WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 18, 2011

"เรื่องเล่า" จากแวดวงราชสำนัก: ทำไม ในหลวง ไม่ได้ทรงพระราชทานอภัยโทษ จำเลยคดีสวรรคต

ที่มา Thai E-News


ธรณีนี่นี้เป็นพยาน. . เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง : 56 ปี การประหารชีวิตจำเลยคดีสวรรคต 17 กุมภาพันธ์ 2498 - 2554


โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


เมื่อ 6 ปีก่อน ในระหว่างที่ผมเขียนบทความเรื่อง "50 ปี การประหารชีวิต 17 กุมภาพันธ์ 2498" (ดาวน์โหลด pdf บทความนี้ได้ที่นี่่ http://www.enlightened-jurists.com/page/136 ) ประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกโกรธมาก คือ การที่หนังสือ The Revolutionary King (2001) ที่เขียนโดย วิลเลียม สตีเวนสัน (William Stevenson) ได้ให้ข้อมูลที่ผิดบางอย่างเกี่ยวกับการประหารชีวิตจำเลยคดีสวรรคตในหลวงอานันท์

ดังที่หลายคนอาจจะทราบแล้ว สตีเวนสัน คือผู้เขียนหนังสือ A Man Called Intrepid ซึ่งในหลวงทรงแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ "นายอินทร ผู้ปิดทองหลังพระ" ในการค้นคว้าเพื่อเขียน The Revolutionary King สตีเวนสัน ได้รับพระบรมราชานุญาตให้มาใช้ชีวิตในประเทศไทยในแวดวงราชสำนัก ได้สัมภาษณ์สนทนากับทั้งในหลวง พระราชินี พระเทพ พระราชชนนี ข้าราชบริพารในพระองค์และผู้ใกล้ชิดราชสำนักจำนวนมาก น่าเสียดายที่หนังสือของสตีเวนสัน ไม่มีเชิงอรรถอ้างอิงที่แน่นอน ทำให้เราไม่สามารถบอกได้ว่า ข้อมูลใดในหนังสือของเขา เอามาจากใครบ้าง อย่างไรก็ตาม คงไม่เป็นการเกินเลยไปที่จะคิดว่า ข้อมูลที่เกี่ยวกับราชสำนักส่วนใหญ่ในหนังสือของเขา เอามาจากการเล่าของคนในแวดวงราชสำนักเอง

ในหน้า 111 ของ The Revolutionary King สตีเวนสัน เขียนในลักษณะที่ว่าในหลวงทรงตระหนักถึงความไม่ชอบมาพากลของการดำเนินคดีสวรรคตของรัฐบาลในขณะนั้นภายใต้การบงการของกลุ่มพิบูล-เผ่า รวมทั้งการพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลย สตีเวนสันอ้างว่า ในหลวงทรงกล่าวในภายหลัง (สตีเวนสันไม่ได้ระบุว่า เอาคำพูดของในหลวงตอนนี้มาจากที่ใด)

"กระบวนการอุทธรณ์คำตัดสินกำลังดำเนินการไป" ในหลวงทรงกล่าวในภายหลัง "ข้าพเจ้าไม่สามารถบ่อนทำลายฐานะของบรรดาผู้รักษาตัวบทกฎหมายของเราอย่างซื่อสัตย์ ด้วยการเข้าแทรกแซง จนกว่าฎีกาขออภัยโทษขั้นสุดท้ายมาถึงข้าพเจ้า"

['Fresh appeals against the sentences were in the works,' he said later. 'I couldn't undermine the position of honest upholders of our written laws by intervening until a final appeal for clemancy reached me.']


สตีเวนสันเล่าต่อไปว่า แต่เมื่อถึงเวลาที่จำเลยถูกตัดสินประหารชีวิตขั้นสุดท้าย และทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ เผ่าได้ดำเนินการประหารชีวิตจำเลยไปโดยปกปิดข่าว และด้วยการกักหนังสือฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษไว้ ไม่นำขึั้นทูลเกล้าฯถวาย ในหลวงไม่ทรงทราบข่าวการประหารชีวิตนั้นเลย จนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว และมีข่าวลือไปถึงพระองค์ (He had been told nothing about the executions. - The Revolutionary King หน้า 119) สตีเวนสันอ้างว่า ในหลวงทรงกริ้วอย่างยิ่ง (rage) . . .

ในหลวงทรงรีบกลับจากวังไกลกังวลเมื่อข่าวลือเรื่องการประหารชีวิตไปถึงพระองค์. พระองค์ได้ทรงปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ทรงเข้าแทรกแซงกับกระบวนการยุติธรรม, เพราะคิดว่าทรงได้รับหลักประกัน [จากรัฐบาล] เรื่องความเป็นอิสระและเข้มแข็งของศาลแล้ว. ในความกริ้วอย่างเงียบๆของพระองค์, พระองค์ได้ตระหนักว่าพระองค์ทรงอยู่ในฐานะไร้ซึ่งอำนาจเพียงใด. พระองค์ได้ทรงยืนยันไปก่อนหน้านั้นว่า ราษฎรทุกคนมีสิทธิที่จะถวายฎีกาขออภัยโทษถึงพระองค์โดยตรง. บัดนี้ ทรงพบว่าความพยายามที่จะถวายฎีกาถึงพระองค์ของครอบครัวแพะรับบาปทั้งสามถูกหยุดยั้่งโดยบรรดาข้าราชสำนักที่ถูกตำรวจของเผ่าดึงตัวไปเป็นพวก . . . บนโต๊ะทำงานของเผ่า หนังสือฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของผู้ถูกประหารชีวิตทั้งสามถูกวางทิ้วไว้

[The King hurried back for Far-From-Worry when the rumours reached him. He had let the months passed without interfering with the due process of law, thinking he had won his demand for a strong and independent judiciary. In his silent rage, he saw how powerless he really was. He had insisted that every citizen had the right to petition him directly. Now he discovered that attempts to reach him by the scapegoats’ families had been stopped by courtiers subverted by Phao’s police. . . . . On Phao’s desk remained the last written appeals from the dead men for a king’s pardon.]


(ข้อความภาษาอังกฤษข้างต้นนี้ ผมได้อ้างไว้ในบทความ โดยไม่แปลอย่างจงใจ เพิ่งมาแปลในครั้งนี้)

ในบทความของผม ผมได้ยกข้อมูลชั้นต้นร่วมสมัยจำนวนมาก ทั้งรายงานการประชุมคณะรัฐมนตรีและรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ มาแสดงให้เห็นว่า ในความเป็นจริงฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของจำเลยทั้งสามได้รับการส่งผ่านจากคณะรัฐมนตรีไปถึงราชเลขาธิการและราชเลขาธิการได้นำขึ้นทูลเกล้าถวายตามกระบวนการ และต่อมา "ราชเลขาธิการแจ้ง [คณะรัฐมนตรี] มาว่า ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้าฯให้ยกฎีกานี้" (คือไม่ทรงโปรดเกล้าฯให้อภัยโทษ) ในระหว่างที่ฎีกา ส่งถึงราชสำนักแล้ว แต่ยังไม่ทราบผล หนังสือพิมพ์สมัยนั้น รวมทั้ง สยามรัฐ ก็ได้รายงานข่าวอย่างแพร่หลาย มีหนังสือพิมพ์บางฉบับได้ไปสัมภาษณ์ ม.จ.นิกรเทวัญ เทวกุล ราชเลขาธิการ ด้วย ซึ่ง ม.จ.นิกรเทวัญ ทรงรับสั่งยืนยันว่า "ฎีกาของจำเลยทั้งสามคนนี้ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายมาหลายวันแล้ว" ผมยังได้ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ ที ม.จ.นิกรเทวัญ จะร่วมมือกับเผ่า กักหนังสือฎีกาไว้ไม่ทูลเกล้าถวาย เพราะ ม.จ.นิกรเทวัญ เป็นผู้ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย โปรดเกล้าฯให้เป็นราชเลขาธิการด้วยพระองค์เองให้อยู่ในตำแหน่งราชเลขาธิการตั้งแต่ปี 2493 จนถึงปี 2505 ซึ่งรวมเวลาที่ทรงโปรดเกล้าฯต่ออายุราชการให้ถึง 5 ครั้งจนครบตามระเบียบที่ต่ออายุราชการได้

ส่วนสาเหตุที่ทรง "โปรดเกล้าฯให้ยกฎีกา" ของ 3 จำเลยคืออะไร ผมไม่สามารถบอกได้แน่ชัด เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน

*******

กรุณาอ่านประกอบกับกระทู้นี้ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=155497804503507&set=a.137616112958343.44289.100001298657012&theater


เย็นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2498 เจ้าหน้าที่เรือนจำบางขวางได้ไปติดต่อกับภิกษุเนตร ปัญญาดีโพธิ์ เจ้าอาวาสวัดบางขวางที่อยู่ใกล้ๆกันว่าคืนนั้นขอนิมนต์ไปเทศน์ให้นักโทษที่จะถูกประหารชีวิตฟัง เวลาเดียวกันที่เรือนจำ ผู้บัญชาการ (ขุนนิยมบรรณสาร) เรียกประชุมพัศดี ผู้คุมและพนักงานเรือนจำทั้งหมด สั่งให้เตรียมพร้อมประจำหน้าที่ . . .

นักโทษ 3 คน ถูกนำตัวออกจากห้องขังมาทำการตีตรวนข้อเท้าตามระเบียบ ทั้ง 3 คน รู้ตัวทันทีว่ากำลังจะถูกประหารชีวิต . . .

นักโทษคนหนึ่งมีอาการปรกติ ขณะที่อีก 2 คนแสดงความตื่นตระหนก จนนักโทษคนแรกต้องหันไปดุว่า “กลัวอะไร เกิดมาตายหนเดียวเท่านั้น” นักโทษคนแรกยังพูดหยอกล้อกับผู้ตีตรวนได้

หลังตีตรวนเสร็จ ทั้งสามถูกนำไปพิมพ์ลายนิ้วมือและตรวจโรคทำบันทึกสุขภาพ แล้วถูกพาไปที่ห้องขังชั่วคราว (ปรกติเป็นห้องเยี่ยมญาติ) ขณะนั้นเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ที่นั่นนอกจากมีผู้คุมเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด เข้าประกบนักโทษคนต่อคนตลอดเวลาแล้ว ยังมีแพทย์คอยสังเกตและตรวจอาการเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยเจ็บก่อนถูกประหาร มีเสื่อปูให้นอน แต่ไม่มีใครนอน ราว 19 นาฬิกา แพทย์ฉีดยาบำรุงหัวใจให้นักโทษคนแรก 1 เข็ม แต่เขายังสามารถพูดคุยกับผู้คุมได้ ขณะที่อีก 2 คน มีอาการ กอดอก ซึมเศร้า เวลา 22 นาฬิกา ผู้คุมเป็นพยานให้นักโทษทั้งสามเขียนพินัยกรรมหรือจดหมายฉบับสุดท้ายถึงญาติ . . . .


และกระทู้นี้ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=155570287829592&set=a.137616112958343.44289.100001298657012&theater

ธรณีนี่นี้เป็นพยาน. . เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง : 56 ปี การประหารชีวิตจำเลยคดีสวรรคต 17 กุมภาพันธ์ 2498 - 2554


. . . . ประมาณตี 2 หัวหน้ากองธุรการเรือนจำอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้นักโทษทั้งสามฟัง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ นักโทษทั้งสามนั่งฟังโดยสงบเป็นปรกติ หลังจากนั้น ภิกษุเนตร (ซึ่งมาถึงตั้งแต่ตี 2) ได้เทศน์ให้นักโทษทั้งสามฟังใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ระหว่างการเทศน์ นายเฉลียวมีอาการปรกติ ยังสามารถนำอาราธนาศีลได้ นายชิตนั่งสงบขณะที่นายบุศย์กระสับกระส่าย เมื่อเทศน์จบแล้ว ระหว่างที่ภิกษุเนตรกำลังจิบน้ำชาและพูดคุยกับนักโทษ นายบุศย์ซึ่งมีอาการโศกเศร้าที่สุดและหน้าตาหม่นหมองตลอดเวลา บอกกับภิกษุเนตรว่า “เรื่องของผมไม่เป็นความจริง ไม่ควรเลย” และพูดถึงแม่ที่ตายไปแล้วว่าเป็นห่วง ตายนานแล้วยังไม่ได้ทำศพ นายเฉลียวทำท่าจะสั่งเสียบางอย่างกับภิกษุเนตร “กระผมจะเรียนอะไรกับพระเดชพระคุณฝากไปสักอย่าง” แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร พอดีกับ เผ่า ศรียานนท์ พร้อมด้วยบริวารเกือบ 10 คน เดินทางมาถึงและเข้ามานั่งในห้องที่เก้าอี้ด้านหลังภิกษุเนตร เผ่าอยู่ในชุดสูทสากลหูกระต่าย สวมหมวกแบเร่ต์สีแดง นายเฉลียวเห็นเข้าก็เอ่ยขึ้นว่า “อ้อ คุณเผ่า” หลังจากนี้ภิกษุเนตรก็กลับวัด . . . .

หลังพระเทศน์ นักโทษถูกนำกลับห้อง ทางเรือนจำจัดอาหารมื้อสุดท้ายให้ แต่ไม่มีใครกิน . . . .

เวลาประมาณ 4.20 น. นายเฉลียวถูกนำตัวเข้าสู่หลักประหารเป็นคนแรก โดยอยู่ในท่านั่งงอขา หันหลังให้ที่ตั้งปืนกลของเพชรฆาต ห่างจากปืนกลประมาณ 5 เมตร นักโทษถูกมัดเข้ากับหลักประหาร มือทั้งสองพนมถือดอกไม้ธูปเทียนไว้เหนือหัวมีผ้าขาวมัดไว้ และมีผ้าขาวผูกปิดตา ด้านหน้านักโทษเป็นกองดิน ด้านหลังเป็นฉากผ้าสีน้ำเงิน บังระหว่างนักโทษกับเพชรฆาต บนฉากผ้ามีวงกลมสีขาวเป็นเป้าสำหรับเพชรฆาต ซึ่งตรงกับบริเวณหัวใจของนักโทษ เมื่อได้เวลา เพชรฆาตประจำเรือนจำ นายเหรียญ เพิ่มกำลังเมือง ก็ยิงปืนกลรัวกระสุน 1 ชุด จำนวน 10 นัด เสร็จแล้วแพทย์เข้าไปตรวจดูนักโทษเพื่อยืนยันว่าเสียชีวิต

หลังการประหารนายเฉลียวประมาณ 20 นาที นายชิต ก็ถูกนำตัวมาประหารเป็นคนต่อไปในลักษณะเดียวกัน . . . .

หลังจากนั้นไปอีก 20 นาที ก็ถึงคราวของนายบุศย์ เขามีโรคประจำตัวเป็นลมบ่อย และเป็นลมอีกก่อนถูกนำเข้าหลักประหารเล็กน้อย ต้องช่วยให้คืนสติก่อน . . .

เพชรฆาตยิงนายบุศย์เสร็จ 1 ชุดแล้ว ตรวจพบว่านายบุศย์ยังมีลมหายใจ จึงยิงซ้ำอีก 2 ชุด โดยยิงรัว 1 ชุด แล้วตามด้วยการยิงทีละนัดจนหมดอีก 1 ชุด

ผลการยิงถึง 30 นัดนี้ทำให้เมื่อญาติทำศพ พบว่านายบุศย์เหลือเพียงร่างที่แหลกเหลว และมือขาดหายไป . . . .

การ์ตูนเซีย 1-15 กพ.54

ที่มา thaifreenews

โดย tongtata

นักศึกษาและนักกิจกรรมร่วมจัดดนตรีสันติภาพ ยุติศึกไทย-กัมพูชา

ที่มา ประชาไท

16 ก.พ.54 เวลา 17.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน กลุ่มนักศึกษาและนักกิจกรรมทางสังคม ร่วมกันจัดงานดนตรี “สันติภาพไร้พรมแดน หยุดสงครามไทย-กัมพูชา” โดยกลุ่มดังกล่าวประกอบไปด้วย กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน, กลุ่มสลึง มหาวิทยาลัยมหิดล, ชมรมอนุรักษ์ฯ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, กลุ่มประกายไฟ, กลุ่ม FAN (Friend for Activist Network), สถาบันต้นกล้า, กลุ่มรองเท้าแตะ, กลุ่มไม่เอาสงคราม ต้องการสันติภาพ และมูลนิธิศักยภาพชุมชน
























กิจกรรมมีการจัดแสดงภาพถ่ายผลกระทบจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และการรณรงค์ยุติสงคราม มีการแสดงดนตรี ขับร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสงครามและสันติภาพ สลับกับการพูดคุย การอ่านบทกวี และการแสดงละคร
นายปราบ รักไฉไล จากกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งนี้เป็นเกมการเมืองของชนชั้นนำ ซึ่งกัมพูชาต้องการทำให้เรื่องไปถึงศาลโลกขณะที่ไทยพยายามรั้งไว้ ความเลวร้ายจึงมาตกที่ประชาชนซึ่งอยู่อาศัยตามแนวชายแดน ต้องคอยหลบหนีระเบิดและไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปรกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทั้ง 2 ฝ่ายควรหันมาร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจมากกว่า และผู้ที่สนับสนุนการทำสงครามควรถูกประณาม
นายพันธุ์ภูมิ ผุดผ่อง จากกลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน กล่าวว่า ไม่อยากให้มีสงคราม อยากให้ใช้วิธีทางการทูตในการแก้ปัญหา และเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนตามแนวชายแดนได้กลับไปใช้ชีวิตแบบปรกติ และให้ทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มการเจรจาโดยมีตัวกลางเช่น อาเซียน
นายไตรรัตน์ ประไพ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งมาร่วมกิจกรรมกล่าวว่า สงครามเป็นสิ่งไม่ดีเพราะทำให้ประชาชนเสียเลือดเนื้อและชีวิต อยากให้รัฐบาลใช้อำนาจแต่พอควร ใช้การปรองดองและการพูดคุยในการแก้ไขปัญหาจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
ส่วนนางจรีกรณ์ อายุ 65 ปี ซึ่งมาร่วมกิจกรรมกล่าวว่า ไม่อยากให้เกิดสงครามและคิดว่าคงไม่มีใครอยากให้เกิด อยากให้ผู้มีอำนาจไตร่ตรองและเหลียวมาดูประชาชนและสังคมว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยฐานะกว่า หากเกิดสงครามแล้วชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร

สิ่งปรารถนาจะเห็นในปัจจุบันหรืออนาคตอันไม่ไกลนัก..

ที่มา ประชาไท

ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

จุดดอกไม้ธูปเทียนเวียนไหว้ ขออธิษฐานได้เห็นสิ่งปรารถนา ด้วยรักจริงหวังดีฝากมา ถึงแก้วตายาหยีสองคน


หนึ่ง รัฐบาลมาร์ค
กองทัพ : สามารถปกป้องอธิปไตยชายแดนของไทย-กัมพูชา นำสันติภาพกลับมา
ยอมรับบทบาทด้านบวกของพธม. ที่ผลักดันให้รัฐบาลกล้ายืนหยัดรักษาอธิปไตยไทย
อย่าสลายการชุมนุมไม่ว่า เหลือง แดง หากไม่ก่อความรุนแรงยึดสถานที่เผาเมือง
สังคยานาข้อมูลแนวคิดของ ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ: ผู้กำหนดอธิปไตยไทย
กล้าจัดการเด็ดขาด ปลดรัฐมนตรีชั่วและข้าราชการเลว โดยร่วมมือกับประชาชน
กล้าปฎิรูปการเมือง-การเลือกตั้ง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อประชาชน

สอง พธม
.ร่วมมือกับรัฐบาลในการรักษาปกป้องอธิปไตยไทย เพราะเป็นภารกิจของคนไทยทุกฝ่าย
( การคัดค้านการคอร์รับชันโกงกินและการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมฯของรัฐบาล ต้องทำต่อไป)
ทำหน้าที่ในการขจัดอิทธิพลของระบบทุนสามานย์ทักษิณ(ที่เป็นศัตรูหลักของประชาชน)และ
คัดค้านต่อต้านเผด็จการทหาร(การรัฐประหารฯ)และเผด็จการรัฐสภาเลือกตั้งโดยอำนาจทุน
ทำหน้าที่ในการรักษาการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข(โดย)
ผลักดันให้รัฐบาลฝ่ายค้านฝ่ายนิติบัญญัติและทุกฝ่ายปฏิรูปการเมืองการเลือกตั้งเพื่อประชาชน
สำหรับประชาชนไทย: นี่เป็นโอกาสดียิ่ง ที่จะได้ ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่สำคัญของประเทศ
*การรักษาปกป้องอธิปไตยไทย
โดย :สนับสนุน รัฐบาลกองทัพ ,พธมและทุกฝ่าย ได้หน้าที่อันเป็นภารกิจที่มีเกียรติของคนไทย
*การรักษาสนันสนุนระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง ให้เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน-ประเทศ
อย่าทำเป็น จ่าเฉย ตั้งโชว์ยืนนิ่งตะเบ๊ะมือ นะจ๊ะที่รักจ๋า …………….

ภาพชุดโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นคนเกาหลีเหนือ เฉลิมฉลองวันเกิด69ปีท่านผู้นำอันเป็นที่รัก คิมจองอิล

ที่มา Thai E-News


เป็นรูปที่มีทุกบ้าน-เมื่อวานนี้ชาวเกาหลีเหนือเฉลิมฉลองวันเกิดท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รักคิมจองอิล ผู้มีอัจริยภาพทุกด้าน ผู้สืบสานปรัชญาเศรษฐกิจจูเชจากคิมอิลซุง บิดาผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือ ที่เน้นความพอเพียงพึ่งพาตนเอง ไม่พึ่งต่างประเทศ ปีที่แล้วท่านผู้นำสวมบทนักบุญแจกตั้งแต่ข้าวสาร ถุงยังชีพ ไปยันนาฬิกาโรเล็กซ์แก่ชาวเกาหลีเหนือผู้จงรักภักดี ปีนี้เขาอายุ69 ปีสุขภาพไม่ดี แต่ก็ยังไม่ตายตามที่ศัตรูของเขาแช่งชัก ในเกาหลีเหนือการตั้งคำถามพื้นๆว่า"หากท่านผู้นำตายแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น"ถือเป็นสิ่งต้องห้าม!

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 กุมภาพันธ์ 2554


สแตมป์ท่านผู้นำอันเป็นที่รักเทิดทูนยิ่ง-สแตมป์ดวงตราไปรษณีย์ของเกาหลีเหนือ ที่ระบุว่า"ท่านสหายผู้นำที่ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รักเทิดทูนยิ่ง"จัดทำขึ้นในโอกาสเฉลิมฉลองคล้ายวันเกิดปีที่ 69 ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ของนายคิมจองอิล
(ภาพข่าว:AP Photo/ Lee Jin-man)


ซาบซึ้ง-ชาวเกาหลีเหนือเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบปีที่69ของคิมจองอิล ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นรัฐพิธีและวันหยุดที่ทรงความสำคัญอย่างยิ่งของประเทศเกาหลีเหนือ(ภาพข่าว:REUTERS/Kyodo )


ตราตรึง-นักว่ายน้ำสาวชาวเกาหลีเหนือพากันแปรอักษรเป็นรูป 2.16 หรือวันที่ 16 เดือนกุมภาพันธ์ อันเป็นวันเกิดของคิมจองอิลอย่างตระการตา (ภาพข่าว:AP Photo/Korean Central News Agency via Korea News Service)


ไม่อยากให้ท่านผู้นำเหนื่อย-นักว่ายน้ำประกอบเพลง พากันร้องเพลงสรรเสริญบารมีของคิมจองอิลในเปียงยางอย่างยิ่งใหญ่(AP Photo/Kyodo News)


อวยพร-ประชาชนผู้จงรักภักดีชาวเกาหลีเหนือเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงดอกไม้เทิดเกียรติคิมจองอิล โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ที่ตั้งตามชื่อของท่านผู้นำได้รับการสนใจเป็นพิเศษ(ภาพข่าว:REUTERS)


ใต้ร่มบารมี-พลเมืองเกาหลีเหนือพากันถ่ายภาพที่ระลึกใต้อนุสาวรีย์คิมอิลซุง บิดาของคิมจองอิล และบิดาของประเทศเกาหลีเหนือ คิมอิลซุงเป็นเจ้าของปรัชญาเศรษฐกิจจูเช เน้นความพอเพียงพออยู่พอกิน ไม่พึงพาต่างประเทศ ซึ่งยังผลให้ชาวเกาหลีเหนืออดตายจำนวนมหาศาล (ภาพข่าว:AP Photo)


โชคดีที่ได้เกิดมาเป็นคนเกาหลีเหนือ-พนักงานโรงแรมสาวในนครเปียงยางในชุดประจำชาติพากันเต้นรำเฉลิมฉลองวันเกิดท่านผู้นำคิมจองอิล คนเกาหลีเหนือถูกสอนมาตั้งแต่เกิดว่าโชคดีที่ได้เกิดมาใต้ร่มบารมีของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ มีอัจฉริยภาพ และทำงานเพื่อประชาชน เกาหลีเหนือเป็นโลกเดียวที่พวกเขารู้จัก (ภาพข่าว: REUTERS)


เฉลิมฉลอง-การจุดพลุไฟเทิดเกียรติคิมจองอิล ผู้นำที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยอัจฉริยภาพ(ภาพข่าว:AFP/KCNA via KNS)


จงเจริญๆ-บิ๊กๆของพรรคการเมืองคนงานเกาหลีเหนือ,กองทัพและเจ้าหน้าที่ข้ารัฐการระดับสูงพากันเฉลิมฉลองวันเกิดท่านผู้นำต่อภาพบิลบอร์ดมหึมาออกสื่อของรัฐ(ภาพข่าว:AFP/KCNA via KNS)


ทายาทราชวงศ์คิม-คิมจองอุน บุตรชายของคิมจองอิล เป็นคิมรุ่นที่สามที่จะสืบทอดเป็นทายาทปกครองเกาหลีเหนือให้อยู่เย็นเป็นสุขอย่างพอเพียงด้วยปรัชญาเศรษฐกิจชูเจ ในภาพเขากำลังปรบมือให้กับการร้องประสานเสียงของอนุชนของชาติที่กำลังร้องเพลงสรรเสริญท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่ (AP Photo/Kyodo News)
*******

ถ้าผู้นำเกาหลีเหนือตาย จะเกิดอะไรขึ้น?-เป็นคำถามต้องห้าม!



ชาร์ลส์ เจนกิ้นส์ ทหารอเมริกันที่หนีทหารจากเกาหลีใต้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีเหนือนาน40ปี(2507-2547)เขียนในหนังสือคำสารภาพ(To tell the truth)ที่เขาเขียนขึ้นหลังจากหลบหนีออกจากเกาหลีเหนือมาได้ว่า

ในตอนแรกที่เขาหนีทหารเข้าไปอยู่ในเกาหลีเหนือในราวปีพ.ศ.2508นั้น ภายหลังจากถูกล้างสมองให้รับรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความอัจฉริยะของคิมอิลซุง บิดาผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือแล้ว ทางการเกาหลีเหนือก็บังคับให้เรียนเกี่ยวกับ"ปรัชญาจูเชียะ" หรือ จูเช

ปรัชญาจูเชียะตามทฤษฎีของคิมอิลซุง มีสาระสำคัญยกย่องการพึ่งตัวเอง เกาหลีเหนือต้องพึ่งตัวเองดีกว่าการพึ่งการค้ากับประเทศลัทธิคอมมิวนิสต์อื่น เช่น จีน โซเวียต ต้องเรียนวันละ10ถึง11ชั่วโมง ถ้าท่องจำไม่ได้ในส่วนที่ถูกสั่ง ต้องเรียนซ้ำ16ชั่วโมงในวันอาทิตย์ ดังนั้นแม้แต่40ปีต่อมาที่หนีออกจากเกาหลีเหนือมาได้ ข้าพเจ้าก็ยังจำคำโฆษณาชวนเชื่อปรัชญานี้ได้ดี บางครั้งข้าพเจ้ายังท่องมันได้แม้แต่ในความฝัน

ข้าพเจ้าไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่มันเป็นทฤษฎีบ้าๆ ยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไร้เหตุผล บางครั้งข้าพเจ้าเหลียวดูรอบตัวและพิศวงเหลือเกินว่า เหตุใดคนทั้งประเทศนี้จึงเชื่อทฤษฎีไม่สมประกอบนี้ แน่นอนเป็นทฤษฎีโกหกเห็นชัดๆ เพราะใครก็รู้ว่าเกาหลีเหนือล้มแน่ถ้าขาดการค้า หรือการพึ่งพาบริจาคจากประเทศอื่นเพื่อปากท้องของคนเกาหลีเหนือ

ข้าพเจ้ามักจะบอกลูกสาว2คนที่เกิดและเติบโตในเกาหลีเหนือเสมอว่า"โลกที่เรากำลังอยู่ในเกาหลีเหนือ ไม่ใช่โลกมนุษย์ที่แท้จริง"แต่เด็กๆไม่ค่อยเชื่อข้าพเจ้านัก เพราะโลกในเกาหลีเหนือเป็นโลกเดียวเท่านั้น ที่เด็กๆรู้จัก

แต่ข้าพเจ้าไม่เคยถูกล้างสมองด้วยประวัติศาสตร์ หรือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จอมปลอม และการเคารพบูชาคิมอิลซุงซึ่งพวกเขายัดเยียดให้ หากคุณเป็นชาวเกาหลีเหนือที่เติบโตในสภาพนี้ มันอาจจะมีแนวโน้มที่จะเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาสั่งสอน หรืออย่างน้อยอาจจะเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างไม่มากก็น้อย

แต่ข้าพเจ้าเติบโตมาจากโลกภายนอก รู้จักโลกภายนอก ข้าพเจ้ารู้ว่า ทุกอย่างเป็นการโกหกหลอกลวง

สำหรับลัทธิบูชาเคารพปัจเจกบุคคลในเกาหลีเหนือนั้น ข้าพเจ้าซาบซึ้งดีเมื่อถามคำถามซื่อๆตรงๆและน่าจะมีเหตุผลต่อเจ้าหน้าที่พรรคว่า"ถ้าคิมอิลซุงตาย จะเกิดอะไรขึ้น?"เท่านั้นหละข้าพเจ้าก็โดนทำโทษหนักด้วยคำถามนี้ การเกริ่นแย้มว่าคิมอิลซุงเป็นมนุษย์เดินดินที่ไม่พ้นความตาย...

ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในเกาหลีเหนือ

ฟัง "ทูตอียู" พูดถึงปัญหาพรมแดนไทยกับพูชา ชี้อียูรวมตัวสำเร็จด้วยยุทธศาสตร์ "แก้ปัญหาการเมืองผ่านเศรษฐกิจ"

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

ที่มา ทีมข่าวอิสรา โต๊ะข่าวภาคใต้

18 กุมภาพันธ์ 2554


โอกาสพิเศษยิ่งที่ทีมข่าวอิศราได้ทำการสัมภาษณ์คุณเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูต และหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย เกี่ยวกับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาประเทศไทยของอียู และโยงถึงคำถามแห่งความสำเร็จของการร่วมตัวของประเทศยุโรป 27 ประเทศเป็นกลุ่มสหภาพยุโรป (European Union) หรือที่รู้จักกันในนาม อียู

ไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นบทสัมภาษณ์ที่มีแง่มุมน่าสนใจ และอาจจะเตือนสติให้สังคมไทยฉุกคิดว่ามันมีหลายวิธีที่สามารถแก้ไขความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งจากบทเรียนของความสำเร็จในการรวมตัวเป็นกลุ่มสหภาพยุโรป คือ "แก้ปัญหาการเมืองผ่านเศรษฐกิจ" ซึ่งหลายรัฐบาลที่ผ่านมาของไทยนับตั้งแต่รัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ดำเนินนโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" จนพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านได้ในระดับที่น่าพอใจ จนมาตกต่ำย่ำแย่ และสร้างความอับอายในสายตานานาชาติ ก็ในยุคอภิสิทธิชนชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกษิต ภิรมย์นี่เอง

"ทีมข่าวอิศรา" ได้ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูต และหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย ถึงมุมมองและบทบาทของสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีต่อปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางออกของปัญหาขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ อีกหลายประเด็น

O อียูมองปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร และวางบทบาทอย่างไรต่อปัญหาที่เกิดขึ้น?

ประการ แรกคือเราติดตามปัญหา มองเห็นความสูญเสียที่เกิดกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ เราให้น้ำหนักตรงนี้ ฉะนั้นอียูจึงทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ซึ่งทำงานในระดับรากหญ้า เน้นที่กระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย องค์กรเหล่านี้เป็นพันธมิตรสำคัญของอียูที่ช่วยให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้ ที่ต้องการอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการยุโรปมอบเงิน สนับสนุนโครงการหลากหลายของ องค์กรที่ไม่ใช่รัฐ รวมไปถึงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและดูแลสิ่งแวดล้อม การส่งมอบบริการทางสังคมขั้นพื้นฐาน การสร้างกระบวนการปรองดองผ่านการดำเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชน การต่อสู้กับการกีดกันและทำให้ไม่มีความสำคัญทางสังคม

องค์กร เหล่านี้ก็เช่น ศูนย์ทนายความมุสลิม มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นต้น งานของเราเน้นสนับสนุนให้ประชาชนกับรัฐทำงานร่วมกันได้ดี และเน้นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ให้ผู้ถูกจับกุมมีทนายแก้ต่างในคดีได้

O อยากให้ขยายความเรื่องการทำงานในระดับรากหญ้าที่อียูให้ความสนใจ?

เราเน้นทั้งเรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจชุมชน และสิ่งแวดล้อม เรามีโครงการช่วยเหลือประชาชนในด้านเศรษฐกิจด้วย เช่น การทำฟาร์มกุ้ง และการสนับสนุนชุมชนเครือข่ายชาวประมงขนาดเล็กของ จ.ปัตตานี นี่คือตัวอย่างขององค์กรภาคประชาสังคมที่ได้รับการสนับสนุนจากอียู โดยทางชุมชนต้องการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดำรงไว้ซึ่งการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สมาชิกชุมชนต้องพึ่งพิงในการดำรงชีวิต ชาวบ้านในชุมชนปาตาบูดี (อยู่ใน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี) ได้ร่วมกันสร้างเพิงพักเรือบริเวณชายหาด เมื่อชาวประมงกลับจากการหาปลาในแต่ละวัน ชาวบ้านที่อยู่บนชายฝั่งก็จะช่วยกันเข็นเรือขึ้นไปพักเก็บไว้ในเพิง นี่เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่อียูให้ความช่วยเหลือ

นอกจากนั้นยัง มีทูตอียูจากประเทศต่างๆ ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นระยะ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยพาเดินทางลงพื้นที่หลายครั้ง หลายช่วงเวลา แต่สถานที่ที่ไปเป็นสถานที่ที่ทางอียูเลือกเอง ไม่ได้ถูกพาไป หรือบางครั้งคณะทูตก็จะมากันเอง

สิ่งที่ผมอยากฝากก็คือ เราอยากให้เกิดสันติภาพ สันติสุข และการปรองดองแก่คนในพื้นที่ให้มากที่สุด

O การที่อียูมีประสบการณ์เรื่องการรวมตัวกันเป็นสหภาพ ก้าวข้ามเรื่องพรมแดนและเส้นเขตแดนของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนกำลังก้าวตาม อยากทราบว่ามีการจัดการปัญหาหรือข้อพิพาทในระดับทวิภาคีอย่างไร เทียบกับกรณีที่กำลังเกิดปัญหาอยู่ในอาเซียน คือกรณีพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา?
อียูเป็นดินแดน ที่ผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมา ฝรั่งเศสกับเยอรมนีมีปัญหาชายแดนระหว่างกันเป็นประจำ อียูพยายามแก้ไขปัญหาการเมืองผ่านเศรษฐกิจ พยายามทำให้การค้าสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน สร้างความมั่นใจให้กับทุกประเทศ สร้างรายได้ สร้างการค้าร่วมกัน ฉะนั้นเมื่อมีอียูจึงไม่มีสงครามอีก
กรณีของไทยกับกัมพูชาก็มีอาเซียนดูแลอยู่ ฉะนั้นต้องสนับสนุนให้มีความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยผ่านการเจรจา เพราะการเจรจาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ควรทำสงครามต่อกัน ความเป็นจริงผู้นำของทั้งสองประเทศก็เคยทำงานร่วมกันมาในหลายๆ เรื่อง รวมทั้งกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศก็มีกลไกหลายระดับ สามารถใช้พูดคุยเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันได้

O โครงการ EU Travelling Tour of Thailand 2011 มีวัตถุประสงค์อะไร และทำไมถึงเลือกมาจัดในภูมิภาค (อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา)?

การจัดกิจกรรมในภูมิภาคเป็นสิ่งสำคัญในฐานะของทูตของสหภาพยุโรปที่ เห็นว่าประเทศไทยมีมากกว่ากรุงเทพฯ เรามีความตั้งใจที่จะเดินทางไปทั่วประเทศทุกภูมิภาค ทั้งเชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่เป็นหลักในภูมิภาคนั้นๆ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับสหภาพยุโรปให้มากขึ้น และในครั้งนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้น

O ทุนอีราสมุส มุนดุส เปิดโอกาสให้กับเยาวชนในพื้นที่ภาคใต้แค่ไหน อย่างไร?

ทุนนี้เป็นทุนใหญ่ที่ทางอียูให้กับนักเรียนทั่วโลกและประเทศไทย ปัจจุบันมีนักเรียนไทยได้รับทุนนี้มากถึง 260 คน ทุนอีราสมุส มุนดุสมี 2 แบบ คือทุนที่ให้กับนักเรียน นักศึกษา อาจารย์ บุคลากร กับทุนที่ต้องเซ็นสัญญาตกลงเป็นการเฉพาะกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นทุนที่ให้ในเรื่องการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก รวมทั้งทุนวิจัยทุกด้าน ให้ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ

สำหรับ เฉพาะในภาคใต้ ล่าสุดอียูได้เซ็นสัญญาตกลงกับทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อให้กันที่ไว้สำหรับนักศึกษาจาก ม.อ.จำนวน 22 ทุน และอีก 29 ทุนเป็นทุนสำหรับบุคลากรกับอาจารย์ กระจายแบ่งกับมหาวิทยาลัยอื่นด้วย

O การจัด English debate training ที่ส่งเสริมการแสดงความคิดเห็นต่าง มีรายละเอียดอย่างไร?

ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่มีการจัดอบรมเกี่ยวกับการโต้วาทีภาษาอังกฤษ ระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย มีนักศึกษาจาก ม.อ.จำนวน 10 คนเข้าอบรมและแข่งขันด้วย นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นเป็นภาษาอังกฤษได้ดี อยากให้นักศึกษา ม.อ.และสถาบันการศึกษาอื่นๆ ในภาคใต้ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ให้มากขึ้นในปี 2554

อีกโครงการหนึ่งที่อียูกำลังทำคือโครงการถนนปลอดภัย หรือ Road Safety เหตุผลประการแรกที่ทำโครงการนี้เพราะเห็นว่าในเมืองไทยมีเยาวชนที่ใช้รถใช้ ถนนอย่างไม่ปลอดภัยจำนวนมาก ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งสร้างความเข้าใจ เราจึงร่วมมือกับทาง ม.อ.จัดตั้งศูนย์ Center of Excellence เพื่อให้ความรู้ โดยเน้นการสร้างศักยภาพของบุคลากรในการให้ความรู้กับประชาชนทั่วไปในเรื่องการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โครงการนี้ใช้งบประมาณ 16 ล้านบาท เป็นศูนย์สำหรับภาคใต้ทั้งหมดรวมทั้งของเอเชียด้วย โดยจะเปิดศูนย์ในเดือน พ.ค.นี้

O บทบาทของอียูและการมีทูตอียูประจำประเทศไทยช่วยให้ประชาคมโลกมีความเข้าใจประเทศไทยดีขึ้นแค่ไหน?

เมืองไทยมีกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางและเป็นที่รวมของสื่อมวลชนนานาชาติ ทั้งซีเอ็นเอ็น อัลจาซีราห์ บีบีซี แม้กระทั่งสื่อของฝรั่งเศส สื่อเหล่านี้เป็นกระบอกเสียงทำให้ประชาคมโลกเข้าใจไทยได้มากขึ้นพอสมควร ขณะที่ไทยเองก็ประเทศเปิด มีความเป็นอิสระ ผมทำงานการทูตสาธารณะ เดินทางไปทั่วโลก เห็นว่าสิ่งที่ไทยกำลังทำนั้นดีแล้ว

Wednesday, February 16, 2011

กก.แก้ รธน.เสนอพรรคได้ปาร์ตี้ลิสต์มากสุดจัดตั้งรัฐบาล ปัดฮั้ว"กอร์ปศักดิ์" อ้างคิดไว้นานแล้ว

ที่มา มติชน

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมกรรมการ ประกอบด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก นายบรรเจิด สิงคะเนติ ร่วมกันแถลงผลการศึกษาแนวทางในการปรับโครงสร้างการเมืองและกระบวนการยุติธรรมของไทย ที่เตรียมเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 16 กุมภาพันธ์

นายบรรเจิดกล่าวว่า สาระสำคัญในการปรับโครงสร้างทางการเมือง 1.ประเด็นฝ่ายบริหาร ให้หัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจากระบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) มีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นั่นหมายความว่าที่มาของรัฐบาลไม่ได้จากการเสียงโหวตในสภาอีกต่อไป แต่มาจากเสียงประชาชนที่ลงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้ หากพรรคที่ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เป็นอันดับ 1 กลัวว่าเสียงจะไม่มั่นคงเพียงพอ ก็สามารถนำเสียงพรรคร่วมรัฐบาลมาจัดตั้งรัฐบาลได้ 2.เรื่องความเป็นอิสระระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐบาลไม่มีสิทธิยุบสภา เพื่อไม่ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะเดียวกันสภาผู้แทนราษฎรไม่มีสิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี แต่สามารถตรวจสอบรัฐบาลด้วยการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติได้ ตั้งกระทู้ถามสดในสภาได้

นอกจากนี้ ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจยับยั้งกฎหมายที่มีผลกระทบกับการบริหารงานของรัฐบาลที่เสนอโดยฝ่ายนิติบัญญัติได้ด้วย ส่วนการสิ้นสภาพของรัฐบาลจะเกิดขึ้นเมื่อนายกฯถูกถอดถอน หรือลาออกเท่านั้น ระบบนี้จะช่วยให้รัฐบาลอยู่ได้ครบวาระ ช่วยให้รัฐบาลมีเสถียรภาพเข้มแข็ง ถ้าไม่สะดุดขาตัวเอง


ด้านนายสมบัติกล่าวว่า เหตุที่คณะกรรมการมีข้อเสนอเช่นนี้ เพราะต้องการให้ประชาชนเลือกพรรคการเมือง โดยพรรคที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจากระบบปาร์ตี้ลิสต์ จะได้ทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาล และหัวหน้าพรรคที่ได้รับคะแนนสูงสุดจะทำหน้าที่เป็นนายกฯ โดยไม่คำนึงถึงเสียงในสภา ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องไม่เป็น ส.ส. หากใครเป็น ส.ส. เขตต้องลาออก แล้วจัดให้เลือกตั้งซ่อมใหม่ หากเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ก็เลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมา เพื่อแยกอำนาจฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้รัฐมนตรีได้ทำงานบริหารอย่างเต็มที่ ส่วนการห้ามฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ต้องยอมรับว่าการอภิปรายของไทยไม่มีประสิทธิภาพ เหลวไหล ไร้สาระ เพราะฝ่ายค้านมีเสียงข้างน้อย จึงโหวตแพ้เสมอ ดังนั้น แนวทางใหม่ที่เสนอคือไม่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการตรวจสอบอย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ หากเป็นการกระทำผิดทางการเมือง สามารถยื่นถอดถอนได้ หากเป็นการทำผิดคดีอาญา ก็มีคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาไต่สวนและฟ้องร้องศาลได้เลย ถ้าผิดจริงก็เข้าคุกได้เลย


ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้คุยข้อเสนอนี้กับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือไม่ ถึงออกมาพูดถึงเรื่องเดียวกันนายสมับัติกล่าวว่า ไม่ทราบทรรศนะนายกอร์ปศักดิ์ และไม่เคยคุยกันในเรื่องนี้มาก่อน ใครได้ประโยชน์ก็พูดไป แต่คณะกรรมการไม่ได้คิดให้ใครได้ประโยชน์ คนไปพูดอาจจะพูดไม่จริง และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการคิดไว้นานแล้ว

ตัวแทน "เอ็นบีที" แฉกลางวงประชุม คอป. รัฐบาลใช้สื่อจุดชนวนความรุนแรงเหตุ 10 เมษาฯ

ที่มา มติชน

รับชมข่าว VDO



ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มีการประชุมแสดงความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุปและตรวจสอบหาความจริงจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 โดยยกกรณีเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ในวันที่เจ้าหน้าที่ขอคืนพื้นที่ถนนราชดำเนิน จนเหตุการณ์รุนแรงลุกลามทำให้ทั้งสองฝ่าย คือ พลเรือนและทหาร เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ในการประชุมแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ ทาง คอป. ได้เชิญตัวแทนจากสถานีโทรทัศน์ "เอ็บบีที" มาแสดงความคิดเห็นในฐานะสื่อที่ทำหน้าที่รายงานสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น มีรายการวิพากษ์วิจารณ์ มีการออกแถลงการณ์ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานกาณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) และภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น นับว่าเป็นสื่อหลักที่ประชาชนคอยติดตามข่าวในช่วงเวลานั้น

นายปริย นวมาลา เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ได้กล่าวในประชุมสะท้อนภาพการทำงานของสื่อเอ็นบีทีว่า รัฐบาลพยายามที่จะใช้ สื่อ คือ เอ็นบีที ไม่ว่าจะเป็นข้อความตัววิ่งหน้าจอหรือการจัดเวทีสนทนาจะต้องเชิญวิทยากรที่คิดเหมือนกับรัฐบาลมาแสดงความเห็นผ่านโทรทัศน์ โดยที่ผู้จัดไม่สามารถหาคนที่เป็นกลางหรือฝ่ายที่คิดเห็นแบบเดียวกับเสื้อแดงมาออกรายการได้ เพื่อที่จะโจมตีกลุ่มผู้ชุมนุมเหมือนเป็นการราดน้ำมันลงในกองไฟ ซึ่งเอ็นบีทีกลายเป็นสื่อที่จุดชนวนความรุนแรงให้เกิดขึ้น


"รัฐบาลพยายามใช้องค์กรของผม ถ้าสังเกตจากตัววิ่งที่ขึ้นหน้าจอ จะเห็นว่ามีข้อความด่าคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ที่คิดไม่เหมือนกับรัฐบาล ในรายการสนทนาทางผู้จัดทำรายการที่จะเชิญวิทยากรมาพูดถึงความรุนแรงในช่วงนั้น ไม่สามารถที่จะเชิญนักวิชาการที่มีความเป็นกลางหรือความคิดเห็นทางฝ่ายเสื้อแดงได้ คือ พูดง่ายๆ ระบุมาแล้วว่า จะต้องเอาคนที่คิดเหมือนรัฐบาลเท่านั้น เพื่อมาแสดงความคิดเห็นโจมตีกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มประชาชนที่เห็นแตกต่างจากรัฐบาล ตรงนั้นเป็นส่วนที่เหมือนกับการราดน้ำมันลงไปในกองไฟ รัฐบาลเองก็ไม่ได้ใช้สมอง ในการเลือกหนทางที่จะแก้ปัญหาให้ถูกต้อง" นายปริย กล่าว


"ทำไมผมถึงพูดแบบนี้เพราะว่าองค์กรของผมได้รับความเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็น ระเบิดเอ็ม 79 ก็ยอมรับว่า บางรายการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่สร้างสรรค์ เจ้าหน้าที่จากหลายฝ่ายยอมรับว่า บุคลากรและเจ้าหน้าที่ก็เป็นบุคคลที่น่าเห็นใจ ไม่ว่ารัฐบาลใดจะมาก็ต้องทำไปตามเนื้อหาที่รัฐบาลต้องการ เพราะว่สื่อที่ผมทำงานอยู่ก็เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดความรุนแรง มีมุมตรงนี้ในเบื้องต้น " นายปริย กล่าว

นายปริย กล่าวว่า ความรุนแรงมาจากตรงนี้ส่วนหนึ่งรัฐบาลหลีกเลี่ยงได้ แต่เลือกที่จะมองประชาชนกลุ่มหนึ่งเป็นศัตรูของตัวเอง ทำให้นำพาเหตุการณ์ไปสู่ความรุนแรง ถ้า คอป.จะไปเจาะข้อมูลจากบุคลากรในสถานี เชื่อว่า 90 เปอร์เซนต์ไม่มีใครกล้าพูด เหตุผลก็น่าจะทราบว่าพวกตนรับเงินเดือนจากรัฐบาล แต่ส่วนตัวเห็นใจประชาชนจึงกล้าออกมาพูดเช่นนี้

กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศกับกรณีการใช้กำลังทางทหารไทย-กัมพูชา

ที่มา มติชน







นิติราษฏร์ โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช


บทนำ

หลังจากที่ความขัดแย้งกรณีปราสาทพระวิหารได้ปะทุขึ้นประมาณ 4 ปีที่ผ่านมาจนในท้ายที่สุดได้นำไปสู่การใช้กำลังทางทหารของทั้งสองประเทศและมีการบาดเจ็บล้มตายทั้งฝ่ายพลรบและพลเรือนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งขณะนี้มีความพยายามที่จะมีการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นแนวทางทวิภาคี (ตามแนวทางของไทย) หรือพหุภาคี (ตามแนวทางของกัมพูชา) กรณีการใช้กำลังทางทหารครั้งนี้มีประเด็นที่ควรกล่าวถึงในมุมมองของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนี้...

1. การใช้กำลังทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ถือว่าเป็นการทำสงคราม

แม้นายฮุนเซ็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาจะได้บอก นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติว่า การใช้กำลังทางทหารครั้งนี้เป็นสงครามที่แท้จริง ไม่ใช่การปะทะของทหารอย่างที่เลขาธิการสหประชาชาติเข้าใจ แต่ตามกฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบันนี้ การทำสงครามไม่อาจกระทำได้อีกต่อไป การทำสงครามเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ได้ยอมรับหลักกฎหมายพื้นฐานคือ หลักการห้ามการใช้กำลังทางทหาร โดยกฎบัตรสหประชาชาติได้ยอมรับข้อยกเว้นของการใช้กำลังได้เพียงสองกรณีเท่านั้น คือกรณีการป้องกันตนเอง ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องมีการโจมตีด้วยอาวุธเกิดขึ้นก่อน (Armed attack occurred) ตามมาตรา 51 และกรณีที่คณะมนตรีความมั่นคงใช้อำนาจตามหมวดเจ็ดของกฎบัตรสหประชาชาติเท่านั้น การใช้กำลังทางทหารนอกเหนือจากสองกรณีนี้ถือว่าขัดกับกฎบัตรสหประชาชาติ นอกจากนี้แล้ว การร่างกฎบัตรสหประชาชาติได้เกิดขึ้นในบริบทของการผ่านความโหดร้ายทารุณของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง

ดังนั้น ตลอดทั้งกฎบัตรสหประชาชาติรวมถึงอนุสัญญาอื่น ๆ อย่างอนุสัญญาเจนีวาจะไม่ใช้คำว่า “สงคราม” (war) เพราะหลังจากที่กฎบัตรสหประชาชาติมีผลบังคับใช้ การทำสงครามเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่มีการเสนอให้ใช้คำว่า “การขัดกันด้วยอาวุธ” แทน

ดังนั้น การที่นายกฮุนเซ็นใช้คำว่า “การใช้กำลังทางทหารครั้งนี้เป็นสงครามที่แท้จริง” มิได้เป็นอะไรมากไปกว่าการใช้ถ้อยคำที่ฟังดูแล้วให้เกิดความรู้สึกว่า การใช้กำลังทางทหารครั้งนี้เป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงและต้องการสื่อไปยังประชาคมระหว่างประเทศว่า ฝ่ายไทยเป็นผู้ก่อสงคราม

2. การขัดกันด้วยอาวุธคืออะไร

คำถามมีต่อไปว่า หากการใช้กำลังทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ใช่เป็นการทำสงครามแล้วจะเป็นอะไร คำตอบก็คือ เป็นการขัดกันด้วยอาวุธที่มีลักษณะระหว่างประเทศ (International armed conflict) ซึ่งเป็นกรณีที่มีการใช้กำลังทางทหารไม่ว่าจะด้วยอาวุธประเภทใดก็ตาม ไม่ว่าการใช้กำลังทางทหารจะกินเวลาสั้นยาวเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าจะมีผู้บาดเจ็บล้มตายมากน้อยเพียงใดก็ตาม และไม่จำเป็นว่าจะต้องมีการประกาศอย่างเป็นทางการหรือยื่นคำขาด (Ultimatum) แก่อีกฝ่ายหนึ่งหรือมก็ตาม การใช้กำลังทางทหารถือว่าเข้าข่ายการขัดกันด้วยอาวุธแล้ว และทันทีที่มีการขัดกันด้วยอาวุธเกิดขึ้น กฎเกณฑ์ของอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎเกณฑ์ที่มีสถานะเป็นกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศ อย่าง “หลักการแยกแยะพลรบออกจากพลเรือน” (the Principle of Distinction) หรือหลักการใช้กำลังทางทหารจะต้องได้สัดส่วน (Proportionality) ก็จะมีผลใช้บังคับทันทีโดยไม่คำนึงว่า รัฐคู่พิพาทจะเป็นภาคีอนุสัญญาเจนีวาหรือไม่ก็ตาม

จากข่าวที่รายงานว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงระเบิดตกใส่บ้านประชาชนและโรงเรียนจนมีพลเรือนตายและบาดเจ็บนั้นเป็นการละเมิด “หลักการแยกแยะพลรบออกจากพลเรือน” ซึ่งเป็นหลักกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดหลักหนึ่งของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

3. การคุ้มครองปราสาทพระวิหารในฐานะที่เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในยามขัดกันด้วยอาวุธ

ตามอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในยามการขัดกันด้วยอาวุธ ค.ศ. 1954 (Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed Conflict) ได้วางหลักการสำคัญของอนุสัญญานี้คือ รัฐภาคีจะต้องให้การเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรม (Respect for cultural property) ซึ่งหลักการให้ความเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรมนี้ได้มีความหมายอยู่สี่ประการคือ ประการแรกรัฐภาคีมีและจะต้องไม่ใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและสิ่งต่างๆที่แวดล้อมทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จะก่อให้เกิดการถูกทำลายหรือทำให้เสียหาย ประการที่สอง รัฐภาคีพันธกรณีที่จะต้องไม่โจมตีทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ประการที่สามรัฐภาคีมีพันธกรณีที่จะป้องกันมิให้มีการปล้นสดมภ์ หรือลักพาทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและประการสุดท้าย รัฐภาคีห้ามมิให้มีการโต้ตอบด้วยการแก้แค้นต่อทรัพย์สินทางวัฒนธรรม

อย่างไรก็ดี พันธกรณีในการให้ความเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรมนี้มิใช่เป็นหลักเด็ดขาดที่ไม่มีข้อยกเว้น ข้อยกเว้นที่รัฐอาจโจมตีทรัพย์สินทางวัฒนธรรมได้หากว่า ความจำเป็นทางทหารในเชิงบังคับเรียกร้องให้มีการสละการเคารพเช่นว่านั้น ซึ่งข้อยกเว้นนี้นักวิชาการและผู้แทนของรัฐสมาชิกหลายท่านเห็นว่าเป็นจุดอ่อนของอนุสัญญานี้เนื่องจากขาดคำนิยามที่ชัดเจนแน่นอนว่า ความจำเป็นทางทหาร (military necessity) มีความหมายแคบกว้างเพียงใด การที่มิได้ให้ความหมายของคำนี้อย่างชัดเจนเป็นการเปิดช่องให้รัฐตีความกันเองซึ่งอาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจของรัฐโดยไม่ชอบได้

หากพิจารณาจากหลักการเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรมตามอนุสัญญาเฮกซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีของอนุสัญญาเฮกนี้แล้ว ฝ่ายไทยมีพันธกรณีที่จะต้องไม่โจมตีหรือกระทำการอันเป็นปฎิปักษ์ต่อปราสาทพระวิหารและฝ่ายกัมพูชามีพันธกรณีที่จะไม่ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นสถานที่ในการปฎิบัติการทหารด้วย

ส่วนกรณีที่นาย ฮอร์ นำฮงรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ได้มีหนังสือไปยังประธานคณะมนตรีความมั่นคงโดยอ้างว่า การปฎิบัติการทหารของไทยนั้นทำให้บางส่วนของปราสาทพระวิหารเสียหายนั้น เป็นประเด็นสำคัญมากเพราะกัมพูชากำลังกล่าวหาไทยว่า ไทยในฐานะสมาชิกอนุสัญญาเฮกได้ละเมิดหลักการเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรมซึ่งฝ่ายไทยก็ได้ชี้แจงและกล่าวหากัมพูชาว่าเป็นฝ่ายที่ละเมิดหลักการเคารพทรัพย์สินวัฒนธรรมด้วยการวางกองกำลังทางทหารที่ในตัวปราสาทพระวิหารและบริเวณรอบๆปราสาทพระวิหาร ประเด็นที่ว่า ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายใช้กำลังทางทหารก่อนนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่สำคัญมาก การจะตอบว่าฝ่ายใดละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 2 (4) ที่ห้ามมิให้มีการขู่ (threat) หรือใช้กำลังทางทหารต่อบูรภาพของดินแดน และอนุสัญญาเฮก ค.ศ. 1954 นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องมีการพิสูจน์ให้ยุติเสียก่อนจึงจะตอบได้ว่าฝ่ายใดละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

4. ประเด็นเรื่องสายลับ

ตามที่รายงานข่าวแจ้งว่า ฝ่ายไทยได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยชาวกัมพูชาจำนวน 6 คนซึ่งสงสัยว่าจะทำหน้าที่หาข่าวให้กับรัฐบาลกัมพูชาซึ่งฝ่ายไทยได้มีการสืบสวนสอบสวนที่กองกำลังสุรนารีนั้น มีประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานะของสายลับตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศดังนี้

สายลับ คือ ผู้ที่ปฏิบัติการในทางลับ (Clandestinely) หรือโดยการปลอมตัว (false pretenses) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลในดินแดนของฝ่ายศัตรูแล้วจะติดต่อสื่อสารกับฝ่ายตน โดยปกติแล้ว เมื่อสายลับถูกจับจะตกอยู่ภายใต้กฎหมายของฝ่ายศัตรู ส่วนพลรบที่ทำหน้าที่เป็นสายลับนั้นที่มิได้ปลอมตัวเข้าไปในดินแดนอันเป็นพื้นที่ของการปฏิบัติการทางทหาร ของข้าศึกหากถูกจับจะไม่ถือว่าเป็นสายลับ นอกจากนี้ ตามพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ค.ศ. 1977 ของอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ได้รับรองว่าสายลับเมื่อขณะถูกจับได้เกี่ยวข้องกับการทำจารกรรม (Espionage) จะมิได้มีสถานะเป็นเชลยศึก แต่จะถูกปฏิบัติในฐานะเป็นสายลับ ยกเว้นแต่จะมิได้อยู่ในดินแดนที่ถูกยึดครองและผู้นั้นไม่ได้ถูกจับก่อนที่จะกลับเข้าไปเข้าร่วมกับกองกำลังของตน กรณีนี้ ผู้นั้นได้รับสถานะเป็นนักโทษสงคราม สำหรับเรื่องสายลับนั้นประมวลกฎหมายอาญาทหารก็รับรองไว้เหมือนกัน แต่ใช้คำว่า “ลักลอบสอดแนม” โดยหากผู้ลักลอบสอดแนมถูกจับได้จะได้รับโทษสถานหนักคือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต1

บทส่งท้าย

กฎบัตรสหประชาชาติข้อ 2 (3) กำหนดว่ารัฐสมาชิกมีพันธกรณีที่จะต้องระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ดังที่คณะมนตรีความมั่นคงเสนอให้มีการหยุดยิงและให้มีการเจรจาเพื่อระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีโดยหวังว่าเวทีของอาเซียนจะมีบทบาทในการช่วยเหลือความขัดแย้งนี้

อย่างไรก็ตาม ลึกๆ ผู้เขียนเห็นว่า ปมความขัดแย้งนี้ไม่ง่ายที่จะยุติโดยดีเพราะเรื่องเขตแดนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนไม่มีใครยอมใคร ซ้ำยังมีปมความไม่ชอบกันในทางประวัติศาสตร์อีก บางทีอนุชนรุ่นหลังอีก 20 -30 ปี อาจจะต้องมานั่งแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารและพื้นที่ 4.6 อีกก็เป็นได้.

"เฉลิม"ซัดงบกลางปีหมกเม็ด ใช้หาเสียง ซื้อส.ส.-พรรค "มาร์ค"แจงโครงการต่ำ 10 ล.เพื่อกระจายทุกพื้นที่

ที่มา มติชน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระเรื่องด่วน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2554 (งบกลางปี) ที่รัฐสภา วันที่ 16 กุมภาพันธ์ การเสนองบกลางปี 54 ของรัฐบาล มีปัญหา 5 ประการคือ 1.บิดเบือนข้อเท็จจริงตัวเลขการเก็บภาษี 2.ไม่เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ ทั้งที่ประเทศมีเงินเฟ้อ 3.เป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้และขาดรายละเอียดของโครงการ 4.เน้นช่วยภัยพิบัติ ไม่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นใช้งบเดิมที่มีก็ได้แต่ที่ตั้งงบกลางปีเพื่อแบ่งในพรรคร่วมเพื่อการเลือกตั้ง 5.หาเสียงล่วงหน้า

"ตัวอย่างรายละเอียดงบที่มีการเอาไปแจกกัน เช่น งบส่งเสริมกระจายอำนาจการปกครอง ก็เอาไปให้พรรคภูมิใจไทย ให้ไปซื้อเสียงกลับมาเป็นรัฐบาลสมัยหน้าใช่หรือไม่ ทำไมไม่บอกไปเลยในร่างว่า เป็นเบี้ยยังชีพคนชราและคนพิการประมาณ 5.9 พันล้านบาท นอกจากนี้ ทำไมไม่เป็นหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่กลับเอาเงินไปให้กระทรวงมหาดไทย จึงเป็นการซื้อพรรคการเมืองล่วงหน้าหรือไม่ และพรรคที่ได้เงินล่วงหน้าก็เอาไปใช้หาเสียงล่วงหน้าใช่หรือไม่ เอาไปซื้อผู้แทน เตรียมเลือกตั้ง ลองดูบรรดาโครงการ ก็จัดแบบต่ำกว่า 10 ล้านบาทในทุกกระทรวงและมีเป็นจำนวนมากทำให้ตรวจสอบไม่ได้ ผู้ประมูลรายเดียวได้ไปง่ายๆ"

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า รัฐบาลพยายามจะทำรัฐสวัสดิการ แต่ก็ไม่พัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีและไม่ปรับอัตราภาษี ทั้งนี้คนไทย 64 ล้านคน เสียภาษี 2.3 ล้านคนเท่านั้น และในจำนวนนั้นมี 6 หมื่นคน จ่ายภาษีรวมกันเกิน 50% มีเพียง 2,500 คน เสียภาษีเกิน 10 ล้านบาทต่อปี ประเทศไทยจึงเป็น 1 ในประเทศที่กระจายรายได้แย่สุด เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องจัดงบขาดดุลเพื่อให้มีการลงทุน เพื่อสร้างผลผลิตภาคการผลิต มั่นใจอย่างไรในการเก็บภาษีที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเกินเป้า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า มั่นใจเรื่องการเก็บภาษีตามเป้าได้อย่างไรนั้น จริงๆ ปลายปี เรื่องน้ำท่วมมีผลต่อการจัดเก็บภาษี แต่ปรากฏว่า เก็บได้เกินเป้า 20 % จึงมั่นใจว่าจะเก็บได้เกินเป้าขนาดนี้ไปจนหมดปี ส่วนที่บอกว่า ตอนนี้อยู่ในภาวะเงินเฟ้อนั้น เงินเฟ้อเกิดได้หลายทาง หากเฟ้อจากมีการใช้จ่ายมาก การเพิ่มเงินจากภาครัฐก็จะไปทำให้ยิ่งเฟ้อ แต่สำหรับคราวนี้ เฟ้อจากปัญหาต้นทุน ทั่วโลกมีปัญหาเรื่องอาหารและสินค้าแพงจากผลของราคาน้ำทันและสินค้าประเภทต้นทุนที่กำหนดราคาจากตลาดโลก แต่ที่รัฐบาลของบกลางปี 1 แสนล้าน 8.4 หมื่นล้านเป็นเงินชดเชยคลัง อีก 1.5 หมื่นล้าน เป็นการใส่เงินเข้าระบบ แต่ก็เป็นการไปฟื้นฟูภัยพิบัติ ไม่เชื่อว่าจะมีผลต่อเงินเฟ้อ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยืนยันว่า เบี้ยผู้สูงอายุ 500 บาทจะเป็นเงินสดแก่ผู้สูงอายุ ไม่ได้ไปอยู่ที่พรรคไหนน่า ที่จัดงบฯโครงการต่ำกว่า 10 ล้าน เพราะต้องกระจายให้ทั่วทุกพื้นที่ ตอบสนองกับภารกิจการฟื้นฟูแต่ละด้าน และกระจายไปให้ได้มากที่สุด