WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 16, 2011

คำร้องขอให้ตัดสิทธิ์ผู้พิพากษาฮันส์-ปีเตอร์ คาอูล ในการพิจารณาคดีคนเสื้อแดง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

คำร้องขอให้ตัดสิทธิ์ผู้พิพากษาฮันส์-ปีเตอร์ คาอูล (Hans-Peter Kaul)
ในการพิจารณาคดีคนเสื้อแดง



Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม


16 กุมภาพันธ์ 2554

ฯพณฯ ลูอิส โมเรโน-โอแคมโป

อัยการ

ศาลอาญาระหว่างประเทศ

ตู้ไปรษณีย์ 19519

2500 ซีเอ็ม

กรุงเฮก

ประเทศเนเธอร์แลนด์
เรื่อง คดีระหว่างแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
และคำร้องต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ
ให้ทำการสอบสวนสถานการณ์ในราชอาณาจักรไทย
กรณีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งยื่นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554

เรียน ท่านอัยการ

เราขอยื่นบันทึกฉบับนี้ต่อท่านเพื่อขอให้ท่านใช้อำนาจตามกฎหมาย
ในการขอให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ
มีคำสั่งห้ามผู้พิพากษาฮันส์-ปีเตอร์ คาอูล (Hans-Peter Kaul)
มิให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาคดีที่ระบุข้างต้น
เนื่องจากมีพฤติการณ์ที่อาจทำให้มีข้อสงสัยในความเป็นกลางของผู้พิพากษาท่านดังกล่าว
(มาตรา 41.2 (60) ของสนธิสัญญากรุงโรม) ด้วยเหตุผลที่ว่า
“มีการแสดงความเห็นผ่านทางสื่อมวลชน
หรือโดยการเขียนบทความใดๆ
หรือโดยการแสดงออกในที่สาธารณะ
ซึ่งหากพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการแสดงออกดังกล่าวแล้ว
อาจมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อหน้าที่ในการวางตนเป็นกลาง
ในการพิจารณาพิพากษาคดีของบุคคลดังกล่าว” (กฎข้อ 34.1 (ดี))

เราขอยื่นคำร้องก่อนที่ท่านอัยการจะเริ่มการสอบสวน
กรณีการกระทำความผิดตามที่ร้องขอ ด้วยเหตุผลสองประการ
ประการแรก ตามกฎข้อ 34.2 กำหนดว่า “การร้องคัดค้านคุณสมบัติผู้พิพากษา
ในกระทำเป็นลายลักษณ์อักษรทันทีที่ทราบเหตุแห่งการกระทำนั้น”
ประการที่สอง ในฐานะที่เป็นองค์คณะผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีเบื้องต้น
ผู้พิพากษาคาอูล อาจเข้ามีส่วนร่วมในการวินิจฉัยเบื้องต้น
ในเรื่องที่เกี่ยวกับการอนุมัติการสอบสวนตามมาตรา 15.4 ของสนธิสัญญากรุงโรม
และการพิจารณาเรื่องเขตอำนาจของศาลในคดีนี้ตามมาตรา 19 ของสนธิสัญญากรุงโรม

คำร้องเรียนของเรามาจากพื้นฐานของข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

เมื่อเดือนมกราคม 2554ไม่นานก่อนที่เราจะยื่นคำร้องขอต่ออัยการในศาลอาญาระหว่างประเทศ
แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นที่รับรู้กันทั่วไปในประเทศไทยว่า
กำลังจะมีการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ
ผู้พิพากษาคาอูลได้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมในการสัมมนา
เรื่อง “สิทธิมนุษยชนและศาลอาญาระหว่างประเทศ”
ซึ่งจัดร่วมกันโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสถานทูตเยอรมัน

ในวันที่ 21 มกราคม 2554 หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้ตีพิมพ์
บทสัมภาษณ์ผู้พิพากษาคาอูล (ตามเอกสารแนบหมายเลข A)
เมื่อมีการสอบถามผู้พิพากษาคาอูลถึงคำร้องของ นปช.
ที่จะยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ปรากฏข้อมูลว่า
ผู้พิพากษาคาอูลได้ตอบว่า
“อัยการทราบดีอยู่ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีของสนธิสัญญากรุงโรม . . .
ดังนั้น ศาลไอซีซีไม่สามารถมีอำนาจในการพิจารณาคดี
ที่มีการฟ้องว่ามีการกระทำผิดกฎหมายในประเทศไทยได้
จนกว่าประเทศไทยจะให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญากรุงโรม”

“ผมขอชี้แจงให้ชัดเจนว่า
ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดีทำผิดกฎหมายอาญาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
แม้ว่าการกระทำผิดดังกล่าวจะถึงขั้นที่เรียกได้ว่า
เป็นอาชญากรรมต่อมนุษย์ชาติตามมาตรา 7 ของสนธิสัญญาดังกล่าวก็ตาม”

ในทำนองเดียวกัน
เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2554 ผู้พิพากษาคาอูลได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
(ตามเอกสารแนบหมายเลข B) ซึ่งในระหว่างการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว
ปรากฏว่าผู้พิพากษาคาอูลได้ให้สัมภาษณ์ดังนี้


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 05:44:17 PM โดย bozo » บันทึกการเข้า
bozo
ตาสว่าง
****

Karma: +1/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 789


« ตอบ #1 เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:44:40 PM »


“เป็นเรื่องที่ไร้สาระ ทำไมถึงเป็นเรื่องที่ไร้สาระ
เพราะ(ทนายของ นปช.) ต้องรู้ดีว่า
ตราบเท่าที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของสนธิสัญญากรุงโรม
ศาลอาญาระหว่างประเทศไม่มีทางที่จะเข้าแทรกแซงนโยบายภายในประเทศของไทย
ข้าพเจ้ายินดีที่ได้ชี้แจงข่าวสารที่มีความสำคัญเช่นนี้
เพราะมีคนจำนวนมากในประเทศนี้ที่ไม่เข้าใจระบบของสนธิสัญญา
ดังนั้น ความเข้าใจของมหาชนจะต้องไม่ถูกนำไปในทางที่ผิด
เพราะความเชื่อผิดๆ
ซึ่งกำลังมีผู้ชี้นำความคิดเห็นของมหาชนไปในทางที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่สามารถทำได้”

“อย่างที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว และจะขอย้ำเป็นครั้งที่สาม
ศาลไอซีซีจะมีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยได้
ถ้าคนไทยและรัฐบาลไทยทำการตัดสินใจที่จะเข้าเป็นภาคีของไอซีซี”

คำพูดของผู้พิพากษาคาอูล ได้ก่อให้เกิดอคติต่อความเข้าใจของสาธารณชน
ในการยื่นคำร้องเรียนนี้แล้ว
รัฐบาลและสื่อที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลได้อ้างอิง
ถึงคำพูดของผู้พิพากษาคาอูลมากมายหลายครั้ง
โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดิสเครดิตกระบวนการของ นปช.
ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลไอซีซี ยกตัวอย่างเช่น
ในวันที่ 31 มกราคม 2554 หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (ตามเอกสารแนบท้ายหมายเลข ซี)
รายงานว่า:

“เมื่อวันจันทร์ ทนายความของ นปช. ได้ยื่นฟ้อง
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก
โดยขอให้มีการสอบสวนการกระทำผิดอาญาต่อมนุษยชาติ
ในช่วงการสลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปีที่แล้ว”

โดยก่อนหน้านี้
ผู้แทนของศาลไอซีซีได้แจ้งต่อขบวนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงว่า
ศาลไอซีซีไม่มีอำนาจพิจารณาความผิดที่ถือเป็นเรื่องทางการเมืองในประเทศไทย
เพราะประเทศไทยยังไม่ได้ไห้สัตยาบันในสนธิสัญญาที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2548”

ต่อมาในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 บทบรรณาธิการของบางกอกโพสต์
(ตามเอกสารแนบท้ายหมายเลข ดี) ได้กล่าวหาคำฟ้องของ นปช. ว่า
“ราคาถูกและไร้ยางอาย” โดยอ้างว่าทนายความที่ยื่นคำร้องต่อศาลไอซีซีนั้น
“รู้ดีอยู่ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของศาลไอซีซีได้บอกแล้วว่า
ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาคดีและไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้
และไม่มีทางที่จะยินยอมที่จะรับพิจารณาคดี”
บทบรรณาธิการดังกล่าวยังระบุด้วยว่า
แม้จะมีการยื่นคำขอแล้ว
“เพราะไอซีซีได้แถลงออกมาเองว่า จะไม่รับพิจารณาคดีดังกล่าว”

ไม่เคยมีการแถลงการณ์ใดๆ
จากผู้พิพากษาท่านอื่นหรือบุคคลากรท่านอื่นๆ ของศาลไอซีซี
เกี่ยวกับคำฟ้องของ นปช.
การที่สื่ออ้างอิงดังกล่าวจึงอ้างอิงจากคำสัมภาษณ์ของผู้พิพากษาคาอูลเท่านั้น

ถ้าคำให้สัมภาษณ์ของผู้พิพากษาคาอูลถูกต้องตามความเป็นจริง หมายความว่า
เขาได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะโดยเป็นการพิพากษาตัดสินคดีแทนศาลไอซีซีแล้ว
ในประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาล
การแสดงความเห็นก่อนการพิจารณาคดี
จึงทำให้ผู้พิพากษาคาอูลไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้พิพากษาในคดีนี้

มาตรา 41.2 (60) ของสนธิสัญญากรุงโรมระบุว่า
“ผู้พิพากษาจะต้องไม่พิจารณาคดีที่อาจมีข้อสงสัย
ในเรื่องความเป็นกลางของบุคคลดังกล่าว”
กฎข้อ 34 (1) (ดี) ของกฎการพิจารณาคดีและพยานหลักฐานกำหนด
เรื่องคุณสมบัติของผู้พิพากษาโดยผู้พิพากษาที่มีพฤติกรรม
“แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางสื่อมวลชน
โดยการเขียนหรือโดยการแสดงออกในที่สาธารณะ
ในลักษณะที่อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลาง”

ในคดีนี้ มีข้อสงสัยอย่างสมควรเกี่ยวกับความเป็นกลางของผู้พิพากษาคาอูล
เพราะได้มีการแสดงความคิดเห็นผ่านทางสื่อมวลชน
โดยแสดงจุดยืนว่าศาลไอซีซี “ไม่สามารถมีอำนาจในการพิจารณาคดี”
กรณีของการกระทำความผิดต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
เพียงเพราะไทยไม่ได้เป็นภาคีต่อสนธิสัญญากรุงโรม

คำแถลงดังกล่าวของผู้พิพากษาคาอูลไม่เพียงแต่เป็นการด่วนสรุป
ซึ่งสร้างความเสียหายต่อผู้เสียหายและต่อกระบวนการยุติธรรม
แต่ยังเป็นคำแถลงที่ไม่ถูกต้องในสาระสำคัญ
ทั้งนี้เพราะปรากฏชัดเจนว่าผู้พิพากษาท่านนี้ไม่ทราบถึงพยานหลักฐานชิ้นสำคัญ
ที่ระบุในคำฟ้องของ นปช. ว่า
นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาว่า
กระทำความผิดเป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ
ซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่เป็นภาคีของสนธิสัญญากรุงโรม
ดังนั้น คำฟ้องของ นปช. จึงเข้าเงื่อนไขเรื่องเขตอำนาจศาล
ในกรณีของสัญชาติตามมาตรา 12.2 (บี) ของสนธิสัญญา
นอกจากนี้
ผู้พิพากษาคาอูลยังไม่ได้คำนึงถึงประเด็น
ที่รัฐบาลไทยในอนาคตอาจยอมรับเขตอำนาจของศาลไอซีซี
ตามมาตรา 12.3 ของสนธิสัญญาดังกล่าว
และยังไม่ได้พิจารณาถึงประเด็นเรื่องสิทธิของคณะมนตรีความมั่นคง
ในการเข้าพิจารณาคดีนี้ตามมาตรา 13 (บี) ของสนธิสัญญา

ตามมาตรา 36 (3) ของสนธิสัญญากรุงโรม
ผู้พิพากษาจะได้รับเลือกจากบรรดาบุคคลที่มีจริยธรรมสูง มีความเป็นกลาง และมีศักดิ์ศรี
โดยมีคุณสมบัติตามที่ระบุในกฎหมายของแต่ละประเทศ
ที่เขามีสัญชาติในการที่จะเป็นผู้พิพากษาในศาลสูงสุดของประเทศนั้นๆ”

นอกจากนี้ มาตรา 40 (2) ของสนธิสัญญากรุงโรมได้ระบุไว้ว่า
“ผู้พิพากษาจะต้องไม่มีส่วนในกิจกรรม
ซึ่งอาจจะเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
หรืออาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระ”

กฎข้อ 34 (1) (ดี) ของกฎของไอซีซีว่าด้วยกระบวนวิธีพิจารณาและพยานหลักฐาน
ได้ระบุสาเหตุของการคัดค้านคุณสมบัติผู้พิพากษาไว้ดังนี้
“ห้ามผู้พิพากษาแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางสื่อมวลชน
โดยการเขียน
หรือการแสดงออกในที่สาธารณะในลักษณะที่อาจกระทบต่อความเป็นกลาง”

ประเด็นนี้สอดคล้องกับมาตรา 41 (2) ของสนธิสัญญา
ซึ่งกำหนดว่า “ผู้พิพากษา” จะต้องไม่มีส่วนร่วมในคดีที่มีข้อสงสัยในเรื่องความเป็นกลาง”

ความเป็นกลางและความเป็นอิสระของตุลาการเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
ตามมาตรา 6 ของสนธิสัญญาแห่งยุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ซึ่งมีผลต่อกระบวนการพิจารณาคดีของศาลไอซีซี
ในคดีที่เป็นบรรทัดฐานระหว่าง Hauschildt V. Denmark
ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหภาพยุโรป (ECHR) ได้วินิจฉัยว่า

“การพิจารณาเรื่องความเป็นกลางตามวัตถุประสงค์ของมาตรา 6 วรรค 1
จะต้องคำนึงถึงการตรวจสอบทางความคิดเห็น (Subjective Test)
ซึ่งหมายถึง พื้นฐานความเชื่อของบุคคลที่มีต่อผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่ง
ในคดีใดคดีหนึ่งและยังต้องคำนึงถึงการตรวจสอบทางภาวะวิสัยด้วยว่า
ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดได้ดำเนินการใด
ที่จะเป็นหลักประกันที่เพียงพอในเรื่องของความเป็นกลาง”

“สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือ
ความเชื่อมั่นซึ่งศาลในสังคมประชาธิปไตยจะต้องสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน…..
ด้วยเหตุนี้ในกรณีที่มีเหตุผลที่ควรเชื่อที่ทำให้มีความวิตกว่า
ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดขาดความเป็นกลาง สิ่งที่ต้องใช้ในการตัดสินคือ
เหตุแห่งความวิตกนั้นสามารถมีหลักฐานยืนยันได้หรือไม่”

ด้วยเหตุนี้ ในรัฐที่เป็นประชาธิปไตย
หน้าที่ของศาลไม่เพียงแต่ต้องจัดให้มีความยุติธรรม
แต่ต้องดำเนินการให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า
ได้มีการให้ความยุติธรรมแล้วด้วย เมื่อคำนึงถึงคำให้สัมภาษณ์ของผู้พิพากษาคาอูล
ซึ่งเป็นการด่วนสรุปความเห็นทางกฎหมาย
หรือด่วนให้คำวินิจฉัยก่อนการสืบพยานในประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลนี้
จึงมีเหตุอันสมควรที่อาจจะทำให้เกิดข้อสงสัย
ในเรื่องความเป็นกลางของผู้พิพากษารายนี้ได้

ดังนั้น ก่อนที่ผู้พิพากษาคาอูล
จะมีโอกาสที่จะวินิจฉัยประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้
จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการให้เขา “ไม่มีคุณสมบัติ” [ในการเป็นผู้พิพากษาในคดีนี้]
ตามเงื่อนไขแห่งสนธิสัญญากรุงโรม

อัยการของศาลไอซีซี
มีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินการร้องขอให้มีการกำหนดว่า
เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะนั่งพิจารณาคดีนี้เมื่อมีพฤติกรรมต่างๆ
ที่เข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา
เราจึงขอเรียกร้องให้ท่านอัยการใช้อำนาจ
ในการร้องขอต่อศาลอาญาระหว่างประเทศในการกำหนด
ให้ผู้พิพากษาคาอูลไม่มีคุณสมบัติที่จะนั่งพิจารณาพิพากษาในคดีนี้

นอกจากนี้ ตามกฎข้อ 34 (2) ของกฎว่าด้วย
การพิจารณาคดีและพยานหลักฐานของไอซีซี
เราขอร้องให้มีการส่งสำเนาคำร้องนี้ให้แก่ผู้พิพากษาคาอูลด้วย

ขอแสดงความนับถือ

โรเบิร์ต อาร์. อัมสเตอร์ดัม

สำนักกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ เพรอฟ

ศาสตราจารย์ ดัก แคสเซล

จี. เจ. อเลกซานเดอร์ คนูป

สำนักกฎหมายคนูป แอนด์ พาร์ทเนอร์

ทนายความของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ



http://robertamsterdam.com/thai/?p=707

"เขมร"เผย"อาเซียน"เตรียมสังเกตการณ์พื้นที่พระวิหาร

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

นายฮอ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ให้สัมภาษณ์
ทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งในกรุงพนมเปญ จากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาว่า
อาเซียนกำลังจะส่งคณะสังเกตการณ์เข้าไปยังพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร
เพื่อตรวจสภาพการหยุดยิงอย่างถาวร
หลังจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีคำแถลงสนับสนุน
การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 22 ก.พ.2554 นี้ ในกรุงจาการ์ตา


อย่างไรก็ตาม นายฮอ นัม ฮง ไม่ได้อธิบายว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1297847171&grpid=03&catid=&subcatid=



http://www.thairath.co.th/content/pol/149455

ดร.โกร่ง คนเดินตรอก เตือนสติรัฐบาลแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ยกกรณีชายแดน"ไทย-มาเลย์" เราเคยทำมาแล้ว

ที่มา มติชน



ไทย-กัมพูชาบ้านใกล้เรือนเคียง

คนเดินตรอก

วีรพงษ์ รามางกูร

การปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ ภาพผู้คนต้องอพยพหลบลี้หนีภัยจากการปะทะกันเป็นภาพที่น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง

ข่าวการเสียชีวิตของพลเรือนและทหารของทั้ง 2 ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็เป็นข่าวที่สะเทือนใจ เสียดายชีวิตคนหนุ่มของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง ข่าวว่าฝ่ายใดเสียชีวิตหรือฝ่ายใดบาดเจ็บเท่าไหร่ อย่างไร ล้วนเป็นข่าวที่เศร้าสลดใจเท่าเทียมกัน เพราะการบาดเจ็บ การเสียชีวิตของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองของทั้ง 2 ประเทศก่อขึ้น หาใช่เพราะประชาชนของทั้ง 2 ฝ่ายไม่

ประชาชนตามบริเวณชายแดน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันคงไม่มีใครปรารถนาให้เกิดขึ้น บิดามารดาญาติพี่น้องของทหาร ไม่ว่าจะเป็นพลทหารหรือนายทหารก็คงไม่มีใครยินดีปรีดากับการปะทะกันจนเกิดความสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย

การใช้กำลังเข้าปะทะกันในโลกสมัยใหม่เป็นของล้าสมัยไปเสียแล้ว สำหรับผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่จะนำไปใช้แก้ปัญหา จะมีเหลือก็แต่สหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่สถาปนาตัวเองเป็นตำรวจโลกในนามของสหประชาชาติ ใช้กำลังเข้าแก้ปัญหาของโลกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน ขอย้ำว่าเพื่อประโยชน์ของสหรัฐเอง เขาเลือกใช้วิธีนี้ได้เพราะเขาเป็นมหาอำนาจชั้นหนึ่งของโลกประเทศเดียวในขณะนี้ ส่วนประเทศเรานั้นไม่ใช่

การเดินแต้มทางการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อผลประโยชน์อะไรก็แล้วแต่ ควรต้องมองไปข้างหน้าไกล ๆ ว่าในที่สุดจะลงเอยอย่างไร ประชาคมโลกจะมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างไร

ปัญหาที่เกิดขึ้นควรมองอย่างผู้ที่ใช้ปัญญา มองให้ออกว่าผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติและประชาชนของเราอยู่ที่ใด ภายใต้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ภายใต้ข้อเท็จจริงของกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้เงื่อนไขของการเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ภายใต้เงื่อนไขของการเป็นสมาชิกอาเซียน เราไม่ใช่อภิมหาอำนาจอย่างอเมริกา ในสายตาของประชาคมโลกเราเป็นประเทศเล็กทั้งในแง่เศรษฐกิจ และอำนาจทางทหารประเทศหนึ่งเท่านั้น

ปัญหาชายแดนกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีอยู่ 3 ปัญหาใหญ่ คือ

1.พื้นที่บริเวณรอบ ๆ ปราสาทพระวิหารที่ทางเราขีดไว้ หลังจากที่ศาลโลกได้ตัดสินไปแล้วตั้งแต่ปี 2505 มาสมัยนี้จะยกขึ้นมารื้อฟื้นก็คงจะยาก เพราะเวลาผ่านไปนานแล้วพ้นกำหนดที่จะอุทธรณ์แล้ว คำสงวนที่ท่านถนัด คอมันตร์ สงวนไว้ว่าถ้ามีข้อมูลใหม่ก็จะยกขึ้นมาใหม่ได้ก็ผ่านพ้นไปนานแล้ว

ฝ่ายที่อยากจะรื้อฟื้นน่าจะเป็นฝ่ายกัมพูชา แต่ฝ่ายที่ไม่อยากให้คณะมนตรีความมั่นคงรื้อฟื้นน่าจะเป็นฝ่ายเรา ข่าวคราวเช่นว่าได้แพร่หลายไปทั่วโลกแล้ว เป็นข่าวที่น่าจะไตร่ตรองดูว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียกับเราในอนาคตข้างหน้าอย่างไร แนวโน้มของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร

จริงอยู่การรับหรือไม่รับเรื่องไว้พิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงก็เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ แต่เรามีอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ การเงิน การทหารแค่ไหนที่จะทำให้มหาอำนาจ 5 ชาติในคณะมนตรีความมั่นคงไม่รับเรื่องไว้พิจารณาอย่างไร

ถ้าคณะมนตรีความมั่นคงรับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว เรื่องก็คงต้องส่งกลับไปที่ศาลโลกอีกครั้ง เพื่ออธิบายเรื่องคำว่า′พระวิหาร′ ซึ่งศาลโลกเคยตัดสินไปแล้วว่าเป็นของกัมพูชาตามแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นและตัดสินว่า เรายอมรับโดยปริยายมานานแล้ว แม้จะมิได้ยอมรับอย่างเป็นทางการก็ตาม ถ้าเรื่องกลับไปศาลโลกใหม่ เราควรมีสติปัญญาพิจารณาว่าเราจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ

สิ่งที่เราควรจะห่วงมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องของการสู้รบว่าใครจะชนะใครจะเสียชีวิตเท่าไหร่ เพราะกองทัพกัมพูชาอย่างไรเสียก็คงจะสู้กองทัพไทยไม่ได้อยู่แล้ว หากแต่ประชาคมโลกจะมองว่าอย่างไร เราจะชนะหรือแพ้ในสายตาชาวโลก

บรรพบุรุษของเราเคยสั่งสอนเรามาว่า ที่เราเป็นใหญ่มาได้จากการชนะขอมและรักษาอำนาจเช่นว่านั้นมาได้ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก็เพราะเรารู้จักประสานประโยชน์ ในที่สุดขอมที่ทำไร่ไถนาอยู่ในดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก็กลายเป็นคนไทย เช่นเดียวกับชาวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย ในที่สุดก็กลายเป็นคนไทย

ที่สำคัญเราอยู่รอดมาได้เพราะโอนอ่อนผ่อนปรนกับกระแสของมหาอำนาจตลอดมาแต่โบราณ ทั้งจีน อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ท้ายที่สุดอเมริกา ต่อไปอาจจะกลับมาเป็นจีนอีก ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง บรรพบุรุษของเราก็นำพาประเทศชาติเป็นเอกราชมาได้จนบัดนี้

ถ้ากระแสของประชาคมโลกบังคับให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติต้องรับเรื่องไว้พิจารณา ดูตามรูปการณ์แล้วไม่น่าจะเป็นผลดีกับประเทศของเรา

รัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่ายมาแล้วก็ไป ไม่ช้าก็เร็ว แต่ประชาชนของทั้ง 2 ฝั่งที่เป็นญาติพี่น้องกัน ทำมาค้าขายกัน ข้างหนึ่งร่ำรวยไม่มีคนอยากทำงาน ข้างหนึ่งยังยากจนอยากมีรายได้ อยากมีงานทำ เกื้อหนุนกันดีด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

2.เพิ่งอ่านข่าวว่าหลักเขตแดนที่สยามทำไว้กับฝรั่งเศส เมื่อปี 1909 จำนวน 73 หลัก ตั้งแต่ช่องแม่สงำ จังหวัดศรีสะเกษไปถึงบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด บางแห่งพวกเขมรแดงก็ย้ายเข้าไปในเขตกัมพูชา บางแห่งนายทุนทำไม้คนไทยก็ย้ายหลักเขตเข้ามาในฝั่งไทย เพื่อจะลักลอบตัดไม้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่ทราบ

แต่เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก ถ้าทั้งเราและกัมพูชาจะมีทัศนคติอย่างบ้านใกล้เรือนเคียง ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น นักวิชาการทั้ง 2 ฝ่ายก็น่าจะทำกันได้ ขออย่างเดียวนักการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายอย่าใช้เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากเรื่องนี้

สื่อมวลชนอย่าเข้ามาสร้างกระแสชาตินิยมแบบก่อนสงครามโลกครั้งที่สองอีก เรื่องก็อาจจะจบลงได้ ดูอย่างชายแดนไทยมาเลเซียยังตกลงแลกที่ศาลเจ้ากับมัสยิดที่อังกฤษ เอาศาลเจ้าไปไว้ในมาเลเซีย แล้วเอามัสยิดมาไว้ฝั่งไทย ข้อเท็จจริงเราก็ยังตกลงแลกที่กันได้ และไม่ได้สนใจว่าใครเสียที่ไปกี่ตารางนิ้ว ใครได้เกินอีกฝ่ายกี่ตารางนิ้ว ก็ยังทำกันได้ ที่ทำได้เพราะระหว่างทำไม่เป็นข่าว เมื่อไหร่เป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์ก็จะทำไม่ได้ทันที ประชาชนทั้ง 2 ฝั่งเขาก็ดีใจ สบายใจ เนื่องมาจากคนกรุงเทพฯไม่รู้

ในโลกสมัยใหม่เรื่องเขตแดนใช่เรื่องใหญ่ถ้าไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องเศรษฐกิจทำมาค้าขายเป็นเรื่องใหญ่กว่า เรื่องความสงบสุขสำคัญกว่า ดูแต่สิงคโปร์ ลี กวน ยู อยากจะอยู่ร่วมเป็นประเทศมาเลเซีย แต่ตวนกู อับดุล ราห์มัน บิดาของประเทศมาเลเซียมองการณ์ไกลขับไล่สิงคโปร์ออกจากมาเลเซียไปตั้งประเทศใหม่ ความสงบสุขของมาเลเซียเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องดินแดน ตวนกู อับดุล ราห์มัน ท่านเลือดคนไทย เพราะมารดาท่านเป็นคนไทย ไม่เห็นมีใครประฌามท่านว่า ท่านทำให้มาเลเซียเสียดินแดน

คำว่า ′จะไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว′ ซึ่งเป็นผลผลิตมาจากความขมขื่นครั้งมหาอำนาจยุคล่าอาณานิคม เราจะต้องคิดด้วยสติและปัญญา ว่าสมัยนี้ยังคงเป็นประโยชน์ หรือเป็นโทษกับเราหรือไม่ เมื่อกระแสของโลกกลายเป็น ′โลกาภิวัตน์′ กลายเป็นโลกที่ไร้พรมแดนในวันนี้ เราเองก็ปรับตัวอนุวัตรไปตามกระแสเช่นว่านั้นเสียแล้วด้วย มาร่วมกันหาประโยชน์จากของที่เรามีอยู่ร่วมก็ไม่ดีกว่าหรือ

อีกกี่ร้อยกี่พันปีเราก็คงมีเพื่อนบ้านเป็นมาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา ต่อไปก็เป็นอินโดนีเซีย บังกลาเทศ อินเดีย จีน และเวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรม และดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ถ้าหากมีสันติภาพ ความสำคัญของเขตแดนที่มหาอำนาจเจ้าอาณานิคมทำไว้ควรจะลดความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ

ยุโรป อเมริกา เมื่อ 200 กว่าปีก่อนก็เป็นอย่างนี้ จนมีสันนิบาตชาติ จนมีสหประชาชาติ จนมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม การค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ้น มีอารยธรรมสูงส่งขึ้น ประเทศใหญ่ประเทศเล็กจึงอยู่กันมาด้วยความสงบสุข เจริญรุ่งเรืองมาด้วยกัน

3.เรื่องพื้นที่ทับซ้อนห่างทะเล เมื่อก่อนไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เพราะเทคโนโลยีในการขุดค้นทรัพยากรทางทะเลไม่ก้าวหน้ามาก และทรัพยากรที่สำคัญคือ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และการประมง ราคาน้ำมันพลังงาน และสัตว์น้ำในทะเลยังไม่แพงนัก

เมื่อเจ้าอาณานิคมตั้งกฎเกณฑ์เอาไว้ว่า ดินแดนของประเทศต่าง ๆ มีเพียงปืนใหญ่ยิงถึง คือ 3 ไมล์ทะเล ไกลกว่านั้นเป็นน่านน้ำสากล ทุกฝ่ายก็รับกันได้ทั้ง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าอาณานิคม

เมื่อมีการขยายเขตไหล่ทวีปในแง่ทรัพยากรไปถึง 200 ไมล์ทะเลก็เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกัน พื้นที่ทับซ้อนนี้ไม่มีวันจะตกลงกันได้ ทั้ง 2 ฝ่ายก็เลยเสียโอกาสในการจะได้ทำประโยชน์ในพื้นที่ที่ทับซ้อนกันนี้

เรื่องนี้เราก็ได้ตระหนัก จึงได้พูดคุยเจรจากับมาเลเซียตกลงกันไม่ต้องขีดเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีปในทะเลกัน แต่ตั้งชื่อเสียใหม่เป็นพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ Joint Development Area ขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ทำการประมงร่วมกัน

ทิ้งความขัดแย้ง ว่าจะขีดเส้นแบ่งอาณาเขตกันไว้เบื้องหลัง มาลงทุนร่วมกัน ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ใช่เรื่องที่เราไม่เคยทำ ทำกันมาแล้วกับมาเลเซีย

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก่อ หรือทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกันก่อขึ้นก็ตาม แต่สื่อมวลชนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อก่อกระแสความรักชาติหรือชาตินิยม

การปลุกกระแสชาตินิยมจะติดหรือไม่ก็อยู่ที่สื่อมวลชนจะชี้นำไปในทางใด เราที่เป็นผู้เสพข่าวต้องระลึกเสมอว่า ข่าวจากการสู้รบนั้นต้องกลั่นกรองด้วยสติปัญญา มิฉะนั้นเราเองจะเป็นผู้ทำให้ผู้นำของเราไม่มีทางเลือก ต้องกระทำไปตามกระแสการรักชาติ ซึ่งบางทีไม่ได้เป็นไปตามข่าวที่เราเสพ ถ้าเรามีสติไม่สร้างกระแสบีบบังคับให้ผู้นำทางการเมืองและการทหารของเราไม่มีทางเลือกที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติของเราในระยะยาว พิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อจำกัดต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วนในสถานการณ์นั้น ๆ

ข้อสำคัญต้องคิดไปไกล ๆ ว่าถ้าคณะมนตรีความมั่นคงเกิดรับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว เราจะรับหรือจะรุกอย่างไร ทางหนีทีไล่จะเป็นอย่างไร จะคิดไปตายเอาดาบหน้าหรือ ลูกหลานของเราจะตายไปเสียเปล่า ๆ เป็นเรื่องที่น่าเสียใจยิ่งนัก

ขอให้ระลึกเสมอว่า ชีวิตคนมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นชีวิตคนไทยหรือชีวิตคนเขมร ล้วนเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ขอให้เราจงตั้งสติให้ดี

...............

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ คลิกอ่านข่าวหมวดอื่นๆเพิ่มเติม

ปะทะคารมเพื่อความแตกแยก หรือ วิพากษ์แนวทางเพื่อนำไปสู่ชัยชนะ

ที่มา thaifreenews

โดย poonnook

สถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองในขณะนี้แหลมคมอย่างยิ่ง.. ทั้งสมรภูมิในสภา..สมรภูมินอกสภา..และสมรภูมินอกประเทศ.. ชนิดที่เรียกว่าใครก้าวผิดเพียงก้าวเดียว ก็แพ้ทั้งกระดาน..

พี่น้องคนเสื้อแดงได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า.. “Red Shirt Never Die” .. ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเหล่านี้ มิได้ถูกใครจ้างมาให้มารวมตัวกัน.. พวกเขาต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการรวมตัวกันในครั้งนี้... ถ้าถามว่าเป้าหมายสูงสุดที่ทุก ๆ คนต้องการคือสิ่งใด (ผมขอเน้นย้ำว่าสำหรับประชาชนคนเสื้อแดง).. คำตอบก็น่าจะเหมือนกันคือ “ประชาธิปไตยที่แท้จริงโดยสมบูรณ์” ส่วนในเรื่องการทวงคืนความเป็นธรรม.. กำจัดสองมาตรฐาน.. หรือให้ประกันตัวแกนนำ นปช.” .. สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อ ประเทศไทยได้ประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แล้วทั้งนั้น.. ซึ่งผมเชื่อว่าเรื่องนี้พี่น้องชาวเสื้อแดงทุกๆ คนต่างก็รับทราบกันดี

เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมีคำถามว่า “อะไรคืออุปสรรคที่ขัดขวางมิให้ประเทศไทยได้มีประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์” ซึ่งเป็นคำถามที่พี่น้องมวลชนคนเสื้อแดงทุกๆ คนก็รู้คำตอบกันอยู่โดยเปิดเผย.. แม้ว่าจะไม่พูดกันออกมาอย่างตรงๆ ก็ตาม.. เมื่อเป็นดังนี้.. วิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ตามเป้าหมายที่จะต้องไปให้ถึงนั้นจึงมี 2 วิธีคือ.. 1. การร้องขอ (ขอความเมตตาให้ผู้ครองอำนาจเผด็จการมอบให้) 2. การต่อสู้ (เพื่อแย่งชิงเอามาจากผู้ครองอำนาจเผด็จการ)

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีแห่งการต่อสู้โดยสงบปราศจากอาวุธของพี่น้องคนเสื้อแดง จากที่ยังมองเห็นเพียงภาพเงาที่เลือนราง.. จนได้กลายเป็นตาสว่างเห็นทุกอย่างแจ่มชัดอยู่ตรงหน้า.. ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมเรียกร้องด้วยประชาชนหลายแสน.. รายชื่อถวายฎีกาเรือนล้าน.. ซึ่งในที่สุดก็ได้รับคำตอบคือ “การล้อมปราบทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต, บาดเจ็บ และสูญหายไปมากมาย” ในหลายกรรมหลายวาระที่ผ่านมา

ผมเริ่มไม่แน่ใจว่า “การต่อสู้โดยสงบปราศจากอาวุธ” นั้นหมายถึงการรวมตัวกันเดินไปยอมให้เขาล้อมปราบด้วยอาวุธและเกิดความสูญเสียชีวิตขึ้น เช่นนั้นหรือเปล่า??.. พี่น้องคนเสื้อแดงผู้เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์และรักประชาธิปไตย คงจะต้องถามใจตัวเองจริงๆ แล้วว่า.. “เป้าหมายแห่งการต่อสู้โดยสงบปราศจากอาวุธนั้น สำหรับแต่ละท่านแล้วอยู่ที่ใด” ..

ความจริงที่ปฏิเสธมิได้ และเป็นความจริงที่เป็น Fact ก็คือ “คนเสื้อแดงเกิดขึ้นครั้งแรกโดย บก.ลายจุดเมื่อให้มีการรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญปี 50 .. และคนเสื้อแดงสามารถกลับมารวมตัวกันได้อีกครั้งอย่างเป็นกลุ่มก้อนก็คือ จาก บก. ลายจุด ในกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง และการผูกริบบิ้นสีแดงที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2553”

คนเสื้อแดงคือ “มวลชนผู้รักประชาธิปไตย” คนเสื้อแดงไม่ใช่ “ลูกจ้างที่อยู่ในสังกัดของใคร” นปช. เป็นกลุ่มดำเนินงานทางประชาธิปไตยกลุ่มหนึ่งที่มี “อำนาจทางสื่อ..และมีดาวไฮปาร์คที่โดดเด่นกว่ากลุ่มประชาธิปไตยกว่ากลุ่มอื่นเท่านั้น”.. ซึ่งถ้ามองในด้านยุทธวิธีในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยแล้ว.. กลุ่มของ นปช. จึงมีศักยภาพในการสื่อสารกับมวลชนได้กว้างไกลกว่ากลุ่มประชาธิปไตยกลุ่มอื่นๆ และเป็นประโยชน์อย่างสูงในภาพรวมที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนมวลชน และรวมศูนย์ความคิดทางการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการได้เหนือกว่ากลุ่มอื่นใด

ปูนนก

Re:โดยหลักการแล้ว นปช. จึงน่าจะเป็นเหมือน พี่ใหญ่ (ในด้านอิทธิพลทางสื่อและการได้รับความนิยม) ที่มีอำนาจบารมีในทางการต่อสู้กับเผด็จการมากกว่ากลุ่มประชาธิปไตยกลุ่มอื่นๆ และควรจะเป็นผู้ให้การสนับสนุน, ส่งเสริม, ดูแล และสร้างแนวร่วมกับคนเสื้อแดงกลุ่มอื่นๆ ให้มากขึ้นเพื่อสร้างมวลชนที่มีใจรักประชาธิปไตยให้มีมากจนเต็มทั้งประเทศ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายนำประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และแท้จริงมาสู่ประเทศนี้..

เมื่อครั้งที่คุณวีระ มุกสิกพงศ์ ประกาศกลางเวทีผ่านฟ้าเมื่อประมาณเดือน เมษายน ปี 2553 ว่า “ขอตัดขาด อ. สุรชัย (แดงสยาม) ออกไปจาก นปช. ไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะคนละแนวทาง” ... ในครั้งนั้นได้แสดงให้เห็นครั้งหนึ่งแล้วว่า สิ่งที่ นปช. ได้แสดงออกเวลานั้น ไม่ใช่การเพิ่มมิตร เพื่อต่อสู้กับศัตรู แต่เป็นการผลักแนวร่วมที่เป็นมิตรให้กลายเป็นศัตรูไปครั้งหนึ่งแล้ว.. และเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมา การพูดบนเวทีโดยขาดการพิจารณาว่า เวทีของกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยนั้นเป็น “เวทีขอทาน” ผมไม่แน่ใจว่า คำพูดเช่นนี้สำหรับผู้ที่เรียกตนเองว่า “แกนนำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” นั้นมีวัตถุประสงค์เช่นไร..

ข้ออ้างที่ว่าการต่อสู้ต้องมียุทธวิธี เพื่อไม่ให้เป็นเป้าสำหรับการถูกโจมตี หรือเพื่อมิให้มีเงื่อนไขที่ผิดกฎหมายนั้น.. ถ้ามองโดยขาดการพิจารณาก็เป็นคำกล่าวที่ดูดีและถูกต้อง.. แต่ถ้ามองอย่างพิเคราะห์สักเล็กน้อยก็จะเห็นถึงสิ่งน่าจะเป็นปัญหาคือ

1. สมมติว่าถ้าไม่มีการต่อสู้ในแนวทางแบบแดงสยาม (ไม่มีแดงสยามเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น) ทุกๆ คนต่อสู้ในแนวทาง สงบ, สันติ, ปราศจากอาวุธ ตามที่ กลุ่ม นปช. พูดเป็นคำขวัญมาตลอดนั้น.. มวลชนคนเสื้อแดงจะไม่ถูกล้อมปราบ และไม่ถูกสังหารกลางถนน กระนั้นหรือ??
2. สมมติว่าถ้า นปช. นำมวลชนเข้าร่วมชุมนุมนับจากเดือนมีนาคมวันที่ 13 ปี 2553 เป็นต้นมา โดยไม่มีแรงกดดันอื่นใดเข้ามาเป็นตัวเสริมแรงนั้น..จะทำให้มวลชนคนเสื้อแดง ได้รับ ประธิปไตยที่สมบูรณ์ตามต้องการ ใช่หรือไม่??
3. เป้าหมายทวงคืนความเป็นธรรม, หยุดยั้งสองมาตรฐาน, ของ นปช. ที่ขณะนี้มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตรงหน้าโดยทั่วไป (เปรียบเทียบกับเวทีพันธมิตร) นั้น.. จะมียุทธศาสตร์ เช่นไร?? ในการนำพามวลชนคนเสื้อแดงผู้ต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ให้ไปถึงเป้าหมายนั้นด้วยเช่นเดียวกัน..


ประชาธิปไตยคือ แนวทางการปกครองที่รวมแนวคิดของคนที่หลากหลาย ให้เข้ามาอยู่รวมกันในทางปฏิบัติ โดยอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องกำหนดมิให้เกิดความวุ่นวายสับสน.. มิใช่ใช้ความคิดของใคร คนใดคนหนึ่ง มาเป็นตัวตัดสินว่า นี่คือความคิดที่ถูกต้องที่สุด และไม่ยอมรับความคิดที่แตกต่างไปจากตนเอง.. พฤติกรรมเยี่ยงนี้ มิใช่แนวคิดแบบประชาธิปไตย แต่ก็คือ “เผด็จการซ่อนรูป” เช่นกัน..

ถ้ายอมรับว่า นปช. คือ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” จุดเริ่มต้นของคำว่าแนวร่วมก็คือ ไม่ใช่ผู้นำ แต่เป็นเพียงแค่ “แนวร่วม” ดังนั้นการชี้นำมวลชนโดยไม่ยอมฟังเสียง หรือความเห็นที่แตกต่าง และพยายามตัดทอนผู้ที่มีความเห็นที่ต่างไปให้ออกไปจากแนวทาง จึงมิใช่วิธีของประชาธิปไตยโดยแท้..

มวลชนคนเสื้อแดงคือ ประชาชนที่ยอมสละชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่พวกเขาต้องการ...

- ไม่มีแกนนำคนใดที่อ้างตัวว่าต่อสู้เผด็จการ เดินถือธงอยู่ข้างหน้ามวลชน แล้วถูกยิงสมองกระจาย..
- ไม่มีแกนนำคนใดที่อ้างตัวว่าต่อสู้เผด็จการ นั่งถือธงอยู่หน้าเวทีเป็นคนสุดท้าย ขณะที่ทหารกำลังล้อมปราบด้วยอาวุธสงคราม..
- ไม่มีแกนนำคนใดที่อ้างตัวว่าต่อสู้เผด็จการ ลุกขึ้นยิงหนังสติ๊ก เข้าใส่ทหารที่ขับรถหุ้มเกราะเข้ามา..
- ไม่มีแกนนำคนใดที่อ้างตัวว่าต่อสู้เผด็จการ นอนทอดร่างเลือดทาแผ่นดินเพื่อประชาธิปไตยที่ตนเองอ้างว่ากำลังต่อสู้เพื่อให้ได้มา


แต่ทว่าแกนนำ (บางคน) เหล่านั้น....

- นอนในโรงแรมหรู ขณะที่มวลชนนอนอยู่บนถนน
- ยืนถือไมโครโฟนปราศรัยอยู่บนเวที ขณะที่แนวหน้ากำลังปะทะกับทหาร
- อ้างตัวเป็นแกนนำเพื่อประชาธิปไตย แต่ในที่สุดก็พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวทางอุดมการณ์
- อาศัยมวลชนผู้รักประชาธิปไตย เพื่อให้ได้เกิดทางการเมือง
- ชี้นำมวลชนให้เดินไปข้างหน้า.. แต่ไม่ต้องการให้ถึงเป้าหมาย
ฯลฯ


ปูนนก

Re:

มีคำกล่าวที่ได้ยินกันบ่อยๆ เสมอๆว่า ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้น มีหลายกลุ่มหลายขบวนการ.. เหมือนรถที่มีหลายคัน.. ใครชอบหรือสะดวกที่จะขึ้นคันไหนก็ไปคันนั้น.. ตามความต้องการ.. เพราะล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายเดียวกัน.. สมมติว่าเป้าหมายการเดินทางอยู่ที่เชียงใหม่.. ถ้ารถคันที่ประชาชนนั่งนั้นสุดทางแค่นครสวรรค์ ประชาชนก็ลงรถแล้วนั่งรถคันอื่นต่อไปยังเชียงใหม่ได้อยู่ดี ไม่จำเป็นต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะทุกๆ คันไปในเส้นทางเดียวกัน..

ฟังดูดีครับ.. แต่ประเด็นก็คือ คนขับรถ (แกนนำ) ในขบวนนั้นๆ เคยบอกประชาชนที่ขึ้นมาโดยสารบนรถประชาธิปไตยคันนั้นหรือไม่ว่า รถขบวนนี้วิ่งสุดทางที่ใด.. เพราะเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า “ประชาชนนั้นต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” หรือพูดเปรียบเทียบอีกนัยหนึ่งก็คือ “ประชาชนต้องการเดินทางไปจนสุดทางที่เชียงใหม่ ไม่ใช่ไปนครสวรรค์” ถ้าคนขับรถประชาธิปไตยคันนั้นสัตย์ซื่อต่อมวลชน แล้วบอกกับมวลชนว่า “รถคันนี้ไปสุดทางแค่นครสวรรค์ จากนั้นทุกท่านต้องลง แล้วไปต่อรถคันอื่นเองถ้าท่านต้องการไปเชียงใหม่” ท่านคิดว่า ประชาชนจะเลือกขึ้นรถประชาธิปไตยคันนี้ของท่านหรือไม่??

ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องเกิดขึ้นก่อนในกระบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็คือ “การยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ โดยมีจิตใจที่สูงพอที่จะเคารพในความเห็นที่แตกต่าง” จากนั้นจึงนำเอาความคิดที่หลากหลายนั้นมา “ตกผลึก” เป็นยุทธศาสตร์, เป็นแนวทาง, และเป็นยุทธวิธีการต่อสู้.. มิใช่มองว่าคนที่คิดไม่เหมือนตนเองนั้นเป็น “แดงเทียม.. แดงปลอม.. ไม่ใช่พวกเรา” อย่างนี้ เขาไม่เรียกว่าแกนนำครับ แต่เรียกว่า “อันธพาล”

ปูนนก

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



ผมเห็นว่าการ "ยอมรับคำวิพาร์กวิจารณ์" เป็นเรื่องปกติ แต่ฝ่าย "วิพาร์กวิจารณ์ ก็ต้องยอมรับการวิพาร์กวิจารณ์กลับด้วย ก็คือ การโต้แย้งนั่นเอง ไม่ใช่ว่าเขาวิพาร์กวิจารณ์กลับแล้วออกมาโวยวายแบบกลุ่มของ สุรชัย และหากให้ผมวิจารณ์กลับแล้วจะแรงกว่าที่เขาคิดกันอยู่

ก็ต้องยอมรับนะครับว่า กลุ่มเสื้อแดง นอกจากมีความแตกต่างกันในยุทธวิธีการต่อสู้ ที่บางพวกบอกว่า "ต้องปฎิวัติสังคม แต่ ไม่บอกว่าแบบไหน แบบแดงสยาม กลับกลุ่ม แดง นปช. ที่ส่วนใหญ่เป็นแดงลิเบอรัล ต้องการแค่ปฎิรูปสังคม ยุทธวิธีคือ ต่อสู้ในกรอบของแนวทางสันติ

แดงสยามนั้นไม่แฟร์ ไม่เป็นสุภาพบุรุษ เพราะแนวทางของพวกเขา หากไม่โกหกตัวเอง โกหกคนอืนแบบตอแหลแล้ว คือ "การตั้งกองทัพแดงขึ้นมาต่อสู้ และลุยไปบนทะเลเลือด" อย่าปฎิเสธ ไม่อย่างนั้นมันจะปฎิวัติสังคมได้อย่างไร แบบอียิปต์ ก็ยังตายกันเกือบพันคน เพียงแต่อียีปต์นั้นคนอียิปต์ทั้งหมดเอาด้วย แต่ประเทศไทย ยังมีอีกครึ่งหนึ่งที่เป็นพวกเสื้อเหลือง หากจะทำให้สำเร็จ คงตายเป็นแสนๆ เพราะพวกเสื้อเหลืองก็ต้องต่อสู้

อย่าตอแหลว่า แนวทางแดงสยาม ก็ไม่ได้ตั้งกองทัพขึ้นสู้ แบบนั้นมันจะต่างจาก นปช. ตรงไหน แล้วทะเลาะกันหาอะไร หากเป็นแค่นี้ ก็แตกต่างกันแค่ นปช. ไม่ด่าเจ้าบนเวที (ข้างล่างเวทีไม่ทราบไปฟังกันเอาเอง เป็นแบบแดงสยามต้องการอยู่แล้ว) แดงสยามต้องการให้คนอื่นด่าเจ้าแทนตัวเองบนเวที แต่ตัวเองไม่ด่าเอง (และให้คนอื่นเข้าคุกแทน ตัวเองก็ยุให้คนอื่นด่าเจ้าต่อไป และสุดท้ายแกนนำเสื้อแดงก็เข้าคุกหมด เหลือแต่สุรชัย เข้าทางอำมาตย์พอดี)

ต่างกันแค่นี้แล้วมันมีความหมายอะไร

นั่นเป็นเรื่องทางยุทธวิธี

แต่หากเป็นเรื่องทางอุดมการณ์ ผมว่าแดงสยาม กับ แดง นปช. มีความแตกต่างกันอยู่อย่างมโหราฬ แดงสยามคือ แนวคิดแบบสังคมนิยมมาร์กซิสต์ แดง นปช. คือ ลิเบอรัล

พูดกันแฟร์ๆ คือ แดงสยามต้องการเปลี่ยนระบอบเป็นแบบจีนคอมมิวนิสต์
แต่ แดง นปช. ต้องการเปลี่ยนระบอบเป็นแบบอังกฤษ หรือญี่ปุ่น

เมื่อต้องวิพาร์กกันแล้ว ก็ต้องวิพาร์กกันให้ถึงที่สุด อย่าปกปิดบางส่วนไว้ไม่ยอมพูด ผมก็เบื่อที่จะต้องเถียงกันแบบไม่ยอมรับความจริงแล้วเหมือนกัน

ความแตกต่างของทั้งสองกลุ่มมีมากมายมหาศาล จะให้ร่วมสู้บนเวทีเดียวกัน มันคงยาก ตอนนี้ประนีประนอมกันได้แค่ เวทีของใครของมัน

หากให้คนที่มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกันสองกลุ่ม ขึ้นเวทีเดียวกัน พูดไปคนละทิศละทาง มันไม่สับสนวุ่นวายยิ่งกว่าเดิมหรือ ผมว่าหากเราจะคิดอะไรก็ต้องคิดให้จบ

และหากมีอะไรเข้าทางอำมาตย์ เช่น ม.112 แดง นปช. ก็ต้องร่วมรับผิดชอบกับแดงสยามด้วยหรือ ในเมื่ออุดมการณ์แตกต่างกันในขั้นปลาย

ทำไมแดงสยาม จึงกระเหี้ยนกระหือรือที่จะขึ้นเวทีของ นปช. ทำไมไม่สร้างเวทีของตนเอง นัดชุมนุมอาทิตย์ถัดไป คนเขาไปร่วมเท่าไหร่ก็เท่านั้น จะไปตีขลุมเอาว่าคนที่ไปทั้งหมด ต้องยอมรับแนวคิดแดงสยามอย่างนั้นหรือ

ผมว่าตอนนี้ก็มีคนจำนวนมากยอมรับ ก็น่าจะตั้งเวทีกันเองได้ อาจเป็นแนวทางที่ประสบความสำเร็จยิ่งกว่าของ นปช. ก็เป็นได้ แล้วอยากพูดอะไรก็พูดเอง และรับผิดชอบเองด้วย

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



ก็ไม่เห็นไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหนนี่ครับ หนิง ต้องชี้แจงด้วยว่า ตรงไหนที่เขาไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องชี้แจงให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นประเด็นมันก็ไม่ชัดเจน

เรื่องการวิพาร์กวิจารณ์ มันก็ต้องมีวิจารณ์กลับ ไม่เห็นมีใครห้ามใครได้ ไม่ใช่โดนวิจารณ์แล้วคนอื่นเขาวิจารณ์กลับ ก็ไปด่าเขาว่า "ไม่มีภาวะผู้นำ" แบบที่ตั้งกระทู้กันทั้งหลายตอนนี้" มันก็เริ่มมาจาก อ.ธิดา วิจารณ์ สุรชัยกลับ ก็แค่นั้น แล้วมันไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน คุณวิจารณ์เขาได้ เขาก็วิจารณ์กลับ มันก็แค่นั้นเอง

ส่วนการเลือกตั้งแกนนำ นปช. เขาก็เลือกจากกรรมการเขาอยู่แล้ว เพราะเสื้อแดงก็มีหลายกลุ่ม ไม่ใช่ว่า เราจะเอาคนกลุ่มนี้ไปเป็นหัวหน้าอีกกลุ่มได้

ดังนั้น เรื่องวิจารณ์ก็เห็นวิจารณ์กันสนั่นเว็บ ก็มีเสรีภาพกันดีอยู่ แต่การจะให้คนอื่นต้องเห็นด้วยกับการวิจารณ์นั้นมันคงเป็นไปไม่ได้ครับ เช่นพี่ไม่เห็นด้วยพี่ก็วิจารณ์กลับ ใครวิจารณ์ตอบมาก็ไม่มีอะไร เราก็ยกประเด็นตอบกลับ หากมันมีประเด็น

Re:

โดย poonnook

รู้สึกเป็นเกียรติครับที่ คุณลูกชาวนาไทย เข้ามาแสดงความเห็นในกระทู้นี้.. เพราะโดยปกติแล้วคุณลูกชาวนาไทย มักจะมีความคิดและข้อเสนอแนะดีๆ ในการนำเสนอให้ มวลชนได้พิจารณากันอยู่เสมอ.. ดังนั้นผมจึงรู้สึกเป็นเกียรติครับที่ได้แสดงความเห็นร่วมกัน.. เพราะสิ่งนี้คือ “บริบทพื้นฐาน” ของความเป็นประชาธิปไตย..

ในมุมมองส่วนตัวของผมนั้น.. การวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ หรือในกรณีใดๆ นั้น.. ต้องเริ่มจาก “บริบท” ของสิ่งที่จะวิพากษ์วิจารณ์นั้น.. ตัวอย่างเช่นการทำ Thesis Examination นั้น อาจารย์ผู้สอบจะทำการ “ Critic หรือ Interview (วิพากษ์วิจารณ์)” วิทยานิพนธ์นั้นอย่างดุเดือดทุกแง่ทุกมุม ส่วนผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์ก็จะต้อง “Defense (กล่าวอธิบายปกป้อง)” วิทยานิพนธ์นั้นในทุกแง่ทุกมุมเช่นกัน.. แต่ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการ “ Critic (วิพากษ์วิจารณ์) หรือ Defense (กล่าวปกป้อง)” วิทยานิพนธ์นั้น ก็จะต้องอยู่ภายใน “บริบท” ของ วิทยานิพนธ์นั้นเป็นสำคัญ.. ทั้งอาจารย์ผู้สอบ และนักศึกษาผู้ทำการ Defense จะไม่สามารถนำเสนอสิ่งใดนอกเหนือจาก “บริบทของวิทยานิพนธ์” นั้นได้...

ฉันใดก็ฉันนั้น.. กระทู้ที่ผมตั้งขึ้นมานี้.. ถือเป็นบทความขนาดกลางที่ไม่ยาวจนเกินไปนัก..แต่ก็ไม่สั้นจนเกินไปเช่นกัน.. ในบทความของผมนั้น “บริบท หรือสาระเนื้อหา” ถ้าจะกล่าวอย่างฟันธงตรงๆ ก็คือ ผมกำลังพูดว่า “ทำไมแกนนำ นปช. พูดบนเวทีในลักษณะที่ผลักมิตรให้เป็นศัตรู ไม่รักษาแนวร่วมที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยกัน แม้ว่าจะมีความเห็นที่ต่างกันก็ตาม”.. โดยผมยกตัวอย่าง 2 กรณี มาเป็นเรื่องประกอบคือ

1. เรื่องที่ คุณวีระ พูดตัดขาด กลุ่มแดงสยามออกจากแนวร่วมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเมื่อครั้งสมัยเวทีผ่านฟ้า
2. เรื่องที่คุณจตุพร (ผมใช้คำว่าแกนนำ นปช.) พูด (เรียก) กลุ่มนักศึกษาที่ตั้งเวทีประชาธิปไตยในวันที่ 13 ก.พ. เหมือนกันว่า “เวทีขอทาน”

ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเพียงแค่ “เรื่องประกอบในบริบท” ที่ผมเขียนถึงเท่านั้น..มิใช่เนื้อหาส่วนใหญ่ และอันที่จริงแล้วผมเขียนถึง หรือเอ่ยถึงกลุ่มแดงสยามเพียงแค่ 3 บรรทัดเท่านั้น จากเนื้อหาทั้งหมด.. แต่คุณลูกชาวนาไทย กลับอธิบายสิ่งที่แดงสยามกำลังทำ.. หรือ คิดว่าจะทำ.. เสมือนว่า กระทู้ที่ผมตั้งขึ้นนั้นเป็นกระทู้เปรียบเทียบแนวทางการต่อสู้ของแดงสยาม กับ นปช. ว่าแนวทางใดจะดีกว่ากันกระนั้น..

ซึ่งถ้าคุณลูกชาวนาไทย กำลังอธิบาย หรือแสดงความเห็นในประเด็นนี้..ก็แสดง คุณลูกชาวนาไทย “ไม่เข้าใจในบริบทของกระทู้ที่ผมนำเสนอ” (บางทีอาจเป็นไปได้ว่า ผมเขียนบทความได้ไม่ชัดเจนตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะสื่อก็เป็นได้)

และที่สำคัญ คุณลูกชาวนาไทย มิได้อธิบายในตัวอย่างที่สองที่ผมยกขึ้นมาประกอบด้วยเช่นกันว่า.. ทำไมแกนนำ นปช. จึงไปเรียก เวทีประชาธิปไตยของกลุ่มนักศึกษา (เวทีเล็ก) ว่า “เวทีขอทาน” เช่นนั้น.. ทั้งๆ ที่ จะพูดไปแล้ว นปช. เป็นผู้ใหญ่กว่ามาก..(ทั้งในด้านมวลชนและในการด้านความนิยม หรือแม้กระทั่งอายุ)

ประเด็นที่ผมพยายามสื่อก็คือ “ประชาธิปไตยต้องเปิดกว้างทางความคิดที่แตกต่าง และมีใจสูงพอที่จะยอมรับว่าแต่ละคนก็มีแนวคิดและวิธีการของตนเอง” ไม่ปิดกั้นการแสดงออก หรือความคิดของคนอื่นว่าไม่ถูก แม้จะมีความขัดแย้งกันก็จะตัดสินกันด้วย การลงคะแนนเสียง หรือแนวทางประชาธิปไตยนั่นเอง..

ผมคงไม่สามารถตอบคุณลูกชาวนาไทยได้หรอกครับว่า แนวคิดของกลุ่มแดงสยาม นั้นต้องการเปลี่ยนประเทศให้เป็นแบบ จีนคอมมิวนิสต์ จริงหรือไม่?? .. และแนวทางของ นปช. ต้องการให้ประเทศไทยเป็น อังกฤษ ญี่ปุ่น จริงหรือเปล่า?? ทั้งหลายทั้งปวงนี้ “เวลา” เท่านั้นครับที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ ดังเช่นที่ “เวลา” ได้พิสูจน์อุดมการณ์ทางประชาธิปไตยของแกนนำ นปช. ท่านหนึ่งมาแล้วอย่างหมดเปลือกเช่นกันว่า “ที่เห็นส่องแสงแวววาวนั้น ที่แท้ไม่ใช่เพชรแต่เป็นกระจกธรรมดานี่เอง”

ดังนั้นโดยสรุปครับ.. ถ้าคุณลูกชาวนาไทย ต้องการที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับกระทู้ที่ผมตั้งขึ้นนี้ กรุณาแสดงความเห็นตามบริบท ที่ผมได้นำเสนอเอาไว้ด้วยนะครับ.. เพราะมิฉะนั้น จะสามารถหาจุบจบของการสนทนาได้ยาก.. และถ้าแตกประเด็นมากขึ้นก็จะยิ่งไม่ทำให้เกิด “องค์ความรู้” ต่อประเด็นกระทู้ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อมวลชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายด้วยนะครับ..

ด้วยความนับถือ

ปูนนก

พวกเราอยากเห็นอะไร และไม่อยากเห็นอะไร บนเวทีชุมนุม 19 นี้

ที่มา thaifreenews



โดย แมวอ้วนอ้วน

หลังจากที่พวกเราได้ถกกันเรื่อง แกนนำ แล้ว (ผมเห็นว่าการวิจารณ์แกนนำด้วยเหตุด้วยผลไม่ใช่การใส่ความ ใส่ร้าย นั้นทำได้นะครับ ไม่อย่างนั้นเราก็คงเหมือนสร้างกลุ่ม "เทวดา" ตัวใหม่ขึ้นมา แต่แกนนำด้วยกันเองไม่ควร ตอบโต้ ด่ากันไปมา ควรจะ นิ่ง และพยายามทำให้เรื่องจบ น่าจะดีกว่า ตีกันไป ตีกันมา)


คราวนี้พวกเราลองมาสรุปเป็นข้อๆ ว่า เราอยากเห็นอะไร และไม่อยากเห็นอะไร บนเวทีชุมนุมวันที่ 19 นี้ ดีไหมครับ
ที่ผมใช้คำว่า "บนเวที" ก็เพราะว่า บนเวที มีการถ่ายทอด มีคนฟังเยอะ และเป็นที่สาธารณะ
ส่วนท่านใดอยากทำอะไร ด้านล่างเวที อยากจะให้ "ความรู้พิเศษ" อะไร ก็ว่ากันไปตามสิทธิของท่าน as your own risk ครับ

ผมไม่แน่ใจนะครับว่า การสื่อสารนี้จะไปถึงแกนนำหรือไม่ และเขาจะนำไปทำหรือไม่
หากเป็นสมัยก่อน บอกได้เลยครับว่า มีแกนนำหลายคน เข้ามาอ่านในอินเตอร์เน็ต และนำความคิดดีๆ ไปใช้

แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเราลองระดมสมองดูก็ไม่เสียหายอะไร

ขอเป็นแบบข้อๆ (จะประกอบคำอธิบายด้วยก็ได้ แต่พยายามอย่าเขียนแบบเขียนไปเรื่อยๆ คือมันอ่านเข้าใจยากอ่ะครับ)

ผมยกตัวอย่างให้ 1 ข้อ ก่อนแล้วกัน แล้วจะรอความเห็นจากเพื่อนๆ แล้วมาสรุปกันอีกที
(เอาเฉพาะที่เขียนในที่สาธารณะได้นะครับ และไม่ต้องบอกไต๋ของเราไปจนหมดไส้หมดพุง อิอิ)

ผมอยากเห็น

1. มีการยืนรำลึกถึงวีรชน 91 ชีวิต
(อันนี้คุณYang Wenli ได้เสนอมาก่อนหน้านี้ครับ)

โดยระหว่างนั้นก็ขึ้นเพลง "นักสู้ธุรีดิน" และมีภาพศพ ประกอบไปด้วย


ผมไม่อยากเห็น

1. แกนนำ ออกมาด่า แดกดัน กลุ่มอื่นๆ


อื่นๆ เพิ่มเติม รอฟังความเห็นจากเพื่อนๆ นะครับ แล้วเด้วเราค่อยมาสรุปกัน

Re:

โดย ice angel

ไม่อยากเห็นแกนนำหลักๆ มาด่าทะเลาะกันเอง

อยากให้มีการเสวนาบนเวทีถกเรื่องเหมือนที่
อ.สมศักดิ์ พูด ในเวทีการชุมนุม
พูดไม่ได้เอามาถ่ายทอดซ้ำก็ได้


สัมนา “สถาบันกษัตริย์ – รัฐธรรมนูญ – ประชาธิปไตย”
วันศุกร์ที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิทยากร ๑. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ๒. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
๓. ณัฐพล ใจจริง๔. วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ดำเนินการอภิปรายโดย ธีระ สุธีวรางกูร



http://www.4shared.com/audio/dKZu8AOO/Somsak_Jeam.html
-ช่วงแรก 52 นาที 23 Mb

http://www.4shared.com/audio/E3E9kIcC/Somsak_Jeam-2.html -ช่วงตอบคำถาม 4 นาที 2 Mb

Re:

โดย คนเมืองกาญ

2. ผมอยากให้แกนนำพูดถึงเรื่อง...เงินภาษี...ที่ได้มาจากประชาชน เพราะรู้สึกว่า ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หมอ
ยังไม่รู้เลยว่า เงินเดือนของพวกเขาได้มาจากไหน ได้มาอย่างไร บ้างคนคิดว่าเป็นเงินหลวง แต่จริงแล้วก็มาจากภาษี
ของพวกเรานี่เอง ข้าราชการต้องรับใช้ประชาชน..... ไม่ใช่มาเป็นนายประชาชน แม้แต่ขอทาน คนหาเช้ากินค่ำ
เด็กเล็กเด็กน้อย ยังต้องจ่ายภาษีเลย ผมว่าเรื่องนี้บ้างคนยังไม่รู้เลย

นิติราษฏร์ ฉบับที่ 14: กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศกับกรณีการใช้กำลังทางทหารไทย-กัมพูชา

ที่มา ประชาไท

บทนำ

หลังจากที่ความขัดแย้งกรณีปราสาทพระวิหารได้ประทุขึ้นประมาณ 4 ปีที่ผ่านมาจนในท้ายที่สุดได้นำไปสู่การใช้กำลังทางทหารของทั้งสองประเทศและมีการบาดเจ็บล้มตายทั้งฝ่ายพลรบและพลเรือนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งขณะนี้มีความพยายามที่จะระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นแนวทางทวิภาคี (ตามแนวทางของไทย) หรือพหุภาคี (ตามแนวทางของกัมพูชา) กรณีการใช้กำลังทางทหารครั้งนี้มีประเด็นที่ควรกล่าวถึงในมุมมองของกฎหมาย ระหว่างประเทศ ดังนี้...

1. การใช้กำลังทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ถือว่าเป็นการทำสงคราม

แม้นายฮุนเซ็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาจะได้บอกนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติว่า การใช้กำลังทางทหารครั้งนี้เป็นสงครามที่แท้จริง ไม่ใช่การปะทะของทหารอย่างที่เลขาธิการสหประชาชาติเข้าใจ แต่ตามกฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบันนี้ การทำสงครามไม่อาจกระทำได้อีกต่อไป การทำสงครามเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ได้ยอมรับหลักกฎหมายพื้นฐานคือ หลักการห้ามการใช้กำลังทางทหาร

โดยกฎบัตรสหประชาชาติได้ยอมรับข้อยกเว้นของการใช้กำลังได้เพียงสองกรณี เท่านั้น คือกรณีการป้องกันตนเอง ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องมีการโจมตีด้วยอาวุธเกิดขึ้นก่อน (Armed attack occurred) ตามมาตรา 51 และกรณีที่คณะมนตรีความมั่นคงใช้อำนาจตามหมวดเจ็ดของกฎบัตรสหประชาชาติเท่านั้น การใช้กำลังทางทหารนอกเหนือจากสองกรณีนี้ถือว่าขัดกับกฎบัตรสหประชาชาติ

นอกจากนี้แล้ว การร่างกฎบัตรสหประชาชาติได้เกิดขึ้นในบริบทของการผ่านความโหดร้ายทารุณของ สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง ดังนั้น ตลอดทั้งกฎบัตรสหประชาชาติรวมถึงอนุสัญญาอื่น ๆ อย่างอนุสัญญาเจนีวาจะไม่ใช้คำว่า “สงคราม” (war) เพราะหลังจากที่กฎบัตรสหประชาชาติมีผลบังคับใช้ การทำสงครามเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่มีการเสนอให้ใช้คำว่า “การขัดกันด้วยอาวุธ” แทน

ดังนั้น การที่นายกฮุนเซ็นใช้คำว่า “การใช้กำลังทางทหารครั้งนี้เป็นสงครามที่แท้จริง” มิ ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการใช้ถ้อยคำที่ฟังดูแล้วให้เกิดความรู้สึกว่า การใช้กำลังทางทหารครั้งนี้เป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงและต้องการสื่อไปยังประชาคมระหว่างประเทศว่า ฝ่ายไทยเป็นผู้ก่อสงคราม


2. การขัดกันด้วยอาวุธคืออะไร

คำถามมีต่อไปว่า หากการใช้กำลังทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ใช่เป็นการทำสงครามแล้วจะเป็นอะไร คำตอบก็คือ เป็นการขัดกันด้วยอาวุธที่มีลักษณะระหว่างประเทศ (International armed conflict) ซึ่งเป็นกรณีที่มีการใช้กำลังทางทหารไม่ว่าจะด้วยอาวุธประเภทใดก็ตาม ไม่ว่าการใช้กำลังทางทหารจะกินเวลาสั้นยาวเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าจะมีผู้บาดเจ็บล้มตายมากน้อยเพียงใดก็ตาม และไม่จำเป็นว่าจะต้องมีการประกาศอย่างเป็นทางการหรือยื่นคำขาด (Ultimatum) แก่อีกฝ่ายหนึ่งหรือมก็ตาม การใช้กำลังทางทหารถือว่าเข้าข่ายการขัดกันด้วยอาวุธแล้ว และทันทีที่มีการขัดกันด้วยอาวุธเกิดขึ้น กฎเกณฑ์ของอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎเกณฑ์ที่มีสถานะเป็นกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศ อย่าง “หลักการแยกแยะพลรบออกจากพลเรือน” (the Principle of Distinction) หรือหลักการใช้กำลังทางทหารจะต้องได้สัดส่วน (Proportionality) ก็จะมีผลใช้บังคับทันทีโดยไม่คำนึงว่า รัฐคู่พิพาทจะเป็นภาคีอนุสัญญาเจนีวาหรือไม่ก็ตาม

จากข่าวที่รายงานว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงระเบิดตกใส่บ้านประชาชนและโรงเรียนจนมีพลเรือนตายและบาดเจ็บนั้นเป็นการละเมิด “หลักการแยกแยะพลรบออกจากพลเรือน” ซึ่งเป็นหลักกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดหลักหนึ่งของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ


3. การคุ้มครองปราสาทพระวิหารในฐานะที่เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในยามขัดกันด้วยอาวุธ

ตามอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการคุ้มครอง ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในยามการขัดกันด้วยอาวุธ ค.ศ. 1954 (Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed Conflict) ได้วางหลักการสำคัญของอนุสัญญานี้คือ รัฐภาคีจะต้องให้การเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรม (Respect for cultural property) ซึ่งหลักการให้ความเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรมนี้ได้มีความหมายอยู่สี่ประการ คือ ประการแรกรัฐภาคีมีและจะต้องไม่ใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและสิ่งต่างๆ ที่แวดล้อมทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จะก่อให้เกิดการถูกทำลายหรือทำให้เสียหาย ประการที่สอง รัฐภาคีมีพันธกรณีที่จะต้องไม่โจมตีทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ประการที่สาม รัฐภาคีมีพันธกรณีที่จะป้องกันมิให้มีการปล้นสดมภ์ หรือลักพาทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและประการสุดท้าย รัฐภาคีห้ามมิให้มีการโต้ตอบด้วยการแก้แค้นต่อทรัพย์สินทางวัฒนธรรม

อย่างไรก็ดี พันธกรณีในการให้ความเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรมนี้มิใช่เป็นหลักเด็ดขาดที่ ไม่มีข้อยกเว้น ข้อยกเว้นที่รัฐอาจโจมตีทรัพย์สินทางวัฒนธรรมได้หากว่า ความจำเป็นทางทหารในเชิงบังคับเรียกร้องให้มีการสละการเคารพเช่นว่านั้น ซึ่งข้อยกเว้นนี้นักวิชาการและผู้แทนของรัฐสมาชิกหลายท่านเห็นว่าเป็นจุดอ่อนของอนุสัญญานี้เนื่องจากขาดคำนิยามที่ชัดเจนแน่นอนว่า ความจำเป็นทางทหาร (military necessity) มีความหมายแคบกว้างเพียงใด การที่มิได้ให้ความหมายของคำนี้อย่างชัดเจนเป็นการเปิดช่องให้รัฐตีความ กันเองซึ่งอาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจของรัฐโดยไม่ชอบได้

หากพิจารณาจากหลักการเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรมตามอนุสัญญาเฮกซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีของอนุสัญญาเฮกนี้แล้ว ฝ่ายไทยมีพันธกรณีที่จะต้องไม่โจมตีหรือกระทำการอันเป็นปฎิปักษ์ต่อปราสาทพระวิหารและฝ่ายกัมพูชามีพันธกรณีที่จะไม่ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นสถานที่ในการปฎิบัติการทหารด้วย

ส่วนกรณีที่นายฮอร์ นำฮงรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ได้มีหนังสือไปยังประธานคณะมนตรีความมั่นคงโดยอ้างว่า การปฎิบัติการทหารของไทยนั้นทำให้บางส่วนของปราสาทพระวิหารเสียหายนั้น เป็นประเด็นสำคัญมากเพราะกัมพูชากำลังกล่าวหาไทยว่า ไทยในฐานะสมาชิกอนุสัญญาเฮกได้ละเมิดหลักการเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรมซึ่ง ฝ่ายไทยก็ได้ชี้แจงและกล่าวหากัมพูชาว่าเป็นฝ่ายที่ละเมิดหลักการเคารพ ทรัพย์สินวัฒนธรรมด้วยการวางกองกำลังทางทหารที่ในตัวปราสาทพระวิหารและบริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหาร

ประเด็นที่ว่า ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายใช้กำลังทางทหารก่อนนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่สำคัญมาก การจะตอบว่าฝ่ายใดละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 2 (4) ที่ห้ามมิให้มีการขู่ (threat) หรือใช้กำลังทางทหารต่อบูรภาพของดินแดน และอนุสัญญาเฮก ค.ศ. 1954 นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องมีการพิสูจน์ให้ยุติเสียก่อนจึงจะตอบได้ ว่าฝ่ายใดละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

4. ประเด็นเรื่องสายลับ

ตามที่รายงานข่าวแจ้งว่า ฝ่ายไทยได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยชาวกัมพูชาจำนวน 6 คนซึ่งสงสัยว่าจะทำหน้าที่หาข่าวให้กับรัฐบาลกัมพูชาซึ่งฝ่ายไทยได้มีการสืบสวนสอบสวนที่กองกำลังสุรนารีนั้น มีประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานะของสายลับตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศดังนี้

สายลับ คือ ผู้ที่ปฏิบัติการในทางลับ (Clandestinely) หรือโดยการปลอมตัว (false pretenses) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลในดินแดนของฝ่ายศัตรูแล้วจะติดต่อสื่อสารกับฝ่ายตน โดยปกติแล้ว เมื่อสายลับถูกจับจะตกอยู่ภายใต้กฎหมายของฝ่ายศัตรู ส่วนพลรบที่ทำหน้าที่เป็นสายลับนั้นที่มิได้ปลอมตัวเข้าไปในดินแดนอันเป็นพื้นที่ของการปฏิบัติการทางทหารของข้าศึกหากถูกจับจะไม่ถือว่าเป็นสายลับ นอกจากนี้ ตามพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ค.ศ. 1977 ของอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ได้รับรองว่าสายลับเมื่อขณะถูกจับได้เกี่ยวข้องกับการทำจารกรรม (Espionage) จะมิได้มีสถานะเป็นเชลยศึก แต่จะถูกปฏิบัติในฐานะเป็นสายลับ ยกเว้นแต่จะมิได้อยู่ในดินแดนที่ถูกยึดครองและผู้นั้นไม่ได้ถูกจับก่อนที่จะกลับเข้าไปเข้าร่วมกับกองกำลังของตน กรณีนี้ ผู้นั้นได้รับสถานะเป็นนักโทษสงคราม สำหรับเรื่องสายลับนั้นประมวลกฎหมายอาญาทหารก็รับรองไว้เหมือนกัน แต่ใช้คำว่า “ลักลอบสอดแนม” โดยหากผู้ลักลอบสอดแนมถูกจับได้จะได้รับโทษสถานหนักคือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต


บทส่งท้าย

กฎบัตรสหประชาชาติข้อ 2 (3) กำหนดว่ารัฐสมาชิกมีพันธกรณีที่จะต้องระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ดังที่คณะมนตรีความมั่นคงเสนอให้มีการหยุดยิงและให้มีการเจรจาเพื่อระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีโดยหวังว่าเวทีของอาเซียนจะมีบทบาทในการช่วยเหลือความขัดแย้งนี้

อย่างไรก็ตาม ลึกๆ ผู้เขียนเห็นว่า ปมความขัดแย้งนี้ไม่ง่ายที่จะยุติโดยดีเพราะเรื่องเขตแดนเป็นเรื่องที่ ละเอียดอ่อนไม่มีใครยอมใคร ซ้ำยังมีปมความไม่ชอบกันในทางประวัติศาสตร์อีก บางทีอนุชนรุ่นหลังอีก 20 -30 ปี อาจจะต้องมานั่งแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารและพื้นที่ 4.6 อีกก็เป็นได้.


หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.enlightened-jurists.com/blog/21

บทความอัลจาซีรา: วิธีปฏิวัติให้สำเร็จ: 5 บทเรียนสำหรับอียิปต์

ที่มา ประชาไท



14 ก.พ. 2554 - อัลจาซีราลงบทความเรื่อง "อะไรที่ทำให้การปฏิวัติสำเร็จ" เขียนโดย Roxane Farmanfarmaian ซึ่งเปรียบเทียบระหว่างการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 กับการประท้วงใหญ่ในอียิปต์ครั้งล่าสุด ว่าแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่ก็มีอยู่ 5 บทเรียนที่อียิปต์เรียนรู้จากการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979

Roxane Farmanfarmaian เป็นอาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์และต่างประเทศของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ นักวิชาการของศูนย์ตะวันออกกลางมหาวิทยาลัยยูทาห์ เขามีชีวิตอยู่ในอิหร่านในช่วงที่เกิดการปฏิวัติและเกิดวิกฤติตัวประกัน (ช่วงปี 1979- 1981 ที่มีชาวสหรัฐฯ หลายสิบคนถูกจับเป็นตัวประกัน 444 วัน จากความขัดแย้งทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน)

เนื้อหาของบทความมีดังนี้
---

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เมื่อ 32 ปีที่แล้วชาวอิหร่านได้ประกาศความสำเร็จในการปฏิวัติ พระราชาอิหร่าน (ชาห์) ลงจากอำนาจถูกทำลายย่อยยับ ยุคสมัยใหม่คืบคลานเข้ามา

แม้ว่าสิ่งที่ตามมาจะแตกต่างจากสิ่งที่ชาวอียิปต์คาดหวังไว้มาก แต่อิหร่านก็ถือเป็นการปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับยุคศตวรรษที่ 20 และชาวอียิปต์ก็คงได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องนี้ในการโค่นล้มอำนาจรัฐบาลและเรียกร้องสิทธิ

ในตอนนี้เป็นฝ่ายทหารอียิปต์ที่เข้ามามีอำนาจ โดยสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม หมายความว่าผู้ชุมนุมจะเชื่อถือกองทัพแล้วกลับบ้านได้ล่ะหรือ อียิปต์กับอิหร่านต่างกันมาก ทั้งแรงดลใจของพวกเขาและเรื่องสื่อที่ห่างกันหลายปีแสง และด้วยความหวังว่าโครงสร้างของอียิปต์จะมีความเป็นประชาธิปไตยและปลอดภัยสำหรับผู้ที่ต้องการชัยชนะที่มาจากคะแนนเสียงประชาชน

อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวลุ่มน้ำไนล์ที่ประสบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน การปฏิวัติของอิหร่านได้ให้บทเรียนสำคัญบางอย่างไว้

ทเรียนที่ 1: การปฏิวัติต้องใช้เวลา
จากวันที่คนทั่วไปคิดว่าเกิดการปฏิวัติอิหร่านขึ้นแล้ว โดยเริ่มปะทุจากเหตุการณ์ประชาชนกว่า 400 รายเสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้โรงละครในอบาดาน เมืองน้ำมันของอิหร่าน จนกระทั่งถึงการประกาศชัยชนะในวันที่ 12 ก.พ. 1979 ซึ่งกินเวลาหลายเดือน หลายปี

การประท้วงเกิดขึ้นทั้งในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะ และช่วงฤดูร้อนที่อบอ้าว มีประชาชนถูกยิง เกิดการลุกฮือหลังจากเรื่องราวของพวกเขาที่ควรเป็นข่าวไม่ได้รับการนำเสนอในสื่อต่างชาติ แต่การประท้วงก็ยังคงดำเนินต่อไปและใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนยังคงสู้ต่อไป และความสูญเสียที่เกิดขึ้นผลักดันให้พวกเขาล้มล้างระบอบทหาร

ในอียิปต์ พวกเรายังมองเห็นความต้องการเปลี่ยนแปลงหลังจากที่มีจุดมุ่งหมายในการประท้วงแน่ชัดแล้ว คือเพื่อล้มล้างระบอบ ไม่เพียงแค่ล้มล้างผู้นำหลายคนในนั้น การลาออกของมูบารัคและการเปลี่ยนขั้วอำนาจไปสู่กองทัพอาจเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย การเปลี่ยนระบอบต้องอาศัยกระบวนการยาวนาน ต้องมีวิสัยทัศน์และการจัดการ รวมถึงสิ่งที่ค้นพบในการประท้วงของอิหร่านคือ ความดื้อดึง

บทเรียนที่ 2: ระบอบที่หยั่งรากไม่จากไปอย่างเงียบๆ
3 สัปดาห์หลังจากการเปลี่ยนแปลง ตัวมูบารัคจะหมดอำนาจอย่างแท้จริงหรือไม่ก็ไม่อาจทราบ ที่สำคัญกว่าคือเขายังคงอยู่ในอียิปต์ ประธานาธิบดีที่ลงจากตำแหน่งเช่น เบน อาลี ของตูนีเซียจะยังไม่พ้นจากอำนาจจนกว่าพวกเขาจะถูกเนรเทศ แม้แต่ชาห์ก็ยังคงอยู่ต่อถึงปีหนึ่งแม้จะมีผู้คนยังคงเปล่งคำขวัญร่วมกันว่า "ชาห์จงตายไปเสีย" ในวันสุดท้ายของชาห์ก็เช่นเดียวกับมูบารัคคือมีความพยายามเปลี่ยนผ่านรัฐบาลโดยยังคงอาศัยระบอบเดิมที่มีอยู่ เปลี่ยนจากนายกรัฐมนตรีของเขาเป็นคนหน้าใหม่ที่เขาไว้ใจ

ในความจริงแล้วชาห์ผ่านช่วงนายกรัฐมนตรี 3 คน คนแรกมาจากกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย จากนั้นจึงเป็นนายพล สุดท้ายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของชนเผ่าใหญ่ของอิหร่านและเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านพรรคเนชันแนลฟรอนท์

ประชาชนบนท้องถนนไม่ยอมรับนายกฯ คนใดเลย เช่นเดียวกับที่ชาวอียิปต์รู้สึกต่อรองประธานาธิบดี โอมาร์ สุไลมาน ผู้นำจากการคัดเลือกของชาห์มีความยินยอมเพียงเล็กน้อยแต่มาพร้อมกับคำขู่อย่างเช่น ประชาชนควรจะกลับบ้านได้แล้ว, ทหารอยู่ควบคุมอยู่และกำลังจะเริ่มหมดความอดทน, ประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่เหมาะกับชาวตะวันออกกลาง

สำหรับชาวอิหร่านก็เช่นเดียวกับอียิปต์ เป้าหมายสำคัญคือการกำจัดชนชั้นนำ ระบอบที่ฉ้อฉล รวมถึงใครก็ตามที่สวมหัวด้วยสิ่งเหล่านี้ ทำให้การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไปแม้หลังจากชาห์หนีไปแล้ว ยังคงมีมรดกหลงเหลือจนกระทั่งถูกขจัดทิ้งไปหมดในที่สุด


บทเรียนที่ 3 กองทัพไว้ใจอะไรไม่ได้

ต่างจากที่อียิปต์จนถึงตอนนี้ กองทัพอิหร่านในช่วงนั้นถือเป็นกองทัพที่ทรงอำนาจเป็นอันดับที่ 5 ของโลก แล้วก็ไม่ยอมละเว้นการทำร้ายประชาชนชาวอิหร่าน

เหตุการณ์ "สังหารหมู่วันศุกร์" ในเดือนตุลาคม 1978 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทหารยิงกระสุนจริงเข้าไปในฝูงชน และแม้ในวันเวลานี้กองทัพอียิปต์จะเลิกการโจมตีอย่างตรงไปตรงมาแบบนั้นแล้ว ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงต่อเนื่องกับประชาชนบนท้องถนน

กองทัพอียิปต์ซึ่งตอนนี้เป็นผู้ควบคุมรัฐบาลอยู่เรียกร้องอย่างหนักแน่นให้เกิดเสถียรภาพ โดยบอกว่าเสี่ยงต่อการเกิดความวุ่นวายหากการชุมนุมยังคงดำเนินต่อไป แต่แม้จะมีถ้อยแถลงคล้ายๆ กันมาจากกองทัพอิหร่าน การชุมนุมก็ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีการนองเลือด ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ปฏิเสธไม่ยอมอ่อนข้อต่อกองทัพ จนในที่สุดพวกเขาก็ทำให้ทหารอ่อนแรงลง

มีการเสียบดอกไม้ที่ปลายปืน ครอบครัว มิตรสหายและเพื่อนบ้าน ต่างเข้ากอดและพูดคุยกับทหารขณะที่พวกเขาเดินขบวนไปตามท้องถนน เอาป้ายประท้วงไปแขวนไว้ที่รถถังที่จอดอยู่ริมทางเท้า ฉีดสเปรย์เป็นคำขวัญข้างรถถัง บ้างก็วางโปสเตอร์ไว้ข้างๆ

สำหรับชาวอียิปต์แล้ว นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญ กองทัพสะสมกำลังอาวุธไว้แล้ว และในวันนี้ก็ให้สัญญาณหลายอย่างปนกันซึ่งเป็นช่วงที่อันตราย มีรายงานว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ในกองทัพเข้าร่วมการชุมนุม การปักหลักชุมนุมอย่างสงบต่อหน้ากำลังทหารน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่ผู้ชุมนุมมีอยู่ และก็อย่างได้ใช้มันอย่างเปลืองเปล่า

บทเรียนที่ 4: การนัดหยุดงานเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ
ในอียิปต์ สิ่งที่ทำให้รูปเกมเปลี่ยนไปในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือการประท้วงหยุดงานในหลายๆ ที่ตามเมืองต่างๆ โดยคนงานโรงงานที่เรียกร้องค่าแรงที่ดีกว่า

ในอิหร่าน การประท้วงหยุดงานที่เริ่มต้นจากคนงานบ่อน้ำมันต่อมาได้ลามไปทั่วประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ระบอบล่มลง การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันก๊าซ (ซึ่งบ้านเรือนชาวอิหร่านต้องใช้ในการสร้างความอบอุ่นช่วงฤดูหนาวที่ทารุณกว่าอียิปต์) ทำให้มีคนต่อคิวเติมน้ำมันในปั๊มยาวเหยียดบางคนต้องรอถึง 48 ชั่วโมง

ผู้ใช้รถรวมถึงผู้ใช้จักรยานยนต์นั่งคอยอย่างอดทนในรถผ่านค่ำคืน แม้รัฐบาลจะบอกว่าชาวอิหร่านไม่ใยดีกับการประท้วงรูปแบบนี้ แต่มีเพียงชนชั้นนำและกองทัพเท่านั้นที่ได้ใช้น้ำมัน พวกเขาขับขี่ยวดยานอย่างโอ่อ่าบนถนนที่แทบโล่ง การประท้วงรูปแบบนี้จึงเป็นการต่อต้านพวกเขา

การนัดหยุดงานแม้จะไม่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ก็มีการกระจายตัวไปตามโรงงาน ตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ และที่สำคัญคือโรงไฟฟ้า ซึ่งทำการตัดไฟทุกๆ 4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งไปตัดไฟตรงกับช่วงที่มีข่าวจากโทรทัศน์ของรัฐบาลทุกครั้ง ซึ่งถือเป็นยุทธวิธีมี่ดี ชาวอิหร่านกินอาหารเย็นใต้แสงเทียนและอาศัยฟังข่าวจากวิทยุ ส่วนใหญ่จากบีบีซี

การนัดหยุดงานถือเป็นกระดูกสันหลังของการเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันก็เอื้อให้คนหยุดงานมาร่วมชุมนุม มันส่งผลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและในเชิงจิตวิทยา และชาวอิหร่านก็เช่นเดียวกับชาวอียิปต์ที่แสดงความยินยอมในการมีชีวิตอย่างลำบากเพื่อให้รัฐบาลออกจากตำแหน่งไป


บทเรียนที่ 5: การเบี่ยงเบนสื่อที่ถูกควบคุมโดยรัฐเป็นความสำเร็จสำคัญ

การลุกฮือในอียิปต์ได้สะท้อนถึงยุคสมัยเมื่อการประท้วงเริ่มต้นจากการใช้บล็อกและทวิตเตอร์ รวมถึงมีแรงสะสมจากรายการโทรทัศน์บนอินทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก และโทรศัพท์มือถือ แม้ว่ามูบารัคจะสั่งตัดอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ แต่การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีก็ยังคงมีอยู่

เป็นธรรมดาที่อิหร่านในยุคนั้นจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การเบี่ยงเบนสื่อของรัฐถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเหตุการณ์ หนังสือพิมพ์ Kayhan และ Etela'at ของอิหร่านเป็นเสมือน al-Ahram ของอียิปต์ คือเป็นปากกระบอกเสียงของรัฐบาล ขณะที่ในช่วงแรกๆ Kayhan และ Etela'at แสดงให้เห็นว่าประชาชนบนท้องถนนเผาทำลายรูปของชาห์ซึ่งมีอยู่ไปทุกที่ ติดอยู่ในทุกที่ทำงานและทุกครัวเรือน ก็ถึงจุดที่รัฐทราบดีว่ามีอะไรรั่วจากภายในแล้ว

สิ่งเดียวกันเกิดขึ้นกับ al-Ahram ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เสนอข่าวอย่างไม่เอียงข้างมากขึ้น สำหรับชาวอียิปต์แล้วนี่ถือเป็นหลักไมล์สำคัญสำหรับการมีเสรีภาพสื่ออย่างแท้จริง สำหรับสิทธิหลายอย่างที่พวกเขาเรียกร้อง มีเรื่องเสรีภาพสื่อกับเสรีภาพในการชุมนุมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างแรกๆ

ปรากฏการณ์ "เดอะ ไนล์ เวฟ" อาจดูเหมือนได้รับชัยชนะ แต่จนถึงตอนนี้มีสิ่งที่ยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงด้านชีวิตความเป็นอยู่ชาวอียิปต์น้อยมาก แม้จะมีความน่ายินดี แต่นายทหารหน้าเก่าๆ ก็ยังคงอยู่ หากการเคลื่อนไหวในครั้งนี้คิดว่าได้รับผลตอบแทนแล้ว เรื่องราวในอดีตของอิหร่านอาจช่วยให้เห็นความเป็นจริงในปัจจุบัน และหากโชคดีก็จะช่วยทำให้อนาคตของอียิปต์สดใสขึ้น แม้ตัวอิหร่านเองก็ยังคงอยู่ใต้เงามืดก็ตาม

แปลและเรียบเรียงจาก

What makes a revolution succeed? , Roxane Farmanfarmaian, Aljazeera
http://english.aljazeera.net/indepth/opinion/2011/02/201121393446561799.html

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: เสรีภาพที่จะ(ไม่)รัก

ที่มา ประชาไท

เพิ่งได้นั่งเขียนถึงวันแห่งความรักใน “คืนเสียตัว” คงไม่สายเกินไป โดยเฉพาะประเด็นที่จะเขียน

วันวาเลนไทน์กลายเป็น “คืนเสียตัว” ในสายตาของผู้เคร่งศีลธรรมจริยธรรมทั้งหลาย อันที่จริง ถ้าเด็กมันจะเสียตัว ก็เสียได้ทุกคืน จันทร์ถึงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ไม่เว้นวันหยุดราชการ แม้แต่วันลอยกระทงตามประเพณีไทย ก็กลายเป็นวันลงกระทอยกันเยอะแยะ ฉะนั้นอย่าไปตื่นตูมกันเฉพาะวันนี้เลย

สมัยผมเป็นวัยรุ่นไม่มีวันวาเลนไทน์ เพราะอยู่ๆ วันที่ 14 กุมภา ก็โผล่มาจากไหนไม่ทราบ แล้วก็บูม! กลายเป็นวันยอดฮิตของคนหนุ่มสาว เข้าใจว่าจะเป็นช่วงทศวรรษ 2520 ในทางสากลสิ้นสุดยุคแสวงหา สิ้นสุดสงครามเวียดนาม เข้าสู่ยุคของโรนัลด์ รีแกน และมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ในเมืองไทยก็หมดยุคขบวนการนักศึกษา เข้าสู่ยุคนิยายรักศุภักษร ซูโม่สำอาง และวัฒนธรรมบริโภค ทุนนิยมขยายตัวอย่างก้าวกระโดด นั่นแหละคือช่วงที่วันดอกกุหลาบบาน

กระแสนิยมในวันต่างๆ ก็เกี่ยวกับยุคสมัยเหมือนกันนะครับ อย่างเช่นวันที่ 5 ธันวา ผมถามหลายคนว่านอกจากเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาแล้วยังเป็นวันอะไร “วันพ่อ” แล้ววันอะไรอีก นึกไม่ออก อ้าว! ก็วันชาติไง

สมัยผมเด็กๆ วันที่ 5 ธันวา เขาเฉลิมฉลองในฐานะที่เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา กับวันชาติ แต่ไม่ค่อยมีใครพาพ่อไปเที่ยวพาพ่อไปกินข้าวนอกบ้านอย่างสมัยนี้ น่าจะเป็นเพราะค่านิยมของสังคม ที่การต่อสู้แข่งขันในชีวิตประจำวันมันตึงเครียดขึ้น คนชั้นกลางก็หวนหาให้คุณค่ากับครอบครัวมากขึ้น รวมทั้งหวนหาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม รกรากทางวัฒนธรรม ท่ามกลางโลกยุคไซเบอร์ เราจึงมีจิตรา ก่อนันทเกียรติ มาช่วยอัพเกรดวันตรุษจีน อัพเกรดวัฒนธรรมจีน จากที่เคยถูกมองว่าเผากระดาษไร้สาระ ให้ดูมีคุณค่าประทับใจคนรุ่นใหม่

ความรักมีชนชั้น

ความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล แต่ความลึกล้ำซับซ้อนของอารมณ์ ทำให้ความรักมีมนต์ขลัง

ความรักดูเหมือนไม่มีกฎเกณฑ์ แต่ความจริงมี เพียงแต่มันซับซ้อนเสียจนกำหนดเป็นกฎตายตัวไม่ได้ กระนั้นมันก็มีหลักใหญ่ๆ เช่น ลูกผู้หญิงที่รักพ่อมาก มักจะรักผู้ชายที่มีบางอย่างเหมือนพ่อ คนจะรักกัน ต้องมีด้านที่เหมือนกันและต่างกัน ด้านที่เหมือนทำให้สื่อสารเข้าใจซึ่งกันและกัน แบบตามองตาก็รู้ใจ ด้านที่ต่างทำให้เกิดความประทับใจและเป็นแรงผลักดัน

ถ้าไม่มีด้านที่ต่าง ถ้าไม่มีด้านที่ขัดแย้ง มันก็ไม่ทำให้ชีวิตคู่พัฒนา แรงดึงดูดของความรักจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผมเคยยกประสบการณ์ส่วนตัวเป็นอุทาหรณ์สอนน้องๆ ผู้หญิง ก่อนจะมาเจอภรรยา ผมเคยมีแฟน ที่เขาคล้อยตามผมทุกเรื่อง ไม่เคยขัดใจ นัดไปดูหนังรอบเที่ยง ผมไปถึงบ่ายโมง ก็ยังยืนรออยู่ ทรหดอดทน ไม่บ่นไม่ว่า แต่พอมาเจอภรรยา นัดดูหนังรอบเที่ยง ไปเที่ยงสิบห้า เธอกลับบ้านไปแล้ว ต้องตามไปง้องอน ยืนเคาะประตูบ้าน ยืนเฝ้าป้ายรถเมล์ปากซอย ฯลฯ ฉะนั้นอย่าแปลกใจว่าทำไมผู้ชายต้องเกรงใจภรรยา (ฮา)

คนจะรักกัน ไม่ใช่เรื่องของบุพเพสันนิวาส แต่เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์สังคม การที่เราจะรักใครสักคนหนึ่ง มีที่มาจากพื้นเพ จากพ่อแม่ การศึกษา เลี้ยงดู ประสบการณ์ชีวิต รสนิยม ความคิด ความชอบ ไม่ชอบ สั่งสมอยู่ในจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก พอพบหน้าคนที่ใช่ เราจึงรู้สึก “ปิ๊ง” ราวกับเจอกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน (ซึ่งไม่มีหรอก ถ้าผมตาย ผมก็ประกาศได้ว่าจะไม่กลับมาเกิดอีก ตลอดอนันตกาล เพราะกลายเป็นปุ๋ยไปเรียบร้อย)

ความรักจึงมีชนชั้น แม้มีข้อยกเว้น ก็เป็นเพียงส่วนน้อย แต่คนเราชอบอะไรที่เป็นข้อยกเว้น จึงเอามาแต่งเพลง รักไม่มีพรมแดน รักไม่มีศาสนา (ความจริงมี เพราะถ้าคุณไปชอบสาวมุสลิมก็ต้องเข้าศาสนา)

ความรักมีชนชั้น เพราะชนชั้นกำหนดรูปการจิตสำนึก รสนิยม ความชอบ แม้อาจมีช่องยกเว้น ยกตัวอย่าง สาวฉันทนากับลูกอาเสี่ย ถ้าเป็นสมัยก่อน เรียนโรงเรียนประชาบาลด้วยกัน อาจรักกันได้ ไอ้คล้าวกับสาวทองกวาว ฐานะแตกต่างกันแต่อยู่ในวิถีชีวิตชาวทุ่งเหมือนกันก็รักกันได้ แต่ถ้าสมัยนี้ สาวฉันทนาจบ ป.6 โรงเรียนบ้านหนองอีแหนบ กับลูกอาเสี่ยเรียนโรงเรียนนานาชาติ ไม่มีทางรักกันได้ เพราะความคิด จิตใจ ความชอบ ไม่ชอบ การแสดงออก การสื่อภาษา ทั้งภาษาพูด ภาษากาย ดวงตา ภาษาใจ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจนไม่สามารถสื่อกันได้

ผมเข้าใจเรื่องนี้ตอนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมวลชน ชาวนา ชาวเขา หนุ่มสาวชาวนาแต่ละคู่พอเจอกันเขาปิ๊งกันง่ายๆ ใสซื่อ ไม่มีจริต ชาวเขายิ่งง่ายกว่า เพราะม้งไม่ถือสาเรื่องเพศสัมพันธ์ แต่ไอ้พวกเราคนชั้นกลางนี่สิ ซับซ้อน อ่อนไหว แปรปรวน เอาใจยาก เข้าใจยาก ยิ่งพวกอารมณ์ศิลปินยิ่งสลับซับซ้อนเข้าไปใหญ่ ตามองตา มองกันอยู่นั่นแหละ ไม่พูดซักที เห็นแต่ขี้ตา (ฮา)

ความรักจึงเกี่ยวกับวิถีชีวิต และเกี่ยวกับยุคสมัย ที่กำหนดรูปการจิตสำนึก เวลาที่เราดูหนังดรามาย้อนยุค แล้วบอกว่าคนสมัยสองพันปีก่อนมีความรักดูดดื่มลึกซึ้งเหมือนคนรุ่นเรา ก็ต้องเข้าใจว่าหนังจับเอาความคิดคนยุคเราใส่เข้าไป เพราะมันไม่จริง ไม่ใช่ว่าคนโบราณไม่มีความรัก แต่ความรักของคนรุ่นสองพันปีก่อนเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และความรักก็ถูกจำกัดไว้ด้วยวิถีชีวิต ในสังคมทาส ในสังคมเกษตร ในสังคมศักดินาหรือยุคฟิวดัล คนมีพันธะหน้าที่ต่อมูลนาย ต่อครอบครัว ต่อการทำมาหากิน ตลอดจนต่อศาสนา ต่อขนบธรรมเนียมประเพณี คนยุคนั้นจึงถูกจับแต่งงานแบบคลุมถุงชน ซึ่งเขาก็ยอมรับได้ ไม่เลือกมาก เพราะรูปการจิตสำนึกไม่ได้ซับซ้อนอ่อนไหวอย่างคนรุ่นเรา

หรือถ้าเป็นประชาชนชาวไพร่ วิถีชีวิตของพวกเขาก็ต้องพร้อมที่จะเผชิญกับการพลัดพราก ถูกเรียกไปทำศึกสงคราม ถูกกวาดต้อน หรือถูกเกณฑ์แรงงาน อย่างไอ้มากที่ต้องพลัดพรากจากแม่นาค พระโขนง ไปตลอดกาล

ความรักคือประชาธิปไตย

ความรักเริ่มมีบทบาทความสำคัญก็เมื่อสังคมเปลี่ยน เกิดชนชั้นกระฎุมพี ในปลายยุคกลาง ที่เรียกร้องต้องการสิทธิเสรีภาพ ทั้งในด้านการเมือง การทำมาค้าขาย ไปจนวิถีชีวิต ความเชื่อทางศาสนา และความรัก โลกจึงเกิดวิลเลียม เช็กสเปียร์ กับโรมีโอ & จูเลียต เช่นเดียวกับโลกตะวันออกที่เกิดวรรณกรรมอมตะ ความฝันในหอแดง ซึ่งมีความหมายท้าทายม่านประเพณี เรียกหาสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเหมือนๆ กัน

วรรณกรรมเหล่านี้ จิตสำนึกเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มันมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม ที่ก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยทุนนิยม การพัฒนาทางการผลิตทำให้เกิดอิสระชน ปัจเจกชน ที่อยากจะมีวิถีชีวิตของตัวเอง และมีอารมณ์ความรู้สึกที่ “โรแมนติก” กว่าคนรุ่นก่อนๆ

การต่อสู้เพื่อเสรีภาพที่จะรัก กล่าวได้ว่าเป็นอาวุธชิ้นแรกๆ ที่ทรงพลังที่สุดของวัฒนธรรมประชาธิปไตย ในการเอาชนะวัฒนธรรมประเพณีศักดินา ให้พังทลายลงก่อนที่ระบอบราชาธิปไตยจะพ่ายแพ้ด้วยซ้ำ เสรีภาพที่จะรัก ยังเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเผด็จการและความคิดเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นในยุคแสวงหา ยุคต่อต้านสงครามเวียดนาม ก็ชูความรักเป็นอาวุธ กระทั่งพังทลายความคิดความเชื่อแบบอนุรักษ์นิยมลงอีกครั้งหนึ่ง (ฟรังโก เชฟฟิเรลลี ก็ทำหนัง Romeo & Juliet ออกมาตอนนั้นพอดี)

เสรีภาพที่จะรัก-หรือไม่รัก จึงเป็นสิทธิสำคัญในระบอบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับเสรีภาพในความเชื่อ ในการที่จะเคารพ ศรัทธา ยกย่องใคร ในการนับถือศาสนา รักไม่ใช่ความผิด ไม่รักก็ไม่ใช่ความผิด เพราะเป็นสิทธิที่เลือกได้หลากหลาย

แต่ในสังคมไทยที่แม้ดูเหมือนจะเปิดกว้าง มีเสรีภาพทางวัฒนธรรม มีเสรีภาพในวิถีการดำรงชีวิต ก็ยังมีหลายอย่างปิดกั้นด้วยความคิดจารีต สังคมไทยปล่อยให้มีเสรีในการรับเอาวัฒนธรรมบริโภค จะสนุกสนานร่าเริงเถิดเทิงกันอย่างไรก็แล้วแต่ ตรุษจีนตรุษไทยตรุษฝรั่ง วันไหนๆ พี่ไทยก็เมา แต่เรื่องบางเรื่องเรามีขีดจำกัด ห้ามไม่ให้มีเสรี โดยเฉพาะเรื่องของความเชื่อถือศรัทธา

ยกตัวอย่างตลกๆ เช่น ประเทศไทยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา เราอยู่ร่วมกันได้ทั้งพุทธ มุสลิม คริสต์ แต่ใครลองบอกว่า “ไม่มีศาสนา” ดูสิ จะกลายเป็นตัวประหลาด ถึงตำรวจไม่จับ แต่ไปทางไหนก็ถูกซุบซิบกังขา

ทั้งที่การไม่นับถือศาสนาก็เป็นเสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างหนึ่ง

เช่นเดียวกับเสรีภาพที่จะไม่รัก ก็เป็นเสรีภาพในความรักอย่างหนึ่ง

แต่สังคมไทยชอบตีกรอบให้คนทำข้อสอบช้อยซ์ (ความล้มเหลวของระบอบการศึกษา ไม่รู้จักทำข้อสอบอัตนัย) มีให้เลือกสองข้อ รัก/ไม่รัก ถ้าไม่รัก=เกลียด จ้องทำลาย ฯลฯ อะไรไปโน่น ทั้งที่ความจริง มันมีตั้งแต่รักมาก รักน้อย รักมั่งไม่รักมั่ง ชอบมั่งไม่ชอบมั่ง หรือไม่รักแต่เฉยๆ ต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน

เหล่านี้คือเสรีภาพที่มีหลากเฉดสี แต่คนที่ไม่ยอมรับเสรีภาพ กลับบังคับว่าต้องรัก รักอย่างเดียวไม่พอต้องรักมากด้วย ที่เหลือเท่ากับเกลียด คิดแบบนี้ก็จะมองเห็นแต่คนเกลียด ถ้าเชื่อในหลักธรรม คิดเสียว่าเป็นธรรมดาที่ต้องมีคนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อ ไม่บังคับคน ความกดดันนั้นก็จะคลายไปเอง

ถ้าเราอยู่ร่วมกันอย่างมีเสรี คนที่รักก็ต้องยอมรับเสรีภาพของคนที่ไม่รัก คนที่ไม่รักก็ต้องยอมรับเสรีภาพของคนที่รัก และให้ความเคารพสิทธิของกันและกัน ไม่บีบคั้นหรือลบหลู่ นั่นคือการอยู่ร่วมกันอย่างมีเหตุผล เปิดพื้นที่ให้อารมณ์ความรู้สึก เพราะรักไม่รักเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ เหมือนสิทธิในการเลือกตั้ง บางคนเขาบอกว่าชอบคนนี้เพราะหล่อดี ก็เป็นสิทธิของเขา จะทำไม แต่เหตุผลก็จะมาจากเสียงส่วนใหญ่เอง

เหมือนผมขับรถผ่านถนนราชพฤกษ์มีวันหนึ่งเห็นรถติดสติกเกอร์ “เรารักกุ้งหลวงไคโตซาน” (ก็ปูแดงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแชร์ลูกโซ่นั่นแหละ เขาไปตั้งบริษัทใหม่ ไม่เห็นจะเอาผิดได้) เห็นแล้วก็ขำดี แต่เป็นสิทธิเสรีของเขา และคงไม่มีใครเอาตามอย่างหรอก จริงไหม

ใบตองแห้ง
15 ก.พ.54

สนง.ทรัพย์สินฯ:คนมองว่าพระเจ้าอยู่หัวมีที่ดินมากมายทำไมไม่เอามาแจกคนจน นั่นเพราะเข้าใจผิด

ที่มา Thai E-News


ผู้ช่วยผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯ:ภาพภายนอกสำนักงานทรัพย์สินฯคนมองว่าพระเจ้าอยู่หัวมีที่ดินมากมายทำไมไม่เอามาแจกคนจน นั่นเป็นเพราะคนเข้าใจผิด

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

เป็นเวลานานกว่า 2 ปีมาแล้วที่ "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" งดจัดงานแถลงข่าว แต่วันนี้ทีมงาน "ประชาชาติธุรกิจ" มีนัดสัมภาษณ์พิเศษผู้บริหาร "สมบูรณ์ ชัยเดชสุริยะ" ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สนง.ทรัพย์สินฯ บนชั้น 4 ตึกใหม่ในรั้วแดง ถ.นครราชสีมา เขตดุสิต ในวาระที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 นี้จะครบรอบ 62 ปีแห่งการก่อตั้งองค์กร

@ ภาพรวมการบริหารจัดการ

ภารกิจสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คือบริหารจัดการที่ดินต่าง ๆ ในกรุงเทพฯและภูมิภาค ที่ดินสำนักงานทรัพย์สินฯมีผู้ใช้ประโยชน์ทั้งสิ้นตั้งแต่วันที่จัดตั้งเป็นนิติบุคคล ในส่วนกรุงเทพฯและปริมณฑล เราได้ค่าเช่าเชิงพาณิชย์จริง ๆ แค่ 7% อีก 93% เป็นผู้เช่าที่เป็นหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ ตึกแถว หรือผู้มีรายได้น้อย เรามีชุมชนในพื้นที่ที่ต้องดูแลถึง 107 แห่ง

การดำเนินงานส่วนหนึ่งเราจำเป็นต้องมีรายได้เข้ามา แต่ไม่ได้เป็นหลัก เรามุ่งเน้นดูแลผู้เช่า ดังนั้นในส่วน 7% ที่ทำเชิงพาณิชย์จึงไม่คิดว่าจะต้องทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ

พื้นที่ใช้ประโยชน์ 93% เป็นหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจนั้น เรามีมติ ครม.กำกับอยู่แล้วในฐานะหน่วยงานรัฐด้วยกัน ในส่วนของมูลนิธิสาธารณกุศล หรือชุมชนแออัด ก็จะมีค่าเช่าอัตราพิเศษค่อนข้างต่ำ ดังนั้นการปรับค่าเช่าจากเดิมที่อัตราค่อนข้างต่ำจะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป นี่คือภาพรวม

@ รายได้มาจากค่าเช่าอย่างเดียว ?

ไม่ใช่ เราได้พิจารณาว่าถ้าเป็นที่ดินที่ควรจะนำมาพัฒนา อาจจะเป็นพื้นที่ชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก หรือพื้นที่ที่ควรปรับปรุงให้คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยดีขึ้น เราถึงจะนำมาพิจารณาว่าจะพัฒนาอย่างไร

ซึ่งแนวทางการพัฒนายึดหลัก 4 ประการ คือ 1) การพัฒนานั้นสังคมต้องมีคุณภาพ เมืองต้องดีขึ้น 2) คนเข้ามาอยู่ต้องมีความสุข 3) ผู้พัฒนาจะต้องพอไปได้ ไม่ใช่เอาประโยชน์จากผู้เช่าช่วงมากมาย 4) ประโยชน์ที่ให้กับสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นธรรมหรือเปล่า

ดังนั้น แต่ละปีพื้นที่ที่เรานำมาพัฒนาใหม่เลยค่อนข้างน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการปรับปรุงสภาพเดิม รวมถึงการดูแลชุมชนไปด้วย อย่างที่บอกเรามีถึง 107 ชุมชน สมัยก่อนการพัฒนาพื้นที่ชุมชนเหล่านี้จะใช้ระบบ "แลนด์แชริ่ง" อย่างชุมชนเทพประทาน จะขอแบ่งพื้นที่บางส่วนพัฒนาเป็นแฟลต ให้เขาเช่าในอัตราค่อนข้างต่ำ

@ ระบบแลนด์แชริ่ง คือ...?

การนำที่ดินมาทำประโยชน์ให้เกิดรายได้เพื่อไปเลี้ยงดูส่วนใหญ่ แต่ที่ผ่านมาแลนด์แชริ่งไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะชุมชนที่ได้รับสิทธิให้อยู่ เขาอยู่ไม่นานก็จะเซ้งสิทธิต่อแล้วไปบุกรุกที่อื่นต่อ ซึ่งอาจเป็นเพราะอาชีพของเขาคือหาบเร่แผงลอย ต้องมีรถเข็น พอไปอยู่แฟลตชั้น 2 ชั้น 3 ก็ไม่สะดวก นั่นคือความที่เราไม่เข้าใจความต้องการของเขา

ดังนั้น จึงได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดมาเป็นขอความร่วมมือ พอช. (องค์การพัฒนาชุมชน-องค์การมหาชน) และให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการกำหนดรูปแบบการพัฒนาที่ดินของเขาเอง ซึ่งเราทำโครงการนำร่องไป 39 ชุมชนใน กทม.เป็นปีที่ 9 แล้ว ประเมินผลแล้วค่อนข้างน่าพอใจ ชาวบ้านยังคงอยู่ในพื้นที่ ดูแลกันในรูปแบบสหกรณ์ ชาวบ้านมีส่วนร่วมและรับผิดชอบชีวิตของพวกเขา

ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็สามารถให้สัญญาเช่าระยะยาว 39 ชุมชน 30 ปี เช่น ชุมชนถนนรามคำแหง 39 และมีทั่วกรุงเทพฯในหลาย ๆ เขต เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราเก็บค่าเช่าอย่างเดียว แต่เราพัฒนานำคน นำความรู้เข้าไปด้วย นอกจากนั้นยังจัดให้มีหน่วยงานด้านซีเอสอาร์ หลาย ๆ ชุมชนเราไปเปลี่ยนสายไฟ เปลี่ยนหลอดไฟให้ใหม่ อบรมดับเพลิง สนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตรหลาน ก็ยังมีที่เหลืออีกประมาณ 70 ชุมชนที่จะค่อย ๆ พัฒนาต่อไป

@ ขณะนี้มีทำเลไหนที่จะพัฒนาบ้าง ?

ณ ปัจจุบันพื้นที่ในแผนที่จะพัฒนาก็มีบริเวณบางกอกบาซาร์ เป็นห้องแถว 200 กว่าห้องที่เกิดขึ้นมา 20-30 กว่าปีแล้ว คือถ้าดูจากสี่แยกราชประสงค์ เกษร พลาซ่า อโนมา บิ๊กซี มีแต่ที่ของสำนักงานทรัพย์สินฯที่ดูไม่เรียบร้อย ซึ่งต้องพัฒนาใหม่

และเมื่อไรก็ตามที่จะเอาพื้นที่คืน ประการแรกสุดพัฒนาแล้วจะต้องให้สิทธิคนเก่าได้กลับมาอยู่ก่อน ประการต่อมาถ้าผู้เช่าไม่อยากกลับ เขาจะได้เงินช่วยเหลือไม่ถึงกับมากมาย เพราะค่าเช่าเดิมค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ในทุกพื้นที่ยืนยันได้เลยว่าถ้าหากนำเงินค่าเช่าย้อนหลัง 20-30 ปีที่เป็นค่าเช่าตลอดเวลาที่เราได้รับ กับเงินช่วยเหลือที่เขาจะได้รับจากเรา มันคล้าย ๆ กับเขาเอาเงินมาฝากเราไว้แล้วรับกลับเป็นก้อนบวกดอกเบี้ย แน่นอนว่าจำนวนจะแตกต่างกัน และแต่ละพื้นที่ได้รับเงินคืนไม่เท่ากัน เพราะค่าเช่าต่างกัน เช่น ห้องแถวแสมดำกับย่านพระรามที่ 4 ค่าเช่าจะต่างกัน

เรียกว่าไม่มีเจ้าของที่ดินที่ไหนดูแลผู้เช่าขนาดนี้อีกแล้ว คือให้ทั้งเงินช่วยเหลือและให้สิทธิกลับเข้ามา

@ โครงการพัฒนาย่านหลังสวน

ทำเลหลังสวนเรามีที่ดินตั้งแต่ถนนหลังสวนถึงซอยต้นสนประมาณ 70 ไร่ พื้นที่บางส่วนพัฒนาแล้ว แต่อีกหลายส่วนยังเป็นผู้เช่ารายย่อย ๆ เป็นที่อยู่อาศัย ร้านค้าเล็ก ๆ เรามองเห็นว่าอายุการใช้งานของพื้นที่มันนานมากแล้วจึงจะขอพื้นที่กลับมาพัฒนาใหม่ โดยเราจะทำเอง เหตุผลเพราะต้องการดูแลผู้เช่าในการให้สิทธิกลับเข้ามาอยู่หลังการพัฒนาแล้ว

ยกตัวอย่างค่าเช่าที่เราได้รับค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อกำหนดเป็นเงินช่วยเหลือ ตารางวาละ 24,500 บาท ถ้ามี 100 ตารางวาเขาได้เงินไปฟรี ๆ 2 ล้านกว่าบาท เขาอาจจะไปหาที่อยู่ใหม่ หรือหากเขาจะใช้สิทธิกลับเข้ามาอยู่ที่เดิมก็ได้ แต่ต้องเป็นค่าเช่าอัตราใหม่ แต่เราก็ให้สิทธิเขาก่อน

@ โครงสร้างการบริหารงานของ สนง.ทรัพย์สินฯ

อดีตเรามีทรัพย์สินดูแล 2 ประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน อาคารให้เช่า กับเงินลงทุนในบริษัทต่าง ๆ สมัยปี 2540 ที่เกิดวิกฤตเราจำเป็นจะต้องปรับโครงสร้างองค์กร พบว่าด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่คล่องตัว ผู้เช่าของเราหลายรายประสบปัญหาวิกฤตที่น่าเห็นใจ แต่โครงสร้างองค์กรไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที จำเป็นจะต้องมีการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว มีข้อมูลที่พร้อม มีบุคลากรที่มีความรู้ สำนักงานทรัพย์สินฯขณะนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยการตั้ง "บริษัทวังสินทรัพย์" ขึ้นมา เชิญผู้มีความรู้ รับมอบ รับโอนสินทรัพย์ไปบริหารจัดการให้คล่องตัว

อีกส่วนคือเงินลงทุน ในอีดตมีบริษัทเอกชน รัฐบาลชักชวนให้ถือหุ้นมากมาย แม้ไม่ใช่เงินจำนวนเยอะ เพราะเขาเข้ามาเพราะความน่าเชื่อถือของสำนักงานทรัพย์สินฯ แต่เมื่อเกิดวิกฤตปี 2540 พบว่าเงินทุนเหล่านี้จะต้องมีการจัดการอย่างมืออาชีพเพื่อให้เกิดประโยชน์ ส่วนไหนที่ไม่ต้องการจัดการให้เกิดประโยชน์ก็จะให้พาร์ตเนอร์ซื้อคืนกลับไป งานส่วนนี้มีการจัดตั้ง "บริษัททุนลดาวัลย์" ขึ้นมาดูแล

@ พอร์ตทรัพย์สินของสำนักงาน

พอร์ตในกรุงเทพฯมีประมาณ 2.1 หมื่นสัญญา กับที่ดินในต่างจังหวัดแต่ไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะทำเกษตรมีอยู่ 6 จังหวัด 6 สำนักงานย่อย ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัด ซึ่งภาพภายนอกสำนักงานทรัพย์สินฯคนมองว่าพระเจ้าอยู่หัวมีที่ดินมากมายทำไมไม่เอามาแจกคนจน นั่นเป็นเพราะคนเข้าใจผิด ที่ดินในต่างจังหวัดจะมีเกษตรกรเช่าเป็นส่วนใหญ่ กับเป็นตลาดเล็ก ๆ ไม่กี่แห่ง

@ คุณจิรายุ (อิศรางกูร ณ อยุธยา-ผู้อำนวยการ) เคยบอกว่า สำนักงานทรัพย์สินฯจะเป็นดีเวลอปเปอร์

ใช่ครับ แต่คำว่า "ดีเวลอปเปอร์" ไม่ใช่ในความหมายเราจะพัฒนาเอง แต่เราจะดูแลพร็อพเพอร์ตี้ของเราให้เกิดการพัฒนา นโยบายนี้ไม่ได้เป็นของใหม่ วิธีการอาจจะปรับให้เหมาะสม เช่น แลนด์แชริ่ง ถ้าไม่เหมาะสมก็ต้องทบทวนและพิจารณาหาวิธีการอื่น ๆ

@ โครงการที่หน้าพระลาน

โครงการนี้มีการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เรามีหน่วยงานที่ดูแลโดยเฉพาะ ที่ได้ทำเสร็จไปแล้ว เช่น ย่านท่าพระอาทิตย์ ห้องแถว 9 ห้อง เป็นโครงการที่เราถือว่าเป็นอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยขั้นตอนจะเชิญที่ปรึกษา ผู้รู้ ออกแบบว่าจะใช้วัสดุยังไง ประตูเคยเป็นบานเฟี้ยมตอนนี้ประตูเหล็กก็ต้องกลับมาเหมือนเดิม พื้นที่หน้าพระลานคิดว่าไม่เกินสิ้นปีน่าจะเสร็จ

@ ระยะเวลาสัญญาเช่าของสำนักงานทรัพย์สินฯ

กฎหมายปัจจุบันเราทำได้สูงสุด 30 ปี แต่ถามว่าทุกรายให้ 30 ปีไหม คงไม่ เรามีเกณฑ์ของเรา ดูว่าผู้เช่านำที่ดินไปทำประโยชน์อะไร ถ้าลงทุนเยอะก็ต้องให้ยาวหน่อย

*******

รายงานเกี่ยวเนื่อง

-สื่อแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทย ติดอันดับ 1 ผู้นำรวยที่สุดในโลก

-Forbesเทิดพระเกียรติในหลวงเป็นกษัตริย์มั่งคั่งที่1ของโลก3ปีซ้อน

-Bloomberg:กษัตริย์ไทยครองแชมป์อันดับ1ในตลาดหุ้นไทย

-Bloomberg:การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เซียนหุ้นต่างชาติหยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย

-สมเด็จพระเทพฯเสด็จเปิดโรงแรมสยามเคมปินสกี้ ซึ่งสำนักงานทร้พย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

-รัฐมนตรีอินเดียเผยราชวงศ์ดูไบกับไทยสานพระราชไมตรีเล็งร่วมลงทุนสวนสนุก2แสนล้านรูปี

-กระทรวงต่างประเทศชี้แจงกรณี:บทความพิเศษของนิตยสาร Forbes เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด

-สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สมบัติของใคร? : รัฐ หรือ กษัตริย์

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ว่าด้วยการ"นิยาม"และการปฏิบัติบางประการเรื่อง "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ในบทความนี้ดร.สมศักดิ์ชี้ว่า

"พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2491 ยกอำนาจในการควบคุม "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" กลับไปให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการยกเลิกการแยกแยะว่า "อันไหนเป็นส่วนพระองค์ อันไหนเป็นส่วนพระมหากษัตริย์" นั่นคือ ทำให้ "ทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์" มีฐานะเป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ไป ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐ (ถ้าเป็นของรัฐ จะต้องให้รัฐจัดการ และในเมือรัฐเป็นรัฐประชาธิปไตย การจัดการนั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้ accountability เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของรัฐ)

ญาติคนเสื้อแดงทวงสัญญาประกัน104นักโทษการเมือง หลังครม.อนุมัติแล้วส่อแววเบี้ยวโดนขังลืม

ที่มา Thai E-News





ที่มา Asia Update TV และ ประชาไท

แม่บ้านอีสานบุกกรมคุ้มครองสิทธิฯ ร้อง 9 เดือนแล้ว ลูก-ผัวเสื้อแดงยังไม่ได้ประกันตัว

เวบไซต์ประชาไท รายงานว่า เมื่อวันที่15 ก.พ.54 ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายญาติผู้ต้องขังเสื้อแดงราว 50 คน พร้อมด้วยนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม เข้ายื่นหนังสือและร้องเรียนกรณีที่ญาติพี่น้อง-สามี-ลูก ซึ่งเป็นคนเสื้อแดงยังถูกคุมขังอยู่ตามเรือนจำจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาสารคาม อุบลราชธานี อุดรธานี มุกดาหาร มหาสารคาม ขอนแก่น เชียงใหม่ โดยไม่สามารถประกันตัวได้

ทั้งนี้ นายสมชาติ เอี่ยมอนุพงษ์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิได้ลงมารับหนังสือ ซึ่งในหนังสือร้องระบุว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.53 ครม.มีมติยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมทั้งเห็นชอบให้มีการช่วยเหลือประกันตัวให้แก่ผู้ต้องขังคดีชุมนุมทางการเมือง 104 คน ตามที่คณะกรรมการที่มี นายคณิต ณ นคร เป็นประธานเสนอมา แต่ถึงปัจจุบันกว่า 9 เดือนแล้วแต่ญาติพี่น้องของพวกเขาก็อยู่ในเรือนจำ จึงขอเรียกร้องให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ ประสานงานตามศาลจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ญาติได้ประกันตัว พร้อมช่วยเหลือหลักทรัพย์ และขอให้เปิดเผยรายชื่อผู้ต้องหาที่ถูกขังในเรือนจำทั่วประเทศในคดีการเมืองด้วย

จากนั้นได้มีการเชิญชาวบ้านทั้งหมดไปร่วมหารือร่วมกับรองอธิบดีและ นางนงกรณ์ รุ่งเพ็ชรวงศ์ ผอ.กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ

นางนงกรณ์ ชี้แจงว่า ได้ลงไปสำรวจในเรือนจำทั่วประเทศ พบว่า ณ เดือนตุลาคม 2553 ยังมีผู้ต้องขังเสื้อแดง 180 คน มี 151 คนที่ขอความช่วยเหลือ บางส่วนขอทนายความซึ่งคณะกรรมการสิทธิฯ จะเป็นผู้จัดหาให้ อีก 48 รายขอความช่วยเหลือเรื่องเงินประกันตัว ซึ่งกองทุนยุติธรรมอนุมัติให้ทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างนำเงิน 28 ล้านไปให้ยุติธรรมจังหวัดเพื่อนำไปเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวที่ศาล แต่การให้หรือไม่ให้ประกันเป็นดุลยพินิจของศาล ไม่สามารถไปแทรกแซงได้ ซึ่งที่ผ่านมากรมได้ช่วยยื่นประกันตัวไปหลายรายแต่ส่วนใหญ่แล้วศาลไม่อนุญาต เพราะเกรงผู้ต้องขังจะหลบหนี

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ชาวบ้านเข้าใจว่ามติครม.ให้ประกัน 104 รายตามที่นายคณิต ณ นคร เสนอนั้น อันที่จริงแล้วมติครม.ระบุให้ดีเอสไอและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไปหาหลักเกณฑ์และแนวทางในการประกันตัวมา แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า ทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ จะทำหนังสือทวงถามให้


ด้านญาติของผู้ต้องขังระบุว่า ขณะนี้เรือนจำจังหวัดอุดรธานี ยังมีผู้ต้องขังประกันตัวไม่ได้ 27 คน อุบลราชธานี 21 คน มุกดาหาร 12 คน มหาสารคาม 9 คน ขอนแก่น 4 คน เชียงใหม่ 4 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดยื่นประกันตัวหลายครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนการลงไปช่วยเหลือของกรมคุ้มครองสิทธิฯ นั้น หลายครั้งไปโดยไม่ประสานงานกับญาติและทนาย ไม่ทราบข้อมูล ทำให้การยื่นประกันได้รับการปฏิเสธ

นางศิรินารถ จันทะคัต ตัวแทนญาติจากจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลแสดงความจริงใจด้วยการช่วยเหลือผู้ต้องขังอย่างที่พูด โดยยกตัวอย่างความยากลำบากของครอบครัวจันปัญญา หลังจากนายสุชล จันปัญญา นักศึกษาเทคนิคชั้น ปวส.1 ถูกคุมขัง ทำให้พ่อที่เป็นอัมพาตและมารดาที่อายุมากอยู่อย่างยากลำบาก เพราะปกตินายสุชลจะเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัวและทำงานเป็นลูกจ้างร้านถ่ายเอกสารส่งเสียตัวเองเรียน ในวันเกิดเหตุนายสุชลเข้าไปยืนดู ตำรวจใช้ภาพถ่ายที่เป็นเพียงการยืนมุงเป็นหลักฐาน โดยที่ขวดน้ำมันที่กล่าวอ้างว่าเป็นของนายสุชลก็ไม่มีการพิสูจน์ลายนิ้วมือ

ส่วนนางวาสนา ลิลา จากจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวทั้งน้ำตานองหน้าว่า สามีถูกคุมขังมานานหลายเดือนจะมีอาการเครียด เกรงว่าจะคิดสั้นในเรือนจำ สามีโดนข้อหาร่วมกันวางเพลิง ทั้งที่ในวันเกิดเหตุเขาไปซื้ออะไหล่รถและแวะมาดูลูกคนเล็กที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อผ่านจุดเกิดเหตุจึงแวะดู ต่อมาตำรวจนำภาพถ่ายมาให้เซ็นชื่อโดยบอกว่าหากลงชื่อวันรุ่งขึ้นก็สามารถประกันตัวได้ แต่ท้ายที่สุดก็ถูกคุมขังมาจนปัจจุบันไม่สามารถประกันตัวได้ ทำให้ตนลำบากมากเพราะต้องเลี้ยงดูลูกเล็ก 2 คนเพียงลำพัง