WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 23, 2011

"ธิดา"แดง-แรงไม่ตก ทักษิณคือผู้ถือหุ้นใหญ่ พันธมิตรฯคือผู้วางหมากการเมืองอำมาตย์

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

"ธิดา"แดง-แรงไม่ตก ทักษิณ-คือผู้ถือหุ้นใหญ่
พันธมิตรฯ-คือผู้วางหมากการเมืองของอำมาตย์




ตัวเลข 3 หมื่นคน คือ จำนวนมวลชนแดงที่หน่วยงานความมั่นคงรายงาน
จากวันชุมนุมครั้งล่าสุดของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ขณะที่ยอดผู้ชุมนุมอีกสีหนึ่งซึ่งปักหลักข้างทำเนียบรัฐบาลมานานหลายสัปดาห์
มียอดผู้ชุมนุมไม่เกิน 1 พันคน

"ธิดา ถาวรเศรษฐ์ โตจิราการ" สนทนากับ "ประชาชาติธุรกิจ"
วิเคราะห์ปรากฏการณ์เสื้อเหลือง สะท้อนเสื้อแดง
และจัดตำแหน่งทักษิณในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของขบวน

@เป้าหมายในการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในขณะนี้คืออะไร

การเคลื่อนไหวขณะนี้ยังอยู่ใน 3 คอนเซ็ปต์ คือ
ต่อต้านรัฐประหาร คัดค้านสงคราม ทวงความยุติธรรม ฉะนั้น
ด้านหลักของการเคลื่อนไหว เราจึงเน้นปัญหาความยุติธรรม
เพราะสถานการณ์รัฐประหารก็ยังดำรงอยู่
และพวกจารีตนิยมก็ยังอยากได้สงคราม
เราจึงคัดค้าน นี่คือเจตนารมณ์ของเรา

@หากมีการเลือกตั้งหรือกรณีแกนนำได้รับการประกันตัวแล้ว
จะเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ไม่มีเหตุผลในการชุมนุมหรือไม่

อย่าลืมว่าความยุติธรรมไม่ใช่แค่ เรื่องคนที่ถูกจับกุมคุมขัง
แต่เป็นความยุติธรรมที่จะต้องรับผิดชอบคนที่ตายไป
รัฐบาลยังไม่หาคนผิดมาลงโทษ
ไม่มีทั้งความรับผิดชอบทางการเมือง และทางกฎหมาย

เพราะฉะนั้นนี่เป็นภาระหน้าที่ของเราซึ่งแน่นอนเราเรียกร้องประชาธิปไตย
เราเห็นด้วยที่จะมีการยุบสภา แต่ปัญหาที่คนเสื้อแดงถูกกระทำ
ก็เป็นเรื่องที่คนเสื้อแดงต้องต่อสู้ เพราะแสดงให้เห็นว่าคุณปฏิบัติต่อคนไม่เท่าเทียมกัน

@ปรากฏการณ์คนเสื้อแดงที่เพิ่มมากขึ้น อาจารย์คิดว่าอะไรเป็นปัจจัยหลัก

เรามองในเชิงเปรียบเทียบ สีเสื้อหนึ่งเพิ่มขึ้น
ส่วนอีกสีเสื้อหนึ่งลดลง นั่นแปลว่าคนเข้าใจความจริงที่เราบอกมากขึ้น
และข้อสำคัญคือเขาเห็นด้วยว่าคนเสื้อแดงถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม

ในอดีตเราถูกมองว่าเป็นสมุนของคุณทักษิณ เป็นพวกม็อบรับจ้าง
แต่ว่า ความเป็นจริงมันเปิดเผยขึ้นมาเรื่อย ๆ
และอาวุธความจริงกับความรู้ที่มากขึ้นที่เราให้กับสังคม
นี่เป็นสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดงมากขึ้น

@มองฐานะของคุณทักษิณอยู่ในระดับนำหรือเป็นแนวร่วม

เขาเป็นแนวร่วม อย่าลืมว่าเราเป็นองค์กรแนวร่วม
ในนี้มีองค์ประกอบ 60-70% ที่รักคุณทักษิณมาก
ส่วนที่เหลือคือเฉย ๆ แต่ไม่ถึงกับเกลียด
และอาจจะมีคนที่อยากอยู่ห่าง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง
แต่เราเป็นองค์กรแนวร่วม เราต้องยอม รับความเป็นจริงว่า
ความรักคุณทักษิณมันมีเหตุผลของมัน
เพราะเขารักตัวเขา รักผลประโยชน์ของเขา
เขาหวังว่าคุณทักษิณจะเป็นนายกฯที่ตอบสนองผลประโยชน์ของเขา ฉะนั้น
คนเหล่านี้มี loyalty มีความจงรักภักดี
แม้ผ่านไปหลายปีแต่เขายังรู้สึกได้ดี เพราะคนไทยเป็นคนซื่อตรง

คนเหล่านี้ยังมีความรักคุณทักษิณ
แม้เขารู้ว่าความหวังที่คุณทักษิณจะกลับมามันรางเลือน
แต่นี่เป็นนิสัยที่ไม่หักหลังคน ฉะนั้น
เมื่อเรามองอย่างนี้ในแนวร่วม
เราจึงจำเป็นให้คุณทักษิณอยู่ในฐานะที่มีบทบาทพอสมควร
พูดง่าย ๆ คือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่คนหนึ่งในแนวร่วมนี้

@การก้าวข้ามคุณทักษิณหรือไม่ ยังเป็นประเด็นที่คนเสื้อแดงต้องเลือก หรือไม่

เราไม่สนใจ เพราะคนเสื้อแดงก็รู้ว่าคุณทักษิณประสบปัญหามากมาย
แต่เรามีเป้าหมายชัดเจนว่าเราต้องการระบอบประชาธิปไตย
เราไม่ต้องการระบอบอำมาตย์
ถ้าเราต่อสู้แบบนี้
คนเสื้อแดงเชื่อว่าคุณทักษิณก็จะได้รับความเป็นธรรมไปด้วย เป็นผลพลอย ได้
เพราะเป็นหนึ่งในคนที่ถูกกระทำ ก็ควรได้รับความยุติธรรม ไม่ใช่ว่ายกประโยชน์ให้ทั้งหมด

@คุณชัยวัฒน์ สินสุวงศ์ หนึ่งในแกนนำแนวร่วมฝ่ายเสื้อเหลือง
เคยเสนอให้เสื้อแดงมาร่วมกับเสื้อเหลืองเพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์
อาจารย์มองว่าเป็นไปได้หรือไม่

เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงมีความแตกต่างกันมาก จนไม่สามารถร่วมกันได้
เขาเป็นพวกจารีตนิยมสนับสนุนระบอบ อำมาตยาธิปไตย
เราเป็นพวกเสรีนิยมที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย
เพราะฉะนั้นจุดยืนคนละอย่าง

จารีตนิยมเป็นพวกคลั่งชาติ ทำให้เกิดรัฐประหาร
ทำให้เกิดสงคราม มันคนละเรื่องกับเราเลย
เขาพอใจที่จะทำให้เกิดรัฐประหาร
เขาพอใจที่มีองค์กรมาจากการแต่งตั้ง
พอใจที่จะรักษาอำนาจเอาไว้ ฉะนั้น
นี่เป็นจุดยืนที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง
เป็นคนละเรื่องกับการเคลื่อนไหวของเราเลยไปกันไม่ได้

@เสื้อแดงกับเสื้อเหลืองมีจุดร่วมกันหรือไม่

ต้องแยกประเด็นหลักและประเด็นรอง
คุณพูดว่าร่วมกันในแง่ไม่ชอบอภิสิทธิ์ อันนี้โอเค
แต่การที่เราไม่ชอบอภิสิทธิ์
เพราะอภิสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของระบอบอำมาตย์
และไม่รับผิดชอบทั้งทางการเมืองและทางกฎหมาย
ในขณะที่เกิดปัญหา ฉะนั้น เขาไม่สมควรจะอยู่

ขณะที่พันธมิตรฯเสื้อเหลืองเกลียดอภิสิทธิ์
ไม่ใช่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของระบอบอำมาตย์
แต่เขาเกลียดเพราะคิดว่าไม่ให้ผลประโยชน์ตามที่เขาควรจะได้

ฉะนั้น การเกลียดอภิสิทธิ์ไม่ใช่เหตุผลที่เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงต้องมาจับมือกัน
เพราะในที่สุดพวกเขาก็พยายามช่วยเหลือกัน

@พันธมิตรฯยังเป็นม็อบมีเส้นอยู่หรือไม่ มีตัวตนอยู่เพราะอะไร

โอ้..เส้นใหญ่มาก
เขาเป็นส่วนสำคัญของระบอบอำมาตย์
เป็นผู้ชี้นำทางการเมือง
เป็นผู้บงการทางการเมือง
เป็นเสนาธิการของระบอบอำมาตย์ด้วย เขาทำตัวอย่างนั้นแหละ
ไม่งั้นมันจะเกิดสงครามไหมล่ะ

ถามว่าอภิสิทธิ์อยากให้เกิดสงครามไหมล่ะ...
แต่ว่าอภิสิทธิ์ก็ต้องทำสงคราม ไม่ว่าจะอยากได้หรือไม่อยากได้ก็ตาม
จะอ้างว่าใครยิงมาก่อนก็ตาม
แต่สงครามเป็นไปตามที่พันธมิตรฯบอกอยู่แล้ว
เขาทำตัวเป็นผู้วางหมากทางการเมืองของอำมาตย์

@ปัจจุบันพันธมิตรฯยังทำหน้าที่นั้นอยู่หรือ

ใช่...แม้พันธมิตรฯมีคนไม่กี่ร้อยคน แต่รัฐบาลก็กลัว อภิสิทธิ์ก็กลัว

@คนเสื้อแดงมาชุมนุมเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีผลให้อำมาตย์หรือรัฐบาลกลัวเสื้อแดง

ก็เพราะเขามีปืน มีกองทัพ มีกระบวนการยุติธรรมอยู่ข้างเขา
ถ้าไม่กลัวเราก็ไม่เป็นไร เดี๋ยววันหลังเราจะมาเป็นล้านเลย
ไม่กลัวก็ไม่เป็นไรเรารอได้ รอให้คนไทยเข้าใจมากกว่านี้ เราจะอดทนรอ...


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1298446914&grpid=no&catid=04&subcatid=

Youtube 2011-02-23@1323 นปชแถลงข่าว จตุพร ธิดา

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

2011-02-23@1323 นปชแถลงข่าว จตุพร ธิดา


2011-02-23 ขวัญชัย ไพรพนา ขอบคุณเสื้อแดง

น้ำมันปาล์ม-ลามปาม ส.ป.ก.ภาค 2

ที่มา บางกอกทูเดย์



‘สุดารัตน์’ตอกหน้ารัฐบาลมาร์ค!!ดีเอสไอ? มันก็แค่ 'ปลายน้ำ'

ปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ลำพังหากเป็นผลจากปัญหาผลผลิตขาดแคลน
เพราะปัญหาภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว สังคมไทยก็ยังคงจะพอรับกันได้

แต่กรณีที่มีการสงสัยว่ามีไอ้โม่ง ที่รู้ข้อมูล มีการดักทาง มีการกักตุน
เพื่อหวังให้มีการปรับราคา โดยถึงขนาดที่รู้ข้อมูลมากพอ
ที่จะสั่งนำเข้าน้ำมันปาล์มเอาไว้ล่วงหน้าในราคาดิม ใส่เรือเอามาลอยอยู่นอกชายฝั่ง

รอแค่ ครม.อนุมัติปรับราคา ก็สามารถขนเข้ามาขายในราคาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

รวมทั้งข่าวลือในเรื่องตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในแวดวงการเมือง
จนทำให้มีการใช้ตัวย่อชื่อ ออกมา เป็น ตัว ส. พ. และ อ. จนทำให้มีการตีความ
และวิเคระห์กันอุตลุดไปหมด ว่าอักษรที่ว่านั้นเป็นชื่อของใครกันแน่???

จึงทำให้เรื่องปัญหาน้ำมันปาล์มกลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าทางการเมืองขึ้นมา

ที่น่าสนใจคือข้อมูลของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย
ที่ออกมาพูดถึง การแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์มแพงของรัฐบาล ว่า
จะเห็นว่าการแก้ปัญหาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น
และจนถึงขณะนี้ก็ยังคงแก้ปัญหาผิดพลาดซ้ำซากอีก

แต่จะผิดพลาดด้วยความไร้ความสามารถหรือจะจงใจ
ทำให้เกิดปัญหาวิกฤติน้ำมันปาล์มเพื่อปั่นราคาก็ยังเป็นคำถามของสังคมอยู่

กลไกการแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันในอดีตจะมีกลไกแก้ไขอยู่ 2 อย่าง
เหมือนวอลลุ่มปรับซ้ายขวาให้สมดุล
ซึ่งโดยปกติรัฐบาลจะมีสต๊อกน้ำมันปาล์มอยู่ 2 แสนตันเป็นตัววัด
ถ้าสต๊อกลดถึงจุดที่น่ากลัวจะต้องนำเข้าก่อนเป็นช่วงสั้น ๆ
เพื่อรักษาระดับราคา ไม่ให้ราคาน้ำมันปาล์มที่ประชาชนบริโภคพุ่งสูง

อีกกลไกคือการผลิตไบโอดีเซลเมื่อผลผลิตปาล์มดิบมีมาก
ก็ให้ส่งเข้าผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น
เพื่อไม่ให้ราคาผลผลิตปาล์มสดที่เกษตรกรขายราคาตกต่ำ จนขาดทุน
ซึ่งในอดีตที่รัฐบาลก่อนทำมาใช้กลไกดังกล่าวทั้งสองเข้าช่วยได้ทั้งประชาชนและเกษตรกร

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ต้องขอจับโกหกนายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ที่ท่องคาถากันอยู่อย่างเดียวว่า

ผลผลิตปาล์มปีนี้ขาดแคลนเพราะน้ำท่วมผลปาล์มเสียหายนั้น ไม่เป็นความจริงเลย
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรพบว่า
ปี 52 พื้นที่ผลิตปาล์มมี 3.1 ล้านไร่ ผลผลิต 8.1 ล้านตัน
ปี 53 พื้นที่ผลิต 3.5 ล้านไร่ ผลผลิต 8.2 ล้านตัน มากกว่าปี 52 ด้วยซ้ำ เพราะพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น

และความจริงตัวเลขสต๊อกน้ำมันปาล์มปี 53
เริ่มมีปัญหาตั้งแต่เดือนก.ย. จาก 2 แสนตันเหลือ 1.8 แสนตัน
จนมาถึงเดือนต.ค.หายไปครึ่งหนึ่ง เหลือแค่ 1.3 แสนตัน
จนพ.ย.เหลือ 9 หมื่นตัน ธ.ค. 53 และม.ค. 54 ไม่มีเหลือ

แต่รัฐบาลทิ้งเวลาไป 5 เดือนตั้งแต่เห็นสัญญาณในเดือน ก.ย. 53 โดยไม่ทำอะไร
เพิ่งมาประชุมคณะกรรมการปาล์มน้ำมันกลาง เดือน ม.ค.
ซึ่งก็ยังแก้ไขผิดวีธี ในแบบที่ไม่มีใครเขาทำกัน ราคาสินค้าเมื่อขึ้นไปแล้วไม่มีทางจะลง
เพราะครม.กลับไปอนุมัติให้ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มขวดก่อน แล้ว
ถึงจะมาอนุมัติให้นำเข้าในครั้งแรก แค่ 3 หมื่นตัน ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

แต่ตอนหลังกลับมาอนุมัติให้นำเข้า 1.2 แสนตัน
ในช่วงที่เดือนมี.ค.ผลปาล์มสดจะออกสู่ตลาดแล้ว

แสดงให้เห็นว่ากำลังจะเตรียมแผนปล้นจากเกษตรกรอีก
ที่จริงเกษตรกรก็ปลูกปาล์มเยอะถึง 80% อยู่แถว จ.สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร
เมื่อผลผลิตปาล์มน้อยกรรมการนโยบายปาล์มฯต้องคอยกำกับควบคุม
แต่ตั้งแต่เดือนก.ย. 53 กลับไม่ได้ทำ

ซ้ำยังปล่อยให้ยังปล่อยให้ส่งออกน้ำมันปาล์ม ในปริมาณมาก
และยังให้ผลิตไบโอดีเซลจาก 2 แสนตันเป็น 4 แสนตันในปี 53
เหมือนมีความจงใจที่จะเอาน้ำมันปาล์มออกนอกระบบ
ทำให้ขาดสต๊อกจนเกิดปัญหาแล้วครม.ต้องอนุมัติให้เพิ่มราคา

ไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่เห็นแก่ประชาชนเขาทำกัน

วันที่นายกฯอนุมัติให้ครม.ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มขวดอีก 9 บาท
แล้วบอกว่าจะไม่กระทบสินค้าอื่น เพราะสั่งกำชับแล้วไม่ให้สินค้าอื่นขึ้นราคาตาม
แล้วตอนนี้ราคาปาล์มขวดละ 47 บาทก็ซื้อไม่ได้
สินค้าอื่นไม่เว้นก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงก็พาเหรดขึ้นราคาไม่ต่ำกว่า 20 %
การให้ดีเอสไอมาปราบมันปลายน้ำ

“สิ่งที่เกิดขึ้นคือการบิดเบือนโครงสร้างราคา
ต้นเหตุจากครม.อนุมัติให้ขึ้นราคาลิตรละ 9 บาท
แล้วไปกำหนดราคาปาล์มสด ก.ก.ละ 11-15 บาท
แต่โรงหีบไปซื้อจากเกษตรกรแค่ ก.ก.ละ 6 บาท ส่วนต่างอย่างน้อยก.ก.ละ 5 บาท
ซึ่งต้องใช้ปาล์มสดถึง 7 ก.ก.ถึงจะได้น้ำมันปาล์ม 1 ก.ก. ดังนั้น
คิดเป็นเงิน 35 บาทต่อน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 1 ขวดลิตร เป็นต้นทุนที่ถูกเพิ่มขึ้น
โดยไม่รู้ว่าไปเข้ากระเป๋าใคร”

ตรงนี้เป็นต้นน้ำที่มีคนรวยกันเยอะ
เมื่อปลายน้ำเห็นอยากรวยบ้างก็กักตุนบ้าง ไม่ร้ายแรงเท่าต้นน้ำ
ดีเอสไอถ้าแน่จริงควรไปดูที่ต้นทาง
และเรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนหนักหนา
ส่วนจะเป็นการสมรู้ร่วมคิดกันของใคร ทำให้เกิดวิกฤติหรือไม่
ก็ต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นวีธีการบริหารงานที่ผิดปกติ
เป็นหน้าที่ส.ส.และส.ว. ต้องเอาคนที่ทุจริตออกมาให้ได้

เป็นการตอกหน้าการทำงานของรัฐบาลให้ประชาชนได้รู้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ว่า
เกมนี้เข้าข่ายมีคนรู้ ... มีคนรวย อย่างแน่นอน!!!

ในขณะที่การแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มของรัฐบาลไม่เพียงมีข้อครหา
และข้อสงสัยตามมากอย่างมากมาย
แต่ยังกลายเป็นชนวนระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคภูมิใจไทย
ให้มีรอยร้าวรอยบาดหมางที่ลึกมากขึ้น

เพราะว่านางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องตกเป็นจำเลยว่าทำงานบกพร่องคือคนของพรรคภูมิใจไทย
ในขณะที่คนที่โดดเข้ามาเคลียร์เรื่องนี้ คือ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง

แต่ว่ากลับมีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ

ซึ่งคงจะเป็นเพราะคุมพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ซึ่งถือเป็นพื้นที่ไข่แดงของการผลิตผลปาล์มน้ำมัน
จึงน่าจะมีข้อมูล รู้ลึกรู้ทางในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

แต่ก็น่าประหลาดตรงที่นายสุเทพ ซึ่งอยู่ในพื้นที่และรู้อะไรๆเป็นอย่างดี
กลับปล่อยให้เรื่องน้ำมันปาล์มเป็นปัญหา จนขยายผล
ในวงกว้างไปแล้วนั่นแหละ จึงได้โดดเข้ามาแก้ปัญหา

ซึ่งนายสุเทพบอกว่า เมื่อได้พูดคุยกันบนตัวเลขข้อมูลบนพื้นฐานความเป็นจริง
คิดว่าปัญหาแก้ได้ และวันนี้จบแน่นอน

“สิ่งที่ผมให้คำมั่นกับประชาชนได้แน่นอน คือ
น้ำมันปาล์มต้องไม่ขาดแคลนสำหรับผู้บริโภค ประชาชนไม่ต้องมาแย่งกันซื้ออีกต่อไป
รับรองได้ว่าจัดให้ไม่ให้ขาดแคลน และจะให้ราคาน้ำมันปาล์มอยู่ในระดับลิตร ละ 47 บาท
ไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน”นายสุเทพคุย

และแม้ว่าจะต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้นเพราะอะไรก็แล้วแต่
ให้ส่วนอื่น ๆ ช่วยรับภาระแทนประชาชนไปก่อน
และจะดูแลให้น้ำมันปาล์มขวดและปี๊บ สามารถขายได้ในราคาเดียวกัน
ไม่ต้องไปเข้าคิวแย่งซื้อน้ำมันขวด และแล้วมาเทใส่ปี๊บขายให้มันเดือดร้อนกันไป

ทำให้คนงงกันเป็นแถบๆว่า ถ้ารู้ลึกรู้พลอตเป็นอย่างดี จนสามารถที่จะแก้ไขได้ง่ายขนาดนี้
ทำไมนายสุเทพไม่รีบโดดเข้ามาแต่เนิ่นๆ มัวแต่ปล่อยให้เป็นเรื่องก่อนทำไม???

ซึ่งนายสุเทพอ้างว่า
เพิ่งได้รับการมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ให้เข้ามาดูแลปัญหาเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง

เท่ากับว่ากลายเป็นข้อบกพร่องล่าช้าของนายอภิสิทธิ์ ไปอย่างนั้นหรือ

นายสุเทพมองว่าจะให้ยกเลิกการอนุมัติให้นำเข้าน้ำมันปาล์ม 1.2 แสนตัน
เพราะมันสายไปแล้ว เนื่องจากพรุ่งนี้มะรืนนี้ปาล์มในประเทศจะเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นแล้ว
การจะนำเข้ามาจะให้นำเข้าเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

“ในวันนี้ (23 ก.พ.) พี่น้องประชาชนก็ซื้อน้ำมันปาล์มได้ราคาขวดละ 47 บาทได้เลย
ส่วนพวกกักตุน เราก็จับกุม และในอนาคต
มีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันปาล์มจะต่ำลงกว่าลิตรละ 47 บาทด้วย”

ส่วนว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรเพราะเรื่องนี้อ่อนไหว
พอกระทรวงพาณิชย์บอกจะให้ปรับราคา น้ำมันปาล์มก็หายวับไปจากตลาด
นายสุเทพ บอกว่า ถ้าใครเก็บไว้ก็ไม่มีผลอะไร เก็บเอาไว้ก็เป็นปัญหาของเขาเอง
เพราะเราไม่ให้ขึ้นราคา

และสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจะถือว่ากระทรวงพาณิชย์บกพร่องโดยตรง
ที่ไม่สามารถบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ หรือไม่นั้น
นายสุเทพระบุว่าไม่มีหน้าที่ไปกล่าวโทษใคร จึงไม่โทษใครทั้งนั้น
แต่มีหน้าที่แก้ปัญหาช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนผู้บริโภคและเกษตรกร

ในขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย
ได้วิเคราะห์ถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์
กรณีการแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน ว่า ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งกัน
เป็นเรื่องที่แต่ละพรรคมีวิธีการบริหารงานของตัวเองเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ซึ่งมุมมองอาจต่างกัน แต่ไม่ได้ทำให้แตกหัก

วิธีที่ นางพรทิวา กำลังทำอยู่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศ ไม่มีเรื่องผลประโยชน์
การทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง วันนี้ มีสายตาประชาชน และ สื่อจับจ้องอยู่
คงไม่มีใครคิดฆ่าตัวตายด้วยการแสวงหาผลประโยชน์จากตรงนี้

ส่วนข่าวที่เสนอให้ปลด รมว.พาณิชย์ นั้น
เรื่องความขัดแย้งในการบริหารงานเป็นเรื่องปกติที่อาจไม่ตรงกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเสนอให้ปลด
เพราะไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ไม่สามารถทำได้อย่างที่อยากทำ

“ภาพความเป็นผู้ร้ายมักเกิดขึ้นกับพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่เรื่องรถประจำทาง ขสมก.แล้ว
สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยต้องทำคือ พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา
วันนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่า คุณพรทิวาผิดตรงไหน อยากเรียกร้องประชาชนว่า
อย่าได้ฟังอะไรแล้วเชื่อในทันที ขอให้ใช้หลักอย่าหูเบา”

และสิ่งที่น่าจับตาจากคำพูดของนายศุภชัย แทนที่จะเป็นเรื่องของปัญหาน้ำมันปาล์ม
กลับกลายเป็นเรื่องที่นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ประธาน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย
ระบุมีความเป็นไปได้ที่ พรรคภูมิใจไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์
จะจับมือตั้งรัฐบาล 2 พรรค ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

โดยนายศุภชัยพูดชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคปัจจัยสำคัญ
ที่ทำให้เกิดรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้น ถ้าการเลือกตั้งครั้งต่อไป
มีตัวเลขตามที่นายประจักษ์พูดไว้ ทุกอย่างมีความเป็นไปได้

แต่ทั้งหมดยังไม่ใช่สูตรสำเร็จ ยังไม่มีอะไร 100%
ขณะนี้ เป็นเพียงการคาดการณ์พูดถึงความน่าจะเป็นเท่านั้น

สำหรับเรื่องจำนวนเสียง ส.ส.ที่เริ่มมีการคุยข่มกันว่าพรรคนั้นจะได้ 200 เสียง
พรรคนั้นจะได้ 60-70 เสียง นายศุภชัย มองว่า พรรคอื่นได้เท่าใด เราคงไม่ไปพูดถึง
เพราะการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของตัวเลข
สูตรการจัดตั้งรัฐบาลทุกครั้งเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร

“อยู่ที่เมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว ตัวเลขเหมาะสมและทำงานร่วมกันได้หรือไม่เท่านั้น”

เป็นคำพูดที่ดูเหมือนกับจะคล้ายๆฝากลอยลมไปให้บางพรรค ว่า
การทำงานร่วมกันอย่งราบรื่นเป็นปัจจัยสำคัญในการร่วมรัฐบาล มากกว่าจำนวนเสียง!!!

นายมาร์ค อภิสิทธิ์ยังคงสร้างเรื่องเบี่ยงประเด็นหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

Read more from ประเทศไทย, โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม




วันที่ 19 กุมภาพันธ์มีรายงานว่า
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทองเข้าแจ้งความ
(ไม่ใช้การดำเนินคดีในศาลตามที่สื่อบางฉบับรายงาน) ต่อกองบังคับการปราบปราม
โดยกล่าวหาว่าผม อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
และบรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน นายธนพล อิ๋วสกุล
กระทำผิดตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ มีรายงานว่า
นายวัชระจะยื่นจดหมายร้องเรียนแนบสุดปกขาวต่อศาลฎีกา
ปกหน้าจดหมายร้องเรียนของนายวัชระ
เป็นรูปการ์ตูนพินอคคิโอตัดต่อแบบแย่ๆเข้ากับหน้าผม
มันจึงเป็นเรื่องยากที่ใครจะเห็นว่าข้อกล่าวหาจอมปลอมนี้
เป็นเรื่องจริงจังไปมากกว่าภาพหนังสือการ์ตูนสีสันสดใสของเด็ก

แต่การโจมตีอันไร้สาระของพรรคประชาธิปัตย์
ในประเด็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ใช่เรื่องใหม่
ในกรณีของนายวัชระ
เขากล่าวหาผมครั้งแรกว่าละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อเดือนพฤศจิกายน
ในเวลานั้น ผมได้ตีพิมพ์คำตอบโต้อย่างชัดเจนและปราศจากข้อสงสัย
ซึ่งยังคงใช้ได้กับกรณีนี้ว่า
สมุดปกขาว http://robertamsterdam.com/?p=174
ไม่มีข้อ ความที่อาจเป็นการละเมิด
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงคือ
ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวนี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่อยู่ในหนังสือหลายร้อยเล่ม
และวัชระอาจจะรู้ลึกประหลาดใจว่า
หากมีการจับกุมคนด้วยข้ออ้างดังกล่าวเกิดขึ้น คงจะมีคนถูกจับกุมจำนวนไม่น้อยทีเดียว”

สื่อไทยให้ความสนใจต่อเรื่องเรื่องไม่เป็นเรื่องของนายวัชระอย่างมาก
ถึงแม้ว่าเรื่อง ดังกล่าวจะไม่มีมูลใดเลยก็ตาม อาทิเช่น
สมุดปกขาวเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2553
แต่เหตุใดสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จึงใช้เวลาตั้งสี่เดือน
ตัดสินใจว่าหนังสือดัง กล่าวผิดกฎหมาย
และหลังจากเงียบหายไปสามเดือน
เหตุใดจึงกลับกล่าวหาในเรื่องเดิมอีก และให้เหมือนกับว่าเป็นเรื่องใหม่?

พรรคประชาธิปัตย์กำลังหาตัวช่วยออกแบบยุทธ์ศาสตร์ของพวกเขา
เพื่อที่จะรักษาธรรมเนียมการละเว้นโทษ อาทิเช่น
เหตุใดพรรคถึงไม่พยายามอ้างว่า
คำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ?
เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็ยังเป็นประเด็นที่ใหม่กว่า
แต่นั้นแหละ หากทำเช่นนั้น เหมือนเป็นการเชื้อเชิญให้คนอื่นอ่านเอกสารดังกล่าวด้วย
หรือ อีกตัวอย่างคือ หากพวกเขาต้องการ โยนทนายต่างชาติเข้าคุก
ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำมะลอ
ทำไมถึงไม่อนุญาตให้เขาเดินทางเข้าประเทศได้ก่อน?
แต่กลับประพฤติตามสัญชาตญาณดิบของจนเอง :
ซึ่งลึกๆแล้วพวกเขารู้สึกผิดต่อการะกระทำของตนเอง

ระยะเวลาการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโจมตีคนอื่นของนายวัชระ
ซึ่งชัดเจนว่าเป็นหุ่นเชิดของนายอภิสิทธิ์ได้ถูกวางไว้แล้ว
คนเสื้อแดงเข้มแข็งขึ้นทุกวัน
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในกรุงเทพมหานครเริ่มจะถูกเผยแพร่
และสะท้อนให้เห็นถึงการสังหารในประเทศอียิปต์และเอสโตเนีย
นอกจากนี้แรงกดดันจากนานาชาติเพิ่มมากขึ้น
ตั้งแต่การยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ
ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง
รวมถึงหนังสือพิมพ์บราซิลที่มีผู้อ่านมากทั้งในบราซิลและเอสโตเนีย
จำนวนผู้ชุมนุมก็เพิ่มมากขึ้นในทุกอาทิตย์
ในขณะที่เหยื่อจากความรุนแรงของรัฐรู้สึกโกรธแค้นกับคำโกหกอันเลวร้าย
และการปฏิเสธที่จะสอบสวน ดำเนินคดี
หรือจัดสรรความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
จากการสังหารในเดือนเดือนเมษายนและพฤษภาคมจากรัฐบาล

วันนี้คนเสื้อแดงกำลังฉลองชัยชนะที่สำคัญต่อการต่อสู้ที่ยาวนานของพวกเขา
เพราะในที่สุดพวกเขาก็บีบบังคับให้รัฐบาลปล่อยตัว
นายณัฐวุติ ไสยเกื้อ นายแพทย์เหวง โตจิราการณ์ นายก่อแก้ว พิกุลทอง
และแกนนำเสื้อแดงอีกสี่คนที่ถูกคุมขัง
และกักตัวด้วยข้อหาจอมปลอมอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย
รัฐบาลรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีมูลที่จะกักตัวนักโทษทางการเมืองเหล่านี้
และเนื่องจากแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอก
ทำให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาต้องถอยเพื่อตั้งหลักและมองหาจุดยืนใหม่
แต่ในวันเดียวกัน
พวกเขาจับกุมนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เพื่อพยายามกลบความอ่อนแอของพวกเขาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ชัดเจนต่อผู้สังเกตการณ์มือสมัครเล่นคือ
รัฐบาลเผด็จการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไทยพยายามสร้างสถานการณ์
และ “สร้างเรื่องเบี่ยงเบนประเด็นสำคัญ” ทุกวิถีทาง
ไม่ว่าจะเป็นการทำสงครามที่พระวิหาร ไปจนถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เพื่อหนีความรับผิดต่อการกระทำอาชญากรรมละเมิดสิทธิมนุษยชน
และพยายามกุมอำนาจโดยไม่คำนึงถึงสิทธิการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน

จึงเป็นเรื่องที่เสียเวลา
หรือพยายามจะถือการเบี่ยงเบนประเด็นดังกล่าว
เป็นเรื่องจริงจังจนกว่านายมาร์ค อภิสิทธิ์จะตอบคำถาม
ที่ของเราในคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศในเหตุการณ์การสังหารประชาชนทั้ง 91 ราย
เกี่ยวกับสถานภาพพลเมืองอังกฤษของเขา
ที่อาจทำให้คดีดังกล่าวตกอยู่ภายใต้อำนาจพิจารณาคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศ
จนถึงทุกวันนี้อภิสิทธิ์แค่พูดว่าเขาไม่ใช่คนมอนเตเนโกร
และเขาต้องปฏิบัติตามกฎการเข้าเมืองของประเทศอังกฤษ
ซึ่งคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่คำตอบที่ตรงไปตรงมา
ผมไม่เห็นด้วยกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งหมด
แต่หากผมต้องคิดหาข้อกล่าวหาที่เหมาะสมต่อการกระทำผิดร้ายแรง
มันควรจะเป็นการกระทำอาชญากรรมที่ใช้สถาบันรัฐ
ในการสร้างความชอบธรรมให้กับการสังหารผู้บริสุทธิ์
ข้อเท็จจริงคือ พรรคประชาธิปัตย์กระทำผิดอาชญากรรมดังกล่าว
และได้ห่อหุ้มตัวพวกเขาด้วยผืนธงชาติตามแนวทางชาตินิยม
เพื่อหลบเลี่ยงความผิด และพฤติกรรมนี้ควรจะเป็นหลักฐานที่เพียงพอ
ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศจะโยนพวกเขาเข้าคุกเดียวกันกับฆาตรากรกัดดาฟี่

จริงๆแล้ว เราเริ่มมาทำอย่างนั้นกันเถอะ!


http://robertamsterdam.com/thai/?p=714

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: ชาตินิยม vs ประชาธิปไตย vs ราชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

ชาตินิยมบ่มิสม
ทศวรรษ 1990 คือทศวรรษแห่งโลกาภิวัตน์ที่คนจำนวนมากเชื่อว่าโลกได้มาถึงขั้นตอนใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม พูดง่ายๆ คือองค์กรและจิตสำนึกแบบครอบโลกจะครอบงำจนพลังท้องถิ่นและจารีตประเพณีมีความหมายเปลี่ยนจากที่เคยเป็นมา แต่จากนั้นก็เกิดการตอบโต้โลกาภิวัตน์หลายรูปแบบตั้งแต่อิสลามแบบมูลฐานนิยมจนถึงขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสังคมแนวใหม่ข้ามชาติหลายลักษณะ
พลังของโลกาภิวัตน์มีแน่ แต่ก็พูดไม่ได้ว่าท้องถิ่นและจารีตประเพณีดั้งเดิมจะปิดฉากไปอย่างรวดเร็ว
ในประเทศไทยเองก็เกิดปรากฎการณ์คล้ายกันนั่นคือทศวรรษ 2530 เป็นทศวรรษแห่งจินตการถึงการเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัยที่รวดเร็วและครอบคลุมทุกปริมณฑลชนิดไม่เคยมีมาก่อน มีความคิดใหม่ๆ อย่างการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า การเปิดเสรีการเงิน ความโปร่งใส การปรับโครงสร้างองค์กรฯลฯ หรือโดยรวมคือความเชื่อว่าชาติหรือชาตินิยมจะไม่มีความหมายอีกต่อไป
คนอย่างชัยอนันต์หรือสนธิเป็นศาสดาของโลกานุวัตรในทศวรรษ 2530 แบบเดียวกับเป็นศาสดาของพันธมิตรในทศวรรษปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี ทศวรรษ 2540 เป็นทศวรรษของการหักเลี้ยวของสังคมไทยสู่ความคิดแบบประเพณีนิยมและพลังท้องถิ่นในรูปการฟื้นชีพของชาตินิยมที่กลายเป็นกระแสการเมืองวัฒนธรรมสำคัญมาอีกนาน
คงไม่ลืมว่าในปี 2544 ยุทธวิธีที่พรรคไทยรักไทยใช้โจมตีพรรคประชาธิปัตย์คือการกล่าวหาว่าขายชาติจากกรณีไอเอ็มเอฟและบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ต่อมาพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ก็ใช้ข้อหาเดียวกันโจมตีทักษิณในกรณีเทมาเส็กจนนำไปสู่รัฐประหาร 2549 จากนั้นเขาพระวิหารก็กลายเป็นชนวนล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสองชุดในปี 2551 เช่นเดียวกับการขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ในปี 2553 รวมทั้งการโหมโฆษณาความคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่มีใครจำได้แล้วในตอนนี้
การลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคุณบรรหารและพลเอกชวลิตก็เกี่ยวข้องกับประเด็นชาตินิยมด้วยเช่นเดียวกัน
ชาตินิยมเป็นไพ่ซึ่งชนชั้นนำทุกฝ่ายใช้ปลุกระดมมวลชนต่อต้านฝ่ายตรงข้ามโดยตลอด ในช่วงปลายทศวรรษ 2540 ชาตินิยมไม่ได้เป็นแค่พลังในการล้มรัฐบาล แต่ยังเป็นฐานของการเปลี่ยนระบอบการเมืองถอยหลังไปสู่สภาวะประชาธิปไตยภายใต้อำนาจเหนือกฎหมาย และเมื่อถึงตอนนี้คือเป็นฐานของการก่อสงคราม
แต่ชาตินิยมเคยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายอะไรหรือไม่?
คำตอบคือมี แต่ในขอบเขตที่น้อยมาก ตัวอย่างแรกคือการตื่นตูมลัทธิชาตินิยมใหม่ในหมู่ปัญญาชนและเศรษฐีตกยากในช่วง 2540 ไม่มีพลังพอทำให้เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนเป็นชาตินิยมใหม่ตรงไหน คนยากจนส่วนใหญ่ไม่สนใจความทุกข์ของเศรษฐีพอๆ กับที่ผู้มั่งมีเหล่านี้ก็ไม่ได้คิดถึงการเปลี่ยนเศรษฐกิจสังคมอย่างจริงจัง
ชาตินิยมใหม่เป็นคำขวัญกลวงๆ เพื่อปลอบประโลมใจคนไทยที่ล้มเหลวในโลกยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีใครผูกพันกับชาติแบบเดิมอีกต่อไป จึงมีคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงสู่ชาตินิยมใหม่น้อยมากเมื่อเทียบกับพวกที่ต้องการชาติเพื่อปกป้องสถานะบางอย่างของตัวเอง
คำโจมตีของไทยรักไทยต่อประชาธิปัตย์เดินไปอีหรอบเดียวกัน นั่นคือการขายชาติเมื่อยกประเทศให้ไอเอ็มเอฟของฝ่ายหลังถูกแทนที่ด้วยมาตรการดึงดูดอภิมหาเศรษฐีข้ามโลกผ่านตลาดทุนหรือการค้าของฝ่ายแรก คำอธิบายเรื่องนี้ใช้ได้กับเศรษฐกิจพอเพียงด้วยเพราะรัฐบาลที่พูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมากที่สุดกลับหมกมุ่นกับการลงนามในเขตการค้าเสรีมากที่สุดเหมือนกัน
ชาตินิยมมุขแป้ก?
คนในทศวรรษ 2550 ตื่นเต้นกับสถานการณ์ไทยเขมรเพราะหลายคนไม่รู้หรือจำไม่ได้ว่าความขัดแย้งตามแนวชายแดนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เฉพาะที่ลุกลามถึงขั้นเป็นสงครามเต็มรูปแบบนั้นก็มีสงครามร่มเกล้าเมื่อสองทศวรรษก่อนซึ่งปลุกพลังชาตินิยมได้กว้างขวางจริงๆ ขณะที่พันธมิตรรอบนี้มุขแป้ก ซ้ำความพยายามสร้างสถานการณ์หลายอย่างทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็น ก็ไม่ได้ผลมากอย่างที่ควรจะเป็น
ม็อบพันธมิตรรอบนี้กวาดทีมงานพันธมิตรตกเวทีประวัติศาสตร์หลังจากกวาดพรรคการเมืองใหม่ไปแล้วอย่างไม่ผิดความคาดหมายของใครหลายคน
ปรากฎการณ์พันธมิตรมุขแป้กและกระแสการโจมตีว่า คลั่งชาติ เป็นเรื่องที่ทั้งสำคัญและน่าสนใจ เพราะน้อยครั้งมากที่จะเกิดขบวนการมวลชนที่หยิบยืมวาทกรรมแบบซ้ายๆ อย่าง ล้าหลังคลั่งชาติ ไปโจมตีมวลชนอีกฝ่ายอย่างกว้างขวางในลักษณะนี้
ครั้งสุดท้ายของการพูดถึงชาติในแง่ลบขนาดนี้คือเมื่อไร? 2518-2519 ในยุคสมัยที่คนมีความเชื่อเรื่องสากลนิยมของคอมมูนิสม์และสังคมนิยม?
วาทกรรมคลั่งชาติเกิดใหม่อย่างย้อนแย้งในบริบทที่ชาตินิยมครอบงำสังคมไทยระดับใช้ล้มใครก็ชนะต่อเนื่องมากว่าสิบปี นี่ไม่ใช่เพราะความคิดใหม่มีอิทธิพลกว่าชาตินิยม แต่เพราะการเมืองภายในของไทยทำให้ยุคของการคิดเรื่องชาติที่เป็นเอกภาพเป็นอดีตที่ไม่มีวันเหมือนเดิม
การปลุกระดมสงครามและวาทกรรมคลั่งชาติเป็นผลจากการต่อสู้ทางการเมืองภายในประเทศที่ลุกลามจนคนมีความเห็นแตกต่างกันเรื่องระหว่างประเทศ ท่าทีของคนต่างกลุ่มต่อสงครามสัมพันธ์กับว่าสงครามทำโดยฝ่ายไหนมากกว่าจะเป็นทัศนวิสัยต่อสงครามจริงๆ เรื่องแบบนี้มีไม่บ่อย ยิ่งความเห็นต่างในเวลาสงครามนั้นยิ่งมีน้อยแสนน้อย
สงครามร่มเกล้าเกิดขึ้นโดยไม่มีใครค้านสักแอะ บทบาทของไทยทั้งลับและเปิดเผยในอินโดจีนนั้นไม่มีใครตั้งคำถามแม้จนวันนี้
สังคมไทยจินตนาการเรื่องชาติไม่เหมือนเดิม แต่ที่สำคัญกว่าคือจินตนาการนี้เป็นอาการแห่งการสั่นคลอนของความคิดความเชื่อที่เป็นฐานของความเป็นชาติ / ชาตินิยม
ชาตินิยมในฐานะอุดมการณ์ทำงานบนความคิดความเชื่อหลายอย่าง แต่ละสังคมมีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน ฮั่นนิยมสำคัญต่อชาตินิยมจีน เผ่าเป็นฐานของชาตินิยมตุรกี ศาสนาสำคัญกับชาตินิยมบางที่แต่ไม่สำคัญเลยกับที่อื่นๆ ขณะที่ชาตินิยมไทยพูดถึงสามสถาบันหลักซึ่งในที่สุดแล้วมีสถาบันเดียวเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
วาทกรรมคลั่งชาติในระยะไกลเป็นอาการว่าหมุดหมายซึ่งผูกโยงความเป็นชาติไม่มีประสิทธิภาพแบบที่เคยเป็นมา
ทุกวันนี้มีคนพูดกันมากขึ้นเรื่องสังคมไทยเปลี่ยนไป คนอยู่กันด้วยความเกลียดชังมากขึ้น ฯลฯ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมจริงๆ คือวิธีคิดที่คนมีต่อสถาบันต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับตัวสถาบัน
ปีศาจแห่งประวัติศาสตร์นิพนธ์ 2535 ปลุกความตายและการสูญเสียในปี 2553 ให้ออกลูกเป็นการรื้อฟื้น 2519 หรือย้อนไปไกลกว่านั้น ความเปลี่ยนแปลงที่ทั้งเห็นและไม่เห็นในทุกพื้นที่คือปฏิกริยาตอบโต้การยกระดับความรุนแรงจากรัฐประหารเป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยเหตุผลหลุดโลกสู่การสลายการชุมนุม การปราบปราม และการปกครองประเทศด้วยกฎหมายพิเศษเป็นเวลากว่าครึ่งปี
ฟังดูเหมือนชาตินิยมสั่นคลอนเพราะคนรับไม่ได้กับความโหดเหี้ยมที่ชนชั้นนำกระทำต่อคนมือเปล่า ข่าวร้ายคือสังคมไทยไม่ได้รักสันติและเกลียดความรุนแรงขนาดนั้น เพราะในปี 2547 เมื่อรัฐบาลทักษิณใช้ทหารสลายการชุมนุมของคนมลายูมุสลิมที่ตากใบจนมีคนตายขณะถูกจับกุม 85 ราย คะแนนนิยมรัฐบาลกลับเพิ่มอย่างเห็นได้ชัด ฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ถึงขั้นไม่วิจารณ์กรณีนี้อีกนาน
ความตายของมลายูมุสลิมทำให้กระแสชาตินิยมไทยเข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่อ่อนแองลง
การฆ่าไม่ใช่ปัญหาสำหรับชาตินิยมไทย คนไทยไม่เคยมีปัญหากับการฆ่าคนด้วยกันที่แตกต่างทางศีลธรรม ศาสนา หรือเชื้อชาติ การประหารชีวิตและการประชาทัณฑ์เป็นวัฒนธรรมของประเทศนี้พอๆ กับการใช้กำลังสลายการชุมนุม แต่การฆ่าปี 2553 สร้างปัญหาเพราะไปฆ่าคนซึ่งคนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าเป็นพี่น้องร่วมอุดมการเดียวกันโดยไม่มีใครเรียกร้องให้รัฐหยุดใช้กำลังแม้แต่ครั้งเดียว
การเมืองภายในทำให้เราเข้าสู่ยุคที่การใช้ชาติเป็นเครื่องมือในการปกครองทำได้ไม่มากและไม่ง่าย รัฐประหาร 2549 และกระบวนการหลังจากนั้นประสบความสำเร็จในการบ่อนเซาะฐานของความเป็นชาติมากกว่าขบวนการต้านระบบใดๆ เคยทำมา
นี่ไม่ได้เท่ากับว่าความเป็นชาติหรือชาตินิยมจะหมดสภาพ แต่ยาขนานเก่าปลุกใครไม่ได้เท่าเดิม ซ้ำหากเพิ่มปริมาณก็อาจเป็นเหตุให้ผู้ใช้หมดสติ หรือสังคมดื้อยาเป็นการถาวร
ชาตินิยมสู่อนาคต
ชาตินิยมไม่ได้มีสูตรเดียว ชาตินิยมเป็นฐานของภราดรภาพได้พอๆ กับการกดขี่มนุษย์ ชาตินิยมสำคัญต่อการเรียกร้องเอกราชและประชาธิปไตยเท่ากับที่สำคัญต่อกลุ่มคลั่งศาสนา ฟัสซิสต์ เผด็จการทหาร หรือกษัตริย์นิยม ปัญหาจึงมีอยู่ที่จะสร้างชาตินิยมบนความเป็นชาติที่มีความหมายกับคนส่วนใหญ่ได้อย่างไร?
ชาติควรมีความหมายตายตัวหรือไม่? การคิดถึงชาติที่ยึดโยงกับคุณสมบัติบางอย่างที่เปลี่ยนไม่ได้นั้นเป็นต้นตอของการกดขี่ ความรุนแรง และสงครามหลายกรณี ชาติไม่ควรถูกนิยามอย่างแคบๆ ว่าหมายถึงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ เผ่า ลัทธิ ศาสนา วัฒนธรรม หรือสถาบันประเพณีแบบใดแบบหนึ่ง เพราะเมื่อไรที่เริ่มนิยามแบบนี้ก็เท่ากับเปิดช่องให้ชาติฆ่าคนที่มีอัตลักษณ์ผิดจากนิยามนี้ได้ทันที
ความเป็นชาติคือการคิดถึงประโยชน์ร่วมของทุกคนและทุกกลุ่มในชุมชนชาติทั้งหมด นั่นหมายถึงชาติต้องเปิดกว้างและวางอยู่บนการเจรจาต่อรองของทุกชนชั้น ทุกค่านิยม ทุกอัตลักษณ์ และทุกแหล่งอำนาจในสังคม ชาติไม่ใช่การสืบทอดมรดกจากอดีต แต่ชาติเป็นเรื่องของปัจจุบันและอนาคต ความขัดแย้งและความเกลียดชังจึงเป็นฐานของความเป็นชาติเท่ากับการอยู่ร่วมและการต่อรองซึ่งกันและกัน
ประเด็นสำคัญคือต้องไม่อนุญาติให้คนกลุ่มไหนหรือสถาบันใดอ้างว่าตัวเองคือตัวแทนของความเป็นชาติทั้งหมด เสรีภาพและประชาธิปไตยจึงสำคัญต่องความเป็นชาติ ไม่ใช่อำนาจนิยมหรือการครอบงำความคิดจิตใจ
ชาตินิยมในสังคมไทยผูกพันกับราชาธิปไตย ประเด็นคือราชาธิปไตยเป็นการปกครองที่เป็นอดึตไปแล้วแต่กลับทิ้งอุดมการและผู้นิยมความคิดนี้ครอบงำความเป็นชาติจนปัจจุบัน ในแง่นี้ปัญหาอันเนื่องจากความเป็นชาติหลายอย่างจึงเป็นปัญหาที่ไม่ควรเกิดแต่ในความเป็นจริงแล้วเกิดเพราะมรดกชาตินิยมสมัยราชาธิปไตย
ทุกวันนี้คนมีสติทุกคนก็รู้ว่าความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่างเขมรส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะวิธีจดจำผ่านเรื่องเล่าที่กดเขมรและเจ้าเขมรเป็นเบี้ยล่างไทยไม่รู้จบ ประวัติศาสตร์ราชสำนักวาดภาพเขมรเป็นชาติเจ้าเล่ห์ คบไม่ได้ เคยเป็นส่วนหนึ่งของไทย เขมรไม่ใช่ลูกหลานของขอมที่สร้างนครวัด ฯลฯ รวมทั้งดูถูกว่าเป็นเมืองขึ้นฝรั่งจนเทียบไม่ได้กับไทยที่เป็นเอกราชหลายร้อยปี
โรคละเมอว่าพระวิหารเป็นของไทยเป็นผลของการสะกดจิตตัวเองด้วยคาถาประวัติศาสตร์แบบนี้จนอย่างไรก็ยอมรับการสูญเสียพระวิหารตามกติกากฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้ ปมเสียดินแดนแบบนี้เข้าใจได้และเคยเกิดขึ้นสมัย ร.ศ.112 แต่ไม่ควรเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งในยุคสมัยของเรา
แน่นอนว่าปัจจัยภายในเขมรเกี่ยวแน่กับสถานการณ์นี้ ผู้นำเขมรเป็นนักชาตินิยมที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองในเรื่องพระวิหารไม่ต่างกับไทย และการจงใจให้ความสำคัญกับข้อพิพาทเขตแดนกับไทยมากกว่าข้อพิพาทเรื่องเดียวกันกับเวียดนามก็เป็นผลของการเมืองภายในเขมรเองจนเห็นได้ชัด แต่นี่ไม่ได้แปลว่าไทยไม่ใช่ส่วนหนึ่งในการสร้างปัญหาในเวลานี้
หนึ่งในเรื่องที่ต้องทำเพื่อหยุดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นคือเลิกคิดถึงความเป็นชาติใต้กรอบราชาธิปไตย สลัดปมเสียดินแดนในอดีตแล้วแทนที่ด้วยคิดถึงการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านตามกติกาอารยประเทศ หยุดได้แล้วกับการเขียนประวัติศาสตร์โดยโลกทัศน์ศตวรรษที่แล้วของชนชั้นนำไม่กี่คน
มีวิธีเขียนประวัติศาสตร์หรือวิสัยทัศน์สู่อนาคตเยอะแยะให้เลือกทำได้ เขียนถึงความเจ็บปวดที่เราและเขาเผชิญจากระบอบอาณานิคมในอดีต เขียนถึงอนาคตของการพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน ขอโทษในเรื่องที่ควรขอโทษอย่างเขมรแดงและสงครามอินโดจีน คิดถึงความร่วมมือทางการศึกษาและวัฒนธรรมที่ทั้งรัฐบาลสองฝ่ายทำร่วมกันหลายปีก่อนจะที่ถูกขัดจังหวะด้วยเรื่องเหลวไหลอย่างปมอดีตของชนชั้นนำกับความต้องการสร้างสถานการณ์การเมืองแบบปี 2549 โดยคนกลุ่มเดิมที่มีปริมาณลดลง
ทั้งหมดนี้ฟังเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วเป็นไปได้ถ้าเข้าใจว่าชาตินิยมกับราชาธิปไตยไม่ใช่ผัวเมียที่ต้องอยู่กันไปไม่รู้จบ การแต่งงานแบบนี้เป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ที่ถึงเวลาก็เลิกกันได้
กระบวนการสร้างความเป็นชาติหมายถึงการสร้างความเหมือนเพื่อยึดโยงคนทั้งหมด อัตลักษณ์นี้ไม่จำเป็นต้องมีแบบเดียวและไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งในสถานการณ์ที่ตัวเชื่อมเดิมทำหน้าที่ไม่ได้ ยิ่งจำเป็นต้องคิดถึงอัตลักษณ์ใหม่อีกทวีคูณ หาไม่ก็ไม่มีโอกาสเห็นชาติในฐานะเครื่องมือปกครองอีกเลย
วาทกรรมคลั่งชาติเป็นสัญลักษณ์ว่าสังคมไทยกำลังออกเดินสู่เส้นทางของการคิดถึงชาติอีกแบบ โอกาสในการสร้างชาติที่คนอยู่ร่วมกันบนความคิดเรื่องภราดรภาพ รัฐธรรมนูญ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย มีมากพอๆ กับชาติใหม่ที่เป็นชาตินิยมคลั่งเชื้อชาติเหมือนอย่างที่เป็นมา
อิสรภาพจากอดีตคือประตูสู่อนาคตที่สมควรเป็นของทุกคน
หมายเหตุ: บทความนี้ปรับปรุงจากคำอภิปรายเรื่อง ชาตินิยมสู่อนาคต?” ในการสัมมนาหัวข้อ ประชาธิปไตยบนขอบพรมแดนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 โดยสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ชำนาญ จันทร์เรือง: ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค

ที่มา ประชาไท

ผู้อ่านที่เป็นชาวเมืองหลวงเห็นหัวข้อบทความนี้อาจจะมองข้ามผ่านเลยไปเพราะไม่รู้สึกถึงผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของตนเอง และคุ้นเคยต่อการบริหาราชการแผ่นดินที่มีเพียงการบริหารราชการส่วนกลางและราชการส่วนท้องถิ่นโดยไม่มีราชการส่วนภูมิภาคมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีมาแล้ว

แต่ในทางกลับกันกระแสของการรณรงค์เพื่อยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในต่างจังหวัดกลับคึกคักเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ถึงกับมีการยกร่างระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครขึ้นมาโดยเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น ซึ่งเป็นการยกร่างกฎหมายที่ให้มีการบริหาราชการส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่โดยยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคไปเลย โดยมีแผนการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวในปี ๒๕๕๕ ซึ่งหลายๆพรรคการเมืองเริ่มให้ความสนใจนำไปเป็นนโยบายในการหาเสียงบ้างแล้ว

การณรงค์ให้ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในต่างจังหวัดนั้นเป็นไปด้วยความคึกคักเป็นอย่างยิ่งในบางจังหวัด เช่น ที่อำนาจเจริญถึงกับมีการขึ้นคัตเอาท์เพื่อขอจัดการตนเองเลยก็มี เหตุผลของการรณรงค์ในเรื่องนี้นั้นด้วยเหตุเนื่องเพราะแต่ละพื้นที่ได้เห็นถึงสภาพปัญหาของการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางและแบ่งอำนาจเพียงเล็กน้อยไปสู่ส่วนภูมิภาค ทำให้ปัญหาต่างๆไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงทีในพื้นที่ ปัญหาเล็กๆน้อยๆถูกโยนเข้าไปสู่ส่วนกลาง โดยตัวแทนของส่วนภูมิภาคในพื้นที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย มิหนำซ้ำกลับเป็นการเพิ่มขั้นตอนของการอนุมัติอนุญาตต่างๆของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมให้มากขึ้นไปอีกแทนที่จะสามารถติดต่อได้โดยตรงกับการบริหารราชการส่วนกลางที่มีอำนาจโดยตรง

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจในเบื้องต้นเสียก่อนว่าการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นที่พูดถึงนั้นของไทยเราหมายความถึงอะไร

การบริหารราชการส่วนกลาง

หมายถึงกระทรวง ทบวง กรมต่างๆที่มีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทั้งหลายเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในแต่ละกระทรวง ซึ่งรวมถึงสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีฐานะเป็นกระทรวงๆหนึ่งแต่ไม่เรียกว่ากระทรวงเท่านั้นเอง และมีนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีเป็นเจ้ากระทรวงและมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ

การบริหาราชการส่วนภูมิภาค

หมายถึงจังหวัดและอำเภอซึ่งเป็นการแบ่งอำนาจของราชการส่วนกลางบางส่วนลงไปในพื้นที่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในจังหวัดและมีนายอำเภอซึ่งสังกัดกรมการปกครองเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในอำเภอ ซึ่งทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอมีอำนาจเฉพาะเพียงที่ได้รับมอบหมายจากส่วนกลางและตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗ และที่สำคัญทั้งจังหวัดและอำเภอไม่มีงบประมาณเป็นของตนเองแต่อย่างใด ต้องอาศัยการจัดสรรจากราชการส่วนกลางลงไปในพื้นที่

การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการกระจายอำนาจปกครอง ซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือ มีการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นนิติบุคคลแยกอิสระออกจากการบริหารราชการส่วนกลาง ทำให้มีสิทธิและอำนาจในการทำนิติกรรมและสัญญาต่างๆ ตลอดจนเป็นเจ้าของหรือถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในท้องถิ่น โดยมีเจ้าหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณและรายได้เป็นของท้องถิ่นเอง มีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งของไทยเรามี ๒ รูปแบบ คือ รูปแบบทั่วไปได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กับรูปแบบพิเศษ คือ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

เหตุใดจึงต้องมีการรณรงค์ให้ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค

การบริหารราชการส่วนภูมิภาคนั้นเป็นการนำหลักการของการแบ่งอำนาจมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยหลักการแบ่งอำนาจการปกครองนั้นอันที่จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของหลักการรวมอำนาจปกครอง เพียงแต่ขยายไปยังราชการส่วนภูมิภาค โดยมีหลักการสำคัญ คือ

1) ใช้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง

2) บริหารโดยใช้งบประมาณจากส่วนกลางเป็นผู้อนุมัติ

3) บริหารงานภายใต้นโยบายและวัตถุประสงค์ของรัฐบาลกลาง

ซึ่งผู้ที่เห็นด้วยกับการบริหารราชการส่วนภูมิภาคมักจะให้เหตุผลว่ามีข้อดีคือ

1) เป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายอำนาจ

2) การดำเนินงานเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

3) ทำให้มีการประสานงานระหว่างการบริหารราชส่วนกลางส่วนกับส่วนท้องถิ่นได้ดี ยิ่งขึ้น

4) เหมาะสำหรับสังคมที่ประชาชนยังมีสำนึกในการปกครองตนเองต่ำ

แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็ให้เหตุผลว่ามีข้อเสีย คือ

1) เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางด้านการเมืองและการปกครองเพราะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังไม่ไว้วางใจประชาชนในท้องถิ่น

2) เกิดความล่าช้า เพราะเป็นการเพิ่มขั้นตอน

3) ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อท้องถิ่น เพราะถูกบริหารจัดการจากเจ้าหน้าที่ที่มาจากที่อื่น ยิ่งในยุคปัจจุบันที่มี “แก๊งค์แต่งตั้ง”เกิดขึ้น ในบางจังหวัดปีเดียวมีการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดตั้ง ๒-๓ หน

ผู้ที่อยากให้ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคให้เหตุผลโต้แย้งข้อดีของการแบ่งอำนาจว่าในเรื่องของการเป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายอำนาจนั้นก็อาจจะเป็นจริงหากเป็นในยุคสมัยเริ่มแรกในรัชกาลที่ ๕ หรือว่าร้อยกว่าปีมาแล้ว แต่จวบจนบัดนี้ยังไปไม่ถึงไหนเลย ทั้งๆที่ฝรั่งเศสที่เราไปลอกแบบเขานั้นจังหวัดกลายเป็นบริหารราชการส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ปี ๑๙๘๒ แล้ว

ในส่วนของเหตุผลที่ว่าการดำเนินงานเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นนั้นได้รับการคัดค้านอย่างแข็งขันจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะเร็วกลับช้าหนักเข้าไปอีกเพราะเป็นการเพิ่มขั้นตอนขึ้นมาอย่างไม่จำเป็น ถ้าเป็นสมัยก่อนที่การเดินทางลำบากยากเข็ญจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพต้องล่องเรือกันเป็นเดือนๆล่ะก็ไม่ว่ากัน แต่ปัจจุบันติดต่อสื่อสารกันได้เพียงชั่วกระพริบตาเท่านั้นไปได้ทัวโลกแล้ว

ข้อดีที่ว่าทำให้มีการประสานงานระหว่างการบริหารราชการส่วนกลางส่วนกับส่วนท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้นนั้นยิ่งน่าขำเพราะทุกวันนี้การบริหารราชการต่างๆแม้กระทั่งการให้ความเห็นชอบข้อบัญญัติท้องถิ่นต่างๆถูกแช่แข็งอยู่ที่จังหวัดเสียเป็นอันมาก

ส่วนเหตุผลที่ว่าเหมาะสำหรับสังคมที่ประชาชนยังมีสำนึกในการปกครองตนเองต่ำนั้น สำหรับไทยเราเมื่อก่อนอาจจะใช่แต่เดี๋ยวนี้ในพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเขาไม่คุยกันเรื่องละครน้ำเน่ากันแล้วล่ะครับ เดี๋ยวนี้เขาคุยกันในเรื่องการเมืองกันอย่างออกรสชาติ ไม่เชื่อลองเข้าไปคุยกับแม่ค้าในตลาดดูสิครับ เผลอๆได้ข้อมูลเชิงลึกที่ไม่ปรากฏตามสื่อกระแสหลักเสียด้วยซ้ำไป

สำหรับข้อกังวลที่ว่าเดี๋ยวก็ได้นักเลงมาครองเมืองหรอกนั้นมันจะแตกต่างจากปัจจุบันตรงไหนเพราะการแต่งตั้งก็มาจากนักเลงกันเสียเกือบทั้งนั้น แต่ข้อแตกต่างคือเราสามารถดุด่าว่ากล่าวผู้ที่เราเลือกตั้งเข้าไปได้ ถึงเทอมก็ต้องไปเพราะมีการดำรงตำแหน่งเป็นวาระ และผมก็ไม่เห็นว่าผู้ว่า กทม.คนไหนเป็นนักเลงสักคน มีแต่อดีตรัฐมนตรีหรือนักการเมืองระดับชาติทั้งนั้นที่มาลงสนาม

ในเรื่องของการซื้อเสียงขายเสียงนั้นก็คงไม่แตกต่างกับระดับชาติเท่าใดนัก แต่ข้อแตกต่างของการซื้อเสียงในระดับท้องถิ่นนั้นไม่ได้หมายความว่าคนจ่ายมากจะได้รับการเลือกตั้งเสมอไป เพราะในเขตเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นเราเห็นๆกันอยู่ว่าใครเป็นอย่างไร ลูกเต้าเหล่าใคร พ่อแม่มันมีความประพฤติอย่างไร ฯลฯ

ถึงเวลาแล้วล่ะครับที่เราจะต้องปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเสียใหม่ให้เหมือนดั่งนานาอารยประเทศทั้งหลาย อย่ามัวแต่ท่องคาถาว่า “เรายังไม่พร้อมๆ”เลย เพราะที่ว่า ”ไม่พร้อมๆ”นั้นใครไม่พร้อมกันแน่ แต่ที่แน่ๆประชาชนนั้นพร้อมแล้ว

ไม่เชื่อลองสำรวจประชามติกันไหมล่ะครับ


หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554

นปช. รุกจี้ปล่อยเสื้อแดงอีก คณิตชี้ปล่อย 8 นปช. ก้าวแรกความถูกต้อง

ที่มา ประชาไท

นปช. รุกจี้ปล่อยเสื้อแดงอีก 100 กว่าคน “จตุพร” เผยรอสัญญาณพา “กี้-แรมโบ้-พายัพ” มอบตัวสู้คดี ลั่น 7 แกนนำขึ้นเวทีปราศรัยได้ศาลไมได้ห้าม คณิตชี้ปล่อย 8 นปช. ก้าวแรกความถูกต้อง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 ก.พ. ที่อิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 5 กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงข่าวโดยมีแกนนำคนสำคัญร่วมแถลงข่าวอย่างพร้อมเพียง ทั้งนางธิดา โตจิราการ รักษาการประธานนปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. และนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ รักษาการโฆษกนปช. ส่วนแกนนำที่ถูกปล่อยตัวชั่วคราว เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2 คนคือ น.พ.เหวง โตจิราการ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ร่วมอยู่บริเวณนี้ แต่ไม่ได้ร่วมแถลงข่าวด้วย

โดยบรรยากาศการแถลงข่าวในครั้งนี้คึกคักว่าทุกครั้งที่ผ่านมา หลังจากศาลมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำ 7 คน และแนวร่วมอีก 1 คน หลังจากถูกจำคุกมากว่า 9 เดือน โดยคนเสื้อแดงที่มาฟังการแถลงข่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จำนวนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา จนทำให้ชั้น 5 ของอิมพีเรียล ลาดพร้าวแน่นขนัดไปด้วยคนเสื้อแดง

นายวรวุฒิ แถลงว่า เป็นความยินดีหลังจากแกนนำได้รับการปล่อยตัว แต่คนเสื้อแดงจะต้องสู้ต่อไปเพราะพี่น้องคนเสื้อแดงทั่วประเทศยังไม่ได้รับ การปล่อยตัว และไม่ได้รับความเป็นธรรม เราจึงจะต่อสู้ต่อไปเพื่อความเป็นธรรมของคนเสื้อแดงและทำให้ประเทศไทยมี ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยในวันที่ 27 ก.พ.นี้ เวลา 10.00 น. ทางแกนนำนปช.ทั้งหมด รวมถึงอีก 7 คนที่ได้รับการปล่อยตัวจะไปทำบุญบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตที่วัด ปทุมวนาราม ส่วนวันที่ 12 มี.ค. ที่เป็นวันครบรอบ 1 ปี เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน จะมีจัดกิจกรรมรำลึกกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน โดยจะมีแกนนำที่ได้รับการปล่อยตัวไปขึ้นเวทีปราศรัยครบทุกคน ส่วนวันที่ 26 มี.ค.จะมีการจัดคอนเสิร์ตรับขวัญแกนนำที่ได้รับการปล่อยตัวที่โบนันซ่าเขา ใหญ่

นางธิดา แถลงว่า การชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค. จะมีทั้งความสนุกสนานและการต่อสู้ และต้องอย่าลืมว่านอกจากแกนนำที่ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ยังมีคนที่ถูกจับกุมตัวอีก 100 กว่าคน ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม คนเสื้อแดงเท่าเทียมกันทุกคน ฉะนั้นจึงจะรณรงค์ให้ปล่อยตัวคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังทุกคน โดยในวันที่ 12 มี.ค.จะเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐบาลปล่อยตัวคนเสื้อแดงทั้งหมด ส่วนการปล่อยตัวแกนนำคนเสื้อแดงถือว่าเป็นรุ่งอรุณของประชาธิปไตย แต่ต้องดูว่าต่อไปจะสว่างไสว หรือถูกถีบลงไป การเรียกร้องของคนเสื้อแดงจึงจะไม่ใช่เฉพาะคนที่ถูกจับกุม แต่จะเป็นการเรียกร้อง ทวงถามความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บที่ไมได้รับการเยียวยาใดๆ จากผู้ที่กระทำคือรัฐบาล จึงจะเป็นหัวข้อหลักของการต่อสู้ของคนเสื้อแดง นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มในการรัฐประหาร ที่เป็นรัฐประหารแนวใหม่เนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง และปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ และสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีอยู่ก็เป็นหัวข้อหลักในการต่อสู้ของคน เสื้อแดงเช่นกัน

ด้านนายจตุพร แถลงว่า ตอนนี้รัฐบาลไทยกำลังสร้างข่าวในอินเตอร์เน็ตว่าตนได้ไปเจรจา เพื่อให้จับนายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำแดงสยาม เพื่อแลกกับการปล่อยตัวแกนนำนปช.นั้นไม่เป็นความจริง เพราะตนไม่มีอำนาจอะไร และไม่ชั่วชาติอย่างนั้น และในคืนที่นายสุรชัยถูกจับ ตนก็นอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงทั้งนายสุรชัย และห่วงว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อการประกันตัวแกนนำคนอื่นๆ และยังตั้งข้อสังเกตว่านายสุรชัยโดนออกหมายจับมานาน แต่ทำไมเพิ่งจะถูกจับในวันก่อนการไต่สวน และนอกจากนี้ยังขอให้คนที่อยู่ในโลกไซเบอร์ช่วยกันดูด้วย และยังมีคนไปตั้งกระทู้ว่านายจตุพร พูดว่านักศึกษาเป็นขอทาน ทั้งที่ไม่เคยพูด เพราะตนพูดว่าไปขอทานเศษเสี้ยวความยุติธรรมเท่านั้น ส่วนที่แกนนำที่ถูกปล่อยตัวไปที่บ้านของพล.ต.สนั่น ขจรประสาสน์ เพราะเป็นสัญญาลูกผู้ชายตอนที่อยู่ในคุกว่าจะไปบ้านของพล.ต.สนั่นหลังจากถูก ปล่อยตัว

นายจตุพร แถลงต่อว่า การชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค.นี้ จะงดการดาวกระจายไปในสถานที่ต่างๆ และจะรวม กันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ในต่างจังหวัดคือ อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี มหาสารคาม และเรือนจำคลองเปรมนั้น ต่อไปจะมีการกำหนดเพื่อจะมีการเคลื่อนไหวไปที่ศาลของทุกจังหวัดเพื่อขอเศษ เสี้ยวความยุติธรรมให้คนที่ถูกคุมขัง และนอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าช่วงที่มีคนจะเผาศาลากลางนั้นมีอส.ไปห้าม แต่ถูกทหารใช้ปืนจ่อหัวอส.ไม่ให้ขัดขวางคนที่จะมาเผา ซึ่งสอดคล้องกับการเผาเซ็นทรัล เวิลด์ และเรื่องนี้จะใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย

นายจตุพร แถลงต่อว่า เรื่องสัญชาติของนายอภิสิทธิ์ วันนี้ให้คนมาเบี่ยงแบนประเด็นว่านายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ต้มตุ๋นคนพ.ต.ท.ทักษิณ และพ.ต.ท.ทักษิณ มาหลอกลวงคนเสื้อแดง นั้นไม่ใช่ แต่นายอภิสิทธิ์ยังไม่เคยตอบว่าสละสัญชาติไปหรือยัง อย่าเฉไฉว่าเป็นอย่างอื่น ตนไม่ได้ถามว่านายอภิสิทธิ์ มีสัญชาติไทยหรือไม่ แต่ถามว่าสละสัญชาติอังกฤษไปหรือยัง

นายจตุพร แถลงต่อด้วยว่า ส่วนแกนนำคนเสื้อแดงคนอื่นๆ ที่หลบหนีอยู่เช่น นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายอดิศร เพียงเกษ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายอารีย์ ไกรนรา ฯลฯ นั้นได้พูดคุยกันเบื้องต้นกับทางแกนนำว่า ถ้าคนเสื้อแดงในเรือนจำได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด ก็จะเป็นคิวของพี่น้องเราเหล่านั้น เพื่อมาร่วมกันต่อสู้ต่อไป ให้พี่น้องเหล่านั้นมามอบตัว และหวังว่าจะได้รับการประกันตัว และคาดว่าน่าจะได้กลับมาก่อนวันที่ 26 มี.ค.ที่เป็นคอนเสิร์ตรับขวัญ

คณิตชี้ปล่อย 8 นปช. ก้าวแรกความถูกต้อง

ด้านประธาน คอป. เผย การปล่อยตัวแกนนำ นปช. เป็นก้าวแรกของความถูกต้อง และจะเป็นก้าวต่อไปของการปรองดอง ขณะที่ ประธาน กสม. ชี้ ต้องรอดูว่าแกนนำจะสามารถพิสูจน์ความจริงได้หรือไม่

ศ.ดร.คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. กล่าวกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงกรณีการปล่อยตัวแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ว่าการปล่อยตัวแกนนำดังกล่าวนั้น เป็นก้าวแรกของที่จะสร้างความถูกต้องให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งจะเป็นก้าวต่อไปของการปรองดอง แต่การให้ความเป็นธรรม ต้องไม่ใช่กับเฉพาะแกนนำเท่านั้น ต้องเป็นกับประชาชนทุกคน โดยประเด็นของความปรองดองที่แท้จริงนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากไม่เอาความจริงมานำเสนอต่อสาธารณชน และไม่นำผู้ที่กระทำผิด มารับการลงโทษตามกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะมีแนวโน้มของการปรองดองในสังคมได้หรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับการร่วมมือของทุกฝ่าย

ทางด้านศาสตราจารย์ อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. กล่าวว่า จากนี้ไปคงต้องรอดูว่าทางแกนนำที่ถูกปล่อยตัว จะสามารถพิสูจน์ความจริงที่ได้บอกไว้และจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดหรือไม่ ซึ่งหากว่าไม่เห็นพ้องต้องกัน และไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ก็ไม่สามารถที่จะเกิดความปรองดองในสังคมได้

ชวนชี้ปล่อย 7 แกนนำแดงเป็นดุลยพินิจของศาล

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ศาลได้มีคำสั่งให้ประกันตัว 7 แกนนำนปช. และอีก 1 เครือข่ายคนเสื้่อแดง ว่า ตนเชื่อในดุลยพินิจของศาลและไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์อะไร ทั้งนี้ที่ผ่านมาองค์กรศาลได้ถูกวิจารณ์ถึงความสองมาตรฐานมาโดยตลอด ซึ่งโดยส่วนตมมีความเชื่อมั่นในตัวองค์กรศาลเว่าป็นสถาบันที่มีความน่าเชื่อ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ภายในหลังการปล่อยตัวแกนนำนปช.แล้ว แกนนำนปช.ทั้งหมดได้ประกาศว่าจะเข้าร่วมการชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค.นี้ นายชวน กล่าวว่า หากยึดถือเงื่อนของศาลที่ให้ประกันตัวก็คงไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า กังวลเหรือไม่ที่จะเกิดความวุ่ยวายเกิดขึ้นมาอีก นายชวน กล่าวปฎิเสธที่จะตอบคำถาม พร้อมระบุว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องรัฐบาลที่จะเข้ามาดูแล

ชัยบอกศาลให้ประกันเเกนนำ นปช.เป็นเรื่องดี

ด้านนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการปล่อยตัวชั่วคราว แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่แต่ละฝ่ายจะได้ออกมาแสดงความคิดเห็น และเชื่อว่า สถานการณ์บ้านเมืองจะดีขึ้น ขณะที่ หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะมีการชุมนุมในช่วงเดือนเมษายนอีกครั้ง ส่วนตัวเห็นว่า ตราบใดที่กฎหมายยังให้เสรีภาพ ทุกคนก็มีสิทธิ์ จะแสดงความคิดเห็น เว้นแต่จะมีกฎกติกาใหม่ขึ้นมา

ทั้งนี้ ทราบว่า ในสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะเสนอร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ... เข้าสู่การพิจารณาของสภา ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา หากฝ่ายค้านจะยื่นญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในปลายเดือนนี้ แต่ในเรื่องของกรอบเวลา คงต้องมีการเรียกทั้ง 2 ฝ่าย มาหารือ เพื่อหามติที่ตรงกันอีกครั้ง

นอกจากนี้ นายชัย ยังกล่าวด้วยว่า ปัญหาน้ำมันปาล์มในขณะนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและในสัปดาห์หน้าปัญหาดังกล่าว ก็จะได้รับการแก้ไขและหมดไป

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: โพสต์ทูเดย์, เนชั่นทันข่าว, ข่าวสด, สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น

ติดตามสถานการณ์การลุกขึ้นขับไล่เผด็จการในลิเบียและในโลกอาหรับ

ที่มา Thai E-News


พ.อ. มูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟี (อายุ 69 ปี) ก้าวขึ้นสู้อำนาจในปี 2512 ในวัย 27 ปี ในฐานะหัวหน้าคณะนายทหารหนุ่มที่ทำการรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบบกษัตริย์มาสู่ระบบทหาร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 กุมภาพันธ์ 2554


สำนักข่าว Al Jazeera รายงานวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึงสถานการณ์ในลิเบีย เกี่ยวกับการออกมาพูดทีวีของ พ.อ.มู อัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ที่ยืนยันว่า "จะสู้จนถึงที่สุดและจะตายอย่างนักบุญบนพื้นแผ่นดินลิเบีย" เขาได้เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนของเขาออกมาชิงพื้นที่คืนจากกลุ่มผู้ประท้วง รวมทั้งยังกล่าวว่า "เขายังไม่ได้สั่งการให้มีการใช้กำลังกับกลุ่มผู้ประท้วง และถ้าเขาสั่งจริงๆ แล้วละก็ ทุกอย่างจะถูกเผาราบเป็นหน้ากอง"

ในขณะที่ทูตลิเบียที่ประจำการอยู่ในประเทศต่างๆ รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ทยอยล่าออกเพื่อเป็นการประท้วงการใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วงครั้งนี้ และประกาศจุดยืนอยู่ข้างผู้ประท้วง

แม้ว่ากัดดาฟี จะยืนยันว่าประเทศลิเบียยังแข็งแกร่ง แต่ผู้นำนานาชาติ ได้ส่งสัญญาณเตือนกัดดาฟีว่าความรุนแรงต่างๆ และการแสดงความไม่เห็นด้วยกับกัดดาฟีของทหารและคนในรัฐบาลของเขา แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างการเมืองของประเทศลิเบียกำลังอยู่ในสภาวะที่หล่อแหลมและอันตรายอย่างยิ่ง

คนงานต่างชาติในลิเบียรอเดินทางกลับประเทศ

*******************
สำหรับการติดตามสถานการณ์การลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตยในตะวันออกกลาง Siam Intelligence Unit หรือ SIU ได้เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้อ่านไทยอีนิวส์สามารถติดตามได้ทีเกาะติดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือได้ที่ Siam Intelligence Unit

SIU วันที่ 21 ก.พ. 2554 ได้รายงาน "สถานการณ์ในเยเมนยังตึงเครียด โมร็อคโคและคูเวตเริ่มมีการประท้วง ส่วนบาห์เรนฝ่ายต่อต้านยังประชุมไม่เสร็จว่าจะรับการเจรจาสันติภาพหรือไม่"

ลิเบีย

ติดตามสถานการณ์ในลิเบียได้จาก ลิเบียยังเดือด 233 ศพ, ลูกกัดดาฟีออกทีวีเตือน “สงครามกลางเมือง”

แผนที่แอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง แสดงประเทศที่เกิดความไม่สงบ

บาห์เรน

ฝ่าย ต่อต้านรัฐบาลของบาห์เรน ซึ่งประกอบด้วยพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มทางการเมืองอีกหลายกลุ่ม จะประชุมกันอีกครั้งในวันนี้ เพื่อหาข้อสรุปว่าจะยอมรับการเจรจาสันติภาพกับฝ่ายรัฐบาลหรือไม่

เมื่อวานนี้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมาร่วมประชุมกันเป็นวันแรก แต่ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปที่ลงตัวได้สำหรับการเจรจาสันติภาพ

Ebrahim Sharif จากสมาคม National Democratic Action ให้สัมภาษณ์ว่า “เราต้องการเจรจากับรัฐบาลมา 10 ปีแล้ว และเราคงเป็นคนสุดท้ายที่ไม่รับข้อเสนอนี้ แต่ก่อนอื่นเราต้องเตรียมข้อเสนอของฝ่ายเราให้พร้อม คิดเห็นตรงกันเสียก่อน”

หลังจากตำรวจและทหารยอมถอนตัวออกจากกรุง Manama ผู้ชุมนุมก็กลับมาตั้งเต๊นท์อีกครั้ง และเริ่มมีการสไตรค์ของคนงานรวมถึงครูและนักเรียน – Wall Street Journal

เยเมน

ประธานาธิบดี Ali Abdullah Saleh ของเยเมนปฏิเสธข้อเสนอที่จะให้เขาลงจากอำนาจ และยื่นข้อเสนอต่อผู้ประท้วงให้เกิดการเจรจาแทน เขาบอกว่าข้อเรียกร้องของฝ่ายต่อต้าน “เป็นไปไม่ได้” และยังบอกให้ผู้ต่อต้านลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งครั้งหน้าปี 2013

Saleh ให้สัมภาษณ์ในการแถลงข่าวว่าเขาสั่งกองทหารไม่ให้ทำร้ายผู้ประท้วง เว้นเสียแต่ว่าเป็นการป้องกันตัวเองเท่านั้น นับถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิต 11 รายจากการประท้วงในเยเมน ขณะนี้ผู้ชุมนุมในหลายเมืองออกมาเรียกร้องให้ Saleh ออกจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นเมืองท่า Aden, Taiz และเมืองหลวง Sanaa

เยเมน ถือเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในตะวันออกกลาง และประสบปัญหาการแบ่งแยกดินแดนจากผู้ก่อการร้ายเยเมนใต้ อย่างไรก็ตามประธานาธิบดี Saleh ที่ครองอำนาจมายาวนาน 30 ปีได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐ – AP

โมร็อคโค

โดมิโนแห่งการประท้วงแพร่ไปยังโมร็อคโค ประเทศทางตะวันตกสุดของแอฟริกาเหนือที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ผู้ชุมนุมเริ่มออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมืองและต้องการให้กษัตริย์ Mohammed VI ยอมปล่อยอำนาจบางส่วน การชุมนุมเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ และในวันจันทร์นี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 รายในเมือง Al Hoceima ทางตอนเหนือของประเทศ ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดว่าเสียชีวิตได้อย่างไร

ผู้ชุมนุมประกอบด้วยสหภาพแรงงาน องค์กรเยาวชน และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ออกมาชุมนุมใน 6 เมืองทั่วประเทศ การชุมนุมส่วนมากยังอยู่ในความสงบและไม่มีอาวุธ มีการประเมินว่าผู้ชุนนุมในเมืองหลวง Rabat มีประมาณ 2,000 คน

โฆษกรัฐบาลให้สัมภาษณ์กับสถานีทีวีของรัสเซียว่าการประท้วงเป็นเรื่อง ปกติในโมร็อคโค และการประท้วงครั้งนี้อยู่ในกรอบของกฎหมาย รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย – CNN, BBC

คูเวต

ประชาชนชาวคูเวตออกมาเดินขบวนตามท้องถนนตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. และล่าสุดมีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง และถูกจับกุมโดยรัฐบาลอีกจำนวนหนึ่ง

องค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch ได้เรียกร้องให้รัฐบาลคูเวตปล่อยตัวผู้ชุมนุมเหล่านี้ทันที ส่วนรัฐบาลคูเวตได้ออกคำเตือนให้ประชาชนอยู่ในเคหสถาน ไม่ต้องออกมาร่วมชุมนุม

ผู้ชุมนุมชาว Bidun มีประมาณ 300-500 คน ยังอยู่ในความสงบแต่มีบางส่วนที่ขว้างก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมคือขอสัญชาติและสถานะของประชากร ส่วนเจ้าหน้าที่ได้ใช้ปืนน้ำ ระเบิดควัน และแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม – Human Rights Watch

จอร์แดน

แม้การประท้วงในจอร์แดนจะเริ่มสงบลงชั่วคราว แต่กษัติรย์อับดุลลาห์ที่สองก็บอกแก่รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งแต่งตั้งให้เริ่มการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังและรวดเร็ว พระองค์ขอให้รัฐบาลใหม่ทำงานหนักและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

กษัตริย์อับดุลลาห์ยังบอกว่าการปฏิรูปดำเนินไปบ้างแล้วในรัฐบาลก่อนหน้า นี้ แต่บุคคลระดับสูงบางคนต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ซึ่งพระองค์บอกว่าจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีก – CNN

อัพเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง ตอนก่อนหน้านี้

เกาะติดสถานการณ์การลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนชาวตะวันออกกลางกับ Siam Intelligence

*********

กลุ่มไม่เอาสงคราม ต้องการสันติภาพ


ได้ประกาศเชิญชวนหน้าเฟสบุค ให้คนมาร่วมแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามผู้ประท้วงรัฐบาลแถบตะวันออกกลาง(โดยเฉพาะลิเบีย) "เราไม่อยากให้เพื่อนมนุษย์ต้องเจ็บปวดจากคนบ้าอำนาจเหมือนที่เราโดน" "ต่อต้านการเข่นฆ่าประชาชนโดยทรราชย์"

วันที่ 24 ก.พ.54 นี้ เวลา 16.00 - 19.00 น. ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ (UN)

สืบเนื่องมาจากกระแสการประท้วงรัฐบาลในภูมิภาคตะวันออกกลางหรืออาหรับที่ถูกจุดมาจากตั้งแต่ตรูนิเซีย และอิยิปต์ ขณะนี้ลุกลามไปหลายประเทศ ที่ประชาชนลุกขึ้นมาประท้วงและขับไล่รัฐบาล

แต่ในขณะนี้สถานการณ์การลุกขึ้นมาประท้วงกลับเลวร้ายเมื่อฝ่ายผู้กุมอำนาจหรือรัฐบาลเลือกที่จะใช้ความรุนแรงในการปราบปรามและจัดการกับผู้ประท้วง เช่นในลิเบีย มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนแล้ว ในบาห์เรนก็เช่นกัน และยังรวมถึง เยเมน อิหร่าน โมร๊อคโค คูเวต แอลจีเลีย เป็นต้น

ดังนั้นในวันที่ 24 ก.พ.54 นี้ เวลา 16.00 - 19.00 น. ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมแสดงออกและประณามการปราบปรามประชาชนของรัฐบาลลิเบียและประเทศในแถบอาหรับ เพราะ "เราไม่อยากให้เพื่อนมนุษย์ต้องเจ็บปวดจากคนบ้าอำนาจเหมือนที่เราโดน" "ต่อต้านการเข่นฆ่าประชาชนโดยทรราชย์" โดยมีกิจกรรมเช่น

อ่านแถลงการณ์
ปราศรัยจากตัวแทนกลุ่มต่างๆ
การแสดงเชิงสัญญาลักษณ์ เปรียบเทียบ นอนตาย คนเสื้อแดง(ผู้ประท้วงรัฐบาลไทย)
และ ประชาชนลิเบีย(ผู้ประท้วงรัฐบาลลิเบีย) ที่เสียชีวิต
การจุดเทียนไว้อาลัยกลุ่มไม่เอาสงคราม ต้องการสันติภาพ

เกาะติดชีวิตแกนนำวันแรกแห่งอิสรภาพ

ที่มา Thai E-News


ครอบครัวของณัฐวุฒิ-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ใช้เวลาของวันแรกหลังได้รับอิสรภาพหอบลูกจูงเมียใส่เสื้อแดงไปเยี่ยมเพื่อนนักโทษเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งแกนนำนปช.กล่าวว่าคือครอบครัวเดียวกันที่ต้องเร่งให้ได้รับอิสรภาพ(ภาพ : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย สำนักข่าวเนชั่น)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 กุมภาพันธ์2554



วันแรกหลังได้อิสรภาพ-นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำนปช.ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ที่สำนักงานใหญ่นปช. โดยหมอเหวงมองโลกในแง่ดีว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่แตกแยกรุนแรงของไทยจะคลี่คลายลงในระยะใกล้นี้ แต่ได้กล่าวเตือนว่าการลุกฮือขึ้นสู้ด้วยความรุนแรงก็อาจเกิดขึ้นได้หากเจตจำนงของประชาชนถูกเพิกเฉย(ภาพข่าว:REUTERS) ขณะที่ขวัญชัย ไพรพนา เดินทางกลับอุดรฯเมืองหลวงเสื้อแดงท่ามกลางการต้อนรับอันอบอุ่น



บ่ายวันนี้ อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยแกนนำคนเสื้อแดง เปิดแถลงข่าวประจำสัปดาห์ที่ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลลาดพร้าว โดยมี นพ.เหวง โตจิราการ และนายขวัญชัย (สาระคำ) ไพรพนา อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวได้มาทักทายกับมวลชนคนเสื้อแดง

นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ รักษาการโฆษก นปช. กล่าวว่า แม้จะมีการปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำ นปช. 7 คนออกมาแล้ว แต่การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงตามกำหนดนัดวันที่ 12 มีนาคม เพื่อรำลึกครบรอบ 1 ปีการเริ่มต้นเคลื่อนพลทั้งแผ่นดินของคนเสื้อแดงยังคงอยู่ แต่จะปรับเปลี่ยนเป็นการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 15.00 น.เพียงแห่งเดียวโดยจะไม่มีการเคลื่อนพลไปที่ไหน

"จะมีแกนนำคนเสื้อแดงทั้ง 7 คนมาร่วมพบปะพี่น้องและปราศรัยด้วย เนื่องจากคำสั่งศาลที่ให้ประกันตัวแกนนำคนเสื้อแดงนั้นห้ามยุยงปลุกปั่น และห้ามออกนอกประเทศ แต่ไม่ได้ห้ามเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่รัฐบาล และวันที่ 27 กุมภาพันธ์จะร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิต 91 ศพจากเหตุการณ์กระชับวงล้อมและขอคืนพื้นที่ถนนราชดำเนินและแยกราชประสงค์ ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 ที่วัดปทุมวนาราม ในเวลา 10.00 น."

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า ภารกิจของคนเสื้อแดงหลังจากนี้ยังต้องเรียกร้องเศษความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงอีกร้อยกว่าคนที่เหลืออยู่ในคุก โดยตั้งแต่วันนี้พวกเราจะเดินทางไปที่ศาลยุติธรรมทุกจังหวัด ที่มีคนเสื้อแดงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ

"ผมได้หารือกับคนเสื้อแดงอื่นๆ ที่ยังหลบหนีอยู่เบื้องต้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ นายอารีย์ ไกรนรา นายอดิศร เพียงเกษ นายวิสา คัญทัพ นางไพจิตร อักษรณรงค์ คุณดารณี กฤตบุญญาลัย ดีเจอ้อ ผอ.เพชรวรรต คุณชินวัฒน์ หาบุญพาด รวมถึงคนอื่นๆ แล้วว่าจะช่วยเหลือให้คนเหล่านี้ได้กลับมามอบตัวและหวังว่าจะได้รับการประกันตัว รวมทั้งจะจัดคอนเสิร์ตใหญ่ รับขวัญแกนนำคนเสื้อแดงทั้ง 7 คน ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา วันที่ 26 มีนาคมแน่นอน ให้เพื่อนๆ เก็บข้าวของรอไว้ได้เลย"นายจตุพร กล่าว

นายจตุพรยังได้กล่าวว่าตอนนี้ฝ่ายรัฐบาลมีปฏิบัติการทางจิตวิทยาให้คนเสื้อแดงแตกแยกกัน เช่น ไปเขียนกระทู้ตามอินเตอร์เน็ตกล่าวหาว่าตนไปต่อรองรัฐบาลให้ปล่อยตัว 7 แกนนำ แลกกับการนำนายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำแดงสยามไปขัง ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะตนไม่ใช่คนชั่วอย่างนั้น วันที่มีการจับนายสุรชัย ตนเพิ่งเสร็จสิ้นการปราศรัยที่หนองบัวลำภู พอมีคนแจ้งมาว่ามีการควบคุมตัวนายสุรชัยกลางดึกวันที่22ก็เกรงแต่ว่าจะกระทบต่อการประกันตัวแกนนำในวันรุ่งขึ้น

นอกจากนั้นมีการปล่อยข่าวว่าเขาไปพูดปราศรัยด่านักศึกษาที่ขึ้นเวทีเล็กเวลานปช.ชุมนุมใหญ่ว่าเป็นเวทีขอทาน หวังเงินบริจาค ทั้งที่ตนได้ปราศรัยว่า พยายามประกันแกนนำยังไงก็ไม่สำเร็จเลยจะไปขอทานความยุติธรรมกับศาลให้ปล่อยแกนนำ

ขณะที่อ.ธิดาเสริมว่า มีการปฏิบัติการจิตวิทยาเช่นนี้จริง คนเสื้อแดงต้องเข้าไปแก้ไขความเข้าใจผิดในโลกอินเตอร์เน็ตด้วย รวมไปถึงหนังสือพิมพ์ของฝ่ายที่สนับสนุนเผด็จการเคยมาสัมภาษณ์ตนให้พูดถึงคนเสื้อแดงหลายๆคน พอให้สัมภาษณ์ไปก็ตัดตอนเฉพาะการกล่าววิจารณ์แกนนำเสื้อแดงบางคนไปลง แล้วก็ขยายความเข้าใจผิดให้เกิดการแตกแยกในหมู่คนเสื้อแดง

พร้อมกันนั้นอ.ธิดาได้เปิดตัวผู้แทนเสื้อแดงในภาคพื้นยุโรป โดยนปช.สหภาพยุโรปด้วย และได้เชิญชวนเสื้อแดงต่างประเทศต่างๆหากมีการเลือกตั้งผู้แทนเรียบร้อยแล้วให้ประสานงานมา จะได้แต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของนปช.ในประเทศต่างๆเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธืปไตยอย่างทรงพลังไปในทิศทางเดียวกัน

ภาพบรรยากาศเฉลิมฉลองแกนนำนปช.พ้นคุก




“ขอโทษที่เรายังไม่ลืม” : สัมภาษณ์ “กานต์ ทัศนภักดิ์” เจ้าของผลงาน Gray “RED SHIRT”

ที่มา Thai E-News



เวบไซต์ประชาได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ “กานต์ ทัศนภักดิ์” หรือ “กานต์ ณ กานท์” กวี - ช่างภาพ ที่ติดตามถ่ายถภาพการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2553 กว่า 5,000 ภาพ เจ้าของผลงานภาพถ่ายขาวดำชุด Gray “RED SHIRT” ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจ Thai E-news จึงขอนำมาลงไว้อีครั้งหนึ่ง

หมายเหตุ: -ขณะนี้นิทรรศการภาพถ่ายชุด Gray “RED SHIRT” จัดแสดงอยู่ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ (สุขุมวิท 55) จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2554

โดยรายได้จากการจำหน่ายภาพชุดนี้ จะมอบสมทบทุนช่วยเหลือช่างภาพที่ถูกยิงในเหตุการณ์สลายการณ์การชุมนุมเมื่อ เดือนพฤษภาคม 2553 สนใจสั่งซื้อภาพได้ที่กลุ่ม SIACC หมายเลขโทรศัพท์ 081-611-4260 (จำหน่ายภาพละ 1,500 บาท พร้อมกรอบกรุกระจก ขนาด 22 x 16.5”)

ชมตัวอย่างภาพในนิทรรศการนี้ได้ที่ https://www.facebook.com/album.php?id=100001030335522&aid=28876
........................................................


“...ขณะที่คนจำนวนหนึ่งก็ต้องการให้สังคมลืม
ผมก็อยากจะบอกว่า เรื่องพวกนี้เคยเกิดขึ้นจริง เคยมี “คน” อยู่ในนั้น
และขอโทษที่เรายังไม่ลืม…”



บทสัมภาษณ์โดย ประชาไท:

‘สี’ อาจไม่ได้มีความสำคัญในฐานะตัวแทนหรือสัญลักษณ์ ทางการเมืองอย่างเข้มข้นกว้างขวางมาก่อน กระทั่งมีการอุบัติขึ้นของกลุ่มคนภายใต้เสื้อ ‘สีเหลือง’ ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จนเหตุการณ์นำไปสู่การรัฐประหาร 2549 จึงมีคนอีกกลุ่มหนึ่งสวมเสื้อ ‘สีแดง’ ออกมาต่อต้านการยึดอำนาจและการแทรกแซงการเมืองจากอำนาจนอกระบบ สังคมมีการแบ่งเป็น 2 สีอย่างชัดเจน

และ ‘สี’ ก็มีนัยสำคัญที่ลึกซึ้งต่อการเมืองไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เหตุ รุนแรงในเดือน เม.ย.และ พ.ค.2553 เมื่อรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามคนเสื้อแดงจนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ มีคนเสื้อแดงเสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นจำนวนมาก

แต่คำถามคือ เหตุใดคนในสังคมไทยจำนวนไม่น้อยไม่รู้สึกแยแสต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น นั่นเพราะชีวิตของคนที่สวมอุดมการณ์ทางการเมืองในชุดเสื้อสีแดงด้อยค่ากว่า ชีวิตมนุษย์ปรกติทั่วไปกระนั้นหรือ

สิ่งนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ กานต์ ทัศนภักดิ์ ซึ่งติดตามถ่ายภาพการชุมนุมของคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง ตัดสินใจถอดสีสันในภาพถ่ายออกทั้งหมด และนำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำชุด Gray “RED SHIRT” เพื่อทดสอบว่าเมื่อถอดสีแล้ว คนอื่นๆ ที่สังกัดตนอยู่ในสีหนึ่งสีใดหรือไม่มีสีก็ตาม จะมองเห็นความเป็นมนุษย์ของมนุษย์ที่สวมความคิดทางการเมืองในเสื้อแดงหรือ ไม่ และต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ประชาไทได้มีโอกาสพูดคุยกับเขา


อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้จัดนิทรรศการภาพถ่ายของคนเสื้อแดงครั้งนี้?

ที่ ผมรู้สึกมานานมากคือ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ไม่ค่อยมีภาพคนเสื้อแดงในมิติที่เป็น “มนุษย์” ในสื่อสาธารณะเท่าไหร่ คือหลายปีมานี้มีข่าวออกมามาก แต่ก็เป็นอีกเนื้อหาหนึ่ง คือในข่าวก็เป็นไปตามเนื้อหาของข่าว ขณะที่ด้านนี้ ที่เราได้เข้าไปเห็น แล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยถูกเผยแพร่


ทราบว่าภาพถ่ายเหล่านี้เคยถูกนำไปจัดนิทรรศการที่ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย?

เป็น งานครบรอบ 10 ปี ทุน API (Asian Public Intellectuals Fellowships: ทุนปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย) จัดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว ที่มะนิลา นอกจากปาฐกถา เสวนาอะไรต่างๆ แล้ว ส่วนหนึ่งของงานก็จัดให้มีนิทรรศการศิลปะ โดยให้สมาชิก API ทั้ง 5 ประเทศ ที่ทำงานอยู่ในสายศิลปะสาขาต่างๆ ส่งงานเข้าไปคัดเลือกเพื่อจัดแสดง

ตอน แรกที่ส่ง proposal ให้ curator คัดเลือก ผมเสนองานดนตรี 1 ชุด เป็นเพลงพูดถึงเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน แล้วก็ภาพถ่าย 2 ชุด เป็นภาพสี แต่ตอนใกล้หมดกำหนดก็ขอเปลี่ยนเป็นชุดนี้แทนครับ


แล้วทำไมไม่ใช้ภาพสีเหมือนนิทรรศการภาพถ่ายทั่วๆ ไป ตรงนี้ต้องการจะสื่อถึงอะไร?

คือ พอใกล้วันที่ต้องส่งชิ้นงานไปให้พิจารณา ช่วงปลายเดือนเมษา สถานการณ์ทางนี้ (ประเทศไทย) มันลุกลามไปมากแล้ว ผมก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ทั้งใจทั้งอะไร ก็เลยเขียนไปแจ้งถอนงานภาพถ่ายเหลือชุดเดียว แล้วก็ขอแก้ proposal ใหม่ เปลี่ยนจากภาพสีเป็นขาวดำ ส่วนดนตรีนี่ถอนเลย เพราะตอนนั้นนึกสภาพตัวเองคงเล่นสดไม่ไหวแล้ว

ที่เปลี่ยนจากสีเป็น ขาวดำ มันเริ่มตรงพอหลังวันที่ 10 เมษา มีคนตายแล้ว ทำให้เรารู้แล้วว่ามีการยิงจริง กระสุนจริง พอปลายเดือนเมษา ก็มีกระแสจะสลายที่ราชประสงค์ ทุกคนที่ตามอยู่ก็รู้ว่าเป็นไปได้ตลอดเวลา เพื่อนที่ประชาไทก็ชวนให้ช่วยกันคัดรูป อยากจะเอารูปในที่ชุมนุมที่เห็นคนชัดๆ เผยแพร่ออกไป ให้คนข้างนอกเห็น ว่ามีคนอยู่ในนั้น มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก คนแก่ คนเหมือนกับเรานี่แหละ อยากให้คนข้างนอกเห็นแล้วช่วยเบรกกระแสการใช้กำลังเข้าสลาย จากนั้นประชาไทก็เอาภาพขึ้น อีกด้านหนึ่งผมก็เอาขึ้น pantip (ราชดำเนิน) ด้วย พยายามเอาขึ้นทุกวันที่มีเวลาพอ


ตอนนั้นเป็นภาพสี ?

ใช่ครับ เป็นภาพสี ที่จริงทุกภาพที่ถ่ายช่วงนั้น ต้นฉบับเป็นภาพสีทั้งหมด

ผลคือ ?

ฟีด แบ็กที่ประชาไทผมไม่ทราบนะครับ เพราะช่วงนั้นได้เข้าเน็ตน้อยมาก แต่ที่กระทู้ผม pantip นี่ชัดเจน คือไม่ช่วยอะไรเลย เพราะคนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าถ้าเป็นเสื้อแดงคือเป็นคนเลว และสมควรโดน ก็เสียใจมาก โกรธด้วย ทำไมคนเรารู้สึกต่อกันได้ขนาดนี้ ไม่แคร์เลยเหรอที่จะมีคนตาย ต่อให้เป็นคนที่คุณไม่ชอบ

ผมคิดเรื่องนี้ กลับไปกลับมากลับมาอยู่นาน เริ่มสงสัยว่า นอกจาก “สี” ที่เป็นนามธรรมจะทำให้คนเป็นอย่างนั้นแล้ว สีที่เป็นรูปธรรม ที่สัมผัสกับตาเรา ก็ยังทำให้คนนึกถึงแต่ “สี” ที่เป็นนามธรรม นึกถึงอยู่แค่นั้น เห็นอยู่แค่นั้น ไม่เห็นอะไรเลยเหรอ

ก็เลยเอาสีออกไป ?

ครับ ที่จริงตอนนั้นมีอารมณ์ประชดอยู่ คือ โอเค ถ้ามีสีแล้วมันจะทำให้อคติ และเห็นแค่ “สี” ผมก็จะเอาสีออกให้ ก็แจ้งไปทางมะนิลา เขียน proposal ส่งไปใหม่ เป็น Gray “RED SHIRT”

“...แต่ถึงจะเชื่ออย่างนั้นก็ตาม
การที่คนไม่มีอาวุธถูกยิงตายกลางถนนจำนวนมากขนาดนี้มันน่าอนาถมาก
แต่คนไทยกลับเงียบ...เหตุการณ์ในประเทศอื่นเราก็ยัง “อิน” กว่านี้

...ต่อให้เราเชื่ออย่างที่รัฐบอก คนที่ตายก็คือคนไม่มีอาวุธ เขาไม่มีค่าหรือ...”


แปลว่าสีมีความหมายมากสำหรับการเมืองไทยในช่วงหลายปีมานี้?

มัน อาจเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างที่หลายคนบอกก็ได้ ทำให้เรายังไม่สามารถจะคิดต่างกันได้อย่างเท่าเทียม หรือแย่กว่านั้นคือ บางทีการที่เราเลือก “สี” หนึ่งแล้วมันทำให้เราไม่เห็นคนที่คิดต่างเป็นมนุษย์อีกต่อไป จะถูกกระทำอย่างไรก็ไม่แคร์อีกต่อไป

บางคนบอกว่าเทคโนโลยีที่ทำให้ ข้อมูลข่าวสารเคลื่อนที่เร็ว ปริมาณมาก ก็มีส่วนทำให้เราเห็นทุกอย่างเป็นแค่ “ข่าว” ด้านชาลงทุกที ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่กับความขัดแย้งทางการเมืองในระดับนี้อาจจะยังใหม่สำหรับคนไทยด้วย เวลาพูดถึง “สีแดง” “สีเหลือง” เราเลยมักนึกถึง “สี” ก่อน นึกถึงจุดยืนตัวเองก่อน ซึ่งก็อาจเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาคือบางทีเราลืมนึกถึงคนที่อยู่ใน “สี” นั้น

เรื่องนี้ ชัดเจนขึ้นหลัง 10 เมษายน 2553 ซึ่งมีคนตายหลายสิบภายในไม่กี่ชั่วโมง เจ็บอีกไม่รู้เท่าไหร่ แต่สังคมไทยเฉยมาก ไม่นับที่สะใจ ในด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะข่าวที่ออกมาจากสื่อไทยส่วนหนึ่งเป็นลบกับฝ่ายเสื้อ แดงมาก รัฐเองก็เน้นย้ำเรื่องชุดดำอะไรต่ออะไร แต่ถึงจะเชื่ออย่างนั้นก็ตาม การที่คนไม่มีอาวุธถูกยิงตายกลางถนนจำนวนมากขนาดนี้มันน่าอนาถมาก แต่คนไทยกลับเงียบ บางคนเชียร์รัฐซะอีก นอกจากคนเสื้อแดงเองกับคนที่เห็นใจฝ่ายแดงอยู่ก่อนแล้ว (ย้ำว่า เห็นใจอยู่ก่อนแล้ว) แทบจะไม่มีใครเห็นใจคนตาย ไม่ต้องพูดถึงการเรียกร้องความเป็นธรรมให้ ไม่ต้องพูดถึงองค์กรหรือนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย ซึ่งถ้าเป็นสถานการณ์อื่นผมว่าไม่มีทางนะ หรือเหตุการณ์ในประเทศอื่นเราก็ยัง “อิน” กว่านี้


อยากเล่าเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ในมุมของกานต์บ้างไหม?

สั้นๆ คือ ผมอยู่ในนั้นหลายชั่วโมง และไม่เห็นอย่างที่รัฐบอก ซึ่งอาจจะไม่สำคัญอะไร เพราะยังเถียงกันได้ว่าผมอาจจะไม่เห็นเอง เพราะส่วนหนึ่งมันมืด มันชุลมุน เหตุการณ์มีหลายจุด หรืออะไรก็ตาม แต่ประเด็นของผมคือ ต่อให้เราเชื่ออย่างที่รัฐบอก คนที่ตายก็คือคนไม่มีอาวุธ เขาไม่มีค่าหรือ

“...บางคนถามถึงคุณป้า-คุณยายในภาพ
ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ซึ่งผมพูดไม่ออก
มันเป็นคำถามที่เราถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน...”


แล้วเสียงตอบรับตอนจัดที่มะนิลา เป็นยังไง?

ผม ได้ดูวันเดียว คือวันเปิดนิทรรศการ เพราะต้องกลับเมืองไทยวันรุ่งขึ้นเลย คนที่เข้าชมในวันนั้นส่วนใหญ่คือคนไปร่วมงาน 10 ปี API หลักๆ คือ API จาก 5 ประเทศ ทีนี้เงื่อนไขในการจัดงานวันนั้นอย่างหนึ่งก็คือ ติดตั้งแต่ละนิทรรศการของงานนี้กระจายไปทั่วเมือง นัยว่าอยากให้คนที่ไปชมงานได้เที่ยวชมเมืองไปด้วย แต่ปัญหาคือ คุณเลือกขึ้นรถได้คันเดียว และรถคันนั้นจะผ่านเฉพาะบางนิทรรศการเท่านั้น

กลุ่ม เพื่อนต่างชาติส่วนใหญ่จะเข้ามาบอกว่าชอบ บางคนก็บอกว่าดูแล้วเศร้ามาก บางคนถามถึงคุณป้า-คุณยายในภาพว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ซึ่งผมพูดไม่ออก มันเป็นคำถามที่เราถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน

แต่ที่ลุ้นมาก คือเพื่อน API ที่เป็นคนไทยและไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดง ปรากฏว่ามีพี่ 2 คนที่ไม่ได้แดงมาบอกว่า ตัดสินใจเลือกขึ้นรถคันนี้เพราะผ่านนิทรรศการเรา แล้วก็บอกว่าชอบงาน โดยที่เค้าก็ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนทางการเมือง ซึ่งทำให้ผมดีใจมาก เราควรจะแตกต่างกันได้ โดยที่ยังเห็นฝ่ายอื่นๆ เป็นคนเท่าๆ กับเราอยู่ แล้วก็มีอีกคนหนึ่งไม่สนิทเลย มาบอกว่า งานสวย แต่ขอสารภาพว่า ถ้าเป็นภาพสีนี่พี่คงดูไม่ได้จริงๆ (หัวเราะ)

แสดงว่ามีเพื่อนที่คิดต่างกันอยู่มากพอสมควร?

ใช่ ครับ ที่จริงคือตั้งแต่ปี 49 เป็นต้นมา ผมเสียเพื่อน-คนรู้จักไปเพราะการเมืองเยอะมาก ระลอกแรกคือปี 49 ถัดมาคือช่วงที่เขียนคอลัมน์ประจำให้ประชาไท (หัวเราะ) แล้วก็ระลอกล่าสุดคือปี 53

แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ยังมีเพื่อน มีพี่ หลายคน ที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง หรือแม้แต่เปิดเผยเลยว่าเป็นพันธมิตร แต่เรายังคบกันได้เป็นปกติ หลายคนยังสนิทกันดี เพราะเรายังมีด้านที่รักและนับถือกันได้สนิทใจอยู่มากพอ ที่สำคัญคือ เราต่างกันแค่จุดยืน โดยไม่ได้มีใครเหยียดหยามเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์ของฝ่ายที่เห็นต่าง ซึ่งสำหรับผมมันสำคัญมาก เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ต่อให้จุดยืนทางการเมืองตรงกันแค่ไหนก็คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้

“...เราควรจะแตกต่างกันได้ โดยที่ยังเห็นฝ่ายอื่นๆ เป็นคนเท่าๆ กับเราอยู่…
ที่สำคัญคือ เราต่างกันแค่จุดยืน
โดยไม่ได้มีใครเหยียดหยามเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์ของฝ่ายที่เห็นต่าง
ซึ่งสำหรับผมมันสำคัญมาก เพราะถ้าเป็นแบบนั้น
ต่อให้จุดยืนทางการเมืองตรงกันแค่ไหนก็คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้…”


ในที่สุดก็ได้มาจัดที่เมืองไทย?

หลัง จากนั้นก็คิดๆ อยู่ว่าน่าจะจัดในเมืองไทยบ้าง เพราะเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นที่นี่ และกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องการสื่อไปถึงก็คือคนในสังคมไทย ซึ่งต้องขอบคุณทางกลุ่ม SIAM INCEPTION ART & CULTURE CLUB (SIACC) ที่จัดงาน “ฝังความทรงจำ” และติดต่อไปร่วมครับ

แง่มุมของภาพที่นำเสนอในนิทรรศการนี้ มีเรื่องราวอะไรบ้าง?


ทั้ง หมดคือ ไม่ว่าเราจะคิดยังไงกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จะชอบหรือไม่ชอบ ข้อเท็จจริงก็คือ มี “คน” อยู่ในนั้น คนที่ความเป็นมนุษย์ควรจะเท่าเทียมกับเรา

ภาพถ่ายที่มีอยู่ มีเยอะไหม แล้วมีวิธีการคัดเลือกภาพยังไง?

ทั้ง หมดมีอยู่ราวๆ 5,000 กว่า เป็นภาพตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม – 2 พฤษภาคม 2553 คือวันสุดท้ายที่ผมได้เข้าไปที่ราชประสงค์ แต่ตอนที่ต้องคัดภาพส่งไปเป็นช่วงปลายเดือนเมษายน เนื่องจากจำนวนค่อนข้างจำกัด จำได้ว่าพยายามเลือกมุมที่ไม่ค่อยเห็น เน้นคนสูงอายุมากหน่อย ที่ขาดไปคือภาพคนในวัยหนุ่มสาว แต่ด้วยเวลาคัดก็จำกัดอีก พอส่งไปแล้วก็เสียดายอีกหลายภาพที่น่าจะได้เห็นกัน

ทำไมถ่ายไว้เยอะขนาดนั้น ตั้งใจจะเอาไปทำอะไร?

หลัง วันที่ 10 เมษา เรารู้แล้วว่ามีเหตุการณ์อย่างนั้นได้ และภาพที่จะช่วยยืนยันมันสำคัญมาก จากที่เคยเข้าไปวันละ 5-6 ชั่วโมง ก็พยายามอยู่ให้ยาวขึ้น ช่วงที่มีข่าวว่าจะสลายก็อยู่จนสว่าง เพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์เลวร้ายมันจะเกิดขึ้นอีกตอนไหน ระหว่างนั้นก็ถ่ายไปเรื่อยๆ มันก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น

ได้เผยแพร่ในช่องทางอื่นบ้างรึเปล่า?

มี ใน slide.com บ้าง เอาขึ้นช่วงเดียวกับที่โพสต์ใน pantip แล้วก็มีนักข่าวเกาหลีมาขอไปส่วนหนึ่ง ปัญหาของผมคือหลังจากเหตุการณ์นั้น (พ.ค.53) ช่วงหนึ่งผมแทบไม่กล้าเปิดดูไฟล์ภาพที่เก็บไว้ เพราะเราเคยอยู่ตรงนั้น เข้าไปเกือบทุกวัน คนในภาพจำนวนหนึ่งเห็นกันจนคุ้นหน้า ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่เรารู้สึกว่าโหดเหี้ยมมาก แล้วเราแทบไม่รู้เลยว่าตอนนี้แต่ละคนอยู่ที่ไหน เป็นยังไง

วิดีโอ คลิป หรือภาพที่คนอื่นถ่ายก็เหมือนกัน บางทีดูได้แป๊บๆ ก็ต้องรีบปิด และเท่าที่ถามๆ ดู ไม่เฉพาะผม หลายคนก็มีอาการคล้ายๆ กัน พี่ก็คงเป็นเหมือนกัน

คิดว่าสาเหตุคืออะไร?

ถ้า ส่วนตัวผม ความรู้สึกหนึ่งคือรู้สึกผิด เราเคยอยู่ในนั้น ตรงที่ที่มีคนตายคนเจ็บ แต่เราปลอดภัย ตอน 10 เมษาผมไม่มีแผลอะไรเลย นอกจากโดนแก๊สน้ำตา แล้วก็มาโดนลูกหลงที่สีลมนิดหน่อย ไม่ได้เจ็บมากอะไร และที่ราชประสงค์ก็มาเกิดเรื่องตอนที่ผมกลับต่างจังหวัดไปแล้ว สรุปคือ มีคนตายคนเจ็บมหาศาล เจ็บและตายเพื่อเรียกร้องสิ่งที่เราเห็นด้วย ขณะที่เราปลอดภัยทุกอย่าง และช่วยอะไรคนเหล่านั้นไม่ได้เลย

ส่วน เรื่องภาพ ช่วงหลังก็เริ่มคุยกับหลายคน ก็เห็นตรงกันว่าถ้าเผยแพร่ภาพออกไปมันมีประโยชน์กว่าเก็บเอาไว้แน่ๆ ก็เข้า ใจ เพียงแต่ช่วงก่อนนั้นยังทำใจยาก ตอนนี้ก็เริ่มมองเริ่มคิดหาทางเอาออกมาทำให้เป็นประโยชน์มากขึ้น

เห็น ในโปสเตอร์งานที่สถาบันปรีดีบอกว่ารายได้จากการขายภาพจะนำ ไปช่วยช่างภาพที่ถูกยิงในเหตุการณ์ ตั้งราคาภาพไว้เท่าไหร่ แล้วจะติดต่อซื้อได้ยังไง?

ตั้งไว้ภาพละ 1,500 ครับ พร้อมกรอบ จำนวนเงินที่ได้คงไม่มากเท่าไหร่ แต่หวังว่าจะเป็นกำลังใจให้กันได้บ้าง ติดต่อซื้อได้กับทางผู้จัดงาน 081-611-4260 ครับ

ทราบมาว่าจะจัดที่เชียงใหม่เดือนหน้าด้วย เป็นภาพเดิมรึเปล่า หลังจากนั้นจะจัดที่ไหนอีกบ้าง?

เชียงใหม่ จัดที่ “ร้านเล่า” ถนนนิมมานเหมินทร์ มีพี่ๆ กลุ่มอิสระทางนั้นเป็นคนจัดให้ เปิดงานวันที่ 5 (มีนาคม) มีเสวนา วิทยากรที่ทราบตอนนี้คืออาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล กับอาจารย์วันรัก สุวรรณวัฒนา หลังจากนั้นจะไปจัดที่ร้านหนังสือ “เอกาลิเต้” ที่ลำปาง แล้วก็มีพี่ทางอุบลฯ ชวนไปจัด แต่ยังไม่ได้คุยรายละเอียดครับ

ภาพชุดนี้ก็คงต้องคงไว้เหมือนเดิม ส่วนภาพอื่นๆ ที่มีอยู่ก็อาจจะหาทางเผยแพร่ด้วยวิธีอื่นต่อไป?

“…โดยพื้นฐานที่สุด จำเป็นต้องทำให้พื้นที่ทางการเมืองของทุกคนเท่ากันก่อน
ให้คนที่คิดต่างกันสามารถพูดออกมาได้เท่าๆ กันก่อน…”


มีความคาดหวังกับผู้ที่มาชมนิทรรศการครั้งนี้บ้างไหม ยังไง?

นอก จากความคาดหวังเดิมใช่มั้ยครับ คือนอกจากคราวนี้คือสนามในประเทศ ในที่เกิดเหตุแล้ว จากวันนั้นมันยังเกิดอะไรขึ้นเยอะมาก โดยที่แผลของคนจำนวนมากยังไม่ถูกรักษา ถูกฉีกให้กว้างออกไป ขณะที่คนจำนวนหนึ่งก็ต้องการให้สังคมลืม

ผมก็อยากจะบอกว่า เรื่องพวกนี้เคยเกิดขึ้นจริง เคยมี “คน” อยู่ในนั้น และขอโทษที่เรายังไม่ลืม

สุดท้าย อยากเห็นการเมืองไทยเป็นยังไง?

ตอน จัดที่มะนิลา พี่คนหนึ่งก็สัมภาษณ์ผมด้วยคำถามที่คล้ายๆ กันนี้เป็นคำถามสุดท้าย ซึ่งตอบยากมาก คือผมคิดว่าโดยพื้นฐานที่สุด จำเป็นต้องทำให้พื้นที่ทางการเมืองของทุกคนเท่ากันก่อน ให้คนที่คิดต่างกันสามารถพูดออกมาได้เท่าๆ กันก่อน ดังนั้น ตอนนี้ผมขอยังไม่ตอบดีกว่าครับ (หัวเราะ)

…………………………………………………………….


กานต์ ทัศนภักดิ์ เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2535 หลังเหตุการณ์ “พฤษภาเลือด” ได้ลาออกจากโรงเรียนมาสอบเทียบ และทดลองศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายครั้ง ก่อนตัดสินใจออกมาทำงานด้านศิลปะ วรรณกรรม และดนตรี ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมของ หลายกลุ่ม/องค์กรจนถึงปัจจุบัน

กานต์ได้รับเลือกให้รับทุนปัญญาชน สาธารณะแห่งเอเชีย (API) ประจำปี 2008-2009 และไปศึกษาวิจัยในหัวข้อ “ศิลปะใน ‘สื่อรณรงค์’: ศิลปะการนำเสนอของ ‘สื่อกระแสรอง’ ในโลกแห่ง ‘สื่อกระแสหลัก’” ที่ประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของศิลปินและนักกิจกรรม ในการใช้ศิลปะเพื่องานรณรงค์ของขบวนการทางสังคม

ปัจจุบันกานต์พัก อาศัยอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นและเชียงใหม่ โดยทำงานอิสระ อาทิ งานกวีและงานเขียนอื่นๆ งานบรรณาธิการต้นฉบับ และงานศิลปะในหลายสาขา เช่น ภาพถ่าย ภาพเขียน ดนตรี ทั้งในชื่อจริง และภายใต้นามปากกา ‘กานต์ ณ กานท์’