WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 23, 2011

ติดตามสถานการณ์การลุกขึ้นขับไล่เผด็จการในลิเบียและในโลกอาหรับ

ที่มา Thai E-News


พ.อ. มูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟี (อายุ 69 ปี) ก้าวขึ้นสู้อำนาจในปี 2512 ในวัย 27 ปี ในฐานะหัวหน้าคณะนายทหารหนุ่มที่ทำการรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบบกษัตริย์มาสู่ระบบทหาร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 กุมภาพันธ์ 2554


สำนักข่าว Al Jazeera รายงานวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึงสถานการณ์ในลิเบีย เกี่ยวกับการออกมาพูดทีวีของ พ.อ.มู อัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ที่ยืนยันว่า "จะสู้จนถึงที่สุดและจะตายอย่างนักบุญบนพื้นแผ่นดินลิเบีย" เขาได้เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนของเขาออกมาชิงพื้นที่คืนจากกลุ่มผู้ประท้วง รวมทั้งยังกล่าวว่า "เขายังไม่ได้สั่งการให้มีการใช้กำลังกับกลุ่มผู้ประท้วง และถ้าเขาสั่งจริงๆ แล้วละก็ ทุกอย่างจะถูกเผาราบเป็นหน้ากอง"

ในขณะที่ทูตลิเบียที่ประจำการอยู่ในประเทศต่างๆ รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ทยอยล่าออกเพื่อเป็นการประท้วงการใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วงครั้งนี้ และประกาศจุดยืนอยู่ข้างผู้ประท้วง

แม้ว่ากัดดาฟี จะยืนยันว่าประเทศลิเบียยังแข็งแกร่ง แต่ผู้นำนานาชาติ ได้ส่งสัญญาณเตือนกัดดาฟีว่าความรุนแรงต่างๆ และการแสดงความไม่เห็นด้วยกับกัดดาฟีของทหารและคนในรัฐบาลของเขา แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างการเมืองของประเทศลิเบียกำลังอยู่ในสภาวะที่หล่อแหลมและอันตรายอย่างยิ่ง

คนงานต่างชาติในลิเบียรอเดินทางกลับประเทศ

*******************
สำหรับการติดตามสถานการณ์การลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตยในตะวันออกกลาง Siam Intelligence Unit หรือ SIU ได้เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้อ่านไทยอีนิวส์สามารถติดตามได้ทีเกาะติดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือได้ที่ Siam Intelligence Unit

SIU วันที่ 21 ก.พ. 2554 ได้รายงาน "สถานการณ์ในเยเมนยังตึงเครียด โมร็อคโคและคูเวตเริ่มมีการประท้วง ส่วนบาห์เรนฝ่ายต่อต้านยังประชุมไม่เสร็จว่าจะรับการเจรจาสันติภาพหรือไม่"

ลิเบีย

ติดตามสถานการณ์ในลิเบียได้จาก ลิเบียยังเดือด 233 ศพ, ลูกกัดดาฟีออกทีวีเตือน “สงครามกลางเมือง”

แผนที่แอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง แสดงประเทศที่เกิดความไม่สงบ

บาห์เรน

ฝ่าย ต่อต้านรัฐบาลของบาห์เรน ซึ่งประกอบด้วยพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มทางการเมืองอีกหลายกลุ่ม จะประชุมกันอีกครั้งในวันนี้ เพื่อหาข้อสรุปว่าจะยอมรับการเจรจาสันติภาพกับฝ่ายรัฐบาลหรือไม่

เมื่อวานนี้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมาร่วมประชุมกันเป็นวันแรก แต่ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปที่ลงตัวได้สำหรับการเจรจาสันติภาพ

Ebrahim Sharif จากสมาคม National Democratic Action ให้สัมภาษณ์ว่า “เราต้องการเจรจากับรัฐบาลมา 10 ปีแล้ว และเราคงเป็นคนสุดท้ายที่ไม่รับข้อเสนอนี้ แต่ก่อนอื่นเราต้องเตรียมข้อเสนอของฝ่ายเราให้พร้อม คิดเห็นตรงกันเสียก่อน”

หลังจากตำรวจและทหารยอมถอนตัวออกจากกรุง Manama ผู้ชุมนุมก็กลับมาตั้งเต๊นท์อีกครั้ง และเริ่มมีการสไตรค์ของคนงานรวมถึงครูและนักเรียน – Wall Street Journal

เยเมน

ประธานาธิบดี Ali Abdullah Saleh ของเยเมนปฏิเสธข้อเสนอที่จะให้เขาลงจากอำนาจ และยื่นข้อเสนอต่อผู้ประท้วงให้เกิดการเจรจาแทน เขาบอกว่าข้อเรียกร้องของฝ่ายต่อต้าน “เป็นไปไม่ได้” และยังบอกให้ผู้ต่อต้านลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งครั้งหน้าปี 2013

Saleh ให้สัมภาษณ์ในการแถลงข่าวว่าเขาสั่งกองทหารไม่ให้ทำร้ายผู้ประท้วง เว้นเสียแต่ว่าเป็นการป้องกันตัวเองเท่านั้น นับถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิต 11 รายจากการประท้วงในเยเมน ขณะนี้ผู้ชุมนุมในหลายเมืองออกมาเรียกร้องให้ Saleh ออกจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นเมืองท่า Aden, Taiz และเมืองหลวง Sanaa

เยเมน ถือเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในตะวันออกกลาง และประสบปัญหาการแบ่งแยกดินแดนจากผู้ก่อการร้ายเยเมนใต้ อย่างไรก็ตามประธานาธิบดี Saleh ที่ครองอำนาจมายาวนาน 30 ปีได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐ – AP

โมร็อคโค

โดมิโนแห่งการประท้วงแพร่ไปยังโมร็อคโค ประเทศทางตะวันตกสุดของแอฟริกาเหนือที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ผู้ชุมนุมเริ่มออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมืองและต้องการให้กษัตริย์ Mohammed VI ยอมปล่อยอำนาจบางส่วน การชุมนุมเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ และในวันจันทร์นี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 รายในเมือง Al Hoceima ทางตอนเหนือของประเทศ ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดว่าเสียชีวิตได้อย่างไร

ผู้ชุมนุมประกอบด้วยสหภาพแรงงาน องค์กรเยาวชน และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ออกมาชุมนุมใน 6 เมืองทั่วประเทศ การชุมนุมส่วนมากยังอยู่ในความสงบและไม่มีอาวุธ มีการประเมินว่าผู้ชุนนุมในเมืองหลวง Rabat มีประมาณ 2,000 คน

โฆษกรัฐบาลให้สัมภาษณ์กับสถานีทีวีของรัสเซียว่าการประท้วงเป็นเรื่อง ปกติในโมร็อคโค และการประท้วงครั้งนี้อยู่ในกรอบของกฎหมาย รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย – CNN, BBC

คูเวต

ประชาชนชาวคูเวตออกมาเดินขบวนตามท้องถนนตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. และล่าสุดมีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง และถูกจับกุมโดยรัฐบาลอีกจำนวนหนึ่ง

องค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch ได้เรียกร้องให้รัฐบาลคูเวตปล่อยตัวผู้ชุมนุมเหล่านี้ทันที ส่วนรัฐบาลคูเวตได้ออกคำเตือนให้ประชาชนอยู่ในเคหสถาน ไม่ต้องออกมาร่วมชุมนุม

ผู้ชุมนุมชาว Bidun มีประมาณ 300-500 คน ยังอยู่ในความสงบแต่มีบางส่วนที่ขว้างก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมคือขอสัญชาติและสถานะของประชากร ส่วนเจ้าหน้าที่ได้ใช้ปืนน้ำ ระเบิดควัน และแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม – Human Rights Watch

จอร์แดน

แม้การประท้วงในจอร์แดนจะเริ่มสงบลงชั่วคราว แต่กษัติรย์อับดุลลาห์ที่สองก็บอกแก่รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งแต่งตั้งให้เริ่มการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังและรวดเร็ว พระองค์ขอให้รัฐบาลใหม่ทำงานหนักและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

กษัตริย์อับดุลลาห์ยังบอกว่าการปฏิรูปดำเนินไปบ้างแล้วในรัฐบาลก่อนหน้า นี้ แต่บุคคลระดับสูงบางคนต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ซึ่งพระองค์บอกว่าจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีก – CNN

อัพเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง ตอนก่อนหน้านี้

เกาะติดสถานการณ์การลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนชาวตะวันออกกลางกับ Siam Intelligence

*********

กลุ่มไม่เอาสงคราม ต้องการสันติภาพ


ได้ประกาศเชิญชวนหน้าเฟสบุค ให้คนมาร่วมแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามผู้ประท้วงรัฐบาลแถบตะวันออกกลาง(โดยเฉพาะลิเบีย) "เราไม่อยากให้เพื่อนมนุษย์ต้องเจ็บปวดจากคนบ้าอำนาจเหมือนที่เราโดน" "ต่อต้านการเข่นฆ่าประชาชนโดยทรราชย์"

วันที่ 24 ก.พ.54 นี้ เวลา 16.00 - 19.00 น. ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ (UN)

สืบเนื่องมาจากกระแสการประท้วงรัฐบาลในภูมิภาคตะวันออกกลางหรืออาหรับที่ถูกจุดมาจากตั้งแต่ตรูนิเซีย และอิยิปต์ ขณะนี้ลุกลามไปหลายประเทศ ที่ประชาชนลุกขึ้นมาประท้วงและขับไล่รัฐบาล

แต่ในขณะนี้สถานการณ์การลุกขึ้นมาประท้วงกลับเลวร้ายเมื่อฝ่ายผู้กุมอำนาจหรือรัฐบาลเลือกที่จะใช้ความรุนแรงในการปราบปรามและจัดการกับผู้ประท้วง เช่นในลิเบีย มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนแล้ว ในบาห์เรนก็เช่นกัน และยังรวมถึง เยเมน อิหร่าน โมร๊อคโค คูเวต แอลจีเลีย เป็นต้น

ดังนั้นในวันที่ 24 ก.พ.54 นี้ เวลา 16.00 - 19.00 น. ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมแสดงออกและประณามการปราบปรามประชาชนของรัฐบาลลิเบียและประเทศในแถบอาหรับ เพราะ "เราไม่อยากให้เพื่อนมนุษย์ต้องเจ็บปวดจากคนบ้าอำนาจเหมือนที่เราโดน" "ต่อต้านการเข่นฆ่าประชาชนโดยทรราชย์" โดยมีกิจกรรมเช่น

อ่านแถลงการณ์
ปราศรัยจากตัวแทนกลุ่มต่างๆ
การแสดงเชิงสัญญาลักษณ์ เปรียบเทียบ นอนตาย คนเสื้อแดง(ผู้ประท้วงรัฐบาลไทย)
และ ประชาชนลิเบีย(ผู้ประท้วงรัฐบาลลิเบีย) ที่เสียชีวิต
การจุดเทียนไว้อาลัยกลุ่มไม่เอาสงคราม ต้องการสันติภาพ

เกาะติดชีวิตแกนนำวันแรกแห่งอิสรภาพ

ที่มา Thai E-News


ครอบครัวของณัฐวุฒิ-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ใช้เวลาของวันแรกหลังได้รับอิสรภาพหอบลูกจูงเมียใส่เสื้อแดงไปเยี่ยมเพื่อนนักโทษเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งแกนนำนปช.กล่าวว่าคือครอบครัวเดียวกันที่ต้องเร่งให้ได้รับอิสรภาพ(ภาพ : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย สำนักข่าวเนชั่น)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 กุมภาพันธ์2554



วันแรกหลังได้อิสรภาพ-นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำนปช.ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ที่สำนักงานใหญ่นปช. โดยหมอเหวงมองโลกในแง่ดีว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่แตกแยกรุนแรงของไทยจะคลี่คลายลงในระยะใกล้นี้ แต่ได้กล่าวเตือนว่าการลุกฮือขึ้นสู้ด้วยความรุนแรงก็อาจเกิดขึ้นได้หากเจตจำนงของประชาชนถูกเพิกเฉย(ภาพข่าว:REUTERS) ขณะที่ขวัญชัย ไพรพนา เดินทางกลับอุดรฯเมืองหลวงเสื้อแดงท่ามกลางการต้อนรับอันอบอุ่น



บ่ายวันนี้ อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยแกนนำคนเสื้อแดง เปิดแถลงข่าวประจำสัปดาห์ที่ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลลาดพร้าว โดยมี นพ.เหวง โตจิราการ และนายขวัญชัย (สาระคำ) ไพรพนา อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวได้มาทักทายกับมวลชนคนเสื้อแดง

นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ รักษาการโฆษก นปช. กล่าวว่า แม้จะมีการปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำ นปช. 7 คนออกมาแล้ว แต่การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงตามกำหนดนัดวันที่ 12 มีนาคม เพื่อรำลึกครบรอบ 1 ปีการเริ่มต้นเคลื่อนพลทั้งแผ่นดินของคนเสื้อแดงยังคงอยู่ แต่จะปรับเปลี่ยนเป็นการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 15.00 น.เพียงแห่งเดียวโดยจะไม่มีการเคลื่อนพลไปที่ไหน

"จะมีแกนนำคนเสื้อแดงทั้ง 7 คนมาร่วมพบปะพี่น้องและปราศรัยด้วย เนื่องจากคำสั่งศาลที่ให้ประกันตัวแกนนำคนเสื้อแดงนั้นห้ามยุยงปลุกปั่น และห้ามออกนอกประเทศ แต่ไม่ได้ห้ามเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่รัฐบาล และวันที่ 27 กุมภาพันธ์จะร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิต 91 ศพจากเหตุการณ์กระชับวงล้อมและขอคืนพื้นที่ถนนราชดำเนินและแยกราชประสงค์ ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 ที่วัดปทุมวนาราม ในเวลา 10.00 น."

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า ภารกิจของคนเสื้อแดงหลังจากนี้ยังต้องเรียกร้องเศษความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงอีกร้อยกว่าคนที่เหลืออยู่ในคุก โดยตั้งแต่วันนี้พวกเราจะเดินทางไปที่ศาลยุติธรรมทุกจังหวัด ที่มีคนเสื้อแดงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ

"ผมได้หารือกับคนเสื้อแดงอื่นๆ ที่ยังหลบหนีอยู่เบื้องต้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ นายอารีย์ ไกรนรา นายอดิศร เพียงเกษ นายวิสา คัญทัพ นางไพจิตร อักษรณรงค์ คุณดารณี กฤตบุญญาลัย ดีเจอ้อ ผอ.เพชรวรรต คุณชินวัฒน์ หาบุญพาด รวมถึงคนอื่นๆ แล้วว่าจะช่วยเหลือให้คนเหล่านี้ได้กลับมามอบตัวและหวังว่าจะได้รับการประกันตัว รวมทั้งจะจัดคอนเสิร์ตใหญ่ รับขวัญแกนนำคนเสื้อแดงทั้ง 7 คน ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา วันที่ 26 มีนาคมแน่นอน ให้เพื่อนๆ เก็บข้าวของรอไว้ได้เลย"นายจตุพร กล่าว

นายจตุพรยังได้กล่าวว่าตอนนี้ฝ่ายรัฐบาลมีปฏิบัติการทางจิตวิทยาให้คนเสื้อแดงแตกแยกกัน เช่น ไปเขียนกระทู้ตามอินเตอร์เน็ตกล่าวหาว่าตนไปต่อรองรัฐบาลให้ปล่อยตัว 7 แกนนำ แลกกับการนำนายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำแดงสยามไปขัง ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะตนไม่ใช่คนชั่วอย่างนั้น วันที่มีการจับนายสุรชัย ตนเพิ่งเสร็จสิ้นการปราศรัยที่หนองบัวลำภู พอมีคนแจ้งมาว่ามีการควบคุมตัวนายสุรชัยกลางดึกวันที่22ก็เกรงแต่ว่าจะกระทบต่อการประกันตัวแกนนำในวันรุ่งขึ้น

นอกจากนั้นมีการปล่อยข่าวว่าเขาไปพูดปราศรัยด่านักศึกษาที่ขึ้นเวทีเล็กเวลานปช.ชุมนุมใหญ่ว่าเป็นเวทีขอทาน หวังเงินบริจาค ทั้งที่ตนได้ปราศรัยว่า พยายามประกันแกนนำยังไงก็ไม่สำเร็จเลยจะไปขอทานความยุติธรรมกับศาลให้ปล่อยแกนนำ

ขณะที่อ.ธิดาเสริมว่า มีการปฏิบัติการจิตวิทยาเช่นนี้จริง คนเสื้อแดงต้องเข้าไปแก้ไขความเข้าใจผิดในโลกอินเตอร์เน็ตด้วย รวมไปถึงหนังสือพิมพ์ของฝ่ายที่สนับสนุนเผด็จการเคยมาสัมภาษณ์ตนให้พูดถึงคนเสื้อแดงหลายๆคน พอให้สัมภาษณ์ไปก็ตัดตอนเฉพาะการกล่าววิจารณ์แกนนำเสื้อแดงบางคนไปลง แล้วก็ขยายความเข้าใจผิดให้เกิดการแตกแยกในหมู่คนเสื้อแดง

พร้อมกันนั้นอ.ธิดาได้เปิดตัวผู้แทนเสื้อแดงในภาคพื้นยุโรป โดยนปช.สหภาพยุโรปด้วย และได้เชิญชวนเสื้อแดงต่างประเทศต่างๆหากมีการเลือกตั้งผู้แทนเรียบร้อยแล้วให้ประสานงานมา จะได้แต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของนปช.ในประเทศต่างๆเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธืปไตยอย่างทรงพลังไปในทิศทางเดียวกัน

ภาพบรรยากาศเฉลิมฉลองแกนนำนปช.พ้นคุก




“ขอโทษที่เรายังไม่ลืม” : สัมภาษณ์ “กานต์ ทัศนภักดิ์” เจ้าของผลงาน Gray “RED SHIRT”

ที่มา Thai E-News



เวบไซต์ประชาได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ “กานต์ ทัศนภักดิ์” หรือ “กานต์ ณ กานท์” กวี - ช่างภาพ ที่ติดตามถ่ายถภาพการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2553 กว่า 5,000 ภาพ เจ้าของผลงานภาพถ่ายขาวดำชุด Gray “RED SHIRT” ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจ Thai E-news จึงขอนำมาลงไว้อีครั้งหนึ่ง

หมายเหตุ: -ขณะนี้นิทรรศการภาพถ่ายชุด Gray “RED SHIRT” จัดแสดงอยู่ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ (สุขุมวิท 55) จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2554

โดยรายได้จากการจำหน่ายภาพชุดนี้ จะมอบสมทบทุนช่วยเหลือช่างภาพที่ถูกยิงในเหตุการณ์สลายการณ์การชุมนุมเมื่อ เดือนพฤษภาคม 2553 สนใจสั่งซื้อภาพได้ที่กลุ่ม SIACC หมายเลขโทรศัพท์ 081-611-4260 (จำหน่ายภาพละ 1,500 บาท พร้อมกรอบกรุกระจก ขนาด 22 x 16.5”)

ชมตัวอย่างภาพในนิทรรศการนี้ได้ที่ https://www.facebook.com/album.php?id=100001030335522&aid=28876
........................................................


“...ขณะที่คนจำนวนหนึ่งก็ต้องการให้สังคมลืม
ผมก็อยากจะบอกว่า เรื่องพวกนี้เคยเกิดขึ้นจริง เคยมี “คน” อยู่ในนั้น
และขอโทษที่เรายังไม่ลืม…”



บทสัมภาษณ์โดย ประชาไท:

‘สี’ อาจไม่ได้มีความสำคัญในฐานะตัวแทนหรือสัญลักษณ์ ทางการเมืองอย่างเข้มข้นกว้างขวางมาก่อน กระทั่งมีการอุบัติขึ้นของกลุ่มคนภายใต้เสื้อ ‘สีเหลือง’ ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จนเหตุการณ์นำไปสู่การรัฐประหาร 2549 จึงมีคนอีกกลุ่มหนึ่งสวมเสื้อ ‘สีแดง’ ออกมาต่อต้านการยึดอำนาจและการแทรกแซงการเมืองจากอำนาจนอกระบบ สังคมมีการแบ่งเป็น 2 สีอย่างชัดเจน

และ ‘สี’ ก็มีนัยสำคัญที่ลึกซึ้งต่อการเมืองไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เหตุ รุนแรงในเดือน เม.ย.และ พ.ค.2553 เมื่อรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามคนเสื้อแดงจนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ มีคนเสื้อแดงเสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นจำนวนมาก

แต่คำถามคือ เหตุใดคนในสังคมไทยจำนวนไม่น้อยไม่รู้สึกแยแสต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น นั่นเพราะชีวิตของคนที่สวมอุดมการณ์ทางการเมืองในชุดเสื้อสีแดงด้อยค่ากว่า ชีวิตมนุษย์ปรกติทั่วไปกระนั้นหรือ

สิ่งนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ กานต์ ทัศนภักดิ์ ซึ่งติดตามถ่ายภาพการชุมนุมของคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง ตัดสินใจถอดสีสันในภาพถ่ายออกทั้งหมด และนำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำชุด Gray “RED SHIRT” เพื่อทดสอบว่าเมื่อถอดสีแล้ว คนอื่นๆ ที่สังกัดตนอยู่ในสีหนึ่งสีใดหรือไม่มีสีก็ตาม จะมองเห็นความเป็นมนุษย์ของมนุษย์ที่สวมความคิดทางการเมืองในเสื้อแดงหรือ ไม่ และต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ประชาไทได้มีโอกาสพูดคุยกับเขา


อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้จัดนิทรรศการภาพถ่ายของคนเสื้อแดงครั้งนี้?

ที่ ผมรู้สึกมานานมากคือ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ไม่ค่อยมีภาพคนเสื้อแดงในมิติที่เป็น “มนุษย์” ในสื่อสาธารณะเท่าไหร่ คือหลายปีมานี้มีข่าวออกมามาก แต่ก็เป็นอีกเนื้อหาหนึ่ง คือในข่าวก็เป็นไปตามเนื้อหาของข่าว ขณะที่ด้านนี้ ที่เราได้เข้าไปเห็น แล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยถูกเผยแพร่


ทราบว่าภาพถ่ายเหล่านี้เคยถูกนำไปจัดนิทรรศการที่ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย?

เป็น งานครบรอบ 10 ปี ทุน API (Asian Public Intellectuals Fellowships: ทุนปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย) จัดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว ที่มะนิลา นอกจากปาฐกถา เสวนาอะไรต่างๆ แล้ว ส่วนหนึ่งของงานก็จัดให้มีนิทรรศการศิลปะ โดยให้สมาชิก API ทั้ง 5 ประเทศ ที่ทำงานอยู่ในสายศิลปะสาขาต่างๆ ส่งงานเข้าไปคัดเลือกเพื่อจัดแสดง

ตอน แรกที่ส่ง proposal ให้ curator คัดเลือก ผมเสนองานดนตรี 1 ชุด เป็นเพลงพูดถึงเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน แล้วก็ภาพถ่าย 2 ชุด เป็นภาพสี แต่ตอนใกล้หมดกำหนดก็ขอเปลี่ยนเป็นชุดนี้แทนครับ


แล้วทำไมไม่ใช้ภาพสีเหมือนนิทรรศการภาพถ่ายทั่วๆ ไป ตรงนี้ต้องการจะสื่อถึงอะไร?

คือ พอใกล้วันที่ต้องส่งชิ้นงานไปให้พิจารณา ช่วงปลายเดือนเมษา สถานการณ์ทางนี้ (ประเทศไทย) มันลุกลามไปมากแล้ว ผมก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ทั้งใจทั้งอะไร ก็เลยเขียนไปแจ้งถอนงานภาพถ่ายเหลือชุดเดียว แล้วก็ขอแก้ proposal ใหม่ เปลี่ยนจากภาพสีเป็นขาวดำ ส่วนดนตรีนี่ถอนเลย เพราะตอนนั้นนึกสภาพตัวเองคงเล่นสดไม่ไหวแล้ว

ที่เปลี่ยนจากสีเป็น ขาวดำ มันเริ่มตรงพอหลังวันที่ 10 เมษา มีคนตายแล้ว ทำให้เรารู้แล้วว่ามีการยิงจริง กระสุนจริง พอปลายเดือนเมษา ก็มีกระแสจะสลายที่ราชประสงค์ ทุกคนที่ตามอยู่ก็รู้ว่าเป็นไปได้ตลอดเวลา เพื่อนที่ประชาไทก็ชวนให้ช่วยกันคัดรูป อยากจะเอารูปในที่ชุมนุมที่เห็นคนชัดๆ เผยแพร่ออกไป ให้คนข้างนอกเห็น ว่ามีคนอยู่ในนั้น มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก คนแก่ คนเหมือนกับเรานี่แหละ อยากให้คนข้างนอกเห็นแล้วช่วยเบรกกระแสการใช้กำลังเข้าสลาย จากนั้นประชาไทก็เอาภาพขึ้น อีกด้านหนึ่งผมก็เอาขึ้น pantip (ราชดำเนิน) ด้วย พยายามเอาขึ้นทุกวันที่มีเวลาพอ


ตอนนั้นเป็นภาพสี ?

ใช่ครับ เป็นภาพสี ที่จริงทุกภาพที่ถ่ายช่วงนั้น ต้นฉบับเป็นภาพสีทั้งหมด

ผลคือ ?

ฟีด แบ็กที่ประชาไทผมไม่ทราบนะครับ เพราะช่วงนั้นได้เข้าเน็ตน้อยมาก แต่ที่กระทู้ผม pantip นี่ชัดเจน คือไม่ช่วยอะไรเลย เพราะคนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าถ้าเป็นเสื้อแดงคือเป็นคนเลว และสมควรโดน ก็เสียใจมาก โกรธด้วย ทำไมคนเรารู้สึกต่อกันได้ขนาดนี้ ไม่แคร์เลยเหรอที่จะมีคนตาย ต่อให้เป็นคนที่คุณไม่ชอบ

ผมคิดเรื่องนี้ กลับไปกลับมากลับมาอยู่นาน เริ่มสงสัยว่า นอกจาก “สี” ที่เป็นนามธรรมจะทำให้คนเป็นอย่างนั้นแล้ว สีที่เป็นรูปธรรม ที่สัมผัสกับตาเรา ก็ยังทำให้คนนึกถึงแต่ “สี” ที่เป็นนามธรรม นึกถึงอยู่แค่นั้น เห็นอยู่แค่นั้น ไม่เห็นอะไรเลยเหรอ

ก็เลยเอาสีออกไป ?

ครับ ที่จริงตอนนั้นมีอารมณ์ประชดอยู่ คือ โอเค ถ้ามีสีแล้วมันจะทำให้อคติ และเห็นแค่ “สี” ผมก็จะเอาสีออกให้ ก็แจ้งไปทางมะนิลา เขียน proposal ส่งไปใหม่ เป็น Gray “RED SHIRT”

“...แต่ถึงจะเชื่ออย่างนั้นก็ตาม
การที่คนไม่มีอาวุธถูกยิงตายกลางถนนจำนวนมากขนาดนี้มันน่าอนาถมาก
แต่คนไทยกลับเงียบ...เหตุการณ์ในประเทศอื่นเราก็ยัง “อิน” กว่านี้

...ต่อให้เราเชื่ออย่างที่รัฐบอก คนที่ตายก็คือคนไม่มีอาวุธ เขาไม่มีค่าหรือ...”


แปลว่าสีมีความหมายมากสำหรับการเมืองไทยในช่วงหลายปีมานี้?

มัน อาจเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างที่หลายคนบอกก็ได้ ทำให้เรายังไม่สามารถจะคิดต่างกันได้อย่างเท่าเทียม หรือแย่กว่านั้นคือ บางทีการที่เราเลือก “สี” หนึ่งแล้วมันทำให้เราไม่เห็นคนที่คิดต่างเป็นมนุษย์อีกต่อไป จะถูกกระทำอย่างไรก็ไม่แคร์อีกต่อไป

บางคนบอกว่าเทคโนโลยีที่ทำให้ ข้อมูลข่าวสารเคลื่อนที่เร็ว ปริมาณมาก ก็มีส่วนทำให้เราเห็นทุกอย่างเป็นแค่ “ข่าว” ด้านชาลงทุกที ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่กับความขัดแย้งทางการเมืองในระดับนี้อาจจะยังใหม่สำหรับคนไทยด้วย เวลาพูดถึง “สีแดง” “สีเหลือง” เราเลยมักนึกถึง “สี” ก่อน นึกถึงจุดยืนตัวเองก่อน ซึ่งก็อาจเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาคือบางทีเราลืมนึกถึงคนที่อยู่ใน “สี” นั้น

เรื่องนี้ ชัดเจนขึ้นหลัง 10 เมษายน 2553 ซึ่งมีคนตายหลายสิบภายในไม่กี่ชั่วโมง เจ็บอีกไม่รู้เท่าไหร่ แต่สังคมไทยเฉยมาก ไม่นับที่สะใจ ในด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะข่าวที่ออกมาจากสื่อไทยส่วนหนึ่งเป็นลบกับฝ่ายเสื้อ แดงมาก รัฐเองก็เน้นย้ำเรื่องชุดดำอะไรต่ออะไร แต่ถึงจะเชื่ออย่างนั้นก็ตาม การที่คนไม่มีอาวุธถูกยิงตายกลางถนนจำนวนมากขนาดนี้มันน่าอนาถมาก แต่คนไทยกลับเงียบ บางคนเชียร์รัฐซะอีก นอกจากคนเสื้อแดงเองกับคนที่เห็นใจฝ่ายแดงอยู่ก่อนแล้ว (ย้ำว่า เห็นใจอยู่ก่อนแล้ว) แทบจะไม่มีใครเห็นใจคนตาย ไม่ต้องพูดถึงการเรียกร้องความเป็นธรรมให้ ไม่ต้องพูดถึงองค์กรหรือนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย ซึ่งถ้าเป็นสถานการณ์อื่นผมว่าไม่มีทางนะ หรือเหตุการณ์ในประเทศอื่นเราก็ยัง “อิน” กว่านี้


อยากเล่าเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ในมุมของกานต์บ้างไหม?

สั้นๆ คือ ผมอยู่ในนั้นหลายชั่วโมง และไม่เห็นอย่างที่รัฐบอก ซึ่งอาจจะไม่สำคัญอะไร เพราะยังเถียงกันได้ว่าผมอาจจะไม่เห็นเอง เพราะส่วนหนึ่งมันมืด มันชุลมุน เหตุการณ์มีหลายจุด หรืออะไรก็ตาม แต่ประเด็นของผมคือ ต่อให้เราเชื่ออย่างที่รัฐบอก คนที่ตายก็คือคนไม่มีอาวุธ เขาไม่มีค่าหรือ

“...บางคนถามถึงคุณป้า-คุณยายในภาพ
ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ซึ่งผมพูดไม่ออก
มันเป็นคำถามที่เราถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน...”


แล้วเสียงตอบรับตอนจัดที่มะนิลา เป็นยังไง?

ผม ได้ดูวันเดียว คือวันเปิดนิทรรศการ เพราะต้องกลับเมืองไทยวันรุ่งขึ้นเลย คนที่เข้าชมในวันนั้นส่วนใหญ่คือคนไปร่วมงาน 10 ปี API หลักๆ คือ API จาก 5 ประเทศ ทีนี้เงื่อนไขในการจัดงานวันนั้นอย่างหนึ่งก็คือ ติดตั้งแต่ละนิทรรศการของงานนี้กระจายไปทั่วเมือง นัยว่าอยากให้คนที่ไปชมงานได้เที่ยวชมเมืองไปด้วย แต่ปัญหาคือ คุณเลือกขึ้นรถได้คันเดียว และรถคันนั้นจะผ่านเฉพาะบางนิทรรศการเท่านั้น

กลุ่ม เพื่อนต่างชาติส่วนใหญ่จะเข้ามาบอกว่าชอบ บางคนก็บอกว่าดูแล้วเศร้ามาก บางคนถามถึงคุณป้า-คุณยายในภาพว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ซึ่งผมพูดไม่ออก มันเป็นคำถามที่เราถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน

แต่ที่ลุ้นมาก คือเพื่อน API ที่เป็นคนไทยและไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดง ปรากฏว่ามีพี่ 2 คนที่ไม่ได้แดงมาบอกว่า ตัดสินใจเลือกขึ้นรถคันนี้เพราะผ่านนิทรรศการเรา แล้วก็บอกว่าชอบงาน โดยที่เค้าก็ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนทางการเมือง ซึ่งทำให้ผมดีใจมาก เราควรจะแตกต่างกันได้ โดยที่ยังเห็นฝ่ายอื่นๆ เป็นคนเท่าๆ กับเราอยู่ แล้วก็มีอีกคนหนึ่งไม่สนิทเลย มาบอกว่า งานสวย แต่ขอสารภาพว่า ถ้าเป็นภาพสีนี่พี่คงดูไม่ได้จริงๆ (หัวเราะ)

แสดงว่ามีเพื่อนที่คิดต่างกันอยู่มากพอสมควร?

ใช่ ครับ ที่จริงคือตั้งแต่ปี 49 เป็นต้นมา ผมเสียเพื่อน-คนรู้จักไปเพราะการเมืองเยอะมาก ระลอกแรกคือปี 49 ถัดมาคือช่วงที่เขียนคอลัมน์ประจำให้ประชาไท (หัวเราะ) แล้วก็ระลอกล่าสุดคือปี 53

แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ยังมีเพื่อน มีพี่ หลายคน ที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง หรือแม้แต่เปิดเผยเลยว่าเป็นพันธมิตร แต่เรายังคบกันได้เป็นปกติ หลายคนยังสนิทกันดี เพราะเรายังมีด้านที่รักและนับถือกันได้สนิทใจอยู่มากพอ ที่สำคัญคือ เราต่างกันแค่จุดยืน โดยไม่ได้มีใครเหยียดหยามเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์ของฝ่ายที่เห็นต่าง ซึ่งสำหรับผมมันสำคัญมาก เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ต่อให้จุดยืนทางการเมืองตรงกันแค่ไหนก็คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้

“...เราควรจะแตกต่างกันได้ โดยที่ยังเห็นฝ่ายอื่นๆ เป็นคนเท่าๆ กับเราอยู่…
ที่สำคัญคือ เราต่างกันแค่จุดยืน
โดยไม่ได้มีใครเหยียดหยามเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์ของฝ่ายที่เห็นต่าง
ซึ่งสำหรับผมมันสำคัญมาก เพราะถ้าเป็นแบบนั้น
ต่อให้จุดยืนทางการเมืองตรงกันแค่ไหนก็คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้…”


ในที่สุดก็ได้มาจัดที่เมืองไทย?

หลัง จากนั้นก็คิดๆ อยู่ว่าน่าจะจัดในเมืองไทยบ้าง เพราะเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นที่นี่ และกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องการสื่อไปถึงก็คือคนในสังคมไทย ซึ่งต้องขอบคุณทางกลุ่ม SIAM INCEPTION ART & CULTURE CLUB (SIACC) ที่จัดงาน “ฝังความทรงจำ” และติดต่อไปร่วมครับ

แง่มุมของภาพที่นำเสนอในนิทรรศการนี้ มีเรื่องราวอะไรบ้าง?


ทั้ง หมดคือ ไม่ว่าเราจะคิดยังไงกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จะชอบหรือไม่ชอบ ข้อเท็จจริงก็คือ มี “คน” อยู่ในนั้น คนที่ความเป็นมนุษย์ควรจะเท่าเทียมกับเรา

ภาพถ่ายที่มีอยู่ มีเยอะไหม แล้วมีวิธีการคัดเลือกภาพยังไง?

ทั้ง หมดมีอยู่ราวๆ 5,000 กว่า เป็นภาพตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม – 2 พฤษภาคม 2553 คือวันสุดท้ายที่ผมได้เข้าไปที่ราชประสงค์ แต่ตอนที่ต้องคัดภาพส่งไปเป็นช่วงปลายเดือนเมษายน เนื่องจากจำนวนค่อนข้างจำกัด จำได้ว่าพยายามเลือกมุมที่ไม่ค่อยเห็น เน้นคนสูงอายุมากหน่อย ที่ขาดไปคือภาพคนในวัยหนุ่มสาว แต่ด้วยเวลาคัดก็จำกัดอีก พอส่งไปแล้วก็เสียดายอีกหลายภาพที่น่าจะได้เห็นกัน

ทำไมถ่ายไว้เยอะขนาดนั้น ตั้งใจจะเอาไปทำอะไร?

หลัง วันที่ 10 เมษา เรารู้แล้วว่ามีเหตุการณ์อย่างนั้นได้ และภาพที่จะช่วยยืนยันมันสำคัญมาก จากที่เคยเข้าไปวันละ 5-6 ชั่วโมง ก็พยายามอยู่ให้ยาวขึ้น ช่วงที่มีข่าวว่าจะสลายก็อยู่จนสว่าง เพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์เลวร้ายมันจะเกิดขึ้นอีกตอนไหน ระหว่างนั้นก็ถ่ายไปเรื่อยๆ มันก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น

ได้เผยแพร่ในช่องทางอื่นบ้างรึเปล่า?

มี ใน slide.com บ้าง เอาขึ้นช่วงเดียวกับที่โพสต์ใน pantip แล้วก็มีนักข่าวเกาหลีมาขอไปส่วนหนึ่ง ปัญหาของผมคือหลังจากเหตุการณ์นั้น (พ.ค.53) ช่วงหนึ่งผมแทบไม่กล้าเปิดดูไฟล์ภาพที่เก็บไว้ เพราะเราเคยอยู่ตรงนั้น เข้าไปเกือบทุกวัน คนในภาพจำนวนหนึ่งเห็นกันจนคุ้นหน้า ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่เรารู้สึกว่าโหดเหี้ยมมาก แล้วเราแทบไม่รู้เลยว่าตอนนี้แต่ละคนอยู่ที่ไหน เป็นยังไง

วิดีโอ คลิป หรือภาพที่คนอื่นถ่ายก็เหมือนกัน บางทีดูได้แป๊บๆ ก็ต้องรีบปิด และเท่าที่ถามๆ ดู ไม่เฉพาะผม หลายคนก็มีอาการคล้ายๆ กัน พี่ก็คงเป็นเหมือนกัน

คิดว่าสาเหตุคืออะไร?

ถ้า ส่วนตัวผม ความรู้สึกหนึ่งคือรู้สึกผิด เราเคยอยู่ในนั้น ตรงที่ที่มีคนตายคนเจ็บ แต่เราปลอดภัย ตอน 10 เมษาผมไม่มีแผลอะไรเลย นอกจากโดนแก๊สน้ำตา แล้วก็มาโดนลูกหลงที่สีลมนิดหน่อย ไม่ได้เจ็บมากอะไร และที่ราชประสงค์ก็มาเกิดเรื่องตอนที่ผมกลับต่างจังหวัดไปแล้ว สรุปคือ มีคนตายคนเจ็บมหาศาล เจ็บและตายเพื่อเรียกร้องสิ่งที่เราเห็นด้วย ขณะที่เราปลอดภัยทุกอย่าง และช่วยอะไรคนเหล่านั้นไม่ได้เลย

ส่วน เรื่องภาพ ช่วงหลังก็เริ่มคุยกับหลายคน ก็เห็นตรงกันว่าถ้าเผยแพร่ภาพออกไปมันมีประโยชน์กว่าเก็บเอาไว้แน่ๆ ก็เข้า ใจ เพียงแต่ช่วงก่อนนั้นยังทำใจยาก ตอนนี้ก็เริ่มมองเริ่มคิดหาทางเอาออกมาทำให้เป็นประโยชน์มากขึ้น

เห็น ในโปสเตอร์งานที่สถาบันปรีดีบอกว่ารายได้จากการขายภาพจะนำ ไปช่วยช่างภาพที่ถูกยิงในเหตุการณ์ ตั้งราคาภาพไว้เท่าไหร่ แล้วจะติดต่อซื้อได้ยังไง?

ตั้งไว้ภาพละ 1,500 ครับ พร้อมกรอบ จำนวนเงินที่ได้คงไม่มากเท่าไหร่ แต่หวังว่าจะเป็นกำลังใจให้กันได้บ้าง ติดต่อซื้อได้กับทางผู้จัดงาน 081-611-4260 ครับ

ทราบมาว่าจะจัดที่เชียงใหม่เดือนหน้าด้วย เป็นภาพเดิมรึเปล่า หลังจากนั้นจะจัดที่ไหนอีกบ้าง?

เชียงใหม่ จัดที่ “ร้านเล่า” ถนนนิมมานเหมินทร์ มีพี่ๆ กลุ่มอิสระทางนั้นเป็นคนจัดให้ เปิดงานวันที่ 5 (มีนาคม) มีเสวนา วิทยากรที่ทราบตอนนี้คืออาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล กับอาจารย์วันรัก สุวรรณวัฒนา หลังจากนั้นจะไปจัดที่ร้านหนังสือ “เอกาลิเต้” ที่ลำปาง แล้วก็มีพี่ทางอุบลฯ ชวนไปจัด แต่ยังไม่ได้คุยรายละเอียดครับ

ภาพชุดนี้ก็คงต้องคงไว้เหมือนเดิม ส่วนภาพอื่นๆ ที่มีอยู่ก็อาจจะหาทางเผยแพร่ด้วยวิธีอื่นต่อไป?

“…โดยพื้นฐานที่สุด จำเป็นต้องทำให้พื้นที่ทางการเมืองของทุกคนเท่ากันก่อน
ให้คนที่คิดต่างกันสามารถพูดออกมาได้เท่าๆ กันก่อน…”


มีความคาดหวังกับผู้ที่มาชมนิทรรศการครั้งนี้บ้างไหม ยังไง?

นอก จากความคาดหวังเดิมใช่มั้ยครับ คือนอกจากคราวนี้คือสนามในประเทศ ในที่เกิดเหตุแล้ว จากวันนั้นมันยังเกิดอะไรขึ้นเยอะมาก โดยที่แผลของคนจำนวนมากยังไม่ถูกรักษา ถูกฉีกให้กว้างออกไป ขณะที่คนจำนวนหนึ่งก็ต้องการให้สังคมลืม

ผมก็อยากจะบอกว่า เรื่องพวกนี้เคยเกิดขึ้นจริง เคยมี “คน” อยู่ในนั้น และขอโทษที่เรายังไม่ลืม

สุดท้าย อยากเห็นการเมืองไทยเป็นยังไง?

ตอน จัดที่มะนิลา พี่คนหนึ่งก็สัมภาษณ์ผมด้วยคำถามที่คล้ายๆ กันนี้เป็นคำถามสุดท้าย ซึ่งตอบยากมาก คือผมคิดว่าโดยพื้นฐานที่สุด จำเป็นต้องทำให้พื้นที่ทางการเมืองของทุกคนเท่ากันก่อน ให้คนที่คิดต่างกันสามารถพูดออกมาได้เท่าๆ กันก่อน ดังนั้น ตอนนี้ผมขอยังไม่ตอบดีกว่าครับ (หัวเราะ)

…………………………………………………………….


กานต์ ทัศนภักดิ์ เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2535 หลังเหตุการณ์ “พฤษภาเลือด” ได้ลาออกจากโรงเรียนมาสอบเทียบ และทดลองศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายครั้ง ก่อนตัดสินใจออกมาทำงานด้านศิลปะ วรรณกรรม และดนตรี ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมของ หลายกลุ่ม/องค์กรจนถึงปัจจุบัน

กานต์ได้รับเลือกให้รับทุนปัญญาชน สาธารณะแห่งเอเชีย (API) ประจำปี 2008-2009 และไปศึกษาวิจัยในหัวข้อ “ศิลปะใน ‘สื่อรณรงค์’: ศิลปะการนำเสนอของ ‘สื่อกระแสรอง’ ในโลกแห่ง ‘สื่อกระแสหลัก’” ที่ประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของศิลปินและนักกิจกรรม ในการใช้ศิลปะเพื่องานรณรงค์ของขบวนการทางสังคม

ปัจจุบันกานต์พัก อาศัยอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นและเชียงใหม่ โดยทำงานอิสระ อาทิ งานกวีและงานเขียนอื่นๆ งานบรรณาธิการต้นฉบับ และงานศิลปะในหลายสาขา เช่น ภาพถ่าย ภาพเขียน ดนตรี ทั้งในชื่อจริง และภายใต้นามปากกา ‘กานต์ ณ กานท์’

เดินทางต่อไป

ที่มา Thai E-News



โดย กวีศรีประชา

สูดลมหายใจแห่งอิสรภาพให้เต็มอิ่ม
ลิ้มรสแห่งความเป็นธรรมให้ชื่นใจ
อย่าลืมเรื่องเก่าเมื่อวันก่อน
นอนพักในอ้อมกอดครอบครัวให้หายคิดถึง
อย่าบอกว่าเรื่องที่ผ่านมาเป็นนิทาน
ยืนยันต่อไปว่า นี้คือเรื่องจริงอันสลับซับซ้อน
อย่าเริงใจกับอรุณรุ่งให้มากนัก
ทั้งอย่าซ้ำเติมว่านี่คือ อัสดงคตอันนำไปสู่กาฬปักษ์แห่งความมืดมิด
นักเดินทางแสวงสัจจะย่อมต้องเดินทางต่อไป
เดินทางมาไกลเท่าไร ไม่สำคัญ
ที่สำคัญเรื่องยังไม่จบ

20ปีรสช. สถาบันกษัตริย์กับรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News



สถาบันฯกับการรัฐประหาร-การรัฐประหาร19กันยายน2549ก็เช่นเดียวกับรัฐประหาร23กุมภาพันธ์2534และทุกครั้ง คือกองทัพอ้างว่าเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ เป็นหัวใจหลักของการทำรัฐประหาร ข้ออ้างอันอัปลักษณ์นี้ยังจะดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยไปอีกนานแค่ไหน..?


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 กุมภาพันธ์ 2554

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ การหยิบยกสถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายปฏิปักษ์การเมืองมีมาตลอด นับแต่คราวรัฐประหารพฤศจิกายน 2490 ก็นำเรื่องคดีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 เป็นเหตุอ้างสำคัญ ในการรัฐประหารปี 2500 ก็มีหลักฐานว่า เพราะจะมีการรื้อฟื้นคดีลอบปลงพระชนม์ใหม่ ในเหตุการณ์ปฏิวัติประชาชนในเดือนตุลาคม 2516 ก็มีการใส่ความว่าพันเอกณรงค์ กิตติขจร บุตรชายจอมพลถนอมมักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นประธานาธิบดีคนแรก ในเหตุการณ์นองเลือดเดือนตุลาคม 2519 ก็มีการใส่ความนักศึกษาฝ่ายซ้ายว่าเล่นละครแขวนคอดูหมิ่นรัชทายาท..กรณีรัฐประหาร19กันยายน2549 หรือรสช.23กุมภาพันธ์2534ก็อยู่ในลักษณ์เดียวกัน

ทั้งหมดนี้ถูกพิสูจน์ภายหลังว่าเหลวไหลทั้งเพ




ปากคำเหยื่อรัฐประหาร23กุมภาพันธ์:ผมเรียก'เด็จยายทุกคำ

"ผมชาไปทั้งใบหน้า และชาไปทั้งตัว เมื่อได้ยินเสียงประกาศการทำรัฐประหารจากปากของคณะรสช. พ่อผมเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ทราบแต่ว่าคณะรัฐประหารควบคุมตัวเอาไว้ที่กองทัพอากาศ ส่วนผมขับรถตระเวณไปเรื่อยๆในกรุงเทพฯ คิดถึงชะตากรรมของตัวเอง แต่ที่หนักหนาที่สุดคือชะตากรรมของประเทศชาติ"
ดร.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ "อาจารย์โต้ง"กล่าวภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 23 กุมภาฯไม่นานนัก เขามีแววตาตั้งคำถามมากมายในระหว่างที่หวนรำลึกถึงเหตุการณ์ทำรัฐประหาร23กุมภาพันธ์ 2534


"ผมอับอายขายขี้หน้าชาวโลก จนไม่รู้จะตอบคำถามสื่อมวลชนตะวันตกในเวลานั้นอย่างไรดี มันเป็นไปไม่ได้เลยในโลกยุคพ.ศ.นั้นที่จะเกิดการทำรัฐประหารยึดอำนาจขึ้นมาได้อีก รัฐบาลพ่อของผมกำลังนำประชาธิปไตยมาปักหลักในประเทศนี้ รัฐบาลกำลังพัฒนาเศรษฐกิจ อาจมีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ แต่เราก็กำลังทำกันอยู่"
ดร.ไกรศักดิ์ ซึ่งเวลานั้นมีอีกหมวกใบหนึ่งเป็นหัวหน้าทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

ซึ่งเวลานั้นมีด๊อกเตอร์หนุ่มสมองไบรต์และห้าวสุดขีด อย่างดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของทีม และเป็นสายล่อฟ้า มีเรื่องระหองระแหงกับผู้นำกองทัพอยู่เป็นระยะ

"เชื้อไฟของการรัฐประหารเริ่มต้นจากสือมวลชน ไทยรัฐซึ่งเปิดธุรกิจผับกลางคืนอยู่ อาจเปิดเกินกว่ากฎหมายกำหนด คุณเฉลิม(เฉลิม อยู่บำรุง เวลานั้นเป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ)เข้าไปเข้มงวดกวดขันมาก ทำให้ไทยรัฐตอบโต้คืนด้วยการโจมตีว่ารัฐบาลพ่อผมเป็นบุฟเฟ่ต์ คาบิเนต โจมตีเรื่องคอรัปชั่น ทั้งที่รัฐบาลทำเรื่องก้าวหน้าตั้งมากอย่างนโยบายอินโดจีน เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า แต่เราก็ให้เสรีภาพกับสื่ออย่างมาก เราสนับสนุนให้ยกเลิกประกาศปร.42ที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็กลับกลายมาเป็นอาวุธทิ่มแทงเราเสียเอง ไทยรัฐซึ่งมีอิทธิพลมากในเวลานั้นเขียนว่า หากใครต้องการการปฏิวัติ ก็ให้เขียนจดหมายเข้ามาซัก1ล้านฉบับ"
อดีตหัวหน้าทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯเล่าชนวนเหตุการรัฐประหารครั้งนั้น

ซึ่งดูไม่ต่างไปจากรัฐประหาร 19 กันยายน2549 นัก นั่นคือพวกสื่อที่เสียประโยชน์จากรัฐบาลทักษิณเป็นผู้ก่อชนวนขึ้นมา

"เรื่องคอรัปชั่นนั้นเป็นเงื่อนไขโดยทั่วไปที่กองทัพมักอ้างเป็นเหตุของการรัฐประหาร แต่ที่ผมยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิงก็คือการหยิบยกเอาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเงื่อนไขสำคัญ จะเป็นไปได้อย่างไรว่ารัฐบาลไม่ปกป้องสถาบันกษัตริย์ คนไม่รู้หรอกหรือว่าแม่ผม(ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ)เคยอยู่รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จย่า ผมตอนเด็กๆก็เข้าไปวิ่งเล่นในวังของท่าน ยังเรียกท่านว่าเด็จยายๆอยู่เลย"
ไกรศักดิ์มีแววตาที่ขมขื่นเมื่อกล่าวถึงตอนนี้

ความผิดพลาดของรัฐบาลพลเรือนคือประเมินกองทัพผิด

ก่อนหน้านั้นไม่นานกองทัพที่มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้นำ ซึ่ง"บิ๊กจิ๋ว"นั้นชัดเจนว่าเป็นทหารการเมือง เขาใช้ทรัพยากรกองทัพเปิดโครงการอีสานเขียว เพื่อสร้างความนิยมในภาคอีสาน และต่อมาประกาศตั้งพรรคความหวังใหม่ แต่ก็ถูกจปร.5ทหารรุ่นน้องโจมตีว่าไม่น่าไว้ใจ เพราะพลเอกชวลิตเผลอพูดเรื่อง"สภาเปรซิเดียม"

จนถูกนักการเมืองอนุรักษ์นิยมอย่างม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชตั้งคำถามแรงๆว่า"แล้วจะเอาในหลวงไปไว้ที่ไหน เมื่อมีสภาเปรซิเดียม!"

มวลชนของพลเอกชวลิตในเวลานั้นใต้การนำของประเสริฐ ทรัพย์สุนทร แห่งสภาปฏิวัติดูก้าวล้ำมวลชนมากไป ขาดฐานมวลชนสนับสนุน แม้จะแรงถึงขั้นที่นักศึกษาแนวร่วมจากรามคำแหงคือธนาวุฒิ คลิ้งเชื้อ จุดเพลิงเผาตัวตายเพื่อขับไล่รัฐบาลชาติชายออกไป และเรียกร้องหา"การเมืองใหม่"ในยุคนั้นคือให้เกิดสภาปฏิวัติ แต่ก็ไม่ก่อผลสะเทือนใดๆต่อรัฐบาล

เมื่อบิ๊กจิ๋วออกมาตั้งพรรคความหวังใหม่ รัฐบาลชาติชายได้ตั้งจปร.รุ่น 5 นำโดยพลเอกสุจินดาขึ้นยึดกุมกองทัพทั้งแผง พลเอกสุจินดาถูกชื่นชมจากสื่อมวลชนว่าฉลาดปราดเปรื่องกว่าบิ๊กจิ๋วเสียอีก ที่สำคัญเขาไม่ใช่ทหารการเมือง

"เราประเมินเขาผิดพลาดจริงๆที่คิดว่าสุจินดาเป็นนายทหารอาชีพต่างจากพลเอกชวลิต"
ไกรศักดิ์กล่าวหวนรำลึก...

ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากพันตำรวจโททักษิณนักที่ไปคว้าเอาพลเอกสนธิ บุณยะรัตกลินขึ้นมาเป็นผู้นำกองทัพ เพราะเห็นว่าเขาเป็นมุสลิมที่อาจช่วยเยียวยานโยบายที่ผิดพลาดจากกรณีตากใบและกรณีกรือเซะห์ได้ และเห็นว่า"บิ๊กบัง"นั้นไม่ใช่ทหาร"การเมือง"

คดีลอบสังหารบุคคลสำคัญชนวนยึดอำนาจ

คณะรสช.นำภาพการสารภาพของพันเอกบุลศักดิ์ โพธิเจริญ ส.ส.พรรคพลังธรรม ลูกพรรคของพลตรีจำลอง ศรีเมืองว่าพัวพันกับคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญออกฉายวนไปเวียนมาทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในช่วงวันแรกๆของรัฐประหาร23กุมภาฯ เพื่อโฆษณาให้ประชาชนเห็นถึงความจำเป็นในการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่ประชาชนเลือกมา

ซึ่งไม่จำกัดเพดานอยู่ที่พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก อดีตผู้นำกองทัพ กับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังก้าวล่วงไปถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถอีกด้วย

"คดีลอบสังหาร"นั้นมีพลตำรวจเอกบุญชู วังกานนท์ ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนจปร.5รุ่นเดียวกับผู้นำรสช.คือพลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นคนทำคดี มุ่งเป้าไปที่นายทหารจปร.7ที่มีพลตรีมนูญ รูปขจร พลตรีจำลอง ศรีเมือง พันเอกประจักษ์ สว่างจิตร พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี เป็นแกนนำ ส่วนพันเอกบุลศักดิ์ โพธิเจริญ เป็นสมาชิกรุ่นจปร.7

คดีนี้จับจุดเอาภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารเมษาฮาวาย(1-3เมษายน2524)ของจปร.7ต่อรัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ล้มเหลวลง ทั้งที่มีกองกำลังมากกว่า ว่ากันว่าเพราะมีสตรีสูงศักดิ์มากเป็น"บุคคลสำคัญ"เข้าขัดขวางการรัฐประหาร และอุ้มชูพลเอกเปรมให้ครองอำนาจต่อมาอีก8ปี

ฝ่ายจปร.7อ้างว่าเมื่อพวกตนยอมแพ้ตามที่"คุณขอมา"แล้ว แทนที่จะได้รับการปฏิบัติตามสัญญาลับๆว่าจะไม่เอาผิด และให้กลับเข้ารับราชการ กลับเจอปลดพลตรีมนูญกลายเป็นนายมนูญ ส่วนพันเอกพัลลภ(ยศขณะนั้น)หนีไปทำไร่ที่ภาคอีสานก็ยังถูกลอบสังหาร จึงมีปฏิบัติการเอาคืนบ้าง จนเกิดกรณีที่เรียกว่า"คดีลอบสังหารบุคคลสำคัญ" แต่นายทหารจปร.7อ้างว่า ก็จำกัดอยู่ที่บุคคลระดับสามัญชนเท่านั้น

นายมนูญกลับมาก่อรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 9 กันยายน2528 แต่ล้มเหลวเป็นคำรบสอง ต้องหนีไปต่างประเทศ ต่อมาได้รับการคืนยศและก้าวเป็นพลตรีในยุคของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ทำให้จปร.5หวาดระแวงว่ารัฐบาลชาติชายจะใช้มนูญมาคานอำนาจ หรือสั่นคลอนพวกตน

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ขณะที่พลเอกชาติชายจะบินไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่เชียงใหม่ ก็ถูกทหารอากาศ ลูกน้องของบิ๊กเต้-พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล จับกุมตัว และประกาศการทำรัฐประหาร

"เรายอมถอยหลังไป1ก้าว เพื่อจะได้ก้าวไปข้างหน้า10ก้าว"
เป็นคำประกาศต่อสื่อมวลชนของพลเอกสุจินดา ผู้นำการทำรัฐประหารในครั้งนั้น

การสอบสวนและยึดทรัพย์รัฐบาลพลเอกชาติชายโดยมือตงฉินคือพลเอกสิทธิ จิรโรจน์จบลงด้วยการยึดทรัพย์ใครไม่ได้ และต้องคืนทรัพย์สินทั้งหมดให้นักการเมือง เวลาต่อมาพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ประธานรสช.ตายลง เกิดเรื่องอื้อฉาวเมียน้อยเมียหลวงฟ้องแย่งสมบัติกว่า2,000ล้านบาท

ไม่มีใครรู้ว่าทหารอย่างบิ๊กจ๊อดร่ำรวยผิดปกติมาจากไหน...

การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือขจัดปฏิปักษ์การเมือง

ส่วนคดีลอบสังหารเปลี่ยนมือมาสู่มือปราบตงฉินพลตำรวจเอกธนู หอมหวล ครั้งสุดท้ายที่เราได้ยินเกี่ยวกับคดีนี้คือ"สำนวนอ่อน"และเรื่องก็กลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง

ส่วนพันเอกบุญศักดิ์มีข่าวไปบวชและเงียบหาย พลตรีมนูญกลายมาเป็นนักการเมืองที่ก้าวถึงตำแหน่งประธานวุฒิสภา

พลตรีจำลองกับพลเอกพัลลภกลายเป็นแกนนำพันธมิตร และใช้สถาบันกษัตริย์โจมตีเหยื่อรายใหม่คือพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรว่าไม่จงรักภักดี ตีตนเสมอเจ้า และนำมาสู่การรัฐประหาร19 กันยายน 2549 และยังใช้ข้อกล่าวหานี้ไล่ล่าทักษิณกับผู้สนับสนุนมาจนวันนี้


ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ การหยิบยกสถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายปฏิปักษ์การเมืองมีมาตลอด นับแต่คราวรัฐประหารพฤศจิกายน 2490 ก็นำเรื่องคดีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่8เป็นเหตุอ้างสำคัญ ในการรัฐประหารปี 2500 ก็มีหลักฐานว่าเพราะจะมีการรื้อฟื้นคดีลอบปลงพระชนม์ขึ้นมาพิจารณากันใหม่ ในเหตุการณ์ปฏิวัติประชาชนในเดือนตุลาคม2516 ก็มีการใส่ความว่าพันเอกณรงค์ กิตติขจร บุตรชายจอมพลถนอมมักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นประธานาธิบดีคนแรก ในเหตุการณ์นองเลือดเดือนตุลาคม 2519 ก็มีการใส่ความนักศึกษาฝ่ายซ้ายว่าเล่นละครแขวนคอดูหมิ่นรัชทายาท..กรณีรัฐประหาร19กันยายน หรือรสช.23กุมภาพันธ์2534ก็อยู่ในลักษณ์เดียวกัน

ทั้งหมดนี้ถูกพิสูจน์ภายหลังว่าเหลวไหลทั้งเพ

การใช้สถาบันกษัตรยิ์เป็นเครื่องมือขจัดปฏิปักษ์การเมืองนั้นมีมาอย่างสืบเนื่อง และยังจะดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยสืบไป ตราบเท่าที่ยังไม่มีการปฏิรูปอย่างถึงรากถึงโคน แยกสถานะบทบาทสถาบันกษัตริย์ให้อยู่พ้นวังวนการเมือง หรือปราศจากการเมืองได้อย่างแท้จริง

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-กรณีตัวอย่างที่สถาบันกษัตริย์ สามารถปฏิเสธรัฐประหาร และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐประหารพ่ายแพ้ได้ : "กบฏยังเติร์ก" 2524

เรื่องลึกลับของการขึ้นเป็นนายกฯพระราชทานรอบสองหลังพฤษภาทมิฬของอานันท์ ปันยารชุน

โพสต์ทูเดย์ รายงาน“กรณ์”ยอมรับ“รัฐบาลเทพประทาน”หมดปัญญาคุม“สินค้าแพง”

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

“กรณ์”ยอมรับรัฐหมดทางคุม“สินค้าแพง”


กรณ์ยอมรับรัฐบาลไม่สามารถคุมราคาสินค้าได้ทั้งหมด ชี้สินค้าบางอย่างแพงขึ้นเป็นเรื่องต้องทำใจ


นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ในฐานะึคณะกรรมการติดตามโครงการประชาวัฒน์ กล่าวถึงราึคาน้ำมันปาล์มราคาแพงว่า รัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงได้ทั้งหมด ดังนั้นราคาสินค้าบางอย่างแพงขึ้นก็เป็นเีรื่องที่ต้องทำใจ
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพยายามชดเชยรายได้ หรือ ไม่เพิ่มรายจ่ายให้กับประชาชนในทางอื่น เช่น การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ทำให้ราคาสินค้่าแพงขึ้นไปอีก ซึ่งรัฐบาลมีเงินกองทุนน้ำมันอีก 2 หมื่นล้านบาท ในการชดเชยราคาน้ำมันดีเซล

"รัฐบาลไม่สามารถไปดูแลราคาสินค้าทุกประเภทได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับปริมาณ ความต้องการสินค้า และปริมาณสินค้าในท้องตลาดที่มีจริง แต่บางประเภทสินค้าที่เราดูแลได้และส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนก็ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลประชาชน"นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า ได้รายงานความคืบหน้าโครงการประชาวิวัฒน์ 9 มาตรการ ให้นายอภิสิืทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รับทราบที่ดำเนินการมา 5 สัปดาห์ ซึ่งแต่ละัมาตรการอยู่ระหว่างดำเนินการ


(ที่มา โพสต์ทูเดย์ ,21 กุมภาพันธ์ 2554)

บทความข่าวสด:“น้ำมันปาล์ม” เรื่องของรัฐบาลแย่งกันโกงกินแล้วทำ"ชาวบ้าน"เดือดร้อน

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

กรณี น้ำมันปาล์ม จุดสลบ ของ "รัฐบาล" รัฐบาล "เส้น" ใหญ่


หากศึกษาปัญหาจากตูนิเซีย หากศึกษาปัญหาไทยก่อนเกิดสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516 ไม่ควรประมาทสภาวะขาดแคลนน้ำมันปาล์มอย่างเด็ดขาด

เพราะนี่คือปัญหาเศรษฐกิจ อันเกี่ยวกับปากท้องของชาวบ้าน

กรณีตูนิเซียจุดเริ่มมาจากสภาวะว่างงาน และระเบิดขึ้นเมื่อบัณฑิตซึ่งสร้างงานด้วยการเข็นรถขายของ แต่ถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ

หมดหนทางถึงกับเผาตัวประชด

การประชดของหนุ่มคนนั้นสอดรับกับอารมณ์ความรู้สึกของชาวบ้านที่เหลืออดเหลือทนกับการบริหารจัดการในเรื่องเศรษฐกิจ

ก็เป็นเรื่อง

เป็นเรื่องเหมือนกับสถานการณ์ที่ชาวบ้านต้องเข้าคิวซื้อข้าวจากกระทรวงพาณิชย์ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ

จากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจบานปลายกลายเป็นปัญหาทางการเมือง



ปัญหาทางเศรษฐกิจนี้แหละที่ชี้ขาดสถานการณ์และอนาคตทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นยุคดึกดำบรรพ์ หรือยุคแห่งโลกาภิวัตน์

สำนวนไทยโบราณที่ว่า"ข้าวยากหมากแพง" มีความแจ่มชัดยิ่งในความหมาย

สำนวนไทยโบราณที่ว่า "เดือดร้อนไปทุกหย่อมย่าน" สะท้อนทั้งการกดขี่ทางการเมืองและการขูดรีดทางเศรษฐกิจ

นี่คือสภาพอย่างที่สรุปว่า ความคับแค้นทางจิตใจ ความยากไร้ทางวัตถุ

เป็นความคับแค้นจากความไม่เป็นธรรมในทางการเมือง เป็นความยากไร้เนื่องจากการทุจริตคอร์รัปชั่นทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง


อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลยที่ประสบปัญหาเนื่องแต่น้ำมันปาล์มขาดตลาด แม้แต่พระตามวัดก็มีปัญหาตั้งแต่วัดแหลมจนถึงพระปฐมเจดีย์และวัดในพระนครศรีอยุธยา


ต่อให้มี "แบ๊ก" ดีมีอิทธิพลเพียงใด ก็ยากจะรอดสันดอนไปได้หากชาวบ้านเดือดร้อน


ประเด็นที่น่าจับตาอย่างเป็นพิเศษในกรณีน้ำมันปาล์มขาด ประเด็น 1 คือน้ำมันปาล์มเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคใต้เหมือนกับยางพารา

และอีกประเด็น 1 วิธีการนำเข้ากำลังกลายเป็นชนวนอันร้อนแรง

คำถามอยู่ที่ว่า การกักตุนอันเป็นเหตุให้เกิดการขาดแคลนนั้นใครได้ประโยชน์กันแน่ระหว่าง ส.เสือ กับ พ.พาน

นี่ล้วนเป็นเรื่องภายในของรัฐบาล ระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลด้วยกัน มิได้เกี่ยวกับฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่นอกรัฐบาลไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศ

เป็นเรื่องแย่งกันกินแล้วผลักภาระความเดือดร้อนให้ "ชาวบ้าน"

น่าเสียดายที่พรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยไม่แข็งแกร่ง ไม่เป็นเอกภาพ

หากพรรคเพื่อไทยมีความแข็งแกร่ง มีความเป็นเอกภาพ และส่งคนลงไปศึกษาปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างจริงจัง เรื่องนี้สามารถสั่นคลอนสถานะของรัฐบาลได้

น่าเสียดายที่พรรคเพื่อไทยไม่แข็งแกร่ง ไม่เป็นเอกภาพ ไม่มีประสิทธิภาพ


(ที่มา ข่าวสดรายวัน , 21 กุมภาพันธ์ 2554)

บุหงารายานิวส์: ปิดล้อมนราฯ ค้นบ้านผู้ผลิตสื่อทางเลือก

ที่มา ประชาไท

เจ้าหน้าที่สนธิกำลังล้อมหมู่บ้านนาดา รือเสาะ นราธิวาส ค้นบ้านหลายหลัง แต่ไม่พบผู้ต้องส่งสัย อาวุธ หรือสิ่งผิดกฎหมายใดๆ พร้อมกันได้ตรวจค้นบ้านผู้ผลิตสื่อทางเลือกพีสมีเดีย และตรวจดีเอ็นเอ

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 54 เวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังปิดล้อมหมู่บ้านนาดา ม.3 ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เพื่อตรวจค้นบ้านต้องสงสัย ขณะเดียวกันนั้นได้ตรวจค้นบ้านของผู้ผลิตสื่อทางเลือก เครือข่ายอาสาสมัครสื่อสันติภาพชายแดนใต้ (Southern Peace Media SPM)หรือพีสมีเดีย และได้ตรวจดีเอ็นเอ แต่ไม่พบผู้ต้องสงสัย อาวุธ หรือสิ่งผิดกฎหมายใดๆ

นายเฟาซี ผู้ผลิตสื่อทางเลือก เครือข่ายอาสาสมัครสื่อสันติภาพชายแดนใต้ (Southern Peace Media SPM) เล่าว่า เหตุที่ทำให้บ้านตัวเองถูกค้น เพราะว่าญาติออกไปข้างนอกและได้ล็อคประตูบ้านด้านนอก ตัวเองซึ่งเพิ่งกลับจากการทำงาน ได้นอนพักอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่มองว่ามีพิรุด จึงทำการตรวจค้นบ้านผมทันที และตอนนั้นกำลังนอนอยู่ ตกใจมากที่เห็นเจ้าหน้าพกปื้นเข้ามาในบ้านตัวเอง

"ทางเจ้าหน้าที่ได้สอบถามผมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการทำงานว่า ทำงานอะไรอยู่ ที่ไหน ทำงานให้กับใคร องค์กรอะไร เป็นเวลานานกว่า 30 นาที พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ได้ค้นในกระเป๋าทำงานของผม ซึ่งมีคอมพิวเตอร์พกพา(โน็ตบุก) กล้องวีดีโอ และอีกมาก จากนั้นก็ได้พาตัวผมเพื่อให้เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ตรวจ อีกบ้านหนึ่ง ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่า เหมือนเป็นผู้ต้องหา แต่ผมเองก็เข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ตรงนั้น"

จากการสอบถามชาวบ้านในหมู่บ้านนาดา นายเฟาซี กล่าวว่า ชาวบ้านต่างรู้สึกไม่พอใจ กับการที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นบ้านที่ไม่มีเจ้าของบ้านและได้เอา กรรไกรตัดเหล็ก มาตัดกุญแจ และงัดประตูบ้าน หลายหลังอีกด้วยกัน และต่างพูดตรงกันว่า การเข้าตรวจค้นหมู่บ้านครั้งนี้ ดูน่ากลัวมากกว่าทุกครั้ง

เครือข่ายอาสาสมัครสื่อสันติภาพชายแดนใต้ Southern Peace Media (SPM หรือ Peace Media) เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสื่อภาพและเสียง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสื่อทางเลือกที่นำเสนอสารคดีผ่านเว็บไซต์ http://www.southernpeacemedia.tv/

ที่มา: http://www.bungarayanews.com/news/view_news.php?id=556

ไม่เอา 112: โรคระบาดใหม่ทางเฟสบุค ที่กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 กุมภาพันธ์ 2554


badges No! Use LML – No! use the lese-majeste law. – NO! 112 ได้ถูกสร้างขึ้นที่โลกอินเตอร์เนทเพื่อให้คนสามารถเอาโลโก้นี้ไปแปะรูปของตัวเองได้ โดยผู้สร้างอธิบายเหตุผลไว้ว่า

เราไม่ใช่ ไม่เอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เราต้องการยกเลิกหรืออย่างน้อยต้องปฏิรูปกฏหมายตัวนี้ เพราะไม่สอดคร้องกับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยในเรื่องความรับผิด ชอบตรวจสอบได้(Accountability)

“..ประเด็นสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ ความจริง เป็นประเด็นสาธารณะ ที่ประชาชนทุกคนควรต้องมีสิทธิและเสรีภาพที่จะอภิปรายได้อย่างตรงไปตรงมา..” สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ดังนั้นผู้ที่นิยมในระบอบประชาธิปไตยต้องสนับสนุนให้มี สิทธิในเสรีภาพตรงนี้

อ่านความเห็นของสมศักดิ์ เกี่ยวกับกฏหมายตัวนี้ได้ที่ “นปช.แดงทั้งแผ่นดินกับโทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2553

ร่วมลงชื่อ Vote เกี่ยวกับกฏหมายตัวนี้ได้ที่ http://ilaw.or.th/node/183

ขณะนี้ยอดติด badge นี้ในเฟสบุคมีจำนวนกว่าพันคนแล้ว สำหรับผู้สนใจยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ เชิญติด badge NO 112 ได้ที่นี่ http://www.picbadges.com/no-use-lml/333847/

สำหรับปรากฎการณ์วันนี้ (22 กุมภาพันธ์) เพียงชั่วไม่กี่ชั่วโมง หลังจากปรากฎการณ์การบุกจับสุรชัย แซ่ด่าน ในโลกเฟสบุค ได้มีการตื่นตัวเป็นอย่างมาก ทั้งการส่งข่าวสารการถูกจับครั้งนี้ และการเปลี่ยนรูปของพวกเขาที่มีติดโลโก้ ไม่เอา 112 กันอย่างมากมายในวันนี้

จริงๆ แล้วปรากฎการณ์ในโลกเฟสบุค เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับกฎหมายหลงยุคตัวนี้ ได้มีมาอย่างต่อเนื่องและเติบโตอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่มันได้ถูกโหมกระพืออย่างรวดเร็วจากการจับตัวและคุมขังสุรชัย แซ่ด่าน หรือสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์เมื่อคืนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554

จรรยา ยิ้มประเสริฐได้ตั้งกลุ่ม "Overcoming Fear of Monarchy in Thailand - เอาชนะความกลัวพระบรมเดชานุภาพ" เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ โดยเขียนในคำให้การว่า
เพื่อนๆ ของข้าพเจ้า และสหายหลายล้านคนในประเทศไทย ยังคงต่อสู้กับปัญหาคอรัปชั่นและความอยุติธรรมในสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ประชาชนหลายหมื่นคนจากทั่วภูมิภาคเดินทางมายังเมืองกรุงเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ พวกเขาหลายคนยามนี้ มีชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัวว่าจะถูกทำร้ายร่างกาย จับกุม และคุมขัง

ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะความกลัวกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส่วนหนึ่งอาจมาจากผลพวงของการเซ็นเซอร์ตัวเอง ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากเพราะความสำเร็จของหลายทศวรรษแห่งการโหมประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของสำนักพระราชวัง เรื่องราวของนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่กี่คดีเท่านั้นที่เป็นที่รับรู้ในหมู่ประชาคมนานาชาติ



นที อิสสรชน สรวารี ได้มีการตั้งกลุ่มใหม่ในเฟสบุค "ไม่เอากฏหมายอาญามาตรา 112" พร้อมแจงเหตุผล "รณรงค์ให้ยกเลิกการบังคับใช้้ กฎหมายอาญามาตรา 112 เนื่องจากเป็น กฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชน" และเชิญชวน "รณรงค์ส่งต่อเพจนี้ให้มากที่สุด ระดมวิธีการต่อต้านมาตรา 112 ให้มากหลากรูปแบบที่สุด"

สมาชิกกลุ่มได้แสดงความคิดเห็นมากมายถึงเหตุผลของการไม่เอา 112

กฎหมายนี้เอาใว้ทำไม?....ไม่มีประโยชน์ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย
กฏหมายล้าหลังแบบนี้สมควรเลิกใช้ไปนานแล้ว ไม่เพียงแต่ทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน มันยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่แสวงหาประโยชน์กับสถาบัน โดยเฉพาะกองทัพ ชอบใช้มาอ้างในการทำรัฐประหาร

ไม่เอา ม.112 ไม่เอา ม.112 ไม่เอา ม.112 จะมีไว้ทำไม มีประโยชน์ เฉพาะพวกเต่าล้านปีเท่านั้น


เราไม่เอา กฎหมายที่มีไว้ทำลายคนคิดต่าง


นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม "รวมพลังต้านกฎหมายกดขี่ 112" และผู้คนมีคอมเมนต์ และข้อเสนอเพื่อกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยกับกฎหมายอาญามาตรา 112


MuhammadHaris Kayem เขียนเรื่อง มาตรา 112 ไว้อย่างน่าประทับใจว่า

โปรดเย็บลวดหนามปิดปากข้า

หากกังวลว่าคำพูด

และโปรดควักหัวใจของข้าออกมาด้วย

อย่าให้มันเดือดดิ้นในร่างทรงแห่งความโป้ปด

ทุกสิ่งกำลังเคลื่อนไหว ทุกสิ่ง

พวกมดกำลังกลิ้งจักรวาล

ผงคลีดินขดตัวเป็นลายก้นหอย

พายุหมุนเกลียวขึ้นจากใต้ยุ้งฉาง

หอบพัดเมล็ดพันธุ์ร่วงลงเหนือหลังคาเวียงวัง

ชูช่อโน้มลงดิน

สิ่งนี้มิใช่หรือ ที่สูงค่ากว่า

ข้ามิปรารถนาละเมิด



******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:บุกจับสุรชัยแดงสยามกลางดึกยัดคดีหมิ่นฯ เจ้าตัวได้โอกาสรณรงค์เลิกม.112-ปฏิรูปสถาบันฯพ้นการเมือง

คนเสื้อแดงปีติฮิอต้อนรับแกนนำ นปช. สู่อิสรภาพ แน่นเรือนจำคลองเปรม

ที่มา Thai E-News

ภาพคนเสื้อแดงรอตอนรับ 8 แกนนำตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 ขอบคุณภาพจากมติชน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 กุมภาพันธ์ 2554

ขอต้อนรับแกนนำนปช. ทั้ง 8 คน สู่อิสรภาพ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนที่ยังอยู่ในคุกตอนนี้จะได้รับอิสรภาพโดยไว รวมทั้งสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์และนักโทษคดิมาตรา 112 ทุกท่าน




อ้างต่อจากมติชน รายงานช่วงคำวั่นที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.45 น. วันที่ 22 ก.พ. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่เรือนจำได้มีการปล่อยตัวแกนนำ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทั้ง 7 คนและแนวร่วม นปช. แล้ว ท่ามกลาง กลุ่มคนเสื้อแดงที่มารอรับและให้กำลังใจอย่างคับคั่ง โดยมีกองทัพสื่อมวลชนเดินทางมาทำข่าวจำนวนมาก จนเกิดการชุลมุนกันหน้าเรือนจำ ทันทีที่มีการปล่อยตัวแกนนำเสื้อแดง

ทั้งนี้แกนนำ นปช. ทั้ง 7 คือ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ใส่เสื้อสีขาว ได้ชูมือกันออกมาจากเรือนจำ ก่อนหน้านี้ ในช่วงบ่าย ศาลอาญา ได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

จากนั้นนั้นณัฐวุฒิ ได้ขึ้นขี่คอการ์ดนปช.เพื่อกล่าวกับสื่อมวลชนและพี่น้องเสื้อแดงที่มารอรับ ออกจากเรือนจำ นพ.เหวง ลำดับถัดไป และนายวิภูแถลง ก่อนที่จะเคลื่อนไปยังรถขยายเสียงหน้าเรือนจำเพื่อกล่าวกับพี่น้องอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเส้นทางที่แกนนำเดินออกจากประตูเรือนจำกลุ่มคนเสื้อแดงได้กรูกันเข้า ประชิดตัวแกนนำโดยมีการ์ดคอยกันตลอดเส้นทาง และกลุ่มคนได้เดินตามไปตลอดทางจนถึงรถเวทีปราศรัย

ขณะเดียวกันที่หน้าเรือนจำกลุ่มผู้ชุมนุมได้ลงไปยืนรอบนพื้นผิวถนนจน ต้องปิดการจราจรถนนงามวงศ์วางฝั่งเรือนจำ ส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก



ขอบคุณภาพจาก Casanòva Dangsayéw