WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 19, 2011

"วัชระ เพชรทอง"แจ้งจับ"แม้ว-ทนายดัตช์"กล่าวหาเขียนหนังสือหมิ่นสถาบัน-ศาล

ที่มา มติชน



นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายโรเบิรต์ อัมสเตอร์ดัม ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณชาวฮอลแลนด์ และนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการ วารสารฟ้าเดียวกัน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือเรื่อง"สมุดปกขาวการสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ" โดยอ้างว่า มีข้อความหมิ่นสถาบัน กล่าวหาศาลว่าถูกครอบงำยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามอำเภอใจ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) วันที่ 19 ก.พ.

เสื้อแดงทยอยรอศาลฎีกา ตร.คุมเข้มห้ามเข้า-ออก ปิดการจราจรหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ทุกช่องทางแล้ว

ที่มา มติชน

นปช.ทยอยสมทบหน้าศาลฎีกา สนามหลวง ตำรวจคุมเข้ม-ห้ามเข้าออก


ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศหน้าศาลฎีภา สนามหลวง เมื่อเวลา 12.05น.ว่า กลุ่มนปช.บางส่วนได้ทยอยเดินทางมาที่หน้าศาลฎีกาแล้ว โดยทั้งหมดต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ขณะที่บางส่วนปูเสื่อนอนเอาแรง เพื่อรอให้กลุ่มนปช.จากราชประสงค์เดินทางมาสมทบในช่วงบ่าย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแต่งกายด้วยชุดปราบจลาจล พร้อมกระบองและโล่ ยืนรักษาความปลอดภัยอยุ่ภายในศาลฎีกา ส่วนภายนอกศาลฎีกามีการตั้งรั้วเหล้กเป็นแนวแยว รวมได้ได้ปิดถนนหับเผย ซึ่งอยู่ระหว่างศาลฏีกากับศาลหลักเมือง ไม่ให้มีรถใดๆผ่านเข้าออก


ส่วนบรรยากาศบนนถนนราชดำเนิน ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้มีพ่อค้าแม่ค้าเสื้อแดงตั้งแผงลอยขายสินค้าที่ระลึกแล้ว เพื่อรอผู้ชุมนุมที่จะมารวมตัวในช่วงบ่ายวันนี้

ตำรวจปิดการจราจรหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ทุกช่องทางแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.50 น.หลังจากที่ผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงทยอยมาชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์เพิ่มมากขึ้น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตัดสินใจปิดการจราจรแยกราชประสงค์ทุกช่องทางแล้ว จากช่วงก่อนหน้าที่ยังเปิดให้สัญจรได้3ช่องทาง ทำให้ผู้ที่ขับนถมาจากถนนราชดำริไม่สามารถผ่านเข้าไปแยกราชประสงค์ เพื่อไปทางประตูน้ำ ราชปรารภได้ ต้องเลี้ยวซ้ายไปทางถนนพระราม 1

นปช.ทยอยชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ก่อนเวลาการจราจรยังเปิดตามปกติ

เมื่อเวลา11.10น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เริ่มทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ก่อนเวลานัดหมายบ่ายโมงเพื่อเดินขบวนเคลื่อนไปที่ศาลฎีกาก่อนจะกลับไปปักหลักที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผู้ชุมนุมยังคงยืนอยู่บนฟุตปาธหลบตาาร่มไม้และชายคาห้างสรรพสินค้าขณะนี้ยังไม่มีการปิดการจราจร

ญาติเสื้อแดงทำบุญวางดอกไม้รำลึกผู้เสียชีวิต6ศพวัดปทุมฯ







เมื่อเวลา11.00น. วันที่19กุมภาพันธ์ ที่วัดปทุมวนารามวรวิหารกลุ่มคนเสื้อแดงและญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์กระชับพื้นที่เมื่อวันที่19พฤษภาคม2553 จนมีผู้เสียชีวิตภายในวัด6ราย นายวสันต์ สายรัศมี อาสากู้้ ภัยผู้อยู้่ในเหตุการณ์และเป็นเพื่อนกับอาสาสมัครเสียชีวิตจำนวน2รายร่วมไว้อาลัยและวางดอกไม้รำลึกถึงผู้เสียชีวิต นอจากนี้นายบัวศรี ทุมมา ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์มาร่ววมพิธีและกลุ่มคนเสื้อแดงอีกจำนวนหนึ่งร่วมรำลึก

เล่นคาถา

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




ไม่มีใครรู้ว่าบังเอิญหรือจงใจ

เรื่องที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์

ออกมาโยนหินถามทางถึงผลเลือกตั้งในอนาคต

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับเลือกส.ส.รวมทั้ง 2 ระบบมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ถ้าคะแนนรวมในส่วนส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ชนะขาด

ใครจะเป็นฝ่ายได้ฟอร์มรัฐบาลก่อน

ดันไปตรงกับกรณีคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นั่งเป็นประธาน

เสนอแก้รัฐธรรมนูญปรับโครงสร้างการเมือง ให้หัวหน้าพรรคที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากระบบปาร์ตี้ลิสต์ มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่ไม่ว่าจะบังเอิญหรือรู้กันมาก่อน

สรุปคือทั้ง "สูตรกอร์ปศักดิ์" หรือ "สูตรสมบัติ" โดนถล่มเละด้วยกันทั้งคู่

โดยคนที่ออกมาถล่ม ถ้าไม่นับรวมพรรคฝ่ายค้าน ก็มีตั้งแต่คนในพรรคร่วมรัฐบาล หรือแม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็ดูเหมือนไม่ค่อยจะเห็นด้วย

ลำพังนายกอร์ปศักดิ์นั้นไม่ค่อยเท่าไหร่

เพราะด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานก็ต้องพยายาม "รับใช้" พรรคประชาธิปัตย์อย่างถึงที่สุด เป้าหมายคือทำอย่างไรก็ได้ให้พรรคได้กลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกรอบ

ไม่ได้ด้วยเล่ห์ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ต้องเอาด้วยคาถา

แต่สำหรับนายสมบัติ งานนี้น่าจะโดนหนักหน่อย

เพราะเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ สูตร 375+125 ที่คณะกรรมการ เพิ่งชงให้พรรคแกนนำรัฐบาลผลักดันจนผ่านรัฐสภาไปหมาดๆ

ยังเคลียร์ไม่ได้ว่าเบื้องหลังแอบไปมีนอกมีในอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์ หรือเสนอไปตามความบริสุทธิ์ใจ

แม้แต่ตัวนายสมบัติเอง ตอนแรกที่นายกฯ อภิสิทธิ์ดึงเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้

ก็ถูกใครต่อใครหลายคนนินทา กล่าวหาเป็นนักวิชาการในสายพรรคประชาธิปัตย์

แต่สังคมก็ยังเปิดโอกาสให้ใช้ผลงานเป็นเครื่อง พิสูจน์

เมื่อครั้งเสนอสูตรที่มาส.ส. 375+125 ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจ

แต่พอมาเรื่องล่าสุด เสนอให้หัวหน้าพรรคที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากระบบปาร์ตี้ลิสต์ เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรี

แถมยังคลิกกันพอดีกับไอเดียนายกอร์ปศักดิ์

เลยหายสงสัยเป็นปลิดทิ้ง

งบประมาณกลางปี

ที่มา ไทยรัฐ

งบประมาณการใช้จ่ายของประเทศ นอกจาก งบประมาณประจำปี แล้ว งบอื่นๆที่ตั้งขึ้นมาตามความจำเป็นแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับความเหมาะสม บางรัฐบาลให้เป็นอำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บางยุคให้อำนาจ ส.ส. บางรัฐบาลให้อำนาจนายกฯ ให้อำนาจรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติงบประมาณนั้นๆ

บางครั้งการตั้งงบประมาณของบางหน่วยงานก็ถูกวิจารณ์กันมาก เช่น งบลับของกองทัพ งบฉุกเฉิน ที่มีการซิกแซกบิดเบือนงบประมาณรายจ่ายเอาไปใช้ส่วนตัวหรือแสวงหาผลประโยชน์เพื่อพวกพ้อง จนกระทั่งมีการเรียกร้องให้เปิดเผยการใช้งบประมาณเหล่านี้ อาจมี สตง.ลงไปตรวจสอบว่าการใช้งบประมาณแต่ละครั้งแต่ละโครงการถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ มีนอกมีในหรือไม่ ทุจริตหรือไม่ ก็ยังควบคุมได้ยากอยู่ดี

การใช้จ่ายงบประมาณที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลหรือนักการเมืองก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ เพราะมีการถลุงงบประมาณกันจากบรรดานักการเมืองและผู้รับเหมา กว่างบประมาณจะไปถึงมือประชาชนก็เหลือแต่ซากงบประมาณ หรือเป็นการใช้งบประมาณตามความต้องการของนักการเมืองและผู้รับเหมามากกว่าจะเป็นความต้องการของประชาชน ดังจะเห็นได้จากมีโครงการยัดเยียดสารพัดชนิดไป

ถึงชาวบ้าน ใช้ประโยชน์ได้บ้างไม่ได้บ้าง หน่วยงานตรวจสอบก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองไปฉิบ

หลังจากประเทศไทยเกิดวิกฤติการเมืองและวิกฤติชายแดนภาคใต้ งบประมาณรายจ่ายของประเทศรั่วไหลมากขึ้น งบประมาณที่ใช้จ่ายในภาคใต้เป็นหมื่นล้าน การใช้งบประมาณในการปราบปรามการชุมนุมของประชาชนก็เป็นหมื่นล้าน มารัฐบาลชุดนี้ เพิ่มงบพิเศษ งบซื้อเวลา ที่จะต้องจัดสรรให้กับพรรคการเมืองต่างๆเพื่อที่จะอยู่ร่วมรัฐบาลกันต่อไป

งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2554 จำนวน 1 แสนล้านบาท อ้างว่าเพื่อฟื้นฟูและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ รวมทั้งสวัสดิการของสังคม เป็นข้ออ้างที่ ประชาชนถูกจับเป็นตัวประกัน เป็นจำนวนกว่า 1 หมื่น 5 พันล้านบาท

เป็นงบเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 8 หมื่น 4 พันล้าน

เงินจำนวน 1 หมื่น 5 พันล้าน ที่จัดสรรไปตามกระทรวงต่างๆหวานคอผู้รับเหมาและนักการเมือง ไปตามระเบียบอย่างไม่ต้องสงสัย จนบัดนี้ยังเช็ดน้ำลายกันไม่แห้ง

แต่เงินอีก 8 หมื่นกว่าล้าน ที่อ้างว่าไป ชดใช้เงินคงคลัง รัฐบาล สามารถชี้แจงรายละเอียดได้หรือไม่ว่าเงินคงคลังจำนวนดังกล่าวหายไปไหน หรือเอาไปใช้เป็นข้ออ้างว่าแก้วิกฤติการเมือง หรือเอาไปแจกตัวช่วย ไปสมนาบุญคุณใครบ้าง

ที่ผ่านมา รัฐบาลถูกวิจารณ์ว่า ถังแตก น่าจะเป็นความจริง มีแต่ตัวเลข ไม่มีเงิน อาศัยเงินสำรองหมุนไปหมุนมา งบฉุกเฉินหายไปไหนหมด งบความมั่นคงไปอยู่ที่ไหน รัฐบาลต้องตอบคำถามให้กระจ่าง

ภัยพิบัติที่ผ่านมาก็ต้องอาศัย เงินบริจาคจากประชาชน แม้แต่ที่เอาไปแจกชาวบ้านที่ภูมิซรอลก็ยังเอาเงินบริจาคน้ำท่วมไปแจก

เก่งไม่กลัว กลัวโกง.


"หมัดเหล็ก"

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 19/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



สันดาน นักการเมือง เรื่องอุบาทว์
มันเก่งกาจ โกงกิน ถวิลสร้าง
แสร้งมารยา สารพัด คอยจัดวาง
กินพุงกาง ก็เฉย ไม่เคยพอ....

สมตุ๊กแก พันธุ์ใหม่ ของไทยแท้
บ้านเมืองแย่ ยังโกงได้ ไม่เคยฝ่อ
แถมสร้างเรื่อง สรรเสริญ คอยเยินยอ
พวกสอพลอ ก็เฮฮา ประสามัน....

ฆ่าเสื้อแดง กี่ศพ รบเขมร
แถมเบี่ยงเบน เรื่องราว คราวขบขัน
อีกไฟใต้ ลุกโชน โดนยิง-ฟัน
กลับเงียบงัน เฉไฉ ไอ้อัปรีย์....

ทั้งข้าวยาก หมากแพง แรงถดถอย
ยังสำออย หลบหลีก แล้วปลีกหนี
หวังโกงกิน จนฉ่ำชื่น รื่นฤดี
มันสร้างหนี้ กองไว้ ใครใช้คืน....

สมตุ๊กแก พันธุ์ใหม่ จัญไรนัก
มันคึกคัก อิ่มหนำ ทำหน้าชื่น
ประชาชน ชอกช้ำ สุดกล้ำกลืน
มันยังลื่น กอบโกง เกี่ยวโยงใย....

เกาะซากศพ หากิน จนสิ้นซาติ
ลุอำนาจ ย่ำแย่ เกินแก้ไข
มันก่อหนี้ ให้ลูกหลาน สะท้านใจ
เลวต่อไป เพราะพวกโง่ ตามโอ๋มัน....


blablabla32@hotmail.co.th
http://3blabla.blogspot.com
วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การเมืองอินเตอร์เน็ต : บทเรียนจากอียิปต์ถึงประชาไทดอทคอม

ที่มา ประชาไท

ตัวแทนคณะกรรมการปกป้องสื่อ หรือ CPJ เล่าเรื่องการใช้สื่อออนไลน์รณรงค์ทางการเมืองในอียิปต์ ระบุรัฐบาลอียิปต์ปิดกั้นเสรีภาพออนไลน์แบบไม่มีกฎหมายรองรับ สฤนี อาชวานันกุล กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต ตั้งข้อสังเกตคดีผอ. ประชาไท ชี้ให้เห็นว่าขาดกระบวนการและขั้นตอนในการบังคับใช้ พรบ. คอมพิวเตอร์

17 ก.พ.54 ศูนย์นโยบายสื่อมวลชนไทย คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับเครือข่ายพลเมืองเน็ต และซีป้า (Southeast Asia Press Alliance – SEAPA) จัดเสวนา “เสรีภาพอินเตอร์เน็ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : แนวคิดใหม่ อุปสรรคใหม่ (A Public Forum on Internet Freedom in Southeast Asia : New Frontier, New Barrier)” ที่ห้อง 210 ตึกมหาจุฬาลงกรณ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สฤณี อาชวานันทกุล จากเครือข่ายพลเมืองเน็ต และแดนนี่ โอเบรียน จาก CPJ (Committee to Protect Journalists) ร่วมอภิปรายหัวข้อ “การเมืองอินเตอร์เน็ต : บทเรียนจากอียิปต์ถึงประชาไทดอทคอม (Internet Politics : Lesson learnt from Egypt to Prachatai.com)”

แดนนี่ โอเบรียน (Danny O’Brien)
คณะกรรมการปกป้องสื่อ-Committee to Protect Journalists (CPJ)

ผมคงไม่สามารถวิเคราะห์การเมืองของอิยิปต์ได้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากผมเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองมากมายนัก

สถานการณ์ทางการเมืองในตูนิเซียและอิยิปต์มีพัฒนาการที่รวดเร็วมาก และเราไม่ทราบว่าจะก้าวไปถึงไหนอย่างไร CPJ เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านทางอินเตอร์เน็ต มีสัญญาณบ่งชี้บางอย่าง ผมคุยกับผู้เชี่ยวชาญของ CPJ ในภูมิภาคแอฟริกา เราเห็นว่าอิยิปต์กำลังจะเปลี่ยนแปลง การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ จะมีความตึงเครียด ถึงเราจะเห็นว่ารัฐบาลของประเทศต่างๆ มีวิธีที่หลากหลายในการปิดกั้นอินเตอร์เน็ต แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันเลย

เราพอจะแยกแยะได้ระหว่างการควบคุมและการปล่อยเสรีอินเตอร์เน็ต อิยิปต์ไม่มีการควบคุมอินเตอร์เน็ต แต่ใช้การข่มขู่คนที่โพสต์ข้อความ อิยิปต์เป็นประเทศแรกที่มีการจับบล็อกเกอร์ขังคุก และต่อมาก็เพิ่มความสลับซับซ้อนมากขึ้น ตำรวจจะมุ่งไปที่ตัวบล็อกเกอร์ที่ไม่มีแรงสนับสนุนจากประชาชนและประชาคมโลก หากบล็อกเกอร์คนใดพูดถึงเรื่องความยากจนของอิยิปต์ ก็มีสิทธิที่จะโดนข่มขู่ได้ การควบคุมโดยใช้ตำรวจลับจึงมีแสนยานุภาพมากกว่า และรัฐบาลอิยิปต์ยังใช้วิธีการดึงเอาบรรดาผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต หรือ ISP เข้ามาเป็นพวกอีกด้วย

สัญญาณบ่งชี้ที่เราพบ ประการแรกคือ ประมาณพฤศจิกายนปีที่แล้ว รัฐบาลอิยิปต์เริ่มกดดันบริษัทโทรศัพท์มือถือ และควบคุมไม่ให้มีการส่งเอสเอ็มเอสคราวละมากๆ

สิ่งที่ผมต้องการเน้นในที่นี้คือ มีการกระทำโดยที่ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือทางกฎหมายเลย รัฐบาลอิยิปต์สามารถปิดกั้นอินเตอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็วโดยการกดดันไปที่ ISP หรือตัวกลาง ประเทศที่มีการควบคุมอินเตอร์เน็ตอย่างแข็งขัน ก็คือประเทศที่มีการควบคุม ISP อย่างแข็งขัน ในฐานะนักเทคโนโลยี กรณีของอิยิปต์ทำให้ตระหนักว่าเราต้องคุ้มครองตัวกลางให้ไม่ต้องรับแรงกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตัวกลางเหล่านั้นมากขึ้น

กูเกิ้ลใช้ความพยายามในการรณรงค์เสรีภาพในอิยิปต์ ซึ่งเป็นคุณอย่างใหญ่หลวง ขณะที่บริษัทโทรศัพท์มือถือกลับไม่มีปากมีเสียง

อีกกรณีหนึ่งคือ Noor Group เป็น ISP รายเดียวที่ไม่ยอมปิดให้บริการในอิยิปต์ บางคนพูดว่าที่ยังให้บริการอยู่นั้น เพราะว่าเกี่ยวข้องกับการให้บริการสถาบันการเงินซึ่งมีเป็นจำนวนมาก แต่ผมเองไม่เชื่อคำพูดนี้สักเท่าใด ถ้าตัวกลางกล้าลุกขึ้นยืนหยัดต่อต้านในช่วงที่สถานการณ์สับสนวุ่นวาย เราต้องปกป้องตัวกลางไม่ให้ได้รับโทษ

เมื่อเทียบกับจีน ซึ่งรัฐบาลควบคุมอินเตอร์เน็ตอย่างเข้มข้นมาก รูปแบบที่ใช้คือการสั่งให้บริษัทผู้ให้บริการหรือ ISP เหล่านั้นต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ถ้าหากไม่ทำก็จะถูกเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งผมคิดว่านั่นเป็นการคุกคามต่อเสรีภาพบนอินเตอร์เน็ต


สฤณี อาชวานันทกุล
เครือข่ายพลเมืองเน็ต

ก่อนจะพูดถึงกรณีของจีรนุช (เปรมชัยพร) มีความเห็นคือ ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เรื่องเสรีภาพบนอินเตอร์เน็ตกับความรับผิดชอบนั้น ปัญหาคือหน่วยงานของรัฐมักพยายามเรียกร้องความรับผิดชอบโดยการดึงเอาเสรีภาพไป รัฐบาลไทยจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ว่าการเซ็นเซอร์นั้นไม่ใช่วิธีการเดียวที่จะใช้ในควบคุมเสรีภาพบนอินเตอร์เน็ต

หลายคนพูดถึงข้อความที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง (Hate speech) เพราะเป็นการทำลายประเทศไทย โดยเฉพาะข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งความจริงแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นคนตีความ

ข้อสังเกตจากคดีของจีรนุช บทเรียนประการแรก คือ

1) การดำเนินคดีนั้น ขาดกระบวนการและขั้นตอนในการบังคับใช้ พรบ.คอมพิวเตอร์ คุณจีรนุชถูกตั้งข้อหาภายใต้มาตรา 15 ของ พรบ.คอมพิวเตอร์ คือการส่งเสริม ยินยอมให้มีการกระทำผิด ซึ่งอัยการหมายถึงการยอมให้มีคนมาโพสต์ข้อความบนเว็บบอร์ด ซึ่งไม่มีการนิยามหรือความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย รัฐบาลมองว่าทุกคนต้องรับผิดหมด คณะกรรมการที่ไอซีทีตั้งขึ้น ก็ไม่มีความชัดเจนว่ามีอยู่ก่อนที่จะมีข้อความเหล่านี้หรือไม่ หน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการเป็นอย่างไร และยังขาดความเข้าใจในลักษณะของอินเตอร์เน็ต และอีกหลายๆ อย่าง เช่น การเจอไฟล์เสียงในคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจจะเป็น cookie เจ้าหน้าที่ก็สรุปว่าเป็นเจตนา การมีไฟล์เสียงไม่ได้หมายความว่ามีความตั้งใจเซฟไฟล์เพื่อจะนำไปใช้ต่อ

2) สังคมไทยยังไม่มีการถกเถียงกันมากพอ ขณะที่รัฐบาลก็ไม่มีความชัดเจนในการควบคุม และยังขาดความเข้าใจซึ่งทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงไปอีก เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความเห็นส่วนตัวในการตัดสินว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ซึ่งอาจไม่ถูกต้องเสมอไป หากถามแต่ละคนก็จะได้ความเห็นที่ไม่เหมือนกัน จึงต้องมีนิยามที่ระบุชัดเจนว่าอันไหนจึงจะถือว่าเป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

3) สื่อมวลชนไทยไม่สนใจที่จะทำข่าวเรื่องคุณจีรนุชเลย ส่วนใหญ่คนที่ไปฟังการพิจารณาคดีเป็นชาวต่างประเทศ อาจเพราะเป็นเรื่องยากและเป็นเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งเป็นเรื่องความอ่อนไหว สำหรับพวกเราที่รณรงค์เรื่องนี้ ต้องพยายามทำให้สื่อมวลชนเข้าใจว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องหมิ่นฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของเสรีภาพสื่อมวลชนและเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่สื่อมวลชนจะต้องสนใจ ดังนั้นเราต้องรณรงค์ให้สื่อมวลชนกระแสหลักมาร่วมรณรงค์ในเรื่องนี้ด้วย

หากคุณมีเว็บไซต์ข่าวและเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น และเว็บมาสเตอร์มีความเสี่ยงที่จะถูกจับกุม เป็นเรื่องง่ายมากที่ใครจะเข้ามาโพสต์ข้อความอะไร ซึ่งเราคงไม่มีเวลามานั่งลบข้อความเหล่านั้น ดังนั้นก็เลือกวิธีที่จะปิดเว็บบอร์ดไปเลย

คดีนี้ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็จะมีผลต่อสื่อมวลชนด้วย วันที่ 15 มีนาคมนี้ จะมีการตัดสินคดีของ นปช.ยูเอสเอ อยากให้ผู้สื่อข่าวติดตามคดีนี้ เพราะเป็นเรื่องของตัวกลางใน พรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 เรื่องภัยคุกคามต่อความมั่นคง

มีคำถามที่ตั้งไว้กับตัวเองด้วยว่า อะไรคือเสรีภาพ และอะไรคือภัยต่อความมั่นคง

ใบตองแห้งออนไลน์:นีโอชาตินิยม

ที่มา ประชาไท

เวลาเราพูดถึงการปลุกชาตินิยมในกรณีปราสาทพระวิหาร และการปะทะกับเขมร ผมมีความรู้สึกว่า มันไม่ใช่แค่ “การเอาความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯ มาเป็นของตน”

นี่ไม่ใช่จะโต้แย้งธงชัย วินิจจะกูล นะครับ แค่อยากเสริมตะหาก เพราะผมรู้สึกว่ามันยังเป็นการ “โหน” ความเป็นมหาอำนาจของเจ้ากรุงเทพฯ หรือเจ้าอยุธยา ทั้งที่คนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ไม่ได้สืบเชื้อสายจาก “คนไทย” ยุคพระนเรศวร หรือแม้แต่ “คนไทย” สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งก็ซมซานมาจากฮกเกี้ยน ไหหลำ ส่วนหนึ่งก็เป็นคนล้านนา ล้านช้าง ที่กลายเป็น “คนไทย” เพราะอังกฤษ ฝรั่งเศส มหาอำนาจผู้รุกราน ขีดเส้นเอาแผ่นดินของเขาไป แล้วแบ่งส่วนหนึ่งมาให้สยาม ก่อกำเนิดรัฐชาติในรัชกาลที่ห้า (ซึ่งตอนแรกๆ ก็ยังมีการต่อต้าน ก่อกบฎเงี้ยว กบฎผีบุญ)
แต่แบบว่าเป็น “คนไทย” แล้วมันมีหน้ามีตากับประวัติศาสตร์ชาติมหาอำนาจ ผู้ตัดหัวพระยาละแวกเอาเลือดล้างเท้า หรือยกทัพไปเผาเมืองเวียงจันทน์ จับเจ้าอนุวงศ์มาใส่กรงขังจนกระอักเลือดตาย ราวกับนั่นเป็นผลงานของบรรพบุรุษตน ทั้งที่บรรพบุรุษของตัวเองอาจเป็นพวกที่ถูกฆ่าตาย แล้วลูกเมียถูกกวาดต้อนเป็นเชลยมาก็ได้

ก็คล้ายๆ กับกรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ที่พวกคลั่งชาติไล่คนมลายูมุสลิมว่าถ้าไม่อยากเป็นคนไทยให้ออกไปจากแผ่นดินนี้เสีย ทั้งที่เป็นแผ่นดินของเขา สยามต่างหากล่ะที่ไปตีเขามาเป็นเมืองขึ้น

ผมเพิ่งเปิดดูเว็บไซต์ที่มีคนทำแผนที่ “ไทยเสียดินแดน 14 ครั้ง” ตั้งแต่ทวาย มะริด ตะนาวศรี เชียงตุง สิบสองปันนา สิบสองจุไท ฯลฯ มาจนเสียมราฐ พระตะบอง ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ระบายความเจ็บปวดชั่วลูกชั่วหลาน

เห็นแล้วอึ้ง ทึ่ง อดไม่ได้ที่จะเคลิ้มฝันตามไปด้วยว่า นี่ถ้าเราไม่ “เสียดินแดน” ป่านนี้ประเทศไทยคงมีอาณาเขตตั้งแต่เทือกเขาอัลไตลงไปจดช่องแคบมะละกา จากมหาสมุทรอินเดียไปจดทะเลตังเกี๋ย เป็นมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่แห่งอุษาคเณย์ พอฟัดพอเหวี่ยงกับจีน อินเดีย ญี่ปุ่น

อันที่จริงไม่น่าใช่แค่ 14 ครั้งนะครับ ถ้านับตั้งแต่สมัยขงเบ้งทำสงครามปราบเบ้งเฮ็ก มันอาจจะ 15-16 ครั้งด้วยซ้ำ (ขงเบ้งนี่โคตรโหด หลอกทหารเกราะหวายของลุดตัดกุดไปเผาทั้งเป็น บรรพบุรุษเรานะนั่น น่าจะหาพยานหลักฐานไปฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศในฐานะอาชญากรสงคราม)

พวกชาตินิยมบางรายก็ทำทีเป็นรักสันติ เช่นโทษฝรั่งเศสเป็นตัวการทำให้ไทยกับเขมรทะเลาะกัน โห ไม่คิดเลยหรือว่าถ้าไม่มีฝรั่งเศส เขมรก็ต้องทำ “สงครามกู้ชาติ” เอาเสียมราฐ พระตะบองคืน แม้แต่ชาวภูมิซรอลก็คงต้องจับดาบจับปืนสู้กับกองทัพไทยเพื่อกลับไปรวมชาติเป็นเอกราช (เดียนเบียนฟูก็จะกลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างเวียดนามกับไทย เพราะเดียนเบียนฟูคือเมืองแถง หรือเมืองแถน ในแคว้นสิบสองจุไท)

อย่างไรก็ดี ผมตั้งข้อสังเกตว่า ความคิดชาตินิยมที่เอามาเป็น “จุดขาย” ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิหรือเจ็บปวดไปกับเจ้ากรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังสอดแทรกความรู้สึกว่าเราถูกมหาอำนาจรังแกอย่าง “ไม่ยุติเธรรม” รังแกไปแล้ว ยังจะรังแกอีก ทั้งที่เราเป็นผู้รักสงบ รักสันติ นอกจากนี้ยังสอดไส้ความรู้สึกต่อต้านทุนข้ามชาติ ว่าจะอาศัยเขมรเข้ามาเอารัดเอาเปรียบเรา

ผมอยากเรียกว่านีโอชาตินิยม เพราะเราอยู่ในยุคของนีโอคอนเซอร์เวทีฟ ที่คนเคยเป็นฝ่ายซ้าย เคยชูธงสากลนิยม กลับปลุกระดมชาตินิยม แบบเดียวกับเคยเรียกร้องเสรีประชาธิปไตยเย้วๆ ตอนนี้กลับไปเป็นอนุรักษ์นิยม อยากเห็นสังคมสงบสุขอยู่ภายใต้ “อำนาจพิเศษ”

เราอยู่ในยุคที่ “คอมมิวนิสต์ลาดยาว” ได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญ จากผลงานชั่วชีวิตที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ช่วยเหลือคนเล็กคนน้อยที่ถูกอำนาจรัฐรังแก แถมยังเคยว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนจำเลยชนะเป็นคดีประวัติศาสตร์

แต่ในวันที่พี่ทองใบ ทองเปาด์ ตาย สิทธิมนุษยชนตกต่ำถึงขีดสุด เพราะนักสิทธิมนุษยชนเลือกข้าง เรามีจำเลยคดีหมิ่นฯ ท่วมศาล มากที่สุดเท่าที่เคยมีในประวัติศาสตร์ไทย เรามีคนเล็กคนน้อยหลายร้อยคน ต้องข้อหาเผาบ้านเผาเมือง แล้วถูกขังลืมโดยไม่ได้ประกันตัวตามสิทธิรัฐธรรมนูญ

เราอยู่ในยุคที่ “คนกับควาย” ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ แต่ “คนกับคน” ถูกยิงตายเกลื่อนกลาดแยกราชประสงค์ เราอยู่ในยุคที่ “ตะวันแดง” กลายเป็นโรงเบียร์ (สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ใครก็ห้ามนำเครื่องหมายการค้า “ตะวันแดง” ไปใช้ ทำซ้ำ หรือลอกเลียนแบบ)

ยุคสมัยเช่นนี้ ความคิดต่างๆ ที่ถูกปลุกขึ้นมาใช้ โดยไม่เลือกว่าเป็นขวาหรือซ้าย สามารถผสมพันธุ์กันได้เพื่อเป้าหมายทางการเมือง เช่นความคิดปฏิเสธการเลือกตั้ง ปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของปวงชน สนับสนุนรัฐประหาร โดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมอ้างศีลธรรมจรรยา อ้างสถาบันสำคัญ ขณะที่ฝ่าย(เคย)ก้าวหน้าก็อ้างการต่อต้านทุนสามานย์ ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ว่าจะรุกรานประชาชนคนเล็กคนน้อยคนชายขอบผู้ด้อยโอกาส

ความคิดชาตินิยมก็เช่นกัน พันธมิตรอ้างว่าพวกเขาไม่ได้คลั่งชาติ แต่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนต่างหาก เพราะหากไม่ยกเลิก MOU ปี 43 เท่ากับยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ซึ่งจะส่งผลให้เสียดินแดนในทะเลที่มีบ่อน้ำมันมูลค่า 5 ล้านล้านบาท แล้วไม่ใช่ว่าเสียให้เขมรนะ แต่เป็นประเทศใหญ่ๆ ที่จะเข้ามาฮุบสัมปทานน้ำม้นในเขมร ทั้งสหรัฐ จีน รัสเซีย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่เข้าไปลงทุนหวังผลประโยชน์ในเขมร จึงจะเข้าข้างเขมรแน่ๆ เช่น อินเดีย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม (โห โลกนี้แม่-ไม่ยุติธรรมเลย ทุกชาติรุมกินโต๊ะประเทศไทย ทั้งที่เราเป็นฝ่ายถูกแต่ต้องโดดเดี่ยวเดียวดาย ฟังแล้วคับแค้นจนน้ำตาไหล)

พันธมิตรใช้การโจมตีบรรษัทน้ำมัน “ทุนนิยมโลกาภิวัตน์” มาผสมกับความคิดชาตินิยม โจมตีไปได้เรื่อยถึงพวกเฮดจ์ฟันด์เก็งกำไร ก่อนจะกลับมาบอกแม่ยกว่าถ้าเขมรได้บ่อน้ำมันในทะเล บรรษัทยักษ์ใหญ่จะได้ไป แล้วมันจะสูบน้ำมันของไทยให้ไหลไปบ่อเขมรด้วย

ที่จริงพวกกองเชียร์ ปชป.ก็ด่าเขมร ด่ามหาอำนาจ ในทำนองเดียวกัน แต่ไม่ยอมรับว่าเป็นเพราะ MOU ปี 43 แล้วก็ไม่ยอมรับว่าเป็นเพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์อ่อนแอ ไม่กล้าตอบโต้ ไม่ไล่เขมรออกจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ทำให้เขมรได้ใจ อย่างที่พวก พธม.กล่าวหา

เรื่องน่าขันอีกอย่างคือ พวกชาตินิยมทั้ง พธม.และ ปชป.ต่างก็ด่าฮุนเซนเป็นผู้นำที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เผด็จการ ฉ้อฉล อยู่มานาน 28 ปีเท่าฮอสนีย์ มูบารัค อาศัยกรณีปราสาทพระวิหารมาปลุกชาตินิยมคนเขมร เพื่อหาเสียงและหลอกให้ลืมความทุกข์ยากเดือดร้อน พากันสาปแช่งให้ฮุนเซนถูกประชาชนโค่นล้ม

มันก็มีส่วนจริงครับ แต่น่าขันว่าคนพวกนี้ทำยังกะตัวเองเป็นนักส่งออกประชาธิปไตย ทั้งที่ร่วมมือกันทำรัฐประหารตุลาการภิวัตน์มาหลัดๆ ยังเที่ยวไปวิจารณ์เขา (ระวังฮุนเซนจะโต้ว่า เขมรต้องการประชาธิปไตยแบบเขมรๆ ไม่เอาประชาธิปไตยแบบตะวันตก และไม่เอาประชาธิปไตยแบบไทยๆ)

ในขณะที่ พธม.ยื่นข้อเรียกร้องสุดขั้วสุดโต่ง กระทั่งใครไปทำบุญที่วัดแก้วสิกขาคีราสวาระถือว่า “ขายชาติ” ปชป.และสื่อพลอยพยัก ก็แสร้งทำเป็นโหนกระแสสันติ ไม่ต้องการทำสงคราม ต้องการความสงบ เพื่อค้าขายชายแดน เพื่อร่วมกันพัฒนา (บางคนพูดได้เต็มปากว่าโลกไร้พรมแดน ฮิฮิ วันก่อนเพิ่งขุดเรื่องพระยาละแวกอยู่หลัดๆ) แต่เอาเข้าจริงก็ยังหากินกับชาตินิยม นั่นคือยืนกรานว่ายูเนสโกจะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไม่ได้ ถ้าขึ้น ก็ต้องจดทะเบียนร่วมกัน หรือไม่งั้นก็ไม่ต้องขึ้นไปเลยตลอดกัลปาวสาน

ฟังดูเหมือนเข้าท่า จดทะเบียนร่วมกัน อย่าทะเลาะกันเลย เอ้าเฮ้ย ตกลงปราสาทพระวิหารเป็นของใคร ลองเอาหัวเดินต่างตีนเพื่อคิดมุมกลับบ้างสิว่า สมมติศาลโลกตัดสินให้ไทยเป็นเจ้าของปราสาทพระวิหาร แต่พื้นที่รอบๆ เป็นของเขมร ไทยจะจดทะเบียนมรดกโลก เขมรมีแค่ teen บันไดพญานาคกับผามออีแดง คุณจะยอมให้ขึ้นร่วมกันไหม

ไม่มีทาง ถ้าไทยเป็นเจ้าของ แล้วเขมรมาร้องขอโวยวายให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วม พวกสื่อทั้งหลายคงได้หัวร่อเย้ยหยันกันท้องคัดท้องแข็ง

ฉะนั้นเอาเข้าจริง ข้อเรียกร้องให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน ก็คือความคิดที่ว่า “ปราสาทพระวิหารยังเป็นของกรู” กับอีกอย่างคือ “กรูไม่ได้เมริงก็ต้องไม่ได้” หรืออีกนัยหนึ่ง รางหญ้านี้กรูกินไม่ได้ กรูก็ไม่ให้เมริงกิน

ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้ขึ้นทะเบียนร่วม แต่การขึ้นทะเบียนร่วมต้องมาจากความเต็มอกเต็มใจของเขมร ผู้เป็น “เจ้าของ” กรรมทสิทธิ์ในพื้นที่หลัก การขึ้นทะเบียนร่วมต้องมาจากมิตรสัมพันธ์อันดี ช่วยเหลือส่งเสริม ช่วยกันผลักดัน แสดงความใจกว้าง ยอมรับสิทธิของเขา ไม่ใช่เอะอะโวยวาย เตะตัดขา ขัดขวางทุกวิถีทาง ทำยังกะเป็นเจ้าของ หรือเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง

อภิสิทธิ์โทษกรรมการมรดกโลกเป็นตัวปัญหา ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในพื้นที่อ่อนไหว ถามหน่อยว่าเป็นเพราะกรรมการมรดกโลกหรือเพราะความใจแคบของคนไทย ที่อ้างชาตินิยมมาทำลายล้างกันทางการเมือง

แต่อภิสิทธิ์ยอมรับไม่ได้ เพราะตัวเองก็มีส่วนปลุกกระแสคลั่งชาติเมื่อ 3 ปีก่อน ไม่ยอมรับว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ใครจะว่ามีผลประโยชน์กับทักษิณอย่างไร ฮุนเซนก็ไม่เคยมีปัญหากับรัฐบาลขิงแก่

อภิสิทธิ์ยอมรับไม่ได้ ว่านพดล ปัทมะ ไม่ได้ทำอะไรผิด ในการขีดพื้นที่ตามที่รัฐบาลสฤษดิ์ล้อมรั้วยกให้เขมรไปเมื่อปี 2505 แล้วบอกว่านั่นคือดินแดนเขมรตามคำพิพากษาศาลโลก ยินดีให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก (แต่รัฐไทย-ฝ่ายความมั่นคงทั้งหลาย ถือว่าผิด เพราะทุกรัฐบาลตลอด 40 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่เคยยอมรับคำพิพากษาศาลโลกอย่างเป็นทางการ)

อภิสิทธิ์จะยอมรับได้ไง ในเมื่อเหตุการณ์นั้นเป็นชนวนหนึ่งที่ช่วยให้ตัวเองขึ้นมามีอำนาจ

อภิสิทธิ์รู้ดีว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ไม่ได้มีผลเกี่ยวข้องกับการปักปันเขตแดน แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ เพราะความจริงมันไม่ใช่เรื่องดินแดน แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ที่พี่ไทย นักล่าเมืองขึ้นในอดีต จะยอม “เสียหน้า” ให้ลูกหลานพระยาละแวกไม่ได้

อภิสิทธิ์โทษกรรมการมรดกโลก แต่ไม่ยอมรับว่ากระแสคลั่งชาติ 2551 เป็นตัวปัญหา ขณะเดียวกันก็มีความเก่งกาจอย่างน่าอึ้ง ทึ่ง ที่สามารถถีบหัวเกรียนๆ ของพวกคลั่งชาติไปตากแห้งเหี่ยวเฉาอยู่บนถนนราชดำเนิน โดยตัวเองหันไปโหนกระแสรักสันติแทน

ผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยที่ อ.นิธิท่านบอกว่าสังคมไทยมีสติมากขึ้น เพราะถ้ามีสติจริง ต้องย้อนไปมองเห็นว่าเมื่อ 3 ปีก่อนสังคมไทยไร้สติ แต่นี่มันมีสติไม่เฮโลสาระพาไปกับพันธมิตรเพียงเพราะไม่เกลียดรัฐบาลนี้ แล้วก็คล้อยไปตามวาทกรรมขวัญใจจริตนิยม เชียร์รัฐบาล เชียร์กองทัพ แม้จะไม่ได้บอกว่าให้บุกยึดกรุงพนมเปญ แต่ก็เชียร์ให้ “สั่งสอน” เขมรผู้บังอาจ

แน่นอน การปะทะกันครั้งนี้เขมรยิงก่อน เขมรเล่นเล่ห์ เดินเกมการเมืองระหว่างประเทศมาตั้งแต่ 7 คนไทยเดินไปให้จับ แต่พูดให้ถึงที่สุด ความสัมพันธ์ที่เลวร้ายมันเริ่มมาตั้งแต่เรา “เตะตัดขา” เขาไม่ใช่หรือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้จดทะเบียนมรดกโลก (ที่จริงเขาจดไปแล้ว) ไม่ให้ผู้แทนยูเนสโกมาสำรวจปราสาท ส่วนพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่เขมรเข้ามายึดครอง มันเป็นปัญหามาตั้งแต่ก่อนมี MOU ปี 43 แล้ว เกือบ 20 ปีที่โต้แย้งกัน เจรจากัน ก็ไม่เคยถึงขั้นปะทะกัน

ฮุนเซนยื่นเรื่องเข้าคณะมนตรีความมั่นคงสำเร็จ แม้จะ “ตีกลับ” มาให้เจรจาทวิภาคีโดยมีอินโดนีเซีย ประธานอาเซียนเป็นพี่เลี้ยง ถามว่าฮุนเซนชนะหรือแพ้ ถ้าเป็นกองเชียร์ ปชป.ก็บอกว่าฮุนเซนแพ้ ถ้าเป็นพวกพันธมิตร ก็บอกว่าฮุนเซนชนะ สนุกจริงๆ กับการมองโลกจากคนละมุม อย่างไรก็ดี เคสนี้ผมเห็นด้วยกับพันธมิตรมากกว่า เพราะฮุนเซนเข้าเป้าแล้วในการที่คณะมนตรีความมั่นคงรับเรื่อง ถ้าเจรจาทวิภาคีไม่สำเร็จ ต่อไปมีปัญหาบานปลาย ก็ต้องกลับเข้าไปที่ UN (ซึ่งถ้า UN รับพิจารณา พวกชาตินิยมก็จะร้องโวยวายว่า UN ไม่ใช่พ่อ)

สื่อไทยโจมตีฮุนเซน แล้วพูดเป็นตุเป็นตะ ว่าถ้าเปลี่ยนผู้นำจากฮุนเซน เขมรกับไทยจะคุยกันรู้เรื่อง ไม่คิดบ้างหรือว่าถ้าเปลี่ยนผู้นำจากอภิสิทธิ์-กษิต เขมรกับไทยอาจคุยกันรู้เรื่องมากกว่า

สถานการณ์มาถึงตอนนี้ ฮุนเซนประกาศยื่นตีความคำตัดสินศาลโลก เพื่อเอา teen บันไดพญานาคกับสระตราว ผามออีแดง ให้ครบวงจร พร้อมขึ้นทะเบียนมรดกโลกตามที่นักวิชาการพันธมิตรชี้ไว้ว่าถ้าไม่มีบริเวณโดยรอบก็ขึ้นทะเบียนไม่ได้ รัฐบาลจะทำอย่างไรนอกจากยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมให้ขึ้นมรดกโลก

ที่น่าสนใจกว่าคือ พันธมิตรจะหาทางลงอย่างไร เพราะอยู่ไปก็ปลุกกระแสไม่ขึ้น ผมสันนิษฐานว่าน่าจะมี 2 แนวทางคือ หนึ่ง ขอดีเบตกับนายกฯ แล้วก็ฉวยโอกาสอ้างว่าบรรลุเป้าหมาย บ๊ายบายก่อน วันหน้าเราจะมาใหม่ สอง มหาจำลองยอมให้อุ้ม หรือเดินไปให้จับ

อย่างไรก็ดี มหาจำลองยังไม่น่าห่วงเท่า วีระ สมความคิด กับราตรี พิพัฒนไพบูลย์ ซึ่งกลายเป็นตัวประกันในกรณีพิพาทชาตินิยม ฮุนเซนเอาทั้งสองคนเป็นเครื่องมือต่อรอง แต่รัฐบาลไม่ยอมต่อรองแน่

ชีวิตคนสิน่าเป็นห่วงกว่าผืนดิน ไม่ว่าเขาจะเป็นใครฝ่ายไหน ไงๆ พวกแกนนำเสื้อแดงที่ (เชื่อกันว่า) หลบไปอยู่ในเขมร ก็หิ้วโอยัวะไปเยี่ยมวีระบ้างนะครับ (หรือถ้าใครจะช่วยเจรจาเขมรให้ปล่อยตัวได้ จะยิ่งดี เป็นการตบหน้ารัฐบาลไทย)

ใบตองแห้ง

19 ก.พ.54

โรงงานผลิตภาษา (แห่งชาติ) ของราษฎรอาวุโส.!!!

ที่มา ประชาไท

ได้อ่านบทความล่าสุด – โครงการ “ทำแผนที่คน” (Human Mapping)[1] จาก “โรงงานผลิตภาษา (แห่งชาติ)” ของราษฎรอาวุโส แกเขียนอธิบายความว่า “...การ ทำแผนที่คนไทยทั้งประเทศก็จะไม่ยาก สามารถทำได้เสร็จภายใน 6 เดือน เรามีหมู่บ้าน ประมาณ 80,000 หมู่บ้าน เรามีมหาวิทยาลัยกว่า 100 แห่ง มีนักศึกษารวมกันหลายแสนคน สามารถส่งนักศึกษาไปทำแผนที่คนไทยได้ในทุกหมู่บ้าน”

“...ชาวบ้านนั้นจมปลักอยู่กับความต่ำต้อย ความไม่มีเกียรติ ความไม่มีคุณค่า เป็นคนไม่มีความรู้สมัยใหม่ ถูกดูถูกเสียจนดูถูกตัวเอง – ครั้นมีคนสมัยใหม่เช่นนักศึกษา หรือคนที่จบปริญญามานั่งฟัง มานั่งขุดความรู้ความชำนาญที่ฝังลึกอยู่ในตัวเรา – ตามปรกติชาวบ้านไม่ค่อยได้พูด ได้แต่ฟังคนอื่นที่มีอำนาจมากกว่า มีความรู้มากกว่า มีเงินมากกว่า”

“บัด นี้มีคนที่เคยสมมติว่าเหนือกว่า มานั่งฟังด้วยความเคารพ และเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขารักเขาชอบเขาถนัด ที่มีอยู่ในตัวเขาจริงๆ เขาจึงมีความสุขขึ้นมาท่วมท้น ที่รู้สึกมีเกียรติ (เป็นครั้งแรกในชีวิต) รู้สึกภูมิใจในตัวเอง...”

“...ความ เห็นใจ และการอยากทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ทุกคน ที่ว่าทุกคนล้วนแต่มีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจ”

“ถ้ามีแต่มายาคติเข้ามาขวางกั้น เช่น ฐานะ อำนาจ กฎหมาย กฎ ระเบียบ เงิน รูปแบบ เมล็ดพันธุ์แห่งความดีไม่มีโอกาสได้งอกงาม”

“...ถ้า เราทำทุกพื้นที่ทั่วประเทศ คนไทยทุกคนจะกลายเป็นคนมีเกียรติมี ศักดิ์ศรีมีความมั่นใจในตัวเอง การเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็นศีลธรรมพื้นฐานของสังคม...”

“เนื่อง จากความรู้ในตัวคนมีฐานอยู่ในวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกัน จะทำให้การศึกษาเชื่อมกับวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตร่วมกัน เมื่อใดการศึกษาเชื่อมกับชีวิต และการอยู่ร่วมกันจะเกิดเรื่องใหญ่มาก คือ เกิดการอภิวัฒน์ประเทศไทยทุกด้าน”

“...ก่อน คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. 2554 ท่านคุยกับผมหลายครั้ง - ครั้งหนึ่ง ผมแนะนำเรื่องใหญ่ๆ ไป 4 เรื่องเรื่องหนึ่งคือการทำแผนที่คนไทย หรือ Human Mapping ตามที่กล่าวถึงนี้ ท่านเป็นคนปัญญาไวเข้าใจทันที แต่การเป็นนายกรัฐมนตรีก็คงทำให้ท่านยุ่งเกิน เลยไม่ได้ทำ - หวังว่านายกฯอภิสิทธิ์จะไม่ยุ่งเกิน!”

ผมชอบย่อหน้าสุดท้ายของราษฎรอาวุโส คนนี้จริง ๆ – นี้แหละที่เขาเรียกว่า “เขี้ยวจริง ๆ – เขี้ยวของจริง” ใครที่คิดจะทำ proposal ขอทุนทำงานวิจัย, ลองอ่านโครงการ “ทำแผนที่คน-อภิวัฒน์ประเทศไทย” ฉบับนี้เป็นตัวอย่าง (แต่ถ้าคิดจะไปของทุนจาก “สสส.” หรือ “สมัชชาปฏิรูป 600 ล้าน” ที่แกดูแลอยู่ – ถ้าคุณไม่ใช่ [NGO] สีเดียวกัน-ก็หมดสิทธิ์!!!)

ราษฎรอาวุโส-หัวหน้าโรงงานผลิตภาษา (แห่งชาติ) – ผู้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป 600 ล้าน (คสป.), เป็นคณะกก.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - ล่าสุดยังดูแลอีก 14 องค์กรที่อยู่ภายใต้ คสป. เช่น องค์กรปกครองท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป, สภาองค์กรชุมชน และสภาผู้นำชุมชนเพื่อการปฏิรูป (มีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นประธาน,สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน-พอช.), เครือข่ายประชาคมเพื่อการปฏิรูป, เครือข่ายผู้ใช้แรงงานและคนจนเมืองเพื่อการปฏิรูป (อ.ณรงค์ฯ ดูแล), เครือข่ายพลังสตรีเพื่อการปฏิรูป, เครือข่ายพลังเยาวชนเพื่อการปฏิรูป, เครือข่ายผู้พิการเพื่อการปฏิรูป, เครือข่ายผู้ด้อยโอกาสเพื่อการปฏิรูป, เครือข่ายภาคธุรกิจกับการปฏิรูป, เครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการปฏิรูป, เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป (มีนายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นประธาน), คณะกก.จัดสรรทรัพยากรเพื่อความเป็นธรรม, คณะกก.ความยุติธรรมกับการปฏิรูป, คณะกก.การสื่อสารเพื่อการปฏิรูป [2] - - เยอะแยะจนน่าเวียนหัว.

แต่อย่าเพิ่งมึนงง เพราะนี้คือเรื่องของงบประมาณ, เงินทั้งนั้น - พรรคพวก (NGO) ของตัวเองทั้งนั้น ที่เกี่ยวข้อง (กับงบ-เงินเหล่านี้) !!!

เงิน 600 ล้าน ที่ได้มาเพื่อปฏิรูปประเทศ เพื่อคนไทยจะได้ปรองดองกัน มันแค่เรื่องจิ๊บ ๆ – ยังต้องใช้เงินอีกเป็น 1,000 ล้าน เพื่อให้คนฝ่ายหนึ่ง (คนสีเสื้อหนึ่ง) เอาเงินภาษีของผู้คนในประเทศ, ไปทำโครงการปฏิรูปประเทศ-ให้คนรักกันปรองดองกัน?

“ปรองดอง” เริ่มต้นที่ใครดี - ก็เริ่มต้นที่ตัวคุณนั่นแหละ – เริ่มต้นที่เงินงบประมาณ ที่คุณถืออยู่นั้นแหละ

“แค่คิดกลับกัน” คุณ ลองแบ่งปันเงินงบประมาณ ให้กับคนอีกสีเสื้อหนึ่ง, ให้เขาไปทำงานวิจัย, ให้เขาทำกิจกรรม, ให้เขาทำสื่อ, แล้วเอาผลงานที่ได้ มาเปรียบเทียบกับข้อมูล ที่มาจากอีกฝ่ายหนึ่ง – คุณก็จะเห็นภาพว่าจะปรองดองกันอย่างไร-ต่อไป?

แต่เรื่องแบบนี้ “หัวหน้าโรงงานผลิตภาษา” (แห่งชาติ) กลับคิดไม่เป็น.???

นอกจากตัวหัวหน้าโรงงานแล้ว ยังมี “ทีมงานอีกหลายคน” – อย่าให้เอ่ยชื่อเลย (แม้แต่ตัวหัวหน้า ผมยังไม่อยากเอ่ยชื่อ) พวกคุณจะประดิษฐ์คำพูดอะไรออกมาก็ได้, แต่ถ้ามันไม่ได้ออกมาจาก “หัวใจ” มันก็แค่ วิธีการทำมาหากินแบบหนึ่ง ก็เท่านั้นเอง.!!!

อ้างอิง

[1] http://www.prachatai3.info/journal/2011/02/33152

[2] http://community.isranews.org/politic/680-2010-07-29-10-10-02.html

กวีตีนแดง: ดาบนั้นคืนสนอง

ที่มา ประชาไท

บทกวีโดย เพียงคำ ประดับความ

ย่ำสอง นาฬิกา คืนฟ้าเปลี่ยว

แสงจันทร์เสี้ยว เกี่ยวคว้าง กลางคืนเศร้า

ลมโศกหวน ทวนกิ่งไม้ ร้างใบเงา

หัวใจเจ้า ชิต บุศย์ เฉลียว ช่างเดียวดาย

สองสี่เก้าแปด กุมภา วันที่สิบเจ็ด

ภิกษุเนตร เทศน์ปลอบขวัญ อกสั่นไหว

ถึงเวลา อาหาร มื้อสุดท้าย

แตะต้องได้ กลิ่นความตาย ในสายลม

มิทันเอ่ย คำใด ในคืนนั้น

ลานประหาร น้ำตานอง กองเลือดถม

สี่นาฬิกา ยี่สิบ นาทีระทม

ความขื่นขม จมแน่น เต็มแผ่นดิน

เพื่อปกปิด แผ่นฟ้า ด้วยฝ่ามือ

ประนมถือ ธูปดอกไม้ ด้ายสายสิญจน์

สามนักโทษ ประหาร หน้ากองดิน

เตรียมป่ายปีน สู่สวรรค์ ชนชั้นแพะ

เพชรฆาต จ่อยิงลง ตรงหัวใจ

กระสุนรัว เป็นเส้นสาย ย้ำลายแผล

ร่างแหลกเหลว มือขาดหาย ยอมพ่ายแพ้

สละร่าง สังเวยแด่ เมืองทมิฬ

ธรณี นี่นี้ เป็นพยาน

หากเราผิด ท่านประหาร เสียให้สิ้น

เอาใบตอง รองมิให้ เลือดต้องดิน

ให้แร้งกา จิกร่างกิน จนสิ้นใจ

แหละธรณี นี่นี้ เป็นพยาน

เราบ่ผิด ท่านประหาร ด้วยดาบไหน

ขอดาบนั้น คืนสนอง ทุกชาติไป

ความตายไหน ใครคนก่อ ขอย้อนคืน

ขอจารึก รอยแค้น อย่างแน่นหนัก

ส่วนรอยรัก มิอาจปัก หักใจฝืน

มิเหลือแล้ว รอยอาลัย ให้กัดกลืน

ขอหยัดยืน ถางทาง สร้างโลกใหม่

จะเจ็บจำ ไปถึง ปรโลก

กี่รอยโศก มิรู้ร้าง จางหาย

จะเกิดอีก สักกี่ฟ้า มาตรมตาย

ก็อย่าหมาย ว่าจะให้ หัวใจเรา

(จะเกิดอีก สักกี่ฟ้า มาตรมตาย

ก็อย่าหมาย ว่าจะได้ หัวใจเรา)

หมายเหตุ บทกวีนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากข้อเขียนใน facebook ของ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

Golf4Freedomเพื่ออิสรภาพนักโทษการเมือง ครั้งหนึ่งในชีวิตที่คนเสื้อแดงมีสิทธิ์ยื่นมือช่วยพี่น้องเรา

ที่มา Thai E-News





Golf4freedom -26 กุมภาพันธ์นี้ที่สนามDynasty บางเลน นครปฐม สำหรับนักกอล์ฟมือใหม่ มือเก่า หรือมือกลางเก่ากลางใหม่ ไม่ต้องกังวล งานนี้ไม่เน้นผลสกอร์ แม้จะมีถ้วยรางวัลให้ 4 ถ้วย ขอแค่มาออกรอบกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ก็มีความสุขใจอย่างที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ ส่วนท่านที่เล่นกอล์ฟไม่เป็นเชิญร่วมสังสรรค์ตอนเย็นระดมทุนปลดปล่อยพี่น้องของเราออกจากคุก


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Golf4freedom
19 กุมภาพันธ์ 2554

คุณวัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ"Golf4Freedom -กอล์ฟเพื่ออิสรภาพเสรีภาพ"เปิดเผยว่า สำนักข่าวไทยอีนิวส์ ร่วมกับ"กลุ่มเพื่อนอานนท์" และ Red cyber ได้ร่วมประชุมกับ ทนายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ทีมทนายความช่วยเหลือทำคดีช่วยนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้-นักโทษคดีทางความคิด และได้มีมติให้จัดกอล์ฟการกุศลขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

เพื่อระดมทุนช่วยสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ไปดำเนินการช่วยว่าความและประกันตัว คดีนักโทษเสื้อแดงที่ยากไร้จากการสลายการชุมนุม 19 พฤษภาคม และนักโทษคดีทางความคิด ตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นผลพวงจากการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย รวมทั้งเยียวยาญาติที่อยู่ในอุปการะนักโทษการเมืองเหล่านี้ ระหว่างที่ยังต้องโทษโดยไม่รู้ชะตากรรมว่าจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อใด

การแข่งขันกอล์ฟการกุศลนัดนี้ จะจัดขึ้นที่ สนามกอล์ฟDinasty อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม (ดูลิ้งค์แผนที่)

โดยมีค่าธรรมเนียม ค่ากรีนฟี ค่าแค็ดดี้ รวมอาหารเย็น ก๊วน VIP 15,000 บาท/ก๊วน ก๊วนทั่วไป 12,500 บาท/ก๊วน ซึ่งราคานี้นับว่าถูกมากๆหากเทียบกับการจัดกอล์ฟการกุศลทั่วไปที่จะขายก๊วนละขั้นต่ำ25,000-50,000บาท ก๊วนละ 5 ท่าน(กรณีไม่มีก๊วน หรือไม่ครบก๊วน เพียงท่านละ 2,500 บาท ผู้จัดจะจัดหาให้ครบก๊วน ล้วนแต่พี่น้องเรา จะได้รู้จักผูกไมตรีกันไว้

วิธีสำรองการเข้าร่วมงาน หรือสอบถามการร่วมงาน-ติดต่อ "คุณปุ้ย" วัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ ติดต่อ: โทรศัพท์มือถือ 082-6301700 หรืออีเมล์ hwacharaporn@yahoo.com และ freeprisonproject@gmail.com

วิธีชำระเงิน-โอนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผ่านชื่อบัญชี วัชราภรณ์ หวลธรรม ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเมืองทองธานีเซ็นเตอร์ 2 เลขที่บัญชี 402-293346-1 จากนั้นแจ้งการโอนมาที่อีเมล์ หรือทางมือถือคุณปุ้ย เพื่อยืนยัน

เพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการนี้ กรุณาจองและชำระล่วงหน้าได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อจะได้มีเงินชำระค่าสนามและค่าทดรองใช้จ่ายล่วงหน้า

พิเศษสำหรับท่านที่ไม่ใช่นักกอล์ฟ แต่ประสงค์เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารเย็นที่คลับเฮาส์ เพียงท่านละ 500 บาท ในงานพบปะกันเองและการปราศรัยจาก พันเอกดร.อภิวันท์ วิริยะชัย พร้อมพริตตี้เสื้อแดงแท้ๆ และของรางวัลมากมาย

ทั้งนี้คณะผู้จัดงานขอเชิญชวนท่านนักกอล์ฟ ผู้รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยทั้งมวลได้โปรดให้การสนับสนุนเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันกอล์ฟการกุศลในครั้งนี้ เพราะนอกจากท่านจะได้รับความเพลิดเพลิน ได้ออกกำลังกายตามปกติแล้ว ท่านยังจะได้มีส่วนช่วยทีมงานทนายความอาสาให้มีเงินทุนทำงานเพื่อช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง และเป็นการตอกย้ำคำว่า"เราไม่ทอดทิ้งกัน"ให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ


กิจกรรมกอล์ฟการกุศลเพื่อเสรีภาพนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้ จะเป็นกิจกรรมที่ คณะผู้จัดงานปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้เป็นกิจกรรมที่ท่านจะบอกกับตัวเองว่า นี่เป็นกิจกรรมที่"ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท่านไม่มีสิทธิ์จะพลาด"...

เตรียมพร้อม มาร่วมกัน สานฝันของเราปลดปล่อยเหยื่ออยุติธรรม ปลดปล่อยประเทศชาติสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

คุณสายลมรัก แห่งกลุ่มRed Cyber ผู้ร่วมจัดกิจกรรมกอล์ฟการกุศลครั้งนี้กล่าวว่า นี่เป็นกอล์ฟการกุศลครั้งที่่ 4 ที่ทางRed Cyberได้ดำเนินการจัด และได้รับความอนุเคราะห์ จากนักกอล์ฟเสื้อแดง อย่างดียิ่งทุกครั้ง

การนี้ กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกท่านทั้งหลาย คงให้ความอนุเคราะห์ ในการระดมพลรวมพลังออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือ ร่วมงานเลี้ยงตอนเย็น(อย่างเดียว) อีกครา

สำหรับนักกอล์ฟมือใหม่ มือเก่า หรือมือกลางเก่ากลางใหม่ ไม่ต้องกังวล งานนี้ไม่เน้นผลสกอร์ แม้จะมีถ้วยรางวัลให้ 4 ถ้วย ขอแค่ออกรอบ กับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ก็มีความสุขใจอย่างที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ


****

เวบไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์รายงานความก้าวหน้าในการระดมทุน และการช่วยเหลือคดีพี่น้องนักโทษเสื้อแดง

-รู้จักสำนักกฎหมาย “ราษฎรประสงค์”ทนายอานนท์ นำภา

-รู้จักโครงการกิจกรรมGolf4freedom เพื่ออิสรภาพนักโทษเสื้อแดง