WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 14, 2011

คลิปฟ้องชาวโลก.ฉายที่สภาสูงอังกฤษ

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ

ไม่รู้ดูกันยัง ที่มา jimbandon1

นายอรรถพรจะเอาโรเบิร์ตขึ้นศาลไทยยังไง ก็ห้ามเขาเข้าประเทศไม่ใช่หรือ?

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

ข่าวนายอรรถพร พลบุตร เรียกร้องให้ดำเนินคดีกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ในประเทศไทยนั้น เป็นข่าวน่ารำคาญจากคนพรรคประชาธิปัตย์ และยิ่งเห็นหน้านายอรรถพร พลบุตร ก็ยิ่งอยากอาเจียน ด้วยความสัจจริง ไม่เคยเห็นใครมีโหงวเฮ้งกังฉินได้อย่างชัดเจนทะลุปรุโปร่งทุกรูขุมขนขนาดนี้มาก่อน

วิธีตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามของนายอรรถพร พลบุตร นั้น เป็นวิธีมาตรฐานของชาวพรรคประชาธิปัตย์ โปรดสังเกตการณ์ตอบโต้คำวิจารณ์หรือการตำหนิติเตียนด้วยหลักฐานเหตุผลจากผู้อื่น ของ นายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายเทพไท เสนพงษ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ฯลฯ คนพวกนี้จะตอบโต้หรือหาทางต่อสู้ข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีการแบบนี้ทั้งนั้น เพราะคนพวกนี้อยู่ในพรรคที่มีนักโต้วาที ทนายความ ฯลฯ มากมาย มาตรฐานเหล่านี้คือ


1. หลีกเลี่ยงจะตอบคำถามหรือคำวิจารณ์เหล่านั้นด้วยการใช้เหตุผลหักล้างอย่างมีข้อมูล แต่หันไปหาเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่ถูกวิจารณ์ หรือหาจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ตรงกับเรื่องที่เขาพูด มาลดความน่าเชื่อถือของเขา หลักการนี้คือวิธีการตอแหลแบบศรีธนญชัย (ตัวอย่างพวกนี้มีเยอะแยะ เช่น อ้างว่านายอัมสเตอร์ดัมเป็นลูกจ้าง อ้างว่าตนเองไม่ได้สัญชาติมอนเตเนโกร หรืออย่างนายอรรถพรกำลังข่มขู่ว่าจะเอานายอัมสเตอร์ดัมเข้าคุกไทย ตลกมาก เพราะนายอัมสเตอร์ดัมมีรายชื่อเป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศ ฯลฯ มันจะเห่าหอนโง่งั่งงี่เง่าแบบนี้ไปถึงไหน)

2. ถ้าหาจุดด้อยแม้จะเล็กขนาดไหนของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ ก็หันมาใช้วิธีเรียกร้องความดีงามของตัวเอง หรือทำให้ตัวเองน่าสงสาร เอานิยายน้ำเน่ามาเล่าให้ฟังเพื่อสร้างความสำคัญให้กับตัวเอง (ตัวอย่างการอ้างเสมอว่าตัวเองเป็นแค่ลูกแม่ค้าไตปลาในตลาดของนายชวน การอ้างว่าสมัยตนภาคใต้ตายแค่ 900 ศพเองของนายถาวร ฯลฯ)


มาตรฐานของชาวพรรคประชาธิปัตย์เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด พรรคนี้เปลี่ยนคนได้จริง ๆ จนคนดีหรือคนที่ชั่วกว่าถอยหมด เพราะทำวิธีของนักโต้วาทีและหมอความแบบนี้ของพรรคได้ไม่เก่ง แต่คนอย่างนายเทพไท นายวัชระ นายบุญยอด ฯลฯ เป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่รับวิธีการแบบนี้มาเต็มหัว สิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่นกันก็คือ ฝ่ายตรงข้ามที่นิยมประชาธิปไตยนั้น อย่างมากก็แค่ฟ้องหมิ่นประมาทพวกตน เมื่อขึ้นพิจารณาคนพวกนี้ก็จะใช้สองวิธีหลัก คือการล็อบบี้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จะใช้วิธีขอประนีประนอม หรือขอขมา ง่ายและทำกันจนปกติ พ้นคดีออกมาก็โจมตีถากถางเขากันต่อไป

ฉะนั้น หน้าที่ของเราถ้าจะตอบโต้คนพวกนี้ก็คือ แบ่งกลุ่มในการต่อสู้เสียเลย กลุ่มหนึ่งโต้มันเข้าไปเลย เช่น ถามกลับไปว่า โอเค นายอัมสเตอร์ดัมเข้าเมืองไทยเมื่อไหร่ให้ตำรวจจับเลย (เพราะแกเข้าไม่ได้ในตอนนี้) ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งถามมันอย่างไอ้นายอรรถพรนี่ว่า แล้วเรื่องสังหารประชาชนกลางเมืองที่เขาจะเอาพวกคุณขึ้นศาลล่ะ มีหลักฐานหักล้างเขาไหม หรือไม่ก็ถามนายอภิสิทธิว่า ตกลงเอ็งมีสองสัญชาติจริงใช่ไหมล่ะ ถึงไม่ตอบเขาตรง ๆ ฯลฯ


อย่าตกหลุมพรางของแนวทางต่อสู้แบบไปไหนมาสามวาสองศอกที่คนพรรคประชาธิปัตย์ชอบใช้ เสียทั้งเวลาทั้งสมอง ทำให้หงุดหงิดกันไปเปล่า ๆ วิธีนี้เดี๋ยวนี้คนไทยเขารู้ทันคนพรรคนี้กันหมดแล้ว ไม่ได้ผลสักครั้งเดียวในระยะหลัง

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



ได้ยินแล้วน่ารำคาญเหมือนกันครับ คือ พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเหมือนกันกับการตอบโต้นี้ ก็เลยใช้วิธีแบบคนในประเทศด้อยพัฒนาตอบโต้ ขู่ อะไรอย่างนี้

แต่มันใช้ในเวทีระดับโลกคงไม่ได้ผล คงไม่มีใครไปสนใจ “ดิสเครดิต” เนื้อหาที่คนอื่นนำเสนอ นอกจากมุ่งสนใจไปที่เนื้อหาที่คนนำเสนอ และคุณตอบเขาตรงประเด็นในสิ่งที่เขาถามหรือไม่ อารยชนเขาไม่สนใจยุทธวิธีแบบนั้น

พวกนี้ยังไม่เคยเจอ “มวยระดับโลก” สักที ครั้งนี้เจอเป็นครั้งแรก และเรื่องที่อัมสเตอร์ดัมจะเดินเรื่องไล่พรรคประชาธิปัตย์ออกจาก สหภาพประชาธิปไตยโลก นี่คงเป็นสิ่งที่พวกเขายังหาทางตอบโต้หรือช่วยตัวเองไม่ได้ เอกสารที่อัมสเตอร์ดัมจะนำเสนอเป็นหลักฐานสำคัญที่ยากจะตอบโต้ เทคนิคของ ปชป. ที่เคยใช้ได้ผลในประเทศด้อยพัฒนา มันคงไม่มีความหมายอะไร

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 14/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



มันสำรอก วาจา ดั่งหมาเห่า
แถมโชว์ความ งี่เง่า ให้เขาเห็น
พูดไม่คิด จิตต่ำ ย้ำประเด็น
สมกากเดน อมนุษย์ สุดเลวทราม....

ประสบการณ์ สอนไว้ ให้มันโง่
ยังอวดโอ้ คำพูด สุดเหยียดหยาม
สมกับคน ชั่วช้า น่าประณาม
แถมลามปาม มิตรประเทศ ทุเรศนัก....

ปากพาก่อ จ่อสงคราม ลามไปทั่ว
คำพูดมั่ว เบี่ยงเบน เห็นประจักษ์
พอจับได้ ไล่ทัน มันยึกยัก
แถมเพี้ยนหนัก ให้เห็น ไม่เว้นวัน....

เพราะคนชั่ว วิปริต จิตอุบาทว์
จึงเติมวาด ไฟสงคราม เห็นตามนั้น
ตัวจัญไร ใจโสมม ช่างสมกัน
ประเทศมัน หรือไร ใครตอบที....

ยังอวดตน พูดกร่าง ไม่ว่างเว้น
ทำซ่อนเร้น เลี่ยงหลบ กลบนั่นนี่
สมกับปาก สัปดน คนอัปรีย์
ยุคกาลี เรืองรอง ครองแผ่นดิน....

คงเกิดไฟ สงคราม ตามที่อยาก
รอดูซาก เมืองไทย ได้สูญสิ้น
ประชาราษฎร์ หมดหวัง เพราะพังพิน
ฟ้าจรดดิน เตรียมรับกรรม ใครทำลาย....


blablabla32@hotmail.co.th
http://3blabla.blogspot.com
วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

คลิบ คาร์บอมบ์ยะลา

ที่มา thaifreenews

โดย Tawan

ภาพถ่ายวิดีโอภายหลังเหตุการณ์สามชั่วไมง
ขอแสดงความเสียใจพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ขอบคุณเจ้าของคลิบ
[/b]

2011-02-13 อนุเสาวรีย์ปชต MP3 และ WMV + Youtube เด็ดๆ (19กพ ผมไม่อยู่บันทึกคลิป)

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

ใน Folder นี้จะมี Clip MP3 และ WMV ของ จตุพร,ดร.ประแสง,วรวุฒิ,จิรายุ และ ดร.เชิดชัย
ผมจะค่อย upload ขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจาก MP3 ก่อน ตาม ด้วย WMV
สนใจ เชิญคลิป ครับ >> 2011-02-13 Democracy
ประเด๊วผมจะขึ้นไปนอนแล้ว แต่ว่าจะปล่อยให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ไปเรื่อยๆจนเสร็จสิ้นครับ
(ถ้าไม่มีอะไรผิดผลาดก็น่าจะได้ครบครับ เช่น ไฟดับ เน็ตหลุด) แฟนคลับก็ refresh เรื่อยๆนะครับ

2011-02-14@0021 อนุเสาวรีย์ปชต จตุพร Hilight ๑๑นาทีสุดท้าย บทเพลงไพร่


2011-02-13@2301 อนุเสาวรีย์ปชต ศิลปิน โสภาพรรณ ณ.เชียงของ อรพิน พานทอง


2011-02-13@2049 อนุเสาวรีย์ปชต นายกรัฐมนตรีที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร พตท ดร ทักษิณ


2011-02-13@2152 อนุเสาวรีย์ปชต ภรรยาแกนนำ แก้มณัฐวุฒิ นกอริสมันต์ รัตน์ก่อแก้ว

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: ยุทธศาสตร์วัวพันหลัก

ที่มา ประชาไท

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังป่าวประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าเขาได้เสนอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหาร ด้วยการท่องคาถา เรื่องการเจรจาทวิภาคี ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่า กลไกนี้อยู่ในสภาพที่ง่อยเปลี้ยเสียขามาเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว นับแต่การประชุมครั้งล่าสุดที่กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 6-7 เมษายน 2552

ตรงกันข้ามแนวทางของกัมพูชาในการเสนอปัญหาเข้าสู่การพิจารณาของเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ นั้นกลับได้รับการสนองตอบอย่างทันท่วงที พลันที่จดหมายจากนายกรัฐมนตรีฮุน เซน แห่งกัมพูชาไปถึงนิวยอร์ค คณะมนตรีความมั่นคงก็เริ่มหยั่งเสียงความเป็นไปได้ในการจัดประชุมเร่งด่วนตามคำขอของฝ่ายกัมพูชา ในขณะที่คำยืนกรานเรื่องการเจรจาแบบทวิภาคีเป็นแค่เสียงนกเสียงกา

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะเปิดประชุมเรื่องข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาขึ้นจริงๆในวันวาเลนไทน์ที่กรุงนิวยอร์ค โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา พร้อมด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

เท่านั้นยังไม่พอ ข้อเสนอเรื่อง การเจรจาแบบทวิภาคีของไทยถูกปิดประตูตาย เมื่อ วา กิมฮอง ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฝ่ายกัมพูชาตอบมาว่า เขาไม่รับข้อเสนอของฝ่ายไทยที่จะให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการฯ หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม เจบีซี ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้

ยิ่งการประชุมทวิภาคีระดับรัฐมนตรีต่างประเทศยิ่งเหลวไหลเข้าไปใหญ่ เพราะการประชุมที่เสียมเรียบยังไม่ทันจบดีเสียงปืนก็แตกที่ชายแดนในวันที่ 4 กุมภาพันธ์

ในขณะเดียวกัน เวทีระหว่างประเทศแห่งอื่นๆก็กลับแสดงให้เห็นว่า พร้อมที่จะเปิดรับปัญหาความขัดแย้งเรื่องชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาตลอดเวลา อย่างน้อยที่สุด ประธานอาเซียนจะเริยกประชุมเรื่องนี้อีกในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 ที่กรุงจาการ์ตา โดยที่รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศคู่พิพาททั้งสองฝ่ายก็ตอบตกลงแล้วว่าจะไปประชุมด้วย

เหตุที่ทำให้ข้อเสนอเรื่องเจรจาทวิภาคีของไทยเป็นหมันนั้นคงจะโทษใครไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่ประเทศไทยเองได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นมาโดยตลอดว่า การเมืองภายในของตัวเองนั่นแหละที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางกั้นกลไกระหว่างทวิภาคีทางด้านเขตแดนพิกลพิการ

คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมประชุมกัน 3 ครั้งแล้วนับแต่เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารตั้งแต่ปี 2551 หลังจากที่กัมพูชาประสบความสำคัญในการขึ้นทะเบียนปราสาทขอมแห่งนี้เป็นมรดกโลก แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้วย กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งกำหนดว่าจะต้องเอากรอบการเจรจามาผ่านการพิจารณาของรัฐสภา แต่ในความเป็นจริงรัฐสภาก็ผ่านกรอบการเจรจาซึ่งเป็นกรอบใหญ่ไปแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีเดียวกัน ทว่าจะเป็นด้วยเหตุผลกลใดยังไม่ทราบแน่ ที่กระทรวงการต่างประเทศจะต้องนำบันทึกการประชุมทั้ง 3 ครั้งนั้นมาเข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง โดยที่บทบัญญัติของกฎหมายในข้อนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่า มีความจำเป็นจะเอากลับมาพิจารณาอีกหรือไม่

มีความเป็นไปได้ 2 ทางว่าทำไมจะต้องเอากลับมาพิจารณากันให้เสียเวลา ประการแรก เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศไม่มีหลักปฏิบัติที่ชัดเจนนักว่า การใดบ้างที่ต้องการความเห็นของรัฐสภา แต่เหตุผลประการทีสองน่าจะสำคัญกว่า กล่าวคือ รัฐบาลเกรงใจพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นสปอนเซอร์หลักในการนำพาให้รัฐบาลนี้เข้าสู่อำนาจทางการเมือง และได้ทำการคัดค้านการเจรจาเรื่องเขตแดนกับกัมพูชาอย่างแข็งขันมาโดยตลอด รัฐบาลจึงได้เลือกเวทีรัฐสภาเพื่อผ่อนคลายแรงกดดันจากพันธมิตรฯ เมื่อเลือกเส้นทางนี้ผลของมันคือทำให้งานของเจบีซีล่าช้าออกไป

ในระยะแรกๆนั้น รัฐบาลรีๆรอๆที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจาณาของสภาหลายต่อหลายครั้ง กรอบการเจรจาในลักษณะเดียวกันกับประเทศอื่นๆล้วนผ่านสภาไปได้โดยง่ายดาย แต่บันทึกการประชุม เจบีซี ไทย-กัมพูชา กลายเป็นยาขมหม้อใหญ่ของรัฐบาล และสุดท้ายเมื่อยอมเอาเข้าแล้วก็ไม่ยอมผ่านออกมาได้ในคราวเดียว หลังจากถูกแรงต้านทานจากการชุมนุมของคณะพันธมิตรฯ รัฐบาลก็ต้องซื้อเวลาต่อไปด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อศึกษาเอกสารดังกล่าว จากเดิมจะใช้เวลา 30 วันก็เลื่อนเป็น 90 วัน นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 เป็นต้นมา

เรื่องที่ทำให้เจบีซี เสียเวลานั้นเกิดจากอวิชชาโดยแท้ เพราะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เอาเรื่องหลายเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาผูกกันไว้ ทำให้ยุ่งยากในการแก้ปัญหา

เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับแต่ถูกผูกกันเอาไว้อย่างเหนียวแน่นคือ ปัญหาเส้นเขตแดนและการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามหลักของอนุสัญญายูเนสโก การขึ้นทะเบียนมรดกโลกในทรัพย์สินใดๆที่ตั้งอยู่คร่อมเส้นเขตแดนของสองประเทศหรือหลายประเทศ ไม่เป็นเหตุให้เสียสิทธิในเรื่องอำนาจอธิปไตยเหนือเขตแดน

แต่อวิชชาของลัทธิชาตินิยมกลับทำให้ นายกรัฐมนตรีผู้น่าจะมีความคิดอ่านโปร่งใส ไม่สามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ จึงได้ดำเนินการคัดค้านแผนการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารของกัมพูชาตลอดมา แถมยังพูดให้ประชาชนไขว้เขวไปมากว่า การคัดค้านแผนการดังกล่าวจะทำให้ กัมพูชาไม่ประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทั้งๆที่การขึ้นทะเบียนนั้นมีการประกาศก้องโลกมาสามปีแล้ว

รัฐบาลอภิสิทธิ อ้างว่า แผนการบริหารจัดการของกัมพูชารุกล้ำพื้นที่ซึ่งไทยอ้างสิทธิอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่ข้อเท็จจริงคือ พื้นที่ส่วนพิพาทนั้นได้ถูกตัดออกตั้งแต่การประกาศขึ้นทะเบียนในปี 2551 แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนก็พยายามพูดเรื่องนี้ให้คลุมเครือ เพื่อให้ประเทศไทยมีสิทธิในการคัดค้านแผนการดังกล่าว

การนำข้อพิพาทเรื่องเขตแดนไปรบกวนมรดกโลกเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล อย่างไรเสีย คณะกรรมการมรดกโลกก็จะต้องพิจารณาแผนบริหารจัดการที่กัมพูชาเสนอไปในการประชุมเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ที่บาเรนห์ รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงต้องเดินเกมที่แรงขึ้น ด้วยการขนกำลังทหารไปประชิดแนวชายแดนด้านนั้นเอาไว้ โดยเล็งเห็นผลอยู่แล้วว่า กัมพูชาจะตอบสนองด้วยการใช้กำลังทหารขึ้นมายันไว้เช่นกัน และ จะนำไปสู่การปะทะกันในที่สุด

ผลแห่งการปะทะทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย พลเรือนบ้านภูมิซรอลเสียชีวิต 1 คน ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 5 นาย พลเรือนของกัมพูชาเสียชีวิต 2 คน และนั่นเป็นโศกนาฎกรรมของสงคราม

แต่ในทางการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลอภิสิทธิจะอาศัยเหตุแห่งการปะทะนี้เพื่อชี้ให้ยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลกเห็นว่า พื้นที่นี้ไม่สงบสุขพอที่จะมีมรดกโลกอยู่ได้ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ให้ถอดปราสาทพระวิหารออกไปจากบัญชีมรดกโลกเสียจะเป็นการสงบสุขกว่า

รัฐบาลไทยป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้ยูเนสโก ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจความเสียหายปราสาทพระวิหารจากการปะทะ โดยอ้างว่าพื้นที่โดยรอบซึ่งเป็นทางขึ้นนั้นอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย และไทยจะไม่อนุญาตให้ผ่านเข้าไป ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ทางขึ้นปราสาทพระวิหารมีหลายทางและบางเส้นทางนั้นไม่จำเป็นต้องผ่านพื้นที่พิพาทเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเป็นเช่นนี้ อภิสิทธิ์ จำต้องยืนกรานกระตายขาเดียวว่า จะถอนทหารออกจากพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารตามข้อเสนอของกัมพูชานั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะจะทำให้พื้นที่ตรงนั้น “สงบสุข และ มีสันติภาพ” ตามที่กัมพูชาต้องการ นี่นับเป็นจุดยืนทางการเมืองที่ไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นได้ในศตวรรษที่ 21

แต่จุดยืนแบบนี้แหละที่จะเข้าเนื้อและพันคอตัวเองในการเจรจาแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะที่อยู่ในเวทีระหว่างประเทศ

หลักการสากลในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งชายแดนคือ ต้องทำให้พื้นที่นั้นปลอดจากเหตุแห่งการปะทะ ซึ่งในที่นี้ก็คือกำลังทหารนั่นเอง ถ้าหากยังยืนยันว่าจะคงกำลังทหารเอาไว้ การแก้ไขปัญหาย่อมทำไม่ได้ เพราะกำลังทหารที่เผชิญหน้ากันอยู่นั้นย่อมเสี่ยงต่อ การปะทะกันอีก

ประการสำคัญ การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนย่อมไม่อาจจะกระทำได้อีกเช่นกัน หากปรากฎว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีกองกำลังทหารอยู่

สิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะต้องเตรียมการป้องกันอีกประการหนึ่งในการคงกำลังทหารเอาไว้คือ ข้อกล่าวหาว่าเป็นประเทศผู้กระหายสงคราม นิยมความรุนแรง และขัดขวางกระบวนการสันติภาพ ในขณะที่กัมพูชากำลังจะเล่นบทผู้แสวงหาสันติภาพ ข้อเสนอถอนทหารเพื่อสร้างสันติภาพถาวรนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมจากชาวโลกมากกว่าในยุคสมัยปัจจุบัน แนวคิดที่ใช้กำลังทหารยันกันเพื่อรักษาสันติภาพนั้นเป็นแนวคิด ยุคสงครามเย็น ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้ผลและเสี่ยงมากเกินไป ที่สำคัญมันไม่ได้พาโลกพัฒนาไปทางไหนเลย หากแต่วนเวียนอยู่กับสงครามอย่างไม่มีวันจบสิ้น

จดหมายถึงคุณหญิง จากนายเชิง แก่นแก้ว: ว่าด้วยสงครามไทย-กัมพูชา

ที่มา ประชาไท

A Letter to a Khunying from Nai Cherng Kaenkeo
จดหมายถึงคุณหญิง จากนายเชิง แก่นแก้ว
(14 February 2011)
ถึง คุณหญิง และกัลยาณมิตร
(1) Happy Valentine’s Day และขอส่งความปรารถนาดีเนื่องในวันแห่ง “ความรัก” ขอ “สันติภาพ” จงบังเกิดต่อพี่น้องร่วมชาติของเราใน “สยามประเทศไทย” กับมนุษยชาติ “ข้ามพรมแดน” ใน “เขมรกัมพูชา” ในลาว ในอุษาคเนย์ และใน “ประชาคมอาเซียน”
(2) ต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ทำให้ผมนึกถึงข้อคิดข้อเขียนของ อ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อันเป็นที่รักเคารพของเรา “จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” (From Womb to Tomb) ที่กล่าวไว้ว่า
“เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ
คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น
ตายในสงครามกลางเมือง
ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์
ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ
หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ
(3) ผมเชื่อว่า “การเมือง (ที่) เป็นพิษ” ในการเมืองภายในของบ้านเมืองเรา ที่ลามปามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จาก “สันติภาพ” (Peace) กำลังกลายเป็น “สงคราม” (War) จาก “สนามการค้า” (Market Place) กลับเปลี่ยนเป็น “สนามรบ” (Battlefield) นั้น ด้านหนึ่ง มาจากกิเลศและตัณหา จาก “โลภ-โกรธ-หลง” และอีกด้านหนึ่งมาจาก “อวิชชา” จาก “อประวัติศาสตร์” ขาดความเคารพนับถือในสิ่งที่ “บรรพชน-บรรพกษัตริย์” ของเราได้ทำเอาไว้ และขาดการเคารพกติการะเบียบของสังคมโลกที่เป็น “สากล” และเป็น “อารยะ”
(4) ปัญหาที่มาจากกิเลศและตัณหา ว่าด้วย “โลภ-โกรธ-หลง” นั้น ก็คือ
โลภ เพราะอยากได้ “ปราสาท” กับ “พื้นที่”
โกรธ เพราะไม่ได้ “ปราสาท” กับ “พื้นที่”
หลง เพราะคิดว่าอาจจะได้ “ปราสาท” กับ “พื้นที่”
(5) ส่วนปัญหาที่เกิดจาก “อวิชชา” จาก “อประวัติศาสตร์” และจากการขาดความเคารพนับถือในสิ่งที่ “บรรพชน-บรรพกษัตริย์” ของเราได้ทำไว้ ก็คือเรื่อง “หนังสือสัญญา” ฉบับต่างๆ และแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น)
ที่ “สยาม” Siam ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับ เสนาบดีพระหัตถ์ซ้าย-ขวาของท่าน คือ คือ สมเด็จกรมเทววงศ์ (การต่างประเทศ) และสมเด็จกรมดำรงฯ (มหาดไทย) จำต้องทำและให้สัตยาบันไว้กับฝรั่งเศสไม่ว่าจะเป็นฉบับ ค.ศ. 1893-1904-1907 (ตรงกับ ร.ศ. 112, 122, 125 และตรงกับ พ.ศ. 2436, 2447, 2450 ตามลำดับ)
(6) รวมทั้งแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น ที่มักจะรู้จักกันในนามของ 1: 200,000) ที่ขีดเส้นพรมแดนครอบคลุมดินแดนจากแม่น้ำโขงตอนบน (แม่กบ-เชียงล้อม)-น่าน-เทือกพนมดงรัก-ตลอดลงมาจนถึงเมืองตราด อันเป็นผลงานของ “คณะกรรมการเขตแดนผสมอินโดจีนและสยาม” (Commission de Delimitation entre l’Indochine et Le Siam) และอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส (หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร) ที่ทรงรับมาเป็นจำนวน 50 ชุด และส่งกลับมากรุงเทพฯ ถวายให้กับเสนาบดีการต่างประเทศ คือ สมเด็จกรมฯ เทววงศ์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2451 (1908)
(7) การที่ต้องทำหนังสือสัญญาต่างๆข้างต้น การที่ต้องให้สัตยาบัน และการที่ต้อง “รับ” แผนที่ 11 ระวาง (แผ่น) นั้นมา ก็เป็นไปตามปรัชญาความเชื่อว่าด้วย “ชาติ” ของ “ราชาชาตินิยม” หรือ Royal Nationalism ที่จะต้องรักษา “เอกราช-อธิปไตย” ของสยาม/Siam เอาไว้ ต้องยอมรับว่าสยามมีพื้นที่หรือดินแดน “จำกัด” (limited land) เป็นเพียง “รูปขวานทอง” และต้องยอมสละ “ส่วนเกิน” หรือส่วนที่เป็น “ประเทศราช-เมืองขึ้น” ที่ไป “ได้ดินแดน” (ของ “คนอื่น” ของ “เขมร-ลาว-มลายู”) มา ไม่ว่าจะเป็น “เสียมราฐ-พระตะบอง-ศรีโสภณ-จำปาศักดิ์-หลวงพระบาง-เชียงตุง-เมืองพาน” ตลอดจน “เคดะห์-ปลิส-กลันตัน-ตรังกานู” (ที่ต้องยอมยกและแลกเปลี่ยนไปกับอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2452 หรือ ค.ศ. 1909 ปลายรัชสมัย “เสด็จพ่อ ร. 5”)
(8) แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (1932) พวก “ผู้นำใหม่” โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก “เสนาอำมาตย์” หรือ “ปีกขวา” นักการเมืองสายทหารของ “คณะราษฎร” ก็เปลี่ยนปรัชญาความเชื่อของตน เปลี่ยนและ “สร้างชาติ” ตามแนวลัทธิ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” หรือ Military-Bureaucratic Nationalism (แทน “ราชาชาตินิยม” Royal Nationalsim)
ลัทธิใหม่นี้ เปลี่ยนนามประเทศจาก “ราชอาณาจักรสยาม” จาก Siam เป็น “ประเทศไทย” เป็น Thailand พ.ศ. 2482 (1939) รวมทั้งเปลี่ยนเนื้อร้อง “เพลงชาติ” (แต่ไม่ได้เปลี่ยนทำนอง) จากประโยคขึ้นต้นว่า “อันสยาม นามประเทืองว่าเมืองทอง.....” เป็น “ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย.....”
แล้วก็ปลุกระดมความ “รักชาติ” การ “กู้ชาติ” ดำเนินการขยายดินแดนด้วยการ “เรียกร้องดินแดน” เพื่อให้ “ประเทศไทย” เป็น “มหาอานาจักรไทย” (สะกดด้วย น. หนู ตามตัวสะกดที่ถูกรัฐบาลให้เปลี่ยนในสมัยนั้น) ดังนั้น “ประเทศไทย” หรือ Thailand ก็มีสภาพเป็น expanded land หาใช่ limited land อย่างของ “ราชอาณาจักรสยาม” หรือ Siam ไม่
(9) ในปี พ.ศ. 2484-85 หลังการเปลี่ยนชื่อประเทศเพียง 2 ปี ก็เกิด “สงครามอินโดจีน” รัฐบาลของหลวงพิบูลสงคราม ก็ส่งกำลังของกองทัพบก-เรือ-อากาศ บุกเข้าไปยึดดินแดนต่างๆมาได้ อาทิ เมืองเสียมราฐ (เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “จังหวัดพิบูลสงคราม”)-ยึดพระตะบอง-ยึดศรีโสภณ-(และปราสาทพระวิหาร)-ยึดจำปาศักดิ์ (และปราสาทวัดพู)-ยึดไซยะบุรี (เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “จังหวัดลานช้าง” สะกดโดยไม่มีไม้โท)
รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม “ประกาศสงคราม” กับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเมื่อ 25 มกราคม พ.ศ 2485 (1942) และด้วยความช่วยเหลือของ “พันธมิตรญี่ปุ่น “ ก็ทำการยึดเมืองพาน-เมืองเชียงตุง (ในพม่า เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “สหรัฐไทยเดิม”) แถมญี่ปุ่นยังมอบรัฐมลายู เช่น “เคดะห์-ปะลิส-กลันตัน-ตรังกานู” ให้มาอีก รัฐบาลพิบูลสงครามเอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “สี่รัฐมาลัย”
(10) นี่คือสภาพ “อีรุงตุงนัง” และ “มรดกทางประวัติศาสตร์” ของสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศชาติของเราเกือบถูกยึดเป็น “เมืองขึ้น” และผู้นำของ “อำมาตยาเสนาธิปไตย” หลายคนเกือบกลายเป็น “อาชญากรสงคราม” ถูกจับประหารชีวิต เมื่อมหามิตรญี่ปุ่นถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูแพ้สงครามไป
โชคดีที่มี ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ “ปีกซ้าย” ของ “คณะราษฎร” ตั้ง “ขบวนการเสรีไทย” ทำการใต้ดินขึ้นมา “กู้ชาติ” ไว้ได้ ทำการ “ประกาศสันติภาพ” เมื่อ 16 สิงหาคม 2488 (1945) นี่คือผลงานของ “บรรพชน-มหาบุรุษ” แต่ท่านปรีดี ก็ถูกกำจัดออกไปด้วย “การเมืองทราม-การเมืองเป็นพิษ” (ถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีในกรณีสวรรคตอันมืดมนของในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489) มีการ “รัฐประหาร พ.ศ. 2490” โดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ ที่นำ “อำมาตยาเสนาธิปไตย” ของจอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมา และสืบทอดกันต่อๆมาโดยจอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ฯลฯ และยังทรงอิทธิพลอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้
(11) จะเห็นได้ว่า “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” ของสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีหลวงวิจิตรวาทการเป็น “มันสมอง” มีทีมงานจากกรมศิลปากร (นายธนิต หรือ นายกี อยู่โพธิ์-นายมานิต วัลลิโภดม หรือทีมงานของกรมโฆษณาการ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกรมประชาสัมพันธ์) อย่างนายมั่น-นายคง (นายสังข์ พัธโนทัย) ก็ส่งมรดกตกทอดกันมายัง “สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส” ตลอดจนทางสายของนักการเมืองพลเรือนอย่าง “เสนีย์-คึกฤทธิ์ ปราโมช-ควง อภัยวงศ์” เรื่อยมาจนบัดนี้เป็นเวลากว่า 70 ปี จนถึงรุ่นของจำลอง-สนธิ-โพธิรักษ์-สมปอง-อดุล-ศรีศักร และรัฐบาลในปัจจุบัน
(12) นี่เป็น “หลุมดำทางการเมือง” (Political Black Hole) หรือ “หีบพยนต์-ผะอบนางโมรา” (Pandora’s Box) ที่หากตกลงไปก็ยากที่จะปีนป่ายขึ้นมาได้ หรือถ้าเปิดออกมา (จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) ก็อาจถึงตายได้ คำถามของเรา ณ บัดนี้ ก็คือเรา (หมายถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ นอก กทม.) จะรอดจาก “บ่วงกรรม” นี้ไปได้อย่างไร เราจะทำอย่างไรให้ “การเมืองเป็นพิษ” หรือ “การเมืองทราม” กลายเป็น “การเมืองดี” ทำให้ประเทศชาติของเรารุ่งเรือง มีศักดิ์มีศรี มีเกียรติภูมิในวงการระหว่างประเทศ เคารพกติการะเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ ดำเนินการที่เป็น “สากล” และเป็น “อารยะ”
กัลยาณมิตร และเพื่อนๆของผมในกลุ่ม “สันติประชาธรรม” ขอเสนอมายังคุณหญิงอีกครั้งหนึ่ง และขอให้ช่วยนำความไปเรียนต่อ “บุคคลที่อยู่ใกล้ตัวคุณหญิง ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน หรือเป็นทหาร ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงาน หรืออยู่ที่บ้าน” ก็ตาม
ขอให้เรามาช่วยกัน “ปฏิบัติธรรม” ละเสียซึ่งโลภ-โกรธ-หลง ขจัด “อวิชชา” และ “อประวัติศาสตร์” ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยกันหลีกเลี่ยง “สงคราม” ช่วยกันแสวงหา “สันติภาพ “ ช่วยกันทำให้ “สนามรบ” กลับเป็น “สนามการค้า” อีกครั้ง
ขอให้เรามาช่วยกัน ทำดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลของอุษาคเนย์-อาเซียน ที่หลากหลายไปด้วยชาติพันธุ์ ระบบนิเวศ ธรรมชาติและวัฒนธรรม จาก “ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ถึงพนมดงรัก จากปราสาทพนมรุ้ง ถึงปราสาทพระวิหาร และปราสาทวัดพู จรดแม่น้ำโขงตอนกลาง ณ คอนพะเพ็ง-แก่งหลี่ผี” กลายเป็น “มรดกโลกข้ามเขตแดน” เพื่อ “ความรัก-สันติภาพ-สันติสุข-และอหิงสา” ของ “ประชาคมอาเซียน” ที่ “ไร้พรมแดน” ให้จงได้ (Asean Trans-Boundary World Heritage Sites from Dong Phyayen-Khaoyai to Phnom Dangrek-Prasat Phnom Rung/Preah Vihear/Vat Phou to Khone Papeng/Li Phi Falls and the Middle Mekong Basin)
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อ “ชาติ และราษฎรไทย” ของเรา เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพ่อแม่พี่น้องลูกหลาน หลายพันหลายหมื่นชีวิต ที่อยู่ตามแนวชายแดนกว่า 800 กิโลเมตร จากอุบลฯ ศรีสะเกษ จากสุรินทร์ บุรีรัมย์ จากสระแก้ว-จันทบุรี-ถึงตราด ผู้คนที่เป็นเพียงชาวบ้าน แค่ชาวชนบท ด้อยการศึกษา (ไม่มีแม้แต่ประกาศนียบัตรมัธยม โดยไม่ต้องพูดถึงระดับปริญญาตรี อย่างเราๆท่านๆ ในเมืองหลวง)
และก็ด้อยซึ่งโอกาส ที่ต้องเผชิญต่อ “สงคราม” และสภาพของบ้านแตกสาแหรกขาด สูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ ทำมาหากินไม่ได้ ที่อยู่ทางฝั่งตะเข็บชายแดนของ “สยามประเทศไทย” ที่ร่วมชะตาและร่วมกรรมกับผู้คนที่ก็เหมือนๆกัน เป็นญาติพี่น้องกัน ร่วมสายเลือดเดียว ทั้งยังร่วมวัฒนธรรม ร่วมภาษากันในฝั่งตะเข็บชายแดนของ “เขมรกัมพูชา” จากสตุงแตรง ถึงพระวิหาร จากอุดรมีชัย ถึงบันทายมีชัย โพธิสัตว์ และเกาะกง ดังข้อเสนอต่อไปนี้
1. ขอให้กองกำลังของทั้งสองประเทศใช้ขันติธรรม และความอดกลั้น ยุติการสู้รบโดยทันที ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและกองทัพตามชายแดนของ ทั้งสองฝ่าย
2. ขอให้ถอนกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่พิพาทอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการเผชิญหน้าทางทหารตามชายแดนระหว่างกัน
3. ขอให้ยุติเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปยังจุดพิพาทอื่นๆ ที่ยังคงเป็นปัญหากันอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะมิให้ขยายตัวออกไปยังจุดอื่นๆตามแนวชายแดน
4. ขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีซึ่งมีอยู่แล้ว อันได้แก่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมซึ่งได้จัดตั้งตามบันทึกความเข้าใจแห่งราช อาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543
5. ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการแห่งอหิงสา ยุติการนำประเด็นความขัดแย้งเรื่องเขตแดนมาแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าการเมืองภายในประเทศ หรือการเมืองระหว่างประเทศ อันจะทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นชนวนสงครามที่ยากจะหาทางยุติลงได้
ด้วยความระลึกถึง
เชิง แก่นแก้ว
สิงหะปุระ
PS:
Make Love not War
with ASEAN Neighbors,
especially Cambodia and Laos

วิสา คัญทัพ: วันแห่งความรัก

ที่มา ประชาไท

รักศรัทธาประชาชนผู้ทนทุกข์
รักสังคมสันติสุขแห่งยุคใหม่
รักระบอบประชาธิปไตย
รักสัจจะจริงใจ ตรงไปตรงมา

รักสิทธิเสรียิ่งชีวิต
รักอิสรภาพซึ้งทราบค่า
รักชาติที่อยู่รอดตลอดมา
รักนักสู้ผู้กล้าอุทิศตน

รักความสงบงามตามระบอบ
รักระเบียบตรวจสอบโดยเหตุผล
รักคนไม่ทรยศคิดคดคน
รักคนชนคนสู้กับหมู่มาร

รักเคารพมนุษย์ประเสริฐผู้เลิศล้ำ
รักความเป็นธรรมในทุกด้าน
รักสู้กับอิทธิพลทั้งคนพาล
รักคนเกลียดเผด็จการสันดานโจร

รักคนมีหัวใจ สู้ไม่ถอย
ต่อเถื่อนถ่อยทมิฬมารทะยานโผน
รักจักสาดน้ำใส่ไฟลุกโชน
รักจักโค่นอธรรมอันต่ำทราม.

กวีประชาไท: ทางแพร่ง

ที่มา ประชาไท

สร้างขึ้นมาโดยระบบแต่บกพร่อง
เหมือนไวรัสที่จดจ้องจะป่วนปั่น
ชาตินิยมบ่มเพาะสถาบัน
ย่อมสุ่มเสี่ยงอันตรายสายพันธุ์แปลง
ความเกลียด - ความกลัว - ความเขลา
คือรากเหง้าบ่อเกิดความรุนแรง
สละชีพเถอะเพื่อชาติตราบเลือดแล้ง
คือถ้อยคำที่ตกแต่งเพื่อตบตา
ในนามแห่งชาติไทย - คุณต้องจน
ต้องอดทนค้ำจุนผู้ใหญ่กว่า
เป็นคนจนต้องจมดินเป็นธรรมดา
อย่านะอย่า, อย่าเงยหน้าอ้าปากไป
จึงรากหญ้าพัฒนาเป็นไวรัส
ชนชั้นไหนไม่แจ่มชัดเริ่มเติบใหญ่
หลายแนวร่วมผนึกแน่นที่แค้นใจ
สงบนิ่งสงัดไว้ - รอเวลา
เกิดขึ้นมากับระบบ, อยู่กับระบบ
แต่ไร้ระเบียบอยู่ในระบบที่ใหญ่กว่า
"ความสมบูรณ์" สร้าง "ความไม่สมบูรณ์" มา
เป็นเส้นทางวิวัฒนาอารยะ !

ความรักที่ถูกรัฐเลือกปฏิบัติ

ที่มา ประชาไท

14 กุมภาฯ วันวาเลนไทน์มาเยือนทีไร งานต่างๆ เกี่ยวกับวันแห่งความรักก็ทะลักทะล้นตามมาด้วย และที่เราเห็นกันตามข่าวทุกปี ก็คือการแห่ไปจดทะเบียนสมรสของคู่รักคู่แต่งงานทั้งหลาย ณ ที่ว่าการเขตบางรัก เหตุเพราะว่าชื่อของที่ว่าการเขตแห่งนี้เหมาะสม เป็นมงคลต่อการจดทะเบียนสมรสมากกว่าที่อื่นๆ (เช่น บางพลัด บางกระบือ เป็นต้น)
แน่นอนว่าคู่ที่ไปจดนั้น ก็มีแต่คู่ของชายหญิงเท่านั้น ด้วยว่าในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ5 หรือที่เราเรียกกันเป็นภาษาง่ายๆ ว่ากฎหมายครอบครัวนั้น ในลักษณะ 1 ซึ่งว่าด้วยการสมรสได้เขียนไว้ชัดเจนว่า มาตรา 1448: การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปี บริบูรณ์แล้ว…”
ส่งผลให้คู่ของคนเพศเดียวกัน ที่แม้จะอยู่กันมาหลายสิบปีจนวัยใกล้จะเกษียณแล้ว ก็ยังไม่สามารถไปจดทะเบียนฯ เช่น คู่รักต่างเพศที่แม้จะอยู่ในวันใส 17 ปีได้
สาเหตุก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากว่า คนทั้งคู่เป็น คนเพศเดียวกันเท่านั้นเอง
ทะเบียนสมรสนั้น คู่ต่างเพศอาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ หลายคู่อยู่ด้วยกันโดยไม่มีทะเบียนสมรส แต่นั่นก็เพราะว่ารัฐได้รับรองพฤติกรรมของชายหญิงที่ อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา โดยปริยายอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะจดหรือไม่จดก็ตาม
คู่ต่างเพศจึงมีทางให้เลือกทั้งจดทะเบียน และไม่จดทะเบียน แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะจด เห็นได้จากข่าวที่มีการต่อคิวยาวเหยียด แถมด้วยโปรฯ ลดแลกแจกแถมจากที่ว่าการเขตอีกต่างหาก
นอกจากนั้นก็คือว่าทะเบียนสมรสถือเป็นการยืนยันสิทธิและหน้าที่ของคนสองคนที่มีต่อกันอย่างเป็นรูปธรรมชัดแจ้งมากกว่าคำว่า ความรัก เสียอีก
เริ่มตั้งแต่สิทธิที่มีต่อกันในฐานะสามีภรรยา ได้แก่การอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน
สิทธิที่จะได้รับมรดกหากอีกฝ่ายด่วนตายไปก่อน
สิทธิที่จะหึงหวงคู่สมรสของเราอย่างออกหน้าออกตาตามกฎหมายหากมี มือที่สามเข้ามาก้าวก่ายในชีวิตสมรส เช่นการเรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทนในกรณีที่ภรรยาถูกล่วงเกินในทำนองชู้สาว หรือมีผู้หญิงอื่นมาแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว
หรือหากใครบังอาจมาทำละเมิดกับสามีหรือภรรยาจนถึงแก่ความตาย เช่น ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ภรรยาหรือสามีของผู้ตายก็ใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายจากการขาดไร้อุปการะได้ เพราะเป็นหน้าที่ของคู่สมรสที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูกัน นอกจากนั้นเรื่องภาษีก็สามารถยื่นโดยหักค่าลดหย่อนคู่สมรสได้อีกด้วย
ทะเบียนสมรสเป็น หลักฐานทางกฎหมายที่ทำให้คู่สามีภรรยาได้สิทธิและมีหน้าที่ต่อกันในเรื่องของทรัพย์สินเงินทอง การจัดการงานบ้านงานเรือน การดูแลเลี้ยงลูก และสิทธิหน้าที่ที่จะอ้างและถูกอ้างความเป็นสามีภรรยากับคนนอก
ขณะที่คู่เพศเดียวกันไม่มีสิทธิได้รับสิทธิต่างๆ เหล่านี้เลย และแม้จะอยู่ด้วยกันมานาน ก็ยังคงดำรงสถานะ คนโสด ตลอดไป เหตุเพราะมีไม่กฎหมายใดๆ คุ้มครองรองรับความสัมพันธ์นี้
คู่เพศเดียวกันหลายคู่มีความต้องการที่จะซื้อบ้านอยู่ด้วยกัน แต่ไม่สามารถทำได้ แต่กลับได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่ให้สินเชื่อว่าให้(โกหก)แสดงตัวเป็นญาติ ลูกพี่ลูกน้อง กันแทนคู่ชีวิตเพศเดียวกัน ก็จะได้รับการอนุมัติง่ายกว่า (แต่นั่นหมายความว่าคุณก็จะต้องมีหน้าที่การงานที่มั่นคงระดับหนึ่งแล้ว!!) ขณะที่คู่ชายหญิงกลับมีสถาบันการเงินต่างๆ มากมายให้กู้อย่างง่ายๆ
ส่วนทรัพย์สินที่สร้างร่วมกันมา ก็จะไม่ได้รับ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียชีวิตไปก่อน ยกเว้นว่าทำพินัยกรรมไว้ แต่ก็นั่นแหละ มันก็เสี่ยงที่จะถูก ญาติพี่น้องทางสายเลือด ฟ้องคืนมา เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางกฎหมายยืนยันได้เลยว่าทั้งคู่ได้ร่วมสร้างทรัพย์สินด้วยกันมา
ขณะที่คู่รักต่างเพศได้รับการโอบอุ้มคุ้มครองทั้งจากกฎหมาย หน่วยงานของรัฐ และสถาบันทางสังคมอย่างล้นเกิน แต่คู่เพศเดียวกันกลับขาดแคลนอย่างเหลือเชื่อ
ความรักเหมือนกัน ต้องการการคุ้มครองเช่นเดียวกัน แต่กลับได้รับอย่างไม่เท่าเทียมกัน ไม่เรียกว่าการเลือกปฏิบัติแล้วจะให้เรียกว่าอะไร
การจดทะเบียนสมรส จึงไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของคู่รักต่างเพศเท่านั้น!