ที่มา มติชน วันที่ 21 ก.พ. กฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2554) ออกตามความในพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ได้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา แล้ว ทั้งนี้ เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดขนาด สี และ ลักษณะของบัตร และรายการในบัตรและรายละเอียดของรายการในบัตร รวมทั้งแบบบัตรประจำตัวประชาชน ที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบอเนกประสงค์ให้มีความชัดเจนและเหมาะสม ตลอดจนกำหนดให้ เจ้าพนักงานออกบัตรสามารถกำหนดมาตรการตรวจสอบและป้องกันการปลอมแปลงบัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวง สำหรับ รายละเอียดของลักษณะบัตรด้านหน้า ประกอบด้วย ส่วนกฎกระทรวง ข้อ 4 ระบุว่า บรรดาบัตรประจำตัวประชาชนที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบอเนกประสงค์ซึ่งออกให้แก่ผู้ถือบัตรในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ที่มีขนาดและลักษณะของบัตรตามแบบบัตรประจำตัวประชาชนที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบอเนกประสงค์ท้ายกฎกระทรวงนี้ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าบัตรดังกล่าวจะหมดอายุหรือมีการออกบัตรใหม่ บัตรตามวรรคหนึ่งแม้จะไม่มี micro text ป้องกันการปลอมแปลง ซึ่งเมื่อใช้แว่นขยาย จะเห็นเป็นตัวอักษร “THAILAND” ต่อเนื่องกันเป็นเส้นสีแดง หรือรหัสการผลิตก็ให้ถือว่าเป็นบัตรที่ใช้ได้
( คลิกดูรูป บัตรประชาชนใหม่ www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2554/A/010/58.PDF )
1. รูปครุฑสีดาบนพื้นสีขาวอยู่ในเส้นวงกลมสีแดง
2. ลวดลายสีฟ้าลักษณะเหมือนแผงวงจรไฟฟ้า
3. หน่วยความจา (IC chip)
4. รูปพระบรมมหาราชวังสีฟ้าเข้ม
5. ลายพื้นของบัตรเป็นลายประดิษฐ์สีฟ้าอ่อน
6. ที่ว่างสาหรับรูปถ่าย
7. และ 8 . micro text ป้องกันการปลอมแปลง ซึ่งเมื่อใช้แว่นขยายจะเห็นเป็นตัวอักษร “THAILAND” ต่อเนื่องกันเป็นเส้นสีแดง
ส่วนรายละเอียดของลักษณะบัตรด้านหลัง
1. รหัสการผลิต
2. ลวดลายสีฟ้าลักษณะเหมือนแผงวงจรไฟฟ้า
3. สัญลักษณ์ตรวจสอบบัตร (hologram) เป็นสีทองภายในปรากฏรูปพระบรมมหาราชวัง รูปวงกลมอยู่มุมบนซ้าย มีรูปแผนที่ประเทศไทยซ้อนอยู่ตรงกลางเห็นได้โดยตรง หรือเมื่อเอียงบัตร ในที่ว่าง มีคำว่า “ประเทศไทย” ต่อเนื่องกันเป็นแนวตลอด
4. รูปพระบรมมหาราชวังสีฟ้าเข้ม
5. รูปธงชาติ ด้านบนมีคาว่า “ประเทศไทย” และด้านล่างมีคาว่า “THAILAND”
6. ลายพื้นของบัตรเป็นลายประดิษฐ์สีฟ้าอ่อน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, February 22, 2011
เปิดโฉม บัตรประจำตัวประชาชนใหม่ตามกฎกระทรวง ปี 2554
จำกัดการถือครองที่ดิน
ที่มา มติชน
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในบรรดาคำวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องการจำกัดการถือครองที่ดินของ คปร.ทั้งหมด ผมคิดว่าคำวิจารณ์ที่เป็นประโยชน์อันสังคมไทยควรนำมาพิจารณาอย่างที่สุดเป็นของอาจารย์ Andrew Walker แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และปรากฏในเว็บไซต์ New Mandala
ผมขอนำเอาข้อวิจารณ์ที่ผมเห็นว่าสำคัญของ Dr.Walker มากล่าวถึง พร้อมกับความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ
1/ ดร.วอล์กเกอร์กล่าวว่า ชนชั้นนำไทยได้พยายามมาอย่างยาวนานแล้วที่จะรักษา "ชาวนา" (peasantry) เอาไว้ เพราะชาวนาที่พออยู่พอกินตามอัตภาพ ย่อมพอใจกับสถานะเดิมที่เป็นอยู่ ไม่ลุกขึ้นเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงใดๆ การจำกัดการถือครองที่ดินก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะหันกลับไปสู่นโยบายรักษา "ชาวนา" ไว้เป็น "กระดูกสันหลัง" ในสังคมที่สงบราบคาบต่อไป
ข้อวิจารณ์นี้น่าสนใจ และอาจจะจริงก็ได้ ผมไม่ทราบ แต่อยากจะเตือนว่า "ชนชั้นนำ" ไทยนั้นหาได้เป็นเนื้อเดียวกันในจินตนาการเกี่ยวกับอนาคตทีเดียวนัก บางกลุ่มของ "ชนชั้นนำ" อาจต้องการเก็บประชาชนส่วนใหญ่ไว้ในฐานะ "ชาวนา" ที่ไม่ใส่ใจการเมือง แต่ก็ต้องมี "ชนชั้นนำ" อีกกลุ่มหนึ่ง - และอาจเป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่าด้วย - ซึ่งต้องการเปลี่ยน "ชาวนา" เป็นเกษตรกร (ผู้ผลิตด้านเกษตรกรรมเพื่อป้อนตลาด) อย่างน้อยก็นับตั้งแต่เริ่มนโยบายพัฒนาของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา "ชาวนา" ส่วนหนึ่งถูกดึงเข้าสู่การผลิตพืชเศรษฐกิจ ในส่วนที่ยังทำนา ก็ผลิตเพื่อขายมากขึ้นตามลำดับ ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ชนชั้นนำสร้างขึ้น หรือปล่อยให้เกิดขึ้นโดยไม่ขัดขวาง
ดร.วอล์กเกอร์เองก็ยอมรับว่า นับตั้งแต่ทศวรรษ 2503 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยทุกชุดได้ลงทุนไปมากมายกับระบบชลประทาน, ถนนในชนบท, โรงเรียน, โรงพยาบาล และการพัฒนาชุมชน อันล้วนเป็นสาธารณูปโภคที่เกินความจำเป็นของชีวิต "ชาวนา" ทั้งสิ้น
ผมคิดว่าแม้อาจมี "ชนชั้นนำ" บางกลุ่มที่ยังใฝ่ฝันถึงสังคมที่ราบคาบอันมีฐานอยู่ที่ "ชาวนา" เหลืออยู่ในปัจจุบัน เขาคงไม่ตาบอดถึงกับมองไม่เห็นว่า ชนบทไทยได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว แทบไม่เหลือ "ชาวนา" ที่ผลิตเพื่อเลี้ยงตนเองอยู่ที่ไหนอีกในประเทศไทย
แต่ในขณะเดียวกันผมก็ยอมรับอคติส่วนตัวว่า จินตนาการเกี่ยวกับอนาคตของแรงงานในภาคการเกษตรของผมคือเกษตรกรรายย่อย ที่มีความสามารถในด้านการผลิต และมีความสามารถในการจัดการเพื่อต่อรองในตลาดได้อย่างเท่าเทียมกับฝ่ายอื่น การจำกัดการถือครองที่ดินเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เขาสามารถพัฒนาการผลิตของเขาไปสู่การเกษตรแผนใหม่ได้ (เกษตรแผนใหม่หมายถึงอะไรก็คงเถียงกันได้อีกนั่นแหละ และจะกล่าวถึงข้างหน้า)
2/ ดร.วอล์กเกอร์ยกตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติมาแสดงความเปลี่ยนแปลงในชนบทไทยว่า คนที่มีรายได้จากภาคเกษตรเพียงอย่างเดียวเหลืออยู่เพียง 20% และ 60% ของรายได้ในชนบทล้วนมาจากนอกภาคเกษตร และสรุปว่า "การท้าทายหลักของภาคชนบทไทย ไม่ใช่การสร้างโอกาสทางการเกษตรแก่ครอบครัวยากจน - โดยการกระจายที่ดิน - แต่ต้องส่งเสริมการประกอบการนอกภาคการเกษตร และสนับสนุนการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งคนชนบทจำเป็นต้องมีเพื่อขยับเข้าสู่งานจ้างที่มีผลิตภาพมากขึ้น การที่มีหนึ่งในสามของแรงงานซึ่งผลิตได้เพียง 12% ของจีดีพี ย่อมไม่อาจดำรงอยู่อย่างยั่งยืนได้ทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง"
ผมเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์นี้ที่สุด แต่ก็คาดว่า คปร.จะมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมอื่นๆ ในภายหน้า เพื่อส่งเสริมการประกอบการของคนเล็กๆ นอกภาคเกษตร และการปฏิรูปการศึกษาที่จะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ควรคิดเป็นอันขาดว่า ข้อเสนอจำกัดการถือครองที่ดินเพียงอย่างเดียว (ไม่ว่าจะจำเป็นเพียงใด) จะแก้ปัญหาของคนส่วนใหญ่ได้
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปตรงสุดท้าย (ซึ่งผมเน้นไว้) นั้นอาจนำไปสู่ทางออกที่แตกต่างกันสุดขั้วได้ ใช่เลยแรงงานหนึ่งในสามที่ผลิตได้เท่านี้เป็นสภาวะที่จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้แน่ ทางเลือกมีอยู่สองทาง หนึ่งคือ ลดจำนวนของเกษตรกรลง แต่ผลิตได้มูลค่าเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม (ผมพูดถึงมูลค่า เพราะกำลังพูดกันถึงจีดีพี) และสอง ผลิตให้ได้มูลค่ามากกว่าเดิม ด้วยจำนวนของเกษตรกรมากเท่าเดิม
ทางออกสองทางนี้อาจนำไปสู่การผลิตด้านเกษตรกรรมที่แตกต่างเป็นตรงข้ามกัน
กลุ่มหนึ่งของ "ชนชั้นนำ" ไทยคิดมานานแล้วว่า หากประเทศพัฒนาไปไกลๆ จะมีประชาชนเหลืออยู่ในภาคการเกษตรน้อยลงไปเรื่อยๆ การผลิตด้านการเกษตรที่ยังเหลืออยู่จะเป็นการผลิตด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้า ใช้แรงงานน้อย แต่ให้ผลผลิตสูง
ดูเหมือนบางคนมีความคิดว่า เกษตรแผนใหม่หรือเกษตรก้าวหน้า ต้องหมายถึงการมีที่ดินขนาดใหญ่ เพื่อให้คุ้มกับการลงทุนด้วยเทคโนโลยีทันสมัยเท่านั้น แต่พื้นที่ขนาดเล็กที่พอเหมาะก็สามารถทำเกษตรทันสมัยได้ เทคโนโลยีการเกษตรปัจจุบันได้พัฒนาเพื่อตอบสนองพื้นที่ขนาดเล็กเช่นนี้ (เช่น รถไถเดินตามทำให้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในพื้นที่ขนาดเล็กเป็นไปได้) หากมีแรงจูงใจและความสามารถทางเศรษฐกิจเพียงพอ เกษตรกรรายย่อยก็จะสามารถพัฒนาการเกษตรของตนให้มีผลิตภาพสูงสุดได้ และในบางกรณีอาจดีกว่าการเกษตรแบบพื้นที่ขนาดใหญ่ (plantation) เสียอีก เช่น มีความสูญเสีย (waste) น้อยกว่า รวมทั้งเอื้อต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศได้มากกว่า
การกระจายที่ดินเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำให้เกษตรกรรายย่อยสามารถพัฒนาได้ แม้ไม่ใช่เงื่อนไขอย่างเดียว แต่เป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้
อันที่จริงหากมีการจำกัดการถือครองที่ดิน ก็จะทำให้มาตรการกระจายการถือครองด้วยวิธีอื่นๆ เป็นไปได้ (เช่น ภาษีในอัตราก้าวหน้า หรือธนาคารที่ดิน) ที่ดินจะมีราคาต่ำลง ทั้งในเขตที่ทำเกษตรและในเขตเมือง ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย บุคคลสามารถโอนย้าย "ทุน" ซึ่งต้องใช้ในการมีที่อยู่อาศัย ไปสู่กิจกรรมอื่นๆ เช่น การศึกษา (หากสร้างสถานการณ์ทางการศึกษาที่เอื้ออำนวย) แม้แต่อุตสาหกรรมก็จะลงทุนกับที่ดินน้อยลง สามารถนำทุนไปลงกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น
3/ ดร.วอล์กเกอร์ได้ชี้ให้เห็นว่า ในภาคเกษตรกรรมนั้น ตัวเลขจำนวนไร่ของที่ดินไม่มีความหมาย เพราะที่ดินเพียง 5 หรือ 10 ไร่ ซึ่งอุดมสมบูรณ์และมีการชลประทานที่ดี ย่อมดีกว่าที่ดิน 100 ไร่ บนลาดเขาที่เต็มไปด้วยหิน
ข้อนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่หากเกษตรกรสามารถเข้าถึงที่ดินได้จากการปฏิรูปที่ดิน เกษตรกรก็น่าจะเลือกเข้าถึงที่ดินซึ่งเหมาะกับพืชที่ตนจะปลูก มากกว่าถูกผลักให้ไปอยู่ในพื้นที่ "ชายขอบ" ของการเกษตรกรรม ในขณะที่พื้นที่ "ชายขอบ" เหล่านี้ก็คงถูกแปรไปใช้ในทางอื่นที่ไม่ใช่เกษตรกรรมประณีต เช่น อุตสาหกรรม, การท่องเที่ยว หรือการปลูกป่าเชิงพาณิชย์
นอกจากนี้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการจำกัดการถือครองที่ดินอาจมีตัวเลขกว้างๆ ว่า 50 ไร่ แต่ในความเป็นจริงแล้วคงต้องมีความยืดหยุ่นให้เหมาะกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น ระหว่างพืชไร่, สวนป่า, ที่อยู่อาศัย, นิคมอุตสาหกรรม, แหล่งผลิตพลังงาน, การท่องเที่ยว, ฯลฯ เมื่อยืดหยุ่นก็ต้องมีผู้พิจารณาความยืดหยุ่น จะตั้งคณะกรรมการขึ้นอย่างไรก็ตาม ผมมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวว่า ประชาชนในพื้นที่ท้องถิ่น ต้องมีส่วนอย่างสำคัญและขาดไม่ได้ในการกำหนดความยืดหยุ่น ไม่ปล่อยอำนาจให้คณะกรรมการจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว
4/ ดร.วอล์กเกอร์กล่าวอย่างผ่านๆ ว่า ข้อเสนอนี้ปฏิบัติไม่ได้จริงทางการเมือง ("The main problem with the latest proposal for land reform (apart from its political impracticality)" ข้อท้วงติงนี้แม้ไม่ใช่ประเด็นหลักของ ดร.วอล์กเกอร์ แต่เป็นประเด็นที่คนไทยพูดถึงมากที่สุด แม้ในหมู่ผู้ไร้ที่ดินทำกินและเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อนจากการถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ของราชการ
ผมคิดว่าเมืองไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้เฉื่อยเนือยทางการเมือง (political apathy) อีกต่อไป เพราะการที่เขาต้องเข้าสู่ตลาดเต็มตัว ในแง่นี้ทำให้เขามีพลังทางการเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะมากขึ้น แม้อย่างไม่สู้เป็นระบบนักก็ตาม ถึง "ชนชั้นนำ" ยังมีอำนาจค่อนข้างสูงในการกำหนดนโยบายสาธารณะ แต่ก็เริ่มถูกถ่วงดุลมากขึ้นจากประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่คนชั้นกลางในเมืองเพียงกลุ่มเดียว การเคลื่อนไหวของประชาชนทั้งที่เป็นคนชั้นกลางในเมืองและประชาชนระดับล่างในการผลักดันให้นักการเมืองยอมรับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นตัวอย่างที่ดี
ผมหวัง (อาจจะอย่างลมๆ แล้งๆ) ว่า ข้อเสนอซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทุกฝ่ายนี้ จะทำให้ทุกฝ่ายตื่นตัวเข้ามาร่วมผลักดันอย่างแข็งขัน จนเป็นพลังที่นักการเมืองซึ่งมีที่ดินเฉลี่ยเกินร้อยไร่ (ยังไม่นับผู้อยู่เบื้องหลังซึ่งอาจมีที่ดินเฉลี่ยเกิน 5,000 ไร่) ยากจะปฏิเสธได้ บางคนในกลุ่ม "ชนชั้นนำ" อาจฉลาดพอที่จะรู้จักโอนทุนจากที่ดินซึ่งสะสมไว้ ไปสู่การลงทุนด้านอื่นซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่า (เพราะทุนที่ดินจะให้ผลตอบแทนต่ำลงอย่างรวดเร็ว หากการปฏิรูปที่ดินประสบความสำเร็จ)
ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดินหรือเรื่องอื่นๆ จะประสบความสำเร็จหรือไม่จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า "ชนชั้นนำ" จะรับหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนไทยโดยทั่วไปจะรับหรือไม่ และรับแล้วจะร่วมกันในการผลักดันอย่างแข็งขันหรือไม่
ไม่มีประโยชน์ที่จะถามว่า กฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่จะผ่านสภาหรือไม่ (หรือผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐประหารหรือไม่) แต่ควรถามตัวเองว่า ท่านจะมีส่วนอย่างไรบ้างเพื่อให้กฎหมายดีๆ เช่นนี้ผ่านออกมาให้ได้
สัญชาติมาร์ค (อีกที)
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ก.พ.
วันที่ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความนปช. วิดีโอลิงก์แถลงความคืบหน้าการนำคดี 91 ศพยื่นฟ้องร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี
พร้อมกับเปิดประเด็นสัญชาติของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ถึงวันนี้เวลาผ่านไป 3 สัปดาห์เต็ม
ในช่วงเวลา 3 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ ตอบคำถามนักข่าวไว้ 3-4 ครั้งด้วยกัน เกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของตนเอง
แต่ทุกคำตอบไม่เคยชัดเจนสักครั้งเดียว
ไม่ชัดเจนก็เพราะนายกฯ อภิสิทธิ์ เอาแต่ตอบว่า ผมสัญชาติไทย ผมสัญชาติไทย และผมสัญชาติไทย
โดยเลี่ยงที่จะไม่ตอบว่าแล้วถือสัญชาติอังกฤษด้วยหรือไม่
ใครว่านายกฯ อภิสิทธิ์ อาจจะไม่เข้าใจคำถามของนักข่าว ก็ไม่น่าใช่
เพราะนายกฯ อภิสิทธิ์ มีประวัติเป็นคนพูดจาฉาด ฉาน ฉลาดเฉลียว ไม่เคยจนมุมให้กับคำถามของนักข่าว หรือการไล่ต้อนของฝ่ายค้านในสภา
ทั้งยังมีดีกรีการศึกษาจบปริญญาจากออกซ์ฟอร์ด ถ้าถึงขนาดไม่เข้าใจคำถามง่ายๆ ของนักข่าวไทย คงสอบตกมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม
ล่าสุดในการชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงเมื่อวันเสาร์
นายจตุพร พรหมพันธุ์ จัดแจงงัดเอาใบเกิดของนายกฯ อภิสิทธิ์ ออกโดยเมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ ขึ้นมาโชว์ให้ดูเป็นขวัญตา
เป็นการยืนยันสิ่งที่นายอัมสเตอร์ดัม นำออกมาแฉนั้น
ไม่ได้เป็นการกล่าวหาลอยๆ แบบไร้หลักฐาน อย่างที่คนในรัฐบาลและลิ่วล้อพรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกต
ต้องย้ำอีกทีให้เข้าใจกันชัดๆ ว่าเรื่องการถือ 2 สัญ ชาติของนายกฯ อภิสิทธิ์นั้น ถ้าเป็นความจริงก็ไม่ใช่เรื่องผิด
แต่จะมีผลต่อการนำคดี 91 ศพขึ้นฟ้องร้องต่อไอซีซี
เพราะในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 ก.พ. มีนักข่าวถามนายอัมสเตอร์ดัมว่า หากนายกฯ อภิสิทธิ์ ถือสัญชาติอังกฤษด้วยแล้ว จะมีผลอย่างไรกับคดี
นายอัมสเตอร์ดัม ตอบว่า เนื่องจากประเทศอังกฤษเป็นสมาชิกภาคีระหว่างประเทศของไอซีซี และถ้านายกฯ เป็นคนสัญชาติอังกฤษ
จะเข้าข่ายผู้มีสัญชาติในคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ มาตรา 12 บี ระบุให้สามารถดำเนินคดีได้ทันทีกับจำเลยที่มีสัญชาติของประเทศที่เป็นสมาชิก
ทีนี้เข้าใจหรือยัง ทำไมใครบางคนถึงต้องตอบคำถาม นักข่าวแบบลดเลี้ยว
แกล้งมึนแม้กระทั่งเรื่องสัญชาติตัวเอง
เมนูชวน-อุ้มมาร์ค ให้ต้ม-นึ่ง งดทอดน้ำมันปาล์ม
ที่มา ข่าวสด
คิวยาว - ชาวพะเยาต่อแถวยาวเหยียด รอซื้อน้ำมันปาล์มจุกฟ้า ขวดละ 47 บาท
ซึ่งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพะเยา รับโควตามาจากกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 1,200 โหล
เพื่อจำหน่ายช่วยเหลือประชาชน เมื่อ 21 ก.พ.
ลุยตรวจ - ดีเอสไอและกรมการค้าภายใน เข้าตรวจสอบบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด
อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี โดยทางโรงงานยืนยันไม่กักตุนน้ำมันปาล์ม
และผลิตตามโควตาที่ได้รับการจัดสรร เมื่อวันที่ 21 ก.พ.
ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
เห็นใจรัฐบาลที่พยายามแก้ปัญหา อยากแนะนำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค อาทิ
จากเดิมรับประทานอาหารทอด เปลี่ยนมาเป็นนึ่ง หรือต้ม
ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพด้วย เพราะอาหารนึ่งหรือต้ม ไม่มีคอเลสเตอรอลสูง
"ได้พูดคุยกับชาวบ้าน และพรรคพวกในภาคใต้ถึงปัญหาราคาน้ำมัน
เขาบอกว่าจะหันมากินอาหารนึ่ง หรือต้มแทน แต่กลุ่มผู้ค้าของทอด เช่น
กล้วยทอด คงทำได้ยาก แต่หากผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปกินอาหารต้ม หรือนึ่ง
จะทำให้มีน้ำมันสำหรับผู้ค้ากล้วยทอดได้ ผมเห็นใจคนที่เข้าคิวซื้อน้ำมัน
อีกอย่างเชื่อว่าปัญหานี้ไม่นานจะคลี่คลายได้
เพราะผลผลิตของต้นปาล์มของเกษตรกรเตรียมออกสู่ตลาดแล้ว" นายชวนกล่าว
เมื่อถามถึงพรรคเพื่อไทยอ้างว่าปัญหาวิกฤตน้ำมันปาล์มมีนักการเมืองอักษร ส
มีส่วนทุจริตเรื่องสต๊อกน้ำมัน นายชวนกล่าวว่า
ต้องประณามและเอาผิดทางกฎหมายกับนักการเมือง
ที่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชน
ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองอักษรย่อใดๆ ก็ตาม
เมื่อถามว่ามีชื่อนายสุเทพ เทือก สุบรรรณ รองนายกฯ เกี่ยวข้องด้วย
นายชวนกล่าวว่า "ให้ท่านไปจัดการเอง"
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 22/02/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
ไม่เคยสน กติกา ประชารัฐ
ตระบัดสัตย์ ขัดหลักการ สมานฉันท์
จึงรวมหัว อุ้มชู เอ็นดูกัน
แล้วผลักดัน ขึ้นสู่ ประตูชัย....
ข้ามีของ ดีกว่า ถึงชั่วช้า
แสร้งหลบหน้า ชี้แจง แถลงไข
แม้นกำพืด มืดมิด สนิทใน
ก็พร้อมใจ บิดเบือน จนเลือนลาง....
เพราะมีเส้น อุ้มชู ผู้อุปถัมภ์
คนระยำ ชั่วช้า มาถือหาง
จึงพาชาติ ย่อยยับ จนอับปาง
ปิดเส้นทาง รุ่งเรือง เคยเฟื่องฟู....
หวังจัดตั้ง รัฐบาล สามานย์ต่อ
ให้เกิดก่อ ความแร้นแค้น แสนอดสู
ให้คนไทย เศร้าหมอง ลงคลองคู
ให้โลกรู้ ตอแหลแลนด์ แดนอัปรีย์....
ประชาชน เฉื่อยชา ไม่กล้าหือ
ทำตาปรือ ยอมรับ กับบัดสี
ปล่อยคนชั่ว เย้ยหยัน ว่ามันดี
เมืองกาลี รอสิ้น แผ่นดินทอง....
จะไม่เหลือ สิ่งใด ให้ลูกหลาน
ทิ้งตำนาน ชาติชน ที่หม่นหมอง
คิดจมอยู่ ใต้บาทา น้ำตานอง
สักวันต้อง ก้มหน้า ถูกฆ่าตาย....
http://3blabla.blogspot.com
วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
"เขมร"ขานรับคำขอตั้งผู้สังเกตการณ์ "ฮอ นัมฮง"เตรียมหอบหลักฐานยื่นศาลโลก ตีความคำพิพากษาเขาพระวิหาร
ที่มา มติชน สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงาน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ว่า นายฮอ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ในช่วงเช้าก่อนออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติกรุงพนมเปญ เพื่อร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการที่กรุงจาการ์ตา ว่ากัมพูชายินดีที่ไทยมีความตั้งใจที่จะขอให้อินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาประจำอยู่กับทหารไทยตามแนวชายแดนพื้นที่พิพาทกับกัมพูชา
"ตอนนี้ไทยยอมรับที่จะให้มีผู้สังเกตการณ์ เป็นเรื่องที่ดีที่สุด และจะเป็นก้าวที่ดีในการพบปะกันที่กรุงจาการ์ตา" นายนัมฮงกล่าว และว่า "นี่เป็นผลของการร้องเรียนของเราต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เพราะเราได้ขอให้ยูเอ็นเอสซีส่งผู้สังเกตการณ์ไปยังพื้นที่พิพาทแนวชายแดนเพื่อเป็นหลักประกันในการหยุดยิงและเพื่อสังเกตการณ์ว่าใครเป็นผู้รุกรานกันแน่ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกัน"
ซินหัวระบุว่า การให้สัมภาษณ์ของนายนัมฮง มีขึ้นหลังจากนายกษิต กล่าวว่า ไทยจะขอให้อินโดนีเซียส่งผู้สังเกตการณ์มาประจำอยู่กับทหารไทยตามแนวชายแดนพื้นที่พิพาท
นายเทอกู ไฟซาไซอา โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศชาติสมาชิกอาเซียนจะมาประชุมหารือกันอย่างไม่เป็นทางการที่กรุงจาการ์ตา เนื่องจากอาเซียนอยู่ภายใต้อินโดนีเซียในฐานะประธาน ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย (สุศีโล บัมบัง ยุทโธโยโน) ขอให้หาแนวทางริเริ่มแก้ปัญหาพิพาทของชาติสมาชิกอาเซียน
สำนักข่าวซินหัวยังระบุอีกว่า ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ กัมพูชาจะขอให้ไทยลงนามในข้อตกลงหยุดยิงถาวรโดยมีประธานอาเซียนหรือผู้แทนเป็นพยาน และยังจะขอให้ผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้าไปยังพื้นที่พิพาทเพื่อรับรองว่าจะมีการหยุดยิงถาวร
"กัมพูชามีความมั่นใจในอาเซียนมากในการเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาพิพาทนี้" นายนัมฮงกล่าว
นายนัมฮงให้สัมภาษณ์อีกว่า หลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเสร็จสิ้นลง รัฐบาลกัมพูชาจะเตรียมหลักฐานเพื่อยื่นต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือไอซีเจ (Internatinal Court of Justice-ICJ) ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้ไอซีเจพิจารณาคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2502 อีกครั้งหนึ่ง และขอให้รัฐบาลไทยเคารพในคำพิพากษาที่ระบุว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ท.ฮุน มาเน็ต หัวหน้าหน่วยต่อต้านการก่อการร้าย กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ลูกชายสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางไปร่วมสมทบกับคณะของนายฮอ นัมฮง ที่กรุงจาการ์ตา
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างบทวิเคราะห์ระบุว่า สมเด็จฯฮุน เซน แสดงความชื่นชม พล.ท.มาเน็ตที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญกำหนดยุทธศาสตร์และเจรจากับฝ่ายไทยในเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตอนหนึ่งสมเด็จฯฮุน เซน กล่าวว่า "มาเน็ตเป็นคนมีชื่อเสียงไปแล้วในไทย" หลังจากสื่อมวลชนไทยเสนอรายงานข่าวเกี่ยวกับ พล.ท.มาเน็ตที่เข้าร่วมวางแผนต่อสู้กับกองกำลังฝ่ายไทยยังมีกระแสข่าวลือว่าได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะกันแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนที่ พล.ท.มาเน็ตจะกลับมาปรากฏตัวบริเวณชายแดนอีกครั้ง
ในบทวิเคราะห์รายงานอีกว่า การก้าวขึ้นมามีบทบาทอำนาจอย่างรวดเร็วของ พล.ท.ฮุน มาเน็ต เป็นแผนการสืบทอดอำนาจทางการเมืองของสมเด็จฯฮุน เซน ทั้งนี้ นายชายา ฮาง ผู้อำนวยการบริหารของสถาบันประชาธิปไตยกัมพูชา เปรียบเทียบกรณีของ พล.ท.ฮุน มาเน็ตว่ามีความคล้ายคลึงกับกรณีของนายคิม จอง อุน บุตรชายคนเล็กของนายคิม จอง อิล ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ที่ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจผู้นำเกาหลีเหนือคนใหม่ต่อจากบิดา ซึ่งได้รับการโปรโมตสู่ตำแหน่งระดับสูงภายในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน
รำลึกบ่อนไก่-พระราม 4 : (1) “เราไม่อยากให้ลืม”
ที่มา ประชาไท
อาสาสาสมัครศูนย์ข้อมูลประชาชนฯ (ศปช.)
15 (10.30) นายสุพรรณ ทุมทองอายุ 49 ปี จ.ศรีสะเกษ ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ
ใจ อึ๊งภากรณ์: อนาคตแนวสู้ของเสื้อแดงกับปัญหารูปธรรมของการเลือกตั้งปลอม
ที่มา ประชาไท
ใจ อึ๊งภากรณ์
หากถอด ‘สี’ จะมี ‘คน’ อยู่ในนั้น: สัมภาษณ์กานต์ ทัศนภักดิ์ เจ้าของผลงาน Gray “RED SHIRT”
ที่มา ประชาไท
"ไม่ว่าเราจะคิดยังไงกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จะชอบหรือไม่ชอบ ข้อเท็จจริงก็คือ มี “คน” อยู่ในนั้น คนที่ความเป็นมนุษย์ควรจะเท่าเทียมกับเรา" กานต์ ทัศนภักดิ์ กับผลงานภาพถ่ายขาว-ดำ เพื่อทดสอบว่าความคิดของผู้คน ต่อกลุ่มคนในนาม "เสื้อแดง"
ที่ผมรู้สึกมานานมากคือ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ไม่ค่อยมีภาพคนเสื้อแดงในมิติที่เป็น “มนุษย์” ในสื่อสาธารณะเท่าไหร่ คือหลายปีมานี้มีข่าวออกมามาก แต่ก็เป็นอีกเนื้อหาหนึ่ง คือในข่าวก็เป็นไปตามเนื้อหาของข่าว ขณะที่ด้านนี้ ที่เราได้เข้าไปเห็น แล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยถูกเผยแพร่
ฟีดแบ็กที่ประชาไทผมไม่ทราบนะครับ เพราะช่วงนั้นได้เข้าเน็ตน้อยมาก แต่ที่กระทู้ผม pantip นี่ชัดเจน คือไม่ช่วยอะไรเลย เพราะคนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าถ้าเป็นเสื้อแดงคือเป็นคนเลว และสมควรโดน ก็เสียใจมาก โกรธด้วย ทำไมคนเรารู้สึกต่อกันได้ขนาดนี้ ไม่แคร์เลยเหรอที่จะมีคนตาย ต่อให้เป็นคนที่คุณไม่ชอบ
ผมคิดเรื่องนี้กลับไปกลับมากลับมาอยู่นาน เริ่มสงสัยว่า นอกจาก “สี” ที่เป็นนามธรรมจะทำให้คนเป็นอย่างนั้นแล้ว สีที่เป็นรูปธรรม ที่สัมผัสกับตาเรา ก็ยังทำให้คนนึกถึงแต่ “สี” ที่เป็นนามธรรม นึกถึงอยู่แค่นั้น เห็นอยู่แค่นั้น ไม่เห็นอะไรเลยเหรอ
ใช่ครับ ที่จริงคือตั้งแต่ปี 49 เป็นต้นมา ผมเสียเพื่อน-คนรู้จักไปเพราะการเมืองเยอะมาก ระลอกแรกคือปี 49 ถัดมาคือช่วงที่เขียนคอลัมน์ประจำให้ประชาไท (หัวเราะ) แล้วก็ระลอกล่าสุดคือปี 53
บุกจับสุรชัยแดงสยามกลางดึกยัดคดีหมิ่นฯ เจ้าตัวได้โอกาสรณรงค์เลิกม.112-ปฏิรูปสถาบันฯพ้นการเมือง
ที่มา Thai E-News
คลิปเสียงสุรชัยพูดทำใจไว้ล่วงหน้าก่อนถูกจับ(คลิ้กที่นี่) และคลิปเสียงพูดระหว่างถูกควบคุมตัวที่สน.โชคชัย(คลิ้กที่นี่)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 กุมภาพันธ์ 2554
เวลาประมาณตี สองคืนนี้ อ. สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน. โชคชัย บุกจับที่บ้าน แล้วพาตัวมาที่โรงพัก สน. โชคชัย โดยมีลูกศิษย์ติดตามมาด้วยสองคน
ชัยนรินทร์ ผู้ประสานงานแดงสยาม แจ้งข่าวผ่านทางเฟสบุค ในเวลาประมาณตีสอง "ด่วนๆๆๆๆๆ อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ถูกชารต์ตัวคาบ้านแดงสยาม ตอนนี้อยู่ สน โชคชัย คดีหมิ่นฯ รวมตัวที่ สน ได้เลยครับ"
ข่าวได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วที่เฟสบุค และในเวลาไม่ถึงชั่วโมง นักข่าวและคนเสื้อแดงกว่า 40 คน ได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าที่ สน. โชคชัย ทั้งนี้เบื้องต้นทราบว่าเป็นคดีหมิ่น ที่ อ. สุรชัย อ่านบทกลอนของอดีตนายกสมัคร สุนทรเวช เมื่อนานมาแล้ว
ทั้งนี้ อ. สุรชัย ไม่ยอมให้การใดๆ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งเข้าห้องขัง และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อคืนนี้
นายสุรชัยให้สัมภาษณ์ว่า การที่ถูกจับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา112ก็ดีเหมือนกัน จะได้รณรงค์ยกเลิกมาตรา112 และเป็นโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะมีการดึงสถาบันเบื้องสูงลงมาเกี่ยวข้องการเมืองมาก ทำให้มีวิกฤตศรัทธาเกิดขึ้น เสี่ยงจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง ดังนั้นควรเสนอให้เปลี่ยนแปลงปฏิรูปบทบาทสถาบันเบื้องสูงให้เป็นแบบเดียวกับประเทศญี่ปุ่น
"ประเด็นไม่ใช่ว่าผมถูกจับแล้วมาสู้ให้ปล่อยผม ได้หรือไม่ได้ประกัน ไม่ต้องโวยวายหรือมาสู้ให้ผม แต่ประเด็นสำคัญคือเป็นโอกาสที่ผมจะได้รณรงค์ยกเลิกมาตรา112กฎหมายหมิ่นฯ และได้เวลาเปลี่ยนแปลงสถาบันเบื้องสูงให้พ้นวังวนการเมือง ให้เป็นแบบญี่ปุ่น"นายสุรชัยกล่าวกับผู้สนับสนุน และผู้สื่อข่าว
ส่งศาลอาญาฝากขังผลัดแรก12วัน ค้านประกัน
ความคืบหน้าล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.โชคชัย แจ้งว่าไม่ให้ประกันตัวอ.สุรชัยแกนนำกลุ่มแดงสยาม และกำลังส่งตัวไปที่ศาลอาญารัชดาภิเษกในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชาณุภาพ ตามมาตรา112 ซึ่งทนายความกำลังติดต่อเพื่อขอประกันตัว อย่างไรก็ตามตำรวจได้ฝากขังผลัดแรก 12 วัน และคัดค้านการประกันตัว


ทางด้านกลุ่มผู้สนับสนุนนายสุรชัยจำนวนหนึ่งได้ไปปราศรัยเรีบกร้องปล่อยตัวนายสุรชัยที่หน้าสน.โชคชัยตั้งแต่เช้ามืด และตามไปที่ศาลอาญา (ดูภาพที่มีการอัพเดตเป็นระยะ)
ขอบคุณภาพจาก กุ้งอินเตอร์นิวส์
*******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง
-สหภาพไทย-อเมริกันเพื่อประชาธิปไตย ยืนจดหมายถึงโอบามา เรียกร้องปล่อยตัวแกนนำและนักโทษคดีหมิ่นฯ ทุกคน