WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 22, 2011

สัญชาติมาร์ค (อีกที)

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ก.พ.

วันที่ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความนปช. วิดีโอลิงก์แถลงความคืบหน้าการนำคดี 91 ศพยื่นฟ้องร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี

พร้อมกับเปิดประเด็นสัญชาติของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ถึงวันนี้เวลาผ่านไป 3 สัปดาห์เต็ม

ในช่วงเวลา 3 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ ตอบคำถามนักข่าวไว้ 3-4 ครั้งด้วยกัน เกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของตนเอง

แต่ทุกคำตอบไม่เคยชัดเจนสักครั้งเดียว

ไม่ชัดเจนก็เพราะนายกฯ อภิสิทธิ์ เอาแต่ตอบว่า ผมสัญชาติไทย ผมสัญชาติไทย และผมสัญชาติไทย

โดยเลี่ยงที่จะไม่ตอบว่าแล้วถือสัญชาติอังกฤษด้วยหรือไม่

ใครว่านายกฯ อภิสิทธิ์ อาจจะไม่เข้าใจคำถามของนักข่าว ก็ไม่น่าใช่

เพราะนายกฯ อภิสิทธิ์ มีประวัติเป็นคนพูดจาฉาด ฉาน ฉลาดเฉลียว ไม่เคยจนมุมให้กับคำถามของนักข่าว หรือการไล่ต้อนของฝ่ายค้านในสภา

ทั้งยังมีดีกรีการศึกษาจบปริญญาจากออกซ์ฟอร์ด ถ้าถึงขนาดไม่เข้าใจคำถามง่ายๆ ของนักข่าวไทย คงสอบตกมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม

ล่าสุดในการชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงเมื่อวันเสาร์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ จัดแจงงัดเอาใบเกิดของนายกฯ อภิสิทธิ์ ออกโดยเมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ ขึ้นมาโชว์ให้ดูเป็นขวัญตา

เป็นการยืนยันสิ่งที่นายอัมสเตอร์ดัม นำออกมาแฉนั้น

ไม่ได้เป็นการกล่าวหาลอยๆ แบบไร้หลักฐาน อย่างที่คนในรัฐบาลและลิ่วล้อพรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกต

ต้องย้ำอีกทีให้เข้าใจกันชัดๆ ว่าเรื่องการถือ 2 สัญ ชาติของนายกฯ อภิสิทธิ์นั้น ถ้าเป็นความจริงก็ไม่ใช่เรื่องผิด

แต่จะมีผลต่อการนำคดี 91 ศพขึ้นฟ้องร้องต่อไอซีซี

เพราะในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 ก.พ. มีนักข่าวถามนายอัมสเตอร์ดัมว่า หากนายกฯ อภิสิทธิ์ ถือสัญชาติอังกฤษด้วยแล้ว จะมีผลอย่างไรกับคดี

นายอัมสเตอร์ดัม ตอบว่า เนื่องจากประเทศอังกฤษเป็นสมาชิกภาคีระหว่างประเทศของไอซีซี และถ้านายกฯ เป็นคนสัญชาติอังกฤษ

จะเข้าข่ายผู้มีสัญชาติในคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ มาตรา 12 บี ระบุให้สามารถดำเนินคดีได้ทันทีกับจำเลยที่มีสัญชาติของประเทศที่เป็นสมาชิก

ทีนี้เข้าใจหรือยัง ทำไมใครบางคนถึงต้องตอบคำถาม นักข่าวแบบลดเลี้ยว

แกล้งมึนแม้กระทั่งเรื่องสัญชาติตัวเอง

เมนูชวน-อุ้มมาร์ค ให้ต้ม-นึ่ง งดทอดน้ำมันปาล์ม

ที่มา ข่าวสด




คิวยาว - ชาวพะเยาต่อแถวยาวเหยียด รอซื้อน้ำมันปาล์มจุกฟ้า ขวดละ 47 บาท
ซึ่งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพะเยา รับโควตามาจากกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 1,200 โหล
เพื่อจำหน่ายช่วยเหลือประชาชน เมื่อ 21 ก.พ.


ลุยตรวจ - ดีเอสไอและกรมการค้าภายใน เข้าตรวจสอบบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด
อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี โดยทางโรงงานยืนยันไม่กักตุนน้ำมันปาล์ม
และผลิตตามโควตาที่ได้รับการจัดสรร เมื่อวันที่ 21 ก.พ.

ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
เห็นใจรัฐบาลที่พยายามแก้ปัญหา อยากแนะนำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค อาทิ
จากเดิมรับประทานอาหารทอด เปลี่ยนมาเป็นนึ่ง หรือต้ม
ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพด้วย เพราะอาหารนึ่งหรือต้ม ไม่มีคอเลสเตอรอลสูง

"ได้พูดคุยกับชาวบ้าน และพรรคพวกในภาคใต้ถึงปัญหาราคาน้ำมัน
เขาบอกว่าจะหันมากินอาหารนึ่ง หรือต้มแทน แต่กลุ่มผู้ค้าของทอด เช่น
กล้วยทอด คงทำได้ยาก แต่หากผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปกินอาหารต้ม หรือนึ่ง
จะทำให้มีน้ำมันสำหรับผู้ค้ากล้วยทอดได้ ผมเห็นใจคนที่เข้าคิวซื้อน้ำมัน
อีกอย่างเชื่อว่าปัญหานี้ไม่นานจะคลี่คลายได้
เพราะผลผลิตของต้นปาล์มของเกษตรกรเตรียมออกสู่ตลาดแล้ว" นายชวนกล่าว

เมื่อถามถึงพรรคเพื่อไทยอ้างว่าปัญหาวิกฤตน้ำมันปาล์มมีนักการเมืองอักษร ส
มีส่วนทุจริตเรื่องสต๊อกน้ำมัน นายชวนกล่าวว่า
ต้องประณามและเอาผิดทางกฎหมายกับนักการเมือง
ที่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชน
ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองอักษรย่อใดๆ ก็ตาม
เมื่อถามว่ามีชื่อนายสุเทพ เทือก สุบรรรณ รองนายกฯ เกี่ยวข้องด้วย
นายชวนกล่าวว่า "ให้ท่านไปจัดการเอง"

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 22/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ไม่เคยสน กติกา ประชารัฐ
ตระบัดสัตย์ ขัดหลักการ สมานฉันท์
จึงรวมหัว อุ้มชู เอ็นดูกัน
แล้วผลักดัน ขึ้นสู่ ประตูชัย....

ข้ามีของ ดีกว่า ถึงชั่วช้า
แสร้งหลบหน้า ชี้แจง แถลงไข
แม้นกำพืด มืดมิด สนิทใน
ก็พร้อมใจ บิดเบือน จนเลือนลาง....

เพราะมีเส้น อุ้มชู ผู้อุปถัมภ์
คนระยำ ชั่วช้า มาถือหาง
จึงพาชาติ ย่อยยับ จนอับปาง
ปิดเส้นทาง รุ่งเรือง เคยเฟื่องฟู....

หวังจัดตั้ง รัฐบาล สามานย์ต่อ
ให้เกิดก่อ ความแร้นแค้น แสนอดสู
ให้คนไทย เศร้าหมอง ลงคลองคู
ให้โลกรู้ ตอแหลแลนด์ แดนอัปรีย์....

ประชาชน เฉื่อยชา ไม่กล้าหือ
ทำตาปรือ ยอมรับ กับบัดสี
ปล่อยคนชั่ว เย้ยหยัน ว่ามันดี
เมืองกาลี รอสิ้น แผ่นดินทอง....

จะไม่เหลือ สิ่งใด ให้ลูกหลาน
ทิ้งตำนาน ชาติชน ที่หม่นหมอง
คิดจมอยู่ ใต้บาทา น้ำตานอง
สักวันต้อง ก้มหน้า ถูกฆ่าตาย....

http://3blabla.blogspot.com
วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

"เขมร"ขานรับคำขอตั้งผู้สังเกตการณ์ "ฮอ นัมฮง"เตรียมหอบหลักฐานยื่นศาลโลก ตีความคำพิพากษาเขาพระวิหาร

ที่มา มติชน

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงาน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ว่า นายฮอ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ในช่วงเช้าก่อนออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติกรุงพนมเปญ เพื่อร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการที่กรุงจาการ์ตา ว่ากัมพูชายินดีที่ไทยมีความตั้งใจที่จะขอให้อินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาประจำอยู่กับทหารไทยตามแนวชายแดนพื้นที่พิพาทกับกัมพูชา


"ตอนนี้ไทยยอมรับที่จะให้มีผู้สังเกตการณ์ เป็นเรื่องที่ดีที่สุด และจะเป็นก้าวที่ดีในการพบปะกันที่กรุงจาการ์ตา" นายนัมฮงกล่าว และว่า "นี่เป็นผลของการร้องเรียนของเราต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เพราะเราได้ขอให้ยูเอ็นเอสซีส่งผู้สังเกตการณ์ไปยังพื้นที่พิพาทแนวชายแดนเพื่อเป็นหลักประกันในการหยุดยิงและเพื่อสังเกตการณ์ว่าใครเป็นผู้รุกรานกันแน่ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกัน"


ซินหัวระบุว่า การให้สัมภาษณ์ของนายนัมฮง มีขึ้นหลังจากนายกษิต กล่าวว่า ไทยจะขอให้อินโดนีเซียส่งผู้สังเกตการณ์มาประจำอยู่กับทหารไทยตามแนวชายแดนพื้นที่พิพาท


นายเทอกู ไฟซาไซอา โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศชาติสมาชิกอาเซียนจะมาประชุมหารือกันอย่างไม่เป็นทางการที่กรุงจาการ์ตา เนื่องจากอาเซียนอยู่ภายใต้อินโดนีเซียในฐานะประธาน ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย (สุศีโล บัมบัง ยุทโธโยโน) ขอให้หาแนวทางริเริ่มแก้ปัญหาพิพาทของชาติสมาชิกอาเซียน


สำนักข่าวซินหัวยังระบุอีกว่า ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ กัมพูชาจะขอให้ไทยลงนามในข้อตกลงหยุดยิงถาวรโดยมีประธานอาเซียนหรือผู้แทนเป็นพยาน และยังจะขอให้ผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้าไปยังพื้นที่พิพาทเพื่อรับรองว่าจะมีการหยุดยิงถาวร


"กัมพูชามีความมั่นใจในอาเซียนมากในการเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาพิพาทนี้" นายนัมฮงกล่าว


นายนัมฮงให้สัมภาษณ์อีกว่า หลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเสร็จสิ้นลง รัฐบาลกัมพูชาจะเตรียมหลักฐานเพื่อยื่นต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือไอซีเจ (Internatinal Court of Justice-ICJ) ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้ไอซีเจพิจารณาคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2502 อีกครั้งหนึ่ง และขอให้รัฐบาลไทยเคารพในคำพิพากษาที่ระบุว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ท.ฮุน มาเน็ต หัวหน้าหน่วยต่อต้านการก่อการร้าย กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ลูกชายสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางไปร่วมสมทบกับคณะของนายฮอ นัมฮง ที่กรุงจาการ์ตา


สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างบทวิเคราะห์ระบุว่า สมเด็จฯฮุน เซน แสดงความชื่นชม พล.ท.มาเน็ตที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญกำหนดยุทธศาสตร์และเจรจากับฝ่ายไทยในเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตอนหนึ่งสมเด็จฯฮุน เซน กล่าวว่า "มาเน็ตเป็นคนมีชื่อเสียงไปแล้วในไทย" หลังจากสื่อมวลชนไทยเสนอรายงานข่าวเกี่ยวกับ พล.ท.มาเน็ตที่เข้าร่วมวางแผนต่อสู้กับกองกำลังฝ่ายไทยยังมีกระแสข่าวลือว่าได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะกันแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนที่ พล.ท.มาเน็ตจะกลับมาปรากฏตัวบริเวณชายแดนอีกครั้ง


ในบทวิเคราะห์รายงานอีกว่า การก้าวขึ้นมามีบทบาทอำนาจอย่างรวดเร็วของ พล.ท.ฮุน มาเน็ต เป็นแผนการสืบทอดอำนาจทางการเมืองของสมเด็จฯฮุน เซน ทั้งนี้ นายชายา ฮาง ผู้อำนวยการบริหารของสถาบันประชาธิปไตยกัมพูชา เปรียบเทียบกรณีของ พล.ท.ฮุน มาเน็ตว่ามีความคล้ายคลึงกับกรณีของนายคิม จอง อุน บุตรชายคนเล็กของนายคิม จอง อิล ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ที่ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจผู้นำเกาหลีเหนือคนใหม่ต่อจากบิดา ซึ่งได้รับการโปรโมตสู่ตำแหน่งระดับสูงภายในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน

รำลึกบ่อนไก่-พระราม 4 : (1) “เราไม่อยากให้ลืม”

ที่มา ประชาไท

“คนที่มาตายตรงนี้ เป็นเหมือนกับพี่น้อง พี่ก็เลยไม่อยากให้ลืมพวกเขา อย่างน้อยก็อยากให้นึกถึงตรงนี้บ้าง ตรงนี้มีคนตาย ไม่ใช่เฉพาะที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า” หนึ่งเสียงบอกเล่าจากคนเสื้อแดงในชุมชนบ่อนไก่
หลังจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2553 “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” และ “ราชประสงค์” ได้กลายเป็นพื้นที่สัญลักษณ์ในการต่อสู้และรำลึกเหตุการณ์ของ “คนเสื้อแดง” นับตั้งแต่การจัดกิจกรรมเล็กๆ โดยกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและนักกิจกรรมต่างๆ จนกระทั่งการกลับมามีบทบาทในการเคลื่อนไหวอีกครั้งของ นปช.ก็มีการนัดหมายชุมนุมใหญ่เดือนละ 2 ครั้ง โดยอัตโนมัติ ในวันหยุดที่ใกล้เคียงกับวันที่ 10 และ 19 ของทุกเดือน โดยใช้พื้นที่ดังกล่าว
แต่อย่างที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า หลังวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 เมื่อทหารได้เข้ากระชับพื้นที่-ปิดล้อมราชประสงค์ พื้นที่ของการต่อสู้และความรุนแรงได้กระจายออกไป ความตายและความเจ็บปวดจาก “ของแข็งความเร็วสูง” เกิดขึ้นกับประชาชนและพี่น้องเสื้อแดงที่พยายาม “ช่วยพี่น้องที่ราชประสงค์” ด้วยวิธีการต่างๆ ในบริเวณรอบนอก พื้นที่ที่สำคัญคือ บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง-ราชปรารภ-มักกะสัน และบริเวณบ่อนไก่-พระราม 4 กินเวลายาวนานถึง 6 วัน
มีพลเรือนที่เสียชีวิตในช่วงนี้ทั้งหมด 57 คน โดย 15 คน เสียชีวิตจากกระสุนสังหารที่บ่อนไก่-พระราม 4 และ 4 คน เป็นสมาชิกของชุมชนแห่งนี้ (ดูรายละเอียดในล้อมกรอบด้านล่าง) ไม่นับรวมผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ที่พวกเราส่วนใหญ่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของพวกเขา
“แดงบ่อนไก่”- นปช.เขตปทุมวัน แขวงลุมพินี
พี่รัก เสาวรักษ์ บุญญะ แม่บ้านวัย 43 ปี เลขานุการของคณะกรรมการ นปช.เขตปทุมวัน แขวงลุมพินี หรือกันสั้นๆ ว่า “แดงบ่อนไก่” เล่าให้ฟังถึงความคิดของเธอในการพยายามจัดกิจกรรมรำลึกและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตว่า “เราไม่อยากให้ลืม”
เมื่อมีการพูดถึงความรุนแรงในช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงราชประสงค์เป็นหลักจึง “อยากให้ทุกคนรู้ว่าที่บ่อนไก่นี้เป็นสมรภูมินะ ตอนนี้คนลืมกันไปหมด ไปที่ไหนใครก็ไม่มีใครพูดถึงบ่อนไก่ ในความรู้สึกพี่ กูลุยของกู ไม่มีใครพูดถึงเลย ทั้งที่พื้นที่นี้มีคนตายเยอะมาก” และรู้สึกว่า “คนที่มาตายตรงนี้ เป็นเหมือนกับพี่น้อง พี่ก็เลยไม่อยากให้ลืมพวกเขา อย่างน้อยก็อยากให้นึกถึงตรงนี้บ้าง ตรงนี้มีคนตาย ไม่ใช่เฉพาะที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า”
พี่รักเล่าให้ฟังถึงบรรยากาศในชุมชนก่อนการมีกลุ่มว่า “เมื่อก่อนเวลาเลิกงาน เราก็จะแต่งตัวออกไปชุมนุม แต่ต่างคนต่างไป ไม่ได้คุยกัน ไม่รู้ว่ามีใครบ้างที่ไปชุมนุม เวลาอยู่ในชุมชนเราก็จะทำตัวเฉยๆ ไม่ได้แสดงออกให้คนอื่นรู้หรือพูดคุยกันเรื่องการเมือง แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว”
การรวมกลุ่มของคนเสื้อแดงที่นี้ เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหลังสงกรานต์เลือดปี 2552 เมื่อพี่แอ็ด ทรงรัก นิตยาชิต (ประธานกลุ่มในปัจจุบัน) เข้าร่วมอบรมโรงเรียน นปช.รุ่นที่ 1 และได้แนวคิดมาทำงานกับคนในชุมชน พยายามทำให้เกิดกลุ่มย่อยๆขึ้นมา และรวมเป็นกลุ่มใหญ่ ต่อมาได้มีการจัดตั้งกรรมการที่มาจากกลุ่มย่อยๆ ขึ้น เช่น กลุ่มแฟลตตำรวจลุมพินี กลุ่มชุมชนบ่อนไก่ กลุ่มปลูกจิต กลุ่มแฟลตเคหะชุมชนบ่อนไก่ กลุ่มพระเจน เป็นต้น
พี่แอ็ดบอกว่า หลังจากมีการรวมกลุ่ม จัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้น “คนที่ไม่กล้า ก็กล้าเปิดเผย”
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังเห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ แล้ว “แดงบ่อนไก่” ยังเล็กมาก ดังนั้น ในอนาคตสำหรับกลุ่ม งานหลักที่สำคัญคือ “การดึงศัตรูมาเป็นมิตร ทำให้มิตรมาเป็นแนวร่วม” และ “ทำให้เกิดกลุ่มเสื้อแดงกลุ่มย่อยๆ ให้เกิดขึ้นตามชุมชนต่างๆ ให้กว้างขวางมากขึ้น” ซึ่งงานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทายเนื่องจากในเขตปทุมวัน “เป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์”
การจัดกิจกรรมรำลึก-ทำบุญบายศรีสู่ขวัญ
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พวกเขาได้มีการประชุมร่วมกันและมีมติให้จัดงานรำลึก-ทำบุญบายศรีสู่ขวัญขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2554 นี้ โดยมีพี่น้องชาวบ่อนไก่-คลองเตย เป็นเจ้าภาพ และประสานงานเชิญชวนคนเสื้อแดงในที่อื่นๆ เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพ (รายละเอียดกิจกรรมจะแจ้งให้ทราบในตอนต่อๆไป)
ก่อนหน้านี้ “แดงบ่อนไก่” ได้พยายามจัดกิจกรรมเล็กๆ เพื่อรำลึกเหตุการณ์ขึ้น 2 ครั้ง โดยการรวมเงินกันซื้อลูกโป่งสีแดงมาปล่อยที่สะพานลอยแต่ไม่ประสบความสำเร็จนักเพราะมีคนมาร่วมน้อย
สำหรับกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในครั้งนี้ แม้ว่าจะดูออกธรรมดา แต่ดูเหมือนว่าจะมีสำคัญและพิเศษสำหรับพวกเขามาก
พี่แอ็ด บอกว่า “เพราะพื้นที่ที่บ่อนไก่นี้ เป็นพื้นที่สำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” โดยในระหว่างวิกฤตที่ถูกปิดล้อม “พวกเราก็ต้องมายันไว้ เพราะเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ในการสัญจร คือ เดินทางเข้าไปในราชประสงค์ หรือเดินทางออก รวมทั้งการลำเลียงเสบียงอาหารเพื่อสนับสนุนพี่น้องที่ยังคงอยู่ด้านใน”
พี่แอ็ด เล่าด้วยว่า คนที่มีประสบการณ์ที่บ่อนไก่นี้ ไม่ใช่เฉพาะคนในชุมชนเท่านั้น แต่รวมถึงคนอื่นๆ ที่เข้ามาอยู่ มีส่วนร่วมในช่วงนั้นด้วย จึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องเสื้อแดงให้มารวมตัวกัน เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่มาเสียชีวิตที่นี่ บายศรีสู่ขวัญให้กับพี่น้องของเราผู้บาดเจ็บ และทำบุญร่วมกันของพี่น้องในชุมชนเพื่อฟื้นฟูจิตใจ และตั้งใจว่าถ้ามีเงินเหลือจากการจัดงาน เราก็นำส่วนหนึ่งไปให้ญาติผู้เสียชีวิต คนเจ็บ แต่ไม่รู้ว่าจะได้มาสักเท่าไหร่
นอกจากนั้น เขายังอยากให้จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้น และมีกิจกรรมในลักษณะนี้เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นที่เกิดเหตุในลักษณะเดียวกัน เช่น ราชปรารภ รางน้ำ ดินแดง โดยคนในพื้นที่ และประสานงานกันเองของกลุ่มย่อยต่างๆ “พวกเราก็ทำได้โดยไม่ต้องรอส่วนกลางหรือคณะกรรมการแกนนำเป็นคนทำอย่างเดียว”
ในการเตรียมการจัดงานครั้งนี้ มีพี่น้องที่ปรารถนาดี อยากเข้ามาช่วยเหลือบางส่วนเสนอให้จัดงานให้ยิ่งใหญ่ในทางรูปแบบและระดมคนเข้าร่วมให้ได้มากสมกับเป็นคนเสื้อแดง รวมทั้งเสนอจะให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ แม้ว่าลึกๆ แล้ว พวกเขาต้องการที่จะให้มีคนเข้าร่วมมาก แต่ลุงสม เปลี่ยนเสน่ห์ ที่ปรึกษากลุ่ม ก็อธิบายโต้แย้งว่า “กลุ่มเราเล็ก ประมาณตน เราเริ่มจากศูนย์” จึงต้องการที่จะสร้างการระดมจากภายในมากกว่าที่จะหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า หรือจัดงานที่ใหญ่เกินตัว ถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นมาจะทำให้เกิดปัญหาในภายหลังได้
ลุงสม แลกเปลี่ยนด้วยว่า ในการจัดงานในชุมชนต้องมีความระมัดระวังเพราะ “การทำงาน เราอยู่ในนี้ท่ามกลางประชาธิปัตย์ สีเหลือง การจัดงานครั้งนี้ของเราก็เพื่อที่จะให้เขารู้จักแดงบ่อนไก่ที่สามัคคีและซาบซึ้งถึงวีรชนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผู้ได้รับเคราะห์กรรมทั้งหลาย.. เพราะว่านี้เป็นการจัดงานครั้งแรกของพวกเรา เพื่อความมั่นใจว่าแดงบ่อนไก่ เรารวมตัวกันอย่างมีศักยภาพ”
ส่วนการหางบประมาณในการจัดงาน พวกเขาใช้การระดมทุนในรูปแบบของ “ผ้าป่า” ซึ่งจัดเป็นกองๆ กระจายออกไปตามกลุ่มย่อยต่างๆ โดยในแต่ละกอง จะมีประธานจ่าย 1,000 บาท รองประธานจ่าย 500 กรรมการจ่ายคนละ 100 และประสานงานกับพี่น้องเสื้อแดงในพื้นที่อื่นด้วย เพื่อช่วยกันระดมผ้าป่าและเป็นเจ้าภาพ อย่างเช่น แดงยานนาวา แดงนนทบุรี แดงบางคอแหลม ชลบุรี เป็นต้น
ลุงเฉลิม กิจสุวรรณ ผู้อาวุโส ที่ปรึกษากลุ่มอีกคน อธิบายให้ฟังว่า รูปแบบการระดมทุนในลักษณะผ้าป่านี้ ยังช่วยให้การระดมทุนเป็นไปอย่างโปร่งใส่ คือ ทุกคนที่ไประดมเงินมาจะต้องเอามาเข้าส่วนกลางทั้งหมด ไม่อย่างนั้นคนที่ให้เงินมาจะรู้ เพราะในวันงานเขาจะติดประกาศรายชื่อของผ้าป่าแต่ละกองว่ามีใครบ้างได้เงินมาเท่าไหร่ ตามแบบฟอร์มที่จัดทำขึ้น และจะมีการจัดตั้งกรรมการกลางขึ้นมาดูแลร่วมกันหลายคนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่เคยเกิดขึ้นในกรณีอื่นๆ
(หมายเหตุ รายงาน “รำลึกบ่อนไก่-พระราม 4” พยายามที่จะนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ “บ่อนไก่-พระราม 4” โดยจะทยอยเผยแพร่ผ่านประชาไทเป็นตอนๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมรำลึกที่จะจัดขึ้น)
ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตบริเวณบ่อนไก่-พระราม 4
(มาจากการรวบรวมจากสื่อต่างๆ ซึ่งอาจจะยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์และบางคนยังไม่สามารถจุดที่แน่ชัดได้)
13 พฤษภาคม 2553
1 (22.00) ชาติชาย ชาเหลา อายุ 25 ปี จ.สุรินทร์ ขับรถแท็กซี่ ในกรุงเทพฯ ถูกยิงเข้าศีรษะ
2 (14.00) นายบุญมี เริ่มสุข อายุ 71 ปี ชาวชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าช่องท้อง
3 (14.30) นายอินแปลง เทศวงศ์ อายุ 34 ปี จ.อุบลราชธานี ขับรถแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ถูกยิงเข้าหน้าอก
4 (18.00) นายเสน่ห์ นิลเหลือง อายุ 48 ปี ขับรถแท็กซี่ อาศัยอยู่ในแฟลตตำรวจลุมพินี ถูกยิงเข้าหน้าอก
15 พฤษภาคม 2553
5 (17.00) นายมานะ แสนประเสริฐ อายุ 21 ปี ชาวชุมชนบ่อนไก่ อาสาสมัครปอเต็กตึ๊ง ถูกยิงที่ศีรษะ
6 (18.00) นายวารินทร์ วงศ์สนิท อายุ 28 ปี จ.สมุทรปราการ ถูกยิงเข้าด้านหลังทะลุหัวใจ
7 (19.45) นายพรสวรรค์ นาคะไชย อายุ 23 ปี จ. ร้อยเอ็ด พนักงานโรงแรมย่านสุขุมวิท ถูกยิงเข้าช่องท้อง
8 (24.00) นายวงศกร แปลงศรี อายุ 41 ปี จ.ศรีสะเกษ ถูกยิงเข้าหน้าอก (สถานที่ไม่ระบุ)
16 พฤษภาคม 2553
9 (9.30) นายสมชาย พระสุวรรณ อายุ 43 ปี จ.ยโสธร ถูกยิงเข้าศีรษะ
10 (15.00) นายวุฒิชัย วราห์คำ อายุ 21 จ.อำนาจเจริญ ช่างซ่อมรถยนต์ในกรุงเทพฯ ถูกยิงเข้าด้านหลังทะลุเข้าช่องท้อง (สถานที่ไม่ระบุ)
11 (15.30) นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสกุล อายุ 25 ปี จ.สมุทรปราการ ขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ถูกยิงใต้ราวนม
12 (15.18) นายประจวบ ประจวบสุข อายุ 42 ปี จ.สุรินทร์ ทำงานรับจ้างอยู่ในกรุงเทพฯ ถูกยิงเข้าหน้าอก
13 (19.00 น) นายเฉลียว ดีรื่นรมย์ อายุ 28 ปี จ.บุรีรัมย์ พนักงานขับรถยนต์บริษัทเอกชน ในกรุงเทพฯ ถูกยิงใต้ราวนม
14 (19.00) นายสมัย ทัดแก้ว อายุ 35 ปี จ.ศรีสะเกษ ทำงานเป็น รปภ. อาศัยอยู่ในชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าด้านหลัง
15 (10.30) นายสุพรรณ ทุมทองอายุ 49 ปี จ.ศรีสะเกษ ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ

ใจ อึ๊งภากรณ์: อนาคตแนวสู้ของเสื้อแดงกับปัญหารูปธรรมของการเลือกตั้งปลอม

ที่มา ประชาไท

ในขณะที่ฝ่ายอำมาตย์และสมุนพันธมิตรฯ กำลังพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนด้วยการก่อสถานการณ์สงครามทุเรศที่ชายแดนเขมร และการปล่อยข่าวลือเรื่องรัฐประหารให้เราเป็นกระต่ายตื่นตูม คนเสื้อแดงควรจะตั้งสติ ร่วมกันคิด เพื่อให้มีความชัดเจนทางการเมืองในประเด็นการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้
แน่นอน... การเลือกตั้งภายใต้กติกาอำมาตย์จะไม่แก้ไขปัญหาวิกฤตการเมืองไทย ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งในระบบทุนนิยมไม่ได้นำไปสู่การ “ได้อำนาจรัฐ” โดยพรรคการเมืองที่ครองเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา อำนาจรัฐที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งดำรงอยู่ควบคู่กันไปเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจศาล สื่อ กองทัพ หรืออำนาจนายทุน อันนี้เป็นความจริงในประชาธิปไตยของยุโรปตะวันตก แต่ในไทยมันยิ่งร้ายแรง เนื่องจากอำมาตย์ไทยทำรัฐประหารด้วยกองทัพ และศาล ก่ออาชญากรรมด้วยการฆ่าประชาชนมือเปล่า สามารถเซ็นเซอร์สื่อและทำลายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกด้วยกฎหมายเผด็จการ รวมถึงกฎหมายหมิ่นฯ โดยที่การกระทำทั้งหมดดังกล่าวนี้ไม่ถือว่า “มีความผิด”
ถ้าเราจะสร้างประชาธิปไตยแท้ในสังคมที่มีความเท่าเทียมทางการเมืองและเศรษฐกิจ เราต้องปฏิวัติโค่นอำมาตย์ด้วยพลังมวลชน และการนัดหยุดงาน อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศของตะวันออกกลาง และเราต้องเข้าใจว่าอำมาตย์ไม่ใช่คนคนเดียว และศัตรูหลักของประชาธิปไตยไทยคือกองทัพที่คอยใช้ลัทธิชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในการสร้างความชอบธรรมกับตนเอง
อย่างไรก็ตาม คนเสื้อแดงไม่ควรหลงคิดว่าเราหันหลังให้กับการเลือกตั้งในรัฐสภาได้ เพราะบทบาทสำคัญของการเลือกตั้งภายใต้อำมาตย์คือการสร้างความชอบธรรมกับตนเองทางการเมือง การที่พันธมิตรฯ กับศาลร่วมกันโค่นรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วทหารบงการให้อภิสิทธิ์ ผู้ไม่เคยชนะการเลือกตั้ง ขึ้นมาเป็นนายก “พลเรือน” เป็นความพยายามที่จะสร้างหน้ากากบังหน้าเผด็จการ แต่ถ้าเขาสามารถบงการให้ชนะการเลือกตั้งปีนี้ เขาจะออกมาโอ้อวดประกาศความชอบธรรมมากขึ้นหลายร้อยเท่า ดังนั้นคนเสื้อแดงต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เขาทำอย่างนี้ได้
เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ผมได้เคยเตือนว่าถ้ามีการเลือกตั้งปีนี้ อำมาตย์จะโกงด้วยวิธีการหลากหลายเล็กๆ น้อยๆ เพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา ผมเคยเสนอว่าเท่าที่ผ่านมาอำมาตย์ใช้วิธีดังนี้คือ
• การถอนสิทธิ์นักการเมืองพรรคไทยรักไทย
• การทำลายพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนด้วยศาลในระบบที่ไม่มีมาตรฐานยุติธรรม
• การเอาคนของอำมาตย์ไปไว้ใน กกต.กรรมการสิทธิ์ และการที่ศาลเข้าข้างอำมาตย์ – ตรงนี้มีประโยชน์เพื่อแจกใบเหลืองใบแดงในอนาคตเพื่อลดเสียงพรรคเพื่อไทยในสภา
• การกดดันและซื้อตัว เนวิน ชิดชอบ
• การคุมสื่อกระแสหลักทั้งหมดโดยอำมาตย์ และการเซ็นเซอร์สื่อเสื้อแดงและสื่อทางเลือก
• การฆ่าคนเสื้อแดงที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ เพื่อหวังทำลายความมั่นใจของคนเสื้อแดง
• การที่แกนนำเด่นๆ ของเสื้อแดงติดคุก และหาเสียงไม่ได้ หรือได้ด้วยความยากลำบาก
• การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่ม สส.สัดส่วน ซึ่งเป็นประโยชน์ให้พรรคใหญ่ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์เป็นการลดอำนาจต่อรองจากพรรคงูเห่าเล็กๆ ที่ประชาธิปัตย์จะต้องพึ่งเพื่อให้มีเสียงส่วนใหญ่ แต่ตรงนี้อาจให้ประโยชน์กับพรรคเพื่อไทยบ้าง
• การที่นักการเมืองเลวๆ อย่าง เฉลิม อยู่บำรุง พร้อมจะออกจากเพื่อไทย เหมือนเนวิน ชิดชอบ
และล่าสุดมีข้อเสนอจากพรรคประชาธิปัตย์อีกให้
- พรรคที่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมากที่สุดมีสิทธิ์ในการพยายามตั้งรัฐบาลก่อนพรรคอื่น ไม่ว่าจะมี ส.ส.ทั้งหมดในจำนวนเท่าไร ซึ่งประชาธิปัตย์มองว่าจะให้เปรียบกับพรรคของเขา
- เลิกสิทธิ์ของ ส.ส.ในรัฐสภาที่จะลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
- เปลี่ยนรัฐธรรมนูญเพื่อให้ ส.ส.ไม่สังกัดพรรคสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับ ส.ส. “สลิ่ม” ที่โกหกว่า “ไม่เข้าข้างใคร” และ “อิสระ” เพื่อให้เขาปลอมตัวเข้ามาในรัฐสภา
นอกจากนี้สิ่งที่พวกเราชาวเสื้อแดงไม่ควรมองข้ามคือ ความอ่อนแอทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคนี้นอกจากจะขาดนักการเมืองที่มีฝีมือแล้ว ที่สำคัญกว่าคือขาดนโยบายที่จะครองใจประชาชน พอใจที่จะแค่กินบุญเก่าของไทยรักไทย และไม่มีความพยายามแต่อย่างใดที่จะ “คิดใหม่ทำใหม่” เหมือนที่ไทยรักไทยเคยทำ บางคนบอกว่า “พรรคเพื่อไทยต้องเก็บนโยบายไว้เป็นความลับก่อน เพราะประชาธิปัตย์จะลอกแบบ” คำพูดแบบนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะการครองใจประชาชนต้องทำล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งหลายเดือน และถ้านโยบายก้าวหน้าพอ ประชาธิปัตย์จะไม่สามารถลอกได้ เช่นนโยบายให้ปฏิรูปกองทัพมือเปื้อนเลือด นโยบายให้ปฏิรูประบบยุติธรรมที่ขาดมาตรฐาน นโยบายที่จะต้านการคลั่งชาติและสร้างสันติภาพในภาคใต้และที่ชายแดนเขมร และนโยบายที่จะพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนด้วยการวางรากฐานและสร้างรัฐสวัสดิการอย่างถ้วนหน้าด้วยการเก็บภาษีจากคนรวย เป็นต้น ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ยอมตื่น เขาจะมีส่วนในการสร้างเงื่อนไขให้แพ้การเลือกตั้งเอง
พวกเราเข้าใจดีว่าขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ดังนั้นถ้าพรรคเพื่อไทยไม่มีความสามารถและความประสงค์ที่จะสู้เท่าที่ควร มวลชนคนเสื้อแดงจะต้องรับภาระนี้แทน ในประการแรกเราต้องถกเถียงกันและร่วมกันทำความเข้าใจกับปัญหาการเลือกตั้งและการที่อำมาตย์จะพยายามสร้างความชอบธรรมตรงนี้ ต่อมาเราจะต้องร่วมกันเสนอข้อเรียกร้องรูปธรรมที่จะกีดกันไม่ให้อำมาตย์ใช้การเลือกตั้งเพื่อฟอกตัวเอง จริงๆ แล้วเสื้อแดงมีข้อเรียกร้องเป็นรูปธรรมหลายข้ออยู่แล้ว และมีการออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าวหลายรอบด้วยมวลชนจำนวนมาก ดังนั้นมันไม่น่าจะยากที่จะสร้างข้อเรียกร้องที่ครบถ้วน ผมขอเสนอตัวอย่างของข้อเรียกร้องที่ผมคิดว่าคนเสื้อแดงควรจะผลักดัน ซึ่งแน่นอนหลายข้อเราผลักดันกันอยู่แล้ว
1. ต้องปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงทุกคน ไม่ใช่แค่แกนนำบางคน และไม่ใช่แค่การประกันตัวเท่านั้น เพราะข้อหาต่างๆ นาๆ ที่อำมาตย์ตั้งกับคนเสื้อแดงเป็นข้อหาทางการเมืองทั้งสิ้น คนของเราไม่ได้ทำความผิด
2. ต้องปล่อยนักโทษกฎหมายหมิ่นฯ และยกเลิกกฎหมายหมิ่นและกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่ใช้ปิดปากประชาชนไทย การมีกฎหมายหมิ่นฯ รวมถึงกฎหมายหมิ่นศาล เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพทางวิชาการ และความสามารถของประชาชนที่จะตรวจสอบองค์กรของรัฐ เพื่อความโปรงใส กฎหมายเหล่านี้ไม่มีในประเทศประชาธิปไตย และเราจะไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยแท้ได้ถ้ายังมีกฎหมายนี้อยู่ และเราไม่สามารถร่วมกันกำหนดอนาคตของระบบการปกครองไทยได้อีกด้วย
3. ต้องสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน โดยการนำนักการเมืองและนายพลที่มีส่วนในการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์มาขึ้นศาล อย่างที่ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศอื่น เคยทำ
4. ต้องมีกระบวนการที่ชัดเจนในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญทหาร อาจนำรัฐธรรมนูญปี ๔๐ กลับมาใช้แล้วแก้ให้ดีขึ้น หรืออาจร่างใหม่ แต่คราวนี้ชุมชนคนเสื้อแดงต้องมีส่วนสำคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการ ไม่ใช่ยกให้นักวิชาการหรือเอ็นจีโอที่ชื่นชมเผด็จการร่างแต่ฝ่ายเดียว
5. ต้องมีการปฏิรูปกองทัพ และระบบศาล แบบถอนรากถอนโคน
6. ต้องสร้างสันติภาพในภาคใต้และที่ชายแดนเขมรด้วยมาตรการทางการเมืองที่ปฏิเสธการคลั่งชาติ เราควรร่วมพัฒนาเขาพระวิหารกับฝ่ายเขมร และในสามจังหวัดภาคใต้ควรให้ทหารกลับกรมกอง เพื่อปูทางไปสู่สมัชชาประชาชนในพื้นที่ ที่จะกำหนดวิธีการปกครองที่ประชาชนเหล่านั้นต้องการ
7. ประเทศไทยต้องเริ่มสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าและครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย เพื่อสร้าง “ความเป็นพลเมืองเท่าเทียมกัน” แทน “วัฒนธรรมเจ้ากับไพร่”
8. ขบวนการทางสังคม เช่นสหภาพแรงงาน และกลุ่มชุมชน ต้องมีสิทธิเสรีภาพในการต่อรองตามมาตรฐานสากล การก่อตั้งสหภาพแรงงานและการนัดหยุดงานจะต้องไม่ถูกปราบปรามโดยรัฐหรือนายจ้าง ต้องมีการเพิ่มค่าจ้างระดับต่ำให้เพียงพอกับการดำรงชีวิตในโลกจริง และแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านต้องมีสิทธิร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกับคนงานไทย
ถ้าเราชาวเสื้อแดงยึดมั่นเคลื่อนไหวด้วยพลังมวลชนภายใต้ข้อเรียกร้องแบบนี้ เราจะสามารถผลักดันวาระทางสังคมให้ก้าวหน้าไปสู่การสร้างประชาธิปไตยแท้ได้ ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งอย่างไร และไม่ว่านักการเมืองพรรคเพื่อไทยจะอ่อนแอทางการเมืองแค่ไหน และถ้าเราจะสามารถเคลื่อนไหวภายใต้ข้อเรียกร้องที่ก้าวหน้า และเป็นรูปธรรม เพื่อล้มอำมาตย์ เราจะต้องอาศัยการนำแบบ “แกนนอน” คือนำตนเอง บวกกับการสร้างองค์กรที่รวมศูนย์เพื่อหาจุดร่วม พร้อมๆ กัน

หากถอด ‘สี’ จะมี ‘คน’ อยู่ในนั้น: สัมภาษณ์กานต์ ทัศนภักดิ์ เจ้าของผลงาน Gray “RED SHIRT”

ที่มา ประชาไท

"ไม่ว่าเราจะคิดยังไงกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จะชอบหรือไม่ชอบ ข้อเท็จจริงก็คือ มี “คน” อยู่ในนั้น คนที่ความเป็นมนุษย์ควรจะเท่าเทียมกับเรา" กานต์ ทัศนภักดิ์ กับผลงานภาพถ่ายขาว-ดำ เพื่อทดสอบว่าความคิดของผู้คน ต่อกลุ่มคนในนาม "เสื้อแดง"

‘สี’ อาจไม่ได้มีความสำคัญในฐานะตัวแทนหรือสัญลักษณ์ทางการเมืองอย่างเข้มข้นกว้างขวางมาก่อน กระทั่งมีการอุบัติขึ้นของกลุ่มคนภายใต้เสื้อ ‘สีเหลือง’ ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จนเหตุการณ์นำไปสู่การรัฐประหาร 2549 จึงมีคนอีกกลุ่มหนึ่งสวมเสื้อ ‘สีแดง’ ออกมาต่อต้านการยึดอำนาจและการแทรกแซงการเมืองจากอำนาจนอกระบบ สังคมมีการแบ่งเป็น 2 สีอย่างชัดเจน และ ‘สี’ ก็มีนัยสำคัญที่ลึกซึ้งต่อการเมืองไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เหตุรุนแรงในเดือน เม.ย.และ พ.ค.2553 เมื่อรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามคนเสื้อแดงจนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ มีคนเสื้อแดงเสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นจำนวนมาก แต่คำถามคือ เหตุใดคนในสังคมไทยจำนวนไม่น้อยไม่รู้สึกแยแสต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น นั่นเพราะชีวิตของคนที่สวมอุดมการณ์ทางการเมืองในชุดเสื้อสีแดงด้อยค่ากว่าชีวิตมนุษย์ปรกติทั่วไปกระนั้นหรือ สิ่งนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ กานต์ ทัศนภักดิ์ ซึ่งติดตามถ่ายภาพการชุมนุมของคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง ตัดสินใจถอดสีสันในภาพถ่ายออกทั้งหมด และนำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำชุด Gray “RED SHIRT” เพื่อทดสอบว่าเมื่อถอดสีแล้ว คนอื่นๆ ที่สังกัดตนอยู่ในสีหนึ่งสีใดหรือไม่มีสีก็ตาม จะมองเห็นความเป็นมนุษย์ของมนุษย์ที่สวมความคิดทางการเมืองในเสื้อแดงหรือไม่ และต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ประชาไทได้มีโอกาสพูดคุยกับเขา
........................................................
อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้จัดนิทรรศการภาพถ่ายของคนเสื้อแดงครั้งนี้
ที่ผมรู้สึกมานานมากคือ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ไม่ค่อยมีภาพคนเสื้อแดงในมิติที่เป็น “มนุษย์” ในสื่อสาธารณะเท่าไหร่ คือหลายปีมานี้มีข่าวออกมามาก แต่ก็เป็นอีกเนื้อหาหนึ่ง คือในข่าวก็เป็นไปตามเนื้อหาของข่าว ขณะที่ด้านนี้ ที่เราได้เข้าไปเห็น แล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยถูกเผยแพร่
ทราบว่าภาพถ่ายเหล่านี้เคยถูกนำไปจัดนิทรรศการที่ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย
เป็นงานครบรอบ 10 ปี ทุน API (Asian Public Intellectuals Fellowships: ทุนปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย) จัดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว ที่มะนิลา นอกจากปาฐกถา เสวนาอะไรต่างๆ แล้ว ส่วนหนึ่งของงานก็จัดให้มีนิทรรศการศิลปะ โดยให้สมาชิก API ทั้ง 5 ประเทศ ที่ทำงานอยู่ในสายศิลปะสาขาต่างๆ ส่งงานเข้าไปคัดเลือกเพื่อจัดแสดง
ตอนแรกที่ส่ง proposal ให้ curator คัดเลือก ผมเสนองานดนตรี 1 ชุด เป็นเพลงพูดถึงเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน แล้วก็ภาพถ่าย 2 ชุด เป็นภาพสี แต่ตอนใกล้หมดกำหนดก็ขอเปลี่ยนเป็นชุดนี้แทนครับ
แล้วทำไมไม่ใช้ภาพสีเหมือนนิทรรศการภาพถ่ายทั่วๆ ไป ตรงนี้ต้องการจะสื่อถึงอะไร
คือพอใกล้วันที่ต้องส่งชิ้นงานไปให้พิจารณา ช่วงปลายเดือนเมษา สถานการณ์ทางนี้ (ประเทศไทย) มันลุกลามไปมากแล้ว ผมก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ทั้งใจทั้งอะไร ก็เลยเขียนไปแจ้งถอนงานภาพถ่ายเหลือชุดเดียว แล้วก็ขอแก้ proposal ใหม่ เปลี่ยนจากภาพสีเป็นขาวดำ ส่วนดนตรีนี่ถอนเลย เพราะตอนนั้นนึกสภาพตัวเองคงเล่นสดไม่ไหวแล้ว
ที่เปลี่ยนจากสีเป็นขาวดำ มันเริ่มตรงพอหลังวันที่ 10 เมษา มีคนตายแล้ว ทำให้เรารู้แล้วว่ามีการยิงจริง กระสุนจริง พอปลายเดือนเมษา ก็มีกระแสจะสลายที่ราชประสงค์ ทุกคนที่ตามอยู่ก็รู้ว่าเป็นไปได้ตลอดเวลา เพื่อนที่ประชาไทก็ชวนให้ช่วยกันคัดรูป อยากจะเอารูปในที่ชุมนุมที่เห็นคนชัดๆ เผยแพร่ออกไป ให้คนข้างนอกเห็น ว่ามีคนอยู่ในนั้น มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก คนแก่ คนเหมือนกับเรานี่แหละ อยากให้คนข้างนอกเห็นแล้วช่วยเบรกกระแสการใช้กำลังเข้าสลาย จากนั้นประชาไทก็เอาภาพขึ้น อีกด้านหนึ่งผมก็เอาขึ้น pantip (ราชดำเนิน) ด้วย พยายามเอาขึ้นทุกวันที่มีเวลาพอ
ตอนนั้นเป็นภาพสี ?
ใช่ครับ เป็นภาพสี ที่จริงทุกภาพที่ถ่ายช่วงนั้น ต้นฉบับเป็นภาพสีทั้งหมด
ผลคือ ?
ฟีดแบ็กที่ประชาไทผมไม่ทราบนะครับ เพราะช่วงนั้นได้เข้าเน็ตน้อยมาก แต่ที่กระทู้ผม pantip นี่ชัดเจน คือไม่ช่วยอะไรเลย เพราะคนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าถ้าเป็นเสื้อแดงคือเป็นคนเลว และสมควรโดน ก็เสียใจมาก โกรธด้วย ทำไมคนเรารู้สึกต่อกันได้ขนาดนี้ ไม่แคร์เลยเหรอที่จะมีคนตาย ต่อให้เป็นคนที่คุณไม่ชอบ

ผมคิดเรื่องนี้กลับไปกลับมากลับมาอยู่นาน เริ่มสงสัยว่า นอกจาก “สี” ที่เป็นนามธรรมจะทำให้คนเป็นอย่างนั้นแล้ว สีที่เป็นรูปธรรม ที่สัมผัสกับตาเรา ก็ยังทำให้คนนึกถึงแต่ “สี” ที่เป็นนามธรรม นึกถึงอยู่แค่นั้น เห็นอยู่แค่นั้น ไม่เห็นอะไรเลยเหรอ

ก็เลยเอาสีออกไป ?
ครับ ที่จริงตอนนั้นมีอารมณ์ประชดอยู่ คือ โอเค ถ้ามีสีแล้วมันจะทำให้อคติ และเห็นแค่ “สี” ผมก็จะเอาสีออกให้ ก็แจ้งไปทางมะนิลา เขียน proposal ส่งไปใหม่ เป็น Gray “RED SHIRT”
แปลว่าสีมีความหมายมากสำหรับการเมืองไทยในช่วงหลายปีมานี้
มันอาจเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างที่หลายคนบอกก็ได้ ทำให้เรายังไม่สามารถจะคิดต่างกันได้อย่างเท่าเทียม หรือแย่กว่านั้นคือ บางทีการที่เราเลือก “สี” หนึ่งแล้วมันทำให้เราไม่เห็นคนที่คิดต่างเป็นมนุษย์อีกต่อไป จะถูกกระทำอย่างไรก็ไม่แคร์อีกต่อไป
บางคนบอกว่าเทคโนโลยีที่ทำให้ข้อมูลข่าวสารเคลื่อนที่เร็ว ปริมาณมาก ก็มีส่วนทำให้เราเห็นทุกอย่างเป็นแค่ “ข่าว” ด้านชาลงทุกที ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่กับความขัดแย้งทางการเมืองในระดับนี้อาจจะยังใหม่สำหรับคนไทยด้วย เวลาพูดถึง “สีแดง” “สีเหลือง” เราเลยมักนึกถึง “สี” ก่อน นึกถึงจุดยืนตัวเองก่อน ซึ่งก็อาจเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาคือบางทีเราลืมนึกถึงคนที่อยู่ใน “สี” นั้น
เรื่องนี้ชัดเจนขึ้นหลัง 10 เมษายน 2553 ซึ่งมีคนตายหลายสิบภายในไม่กี่ชั่วโมง เจ็บอีกไม่รู้เท่าไหร่ แต่สังคมไทยเฉยมาก ไม่นับที่สะใจ ในด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะข่าวที่ออกมาจากสื่อไทยส่วนหนึ่งเป็นลบกับฝ่ายเสื้อแดงมาก รัฐเองก็เน้นย้ำเรื่องชุดดำอะไรต่ออะไร แต่ถึงจะเชื่ออย่างนั้นก็ตาม การที่คนไม่มีอาวุธถูกยิงตายกลางถนนจำนวนมากขนาดนี้มันน่าอนาถมาก แต่คนไทยกลับเงียบ บางคนเชียร์รัฐซะอีก นอกจากคนเสื้อแดงเองกับคนที่เห็นใจฝ่ายแดงอยู่ก่อนแล้ว (ย้ำว่า เห็นใจอยู่ก่อนแล้ว) แทบจะไม่มีใครเห็นใจคนตาย ไม่ต้องพูดถึงการเรียกร้องความเป็นธรรมให้ ไม่ต้องพูดถึงองค์กรหรือนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย ซึ่งถ้าเป็นสถานการณ์อื่นผมว่าไม่มีทางนะ หรือเหตุการณ์ในประเทศอื่นเราก็ยัง “อิน” กว่านี้
อยากเล่าเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ในมุมของกานต์บ้างไหม
สั้นๆ คือ ผมอยู่ในนั้นหลายชั่วโมง และไม่เห็นอย่างที่รัฐบอก ซึ่งอาจจะไม่สำคัญอะไร เพราะยังเถียงกันได้ว่าผมอาจจะไม่เห็นเอง เพราะส่วนหนึ่งมันมืด มันชุลมุน เหตุการณ์มีหลายจุด หรืออะไรก็ตาม แต่ประเด็นของผมคือ ต่อให้เราเชื่ออย่างที่รัฐบอก คนที่ตายก็คือคนไม่มีอาวุธ เขาไม่มีค่าหรือ
แล้วเสียงตอบรับตอนจัดที่มะนิลา เป็นยังไง
ผมได้ดูวันเดียว คือวันเปิดนิทรรศการ เพราะต้องกลับเมืองไทยวันรุ่งขึ้นเลย คนที่เข้าชมในวันนั้นส่วนใหญ่คือคนไปร่วมงาน 10 ปี API หลักๆ คือ API จาก 5 ประเทศ ทีนี้เงื่อนไขในการจัดงานวันนั้นอย่างหนึ่งก็คือ ติดตั้งแต่ละนิทรรศการของงานนี้กระจายไปทั่วเมือง นัยว่าอยากให้คนที่ไปชมงานได้เที่ยวชมเมืองไปด้วย แต่ปัญหาคือ คุณเลือกขึ้นรถได้คันเดียว และรถคันนั้นจะผ่านเฉพาะบางนิทรรศการเท่านั้น
กลุ่มเพื่อนต่างชาติส่วนใหญ่จะเข้ามาบอกว่าชอบ บางคนก็บอกว่าดูแล้วเศร้ามาก บางคนถามถึงคุณป้า-คุณยายในภาพว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ซึ่งผมพูดไม่ออก มันเป็นคำถามที่เราถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน
แต่ที่ลุ้นมากคือเพื่อน API ที่เป็นคนไทยและไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดง ปรากฏว่ามีพี่ 2 คนที่ไม่ได้แดงมาบอกว่า ตัดสินใจเลือกขึ้นรถคันนี้เพราะผ่านนิทรรศการเรา แล้วก็บอกว่าชอบงาน โดยที่เค้าก็ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนทางการเมือง ซึ่งทำให้ผมดีใจมาก เราควรจะแตกต่างกันได้ โดยที่ยังเห็นฝ่ายอื่นๆ เป็นคนเท่าๆ กับเราอยู่ แล้วก็มีอีกคนหนึ่งไม่สนิทเลย มาบอกว่า งานสวย แต่ขอสารภาพว่า ถ้าเป็นภาพสีนี่พี่คงดูไม่ได้จริงๆ (หัวเราะ)
แสดงว่ามีเพื่อนที่คิดต่างกันอยู่มากพอสมควร
ใช่ครับ ที่จริงคือตั้งแต่ปี 49 เป็นต้นมา ผมเสียเพื่อน-คนรู้จักไปเพราะการเมืองเยอะมาก ระลอกแรกคือปี 49 ถัดมาคือช่วงที่เขียนคอลัมน์ประจำให้ประชาไท (หัวเราะ) แล้วก็ระลอกล่าสุดคือปี 53
แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ยังมีเพื่อน มีพี่ หลายคน ที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง หรือแม้แต่เปิดเผยเลยว่าเป็นพันธมิตร แต่เรายังคบกันได้เป็นปกติ หลายคนยังสนิทกันดี เพราะเรายังมีด้านที่รักและนับถือกันได้สนิทใจอยู่มากพอ ที่สำคัญคือ เราต่างกันแค่จุดยืน โดยไม่ได้มีใครเหยียดหยามเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์ของฝ่ายที่เห็นต่าง ซึ่งสำหรับผมมันสำคัญมาก เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ต่อให้จุดยืนทางการเมืองตรงกันแค่ไหนก็คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้
ในที่สุดก็ได้มาจัดที่เมืองไทย
หลังจากนั้นก็คิดๆ อยู่ว่าน่าจะจัดในเมืองไทยบ้าง เพราะเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นที่นี่ และกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องการสื่อไปถึงก็คือคนในสังคมไทย ซึ่งต้องขอบคุณทางกลุ่ม SIAM INCEPTION ART & CULTURE CLUB (SIACC) ที่จัดงาน “ฝังความทรงจำ” และติดต่อไปร่วมครับ
แง่มุมของภาพที่นำเสนอในนิทรรศการนี้ มีเรื่องราวอะไรบ้าง
ทั้งหมดคือ ไม่ว่าเราจะคิดยังไงกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จะชอบหรือไม่ชอบ ข้อเท็จจริงก็คือ มี “คน” อยู่ในนั้น คนที่ความเป็นมนุษย์ควรจะเท่าเทียมกับเรา
ภาพถ่ายที่มีอยู่ มีเยอะไหม แล้วมีวิธีการคัดเลือกภาพยังไง
ทั้งหมดมีอยู่ราวๆ 5,000 กว่า เป็นภาพตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม – 2 พฤษภาคม 2553 คือวันสุดท้ายที่ผมได้เข้าไปที่ราชประสงค์ แต่ตอนที่ต้องคัดภาพส่งไปเป็นช่วงปลายเดือนเมษายน เนื่องจากจำนวนค่อนข้างจำกัด จำได้ว่าพยายามเลือกมุมที่ไม่ค่อยเห็น เน้นคนสูงอายุมากหน่อย ที่ขาดไปคือภาพคนในวัยหนุ่มสาว แต่ด้วยเวลาคัดก็จำกัดอีก พอส่งไปแล้วก็เสียดายอีกหลายภาพที่น่าจะได้เห็นกัน
ทำไมถ่ายไว้เยอะขนาดนั้น ตั้งใจจะเอาไปทำอะไร
หลังวันที่ 10 เมษา เรารู้แล้วว่ามีเหตุการณ์อย่างนั้นได้ และภาพที่จะช่วยยืนยันมันสำคัญมาก จากที่เคยเข้าไปวันละ 5-6 ชั่วโมง ก็พยายามอยู่ให้ยาวขึ้น ช่วงที่มีข่าวว่าจะสลายก็อยู่จนสว่าง เพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์เลวร้ายมันจะเกิดขึ้นอีกตอนไหน ระหว่างนั้นก็ถ่ายไปเรื่อยๆ มันก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น
ได้เผยแพร่ในช่องทางอื่นบ้างรึเปล่า
มีใน slide.com บ้าง เอาขึ้นช่วงเดียวกับที่โพสต์ใน pantip แล้วก็มีนักข่าวเกาหลีมาขอไปส่วนหนึ่ง ปัญหาของผมคือหลังจากเหตุการณ์นั้น (พ.ค.53) ช่วงหนึ่งผมแทบไม่กล้าเปิดดูไฟล์ภาพที่เก็บไว้ เพราะเราเคยอยู่ตรงนั้น เข้าไปเกือบทุกวัน คนในภาพจำนวนหนึ่งเห็นกันจนคุ้นหน้า ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่เรารู้สึกว่าโหดเหี้ยมมาก แล้วเราแทบไม่รู้เลยว่าตอนนี้แต่ละคนอยู่ที่ไหน เป็นยังไง
วิดีโอคลิป หรือภาพที่คนอื่นถ่ายก็เหมือนกัน บางทีดูได้แป๊บๆ ก็ต้องรีบปิด และเท่าที่ถามๆ ดู ไม่เฉพาะผม หลายคนก็มีอาการคล้ายๆ กัน พี่ก็คงเป็นเหมือนกัน
คิดว่าสาเหตุคืออะไร
ถ้าส่วนตัวผม ความรู้สึกหนึ่งคือรู้สึกผิด เราเคยอยู่ในนั้น ตรงที่ที่มีคนตายคนเจ็บ แต่เราปลอดภัย ตอน 10 เมษาผมไม่มีแผลอะไรเลย นอกจากโดนแก๊สน้ำตา แล้วก็มาโดนลูกหลงที่สีลมนิดหน่อย ไม่ได้เจ็บมากอะไร และที่ราชประสงค์ก็มาเกิดเรื่องตอนที่ผมกลับต่างจังหวัดไปแล้ว สรุปคือ มีคนตายคนเจ็บมหาศาล เจ็บและตายเพื่อเรียกร้องสิ่งที่เราเห็นด้วย ขณะที่เราปลอดภัยทุกอย่าง และช่วยอะไรคนเหล่านั้นไม่ได้เลย
ส่วนเรื่องภาพ ช่วงหลังก็เริ่มคุยกับหลายคน ก็เห็นตรงกันว่าถ้าเผยแพร่ภาพออกไปมันมีประโยชน์กว่าเก็บเอาไว้แน่ๆ ก็เข้าใจ เพียงแต่ช่วงก่อนนั้นยังทำใจยาก ตอนนี้ก็เริ่มมองเริ่มคิดหาทางเอาออกมาทำให้เป็นประโยชน์มากขึ้น
เห็นในโปสเตอร์งานที่สถาบันปรีดีบอกว่ารายได้จากการขายภาพจะนำไปช่วยช่างภาพที่ถูกยิงในเหตุการณ์ ตั้งราคาภาพไว้เท่าไหร่ แล้วจะติดต่อซื้อได้ยังไง
ตั้งไว้ภาพละ 1,500 ครับ พร้อมกรอบ จำนวนเงินที่ได้คงไม่มากเท่าไหร่ แต่หวังว่าจะเป็นกำลังใจให้กันได้บ้าง ติดต่อซื้อได้กับทางผู้จัดงาน 081-611-4260 ครับ
ทราบมาว่าจะจัดที่เชียงใหม่เดือนหน้าด้วย เป็นภาพเดิมรึเปล่า หลังจากนั้นจะจัดที่ไหนอีกบ้าง
เชียงใหม่จัดที่ “ร้านเล่า” ถนนนิมมานเหมินทร์ มีพี่ๆ กลุ่มอิสระทางนั้นเป็นคนจัดให้ เปิดงานวันที่ 5 (มีนาคม) มีเสวนา วิทยากรที่ทราบตอนนี้คืออาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล กับอาจารย์วันรัก สุวรรณวัฒนา หลังจากนั้นจะไปจัดที่ร้านหนังสือ “เอกาลิเต้” ที่ลำปาง แล้วก็มีพี่ทางอุบลฯ ชวนไปจัด แต่ยังไม่ได้คุยรายละเอียดครับ
ภาพชุดนี้ก็คงต้องคงไว้เหมือนเดิม ส่วนภาพอื่นๆ ที่มีอยู่ก็อาจจะหาทางเผยแพร่ด้วยวิธีอื่นต่อไป
มีความคาดหวังกับผู้ที่มาชมนิทรรศการครั้งนี้บ้างไหม ยังไง
นอกจากความคาดหวังเดิมใช่มั้ยครับ คือนอกจากคราวนี้คือสนามในประเทศ ในที่เกิดเหตุแล้ว จากวันนั้นมันยังเกิดอะไรขึ้นเยอะมาก โดยที่แผลของคนจำนวนมากยังไม่ถูกรักษา ถูกฉีกให้กว้างออกไป ขณะที่คนจำนวนหนึ่งก็ต้องการให้สังคมลืม
ผมก็อยากจะบอกว่า เรื่องพวกนี้เคยเกิดขึ้นจริง เคยมี “คน” อยู่ในนั้น และขอโทษที่เรายังไม่ลืม
สุดท้าย อยากเห็นการเมืองไทยเป็นยังไง
ตอนจัดที่มะนิลา พี่คนหนึ่งก็สัมภาษณ์ผมด้วยคำถามที่คล้ายๆ กันนี้เป็นคำถามสุดท้าย ซึ่งตอบยากมาก คือผมคิดว่าโดยพื้นฐานที่สุด จำเป็นต้องทำให้พื้นที่ทางการเมืองของทุกคนเท่ากันก่อน ให้คนที่คิดต่างกันสามารถพูดออกมาได้เท่าๆ กันก่อน ดังนั้น ตอนนี้ผมขอยังไม่ตอบดีกว่าครับ (หัวเราะ)
…………………………………………………………….
กานต์ ทัศนภักดิ์ เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2535 หลังเหตุการณ์ “พฤษภาเลือด” ได้ลาออกจากโรงเรียนมาสอบเทียบ และทดลองศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายครั้ง ก่อนตัดสินใจออกมาทำงานด้านศิลปะ วรรณกรรม และดนตรี ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมของหลายกลุ่ม/องค์กรจนถึงปัจจุบัน
กานต์ได้รับเลือกให้รับทุนปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย (API) ประจำปี 2008-2009 และไปศึกษาวิจัยในหัวข้อ “ศิลปะใน ‘สื่อรณรงค์’: ศิลปะการนำเสนอของ ‘สื่อกระแสรอง’ ในโลกแห่ง ‘สื่อกระแสหลัก’” ที่ประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของศิลปินและนักกิจกรรม ในการใช้ศิลปะเพื่องานรณรงค์ของขบวนการทางสังคม
ปัจจุบันกานต์พักอาศัยอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นและเชียงใหม่ โดยทำงานอิสระ อาทิ งานกวีและงานเขียนอื่นๆ งานบรรณาธิการต้นฉบับ และงานศิลปะในหลายสาขา เช่น ภาพถ่าย ภาพเขียน ดนตรี ทั้งในชื่อจริง และภายใต้นามปากกา ‘กานต์ ณ กานท์’
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : นิทรรศการภาพถ่าย Gray “RED SHIRT” http://prachatai3.info/activity/2011/01/32846

บุกจับสุรชัยแดงสยามกลางดึกยัดคดีหมิ่นฯ เจ้าตัวได้โอกาสรณรงค์เลิกม.112-ปฏิรูปสถาบันฯพ้นการเมือง

ที่มา Thai E-News





คลิปเสียงสุรชัยพูดทำใจไว้ล่วงหน้าก่อนถูกจับ(คลิ้กที่นี่) และคลิปเสียงพูดระหว่างถูกควบคุมตัวที่สน.โชคชัย(คลิ้กที่นี่)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 กุมภาพันธ์ 2554



เวลาประมาณตี สองคืนนี้ อ. สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน. โชคชัย บุกจับที่บ้าน แล้วพาตัวมาที่โรงพัก สน. โชคชัย โดยมีลูกศิษย์ติดตามมาด้วยสองคน

ชัยนรินทร์ ผู้ประสานงานแดงสยาม แจ้งข่าวผ่านทางเฟสบุค ในเวลาประมาณตีสอง "ด่วนๆๆๆๆๆ อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ถูกชารต์ตัวคาบ้านแดงสยาม ตอนนี้อยู่ สน โชคชัย คดีหมิ่นฯ รวมตัวที่ สน ได้เลยครับ"

ข่าวได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วที่เฟสบุค และในเวลาไม่ถึงชั่วโมง นักข่าวและคนเสื้อแดงกว่า 40 คน ได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าที่ สน. โชคชัย ทั้งนี้เบื้องต้นทราบว่าเป็นคดีหมิ่น ที่ อ. สุรชัย อ่านบทกลอนของอดีตนายกสมัคร สุนทรเวช เมื่อนานมาแล้ว

ทั้งนี้ อ. สุรชัย ไม่ยอมให้การใดๆ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งเข้าห้องขัง และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อคืนนี้

นายสุรชัยให้สัมภาษณ์ว่า การที่ถูกจับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา112ก็ดีเหมือนกัน จะได้รณรงค์ยกเลิกมาตรา112 และเป็นโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะมีการดึงสถาบันเบื้องสูงลงมาเกี่ยวข้องการเมืองมาก ทำให้มีวิกฤตศรัทธาเกิดขึ้น เสี่ยงจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง ดังนั้นควรเสนอให้เปลี่ยนแปลงปฏิรูปบทบาทสถาบันเบื้องสูงให้เป็นแบบเดียวกับประเทศญี่ปุ่น

"ประเด็นไม่ใช่ว่าผมถูกจับแล้วมาสู้ให้ปล่อยผม ได้หรือไม่ได้ประกัน ไม่ต้องโวยวายหรือมาสู้ให้ผม แต่ประเด็นสำคัญคือเป็นโอกาสที่ผมจะได้รณรงค์ยกเลิกมาตรา112กฎหมายหมิ่นฯ และได้เวลาเปลี่ยนแปลงสถาบันเบื้องสูงให้พ้นวังวนการเมือง ให้เป็นแบบญี่ปุ่น"นายสุรชัยกล่าวกับผู้สนับสนุน และผู้สื่อข่าว

ส่งศาลอาญาฝากขังผลัดแรก12วัน ค้านประกัน

ความคืบหน้าล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.โชคชัย แจ้งว่าไม่ให้ประกันตัวอ.สุรชัยแกนนำกลุ่มแดงสยาม และกำลังส่งตัวไปที่ศาลอาญารัชดาภิเษกในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชาณุภาพ ตามมาตรา112 ซึ่งทนายความกำลังติดต่อเพื่อขอประกันตัว อย่างไรก็ตามตำรวจได้ฝากขังผลัดแรก 12 วัน และคัดค้านการประกันตัว



ทางด้านกลุ่มผู้สนับสนุนนายสุรชัยจำนวนหนึ่งได้ไปปราศรัยเรีบกร้องปล่อยตัวนายสุรชัยที่หน้าสน.โชคชัยตั้งแต่เช้ามืด และตามไปที่ศาลอาญา (ดูภาพที่มีการอัพเดตเป็นระยะ)

ขอบคุณภาพจาก กุ้งอินเตอร์นิวส์










*******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง

-สหภาพไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตย ยืนจดหมายถึงโอบามา เรียกร้องปล่อยตัวแกนนำและนักโทษคดีหมิ่นฯ ทุกคน

ช็อตเด็ดวันนี้:อี้-องครักษ์พิทักษ์โพเดี้ยมมาร์ค

ที่มา Thai E-News





ภาพเหตุการณ์อี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ โฆษกกระทรวงวัฒนธรรม ปราดเข้ากระชากลากดึงหญิงคนหนึ่งที่เข้าร้องเรียนประชิดตัวนายกฯอภิสิทธิ์ที่เกาะโพเดี้ยมตะลึงงัน หญิงคนนี้ได้พยายามร้องเรียนให้นายกฯช่วยค่ารักษาพยาบาลรักษาหูหนวกจากอาการเจ็บป่วย

อี้-แทนคุณสวมบทองครักษ์พิทักษ์มาร์คได้รวดเร็วยิ่งกว่าตำรวจ ยิ่งกว่าคณะผู้จัดงาน นี่เป็นสัญชาตญาณโดยแท้

แทนคุณเป็นดารา พิธีกร ที่นำเสนอภาพลักษณ์ว่า ตัวเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่กตัญญูต่อบุพการี ใฝ่ใจศึกษาธรรมะ ชอบเข้าวัดทำบุญ เป็นคนดี และส่งเสริมให้คนในสังคมคิดในเชิงบวก และเป็นคนดีกันให้มากๆ

แต่ด้านหนึ่งเขาก็เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ช่อง11 ช่วงมีการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงเมื่อปีที่แล้ว โดยส่งเสริมความเกลียดชังต่อผู้ชุมนุม สนับสนุนให้มีการสลายการชุมนุม และไม่รู้สึกผิดบาปอะไรกับการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้น

แทนคุณบอกว่าเขาเป็น"คนดี"เช่นคนดีทั่วๆไปคือไม่ใฝ่ใจการเมือง ไม่เลือกข้าง เป็นกลาง แต่เขามีบทบาทชวนเยาวชนคนดีไปขับไล่นายสมัคร สุนทรเวช ตอนเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะไม่มีคุณธรรมเนื่องจากทำกับข้าวออกทีวีรับเงินค่าจ้าง แต่ต่อมาเขาได้เข้ารับตำแหน่งโฆษกกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้ากระทรวงอยู่ ก่อนมามีบทบาทพิธีกรฮาร์ดคอร์ช่วงเสื้อแดงชุมนุมใหญ่เมื่อปีกลายทางช่อง11

ไทยอีนิวส์ได้ประกาศให้เขาเป็น 1 ใน 53 บุคคลอัปรีย์เมื่อสิ้นปี2553 เนื่องจากความเป็นวิญญูชนจอมปลอมของเขา

ขอทานความยุติธรรมเก้อ เลื่อนชี้ขาดประกัน7แกนนำพรุ่งนี้ แต่เสื้อแดงมุกดาหารได้อิสรภาพเพิ่มอีก1ราย

ที่มา Thai E-News



ลูกแก้วเมียขวัญ-(ภาพบน)หมอเหวง โตจิการ ตระกองกอดอ.ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ภรรยา ระหว่างมาเบิกความที่ศาลอาญา(ภาพ:เฟสบุ๊คนายแพทย์สลักธรรม โตจิราการ)ส่วนภาพล่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฉวยเสี้ยววินาทีทองกับลูกแก้วเมียขวัญช่วงที่ศาลอนุญาตให้เข้าห้องน้ำ ระหว่างขึ้นเบิกความที่ศาลอาญา รัชดาภิเษกวันนี้ ซึ่งศาลได้นัดฟังคำไต่สวนในวันพรุ่งนี้เวลา14.00น.(ภาพ:นพจักร อัตตนนท์)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 กุมภาพันธ์ 2554


ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายแพทย์เหวง โตจิราการ และอีก 5 แกนนำนปช.ทักทายบรรดาผู้สนับสนุนที่ไปร่วมให้กำลังใจที่ศาลอาญาวันนี้ โดยได้พยายามขอประกันตัวอีกครั้ง หลังจากถูกศาลปฏิเสธมาหลายรอบแล้ว แต่หากปฏิเสธอีกรอบก็อาจจุดชนวนให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมใหญ่เพื่อปลดปล่อยแกนนำที่ถูกคุมขังอยู่(ภาพข่าว:REUTERS)


แม้ว่าจะดูมีความหวังมากที่สุดครั้งหนึ่งที่อาจจะได้รับประกันตัว แต่ในที่สุดศาลอาญา ได้เลื่อนการพิจารณาชี้ขาดผลการไต่สวนคดี 7 แกนนำนปช.ว่าจะให้ประกันตัวได้หรือไม่ ออกไปเป็นพรุ่งนี้(22ก.พ.)ในเวลา 14.00 น. โดยทนาย ระบุว่า วันพรุ่งนี้ แกนนำ นปช. ไม่มาศาล แต่จะรอลุ้นคำสั่งชี้ขาดอยู่ที่เรือนจำ

คณิตเป็นพยานหนุนปล่อยตัว

ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 21 ก.พ.54 เวลา 14.00 น. ศาลไต่สวนพยาน ที่นายณัฐวุฒิ แกนนำ นปช. กับพวกซึ่งเป็นจำเลยคดีร่วมกันก่อการร้าย ขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยนายคณิต ณ นคร ประธาน คอป. ขึ้นเบิกความสรุปว่า ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลให้เป็นประธาน คอป. ภารกิจหลักคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือน เม.ย.- พ.ค.53 , การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โดยมุ่งไปที่การเยียวยาด้านจิตใจ รวมทั้งการวิจัยสาเหตุที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ส่วนที่ได้ทำข้อเสนอแนะให้กับนายกรัฐมนตรีพิจารณาสรุปว่า การได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ถ้าเป็นความผิดร้ายแรงก็อาจถูกจับกุมคุมขังได้ตามสมควร ก็เป็นเพียงความทางกฎหมาย ส่วนที่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องได้รับการปล่อยตัวนั้น หมายถึงกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดที่ให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการก่อเหตุ ซึ่งเป็นการนำวิธีการทางสันติภาพมาใช้ หากจะทำให้มีการปรองดองสมานฉันท์ แต่การพิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล พยานไม่อาจก้าวล่วง ขณะที่ความเห็นของ คอป. เสนอนั้นรัฐบาลจะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ คอป. ไม่มีอำนาจบังคับ

เสธ.หนั่นเชื่อให้ประกันแล้วเกิดปรองดองไม่งั้นไม่ยอมมาเป็นพยาน

จากนั้น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ขึ้นเบิกความสรุปว่า ได้คิดริเริ่มสนับสนุนการปรองดองเพื่อความอยู่รอดของบ้านเมือง โดยได้เริ่มเดินสายไปพบปะตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆเพื่อขอความเห็น ซึ่งได้รับการตอบรับจากทุกพรรคการเมือง นอกจากนี้ยังเดินทางไปพูดคุยกับแกนนำ นปช.ทั้ง 7 คน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ฯ และแกนนำ นปช.ทั้ง 7 คน ต่างยืนยันว่ายินดีที่ให้การสนับสนุนแนวทางปรองดอง และจะไม่ขอให้มีการนิรโทษกรรมคดีก่อการร้ายของแกนนำทั้ง 7 คน แต่จะขอไปพิสูจน์ในศาล ซึ่งพยานเห็นว่าถ้าได้แกนนำ นปช.ทั้ง 7 คน มาร่วมแนวทางปรองดองกับพยานก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ แต่ถ้าออกมาแล้วก่อความวุ่นวายตนคงไม่กล้าที่จะมาเป็นพยานในศาลวันนี้

ภายหลัง พล.ต.สนั่นเบิกความเสร็จสิ้นแล้ว แกนนำ นปช.ทั้ง 7 คน ต่างเข้าไปยกมือไหว้จับมือเพื่อแสดงความขอบคุณด้วยบรรยากาศที่ยิ้มแย้ม

ทนายอานนท์เผยที่มุกดาหารสู่อิสรภาพเพิ่มิอีก1ราย

อย่างไรก็ตามยังพอมีข่าวดีมาชดเชย จากการเปิดเผยของทนายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ได้เปิดเผยในเวบไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ว่า ส่งข่าวจากจังหวัดมุกดาหาร วันนี้ศาลอนุมัติประกันตัวเพิ่มอีก ๑ ราย คือนายทวีศักดิ์ แข็งแรง (ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันเผาศาลากลางมุกดาหาร)ได้กลับมาอยู่กับลูก-เมียเสียที ๘ เดือนแล้วสินะ เหลืออีก ๑๑ รายยังรอความหวัง

สำหรับคดี 7 แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน และนักโทษการเมืองเสื้อแดงทั่วประเทศหลายร้อยรายนับตั้งแต่เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 มาครบ 9 เดือน ในวันนี้ดูเหมือนจะมีความหวังมากที่สุดครั้งหนึ่งว่า ศาลอาจจะอนุญาตให้ประกันตัวแกนนำนปช.และนักโทษทางการเมืองทั่วประเทศ เมื่อได้นายคณิต ณ นคร ประธานคอป.ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง และพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯที่เคลื่อนไหวเรื่องการปรองดอง และนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานนปช.ซึ่งหลังได้ประกันตัวก็ได้ยุติการเคลื่อนไหวทางการเมือง และทำตามเงื่อนไขประกันอย่างเคร่งครัด มาเป็นพยานปากเอกให้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.กล่าวว่า หากจะให้ประกันก็ต้องได้ประกันทั้งหมด เพราะหมอเหวงกับนายก่อแก้วบอกแล้วว่าหากได้ประกันแค่2คนก็จะไม่ยอมออก และหากไม่ให้ประกันในคราวนี้ก็อาจจัดชุมนุมใหญ่ยืดเยื้อในวันที่ 12 มีนาคมนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบปีการเริ่มต้นการชุมนุมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช.ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด ขอประกันตัว 7 แกนนำ นปช. คนละ 6 แสนบาท ซึ่งประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายนิสิต สินธุไพร นายขวัญชัย ไพรพนา นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก จำเลยในคดีร่วมกันก่อการร้าย ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

นางธิดา กล่าวว่า คำร้องขอปล่อยชั่วคราวของจำเลยได้เทียบเคียงหลักเกณฑ์ กรณีที่ศาลอาญาอนุญาตให้ประกัน นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แนวร่วมเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย กรณีร่วมชุมนุมกับพันธมิตรยึดสนามบิน ซึ่งศาลตีราคาประกัน 6 แสนบาท และพร้อมยอมรับเงื่อนไขที่ศาลกำหนดทุกประการ ซึ่งศาลได้นัดหมายให้มีการไต่สวนในวันที่ 21 กุมภาพันธ์


*********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง

-คณิต ณ นคร:โทษรุนแรงประกันได้ จวกอัยการไม่ทำหน้าที่คดีคนเสื้อแดง

-วีระกานต์ มุสิกพงศ์:เปิดใจครั้งแรกหลังพ้นคุก7เดือน

-ภาพข่าว19กุมภาฯ9เดือน91ศพ19พฤษภา-ก้าวรุดไป จี้ศาลให้ประกันทั้งหมด หากไม่สำเร็จนัดชุมนุมใหญ่12มีค.

-คณะกรรมการคอป.ชุดคณิตยกแม่น้ำทั้งห้าฟันธงมาร์คต้องปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดง

-สหภาพไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตย ยืนจดหมายถึงโอบามา เรียกร้องปล่อยตัวแกนนำและนักโทษคดีหมิ่นฯ ทุกคน