดฮัด วกวน ว่าตนแน่
เป็นนายก สมองกลวง สุดดวงแด
ถูกด่าพ่อ ล่อแม่ ในแต่ละวัน....

เงิน 3 บาท เชิญเขียนด่า "ว่าไอ้สัตว์"
เพื่อขจัด คนชั่ว ไอ้ตัวนั้น
ประจานความ โหดร้าย ท้าทายมัน
เพื่อยืนยัน สิ่งแค้น คนแสนเลว....

ส่วนคนตาย เลย อดด่า "ว่าไอ้สัตว์"
เพราะมันยัด ขยัดไว้ ให้ตกเหว
มันสร้างเรื่อง ใส่ใคร้ ดั่งไฟเปลว
สุดยอดเลว แห่งมนุษย์ สุดอัปรีย์....

มาร่วมกัน ก่นด่า "ว่าไอ้สัตว์"
จนเซซัด ตามกรรม ที่ทำนี้
สร้างแต่เรื่อง โหดร้าย มาหลายปี
พอเสียที ได้ไหม "ไอ้สัตว์" เอ๊ย....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วงจรอุบาทว์

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




ยังไม่จบลงง่ายๆ ปัญหาการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชาตามแนวชายแดน

ถึงแม้ว่าจะไม่มีการยิงถล่มกันแหลกเหมือนช่วง 2-3 วันแรกๆ

แต่ความตึงเครียดไม่ได้ลดน้อยลง

การตรึงกำลังยังมีอยู่ทั้งสองฝ่ายด้วยความหวาดระแวง

คาดเดาไม่ได้เลยว่าเมื่อไหร่เสียงปืนใหญ่ปะทุอีก

ความเดือดร้อนตกไปอยู่กับชาวภูมิซรอลหลายหมื่นคนที่ต้องอพยพทิ้งบ้านช่อง

ใช้ชีวิตรวมกันที่ศูนย์อพยพอย่างอเนจอนาถ

ชีวิตที่เคยสงบสุขอยู่กันแบบสันติไม่มีให้เห็นอีกแล้ว

ตรงนี้ต้องถือว่าการเจรจาในระดับผู้นำล้มเหลว

ไล่มาตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยันนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ

ต้องย้ำอีกทีว่านายอภิสิทธิ์โทร.ไปคุยกับเขมรหรือยัง

ถ้าโทร.ไป แล้วฮุนเซนยอมรับสายหรือเปล่า !?

เบื้องหลังลึกๆ ปัญหาความขัดแย้งของ 2 ชาติ ไม่น่าจะเป็นแค่พื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหารอย่างเดียว

ต้องมีเรื่อง "ส่วนตัว" ผสมโรงเข้าไปด้วยแน่ๆ

ความกินแหนงแคลงใจของนายกฯ มาร์ค กับ นายกฯ ฮุนเซน เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ปัญหานี้ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

ทำให้การเจรจาแบบทวิภาคีไม่จบ

ส่อแววจะขยายวงไปในเวทีโลก ซึ่งเข้าทางความเขี้ยวลากดินของฮุนเซน

อีกปัญหาที่น่าเป็นห่วงพอๆ กัน ก็พวกม็อบคลั่งชาติกระหายสงคราม

ปลุกเร้ากันจนสถานการณ์ลุกลามใหญ่โต

วันก่อนก็ปลุกระดมกันแบบนรกแตก

ขาใหญ่ม็อบเจ้าเดิมประกาศบนเวทีต่อหน้าผู้ชุมนุมที่มีกันน้อยนิด

เรียกร้องให้กองทัพอากาศส่งฝูงบินรบบุกเข้าไปยึดให้หมดทั้งเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ

ยึดเอาเป็นเมืองขึ้นไว้ต่อรองให้กัมพูชาคืนปราสาทพระวิหารให้ไทย

บ้าไปแล้ว คิดได้ยังไงเนี่ย

ทำให้นึกถึงลัทธิขวาตกขอบ ระบอบฟาสซิสต์ นึกถึงยุค จอมพล ป.

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไปไล่ยึดเมืองเหล่านี้ แล้วผลออกมาเป็นยังไง

สุดท้ายไทยต้องสูญเสียอะไรต่อมิอะไรไปเยอะ

รวมถึงปราสาทพระวิหารด้วย

นี่คือผลพวงของการกระหายสงคราม

แต่ยังไม่หยุดแค่นี้สำหรับม็อบขวาตกขอบ

ทางหนึ่งโหมกระแสชาตินิยมบ้าสงคราม

อีกทางหนึ่งก็เดินเกมใต้ดิน

หวังโค่นนายกฯ รูปหล่อที่เคยอุ้มชูกันมา

เพราะไม่ตอบสนองกันเหมือนตอนเป็นรัฐบาลใหม่ๆ

เป้าหมายคือล้างไพ่รัฐบาล สกัดแผนยุบสภาเลือกตั้งใหม่

เพราะกลัวระบอบทักษิณจะคืนชีพ

วงจรอุบาทว์กำลังวนกลับมาอีกรอบ

ถึงเวลานั้นไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะเสียหายอีกเท่าไหร่

การเมืองเรื่องผีทักษิณ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



คุณทักษิณพ้นอำนาจไปเมื่อปี 49
แต่เหตุการณ์บ้านเมืองบอกว่า ยังก้าวไม่พ้นทักษิณ
คนสามัญอย่างพวกผม ตั้งคำถามกันและกันออกบ่อยไป ทักษิณจะกลับมาได้หรือเปล่า?

แต่ในสายตาของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในทางการเมือง ทักษิณ ชินวัตร ตายไปแล้ว

อาจารย์นิธิให้เหตุผลของท่านว่า หากไม่นับการรัฐประหารตัวเอง
อย่างน้อยก็ยังไม่เคยมีนายกฯคนไหน ที่ถูกรัฐประหารแล้วกลับมาเป็นนายกฯได้อีก

เหตุผลง่ายๆของคนเป็นนายกฯได้ คือ
คนที่กลุ่มต่างๆในบรรดาชนชั้นนำไทย ยอมรับว่า
ไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ทุกกลุ่มได้ลงตัว ไม่ลงตัวเมื่อไหร่ ก็ต้องออกจากตำแหน่ง

ไม่โดยดี ก็โดยไม่ดี

นายกฯที่ถูกรัฐประหาร ไม่อาจได้รับความไว้วางใจจากทุกกลุ่มชนชั้นนำ
เพราะไม่แน่ใจว่าจะไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ของตน
จึงอาจเป็นเหตุให้เกิดความแตกร้าวรุนแรงในหมู่ชนชั้นนำได้

ถึงจะมีบางกลุ่ม อยากได้กลับมาเป็นนายกฯใหม่ แต่ก็เสี่ยงเกินไป

กลุ่มชนชั้นนำ ไม่ได้ประกอบด้วยกลุ่มคนหน้าเดิม
หากมีคนหน้าใหม่ๆเข้ามาเพิ่ม ผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ
ก็ไม่ได้หยุดนิ่งกับที่มีการขยายหรือหดไปตามความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจชาติ

เพราะฉะนั้น นายกฯที่เคยไกล่เกลี่ยผลประโยชน์กลุ่มต่างๆได้

ในช่วงหนึ่ง ก็อาจกลายเป็นคนที่ไกล่เกลี่ยแล้วไม่ลงตัวไปได้ในช่วงเวลาต่อมา

อาจารย์นิธิ บอกว่า ปลายสมัยคุณทักษิณ คุณทักษิณก็รู้อยู่แล้วว่า จำเป็นต้องเว้นวรรค

ลือกันว่า นักการเมืองบางคนถึงกับช่วยลงขัน ในการทำรัฐประหารคุณทักษิณ ดังนั้น
เมื่อถูกคำพิพากษาห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี บางคนจึงอุทานว่าถูกหักหลัง

แม้ว่าคุณทักษิณจะตายไปในทางการเมือง
แต่ผีคุณทักษิณยังอยู่
และถูกปลุกขึ้นมาสร้างความชอบธรรมของทหารและกองทัพ
ในการควบคุมการเมืองและนักการเมือง

ความน่ากลัวของผีมีอยู่ได้ ก็ตรงที่ไม่รู้อันตรายของมัน หาก

ผีมีอันตรายแน่ชัด
เราย่อมป้องกันตัวได้เสมอ ไม่ต่างจากสมัยที่คนไทยถูกทำให้กลัวผีคอมมิวนิสต์

อาจารย์นิธิ บอกว่า ก่อนคุณทักษิณจะตายทางการเมือง
สังคมไทยเริ่มมีพลังในการควบคุมคุณทักษิณได้
หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่
พรรคไทยรักไทยจะไม่ได้คะแนนถล่มทลายอย่างที่เคยได้มา

แต่เมื่อคุณทักษิณตาย ผีทักษิณกลับน่ากลัวเสียกว่า
เพราะไม่มีใครรู้ว่าอันตรายอยู่ตรงไหน

ผีทำให้ฝ่ายอำนาจ ผลักปรปักษ์ไปอยู่กับผีได้หมด
คนไทยระแวงเรื่องท่อน้ำเลี้ยงมากกว่าเรื่องที่ขัดแย้งกัน
ถ้าคุณไม่สนับสนุนการรัฐประหาร คุณคือพวกผี

แม้แต่สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ยังควรถูกระงับ
เพราะผีทักษิณอาจใช้ประโยชน์

อาจารย์นิธิ ทิ้งท้ายด้วยวรรคทอง ที่สำนักพิมพ์โอเพนบุ๊คส์...
ผู้พิมพ์หนังสือ การเมืองเรื่องผีทักษิณ (หนังสืออาจารย์นิธิชุดนี้มี 3 เล่ม)
เอาเป็นประเด็นขึ้นปกว่า

กลัวอะไรกันนักหนา ขนาดทักษิณเป็นๆยังเกือบจะคุมได้
ผีทักษิณเป็นแค่การข่มขู่ให้กลัวอย่างไร้เหตุผลเท่านั้น
สิ่งน่าประหลาดอยู่ที่ว่า คนที่กลัวผีที่สุด คือคนที่หลอกผีคนอื่นเขา

ที่ผมรู้สึกมหัศจรรย์ อาจารย์นิธิท่านเขียนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2550
ท่านมองเห็นผีทักษิณ เห็นการปลุกผีทักษิณ...ไว้ก่อนใครอื่น

ถึงวันนี้ ยังปลุกผีทักษิณกันอยู่
ข่าวลือคนไปพูดจากับทักษิณ
ข่าวสงครามเขมร
สร้างความกดดันให้ทหารปฏิวัติ
ถูกผูกโยงกับกระบวนการต่อต้านทักษิณได้...ไปเสียทุกเรื่อง.


กิเลน ประลองเชิง


http://www.thairath.co.th/column/pol/chuckthong/147964

FARED มาชวนเพื่อนๆ ร่วมทำกิจกรรมง่ายๆ ในวันชุมนุมที่ 13 นี้

ที่มา thaifreenews

โดย แมวอ้วนอ้วน

ในการชุมนุม วันอาทิตย์ที่ 13 นี้ กลุ่ม FARED (First Aid RED shirt) ขอเชิญชวนเพื่อนๆ ที่มาร่วมชุมนุม
มาร่วมกันทำกิจกรรมง่ายๆ เพื่อแสดงออกทำวัฒนธรรมที่ดีของคนเสื้อแดง
โดยเราจะมาช่วยกัน รักษาความสะอาด และช่วยกันเก็บขยะ ในที่ชุมนุม
โดยทางกลุ่ม FARED จะทำการจัดเตรียมถุงขยะไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อให้เพื่อนๆ ที่มาชุมนุมมีความสะดวกในการทิ้งขยะ
และจะยังมีการออกเดินเก็บขยะในที่ชุมนุมด้วย

เพื่อให้เพื่อนๆ คนเสื้อแดงทั้งหลายได้มีส่วนร่วมกันสร้างวัฒนธรรมที่ดีให้กับการชุมนุม
เราจึงเปิดรับอาสาสมัคร ที่จะมาร่วมช่วยกัน ติดตั้งจุดทิ้งขยะ และ เดินเก็บขยะนี้
โดยทาง FARED จะเป็นผุ้จัดซื้อถุงขยะ / อุปกรณ์ติดตั้งถุง / ถุงมือ (สำหรับเก็บขยะ)
เชิญเพื่อนๆ มาติดต่อรับ อุปกรณ์ได้ที่เต็นท์ FARED ซึ่งเบื้องต้นนคาดว่าจะตั้งที่บริเวณหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

ซึ่งที่เต็นท์ก็จะมีบริการปฐมพยายามเบื้องต้น ตามปกติที่เคยมีในช่วงชุมนุมใหญ่ที่ผ่านมานะครับ

พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนเพื่อนๆ ที่มีรถเข็น shopping ลักษณะประมาณรูปด้านล่างนี้ (แบบอื่นๆ ก็ได้นะครับ)
นำรถเข็นที่ท่านมีมาด้วย เพื่อช่วยในความสะดวกในการลากเดินเก็บขยะในที่ชุมนุม


พบกันวันชุมนุม อาทิตย์ที่ 13 นี้ ที่เต็นท์ FARED บริเวณหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา
แวะเวียนมาทักทายกันได้ตามสะดวกเลยนะคร้าบบบบ


หมายเหตุ : ธงอียิปต์ และธงตูนีเซีย ในภาพเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก ไม่ได้มีให้นะครับ