WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 16, 2011

บทความอัลจาซีรา: วิธีปฏิวัติให้สำเร็จ: 5 บทเรียนสำหรับอียิปต์

ที่มา ประชาไท



14 ก.พ. 2554 - อัลจาซีราลงบทความเรื่อง "อะไรที่ทำให้การปฏิวัติสำเร็จ" เขียนโดย Roxane Farmanfarmaian ซึ่งเปรียบเทียบระหว่างการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 กับการประท้วงใหญ่ในอียิปต์ครั้งล่าสุด ว่าแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่ก็มีอยู่ 5 บทเรียนที่อียิปต์เรียนรู้จากการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979

Roxane Farmanfarmaian เป็นอาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์และต่างประเทศของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ นักวิชาการของศูนย์ตะวันออกกลางมหาวิทยาลัยยูทาห์ เขามีชีวิตอยู่ในอิหร่านในช่วงที่เกิดการปฏิวัติและเกิดวิกฤติตัวประกัน (ช่วงปี 1979- 1981 ที่มีชาวสหรัฐฯ หลายสิบคนถูกจับเป็นตัวประกัน 444 วัน จากความขัดแย้งทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน)

เนื้อหาของบทความมีดังนี้
---

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เมื่อ 32 ปีที่แล้วชาวอิหร่านได้ประกาศความสำเร็จในการปฏิวัติ พระราชาอิหร่าน (ชาห์) ลงจากอำนาจถูกทำลายย่อยยับ ยุคสมัยใหม่คืบคลานเข้ามา

แม้ว่าสิ่งที่ตามมาจะแตกต่างจากสิ่งที่ชาวอียิปต์คาดหวังไว้มาก แต่อิหร่านก็ถือเป็นการปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับยุคศตวรรษที่ 20 และชาวอียิปต์ก็คงได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องนี้ในการโค่นล้มอำนาจรัฐบาลและเรียกร้องสิทธิ

ในตอนนี้เป็นฝ่ายทหารอียิปต์ที่เข้ามามีอำนาจ โดยสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม หมายความว่าผู้ชุมนุมจะเชื่อถือกองทัพแล้วกลับบ้านได้ล่ะหรือ อียิปต์กับอิหร่านต่างกันมาก ทั้งแรงดลใจของพวกเขาและเรื่องสื่อที่ห่างกันหลายปีแสง และด้วยความหวังว่าโครงสร้างของอียิปต์จะมีความเป็นประชาธิปไตยและปลอดภัยสำหรับผู้ที่ต้องการชัยชนะที่มาจากคะแนนเสียงประชาชน

อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวลุ่มน้ำไนล์ที่ประสบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน การปฏิวัติของอิหร่านได้ให้บทเรียนสำคัญบางอย่างไว้

ทเรียนที่ 1: การปฏิวัติต้องใช้เวลา
จากวันที่คนทั่วไปคิดว่าเกิดการปฏิวัติอิหร่านขึ้นแล้ว โดยเริ่มปะทุจากเหตุการณ์ประชาชนกว่า 400 รายเสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้โรงละครในอบาดาน เมืองน้ำมันของอิหร่าน จนกระทั่งถึงการประกาศชัยชนะในวันที่ 12 ก.พ. 1979 ซึ่งกินเวลาหลายเดือน หลายปี

การประท้วงเกิดขึ้นทั้งในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะ และช่วงฤดูร้อนที่อบอ้าว มีประชาชนถูกยิง เกิดการลุกฮือหลังจากเรื่องราวของพวกเขาที่ควรเป็นข่าวไม่ได้รับการนำเสนอในสื่อต่างชาติ แต่การประท้วงก็ยังคงดำเนินต่อไปและใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนยังคงสู้ต่อไป และความสูญเสียที่เกิดขึ้นผลักดันให้พวกเขาล้มล้างระบอบทหาร

ในอียิปต์ พวกเรายังมองเห็นความต้องการเปลี่ยนแปลงหลังจากที่มีจุดมุ่งหมายในการประท้วงแน่ชัดแล้ว คือเพื่อล้มล้างระบอบ ไม่เพียงแค่ล้มล้างผู้นำหลายคนในนั้น การลาออกของมูบารัคและการเปลี่ยนขั้วอำนาจไปสู่กองทัพอาจเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย การเปลี่ยนระบอบต้องอาศัยกระบวนการยาวนาน ต้องมีวิสัยทัศน์และการจัดการ รวมถึงสิ่งที่ค้นพบในการประท้วงของอิหร่านคือ ความดื้อดึง

บทเรียนที่ 2: ระบอบที่หยั่งรากไม่จากไปอย่างเงียบๆ
3 สัปดาห์หลังจากการเปลี่ยนแปลง ตัวมูบารัคจะหมดอำนาจอย่างแท้จริงหรือไม่ก็ไม่อาจทราบ ที่สำคัญกว่าคือเขายังคงอยู่ในอียิปต์ ประธานาธิบดีที่ลงจากตำแหน่งเช่น เบน อาลี ของตูนีเซียจะยังไม่พ้นจากอำนาจจนกว่าพวกเขาจะถูกเนรเทศ แม้แต่ชาห์ก็ยังคงอยู่ต่อถึงปีหนึ่งแม้จะมีผู้คนยังคงเปล่งคำขวัญร่วมกันว่า "ชาห์จงตายไปเสีย" ในวันสุดท้ายของชาห์ก็เช่นเดียวกับมูบารัคคือมีความพยายามเปลี่ยนผ่านรัฐบาลโดยยังคงอาศัยระบอบเดิมที่มีอยู่ เปลี่ยนจากนายกรัฐมนตรีของเขาเป็นคนหน้าใหม่ที่เขาไว้ใจ

ในความจริงแล้วชาห์ผ่านช่วงนายกรัฐมนตรี 3 คน คนแรกมาจากกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย จากนั้นจึงเป็นนายพล สุดท้ายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของชนเผ่าใหญ่ของอิหร่านและเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านพรรคเนชันแนลฟรอนท์

ประชาชนบนท้องถนนไม่ยอมรับนายกฯ คนใดเลย เช่นเดียวกับที่ชาวอียิปต์รู้สึกต่อรองประธานาธิบดี โอมาร์ สุไลมาน ผู้นำจากการคัดเลือกของชาห์มีความยินยอมเพียงเล็กน้อยแต่มาพร้อมกับคำขู่อย่างเช่น ประชาชนควรจะกลับบ้านได้แล้ว, ทหารอยู่ควบคุมอยู่และกำลังจะเริ่มหมดความอดทน, ประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่เหมาะกับชาวตะวันออกกลาง

สำหรับชาวอิหร่านก็เช่นเดียวกับอียิปต์ เป้าหมายสำคัญคือการกำจัดชนชั้นนำ ระบอบที่ฉ้อฉล รวมถึงใครก็ตามที่สวมหัวด้วยสิ่งเหล่านี้ ทำให้การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไปแม้หลังจากชาห์หนีไปแล้ว ยังคงมีมรดกหลงเหลือจนกระทั่งถูกขจัดทิ้งไปหมดในที่สุด


บทเรียนที่ 3 กองทัพไว้ใจอะไรไม่ได้

ต่างจากที่อียิปต์จนถึงตอนนี้ กองทัพอิหร่านในช่วงนั้นถือเป็นกองทัพที่ทรงอำนาจเป็นอันดับที่ 5 ของโลก แล้วก็ไม่ยอมละเว้นการทำร้ายประชาชนชาวอิหร่าน

เหตุการณ์ "สังหารหมู่วันศุกร์" ในเดือนตุลาคม 1978 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทหารยิงกระสุนจริงเข้าไปในฝูงชน และแม้ในวันเวลานี้กองทัพอียิปต์จะเลิกการโจมตีอย่างตรงไปตรงมาแบบนั้นแล้ว ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงต่อเนื่องกับประชาชนบนท้องถนน

กองทัพอียิปต์ซึ่งตอนนี้เป็นผู้ควบคุมรัฐบาลอยู่เรียกร้องอย่างหนักแน่นให้เกิดเสถียรภาพ โดยบอกว่าเสี่ยงต่อการเกิดความวุ่นวายหากการชุมนุมยังคงดำเนินต่อไป แต่แม้จะมีถ้อยแถลงคล้ายๆ กันมาจากกองทัพอิหร่าน การชุมนุมก็ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีการนองเลือด ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ปฏิเสธไม่ยอมอ่อนข้อต่อกองทัพ จนในที่สุดพวกเขาก็ทำให้ทหารอ่อนแรงลง

มีการเสียบดอกไม้ที่ปลายปืน ครอบครัว มิตรสหายและเพื่อนบ้าน ต่างเข้ากอดและพูดคุยกับทหารขณะที่พวกเขาเดินขบวนไปตามท้องถนน เอาป้ายประท้วงไปแขวนไว้ที่รถถังที่จอดอยู่ริมทางเท้า ฉีดสเปรย์เป็นคำขวัญข้างรถถัง บ้างก็วางโปสเตอร์ไว้ข้างๆ

สำหรับชาวอียิปต์แล้ว นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญ กองทัพสะสมกำลังอาวุธไว้แล้ว และในวันนี้ก็ให้สัญญาณหลายอย่างปนกันซึ่งเป็นช่วงที่อันตราย มีรายงานว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ในกองทัพเข้าร่วมการชุมนุม การปักหลักชุมนุมอย่างสงบต่อหน้ากำลังทหารน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่ผู้ชุมนุมมีอยู่ และก็อย่างได้ใช้มันอย่างเปลืองเปล่า

บทเรียนที่ 4: การนัดหยุดงานเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ
ในอียิปต์ สิ่งที่ทำให้รูปเกมเปลี่ยนไปในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือการประท้วงหยุดงานในหลายๆ ที่ตามเมืองต่างๆ โดยคนงานโรงงานที่เรียกร้องค่าแรงที่ดีกว่า

ในอิหร่าน การประท้วงหยุดงานที่เริ่มต้นจากคนงานบ่อน้ำมันต่อมาได้ลามไปทั่วประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ระบอบล่มลง การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันก๊าซ (ซึ่งบ้านเรือนชาวอิหร่านต้องใช้ในการสร้างความอบอุ่นช่วงฤดูหนาวที่ทารุณกว่าอียิปต์) ทำให้มีคนต่อคิวเติมน้ำมันในปั๊มยาวเหยียดบางคนต้องรอถึง 48 ชั่วโมง

ผู้ใช้รถรวมถึงผู้ใช้จักรยานยนต์นั่งคอยอย่างอดทนในรถผ่านค่ำคืน แม้รัฐบาลจะบอกว่าชาวอิหร่านไม่ใยดีกับการประท้วงรูปแบบนี้ แต่มีเพียงชนชั้นนำและกองทัพเท่านั้นที่ได้ใช้น้ำมัน พวกเขาขับขี่ยวดยานอย่างโอ่อ่าบนถนนที่แทบโล่ง การประท้วงรูปแบบนี้จึงเป็นการต่อต้านพวกเขา

การนัดหยุดงานแม้จะไม่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ก็มีการกระจายตัวไปตามโรงงาน ตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ และที่สำคัญคือโรงไฟฟ้า ซึ่งทำการตัดไฟทุกๆ 4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งไปตัดไฟตรงกับช่วงที่มีข่าวจากโทรทัศน์ของรัฐบาลทุกครั้ง ซึ่งถือเป็นยุทธวิธีมี่ดี ชาวอิหร่านกินอาหารเย็นใต้แสงเทียนและอาศัยฟังข่าวจากวิทยุ ส่วนใหญ่จากบีบีซี

การนัดหยุดงานถือเป็นกระดูกสันหลังของการเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันก็เอื้อให้คนหยุดงานมาร่วมชุมนุม มันส่งผลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและในเชิงจิตวิทยา และชาวอิหร่านก็เช่นเดียวกับชาวอียิปต์ที่แสดงความยินยอมในการมีชีวิตอย่างลำบากเพื่อให้รัฐบาลออกจากตำแหน่งไป


บทเรียนที่ 5: การเบี่ยงเบนสื่อที่ถูกควบคุมโดยรัฐเป็นความสำเร็จสำคัญ

การลุกฮือในอียิปต์ได้สะท้อนถึงยุคสมัยเมื่อการประท้วงเริ่มต้นจากการใช้บล็อกและทวิตเตอร์ รวมถึงมีแรงสะสมจากรายการโทรทัศน์บนอินทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก และโทรศัพท์มือถือ แม้ว่ามูบารัคจะสั่งตัดอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ แต่การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีก็ยังคงมีอยู่

เป็นธรรมดาที่อิหร่านในยุคนั้นจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การเบี่ยงเบนสื่อของรัฐถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเหตุการณ์ หนังสือพิมพ์ Kayhan และ Etela'at ของอิหร่านเป็นเสมือน al-Ahram ของอียิปต์ คือเป็นปากกระบอกเสียงของรัฐบาล ขณะที่ในช่วงแรกๆ Kayhan และ Etela'at แสดงให้เห็นว่าประชาชนบนท้องถนนเผาทำลายรูปของชาห์ซึ่งมีอยู่ไปทุกที่ ติดอยู่ในทุกที่ทำงานและทุกครัวเรือน ก็ถึงจุดที่รัฐทราบดีว่ามีอะไรรั่วจากภายในแล้ว

สิ่งเดียวกันเกิดขึ้นกับ al-Ahram ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เสนอข่าวอย่างไม่เอียงข้างมากขึ้น สำหรับชาวอียิปต์แล้วนี่ถือเป็นหลักไมล์สำคัญสำหรับการมีเสรีภาพสื่ออย่างแท้จริง สำหรับสิทธิหลายอย่างที่พวกเขาเรียกร้อง มีเรื่องเสรีภาพสื่อกับเสรีภาพในการชุมนุมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างแรกๆ

ปรากฏการณ์ "เดอะ ไนล์ เวฟ" อาจดูเหมือนได้รับชัยชนะ แต่จนถึงตอนนี้มีสิ่งที่ยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงด้านชีวิตความเป็นอยู่ชาวอียิปต์น้อยมาก แม้จะมีความน่ายินดี แต่นายทหารหน้าเก่าๆ ก็ยังคงอยู่ หากการเคลื่อนไหวในครั้งนี้คิดว่าได้รับผลตอบแทนแล้ว เรื่องราวในอดีตของอิหร่านอาจช่วยให้เห็นความเป็นจริงในปัจจุบัน และหากโชคดีก็จะช่วยทำให้อนาคตของอียิปต์สดใสขึ้น แม้ตัวอิหร่านเองก็ยังคงอยู่ใต้เงามืดก็ตาม

แปลและเรียบเรียงจาก

What makes a revolution succeed? , Roxane Farmanfarmaian, Aljazeera
http://english.aljazeera.net/indepth/opinion/2011/02/201121393446561799.html

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: เสรีภาพที่จะ(ไม่)รัก

ที่มา ประชาไท

เพิ่งได้นั่งเขียนถึงวันแห่งความรักใน “คืนเสียตัว” คงไม่สายเกินไป โดยเฉพาะประเด็นที่จะเขียน

วันวาเลนไทน์กลายเป็น “คืนเสียตัว” ในสายตาของผู้เคร่งศีลธรรมจริยธรรมทั้งหลาย อันที่จริง ถ้าเด็กมันจะเสียตัว ก็เสียได้ทุกคืน จันทร์ถึงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ไม่เว้นวันหยุดราชการ แม้แต่วันลอยกระทงตามประเพณีไทย ก็กลายเป็นวันลงกระทอยกันเยอะแยะ ฉะนั้นอย่าไปตื่นตูมกันเฉพาะวันนี้เลย

สมัยผมเป็นวัยรุ่นไม่มีวันวาเลนไทน์ เพราะอยู่ๆ วันที่ 14 กุมภา ก็โผล่มาจากไหนไม่ทราบ แล้วก็บูม! กลายเป็นวันยอดฮิตของคนหนุ่มสาว เข้าใจว่าจะเป็นช่วงทศวรรษ 2520 ในทางสากลสิ้นสุดยุคแสวงหา สิ้นสุดสงครามเวียดนาม เข้าสู่ยุคของโรนัลด์ รีแกน และมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ในเมืองไทยก็หมดยุคขบวนการนักศึกษา เข้าสู่ยุคนิยายรักศุภักษร ซูโม่สำอาง และวัฒนธรรมบริโภค ทุนนิยมขยายตัวอย่างก้าวกระโดด นั่นแหละคือช่วงที่วันดอกกุหลาบบาน

กระแสนิยมในวันต่างๆ ก็เกี่ยวกับยุคสมัยเหมือนกันนะครับ อย่างเช่นวันที่ 5 ธันวา ผมถามหลายคนว่านอกจากเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาแล้วยังเป็นวันอะไร “วันพ่อ” แล้ววันอะไรอีก นึกไม่ออก อ้าว! ก็วันชาติไง

สมัยผมเด็กๆ วันที่ 5 ธันวา เขาเฉลิมฉลองในฐานะที่เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา กับวันชาติ แต่ไม่ค่อยมีใครพาพ่อไปเที่ยวพาพ่อไปกินข้าวนอกบ้านอย่างสมัยนี้ น่าจะเป็นเพราะค่านิยมของสังคม ที่การต่อสู้แข่งขันในชีวิตประจำวันมันตึงเครียดขึ้น คนชั้นกลางก็หวนหาให้คุณค่ากับครอบครัวมากขึ้น รวมทั้งหวนหาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม รกรากทางวัฒนธรรม ท่ามกลางโลกยุคไซเบอร์ เราจึงมีจิตรา ก่อนันทเกียรติ มาช่วยอัพเกรดวันตรุษจีน อัพเกรดวัฒนธรรมจีน จากที่เคยถูกมองว่าเผากระดาษไร้สาระ ให้ดูมีคุณค่าประทับใจคนรุ่นใหม่

ความรักมีชนชั้น

ความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล แต่ความลึกล้ำซับซ้อนของอารมณ์ ทำให้ความรักมีมนต์ขลัง

ความรักดูเหมือนไม่มีกฎเกณฑ์ แต่ความจริงมี เพียงแต่มันซับซ้อนเสียจนกำหนดเป็นกฎตายตัวไม่ได้ กระนั้นมันก็มีหลักใหญ่ๆ เช่น ลูกผู้หญิงที่รักพ่อมาก มักจะรักผู้ชายที่มีบางอย่างเหมือนพ่อ คนจะรักกัน ต้องมีด้านที่เหมือนกันและต่างกัน ด้านที่เหมือนทำให้สื่อสารเข้าใจซึ่งกันและกัน แบบตามองตาก็รู้ใจ ด้านที่ต่างทำให้เกิดความประทับใจและเป็นแรงผลักดัน

ถ้าไม่มีด้านที่ต่าง ถ้าไม่มีด้านที่ขัดแย้ง มันก็ไม่ทำให้ชีวิตคู่พัฒนา แรงดึงดูดของความรักจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผมเคยยกประสบการณ์ส่วนตัวเป็นอุทาหรณ์สอนน้องๆ ผู้หญิง ก่อนจะมาเจอภรรยา ผมเคยมีแฟน ที่เขาคล้อยตามผมทุกเรื่อง ไม่เคยขัดใจ นัดไปดูหนังรอบเที่ยง ผมไปถึงบ่ายโมง ก็ยังยืนรออยู่ ทรหดอดทน ไม่บ่นไม่ว่า แต่พอมาเจอภรรยา นัดดูหนังรอบเที่ยง ไปเที่ยงสิบห้า เธอกลับบ้านไปแล้ว ต้องตามไปง้องอน ยืนเคาะประตูบ้าน ยืนเฝ้าป้ายรถเมล์ปากซอย ฯลฯ ฉะนั้นอย่าแปลกใจว่าทำไมผู้ชายต้องเกรงใจภรรยา (ฮา)

คนจะรักกัน ไม่ใช่เรื่องของบุพเพสันนิวาส แต่เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์สังคม การที่เราจะรักใครสักคนหนึ่ง มีที่มาจากพื้นเพ จากพ่อแม่ การศึกษา เลี้ยงดู ประสบการณ์ชีวิต รสนิยม ความคิด ความชอบ ไม่ชอบ สั่งสมอยู่ในจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก พอพบหน้าคนที่ใช่ เราจึงรู้สึก “ปิ๊ง” ราวกับเจอกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน (ซึ่งไม่มีหรอก ถ้าผมตาย ผมก็ประกาศได้ว่าจะไม่กลับมาเกิดอีก ตลอดอนันตกาล เพราะกลายเป็นปุ๋ยไปเรียบร้อย)

ความรักจึงมีชนชั้น แม้มีข้อยกเว้น ก็เป็นเพียงส่วนน้อย แต่คนเราชอบอะไรที่เป็นข้อยกเว้น จึงเอามาแต่งเพลง รักไม่มีพรมแดน รักไม่มีศาสนา (ความจริงมี เพราะถ้าคุณไปชอบสาวมุสลิมก็ต้องเข้าศาสนา)

ความรักมีชนชั้น เพราะชนชั้นกำหนดรูปการจิตสำนึก รสนิยม ความชอบ แม้อาจมีช่องยกเว้น ยกตัวอย่าง สาวฉันทนากับลูกอาเสี่ย ถ้าเป็นสมัยก่อน เรียนโรงเรียนประชาบาลด้วยกัน อาจรักกันได้ ไอ้คล้าวกับสาวทองกวาว ฐานะแตกต่างกันแต่อยู่ในวิถีชีวิตชาวทุ่งเหมือนกันก็รักกันได้ แต่ถ้าสมัยนี้ สาวฉันทนาจบ ป.6 โรงเรียนบ้านหนองอีแหนบ กับลูกอาเสี่ยเรียนโรงเรียนนานาชาติ ไม่มีทางรักกันได้ เพราะความคิด จิตใจ ความชอบ ไม่ชอบ การแสดงออก การสื่อภาษา ทั้งภาษาพูด ภาษากาย ดวงตา ภาษาใจ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจนไม่สามารถสื่อกันได้

ผมเข้าใจเรื่องนี้ตอนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมวลชน ชาวนา ชาวเขา หนุ่มสาวชาวนาแต่ละคู่พอเจอกันเขาปิ๊งกันง่ายๆ ใสซื่อ ไม่มีจริต ชาวเขายิ่งง่ายกว่า เพราะม้งไม่ถือสาเรื่องเพศสัมพันธ์ แต่ไอ้พวกเราคนชั้นกลางนี่สิ ซับซ้อน อ่อนไหว แปรปรวน เอาใจยาก เข้าใจยาก ยิ่งพวกอารมณ์ศิลปินยิ่งสลับซับซ้อนเข้าไปใหญ่ ตามองตา มองกันอยู่นั่นแหละ ไม่พูดซักที เห็นแต่ขี้ตา (ฮา)

ความรักจึงเกี่ยวกับวิถีชีวิต และเกี่ยวกับยุคสมัย ที่กำหนดรูปการจิตสำนึก เวลาที่เราดูหนังดรามาย้อนยุค แล้วบอกว่าคนสมัยสองพันปีก่อนมีความรักดูดดื่มลึกซึ้งเหมือนคนรุ่นเรา ก็ต้องเข้าใจว่าหนังจับเอาความคิดคนยุคเราใส่เข้าไป เพราะมันไม่จริง ไม่ใช่ว่าคนโบราณไม่มีความรัก แต่ความรักของคนรุ่นสองพันปีก่อนเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และความรักก็ถูกจำกัดไว้ด้วยวิถีชีวิต ในสังคมทาส ในสังคมเกษตร ในสังคมศักดินาหรือยุคฟิวดัล คนมีพันธะหน้าที่ต่อมูลนาย ต่อครอบครัว ต่อการทำมาหากิน ตลอดจนต่อศาสนา ต่อขนบธรรมเนียมประเพณี คนยุคนั้นจึงถูกจับแต่งงานแบบคลุมถุงชน ซึ่งเขาก็ยอมรับได้ ไม่เลือกมาก เพราะรูปการจิตสำนึกไม่ได้ซับซ้อนอ่อนไหวอย่างคนรุ่นเรา

หรือถ้าเป็นประชาชนชาวไพร่ วิถีชีวิตของพวกเขาก็ต้องพร้อมที่จะเผชิญกับการพลัดพราก ถูกเรียกไปทำศึกสงคราม ถูกกวาดต้อน หรือถูกเกณฑ์แรงงาน อย่างไอ้มากที่ต้องพลัดพรากจากแม่นาค พระโขนง ไปตลอดกาล

ความรักคือประชาธิปไตย

ความรักเริ่มมีบทบาทความสำคัญก็เมื่อสังคมเปลี่ยน เกิดชนชั้นกระฎุมพี ในปลายยุคกลาง ที่เรียกร้องต้องการสิทธิเสรีภาพ ทั้งในด้านการเมือง การทำมาค้าขาย ไปจนวิถีชีวิต ความเชื่อทางศาสนา และความรัก โลกจึงเกิดวิลเลียม เช็กสเปียร์ กับโรมีโอ & จูเลียต เช่นเดียวกับโลกตะวันออกที่เกิดวรรณกรรมอมตะ ความฝันในหอแดง ซึ่งมีความหมายท้าทายม่านประเพณี เรียกหาสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเหมือนๆ กัน

วรรณกรรมเหล่านี้ จิตสำนึกเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มันมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม ที่ก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยทุนนิยม การพัฒนาทางการผลิตทำให้เกิดอิสระชน ปัจเจกชน ที่อยากจะมีวิถีชีวิตของตัวเอง และมีอารมณ์ความรู้สึกที่ “โรแมนติก” กว่าคนรุ่นก่อนๆ

การต่อสู้เพื่อเสรีภาพที่จะรัก กล่าวได้ว่าเป็นอาวุธชิ้นแรกๆ ที่ทรงพลังที่สุดของวัฒนธรรมประชาธิปไตย ในการเอาชนะวัฒนธรรมประเพณีศักดินา ให้พังทลายลงก่อนที่ระบอบราชาธิปไตยจะพ่ายแพ้ด้วยซ้ำ เสรีภาพที่จะรัก ยังเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเผด็จการและความคิดเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นในยุคแสวงหา ยุคต่อต้านสงครามเวียดนาม ก็ชูความรักเป็นอาวุธ กระทั่งพังทลายความคิดความเชื่อแบบอนุรักษ์นิยมลงอีกครั้งหนึ่ง (ฟรังโก เชฟฟิเรลลี ก็ทำหนัง Romeo & Juliet ออกมาตอนนั้นพอดี)

เสรีภาพที่จะรัก-หรือไม่รัก จึงเป็นสิทธิสำคัญในระบอบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับเสรีภาพในความเชื่อ ในการที่จะเคารพ ศรัทธา ยกย่องใคร ในการนับถือศาสนา รักไม่ใช่ความผิด ไม่รักก็ไม่ใช่ความผิด เพราะเป็นสิทธิที่เลือกได้หลากหลาย

แต่ในสังคมไทยที่แม้ดูเหมือนจะเปิดกว้าง มีเสรีภาพทางวัฒนธรรม มีเสรีภาพในวิถีการดำรงชีวิต ก็ยังมีหลายอย่างปิดกั้นด้วยความคิดจารีต สังคมไทยปล่อยให้มีเสรีในการรับเอาวัฒนธรรมบริโภค จะสนุกสนานร่าเริงเถิดเทิงกันอย่างไรก็แล้วแต่ ตรุษจีนตรุษไทยตรุษฝรั่ง วันไหนๆ พี่ไทยก็เมา แต่เรื่องบางเรื่องเรามีขีดจำกัด ห้ามไม่ให้มีเสรี โดยเฉพาะเรื่องของความเชื่อถือศรัทธา

ยกตัวอย่างตลกๆ เช่น ประเทศไทยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา เราอยู่ร่วมกันได้ทั้งพุทธ มุสลิม คริสต์ แต่ใครลองบอกว่า “ไม่มีศาสนา” ดูสิ จะกลายเป็นตัวประหลาด ถึงตำรวจไม่จับ แต่ไปทางไหนก็ถูกซุบซิบกังขา

ทั้งที่การไม่นับถือศาสนาก็เป็นเสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างหนึ่ง

เช่นเดียวกับเสรีภาพที่จะไม่รัก ก็เป็นเสรีภาพในความรักอย่างหนึ่ง

แต่สังคมไทยชอบตีกรอบให้คนทำข้อสอบช้อยซ์ (ความล้มเหลวของระบอบการศึกษา ไม่รู้จักทำข้อสอบอัตนัย) มีให้เลือกสองข้อ รัก/ไม่รัก ถ้าไม่รัก=เกลียด จ้องทำลาย ฯลฯ อะไรไปโน่น ทั้งที่ความจริง มันมีตั้งแต่รักมาก รักน้อย รักมั่งไม่รักมั่ง ชอบมั่งไม่ชอบมั่ง หรือไม่รักแต่เฉยๆ ต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน

เหล่านี้คือเสรีภาพที่มีหลากเฉดสี แต่คนที่ไม่ยอมรับเสรีภาพ กลับบังคับว่าต้องรัก รักอย่างเดียวไม่พอต้องรักมากด้วย ที่เหลือเท่ากับเกลียด คิดแบบนี้ก็จะมองเห็นแต่คนเกลียด ถ้าเชื่อในหลักธรรม คิดเสียว่าเป็นธรรมดาที่ต้องมีคนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อ ไม่บังคับคน ความกดดันนั้นก็จะคลายไปเอง

ถ้าเราอยู่ร่วมกันอย่างมีเสรี คนที่รักก็ต้องยอมรับเสรีภาพของคนที่ไม่รัก คนที่ไม่รักก็ต้องยอมรับเสรีภาพของคนที่รัก และให้ความเคารพสิทธิของกันและกัน ไม่บีบคั้นหรือลบหลู่ นั่นคือการอยู่ร่วมกันอย่างมีเหตุผล เปิดพื้นที่ให้อารมณ์ความรู้สึก เพราะรักไม่รักเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ เหมือนสิทธิในการเลือกตั้ง บางคนเขาบอกว่าชอบคนนี้เพราะหล่อดี ก็เป็นสิทธิของเขา จะทำไม แต่เหตุผลก็จะมาจากเสียงส่วนใหญ่เอง

เหมือนผมขับรถผ่านถนนราชพฤกษ์มีวันหนึ่งเห็นรถติดสติกเกอร์ “เรารักกุ้งหลวงไคโตซาน” (ก็ปูแดงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแชร์ลูกโซ่นั่นแหละ เขาไปตั้งบริษัทใหม่ ไม่เห็นจะเอาผิดได้) เห็นแล้วก็ขำดี แต่เป็นสิทธิเสรีของเขา และคงไม่มีใครเอาตามอย่างหรอก จริงไหม

ใบตองแห้ง
15 ก.พ.54

สนง.ทรัพย์สินฯ:คนมองว่าพระเจ้าอยู่หัวมีที่ดินมากมายทำไมไม่เอามาแจกคนจน นั่นเพราะเข้าใจผิด

ที่มา Thai E-News


ผู้ช่วยผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯ:ภาพภายนอกสำนักงานทรัพย์สินฯคนมองว่าพระเจ้าอยู่หัวมีที่ดินมากมายทำไมไม่เอามาแจกคนจน นั่นเป็นเพราะคนเข้าใจผิด

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

เป็นเวลานานกว่า 2 ปีมาแล้วที่ "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" งดจัดงานแถลงข่าว แต่วันนี้ทีมงาน "ประชาชาติธุรกิจ" มีนัดสัมภาษณ์พิเศษผู้บริหาร "สมบูรณ์ ชัยเดชสุริยะ" ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สนง.ทรัพย์สินฯ บนชั้น 4 ตึกใหม่ในรั้วแดง ถ.นครราชสีมา เขตดุสิต ในวาระที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 นี้จะครบรอบ 62 ปีแห่งการก่อตั้งองค์กร

@ ภาพรวมการบริหารจัดการ

ภารกิจสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คือบริหารจัดการที่ดินต่าง ๆ ในกรุงเทพฯและภูมิภาค ที่ดินสำนักงานทรัพย์สินฯมีผู้ใช้ประโยชน์ทั้งสิ้นตั้งแต่วันที่จัดตั้งเป็นนิติบุคคล ในส่วนกรุงเทพฯและปริมณฑล เราได้ค่าเช่าเชิงพาณิชย์จริง ๆ แค่ 7% อีก 93% เป็นผู้เช่าที่เป็นหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ ตึกแถว หรือผู้มีรายได้น้อย เรามีชุมชนในพื้นที่ที่ต้องดูแลถึง 107 แห่ง

การดำเนินงานส่วนหนึ่งเราจำเป็นต้องมีรายได้เข้ามา แต่ไม่ได้เป็นหลัก เรามุ่งเน้นดูแลผู้เช่า ดังนั้นในส่วน 7% ที่ทำเชิงพาณิชย์จึงไม่คิดว่าจะต้องทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ

พื้นที่ใช้ประโยชน์ 93% เป็นหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจนั้น เรามีมติ ครม.กำกับอยู่แล้วในฐานะหน่วยงานรัฐด้วยกัน ในส่วนของมูลนิธิสาธารณกุศล หรือชุมชนแออัด ก็จะมีค่าเช่าอัตราพิเศษค่อนข้างต่ำ ดังนั้นการปรับค่าเช่าจากเดิมที่อัตราค่อนข้างต่ำจะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป นี่คือภาพรวม

@ รายได้มาจากค่าเช่าอย่างเดียว ?

ไม่ใช่ เราได้พิจารณาว่าถ้าเป็นที่ดินที่ควรจะนำมาพัฒนา อาจจะเป็นพื้นที่ชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก หรือพื้นที่ที่ควรปรับปรุงให้คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยดีขึ้น เราถึงจะนำมาพิจารณาว่าจะพัฒนาอย่างไร

ซึ่งแนวทางการพัฒนายึดหลัก 4 ประการ คือ 1) การพัฒนานั้นสังคมต้องมีคุณภาพ เมืองต้องดีขึ้น 2) คนเข้ามาอยู่ต้องมีความสุข 3) ผู้พัฒนาจะต้องพอไปได้ ไม่ใช่เอาประโยชน์จากผู้เช่าช่วงมากมาย 4) ประโยชน์ที่ให้กับสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นธรรมหรือเปล่า

ดังนั้น แต่ละปีพื้นที่ที่เรานำมาพัฒนาใหม่เลยค่อนข้างน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการปรับปรุงสภาพเดิม รวมถึงการดูแลชุมชนไปด้วย อย่างที่บอกเรามีถึง 107 ชุมชน สมัยก่อนการพัฒนาพื้นที่ชุมชนเหล่านี้จะใช้ระบบ "แลนด์แชริ่ง" อย่างชุมชนเทพประทาน จะขอแบ่งพื้นที่บางส่วนพัฒนาเป็นแฟลต ให้เขาเช่าในอัตราค่อนข้างต่ำ

@ ระบบแลนด์แชริ่ง คือ...?

การนำที่ดินมาทำประโยชน์ให้เกิดรายได้เพื่อไปเลี้ยงดูส่วนใหญ่ แต่ที่ผ่านมาแลนด์แชริ่งไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะชุมชนที่ได้รับสิทธิให้อยู่ เขาอยู่ไม่นานก็จะเซ้งสิทธิต่อแล้วไปบุกรุกที่อื่นต่อ ซึ่งอาจเป็นเพราะอาชีพของเขาคือหาบเร่แผงลอย ต้องมีรถเข็น พอไปอยู่แฟลตชั้น 2 ชั้น 3 ก็ไม่สะดวก นั่นคือความที่เราไม่เข้าใจความต้องการของเขา

ดังนั้น จึงได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดมาเป็นขอความร่วมมือ พอช. (องค์การพัฒนาชุมชน-องค์การมหาชน) และให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการกำหนดรูปแบบการพัฒนาที่ดินของเขาเอง ซึ่งเราทำโครงการนำร่องไป 39 ชุมชนใน กทม.เป็นปีที่ 9 แล้ว ประเมินผลแล้วค่อนข้างน่าพอใจ ชาวบ้านยังคงอยู่ในพื้นที่ ดูแลกันในรูปแบบสหกรณ์ ชาวบ้านมีส่วนร่วมและรับผิดชอบชีวิตของพวกเขา

ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็สามารถให้สัญญาเช่าระยะยาว 39 ชุมชน 30 ปี เช่น ชุมชนถนนรามคำแหง 39 และมีทั่วกรุงเทพฯในหลาย ๆ เขต เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราเก็บค่าเช่าอย่างเดียว แต่เราพัฒนานำคน นำความรู้เข้าไปด้วย นอกจากนั้นยังจัดให้มีหน่วยงานด้านซีเอสอาร์ หลาย ๆ ชุมชนเราไปเปลี่ยนสายไฟ เปลี่ยนหลอดไฟให้ใหม่ อบรมดับเพลิง สนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตรหลาน ก็ยังมีที่เหลืออีกประมาณ 70 ชุมชนที่จะค่อย ๆ พัฒนาต่อไป

@ ขณะนี้มีทำเลไหนที่จะพัฒนาบ้าง ?

ณ ปัจจุบันพื้นที่ในแผนที่จะพัฒนาก็มีบริเวณบางกอกบาซาร์ เป็นห้องแถว 200 กว่าห้องที่เกิดขึ้นมา 20-30 กว่าปีแล้ว คือถ้าดูจากสี่แยกราชประสงค์ เกษร พลาซ่า อโนมา บิ๊กซี มีแต่ที่ของสำนักงานทรัพย์สินฯที่ดูไม่เรียบร้อย ซึ่งต้องพัฒนาใหม่

และเมื่อไรก็ตามที่จะเอาพื้นที่คืน ประการแรกสุดพัฒนาแล้วจะต้องให้สิทธิคนเก่าได้กลับมาอยู่ก่อน ประการต่อมาถ้าผู้เช่าไม่อยากกลับ เขาจะได้เงินช่วยเหลือไม่ถึงกับมากมาย เพราะค่าเช่าเดิมค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ในทุกพื้นที่ยืนยันได้เลยว่าถ้าหากนำเงินค่าเช่าย้อนหลัง 20-30 ปีที่เป็นค่าเช่าตลอดเวลาที่เราได้รับ กับเงินช่วยเหลือที่เขาจะได้รับจากเรา มันคล้าย ๆ กับเขาเอาเงินมาฝากเราไว้แล้วรับกลับเป็นก้อนบวกดอกเบี้ย แน่นอนว่าจำนวนจะแตกต่างกัน และแต่ละพื้นที่ได้รับเงินคืนไม่เท่ากัน เพราะค่าเช่าต่างกัน เช่น ห้องแถวแสมดำกับย่านพระรามที่ 4 ค่าเช่าจะต่างกัน

เรียกว่าไม่มีเจ้าของที่ดินที่ไหนดูแลผู้เช่าขนาดนี้อีกแล้ว คือให้ทั้งเงินช่วยเหลือและให้สิทธิกลับเข้ามา

@ โครงการพัฒนาย่านหลังสวน

ทำเลหลังสวนเรามีที่ดินตั้งแต่ถนนหลังสวนถึงซอยต้นสนประมาณ 70 ไร่ พื้นที่บางส่วนพัฒนาแล้ว แต่อีกหลายส่วนยังเป็นผู้เช่ารายย่อย ๆ เป็นที่อยู่อาศัย ร้านค้าเล็ก ๆ เรามองเห็นว่าอายุการใช้งานของพื้นที่มันนานมากแล้วจึงจะขอพื้นที่กลับมาพัฒนาใหม่ โดยเราจะทำเอง เหตุผลเพราะต้องการดูแลผู้เช่าในการให้สิทธิกลับเข้ามาอยู่หลังการพัฒนาแล้ว

ยกตัวอย่างค่าเช่าที่เราได้รับค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อกำหนดเป็นเงินช่วยเหลือ ตารางวาละ 24,500 บาท ถ้ามี 100 ตารางวาเขาได้เงินไปฟรี ๆ 2 ล้านกว่าบาท เขาอาจจะไปหาที่อยู่ใหม่ หรือหากเขาจะใช้สิทธิกลับเข้ามาอยู่ที่เดิมก็ได้ แต่ต้องเป็นค่าเช่าอัตราใหม่ แต่เราก็ให้สิทธิเขาก่อน

@ โครงสร้างการบริหารงานของ สนง.ทรัพย์สินฯ

อดีตเรามีทรัพย์สินดูแล 2 ประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน อาคารให้เช่า กับเงินลงทุนในบริษัทต่าง ๆ สมัยปี 2540 ที่เกิดวิกฤตเราจำเป็นจะต้องปรับโครงสร้างองค์กร พบว่าด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่คล่องตัว ผู้เช่าของเราหลายรายประสบปัญหาวิกฤตที่น่าเห็นใจ แต่โครงสร้างองค์กรไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที จำเป็นจะต้องมีการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว มีข้อมูลที่พร้อม มีบุคลากรที่มีความรู้ สำนักงานทรัพย์สินฯขณะนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยการตั้ง "บริษัทวังสินทรัพย์" ขึ้นมา เชิญผู้มีความรู้ รับมอบ รับโอนสินทรัพย์ไปบริหารจัดการให้คล่องตัว

อีกส่วนคือเงินลงทุน ในอีดตมีบริษัทเอกชน รัฐบาลชักชวนให้ถือหุ้นมากมาย แม้ไม่ใช่เงินจำนวนเยอะ เพราะเขาเข้ามาเพราะความน่าเชื่อถือของสำนักงานทรัพย์สินฯ แต่เมื่อเกิดวิกฤตปี 2540 พบว่าเงินทุนเหล่านี้จะต้องมีการจัดการอย่างมืออาชีพเพื่อให้เกิดประโยชน์ ส่วนไหนที่ไม่ต้องการจัดการให้เกิดประโยชน์ก็จะให้พาร์ตเนอร์ซื้อคืนกลับไป งานส่วนนี้มีการจัดตั้ง "บริษัททุนลดาวัลย์" ขึ้นมาดูแล

@ พอร์ตทรัพย์สินของสำนักงาน

พอร์ตในกรุงเทพฯมีประมาณ 2.1 หมื่นสัญญา กับที่ดินในต่างจังหวัดแต่ไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะทำเกษตรมีอยู่ 6 จังหวัด 6 สำนักงานย่อย ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัด ซึ่งภาพภายนอกสำนักงานทรัพย์สินฯคนมองว่าพระเจ้าอยู่หัวมีที่ดินมากมายทำไมไม่เอามาแจกคนจน นั่นเป็นเพราะคนเข้าใจผิด ที่ดินในต่างจังหวัดจะมีเกษตรกรเช่าเป็นส่วนใหญ่ กับเป็นตลาดเล็ก ๆ ไม่กี่แห่ง

@ คุณจิรายุ (อิศรางกูร ณ อยุธยา-ผู้อำนวยการ) เคยบอกว่า สำนักงานทรัพย์สินฯจะเป็นดีเวลอปเปอร์

ใช่ครับ แต่คำว่า "ดีเวลอปเปอร์" ไม่ใช่ในความหมายเราจะพัฒนาเอง แต่เราจะดูแลพร็อพเพอร์ตี้ของเราให้เกิดการพัฒนา นโยบายนี้ไม่ได้เป็นของใหม่ วิธีการอาจจะปรับให้เหมาะสม เช่น แลนด์แชริ่ง ถ้าไม่เหมาะสมก็ต้องทบทวนและพิจารณาหาวิธีการอื่น ๆ

@ โครงการที่หน้าพระลาน

โครงการนี้มีการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เรามีหน่วยงานที่ดูแลโดยเฉพาะ ที่ได้ทำเสร็จไปแล้ว เช่น ย่านท่าพระอาทิตย์ ห้องแถว 9 ห้อง เป็นโครงการที่เราถือว่าเป็นอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยขั้นตอนจะเชิญที่ปรึกษา ผู้รู้ ออกแบบว่าจะใช้วัสดุยังไง ประตูเคยเป็นบานเฟี้ยมตอนนี้ประตูเหล็กก็ต้องกลับมาเหมือนเดิม พื้นที่หน้าพระลานคิดว่าไม่เกินสิ้นปีน่าจะเสร็จ

@ ระยะเวลาสัญญาเช่าของสำนักงานทรัพย์สินฯ

กฎหมายปัจจุบันเราทำได้สูงสุด 30 ปี แต่ถามว่าทุกรายให้ 30 ปีไหม คงไม่ เรามีเกณฑ์ของเรา ดูว่าผู้เช่านำที่ดินไปทำประโยชน์อะไร ถ้าลงทุนเยอะก็ต้องให้ยาวหน่อย

*******

รายงานเกี่ยวเนื่อง

-สื่อแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทย ติดอันดับ 1 ผู้นำรวยที่สุดในโลก

-Forbesเทิดพระเกียรติในหลวงเป็นกษัตริย์มั่งคั่งที่1ของโลก3ปีซ้อน

-Bloomberg:กษัตริย์ไทยครองแชมป์อันดับ1ในตลาดหุ้นไทย

-Bloomberg:การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เซียนหุ้นต่างชาติหยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย

-สมเด็จพระเทพฯเสด็จเปิดโรงแรมสยามเคมปินสกี้ ซึ่งสำนักงานทร้พย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

-รัฐมนตรีอินเดียเผยราชวงศ์ดูไบกับไทยสานพระราชไมตรีเล็งร่วมลงทุนสวนสนุก2แสนล้านรูปี

-กระทรวงต่างประเทศชี้แจงกรณี:บทความพิเศษของนิตยสาร Forbes เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด

-สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สมบัติของใคร? : รัฐ หรือ กษัตริย์

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ว่าด้วยการ"นิยาม"และการปฏิบัติบางประการเรื่อง "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ในบทความนี้ดร.สมศักดิ์ชี้ว่า

"พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2491 ยกอำนาจในการควบคุม "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" กลับไปให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการยกเลิกการแยกแยะว่า "อันไหนเป็นส่วนพระองค์ อันไหนเป็นส่วนพระมหากษัตริย์" นั่นคือ ทำให้ "ทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์" มีฐานะเป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ไป ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐ (ถ้าเป็นของรัฐ จะต้องให้รัฐจัดการ และในเมือรัฐเป็นรัฐประชาธิปไตย การจัดการนั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้ accountability เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของรัฐ)

ญาติคนเสื้อแดงทวงสัญญาประกัน104นักโทษการเมือง หลังครม.อนุมัติแล้วส่อแววเบี้ยวโดนขังลืม

ที่มา Thai E-News





ที่มา Asia Update TV และ ประชาไท

แม่บ้านอีสานบุกกรมคุ้มครองสิทธิฯ ร้อง 9 เดือนแล้ว ลูก-ผัวเสื้อแดงยังไม่ได้ประกันตัว

เวบไซต์ประชาไท รายงานว่า เมื่อวันที่15 ก.พ.54 ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายญาติผู้ต้องขังเสื้อแดงราว 50 คน พร้อมด้วยนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม เข้ายื่นหนังสือและร้องเรียนกรณีที่ญาติพี่น้อง-สามี-ลูก ซึ่งเป็นคนเสื้อแดงยังถูกคุมขังอยู่ตามเรือนจำจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาสารคาม อุบลราชธานี อุดรธานี มุกดาหาร มหาสารคาม ขอนแก่น เชียงใหม่ โดยไม่สามารถประกันตัวได้

ทั้งนี้ นายสมชาติ เอี่ยมอนุพงษ์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิได้ลงมารับหนังสือ ซึ่งในหนังสือร้องระบุว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.53 ครม.มีมติยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมทั้งเห็นชอบให้มีการช่วยเหลือประกันตัวให้แก่ผู้ต้องขังคดีชุมนุมทางการเมือง 104 คน ตามที่คณะกรรมการที่มี นายคณิต ณ นคร เป็นประธานเสนอมา แต่ถึงปัจจุบันกว่า 9 เดือนแล้วแต่ญาติพี่น้องของพวกเขาก็อยู่ในเรือนจำ จึงขอเรียกร้องให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ ประสานงานตามศาลจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ญาติได้ประกันตัว พร้อมช่วยเหลือหลักทรัพย์ และขอให้เปิดเผยรายชื่อผู้ต้องหาที่ถูกขังในเรือนจำทั่วประเทศในคดีการเมืองด้วย

จากนั้นได้มีการเชิญชาวบ้านทั้งหมดไปร่วมหารือร่วมกับรองอธิบดีและ นางนงกรณ์ รุ่งเพ็ชรวงศ์ ผอ.กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ

นางนงกรณ์ ชี้แจงว่า ได้ลงไปสำรวจในเรือนจำทั่วประเทศ พบว่า ณ เดือนตุลาคม 2553 ยังมีผู้ต้องขังเสื้อแดง 180 คน มี 151 คนที่ขอความช่วยเหลือ บางส่วนขอทนายความซึ่งคณะกรรมการสิทธิฯ จะเป็นผู้จัดหาให้ อีก 48 รายขอความช่วยเหลือเรื่องเงินประกันตัว ซึ่งกองทุนยุติธรรมอนุมัติให้ทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างนำเงิน 28 ล้านไปให้ยุติธรรมจังหวัดเพื่อนำไปเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวที่ศาล แต่การให้หรือไม่ให้ประกันเป็นดุลยพินิจของศาล ไม่สามารถไปแทรกแซงได้ ซึ่งที่ผ่านมากรมได้ช่วยยื่นประกันตัวไปหลายรายแต่ส่วนใหญ่แล้วศาลไม่อนุญาต เพราะเกรงผู้ต้องขังจะหลบหนี

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ชาวบ้านเข้าใจว่ามติครม.ให้ประกัน 104 รายตามที่นายคณิต ณ นคร เสนอนั้น อันที่จริงแล้วมติครม.ระบุให้ดีเอสไอและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไปหาหลักเกณฑ์และแนวทางในการประกันตัวมา แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า ทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ จะทำหนังสือทวงถามให้


ด้านญาติของผู้ต้องขังระบุว่า ขณะนี้เรือนจำจังหวัดอุดรธานี ยังมีผู้ต้องขังประกันตัวไม่ได้ 27 คน อุบลราชธานี 21 คน มุกดาหาร 12 คน มหาสารคาม 9 คน ขอนแก่น 4 คน เชียงใหม่ 4 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดยื่นประกันตัวหลายครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนการลงไปช่วยเหลือของกรมคุ้มครองสิทธิฯ นั้น หลายครั้งไปโดยไม่ประสานงานกับญาติและทนาย ไม่ทราบข้อมูล ทำให้การยื่นประกันได้รับการปฏิเสธ

นางศิรินารถ จันทะคัต ตัวแทนญาติจากจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลแสดงความจริงใจด้วยการช่วยเหลือผู้ต้องขังอย่างที่พูด โดยยกตัวอย่างความยากลำบากของครอบครัวจันปัญญา หลังจากนายสุชล จันปัญญา นักศึกษาเทคนิคชั้น ปวส.1 ถูกคุมขัง ทำให้พ่อที่เป็นอัมพาตและมารดาที่อายุมากอยู่อย่างยากลำบาก เพราะปกตินายสุชลจะเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัวและทำงานเป็นลูกจ้างร้านถ่ายเอกสารส่งเสียตัวเองเรียน ในวันเกิดเหตุนายสุชลเข้าไปยืนดู ตำรวจใช้ภาพถ่ายที่เป็นเพียงการยืนมุงเป็นหลักฐาน โดยที่ขวดน้ำมันที่กล่าวอ้างว่าเป็นของนายสุชลก็ไม่มีการพิสูจน์ลายนิ้วมือ

ส่วนนางวาสนา ลิลา จากจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวทั้งน้ำตานองหน้าว่า สามีถูกคุมขังมานานหลายเดือนจะมีอาการเครียด เกรงว่าจะคิดสั้นในเรือนจำ สามีโดนข้อหาร่วมกันวางเพลิง ทั้งที่ในวันเกิดเหตุเขาไปซื้ออะไหล่รถและแวะมาดูลูกคนเล็กที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อผ่านจุดเกิดเหตุจึงแวะดู ต่อมาตำรวจนำภาพถ่ายมาให้เซ็นชื่อโดยบอกว่าหากลงชื่อวันรุ่งขึ้นก็สามารถประกันตัวได้ แต่ท้ายที่สุดก็ถูกคุมขังมาจนปัจจุบันไม่สามารถประกันตัวได้ ทำให้ตนลำบากมากเพราะต้องเลี้ยงดูลูกเล็ก 2 คนเพียงลำพัง

คลิปรายการที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาวในวันวาเลนไทน์

ที่มา Thai E-News

ที่มา Asia Update TV

ที่นี่ความจริงโดย3อาจารย์นักวิชาสาว 14 กุมภาพันธ์ ตอน 1


ที่นี่ความจริงโดย3อาจารย์นักวิชาสาว 14 กุมภาพันธ์ ตอน 2


ที่นี่ความจริงโดย3อาจารย์นักวิชาสาว 14 กุมภาพันธ์ ตอน 3


ที่นี่ความจริงโดย3อาจารย์นักวิชาสาว 14 กุมภาพันธ์ ตอน 4

เสื้อแดงยุโรปรวมพลปารีสสอดประสานแดงไทย เพรียกหายุติธรรม ประชาธิปไตย ใฝ่หาสันติภาพ

ที่มา Thai E-News






เราจะอยู่เคียงข้างร่วมต่อสู้ด้วยสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องผลประโยชน์ประชาชนไทยทุกคนที่ได้ตายไปแล้ว ยังหายใจอยู่ และยังไม่ได้เกิด


โดย Rojana Treiling

ข่าวและภาพกิจกรรมจากกรุงปารีส เมื่อวันเสาร์ที่13 เดือนกุมภาพันธ์ คศ 2011

เพื่อให้สอดรับกับการที่พี่น้องเสื้อแดงในเมืองไทยจัดการชุมนุมใหญ่เรียกร้องความยุติธรรม ปลดปล่อยนักโทษการเมือง ต่อต้านรัฐประหาร คัดค้านสงครามไทย-กัมพูชา ทางเสื้อแดงยุโรปก้ได้จัดการชุมนุมขึ้นในวันเดียวกันที่ปารีส

ประธานเสื้อแดงสหภาพยุโรป คุณมนูญ มิ่งชัย พร้อมด้วยรองประธาน คุณขวัญใจ เนตรแสงศรี และคณะกรรมการ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งสหภาพยุโรป หรือ นปช.เสื้อแดงไทยในอียู ได้จัดงานกิจกรรมชุมนุมพร้อม นปช.เสื้อแดงในประเทศไทย เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง และร่วมกดดันรัฐบาล เรียกร้องยุติการใช้อาวุธกรณีการสู้รบกับเขมร มีผู้สนใจและสมาชิกมาร่วมชุมนุม 30 คน

นี่เป็นจิตใจรักชาติรักประชาธิปไตย รักความยุติธรรม และเป็นจิตใจสากลที่ปรารถนาสันติภาพอันแท้จริง

The United Front for Democracy Against Dictatorship Thai of Europe (UDD Thai of Eu)นปช.แห่งสหภาพยุโรป คือ องค์กรประชาชน เราสู้ด้วยความจริง อย่างที่เห็น อย่างที่ได้เป็น เราไม่มีความจำเป็นใดต้องใส่ร้าย หรือ ลับ ลวง คราง ไม่ต้องอ้างอิงอำนาจใด รัฐบาลที่เข่นฆ่าประชาชนอย่างสิ้นไร้มนุษยธรรม

เราปฏิเสธรัฐบาลเผด็จการอภิสิทธิ์ ด้วย อำนาจของประชาชนบริสุทธิ์ UDD Thai of EU เกิดจากประชาชนไทยนอกประเทศ โดยประชาชนไทยนอกประเทศในสหภาพยุโรป เราจะอยู่เคียงข้างร่วมต่อสู้ด้วยสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องผลประโยชน์ประชาชนไทยทุกคนที่ได้ตายไปแล้ว ยังหายใจอยู่ และยังไม่ได้เกิดทุกคนทั้งใน และนอกประเทศ จากเผด็จการอภิสิทธิ์ชนทุกรูปแบบ

จนกว่าจะได้ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

อียิปต์แค่ “หยิบ” ชัยชนะ

ที่มา Thai E-News


โดย กวีศรีประชา

อียิปต์ หยิบได้ – ชัยชนะ
แค่ “หยิบ” เท่านั้นนะ..จะบอกให้
ยังจะต้อง.. “ไขว่คว้า” ต้องหาชัย
สำเร็จ เสร็จเมื่อไร ยังไม่รู้

ไทยหยิบ สิบสี่ตุลา นึกว่าได้
ย้อนบทเรียนไป.. ไกลสุดกู่
วันนี้ชัดว่าชัยได้เชิดชู
อำนาจจริงนั้นอยู่ในมือใคร

ไทยยัง “คว้าไขว่” ไม่สำเร็จ
สิ้นเสร็จแน่นั้นในวันไหน
เห็นอียิปต์ หยิบได้ ก็ดีใจ
ทางเดินต่อไป ดูให้ดี

ผ่าน “หยิบ” แล้วมา สู่ “คว้าไขว่”
ล้มตายเท่าไรแล้วน้องพี่
ประชาธิปไตย.. ยังไม่มี
อียิปต์-ไทย ต่อจากนี้ ทำอย่างไร

สารจากรศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร ถึงชนชั้นกลางการศึกษาดีผู้มีอันจะกิน:คุณก็มีความหมาย ?

ที่มา Thai E-News



โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร

คุณก็มีความหมาย ?:สารถึงชนชั้นกลางการศึกษาดีผู้มีอันจะกิน

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมกล่าวกับคนเสื้อแดงที่ร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554 ว่าเขาและสำนักงานกฎหมายของเขาไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้ในโลกที่มองข้ามอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอย่างที่เขามองเห็นจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมอย่างอำมหิตในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปีที่ผ่านมา

คนจนรากหญ้าส่วนใหญ่รวมทั้งชนชั้นกลางส่วนหนึ่งในประเทศไทยมีอารมณ์ร่วมแบบเดียวกันนั้น และเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อไปข้างหน้าเพื่อต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และสิทธิมนุษยชนสากลของพลเรือน

เป็นเรื่องน่าประหลาดอย่างยิ่งว่า คนที่ดูดีในประเทศไทยสามารถดำรงชีวิตประจำวันอย่างสุขสบายและนิ่งเฉยได้อย่างไร ขณะที่พยานหลักฐานทั้งปวงล้วนบ่งชี้ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เกี่ยวกับความอำมหิตและความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างในสังคมของพวกตน

ถึงกระนั้นก็ตาม สิ่งที่กระจ่างชัดด้วยเช่นกันก็คือ ประชาชนเสื้อแดงจะดำเนินการรณรงค์ฟื้นฟูความเป็นธรรมและปฏิรูปประชาธิปไตยต่อไป ไม่ว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ได้รับความช่วยเหลือจากชนชั้นกลางไทยที่อยู่ดีมีสุขและมีการศึกษาดี

แต่ก็ยังเป็นเรื่องน่าเศร้าเสมอเมื่อประชากรชนชั้นกลางฐานะดี การศึกษาสูง ที่ไม่ใช่พวกอภิสิทธิชน ผู้ได้รับประโยชน์มากกว่าคนอื่น ๆ ในสังคมของตนเลือกที่จะยืนเฉยมองดูเพื่อนร่วมชาติรากหญ้าของตนล้มลงภายใต้การปราบปรามทางทหารที่ไร้มนุษยธรรม

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมยังให้คำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่คนเสื้อแดงให้เขียนข้อความว่า “เราก็มีความหมาย” (we count too) สื่อสารกับชาวโลก ข้อเท็จจริงพื้น ๆ ว่าคนไทยธรรมดาที่ไม่ใช่อภิสิทธิชนก็มีตัวตน เป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญเช่นกันและต้องไม่ถูกมองข้ามโดยบรรดาองค์กรระหว่างประเทศ

นี่เป็นช่วงเวลาอันเหมาะสม และไม่สายเกินไป สำหรับสังคมชนชั้นกลางผู้อยู่ดีมีสุขและได้รับการศึกษาสูงในประเทศไทย จะตัดสินใจว่าพวกตนมีความหมายหรือไม่ และจะร่วมพลังกับขบวนการเสื้อแดงในการเคลื่อนไหวไปสู่การปฏิรูปทางประวัติศาสตร์ในสังคมของตนด้วยหรือไม่

รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

**************************************************
You Count Too ?:An Address to the well-being, well-educated Thai Middle Class.

Robert Amsterdam told Thai Red-shirt people gathering in February 13, 2011 rally that he and his law firm could not exist in such a world that ignored crime against humanity as he witnessed in last April-May brutal crackdown in Thailand.

A majority of grass-root population in Thailand, and some middle-class portion as well, shared the same sentiment and moved strongly forward to fight for democracy, justice, and universal civil human right.

It is quite astonishing how any decent person in Thailand could live his or her everyday life so comfortably and remain null while all sort of evidence tell incontrovertible truth about brutality and structural injustice in their society.

Even though, it is also crystal clear that the red-shirt people will continue their campaign to restore justice and reform democracy, with or without a helping hand of the well-being, well-educated Thai middle class.

But it is always sad when the well-being, well-educated, non-aristocrat middle-class population who benefits more from their society choose to stand still and see their grass-root partners fall under inhumane military crackdown.

Robert Amsterdam also give a little advice to the Thai red shirts to write “we count too” to the world. The mere fact that ordinary, non-aristocrat Thai does exist is also important and not to be ignored by the world organizations.

It is an appropriate time, and not too late, for the well-being, and well-educated middle class society in Thailand to decide whether they also count and whether or not they will join force with the red-shirt movement towards a historic reform in their society.

Worapol Promigabutr
Thammasat University
February 14, 2011

ประชาไท:สื่อแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทย ติดอันดับ 1 ผู้นำรวยที่สุดในโลก

ที่มา Thai E-News


เวบไซต์หนังสือพิมพ์แวนคูเวอร์ซัน ของแคนาดา เสนอภาพข่าวที่ทางสำนักพระราชวังเผยแพร่พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงโบกพระหัตถ์ให้พสกนิกรชาวไทย เมื่อครั้งงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์ 80 พรรษา เมื่อปี 2550 ณ พระบรมมหาราชวัง (ภาพข่าว:Vancouversun)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เวบไซต์ประชาไท รายงานข่าวเรื่อง สื่อแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทย ติดอันดับ 1 ผู้นำรวยที่สุดในโลก

เว็บไซต์แวนคูเวอร์ซัน สื่อสายอนุรักษ์นิยมของแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทยครองอันดับหนึ่งผู้นำที่รวยที่สุดในโลก ระบุทรงถือครองที่ดินจำนวนมหาศาล รวมถึงที่ดินในกรุงเทพฯ กว่า 3,500 เอเคอร์

โดยแวนคูเวอร์ซันรายงานโดยจัดอันดับผู้นำที่รวยที่สุดในโลกพร้อมประมาณการทรัพย์สินดังนี้

อันดับหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประเทศไทย 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

พระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในโลก พระชนมายุ 82 พรรษา ทรงเป็นผู้นำที่รวยที่สุดด้วยเช่นกัน ทรัพย์สินของพระองค์นั้นประกอบด้วยการถือครองที่ดินอย่างมหาศาลรวมไปถึงที่ดินประมาณ 3,500 เอเคอร์ในกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยโต้แย้งการจัดอันดับให้พระองค์เป็นผู้นำที่รวยที่สุดในโลก โดยให้เหตุผลว่าทรัพย์สินหลายรายการนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์

อันดับที่ 2 สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันของบรูไนเป็นปัจจัยที่ทำให้สุลต่านของบรูไนเป็นผู้นำที่รวยติดอันดับโลก และก็ใช้เงินไปกับรถยนต์หรู การจ้างไมเคิล แจ็กสันให้เปิดการแสดงเป็นการส่วนพระองค์เพื่อฉลองวันพระราชสมภพ 50 พรรษา ในปี รายงานของศาลแสดงให้เห็นว่าทรงจ่ายเงินค่าจ้างโค้ชแบดมินตันราว 2 ล้านเหรียญสหรัฐ อีก 2 ล้านปอนด์สำหรับค่าฝังเข็มและนวด และค่าจ้างคนทำงานบ้านอีกประมาณคนละ 11 ล้านเหรียญสหรัฐ

อันดับที่ 3. ชีกห์คาลิฟา บิน ซาเอด อัล นาห์ยัน ประมาณ 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ซึ่งเป็นประเทศที่ถือครองน้ำมันมากติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก ชีค กาลิฟาห์ทรงจ่ายเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการสร้างศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงการว่างจ้างแฟรงก์ เกอร์รี่ ผู้ออกแบบพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์

อันดับที่ 4 พระราชาอับดุลลาห์ บิน อาบูล อาซิซ ของซาอุดิ อาระเบีย ประมาณ 21,000 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 ชีกห์มูฮัมหมัด บิน ราชิด อัล มักทูม แห่งดูไบ ประมาณ 12,000 ล้านเหรียญ

ภาพอดีตประธานาธิบดีฮอสนี่ บูมารัก ที่แวนคูเวอร์ซันนำเผยแพร่ในรายงานข่าวนี้ (ภาพ:แวนคูเวอร์ซัน)

อันดับที่ 6 ฮอสนี มูบารัก ประมาณ 10,000 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 ซิลวิโอ เบลุสโคนี่ ประมาณ 9 พันล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 ฮาน อดัมส์ ที่สอง แห่งลิกเตนสไตน์ ประมาณ 3.5 พันล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 เอมิร์ แห่งการ์ตาร์ ประมาณ 2 พันล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 อาซิฟ อาลี ซาดารี ประธานาธิบดuแห่งปากีสถาน ประมาณ 1.9 พันล้านเหรียญ

กระทรวงต่างประเทศเคยแจงสื่อต่างประเทศเสนอคลาดเคลื่อน

อย่างไรก็ตามกระทรวงต่างประเทศเคยชี้แจงกรณีที่นิตยสารฟอร์บส์ เสนอบทความพิเศษของนิตยสาร Forbes เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด ดังต่อไปนี้

ตามที่ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2551 นิตยสาร Forbes ได้เผยแพร่บทความพิเศษเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ประจำปี พ.ศ. 2551 และได้จัดให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ในลำดับแรก ของพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด นั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ชี้แจงว่า บทความดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากว่า ทรัพย์สินที่บทความนำมาประเมินนั้น ในความเป็นจริง มิใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่เป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกันกับพระมหากษัตริย์ในประเทศอื่น ที่บทความเดียวกันนี้ไม่ได้จัดอันดับฐานะความร่ำรวย เพราะทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่ของกษัตริย์ หากแต่เป็นของคนทั้งชาติ

สำนักงานทรัพย์สินฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ที่ดิน” ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่วนใหญ่หน่วยงานราชการ องค์กรสาธารณะกุศลเป็นผู้ใช้ประโยชน์ และจัดให้ประชาชน ที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย รวมทั้งชุมชนอีกกว่าหนึ่งร้อยแห่ง เช่าในอัตราที่ต่ำ มีเพียงส่วนน้อยประมาณร้อยละ 7 ของที่ดิน ที่จัดให้เอกชนเช่าและจัดเก็บในอัตราเชิงพาณิชย์

กระทรวงการต่างประเทศขอเรียนเพิ่มเติมว่า บทความพิเศษดังกล่าวยังได้พาดพิงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าทรงเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งไม่ถูกต้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติดังกล่าวแต่อย่างใด การที่ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นเพียงหน้าที่ขององค์พระมหากษัตริย์ ในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงไปยังนิตยสาร Forbes ด้วยแล้ว

Forbesอ้างเหตุผลในหลวงทรงมีพระราชอำนาจเต็มในการจัดการทรัพย์สินจึงนับเป็นพระราชทรัพย์

อย่างไรก็ตามในปีถัดมา คือพ.ศ.2552 Forbes ยังคงจัดให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเป็นกษัตริย์ที่ทรงมั่งคั่งที่สุดในโลกอีกปี(และจัดอันดับที่1ของโลกเป็นปีที่3ติดต่อกันในปีพ.ศ.2553ด้วย)โดยForbesอ้างเหตุผลว่า

ฟอร์บส์ระบุด้วยว่า ความมั่งคั่งของราชวงศ์มาจากมรดกตกทอดหรือตำแหน่งทางอำนาจ มักจะถูกแบ่งปันกันในเครือญาติ และหลายๆครั้งที่มันหมายถึงเงินที่ถูกควบคุมโดยราชวงศ์ในรูปของกองมรดก (trust) สำหรับประเทศหรืออาณาเขต และด้วยเหตุผลนี้ ราชวงศ์ทั้ง 15 ราชวงศ์ในรายชื่อนี้ขาดคุณสมบัติที่จะถูกจัดอันดับประจำปีของเราในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุด ไม่ว่าเขาจะมีสินทรัพย์เท่าไร

ยกตัวอย่างเช่น กษัตริย์ Mswati ที่ 3 ของ Swaziland เป็นผู้รับผลประโยชน์ของ 2 กองทุนที่จัดตั้งขึ้นโดยบิดาของเขาใน trust ของประเทศ Swaziland ในช่วงที่ครองราชย์เขามีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จในการใช้เงินที่เป็นรายได้จาก trust นั้น ซึ่งทำให้เขาสามารถสร้างราชวังให้กับมเหสี 13 พระองค์และพำนักอยู่ในโรงแรมระดับ 5 ดาวเมื่ออยู่ต่างประเทศ

เช่นเดียวกัน เรารวมทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ของไทยในส่วนของทัรพย์สินของกษัตริย์ภูมิพลเพราะพระองค์เป็นผู้มีอำนาจเต็มในกองมรดก (trustee) อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยไม่เห็นด้วยและออกมาประกาศว่าทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ของกษัตริย์ แต่สำนักงานทรัพย์สินครอบครองและบริหารทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์ในนามของประชาชนชาวไทย

ตรงกันข้าม ราชวัง Buckingham และเครื่องเพชรของราชวงศ์ถือว่าเป็นสมบัติของชนชาติอังกฤษ ไม่ใช่ของพระราชินี Elizabeth เพราะฉะนั้นมันไม่ถูกนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินของพระองค์ แต่ทรัพย์สมบัติของพระองค์มาจากอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษและสก๊อตแลนด์ ภาพศิลปะ อัญมนี และแสตมป์สะสมโดยพระอัยกา

สมศักดิ์ชี้จุดเปลี่ยนที่ทำให้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ เชื่อForbesยังประเมินรต่ำกว่าความจริง

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เขียนบทความเรื่องว่าด้วยการ"นิยาม"และการปฏิบัติบางประการเรื่อง "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ชี้ว่า

"พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2491 ยกอำนาจในการควบคุม "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" กลับไปให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการยกเลิกการแยกแยะว่า "อันไหนเป็นส่วนพระองค์ อันไหนเป็นส่วนพระมหากษัตริย์" นั่นคือ ทำให้ "ทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์" มีฐานะเป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ไป ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐ (ถ้าเป็นของรัฐ จะต้องให้รัฐจัดการ และในเมือรัฐเป็นรัฐประชาธิปไตย การจัดการนั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้ accountability เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของรัฐ)


ดร.สมศักดิ์ ให้ความเห็นในกระดานสนทนาคนเหมือนกันว่า อันที่จริง ต้องถือว่า Forbes ยัง "ประเมินพระราชทรัพย์" ต่ำกว่าทีเป็นจริงแน่ เพราะไม่มีการประเมิน "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" ซึ่งน่าจะมีมูลค่าไม่น้อยทีเดียว

********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:

-กระทรวงต่างประเทศชี้แจงกรณี:บทความพิเศษของนิตยสาร Forbes เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด

-Forbesเทิดพระเกียรติในหลวงเป็นกษัตริย์มั่งคั่งที่1ของโลก3ปีซ้อน

-Bloomberg:กษัตริย์ไทยครองแชมป์อันดับ1ในตลาดหุ้นไทย

-สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สมบัติของใคร? : รัฐ หรือ กษัตริย์

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ว่าด้วยการ"นิยาม"และการปฏิบัติบางประการเรื่อง "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ในบทความนี้ดร.สมศักดิ์ชี้ว่า
"พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2491 ยกอำนาจในการควบคุม "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" กลับไปให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการยกเลิกการแยกแยะว่า "อันไหนเป็นส่วนพระองค์ อันไหนเป็นส่วนพระมหากษัตริย์" นั่นคือ ทำให้ "ทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์" มีฐานะเป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ไป ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐ (ถ้าเป็นของรัฐ จะต้องให้รัฐจัดการ และในเมือรัฐเป็นรัฐประชาธิปไตย การจัดการนั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้ accountability เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของรัฐ)


-สมบูรณ์ ชัยเดชสุริยะ" ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สนง.ทรัพย์สินฯ ให้สัมภาษณ์ประชาชาติธุรกิจ
พอร์ตในกรุงเทพฯมีประมาณ 2.1 หมื่นสัญญา กับที่ดินในต่างจังหวัดแต่ไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะทำเกษตรมีอยู่ 6 จังหวัด 6 สำนักงานย่อย ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัด ซึ่งภาพภายนอกสำนักงานทรัพย์สินฯคนมองว่าพระเจ้าอยู่หัวมีที่ดินมากมายทำไมไม่เอามาแจกคนจน นั่นเป็นเพราะคนเข้าใจผิด ที่ดินในต่างจังหวัดจะมีเกษตรกรเช่าเป็นส่วนใหญ่ กับเป็นตลาดเล็ก ๆ ไม่กี่แห่ง


-กรณีตัวอย่างที่สถาบันกษัตริย์ สามารถปฏิเสธรัฐประหาร และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐประหารพ่ายแพ้ได้ : "กบฏยังเติร์ก" 2524

Tuesday, February 15, 2011

อาจารย์ธิดา ไม่มีภาวะของผู้นำ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



อันที่จริง การชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันอาทิตย์ที่ผานมา นับว่ามีความสำเร็จเป็นอย่างสูง ผู้คนเข้าร่วมกันชุมนุมมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แน่นตั้งแต่สี่แยกคอกวัว ถึงบริเวณสะพานผ่านฟ้าและเลยออกไป แต่กระแสในเว็บบอร์ด ก็มีการตำหนิแกนนำต่างๆ ซึ่งผมได้ตอบโต้ไปบ้าง บางคนอาจไม่พอใจ อาจหาว่าผมปกป้องแกนนำมากเกินไป หรือเป็นองครักษ์พิทักษ์ นปช. อะไรประมาณนี้

แต่สำหรับผมแล้วผมถือว่าผมมีอิสระทางความคิด ผมคิดและรู้สึกอย่างไร ผมก็คงแสดงความเห็นไปแบบนั้น ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรกับ นปช. หรือแกนนำใดๆ (นอกจากมีโทษเท่านั้น เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน)

การแสดงการตำหนิ อ.ธิดา เรื่องไม่มีภาวะของผู้นำต่างๆ (คาดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตอบโต้ ไปที่สุรชัย) ถือว่าเป็นการตำหนิที่ไม่มีทางออกอะไร เป็นการแสดงความไม่พอใจแกนนำ ของ นปช. (แต่สำหรับผมเสื้อแดงอาจใหญ่กว่า นปช.) ไม่พอใจต่อ อาจารย์ธิดา ที่เข้ามารับหน้าที่แกนนำ นปช. ด้วยความจำเป็นของสถานการณ์ และด้วยความเสียสละส่วนตัว ไม่ได้สมัครเข้ามา ในสภาวะที่แกนนำหลักเกือบทั้งหมด โดนขังอยู่ในคุก แกนนำที่มีชื่อเสียงที่เหลือ ต้องหนีซ่านเซ็นออกนอกประเทศ บางคนถูกตามล่าเอาชีวิต บางคนก็เสียชีวิตไปแล้ว หากเปรียบกับกองทัพ ก็คือ ส่วนบังคับบัญชา โดนทำลายล้างแทบทั้งหมด หรือหากเปรียบเทียบกับ ตำนานท้าวสุรนารี พวกผู้ชายที่เป็นผู้นำของเมืองนครราชสีมา นอกจากไม่อยู่ในเมืองแล้ว ก็โดนข้าศึกทำลายล้างไปหมด เหลือแต่ผู้หญิง แกนนำย่อยๆ ไม่กี่คน

ท่ามกลางความโหดร้ายของศัตรู มีผู้หญิงแก่ๆ คนหนึ่งจำต้องยอมรับเข้ามาเป็นแกนนำ (ผมคาดว่าชั่วคราวหากแกนนำหลักถูกปล่อยตัว) ท่ามกลางภาวะที่ศัตรูเหิมเกริมเต็มที่ ฝ่ายเราแตกสานซ่านเซ็น

เรายังชี้หน้าด่าสตรีชรานั้น ว่าไม่มีภาวะของผู้นำ (ก็เธอทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแต่ต้น ไม่ได้มาเป็นแกนนำแต่ต้น แต่แม่ทัพตายเรียบ เธอจึงต้่องมา) ไม่มีอะไรต่างๆ นานา แทนที่พวกเราจะช่วยกันประคับประคองให้เธอสู้ศึกต่อไปได้ ให้กำลังใจเธอ

ผมไม่อยากแสดงความเห็นมากนัก ใครๆ ก็อยากได้ผู้นำที่ดี ผู้นำที่สมบูรณ์แบบ ดร. ซุนหยัดเซ็น แบบมหาตมะคานธี แต่กองทัพที่แตกพ่าย ผู้นำรุ่นก่อนตายเรียบกลางสนามรบ ผู้คนที่เหลือนอกจากไม่ให้กำลังใจคนที่เขาจำต้องมานำในภาวะเช่นนี้แล้ว กลับแสดงอาการตำหนิ ใครก็ต้องการ The Best แต่ในภาวะที่มันไม่มี The Best การมีแค่ Second Best หรือ Third Best ก็นับว่าดีที่สุดแล้ว การเป็นแกนนำ นปช. ใช่ว่าจะมีเงินเดือน มีตำแหน่ง เมื่อไหร่ มีแต่ความเสี่ยง ทั้งจากศัตรู และนี่ยังต้องมารับมือกับพวกเดียวกันอีก

ผมฟัง อ.ธิดาพูดวันนั้น และบางเรื่อง ก็มีอารมณ์ แต่เธอเป็นผู้หญิง มีผู้ชายบางคนไปเริ่มสงครามก่อน สงครามมันจึงเริ่มขึ้น หากผู้ชายคนนั้นไม่เริ่มสงครามก่อน (แทบทุกครั้ง) สงครามมันก็ไม่เริ่มขึ้น แทนที่จะเริ่มสงครามกับศัตรู กับเริ่มสงครามกับมิตร

เฮ้อ

ผมอยากเรียงลำดับให้นะครับ สำหรับสภาพการนำของ นปช. ในปัจจุบัน ที่ถือว่า พิการไปมากพอสมควร เรียกว่าแตกทัพก็แทบจะเรียกได้

แกนนำหลัก นปช.

- วีระ มุกสิกพงษ์ หมดสภาพการนำ (เพราะอะไรเราก็รู้กันอยู่)

- นพ.เหวง. ณัฐวุฒิ, กอบแก้ว, และคนอื่นๆ แทบทั้งหมดอยู่ในคุก คงเป็นแกนนำไม่ได้
- ดร.ทักษิณ , อริสมันต์, จักรภพ เพ็ญแข และคนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง หนีไปต่างประเทศ

- คุณจตุพร ติดคดีอย่างที่ว่า คุณจตุพรจึงหันมาสนับสนุน อ.ธิดา ให้ออกหน้า เผื่อว่าตัวเองพลาด นปช. ก็จะยังรวมกำลังกันอยู่ได้ (จะว่าเชิด หรือดัน หรือว่าอะไรก็ตาม แต่เขาคงตกลงกันว่า ให้ อ.ธิดาออกหน้าก็แล้วกัน)

-คุณยิ่งลักษณ์ และญาติคุณทักษิณคนอื่นๆ รวมทั้ง สส. พรรคเพื่อไทย ไม่มีใครต้่องการมาเป็นแกนนำ นปช. เพราะถือว่าเป็นองค์กรแยกกัน

- สุรชัย <--- เป็นแกนนำอยู่แล้ว แต่เป็นแกนนำแดงสยาม ไม่ใช่ นปช.
- บก.ลายจุด ก็เป็นแกนนำอยู่แล้ว ของ กลุ่มเสื้อแดงวันอาทิตย์ ไม่ใช่เป็นสมาชิกของ นปช.
- สมยศ พฤษาเกษมสุข เป็น แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนยน ไม่ใช่สมาชิก นปช. อีกเช่นกัน


จากสถานการณ์แบบนี้ นปช. มีทางเลือกมากแค่ไหน ในการที่จะหาแกนนำมาเพื่อนำต่อไป ในขณะที่กลุ่มแดงสยาม ก็เป็นแค่กลุ่มย่อย อันที่จริงก็ตั้งเวทีเองได้ น้ัดชุมนุมเองได้ แต่คนไปร่วมน้อย ก็ช่วยไม่ได้เพราะคนเขาไม่ศรัทธา อ.สุรชัย มากเท่า นปช. (ก็มีคนศรัทธาบางกลุ่มเหมือนกัน) และยังไม่มีผลงานอะไรมากนัก นอกจากด่า นปช.

ในภาวะที่เรา ขาดผู้นำมากๆ เราควรต้อง ถนอมแกนนำ หรือสร้างแกนนำกลุ่มย่อยขึ้นมาเพื่อทำกิจกรรมช่วยเขา หากคนศรัทธา กลุ่มนั้นก็จะใหญ่ขึ้นแบบ นปช.ความจริงวันนี้ ที่คนเข้าไปร่วมมาก ก็กลายเป็นกลุ่มหลักไป