WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 14, 2011

ดร.ชาญวิทย์ส่งจดหมายรักถึงคุณหญิงและลูกศิษย์มธ.:Make Love not War with Asean Neighbors

ที่มา Thai E-News



โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
14 กุมภาพันธ์ 2554

A Letter to a Khunying from Nai Cherng Kaenkeo:จดหมายถึงคุณหญิง จากนายเชิง แก่นแก้ว
(14 February 2011)


ถึง คุณหญิง และกัลยาณมิตร

(1) Happy Valentine’s Day และขอส่งความปรารถนาดีเนื่องในวันแห่ง “ความรัก” ขอ “สันติภาพ” จงบังเกิดต่อพี่น้องร่วมชาติของเราใน “สยามประเทศไทย” กับมนุษยชาติ “ข้ามพรมแดน” ใน “เขมรกัมพูชา” ในลาว ในอุษาคเนย์ และใน “ประชาคมอาเซียน”

(2) ต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ทำให้ผมนึกถึงข้อคิดข้อเขียนของ อ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อันเป็นที่รักเคารพของเรา “จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” (From Womb to Tomb) ที่กล่าวไว้ว่า

“เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ
คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น
ตายในสงครามกลางเมือง
ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์
ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ
หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ”


(3) ผมเชื่อว่า “การเมือง (ที่) เป็นพิษ” ในการเมืองภายในของบ้านเมืองเรา ที่ลามปามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จาก “สันติภาพ” (Peace) กำลังกลายเป็น “สงคราม” (War) จาก “สนามการค้า” (Market Place) กลับเปลี่ยนเป็น “สนามรบ” (Battlefield) นั้น ด้านหนึ่ง มาจากกิเลศและตัณหา จาก “โลภ-โกรธ-หลง” และอีกด้านหนึ่งมาจาก “อวิชชา” จาก “อประวัติศาสตร์” ขาดความเคารพนับถือในสิ่งที่ “บรรพชน-บรรพกษัตริย์” ของเราได้ทำเอาไว้ และขาดการเคารพกติการะเบียบของสังคมโลกที่เป็น “สากล” และเป็น “อารยะ”

(4) ปัญหาที่มาจากกิเลศและตัณหา ว่าด้วย “โลภ-โกรธ-หลง” นั้น ก็คือ

โลภ เพราะอยากได้ “ปราสาท” กับ “พื้นที่”
โกรธ เพราะไม่ได้ “ปราสาท” กับ “พื้นที่”
หลง เพราะคิดว่าอาจจะได้ “ปราสาท” กับ “พื้นที่”


(5) ส่วนปัญหาที่เกิดจาก “อวิชชา” จาก “อประวัติศาสตร์” และจากการขาดความเคารพนับถือในสิ่งที่ “บรรพชน-บรรพกษัตริย์” ของเราได้ทำไว้ ก็คือเรื่อง “หนังสือสัญญา” ฉบับต่างๆ และแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น)ที่ “สยาม” Siam ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับ เสนาบดีพระหัตถ์ซ้าย-ขวาของท่าน คือ คือ สมเด็จกรมเทววงศ์ (การต่างประเทศ) และสมเด็จกรมดำรงฯ (มหาดไทย) จำต้องทำและให้สัตยาบันไว้กับฝรั่งเศสไม่ว่าจะเป็นฉบับ ค.ศ. 1893-1904-1907 (ตรงกับ ร.ศ. 112, 122, 125 และตรงกับ พ.ศ. 2436, 2447, 2450 ตามลำดับ)

(6) รวมทั้งแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น ที่มักจะรู้จักกันในนามของ 1: 200,000) ที่ขีดเส้นพรมแดนครอบคลุมดินแดนจากแม่น้ำโขงตอนบน (แม่กบ-เชียงล้อม)-น่าน-เทือกพนมดงรัก-ตลอดลงมาจนถึงเมืองตราด อันเป็นผลงานของ “คณะกรรมการเขตแดนผสมอินโดจีนและสยาม” (Commission de Delimitation entre l’Indochine et Le Siam) และอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส (หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร) ที่ทรงรับมาเป็นจำนวน 50 ชุด และส่งกลับมากรุงเทพฯ ถวายให้กับเสนาบดีการต่างประเทศ คือ สมเด็จกรมฯ เทววงศ์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2451 (1908)

(7) การที่ต้องทำหนังสือสัญญาต่างๆข้างต้น การที่ต้องให้สัตยาบัน และการที่ต้อง “รับ” แผนที่ 11 ระวาง (แผ่น) นั้นมา ก็เป็นไปตามปรัชญาความเชื่อว่าด้วย “ชาติ” ของ “ราชาชาตินิยม” หรือ Royal Nationalism ที่จะต้องรักษา “เอกราช-อธิปไตย” ของสยาม/Siam เอาไว้ ต้องยอมรับว่าสยามมีพื้นที่หรือดินแดน “จำกัด” (limited land) เป็นเพียง “รูปขวานทอง” และต้องยอมสละ “ส่วนเกิน” หรือส่วนที่เป็น “ประเทศราช-เมืองขึ้น” ที่ไป “ได้ดินแดน” (ของ “คนอื่น” ของ “เขมร-ลาว-มลายู”) มา ไม่ว่าจะเป็น “เสียมราฐ-พระตะบอง-ศรีโสภณ-จำปาศักดิ์-หลวงพระบาง-เชียงตุง-เมืองพาน” ตลอดจน “เคดะห์-ปลิส-กลันตัน-ตรังกานู” (ที่ต้องยอมยกและแลกเปลี่ยนไปกับอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2452 หรือ ค.ศ. 1909 ปลายรัชสมัย “เสด็จพ่อ ร. 5”)

(8) แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (1932) พวก “ผู้นำใหม่” โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก “เสนาอำมาตย์” หรือ “ปีกขวา” นักการเมืองสายทหารของ “คณะราษฎร” ก็เปลี่ยนปรัชญาความเชื่อของตน เปลี่ยนและ “สร้างชาติ” ตามแนวลัทธิ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” หรือ Military-Bureaucratic Nationalism (แทน “ราชาชาตินิยม” Royal Nationalsim)

ลัทธิใหม่นี้ เปลี่ยนนามประเทศจาก “ราชอาณาจักรสยาม” จาก Siam เป็น “ประเทศไทย” เป็น Thailand พ.ศ. 2482 (1939) รวมทั้งเปลี่ยนเนื้อร้อง “เพลงชาติ” (แต่ไม่ได้เปลี่ยนทำนอง) จากประโยคขึ้นต้นว่า “อันสยาม นามประเทืองว่าเมืองทอง.....” เป็น “ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย.....”

แล้วก็ปลุกระดมความ “รักชาติ” การ “กู้ชาติ” ดำเนินการขยายดินแดนด้วยการ “เรียกร้องดินแดน” เพื่อให้ “ประเทศไทย” เป็น “มหาอานาจักรไทย” (สะกดด้วย น. หนู ตามตัวสะกดที่ถูกรัฐบาลให้เปลี่ยนในสมัยนั้น) ดังนั้น “ประเทศไทย” หรือ Thailand ก็มีสภาพเป็น expanded land หาใช่ limited land อย่างของ “ราชอาณาจักรสยาม” หรือ Siam ไม่

(9) ในปี พ.ศ. 2484-85 หลังการเปลี่ยนชื่อประเทศเพียง 2 ปี ก็เกิด “สงครามอินโดจีน” รัฐบาลของหลวงพิบูลสงคราม ก็ส่งกำลังของกองทัพบก-เรือ-อากาศ บุกเข้าไปยึดดินแดนต่างๆมาได้ อาทิ เมืองเสียมราฐ (เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “จังหวัดพิบูลสงคราม”)-ยึดพระตะบอง-ยึดศรีโสภณ-(และปราสาทพระวิหาร)-ยึดจำปาศักดิ์ (และปราสาทวัดพู)-ยึดไซยะบุรี (เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “จังหวัดลานช้าง” สะกดโดยไม่มีไม้โท)

รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม “ประกาศสงคราม” กับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเมื่อ 25 มกราคม พ.ศ 2485 (1942) และด้วยความช่วยเหลือของ “พันธมิตรญี่ปุ่น “ ก็ทำการยึดเมืองพาน-เมืองเชียงตุง (ในพม่า เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “สหรัฐไทยเดิม”) แถมญี่ปุ่นยังมอบรัฐมลายู เช่น “เคดะห์-ปะลิส-กลันตัน-ตรังกานู” ให้มาอีก รัฐบาลพิบูลสงครามเอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “สี่รัฐมาลัย”

(10) นี่คือสภาพ “อีรุงตุงนัง” และ “มรดกทางประวัติศาสตร์” ของสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศชาติของเราเกือบถูกยึดเป็น “เมืองขึ้น” และผู้นำของ “อำมาตยาเสนาธิปไตย” หลายคนเกือบกลายเป็น “อาชญากรสงคราม” ถูกจับประหารชีวิต เมื่อมหามิตรญี่ปุ่นถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูแพ้สงครามไป

โชคดีที่มี ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ “ปีกซ้าย” ของ “คณะราษฎร” ตั้ง “ขบวนการเสรีไทย” ทำการใต้ดินขึ้นมา “กู้ชาติ” ไว้ได้ ทำการ “ประกาศสันติภาพ” เมื่อ 16 สิงหาคม 2488 (1945) นี่คือผลงานของ “บรรพชน-มหาบุรุษ” แต่ท่านปรีดี ก็ถูกกำจัดออกไปด้วย “การเมืองทราม-การเมืองเป็นพิษ” (ถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีในกรณีสวรรคตอันมืดมนของในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489) มีการ “รัฐประหาร พ.ศ. 2490” โดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ ที่นำ “อำมาตยาเสนาธิปไตย” ของจอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมา และสืบทอดกันต่อๆมาโดยจอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ฯลฯ และยังทรงอิทธิพลอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้

(11) จะเห็นได้ว่า “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” ของสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีหลวงวิจิตรวาทการเป็น “มันสมอง” มีทีมงานจากกรมศิลปากร (นายธนิต หรือ นายกี อยู่โพธิ์-นายมานิต วัลลิโภดม หรือทีมงานของกรมโฆษณาการ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกรมประชาสัมพันธ์) อย่างนายมั่น-นายคง (นายสังข์ พัธโนทัย) ก็ส่งมรดกตกทอดกันมายัง “สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส” ตลอดจนทางสายของนักการเมืองพลเรือนอย่าง “เสนีย์-คึกฤทธิ์ ปราโมช-ควง อภัยวงศ์”

เรื่อยมาจนบัดนี้เป็นเวลากว่า 70 ปี จนถึงรุ่นของจำลอง-สนธิ-โพธิรักษ์-สมปอง-อดุล-ศรีศักร และรัฐบาลในปัจจุบัน

(12) นี่เป็น “หลุมดำทางการเมือง” (Political Black Hole) หรือ “หีบพยนต์-ผะอบนางโมรา” (Pandora’s Box) ที่หากตกลงไปก็ยากที่จะปีนป่ายขึ้นมาได้ หรือถ้าเปิดออกมา (จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) ก็อาจถึงตายได้ คำถามของเรา ณ บัดนี้ ก็คือเรา (หมายถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ นอก กทม.) จะรอดจาก “บ่วงกรรม” นี้ไปได้อย่างไร เราจะทำอย่างไรให้ “การเมืองเป็นพิษ” หรือ “การเมืองทราม” กลายเป็น “การเมืองดี” ทำให้ประเทศชาติของเรารุ่งเรือง มีศักดิ์มีศรี มีเกียรติภูมิในวงการระหว่างประเทศ เคารพกติการะเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ ดำเนินการที่เป็น “สากล” และเป็น “อารยะ”

กัลยาณมิตร และเพื่อนๆของผมในกลุ่ม “สันติประชาธรรม” ขอเสนอมายังคุณหญิงอีกครั้งหนึ่ง และขอให้ช่วยนำความไปเรียนต่อ “บุคคลที่อยู่ใกล้ตัวคุณหญิง ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน หรือเป็นทหาร ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงาน หรืออยู่ที่บ้าน” ก็ตาม

ขอให้เรามาช่วยกัน “ปฏิบัติธรรม” ละเสียซึ่งโลภ-โกรธ-หลง ขจัด “อวิชชา” และ “อประวัติศาสตร์” ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยกันหลีกเลี่ยง “สงคราม” ช่วยกันแสวงหา “สันติภาพ “ ช่วยกันทำให้ “สนามรบ” กลับเป็น “สนามการค้า” อีกครั้ง

ขอให้เรามาช่วยกัน ทำดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลของอุษาคเนย์-อาเซียน ที่หลากหลายไปด้วยชาติพันธุ์ ระบบนิเวศ ธรรมชาติและวัฒนธรรม จาก “ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ถึงพนมดงรัก จากปราสาทพนมรุ้ง ถึงปราสาทพระวิหาร และปราสาทวัดพู จรดแม่น้ำโขงตอนกลาง ณ คอนพะเพ็ง-แก่งหลี่ผี” กลายเป็น “มรดกโลกข้ามเขตแดน” เพื่อ “ความรัก-สันติภาพ-สันติสุข-และอหิงสา” ของ “ประชาคมอาเซียน” ที่ “ไร้พรมแดน” ให้จงได้ (Asean Trans-Boundary World Heritage Sites from Dong Phyayen-Khaoyai to Phnom Dangrek-Prasat Phnom Rung/Preah Vihear/Vat Phou to Khone Papeng/Li Phi Falls and the Middle Mekong Basin)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อ “ชาติ และราษฎรไทย” ของเรา เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพ่อแม่พี่น้องลูกหลาน หลายพันหลายหมื่นชีวิต ที่อยู่ตามแนวชายแดนกว่า 800 กิโลเมตร จากอุบลฯ ศรีสะเกษ จากสุรินทร์ บุรีรัมย์ จากสระแก้ว-จันทบุรี-ถึงตราด ผู้คนที่เป็นเพียงชาวบ้าน แค่ชาวชนบท ด้อยการศึกษา (ไม่มีแม้แต่ประกาศนียบัตรมัธยม โดยไม่ต้องพูดถึงระดับปริญญาตรี อย่างเราๆท่านๆ ในเมืองหลวง)

และก็ด้อยซึ่งโอกาส ที่ต้องเผชิญต่อ “สงคราม” และสภาพของบ้านแตกสาแหรกขาด สูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ ทำมาหากินไม่ได้ ที่อยู่ทางฝั่งตะเข็บชายแดนของ “สยามประเทศไทย” ที่ร่วมชะตาและร่วมกรรมกับผู้คนที่ก็เหมือนๆกัน เป็นญาติพี่น้องกัน ร่วมสายเลือดเดียว ทั้งยังร่วมวัฒนธรรม ร่วมภาษากันในฝั่งตะเข็บชายแดนของ “เขมรกัมพูชา” จากสตุงแตรง ถึงพระวิหาร จากอุดรมีชัย ถึงบันทายมีชัย โพธิสัตว์ และเกาะกง ดังข้อเสนอต่อไปนี้

1. ขอให้กองกำลังของทั้งสองประเทศใช้ขันติธรรม และความอดกลั้น ยุติการสู้รบโดยทันที ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและกองทัพตามชายแดนของ ทั้งสองฝ่าย

2. ขอให้ถอนกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่พิพาทอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการเผชิญหน้าทางทหารตามชายแดนระหว่างกัน

3. ขอให้ยุติเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปยังจุดพิพาทอื่นๆ ที่ยังคงเป็นปัญหากันอยู่เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะมิให้ขยายตัวออกไปยังจุดอื่นๆตามแนวชายแดน

4. ขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีซึ่งมีอยู่แล้ว อันได้แก่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมซึ่งได้จัดตั้งตามบันทึกความเข้าใจแห่งราช อาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543

5. ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการแห่งอหิงสา ยุติการนำประเด็นความขัดแย้งเรื่องเขตแดนมาแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าการเมืองภายในประเทศ หรือการเมืองระหว่างประเทศ อันจะทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นชนวนสงครามที่ยากจะหาทางยุติลงได้

ด้วยความระลึกถึง

เชิง แก่นแก้ว
สิงหะปุระ

PS:
Make Love not War
with ASEAN Neighbors,
especially Cambodia and Laos

*********

จดหมายถึงลูกศิษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เนื่องในโอกาสวัน Valentine
ขอส่งอีเมล์ที่ส่งถึงทีมงาน “สยาม-ขะแมร์”
ต่อให้ นศ Seas มธ. (รวมทั้งกัลยาณมิตร คนอื่นๆๆ
ที่ไม่หนุ่มไม่สาว ก็อ่านได้ ครับ)

(1) Feb 14 Valentine Day is coming.
Dont forget to Make Love not War with Asean Neighbors,
esp. in Cambodia and Laos

(2)
อีเมล์รับทราบ ขอบคุณ ครับ Gut-Nur และทีมงาน
การอภิปรายและบริภาษอย่างนี้ เป็น promotion ให้หนังสือ "สยาม ขะแมร็" ที่ดีมาก
ภาษาฝรั่ง เขาเรียกว่า right for a wrong reason ครับ

ผมเอาหนังสือ "สยาม-ขะแมร์"
ติดตัวมาแจกให้บรรดานักวิชาการที่ "Tumasik" หลายเล่ม ครับ
ผู้คนชอบกันใหญ่ ถามว่า นศ ทำจริงๆ หรือ หรือว่าเป็น "มืออาชีพ"

ครับ ผมภูมิใจใน นศ SeasTU ธรรมศาสตร์ของผม
พวกคุณอาจ "กู่้เกียรติธรรมศาสตร์
โดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์"
ลูกแม่โดมเลือดเหลืองแดงได้ กระมัง
หลังจากที่มหาวิทยาลับอันเป็นที่รัก และชาติบ้านเมืองของเรา
ถูกเอาไปทำปู้ยี่ ปู้ยำ
ถูก "อันธพาล" และ "อนาธิปไตย"
ซ้ำเติมจนบอบช้ำถึงปานนี้

อ.ปรีดี มักจะยกพุทธภาษิตมาบอกว่า
"อโถ สุจิณฺณสฺส ผลํ น นสฺสติ “
(ผลของกรรมดีที่ก่อไว้นั้น ย่อมไม่สูญหาย)"

Walk on, walk on, through the wind ครับ

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ( อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ )

PS:
Dont forget to Make Love not War with Asean Neighbors, esp. Cambodia and Laos
and HAPPY VALENTINE DAY KRAB


Charnvit Kasetsiri, Ph.D.

***
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ไฟล์งานสัมมนาวิชาการอุษาคเนย์ ครั้งที่ 8 ประจำปี 2554 “สยาม-ขะแมร์ คู่รัก คู่ชัง คู่กรรม คู่เวร”

-รูปงานสัมมนานัดนี้ทั้งหมด

อภิปรายหัวข้อ “ชำแหละประวัติศาสตร์ แบบเรียน สื่อ และวาทกรรม สยาม-ขะแมร์ สู่มิตรและศัตรู”

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ http://www.mediafire.com/?iffom5ldomavjqn

ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ http://www.mediafire.com/?4mafioqy3faqbko

ดร.ศานติ ภักดีคำ http://www.mediafire.com/?jgyln8b85iauhnm

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี http://www.mediafire.com/?f2ccdhuflxuxenf

ดุลยภาค ปรีชารัชช ดำเนินรายการ

คุณโสธา http://www.mediafire.com/?b19lg8gh3zfdtup

คุณวิสิทธิ์ http://www.mediafire.com/?haofvb3pjla8adb

ถาม-ตอบ http://www.mediafire.com/?l87kihz1yw9aroz


อภิปรายหัวข้อ “ปราสาทพระวิหาร: แผนที่ พรมแดน สู่ปมมรดกโลก”

รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข http://www.mediafire.com/?yp04c1ysas6cpow

อ.มรกต เจวจินดา ไมยเออร์ http://www.mediafire.com/?buejzaj9bdhr6cv

อ.พนัส ทัศนียานนท์ http://www.mediafire.com/?czper2wrs21ophf

สมฤทธิ์ ลือชัย ผู้ดำเนินรายการ

Sunday, February 13, 2011

รวบอันธพาลการเมืองพธม.พกระเบิดปิงปองจ้องป่วนเสื้อแดง ชม+ฟังถ่ายสดอัมสเตอร์ดัม-ทักษิณโฟนอิน

ที่มา Thai E-News



ชมถ่ายทอดสดนปช.แดงทั้งแผ่นดิชุมนุม คลิ้ก หรือ คลิ้กที่นี่ รับฟังถ่ายทอดทางวิทยุในเขตกรุงเทพฯที่คลื่นFM91.75 FM95.75 FM102.75 โดยวันนี้โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายฝรั่งของนปช.จะโฟนอินราว19.00น. และอดีตนนายกฯทักษิณจะโฟนอินเวลา20.30น.(ภาพชุดการชุมนุมหน้าศาลอาญาช่วง12.30-15.00น.โดย 2chum )

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 กุมภาพันธ์ 2554

*ข่าวนี้มีการอัพเดตเป็นระยะ

ภาพมติชนออนไลน์ ขบวนเสื้อแดงขณะเคลื่อนขบวนออกจากศาลอาญา


กลุ่มผู้ชุมนุมที่ไปรออยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

สำนักข่าวเนชั่น รายงานข่าวว่า พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก สตช .เปิดเผยว่า ตร.รวบ 3 ผู้ต้องหาพกระเบิดปิงปอง 63ลูก หน้าวัดมกูฎกษัตริยาราม ใกล้พื้นที่ม็อบพันธมิตร(พธม.) บริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยเมื่อเวลา 17.30 น. พล.ต.อ.วิชัย สังข์ประไพ ผบก น.๑ แถลงจับผู้ต้องหาระเบิดปิงปอง 63 ลูก โดยผู้ต้องหาทั้ง 3ราย รับสารภาพว่าเตรียมไว้ขว้างเจ้าหน้าที่ หากสลายการชุมนุมของกลุ่มพธม.และ ขว้างเสื้อแดงนปช.หากเข้ามาป่วนในพื้นที่ชุมนุม

ขณะที่การชุมนุมของพธม.บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล จำลอง ศรีเมือง ระแวงหนักอ้างว่า แจงเขมรมาป่วนที่ชุมนุม ต้องขอตรวจบัตรประชาชนก่อนเข้าออกพื้นที่ชุมนุม ทั้งนี้จากรายงานข่าวของเวบASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงของพันธมิตร

ทั้งนี้นปช.แดงทั้งแผ่นดินได้เริ่มรวมตัวกันที่หน้าศาลอาญา เมื่อเวลา 13.30 น. นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษก นปช. ได้อ่านจดหมายของแกนนำนปช. ที่ถูกจำคุกในเรือนจำ ใจความว่า กระผมแกนนำ นปช. ผู้ต้องคดีก่อการร้ายจากการชุมนุมทางการเมือง 2553 ซึ่งถูกกักขังนานกว่า 9 เดือนแล้ว ยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัว มีความทุกข์ทั้งร่างกายและจิตใจ จึงเขียนจดหมายปรับทุกข์กับผู้พิพากษา ดังนี้

1.ถูกตั้งข้อหาเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งที่ผู้ก่อคดีในจังหวัดชายแดนภายใต้เป็นเพียงผู้ก่อความไม่สงบเท่านั้น

2.การสั่งคดีของดีเอสไอ ซึ่งดีเอสไอให้ข่าวรายวันว่าจะส่งฟ้อง ทั้งที่ยังไม่รวบรวมพยานหลักฐานได้เสร็จ

3.กระบวนการพิจารณาคดี มีการยื้อคดีให้นานกว่าปกติ

4.สิทธิการประกันตัว แม้ผ่านมาแกนนำยังไม่เคยหลบหนีคดีและได้ยื่นประกันตัวหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้รับการประกันตัว

5.สองมาตรฐาน แกนนำนปช. ไม่ได้รับการประกันตัว ขณะที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งถูกข้อหาก่อการร้ายเช่นกัน ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นตำรวจและได้รับการประกันตัว

จากนั้นนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำนปช. ได้ร่วมกันวางดอกกุหลาบสีแดงหน้าป้ายศาลอาญา ก่อนจะนำผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายจตุพร กล่าวว่า หากแกนนำผู้ชุมนุมยังไม่ได้รับการประกันตัว ในเดือนมีนาคมนปช.จะกลับมาชุมนุมหน้าศาลอาญาอีกครั้ง และยืนยันว่าจะไม่มีการปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างแน่นอน

เรา ทรุดลง เพื่อเป็นการเสียสละอันมีเกียรติ ในการต่อสู้ที่มีกำลังไม่ทัดเทียมกันนี้ เราเสียสละทุกสิ่งที่เรามีเพื่ออุดมการณ์แห่งเสรีภาพ...

ที่มา Thai E-News




(ภาพซ้าย) ช่างภาพหญิงของ Getty Images คว้ารางวัลจากสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ จากสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศ (FCCT) ส่วนภาพขวา เป็นภาพถ่ายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง คว้ารางวัล รองชนะเลิศ"เวิลด์เพรสโฟโต้" ที่เนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

เราทรุดลง เพื่อเป็นการเสียสละอันมีเกียรติ
ในการต่อสู้ที่มีกำลังไม่ทัดเทียมกันนี้
เราเสียสละทุกสิ่งที่เรามี
เพื่ออุดมการแห่งเสรีภาพ
อำนาจบาตรใหญ่ จักต้องพินาศ
ประชาชนจักต้องลุกฮือขึ้น
-นวนิยายเรื่องแม่ ,แม็กซิม กอร์กี้

ต่อไปนี้เป็นรายงานที่ไทยอีนิวส์เสนอไว้เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ในหัวข้อเรื่อง คนไทยต้องรู้ความจริงเหมือนที่ทั้งโลกรู้ ใครคือสไนเปอร์สังหารโหดเสื้อแดง ใครโกหกคนไทย


REUTERS-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวในการออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า กองกำลังทหารกำลัง"กระชับวงล้อม"เพื่อให้ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลยุติการชุมนุม ซึ่งมีผู้ก่อการร้ายมีอาวุธแฝงอยู่ และปฏิเสธว่าไม่ได้สั่งฆ่าผู้ประท้วง


AP-ทหารไทยและพลซุ่มยิงระยะไกล(สไนเปอร์-คนขวา)ยิงใส่ผู้ประท้วงรัฐบาล ในกรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 15 พ.ค.

REUTERS-ทหารไทยให้สัญญาณมือห้ามสไนเปอร์ให้หยุดยิงใส่ผู้ประท้วงในใจกลางกรุงเทพฯเมื่อวันเสาร์

AP-บาดแผลที่ศีรษะของผู้ประท้วงแสดงให้เห็นถึงรอยการยิงโดยสไนเปอร์เมื่อวันเสาร์


AP-ภาพชายไทยถูกยิงและนอนหลบบนฟุตบาทโดยฝีมือของสไนเปอร์ไม่ทราบสังกัด

AP-ชายไทยที่เป็นผู้ประท้วงนอนตายบนทางเท้าโดยถูกยิงจากสไนเปอร์ไม่ทราบว่าเป็นใคร


AP-ชาย3คนคลานเข้าไปช่วยเหลือผู้ประท้วงรายหนึ่งที่ถูกยิงโดยสไนเปอร์ด้วยความกลัวว่าจะโดนสไนเปอร์ยิง

AP-ผู้ประท้วงหามร่างสหายของพวกเขาที่เชื่อกันว่าโดนยิงโดยสไนเปอร์


REUTERS-ผู้ประท้วงรัฐบาลกลุ่มเสื้อแดงใช้หนังสติ๊กยิงโต้ใส่ทหารที่ถนนพระราม4เมื่อเสาร์15พ.ค.

REUTERS-ผู้ประท้วงใช้บั้งไฟตะไลยิงสู้ทหารแบบตามมีตามเกิด เมื่อวันเสาร์15พ.ค.

AP-ชาวบ้านในพื้นที่ใช้มือปิดเปลือกตาผู้ประท้วงที่ถูกยิงตายบริเวณหัว


AP-ผู้ประท้วงตะโกนด่าทหารไทยที่สาดห่ากระสุนใส่ผู้ชุมนุมไม่ยั้งบนท้องถนนเมื่อวันเสาร์


AP-ผู้หญิงชราและเด็กนั่งอยู่ในที่ชุมนุมราชประสงค์ด้วยขวัญกำลังใจที่ดี แม้รอบนอกเกิดการปะทะบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก นายกฯอภิสิทธิ์กล่าวว่าจะเปิดทางให้ผู้หญิง เด็กออกจากที่ชุมนุมได้ แต่จะไม่ยินยอมต่อข้อเรียกร้องอื่นใดของอค์กรด้านมนุษยธรรม

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อ่านวิกฤตสงคราม-แนวรบเหลือง-แดง "ผู้สนับสนุนใหญ่ ยังพอใจอภิสิทธิ์-ประชาธิปัตย์"

ที่มา มติชน





ข้อวิพากษ์ เหตุพิพาทที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา มีทั้งแนวการเมือง-การต่างประเทศและความมั่นคง

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กูรู-ผู้เชี่ยวชาญ ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่วิเคราะห์เฉพาะที่เกิดเหตุเกิดที่ชายแดน

แต่วิเคราะห์ลึก-ล้วงข้ามเข้าไปถึงโครงสร้างอำนาจ ทั้งในฝ่ายรัฐบาล-พันธมิตร และเสื้อแดง

การปะทะกันบริเวณชายแดนเป็นความบังเอิญ หรือจงใจไปพ้องกับข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ

ตอนนี้เป็นการแบ่งระหว่างฝ่ายที่ต้องการ "สันติภาพ" และฝ่ายที่ต้องการ "สงคราม" สายเหยี่ยวกับสายพิราบ ทำ ให้จะต้องมาแก้ตัวกันพัลวันว่า ใครกันแน่ที่ต้องการ "สันติภาพ" ใครกันแน่ยุยงและกระหาย "สงคราม" และพันธมิตรฯก็ปฏิเสธไม่ได้ในจุดนี้ว่า มีส่วนผลักดันทางการเมืองภายในกรุงเทพฯจนบานปลายนำไปสู่การสู้รบที่ชายแดน

มองการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯอย่างไร

คิดว่าเขามีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนอกระบอบประชาธิปไตย เพราะคนกลุ่มนี้เขาไม่เล่นเกมประชาธิปไตย ไม่ชอบการเลือกตั้ง เนื่องจากไม่ได้ทำให้พวกเขาได้ประโยชน์อะไร ไม่ได้เก้าอี้ ส.ส.จากการเลือกตั้ง ดังนั้นเขาคงหวังว่าเมื่อมี "รัฐประหาร" มีการยึดอำนาจแล้ว เขาจะได้ส่วนแบ่ง ได้ "ส้มหล่น"

จำนวนมวลชนจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของพันธมิตรหรือไม่

จำนวนมวลชนสำคัญ แต่จำนวนต้องมากมหาศาลถึงจะมีผลต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในกรณีนี้คนเสื้อเหลืองไม่ใช่สีเฉดเดียวอีกแล้ว มีคนจำนวนไม่น้อยหันไปใส่เสื้อสีชมพู เสื้อสีต่าง ๆ หลากสี ความเข้มข้น ความขลังก็ลดลง ไพ่ที่ผู้นำพันธมิตรเสื้อเหลืองเคยใช้ทั้ง 3 ข้อหา คือ ไม่จงรักภักดี, ทุจริตคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อนและชาตินิยม-วาทกรรมเสียดินแดน แต่งานนี้ผู้นำพันธมิตรฯใช้ประเด็นเดียว คือ ชาตินิยม ไม่ได้ใช้เรื่อง "สถาบัน" กับเรื่อง "ทุจริตคอร์รัปชั่น" น้ำหนักจึงไปอยู่ที่ไพ่ใบสุดท้าย คือ ชาตินิยม การเสียดินแดน

ผมคิดว่าอาจจะปลุกยาก แม้จะมีมวลชนมาในระดับหนึ่งก็ตาม แต่คนจำนวนเยอะที่เคยสนับสนุนมาก่อนก็ไม่เล่นด้วย

การเล่นเกมในรอบนี้พันธมิตรฯจะทำสำเร็จผลบรรลุเป้าหมายหรือไม่

เขาคงอยากให้สำเร็จ...แต่ความจริงแล้วสำเร็จยาก เพราะกำลังไม่พอ จุดแล้วไม่ติด เช่นล่าสุดแม้มีการปะทะ มีสงครามชายแดนแล้ว แต่กองทัพก็ดูจะไม่เล่นด้วยอย่างเต็มที่

แต่ผมคิดว่าพลังอาจจะไม่มีพอ และถ้าเผื่อไม่ได้ความสนับสนุนจากฐานเสียงคนชั้นกลางใน กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้กำลังช่วยจากผู้กุมอำนาจรัฐ จากกองทัพ จากข้าราชการส่วนกลางหรือท้องที่ ผมว่ายาก

เพราะฉะนั้นไพ่ใบนี้ ไพ่รักชาติ ไพ่เสียดินแดน ปลุกให้ติดยากมาก เป็น การ "เข็นครกขึ้นภูเขา" และที่สำคัญคือ "เป้า" ก่อนหน้านี้ก็ชัดเจนมาก คือเป้าอยู่ที่คุณทักษิณ รัฐบาลคุณสมัคร และคุณสมชาย ที่พันธมิตรฯล้มได้สำเร็จก็เพราะมี "ผู้สนับสนุนรายใหญ่ ๆ" ช่วยหนุนให้โค่นรัฐบาล 3 ชุดนั้น

แต่ตอนนี้รัฐบาลเป็นฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ และคุณอภิสิทธิ์ที่แม้เคยร่วมมือกันมาก่อน และก็กลายเป็น "เป้า" ไปแล้วนั้นยังอาจทำได้ไม่ถนัดนัก ถ้าผู้สนับสนุนรายใหญ่ "พลังต่าง ๆ เดิม ๆ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพ ยังไม่เอาด้วย

โอกาสรัฐประหารยังเป็นไปได้หรือไม่

โดยเหตุผล ตรรกะ ไม่น่าจะมีรัฐประหาร แต่การเมืองไทยคาดการณ์ยาก อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะการเมืองบ้านเราขึ้นกับอารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการของคนเพียงไม่เกิน 5 คน 10 คน ดังนั้นอะไร ๆ ที่เราไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้

การออกมาเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯในรอบนี้ คิดว่าได้รับใบสั่งหรือไม่

ผมไม่คิดว่าเขาได้รับใบสั่งนะ ทั้งคุณจำลอง คุณสนธิ, โพธิรักษ์ ก็เป็นคนที่มีความคิดความอ่านของตนเอง เชื่อมั่นตนเองสูง แต่ผมคิดว่าตอนนี้เขาประเมินสูงเกินไป "ล้ำเส้น" หรือ "สุดโต่ง" เกินไป ทำให้บรรดาผู้สนับสนุนเก่าหายไปเยอะ

ความเคลื่อนไหวของเสื้อแดงในปีนี้จะรุนแรงขึ้นอีกหรือไม่

ถ้าใช้ลำดับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เป็นตัวไล่เรียงมา คำตอบน่าจะเป็น "ความรุนแรงไม่ลด" มีแต่ "เพิ่มขึ้น" เพราะคนระดับ "ล่าง" เปลี่ยนไปเยอะ

ข้อมูลข่าวสารมันไหลถ่ายเทมาก ๆ คนระดับล่างหาใช่มวลชนที่ไร้จิตสำนึก หรือยอมสยบอีกต่อไปไม่ ข้อมูลหรือแม้แต่เรื่อง "ซุบซิบ ๆ นินทาว่าร้าย" ก็ดูเหมือนว่าในระดับ "คนชั้นกลางระดับล่าง" คนนอกเมือง คนในชนบทก็มีความ "เสมอภาคเท่าเทียม"

แนวโน้มการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น

ผมคิดว่าคนจำนวนมากรอความเปลี่ยนแปลง ความไม่พอใจของคนจำนวนมากจะจุดประเด็นได้ ตอนนี้ น่าจะเรียกได้ว่าเป็น waiting game และเป็น "การเมืองตัวแทน" politics of nominees เสียมากกว่า "ตัวเอก ฉากเอก เวลาจริง" ยังไม่ถึง ยังไม่ออก

(อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มทางเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจได้ ที่นี่)

3 ขั้นบันไดต่อต้านรัฐประหารอย่างเป็นระบบ

ที่มา มติชน





โดย กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย www.facebook.com/lltd.tu

ก้าวบันไดแต่ละขั้นต้องกระทำโดยสันติวิธีทุกกรณี ไม่มีการใช้กำลังใดๆ และไม่นำตัวเองไปอยู่ในจุดเสี่ยงอันตรายแก่ชีวิตโดยไม่จำเป็น


ขั้นแรก: เฝ้าระวังและตระเตรียมการป้องกัน


1. ทำซ้ำ แจกจ่ายเอกสารนี้ และให้ความรู้ วิธีการต่อต้านรัฐประหาร แก่ญาติพี่น้อง และคนใกล้ชิดของท่าน
2. ผลักดันให้ข้อเสนอในเอกสารนี้ออกสื่อชุมชน เช่น วิทยุชุมชน เว็บไซต์ นปช. และ เว็บไซต์ของผู้รักประชาธิปไตย
3. เผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย และข้อเสียของการรัฐประหารใหแก่ เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ที่ท่านรู้จัก


ขั้นสอง: ขั้นต่อต้านการรัฐประหาร แบ่งเป็นสองช่วง


ช่วงทำทันทีหลังการรัฐประหาร


1. ออกมายืนตามถนน ถ้ามีการปราบให้สลายตัวแล้วออกมาใหม่ ไม่เป็นเป้านิ่ง ไม่ต้องมีเวที
2. จอดรถ นำสิ่งของมาทิ้งไว้กลางถนน เพื่อขวางการเคลื่อนกำลัง
3. ปฏิเสธคำสั่งหรือประกาศใดๆ ไม่ให้ความร่วมมือกับทางการและคณะรัฐประหาร
4. แสดงท่าทีเป็นมิตรกับทหาร และชวนทหารมาเป็นพวกให้ได้มากที่สุด
5. สร้างสัญลักษณ์การต่อต้านที่เสื้อเช่นผูกผ้าสีดำที่แขนเสื้อ ติดสติ๊กเกอร์หรือธงที่มีสัญลักษณ์หรือข้อความต่อต้านรัฐประหารทุกที่ ติดใหม่หากถูกเอาออก
6. บันทึกภาพและเสียง การปราบปรามประชาชน หรือการเคลื่อนย้ายกำลัง รักษาต้นฉบับเอาไว้ ทำซ้ำและแจกจ่ายให้กว้างขวางโดยวิธีการต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ผ่านสังคมออนไลน์เช่นเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์
7. หยุดงานประท้วงเป็นเวลา 1 อาทิตย์ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย


ช่วงกระทำระยะยาว เพื่อต่อต้านการรัฐประหาร


1. ไม่จ่ายภาษี ค่าสาธารณูปโภครัฐ
2. ถอนเงินจากธนาคารให้หมดสิ้น
3. จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อแสดงถึงการไม่ยอมรับการรัฐประหาร
4. ทำจดหมายจากประชาชน เรียกร้องให้ศาลไม่รับรองคณะรัฐประหาร
5. ต่อต้านกลุ่มที่สนับสนุนการทำรัฐประหารทางเศรษฐกิจ โดยจะประจานและประท้วงธุรกิจนั้นๆ


ขั้นสาม หลังการต้านรัฐประหารสำเร็จ ขั้นเฝ้าระวังการฉวยโอกาส และฟื้นฟูระบบระเบียบแบบแผน


1. ส่งเสริมให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้การปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
2. เรียกร้องให้จับกุมดำเนินคดี กับคณะผู้ก่อการรัฐประหาร
3. ผลักดันให้มีการปฏิรูปการเมืองจากภาคประชาชน
4. เฝ้าระวังการฉวยโอกาสตั้งรัฐบาลใหม่ จากกลุ่มไม่พึงประสงค์ตามระบอบประชาธิปไตย
5. กลับเข้าทำงาน และใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐในการฟื้นฟูความเสียหายเท่าที่ทำได้ ไม่กระทำการใดๆ หรือเชื่อฟังคำสั่งหรือข่าวลือใดๆ อันเป็นการขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และต่อกฎหมาย


หมายเหตุ: เอกสารนี้ทางกลุ่มได้จัดพิมพ์และพร้อมแจกจ่ายแก่ประชาชนในวันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ ณ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

จากศาลอาญา....สู่ราชดำเนิน

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



13 กุมภาพันธ์...แดงเท่านั้น สุดยิ่งใหญ่
หล่อหลอม อย่างพร้อมใจ...ยิ้มสดใส จนหน้าบาน

ช่วงบ่าย ตามเวลา...รัชดา ที่หน้าศาล
ปรับทุกข์ เรื่องสามานย์...เพื่อยืนกราน บริสุทธิ์

ดอกไม้ ส่งให้ด้วย...หวังเพียงช่วย ใช่ยื้อยุด
ยุติธรรม ย้ำดีสุด...จึงเร่งรุด มาเรียกร้อง

สีแดง แสงสาดฟ้า...ด้วยแววตา มาทั้งผอง
เสร็จสิ้น ตามครรลอง...เคลื่อนพี่น้อง สู่ดำเนิน

รวมพล เป็นหมื่นแสน...ทั่วถิ่นแคว้น ไม่ขัดเขิน
ตาสว่าง ทุกทางเดิน...แรงใจเกิน สุดพรรณา

เหนือ-ใต้ กลาง-ออก-ตก...ต่างหยิบยก เพื่อใฝ่หา
อธิปไตย ของประชา...ใช่เข่นฆ่า อย่างเลือดเย็น

มาเถิด พี่-น้อง-เพื่อน...ช่วยย้ำเตือน ความซ่อนเร้น
เขาสร้าง ให้ลำเค็ญ...เพิ่มทุกเข็ญ ไม่เว้นวัน

วันนี้ ที่นัดพบ...เพื่อท้ารบ อย่างสร้างสรรค์
สีแดง พร้อมหน้ากัน...ต่อเติมฝัน วันมีชัย

๓ บลา / ๑๓ ก.พ.๕๔ วันอาทิตย์สีแดง
http://3blabla.blogspot.com

Re:

โดย tongtata


ภาพนี้แทนคำพูดพันคำ!! . .

จดหมาย นปช ถึงผู้พิพากษาทั่วประเทศ

ที่มา thaifreenews

โดย namome

แดน คนบ้านนอก

จดหมายนปช.ถึงผู้พิพากษาทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2554 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ได้แก่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายเหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายขวัญชัย สาระคำ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย, นายยศวริศ ชูกล่อม, นายสมชาย ไพบูลย์ และผู้ต้องหา นปช. คดีอื่นๆที่ยังไม่ได้รับการประกันตัว ได้ทำจดหมายถึงผู้พิพากษาทั่วประเทศ ดังนี้

ด้วยกระผมแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน (ดังรายนามที่ปรากฏท้ายจดหมายฉบับนี้) ผู้ต้องหาคดีร่วมก่อการร้ายจากการชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือนมีนาคม -พฤษภาคม 2553 ซึ่งถูกควบคุมตัวและจำขังเป็นเวลากว่า 8 เดือนตั้งแต่ยุติการชุมนุม และยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัวจนถึงขณะนี้ มีความทุกข์ทั้งทางร่างกายและจิตใจจากการไร้อิสรภาพ ทั้งยังรู้สึกคับแค้นไร้ที่พึ่งจากกระบวนการยุติธรรมในคดี จึงเขียนจดหมายมาปรับทุกข์กับท่านเพื่อให้ความจริงดังจะกล่าวต่อไปนี้ปรากฏ ต่อผู้ทรงภูมิรู้ทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หากท่านจะกรุณามีข้อคิดเห็นหรือคำแนะนำอันเป็นประโยชน์ทั้งต่อพวกกระผมและ ประชาชนอีกกว่า 100 ชีวิตที่ยังคงถูกจำขังจากเหตุการณ์เดียวกันก็จะน้อมรับด้วยความยินดี หรือหากเพียงท่านจะรับทราบความเป็นมาแห่งความทุกข์ของประชาชนในกรณีนี้ก็น่า จะเกิดประกายแห่งแสงสว่างมิให้ประเทศไทยมืดมนจนเกินไปนัก

1.การตั้งข้อกล่าวหา แม้จะยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามพยานหลัก ฐาน แต่พวกกระผมก็ยังมิอาจทำใจยอมรับข้อกล่าวหาก่อการร้ายได้ เพราะการชุมนุมของ นปช. เป็นการต่อสู้ทางการเมืองโดยมีอุดมการณ์สูงสุดคือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่อำนาจอธิปไตยเป็นของ ประชาชนอย่างแท้จริง โดยยึดหลักสันติวิธีในการต่อสู้ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงทั้งรูปแบบ วิธีการ และเป้าหมายของขบวนการก่อเหตุใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ นปช. ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย ขณะที่กลุ่มผู้ก่อเหตุในพื้นที่ภาคใต้เป็นเพียงผู้ก่อความไม่สงบ ตลอดช่วงเวลาหลังยุติการชุมนุมรัฐบาลใช้วาทกรรม “ผู้ก่อการร้าย” เป็นเครื่องมือในการจับกุม คุมขัง คุกคาม และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดข้อสงสัยว่าข้อหาก่อการร้ายตั้งขึ้นอย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลัก กฎหมาย หรือตั้งขึ้นเพื่อความถูกใจของรัฐบาลเพื่อใช้จัดการกับฝ่ายตรงข้ามทางการ เมืองเท่านั้น

2.การสั่งฟ้องคดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะพนักงานสอบสวนแถลงข่าวรายวัน ยืนยันตลอดเวลาว่าสั่งฟ้องคดีนี้อย่างแน่นอน ทั้งที่ขณะนั้นขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานยังไม่แล้วเสร็จ ถือเป็นการปักธงคดีไว้ล่วงหน้าโดยไม่แคร์สายตาประชาชน ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำหนังสือราชการถึงสำนักงานอัยการสูงสุดเร่งรัดให้เจ้าพนักงานอัยการพิจารณา สั่งฟ้องให้ทันก่อนครบกำหนดฝากขัง ซึ่งไม่เคยปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในกระบวนการยุติธรรมชั้นอัยการ ในที่สุดเจ้าพนักงานอัยการก็มีความเห็นสั่งฟ้องในวันที่ 11 สิงหาคม 2553 ตามกรอบเวลาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนด ทั้งที่ทนายจำเลยยื่นร้องขอความเป็นธรรมให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติมแต่กลับไม่ ได้รับการพิจารณาแม้แต่ปากเดียว ซึ่งแน่นอนว่าหากมีการสอบปากคำพยานเพิ่มเติมตามที่จำเลยร้องขอก็จะสั่งฟ้อง คดีไม่ทันตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

“ระหว่างความยุติธรรมตามข้อกฎหมายกับนโยบายของผู้มีอำนาจการพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดี ต้องยึดหลักเกณฑ์ใด”

สำนวนฟ้องของดีเอสไอระบุว่า การชุมนุมของ นปช. เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ แต่ในการแถลงครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 ดีเอสไอระบุว่าเหตุเสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนสาเหตุที่ยังไม่มีการฟ้องร้องฝ่ายเจ้าหน้าที่เพราะต้องส่งเรื่องให้เจ้า หน้าที่ตำรวจชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

หากยึดตามประมวลกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะมาตรา 129 วรรคท้าย “ถ้าการชันสูตรพลิกศพยังไม่เสร็จห้ามมิให้ฟ้องผู้ต้องหายังศาล” การมิได้ชันสูตรพลิกศพอย่างถูกต้องและครบถ้วนจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่แล้ว เสร็จนั้นส่งผลให้การสั่งฟ้องพวกกระผมในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมหรือไม่?

ในการแถลงวันเดียวกัน อธิบดีดีเอสไอกล่าวด้วยว่า “เหตุการณ์เสียชีวิตที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์ที่เกิดท่ามกลางการจลาจล เป็นเหตุสับสนวุ่นวายอย่างวิกฤต การแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงจึงมีข้อจำกัดเป็นอย่างยิ่ง” (มติชน 21 มกราคม 2554) นับเวลาจากวันที่สั่งฟ้อง 11 สิงหาคม 2553 ถึงวันแถลงข่าว 20 มกราคม 2554 รวมเวลากว่า 5 เดือน ดีเอสไอยังระบุว่าการรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปอย่างยากลำบาก น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2553 พวกกระผมถูกสั่งฟ้องด้วยหลักฐานใด และหลักฐานที่มีอยู่ขณะนั้นเพียงพอต่อการสั่งฟ้องในคดีก่อการร้ายหรือไม่

3.กระบวนการพิจารณาคดี มีการนัดตรวจพยานหลักฐานครั้งแรกในวันที่ 27 กันยายน 2553 จำเลยทุกคนไปศาล แต่เนื่องจากบัญชีพยานหลักฐานของทั้ง 2 ฝ่ายมีเป็นจำนวนมาก ไม่อาจหาข้อยุติได้ในวันดังกล่าว ศาลจึงเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานออกไปเป็นวันที่ 27 ธันวาคม 2553 เป็นที่ทราบในทางปฏิบัติว่าช่วงเวลาก่อนและหลังเทศกาลขึ้นปีใหม่มักจะไม่มี การดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี นอกจากเป็นงานธุรการทั่วไปของศาลเท่านั้น ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเบิกตัวจำเลยมาศาลแต่ศาลไม่อนุญาต และเมื่อถึงวันนัดก็สั่งเลื่อนการตรวจพยานหลักฐานไปเป็นวันที่ 17 มกราคม 2554 ด้วยเหตุผลว่าผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนติดภารกิจ

วันที่ 17 มกราคม 2554 ศาลอนุญาตให้เบิกตัวจำเลยตามคำร้องของทนาย แต่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนไม่อนุญาตให้นำตัวจำเลยมายังหน้าบัลลังก์ศาล จำเลยจึงต้องนั่งรอบริเวณใต้ถุนศาลอาญา รัชดาฯ ทนายจำเลยร้องขอให้เบิกตัวจำเลยขึ้นมาเพื่อได้มีโอกาสปรึกษาหารือหากมีการ ปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงบัญชีพยานหลักฐาน แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุญาต ทั้งยังระบุว่าจะดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีโดยไม่ต้องให้จำเลยมาศาล หากจะนำสืบจำเลยคนใดก็ให้เบิกมาเฉพาะบุคคล พร้อมทั้งสั่งเจ้าหน้าที่ให้ตรวจบัตรประจำตัวประชาชนผู้เข้าร่วมรับฟังการ พิจารณาคดี และเชิญผู้ไม่เกี่ยวข้องออกนอกห้องพิจารณา มีการจดรายชื่อเอาไว้และบอกว่าคราวต่อไปไม่ให้มาร่วมฟังการพิจารณาอีก คงเหลือแต่บุตร-ภรรยาจำเลยเท่านั้น ในที่สุดก็เลื่อนนัดตรวจพยานอีกครั้งเป็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554

คดีนี้มีอัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และอยู่ในความสนใจของประชาชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ กระบวนการพิจารณาและผลการตัดสินคดีจะเป็นอย่างไรย่อมถูกบันทึกไว้ในประวัติ ศาสตร์ แต่จำเลยกลับไม่มีโอกาสเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดี ประชาชนผู้สนใจซึ่งแน่นอนว่าจะเพิ่มมากขึ้น ในขั้นตอนนำสืบพยานโจทก์และจำเลยก็มีแนวโน้มถูกจำกัดสิทธิในการติดตามการ พิจารณาคดีเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนั้นการตัดสินคดีไปเลยจะรวบรัดกว่าหรือไม่ นับจากวันนัดตรวจพยานหลักฐานวันแรก 27 กันยายน 2553 ถึงวันกำหนดนัดครั้งที่ 4 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 รวมเวลากว่า 5 เดือน การพิจารณาคดียังไม่มีอะไรคืบหน้า แล้วชะตากรรมของพวกกระผมจะเป็นอย่างไรต่อไป

4.สิทธิการประกันตัว พวกกระผมเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่โดยทราบชัดเจนว่าถูกออกหมายจับในคดีก่อการ ร้าย และจากประวัติการต่อสู้ทางการเมืองในสถานการณ์ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังการ ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบันก็ไม่เคยปรากฏพฤติการณ์หลบหนีในทุกคดีที่ถูกกล่าวหา และหากพิจารณาเหตุผลตามข้อกฎหมายว่าด้วยการปล่อยตัวชั่วคราวก็ไม่น่าเป็น อุปสรรคใดๆในการได้รับสิทธิประกันตัว แต่พวกกระผมก็ยังคงถูกจำขังทั้งที่ยื่นขอประกันตัวไปแล้วทั้งศาลชั้นต้นและ อุทธรณ์รวมหลายครั้ง ในขณะที่นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิประกันตัวจากการไต่สวนและลงมติของที่ประชุมใหญ่ศาลอุทธรณ์ โดยศาลกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวไว้หลายข้อ และนายวีระปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นายวีระได้รับการประกันตัวด้วยเหตุผลใด และทำไมจำเลยคนอื่นซึ่งมีสถานะรองจากนายวีระในองค์กร นปช. จึงไม่ได้รับโอกาสจากกระบวนการยุติธรรมแบบเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้นคือกรณีนายสมชาย ไพบูลย์ แกนนำ นปช. อีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีปลุกปั่นยุยงให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี ก็ยื่นประกันตัวไปแล้วหลายครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาตเช่นเดียวกัน พวกกระผมควรทำความเข้าใจกรณีเหล่านี้อย่างไร

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศในเรื่องการให้ อนุญาตประกันตัวผู้ต้องหาในคดีนี้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการคลี่คลายความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในชาติ โดยเฉพาะคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งยืนยันเรื่องนี้มาโดยตลอด เช่นเดียวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีข้อเสนอในเรื่องเดียวกัน แม้กระทั่ง ศอฉ. ก็เคยออกหนังสือลงนามโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธาน ศอฉ. ในขณะนั้น ระบุว่าไม่ขัดข้องหากศาลอนุญาตให้ประกันตัว รัฐบาลเองก็มีความมั่นใจในสถานการณ์โดยการประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ทุกครั้งที่ผ่านมาก็อยู่ในความสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ จากทั้งหมดที่กล่าวมาจึงสรุปเป็นคำถามได้ว่าแล้วพวกกระผมต้องทำอย่างไรจึงจะ ได้รับสิทธิประกันตัว

5.สิ่งที่เรียกว่า 2 มาตรฐาน ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรมมากขึ้นเป็นลำดับ จนวาทกรรม “2 มาตรฐาน” กลายเป็นสาระหลักอย่างหนึ่งเมื่อพูดถึงสาเหตุของความขัดแย้งที่ยังไม่เห็น ช่องทางยุติในสังคมไทย รูปธรรมของ 2 มาตรฐานมีหลากหลายตามความสนใจและความเข้าใจของผู้ที่จะหยิบยกมาอธิบาย ในที่นี้จะขอเปรียบเทียบแนวปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรมต่อกลุ่ม นปช. และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพอให้เกิดความเข้าใจ ดังนี้

แกนนำ นปช. ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย มีการจำขังทันที จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับการประกันตัว แต่แกนนำพันธมิตรฯถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายมากว่า 2 ปี คดียังอยู่ในชั้นตำรวจ ทุกคนได้ประกันตัวและสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองชุมนุมขับไล่รัฐบาลได้โดย สะดวก ส่วนที่ไม่มอบตัวถูกออกหมายจับ เช่น นายการุณ ใสงาม ก็สามารถเดินทางผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้ผู้ถูก คุมขังที่ประเทศกัมพูชาแล้วกลับเข้าประเทศโดยที่หมายจับไร้ศักดิ์ศรีทาง กฎหมายอย่างสิ้นเชิง นายวีระ สมความคิด อีกหนึ่งผู้ถูกออกหมายจับคดีก่อการร้าย สามารถร่วมคณะกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไปเกิดปัญหาที่กัมพูชา ไม่มีแกนนำพันธมิตรฯคนใดถูกจับกุมคุมขังในเรือนจำประเทศไทย ต้องใช้ความพยายามดิ้นรนในระดับนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ จึงจะได้ใช้ชีวิตในเรือนจำ และในที่สุดในวันที่ 27 มกราคม 2554 นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนายสมบูรณ์ ทองบุราณ ก็ได้รับการประกันตัวไปเรียบร้อยแล้วโดยใช้หลักทรัพย์ประกันเป็นเงินสดรวม สำหรับ 2 คน 800,000 บาท ข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้นจริงหรือ

ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯขับรถทับเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ศาลพิพากษาจำคุกแต่ให้รอลงอาญา การ์ดพันธมิตรฯหลายสิบคนบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT ศาลพิพากษาจำคุกแต่อนุญาตให้ประกันตัวครบทุกคน ผู้ชุมนุม นปช. โดนข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดเส้นทางจราจรก่อความวุ่นวาย ศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน 1 ปี หรือ 1 ปี 6 เดือน ไม่ได้รับการประกันตัว ขณะนี้อยู่ในเรือนจำหลายจังหวัด จากตัวอย่างเพียงเล็กน้อยที่หยิบยกมาท่านผู้พิพากษาเห็นว่า 2 มาตรฐานที่ประชาชนพูดกันโดยทั่วไปมีจริงหรือไม่ หากมีจริงเราจะนำพาสังคมไทยออกจากภาวะตกต่ำเช่นนี้ได้อย่างไร

มีเสียงเรียกร้องสันติภาพจากทุกมุมของประเทศ แต่ถ้าไม่มีความยุติธรรมเป็นพื้นฐานสันติภาพนั้นจะเกิดได้อย่างไร การเอาตัวอาชญากรมาจำขังไว้ย่อมได้ผลในการลดอาชญากรรม แต่การเอาตัวผู้ต้องหาทางการเมืองมาจำขังจะได้ผลตรงกันข้าม นั่นคือเป็นการเพิ่มความขัดแย้งให้ขยายตัวมากขึ้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้มิได้ส่งผลให้ประชาชนหมดทางสู้ หากแต่จะทำให้ประชาชนไม่มีทางเลือก ท่านผู้พิพากษาคิดว่าท่านจะมีส่วนผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยแท้จริงในประเทศ ไทย และมีความเท่าเทียมกันภายใต้กรอบแห่งกฎหมายเพื่อคลี่คลายวิกฤตแห่งความขัด แย้งนี้ได้หรือไม่

พวกกระผมมั่นใจว่าท่านทำได้ จึงเขียนจดหมายมาปรับทุกข์ในวันนี้

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 297 วันที่ 5 - 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 หน้า 3-4 คอลัมน์ รายงาน โดย ทีมข่าวการเมือง
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank...ws_id=9577

ศอ.รส.ให้พันธมิตรฯ คืนพื้นที่รอบทำเนียบฯ เกรงเหลืองปะทะแดง

ที่มา ประชาไท

ศอ.รส.ให้พันธมิตรฯ คืนพื้นที่รอบทำเนียบฯ เกรงม็อบ พธม.นปช. เผชิญหน้า - ทั่ว กทม.ระดมกำลัง 27 กองร้อย - จำลองยันชุมนุมปกป้องแผ่นดินไทยต่อ

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ในฐานะผอ.ศอ.รส. เดินทางตรวจความพร้อมของ ศปก.สน.บก.น.2 ในการเตรียมรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่13 ก.พ.นี้ว่า ตำรวจได้วางกำลังจากนครบาล และจากบช.ภ.4 รวม 5 กองร้อยในการดูแลความสงบ ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้มาชุมนุมที่หน้าศาลฯ 5,000 คนโดยไม่อนุญาตให้เข้ามาภายในเด็ดขาด แม้พื้นที่นี้ไม่ได้ประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงฯแต่การเข้าพื้นที่ศาลโดยไม่ได้ รับอนุญาตถือว่าละเมิดอำนาจศาล อย่างไรก็ตามในการเคลื่อนขบวนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้นขอร้องให้ไป เป็นขบวน อย่าดาวกระจายเพราะจะไปสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยตำรวจจะวางกำลังดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง โดยวางแผนเผื่อไว้ทั้งเส้นทางถนนพหลโยธินและถ.วิภาวดีรังสิต จนกระทั่งเข้าถนนหลานหลวง สู่ราชดำเนิน และวางกำลังป้องกันในจุดที่ม็อบ 2 สีต้องเคลื่อนผ่านกัน เพื่อป้องกันการเผชิญหน้า ทั้งนี้ทั่ว กทม.ระดมกำลังรับมือ 27 กองร้อย

สำหรับการชุมนุมของพธม.นั้น ผอ.ศอ.รส.กล่าวว่า แม้พธม.จะไม่ปฏิบัติตามประกาศศอ.รส.ตำรวจก็ยังยืนยันจะใช้การเจรจา เพื่อเปิดเส้นทางการจราจรต่อไป ยังไม่ถึงขั้นต้องแสดงกำลัง โดยเป้าหมายเพื่อให้การคลี่คลายสถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นายกฯ ดักทางพธม.อย่าสร้างเงื่อนไข

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ภายหลังเจ้าหน้าที่นำคำสั่งศาลไปติดประกาศเพื่อให้กลุ่มพธม.ออกจากพื้นที่ กลุ่มพธม.ไม่ยอมออกจากพื้นที่นั้น ก็ต้องดำเนินการซึ่งจะมีขั้นตอนของมันที่ทางศอ.รส.ปฏิบัติ ตนย้ำอีกครั้งว่าพธม.ควรคิดถึงประชาชนทั่วไปการเปิดถนนให้ประชาชนสัญจรไปมา ไม่ได้กระทบสิทธิในการชุมนุมแต่ถ้าพันธมิตรฯชุมนุมในวิธีการแบบนี้มันเป็น การละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น อย่าพยายามที่จะอ้างว่ารัฐบาลจะใช้ความรุนแรงเพราะรัฐบาลไม่มี และอย่าพยายามสร้างเงื่อนไขเช่นท้าทายให้มีการจับกุม เพื่อนำไปสู่เหตุการณ์ปะทะกัน หรือความรุนแรงเพราะมันไม่ได้เกิดอะไรกับส่วนรวม

ตร.นำประกาศ ศอ.รส.ให้"จำลอง"ขอคืนพื้นที่รอบทำเนียบรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.50 น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้นำประกาศของศูนย์อำนวยการความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) 2 ฉบับ ไปมอบให้กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ห้ามบุคคลภายนอกเข้าออกอาคาร ทำเนียบรัฐบาล บริเวณถนนพิษณุโลก จากแยกพาณิชยการมุ่งหน้าแยกสวนมิสกวัน ถนนพระราม 5 จากสะพานมัฆวานฯ ถึงทำเนียบรัฐบาล ถนนนครปฐม ถนนลูกหลวง และถนนราชดำเนินนอก จากสวนมิสกวัน มุ่งหน้าสะพานมัฆวานรังสรรค์ หรือถนนโดยรอบทำเนียบรัฐบาลและห้ามใช้ยานพาหนะโดยรอบอาคารรัฐสภา โดย พล.ต.จำลองได้เซ็นรับทราบในหมายของ ศอ.รส.ดังกล่าว

พล.ต.ต.วิชัยกล่าวว่า สำหรับหมายดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ตามขั้นตอน ต้องมีการเข้ามาเจรจา เพื่อให้รับทราบในหลักการก่อน

ขณะที่บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เช้าวันนี้ยังเป็นการเล่าข่าวและมีการขึ้นปราศรัยตามปกติ ล่าสุด พล.ต.จำลองอ้างว่า มีผู้ใหญ่ในเขมรโทร.หาคนในรัฐบาล ให้สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร อย่างไรก็ตาม เวลา 16.00 น. แกนนำจะหารือกันเพื่อหาทางตอบโต้รัฐบาล

"มาร์ค"เผยยังสรุปไม่ได้ ยื่นอุทธรณ์เพื่อขออภัยโทษ"วีระ-ราตรี"

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการช่วยเหลือ นายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกศาลกัมพูชาตัดสินจำคุก โดยไม่รอลงอาญาว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ได้คุยกับแม่นายวีระ ก็มีแนวทางที่พูดคุยกันอยู่ ก็คิดว่าจะทำให้เกิดความเป็นเอกภาพมากขึ้น เพราะว่านายณฐพร โตประยูร ทนายความของนายวีระและของนางสาวราตรีได้มาคุยด้วย ส่วนที่จะขอให้ทั้งสองคนยื่นอุทธรณ์ เพื่อขออภัยโทษนั้นยังไม่ได้สรุป แต่ว่าที่ผ่านมายังมีปัญหาเรื่องการประสานงานการเข้าไปของทนายนายวีระเอง ฉะนั้น กระทรวงการต่างประเทศต้องผลักดันให้เขาได้พูดคุยกันมากขึ้น เพื่อแนวทางการต่อสู้จะได้เป็นที่รับรู้รับทราบและการตัดสินใจต่างๆจะได้สอด คล้องกัน

"คุณแม่ของคุณวีระ ท่านก็เป็นห่วงต้องการช่วยลูกให้ออกมาให้ได้ ซึ่งก็ได้คุยและมีความเข้าใจที่ดี ส่วนที่แม่ของนายวีระบอกว่า จะทำวิธีไหนก็ได้เพื่อให้ช่วย ก็ตรงกับแนวคิดของเรา และผมก็คิดว่าตรงกับแนวคิดของคนจำนวนมาก" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องเข้าใจนายวีระ เพราะยังกังวลว่าถ้าตัวเองได้กลับมา อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของประเทศในเรื่องดินแดน เรื่องอธิปไตย นายวีระจะไม่ยอม ซึ่งแนวคิดนี้ตนก็ว่าน่าชื่นชม ตนก็เพียงแต่ยืนยันไปแล้วว่า รัฐบาลดำเนินการทุกวิถีทางบนกรอบความคิดเดียวกัน เหมือนก่อนหน้านี้ ที่เราทำหนังสือไปเรื่องการไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลอย่างนี้ เป็นต้น แต่ว่าขณะเดียวกัน การดำเนินการที่จะอำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดการพูดคุยเจรจาที่จะมีผลให้นาย วีระกลับมาเราก็ต้องดำเนินไป เพื่อไม่ให้กระทบตรงนี้ อยากให้ความมั่นใจกับคุณวีระตรงนี้ คุณวีระจะได้ตัดสินใจด้วยความสบายใจว่า ถ้าได้กลับมาไม่กระทบประโยชน์ของประเทศแน่นอน

เมื่อถามว่า อยากให้ยุติการยื่นอุทธรณ์หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่ครับ ทางนายวีระกับทางทีมทนายจะพูดคุยกัน และเราจะเป็นผู้ให้ข้อมูลในเชิงของการประเมินสถานการณ์ความเป็นไปได้ของทาง เลือกต่างๆ แต่สุดท้ายทางครอบครัวจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจและสมัครใจว่าจะทำอย่างไร ส่วนเรื่องการพาครอบครัวของนายวีระเดินทางไปกัมพูชานั้นกำลังประสานอยู่ เพราะแม่ของนายวีระก็ต้องการไปเยี่ยม

พธม.ยังปักหลักชุมนุม ล่าสุดยอมเปิดจราจรถนนราชดำเนินแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ช่วงเช้านี้ ยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมนั่งฟังการสรุปข่าวของพิธีกรบนเวที ซึ่งเนื้อหาสรุปข่าว เป็นเรื่องข้อพิพาทของประเทศไทยกับกัมพูชา ขณะที่ประชาชนบางส่วนยังคงปฏิบัติภารกิจส่วนตัวภายในเต๊นท์ที่พัก 2 ข้างทาง

ส่วนระบบการดูแลความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ยังคงมีการ์ดพันธมิตรคอยตรวจตราบุคคลที่จะเข้ามาร่วมชุมนุมอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตาม หลังจากเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ มีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนพยายามปิดถนนราชดำเนิน ช่วงลานพระบรมรูปทรงม้า แต่ขณะนี้ ได้มีการเปิดการจราจรแล้ว

"จำลอง" ยันชุมนุมปกป้องแผ่นดินไทยต่อ-เมิน ศอ.รส.ขู่ผลักดัน

ที่เวทีสะพานมัฆวาน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวบนเวทีการชุมนุมเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ถึงผลการประชุมของคณะกรรมการรวมพลังปกป้องแผ่นดิน ที่เห็นตรงกันว่า พันธมิตรฯ จะไม่ออกจากพื้นที่ไปไหน แม้จะมีคำสั่งของศอ.รส.ออกมาก็ตาม แต่ยังยืนยันว่าจะอยู่ที่นี่และชุมนุมต่อไป หากแม้มีการผลักดันออกนอกพื้นที่ในหลายวิธีเราก็จะกลับเข้ามาชุมนุมใหม่ หรือผลักดันตรงไหนก็ชุมนุมตรงนั้น เพื่อปกป้องดินแดนของเรา

ด้านนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่ ชาวบ้านภูมิซอล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้ทยอยกันกลับบ้านแล้วนั้น ว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่ใช้เวลาก่อนหน้านี้ ในการผลักดันทหาร และกองทัพกัมพูชาออกไปจากแผ่นดินไทย รวมถึงการทำลายถนนที่ตัดขึ้นมาจากกัมพูชา มาถึงวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ถนนเส้นหลักที่กัมพูชาใช้ในการขนยุทโธปกรณ์ขึ้นมาใช้ยิงปืนใหญ่เข้ามาในฝั่ง ไทย และยังมีกระเช้าจากฝั่งกัมพูชาขึ้นมาปราสาทเขาพระวิหาร สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 1 ตัน มีการขนอุปกรณ์มาติดตั้งจานดาวเทียม และยุทธปัจจัยทางการทหารจำนวนมาก เพื่อชิงความได้เปรียบในการอยู่ในจุดสูงข่ม และหากยังเป็นเช่นนี้ แม้ชาวบ้านจะกลับบ้านได้ ก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี

นายปานเทพ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้เราได้เสนอข้อเรียกร้องเฉพาะหน้าไปยังรัฐบาล 3 ข้อ เพื่อเป็นการชิงความได้เปรียบจากกัมพูชา ทั้งการงดการส่งน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ทำลายถนนที่ตัดขึ้นเขาพระวิหาร และใช้แสนยานุภาพทางอากาศ แต่รัฐบาลไม่ทำ จนปล่อยเรื่องบานปลายมาจนถึงทุกวันนี้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องรับผิดชอบ

นายประพันธ์ คูณมี แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า จากการประกาศของพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. นั้น เป็นการใช้ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (พ.ร.บ. มั่นคงฯ) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นการชุมนุมที่สงบ มุ่งหวังปกป้องเอกราชของประเทศเท่านั้น และการประกาศห้ามบุคคลเข้ามาบริเวณชุมนุมเป็นการประกาศที่ไม่สามารถปฏิบัติ ได้จริง ทั้งนี้ยืนยันจะไม่ออกจากพื้นที่โดยเด็ดขาด หากยังไม่ได้ตามข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ การยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราช อาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ปี 2543 หรือ เอ็มโอยูปี 2543 การถอนตัวออกจากคณะกรรมการมรดกโลกและการผลักดันทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่ชาย แดน

นอกจากนี้หากรัฐบาลจะใช้อำนาจสากลกดดันผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เตรียมทนายความเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีตอบโต้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง ศาลอาญา ศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: มติชนออนไลน์, ASTV ผู้จัดการออนไลน์

บอยคอตสะเทือนกำไรวูบหุ้นรูดลดยอดผลิตลง50%ยังไม่พอ คนเสื้อแดงกดดันต่อจัดหนักลบชื่อมาม่าทิ้ง

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 กุมภาพันธ์ 2554

ยกระดับคว่ำบาตรมาม่า เลิกเรียก"มาม่า"เป็นชื่อสามัญของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

หลังประสบความสำเร็จในการคว่ำบาตรมาม่าในระยะแรก เมื่อปรากฎว่าผลกำไรลดลง ราคาหุ้นตก และประกาศลดกำลังผลิตลงมา 50% แม้ผู้บริหารมาม่าแก้เกี้ยวว่าไม่เกี่ยวกับการบอยคอตของคนเสื้อแดงก็ตาม ล่าสุดที่กระดานสนทนาไทยฟรีนิวส์ได้นำเสนอกระทู้เรื่อง ยกระดับ Boycott MA MA ตอนที่ 2

โดยระบุว่า ปฏิบัติการ ครั้งนี้คือ คนเสื้อแดงนอกจากจะไม่กินมาม่าแล้ว เรายังต้องเรียกบะหมี่ประเภทนี้ว่า "บะหมี่ซอง"

เรียกใหม่ให้ถูกต้องว่า "บะหมี่ซอง"
ร่วมปฏิบัติการคนเสื้อแดงไม่กินมาม่า

เหตุที่ต้องรณรงค์ให้เรียกเป็น "บะหมี่ซอง" ก็เพื่อเป็นการทำลาย generic name (ชื่อสามัญ) ที่ไม่ถูกต้อง

เหมือนอย่างเช่นที่ในสมัยนึง เราเคยเรียก "ผงซักฟอก" ว่า "แฟ๊บ" เพราะ แฟ๊บ ซึ่งเป็นเจ้าตลาดในขณะนั้น พยายามทำให้ชื่อ brand ของตัวเอง ถูกเรียกเป็นชื่อสามัญ เวลาจะซี้อ "ผงซักฟอก" เราก็เลยบอกว่า ซื้อ "แฟ๊บ" จนมาวันหนึ่ง "แฟ๊บ" โดนคู่แข่ง (เข้าใจว่า เป็น บรีส ) พยายามสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภค ว่า "ผงซักฟอก" ก็คือผงซักฟอก ไม่ใช่ แฟ๊บ ตั้งแต่นั้นมายอดขายของ แฟ๊บ ก็ดิ่งลง เสียการเป็นผู้นำทางการตลาด

ดังนั้น พวกเราต้องช่วยกันเรียก generic name (ชื่อสามัญ) ให้ถูกต้อง ทุกครั้งจะเรียกซื้อ เรียกหา ต้องเรียก "บะหมี่ซอง" ให้ติดปาก

คว่ำบาตรไม่ถึงเดือนมาม่ากำไรฮวบหุ้นรูด หั่นยอดผลิตลง50%แต่ปากแข็งไม่เกี่ยวเสื้อแดงบอยคอต


ยกระดับคว่ำบาตรสหพัฒน์-เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศยกระดับคว่ำบาตรสินค้าหนุนเผด็จการ จากเดือนแรกก่อผลสะเทือนมาม่า ยกสองขยายเวลา 3 เดือน พุ่งเป้าเครือสหพัฒน์ยกแผง เชิญคนเสื้อแดงทั่วโลกร่วมพลังไปถึง 15 เมษายน เน้นบอยคอตสินค้ามวลชนแบรนด์ดังทั้ง มาม่า ผงซักฟอกเปา ยาสีฟันSALZ แป้งโคโดโมะ น้ำยาบ้วนปากSYSTEMA ชุดชั้นในสตรีWACOAL เสื้อเชิ้ตARROW-LACOSTE รองเท้าPAN ร้านสะดวกซื้อ108SHOP(รายละเอียด)



มาม่าโชว์ไตรมาส4กำไรวูบ หลังเสื้อแดงบอยคอตไม่ถึงเดือน

นางรวงทอง ธนรังสีกุล ผู้จัดการฝ่ายบัญชี บริษัท ไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า รายงานผลดำเนินงานงวดไตรมาส4ปี2553(1ตุลาคม-31ธันวาคม 2553)ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันศุกร์นี้(11ก.พ.)ว่า มีกำไรสุทธิลดลงเหลือ 272.5ล้านบาท กำไรต่อหุ้นลดลงเหลือ 15.14 บาท เทียบกับไตรมาส4ปีก่อนหน้านี้ ที่มีกำไรสุทธิ350.4ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น19.47บาท

ส่วนผลดำเนินงานตลอดปี2553กำไรสุทธิลดลงเหลือ1,151ล้านบาท กำไรต่อหุ้น63.97บาท เทียบกับปีก่อนกำไรสุทธิ1,232ล้านบาท กำไรต่อหุ้น68.46บาท

อ้างต้นทุนน้ำมันปาล์มกับแป้งสาลีพุ่ง แต่เจาะเนื้อในแล้วไม่เท่าไหร่ แถมเคยสูงกว่านี้ยังกำไรโป่ง

ผู้จัดการฝ่ายบัญชีมาม่า แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ในงวดไตรมาส4ผลดำเนินงานลดลงมากกว่า 20%ตามเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้ต้องอธิบายสาเหตุ จึงขอชี้แจงว่า สาเหตุที่ผลกำไรลดลง เป็นผลจากต้นทุนขายที่สูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบที่ปรับราคาสูงขึ้น เช่น แป้งสาลี และน้ำมันปาล์ม เป็นต้น

ปกติแล้วผลดำเนินงานไตรมาส 4ของมาม่าที่ผ่านมามักสูงขึ้น เช่น ไตรมาส4/2552 กำไรสุทธิ 350 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 19.47บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ที่มีกำไรสุทธิเพียง 182 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นเพียง10.11บาท

เช่นเดียวกับงวดไตรมาส 4ปี2551 มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง32.25% แม้ว่า ต้นทุนแป้งสาลี ในไตรมาสที่ 4 ประจำปี 2551 ราคาสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2550 ถึง 46.15 %ก็ตาม

ในรายละเอียดงบการเงินงวดไตรมาส4/2553 มาม่าแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า มีต้นทุนซื้อสินค้าและวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการผลิต 305.8 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อนที่มีต้นทุนอยู่ที่ 258.5 ล้านบาท หรือต้นทุนสูงขึ้นในงวดไตรมาสนี้ราวๆ 43 ล้านบาท (ขณะที่ประธานมาม่าให้ข่าวว่าเพิ่มเดือนละ 100 ล้าน ดังคำให้สัมภาษณ์ด้านล่าง)

อย่างไรก็ตามหากดูจากบริษัทในเครือแล้ว มาม่ารายงานว่า ต้นทุนซื้อสินค้าและวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการผลิตลดลงในงวดนี้ คือเพียง62.9ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่สูงถึง92.5ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ผู้บริหารมาม่า ให้สัมภาษณ์ว่าไตรมาส4จะกำไรดีขึ้นมากเพราะได้อานิสงส์จากน้ำท่วมใหญญ่ช่วงเดือนตุลาคม 2553 ทำให้มีคนซื้อมาม่าตุนเป็นอาหาร และซื้อบริจาคมาก

อย่างไรก็ตามเครือข่ายผู้บริโภคสีแดงได้ประกาศเริ่มต้นคว่ำบาตรมาม่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 หรือปลายไตรมาส 4/2553 และเมื่อสิ้นสุด 1 เดือนแรกของแคมเปญนี้ ได้ประกาศบอยคอตต่อในระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 15 มกราคม ถึง 15 เมษายน รวมเวลา 3 เดือน และยกระดับบอยคอตสินค้าเครือสหพัฒน์ทั้งหมดด้วย โดยอ้างว่าเครือสหพัฒน์เป็นกลุ่มทุนที่เกื้อหนุนระบอบเผด็จการอำมาตย์ในไทย

หุ้นร่วงจากดอย1200บาท วูบหลุด1000ทันตา

ส่วนราคาหุ้นTF หรือไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์ ราคาเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 1,200 บาท ช่วงเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้วหลังการรณรงค์บอยตคอตของเสื้อแดงปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1,000 บาท เมื่อวันศุกร์11 ก.พ.เมื่อประกาศผลกำไรลดลง ราคาร่วงลงไปที่ 960 บาทต่อหุ้น แต่มีแรงช้อนซื้อคืนมาปิดทำการที่ 988 บาท

อมเลือดพูดเสื้อแดงบอยคอตไม่มีผลกระทบยอดขาย แต่หั่นกำลังผลิตลง50%อ้างปาล์มขาด

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ รายงานข่าวสัมภาษณ์ประธาน'มาม่า'ว่าได้ลดกำลังผลิต 50% อ้างว่าเพราะน้ำมันปาล์มขาดตลาด ขณะที่ก่อนหน้านี้ออกมาให้ข่าวว่าการบอยคอตของเสื้อแดงไม่มีผลกระทบให้ยอดขายตก ส่วนคนเสื้อแดงเชื่ออมเลือดพูด เจอมาตรการบอยคอตยอดขายฮวบเลยจำเป็นต้องหั่นกำลังผลิต ชี้ไม่เช่นนั้นคู่แข่งอย่างยำยำ-ไวไวก็ต้องลดกำลังผลิตเหมือนกันแล้ว ฮึกขยายวงแบนสหพัฒน์ทั้งเครือให้หลาบจำสำนึกที่รับใช้เผด็จการ

ก่อนหน้านี้ Voicetv รายงานข่าวการสัมภาษณ์นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรสซิเดนท์ ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา "มาม่า" ว่า กรณีที่มีกลุ่มเครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ออกแถลงการณ์บอยคอตคว่ำบาตรหยุดซื้อหยุดกินมาม่านั้น เบื้องต้นก็ได้รับรายงานข้อมูลมาซึ่งคิดว่าถ้าหากเป็นจริงก็จะมีผลกระทบเป็นอย่างมาก แต่ก็คงไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่จะตัดสินใจ ทั้งนี้ที่ผ่านมาขอยืนยันว่า มาม่าไม่มีสี ไม่ได้ถือข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และก็คงจะไม่มีเงินทุนพอที่จะไปสนับสนุนใครได้ คาดว่าเรื่องนี้คงจะเป็นการเข้าใจผิดกัน มาม่ามีฝ่ายเดียวคือฝ่ายประเทศไทย จึงไม่รู้จะชี้แจงยังไง

"มาม่าไม่มีสี สีเหลืองคงเป็นสีของในหลวงมากกว่า มาม่าไม่ได้ถือหางฝ่ายไหน และไม่มีงบประมาณมากพอจะไปสนับสนุนใคร เป็นฝ่ายประเทศไทยอย่างเดียว ไม่รู้จะไปชี้แจงยังไง ขอให้ทุกฝ่ายสามัคคี หากบอยคอตจริงก็คงกระทบกระเทือน แต่ผมเชื่อว่าคนไทยรู้จักมาม่าดี"นายพิพัฒกล่าว

มาม่าลดกำลังผลิตวูบ50%อ้างน้ำมันปาล์มขาดตลาด

ฐานเศรษฐกิจรายงานว่า น้ำมันปาล์มพ่นพิษ "มาม่า" โอดหนักสุดในรอบ 38 ปี ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ไฟเขียวลดกำลังการผลิต 50% เหลือ 3 ล้านซองต่อวัน หลังเจอภาวะช็อกน้ำมันปาล์มขาดตลาด ต้นทุนแป้งสาลีพุ่ง ดันราคาต้นทุนพุ่ง 100 ล้านบาทต่อเดือน คาดสัปดาห์หน้าสินค้าขาดตลาด พร้อมหันลงทุนตั้งโรงงานใหม่ประเทศเพื่อนบ้านแก้วิกฤติ

ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวนาย พิพัฒ พะเนียงเวทย์ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันปาล์มอย่างต่อเนื่องในภาคอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทมีแผนจะลดกำลังการผลิตเหลือเพียง 50 %เป็น 1 กะต่อ 6 วันภายใน 1 สัปดาห์หรือลดกำลังการผลิตเหลือเพียง 3 ล้านซองต่อวันตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป เพราะไม่สามารถจะจัดหาน้ำมันปาล์มมาผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ตามที่ต้อง การ และมีโรงงานสกัดหรือโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบางแห่งปิดกิจการไปแล้ว เนื่องจากไม่มีผลปาล์มดิบให้สกัดและกลั่นน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผลผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศไทยมีเพียงพอป้อนอุตสาหกรรม แต่เนื่องจากระยะหลังผลผลิตนี้ถูกบริษัทผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงแย่งซื้อไป ใช้ในกิจการ ทำให้ผลผลิตขาดแคลนและเป็นปัญหาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับต้นทุนน้ำมันปาล์มและข้าวสาลีที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนของบริษัทได้ปรับตัวสูงขึ้นจากเดิม 100 ล้านต่อเดือน ซึ่งสามารถสร้างโรงงานใหม่ได้ถึง 1 โรงงาน หากรัฐบาลยังไม่แก้ปัญหาดังกล่าว ปีนี้คาดว่าบริษัทอาจจะไม่มีกำไร

"ถึงแม้ว่าบริษัทจะขาดทุน แต่ก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ไม่ต้องการให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า สินค้าขาดตลาดไม่มีวางขายบนเชลฟ์ในห้างไม่ได้เกิดจากการกักตุนสินค้าของมา ม่า บริษัทเองยินดีที่จะผลิตสินค้าต่อแม้จะขาดทุน แต่เป็นเพราะไม่มีวัตถุดิบ จึงไม่สามารถผลิตได้ และต้องการทำความเข้าใจกับผู้บริโภค เนื่องจากบริษัทกลัวเสียภาพลักษณ์ที่อุตส่าห์สร้างมาเกือบ 40 ปี ปีนี้เป็นปีที่บริษัทเจอปัญหาหนักที่สุดตั้งแต่สร้างโรงงานมา 38 ปีเต็ม ที่ผ่านมาเจอปัญหาหนักมากว่า10 ครั้ง และแก้ได้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ยังแก้ไม่ตก"นายพิพัฒกล่าว

สำหรับทางออกของปัญหาที่รัฐบาลทำ ได้อย่างเร่งด่วน คือ การกำหนดสัดส่วนน้ำมันปาล์มสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อให้สำหรับพลังงานว่า ควรเป็นเท่าใด และต้องการให้รัฐบาลพิจารณาว่าระหว่างอุตสาหกรรมอาหารกับรถยนต์อะไรสำคัญ กว่ากัน และไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ให้นำน้ำมันปาล์มมาผลิตพลังงานเหมือนเมืองไทย ซึ่งภาครัฐบาลควรจะกำหนดการใช้หลังจากที่น้ำมันปาล์มมีพอเพียงกับอุตสาหกรรม อาหารหรือการบริโภคจากตลาดต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทกำลังหาทางแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยเบื้องต้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว บริษัทมีแผนการไปตั้งโรงงานใหม่ในประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการผลิตบะหมี่สำเร็จรูปในประเทศไทยสูงกว่าคู่แข่งใน ต่างประเทศเป็นอย่างมาก เฉพาะต้นทุนน้ำมันปาล์มในประเทศไทยอยู่ที่ 62 บาทขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย เกาหลีและญี่ปุ่นอยู่ประมาณ 32-37 บาท และจากการที่ต้นทุนสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สบู่ นมข้นหวาน ทำให้ธุรกิจเหล่านี้มีกำไรน้อยลง ทำให้ขาดงบที่จะใช้สำหรับพัฒนาธุรกิจและสินค้าเพื่อแข่งขันกับแบรนด์ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาแข่งขันในเมืองไทย โดยเฉพาะการเปิดตลาดอาเซียนในปี 2015 ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเสียโอกาสในการแข่งขันในที่สุด

เสื้อแดงเชื่อสาเหตุแท้จริงเพราะเจอบอยคอต รุกคว่ำบาตรสหพัฒน์ทั้งเครือ

ประเด็นดังกล่าวมีการวิพากษฺวิจารณ์ตามเวบบอร์ดคนเสื้อแดงอย่างกว้างขวาง ที่เวบไทยฟรีนิวส์ มีการตั้งกระทู้เรื่อง มาม่า' ลดกำลังผลิต 50% <--- แสดงว่าการบอยคอตของพวกเราได้ผล แม้ว่าผู้บริหารมาม่าจะประกาศว่าการลดยอดกำลังการผลิตลงเนื่องจากปัญหาราคาน้ำมันปาล์มแพง ก็ตาม ซึ่งเขาก็ต้องประกาศอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะหากขืนประกาศว่า "การบอยคอตของเสื้อแดง" ทำให้ต้องลดกำลังการผลิตลง ก็คงเสียหน้า และจะส่งสัญญาณให้เสื้อแดงรู้ว่า การบอยคอตนั้นได้ผล ซึ่งจะลามให้เสื้อแดงบอยคอตสินค้าอย่างอื่นของสหพัฒน์อีก

ผมคิดว่า หากเป็นปัญหาด้านต้นทุน หากมาม่ามีส่วนแบ่งการตลาดที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว เขาก็คงเลือกที่จะขึ้นราคามากกว่าและผลักภาระไปที่ผู้บริโภค ซึ่งปกติพวกเขาก็ทำกันอยู่แล้วเป็นปกติ

แต่การเลือกที่จะประกาศลดกำลังการผลิตลง น่าจะเป็นการกระทำที่ประหลาด เพราะหากเป็นปัญหาต้นทุนจริงๆ แม้จะผลิตอยู่ ก็คงต้องขาดทุน เพราะน้ำมันปาล์มก็ยังแพงอยู่ และอีกอย่าง ปัญหาน้ำมันปาล์มเป็นปัญหาระยะสั้น การเลือกที่จะยอมเสียส่วนแบ่งการตลาด คงไม่มีบริษัทไหนทำ

นี่แสดงอย่างชัดแจ้งว่า "การบอยคอตของคนเสื้อแดงได้ผล" เราคงต้องทำต่อไปอย่างต่อเนื่องนะครับ "แดงแท้ไม่กินมาม่า"

สงสัยทำไมคู่แข่งอย่างไวไว ยำยำไม่เห็นต้องลดกำลังผลิต

ส่วนที่บอร์ดประชาทอล์ก มีการตั้งกระทู้ว่า มาม่า หมดสภาพแล้ว หาทางลง เรื่องน้ำมันปาล์มซะงั้น ไวไว ยำยำ ไม่เห็นเขามีสภาพแบบนี้ แดง 20 ล้านเป็นแบบนี้แหละ โดยชี้ว่า คู่แข่งของมาม่า คือ ไวไว ยำยำ อื่น ๆ ไม่เห็นเขาประกาศ ลดกำลังการผลิตเลย ไม่เห็นเขาโอดครวญ ต้นทุนเพิ่มเลย
ต่อให้เขาขายแพงกว่ามาม่า ผมก็จะไม่ซื้อมาม่าครับ ยอมซื้อของแพงดีกว่า ซื้อของเครือสหพัฒน์

ชี้ไม่มีเหตุผลข้ออ้างลดกำลังผลิตเพราะขาดน้ำมันปาล์ม

บอร์ดอินเตอร์เน็ตฟรีด้อมตั้งกระทู้เรื่อง น้ำมันปาล์มแพงไม่น่าเป็นสา้เหตุหลักในการลดกำลังการผลิตของมาม่าลงครึ่งหนึ่ง โดยชี้ว่า ถ้าเหตุเกิดจากน้ำมันปาล์มแพง แต่ยอดขายยังดีอยู่ สิ่งที่นายพิพัฒน์ และมาม่า รวมทั้งผู้ผลิตทั่วไปจะทำโดยทั่วไปและทำมาตลอดคือ ขึ้นราคาสินค้า ผลักภาระให้ผู้บริโภค นี่เป็นเรื่องปกติ

เมื่อสินค้ามีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง หรือยอดจำหน่ายตกต่ำ ซึ่งจะไม่ใช้การลดกำลังการผลิต จะหันไปทำกิจกรรมการตลาดอื่น ๆ เช่น Promotion, Re Launch, Re Positioning ฯลฯ

การลดกำลังการผลิตจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อได้ทำ Promotion หลายรูปแบบแล้ว ไม่สามารถกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้ ต้องหาสาเหตุให้เจอ แล้วแก้ืที่ปัญหาหลักนั้น เมื่อแก้ไม่ได้ ก็แสดงว่า สินค้าอยู่ในช่วงตกต่ำในหลักการที่บางคนปฏิเสธคือ Product Life Cycle แต่มันก็ปรากฏอยู่เรื่อย ๆ

การ Re Launch, Re Positioning ของกระทิงแดง หรือเรดบูล เป็นตัวอย่างทางการตลาดที่น่าสนใจ ไปบุกตลาดโลกใน Positioning ใหม่ ที่เริ่มเอากลับมา Re Positioning ตลาดในประเทศต่อ

ที่นำเสนอเช่นนี้เพราะเคยมีประสบการณ์พอสมควร ในการแก้ปัญหาทางการตลาด ทำสินค้ากลับมาในตลาด และทำให้สินค้าดี ๆ เจ๊งมาแล้วหลายตัว

หรือความจริงแล้ว การบอยคอตมาม่าของคนเสื้อแดงสำแดงผลแล้ว?

กังขาแผนปล่อยข่าวหวังระบายสินค้าขายไม่ออก

ส่วนที่บอร์ดราชดำเนิน มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นแผนการตลาด พอบอกว่าของจะขาด คนก็จะรีบซื้อ ของค้างอยู่บนหิ้งในห้างเยอะแยะ
แต่พอมีข่าวว่าจะขาดตลาด แต่ละคนก็จะบ้าไปซื้อมาเก็บตุนไว้ คนนั้นก็ซื้อ คนนี้ก็ซื้อ ซื้อมาเก็บพอของขาด ก็ซื้อมาเก็บอีก หลายๆ คน ตุนซะจนใช้ปีหน้าก็ไม่หมด

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-วิวาทะประธานมาม่า VS เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง:สงครามคว่ำบาตรก่อผลสะเทือนฐานเผด็จการ


-คว่ำบาตร1เดือนสะเทือนมาม่า ยกระดับบอยคอตสินค้าเครือสหพัฒน์ เริ่มวันนี้หยุดซื้อ'เปา'+90แบรนด์

-นิธิ เอียวศรีวงศ์:มาม่ากับเสื้อแดง

ทนายดา ตอร์ปิโด:คำพิพากษาที่สร้างความประหลาดใจ และคาดไม่ถึง

ที่มา Thai E-News


การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ สร้างความประหลาดใจให้กับผมและดา เพราะคาดไม่ถึง สำหรับคนที่ติดตามคดีนี้และเอาใจช่วยดา อาจคิดว่านี่เป็นชัยชนะ แต่สำหรับผม ถ้าเป็นชัยชนะ ก็เป็นเพียงชัยชนะเล็กน้อย หนทางการต่อสู้ยังอีกยาวไกล เป็นเพียงการเริ่มต้นของการต่อสู้รอบใหม่




โดย ประเวศ ประภานุกูล ( ทนายความของดา ตอปิโด )
12 กุมภาพันธ์ 2554

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3959/2551แดงที่ อ.2812/2552 ระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือที่รู้จักกันในนาม ดา ตอร์ปิโด จำเลย

ใจความของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์สรุปได้ว่า ให้ศาลชั้นต้น(ศาลอาญา) ส่งความเห็นจำเลยไปตามทางการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 29 และ 40 (2) หรือไม่ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยประการใดแล้ว ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ หรือพิพากษาคดีใหม่ แล้วแต่กรณี

หลังศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ได้มีคนสอบถามผมถึงความหมายของคำพิพากษานี้มาก จึงขออธิบายโดยคร่าวๆ

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นนี้ มีผลเท่ากับยกเลิกคำพิพากษาศาลอาญาที่ให้ลงโทษจำคุกดาเป็นเวลา 18 ปี ขณะนี้จึงเท่ากับคดีดายังไม่มีคำพิพากษา เป็นการสั่งว่า การที่ศาลอาญาปฏิเสธไม่ส่งความเห็นของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบ จึงต้องย้อนกลับไปดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ตั้งแต่การ ส่งความเห็นของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประการใดแล้ว ศาลอาญาจะต้องดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีนี้ต่อไป

การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปของศาลอาญา จึงขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ

กรณีแรก หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 29 และ 40 (2) การสืบพยานที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งเป็นการสืบพยานลับ จึงไม่ชอบ ศาลอาญาต้องทำการ สืบพยานใหม่ทั้งหมด และเป็นการสืบพยานโดยเปิดเผย

แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 29 และ 40 (2) ศาลอาญาต้องมีคำพิพากษาคดีนี้ใหม่โดยไม่ต้องสืบพยานใหม่(ถือว่าการสืบพยานที่ผ่านมาใช้ได้)

กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าอย่างไรศาลอาญาต้องพิพากษา หรือตัดสิน คดีนี้ใหม่ ส่วนจะถึงกับต้องสืบพยานใหม่ทั้งหมดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะออกมาเช่นใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นนี้ ภาษากฎหมายเรียกว่าการ “ย้อนสำนวน”

การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเช่นนี้ ก็เนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ขอให้ศาลอาญาส่งความเห็นของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยดังกล่าว แต่ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง และภายหลังศาลอาญามีคำพิพากษาคดีนี้ จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์หลายประเด็นด้วยการ การอุทธรณ์คำสั่งนี้เป็นประเด็นหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาเช่นนี้ จึงไม่ต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ประเด็นอื่นของจำเลย

การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ สร้างความประหลาดใจให้กับผมและดา เพราะคาดไม่ถึง เราต่างลุ้นเพียงแค่จะมีการลดโทษหรือไม่ หากลดจะลดเหลือเท่าไร ทั้งนี้เพราะคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ฝ่ายโจทก์หรืออัยการไม่ได้อุทธรณ์ให้เพิ่มโทษ ศาลอุทธรณ์จึงไม่สามารถพิพากษาลงโทษดามากกว่าคำพิพากษาของศาลอาญาได้

สำหรับคนที่ติดตามคดีนี้และเอาใจช่วยดา อาจคิดว่านี่เป็นชัยชนะ แต่สำหรับผม ถ้าเป็นชัยชนะ ก็เป็นเพียงชัยชนะเล็กน้อย หนทางการต่อสู้ยังอีกยาวไกล เป็นเพียงการเริ่มต้นของการต่อสู้รอบใหม่

สิ่งที่มองเห็นชัด คือ หากการยื่นขอประกันครั้งใหม่ศาลยังคงไม่ให้ประกันตัวดาอีก ดาก็ต้องอยู่ในคุกต่อไปอย่าง ไม่มีกำหนด

******
รายงานเกี่ยวเนื่อง:คดีพลิก!ศาลอุทธรณ์ชี้ศาลชั้นต้นจำคุกดาตอปิโด18ปีไม่เคลียร์ ส่งศาลรธน.ตีความก่อนนับหนึ่งใหม่