WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 20, 2011

บริหารแบบ "ฝ่ายค้าน" กลยุทธ์แก้ปัญหาน้ำมันปาล์มของ"อภิสิทธิ์" เรื่องที่"อ๊อกซ์ฟอร์ด"ไม่เคยสอน

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2554)

ฟัง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ให้สัมภาษณ์เรื่อง "น้ำมันปาล์ม" แล้วต้องนึกอยู่พักหนึ่งว่า 2 คนนี้อยู่ฝ่ายไหน

เป็น "ฝ่ายค้าน"

หรือว่า "รัฐบาล"

การไล่บี้กระทรวงพาณิชย์เรื่อง "น้ำมันปาล์ม" ทั้งแพงและขาดแคลนของ "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ครั้งนี้ถือเป็นความเก๋าทางการเมืองอย่างมาก

เพราะสามารถเปลี่ยนเสื้อจาก "ผู้ร้าย" มาเป็น "พระเอก" ในพริบตา

"อภิสิทธิ์" เป็น "นายกรัฐมนตรี" ส่วน "สุเทพ" เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่ดูแลเรื่อง "น้ำมันปาล์ม" โดยตรง

ชาวบ้านเดือดร้อน ต้องเข้าคิวซื้อน้ำมันปาล์ม เขาก็ต้องชี้นิ้วมาที่ "รัฐบาล"

คนยืนข้างหน้าสุด คือ "อภิสิทธิ์"

ถัดมา คือ "สุเทพ"

แต่ใครจะไปนึกว่าเพียงเผลอกะพริบตาแวบเดียว "อภิสิทธิ์-สุเทพ" จะกระโดดผึงเปลี่ยนมายืนฝั่งชาวบ้าน แล้วหันกลับชี้นิ้วไปที่ "พรทิวา นาคาศัย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ยืนอยู่ลำดับที่ 3

"พรทิวา" ที่ยืนงงๆ อยู่ลำดับที่ 3 ในฝั่งรัฐบาลกลายมาเป็นคนยืนเด่นอยู่หน้าสุดของฝั่ง "ผู้ต้องหา" ทำน้ำมันปาล์มขาดแคลน

"แมน" จริงๆ

ถามว่ากระทรวงพาณิชย์ต้องรับผิดชอบเรื่องการนำเข้าน้ำมันปาล์มใช่หรือไม่

ตอบว่า"ใช่"

ถามว่ามีข่าวเรื่อง "ใต้โต๊ะ" ที่กระทรวงพาณิชย์ไหม

ตอบว่า "มี"

แต่ถ้าถามให้ลึกลงไปอีกว่าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ปล่อยให้สต๊อคน้ำมันปาล์มในประเทศเหลืออยู่ต่ำมาก การอนุมัติให้นำเข้าแต่ไม่กำหนดเวลา และปล่อยให้ปัญหาบานปลายใหญ่โตขนาดนี้

ใครรับผิดชอบ

ไม่ใช่ผู้นำองค์กรหรือครับ

น้ำมันปาล์มไม่ได้เพิ่งขาดตลาดเพราะสื่อทุกแขนงตีข่าวเรื่องนี้มานานกว่า 1 เดือนแล้ว แต่ "ผู้นำ" ยังสั่งการอยู่ในห้องแอร์ ไม่เคยมาไล่ปัญหาแบบนักบริหารจัดการเลย

นักบริหารที่ดีถ้าเกิดปัญหาขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนไหน

เขาจะเรียกประชุม ไล่งานอย่างละเอียด ถ้าส่วนไหนมีปัญหาก็ส่งคนเข้าไปกำกับดูแลละเอียด กำหนดขั้นตอนและเวลาชัดเจน

อะไรต้องเชือดก็เชือด

แต่ต้องคุยกันเงียบๆ ในห้องก่อน เพราะเป็น "ทีม" เดียวกัน

จากนั้นค่อยออกมาแถลงข่าวถึงวิธีการแก้ปัญหา

แต่ "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ใช้วิธีออกมาตะโกนข้างนอก แล้วชี้นิ้วโยนความผิดไปที่ "ลูกน้อง" เลย

แบบนี้ไม่ใช่ "นักบริหาร" ครับ

แต่เป็น "นักการเมือง" ที่คิดเรื่องคะแนนเสียงอย่างเดียว

ทั้งที่ "อภิสิทธิ์-สุเทพ" เป็นคนที่ต้องรับผิดชอบสูงสุดในเรื่องนี้

"อภิสิทธิ์-สุเทพ-พรทิวา" ทำงานร่วมกันมา 2 ปี รู้มือกันอยู่ว่าใครเก่งแค่ไหน สกปรกแค่ไหน ทำงานเป็นแค่ไหน ฯลฯ

ผู้บริหารที่เก่งต้องรู้ว่าจะใช้งานใคร และควรกำกับดูแลอย่างไร

"เก่ง แต่ขี้โกง" จัดการอย่างไร "ไม่เก่ง แต่มีหน้าที่รับผิดชอบ" จะจัดการอย่างไร ฯลฯ

ไม่ใช่พอเกิดปัญหาขึ้นมา ก็โยนให้ลูกน้องคิดและดำเนินการเองทั้งหมด

ถ้าดีก็รับเองคนเดียว

แต่พอผิดพลาดขึ้นมากลับโยนความรับผิดชอบให้ "ลูกน้อง"

ผมไม่เกี่ยว ผมสั่งการไปแล้ว แต่ลูกน้องทำผิดพลาดเอง ฯลฯ

ไล่จับผิด "ลูกน้อง" เหมือนตัวเองเป็น "ฝ่ายค้าน"

บางทีถ้าไม่มีใครสะกิด เขาอาจเผลอยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจ "พรทิวา" ก็ได้

"อภิสิทธิ์-สุเทพ" เป็นรัฐบาลมากว่า 2 ปีแล้ว

ไม่น่าเชื่อว่าวิญญาณ "ฝ่ายค้าน" ยังไม่ออกจากร่างเลยครับ

"จตุพร"ลั่นแตกหักหากถูกบีบย้ำสู้ตายยิ่งฆ่ายิ่งเพิ่ม "ธิดา"เชื่อยุติธรรมเกิดยากถ้ายังเป็นระบบอำมาตย์

ที่มา มติชน

"ธิดา" เชื่อยุติธรรมเกิดยาก หากยังไม่เปลี่ยนจากระบอบอำมาตย์สู่ประชาธิปไตย

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 19 ก.พ. นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้กล่าวปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยนางธิดากล่าวว่า ตนเชื่อว่าความยุติธรรมในทุกวันนี้นั้นเกิดขึ้นยาก เพราะสังคมไทยในปัจจุบันยังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งในต่างประเทศระยะเปลี่ยนผ่านสังคมนี้มักหมายถึง การเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตย แต่สังคมไทยนั้นมีความซับซ้อน สำหรับเราแล้วหมายถึง ระบบอำมาตยาธิปไตยในปัจจุบันได้เกิดขึ้นต่อจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์


พูดได้ว่าสังคมไทยเป็นแบบ"ศักดินา" คนมีชั้น มีวรรณะ ระยะเปลี่ยนผ่านของสังคมอำมาตย์ไม่ได้มีในแง่สังคม การปกครอง แต่มีทั้งในแง่กฎหมาย ซึ่งหน้าที่ของกลุ่มตนคือการเปลี่ยนระบอบอำมาตย์ให้เป็นระบอบประชาธิปไตย สังคมอำมาตย์มองเห็นคนไม่เท่ากัน นอกจากไม่เท่าแล้ว ไพร่เหลืองและแดงต่างก็ถูกปฏิบัติต่างกัน เพราะไพร่เหลืองเป็นไพร่มีสังกัด ไพร่แดงสังกัดทักษิณ และทักษิณเป็นกบฎ เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงได้รับการปฏิบัติไม่เท่ากัน


ทั้งนี้ รากเหง้าความคิดของคนยุคเก่าที่ไม่ปรับตัว ไม่อนุญาตให้คนคิดต่างอยู่ในสังคม ใช้วิธีการดำน้ำหรือลุยไฟแบบโบราณในการพิสูจน์ความผิด เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราต้องเสียดินแดน เพื่อแลกสิทธิเสรีภาพนอกอาณาเขตในอดีตซึ่งแต่เดิมคนต่างชาติเคยไม่จำเป็นต้องขึ้นศาลไทย


"ผลที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ก.พ. นี้มีความสำคัญ แต่อยากให้เข้าใจรากเหง้าของความคิดคนที่ไม่เท่ากัน ไพร่ต้องมีสังกัด ทีใครทีมัน พลาดก็ถูกประหาร 7 ชั่วโคตร เป็นความคิดแบบโบราณไม่ปรับเปลี่ยน ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านของสังคมอำมาตย์ไปสู่ประชาธิปไตยเป็นเรื่องยาก ไม่สามารถคาดหวังได้ว่าความเป็นเสรีนิยมจะเข้าไปแทรกในนความคิดของพวกอำมาตย์ได้"


นางธิดา ยังกล่าวเสริมด้วยว่า ถ้าการปล่อยตัวแกนนำ 7 คนในวันที่ 21 ก.พ. เกิดขึ้นก็ยังพอมีความหวังว่าอีกหลายร้อยคนก็น่าจะได้รับประกันเช่นกัน แต่ถ้าไม่ได้ปล่อยตัว ก็ถือเป็นภาระหนักของเราที่จะเปลี่ยนสังคมอำมาตย์ให้เป็นประชาธิปไตย สิ่งที่ต้องใช้คือความจริง ความรู้ ความกล้าหาญ เพื่อให้คนเข้าใจและสร้างปฎิปักษ์ให้น้อยที่สุด


"จตุพร" ประกาศแตกหัก หากถูกบีบจนตรอกพร้อมสู้ตายยิ่งฆ่ายิ่งเพิ่ม


เมื่อเวลา 20.50 น. นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)กล่าวบนเวทีปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถึงแนวทางการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงต่อจากนี้ว่า มีคนถามว่าเมื่อไรจะชุมนุมยืดเยื้อ ตนเห็นว่า จากประสบการณ์การชุมนุมที่ผ่านมา เรารู้สัจธรรมที่ว่าเกิดแก่เจ็บตาย คนที่ฆ่าก็หนีความตายไม่พ้น เรามาวันนี้เพื่อหาสัจธรรม คนเสื้อแดงมาด้วยหัวใจอาสาอย่าว่าแต่ 91 ศพ เรามาด้วยหัวใจที่ต้องการให้ประเทศดีกว่าทุกวันนี้ วันนี้คนเสื้อแดงอาจไม่ได้อะไร แต่เราได้ความสุขเพื่อคนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป เรามีภารกิจที่ต้องสู้ต่อไป

วันนี้เจ้าของโบนันซ่าถามว่าเมื่อไรจะมาอีก เหมือนกับที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน ที่รัฐมนตรีที่ดูแลถามว่าเมื่อไรจะมา แต่เรารอพี่น้องจากทุกเรือนจำออกมาก่อน ในความหมายของการปรองดอง คือการคืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดงที่เสียชีวิตและถูกจองจำ

ดังนั้น ในวันที่ 12 มีนาคมนี้ ขอให้พี่น้องรอฟังคำตอบที่บ้านก่อนที่แกนนำจะแจ้งอีกครั้งเพื่อให้มาแสดงพลัง ที่เราต้องเดินหน้าต่อไปให้แถวจากแยกราชประสงค์ถึงราชดำเนินตะโกนคำว่า ความยุติธรรมและประชาธิปไตย ทุกการกระทำอย่าบีบให้คนเสื้อแดงจนตรอกและบีบให้คนเสื้อแดงต้องมามากกว่านี้ ประกาศให้รู้ว่าประเทศนี้เป็นของเรา พวกเราพร้อมสู้ศึกยืดเยื้อยาวยาวนานกันอีก เมื่อเราไม่กลัวเรามีสิทธิที่จะมาทวงความยุติธรรม เมื่อความยุติธรรมไม่เกิดเราจำเป็นต้องแตกหัก ถูกฆ่าตายอีกก็จะมา เพราะอยากให้คนตายได้รับความยุติธรรม วันนี้ขอขอบคุณหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ความยุติธรรมไม่มีจะหยุดคนเสื้อแดงไม่ได้ยิ่งฆ่ายิ่งเพิ่ม


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวในที่ชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ว่า ในวันจันทร์นี้ (21 ก.พ.) ซึ่งเป็นวันที่ศาลอาญานัดไต่สวนประกันตัวแกนนำแดงที่ถูกคุมขัง ขอให้ติดตามข่าวสารผ่านสื่อ ไม่ต้องไปกันเยอะ ไม่จำเป็นไม่ต้องไป ขอให้อยู่บ้านแล้วส่งกำลังใจถึงผู้มีอำนาจให้หยุดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม เห็นว่าทุกวันนี้ผู้พิพากษาและอัยการรู้สึกเจ็บปวดที่ไม่มีความยุติธรรม มีแต่ยุติธง เพราะตั้งธงไว้ก่อนแล้ว


ทั้งนี้ หากความยุติธรรมยังไม่ปรากฎ ในวันที่ 12มี.ค. ขอให้ผู้ชุมนุมออกมาเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตยกันให้มาก มากกว่าการชุมนุมทุกครั้งที่ผ่านมา

"จตุพร"โชว์สูติบัตร"อภิสิทธิ์"สัญชาติอังกฤษ ท้าแสดงใบสละสัญชาติ

เมื่อเวลา 19.15 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.เพื่อไทย และแกนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้กล่าวปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถึงสัญชาติของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ในวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เจ้าของสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัม และที่ปรึกษากฎหมายของกลุ่มนปช. ได้เดินทางไปยังอังกฤษ เพื่อคัดสำเนาสูติบัตรของนายอภิสิทธิ์ ที่สำนักงานทะเบียนกลาง พบว่าในสูติบัตรระบุว่า นายอภิสิทธิ์เกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 1964 หรือ พ.ศ. 2507 ซึ่งอังกฤษถือว่าคนที่เกิดในอังกฤษก่อน พ.ศ.2526 มีสัญชาติอังกฤษและต้องมีสัญชาติอังกฤษไปตลอดชีวิต หากนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าสละสัญชาติอังกฤษ มาถือสัญชาติไทยแล้ว ต้องเอาใบสละสัญชาติมาแสดง แต่พอนักข่าวถามถึงสัญชาติ นายอภิสิทธิ์สัญชาติใด นายอภิสิทธิ์กลับบอกเพียงว่า ผมไม่ได้ถือสัญชาติมอนเตเนโกร

"ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่ได้ถือสัญชาติอังกฤษ ก็ต้องนำใบสละสัญชาติมาแสดง นายอภิสิทธิ์มีสัญชาติไทยได้ เพราะมีพ่อแม่เป็นคนไทย นายอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษได้เพราะเกิดที่นิวคาสเซิล ดังนั้นนายอภิสิทธิ์เป็นคน 2 สัญชาติ คนเสื้อแดงมีความจำเป็นเหลือช่องทางเดียว ที่จะนำนายอภิสิทธิ์และพวกขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ" แกนนำเสื้อแดงกล่าว


คนเสื้อแดงถึงอนุสาวรีย์ปชต.แล้ว จองที่นั่งบนพื้นราชดำเนินฟังปราศรัยคึกคัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.20 น. กลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ(นปช.) เดินทางกลับจากศาลฎีกา สนามหลวง ถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้ว โดยมีการติดตั้งเครื่องขยายเสียง และใช้ฐานอนุสาวรีย์เป็นเวทีที่ปราศรัย หันหน้าไปทางสนามหลวง ขณะที่ผู้ชุมนุมต่างปูพลาสติกบนพื้นถนนราชดำเนินนั่งฟังการปราศรัย ขณะที่พื้นที่รอบการชุมนุมมีการตั้งเต๊นท์และแผงลอยจำหน่ายสินค้าที่ระลึกจำนวนมาก

"จตุพร" เดินเท้ามาถึงหน้าศาลฎีกาแล้ว

เวลา 14. 50 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช. ได้เดินเท้ามาถึงยังบริเวณศาลฎีกาแล้วและกำลังอ่านจดหมายปรับทุกข์ผ่านเครื่องขยายเสียงบนรถปราศรัย

"จตุพร"ลั่นแกนนำไม่ได้รับการปล่อยตัว จะชุมนุมศาลอาญา


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวปราศรัยที่การชุมนุมคนเสื้อแดงสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ว่า ถ้าแกนนำเสื้อแดง 11 คน ที่ถูกควบคุมขังอยู่ภายในเรือนจำไม่ได้รับการปล่อยตัว คนเสื้อแดงจะไปชุมนุมหน้าศาลอาญาอีกครั้ง ในวันที่ 12 มีนาคมนี้

นปช.ทยอยสมทบหน้าศาลฎีกา สนามหลวง ตำรวจคุมเข้ม-ห้ามเข้าออก


ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศหน้าศาลฎีภา สนามหลวง เมื่อเวลา 12.05น.ว่า กลุ่มนปช.บางส่วนได้ทยอยเดินทางมาที่หน้าศาลฎีกาแล้ว โดยทั้งหมดต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ขณะที่บางส่วนปูเสื่อนอนเอาแรง เพื่อรอให้กลุ่มนปช.จากราชประสงค์เดินทางมาสมทบในช่วงบ่าย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแต่งกายด้วยชุดปราบจลาจล พร้อมกระบองและโล่ ยืนรักษาความปลอดภัยอยุ่ภายในศาลฎีกา ส่วนภายนอกศาลฎีกามีการตั้งรั้วเหล้กเป็นแนวแยว รวมได้ได้ปิดถนนหับเผย ซึ่งอยู่ระหว่างศาลฏีกากับศาลหลักเมือง ไม่ให้มีรถใดๆผ่านเข้าออก


ส่วนบรรยากาศบนนถนนราชดำเนิน ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้มีพ่อค้าแม่ค้าเสื้อแดงตั้งแผงลอยขายสินค้าที่ระลึกแล้ว เพื่อรอผู้ชุมนุมที่จะมารวมตัวในช่วงบ่ายวันนี้

ตำรวจปิดการจราจรหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ทุกช่องทางแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 12.50 น.หลังจากที่ผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงทยอยมาชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์เพิ่มมากขึ้น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตัดสินใจปิดการจราจรแยกราชประสงค์ทุกช่องทางแล้ว จากช่วงก่อนหน้าที่ยังเปิดให้สัญจรได้3ช่องทาง ทำให้ผู้ที่ขับนถมาจากถนนราชดำริไม่สามารถผ่านเข้าไปแยกราชประสงค์ เพื่อไปทางประตูน้ำ ราชปรารภได้ ต้องเลี้ยวซ้ายไปทางถนนพระราม 1

นปช.ทยอยชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ก่อนเวลาการจราจรยังเปิดตามปกติ

เมื่อเวลา11.10น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เริ่มทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ก่อนเวลานัดหมายบ่ายโมงเพื่อเดินขบวนเคลื่อนไปที่ศาลฎีกาก่อนจะกลับไปปักหลักที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยผู้ชุมนุมยังคงยืนอยู่บนฟุตปาธหลบตาาร่มไม้และชายคาห้างสรรพสินค้าขณะนี้ยังไม่มีการปิดการจราจร

'มาร์ค'สุดเหงา ตีปี๊บ65ปีปชป.

ที่มา ข่าวสด

ลับพอสมควร

สุมณฑา บุญคุ้ม /รายงาน




ท่ามกลางกระแสข่าวยุบสภา ปชป. เดินหน้าพบปะแฟนคลับถี่ยิบ

วันก่อนถือฤกษ์วาเลนไทน์ เปิดแผนรณรงค์ 65 ปี ประชาธิปัตย์ สร้างอนาคตไทย ด้วยใจ ด้วยกัน

ที่ลานด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุง เทพฯ แยกปทุมวัน

ตั้งเป้าโกยคะแนนเข้าพรรค

ลงทุนจ้างวงดนตรี-ดาราดัง ร่วมตีปี๊บ

แต่ไหง หัวหน้า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาถึงงานกลับพบกลุ่มยุวปชป.กับนักข่าวหน้าคุ้นๆ รออยู่

ปรายตาไปรอบๆ ไร้เงาแฟนพันธุ์แท้-แม่ยก ที่จะหอบคณะมาเชียร์ทุกทีทุกที่ไป

หลังหายงง หนุ่มมาร์ค รีบก้าวเดินฉับๆ ขึ้นไปบนเวที คว้าไมค์จ้อเปิดงานทันที

พรรคปชป.ถือฤกษ์วันแห่งความรักเชิญชวนให้ทุกคนบอกรักกับประเทศ อนาคต ที่เราจะสามารถช่วยกันสร้าง สรรค์ได้

พลันที่พูดจบ ท่ามกลางบรรยา กาศเงียบกริบ

หนุ่มมาร์คเงยหน้ามองไปรอบๆ ด้วยอาการอึ้งๆ

ก่อนรีบสรุป

เป็นอีกจุดเริ่มต้นที่จะทำให้การ เมืองพัฒนา มีส่วนร่วมแท้จริง

จบคำพูดปั๊บ หยิบธงพัดขึ้นมาโบกสะบัดเป็นสัญลักษณ์เปิดงาน

แล้วรีบแจ้นลงจากเวที เดินตรงดิ่งขึ้นรถกลับทันที

อยากเจอคนเยอะต้องไปม็อบ แหะ... แหะ

ใบเกิดสัญชาติผู้ดี ตู่เปิดแล้ว จี้มาร์คตอบสละยัง

ที่มา ข่าวสด

นายกตอบเลี่ยง ยัน"ผมคนไทย" แดงพรึ่บ4หมื่น แน่นราชดำเนิน จัดอาลัยวัดปทุม




ใบเกิด - นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. นำหลักฐานใบเกิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ มาแสดงบนเวทีเสื้อแดง ขณะที่นายกฯ ยังตอบเลี่ยงๆ

เสื้อแดงร่วม 4หมื่นชุมนุมอนุสาวรีย์ประ ชาธิปไตย ฟังตู่แฉสัญ ชาติมาร์ค ส่วนกิจกรรมช่วงเช้ามีพิธีอาลัย 6 ศพวัดปทุมฯ เหยื่อร่วมรำลึกวันโดนไล่ยิง โดย 9 เดือนคดีไม่คืบ ส่วนช่วงบ่ายธิดานำเสื้อแดงเดินเท้าจากราชประสงค์ไปศาลฎีกา อ่าน จ.ม.แกนนำนปช.จากคุก ก่อนแยกย้ายไปรวมตัวกันตอนค่ำ ด้านมาร์คเจอถามให้ยืนยันถือสัญชาติไทยสัญชาติเดียว เจ้าตัวตอบว่า "ผมถือสัญชาติไทย"

บช.น.แจงดูแล 6 กลุ่มชุมนุม

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกบช.น. กล่าวหลังการประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องที่ ศปก.น. เพื่อดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหว ว่า ผลการตั้งด่านตรวจต่างๆ ที่ผ่านมาเหตุการณ์เรียบร้อยดี มีเพียงการยึดรถต้องสงสัย 87 คันไว้ตรวจสอบหลักฐานต่างๆ จับกุมรถที่เตรียมแข่งตามความผิดพ.ร.บ.จราจร 73 ราย พก อาวุธมีด 1 ราย ยาเสพติด 3 ราย เยาวชนประพฤติตนไม่สมควรนำส่งกลับบ้าน 7 ราย และการพนัน 1 ราย

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ขณะนี้มีกลุ่มผู้ชุมนุมในกทม. ทั้งหมด 6 กลุ่ม 1.กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ อยู่บริเวณถนนพิษณุโลก ยอดผู้ชุมนุม 300 คน 2.กลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณถนนราชดำเนินและสะพานมัฆวานฯ มีประมาณ 300 คน 3.สมาพันธ์ชุมชนแห่งประเทศไทย ที่กระทรวงการคลัง ประมาณ 30 คน 4.กลุ่มลูกจ้างบริษัทแม็กซิส และพีซีบี ที่หน้ากระทรวงแรงงาน ประมาณ 1,000 คน 5.กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เช่น เขื่อนปากมูล กลุ่มที่ทำกิน ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า 2,000 คน และ 6.กลุ่มนปช. ที่จะเริ่มรวมตัวกันจะชุมนุมที่ราชประสงค์ตอนเที่ยง และเคลื่อนขบวนไปหน้าศาลฎีกาสนามหลวงประมาณบ่ายสองโมง โดยมีกลุ่ม นปช.บางส่วนรออยู่ศาลฎีกาแล้ว และเวลาประมาณบ่ายสามโมงก็จะมารวมตัวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อ่านรายละเอียดต่อ ข่าวสด

ตาสว่าง.....ดอกไม้สวย....วันอาทิตย์สีแดง

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ส่งดอกไม้ สีแดง แต้มแต่งฝัน
สู่คืนวัน นำพา ฟ้าสดใส
แทนความรัก ถักทอ ก่อสายใย
แทนดวงใจ น้อง-พี่ ชาวสีแดง....

พลังคลื่น มหาชน คนนักสู้
ผงาดคู่ ฟ้า-ดิน ไม่สิ้นแสง
มาร่วมด้วย ช่วยเสริม ต่อเติมแรง
จนสีแดง จรัสฟ้า สง่างาม....

ช่วยเปิดโปง ปิดตา พากระจ่าง
จนสว่าง ทั่วไทย ใจวาบหวาม
ทั้งนอก-ใน ประเทศ ทุกเขตคาม
มีคำถาม มากมาย หลายเรื่องราว....

ผิดเป็นถูก ปลูกฝัง เคยสั่งสม
เรื่องโสมม สมชื่อ ความอื้อฉาว
สิ่งอุบาทว์ ผงาดโชว์ โง่ทุกคราว
จนยืดยาว มืดมิด ถึงจิตใจ....

ขอสีแดง เติมฝัน ในวันสวย
อิ่มเอมด้วย พลังรัก เขาผลักใส
เขาจะรัก เขาจะชัง ช่างปะไร
ขอแค่หนึ่ง กำลังใจ เราให้กัน....


๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดง ๒๐ ก.พ.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

Re:

โดย BBBBB

วันอาทิตย์ สีแดงร่า ฟากฟ้าใส
มาช่วยส่ง ดวงดอกไม้ กระจายฝัน
กุหลาบแดง แจ้งในรัก ประจักษ์พลัน
มอบให้กัน มิตรพันผูก ถูกใจจัง

พี่น้องร่วม ราชดำเนิน เดินเรียกร้อง
ปล่อยเพื่อนพ้อง น้องพี่ ที่ถูกขัง
ป่าวประกาศ สาดเรื่องที่ มีปิดบัง
ให้คนทั้ง ไทยรู้เหตุ อาเพศเดิม

ขอส่งดอก สายหยุด ผุดเนื้อเรื่อง
ดอกดาวเรือง เฟื่องห้อย พลอยมาเสริม
สายดอกรัก ถักอ่อนช้อย ร้อยประเดิม
เพื่อช่วยเติม พลังสู้ สู่ทุกคน

เพื่อวันนี้ เรามีเรา เพียงเท่านั้น
ที่คงมั่น ยืนหยัดสู้ ผู้ฉ้อฉล
ช่วยกันรวม ร่วมเป็นหนึ่ง ตรึงกมล
พวกอัปรีย์ มีกี่คน ไล่พ้นไทย

สุขสันต์-วันอาทิตย์

ที่มา thaifreenews

โดย Amster-แดง

…น้ำตาลูกผู้ชายไหลอีกแล้ว
เมื่อเห็นแนว ริ้วแดง ผู้แกร่งกล้า
ดูเหิมฮึก ศึกสิบเก้า กุมภา
สูงศักดา ใส่เสื้อแดง แข่งตะวัน
เห็นทัพหน้า มอเตอร์ไซด์ ไหลเป็นคลื่น
ก้อนสะอื้น ตื้นตีบ ต้องรีบกลั้น
รักประชา ธิปไตย ถึงไหนกัน
ศัตรูใด ก็ไม่พรั่น ห้ำหั่นชิง
ตามมาด้วย ทัพใหญ่ เกรียงไกรสุด
แดงประดุจ ดวงสุรีย์ ที่ใหญ่ยิ่ง
เหล่านักรบ อะไรนะ น่ารักจริง
ทั้งชายหญิง เพื่อนพ้อง พี่น้องเรา
เสียงโห่ร้อง ก้องกึก คึกคักนัก
พร้อมแตกหัก กับศัตรู ผู้โง่เขลา
อำมหิต หลบเร้น เห็นแต่เงา
หวังจะเอา ชัยชนะ ประชาชน
ไม่มีศัก- ดินาไหน ในโลกนี้
จะย่ำยี ชาวไพร่ ได้ทุกหน
ไม่มีผู้ ปกครองใด ในทุกตน
จะย่ำบน กองศพ แล้วพบชัย
…น้ำตาลูก ผู้ชาย กลั้นไม่อยู่
เห็นเพื่อนสู้ กับพวกมัน กลั้นไม่ไหว
จะร่วมรัก ร่วมรบ ให้จบไป
ชาติประชา ธิปไตย ต้องได้มา.


Re:

โดย blablabla
คงต้องกลั้น น้ำตา ที่บ่าไหล
ตื้นตันใจ ภาพแดง แกร่งนักหนา
เห็นรอยยิ้ม พริ้มงาม ยามเคลื่อนมา
ชื่นอุรา เหลื้อล้น คนเสื้อแดง....

สร้างความรัก สลักฝัน ด้วยวันสวย
อบอวลด้วย สิ่งงาม ตามสาดแสง
กำลังใจ น้อง-พี่ ต่างมีแรง
ผงาดแข่ง แสงร้อน ครึ่งค่อนวัน....

ร่วมสุขสันต์ วันอาทิตย์ จิตสดใส
แทนดวงใจ ดวงนี้ ที่สร้างฝัน
อ้อมอกอุ่น สีแดง มาแบ่งปัน
กันและกัน พี่น้อง เพื่อนพ้องแดง....

สวัสดีวันสวยงามครับท่าน Amster-แดง


Re:

โดย BBBBB
มันเกือบปี ที่เรามา ร้องหาสิทธิ์
ที่ถูกย่ำ อำมหิต จิตแอบแฝง
ให้เห็นเรา เหล่าพี่น้อง ผองเสื้อแดง
ออกมาแย้ง อำมาตย์ชั่ว ทั่วพารา

เมื่อน้ำตา ยังหยด รดรินไหล
เหล่าน้องพี่ สีแดงใจ ยังไฝ่หา
ยุติธรรม คำสำคัญ มันขึ้นรา
เห็นเต็มตา ว่ามันเอียง เยี่ยงสาธารณ์

พี่น้องแดง แรงไม่ถอย มาคอยเฝ้า
เมื่อไหร่เรา จะได้ถึง หนึ่งมาตรฐาน
ตัดสินสืบ คืบส่วน กระบวนการ
กบิลบ้าน งานเมือง ให้เรื่องเดิน

ต้องอาศัย คนไกลบ้าน ศาลเมืองนอก
เข้ามาบอก คนที่ยัง สั่งกะเสริญ
หมดเวลา ไร้ค่าล้วน ควรจำเริญ
ใช่เพลิดเพลิน สั่งปราบ ราบลงดิน

เพราะปัญหา ศรัทธาหด กฎหมายไหม้
จากการใช้ กระบวนผุ ร่วมทุศิล
ทรยศ ปดประชา ปล่อยห่ากิน
เลยหมดสิ้น หมดคนรัก คนภักดี

"ลูกณัฐวุฒิ" ร้องคิดถึงพ่อ "ภรรยาแกนนำนปช." โอดปล่อยตัวสามี

ที่มา มติชน




รับชมข่าว VDO

(ชมคลิปปราศรัยภรรยาณัฐวุฒิ: เราเปลี่ยนไป หรือใครไม่ยอมเปลี่ยนแปลง)

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ภรรยาของแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นำโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาประธานนปช. แดงทั้งแผ่นดิน ภรรยานพ.เหวง โตจิราการ และนางสิริสกุล ใสยเกื้อ ภรรยานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ขึ้นเวทีพร้อมด.ช.นปก ลูกชาย โดยนางสิริสกุลกล่าวว่า คนที่ทำรัฐประหารเป็นคนทำลายประชาธิปไตย แต่พวกเรามาสร้างประชาธิปไตย รวมทั้งนายโรเบิร์ต อัมเตอร์ตัม ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของนปช. ซึ่งเป็นคนต่างชาติก็ยังมาช่วยประเทศของเราเลย

"แก้ม (ชื่อเล่นนางสิริสกุล) อยากให้ผู้มีอำนาจอย่ามองพวกเราเป็นศัตรู เรามาเพียงต้องการสิทธิ ความเสมอภาค ในฐานะความเป็นมนุษย์เท่านั้น ท่านมองว่าพวกเราเปลี่ยนไป ท่านต่างหากล่ะที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง" ภรรยานายณัฐวุฒิกล่าวปราศรัยบนเวที

ระหว่างนั้น นางสิริสกุล ได้อุ้ม ด.ช. นปก พูดผ่านไมค์ว่า "คิดถึงพ่อ"

ขณะที่ระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง ภรรยา นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดี กล่าวว่า ถ้าเราอยากได้ประชาธิปไตย ต้องสร้างเอง เนื่องจากไม่มีความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง ทั้งนี้ได้ยืนยันจะต่อสู้ไม่ว่านานแค่ไหนเพื่อให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง


"เชื่อว่าแกนนำทุกคนจะได้กลับมากราบแผ่นดินเกิดของพวกเรา ซึ่งนายอริสมันต์ได้ฝากความระลึกถึงคนเสื้อแดงทุกคน และขอบคุณที่ยังไม่ลืมกัน ยืนยันพร้อมสู้จนกว่าจะได้ชัยชนะ" ภรรยานายอริสมันต์ กล่าว


ด้านนางเอมอร สินธุไพร ภรรยานายนิสิต สินธุไพร แกนนำนปช.ที่ถูกจำคุก กล่าวว่า ได้พูดคุยกับนายนิสิตยืนยันการติดคุกเป็นการต่อสู้ทางการเมือง หากติดคุกจะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้ ก็พร้อมเสียสละ นอกจากนี้ นายนิสิตกล่าวว่า หากได้รับการประกันตัวออกมาในวันที่ 21 ก.พ.นี้ จะขอบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม

และนางอาภรณ์ สาระคำ ภรรยา นายขวัญชัย สาระคำ(ไพรพนา) แกนนำนปช.ที่ถูกจำคุกอีกคนหนึ่งกล่าวว่า ขอความเมตตาจากผู้มีอำนาจช่วยให้สามีได้กลับบ้านไปหาครอบครัว ในวันที่ 21 ก.พ.นี้ด้วย

เราเหมือนดูภาพยนตร์คู่รักอกหัก:พันธมิตรฯแตกหักรัฐกระทบเพื่อนบ้านกลายเป็นคู่รบ

ที่มา ประชาไท

เราเหมือนดูภาพยนตร์ในเรื่องม็อบพันธมิตรอดีตคู่รักของรัฐบาลกลับกลายสัมพันธ์เป็นแตกหักกัน ส่งผลกระทบจนต้องเป็นคู่รบกับเพื่อนบ้าน ตรงกันข้ามกับเดือนกุมภาพันธ์ เดือนที่มีวันแห่งความรัก

..The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.Antonio Gramsci, Selections from Prison Notebooks, 1971, p.276…

สิ่งที่ผู้เขียนอยากนำเสนอในเดือนแห่งความรัก ที่มีสัญลักษณ์วันวาเลนไทน์กับคู่รักไทยในสมัยใหม่ มีลักษณะร่วมกับสากล ก็คือ ทุกคนยอมรับวันแห่งความรัก และถ้าเรานึกถึงสมมติสร้างภาพยนตร์รักโรแมนติคกับสงคราม โดยถ้าเรารู้สึกเหมือนคนที่อกหัก และเลิกรัก หรือคนรักหายไป เป็นส่วนหนึ่งเหมือนคนที่ต้องการคนรักกลับคืนดี จึงทำให้นึกถึงภาพยนตร์ หรือละครทีวี ที่มีลักษณะปลุกใจรักชาติ และตัวละคร ก็ต้องการเรียกร้องดินแดนที่หายไปอย่างคลุ้มคลั่ง
ในประเทศของเรา ซึ่งถ้าเราเป็นประชา+อธิปไตย=ประชาธิปไตย โดยมีสันติภาพอย่างชอบธรรม ซึ่งเราต้องไม่แตกแยกกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเรื่องอธิปไตยของอำนาจของรัฐไทยด้วย

บทเรียนภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก : เราไม่มีสุขใดเสมอด้วยสันติภาพ
ประวัติการสร้างภาพยนตร์ในกรณี 2475 เป็นต้นมา ซึ่งมีปรากฏการสร้างภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ 2475 และต่อมาภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์วันรัฐธรรมนูญ โดยวิธีการของคณะราษฎร ก็ใช้ภาพยนตร์เป็นสื่ออุดมการณ์กับสถาบันทหาร เช่น กรณีภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ กบฏบวรเดช ในพ.ศ.2477 เป็นชัยชนะของทหารผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แน่นอนว่า ภาพยนตร์ยังมีบทบาทต่อสังคมการเมือง ต่อมาทั้งเรื่องภาพยนตร์เลือดทหารไทย ซึ่งผู้เขียนเคยศึกษาเรื่องภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก และผู้อ่านสามารถดูเพิ่มเติมจากการอ้างอิงนี้(1) จึงคิดถึงประโยคว่า ไม่มีสุขใดเสมอด้วยสันติภาพ ที่มีปรากฏในภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกของปรีดี พนมยงค์ สะท้อนนัยยะของความสงบสุข ดังกล่าวนั้นเอง

จากภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก โดยสรุปย่อๆ คือ ตัวละครคู่พระเอก นางเอกในเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ความจริง แต่นั่นคือ สิ่งสมมติตามประวัติศาสตร์ สัมพันธ์ปมปัญหาแผนที่ และเขตแดนขึ้นมาเป็นปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งผู้เขียนเคยอธิบายไปแล้ว จึงอธิบายย่อๆ โดยตั้งแต่สมัยช่วงสงครามอินโดจีน พร้อมบริบทของภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก ในช่วงพ.ศ.2483 จนกระทั่งในปัจจุบัน และถ้าเรานึกถึงกรณีเหมือนข้อเท็จจริงของความขัดแย้งทางสังคม ไม่ว่าปัญหาแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ นับตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน ก็มีภาพยนตร์ภาคใต้เพื่อทำความเข้าใจ และผู้เขียนคิดถึงในแง่ประเด็นสร้างการรับรู้ต่อคนไทย(2) และปัญหารัฐระหว่างประเทศ ก็สลับซับซ้อน โดยผู้เขียน ต้องการชี้ให้เห็นภาพร่วมบรรยากาศถึงเดือนแห่งความรัก ที่มีคู่รัก แต่งงานกัน ก็ถ้ามีความรักและความสามัคคีในครอบครัว และลูกสืบทอดต่อมา โดยไม่ขัดแย้งแตกแยกปะทะเลิกแยกทางกัน ซึ่งสะท้อนผ่านพ่อ แม่ เป็นครอบครัวถึงลูกหลาน เป็นส่วนหนึ่งของต้นตระกูลในประเทศไทย

ทั้งนี้ ผู้เขียนอธิบายต่อง่ายๆว่า เช่นเดียวกับยกตัวอย่าง ภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก ที่มีพระเอก และนางเอกเป็นคู่รัก ซึ่งสร้างจินตนาการต่อมาถึงความรัก และครอบครัว เหมือนละครทีวีเกี่ยวกับสงครามรบ ก็มีเรื่องความรัก มีธง บทเพลงประกอบภาพยนตร์เหมือนละครทีวี และเรื่องราวคู่รัก เป็นครอบครัวสะท้อนภาพส่วนหนึ่งของสายเลือดของครอบครัวเป็นอาณาจักร ในส่วนประกอบความเป็นชาติดังกล่าวเป็นพื้นฐาน เหมือนภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก จึงยกตัวอย่างเสียงในจินตกรรมของภาพยนตร์ดังกล่าว และอธิบายต่อถึงความรักชาติ หรือรักประเทศ ก็ไม่ได้แตกต่างจากความรักแบบอื่นๆ ในแง่ที่ต้องมีองค์ประกอบของการจินตนาการถึงความรักรวมอยู่ด้วย(3)

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนอธิบายส่วนองค์ประกอบการแย่งชิงอำนาจฝ่ายต้องการ ชัยชนะในความรัก และฉายภาพเรื่องตัวละคร คือ คนอกหักจากอำนาจ ต้องการแย่งชิงต่อสู้แตกหัก รอเวลากลับมาในสังคม เพราะคนอกหัก ตกอยู่ภายใต้สภาวะแปลกแยก กลายเป็นคนแตกแยกกับสังคม โดยคู่รัก ที่มีบ้านหลังหนึ่งเหมือนประเทศ ซึ่งมีพ่อแม่ของคู่รักอยู่ในบ้าน แต่ว่าคู่รักหรือคู่ขัดแย้งชนเพื่อนบ้าน ที่อยู่ข้างบ้านเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะนี้ คือ เสื้อเหลืองกับรัฐอภิสิทธิ์จากเดิมเป็นคู่รักกัน เปลี่ยนไปเหมือนคู่รักทะเลาะกันเป็นความย้อนแย้งนั่นเอง ส่วนเสื้อแดง ถ้าเราไม่อยากยุ่งเรื่องคู่รักขัดแย้งกัน เหมือนเราดูภาพยนตร์และละครทีวีเกี่ยวกับสงคราม การต่อสู้และความรักก็ซาบซึ้งแล้ว

การเมืองเหมือนภาพยนตร์พันธมิตรฯเป็นคู่รักอกหักรัฐ กระทบเพื่อนบ้านเป็นคู่รบไม่เข้าใจกัน
การเมืองของพันธมิตรฯ กำลังไปสู่การต่อสู้กับเส้นตายโดยรัฐบาล ซึ่งผู้เขียนได้เคยเขียนในประชาไทอย่างต่อเนื่องมาแล้ว ในส่วนของเรื่องเส้นเขตแดน-ม็อบ มีเส้น กับสถานการณ์ทางการเมือง รวมทั้งเรื่อง “ปัญหารัฐธรรมนูญ 2550 :นิยายและความจริง ในภาพสะท้อนเราใกล้ชิดเส้นชัย” และ“เกร็ดเรื่องวันกองทัพไทย และ…สู่อนาคตทหารไทยนี้รักสงบ” แต่ถึงรบไม่ขลาดตามแบบเพลงชาติ ที่มีเรื่องทหารไทยกับทหารกัมพูชา และม็อบพันธมิตรฯ ก็วิเคราะห์ในมุมมองจากจำนวนของผู้ชุมนุม หรืออะไรก็ตาม แต่ผู้เขียนโฟกัสไปที่สถานการณ์ระส่ำ ระส่ายของความเคลื่อนไหว เช่น ประธานสภาฯ คือ ชัย ชิดชอบ ออกตัวนัยยะต้องดูวันที่ 18 ก.พ.(วันมาฆบูชา) ซึ่งปัญหาชายแดนการสู้รบที่ผ่านมา ก็ทำให้เห็นภาพพันธมิตรแจกของช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งชาวบ้าน-ทหาร โดยสะท้อนต้นทุน และผู้สนับสนุนต่อพันธมิตรฯด้วย

โดยสาเหตุการเชิดชูสนับสนุนชาตินิยม ก็รักชาติมาก่อนทั้งรัฐบาลและเสื้อเหลือง เหมือนพันธมิตรฯกับรัฐบาลในอดีตเป็นคู่รักกลับกลายเป็นคู่ขัดแย้งเป็นคู่รบ ก็เป็นสิ่งที่ผู้เขียนวิเคราะห์ไว้ว่าพันธมิตรฯ จะชนะรัฐบาลได้ ในรูปแบบใด สักอย่างก็ตาม ซึ่งผู้เขียน ไม่กลัวผิดพลาดในการวิเคราะห์ โดยบ่อยครั้งที่ผู้เขียนยังวิเคราะห์สาวไม่ถูก ก็ตลกอกหักบ่อยๆ เนื่องโดยส่วนตัวไม่อยากให้มีรัฐประหาร เพราะส่วนตัวก็ไม่ได้ยินดีเท่าไหร่ ให้พันธมิตรชนะแถมเกรงว่าจะสูญเสียเลือดเนื้อชีวิต ต่างๆนานา โดยผู้เขียนพยายามวิเคราะห์ตามความเป็นจริง แล้วการประเมินเกมส์ไพ่การเมืองอย่างเป็นจริง

เมื่อถ้าเรานึกถึงภาพยนตร์เรื่องสงครามของจีนต่างๆ ซึ่งมักอ้างตำราพิชัยสงครามของซุนวู ในเรื่องรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง(ลองดูเพิ่มเติมข้อมูลตำราฯบางส่วนในวิกกีพีเดียภาษาไทย) และประเด็นสำหรับมุมมองของผู้เขียน คือ ส่วนใหญ่แล้วฝ่ายที่ชนะนั้น จะรู้ว่าจะรบก่อน จึงออกรบ ดังกล่าวนั้น

ซึ่งพล.ต.จำลอง ศรีเมือง อาจจะไม่ได้อ่านตำราพิชัยสงคราม แต่ว่าจำลอง เคยเป็นทหารรบมาก่อน และก็อาการพูดของพล.ต.จำลอง น่าสนใจในภาวะเหมือนคนอกหัก หรือแตกหักกับรัฐบาล โดยจำลองกล่าวว่า “ตนได้ร่วมกับพี่น้องประชาชนบางกลุ่มบางเหล่า ต่อต้านคัดค้านเพื่อบ้านเมืองมา แล้วทั้งหมด 8 ครั้ง แต่ละครั้งแทบไม่เห็นชัยชนะ แต่ไม่รู้เป็นไงชนะทุกครั้ง และครั้งที่ 9 นี้แพ้ไม่ได้ ครั้งนี้ถ้าแพ้หมายถึงคนไทยทั้งหมดแพ้ เพราะดินแดนเป็นของคนไทย 63 ล้านคน เพราะฉะนั้นคราวนี้ไม่มีทางแพ้ สู้ที่นี่ สู้ตรงนี้ สู้จนชนะ” เป็นต้น

ฉะนั้น น่าสังเกตว่า คนที่รู้ว่าจะชนะ จึงออกมารบนั่นแหละ เพราะเหตุการณ์เลื่อนการชุมนุมมาตั้งแต่เดือนพ.ย.-ธ.ค.53 ถ้าเรายังทบทวนจำกันได้ คือ การเปิดเกมต่อมาปลายเดือนธ.ค.ในเรื่องคนไทยทั้ง7คนและการเคลื่อนขบวนของกองทัพธรรมโดยสันติอโศก ซึ่งการเคลื่อนทัพ ถ้าเราเคยดูภาพยนตร์กันมา ก็เป็นระบบ-ระเบียบอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งในแง่การทำงานทหารของจำลอง ต้องประเมินการรบมาก่อนอยู่แล้วและองค์ประกอบก็ขึ้นอยู่กับบุคคล เบื้องหลัง โดยข้อน่าสังเกต ก็คือ พลเอก เปรม ตั้งแต่ข่าวออกมาว่า ห่วง 7 คนไทย และต่อมา ก็วีระ สมความคิดติดคุก ฯลฯ รวมทั้งสถานการณ์สู้รบชายแดนจริง เหมือนภาพยนตร์เกี่ยวกับสงคราม และละครทีวีเกี่ยวกับสงคราม

ความย้อนแย้ง “คู่รัก เปลี่ยนเป็นคู่รบ” บ่งชี้อาการผิดปกติของการแตกหักทางการเมือง
ปัญหาของการเมืองไทยเป็นเรื่องการเมืองภายในของเสื้อเหลืองกับรัฐบาล ล้ำเส้นเข้าสู่ปัญหาของกัมพูชา สิ่งที่ผู้เขียน ก็อ้างAntonio Gramsci และการปรากฏ(appear) ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้เป็นเรื่องอาการผิดปกติของการแตกหักทางการเมือง และปัญหาการแจกของให้สงครามของพันธมิตร เป็นมากกว่าการไปช่วยแจกของให้ผู้ ประสบภัยน้ำท่วม แม้ว่าพันธมิตรฯ จะสร้างแนวร่วมก็แล้ว แต่การปลุกใจให้รุกฆาต ก็ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่ชายแดน และการเมืองของรัฐบาล ก็ถูกพันธมิตรฯ รุกต่อสู้ทางอุดมการณ์อย่างไม่หยุดนิ่งนั่นเอง

ส่วนทางฝ่ายรัฐ แก้ปัญหาโดยอ้างใช้พรบ.การชุมนุมฯ โดยเราเห็นเพียงตำรวจ แต่เราไม่เห็นทหาร ในกรณีหนึ่ง ที่มีปัญหากับเสื้อแดงในเหตุการณ์ปี2553 โดยน่าสนใจว่า ทหารของหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ซึ่งสร้างความเข้าใจโดยบอกวิธีว่า “..ถ้าฝ่ายตรงข้ามมีขวัญและกำลังใจ ที่ดี เราก็ต้องใช้หลักธรรมชาติ คือการชี้แจงซ้ำๆ ชี้แจงบ่อยๆ ต้องใช้ลูกตื๊อ เหมือนกับเราไปจีบสาวสักคน ครั้งแรกเขาอาจจะไม่ชอบเรา แต่ต่อมาก็ต้องคิดกันแหละครับว่าจะทำยังไงต่อไป สาวคนนี้เขาชอบไม่ชอบอะไร และต้องพูดจาแบบไหนเขาจึงจะชอบ..”(สงครามจิตวิทยา และดูข้อมูลเพิ่มเติมตามอ้างอิง) เป็นการกล่าวของพันโทกอสิน กัมปนยุทธ์ ผู้บังคับกองพันปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.) กรมรบพิเศษที่ 2 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ(4) เป็นต้น

ดังนั้น นี่เป็นการยกตัวอย่างจากเสื้อแดงพลิกกลับมาเป็นเสื้อเหลือง เหมือนคู่รักขัดแย้งกัน ไม่มีใครเป็นผู้ฟังใครอย่างชอบเข้าใจกัน ก็มีแต่คนพูดโวยวายต้องการชัยชนะใส่กันภายในบ้าน และพ่อแม่ ที่อยู่ในบ้านก็ห้ามปรามไม่ได้ ซึ่งกรณีความเป็นจริงที่พันธมิตรฯ บอกว่าอภิสิทธิ์ ยกดินแดนให้กัมพูชา ทำให้ไทยเสียดินแดนและการสู้รบของไทยกับกัมพูชา ซึ่งถ้าเราคิดเป็นตัวละคร ภาพยนตร์ และตัวละครทีวี ในมุมมองเหมือนรัฐอภิสิทธิ์ เป็นกิ๊ก หรือชู้รักกับกัมพูชา ไม่จงรักภักดีกับเสื้อเหลือง และเสื้อแดงไม่เกี่ยวแง่มุมอยู่ห่างๆสงบๆไว้เป็นทางเลือก ก็รอดูชัยชนะของพันธมิตรเป็นการต่อสู้ของคู่รัก กลายเป็นคู่รบ เพื่อสร้างเงื่อนไขต่อไปในอนาคต ซึ่งผู้เขียนในฐานะของคนที่มีส่วน เข้าร่วมกิจกรรมสันติภาพ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 7 ก.พ.54 ที่ผ่านมา ก็ตระหนักถึงความรัก เท่านั้นจะยาวนาน โดยความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องของเรา จะเป็นบทเรียนเยียวยาให้รักเรายาว

อย่างไรก็ตาม บางครั้งเมื่อเราเห็นคนอกหักต้องการเวลา ถ้าทั้งสองฝ่ายในที่สุดจะคืนดีกัน หรือตั้งแต่แรก ทั้งสองฝ่ายแอบซ่อนความรักต่อกันไม่ ได้แสดงออกมา อยู่เบื้องหลัง และสองฝ่ายแสดงละครตีบทแตก เพื่อให้คนดูตกใจ และพะวงกับเรื่องพวกนี้ จนลืมปัญหาของเสื้อแดงไป และคนในบ้านเมืองแตกความรักสามัคคีก็ต้องการเวลา ส่วนเสื้อแดงก็รอไปก่อนใช้เวลาสะสมกำลังพลไว้ เพราะสงครามยืดเยื้อเหมือนในภาพยนตร์เกี่ยวกับการต่อสู้ทางการเมือง หรือที่เราเห็นในละครทีวี ซึ่งรอวันเราเข้าใจเขาเข้าใจเรา สร้างแนวร่วม และสิ่งใหม่ไทยล้วนหมายรักสามัคคี(Solidarity)กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยไทยเป็นประชาธิปไตยและสันติภาพเป็นสากล

อ้างอิง

1. อรรคพล สาตุ้ม “ย้อนดูภาพยนตร์ ‘พระเจ้าช้างเผือก’ สงคราม สันติภาพ และชาตินิยม”

http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?p=4080

2.อาสา คำภา,อรรคพล สาตุ้ม “มุสลิมในการรับรู้ของคนไทย : องค์ความรู้ที่สะท้อนถึงความไม่เข้าใจต่อความจริง” ฟ้าเดียวกัน ปีที่2 ฉ.3 กรกฏาคม-กันยายน 2547

3.เบน แอนเดอร์สัน(ฉบับแปล) ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม :281

4.ม็อบ VS ทหาร ปฏิบัติการจิตวิทยา : สงครามไร้กระสุน โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 18 มีนาคม 2553 19:38 น.

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000038351

กวีประชาไท:เราคือประชาชน!

ที่มา ประชาไท

เราคือประชาชน!

จะต้องให้ตะโกน อีกกี่ครั้ง

เสียงที่เปล่งออกมา จึงจะดัง

ไปจนถึงอีกฝั่งของฟ้า...

เราคือประชาชน!

เป็นคนส่วนใหญ่ ที่มากกว่า

ซึ่งล้วนแต่ก้มหน้าก้มตา

หาข้าว หาปลา มาขุนคุณ!

เราคือประชาชน!

ที่ถูกปล้นอำนาจจนเคืองขุ่น

ผลตอบแทนที่ได้คือลูกกระสุน

ที่ตอบแทนบุญคุณของเรา

เราคือประชาชน!

ที่ถูกมองว่าขัดสน โง่เง่า

เรามาต่อสู้ด้วยมือเปล่า

ก็ยังถูกมองว่าก้าวร้าว กากเดน..

เราคือประชาชน!

มากันมากมายเหลือล้น..ใยทำไม่เห็น

ทำตัวตาบอด เป็นใบ้ ..เลือดเย็น

ช่างเลือกข้างกันชัดเจนเหลือเกิน...ฟ้า!

จะอีกซักเท่าไหร่?

จะต้องมากันอีกซักเท่าไหร่จึงคุ้มค่า

กับการที่จะทำให้มองลงมา

เพื่อให้ฟ้าเห็นว่า...เราคือประชาชน!


** 19 กุมภาพันธ์ 54 คนเสื้อแดงรวมตัวกันอีกครั้งหลังจากวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 54 ที่ผ่านมา ยิ่งรวมกันเรายิ่งมากขึ้น มากขึ้น จนนึกแปลกใจว่า นี่ยังไม่พออีกหรือ กับคำว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศ...ที่เรียกว่าประชาชน ออกกันมาเถอะพี่น้อง จูงมือกันออกมา แสดงให้เห็นว่า "คนเสื้อแดง" เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศโดยแท้...และจะไม่ยอมให้อำมาตยาและศักดินากดหัวพวก เราได้อีกต่อไป..ออกมาเถิด..ประชาชน!

ขอความเป็นธรรมของไข่ชั่งกิโลคืนกลับมา

ที่มา ประชาไท

ช่วงที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศนโยบายประชาวิวัฒน์เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ โดยหนึ่งในนั้นคือการขายไข่ตามน้ำหนัก หรือที่เรียกกันติดปากว่าการขายไข่ชั่งกิโล ปรากฏว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่รายละเอียดบางอย่างได้ถูกมองข้ามผ่าน ที่น่าพิจารณาคือมีการนำเรื่องนี้มาขยายผลทางการเมืองด้วยความเข้าใจที่คลาด เคลื่อน โดยส่วนตัวได้อธิบายความบางอย่างไปบ้างในบางแห่งแล้ว จึงบันทึกความคิดเห็นเรื่องนี้อีกครั้ง

โดยส่วนตัวแล้ว ผมกลับเห็นว่าการขายสินค้าตามน้ำหนักรวมทั้งไข่ เป็นการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรมมากที่สุดในโลก (ที่ใส่ “ที่สุดในโลก” เพราะหากเราไปชั่งน้ำหนักบนดาวอื่นอื่นความเป็นธรรมนี้ก็จะหายไป เพื่อนเพื่อนที่เรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์น่าจะทราบดี) เพราะในอดีตการแลกเปลี่ยนสินค้ามักจะเอาความพอใจของผู้แลกเปลี่ยนทั้งสอง ฝ่ายเป็นที่ตั้ง จนกระทั่งมนุษย์ต่างดาวช่วยให้เราค้นพบการตวง การวัดและการชั่ง จน “ตาชั่ง” ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมในที่สุด แม้บ่อยครั้งจะมีการโกงตาชั่งจนตาชั่งเอียงกะเท่เร่ให้เราเห็นอยู่บ่อยบ่อยก็ตาม

ในประเทศที่เจริญแล้วล้วนนิยมใช้การชั่งเป็นการกำหนด ราคาสินค้าเป็นหลักไม่เว้นแม้กระทั่งไข่ สหภาพยุโรปเองก็ออกประกาศเมื่อกลางปีที่แล้วให้ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นไป สินค้าทุกชนิดจะต้องขายตามน้ำหนัก เช่น ไข่ แอปเปิ้ล ฯลฯ การวิพากษ์วิจารณ์โดยเหน็บแนมว่า “ช่างคิดได้”, “ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน” ฯลฯ จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะการชั่งไข่ขายที่ทำกันอยู่ในเวลานี้ไม่น่าจะใช่วิธีที่ถูกต้อง หากเพื่อนที่เป็นแม่บ้านและต้องไปจับจ่ายใช้สอยในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เป็น “โมเดิร์นเทรด” จะเข้าใจดี เพราะที่นั่นเราจะเห็นผัก ปลา ฯลฯ ภายในบรรจุภัณฑ์ที่บอกขนาดน้ำหนักและราคาปรากฏอยู่ ซึ่งหากเป็นไปตามนี้คาดว่าบรรจุภัณฑ์ไข่ขนาดเล็กสุดน่าจะเริ่มที่ 5 - 6 ฟอง ราคาจะแตกต่างกันไปแม้เราดูด้วยตาจะรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรแตกต่างกัน (ซึ่งน้ำหนักและราคามักจะพ่วงด้วยจุดทศนิยมสองตำแหน่งตามส่วนของน้ำหนักและ ค่าเงิน) การขายไข่ชั่งกิโลในประเทศที่เจริญแล้วก็จะเป็นในลักษณะนั้น ไม่ใช่มานั่งชั่งให้ไข่แตกเสียหายแบบที่กรมการค้าภายในสาธิตให้เราดูแบบขอไปที

ดังนั้น ผมจึงขอเรียกร้องความเป็นธรรมของไข่ชั่งกิโลคืนกลับมา แต่.......การชั่งไข่ขายมันก็มีประเด็นที่เราต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน

1. รัฐบาลบอกว่าการชั่งไข่ขายช่วยลดต้นทุนการคัดขนาดไข่ และคนคัดไข่

ใช่ครับ..การชั่งไข่ขายจะช่วยลดต้นทุนการคัดไข่จริง เพราะไม่ต้องคัดแล้วนี่ครับเอาไปชั่งเลย แต่บ้านเราคัดขนาดไข่มานานแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือก็เยอะแยะ การชั่งไข่ขายซะอีกที่เพิ่มต้นทุน เพราะเครื่องคัดไข่ต้องโละทิ้ง ต้องซื้อเครื่องชั่งใหม่ และเครื่องชั่งทั้งอัตโนมัติหรืออัตโนมือกลับใช้แรงงานคนมากกว่าเครื่องคัด ไข่มาก และผมเชื่อว่าต้องมีราคาสูงกว่ามาก

หมายเหตุ – เครื่องคัดอัตโนมัติ ไข่จะไหลมาตามรางแล้วลงไปตามช่องขนาด ก่อนที่จะไหลลงถาดบรรจุ หรือให้คนงานบรรจุและแพ็คหีบห่อ ส่วนเครื่องชั่งอัตโนมัติจะเป็นสุญญากาศที่ดูดไข่และยกไปชั่ง ก่อนจะใส่ลงถาดบรรจุและแพ็คหีบห่อ

2. ราคาจำหน่ายไข่จะขึ้นราคาได้ง่าย

"ไข่" นับเป็นสินค้าการเมืองจึงขึ้นราคาค่อนข้างยาก เพราะแม้เวลาจะผ่านไปแต่ไข่นายกฯคนใหม่มักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับนายกฯคน เก่าเสมอ เช่น ไข่อภิสิทธิ์แพงกว่าไข่ทักษิณ ดัชนีชี้วัดค่าครองชีพเช่นนี้ไม่เป็นธรรมทั้งต่อเกษตรกร บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตไข่ไก่ รวมทั้งนายกฯ เพราะแต่ละปีต้นทุนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมไข่ไก่จะมีการขยับราคาขึ้นทุก ปี แต่ราคาไข่ขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้ แต่หากเรามีการขายไข่ชั่งกิโล การแอบขึ้นราคาต่อกิโลกรัมจะทำได้ง่ายและเนียนกว่า แม้จะประกาศให้ไข่เป็นสินค้าควบคุมราคาก็ตาม เพราะการระดมให้เกษตรกรออกมาประท้วงขอขึ้นราคาขายไข่โดยอ้างต้นทุนต่างต่าง ไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนใครที่จะสามารถระดมเกษตรกรมาได้มากมากตรงนี้ผมไม่ทราบ (วงจรขึ้นราคาน่าจะอยู่ที่ทุกสองปีตามการนำแม่ไก่ไข่เข้ายืนกรงจนถึงปลด ระวาง)

3. ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะทำลายเกษตรกรรายย่อย

ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาจากค่าบรรจุภัณฑ์เรื่องนี้ไม่ต้องวิตกหรอกครับผู้บริโภค ต้องจ่ายแน่แน่ผมรับรองได้ คำถามข้างต้นมีไว้ถามพ่อค้าคนกลางกับเกษตรกรรายย่อยน่ะครับ สมมติว่าลุงจ่อยเป็นเกษตรกรรายย่อยเลี้ยงไก่ไข่ 50 ตัว ช่วงที่ไก่ไข่ไข่ดกจะมีไข่ออกสู่ตลาดวันละประมาณ 40 – 45 ฟอง ไข่แค่นั้นลุงจ่อยจะมีปัญญาใส่บรรจุภัณฑ์หรือครับ ก็คงต้องเอาไปขายพ่อค้าคนกลาง ซึ่ง “อาจจะ” หักค่าบรรจุภัณฑ์เอาไว้ด้วยไม่ต่างอะไรกับชาวนาที่เอาข้าวเปลือกไปขายโรงสี สุดท้ายลุงจ่อยอาจจะต้องเลิกเลี้ยงไก่ไข่เพราะแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ ไหว หรือไม่ก็ต้องไปเป็นลูกฟาร์มของบริษัทยักษ์ใหญ่เลี้ยงไก่ไข่ 5,000 ตัวต่อโรงเรือนไปเลย ส่วนการเป็นลูกฟาร์มของบริษัทยักษ์ใหญ่มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้างยังไม่เล่าใน ที่นี้

4. คนจนจะไม่สามารถซื้อไข่กินได้ทุกวัน

"ไข่" เป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและมีราคาถูก จึงเป็นที่นิยมของคนจนและสามารถซื้อหามากินทุกวันได้ แต่หากไข่ชั่งกิโลขาย พี่สร้อยที่มี “เม็ดเงิน” พอจะซื้อไข่เพียง 1-2 ฟองต่อมื้อเพื่อทอดให้ลูกสามคนกินจะทำอย่างไร (เพราะเม็ดเงินที่เหลือต้องรอตอนเย็นตามประสาคนหาเช้ากินค่ำ) หรือว่าจะแอบซื้อไข่แยกขายแบบเด็กเด็กซื้อบุหรี่แบ่งขาย ที่แน่แน่การซื้อไข่แบ่งขายของพี่สร้อยต้องแพงกว่าซื้อยกแพ็คซึ่งพี่สร้อย ไม่มีเม็ดเงินเพียงพอที่จะซื้อแน่ และผมเชื่อเอาเองว่าในอนาคตการแบ่งขายไข่อาจจะผิดกฎหมายก็เป็นได้

5. เศษสตางค์ส่วนต่างจะเข้ากระเป๋าใคร

การขายไข่ชั่งกิโล ราคาที่จำหน่ายจะมีเศษสตางค์ส่วนต่างอยู่เสมอ เช่น 30 สตางค์, 68 สตางค์ เป็นต้น เศษสตางค์นี้จะเข้ากระเป่าใคร แม่ค้าจะปัดเศษคืนเรามาหรือไม่ โมเดิร์นเทรดจะคืนเรามาในรูปลูกอมหรือไม่ผมไม่ทราบ เมื่อครั้งที่เคยอธิบายเรื่องนี้ในบางกลุ่ม มีคนแย้งว่า “เศษสตางค์แค่นี้ฉันไม่สนใจหรอก” ปัญหาคือมันไม่ใช่เศษสตางค์ของเราแต่มันคือเศษสตางค์ของผู้บริโภคทั้งหมดจาก ไข่ที่ออกสู่ตลาดปีละประมาณ 19 ล้านฟอง มันจะเดินทางไปไหน ผมไม่ทราบอีกเช่นเคย (กรณีนี้เปรียบได้กับการจ่ายค่าใช้จ่ายผ่านบัตรพลาสติกหรืออื่นอื่น ผ่านใบแจ้งหนี้ที่ผมมักจะจ่ายเกินอยู่เสมอแม้จะรู้ดีว่านายทุนสามารถเอาเงิน ไปหมุนได้ แต่เม็ดเงินในบัญชียังไงก็ยังอยู่กับผม เช่น ผมต้องจ่ายค่าโทรศัพท์บวกภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 216.87 บาท แทนที่ผมจะจ่าย 217 บาท ผมกลับจ่าย 220 บาท เพื่อให้เม็ดเงินส่วนต่างยังอยู่ที่ผมเป็นไงครับแลดูงกดีไหม)

ตั้งแต่ที่นายอภิสิทธิ์ ริเริ่มนโยบายขายไข่ชั่งกิโล แม้จะทราบดีว่าการขายสินค้าตามน้ำหนักเป็นเรื่องเป็นธรรมที่สุดในโลก แต่ในฐานะ “อดีตเด็กเช็ดไข่ท่านเจ้าสัว” ผมพบว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยชอบมาพากล เพราะการขายไข่ชั่งกิโลต้องมีการเตรียมการเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือและการ สร้างความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนพอสมควร ขนาดสหภาพยุโรปยังประกาศล่วงหน้าถึงครึ่งปี กลัวแต่ว่าจะเป็นเพียง “การเตะไข่เข้าปากเจ้าสัว” เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตามผมก็ขอนอนยันตรงนี้ว่า การขายสินค้าตามน้ำหนักเป็นเรื่องเป็นธรรมที่สุดในโลก ส่วนการขายไข่ชั่งกิโลแล้วร่ำลือกันว่าไข่อภิสิทธิ์หนักกว่าไข่ทักษิณเพราะ มีไข่เนรวินและไข่เปรมซ่อนอยู่ข้างใน ตรงนี้ผมไม่มีความเห็น.