ที่มา thaifreenews
โดย Tuxedo
ใน Folder นี้จะมี Clip MP3 และ WMV ของ จตุพร,ดร.ประแสง,วรวุฒิ,จิรายุ และ ดร.เชิดชัย
ผมจะค่อย upload ขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจาก MP3 ก่อน ตาม ด้วย WMV
สนใจ เชิญคลิป ครับ >> 2011-02-13 Democracy
ประเด๊วผมจะขึ้นไปนอนแล้ว แต่ว่าจะปล่อยให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ไปเรื่อยๆจนเสร็จสิ้นครับ
(ถ้าไม่มีอะไรผิดผลาดก็น่าจะได้ครบครับ เช่น ไฟดับ เน็ตหลุด) แฟนคลับก็ refresh เรื่อยๆนะครับ
2011-02-14@0021 อนุเสาวรีย์ปชต จตุพร Hilight ๑๑นาทีสุดท้าย บทเพลงไพร่
2011-02-13@2301 อนุเสาวรีย์ปชต ศิลปิน โสภาพรรณ ณ.เชียงของ อรพิน พานทอง
2011-02-13@2049 อนุเสาวรีย์ปชต นายกรัฐมนตรีที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร พตท ดร ทักษิณ
2011-02-13@2152 อนุเสาวรีย์ปชต ภรรยาแกนนำ แก้มณัฐวุฒิ นกอริสมันต์ รัตน์ก่อแก้ว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, February 14, 2011
2011-02-13 อนุเสาวรีย์ปชต MP3 และ WMV + Youtube เด็ดๆ (19กพ ผมไม่อยู่บันทึกคลิป)
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: ยุทธศาสตร์วัวพันหลัก
ที่มา ประชาไท
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
รัฐบาลไทยภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังป่าวประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าเขาได้เสนอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหาร ด้วยการท่องคาถา เรื่องการเจรจาทวิภาคี ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่า กลไกนี้อยู่ในสภาพที่ง่อยเปลี้ยเสียขามาเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว นับแต่การประชุมครั้งล่าสุดที่กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 6-7 เมษายน 2552
ตรงกันข้ามแนวทางของกัมพูชาในการเสนอปัญหาเข้าสู่การพิจารณาของเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ นั้นกลับได้รับการสนองตอบอย่างทันท่วงที พลันที่จดหมายจากนายกรัฐมนตรีฮุน เซน แห่งกัมพูชาไปถึงนิวยอร์ค คณะมนตรีความมั่นคงก็เริ่มหยั่งเสียงความเป็นไปได้ในการจัดประชุมเร่งด่วนตามคำขอของฝ่ายกัมพูชา ในขณะที่คำยืนกรานเรื่องการเจรจาแบบทวิภาคีเป็นแค่เสียงนกเสียงกา
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะเปิดประชุมเรื่องข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาขึ้นจริงๆในวันวาเลนไทน์ที่กรุงนิวยอร์ค โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา พร้อมด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
เท่านั้นยังไม่พอ ข้อเสนอเรื่อง การเจรจาแบบทวิภาคีของไทยถูกปิดประตูตาย เมื่อ วา กิมฮอง ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฝ่ายกัมพูชาตอบมาว่า เขาไม่รับข้อเสนอของฝ่ายไทยที่จะให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการฯ หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม เจบีซี ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้
ยิ่งการประชุมทวิภาคีระดับรัฐมนตรีต่างประเทศยิ่งเหลวไหลเข้าไปใหญ่ เพราะการประชุมที่เสียมเรียบยังไม่ทันจบดีเสียงปืนก็แตกที่ชายแดนในวันที่ 4 กุมภาพันธ์
ในขณะเดียวกัน เวทีระหว่างประเทศแห่งอื่นๆก็กลับแสดงให้เห็นว่า พร้อมที่จะเปิดรับปัญหาความขัดแย้งเรื่องชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาตลอดเวลา อย่างน้อยที่สุด ประธานอาเซียนจะเริยกประชุมเรื่องนี้อีกในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 ที่กรุงจาการ์ตา โดยที่รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศคู่พิพาททั้งสองฝ่ายก็ตอบตกลงแล้วว่าจะไปประชุมด้วย
เหตุที่ทำให้ข้อเสนอเรื่องเจรจาทวิภาคีของไทยเป็นหมันนั้นคงจะโทษใครไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่ประเทศไทยเองได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นมาโดยตลอดว่า การเมืองภายในของตัวเองนั่นแหละที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางกั้นกลไกระหว่างทวิภาคีทางด้านเขตแดนพิกลพิการ
คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมประชุมกัน 3 ครั้งแล้วนับแต่เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารตั้งแต่ปี 2551 หลังจากที่กัมพูชาประสบความสำคัญในการขึ้นทะเบียนปราสาทขอมแห่งนี้เป็นมรดกโลก แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้วย กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งกำหนดว่าจะต้องเอากรอบการเจรจามาผ่านการพิจารณาของรัฐสภา แต่ในความเป็นจริงรัฐสภาก็ผ่านกรอบการเจรจาซึ่งเป็นกรอบใหญ่ไปแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีเดียวกัน ทว่าจะเป็นด้วยเหตุผลกลใดยังไม่ทราบแน่ ที่กระทรวงการต่างประเทศจะต้องนำบันทึกการประชุมทั้ง 3 ครั้งนั้นมาเข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง โดยที่บทบัญญัติของกฎหมายในข้อนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่า มีความจำเป็นจะเอากลับมาพิจารณาอีกหรือไม่
มีความเป็นไปได้ 2 ทางว่าทำไมจะต้องเอากลับมาพิจารณากันให้เสียเวลา ประการแรก เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศไม่มีหลักปฏิบัติที่ชัดเจนนักว่า การใดบ้างที่ต้องการความเห็นของรัฐสภา แต่เหตุผลประการทีสองน่าจะสำคัญกว่า กล่าวคือ รัฐบาลเกรงใจพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นสปอนเซอร์หลักในการนำพาให้รัฐบาลนี้เข้าสู่อำนาจทางการเมือง และได้ทำการคัดค้านการเจรจาเรื่องเขตแดนกับกัมพูชาอย่างแข็งขันมาโดยตลอด รัฐบาลจึงได้เลือกเวทีรัฐสภาเพื่อผ่อนคลายแรงกดดันจากพันธมิตรฯ เมื่อเลือกเส้นทางนี้ผลของมันคือทำให้งานของเจบีซีล่าช้าออกไป
ในระยะแรกๆนั้น รัฐบาลรีๆรอๆที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจาณาของสภาหลายต่อหลายครั้ง กรอบการเจรจาในลักษณะเดียวกันกับประเทศอื่นๆล้วนผ่านสภาไปได้โดยง่ายดาย แต่บันทึกการประชุม เจบีซี ไทย-กัมพูชา กลายเป็นยาขมหม้อใหญ่ของรัฐบาล และสุดท้ายเมื่อยอมเอาเข้าแล้วก็ไม่ยอมผ่านออกมาได้ในคราวเดียว หลังจากถูกแรงต้านทานจากการชุมนุมของคณะพันธมิตรฯ รัฐบาลก็ต้องซื้อเวลาต่อไปด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อศึกษาเอกสารดังกล่าว จากเดิมจะใช้เวลา 30 วันก็เลื่อนเป็น 90 วัน นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 เป็นต้นมา
เรื่องที่ทำให้เจบีซี เสียเวลานั้นเกิดจากอวิชชาโดยแท้ เพราะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เอาเรื่องหลายเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาผูกกันไว้ ทำให้ยุ่งยากในการแก้ปัญหา
เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับแต่ถูกผูกกันเอาไว้อย่างเหนียวแน่นคือ ปัญหาเส้นเขตแดนและการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามหลักของอนุสัญญายูเนสโก การขึ้นทะเบียนมรดกโลกในทรัพย์สินใดๆที่ตั้งอยู่คร่อมเส้นเขตแดนของสองประเทศหรือหลายประเทศ ไม่เป็นเหตุให้เสียสิทธิในเรื่องอำนาจอธิปไตยเหนือเขตแดน
แต่อวิชชาของลัทธิชาตินิยมกลับทำให้ นายกรัฐมนตรีผู้น่าจะมีความคิดอ่านโปร่งใส ไม่สามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ จึงได้ดำเนินการคัดค้านแผนการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารของกัมพูชาตลอดมา แถมยังพูดให้ประชาชนไขว้เขวไปมากว่า การคัดค้านแผนการดังกล่าวจะทำให้ กัมพูชาไม่ประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทั้งๆที่การขึ้นทะเบียนนั้นมีการประกาศก้องโลกมาสามปีแล้ว
รัฐบาลอภิสิทธิ อ้างว่า แผนการบริหารจัดการของกัมพูชารุกล้ำพื้นที่ซึ่งไทยอ้างสิทธิอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่ข้อเท็จจริงคือ พื้นที่ส่วนพิพาทนั้นได้ถูกตัดออกตั้งแต่การประกาศขึ้นทะเบียนในปี 2551 แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนก็พยายามพูดเรื่องนี้ให้คลุมเครือ เพื่อให้ประเทศไทยมีสิทธิในการคัดค้านแผนการดังกล่าว
การนำข้อพิพาทเรื่องเขตแดนไปรบกวนมรดกโลกเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล อย่างไรเสีย คณะกรรมการมรดกโลกก็จะต้องพิจารณาแผนบริหารจัดการที่กัมพูชาเสนอไปในการประชุมเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ที่บาเรนห์ รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงต้องเดินเกมที่แรงขึ้น ด้วยการขนกำลังทหารไปประชิดแนวชายแดนด้านนั้นเอาไว้ โดยเล็งเห็นผลอยู่แล้วว่า กัมพูชาจะตอบสนองด้วยการใช้กำลังทหารขึ้นมายันไว้เช่นกัน และ จะนำไปสู่การปะทะกันในที่สุด
ผลแห่งการปะทะทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย พลเรือนบ้านภูมิซรอลเสียชีวิต 1 คน ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 5 นาย พลเรือนของกัมพูชาเสียชีวิต 2 คน และนั่นเป็นโศกนาฎกรรมของสงคราม
แต่ในทางการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลอภิสิทธิจะอาศัยเหตุแห่งการปะทะนี้เพื่อชี้ให้ยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลกเห็นว่า พื้นที่นี้ไม่สงบสุขพอที่จะมีมรดกโลกอยู่ได้ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ให้ถอดปราสาทพระวิหารออกไปจากบัญชีมรดกโลกเสียจะเป็นการสงบสุขกว่า
รัฐบาลไทยป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้ยูเนสโก ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจความเสียหายปราสาทพระวิหารจากการปะทะ โดยอ้างว่าพื้นที่โดยรอบซึ่งเป็นทางขึ้นนั้นอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย และไทยจะไม่อนุญาตให้ผ่านเข้าไป ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ทางขึ้นปราสาทพระวิหารมีหลายทางและบางเส้นทางนั้นไม่จำเป็นต้องผ่านพื้นที่พิพาทเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเป็นเช่นนี้ อภิสิทธิ์ จำต้องยืนกรานกระตายขาเดียวว่า จะถอนทหารออกจากพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารตามข้อเสนอของกัมพูชานั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะจะทำให้พื้นที่ตรงนั้น “สงบสุข และ มีสันติภาพ” ตามที่กัมพูชาต้องการ นี่นับเป็นจุดยืนทางการเมืองที่ไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นได้ในศตวรรษที่ 21
แต่จุดยืนแบบนี้แหละที่จะเข้าเนื้อและพันคอตัวเองในการเจรจาแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะที่อยู่ในเวทีระหว่างประเทศ
หลักการสากลในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งชายแดนคือ ต้องทำให้พื้นที่นั้นปลอดจากเหตุแห่งการปะทะ ซึ่งในที่นี้ก็คือกำลังทหารนั่นเอง ถ้าหากยังยืนยันว่าจะคงกำลังทหารเอาไว้ การแก้ไขปัญหาย่อมทำไม่ได้ เพราะกำลังทหารที่เผชิญหน้ากันอยู่นั้นย่อมเสี่ยงต่อ การปะทะกันอีก
ประการสำคัญ การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนย่อมไม่อาจจะกระทำได้อีกเช่นกัน หากปรากฎว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีกองกำลังทหารอยู่
สิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะต้องเตรียมการป้องกันอีกประการหนึ่งในการคงกำลังทหารเอาไว้คือ ข้อกล่าวหาว่าเป็นประเทศผู้กระหายสงคราม นิยมความรุนแรง และขัดขวางกระบวนการสันติภาพ ในขณะที่กัมพูชากำลังจะเล่นบทผู้แสวงหาสันติภาพ ข้อเสนอถอนทหารเพื่อสร้างสันติภาพถาวรนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมจากชาวโลกมากกว่าในยุคสมัยปัจจุบัน แนวคิดที่ใช้กำลังทหารยันกันเพื่อรักษาสันติภาพนั้นเป็นแนวคิด ยุคสงครามเย็น ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้ผลและเสี่ยงมากเกินไป ที่สำคัญมันไม่ได้พาโลกพัฒนาไปทางไหนเลย หากแต่วนเวียนอยู่กับสงครามอย่างไม่มีวันจบสิ้นจดหมายถึงคุณหญิง จากนายเชิง แก่นแก้ว: ว่าด้วยสงครามไทย-กัมพูชา
ที่มา ประชาไท
วิสา คัญทัพ: วันแห่งความรัก
ที่มา ประชาไท
กวีศรีประชา
รักศรัทธาประชาชนผู้ทนทุกข์
รักสังคมสันติสุขแห่งยุคใหม่
รักระบอบประชาธิปไตย
รักสัจจะจริงใจ ตรงไปตรงมา
รักสิทธิเสรียิ่งชีวิต
รักอิสรภาพซึ้งทราบค่า
รักชาติที่อยู่รอดตลอดมา
รักนักสู้ผู้กล้าอุทิศตน
รักความสงบงามตามระบอบ
รักระเบียบตรวจสอบโดยเหตุผล
รักคนไม่ทรยศคิดคดคน
รักคนชนคนสู้กับหมู่มาร
รักเคารพมนุษย์ประเสริฐผู้เลิศล้ำ
รักความเป็นธรรมในทุกด้าน
รักสู้กับอิทธิพลทั้งคนพาล
รักคนเกลียดเผด็จการสันดานโจร
รักคนมีหัวใจ สู้ไม่ถอย
ต่อเถื่อนถ่อยทมิฬมารทะยานโผน
รักจักสาดน้ำใส่ไฟลุกโชน
รักจักโค่นอธรรมอันต่ำทราม.
กวีประชาไท: ทางแพร่ง
ที่มา ประชาไท
เรืองรอง รติสุนทร
เหมือนไวรัสที่จดจ้องจะป่วนปั่น
ชาตินิยมบ่มเพาะสถาบัน
ย่อมสุ่มเสี่ยงอันตรายสายพันธุ์แปลง
ความเกลียด - ความกลัว - ความเขลา
คือรากเหง้าบ่อเกิดความรุนแรง
สละชีพเถอะเพื่อชาติตราบเลือดแล้ง
คือถ้อยคำที่ตกแต่งเพื่อตบตา
ในนามแห่งชาติไทย - คุณต้องจน
ต้องอดทนค้ำจุนผู้ใหญ่กว่า
เป็นคนจนต้องจมดินเป็นธรรมดา
อย่านะอย่า, อย่าเงยหน้าอ้าปากไป
จึงรากหญ้าพัฒนาเป็นไวรัส
ชนชั้นไหนไม่แจ่มชัดเริ่มเติบใหญ่
หลายแนวร่วมผนึกแน่นที่แค้นใจ
สงบนิ่งสงัดไว้ - รอเวลา
เกิดขึ้นมากับระบบ, อยู่กับระบบ
แต่ไร้ระเบียบอยู่ในระบบที่ใหญ่กว่า
"ความสมบูรณ์" สร้าง "ความไม่สมบูรณ์" มา
เป็นเส้นทางวิวัฒนาอารยะ !
ความรักที่ถูกรัฐเลือกปฏิบัติ
ที่มา ประชาไท
ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่
สะพาน: กลุ่มสร้างสื่อเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมสิทธิหญิงรักหญิง
www.sapaan.org
จับตา ขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" หลังฮุสนีย์ หมดอำนาจ
ที่มา ประชาไท
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บิน ชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร อียิปต์
Shukur2003@yahoo.co.uk
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน
และแล้วรองประธานาธิบดีอุมัร สุไลมาน รองประธานาธิบดีอียิปต์ ได้ออกมาแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอียิปต์ว่า ประธานาธิบดีฮุนีย์ มูบาร๊อก ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว ตามข้อเรียกร้องของประชาชนนับล้านคนที่ชุมนุมขับไล่เขามาอย่างต่อเนื่องเป็น เวลา 18 วันติดต่อกัน
โดยฮุสนีย์ มูบาร๊อกได้ส่งมอบอำนาจในการปกครองประเทศให้แก่คณะผู้บัญชาการกอง ทัพ ซึ่งมี นายมุฮัมหมัด ฮุสไซน์ ฏอนฎอตวีย์ รมว.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ
หลังจากทราบข่าวการสละตำแหน่งของผู้นำเผด็จการที่ปกครองประเทศมา อย่างยาวนานถึง 3 ทศวรรษ ประชาชนชาวอียิปต์ต่างออกมาร่วมกันเฉลิมฉลองตามท้องถนน
เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่กองทัพกลายเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากนายฮุสนีย์ มูบาร๊อกนั้น มีลักษณะคล้ายกับการทำรัฐประหาร ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญแล้วฮุสนีย์ มูบาร๊อก ควรจะคืนอำนาจให้แก่ประธานรัฐสภาไม่ใช่ผู้นำกองทัพแต่อย่างใด
ทั้งนี้ คณะผู้บัญชาการกองทัพได้ประกาศว่าจะทำการยกเลิกกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่ง ถูกประกาศบังคับใช้มาเป็นเวลา 30 ปี ทันทีที่สถานการณ์จลาจลในประเทศสงบลง นอกจากนี้ พวกเขาจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นมีความเป็นอิสระและ ยุติธรรม รวมทั้ง จะทำให้กิจการธุรกิจต่างๆ ภายในประเทศกลับมาดำเนินการได้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง
คำถามที่ชาวโลกยากทราบว่าต่อไปใครจะครองอำนาจหลังจากการเลือกตั้ง หากย้อนกลับไปดูตลอด ๑๘ วันของการประท้วงพบว่า
ผู้นำการประท้วงครั้งนี้ คือกลุ่มยุวชน "เอพริล 6 มูพเมนท์" หรือแปลว่า “ขบวนการ 6 เมษา” โดยมีพันธมิตรพรรคฝ่ายค้านต่างๆร่วมกันสนับสนุนโดยอ้างว่าประธานาธิบดีฮุสนีย์ มูบาร๊อกใช้อำนาจเผด็จการปกครองประเทศกว่า สามสิบปีเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง มิหนำ่ซำคนส่วนใหญ่ของประเทศยังว่างงานและยากจนตลอดทั้งใช้อำนาจเบ็ดเสร็จจำกัดศัตรูทางการเมืองทุกวิธีทางอย่างโหดเหี้ยม
จริงอยู่ผู้นำการประท้วงครั้งนี้ คือกลุ่มยุวชน "เอพริล 6 มูพเมนท์" ร่วมกับพันธมิตรพรรคฝ่ายค้านต่างๆแต่โดยเชิงลึกพบว่า แกนนำเยาวชนหลายคนเป็นสมาชิก ของขบวนการ “ญามาอ๊ะอิควานมุสลิมูน” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "ภราดรภาพมุสลิม"
จากเหตุผลดังกล่าวทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป (ผู้นำด้านเสรีประชาธิปไตย) ไม่กล้ากดดันฮุสนีย์ ให้ลงจากตำแหน่งเหมือนผู้นำเผด็จการอื่นๆในโลกตะวันออกอย่างทันทีหรืออกหน้าออกตาในช่วงแรก
(๕ กุมภาพันธ์ ๕๔) สหรัฐอเมริกาพันธมิตรด้านผลประโยชน์อย่างแนบแน่นกับฮุสนีย์ ได้กล่าวเพียง เป็นนัยยะเท่านั้นว่าประธานาธิบดีฮุสนีย์ ควรลงจากอำนาจ
ประธานาธิบดีโอบามาแห่งสหรัฐฯ ประกาศจุดยืนอย่างอ้อมๆ ว่า "ผมเชื่อว่าประธานาธิบดีมูบาร๊อกเป็นห่วงประเทศของเขา เขาหยิ่งทะนง แต่เขาก็เป็นคนรักชาติ…สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำเขาคือ เขาจำเป็นต้องปรึกษาผู้ที่อยู่รอบตัวเขาในรัฐบาล"
"เขาจำเป็นต้องฟังสิ่งที่ได้รับการร้องขอโดยประชาชนชาวอียิปต์ และตัดสินใจเกี่ยวกับเส้นทางข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ แต่มีความหมาย และจริงจัง"
การที่โอบามาไม่ได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจน แต่การเลือกใช้คำพูดของเขาแสดงให้เห็นชัดว่าข้อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยน ผ่านทางการเมืองในทันทีของสหรัฐนั้นไม่ได้หมายรวมถึงพันธมิตรคนสนิท ซึ่งเป็นศูนย์กลางนโยบายตะวันออกกลางของสหรัฐฯ และมีประโยชน์ร่วมกับอิสรอเอล
อเมริกาและตะวันตกทราบดีว่า หากประธานาธิบดีฮุสนีย์ ยอมลงจากเก้าอี้อย่างทันทีในขณะนั้นและจัดให้มีการเลือกตั้งจะทำให้กลุ่มการเมืองภายใต้ร่มธงของขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" ขึ้นครองอำนาจแทนทันทีซึ่งสิ่งนี้โลกตะวันตกเกรงกลัวมากว่า
และปัจจุบันหลังจากฮุสนีย์ประกาศลาออกและคณะผู้บัญชาการกองทัพได้ประกาศว่าจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นมีความเป็นอิสระและ ยุติธรรม อเมริกาและตะวันตกยังกังวลอยู่ลึกๆ
ทำไม? เพราะแนวคิดทางการเมืองของขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" คือ การสร้างรัฐภายใต้ อิสลามานุวัตร ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยกล่าวคือเป้าหมายคือการสร้างรัฐอิสลามอุดมคติในยุคโลกาภิวัตร โดยใช้กระแสกระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมตะวันตก
การขึ้นมีอำนาจของขบวนการอิสลามในแต่ละประเทศซึ่งใช้กระบวนการประชาธิปไตยนั้นกำลังเป็นกระแสที่ถูกตอบรับในโลกมุสลิม ไม่ว่าที่อัลจีเรียเมื่อสิบกว่าปี (หลังจากนั้นถูกปฏิวัติโดยทหาร) ตุรกี ปาเลสไตน์ จอร์เดน เยเมนและที่อื่นๆแต่กำลังเป็นภัยคุกคามโลกตะวันตกภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา
ตะวันตกทราบดีว่า การกำเนิดขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" นั้นเพื่อสถาปนาระบบคอลิฟะห์อิสลามมียะห์ (รัฐอิสลาม) ภายหลังจากอาณาจักรออตโตมานได้สิ้นสลาย
ผู้นำคนแรกของ "ภราดรภาพมุสลิม" คือ อิหม่ามชะฮีด หะสัน อัลบันนา (ค.ศ. 1906 –1949) ท่านเป็นผู้วางหลักสูตรการสร้างบุคลิกภาพสมาชิกของขบวนการอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สมาชิกเข้าใจหลักศาสนาอิสลามคือแนวทางการดำเนินชีวิตที่ไม่สามารถแยกระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักร โดยทุกคนต้องผ่านหลักสูตรการสร้างบุคลิกภาพมุสลิมผ่านสาส์น 20 ฉบับ กล่าวถึงหลายๆประเด็นต่างกรรมต่างวาระ ตั้งแต่คำสอนทางศาสนา จุดยืนทางการเมือง เศรษฐกิจ การจัดการองค์กร และอื่นๆ
หะสัน อัลบันนา เขาเริ่มก่อตั้งขบวนการ ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1932 , ปี ค.ศ. 1948 ขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" เข้าร่วมรบกับปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านยิวและในเดือน พฤศจิกายน ปีเดียวกัน มะฮ์มูด อัลนักรอซี (Mahmud al-Naqrasi ) ประธานสภาอิยิปต์ ในสมัยนั้น ได้ออกคำสั่งปราบปรามขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" ทรัพย์สินของขบวนการถูกยึด แกนนำของขบวนการหลายคนถูกจับกุม
ในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1948 อันนักรอซีถูกลอบสังหาร และขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลงมือสังหารเขา บรรดาพรรคพวกของอัลนักรอซี ซึ่งติดตามศพเขา ต่างโห่ร้องว่า ศรีษะของอัลนักรอซี ต้องแลกด้วยศรีษะของหะสัน อัลบันนา และในวันที่ 12 เดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1949 หะสัน อัลบันนาก็ถูกลอบสังหาร
ในปีค.ศ. 1950 ขบวนการ ได้รับการปลดปล่อย เพราะคำสั่งของอัลอักรอซี ไม่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศ ขบวนการได้เลือก หะสัน อัล-หุดัยบี ( Hasan al-Hudaibi ) เป็นผู้นำ แต่เขาถูกจับหลายครั้งและในปี ค.ศ. 1954 เขาถูกตัดสินประหารชีวิต ต่อมาได้รับลดโทษ ให้จำคุกตลอดชีวิต
ในปี ค.ศ. 1951 วิกฤตการณ์ ความขัดแย้งระหว่าง อังกฤษ และอียิปต์ เพิ่มทวีขึ้นขบวนการ ได้เข้าโจมตีอังกฤษ ณ คลองสุเอซ
ปี ค.ศ. 1952 เกิดการปฎิวัติโค้นล้มกษัตย์อียิปต์ซึ่งมีอังกฤษคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง การปฎิวัตินี้นำโดย มุฮัมมัด นายีบ ( Muhammad Najib ) โดยที่ได้รับการสนับสนุนจากขบวนการ
หลังจากการ ปฎิเสธการเข้าร่วมรัฐบาล เพราะแนวคิดของขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" ไม่สอดคล้องกับรัฐบาล ด้วยเหตุนี้ ญามาล อับดุลนาซีร ( Jamal Abdunnasir ) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีในสมัยนั้น ถือว่าขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" ปฎิเสธการปฎิวัต ทั้งสองฝ่ายเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1954 สมาชิกขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" ถูกจับ สมาชิกหลายพันคน หนีอย่างกระเจิดกระเจิง พวกเขาถูกกล่าวหาว่าพยายามลอบสังหาร ญามาล อับดุลนาซีร
ปี ค.ศ. 1965- 1966 ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล กับขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" ได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งอย่างรุงแรง และไปสู่การจับกุมสมาชิกของขบวนการ สมาชิกหลายคนถูกทรมาน และสมาชิกหลายคนถูกประหารชีวิต รวมทั้งซัยยิด กุฎบ์ซึ่งเขาเป็นนักคิดนักวิชาการของขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" คนที่สอง หลังจากหะสันน อัลบันนา ซึ่งถูกลอบสังหาร (อ้างใน http://khozafi-shahaan.blogspot.com/2010/10/blog-post_9754.html และ http://www.scribd.com/doc)
สมัยอันวาร์ ซาดัต (Muhammad Anwar al-Sadat) เป็น ประธานาธิบดี แห่งอียิปต์ เขาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะจัดการขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" แต่ท้ายสุดเขาก็ถูกลอบยิงเสียชีวิตเสียก่อน
สมัยนายฮุสนีย์ก็เช่นกันพยายามทุกวิถีทางในการจัดการ ขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" เช่นกันแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะกระแสประชาธิปไตยของโลกทำให้สมาชิกหลายคนของขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" รับสมัครลงเลือกตั้งและชนะการเลือกเขาสู่สภาจนสามารถมีบทบาทในสภา ในขณะเดียวกันประชาชนรากหญ้าและผู้มีการศึกษาจากทุกสาขาอาชีพโดยเฉพาะผู้รู้และเยาวชนได้เขามาเป็นสมาชิกเพิ่มจำนวนมากขึ้นทั้งทางลับและเปิดเผย
การต่อต้านเผด็จการฮุสนีย์อย่างสันติได้รับการสนับสนุนอย่างออกหน้าออกตาจากผู้นำขบวนการอิสลาม"ภราดรภาพมุสลิม" คนปัจจุบันคือ มุฮัมมัด บาดีอฺ พร้อมทั้งจากปราชญ์อิสลามที่เป็นนักคิดไม่ว่าในมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรหรือนอกมหาวิทยาลัยโดยท่านเหล่านนั้นให้ทัศนะว่า เป็นที่อนุญาตในการต่อต้านผู้นำที่อธรรม
ชัยค์ ดร. ยูซุฟ อัลก๊อรฎอวีย์ ได้ให้ทัศนะว่าฮุสนีย์ควรลงจากตำแหน่งอย่างไม่มีเงื่อนไขและรีบออกนอกประเทศ
แน่นอนที่สุด ประเทศอียิปต์หลังจากการหมดอำนาจของฮุสนีย์ มูบาร๊อกและพวกพ้องหากมีการเลือกตั้งจะเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มเสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตกกับอิสลามมาธิปไตยจากขบวนการเคลื่อนไหวของ "ภราดรภาพมุสลิม"
ความเป็นจริงกลุ่มต่างๆที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในอียิปต์มีทั้งแนวคิดสุดโต่งและสายสันติวิธีแต่ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะแนวสันติวิธีโดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้านนั้นมีสองขั้วคือเสรีประชาธิปไตย กับอิสลามาธิปไตยโดยใช้กระบวนการประชาธิปไตยเป็นทางผ่าน
ขั้วเสรีประชาธิปไตยนั้นนั้นมีแนวคิดชัดเจนว่าจะสร้างรัฐอียิปต์เป็นรัฐฆราวาส (secular state) ซึ่งจะมีตะวันตกคอยสนับสนุน ในขณะที่ขั้วอิสลามาธิปไตยจะอยู่ภายใต้ร่มธงของขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" ซึ่งได้รับการสนับจากนักคิดและ นักการศาสนาอิสลามและตลอดระยะเวลาเกือบศตวรรษสามารถสร้างบุคลากรและสมาชิกจากหลากหลายอาชีพทั้งในกรุงไคโรและต่างจังหวัดที่สำคัญสามารถกุมคะแนนเสียงจากชนชั้นกลางของอียิปต์ด้วยเช่นกัน
ชัยค์ ดร. ยูซุฟ อัลก๊อรฎอวีย์ ได้ให้ทัศนะต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการอิสลามในนามประชาธิปไตยไว้ว่า หาก เฝ้าดูประวัติศาสตร์ของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามในยุคสมัย ใหม่ให้ใกล้เข้าไปยิ่งขึ้นจะเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อุดมการณ์อิสลาม, ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามและการตื่นตัวเข้าสู่อิสลามไม่เคยได้เฟื่องฟูหรือ ผลิดอกออกผล เว้นแต่ในบรรยากาศของประชาธิปไตยและเสรีภาพ และจะอับเฉาและเป็นหมันก็เฉพาะในยุคของการกดขี่และการปกครองแบบทรราช ที่เหยียบย่ำเจตนารมณ์ของประชาชนที่จงรักภักดีต่ออิสลามเท่านั้น ระบอบการปกครองแบบกดขี่ดังกล่าวได้นำเอาลัทธิเซ็คคิวล่าร์ (แยกศาสนจักรกับจากอาณาจักร) ลัทธิสังคมนิยมหรือลัทธิคอมมิวนิสต์มายัดเหยียดให้กับประชาชนของตนเองโดยการ ใช้กำลังและการบังคับขู่เข็ญ ใช้การทรมานอย่างลับๆ และการสำเร็จโทษต่อหน้าสาธารณะ และใช้เครื่องไม้เครื่องมืออันโหดเหี้ยมเหล่านั้นที่ฉีกทึ้งเนื้อหนัง ละเลงเลือด บดขยี้กระดูกและทำลายจิตวิญญาณ เรา พบเห็นการปฏิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศมุสลิมหลายๆ ประเทศ ซึ่งรวมทั้งตุรกี, อียิปต์, ซีเรีย, อิรัค, เยเมนใต้, โซมาเลียและรัฐต่างๆ บริเวณอัฟริกาเหนือในช่วงเวลาต่างๆ กัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับยุคสมัย
หรือระบอบการปกครองของเผด็จการแต่ละประเทศ ใน ทางตรงข้าม เราพบเห็นขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามผลิดอกออกผลและเฟื่องฟูในยุคสมัยของ เสรีภาพและประชาธิปไตยภายหลังการล่มสลายของระบอบการปกครองจักรวรรดินิยม ซึ่งปกครองประชาชนด้วยความหวาดกลัวและการกดขี่ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจะไม่จินตนาการไปหรอกว่าขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามสามารถสนับสนุนสิ่ง หนึ่งสิ่งใดอื่นไปจากเสรีภาพทางการเมืองและประชาธิปไตยได้ เหล่า ทรราชยินยอมให้เสียง(ของระบอบ)อะไรก็ได้ดังขึ้น นอกจากเสียงของอิสลาม และยังยินยอมให้ทุกแนวความคิดได้แสดงตัวเองออกมาในรูปของพรรคการเมือง หรือองค์กรในบางประเภท ยกเว้นกระแสอิสลาม ซึ่งเป็นแนวความคิดเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่มีปากมีเสียงเพื่อประชาชาตินี้ อย่างแท้จริง และแสดงหลักความเชื่อ, คุณค่า, แก่นแท้และการมีอยู่จริงของตัวเองออกมา อย่าง ไรก็ตาม เหล่านักเคลื่อนไหวอิสลามบางคนยังคงสงวนท่าทีของตัวเองเกี่ยวกับประชาธิปไตย แถมยังมีความระมัดระวังเกี่ยวกับคำว่า "ประชาธิปไตย" ในตัวของมันเอง สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการจะเน้น ณ ที่นี้ก็คือว่าอิสลามไม่ใช่ประชาธิปไตย และประชาธิปไตยก็ไม่ใช่อิสลามเหมือนกัน ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนา ให้อิสลามไปสังกัดอยู่ในหลัก
การหรือระบอบใดๆ อิสลามมีความเป็นเอกในแง่วิธีการ, จุดหมายปลายทางและแบบวิธีต่างๆ ที่เป็นของตนเอง และข้าพเจ้าเองก็มิได้ปรารถนาจะให้ประชาธิปไตยของตะวันตกได้รับการถ่ายทอดมา ยังพวกเราในสภาพที่มีอุดมการณ์และคุณค่าอันเลวร้ายพ่วงท้ายมาด้วย โดยที่เราเองไม่ได้นำเอาคุณค่าและอุดมการณ์ต่างๆ ของเราเข้าไปผนวกเข้ากับประชาธิปไตย ทั้งนี้เพื่อผสมผสานประชาธิปไตยเข้ากับระบอบที่กว้างขวางลึกซึ้งของเราจน เป็นเนื้อเดียวกัน (อ้างใน http://www.fityah.com/index.php?option=com_content&task=view&id=522)
รัฐศาสตร์วิชาการ: สังคมออนไลน์กับปัญหาความมั่นคง
ที่มา ประชาไท
12 ก.พ. 54 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดเสวนา หัวข้อ "สังคมออนไลน์กับปัญหาความมั่นคงในรูปแบบใหม่" ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในงานรัฐศาสตร์วิชาการครั้งที่ 18 ประจำปี 2554 "E-Politics การเมืองออนไลน์: เสียงจากปลายนิ้ว"
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท (prachatai.com) กล่าวถึงปัญหาในสังคมออนไลน์ โดยเชื่อว่า นี่เป็นระยะเปลี่ยนผ่าน โดยยกตัวอย่างเมื่อ 3-4 ปีก่อน มี ส.ว. นักวิชาการ เอ็นจีโอบางรายโกรธมากที่มีการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตนเองในเว็บบอร์ด ขณะที่ปัจจุบันการวิจารณ์ก็ยังมีอยู่ แต่ความเดือดเนื้อร้อนใจลดลง เขาจึงเชื่อว่า สักวันหนึ่งรัฐและคนทั่วไปจะรับมือได้กับการวิจารณ์หรือแม้แต่แฉแหลกแบบวิกีลีกส์ เขายังกล่าวด้วยว่า แม้การวิจารณ์และการแฉจะลดความน่าเชื่อถือของรัฐ แต่ก็เป็นหลักประกันเสรีภาพของประชาชน และนั่นก็คือความมั่นคงของประชาชน หากความมั่นคงของรัฐ หมายรวมถึงความมั่นคงของประชาชนด้วย และในภาวะที่จะประชาชนหรือที่เรียกว่า นักข่าวพลเมืองออกมาวิจารณ์รัฐมากขึ้น ก็มีแนวโน้มว่า จะมีการแฮกข้อมูลของรัฐมาเปิดเผยมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ในที่สุดจะทำให้รัฐบาล ผู้ปกครองและองค์กรเหนือรัฐ ต้องปรับตัว หากประเมินว่า ไม่สามารถหยุดยั้งสื่อใหม่ได้ ก็ต้องโปร่งใสมากขึ้น เพราะรู้ว่ามีคนเฝ้าดู คอยจับผิดอยู่
บก.ประชาไท ยังกล่าวถึงเรื่องท้าทายอีกเรื่องคือ เสรีภาพนั้นเป็นเหมือนเหรียญสองด้าน โดยยกตัวอย่างกรณีรถเก๋งชนรถตู้ ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากในอินเทอร์เน็ต ว่านั่นคือเสรีภาพที่เราใช้ และมีผลต่อการคุกคามเด็กคนหนึ่ง ซึ่งเขาคิดว่า สื่อออนไลน์ไม่มีทางหยุดการคุกคามแบบนี้ และนี่เป็นราคาที่ต้องจ่ายของการมีเสรีภาพ และเป็นเหมือนกฎระบียบแบบใหม่ที่มาจัดการสังคม เพียงแต่เป็นการจัดการกันเองของประชาชน เหมือนการนินทาในหมู่บ้านในอดีต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องพัฒนาคือ คุณภาพของการแสดงความเห็นและความรับผิดชอบ ผู้ที่ใช้เน็ตก็ต้องเพิ่มสิ่งเหล่านี้ในการใช้สื่อใหม่ ทั้งหมดนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ และอยากให้เป็นเพียงแค่มาตรการทางสังคมในโลกออนไลน์ โดยที่องค์กรธุรกิจและรัฐไม่เข้ามารับลูกหรือดำเนินการทางกฎหมาย จนกลายเป็นการคุกคามระดับกายภาพ
เตือนรัฐอย่าทำลายพื้นที่ถกเถียง
สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)และกรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า สื่อออนไลน์เกิดขึ้นในลักษณะการขบถ เป็นสื่งที่ถูกออกแบบมาและมีผลท้าทายสภาพที่ครอบงำ และปลดปล่อยให้มีการแสดงออกมากขึ้น ทั้งนี้ หากรัฐต้องการออกกฎควบคุมก็ย่อมทำได้ แต่ตั้งคำถามว่าแล้วจะทำอย่างไรต่อ เช่น หากมีผู้โพสต์ข้อความไม่เหมาะสม 3 ล้านคนจะต้องจับกุมให้หมดสิ้นไปไหม ในจีน มีการทำเช่นนั้น แต่ก็มีต้นทุนสูง สำหรับประเทศไทยเอง 5 ปีหลังมานี้ อินเทอร์เน็ตท้าทายความมั่นคงของรัฐสูง โดยรวมจะเห็นว่ารัฐไทยใช้พลังงานต่อสู้กับอินเทอร์เน็ตสูงมาก ซึ่งปรากฎการณ์นี้ส่งสัญญาณไปทั่วโลก ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน ไทยเป็นประเทศที่มีการจับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต เป็นรองแค่เวียดนามเท่านั้น
ทั้งนี้ เธอมองว่า ยิ่งรัฐพยายามควบคุมศัตรูในจินตนาการเท่าไหร่ ศัตรูก็จะยิ่งถูกจินตนาการว่าใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ส่วนที่กลัวว่าหากปล่อยให้มีการวิพากษ์วิจารณ์แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น เธอมองว่า เงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงมีหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงการวิจารณ์เพียงอย่างเดียว โดยสำหรับประเทศไทย แม้ว่าความมั่นคงจะถูกสั่นคลอน แต่ยังมีต้นทุนที่ประชาชนจะไม่ลุกฮือ เว้นแต่ถ้ารัฐปิดกั้นมากขึ้น จะเกิดการต่อต้านที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ และยากจะควบคุม
สุภิญญากล่าวว่า รัฐไทยควรต้องตระหนักว่า สังคมไทยมีการต่อสู้ทางความคิดมาตลอด ไม่เคยเป็นสังคมที่ความเห็นเดียวครอบงำได้เบ็ดเสร็จหรือถ้ามีก็เป็นแค่บางช่วง ดังนั้น รัฐต้องใช้หลักสร้างสมดุล ธำรงสิทธิขั้นฐานของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ไม่ใช้กฎหมายที่เกินเหตุ โดยยกตัวอย่างคดีจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ที่ถูกฟ้องในฐานะผู้ดูแลเว็บไซต์ ซึ่งไม่ได้เป็นผู้โพสต์ความเห็นเอง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการสืบพยานในชั้นศาล และเป็นคดีที่ต่างประเทศจับตา เพราะคำตัดสินจะเป็นบรรทัดฐานในการกำกับดูแลสื่อใหม่
อย่างไรก็ตาม สุภิญญา ย้ำว่าไม่ได้จะบอกว่ารัฐไม่สามารถกำกับอินเทอร์เน็ตได้ แต่หากอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่แทนเสรีภาพของประชาชน รัฐต้องคุ้มครองพื้นที่และผู้นำสารด้วย ถ้าผู้ให้บริการถูกจัดการ ก็จะทำให้พื้นที่เสรีภาพนั้นค่อยๆ ลดลง ดังนั้น จะต้องมีหลักการที่ชัดเจน หรือไม่ก็ต้องปรับแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
มีนักศึกษาถามว่า กรณีที่เรามักโยนความผิดให้องค์กรเหนือรัฐ แต่ปัจจุบัน ผู้บังคับใช้กฎหมายเองก็พึ่งพิงองค์กรเหนือรัฐ จึงต้องปกป้ององค์กรเหนือรัฐด้วย เช่นนี้แล้วจะโทษใคร สุภิญญาตอบว่า หากจะโทษใครก็คงได้ทั้งนั้น แต่สำคัญคือ ถ้ายังตอบไม่ได้ ก็ควรสร้างพื้นที่และบรรยากาศถกเถียงอย่างเปิดเผย โดยรัฐไม่ควรทำลายพื้นที่ที่จะทำให้สังคมไทยได้ถกเถียง ปะทะสังสรรค์ทางความคิดกัน และเมื่อนั้นสังคมจะเติบโต และทำให้ความรุนแรงทางกายภาพน้อยลง เพราะได้โต้เถียงกันเต็มที่แล้ว แต่หากไม่มีการเปิดพื้นที่ถกเถียง หากเกิดการแสดงออกแบบอื่นขึ้น จะมาถามว่าใครผิดก็คงไม่ได้แล้ว เพราะสังคมจะอยู่ในภาวะที่อลเวง
ความมั่นคงว่าด้วยสถาบันกษัตริย์และการเปิดเผยความลับ
สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ในประเทศไทย สังคมออนไลน์ หรือ "เว็บ 2.0" ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการข้อมูลบางมาก เกิดการสื่อสารสองทาง ขณะเดียวกันมีงานวิจัยชี้ว่า เครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นมาบูมในช่วงต้นปี 2553 ซึ่งตรงกับช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง มีการตั้งกลุ่มโต้ตอบ สนับสนุน โดยสาเหตุที่สังคมออนไลน์เป็นที่นิยมนั้น เกิดจากสื่อหลักโดนแทรกแซง ถูกปิดกั้นการแสดงความเห็น คนที่คิดว่าตัวเองไม่มีพื้นที่ จึงกระโจนเข้าสู่สังคมออนไลน์เพื่อหาคนคิดเห็นคล้ายๆ กัน
สาวตรีกล่าวว่า สังคมออนไลน์นั้นมีพลังอำนาจบางอย่างซึ่งแตกต่างจากวิทยุชุมชนหรือเว็บทั่วไป หรือเว็บข่าวตรงที่สามารถจุดประเด็นกระแสรองให้เป็นกระแสหลักได้ นอกจากนี้ การมีสังคมออนไลน์หรือเพื่อนจำนวนมาก ทำให้สถาบันทางอำนาจ อาทิ สถาบันศาล สถาบันทหาร สถาบันกษัตริย์ นักข่าว นักเขียน พระ บุคคลสาธารณะ ถูกวิจารณ์กันในวงกว้าง ในแง่บวก ทำให้เกิดการตรวจสอบ จับตามองให้การทำงานดีขึ้น แต่แง่ลบ ก็อาจถูกมองว่าขัดต่อความมั่นคง แต่ในอีกด้านหนึ่ง สาวตรีมองว่า พลังอำนาจของสังคมออนไลน์ ก็อาจกลายเป็นพื้นที่โฆษณาวิธีคิดอุดมการณ์ทางการเมืองแบบสุดโต่งของภาครัฐก็ได้
สาวตรี เห็นว่า ด้วยพลังอำนาจข้างต้น อาจทำให้รัฐมองสังคมออนไลน์เป็นศัตรู เพราะมีลักษณะไม่เชื่องและฆ่าไม่ตาย ปิดได้ไม่หมด ปิดหนึ่งเปิดสอง ปิดสองเปิดห้า นั่นเพราะประกอบขึ้นจากผู้คนที่หลากหลาย อาจทำให้รัฐกลัวว่าถ้าคุมไม่ได้อาจกระทบความมั่นคง ขณะเดียวกัน รัฐอาจกระโจนเข้ามาใช้เครื่องมือในสังคมออนไลน์ประชาสัมพันธ์เรื่องของรัฐ เช่น ตั้งลูกเสือไซเบอร์ขึ้นมาสอดส่องดูแล หรือรัฐอาจไม่ต้องเล่นเอง แต่ทำหน้าที่สนับสนุนกลุ่มที่สนับสนุนรัฐอีกที เช่น กลุ่มล่าแม่มด โดยจะสังเกตว่าอะไรก็ตามที่กลุ่มนี้พูด ดีเอสไอจะรับลูกทันที
สาวตรีกล่าวว่า สำหรับปัญหาความมั่นคงที่ผ่านมา ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549 จะพบว่า ความมั่นคงที่รัฐใช้อ้างหลังรัฐประหารคือ ความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยที่สุดแล้ว ทุกสถาบันย่อยไปอิงแอบหรือทำตัวเป็นส่วนย่อยของสถาบันนี้หรือใช้สถาบันนี้เป็นเครื่องมือปกป้องประโยชน์ของตัวเองทั้งสิ้น อาทิ กรณีคลิปศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทุจริต การตัดสินคดียุบพรรค โดยต่อมามีการบอกว่าจะฟ้องในข้อหาหมิ่นสถาบันฯ ทั้งที่ดูแล้วไม่มีจุดใดเชื่อมโยงถึงตัวสถาบันฯ เลย นอกจากนี้ มีงานวิจัยที่ตนเองทำร่วมกับ i-LAW พบว่า สถิติของการไล่ปิดช่องทางเข้าถึงเว็บไซต์ตั้งแต่ พ.ศ.2550 ซึ่ง พ.ร.บ.คอมฯ มีผลใช้บังคับ จนถึง พ.ศ. 2553 พบว่าศาลออกคำสั่งบล็อคเว็บไซต์ตามการร้องขอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศและใช้อำนาจตามมาตรา 20 ของ พ.ร.บ.คอมฯ ปิดกั้นกว่าเจ็ดแสนยูอาร์แอล โดยมีเนื้อหาเข้าข่ายผิดมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา 54,330 ยูอาร์แอล มีคดีที่ขึ้นสู่ศาลที่เกี่ยวพันกับหมวดความมั่นคงของรัฐ 20% เป็นคดีหมิ่นสถาบันฯ 16.76% ดังนั้นที่สุดแล้ว เมื่อพูดถึงปัญหาความมั่นคงในโลกสังคมออนไลน์ จึงอยู่ที่ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมาตรา 112 ก็มีมานานแล้ว แต่ช่วงหลังๆ ถูกอ้างเยอะ อาจเพราะมีเหตุผลเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและสังคมออนไลน์คุมไม่ได้ เพราะฉะนั้น การที่จะใช้กฎหมายที่รัฐมีในการควบคุมจึงเปิดเผยตัวมากขึ้น
ทั้งนี้ ถ้าพูดถึงความมั่นคง ในกรณีของไทยเป็นกรณีเฉพาะมาก รัฐใช้เครื่องมือกฎหมายอ้างความมั่นคงกับคนที่กระด้างกระเดื่อง ขณะที่ในต่างประเทศ ปัญหาความมั่นคงจากโลกออนไลน์นั้นเกิดจากภัยคุกคามจากต่างประเทศ เช่น จารกรรมข้อมูลทางการทหาร ไม่ใช่การจับกลุ่มพูดคุยหรือเห็นต่าง
สาวตรีกล่าวว่า สิ่งที่สังคมออนไลน์ท้าทายจึงคือ การท้าทายอำนาจรัฐ สถาบันต่างๆ ไม่ใช่เพียงสถาบันเบื้องสูง แต่ยังรวมถึงสถาบันย่อยๆ เช่น ท้าทายอำนาจสื่ออาชีพ ในแง่ความหลากหลายของข่าวสาร เพราะประชาชนผู้ให้ข้อมูลไม่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจครอบงำ ไม่ถูกแทรกแซง และยังท้าทายแนวคิดทั้งมวลที่ไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย ซึ่งสุดท้ายแล้ว จะเกิดการปรับตัวของกลุ่มต่างๆ ทั้งนี้ สาวตรีทิ้งท้ายว่า เมื่อพูดถึงการใช้เสรีภาพที่ต้องไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นนั้น ควรเป็นวิธีคิดทั้งของประชาชนและของรัฐด้วย หากไม่ล่วงละเมิดซึ่งกันและกัน ก็จะไปต่อได้ภาพคนเสื้อแดงชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 13 ก.พ. 54
ที่มา ประชาไท
ประมวลภาพผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ คนเสื้อแดง ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและบริเวณถนนราชดำเนินเมื่อช่วงค่ำวันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมา ขณะที่ก่อนหน้านี้ในช่วงบ่ายผู้ชุมนุม นปช. ได้เดินทางไปชุมนุมหน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก มีการอ่านจดหมายของแกนนำ นปช. ที่ถูกจำคุกในเรือนจำเพื่อปรับทุกข์กับผู้พิพากษา จากนั้นนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำนปช. ได้ร่วมกันวางดอกกุหลาบสีแดงหน้าป้ายศาลอาญา ก่อนจะนำผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยดังกล่าว