ที่มา thaifreenews
โดย loginname
ผู้ชุมนุมหลายพันคนรวมตัวประท้วงในหลายๆ เมืองของประเทศโมร็อกโกเมื่อวานนี้ (20 กุมภาพันธ์2554) ซึ่งรวมถึงในกรุงราบัตเมืองหลวงของประเทศ เพื่อต่อต้านการทุจริตของทางรัฐบาลและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง
สำนักข่าวอาหรับ มาเกร็บ นิวส์ รายงานว่า ในเมืองราบัตมีประชาชนราว 2,000คนเข้าร่วมการชุมนุม โดยผู้ชุมนุมต่างตะโกนว่า "ประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง" ขณะที่เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างคาซาบลังกา มีผู้ชุมนุมราว 1,000คน นอกจากนั้นยังมีการชุมนุมในอีกหลายเมือง อาทิ มาราเคช เจดดาห์ แทนเจียร์ อิเนซกาเน และลายูน
ทั้งนี้ ประชาชนหลายประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือต่างลุกฮือประท้วงต่อต้านรัฐบาลของตนเอง หลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมในตูนิเซียและอียิปต์ประสบความสำเร็จในการโค่นผู้นำที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน สำนักข่าวซินหัวรายงาน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, February 21, 2011
ชาวโมร็อกโกประท้วงขับไล่รัฐบาล
ลุ้น!ประกันตัว 7แกนนำ 'คณิต'พยาน
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
ศาลอาญานัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว 7 แกนนำ นปช.
ที่ยังถูกขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ
โดยดึงคณิต ณ นคร, ผบ.เรือนจำ และ ผบก.น.1 เป็นพยาน
'ธิดา' ยันแกนนำ นปช. ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ...
ที่ศาลอาญาวันที่ 21 ก.พ.2554 ศาลนัดไต่สวนขอปล่อยตัว
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
นพ.เหวง โตจิราการ
นายก่อแก้ว พิกุลทอง กับพวกรวม 7 คน จำเลยในคดีก่อการร้าย
ที่ยังถูกขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตามที่จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยตัว
โดยจะมีการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง อาทิ
นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป.ที่ถูกจำเลยขอศาลหมายเรียกเข้ามาในคดี
นายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ ผู้บัญชาการเรือนจำ และ
พล.ต.ต.วิชัย สังขประไพ ผบก.น.1
นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาประธานกลุ่มแนวร่วม
ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. พร้อมด้วยครอบครัวแกนนำ นปช. ทั้ง 7 คน
ที่ตกเป็นจำเลยในคดีก่อการร้าย
ได้เดินทางมาร่วมฟังการไต่สวนการขอปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำ นปช.
ที่ได้เบิกตัวมาร่วมการไต่สวนที่ศาลอาญาในวันนี้ โดย
นางธิดา มาพร้อมกับ นางกุลรัตน์ พิกุลทอง นางศิริสกุล ใสยเกื้อ ที่อุ้มลูกมาด้วย
โดยสวมเสื้อโปโลสีขาวพิมพ์คำว่า "รอวันพ่อกลับ" พร้อมด้วยกลุ่มเสื้อแดงอีกจำนวนหนึ่ง
ที่แต่งตัวสร้างสีสรร ชูธงประเทศเขมร จึงถูกตำรวจศาลเชิญออกไป
ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของตำรวจ ตชด. กับตำรวจนครบาล ประมาณ 200 นาย
ทั้งนี้ นางธิดา ยืนยันว่า แกนนำ นปช. ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย
และพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนที่กล่าวหาแกนนำทั้ง 7 คน เบาเกินไป
อย่างไรก็ตาม นายคณิต และ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี
ที่เป็นพยานในการไต่ส่วนครั้งนี้ จะเดินทางมาขึ้นเบิกความในช่วงบ่าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การไต่สวน 7 แกนนำ นปช. จะมีตลอดช่วงเช้าและบ่าย
ซึ่งศาลจะไต่สวนให้ได้ความและมีคำสั่งต่อไป.
http://www.thairath.co.th/content/pol/150541
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 21/02/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
มันใช้ความ สามานย์ สันดานต่ำ
สร้างระยำ ล้ำเลิศ ให้เกิดผล
แล้วพลิกลิ้น ชั่วช้า ท่าสัปดน
หวังหลอกลวง ประชาชน คนโง่งม....
ทำหน้ามืด ตามัว ชั่วเอาโล่ห์
ตั้งหน้าโอ่ ละเลงลิ้น จนสิ้นสม
สร้างบันได ให้กัน ฝันลอยลม
เพื่ออุ้มสม สู่อำนาจ ผงาดโชว์....
แก้รธน.กติกา อย่างหน้าด้าน
แล้วรนราน ปูทาง สร้างรอยโง่
คิดแต่เรื่อง ความระยำ ทำคุยโว
จึงหางโผล่ โชว์หน้า ประชาชน....
มันสร้างหนี้ พอกไว้ รอใครแก้
นรกแท้ ผู้ต้นคิด จิตสับสน
มันทั้งสั่ง ทั้งล่า ทั้งฆ่าคน
ยังสัปดน โอบอุ้ม คุ้มกะลา....
พวกนักวิชาการชั่ว คือตัวถ่วง
มันผูกบ่วง ความคิด จิตต่ำช้า
ไล่คนดี อุ้มจัญไร ไว้นำพา
แสร้งมารยา ตามัว อย่างชั่วทราม....
ฤ ให้พวก เล่ห์ลิ้น ทำสิ้นชาติ
ลุอำนาจ เต็มบ้าน คอยหยันหยาม
ฤ อยากให้ แผ่นดิน สูญสิ้นนาม
สมใจตาม คนต้นคิด ปิดประเทศไทย....
๓ บลา / ๒๑ ก.พ.๕๔
http://3blabla.blogspot.com
ทีมข่าวการเมือง: สำรวจทิศทาง เหลือง-แดง ในสุดสัปดาห์แห่งการชุมนุม
ที่มา ประชาไท
ทีมข่าวการเมือง
ไม่เพียงประเด็นการเมืองภายในประเทศเท่านั้นที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีวาระของตัวเองในการโจมตีรัฐบาล แต่การเมืองที่เกี่ยวกับการระหว่างประเทศ ก็เป็นประเด็นที่ทั้ง 2 สี ต่างมีอยู่ในมือ เพื่อชี้แจงต่อมวลชน
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นอีกวันที่ถนนราชดำเนิน รองรับผู้ชุมนุม ทั้ง 2 สี ในเวลาเดียวกัน แตกต่างกันเพียงบริเวณไหน รองรับสีใด และรูปแบบในการชุมนุม ที่กลุ่มหนึ่งปักหลักมาหลายสัปดาห์บริเวณรอบทำเนียบรัฐบาล ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนัดชุมนุมเดือนละ1-2 ครั้ง เดินจากจุดอื่น มาสิ้นสุดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บนถนนราชดำเนินเป็นจุดสุดท้าย ก่อนแยกย้ายกลับบ้าน
ระหว่างข้อเรียกร้องและวาระการรำลึกของคนเสื้อแดง ดำเนินต่อไปบนเงื่อนไขที่แกนนำเกือบทั้งหมดยังไม่ได้รับการประกันตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ฝ่ายเสื้อเหลืองเอง ก็มีวาระและข้อเรียกร้องที่คล้ายกันราวกับแฝดคนละฝา เพราะนายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ คนของฝ่ายพันธมิตรฯ ยังอยู่ในคุกของกัมพูชาเช่นเดียวกัน
ไม่เพียงประเด็นการเมืองภายในประเทศเท่านั้นที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีวาระของตัวเองในการโจมตีรัฐบาล แต่การเมืองที่เกี่ยวกับการระหว่างประเทศ ก็เป็นประเด็นที่ทั้ง 2 สี ต่างมีอยู่ในมือ เพื่อชี้แจงต่อมวลชน
ขณะที่ฝ่ายเสื้อแดง ชูหลักฐานใบเกิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในประเด็นสัญชาตินายกรัฐมนตรีไทย เพื่อไปสู่การดำเนินคดีในเวทีระหว่างประเทศ กรณีเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงเดือนเมษา-พฤษภา 2553
ส่วนพันธมิตรฯ มีประเด็นระหว่างประเทศเช่นกัน แต่มีเนื้อหาเรื่องดินแดนและความพยายามจำกัดเวทีไม่ขยายวงไปไกลเกินกว่ากลไกทวิภาคี ด้านฝ่ายแดง ใช้เนื้อหาในประเด็นสิทธิมนุษยชน และเลือกวิธีการขยายวงออกไประหว่างประเทศ เพื่อหวังผลย้อนกลับมากดดันการเมืองภายใน
บนโต๊ะแถลงข่าวของฝ่ายเสื้อเหลือง ในวันเดียวกันกับปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดง จึงน่าสังเกตการหยิบยกทั้งประเด็นการเมืองภายนอกและภายในประเทศ ให้เห็นความคืบหน้าของอดีตกลุ่มมวลชนที่เคยมีผลงานล้มฝ่ายบริหารได้สำเร็จถึง 3 รัฐบาล
เริ่มที่การเมืองภายในประเทศ ตัวแทนฝ่ายเสื้อเหลือง แถลงเตรียมประชุมเพื่อกำหนดมาตรการชุมนุมใหญ่ โดย นายประพันธ์ คูณมี โฆษกคณะกรรมการรวมพลังปกป้องแผ่นดิน กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นคนพูดเอาดีใส่ตัว แล้วก็มาโยนความชั่วให้พี่น้องผู้ชุมนุม ทั้งๆ ที่พี่น้องผู้ชุมนุม(เสื้อเหลือง)ทั้งหมด ไม่มีใครเลยไม่ช่วยคุณวีระและคุณราตรี มีแต่ทางรัฐบาลหาทางทำลายขัดขวางและไม่ช่วย และเชื่อว่าลึกๆ แล้วเป็นการวางแผนระหว่าง นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กับฝ่ายมีอำนาจในการเมืองไทย ไม่ว่ากลุ่มเนวิน (ชิดชอบ) กลุ่มประวิตร (วงษ์สุวรรณ) กลุ่มสุเทพ (เทือกสุบรรณ) จับมือกับ ฮุน เซน ต้องการจะให้นายวีระ ถูกจองจำอยู่ตรงนั้น
“นายอภิสิทธิ์ ก็รู้ว่านายวีระ เป็นคนเปิดโปงทุจริต ที่ดินรถไฟของนายเนวิน นายวีระจึงไม่เป็นที่พอใจของพล.อ.ประวิตร ไม่เป็นที่พอใจของนายสุเทพ ทั้งหมดนี้จึงทำให้คนเหล่านั้น ไม่มีใครออกมาให้สัมภาษณ์ในทางที่จะช่วยเหลือคุณวีระเลย ในทางตรงกันข้าม มีแต่วางแผนจะหาทางให้นายวีระ ติดคุกอย่างหนัก และกัน 5 คนออกมาอย่างไร นี่คือข้อเท็จจริง ผมจึงกราบเรียนว่าพี่น้องประชาชนต้องเข้าใจ ว่านายกรัฐมนตรีเวลานี้ มีจุดยืนที่ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยว แล้วก็ไม่มี ความรักชาติรักประชาชนอย่างที่เราคาดหวัง
"จึงอยากจะกราบเรียนว่า ในเร็วๆ นี้ พี่น้องพันธมิตรประชาชน กลุ่มรวมพลังปกป้องแผ่นดิน จะประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อเตรียมการนัดประชุม ชุมนุมกันครั้งใหญ่ เพื่อเรียกร้องกดดันรัฐบาล ว่าเมื่อเราได้ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงประชาชนมามากพอระดับนี้แล้ว ผมเชื่อว่าวันนี้ประชาชนทั้งประเทศ ได้รับรู้แล้วและเห็นแล้วว่าพฤติกรรมของท่านนายกฯ เป็นอย่างไรและรัฐบาลเป็นอย่างไร
"เราก็จะประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อกำหนดมาตรการการเคลื่อนไหว ที่เข้มข้นและเรียกร้องให้ประชาชนออกมาเรียกร้องร่วมกันให้มากที่สุดในเรื่องนี้” นายประพันธ์กล่าว
ขณะที่ประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ พันธมิตรฯ ย้ำประเด็นว่าฝ่ายไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศเสียเอง ที่จ้างนักวิชาการค้นคว้าหลักฐานที่เป็นประโยชน์ต่อทางฝ่ายกัมพูชา โดย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวว่า นับตั้งแต่มีคำพิพากษาศาลโลกจนถึงปัจจุบัน กัมพูชาไม่เคยคิดจะยื่นเรื่องต่อศาลโลกอีก แต่ครั้งนี้กัมพูชาอาจจะนำเรื่องสู่ศาลโลก ตามมาตรา 60 เพราะกระทรวงต่างประเทศ ได้จ้างนักวิชาการมูลค่า 7.1 ล้าน มาให้ความหมายว่าศาลตัดสินได้มากไปกว่าตัวปราสาทพระวิหาร โดยพูดถึงตัวแผนที่ ด้วย อันนี้ทำให้กัมพูชาได้อ้าง กรณีงานวิจัยของ ดร.ชาญวิทย์ (เกษตรศิริ) ซึ่งเป็นผลงานของกระทรวงต่างประเทศทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ผลร้ายมันเกิดจากแรงจูงใจจากฝ่ายวิชาการ ที่กระทรวงการต่างประเทศสร้างขึ้นเองโดยตรงและกัมพูชากำลังเดินตามแนวทางนี้อย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญคือก่อนหน้านี้ กัมพูชา ตลอดระยะเวลา 50 ปีไม่เคยใช้เวทีศาลโลกหรือองค์การสหประชาชาติ แต่ที่กัมพูชากำลังจะทำ ได้เพราะเหตุผลเดียวคือ แผนที่มาตรา 1 ต่อ 200,000 ซึ่งไม่เคยผูกพันในเวทีไหน กลับมาผูกพันใน MOU2543 ให้มีสภาพบังคับให้ไทยและกัมพูชาต้องพิจารณา ฉะนั้น หากหาความหมาย แม้ไม่ใช่ขอบเขตคำพิพากษา ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อนานาชาติให้เข้าใจว่าไทยและกัมพูชา กำลังยึดถือแผนที่ 1 ต่อ 200,000 เข้าไปด้วย อันนี้เป็นอันตรายร้ายแรง อย่างยิ่งจากมาตรการของรัฐบาลที่ไม่หยุดยั้งในผลงานทางวิชาการของตัวเอง โดยการจ้างบุคคลภายนอกแล้วให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายกัมพูชา
จากนั้น นายประพันธ์ กล่าวเสริมว่า อย่าลืมว่าผลงานชิ้นนี้ที่มาประกอบเป็นผลงานวิชาการอันนี้ ฝ่ายกัมพูชาได้ข้อมูลหลักฐานนี้ไปหมดแล้ว แล้วก็รู้ว่าผลงานของอาจารย์ชาญวิทย์ และคณะ เป็นผลงานที่กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้จ้างเอง แล้วผลงานวิชาการกลายเป็นไปสมประโยชน์ฝ่ายกัมพูชาหมดเลย กัมพูชาจะได้หลักฐาน ที่เป็นเอกสารชั้นดี จากฝ่ายไทย ทั้งหมดนี้ ฝ่ายไทยช่วยหาเอกสารหลักฐานให้เขา ไม่แตกต่างจากกรณีคุณวีระและคุณราตรี ที่อภิสิทธิ์ ประวิตร สุเทพ เป็นคนช่วยหาหลักฐานให้เขาทั้งนั้น
“เรื่องหลักฐานจากกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้กัมพูชามีความมั่นใจที่จะนำเรื่องนี้กลับไปสู่ศาลโลก เพราะนักวิชาการพวกนี้ออกมาพูดว่าเนี่ยเป็นของกัมพูชาหมดแล้ว ดินแดนนี้และ 4.6 ตารางกิโลเมตร แล้วอย่างนี้ใครบ้างมันทำลายชาติ ใครบ้างมันช่วยชาติ
"ผมถึงบอกว่ารัฐบาลเวลานี้ ถ้ายังเป็นแบบนี้ ผมไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนที่จะสร้างเงื่อนไข ในการที่จะทำลายแผ่นดินของตัวเอง ทำให้ประเทศตัวเองเสียดินแดนเสียเอกราช ไม่รู้ว่าจะเรียกฉลาดหรือโง่ยังไง ก็สุดแท้แต่วิจารณญาณของท่าน ผมไม่เคยเห็นผู้ปกครองประเทศไหน เขาคิดทำเรื่องแบบอย่างนี้
"แล้วผลงานวิชาการ ก็มีเจ้าหน้าที่สถานทูตกัมพูชามานั่งประชุมเสวนาด้วย เขาได้หลักฐานไปหมดแล้ว ว่านักวิชาการพวกนี้รับจ้างกระทรวงการต่างประเทศ แล้วผลงานทางวิชาการ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับประเทศกัมพูชา เป็นผม ผมก็กระโดดงับ ในฐานะนักกฎหมายก็เห็นว่านี่เป็นหลักฐานชั้นดีเลย คุณยอมรับเอง คุณจ้างนักวิชาการมาบอกว่า นี่เป็นดินแดนผม ผมไม่กระโดดงับเหรอ ผมถึงบอกว่าท่านช่วยไปถามรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และนายกษิต ว่าพวกคุณทำอะไร พวกคุณทำไปทำไม แล้วหลักฐานเป็นหลักฐานที่ปรักปรำประเทศตัวเอง คุณยังทนดูดายอยู่ได้ แล้ววันนี้กัมพูชาก็ได้หลักฐานทั้งหมดนี้ ถึงมีความมั่นใจ ที่จะนำเรื่องร้องขึ้นไปยังศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง จาก 50 ปีมาแล้วเขาก็ไม่มีความหวังอยู่แล้ว เขาก็ได้เฉพาะตัวปราสาท กลายเป็นว่าเราถอยร่นๆ จนแผ่นดินจะหมดไปเพราะอย่างนี้” นายประพันธ์กล่าว
ขณะที่ความเคลื่อนไหว ของกลุ่มคนเสื้อเหลือง และคนเสื้อแดง ยังคงดำเนินต่อไป บนปรากฎการณ์ที่สวนทางกัน เช่น ความโดนเด่นในประเด็นที่ฝ่ายหนึ่งเคยทำได้อย่างรวบรัด ชี้แจงต่อมวลชนจนเกิดกระแส พร้อมปรากฎการณ์จำนวนคนกดดัน จนสะเทือนไปหลายรัฐบาล ได้ลดความเข้มข้นไปพร้อมกับปริมาณผู้ชุมนุม
ในเวลาเดียวกันที่อีกฝ่ายหนึ่ง เคยเริ่มต้นจากการหาความเป็นเอกภาพไม่ได้ ทั้งในระดับแกนนำและประเด็นเนื้อหา ต่างขับเคลื่อนกันอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ตามอัตถภาพ แต่ความแตกต่างสารพัดประการ กำลังเดินไปสู่ทิศทางที่หาจุดร่วมกันได้เอง...
เบื้องหลัง ‘วิจัย’ บทบาท ‘พระสงฆ์’ กับการเลือกฝ่าย ‘แดง - เหลือง - กลาง’
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 31 ฉบับที่ 1592 (18-24 กุมภาพันธ์ 2554), หน้า 25.
"สุรพศ ทวีศักดิ์" อภิปรายผลวิจัย “ความคิดทางจริยธรรมกับการเลือกฝ่ายทางการเมืองของพระสงฆ์ในสังคมไทยปัจจุบัน” ซึ่งผู้วิจัยพบว่า “ความเป็นกลางทางการเมือง” ไม่ใช่หลักการตายตัวที่พระสงฆ์จำเป็นต้องยึดถือปฏิบัติในการแบ่งฝ่ายทางการเมืองในทุกกรณีเสมอไป
หลังจากผลวิจัยชื่อ “ความคิดทางจริยธรรมกับการเลือกฝ่ายทางการเมืองของพระสงฆ์ในสังคมไทยปัจจุบัน” (ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนับสนุนทุนวิจัย) ถูกเผยแพร่ทางสื่อมวลชน ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ตามมติและประกาศมหาเถรสมาคม (มส.) มีคำสั่งห้ามพระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเด็ดขาด และต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ส่วนเรื่องแสดงความคิดเห็นนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องเป็นกลางและมีเหคุผลในการแสดงความเห็น...” (มติชน, 2 ก.พ.54,หน้า 15)
อันที่จริงคำว่า “วางตัวเป็นกลางทางการเมือง” นั้น จำเป็นต้องพิจารณาอย่างจำแนกแยกแยะ จากการศึกษาค้นคว้าในงานวิจัยดังกล่าว
ผู้วิจัยพบว่า “ความเป็นกลางทางการเมือง” ไม่ใช่หลักการตายตัวที่พระสงฆ์จำเป็นต้องยึดถือปฏิบัติในการแบ่งฝ่ายทางการเมืองในทุกกรณีเสมอไป
เช่น ถ้าเป็น “การเมืองของนักการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง” หรือการเมืองในความหมายของการลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ พระสงฆ์ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง ควรวางตัวเป็นกลาง
แต่ถ้าเป็น “การเมืองของประชาชน” หรือการเมืองในความหมายของการปกป้องความเป็นธรรม หลักการประชาธิปไตย ชีวิตประชาชน การเรียกร้องสันติวิธี สันติภาพทางสังคม และ/หรือสันติภาพของโลก ตามหลักการทางพระธรรมวินัยแล้วพระสงฆ์ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง
และแม้จำเป็นต้องเลือกฝ่ายก็ควรเลือก หากสามารถอธิบายได้ว่า การเลือกฝ่ายเช่นนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
ความเป็นกลางทางการเมืองไม่ใช่ “การวางเฉย” แต่หมายถึงการแสดงบทบาทเป็นกลางในการวิพากษ์วิจารณ์ชี้ถูกชี้ผิดทุกฝ่ายอย่างเที่ยงธรรมและเท่าเทียม โดยยึดหลักการประชาธิปไตย ข้อเท็จจริง และหลักสันติวิธีเป็นเกณฑ์ในการแสดงบทบาทดังกล่าว
ทว่าความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเรากว่า 5 ปี มานี้ เป็นการเมืองที่ซ้อนๆ กันอยู่ ระหว่าง “การเมืองของนักการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง” กับ “การเมืองของประชาชน”
แต่จากภาวะที่ซ้อนๆ กันอยู่นั้น หากยึดหลักการประชาธิปไตย หรือการยืนยันเสรีภาพในการปกครองตนเองของประชาชนเป็นเกณฑ์ เราก็พอจะจำแนกได้ว่า ฝ่ายไหนที่ยืนยันหรือปฏิเสธเสรีภาพในการปกครองตนเองของประชาชนชัดเจนกว่า (แม้ว่าทุกฝ่ายต่างก็มีผลประโยชน์เฉพาะตัวแฝงอยู่ก็ตาม)
จากสภาพความเป็นจริงทางการเมืองดังกล่าวนี้ ปรากฏว่าท่าทีของพระสงฆ์มีทั้งวางเฉย เลือกฝ่ายและเป็นกลาง ผลสำรวจความคิดเห็น (โดยวิธีใช้แบบสอบถาม,การสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดเสวนาแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย) ของพระสงฆ์จำนวน 512 รูป ประกอบด้วยพระราชาคณะ พระสังฆาธิการ พระลูกวัด ผู้บริหาร คณาจารย์ และพระนิสิตของมหาวิทยาลัยสงฆ์ จากทุกภูมิภาคของประเทศ สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ
กลุ่มแรก คือพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่ยืนยันว่าท่านไม่ได้เลือกฝ่ายเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงโดยพระสงฆ์ในภาคใต้ไม่เลือกฝ่ายทางการเมืองมากที่สุด (68.0%) รองลงมาเป็นภาคกลาง (60.3%) ภาคเหนือ (60.3%) และไม่เลือกฝ่ายน้อยที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (40.0%) แต่ว่าในจำนวนนี้มีทั้งที่บอกว่าเฉยๆ บ้าง ไม่สนใจการเมืองบ้าง ขอเป็นกลางบ้าง พระสงฆ์ไม่ควรยุ่งการเมืองบ้าง ยังตัดสินใจไม่ได้บ้าง ฯลฯ
กลุ่มที่สอง คือกลุ่มพระสงฆ์ที่ยืนยันชัดเจนว่าเลือกฝ่ายเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ซึ่งมีทั้งที่ออกมาชุมนุม ไม่ออกมาชุมนุม และเป็นพระที่มีชื่อเสียงที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณะ ในกลุ่มพระสงฆ์ที่เลือกฝ่ายทางการเมืองนี้ พระสงฆ์ที่เลือกฝ่ายเสื้อแดงมีจำนวนมากกว่า โดยพระสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเลือกฝ่ายเสื้อแดงมากที่สุด (57.3%) รองลงมาเป็นภาคเหนือ (47.0%) ภาคกลาง (33.0%) และภาคใต้ (4.7%) ส่วนพระสงฆ์ที่เลือกฝ่ายเสื้อเหลือง พระสงฆ์ภาคใต้เลือกฝ่ายเสื้อเหลืองมากที่สุด (27.3%) รองลงมาเป็นภาคกลาง (6.7%) ภาคเหนือ (3.7%) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2.7%)
กลุ่มที่สาม คือพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในบ้านเราหลายรูปที่ถูกมองว่าเลือกสีนั้นสีนี้ แต่เมื่อผู้วิจัยไปสัมภาษณ์แล้ว ท่านยืนยันด้วยตัวท่านเองว่าท่านเป็นกลาง ได้แก่
1. พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงที่ถูกสื่อและสังคมมองว่า เลือกฝ่ายเสื้อเหลือง หรือเป็น “พระเสื้อเหลือง” คือ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตยาลัย และ พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
2. พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงที่ถูกสื่อและสังคมมองว่า “เลือกฝ่ายเสื้อแดง” หรือเป็น “พระเสื้อแดง” คือ พระราชธรรมนิเทศ (พยอม กลฺยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว นนทบุรี และ พระมหา ดร.สมชาย ฐานวุฑฺโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย (เนื่องจากวัดธรรมกายถูกมองว่าเลือกฝ่ายเสื้อแดง ท่านหลังนี้ผู้วิจัยสัมภาษณ์ท่านในฐานะผู้แทนวัดธรรมกาย)
3. พระไพศาล วิสาโล ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย พระคุณเจ้าท่านนี้มีบทบาทเป็นที่รู้จักในฐานะพระสงฆ์นักสันติวิธี นักกิจกรรมสังคม และมีบทบาทในด้านความเป็นกลางอย่างเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณะมากที่สุด
ประเด็นสำคัญที่ผู้วิจัยต้องการทราบคือ พระสงฆ์ที่เลือกฝ่ายทางการเมือง และที่เลือกเป็นกลางทางการเมือง ท่านมี “เหตุผลทางการเมือง” และ “เหตุผลทางจริยธรรม” อย่างไร
ผลสำรวจสรุปได้ว่า “เหตุผลทางการเมือง” ในการเลือกฝ่ายของพระสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่ใช่เหตุผลเรื่องตัวบุคคล หรือเหตุผลเรื่องสู้-ไม่สู้เพื่ออำนาจทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หากแต่เป็นเหตุผลเรื่อง “ความถูกต้องทางการเมือง” นั่นคือต้องการประชาธิปไตย ต่อต้านรัฐประหาร และต่อต้านรัฐบาลคอร์รัปชัน
กล่าวคือ พระสงฆ์ที่ออกมาชุมนุมกับคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ต้องการประชาธิปไตย (49.3%) และเพื่อต่อต้านรัฐประหาร (34.7%) มีเพียงส่วนน้อย (5.7%) ที่เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเป็นนายกฯ อีก
ส่วนพระสงฆ์ภาคอีสาน (77.7%) ภาคกลาง (68.3%) และ ภาคเหนือ (65.7%) ก็ยืนยันเหตุผลทางการเมืองเพื่อต้องการประชาธิปไตย และต่อต้านรัฐประหาร
ยกเว้นภาคใต้ที่พระสงฆ์ส่วนใหญ่ (54.7%) อ้างเหตุผลเรื่องต้องการประชาธิปไตย ต่อต้านคอร์รัปชัน และไม่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเป็นนายกฯในสัดส่วนที่สูงกว่าการต่อต้านรัฐประหาร คือมีพระสงฆ์ที่อ้างเหตุผลต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ 18% ขณะที่อ้างเหตุผลต่อต้านรัฐประหาร 15%
ส่วน “เหตุผลทางจริยธรรม” พระสงฆ์ส่วนใหญ่ต้องการให้สังคมมีความยุติธรรม ไม่ต้องการสองมาตรฐาน ต้องการเห็นการเมืองมีจริยธรรม/ธรรมาธิปไตย และต้องการให้ยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ตามลำดับ คือ เหตุผลทางจริยธรรมของพระสงฆ์ที่ร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง (70.0%) และพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในภาคกลาง (64.0%) ภาคเหนือ (73.0%) และภาคอีสาน (77.7%) คือ เหตุผลเรื่องต้องการความยุติธรรม และไม่ต้องการสองมาตรฐาน แต่พระสงฆ์ภาคใต้ส่วนใหญ่ (60.0%) ต้องการเห็นการเมืองมีจริยธรรม/ธรรมาธิปไตย และต้องการให้ยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี
สำหรับพระสงฆ์ที่ยืนยันว่าเป็นกลาง เช่น พระราชธรรมนิเทศ (พยอม กัลยาโณ) พระไพศาล วิสาโล พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ เป็นต้น ต่างปฏิเสธรัฐประหาร ต้องการให้สังคมเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยด้วยแนวทางสันติวิธี
ฉะนั้น ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าพระสงฆ์ส่วนใหญ่ คือพระสงฆ์ที่เลือกฝ่ายเสื้อแดง กับพระสงฆ์ที่เลือกเป็นกลางทางการเมืองต่างยืนยันตรงกันว่า “ไม่เอารัฐประหาร”
มีเพียงท่านสมณะโพธิรักษ์ (ผู้วิจัยสัมภาษณ์ท่านในฐานะตัวแทนสมณะสันติอโศก) ซึ่งสนับสนุนฝ่ายเสื้อเหลืองเท่านั้นที่ยืนยันว่า“รัฐประหารโดยคนไม่มีกิเลสหรือมีกิเลสน้อยเพื่อขจัดรัฐบาลคอร์รัปชัน แล้วมาจัดการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นรัฐประหารที่ชอบธรรม”
จึงกล่าวโดยภาพรวมได้ว่า เหตุผลในการเลือกฝ่ายหรือเลือกเป็นกลางทางการเมืองของพระสงฆ์เป็นเหตุผลที่อ้างอิง “การเมืองของประชาชน” เป็นหลัก แต่ในภาวะความซับซ้อนทางการเมืองที่เป็นอยู่จริง ไม่ว่าจะเลือกฝ่ายหรือเลือกเป็นกลาง ต่างก็ต้องเผชิญกับปัญหา “กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางศีลธรรม” (moral dilemma)
กล่าวคือ เลือกเป็นกลางก็เป็นกลางไม่ได้จริง เนื่องจารีตทางสังคมและกฎหมายไม่อนุญาตให้ตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ “อำนาจนอกระบบ” ได้อย่างเท่าเทียมกับที่ทำได้กับอีกฝ่าย
เลือกเสื้อแดงก็เผชิญกับคำถามว่าพระสงฆ์ควรสนับสนุนบุคคลที่ถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่
เลือกเสื้อเหลืองก็เผชิญกับคำถามเรื่องสนับสนุนอำมาตย์ และรัฐประหาร
แต่ถ้าวางเฉยก็ถูกตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบต่อศีลธรรมเชิงสังคม เช่นการปกป้องหลักการประชาธิปไตย และชีวิตของประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐที่เกินกว่าเหตุ เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนามองว่า พระสงฆ์ที่เป็นกลางก็มีข้อเด่นเรื่องการยืนยันแนวทางสันติวิธี แต่จะดียิ่งขึ้นหากท่านแน่วแน่ในการยืนยันหลักการประชาธิปไตย ใส่ใจ “ความเป็นจริง” ของประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และใส่ใจปัญหาสองมาตรฐานต่างๆ ที่ยังดำรงอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่อยุติธรรมมากขึ้น
ส่วนพระสงฆ์ที่เลือกฝ่ายเสื้อแดง หากสามารถอธิบายได้ว่าท่านไม่สนับสนุนวิธีการรุนแรง ต้องการปกป้องสิทธิของประชาชนที่ถูกปล้นไป ต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านอำมาตย์ ต้องการให้สังคมเป็นประชาธิปไตยและมีความเป็นธรรม เหตุผลของท่านก็ควรแก่การรับฟัง
และพระสงฆ์ที่เลือกฝ่ายเสื้อเหลือง หากท่านยืนยันได้ว่าไม่ได้สนับสนุนรัฐประหารที่ปล้นสิทธิประชาชนหรือทำลายประชาธิปไตยเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำบางกลุ่ม ท่านก็อาจมีความชอบธรรมที่จะเลือกเช่นนั้น
สำหรับ สถาบันสงฆ์ในฐานะที่เป็นสถาบันหลักทางสังคม มีข้อเสนอแนะจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนาว่า ควรแสดงบทบาทรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางสังคมให้ชัดเจน เช่น แสดงออกในนามคณะสงฆ์เพื่อเรียกร้องสันติวิธี ปกป้องชีวิตประชาชน หรือยืนยันความเป็นธรรม และความสมานฉันท์ทางสังคม เป็นต้น
ทัศนะต่อบทความ "เบี้ยเดินหมาก" ของ "นิธิ เอียวศรีวงศ์"
ที่มา ประชาไท
จันทร์ ปริเทวา
มีบางอย่างในบทความ "เบี้ยเดินหมาก" ของอาจารย์นิธิ ที่อ่านจบแล้ว พาลไม่เห็นด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นบรรทัดไหน ข้อความใด จนได้มาอ่านบทความ "นีโอชาตินิยม" ของใบตองแห้ง ก็ถึงบางอ้อว่าน่าจะเป็นข้อความเดียวกันกับที่ใบตองแห้งเองก็ไม่เห็นด้วยกับ อาจารย์นิธิ นั่นก็คือ
"สังคมโดยรวมมีสติเป็นตัวของตัวเอง ไม่ตกเป็นเครื่องมือการแย่งอำนาจกันด้วยเล่ห์กระเท่ห์ของชนชั้นนำอย่างหมดตัวเหมือนที่เคยเป็นมา"
สังคม ไทยโดยรวมมีสติขึ้นจริงหรือเปล่า ถ้าจะเน้นคำว่า "โดยรวม" เหมือน "โดยเฉลี่ย" ก็อาจจะจริงที่หลังจากข่าวการสู้รบที่ชายแดนเผยแพร่ต่อคนกรุงเทพในช่วงวัน หยุดเสาร์ อาทิตย์ พอถึงวันจันทร์ ม็อบกู้ชาติที่มัฆวานก็เหมือนจะตื่นตัวอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็อ่อนแรงลง แม้แต่สงครามชายแดนและวีรบุรุษวีรสตรีในคุกเขมร ก็ยังไม่สามารถปลุกปั่นกระแสคลั่งชาติได้อย่างมีประสิทธิผลนัก
นั่นก็คือ "โดยรวม/โดยเฉลี่ย" แล้ว สังคมไทย (ในที่นี้ทั้งอาจารย์นิธิ ใบตองแห้ง และผม น่าจะหมายถึงชนชั้นกลางในกรุงเทพเป็นหลัก) มีสติมากกว่า ตอนที่ออกมาขับไล่รัฐบาลสมัครด้วยประเด็นเขาพระวิหารเดียวกันนี้
แต่คำว่า "สังคมโดยรวมมีสติเป็นตัวของตัวเอง" มากขึ้น มันอดคิดไม่ได้ว่าหมายถึงทุกคน ทุกสี ทุกองคาพยพมีพฤติกรรมเช่นว่า ซึ่งชวนให้ตั้งข้อสงสัยนักว่าจริงหรือ หมายความว่าทั้งนักวิชาการสันติประชาธรรมที่ลงนามคัดค้านสงคราม และสมาชิกบอร์ดเสรีไทยที่เอารายชื่อนักวิชาการเหล่านั้นมาเผยแพร่ และตีตราว่าเป็นพวกขายชาติ ล้วนแล้วแต่มีสติมากขึ้น หมายความว่าทั้งคนที่ออกไปรวมตัวกัน จุดเทียนเป็นสัญลักษณ์เพื่อสันติภาพ และที่อยู่แถวสะพานมัฆวาน ล้วนแล้วแต่มีสติมากขึ้น
เราจะปฏิเสธหรือ ว่าการลุกขึ้นมาต่อต้านสงครามนั้น ไม่ได้เป็นพฤติการณ์ของมวลชนเสื้อแดง และนักวิชาการที่เอนเอียงไปทางเสื้อแดง (แทบจะล้วนๆ ) เราจะปฏิเสธหรือ ว่าทั้งมวลชนเสื้อเหลือง ตั้งแต่ระดับ NGO ยันรองศาสตราจารย์ ไม่ได้ทำตัวไร้สติกันอีกต่อไปแล้ว
นี่ยังไม่นับมวลชนเสื้อขาว ที่ดูไม่ค่อยสนใจอีร้าค้าอีรม ใครอยากจะคลั่งชาติ อยากจะปลุกปั่นให้ทหารไทยส่งกองกำลังไปยึดนครวัดเพื่อแลกกับเขาพระวิหาร ก็ทำไปตามสะดวก ทั้งที่คนกลุ่มเดียวกันนี้ หงุดหงิดรำคาญใจทุกครั้ง เมื่อบ.ก. ลายจุดจัดกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง (แต่เอาละ เรายกผลประโยชน์ให้จำเลย เนื่องจากความเงียบก็ตีความได้หลายอย่าง ไม่ได้หมายถึงพวกเขา "สนับสนุนสงคราม" เสมอไป อาจจะ "คิดว่ายังไงสงครามก็ไม่เกิด" หรือ "ก็ต่อต้านนะ แต่ไม่อยากถูกมองว่าเป็นเสื้อแดง")
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์นิธิว่า สังคมไทยโดยรวมมีสติมากขึ้น แต่คำว่าสังคมไทยในที่นี้ เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วจะพูดถึงเรื่องสี และพลวัตรระหว่างสีต่างๆ การผลักตัวเองให้ไร้สติมากขึ้นของคนเสื้อเหลือง ส่วนหนึ่งก็ช่วยให้คนเสื้อแดงต้องยิ่งออกมาแสดงพลัง และส่งผลให้ฐานมวลชนของเสื้อเหลืองแคบลงเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกัน เหมือนกับรู้ว่าตัวเองกลายเป็นคนส่วนน้อยของสังคม การแสดงออกของเสื้อเหลืองก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย (แค่ถือป้าย "สันติภาพ" และ "ชายแดนเป็นเรื่องสมมติ" ก็ถูกขึ้นข้อหาแล้วว่า "ขายชาติ" หรือ "รับเงินทักษิณ")
พลวัตรเหล่านี้มีคุณค่าและชวนคิดตาม และถ้าเราคิดตามแล้ว จะได้ข้อสรุปเหมือนกันหรือเปล่าว่า "ชนชั้นกลางไทยมีสติมากขึ้น เท่าๆ กับที่พวกเขาเปลี่ยนมาเป็นคนเสื้อแดงมากขึ้นต่างหาก"
บทความนีโอชาตินิยม ของใบตองแห้ง
http://prachatai3.info/journal/2011/02/33191
บทความเบี้ยเดินหมาก ของอาจารย์นิธิ
http://www.prachatai3.info/journal/2011/02/33145
นักข่าวพลเมือง: ขบวนประชาชนฯ รุกทวง “สุวิทย์” ปลดล็อคโฉนดชุมชนในเขตป่าถึงหน้ากระทรวง
ที่มา ประชาไท
รมว.กระทรวงทรัพย์ฯ หายหน้า ไม่อยู่รับ “ขบวนประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม” ร่วม 1,000 คน ที่เดินเท้าพร้อมโปสการ์ด 1,500 ใบ จากที่ชุมนุมลานพระบรมรูปทรงม้ามาถึงหน้ากระทรวง ส่งรองปลัดเจรจาแทน ด้านผู้ชุมนุมชี้จะกลับอีกครั้งเพื่อตามเรื่อง
โอละพ่อ ไม่รู้ว่าใครหลอกใคร .. กรณีเวบผู้จัดการเต้าภาพข่าวส่งสตรีมุสลิมฝึกรบต่างประเทศ
ที่มา Thai E-News


จับผิดภาพ-(ภาพบน)เวบไซต์เวบไซต์ผู้จัดการ ASTVนำเสนอภาพข่าว กลุ่มสตรีเยาวชนมุสลิมฝึกการใช้อาวุธสงครามในต่างประเทศ (ภาพล่าง)ต้นตอของภาพนี้น่าจะก๊อปปี้มาจาก You Tube ความจริงเป็นเด็กสาวชาวอาเจะห์ที่ต่อสู้กับรัฐบาลอินโดนีเซีย
โดย ปาแด งา มูกอ
21 กุมภาพันธ์ 2554
สืบเนื่องจากข่าวทางสื่ออินเตอร์เนท ของค่ายผู้จัดการASTV ที่ได้เสนอภาพข่าวและข้อมูลที่อ้างถึงหน่วยข่าวกรองในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา เสนอภาพข่าว ส่งสตรีมุสลิมชายแดนใต้ไปฝึกอาวุธที่ประเทศเพื่อนบ้าน นั้น กลายเป็นเผือกร้อนที่ทำให้หน่วยข่าวด้านความั่นคง โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 (ไก่อู 2) ในพื้นที่ชายแดนใต้ เกิดอาการผีเข้า กระวีกระวาดรีบออกมาชี้แจงแถลงไขเป็นการใหญ่
ผมเลยขอเปิดโปงถลกหนังหัวกลุ่มงาน ที่ทำให้นักรบไทยภาคใต้ของผม รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ งงเป็นไก่ตาแตก จะได้หูตาสว่างขึ้น ฉลาดขึ้น ทันเกมส์ขึ้น แล้วก็อย่าลืมตั้งใจปฏิบัติงานหน้าที่ให้สมกับยศ/ตำแหน่ง เงินเดือน,ค่าเสี่ยงภัย,เงินเพิ่มสู้รบ,เงินลับค่าข่าว (ที่เป็นเงินภาษีของผมและประชาชนทั้งชาติน่ะครับ ไม่ใช่ของรัฐบาลหรือเป็นของคุณพ่อคุณแม่คุณน่ะ ) รวมถึงเงินพิเศษปาฎิหาริย์ที่มันหล่นมาเอง เสียหล่ะ....
หากจำได้ในห้วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2551-2553 เป็นต้นมา ข่าวสารข้อมูลในลักษณะพิสดาร,ข่าวสารข้อมูลในลักษณะแจ้งเตือนเหตุการณ์หรือสถานการณ์ต่างๆ จากสื่ออินเตอร์เนทหรือสื่อออนไลส์ ที่ปรากฏอย่างต่อเนื่อง นั้น บรรดาท่านนักการข่าว ท่านเคยสงสัยอะไรบ้างไหมกับข่าวสารข้อมูลนั้นๆ หรือว่านอกจากจะไม่สงสัยแล้ว ยังทะลึ่งไปลอกข่าวของเขามารายงานให้นายปัญญาอ่อนไปอ่านเล่น
จนบางครั้งนายปัญญาอ่อนของคุณยังออกมาให้สัมภาษณ์สอดรับไปกับข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นเข้าไปด้วย เลยเกิดทำให้ข่าวสารข้อมูลนั้นๆมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น เพราะมันหลุดออกมาจากปากของผู้ที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็น นรม.ก็ดี รอง นรม.ฝ่ายความมั่นคงก็ดี ผบ.ทบ.ก็ดี แม่ทัพภาค 4 ก็ดี ผวจ.ก็ดี นั่นแหล่ะเข้าทางของฝ่ายตรงข้ามเข้าแล้ว หรือตกหลุมพรางเขาเข้าแล้ว จำไว้
ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องที่จะอธิบายให้ฟัง เอ้าตั้งใจฟังให้ดีพ่อนักการข่าวภาคใต้ทั้งหลาย
ในสถานการณ์ความรุนแรงจังหวัดชายแดนใต้ขณะนี้ นอกจากภัยจากกลุ่มฝ่ายตรงข้าม (ที่ไม่เคยเอาชนะเขาได้เลยไม่ว่าอีกกี่สิบปีข้างหน้า) แล้ว ภัยที่ทุกคนอาจมองข้าม เพราะหนึ่งอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว สองอาจจะไม่ได้รับการอบรมหรือชี้แจงจากหน่วยเหนือหรือผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น สามอาจจะไม่สันทัดในเรื่องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะอินเตอร์เนท
สื่งที่ทุกคนมองข้ามนี้แหล่ะ คือภัยรูปแบบใหม่ ภัยที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการสู้รบประหัตประหารกันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์อันทันสมัย (รวมถึงบอลลูนเหาะที่เพิ่งจะเหาะได้) ภัยที่ว่าดังกล่าว คือภัยทางอินเตอร์เนทหรือออนไลน์ ที่ทุกท่านเพียงแต่คิดว่า เฮ้ยมันจะมีอะไรวะ ก็ไอ้แค่เล่นเกมส์ที่ลูกๆมันติดกันงอมแงม ไอ้แค่ดูหนังโป๊ลามกที่เพื่อนและตัวกูดูทุกวัน ก็ไม่เห็นมันจะมีอะไรที่มันเป็นภัยอะไรเลย นั่นแหล่ะท่านคิดผิดแล้ว
ภัยที่ว่านี้คือภัยด้านความมั่นคงของประเทศและจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในยุคสมัยที่เรียกว่า “การทำสงครามทางอินเตอร์เนท” หรือ “สงครามไซเบอร์”
ผมเชื่อว่า 90 เปอร์เซ็นต์หรืออาจมากกว่า เจ้าหน้าที่ทหาร,ตำรวจ,ฝ่ายปกครอง รวมถึงนายทุกหน่วยงานบางคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ จะไม่รู้หรือรับรู้ในเรื่องภัยอันนี้เลย ผมเชื่อเช่นนั้นจริงๆ เพราะได้เคยพูดคุยกับบรรดาขุนทหาร,เบี้ยตำรวจระดับนายพลหลายคน ท่านเหล่านั้นเล่นคอมฯไม่เป็นครับ
มันบอกว่ากูมีลูกน้องมันเล่นเป็น จบ
ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ในห้วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2551-2553 ข่าวสารข้อมูลที่แพร่มาจากอินเตอร์เนทหรือออนไลล์ จะเป็นข่าวในลักษณะเจาะลีกที่สื่อหลักหรือสื่อท้องถิ่นไม่มี และจะเป็นข่าวสารข้อมูลที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักการข่าวเมื่อพบเห็นเข้าจากสื่อหลัก หรือเปิดดูทางอินเตอร์เนท
ที่น่าตื่นเต้นก็เพราะว่าสำนักข่าวที่แพร่ข่าวเขาเน้นว่า เป็นข่าวสารข้อมูลจากหน่วยข่าวด้านความมั่นคงในพื้นที่หรือของรัฐ หรือจากแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐ นี่แหล่ะที่ทำให้ฉิบหายวายป่วง ดังเช่นกรณี ข่าวเรื่องส่งสตรีมุสลิมชายแดนใต้ไปฝึกอาวุธที่ประเทศเพื่อนบ้าน
แล้วท่านทราบหรือไม่ว่า สื่ออินเตอร์เนทหรือออนไลล์ เขาไปคาบข่าวมาจากไหน ต้นตอของข่าวมาจากที่ใด มาผมจะพาไปดู

นี่คือต้นฉบับของสื่ออินเตอร์เนท หรือออนไลน์ เวบไซต์ผู้จัดการ ASTV ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 หัวข้อข่าว เผยภาพกลุ่มสตรีเยาวชนมุสลิมฝึกการใช้อาวุธสงคราม
โดยเวบไซต์นี้ลงข่าวว่ามาจากผู้สื่อข่าวจังหวัดยะลา
ทีนี้มาดูว่า ต้นตอของข่าวมันมาจากไหน ...
ASTV มันก็อปปี้มาจาก You Tube ครับ ต้นฉบับ เมื่อ กันยายน 22, 2009 อยากดูให้มันเชิญเลยครับ สำหรับท่านที่เล่นเนทได้ ที่ http://www.youtube.com/watch?v=tdtL2RgEKs8&feature=related
นี่ไงครับที่สื่อออนไลน์ ASTV มันบอกว่า “หน่วยงานด้านความมั่นคง ได้แจกจ่ายรูปภาพเด็กเยาวชนหญิงมุสลิม ถืออาวุธปืนสงคราม ในลักษณะเป็นการฝึกอาวุธ ไปตามหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบว่า รูปเยาวชนที่ปรากฏอยู่ในภาพนั้น เป็นเยาวชนในพื้นที่หรือไม่ หลังพบข่าวการฝึกกลุ่มแนวร่วมรุ่นใหม่ เพื่อปฎิบัติการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”
ถึงบางอ้อหรือยังครับ ท่านนักการข่าวทั้งหลาย อย่าไปโง่กับมันน่ะครับ กับไอ้พวกที่อ้างว่า “ ขอตายเพื่อประเทศชาติ ประชาชน และราชบังลังก์ ” อย่าไปเชื่อมันเชียวน่ะครับ ขนาดเตี่ยมันตาย มันยังไม่เหลียวแลเลย ใช่ไหมไอ้เจ๊ก(ลิ้ม)ขายชาติ
สรุปที่มาของกลุ่มงานดังกล่าว
สื่อออนไลล์ประเภทนี้ จะรับเด็กหนุ่มสาวในจังหวัดชายแดนใต้ที่เชี่ยวชาญทางอินเตอร์เนท ถ้าเป็นนักแฮกเกอร์ด้วยก็ยิ่งดี หน้าที่หลัก หนึ่งพยายามหาข้อมูลข่าวสาร,ภาพถ่าย,คลิปวีดีโอ ที่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ทางใต้ให้มากที่สุดไว้เป็นฐานข้อมูล
สอง การเสนอข่าว ให้อ้างถึงหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะหน่วยข่าวด้านความมั่นคง เป็นหลักเพื่อเพื่มความน่าเชื่อถือน่าติดตาม
สาม เพื่อความปลอดภัยของตัวเองเมื่อถูกตรวจสอบ
เหนือฟ้ายังมีฟ้า
สื่อออนไลน์ประเภทนี้ อาจจะหลงตัวเองว่ากูเก่ง กูยอด ไม่มีใครตามทัน ไม่แน่น่ะครับ คุณมึงรู้รึเปล่า ไอ้บรรดานักข่าวของคุณน่ะ มันอาจจะเป็น “ตุรงแง” ระดับผู้เชี่ยวชาญทางอินเตอร์เนท ที่แฝงตัวทำงานกับคุณมึงก็ได้
ทีนี้บรรดานักข่าวของผมก็เริ่มตาสว่างขึ้นแล้วล่ะซิ โดยเฉพาะท่านบรรดานายพันนายพล ผู้ว่าฯทั้งหลายอย่าไปหลงกลมันน่ะครับ ปาแด เตือนท่านแล้วน่ะคร๊าบ........!!!!!!!
คณิต+เสธ.หนั่นพยานเอกประกัน7แกนนำวันนี้ หากปล่อยแต่หมอเหวง-ก่อแก้วถือว่ารัฐบาลแทรกศาล
ที่มา Thai E-News
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฉวยโอกาสทองกับลูกแก้วเมียขวัญระหว่างศาลอนุญาตให้เข้าห้องน้ำ ระหว่างขึ้นเบิกความที่ศาลอาญา รัชดาภิเษกวันนี้
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Asia update TV
หลังจากมีการคุมขัง 7 แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน และนักโทษการเมืองเสื้อแดงทั่วประเทศหลายร้อยรายนับตั้งแต่เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 มาครบ 9 เดือน ในวันนี้ดูเหมือนจะมีความหวังมากที่สุดครั้งหนึ่งว่า ศาลอาจจะอนุญาตให้ประกันตัวแกนนำนปช.และนักโทษทางการเมืองทั่วประเทศ เมื่อได้นายคณิต ณ นคร ประธานคอป.ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง และพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯที่เคลื่อนไหวเรื่องการปรองดอง และนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานนปช.ซึ่งหลังได้ประกันตัวก็ได้ยุติการเคลื่อนไหวทางการเมือง และทำตามเงื่อนไขประกันอย่างเคร่งครัด มาเป็นพยานปากเอกให้
นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นทนายความรับผิดชอบการขอประกันแกนนำ นปช.เปิดเผย
ถึงการไต่สวนคำร้องขอประกันตัว 7 แกนนำ นปช. ของศาลอาญาว่า ในวันจันทร์ที่ 21 ก.พ. นี้ เวลา 09.00 น. ศาลจะเบิกตัวแกนนำจำเลยทั้ง 7 คนจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมาเบิกความในช่วงเช้า แต่จะให้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกนปช.เพียงคนเดียวเป็นตัวแทนเบิกความ
ขณะเดียวกันได้ประสานให้นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีต ประธาน นปช. จำเลยร่วมคดีก่อการร้ายที่ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวไปแล้ว มาร่วมเป็นพยานเบิกความเปรียบเทียบลักษณะความผิดที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาเหมือนกัน
นอกจากนี้ตนยังขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วย คือพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ,ผู้บัญชาการเรือนจำ,นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานนปช.,นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป. หรือตัวแทน ซึ่งตนได้ประสานนายคณิต อีกทางหนึ่งด้วยก็ได้รับการยืนยันว่าจะเบิกความในช่วงเวลา 13.00 น. รวมทั้ง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ที่เตรียมไว้เป็นพยานเบิกความช่วงเวลา 14.00 น.ด้วย ซึ่งหากไม่มีเหตุขัดข้อง บุคคลทั้งสองจะเดินทางมาศาลเพื่อเป็นพยานร่วมไต่สวน
นายนรินท์พงศ์เชื่อว่า ตามเหตุผลแล้วศาลน่าจะปล่อยตัวชั่วคราวให้ประกันตัวออกมา ส่วนกระแสข่าวว่าจะให้ประกันเพียงแกนนำที่ไม่ฮาร์ดคอร์คือหมอเหวง โตจิราการ กับนายก่อแก้ว พิกุลทอง เพื่อแลกกับการหยุดความเคลื่อนไหวของเสื้อแดงนั้น ไม่น่าเป็นความจริง แต่หากเป็นเช่นนั้นเท่ากัยมีการแทรกแซงการทำงานของศาลและกระบวนการยุติธรรมด้วย
มีรายงานด้วยว่าอาจมีการพิจารณาให้ประกันตัวและปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาคดีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม2553ทั้งในเขตกรุงเทพฯฯและต่างจังหวัดจำนวนมากในคราวนี้ด้วย
นายจตุพรกล่าวว่า หากจะให้ประกันก็ต้องได้ประกันทั้งหมด เพราะหมอเหวงกับนายก่อแก้วบอกแล้วว่าหากได้ประกันแค่2คนก็จะไม่ยอมออก และหากไม่ให้ประกันในคราวนี้ก็อาจจัดชุมนุมใหญ่ยืดเยื้อในวันที่ 12 มีนาคมนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบปีการเริ่มต้นการชุมนุมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช.ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด ขอประกันตัว 7 แกนนำ นปช. คนละ 6 แสนบาท ซึ่งประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายนิสิต สินธุไพร นายขวัญชัย ไพรพนา นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก จำเลยในคดีร่วมกันก่อการร้าย ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ
นางธิดา กล่าวว่า คำร้องขอปล่อยชั่วคราวของจำเลยได้เทียบเคียงหลักเกณฑ์ กรณีที่ศาลอาญาอนุญาตให้ประกัน นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แนวร่วมเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย กรณีร่วมชุมนุมกับพันธมิตรยึดสนามบิน ซึ่งศาลตีราคาประกัน 6 แสนบาท และพร้อมยอมรับเงื่อนไขที่ศาลกำหนดทุกประการ ซึ่งศาลได้นัดหมายให้มีการไต่สวนในวันที่ 21 กุมภาพันธ์
*********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง
-คณิต ณ นคร:โทษรุนแรงประกันได้ จวกอัยการไม่ทำหน้าที่คดีคนเสื้อแดง
-วีระกานต์ มุสิกพงศ์:เปิดใจครั้งแรกหลังพ้นคุก7เดือน
-ภาพข่าว19กุมภาฯ9เดือน91ศพ19พฤษภา-ก้าวรุดไป จี้ศาลให้ประกันทั้งหมด หากไม่สำเร็จนัดชุมนุมใหญ่12มีค.
-คณะกรรมการคอป.ชุดคณิตยกแม่น้ำทั้งห้าฟันธงมาร์คต้องปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดง
-สหภาพไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตย ยืนจดหมายถึงโอบามา เรียกร้องปล่อยตัวแกนนำและนักโทษคดีหมิ่นฯ ทุกคน
สหภาพไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตย ยืนจดหมายถึงโอบามา เรียกร้องปล่อยตัวแกนนำและนักโทษคดีหมิ่นฯ ทุกคน
ที่มา Thai E-News

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 สหภาพ คนไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตย ที่มีสมาชิกกว่าหมื่นคนในสหรัฐฯ เคลื่อนไหวเข้าพบยื่นจดหมายให้กับ ส.ส. และวุฒิสมาชิกของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่คาลิฟอร์เนีย ทั้งนี้ตัวแทนสหภาพได้เข้าพบและยื่นหนังสือให้กับ ส.ส. Howard L. Berman ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญและอยู่ในคณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศของ สหรัฐฯ รวมทั้งเข้ายื่นจดหมายให้กับวุฒิสมาชิก Dianne Feinstein ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญที่วอชิงตัน และได้เข้าพบและยื่นหนังสือให้กับ ส.ส. อีกสองท่านได้แก่ Henry Waxman ซึ่งเป็น ส.ส. สมัยที่ 3 และมีอิทธิพลในวอชิงตันคนหนึ่งทีเดียว และสุดท้ายได้ไปยื่นหนังสือให้ ส.ส. Karen Bass ที่ใกล้ชิดกับคณะทำงานของประธานาธิบดีโอบามามาก
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 กุมภาพันธ์ 2554สหภาพคนไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตย ที่มีสมาชิกกว่าหมื่นคนในสหรัฐฯ สุดทนกับการรังแกคนเสื้อแดง เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีบารัค โอบามา เรียกร้องให้สหรัฐฯ ทบทวนนโยบายด้านการเมือง การทหารกับประเทศไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวคนเสื้อแดงและนักโทษคดีหมิ่นฯ ทุกคนที่ถูกจับกุมคุมขัง พร้อมทั้งจำหน่ายคดีที่ยังค้างอยู่ทั้งหมด ถ้าทำไม่ได้ขอให้ตัดสิทธิ์พิเศษทางการค้าที่มีกับประเทศไทย
การกระทำของสหภาพไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตย เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงเพื่อประกาศให้ชาวโลกรู้ถึงความเป็นจริงในประเทศไทย และความอยุติธรรมต่างๆ ที่คนเสื้อแดงและคนจนในประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
ยิ่งคนไทยตาสว่างมากขึ้นเท่าไร คนที่อยู่ในต่างประเทศก็จะช่วยทำให้โลกตาสว่างไปกับความจริงของประเทศไทย ด้วยเช่นกัน วันนี้สหภาพไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตย บอกว่า "เราตาสว่างแล้ว และกำลังจะช่วยทำให้โลกตาสว่างไปด้วย" สะท้อนมาว่าคนที่อยู่ในเมืองไทยไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว พลังคนไทยในต่างประเทศนับแสนคนก็ร่วมสู้ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
เป็นพลังความสมานฉันท์ของคนไทยในต่างประเทศ ที่ยืนยันว่า "เราจะไม่ทอดทิ้งกัน" และร่วมต่อสู้กับคนเสื้อแดงและคนไทยผู้รักความยุติธรรมในประเทศไทย
คนเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกา และชาวสมาชิกสหภาพไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตย ขอได้รับความขอบคุณจากพวกเราชาวไทยที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่แท้จริง
หมายเหตุ:ไทยอีนิวส์ได้เซ็นเซอร์บางถ้อยคำที่ละเอียดอ่อนในแถลงการณ์นี้
สหภาพคนไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตย (Union of Thai-Americans for Democracy)
P.O. Box 4293 Inglewood,
CA 90309
18 กุมภาพันธ์ 2554
กราบเรียนท่านประธานาธิบดีโอบามา
ก่อนอื่นพวกเราอยากจะแนะนำตัวเองว่า พวกเราคือชาวอเมริกันเชื้อสายไทยซึ่งมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีสมาชิกประมาณหนึ่งหมื่นคน พวกเราอยากจะเรียนให้ท่านเลิกให้การสนับสนุนระบบปกครองศักดินาอำมาตย์กับนาย พลของไทยและรัฐบาลหุ่นเชิดที่นำโดยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคที่เรียกว่า “พรรคประชาธิปปัตย์”
นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อประเทศไทยไม่สามารถใช้ได้กับประเทศไทยอีกต่อไป และจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง
ในยุคสงครามเวียดนามและสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐมีความกลัวต่อระบบคอมมิวนิสต์ จึงทำทุกอย่างในการ ที่จะหยุดยั้งการขยายของระบบดังกล่าวนั้น ถึงแม้ว่าท่านจำเป็นจะต้องสนับสนุนเผด็จทางทหารหรือเผด็จการในระบอบอำมาตย์ ศักดินา แต่นั่นก็คือเหตุการณ์ในอดีต
ประชาชนคนไทยในทุกวันนี้ได้รับ ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ไม่เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศหิวกระหายต่อการที่จะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เช่นที่พวกเราชาวไทยอเมริกันต่างก็มีความสุขที่ได้อยู่ในบรรยากาศ ประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สหรัฐอเมริกาเช่นนี้
ประชาชนขาวไทย สรรเสริญเยินยอต่อชีวิตการเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศสหรัฐและระบอบการเมือง ที่รัฐบาลต้องมาจากประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชน ประชาชนชาวไทยเรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพในการออกความคิดเห็นโดยที่ไม่ กล้วการถูกทำร้ายไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในขณะเดียวกันคนไทยก็มีความงุนงงเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลอเมริกันให้การ สนับสนุนเผด็จการที่อำมหิตในประเทศไทยและทั่วโลก
มันเป็นสิ่งที่ผิดอย่างยิ่งที่ทหารไทยใช้ปืนเอ็มสิบหก และสไนเปอร์ ซึ่งได้รับการฝึกฝนจากอเมริกา เพื่อที่จะเข่นฆ่าคนไทยที่มีแต่มือเปล่า และเข่นฆ่าคนเสื้อแดงที่เรียกหาประชาธิปไตยเท่านั้น พวกเราเพียงแต่ต้องการให้พี่น้องชาวไทยในประเทศไทย มีความเป็นอยู่ที่สงบและอยู่ในสังคมประชาธิปไตย ที่ผู้คนไม่มีความกลัวต่อการเสนอความคิดเห็นของตัวเอง หรือมีกฏหมายหมิ่นที่ป่าเถื่อนและไม่เป็นธรรมมาห้ามให้คนวิจารณ์สถาบันพระ มหากษัตริย์ ถึงแม้ว่าคำวิจารณ์นั้นๆจะตั้งอยู่บนรากฐานของความจริงก็ตาม ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีความรุนแรงที่จะต้องติดคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี
ภายใต้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พระมหากษัตริย์ทรงประมุขของประเทศ ดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย และทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาทั้งหมด ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ยังเป็นเจ้าของเครือธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และพระองค์ยังทรงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การวิพากษ์วิจารณ์ถึงความจริงเหล่านี้ในประเทศไทย ไม่สามารถรอดพ้นไปจากความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามและคุมขัง
พวกเราต้องการให้คนรากหญ้าและคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ มีโอกาสเท่าเทียมกับคนรวยคนชั้นสูงทั้งหลายในกรุงเทพฯ ในการที่ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียม และมีสิทธิในการรับการดูแลรักษาในกรณีที่เจ็บป่วย เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจโดยรัฐประหาร 2549 - ซึ่งเป็นรัฐประหารที่เห็นชอบโดยที่ปรึกษาระดับสูงของหัวหน้าศักดินาใหญ่ ประชาชนจึงได้ลุกขึ้นประท้วงความอยุติธรรมที่เห็นได้อย่างชัดเจนเช่นนี้
ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคการเมืองของทักษิณ ผู้สนับสนุนอดีตนายกทักษิณจึงได้ตั้งพรรคการเมืองใหม่ เพื่อชิงชัยในการเลือกตั้งใหม่ ผลปรากฏว่าพรรคการเมืองนี้ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น เพียงไม่ถึงหนึ่งปี เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของวัง นายกรัฐมนตรีถูกตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกฏหมายเลือกตั้ง และก็อีกครั้งที่ฝ่ายสนับสนุนทักษิณตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาอีกและได้รับ ชัยชนะที่คูหาเลือกตั้ง อีกครั้งแม้ว่าจะได้นายกรัฐมนตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดี ต่อพระมหากษัตริย์ ถึงกระนั้นก็ตาม ระบอบอำมาตย์ศักดินาก็มีสัญญาณว่าไม่ไว้ใจเนื่องจากว่า พรรคการเมืองนี้เกิดขึ้นโดยผู้ที่ให้การสนับสนุนอดีตนายกทักษิณ ในที่สุดก็ถูกโค่นล้มด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล และถือเป็นครั้งที่สามที่ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ยุบพรรคของทักษิณและถอดถอน นายกรัฐมนตรี
ในเดือนธันวาคม 2551 โดยได้รับการสนับสนุนจากอำมาตย์ศักดินาอย่างเปิดเผย ผู้นำพรรคประชาธิปไตย ผู้จบการศึกษาจากอีตัน และอ๊อกซ์ฟอร์ด อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีการจัดการเลือกตั้ง
ทักษิณ ผู้สร้างตัวจนเป็นมหาเศรษฐี ไม่แตกต่างจากนักธุรกิจคนอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างเขากับชนช้ันอภิสิทธิชนคนอื่นๆ คือทักษิณมีความห่วงใยในคนทั่วไป และคนรากหญ้าในประเทศไทย นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้เขาอยู่ในหัวใจของคนจนในประเทศไทยทั้งประเทศ
ด้วยความเบื่อหน่ายต่อความอยุติธรรมและความฉ้อฉลต่างๆ ในฤดูร้อนปี 2553 ขบวนการคนเสื้อแดงได้ออกมาประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ พวกเขาไม่ได้ขออะไรมากไปกว่านี้ แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับเป็นกระสุนปืนสไนเปอร์จากทหารที่มาจากค่ายรักษา พระองค์ ประชาชนกว่า 90 คน ถูกยิงเสียชีวิต และสูญหาย และอีกกว่าสองพันคนได้รับบาดเจ็บ ไม่มีรัฐบาลใดที่จ้างสไนเปอร์ยิงประชาชน แล้วยังจะได้รับอนุญาตให้ปกครองประเทศต่อไป
ในขณะที่สร้างภาพลักษณ์ต่อชาวโลกว่าสถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติแล้วและได้มีการตั้งคณะกรรมการ ต่างๆ ขึ้นมาเพื่อกระบวนการ "การปรองดอง" และการเยียวยา แต่รัฐบาลเผด็จการได้ให้การสนับสนุนอย่างลับๆ ต่อกลุ่มทหารนักฆ่าให้ล่าตัวและฆ่าปิดปากคนเสื้อแดงฝีปากกล้าที่อยู่ทั่ว ประเทศ แกนนำคนเสื้อแดงที่มอบตัวเพื่อยุติการปราบปรามประชาชนของรัฐบาลในช่วงเดือน พฤษภาคม 2553 จำนวนมากยังอยู่ในคุก และหลายคนยังต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ
การสังหารพลเรือนปราศจากอาวุธเมื่อปลายเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 คือคำให้การต่อโลกว่ารัฐบาลเผด็จการในปัจจุบันไม่มีความชอบธรรม โหดร้ายป่าเถือน และจะไม่ยอมให้อะไรทั้งนั้นมาขัดขวางการดำรงอยู่ในอำนาจของพวกเขา ความโหดร้ายของพวกเขา และยิ่งจะสร้างความโกรธแค้นให้เกิดในหมู่ประชาชนมากยิ่งขึ้น รัฐบาลเผด็จการอภิสิทธิ์อาจจะมีปืนและสไนเปอร์ แต่พลังแห่งประชาชนจะชนะในที่สุด
รัฐบาลอเมริกันควรเรียนรู้ข้อผิด พลาดจากประวัติศาสตร์ในอดีต จำได้หรือไม่ เผด็จการของกษัตริย์ชาห์ ของอิหร่าน นายพลออกัสโต พินโนเช่ ของชิลี รัฐบาลอเมริกาทำให้ประชาชนของสองประเทศมีความเกลียดชังประเทศสหรัฐอเมริกา มาก เนื่องจากการให้การสนับสนุนที่ไม่ถูกต้อง
ชาวเสื้อแดงมีประมาณ 45 ล้านคน ชาวเสื้อแดงไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่พวกคอมมิวนิสต์ เขาเพียงแต่ต้องการเรียกร้องอิสรภาพเช่นเดียวกันกับพวกเราชาวอเมริกัน เป็นประชาชนที่ต่อสู้ เช่นเดียวกับชาวตูนีเซีย และชาวอียิปต์ ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์
มันเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างยิ่งที่ทหารที่ได้รับการฝึกฝนในการใช้สไนเปอร์และ M 16 จากสหรัฐฯ ได้ใช้ฝีมือเหล่านั้นในการสังหารพลเรือนที่ปราศจากอาวุธ
โดยสรุปแล้ว พวกเราขอเรียกร้องต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ทบทวนนโยบายเกี่ยวกับประเทศไทย ที่สอดคล้องกับการเปลียนแปลงอย่างรวดเร็วยิ่งของบรรยากาศทางการเมืองใน ประเทศไทย
พวกเราขอเรียกร้องให้หยุดการให้การช่วยเหลือสนับสนุนทางการ ทหารแก่ประเทศไทย นอกเสียจากว่ามีข้อแม้ที่เข้มงวด เช่นห้ามการนำอาวุธสงครามไปเข่นฆ่าบุคคลที่ชุมนุมโดยสงบ
โปรดกรุณาเรียกร้องให้ประเทศปลดปล่อยนักโทษการเมือง นักโทษที่โดนกฏหมายหมิ่น รวมทั้งแกนนำเสื้อแดงทั้งหมด และให้ประกาศจำหน่ายคดีกฏหมายหมิ่นที่ยังคั่งค้างอยู่ทั้งหมด รวมทั้งคดีการเมืองทุกคดี
หากข้อเรียกร้องข้างต้นไม่ได้รับการตอบรับ โดยดี พวกเราขอเรียกร้องให้ตัดสิทธิ์ประเทศไทยออกจากกลุ่มประเทศที่ได้รับสิทธิ พิเศษทางการค้า และถ้าหากข้อเรียกร้องข้างต้นได้รับการตอบรับและปฏิบัติโดยดี ประเทศอเมริกาจะเป็นประเทศที่อยู่ในหัวใจของชาวไทยทุกคนที่รักประชาธิปไตย
ด้วยความนับถืออย่างสูง
พวกเราขอแสดงความขอบคุณมายังท่าน
สหภาพคนไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตย (UTAD)
Email: utad2011@gmail.com
************************************
จดหมายภาษาอังกฤษ
Union of Thai-Americans for Democracy
P.O. Box 4293 Inglewood,
CA 90309
Dear President Obama,
We wish to introduce ourselves as a union of some 10,000 socially concerned professional Thai-Americans working in many fields all across the country.
We write to urge You to stop supporting the (censor)-military establishment in Thailand and it’s puppet government headed by Abhisit Vejjajiva of the so-called Democrat Party.
U.S. foreign policy toward Thailand is not working anymore and must be changed.
During the Vietnam and Cold War era, the U.S. government feared communism and was willing to use every available means to suppress its expansion, even if that meant supporting military dictators or tyrannical ( censor)That was then.
Thai people today are better informed than ever before, and the majority crave for a true democracy, as we Thai-Americans enjoy our great democracy here.
Thai people admire our way of life and our political system whereby government is of the people by the people and for the people. Thai people long for the democracy we have and the freedom of expression we cherish so dearly. On the other hand Thais are confused, like many, by continued U.S. support for tyrants and dictators around the world and in Thailand.
What we want is for our brothers and sisters back home to live in peace in a truly democratic society, without constant fear of vicious reprisals for saying what they think. In Thailand people are prohibited by the fearful, draconian laws of lèse majesté from criticizing or commenting the Monarchy, even when such comments are based on plain truth and fully justified. The penalty for lèse majesté (insulting the power of the King) is 3 - 15 years for each and every offence.
Under constant threat of closure and sentencing, Thai media is forced to adopt nothing less than absolutely positive tone with regard to the Monarchy.
According to the current Thai Constitution, Thai Monarch is Head of State, Supreme Commander of the Arms Forces and he appoints all the judges. He is also head of the largest business conglomerate in Thailand and, personally, the top investor in the Stock Exchange of Thailand. None of this may be commented critically by Thai people without real risk of victimisation and imprisonment.
We want that everybody in Thailand, not just the Bangkok elite, have equal opportunity to obtain good education for their children and have equal access to health care.
When former Prime Minister Thaksin Shinawatra was ousted by a military Coup d'Étât in 2006, - that was ordered and endorsed by the Monarchy’s top advisers, the people rose in protest against the blatant injustice.
Thaksin’s political party was ordered to be dissolved by the Constitutional Court for highly spurious reasons. His supporters immediately formed a new political party to compete in the General Election. Once again the new party won a landslide victory. Less than a year later, with the urging of the Palace, charges were levelled against the PM. Again the Constitutional Court dissolved the pro-Thaksin party on charges of “campaign irregularities.” Again Thaksin’s supporters formed a new party and won another landslide victory at the polls. Again, although the new PM was a staunch monarchist, the royalists still felt threatened by the scale of Thaksin’s popularity and, facing baseless charges, for the third time the Constitution Court ordered the dissolution of the pro-Thaksin party and removal of the PM.
In December 2008, with the open support of the Palace, the Eton and Oxford royalist leader of the so-called Democrat Party, Mr Abhisit Vejjajiva, became the new Prime Minister - without a General Election.
Thaksin was a self-made billionaire, no different to other successful businessmen in Thailand. What distinguished him from the rest of Thailand’s privileged class was that he cared about the welfare of the ordinary, grass root people of Thailand. That is why he has remained in the hearts and minds of the majority, who are the poor.
Sick of all the gross political injustice and manipulation, in the spring of 2010 the Red Shirt Movement came out in protest, demanding the dissolution of the illegitimate Abhisit government and a new and fair General Election. They did not ask more, but what they got was live bullets from snipers of the Royal Guard. More than 90 civilians were shot dead or posted missing and several thousands were seriously wounded or injured. No government that employs snipers against the people can be permitted to govern.
While presenting itself to the world as Thailand’s latest back-to-normal set-up in search of reconciliation and new aid, the regime is secretly sponsoring para-military hid-squads to hunt down out-spoken Red Shirts all across the country. Many of the Red Shirt leaders that surrendered to end the bloodshed during the Government’s May 2010 massacre were denied bail and remain in jail, many others are in hiding.
The killing of unarmed civilian protestors last April and May 2010 is a telling testimony to the world that the current regime is illegitimate, brutal and will stop at nothing to stay in power. Their continued brutality can only breed defiance. The Abhisit regime may have guns and snipers, but the people's power will prevail in the end.
Please learn from our past mistakes. United States government support for General Augusto Pinochet and the Shah of Iran turned the people against the United States. We don’t want to see this repeated in Thailand.
The Red Shirts today number about 45 million. They are absolutely not communists or terrorists, they are ordinary freedom-loving Thai, people just like us - the American people, people struggling - like the people of Tunisia or Egypt - for their most basic rights.
It is very wrong that US-trained Thai snipers are using our M16 rifles to kill unarmed civilians.
In summation, we urge You to re-assess U.S. policy in Thailand in light of the new and rapidly changing political climate there.We urge You to stop all military aid to Thailand until there a strict condition in place to guarantee that the Thai military cannot use U.S. weapons against peaceful demonstrators.
We urge You to issue a formal request for the immediate release all Red Shirt leaders, all political and lèse majesté prisoners, and for the dismissal of all pending lèse majesté cases.
We request that You remove Thailand from our list of Most Favored Nations if the above requests are denied.
If the above objectives are achieved, the USA will remain forever in the hearts and minds of all Thai people who value democracy - in Thailand and all over the world.
With our deepest sincerity,
We Thank You.
Union of Thai-Americans for Democracy (UTAD)
Email: utad2011@gmail.com
***************************

"พวกเราเข้าพบยื่นจดหมายให้กับ สส. ที่มีบทบาทสำคัญและอยู่ในคณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้แก่ท่าน สส. Howard L. Berman และได้เข้ายื่นให้กับวุฒิสมาชิก Dianne Feinstein ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญที่วอชิงตัน นอกจากนี้ยังได้เข้ายื่นหนังสือให้กับ สส. อีกสองท่านได้แก่ Henry Waxman ซึ่งเป็น สส. สมัยที่ 3 และมีอิทธิพลในวอชิงตันคนหนึ่งทีเดียว และสุดท้ายได้ไปยื่นให้ สส. Karen Bass ที่ใกล้ชิดกับคณะทำงานของประธานาธิบดีโอบามามาก" แกนนำสหภาพไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตยกล่าวกับไทยอีนิวส์
