WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 23, 2011

อันเนื่องมาจากนโยบายเปลี่ยนสนามรบมาเป็นสนามการค้า

ที่มา มติชน



โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

หน้าที่หลักหน้าที่หนึ่งของทูตทั่วโลกผู้ไปประจำอยู่ต่างแดนคือ การรายงานและประเมินสถานการณ์ของประเทศที่ตนเองประจำอยู่กลับไปยังผู้บังคับบัญชาในประเทศของตนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งรายงานเหล่านี้ทั้งหมดล้วนแต่เป็นรายงานลับ โดยที่ผู้ที่ศึกษาแสวงหาความจริงเช่นนักวิชาการทั่วไปจะไม่มีโอกาสได้เห็นรายงานเหล่านี้เลย นอกจากมีปรากฏการณ์วิกิลีกส์ที่มีมือดีเอาออกมาเผยแพร่ให้ฮือฮากันเป็นเรื่องฉาวโฉ่เมื่อเร็วๆ นี้เอง

นักประวัติศาสตร์ทางการเมืองทั่วโลกในปัจจุบันนี้ กำลังหมกมุ่นอยู่กับขุมทรัพย์ทางวิชาการที่ถูกเปิดออกมาให้นักวิชาการได้ศึกษาตามหอจดหมายเหตุ ของบรรดาอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย ที่เอารายงานของทูตคอมมิวนิสต์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรายงานประเมินสถานการณ์ของประเทศที่ทูตเหล่านั้นประจำอยู่ในช่วงเวลานั้นกลับมายังรัฐบาล

ในจำนวนนี้มีประเทศฮังการีรวมอยู่ด้วย

สาเหตุที่เปิดให้ผู้คนไปศึกษาเรื่องราวในอดีตเมื่อครั้งที่ยังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่นั้น ก็เนื่องจากปัจจุบันนี้ประเทศคอมมิวนิสต์หลายประเทศได้เปลี่ยนการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตยนั่นเอง

ประเทศฮังการีเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล ตั้งอยู่ในยุโรปตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณหนึ่งในห้าของประเทศไทย อดีตเคยเป็นประเทศบริวารของสหภาพโซเวียต ครั้นสหภาพโซเวียตล่มสลายเมื่อ พ.ศ.2534 แล้ว ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (มีสมาชิก 27 ประเทศ) เป็นประเทศในกลุ่ม Schengen states (มีสมาชิก 25 ประเทศ คือ กลุ่มประเทศที่ใช้วีซ่าของประเทศเดียวสามารถเดินทางไปได้ทั่ว) และฮังการีใช้เงินยูโรเป็นเงินตรา (มีสมาชิกที่ใช้เงินยูโรนี้ 17 ประเทศ)

ผู้เขียนได้รับบทความเรื่อง From Battlefield into Marketplace : The End of the Cold War in Indochina, 1985-9 ของนายบาลาซส์ ซาลอนไท (Balazs Szalontai) ที่นำเสนอในงานประชุมนานาชาติ ณ วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน เมื่อปลายปีที่แล้ว บทความนี้อยู่ในกระบวนการตีพิมพ์ในนิตยสาร LSE ของปีนี้ (2554)

นายบาลาซส์ ซาลอนไท เป็นชาวฮังการี อดีตอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมองโกเลีย ณ กรุงอูลานบาตอร์ ปัจจุบันทำ Post graduate อยู่ที่มหาวิทยาลัยอีสต์ ไชน่า นอร์มาล-East China Normal University (ECNU) ผู้สร้างความฮือฮาให้แก่วงวิชาการ เมื่อเขาได้นำเสนอบทความที่อาศัยข้อมูลจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติของฮังการี อันเป็นรายงานจากสถานทูตฮังการีที่ประจำอยู่ในประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และอินโดนีเซียเป็นหลัก ในการเขียนบทความทางวิชาการนี้ โดยข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลลับที่ถูกนำไปเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุของกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ซึ่งนายบาลาซส์ได้นำมาเขียนเป็นบทความทางวิชาการเป็นภาษาดังกล่าว

บทความนี้เริ่มด้วยการกล่าวถึงบทบาทสำคัญของอดีตนายกรัฐมนตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ว่าเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในฐานะของนักธุรกิจได้ดำเนินนโยบายการประสานงานให้มีการเจรจาร่วม ระหว่างเขมร 4 ฝ่าย เพื่อยุติการสู้รบ และสนับสนุนให้มีการจัดตั้งรัฐบาลประเทศกัมพูชาภายใต้การนำของพระเจ้านโรดมสีหนุขึ้น เพื่อที่จะได้ทำธุรกิจกันเสียที นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลพลเอกชาติชาย มีชื่อเรียกที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ นโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า"

บทความนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในรายละเอียดของการดำเนินนโยบายที่สามารถอธิบายเหตุผลเชื่อมโยงความสำเร็จของนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ที่เป็นความลับได้อย่างกระจ่างแจ้งของความร่วมมือของทางการฝ่ายไทย ภายใต้การนำของพลเอกชาติชายกับฝ่ายกัมพูชาที่มีเวียดนามหนุนหลัง ภายใต้การนำของนายฮุน เซน เมื่อ พ.ศ.2532 ที่ร่วมกันบีบเขมรแดงภายใต้การนำของนายพล พต ให้ยอมเข้าร่วมอยู่ในรัฐบาลแห่งชาติกัมพูชา ด้วยการที่รัฐบาลไทยผู้ให้การสนับสนุนฝ่ายเขมรแดงของพล พต มาตั้งแต่ พ.ศ.2518 เมื่อเวียดนามกรีฑาทัพเข้ามายึดครองกัมพูชา ด้วยการยินยอมให้เขมรแดงอาศัยอยู่ตามตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นฐานเข้ารังควานฝ่ายเวียดนามโดยตลอด และยังช่วยขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ส่งมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนให้กับพวกเขมรแดงในช่วง 9 ปีหลังอีกด้วย

ภายหลังที่รัฐบาลชาติชายไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้ฝ่ายเขมรแดงเข้าร่วมรัฐบาลแห่งชาติกับเขมรฮุน เซน และเขมรเสรีได้ ดังนั้น ในช่วงฤดูร้อน พ.ศ.2532 เมื่อทหารเขมรแดงปฏิบัติการในการรังควานและลอบโจมตีในเขตยึดครองของฝ่ายรัฐบาลพนมเปญของฮุน เซน ก็ประสบกับการตอบโต้จากปืนใหญ่ของฝ่ายเขมรฮุน เซน ที่แม่นยำอย่างเหลือเชื่อ ถล่มเขตที่มั่นและเส้นทางลำเลียงของเขมรแดงที่เข้ามายึดพื้นที่เอาไว้เหมือนกับผีจับยัด ซึ่งก็ไม่ใช่เพราะทหารเขมรฮุน เซน ยิงปืนใหญ่เก่งอะไรหรอกครับ หากแต่ฝ่ายไทยได้วิทยุไปบอกพิกัดที่ตั้งของของฝ่ายเขมรแดงให้กับฝ่ายเสนาธิการของทางพนมเปญเท่านั้นเอง

ด้วยสาเหตุนี้ที่ทำให้รัฐบาลชาติชายสามารถบีบเขมรแดงให้ร่วมขบวนการสมานฉันท์ของเขมรได้สำเร็จ

นายบาลาซส์ยังได้ชี้ให้เห็นหลักฐานความขัดแย้งในทางผลประโยชน์ของประเทศระหว่างสหภาพโซเวียตกับเวียดนาม, ความขัดแย้งระหว่างเวียดนามกับลาวและกัมพูชา, ความขัดแย้งของลาว กัมพูชาและกลุ่มประเทศ The Council for Mutual Economic Assistance (COMECON) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ ที่ร่วมมือทางเศรษฐกิจของยุโรปตะวันออกล้วนเป็นประเทศบริวารของสหภาพโซเวียต อันมีบัลแกเรีย เชคโกสโลวาเกีย โรมาเนีย ฮังการี โปแลนด์ แอลเบเนีย เยอรมนีตะวันออก มองโกเลีย และคิวบา ซึ่งเวียดนาม ลาว กัมพูชา (ฮุนเซน), และภายในกัมพูชาที่กรุงพนมเปญก็มีความขัดแย้งกันเองระหว่างนายเพน โสวัน นายเฮง สัมริน และนายฮุน เซน

นอกจากนี้การที่เวียดนาม ลาว และกัมพูชาได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การอาเซียน ก็เนื่องจากไทยกับอินโดนีเซียมีโลกทรรศน์ที่ขัดแย้งกัน เพราะอินโดนีเซียเห็นว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นภัยคุกคามต่ออินโดนีเซียมากกว่าเวียดนาม และเห็นว่าเวียดนามเป็นศัตรูกับจีน และจีนสนับสนุนเขมรแดง ในขณะที่ไทยเห็นว่าเวียดนามเป็นภัยคุกคามต่อไทยมากกว่าจีน

สนุกครับ...บทความของนายบาลาซส์ น่าเสียดายที่นักประวัติศาสตร์ไทยอ่านภาษาของประเทศที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์เดิมไม่ค่อยออก เพราะเอกสารสมัยสงครามเย็นที่อยู่ในหอจดหมายเหตุของประเทศคอมมิวนิสต์เก่านี้ น่าจะให้ความกระจ่างและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในเรื่องของสงครามเย็นในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างดี

อย่าตะแบง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




ตอนแรกๆ ก็คิดว่าเมาหมัด

เห็นนายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์เรื่องกรณีถือ 2 สัญชาติใหม่ๆ

คงตั้งตัวไม่ติดกรณี นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายนปช.หยิบประเด็นนายอภิสิทธิ์ถือสัญชาติอังกฤษ เป็นช่องให้ยื่นฟ้องคดี 91 ศพต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ

นายอภิสิทธิ์เลยตอบเลี่ยงๆ ว่า "ผมเป็นคนไทย"

แต่เอะใจตรงที่นักข่าวถามย้ำอีกไม่รู้กี่ครั้ง

นายอภิสิทธิ์ตอบแบบแผ่นเสียงตกร่องอยู่อย่างเดิม

จน นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดงโชว์หลักฐานใบเกิด

ระบุนายอภิสิทธิ์เกิดที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ

ซึ่งตามกฎหมายแล้วถือได้ทั้ง 2 สัญชาติไทย-อังกฤษ

นักข่าวก็ไปถามอีกครั้งว่านายกฯ ถือเพียงสัญชาติไทยเพียงสัญชาติเดียว สละสัญชาติอังกฤษไปหรือยัง

นายอภิสิทธิ์กลับตอบแบบเดิมๆ ว่า "ผมถือสัญชาติไทยครับ"

ตอบเลี่ยงบาลีแบบนี้

ต้องเรียกว่าตะแบง

เพราะมันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะพูดแค่ว่า "ผมสละสัญชาติอังกฤษไปนานแล้ว"

ประวิงเวลาเพื่อทำอะไรหรือเปล่า!?

แต่จะตะแบงหรือประวิงเวลาไปแค่ไหนก็คงไม่รอดอยู่ดี

เพราะหลายคนออกมาวิเคราะห์แล้วว่ารัฐบาลอยู่ไม่ถึงเดือนพ.ค.นี้แน่นอน

นายไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำกลุ่ม 3 พี ทำนายไว้ว่านายอภิสิทธิ์ต้องตัดสินใจยุบสภาในเดือนเม.ย.นี้

หนีกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่รำลึก 91 ศพ ครบรอบ 1 ปีในวันที่ 19 พ.ค.ที่จะถึง

เพราะเชื่อว่าตอนนั้นจะเห็นคนเสื้อแดงเรือนแสนออกมาเรียกร้องความยุติธรรม

สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงที่ออกมาระบุว่าจะยุบสภาก่อนเดือนมิ.ย.

ตีความกันง่ายๆ ก็น่าจะเป็นช่วงปลายเม.ย. หรือต้นพ.ค.

รัฐบาลคงวิเคราะห์แล้วว่าหากม็อบแดงมากันเป็นแสนๆ คนจริงๆ

เก้าอี้นายกฯ ไม่มั่นคงแน่

จะกลับไปใช้วิธี "กระชับพื้นที่" แบบเก่าก็คงไม่ได้

คงไม่มีคนเชื่อมุก "คนชุดดำ" อีกแน่

จะใช้วิธี "สลายม็อบ 91 ศพก่อน-ปรองดองทีหลัง" ก็คงไม่มีใครเอาด้วย

สุดท้ายก็ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่

ที่สำคัญหนทางชนะการเลือกตั้งมันไม่ง่ายดาย

พรรคประชาธิปัตย์ถูกรุมเร้ารอบด้าน ทั้งทุจริต ทั้งของแพง

ผสมโรง 2 มาตรฐาน-ยุติธรรมล่าช้า-ปรองดองจอมปลอม

โอกาสกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งริบหรี่

ถึงตอนนั้นก็ไม่สำคัญแล้วว่านายอภิสิทธิ์จะถือสัญชาติอังกฤษหรือไม่

เพราะเมื่อไหร่ที่ก้าวลงจากตำแหน่งนายกฯ

เปลี่ยนขั้วรัฐบาลใหม่

คดี 91 ศพจะตามหลอนนายอภิสิทธิ์ไปไม่สิ้นสุด

จตุพรโวย"โดนวิชามารแมงสาปในโลกไซเบอร์"นัดดาวกระจายชุมนุมทุกเรือนจำ..!!!

ที่มา thaifreenews

โดย jomyut

"ตู่" โวย ถูกโลกไซเบอร์ใส่ร้ายสารพัดเรื่อง-นัดดาวกระจายเรือนจำทุกแห่ง

นาย จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.และส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เราเห็นการลุกขึ้นสู้ของกลุ่มประเทศอาหรับ และใกล้อาหรับ ถือว่ามีความสำคัญยิ่ง แต่ปรากฏว่า อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย มีการแทรกข่าว และให้พี่น้องโลกไซเบอร์ไหลตาม ไปเปิดประเด็นว่า การได้รับประกันตัว เพราะตนไปเจรจาให้จับนายสุรชัย แซ่ด่าน เพื่อแลกกับ 8 คน ปรากฏว่า โลกอินเตอร์เน็ตก็แห่ไปว่า ตนไปเจรจาแบบนั้น ตนมีอำนาจอะไรไปเจรจา อีกทั้งตนไม่มีทางไปเจรจาแบบนี้เด็ดขาด เพราะไม่ใช่สันดาน

"ผมไม่ ต้องการให้ใครถูกคุมขัง แม้แต่พันธมิตรฯ เค้าควรมีสิทธิ์ในการต่อสู้คดี พี่น้องในโลกไซเบอร์ โปรดตั้งสติ-ตั้งหลัก คนอย่างผมไม่ชั่วชาติอย่างนั้น ขอตั้งข้อสังเกตว่า นายสุรชัยถูกหมายจับหลายวัน แต่เค้าจงใจไปจับก่อนศาลตัดสินวันเดียว ไม่รู้ว่ามีมือที่ไหนหรือเปล่า"นายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวอีกว่า มีคนนำคำพูดของตนไปบิดเบือน บอกว่า มาขอทานเศษความยุติธรรม แต่ไปตั้งกระทู้ว่า ไปว่านักศึกษาว่าเป็นขอทาน ทั้งที่ตนไม่เคยพูด เวลานี้รัฐบาลเรามันเก่ง นี่เป็นกระบวนการของรัฐบาล เมื่อวานนี้พี่น้องเราออกจากเรือนจำ หลายเดือนก่อนหน้านี้ พล.ต.สนั่นไปเยี่ยม และไปขึ้นเบิกความว่า ควรได้รับการประกันตัว เราก็ไปบ้านท่าน เป็นการรับปากมาหลายเดือน ตนก็ไม่รู้ว่า เค้ารับปากกันแบบนี้ ปรากฏว่า ในโลกไซเบอร์บอกว่า แทนที่ออกจากเรือนจำ จะไปคารวะวิญญาณประชาชน แต่ไปคารวะพล.ต.สนั่น พวกที่ไม่เคยติดคุกจะไม่รู้ ไม่เคยเจอพระจันทร์ เห็นแต่ดวงอาทิตย์ ความเป็นลูกผู้ชายก็รับปาก และนัดแนะกันว่า อาทิตย์นี้จะไปทำบุญที่วัดปทุมฯ เพื่ออุทิศส่วนกุศล มีตารางชีวิตกันไว้แล้ว

"วันที่ 12 มี.ค.นี้ เรือนจำทุกแห่งที่มีพี่น้องเราอยู่ เราจะเดินทางไปเรือนจำในจังหวัดนั้นๆ เพื่อขอทานเศษความยุติธรรม เพราะการขังแต่พวกเสื้อแดง เป็นการบ่งบอกว่า ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม"นายจตุพรกล่าว

เว็ปไหน ใครพอทราบบ้าง มีลิ้งด้วยยิ่งดี พอดีเพิ่งฟื้นจากการฉลองการปล่อยตัว เพราะอยู่ถึงเช้าเลย

ออกงิ้วล่อกันเอง

ที่มา thaifreenews

โดย atid

พูดไปใครจะเชื่อว่าวันหนึ่ง ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น "ครัวโลก" อย่างเมืองไทย จะมีภาพที่ประชาชนต้องเข้าแถวต่อคิวแย่งกันซื้อน้ำมันปาล์มถึงขั้นชกต่อยกันเลือดตกยางออก

ทั้งๆที่อุดมไปด้วยสินค้าทางการเกษตรมากมายมหาศาล

งานนี้จะโทษใครไม่ได้ นอกจากรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องรับเสียงด่าไปเต็มๆ ตามตัวเลขล่าสุดของ "เอแบคโพล" เปิดผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง "สภาวะปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำมันปาล์มของประชาชน" ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 72.1 หรือเกือบ 3 ใน 4 มองว่า เป็นปัญหาการทุจริตคอรัปชันในหน่วยงานของรัฐ และผลประโยชน์ของบริษัทเอกชน

กระแสสังคมพิพากษาไปแล้ว

มันจึงแป้กไปกับมุกเก่าๆฟอร์มเดิมๆ ส่งซิกให้ "ยาสามัญประจำบ้าน" อย่างนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ลุยล้างบางขบวนการ "สวาปาล์ม" ฟันผลประโยชน์จากวิกฤติ น้ำมันปาล์มขาดแคลน ตามปรากฏการณ์ที่ถูกมองเป็นแค่ "ปาหิ่" เอาตัวรอดกันแบบฉุกเฉินเฉพาะหน้า

"คำสารภาพ" มันอยู่ที่อาการ "ออกงิ้ว" ของรัฐบาลเองนั่นแหละ

อ่านกันตามเกมที่นายกฯอภิสิทธิ์ แตะมือกับ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ อาศัยเหลี่ยมเซียนการเมืองตำรับประชาธิปัตย์ รีบโบ้ยเผือกร้อนไปที่ "เจ๊วา" นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ในโควตาพรรคภูมิใจไทย ในอารมณ์เกรี้ยวกราดขึงขังใส่กระทรวงพาณิชย์ ยึกยักแก้ปัญหาล่าช้า

เอะใจ ทำไมถึงต้องดึงเวลานำเข้าน้ำมันปาล์ม 1.2 ล้านตัน ตามที่ ครม.อนุมัติ

เล่นจังหวะล้อกระแสกับข้อมูลของแหล่งข่าวในวงการธุรกิจน้ำมันปาล์ม ตามเสียงแฉรายวันของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่ปล่อยปริศนาอักษรย่อ นักการเมืองหญิง "พ" นักการเมืองชาย "ส" นักธุรกิจหญิง "อ" เอี่ยวขบวนการโกงน้ำมันปาล์ม เรียกหัวคิวจากบริษัทเอกชน ฟันค่าต๋งกัน 3 เด้งกว่า 400 กว่าล้านบาท

พรรคประชาธิปัตย์โบ้ยบทผู้ร้ายให้พรรคภูมิใจไทย

แต่งานนี้ยอม "รับบาป" อยู่ฝ่ายเดียวซะที่ไหน ในอารมณ์ "นอต หลุด" ของนายฉัตรชัย ชูแก้ว ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ มือขวาของ "เจ๊วา" ออกมาสวนกลับพรรคประชาธิปัตย์ที่บอกว่า การดำเนินการนำเข้าน้ำมันปาล์มของกระทรวงพาณิชย์ล่าช้าถึง 1 เดือน ขอให้คนพูดกลับไปอ่านข้อมูลหรือหัดคิดเลขดูใหม่

ย้อนถามกลับเลยว่า ใครกันแน่ที่ทำงานล่าช้า เพราะปัญหาปาล์ม ขาดแคลนเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่คณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพเป็นประธาน กลับไม่เคยเรียกประชุมเลย ปล่อยให้ ปัญหาสะสม แย็บดักคอกันเป็นนัย ทำไมต้องอนุมัติให้นำเข้าแบบต้องอาศัยกระบวนการของโรงกลั่น ใครกันแน่ได้และเสียประโยชน์

"เจ๊วา" ก็ไม่ยอมเจ็บตัวคนเดียวเหมือนกัน

ที่แน่ๆโดยอาการที่ต่างฝ่ายต่างยักท่า โยนคำถามใส่กัน ชิ่งเผือกร้อนกันมือเป็นระวิง

ไม่มีใครปฏิเสธเลยว่า คิวนี้ไม่มีคุณโม่ง "สวาปาล์ม" อยู่ เบื้องหลัง.



กำปั้นหยก

http://www.thairath.co.th/column/pol/kaablook/150849

แดงจัดแน่ม็อบใหญ่12มี.ค.ลั่นเอากี้ร์กลับบ้าน

ที่มา ข่าวสด



เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 ก.พ. ที่อิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 5 กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงข่าวโดยมีแกนนำคนสำคัญร่วมแถลงข่าวอย่างพร้อมเพียง ทั้งนางธิดา โตจิราการ รักษาการประธานนปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. และนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ รักษาการโฆษกนปช. ส่วนแกนนำที่ถูกปล่อยตัวชั่วคราว เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2 คนคือ น.พ.เหวง โตจิราการ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ร่วมอยู่บริเวณนี้ แต่ไม่ได้ร่วมแถลงข่าวด้วย


โดยบรรยากาศการแถลงข่าวในครั้งนี้คึกคักว่าทุกครั้งที่ผ่านมา หลังจากศาลมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำ 7 คน และแนวร่วมอีก 1 คน หลังจากถูกจำคุกมากว่า 9 เดือน โดยคนเสื้อแดงที่มาฟังการแถลงข่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จำนวนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา จนทำให้ชั้น 5 ของอิมพีเรียล ลาดพร้าวแน่นขนัดไปด้วยคนเสื้อแดง

นายวรวุฒิ แถลงว่า เป็นความยินดีหลังจากแกนนำได้รับการปล่อยตัว แต่คนเสื้อแดงจะต้องสู้ต่อไปเพราะพี่น้องคนเสื้อแดงทั่วประเทศยังไม่ได้รับการปล่อยตัว และไม่ได้รับความเป็นธรรม เราจึงจะต่อสู้ต่อไปเพื่อความเป็นธรรมของคนเสื้อแดงและทำให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยในวันที่ 27 ก.พ.นี้ เวลา 10.00 น. ทางแกนนำนปช.ทั้งหมด รวมถึงอีก 7 คนที่ได้รับการปล่อยตัวจะไปทำบุญบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตที่วัดปทุมวนาราม ส่วนวันที่ 12 มี.ค. ที่เป็นวันครบรอบ 1 ปี เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน จะมีจัดกิจกรรมรำลึกกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน โดยจะมีแกนนำที่ได้รับการปล่อยตัวไปขึ้นเวทีปราศรัยครบทุกคน ส่วนวันที่ 26 มี.ค.จะมีการจัดคอนเสิร์ตรับขวัญแกนนำที่ได้รับการปล่อยตัวที่โบนันซ่าเขาใหญ่

นางธิดา แถลงว่า การชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค. จะมีทั้งความสนุกสนานและการต่อสู้ และต้องอย่าลืมว่านอกจากแกนนำที่ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ยังมีคนที่ถูกจับกุมตัวอีก 100 กว่าคน ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม คนเสื้อแดงเท่าเทียมกันทุกคน ฉะนั้นจึงจะรณรงค์ให้ปล่อยตัวคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังทุกคน โดยในวันที่ 12 มี.ค.จะเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐบาลปล่อยตัวคนเสื้อแดงทั้งหมด ส่วนการปล่อยตัวแกนนำคนเสื้อแดงถือว่าเป็นรุ่งอรุณของประชาธิปไตย แต่ต้องดูว่าต่อไปจะสว่างไสว หรือถูกถีบลงไป การเรียกร้องของคนเสื้อแดงจึงจะไม่ใช่เฉพาะคนที่ถูกจับกุม แต่จะเป็นการเรียกร้อง ทวงถามความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บที่ไมได้รับการเยียวยาใดๆ จากผู้ที่กระทำคือรัฐบาล จึงจะเป็นหัวข้อหลักของการต่อสู้ของคนเสื้อแดง นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มในการรัฐประหาร ที่เป็นรัฐประหารแนวใหม่เนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง และปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ และสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีอยู่ก็เป็นหัวข้อหลักในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเช่นกัน

ด้านนายจตุพร แถลงว่า ตอนนี้รัฐบาลไทยกำลังสร้างข่าวในอินเตอร์เน็ตว่าตนได้ไปเจรจา เพื่อให้จับนายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำแดงสยาม เพื่อแลกกับการปล่อยตัวแกนนำนปช.นั้นไม่เป็นความจริง เพราะตนไม่มีอำนาจอะไร และไม่ชั่วชาติอย่างนั้น และในคืนที่นายสุรชัยถูกจับ ตนก็นอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงทั้งนายสุรชัย และห่วงว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อการประกันตัวแกนนำคนอื่นๆ และยังตั้งข้อสังเกตว่านายสุรชัยโดนออกหมายจับมานาน แต่ทำไมเพิ่งจะถูกจับในวันก่อนการไต่สวน และนอกจากนี้ยังขอให้คนที่อยู่ในโลกไซเบอร์ช่วยกันดูด้วย และยังมีคนไปตั้งกระทู้ว่านายจตุพร พูดว่านักศึกษาเป็นขอทาน ทั้งที่ไม่เคยพูด เพราะตนพูดว่าไปขอทานเศษเสี้ยวความยุติธรรมเท่านั้น ส่วนที่แกนนำที่ถูกปล่อยตัวไปที่บ้านของพล.ต.สนั่น ขจรประสาสน์ เพราะเป็นสัญญาลูกผู้ชายตอนที่อยู่ในคุกว่าจะไปบ้านของพล.ต.สนั่นหลังจากถูกปล่อยตัว

นายจตุพร แถลงต่อว่า การชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค.นี้ จะงดการดาวกระจายไปในสถานที่ต่างๆ และจะรวม กันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ในต่างจังหวัดคือ อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี มหาสารคาม และเรือนจำคลองเปรมนั้น ต่อไปจะมีการกำหนดเพื่อจะมีการเคลื่อนไหวไปที่ศาลของทุกจังหวัดเพื่อขอเศษเสี้ยวความยุติธรรมให้คนที่ถูกคุมขัง และนอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าช่วงที่มีคนจะเผาศาลากลางนั้นมีอส.ไปห้าม แต่ถูกทหารใช้ปืนจ่อหัวอส.ไม่ให้ขัดขวางคนที่จะมาเผา ซึ่งสอดคล้องกับการเผาเซ็นทรัล เวิลด์ และเรื่องนี้จะใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย

นายจตุพร แถลงต่อว่า เรื่องสัญชาติของนายอภิสิทธิ์ วันนี้ให้คนมาเบี่ยงแบนประเด็นว่านายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ต้มตุ๋นคนพ.ต.ท.ทักษิณ และพ.ต.ท.ทักษิณ มาหลอกลวงคนเสื้อแดง นั้นไม่ใช่ แต่นายอภิสิทธิ์ยังไม่เคยตอบว่าสละสัญชาติไปหรือยัง อย่าเฉไฉว่าเป็นอย่างอื่น ตนไม่ได้ถามว่านายอภิสิทธิ์ มีสัญชาติไทยหรือไม่ แต่ถามว่าสละสัญชาติอังกฤษไปหรือยัง

นายจตุพร แถลงต่อด้วยว่า ส่วนแกนนำคนเสื้อแดงคนอื่นๆ ที่หลบหนีอยู่เช่น นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายอดิศร เพียงเกษ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายอารีย์ ไกรนรา ฯลฯ นั้นได้พูดคุยกันเบื้องต้นกับทางแกนนำว่า ถ้าคนเสื้อแดงในเรือนจำได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด ก็จะเป็นคิวของพี่น้องเราเหล่านั้น เพื่อมาร่วมกันต่อสู้ต่อไป ให้พี่น้องเหล่านั้นมามอบตัว และหวังว่าจะได้รับการประกันตัว และคาดว่าน่าจะได้กลับมาก่อนวันที่ 26 มี.ค.ที่เป็นคอนเสิร์ตรับขวัญ

"ธิดา"แดง-แรงไม่ตก ทักษิณคือผู้ถือหุ้นใหญ่ พันธมิตรฯคือผู้วางหมากการเมืองอำมาตย์

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

"ธิดา"แดง-แรงไม่ตก ทักษิณ-คือผู้ถือหุ้นใหญ่
พันธมิตรฯ-คือผู้วางหมากการเมืองของอำมาตย์




ตัวเลข 3 หมื่นคน คือ จำนวนมวลชนแดงที่หน่วยงานความมั่นคงรายงาน
จากวันชุมนุมครั้งล่าสุดของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ขณะที่ยอดผู้ชุมนุมอีกสีหนึ่งซึ่งปักหลักข้างทำเนียบรัฐบาลมานานหลายสัปดาห์
มียอดผู้ชุมนุมไม่เกิน 1 พันคน

"ธิดา ถาวรเศรษฐ์ โตจิราการ" สนทนากับ "ประชาชาติธุรกิจ"
วิเคราะห์ปรากฏการณ์เสื้อเหลือง สะท้อนเสื้อแดง
และจัดตำแหน่งทักษิณในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของขบวน

@เป้าหมายในการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในขณะนี้คืออะไร

การเคลื่อนไหวขณะนี้ยังอยู่ใน 3 คอนเซ็ปต์ คือ
ต่อต้านรัฐประหาร คัดค้านสงคราม ทวงความยุติธรรม ฉะนั้น
ด้านหลักของการเคลื่อนไหว เราจึงเน้นปัญหาความยุติธรรม
เพราะสถานการณ์รัฐประหารก็ยังดำรงอยู่
และพวกจารีตนิยมก็ยังอยากได้สงคราม
เราจึงคัดค้าน นี่คือเจตนารมณ์ของเรา

@หากมีการเลือกตั้งหรือกรณีแกนนำได้รับการประกันตัวแล้ว
จะเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ไม่มีเหตุผลในการชุมนุมหรือไม่

อย่าลืมว่าความยุติธรรมไม่ใช่แค่ เรื่องคนที่ถูกจับกุมคุมขัง
แต่เป็นความยุติธรรมที่จะต้องรับผิดชอบคนที่ตายไป
รัฐบาลยังไม่หาคนผิดมาลงโทษ
ไม่มีทั้งความรับผิดชอบทางการเมือง และทางกฎหมาย

เพราะฉะนั้นนี่เป็นภาระหน้าที่ของเราซึ่งแน่นอนเราเรียกร้องประชาธิปไตย
เราเห็นด้วยที่จะมีการยุบสภา แต่ปัญหาที่คนเสื้อแดงถูกกระทำ
ก็เป็นเรื่องที่คนเสื้อแดงต้องต่อสู้ เพราะแสดงให้เห็นว่าคุณปฏิบัติต่อคนไม่เท่าเทียมกัน

@ปรากฏการณ์คนเสื้อแดงที่เพิ่มมากขึ้น อาจารย์คิดว่าอะไรเป็นปัจจัยหลัก

เรามองในเชิงเปรียบเทียบ สีเสื้อหนึ่งเพิ่มขึ้น
ส่วนอีกสีเสื้อหนึ่งลดลง นั่นแปลว่าคนเข้าใจความจริงที่เราบอกมากขึ้น
และข้อสำคัญคือเขาเห็นด้วยว่าคนเสื้อแดงถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม

ในอดีตเราถูกมองว่าเป็นสมุนของคุณทักษิณ เป็นพวกม็อบรับจ้าง
แต่ว่า ความเป็นจริงมันเปิดเผยขึ้นมาเรื่อย ๆ
และอาวุธความจริงกับความรู้ที่มากขึ้นที่เราให้กับสังคม
นี่เป็นสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดงมากขึ้น

@มองฐานะของคุณทักษิณอยู่ในระดับนำหรือเป็นแนวร่วม

เขาเป็นแนวร่วม อย่าลืมว่าเราเป็นองค์กรแนวร่วม
ในนี้มีองค์ประกอบ 60-70% ที่รักคุณทักษิณมาก
ส่วนที่เหลือคือเฉย ๆ แต่ไม่ถึงกับเกลียด
และอาจจะมีคนที่อยากอยู่ห่าง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง
แต่เราเป็นองค์กรแนวร่วม เราต้องยอม รับความเป็นจริงว่า
ความรักคุณทักษิณมันมีเหตุผลของมัน
เพราะเขารักตัวเขา รักผลประโยชน์ของเขา
เขาหวังว่าคุณทักษิณจะเป็นนายกฯที่ตอบสนองผลประโยชน์ของเขา ฉะนั้น
คนเหล่านี้มี loyalty มีความจงรักภักดี
แม้ผ่านไปหลายปีแต่เขายังรู้สึกได้ดี เพราะคนไทยเป็นคนซื่อตรง

คนเหล่านี้ยังมีความรักคุณทักษิณ
แม้เขารู้ว่าความหวังที่คุณทักษิณจะกลับมามันรางเลือน
แต่นี่เป็นนิสัยที่ไม่หักหลังคน ฉะนั้น
เมื่อเรามองอย่างนี้ในแนวร่วม
เราจึงจำเป็นให้คุณทักษิณอยู่ในฐานะที่มีบทบาทพอสมควร
พูดง่าย ๆ คือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่คนหนึ่งในแนวร่วมนี้

@การก้าวข้ามคุณทักษิณหรือไม่ ยังเป็นประเด็นที่คนเสื้อแดงต้องเลือก หรือไม่

เราไม่สนใจ เพราะคนเสื้อแดงก็รู้ว่าคุณทักษิณประสบปัญหามากมาย
แต่เรามีเป้าหมายชัดเจนว่าเราต้องการระบอบประชาธิปไตย
เราไม่ต้องการระบอบอำมาตย์
ถ้าเราต่อสู้แบบนี้
คนเสื้อแดงเชื่อว่าคุณทักษิณก็จะได้รับความเป็นธรรมไปด้วย เป็นผลพลอย ได้
เพราะเป็นหนึ่งในคนที่ถูกกระทำ ก็ควรได้รับความยุติธรรม ไม่ใช่ว่ายกประโยชน์ให้ทั้งหมด

@คุณชัยวัฒน์ สินสุวงศ์ หนึ่งในแกนนำแนวร่วมฝ่ายเสื้อเหลือง
เคยเสนอให้เสื้อแดงมาร่วมกับเสื้อเหลืองเพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์
อาจารย์มองว่าเป็นไปได้หรือไม่

เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงมีความแตกต่างกันมาก จนไม่สามารถร่วมกันได้
เขาเป็นพวกจารีตนิยมสนับสนุนระบอบ อำมาตยาธิปไตย
เราเป็นพวกเสรีนิยมที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย
เพราะฉะนั้นจุดยืนคนละอย่าง

จารีตนิยมเป็นพวกคลั่งชาติ ทำให้เกิดรัฐประหาร
ทำให้เกิดสงคราม มันคนละเรื่องกับเราเลย
เขาพอใจที่จะทำให้เกิดรัฐประหาร
เขาพอใจที่มีองค์กรมาจากการแต่งตั้ง
พอใจที่จะรักษาอำนาจเอาไว้ ฉะนั้น
นี่เป็นจุดยืนที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง
เป็นคนละเรื่องกับการเคลื่อนไหวของเราเลยไปกันไม่ได้

@เสื้อแดงกับเสื้อเหลืองมีจุดร่วมกันหรือไม่

ต้องแยกประเด็นหลักและประเด็นรอง
คุณพูดว่าร่วมกันในแง่ไม่ชอบอภิสิทธิ์ อันนี้โอเค
แต่การที่เราไม่ชอบอภิสิทธิ์
เพราะอภิสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของระบอบอำมาตย์
และไม่รับผิดชอบทั้งทางการเมืองและทางกฎหมาย
ในขณะที่เกิดปัญหา ฉะนั้น เขาไม่สมควรจะอยู่

ขณะที่พันธมิตรฯเสื้อเหลืองเกลียดอภิสิทธิ์
ไม่ใช่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของระบอบอำมาตย์
แต่เขาเกลียดเพราะคิดว่าไม่ให้ผลประโยชน์ตามที่เขาควรจะได้

ฉะนั้น การเกลียดอภิสิทธิ์ไม่ใช่เหตุผลที่เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงต้องมาจับมือกัน
เพราะในที่สุดพวกเขาก็พยายามช่วยเหลือกัน

@พันธมิตรฯยังเป็นม็อบมีเส้นอยู่หรือไม่ มีตัวตนอยู่เพราะอะไร

โอ้..เส้นใหญ่มาก
เขาเป็นส่วนสำคัญของระบอบอำมาตย์
เป็นผู้ชี้นำทางการเมือง
เป็นผู้บงการทางการเมือง
เป็นเสนาธิการของระบอบอำมาตย์ด้วย เขาทำตัวอย่างนั้นแหละ
ไม่งั้นมันจะเกิดสงครามไหมล่ะ

ถามว่าอภิสิทธิ์อยากให้เกิดสงครามไหมล่ะ...
แต่ว่าอภิสิทธิ์ก็ต้องทำสงคราม ไม่ว่าจะอยากได้หรือไม่อยากได้ก็ตาม
จะอ้างว่าใครยิงมาก่อนก็ตาม
แต่สงครามเป็นไปตามที่พันธมิตรฯบอกอยู่แล้ว
เขาทำตัวเป็นผู้วางหมากทางการเมืองของอำมาตย์

@ปัจจุบันพันธมิตรฯยังทำหน้าที่นั้นอยู่หรือ

ใช่...แม้พันธมิตรฯมีคนไม่กี่ร้อยคน แต่รัฐบาลก็กลัว อภิสิทธิ์ก็กลัว

@คนเสื้อแดงมาชุมนุมเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีผลให้อำมาตย์หรือรัฐบาลกลัวเสื้อแดง

ก็เพราะเขามีปืน มีกองทัพ มีกระบวนการยุติธรรมอยู่ข้างเขา
ถ้าไม่กลัวเราก็ไม่เป็นไร เดี๋ยววันหลังเราจะมาเป็นล้านเลย
ไม่กลัวก็ไม่เป็นไรเรารอได้ รอให้คนไทยเข้าใจมากกว่านี้ เราจะอดทนรอ...


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1298446914&grpid=no&catid=04&subcatid=

Youtube 2011-02-23@1323 นปชแถลงข่าว จตุพร ธิดา

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

2011-02-23@1323 นปชแถลงข่าว จตุพร ธิดา


2011-02-23 ขวัญชัย ไพรพนา ขอบคุณเสื้อแดง

น้ำมันปาล์ม-ลามปาม ส.ป.ก.ภาค 2

ที่มา บางกอกทูเดย์



‘สุดารัตน์’ตอกหน้ารัฐบาลมาร์ค!!ดีเอสไอ? มันก็แค่ 'ปลายน้ำ'

ปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ลำพังหากเป็นผลจากปัญหาผลผลิตขาดแคลน
เพราะปัญหาภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว สังคมไทยก็ยังคงจะพอรับกันได้

แต่กรณีที่มีการสงสัยว่ามีไอ้โม่ง ที่รู้ข้อมูล มีการดักทาง มีการกักตุน
เพื่อหวังให้มีการปรับราคา โดยถึงขนาดที่รู้ข้อมูลมากพอ
ที่จะสั่งนำเข้าน้ำมันปาล์มเอาไว้ล่วงหน้าในราคาดิม ใส่เรือเอามาลอยอยู่นอกชายฝั่ง

รอแค่ ครม.อนุมัติปรับราคา ก็สามารถขนเข้ามาขายในราคาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

รวมทั้งข่าวลือในเรื่องตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในแวดวงการเมือง
จนทำให้มีการใช้ตัวย่อชื่อ ออกมา เป็น ตัว ส. พ. และ อ. จนทำให้มีการตีความ
และวิเคระห์กันอุตลุดไปหมด ว่าอักษรที่ว่านั้นเป็นชื่อของใครกันแน่???

จึงทำให้เรื่องปัญหาน้ำมันปาล์มกลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าทางการเมืองขึ้นมา

ที่น่าสนใจคือข้อมูลของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย
ที่ออกมาพูดถึง การแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์มแพงของรัฐบาล ว่า
จะเห็นว่าการแก้ปัญหาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น
และจนถึงขณะนี้ก็ยังคงแก้ปัญหาผิดพลาดซ้ำซากอีก

แต่จะผิดพลาดด้วยความไร้ความสามารถหรือจะจงใจ
ทำให้เกิดปัญหาวิกฤติน้ำมันปาล์มเพื่อปั่นราคาก็ยังเป็นคำถามของสังคมอยู่

กลไกการแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันในอดีตจะมีกลไกแก้ไขอยู่ 2 อย่าง
เหมือนวอลลุ่มปรับซ้ายขวาให้สมดุล
ซึ่งโดยปกติรัฐบาลจะมีสต๊อกน้ำมันปาล์มอยู่ 2 แสนตันเป็นตัววัด
ถ้าสต๊อกลดถึงจุดที่น่ากลัวจะต้องนำเข้าก่อนเป็นช่วงสั้น ๆ
เพื่อรักษาระดับราคา ไม่ให้ราคาน้ำมันปาล์มที่ประชาชนบริโภคพุ่งสูง

อีกกลไกคือการผลิตไบโอดีเซลเมื่อผลผลิตปาล์มดิบมีมาก
ก็ให้ส่งเข้าผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น
เพื่อไม่ให้ราคาผลผลิตปาล์มสดที่เกษตรกรขายราคาตกต่ำ จนขาดทุน
ซึ่งในอดีตที่รัฐบาลก่อนทำมาใช้กลไกดังกล่าวทั้งสองเข้าช่วยได้ทั้งประชาชนและเกษตรกร

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ต้องขอจับโกหกนายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ที่ท่องคาถากันอยู่อย่างเดียวว่า

ผลผลิตปาล์มปีนี้ขาดแคลนเพราะน้ำท่วมผลปาล์มเสียหายนั้น ไม่เป็นความจริงเลย
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรพบว่า
ปี 52 พื้นที่ผลิตปาล์มมี 3.1 ล้านไร่ ผลผลิต 8.1 ล้านตัน
ปี 53 พื้นที่ผลิต 3.5 ล้านไร่ ผลผลิต 8.2 ล้านตัน มากกว่าปี 52 ด้วยซ้ำ เพราะพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น

และความจริงตัวเลขสต๊อกน้ำมันปาล์มปี 53
เริ่มมีปัญหาตั้งแต่เดือนก.ย. จาก 2 แสนตันเหลือ 1.8 แสนตัน
จนมาถึงเดือนต.ค.หายไปครึ่งหนึ่ง เหลือแค่ 1.3 แสนตัน
จนพ.ย.เหลือ 9 หมื่นตัน ธ.ค. 53 และม.ค. 54 ไม่มีเหลือ

แต่รัฐบาลทิ้งเวลาไป 5 เดือนตั้งแต่เห็นสัญญาณในเดือน ก.ย. 53 โดยไม่ทำอะไร
เพิ่งมาประชุมคณะกรรมการปาล์มน้ำมันกลาง เดือน ม.ค.
ซึ่งก็ยังแก้ไขผิดวีธี ในแบบที่ไม่มีใครเขาทำกัน ราคาสินค้าเมื่อขึ้นไปแล้วไม่มีทางจะลง
เพราะครม.กลับไปอนุมัติให้ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มขวดก่อน แล้ว
ถึงจะมาอนุมัติให้นำเข้าในครั้งแรก แค่ 3 หมื่นตัน ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

แต่ตอนหลังกลับมาอนุมัติให้นำเข้า 1.2 แสนตัน
ในช่วงที่เดือนมี.ค.ผลปาล์มสดจะออกสู่ตลาดแล้ว

แสดงให้เห็นว่ากำลังจะเตรียมแผนปล้นจากเกษตรกรอีก
ที่จริงเกษตรกรก็ปลูกปาล์มเยอะถึง 80% อยู่แถว จ.สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร
เมื่อผลผลิตปาล์มน้อยกรรมการนโยบายปาล์มฯต้องคอยกำกับควบคุม
แต่ตั้งแต่เดือนก.ย. 53 กลับไม่ได้ทำ

ซ้ำยังปล่อยให้ยังปล่อยให้ส่งออกน้ำมันปาล์ม ในปริมาณมาก
และยังให้ผลิตไบโอดีเซลจาก 2 แสนตันเป็น 4 แสนตันในปี 53
เหมือนมีความจงใจที่จะเอาน้ำมันปาล์มออกนอกระบบ
ทำให้ขาดสต๊อกจนเกิดปัญหาแล้วครม.ต้องอนุมัติให้เพิ่มราคา

ไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่เห็นแก่ประชาชนเขาทำกัน

วันที่นายกฯอนุมัติให้ครม.ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มขวดอีก 9 บาท
แล้วบอกว่าจะไม่กระทบสินค้าอื่น เพราะสั่งกำชับแล้วไม่ให้สินค้าอื่นขึ้นราคาตาม
แล้วตอนนี้ราคาปาล์มขวดละ 47 บาทก็ซื้อไม่ได้
สินค้าอื่นไม่เว้นก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงก็พาเหรดขึ้นราคาไม่ต่ำกว่า 20 %
การให้ดีเอสไอมาปราบมันปลายน้ำ

“สิ่งที่เกิดขึ้นคือการบิดเบือนโครงสร้างราคา
ต้นเหตุจากครม.อนุมัติให้ขึ้นราคาลิตรละ 9 บาท
แล้วไปกำหนดราคาปาล์มสด ก.ก.ละ 11-15 บาท
แต่โรงหีบไปซื้อจากเกษตรกรแค่ ก.ก.ละ 6 บาท ส่วนต่างอย่างน้อยก.ก.ละ 5 บาท
ซึ่งต้องใช้ปาล์มสดถึง 7 ก.ก.ถึงจะได้น้ำมันปาล์ม 1 ก.ก. ดังนั้น
คิดเป็นเงิน 35 บาทต่อน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 1 ขวดลิตร เป็นต้นทุนที่ถูกเพิ่มขึ้น
โดยไม่รู้ว่าไปเข้ากระเป๋าใคร”

ตรงนี้เป็นต้นน้ำที่มีคนรวยกันเยอะ
เมื่อปลายน้ำเห็นอยากรวยบ้างก็กักตุนบ้าง ไม่ร้ายแรงเท่าต้นน้ำ
ดีเอสไอถ้าแน่จริงควรไปดูที่ต้นทาง
และเรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนหนักหนา
ส่วนจะเป็นการสมรู้ร่วมคิดกันของใคร ทำให้เกิดวิกฤติหรือไม่
ก็ต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นวีธีการบริหารงานที่ผิดปกติ
เป็นหน้าที่ส.ส.และส.ว. ต้องเอาคนที่ทุจริตออกมาให้ได้

เป็นการตอกหน้าการทำงานของรัฐบาลให้ประชาชนได้รู้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ว่า
เกมนี้เข้าข่ายมีคนรู้ ... มีคนรวย อย่างแน่นอน!!!

ในขณะที่การแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มของรัฐบาลไม่เพียงมีข้อครหา
และข้อสงสัยตามมากอย่างมากมาย
แต่ยังกลายเป็นชนวนระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคภูมิใจไทย
ให้มีรอยร้าวรอยบาดหมางที่ลึกมากขึ้น

เพราะว่านางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องตกเป็นจำเลยว่าทำงานบกพร่องคือคนของพรรคภูมิใจไทย
ในขณะที่คนที่โดดเข้ามาเคลียร์เรื่องนี้ คือ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง

แต่ว่ากลับมีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ

ซึ่งคงจะเป็นเพราะคุมพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ซึ่งถือเป็นพื้นที่ไข่แดงของการผลิตผลปาล์มน้ำมัน
จึงน่าจะมีข้อมูล รู้ลึกรู้ทางในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

แต่ก็น่าประหลาดตรงที่นายสุเทพ ซึ่งอยู่ในพื้นที่และรู้อะไรๆเป็นอย่างดี
กลับปล่อยให้เรื่องน้ำมันปาล์มเป็นปัญหา จนขยายผล
ในวงกว้างไปแล้วนั่นแหละ จึงได้โดดเข้ามาแก้ปัญหา

ซึ่งนายสุเทพบอกว่า เมื่อได้พูดคุยกันบนตัวเลขข้อมูลบนพื้นฐานความเป็นจริง
คิดว่าปัญหาแก้ได้ และวันนี้จบแน่นอน

“สิ่งที่ผมให้คำมั่นกับประชาชนได้แน่นอน คือ
น้ำมันปาล์มต้องไม่ขาดแคลนสำหรับผู้บริโภค ประชาชนไม่ต้องมาแย่งกันซื้ออีกต่อไป
รับรองได้ว่าจัดให้ไม่ให้ขาดแคลน และจะให้ราคาน้ำมันปาล์มอยู่ในระดับลิตร ละ 47 บาท
ไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน”นายสุเทพคุย

และแม้ว่าจะต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้นเพราะอะไรก็แล้วแต่
ให้ส่วนอื่น ๆ ช่วยรับภาระแทนประชาชนไปก่อน
และจะดูแลให้น้ำมันปาล์มขวดและปี๊บ สามารถขายได้ในราคาเดียวกัน
ไม่ต้องไปเข้าคิวแย่งซื้อน้ำมันขวด และแล้วมาเทใส่ปี๊บขายให้มันเดือดร้อนกันไป

ทำให้คนงงกันเป็นแถบๆว่า ถ้ารู้ลึกรู้พลอตเป็นอย่างดี จนสามารถที่จะแก้ไขได้ง่ายขนาดนี้
ทำไมนายสุเทพไม่รีบโดดเข้ามาแต่เนิ่นๆ มัวแต่ปล่อยให้เป็นเรื่องก่อนทำไม???

ซึ่งนายสุเทพอ้างว่า
เพิ่งได้รับการมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ให้เข้ามาดูแลปัญหาเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง

เท่ากับว่ากลายเป็นข้อบกพร่องล่าช้าของนายอภิสิทธิ์ ไปอย่างนั้นหรือ

นายสุเทพมองว่าจะให้ยกเลิกการอนุมัติให้นำเข้าน้ำมันปาล์ม 1.2 แสนตัน
เพราะมันสายไปแล้ว เนื่องจากพรุ่งนี้มะรืนนี้ปาล์มในประเทศจะเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นแล้ว
การจะนำเข้ามาจะให้นำเข้าเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

“ในวันนี้ (23 ก.พ.) พี่น้องประชาชนก็ซื้อน้ำมันปาล์มได้ราคาขวดละ 47 บาทได้เลย
ส่วนพวกกักตุน เราก็จับกุม และในอนาคต
มีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันปาล์มจะต่ำลงกว่าลิตรละ 47 บาทด้วย”

ส่วนว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรเพราะเรื่องนี้อ่อนไหว
พอกระทรวงพาณิชย์บอกจะให้ปรับราคา น้ำมันปาล์มก็หายวับไปจากตลาด
นายสุเทพ บอกว่า ถ้าใครเก็บไว้ก็ไม่มีผลอะไร เก็บเอาไว้ก็เป็นปัญหาของเขาเอง
เพราะเราไม่ให้ขึ้นราคา

และสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจะถือว่ากระทรวงพาณิชย์บกพร่องโดยตรง
ที่ไม่สามารถบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ หรือไม่นั้น
นายสุเทพระบุว่าไม่มีหน้าที่ไปกล่าวโทษใคร จึงไม่โทษใครทั้งนั้น
แต่มีหน้าที่แก้ปัญหาช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนผู้บริโภคและเกษตรกร

ในขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย
ได้วิเคราะห์ถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์
กรณีการแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน ว่า ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งกัน
เป็นเรื่องที่แต่ละพรรคมีวิธีการบริหารงานของตัวเองเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ซึ่งมุมมองอาจต่างกัน แต่ไม่ได้ทำให้แตกหัก

วิธีที่ นางพรทิวา กำลังทำอยู่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศ ไม่มีเรื่องผลประโยชน์
การทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง วันนี้ มีสายตาประชาชน และ สื่อจับจ้องอยู่
คงไม่มีใครคิดฆ่าตัวตายด้วยการแสวงหาผลประโยชน์จากตรงนี้

ส่วนข่าวที่เสนอให้ปลด รมว.พาณิชย์ นั้น
เรื่องความขัดแย้งในการบริหารงานเป็นเรื่องปกติที่อาจไม่ตรงกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเสนอให้ปลด
เพราะไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ไม่สามารถทำได้อย่างที่อยากทำ

“ภาพความเป็นผู้ร้ายมักเกิดขึ้นกับพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่เรื่องรถประจำทาง ขสมก.แล้ว
สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยต้องทำคือ พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา
วันนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่า คุณพรทิวาผิดตรงไหน อยากเรียกร้องประชาชนว่า
อย่าได้ฟังอะไรแล้วเชื่อในทันที ขอให้ใช้หลักอย่าหูเบา”

และสิ่งที่น่าจับตาจากคำพูดของนายศุภชัย แทนที่จะเป็นเรื่องของปัญหาน้ำมันปาล์ม
กลับกลายเป็นเรื่องที่นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ประธาน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย
ระบุมีความเป็นไปได้ที่ พรรคภูมิใจไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์
จะจับมือตั้งรัฐบาล 2 พรรค ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

โดยนายศุภชัยพูดชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคปัจจัยสำคัญ
ที่ทำให้เกิดรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้น ถ้าการเลือกตั้งครั้งต่อไป
มีตัวเลขตามที่นายประจักษ์พูดไว้ ทุกอย่างมีความเป็นไปได้

แต่ทั้งหมดยังไม่ใช่สูตรสำเร็จ ยังไม่มีอะไร 100%
ขณะนี้ เป็นเพียงการคาดการณ์พูดถึงความน่าจะเป็นเท่านั้น

สำหรับเรื่องจำนวนเสียง ส.ส.ที่เริ่มมีการคุยข่มกันว่าพรรคนั้นจะได้ 200 เสียง
พรรคนั้นจะได้ 60-70 เสียง นายศุภชัย มองว่า พรรคอื่นได้เท่าใด เราคงไม่ไปพูดถึง
เพราะการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของตัวเลข
สูตรการจัดตั้งรัฐบาลทุกครั้งเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร

“อยู่ที่เมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว ตัวเลขเหมาะสมและทำงานร่วมกันได้หรือไม่เท่านั้น”

เป็นคำพูดที่ดูเหมือนกับจะคล้ายๆฝากลอยลมไปให้บางพรรค ว่า
การทำงานร่วมกันอย่งราบรื่นเป็นปัจจัยสำคัญในการร่วมรัฐบาล มากกว่าจำนวนเสียง!!!

นายมาร์ค อภิสิทธิ์ยังคงสร้างเรื่องเบี่ยงประเด็นหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

Read more from ประเทศไทย, โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม




วันที่ 19 กุมภาพันธ์มีรายงานว่า
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทองเข้าแจ้งความ
(ไม่ใช้การดำเนินคดีในศาลตามที่สื่อบางฉบับรายงาน) ต่อกองบังคับการปราบปราม
โดยกล่าวหาว่าผม อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
และบรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน นายธนพล อิ๋วสกุล
กระทำผิดตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ มีรายงานว่า
นายวัชระจะยื่นจดหมายร้องเรียนแนบสุดปกขาวต่อศาลฎีกา
ปกหน้าจดหมายร้องเรียนของนายวัชระ
เป็นรูปการ์ตูนพินอคคิโอตัดต่อแบบแย่ๆเข้ากับหน้าผม
มันจึงเป็นเรื่องยากที่ใครจะเห็นว่าข้อกล่าวหาจอมปลอมนี้
เป็นเรื่องจริงจังไปมากกว่าภาพหนังสือการ์ตูนสีสันสดใสของเด็ก

แต่การโจมตีอันไร้สาระของพรรคประชาธิปัตย์
ในประเด็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ใช่เรื่องใหม่
ในกรณีของนายวัชระ
เขากล่าวหาผมครั้งแรกว่าละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อเดือนพฤศจิกายน
ในเวลานั้น ผมได้ตีพิมพ์คำตอบโต้อย่างชัดเจนและปราศจากข้อสงสัย
ซึ่งยังคงใช้ได้กับกรณีนี้ว่า
สมุดปกขาว http://robertamsterdam.com/?p=174
ไม่มีข้อ ความที่อาจเป็นการละเมิด
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงคือ
ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวนี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่อยู่ในหนังสือหลายร้อยเล่ม
และวัชระอาจจะรู้ลึกประหลาดใจว่า
หากมีการจับกุมคนด้วยข้ออ้างดังกล่าวเกิดขึ้น คงจะมีคนถูกจับกุมจำนวนไม่น้อยทีเดียว”

สื่อไทยให้ความสนใจต่อเรื่องเรื่องไม่เป็นเรื่องของนายวัชระอย่างมาก
ถึงแม้ว่าเรื่อง ดังกล่าวจะไม่มีมูลใดเลยก็ตาม อาทิเช่น
สมุดปกขาวเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2553
แต่เหตุใดสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จึงใช้เวลาตั้งสี่เดือน
ตัดสินใจว่าหนังสือดัง กล่าวผิดกฎหมาย
และหลังจากเงียบหายไปสามเดือน
เหตุใดจึงกลับกล่าวหาในเรื่องเดิมอีก และให้เหมือนกับว่าเป็นเรื่องใหม่?

พรรคประชาธิปัตย์กำลังหาตัวช่วยออกแบบยุทธ์ศาสตร์ของพวกเขา
เพื่อที่จะรักษาธรรมเนียมการละเว้นโทษ อาทิเช่น
เหตุใดพรรคถึงไม่พยายามอ้างว่า
คำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ?
เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็ยังเป็นประเด็นที่ใหม่กว่า
แต่นั้นแหละ หากทำเช่นนั้น เหมือนเป็นการเชื้อเชิญให้คนอื่นอ่านเอกสารดังกล่าวด้วย
หรือ อีกตัวอย่างคือ หากพวกเขาต้องการ โยนทนายต่างชาติเข้าคุก
ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำมะลอ
ทำไมถึงไม่อนุญาตให้เขาเดินทางเข้าประเทศได้ก่อน?
แต่กลับประพฤติตามสัญชาตญาณดิบของจนเอง :
ซึ่งลึกๆแล้วพวกเขารู้สึกผิดต่อการะกระทำของตนเอง

ระยะเวลาการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโจมตีคนอื่นของนายวัชระ
ซึ่งชัดเจนว่าเป็นหุ่นเชิดของนายอภิสิทธิ์ได้ถูกวางไว้แล้ว
คนเสื้อแดงเข้มแข็งขึ้นทุกวัน
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในกรุงเทพมหานครเริ่มจะถูกเผยแพร่
และสะท้อนให้เห็นถึงการสังหารในประเทศอียิปต์และเอสโตเนีย
นอกจากนี้แรงกดดันจากนานาชาติเพิ่มมากขึ้น
ตั้งแต่การยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ
ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง
รวมถึงหนังสือพิมพ์บราซิลที่มีผู้อ่านมากทั้งในบราซิลและเอสโตเนีย
จำนวนผู้ชุมนุมก็เพิ่มมากขึ้นในทุกอาทิตย์
ในขณะที่เหยื่อจากความรุนแรงของรัฐรู้สึกโกรธแค้นกับคำโกหกอันเลวร้าย
และการปฏิเสธที่จะสอบสวน ดำเนินคดี
หรือจัดสรรความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
จากการสังหารในเดือนเดือนเมษายนและพฤษภาคมจากรัฐบาล

วันนี้คนเสื้อแดงกำลังฉลองชัยชนะที่สำคัญต่อการต่อสู้ที่ยาวนานของพวกเขา
เพราะในที่สุดพวกเขาก็บีบบังคับให้รัฐบาลปล่อยตัว
นายณัฐวุติ ไสยเกื้อ นายแพทย์เหวง โตจิราการณ์ นายก่อแก้ว พิกุลทอง
และแกนนำเสื้อแดงอีกสี่คนที่ถูกคุมขัง
และกักตัวด้วยข้อหาจอมปลอมอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย
รัฐบาลรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีมูลที่จะกักตัวนักโทษทางการเมืองเหล่านี้
และเนื่องจากแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอก
ทำให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาต้องถอยเพื่อตั้งหลักและมองหาจุดยืนใหม่
แต่ในวันเดียวกัน
พวกเขาจับกุมนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เพื่อพยายามกลบความอ่อนแอของพวกเขาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ชัดเจนต่อผู้สังเกตการณ์มือสมัครเล่นคือ
รัฐบาลเผด็จการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไทยพยายามสร้างสถานการณ์
และ “สร้างเรื่องเบี่ยงเบนประเด็นสำคัญ” ทุกวิถีทาง
ไม่ว่าจะเป็นการทำสงครามที่พระวิหาร ไปจนถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เพื่อหนีความรับผิดต่อการกระทำอาชญากรรมละเมิดสิทธิมนุษยชน
และพยายามกุมอำนาจโดยไม่คำนึงถึงสิทธิการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน

จึงเป็นเรื่องที่เสียเวลา
หรือพยายามจะถือการเบี่ยงเบนประเด็นดังกล่าว
เป็นเรื่องจริงจังจนกว่านายมาร์ค อภิสิทธิ์จะตอบคำถาม
ที่ของเราในคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศในเหตุการณ์การสังหารประชาชนทั้ง 91 ราย
เกี่ยวกับสถานภาพพลเมืองอังกฤษของเขา
ที่อาจทำให้คดีดังกล่าวตกอยู่ภายใต้อำนาจพิจารณาคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศ
จนถึงทุกวันนี้อภิสิทธิ์แค่พูดว่าเขาไม่ใช่คนมอนเตเนโกร
และเขาต้องปฏิบัติตามกฎการเข้าเมืองของประเทศอังกฤษ
ซึ่งคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่คำตอบที่ตรงไปตรงมา
ผมไม่เห็นด้วยกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งหมด
แต่หากผมต้องคิดหาข้อกล่าวหาที่เหมาะสมต่อการกระทำผิดร้ายแรง
มันควรจะเป็นการกระทำอาชญากรรมที่ใช้สถาบันรัฐ
ในการสร้างความชอบธรรมให้กับการสังหารผู้บริสุทธิ์
ข้อเท็จจริงคือ พรรคประชาธิปัตย์กระทำผิดอาชญากรรมดังกล่าว
และได้ห่อหุ้มตัวพวกเขาด้วยผืนธงชาติตามแนวทางชาตินิยม
เพื่อหลบเลี่ยงความผิด และพฤติกรรมนี้ควรจะเป็นหลักฐานที่เพียงพอ
ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศจะโยนพวกเขาเข้าคุกเดียวกันกับฆาตรากรกัดดาฟี่

จริงๆแล้ว เราเริ่มมาทำอย่างนั้นกันเถอะ!


http://robertamsterdam.com/thai/?p=714

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: ชาตินิยม vs ประชาธิปไตย vs ราชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

ชาตินิยมบ่มิสม
ทศวรรษ 1990 คือทศวรรษแห่งโลกาภิวัตน์ที่คนจำนวนมากเชื่อว่าโลกได้มาถึงขั้นตอนใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม พูดง่ายๆ คือองค์กรและจิตสำนึกแบบครอบโลกจะครอบงำจนพลังท้องถิ่นและจารีตประเพณีมีความหมายเปลี่ยนจากที่เคยเป็นมา แต่จากนั้นก็เกิดการตอบโต้โลกาภิวัตน์หลายรูปแบบตั้งแต่อิสลามแบบมูลฐานนิยมจนถึงขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสังคมแนวใหม่ข้ามชาติหลายลักษณะ
พลังของโลกาภิวัตน์มีแน่ แต่ก็พูดไม่ได้ว่าท้องถิ่นและจารีตประเพณีดั้งเดิมจะปิดฉากไปอย่างรวดเร็ว
ในประเทศไทยเองก็เกิดปรากฎการณ์คล้ายกันนั่นคือทศวรรษ 2530 เป็นทศวรรษแห่งจินตการถึงการเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัยที่รวดเร็วและครอบคลุมทุกปริมณฑลชนิดไม่เคยมีมาก่อน มีความคิดใหม่ๆ อย่างการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า การเปิดเสรีการเงิน ความโปร่งใส การปรับโครงสร้างองค์กรฯลฯ หรือโดยรวมคือความเชื่อว่าชาติหรือชาตินิยมจะไม่มีความหมายอีกต่อไป
คนอย่างชัยอนันต์หรือสนธิเป็นศาสดาของโลกานุวัตรในทศวรรษ 2530 แบบเดียวกับเป็นศาสดาของพันธมิตรในทศวรรษปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี ทศวรรษ 2540 เป็นทศวรรษของการหักเลี้ยวของสังคมไทยสู่ความคิดแบบประเพณีนิยมและพลังท้องถิ่นในรูปการฟื้นชีพของชาตินิยมที่กลายเป็นกระแสการเมืองวัฒนธรรมสำคัญมาอีกนาน
คงไม่ลืมว่าในปี 2544 ยุทธวิธีที่พรรคไทยรักไทยใช้โจมตีพรรคประชาธิปัตย์คือการกล่าวหาว่าขายชาติจากกรณีไอเอ็มเอฟและบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ต่อมาพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ก็ใช้ข้อหาเดียวกันโจมตีทักษิณในกรณีเทมาเส็กจนนำไปสู่รัฐประหาร 2549 จากนั้นเขาพระวิหารก็กลายเป็นชนวนล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสองชุดในปี 2551 เช่นเดียวกับการขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ในปี 2553 รวมทั้งการโหมโฆษณาความคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่มีใครจำได้แล้วในตอนนี้
การลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคุณบรรหารและพลเอกชวลิตก็เกี่ยวข้องกับประเด็นชาตินิยมด้วยเช่นเดียวกัน
ชาตินิยมเป็นไพ่ซึ่งชนชั้นนำทุกฝ่ายใช้ปลุกระดมมวลชนต่อต้านฝ่ายตรงข้ามโดยตลอด ในช่วงปลายทศวรรษ 2540 ชาตินิยมไม่ได้เป็นแค่พลังในการล้มรัฐบาล แต่ยังเป็นฐานของการเปลี่ยนระบอบการเมืองถอยหลังไปสู่สภาวะประชาธิปไตยภายใต้อำนาจเหนือกฎหมาย และเมื่อถึงตอนนี้คือเป็นฐานของการก่อสงคราม
แต่ชาตินิยมเคยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายอะไรหรือไม่?
คำตอบคือมี แต่ในขอบเขตที่น้อยมาก ตัวอย่างแรกคือการตื่นตูมลัทธิชาตินิยมใหม่ในหมู่ปัญญาชนและเศรษฐีตกยากในช่วง 2540 ไม่มีพลังพอทำให้เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนเป็นชาตินิยมใหม่ตรงไหน คนยากจนส่วนใหญ่ไม่สนใจความทุกข์ของเศรษฐีพอๆ กับที่ผู้มั่งมีเหล่านี้ก็ไม่ได้คิดถึงการเปลี่ยนเศรษฐกิจสังคมอย่างจริงจัง
ชาตินิยมใหม่เป็นคำขวัญกลวงๆ เพื่อปลอบประโลมใจคนไทยที่ล้มเหลวในโลกยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีใครผูกพันกับชาติแบบเดิมอีกต่อไป จึงมีคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงสู่ชาตินิยมใหม่น้อยมากเมื่อเทียบกับพวกที่ต้องการชาติเพื่อปกป้องสถานะบางอย่างของตัวเอง
คำโจมตีของไทยรักไทยต่อประชาธิปัตย์เดินไปอีหรอบเดียวกัน นั่นคือการขายชาติเมื่อยกประเทศให้ไอเอ็มเอฟของฝ่ายหลังถูกแทนที่ด้วยมาตรการดึงดูดอภิมหาเศรษฐีข้ามโลกผ่านตลาดทุนหรือการค้าของฝ่ายแรก คำอธิบายเรื่องนี้ใช้ได้กับเศรษฐกิจพอเพียงด้วยเพราะรัฐบาลที่พูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมากที่สุดกลับหมกมุ่นกับการลงนามในเขตการค้าเสรีมากที่สุดเหมือนกัน
ชาตินิยมมุขแป้ก?
คนในทศวรรษ 2550 ตื่นเต้นกับสถานการณ์ไทยเขมรเพราะหลายคนไม่รู้หรือจำไม่ได้ว่าความขัดแย้งตามแนวชายแดนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เฉพาะที่ลุกลามถึงขั้นเป็นสงครามเต็มรูปแบบนั้นก็มีสงครามร่มเกล้าเมื่อสองทศวรรษก่อนซึ่งปลุกพลังชาตินิยมได้กว้างขวางจริงๆ ขณะที่พันธมิตรรอบนี้มุขแป้ก ซ้ำความพยายามสร้างสถานการณ์หลายอย่างทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็น ก็ไม่ได้ผลมากอย่างที่ควรจะเป็น
ม็อบพันธมิตรรอบนี้กวาดทีมงานพันธมิตรตกเวทีประวัติศาสตร์หลังจากกวาดพรรคการเมืองใหม่ไปแล้วอย่างไม่ผิดความคาดหมายของใครหลายคน
ปรากฎการณ์พันธมิตรมุขแป้กและกระแสการโจมตีว่า คลั่งชาติ เป็นเรื่องที่ทั้งสำคัญและน่าสนใจ เพราะน้อยครั้งมากที่จะเกิดขบวนการมวลชนที่หยิบยืมวาทกรรมแบบซ้ายๆ อย่าง ล้าหลังคลั่งชาติ ไปโจมตีมวลชนอีกฝ่ายอย่างกว้างขวางในลักษณะนี้
ครั้งสุดท้ายของการพูดถึงชาติในแง่ลบขนาดนี้คือเมื่อไร? 2518-2519 ในยุคสมัยที่คนมีความเชื่อเรื่องสากลนิยมของคอมมูนิสม์และสังคมนิยม?
วาทกรรมคลั่งชาติเกิดใหม่อย่างย้อนแย้งในบริบทที่ชาตินิยมครอบงำสังคมไทยระดับใช้ล้มใครก็ชนะต่อเนื่องมากว่าสิบปี นี่ไม่ใช่เพราะความคิดใหม่มีอิทธิพลกว่าชาตินิยม แต่เพราะการเมืองภายในของไทยทำให้ยุคของการคิดเรื่องชาติที่เป็นเอกภาพเป็นอดีตที่ไม่มีวันเหมือนเดิม
การปลุกระดมสงครามและวาทกรรมคลั่งชาติเป็นผลจากการต่อสู้ทางการเมืองภายในประเทศที่ลุกลามจนคนมีความเห็นแตกต่างกันเรื่องระหว่างประเทศ ท่าทีของคนต่างกลุ่มต่อสงครามสัมพันธ์กับว่าสงครามทำโดยฝ่ายไหนมากกว่าจะเป็นทัศนวิสัยต่อสงครามจริงๆ เรื่องแบบนี้มีไม่บ่อย ยิ่งความเห็นต่างในเวลาสงครามนั้นยิ่งมีน้อยแสนน้อย
สงครามร่มเกล้าเกิดขึ้นโดยไม่มีใครค้านสักแอะ บทบาทของไทยทั้งลับและเปิดเผยในอินโดจีนนั้นไม่มีใครตั้งคำถามแม้จนวันนี้
สังคมไทยจินตนาการเรื่องชาติไม่เหมือนเดิม แต่ที่สำคัญกว่าคือจินตนาการนี้เป็นอาการแห่งการสั่นคลอนของความคิดความเชื่อที่เป็นฐานของความเป็นชาติ / ชาตินิยม
ชาตินิยมในฐานะอุดมการณ์ทำงานบนความคิดความเชื่อหลายอย่าง แต่ละสังคมมีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน ฮั่นนิยมสำคัญต่อชาตินิยมจีน เผ่าเป็นฐานของชาตินิยมตุรกี ศาสนาสำคัญกับชาตินิยมบางที่แต่ไม่สำคัญเลยกับที่อื่นๆ ขณะที่ชาตินิยมไทยพูดถึงสามสถาบันหลักซึ่งในที่สุดแล้วมีสถาบันเดียวเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
วาทกรรมคลั่งชาติในระยะไกลเป็นอาการว่าหมุดหมายซึ่งผูกโยงความเป็นชาติไม่มีประสิทธิภาพแบบที่เคยเป็นมา
ทุกวันนี้มีคนพูดกันมากขึ้นเรื่องสังคมไทยเปลี่ยนไป คนอยู่กันด้วยความเกลียดชังมากขึ้น ฯลฯ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมจริงๆ คือวิธีคิดที่คนมีต่อสถาบันต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับตัวสถาบัน
ปีศาจแห่งประวัติศาสตร์นิพนธ์ 2535 ปลุกความตายและการสูญเสียในปี 2553 ให้ออกลูกเป็นการรื้อฟื้น 2519 หรือย้อนไปไกลกว่านั้น ความเปลี่ยนแปลงที่ทั้งเห็นและไม่เห็นในทุกพื้นที่คือปฏิกริยาตอบโต้การยกระดับความรุนแรงจากรัฐประหารเป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยเหตุผลหลุดโลกสู่การสลายการชุมนุม การปราบปราม และการปกครองประเทศด้วยกฎหมายพิเศษเป็นเวลากว่าครึ่งปี
ฟังดูเหมือนชาตินิยมสั่นคลอนเพราะคนรับไม่ได้กับความโหดเหี้ยมที่ชนชั้นนำกระทำต่อคนมือเปล่า ข่าวร้ายคือสังคมไทยไม่ได้รักสันติและเกลียดความรุนแรงขนาดนั้น เพราะในปี 2547 เมื่อรัฐบาลทักษิณใช้ทหารสลายการชุมนุมของคนมลายูมุสลิมที่ตากใบจนมีคนตายขณะถูกจับกุม 85 ราย คะแนนนิยมรัฐบาลกลับเพิ่มอย่างเห็นได้ชัด ฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ถึงขั้นไม่วิจารณ์กรณีนี้อีกนาน
ความตายของมลายูมุสลิมทำให้กระแสชาตินิยมไทยเข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่อ่อนแองลง
การฆ่าไม่ใช่ปัญหาสำหรับชาตินิยมไทย คนไทยไม่เคยมีปัญหากับการฆ่าคนด้วยกันที่แตกต่างทางศีลธรรม ศาสนา หรือเชื้อชาติ การประหารชีวิตและการประชาทัณฑ์เป็นวัฒนธรรมของประเทศนี้พอๆ กับการใช้กำลังสลายการชุมนุม แต่การฆ่าปี 2553 สร้างปัญหาเพราะไปฆ่าคนซึ่งคนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าเป็นพี่น้องร่วมอุดมการเดียวกันโดยไม่มีใครเรียกร้องให้รัฐหยุดใช้กำลังแม้แต่ครั้งเดียว
การเมืองภายในทำให้เราเข้าสู่ยุคที่การใช้ชาติเป็นเครื่องมือในการปกครองทำได้ไม่มากและไม่ง่าย รัฐประหาร 2549 และกระบวนการหลังจากนั้นประสบความสำเร็จในการบ่อนเซาะฐานของความเป็นชาติมากกว่าขบวนการต้านระบบใดๆ เคยทำมา
นี่ไม่ได้เท่ากับว่าความเป็นชาติหรือชาตินิยมจะหมดสภาพ แต่ยาขนานเก่าปลุกใครไม่ได้เท่าเดิม ซ้ำหากเพิ่มปริมาณก็อาจเป็นเหตุให้ผู้ใช้หมดสติ หรือสังคมดื้อยาเป็นการถาวร
ชาตินิยมสู่อนาคต
ชาตินิยมไม่ได้มีสูตรเดียว ชาตินิยมเป็นฐานของภราดรภาพได้พอๆ กับการกดขี่มนุษย์ ชาตินิยมสำคัญต่อการเรียกร้องเอกราชและประชาธิปไตยเท่ากับที่สำคัญต่อกลุ่มคลั่งศาสนา ฟัสซิสต์ เผด็จการทหาร หรือกษัตริย์นิยม ปัญหาจึงมีอยู่ที่จะสร้างชาตินิยมบนความเป็นชาติที่มีความหมายกับคนส่วนใหญ่ได้อย่างไร?
ชาติควรมีความหมายตายตัวหรือไม่? การคิดถึงชาติที่ยึดโยงกับคุณสมบัติบางอย่างที่เปลี่ยนไม่ได้นั้นเป็นต้นตอของการกดขี่ ความรุนแรง และสงครามหลายกรณี ชาติไม่ควรถูกนิยามอย่างแคบๆ ว่าหมายถึงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ เผ่า ลัทธิ ศาสนา วัฒนธรรม หรือสถาบันประเพณีแบบใดแบบหนึ่ง เพราะเมื่อไรที่เริ่มนิยามแบบนี้ก็เท่ากับเปิดช่องให้ชาติฆ่าคนที่มีอัตลักษณ์ผิดจากนิยามนี้ได้ทันที
ความเป็นชาติคือการคิดถึงประโยชน์ร่วมของทุกคนและทุกกลุ่มในชุมชนชาติทั้งหมด นั่นหมายถึงชาติต้องเปิดกว้างและวางอยู่บนการเจรจาต่อรองของทุกชนชั้น ทุกค่านิยม ทุกอัตลักษณ์ และทุกแหล่งอำนาจในสังคม ชาติไม่ใช่การสืบทอดมรดกจากอดีต แต่ชาติเป็นเรื่องของปัจจุบันและอนาคต ความขัดแย้งและความเกลียดชังจึงเป็นฐานของความเป็นชาติเท่ากับการอยู่ร่วมและการต่อรองซึ่งกันและกัน
ประเด็นสำคัญคือต้องไม่อนุญาติให้คนกลุ่มไหนหรือสถาบันใดอ้างว่าตัวเองคือตัวแทนของความเป็นชาติทั้งหมด เสรีภาพและประชาธิปไตยจึงสำคัญต่องความเป็นชาติ ไม่ใช่อำนาจนิยมหรือการครอบงำความคิดจิตใจ
ชาตินิยมในสังคมไทยผูกพันกับราชาธิปไตย ประเด็นคือราชาธิปไตยเป็นการปกครองที่เป็นอดึตไปแล้วแต่กลับทิ้งอุดมการและผู้นิยมความคิดนี้ครอบงำความเป็นชาติจนปัจจุบัน ในแง่นี้ปัญหาอันเนื่องจากความเป็นชาติหลายอย่างจึงเป็นปัญหาที่ไม่ควรเกิดแต่ในความเป็นจริงแล้วเกิดเพราะมรดกชาตินิยมสมัยราชาธิปไตย
ทุกวันนี้คนมีสติทุกคนก็รู้ว่าความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่างเขมรส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะวิธีจดจำผ่านเรื่องเล่าที่กดเขมรและเจ้าเขมรเป็นเบี้ยล่างไทยไม่รู้จบ ประวัติศาสตร์ราชสำนักวาดภาพเขมรเป็นชาติเจ้าเล่ห์ คบไม่ได้ เคยเป็นส่วนหนึ่งของไทย เขมรไม่ใช่ลูกหลานของขอมที่สร้างนครวัด ฯลฯ รวมทั้งดูถูกว่าเป็นเมืองขึ้นฝรั่งจนเทียบไม่ได้กับไทยที่เป็นเอกราชหลายร้อยปี
โรคละเมอว่าพระวิหารเป็นของไทยเป็นผลของการสะกดจิตตัวเองด้วยคาถาประวัติศาสตร์แบบนี้จนอย่างไรก็ยอมรับการสูญเสียพระวิหารตามกติกากฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้ ปมเสียดินแดนแบบนี้เข้าใจได้และเคยเกิดขึ้นสมัย ร.ศ.112 แต่ไม่ควรเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งในยุคสมัยของเรา
แน่นอนว่าปัจจัยภายในเขมรเกี่ยวแน่กับสถานการณ์นี้ ผู้นำเขมรเป็นนักชาตินิยมที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองในเรื่องพระวิหารไม่ต่างกับไทย และการจงใจให้ความสำคัญกับข้อพิพาทเขตแดนกับไทยมากกว่าข้อพิพาทเรื่องเดียวกันกับเวียดนามก็เป็นผลของการเมืองภายในเขมรเองจนเห็นได้ชัด แต่นี่ไม่ได้แปลว่าไทยไม่ใช่ส่วนหนึ่งในการสร้างปัญหาในเวลานี้
หนึ่งในเรื่องที่ต้องทำเพื่อหยุดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นคือเลิกคิดถึงความเป็นชาติใต้กรอบราชาธิปไตย สลัดปมเสียดินแดนในอดีตแล้วแทนที่ด้วยคิดถึงการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านตามกติกาอารยประเทศ หยุดได้แล้วกับการเขียนประวัติศาสตร์โดยโลกทัศน์ศตวรรษที่แล้วของชนชั้นนำไม่กี่คน
มีวิธีเขียนประวัติศาสตร์หรือวิสัยทัศน์สู่อนาคตเยอะแยะให้เลือกทำได้ เขียนถึงความเจ็บปวดที่เราและเขาเผชิญจากระบอบอาณานิคมในอดีต เขียนถึงอนาคตของการพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน ขอโทษในเรื่องที่ควรขอโทษอย่างเขมรแดงและสงครามอินโดจีน คิดถึงความร่วมมือทางการศึกษาและวัฒนธรรมที่ทั้งรัฐบาลสองฝ่ายทำร่วมกันหลายปีก่อนจะที่ถูกขัดจังหวะด้วยเรื่องเหลวไหลอย่างปมอดีตของชนชั้นนำกับความต้องการสร้างสถานการณ์การเมืองแบบปี 2549 โดยคนกลุ่มเดิมที่มีปริมาณลดลง
ทั้งหมดนี้ฟังเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วเป็นไปได้ถ้าเข้าใจว่าชาตินิยมกับราชาธิปไตยไม่ใช่ผัวเมียที่ต้องอยู่กันไปไม่รู้จบ การแต่งงานแบบนี้เป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ที่ถึงเวลาก็เลิกกันได้
กระบวนการสร้างความเป็นชาติหมายถึงการสร้างความเหมือนเพื่อยึดโยงคนทั้งหมด อัตลักษณ์นี้ไม่จำเป็นต้องมีแบบเดียวและไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งในสถานการณ์ที่ตัวเชื่อมเดิมทำหน้าที่ไม่ได้ ยิ่งจำเป็นต้องคิดถึงอัตลักษณ์ใหม่อีกทวีคูณ หาไม่ก็ไม่มีโอกาสเห็นชาติในฐานะเครื่องมือปกครองอีกเลย
วาทกรรมคลั่งชาติเป็นสัญลักษณ์ว่าสังคมไทยกำลังออกเดินสู่เส้นทางของการคิดถึงชาติอีกแบบ โอกาสในการสร้างชาติที่คนอยู่ร่วมกันบนความคิดเรื่องภราดรภาพ รัฐธรรมนูญ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย มีมากพอๆ กับชาติใหม่ที่เป็นชาตินิยมคลั่งเชื้อชาติเหมือนอย่างที่เป็นมา
อิสรภาพจากอดีตคือประตูสู่อนาคตที่สมควรเป็นของทุกคน
หมายเหตุ: บทความนี้ปรับปรุงจากคำอภิปรายเรื่อง ชาตินิยมสู่อนาคต?” ในการสัมมนาหัวข้อ ประชาธิปไตยบนขอบพรมแดนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 โดยสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่