WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 24, 2011

ฝ่ายต่อต้าน “กัดดาฟี” ยึดพื้นที่ภาคตะวันออกของลิเบียได้แล้ว

ที่มา ประชาไท

เผยฝ่ายต่อต้านกัดดาฟี ได้ยีดพื้นที่ภาคตะวันออกของลิเบียได้แล้ว โดยศูนย์กลางการต่อต้านอยู่ที่ “เบงกาซี” เมืองอันดับสอง โดยผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ายืนยันว่าตั้งแต่ข้ามชายแดนอียิปต์จนถึงเมืองเบงกาซี ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ลิเบียแม้แต่คนเดียว และล่าสุดผู้ช่วยอาวุโสของลูกชายกัดดาฟีได้ลาออกประท้วงรัฐบาลแล้ว


ที่มาของคลิป: อัลจาซีร่า

ผู้ประท้วงที่เมืองมิซูราทา (Misurata) ออก แถลงการณ์ทางอินเทอร์เน็ตเมื่อวานนี้ (23 ก.พ.) ว่าสามารถยึดเมืองทางด้านตะวันตกของประเทศได้แล้ว และระบุว่าทหารของลิเบียที่ประจำการในเมืองต่างสนับสนุนผู้ประท้วง

ทั้ง นี้ฝ่ายต่อต้านกัดดาฟี สามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันออกของประเทศได้แล้ว โดยผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่า ซึ่งรายงานจากเมืองทอบรัก (Tobruk) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายแดนอียิปต์ราว 140 กิโลเมตร รายงานว่าไม่ปรากฏกองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาลลิเบียในเมืองแล้ว

ที่ ผมเห็นคือ ประชาชนในพื้นที่ด้านตะวันออกของลิเบียเป็นผู้ควบคุมพื้นที่แล้ว” โฮดา อับดุล ฮามิด ผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ากล่าว เธอยังกล่าวด้วยว่าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลตรวจตราบริเวณชายแดนระหว่างที่ทีม งานอัลจาซีร่าข้ามแดนเข้าไปในลิเบียแล้ว

ตรง ชายแดน เราไม่เห็นตำรวจ ไม่เห็นทหารแม้แต่คนเดียว ประชาชนที่นี่บอกว่า กองกำลังรักษาความมั่นคงได้หนีไปแล้ว หรือหลบซ่อนอยู่ ขณะนี้ประชาชนเข้ามาดูแลพื้นที่แทนแล้ว ซึ่งสภาพเช่นนี้เกิดขึ้นตลอดทางจากชายแดนไปถึงเมืองทอบรัก จนถึงเมืองเบงกาซี (Benghazi)

ประชาชน บอกเราว่า ที่เมืองเบย์ดา (Bayda) และเบงกาซี ก็อยู่ในความเงียบสงบ อย่างไรก็ตามยังมี “ทหารบ้าน” ยังวนเวียนอยู่รอบๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงค่ำ พวกเขาบอกว่าเป็นคนแอฟริกัน โดยประชาชนกล่าวว่าพวกนี้ใช้ภาษาฝรั่งเศส และพวกเขาคิดว่าทหารบ้านพวกนี้มามาจากประเทศชาด”

พลตรีสุไลมาน มะห์มูด ผู้บัญชาการประจำเมืองทอบรัก กล่าวกับอัลจาซีร่าว่าทหารภายใต้การบังคับบัญชาของเขาได้เปลี่ยนข้างแล้ว

เราอยู่ข้างประชาชน ผมเคยอยู่ข้างกัดดาฟีในอดีต แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนแล้ว เขาคือทรราช”

เบง กาซี ถือเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของลิเบีย และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถือเป็นเมืองแรกที่ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านกัดดาฟี ซึ่งครองอำนาจมายาวนานกว่า 42 ปี โดยการก่อกบฏได้แพร่เข้าไปในเมืองอื่นๆ ขณะที่กองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาลลิเบียได้ใช้อาวุธหนักเข้าปราบปราม

ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลพยายามควบคุมสื่อ แต่ข่าวที่หลุดรอดออกมาเปิดเผยว่ามีประชาชนอย่างน้อย 300 ราย เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงครั้งนี้แล้ว ขณะที่ฟรังโก ฟรัตตินี (Franco Frattini) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี กล่าวว่า “มีความเชื่อถือว่า” มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,000 คน

นอกจากนี้ ภายหลังการกล่าวปราศรัยทางโทรทัศน์ของกัดดาฟี เมื่อคืนวันที่ 22 ก.พ. ได้มีผู้สนับสนุนรัฐบาลหลายร้อยคนออกมาเดินขบวนสนับสนุนกัดดาฟี เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่จัตุรัสเขียว ในกรุงตริโปลี เมืองหลวงของลิเบีย

นอก จากนี้ ยังมีผู้ได้ยินเสียงปืนในเมืองหลวง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังกัดดาฟีเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกมายึดท้องถนนจากฝ่ายผู้ต่อต้านรัฐบาล

อย่าง ไรก็ตาม คำปราศรัยของกัดดาฟีไม่มีผลอะไรต่อฝ่ายที่แปรพักตร์จากเขาไปแล้ว โดยนักการทูตลิเบียในหลายประเทศทั่วโลกได้ลาออกเพื่อประท้วงการใช้ความ รุนแรงต่อพลเรือน และปฏิเสธการเป็นผู้นำของกัดดาฟี พร้อมทั้งบอกว่าพวกเขาจะอยู่ข้างผู้ประท้วง

ล่าสุดเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (22 ก.พ.) นายพลอับดุล ฟาตา ยูนิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลคนล่าสุดที่ลาออก และกล่าวว่าเขาลาออกเพื่อสนับสนุน “ขบวนการปฏิวัติ 17 กุมภาพันธ์”

เขายังเตือนให้กองทัพลิเบียเข้าร่วมกับประชาชน และร่วมกับ “ขอเรียกร้องที่ชอบธรรม” ของประชาชน

และรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ยูซุป ซาวานนี ผู้ช่วยอาวุโสของ ซาอีฟ อัล อิสลาม กัดดาฟี (Saif al-Islam Gaddafi) หนึ่งในบุตรชายของกัดดาฟี ได้ลาออกจากตำแหน่ง “เพื่อแสดงความท้อใจต่อความรุนแรง”

ก่อนหน้านี้ มุสตาฟา อับเดลจาลิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ลาออกเพื่อคัดค้านต่อ “การ ใช้ความรุนแรงที่เกินรับได้” หลังการสลายการชุมนุมผู้ประท้วง และทูตสหประชาชาติที่ลิเบียได้เรียกร้องกองทัพลิเบียให้ถอนตัวจาก “ทรราชมูฮัมมมาร์ กัดดาฟี”

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทหารกลุ่มหนึ่งยังออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทหาร “เข้าร่วมกับประชาชน” และรื้อถอนกัดดาฟีออกจากอำนาจด้วย

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Gaddafi loses more Libyan cities, Aljazeera, Last Modified: 23 Feb 2011 17:36 GMT http://english.aljazeera.net/news/africa/2011/02/2011223125256699145.html

แกนนำได้อิสรภาพแล้วแกนตามหลายร้อยยังคอยอยู่ กอล์ฟฟอร์ฟรีด้อมหาทุนเร่งปลดปล่อยเพื่อนออกคุก

ที่มา Thai E-News





Golf4freedom -จตุพร พรหมพันธุ์ กับถ้วยรางวัลงานกอล์ฟฟอร์ฟรีด้อม ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ที่สนาม Dynasty บางเลน นครปฐม พร้อมถ้วยรางวัลจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร,พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แต่สำหรับสำหรับนักกอล์ฟมือใหม่ มือเก่า หรือมือกลางเก่ากลางใหม่ ไม่ต้องกังวล เพราะงานนี้ไม่เน้นผลสกอร์ แม้จะมีถ้วยรางวัลให้ 4 ถ้วย ก็ให้พวกมือชั้นเทพ้เขาไป ส่วนพวกเราขอแค่มาออกรอบกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ก็มีความสุขใจอย่างที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ ส่วนท่านที่เล่นกอล์ฟไม่เป็นเชิญร่วมสังสรรค์ตอนเย็นระดมทุนปลดปล่อยพี่น้องของเราออกจากคุก


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 กุมภาพันธ์ 2554

แม้ว่าแกนนำนปช. 7 รายได้ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วจากการให้ประกันตัว แต่นักโทษเสื้อแดงในคุกอีกหลายร้อยคนยังรอคอยอิสรภาพอยู่ ดังนั้นความพยายามเคลื่อนไหวจะประกันตัวพี่น้องเหล่านี้ออกจากคุกยังคงดำเนินไป โดยการพึ่งพาตนเองเป็นหลักของคนเสื้อแดง

กิจกรรมจัดแข่งขันกอล์ฟหาทุนในชื่อGolf4Freedomเพื่อหาทุนให้สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ของทนายอานนท์ นำภา เพื่อเป็นทุนสู้คดีประกันตัวนักโทษเสื้อแดงออกจากคุกเป็น 1 ในกิจกรรมดังกล่าว หลังจากทนายอานนท์ประสบความสำเร็จในการยื่นขอประกันตัวนักโทษการเมืองที่ไม่ใช่แกนนำมาแล้วนับสิบรายก่อนหน้านี้

โดยมีค่าธรรมเนียม ค่ากรีนฟี ค่าแค็ดดี้ รวมอาหารเย็น ก๊วน VIP 15,000 บาท/ก๊วน ก๊วนทั่วไป 12,500 บาท/ก๊วน ซึ่งราคานี้นับว่าถูกมากๆหากเทียบกับการจัดกอล์ฟการกุศลทั่วไปที่จะขายก๊วนละขั้นต่ำ25,000-50,000บาท ก๊วนละ 5 ท่าน(กรณีไม่มีก๊วน หรือไม่ครบก๊วน เพียงท่านละ 2,500 บาท ผู้จัดจะจัดหาให้ครบก๊วน ล้วนแต่พี่น้องเรา จะได้รู้จักผูกไมตรีกันไว้

วิธีสำรองการเข้าร่วมงาน หรือสอบถามการร่วมงาน-ติดต่อ "คุณปุ้ย" วัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ ติดต่อ: โทรศัพท์มือถือ 082-6301700 หรืออีเมล์ hwacharaporn@yahoo.com และ freeprisonproject@gmail.com

วิธีชำระเงิน-โอนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผ่านชื่อบัญชี วัชราภรณ์ หวลธรรม ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเมืองทองธานีเซ็นเตอร์ 2 เลขที่บัญชี 402-293346-1 จากนั้นแจ้งการโอนมาที่อีเมล์ หรือทางมือถือคุณปุ้ย เพื่อยืนยัน

ทนายอานนท์เผยนักโทษเสื้อแดงมุกดาหารได้ประกันเพิ่มอีก2ราย

เวบไซต์ สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ของทนายอานนท์ นำภา ได้รายงานข่าวว่า

สมัคร ลุณริลา กับท่าดีใจที่ได้อิสรภาพหลังถูกขังมานาน 9 เดือน

เมื่อวานนี้ศาลจังหวัดมุกดาหารได้ให้ประกันตัวผู้ต้องขังเสื้อแดงเพิ่มอีก ๒ ราย คือ นายสมัคร ลุนริลา และนาย ทองดี ชาธิพา จำเลยคดีต้องหาเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาการ ซึ่งทั้งสองป่วยด้วยอาการทางจิตอย่างหนัก พยายามฆ่าตัวตาย ที่ผ่านมาสามารถทำเรื่องประกันตัวได้แล้ว 11 ราย โดยให้เหตุผลหลักเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางจิตของผู้ต้องขังที่พยายามฆ่าตัวตายหลายราย

แต่ที่มุกดาหารก็ยังเหลือผู้ต้องขังติดคุกอยู่อีก ๙ คนในเรือนจำมุกดาหาร ถึงวันนี้ จำเลยยังคงยืนยันว่า ไม่ได้ทำผิดดังที่ถูกกล่าวหา

"ขอรณรงค์เรียกร้อง ให้ คุณทักษิณ พรรคเพื่อไทย บ้านเลขที่111 แกนนำ นปช. และคนเสื้อแดงทุกคนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เร่งรีบช่วยเหลือ คนเสื้อแดง ทุกๆคนที่ต้องโทษในเรือนจำ ด้วยการยื่นมือประกันตัว อีกทั้ง ยื่นมือช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและคนเสื้อแดงที่ต้องหลบหนี ในที่ต่างๆ ในทุกกรณีครับ"ทนายอานนท์ระบุในเวบไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

นางธิดา โตจิราการ รักษาการประธานนปช แถลงว่า ต้องอย่าลืมว่านอกจากแกนนำที่ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ยังมีคนที่ถูกจับกุมตัวอีก 100 กว่าคน ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม คนเสื้อแดงเท่าเทียมกันทุกคน ฉะนั้นจึงจะรณรงค์ให้ปล่อยตัวคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังทุกคน โดยในวันที่ 12 มี.ค.จะเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐบาลปล่อยตัวคนเสื้อแดงทั้งหมด

นายจตุพร แถลงต่อว่า การชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค.นี้ จะงดการดาวกระจายไปในสถานที่ต่างๆ และจะรวม กันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ในต่างจังหวัดคือ อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี มหาสารคาม และเรือนจำคลองเปรมนั้น ต่อไปจะมีการกำหนดเพื่อจะมีการเคลื่อนไหวไปที่ศาลของทุกจังหวัดเพื่อขอเศษ เสี้ยวความยุติธรรมให้คนที่ถูกคุมขัง และนอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าช่วงที่มีคนจะเผาศาลากลางนั้นมีอส.ไปห้าม แต่ถูกทหารใช้ปืนจ่อหัวอส.ไม่ให้ขัดขวางคนที่จะมาเผา ซึ่งสอดคล้องกับการเผาเซ็นทรัล เวิลด์ และเรื่องนี้จะใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย

มาร์คแหลกลางสภารัฐบาลพยายามช่วยแต่แกนนำนปช.ละเลย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมสภาฯวันนี้ว่า รัฐบาลไม้ได้ละเลยคนเสื้อแดงที่ติดคุก แต่คนละเลยคือแกนนำเสื้อแดงเองเพราะไปช่วยแต่แกนนำ ทำให้รัฐบาลต้องตามไปดูแลแนวร่วมนปช.ที่ติดคุกอยู่ โดยมีมติครม.ออกมาและให้เจ้าหน้าที่ตามไปให้ความช่วยเหลือ ได้ประกันตัวออกมาแล้วหลายคนในเวลานี้


ญาติคนเสื้อแดงทวงสัญญาประกัน104นักโทษการเมือง หลังครม.อนุมัติแล้วส่อแววเบี้ยวโดนขังลืม






ภาพล่าง) แม่ของผู้ต้องขังเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานี ซ่อนหน้าหลังแผ่นป้ายรณรงค์กำลังซับน้ำตาขณะมาเรียกร้องการประกันให้กับลูกชายที่กระทรวงยุติธรรม

บุกกรมคุ้มครองสิทธิฯ ร้อง 9 เดือนแล้ว ลูก-ผัวเสื้อแดงยังไม่ได้ประกันตัว

ก่อนหน้านี้เวบไซต์ประชาไท รายงานว่า เมื่อวันที่15 ก.พ.54 ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายญาติผู้ต้องขังเสื้อแดงราว 50 คน พร้อมด้วยนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม เข้ายื่นหนังสือและร้องเรียนกรณีที่ญาติพี่น้อง-สามี-ลูก ซึ่งเป็นคนเสื้อแดงยังถูกคุมขังอยู่ตามเรือนจำจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาสารคาม อุบลราชธานี อุดรธานี มุกดาหาร มหาสารคาม ขอนแก่น เชียงใหม่ โดยไม่สามารถประกันตัวได้

ทั้งนี้ นายสมชาติ เอี่ยมอนุพงษ์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิได้ลงมารับหนังสือ ซึ่งในหนังสือร้องระบุว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.53 ครม.มีมติยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมทั้งเห็นชอบให้มีการช่วยเหลือประกันตัวให้แก่ผู้ต้องขังคดีชุมนุมทางการเมือง 104 คน ตามที่คณะกรรมการที่มี นายคณิต ณ นคร เป็นประธานเสนอมา แต่ถึงปัจจุบันกว่า 9 เดือนแล้วแต่ญาติพี่น้องของพวกเขาก็อยู่ในเรือนจำ จึงขอเรียกร้องให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ ประสานงานตามศาลจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ญาติได้ประกันตัว พร้อมช่วยเหลือหลักทรัพย์ และขอให้เปิดเผยรายชื่อผู้ต้องหาที่ถูกขังในเรือนจำทั่วประเทศในคดีการเมืองด้วย

จากนั้นได้มีการเชิญชาวบ้านทั้งหมดไปร่วมหารือร่วมกับรองอธิบดีและ นางนงกรณ์ รุ่งเพ็ชรวงศ์ ผอ.กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ

นางนงกรณ์ ชี้แจงว่า กรณีที่ชาวบ้านเข้าใจว่ามติครม.ให้ประกัน 104 รายตามที่นายคณิต ณ นคร เสนอนั้น อันที่จริงแล้วมติครม.ระบุให้ดีเอสไอและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไปหาหลักเกณฑ์และแนวทางในการประกันตัวมา แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า ทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ จะทำหนังสือทวงถามให้

ด้านญาติของผู้ต้องขังระบุว่า ขณะนี้เรือนจำจังหวัดอุดรธานี ยังมีผู้ต้องขังประกันตัวไม่ได้ 27 คน อุบลราชธานี 21 คน มุกดาหาร 12 คน มหาสารคาม 9 คน ขอนแก่น 4 คน เชียงใหม่ 4 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดยื่นประกันตัวหลายครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนการลงไปช่วยเหลือของกรมคุ้มครองสิทธิฯ นั้น หลายครั้งไปโดยไม่ประสานงานกับญาติและทนาย ไม่ทราบข้อมูล ทำให้การยื่นประกันได้รับการปฏิเสธ

นางศิรินารถ จันทะคัต ตัวแทนญาติจากจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลแสดงความจริงใจด้วยการช่วยเหลือผู้ต้องขังอย่างที่พูด โดยยกตัวอย่างความยากลำบากของครอบครัวจันปัญญา หลังจากนายสุชล จันปัญญา นักศึกษาเทคนิคชั้น ปวส.1 ถูกคุมขัง ทำให้พ่อที่เป็นอัมพาตและมารดาที่อายุมากอยู่อย่างยากลำบาก เพราะปกตินายสุชลจะเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัวและทำงานเป็นลูกจ้างร้านถ่ายเอกสารส่งเสียตัวเองเรียน ในวันเกิดเหตุนายสุชลเข้าไปยืนดู ตำรวจใช้ภาพถ่ายที่เป็นเพียงการยืนมุงเป็นหลักฐาน โดยที่ขวดน้ำมันที่กล่าวอ้างว่าเป็นของนายสุชลก็ไม่มีการพิสูจน์ลายนิ้วมือ

ส่วนนางวาสนา ลิลา จากจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวทั้งน้ำตานองหน้าว่า สามีถูกคุมขังมานานหลายเดือนจะมีอาการเครียด เกรงว่าจะคิดสั้นในเรือนจำ สามีโดนข้อหาร่วมกันวางเพลิง ทั้งที่ในวันเกิดเหตุเขาไปซื้ออะไหล่รถและแวะมาดูลูกคนเล็กที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อผ่านจุดเกิดเหตุจึงแวะดู ต่อมาตำรวจนำภาพถ่ายมาให้เซ็นชื่อโดยบอกว่าหากลงชื่อวันรุ่งขึ้นก็สามารถประกันตัวได้ แต่ท้ายที่สุดก็ถูกคุมขังมาจนปัจจุบันไม่สามารถประกันตัวได้ ทำให้ตนลำบากมากเพราะต้องเลี้ยงดูลูกเล็ก 2 คนเพียงลำพัง

Golf4Freedomเพื่ออิสรภาพนักโทษการเมือง ครั้งหนึ่งในชีวิตที่คนเสื้อแดงมีสิทธิ์ยื่นมือช่วยพี่น้องเรา






คุณวัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ"Golf4Freedom -กอล์ฟเพื่ออิสรภาพเสรีภาพ"เปิดเผยว่า สำนักข่าวไทยอีนิวส์ ร่วมกับ"กลุ่มเพื่อนอานนท์" และ Red cyber ได้ร่วมประชุมกับ ทนายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ทีมทนายความช่วยเหลือทำคดีช่วยนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้-นักโทษคดีทางความคิด และได้มีมติให้จัดกอล์ฟการกุศลขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

เพื่อระดมทุนช่วยสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ไปดำเนินการช่วยว่าความและประกันตัว คดีนักโทษเสื้อแดงที่ยากไร้จากการสลายการชุมนุม 19 พฤษภาคม และนักโทษคดีทางความคิด ตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นผลพวงจากการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย รวมทั้งเยียวยาญาติที่อยู่ในอุปการะนักโทษการเมืองเหล่านี้ ระหว่างที่ยังต้องโทษโดยไม่รู้ชะตากรรมว่าจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อใด

การแข่งขันกอล์ฟการกุศลนัดนี้ จะจัดขึ้นที่ สนามกอล์ฟDinasty อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม (ดูลิ้งค์แผนที่)

โดยมีค่าธรรมเนียม ค่ากรีนฟี ค่าแค็ดดี้ รวมอาหารเย็น ก๊วน VIP 15,000 บาท/ก๊วน ก๊วนทั่วไป 12,500 บาท/ก๊วน ซึ่งราคานี้นับว่าถูกมากๆหากเทียบกับการจัดกอล์ฟการกุศลทั่วไปที่จะขายก๊วนละขั้นต่ำ25,000-50,000บาท ก๊วนละ 5 ท่าน(กรณีไม่มีก๊วน หรือไม่ครบก๊วน เพียงท่านละ 2,500 บาท ผู้จัดจะจัดหาให้ครบก๊วน ล้วนแต่พี่น้องเรา จะได้รู้จักผูกไมตรีกันไว้

วิธีสำรองการเข้าร่วมงาน หรือสอบถามการร่วมงาน-ติดต่อ "คุณปุ้ย" วัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ ติดต่อ: โทรศัพท์มือถือ 082-6301700 หรืออีเมล์ hwacharaporn@yahoo.com และ freeprisonproject@gmail.com

วิธีชำระเงิน-โอนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผ่านชื่อบัญชี วัชราภรณ์ หวลธรรม ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเมืองทองธานีเซ็นเตอร์ 2 เลขที่บัญชี 402-293346-1 จากนั้นแจ้งการโอนมาที่อีเมล์ หรือทางมือถือคุณปุ้ย เพื่อยืนยัน

เพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการนี้ กรุณาจองและชำระล่วงหน้าได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อจะได้มีเงินชำระค่าสนามและค่าทดรองใช้จ่ายล่วงหน้า

พิเศษสำหรับท่านที่ไม่ใช่นักกอล์ฟ แต่ประสงค์เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารเย็นที่คลับเฮาส์ เพียงท่านละ 500 บาท ในงานพบปะกันเองและการปราศรัยจาก พันเอกดร.อภิวันท์ วิริยะชัย พร้อมพริตตี้เสื้อแดงแท้ๆ และของรางวัลมากมาย

ทั้งนี้คณะผู้จัดงานขอเชิญชวนท่านนักกอล์ฟ ผู้รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยทั้งมวลได้โปรดให้การสนับสนุนเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันกอล์ฟการกุศลในครั้งนี้ เพราะนอกจากท่านจะได้รับความเพลิดเพลิน ได้ออกกำลังกายตามปกติแล้ว ท่านยังจะได้มีส่วนช่วยทีมงานทนายความอาสาให้มีเงินทุนทำงานเพื่อช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง และเป็นการตอกย้ำคำว่า"เราไม่ทอดทิ้งกัน"ให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ


กิจกรรมกอล์ฟการกุศลเพื่อเสรีภาพนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้ จะเป็นกิจกรรมที่ คณะผู้จัดงานปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้เป็นกิจกรรมที่ท่านจะบอกกับตัวเองว่า นี่เป็นกิจกรรมที่"ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท่านไม่มีสิทธิ์จะพลาด"...

เตรียมพร้อม มาร่วมกัน สานฝันของเราปลดปล่อยเหยื่ออยุติธรรม ปลดปล่อยประเทศชาติสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

คุณสายลมรัก แห่งกลุ่มRed Cyber ผู้ร่วมจัดกิจกรรมกอล์ฟการกุศลครั้งนี้กล่าวว่า นี่เป็นกอล์ฟการกุศลครั้งที่่ 4 ที่ทางRed Cyberได้ดำเนินการจัด และได้รับความอนุเคราะห์ จากนักกอล์ฟเสื้อแดง อย่างดียิ่งทุกครั้ง

การนี้ กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกท่านทั้งหลาย คงให้ความอนุเคราะห์ ในการระดมพลรวมพลังออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือ ร่วมงานเลี้ยงตอนเย็น(อย่างเดียว) อีกครา

สำหรับนักกอล์ฟมือใหม่ มือเก่า หรือมือกลางเก่ากลางใหม่ ไม่ต้องกังวล งานนี้ไม่เน้นผลสกอร์ แม้จะมีถ้วยรางวัลให้ 4 ถ้วย ขอแค่ออกรอบ กับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ก็มีความสุขใจอย่างที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ


****

เวบไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์รายงานความก้าวหน้าในการระดมทุน และการช่วยเหลือคดีพี่น้องนักโทษเสื้อแดง

-รู้จักสำนักกฎหมาย “ราษฎรประสงค์”ทนายอานนท์ นำภา

-รู้จักโครงการกิจกรรมGolf4freedom เพื่ออิสรภาพนักโทษเสื้อแดง

ดร.สุเมธถามสื่อนอกตีข่าว"กษัตริย์ไทย"รวยสุดในโลกเจตนาอะไร ยันทรัพย์สินไม่ใช่ของพระองค์ ตอกฝรั่งก็โง่

ที่มา Thai E-News




มติชนออนไลน์รายงานว่า ที่งานวันเกี่ยวข้าวธรรมศาสตร์ (ปีที่ 5) ณ แปลงนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข่าวที่เว็บไซต์แวนคูเวอร์ซัน ของประเทศแคนาดา รายงานพระมหากษัตริย์ไทยครองอันดับหนึ่งผู้นำที่รวยที่สุดในโลก ว่า คนที่ไปแพร่ข่าวอะไรต่ออะไร ถามจริงๆ มีเจตนาอะไรหรือเปล่า เจตนาของสื่อคืออะไร ตนอยากตั้งคำถามกลับไปด้วย ถ้ารายงานด้วยความปกติก็ไม่มีปัญหาอะไร เข้าใจข้อมูลที่ได้รับไหมว่า คืออะไร เพราะฝรั่งบางทีอย่าคิดว่าฉลาดเสมอไป ฝรั่งโง่กันก็เยอะ

"ผมก็เรียนจบเมืองนอกมาก็โง่เหมือนกัน คำว่าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (The Crown Property Bureau) น่ะมันคืออะไร ถ้าจะดูว่าท่านรวยจริงหรือไม่จริง ต้องดูที่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ อันนั้นใช่ของพระองค์จริงๆ เขาสืบทอดกันมาอย่างไร เหมือนอย่างเราสมบัติตกทอดมาถึงลูกถึงหลาน อันนั้นล่ะใช่ แต่ทำให้มันยุ่งปนเปกันหมด"

"ของหลวง หมายความว่า ของรัฐ แต่ฝรั่งมาเห็นตราเข้าก็ตาย (ล่ะ) ของพระเจ้าแผ่นดิน แน่นอนที่สุด จริงๆ กระทรวงการคลังดูแล ประธานของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นั่นคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ใช่สมบัติของพระองค์ มันเป็นของสถาบัน มีการตั้งคณะกรรมการ มีอะไรต่างๆ อย่างนี้ขยายความหรือเปล่า แพร่ไปอย่างนี้ หลายคนก็มันส์มือล่ะ พูด เขียนไปต่างๆ นานา รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร ทรัพย์สินส่วนพระองค์อันนี้ของท่าน แล้วไปดูสิบ้านช่อง (วัง) ของท่าน อย่าว่าแต่มหาเศรษฐีต่างประเทศเลย มหาเศรษฐีในเมืองไทยรวยกว่าท่านเยอะ แล้วบอกรวยที่สุดในโลกได้อย่างไร สติไม่ดี" ดร.สุเมธกล่าว

เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนากล่าวว่า จากที่ตนได้มีโอกาสถวายงานส่วนพระองค์ ก็เห็นอยู่ว่าทรงใช้จ่ายน้อยที่สุด แล้วเวลาพูดถึงเรื่องประหยัด อะไรต่ออะไร เราก็นึกและพูดถึงท่านกันทุกที

"ในมุมกลับนี่ก็แปลกนะ กับข่าวที่บอกรวยที่สุด ดูชีวิตพระองค์ท่านสิ ท่านอยู่วังเล็กๆ ใช้ของประหยัด กลายเป็นต้นแบบความพอเพียง ข่าวสองข่าวมันขัดกันในตัวเองอยู่แล้ว อันนี้ก็ต้องฝากสื่อไปเหมือนกัน สื่อเข้าใจบทบาทของตัวเองผิด ข่าวเป็นอย่างนี้ อย่างนั้นก็สื่อกันไป ในเมืองไทยข้อมูลก็รู้อยู่แก่ใจ ตนไม่เชื่อว่าสื่อเป็นคนโง่ เพราะถ้าโง่จะเป็นสื่อมวลชนไม่ได้"

ส่วนกรณีที่ปัจจุบัน มีคนนำเรื่องสถาบันมาพูดวิพากษ์วิจารณ์ตามที่สาธารณะมากขึ้น โดยเฉพาะกับทางสังคมออนไลน์ อย่างเช่นเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์กันอย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้งมากขึ้นนั้น ดร.สุเมธกล่าวว่า "ไอ้พวกนี้มีตัวตนที่ไหน อยากด่าใครก็ด่า เพราะฉะนั้น ในโลกออนไลน์จะสื่ออะไรก็ได้ทั้งนั้น ขืนเราเอามาเป็นสาระ ผมว่ารกสมอง"

เมื่อถามว่า ได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ล่าสุดเมื่อไหร่ ดร.สุเมธกล่าวว่า เมื่อสองเดือนที่แล้ว ท่านก็ทรงพระเกษมสำราญดี แต่อาจจะมีพระอาการของหลังที่ยังคงไม่ปกติ ทำให้พระราชดำเนินไม่สะดวก แต่ท่านก็ยังทรงงานอยู่ตลอด มิเคยได้หยุด เรื่องน้ำ ดิน อากาศ และทุกข์สุขของประชาชน

*********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-สนง.ทรัพย์สินฯ:คนมองว่าพระเจ้าอยู่หัวมีที่ดินมากมายทำไมไม่เอามาแจกคนจน นั่นเพราะเข้าใจผิด

-สื่อแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทย ติดอันดับ 1 ผู้นำรวยที่สุดในโลก

-Forbesเทิดพระเกียรติในหลวงเป็นกษัตริย์มั่งคั่งที่1ของโลก3ปีซ้อน

-Bloomberg:กษัตริย์ไทยครองแชมป์อันดับ1ในตลาดหุ้นไทย

-Bloomberg:การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เซียนหุ้นต่างชาติหยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย

-สมเด็จพระเทพฯเสด็จเปิดโรงแรมสยามเคมปินสกี้ ซึ่งสำนักงานทร้พย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

-รัฐมนตรีอินเดียเผยราชวงศ์ดูไบกับไทยสานพระราชไมตรีเล็งร่วมลงทุนสวนสนุก2แสนล้านรูปี

-กระทรวงต่างประเทศชี้แจงกรณี:บทความพิเศษของนิตยสาร Forbes เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด

-สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สมบัติของใคร? : รัฐ หรือ กษัตริย์

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ว่าด้วยการ"นิยาม"และการปฏิบัติบางประการเรื่อง "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ในบทความนี้ดร.สมศักดิ์ชี้ว่า

"พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2491 ยกอำนาจในการควบคุม "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" กลับไปให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการยกเลิกการแยกแยะว่า "อันไหนเป็นส่วนพระองค์ อันไหนเป็นส่วนพระมหากษัตริย์" นั่นคือ ทำให้ "ทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์" มีฐานะเป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ไป ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐ (ถ้าเป็นของรัฐ จะต้องให้รัฐจัดการ และในเมือรัฐเป็นรัฐประชาธิปไตย การจัดการนั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้ accountability เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของรัฐ)


-สุเมธ นายกสภามหาวิทยาลัยภูมิใจคือย้ายธรรมศาสตร์พ้นท่าพระจันทร์:มหาลัยใหญ่โตเหวย! มืดจริงหนอสถาบันอันกว้างขวาง

แผน7ขั้นปั้นหมาให้เป็นเสือ

ที่มา Thai E-News



แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน นับเป็นแผนแม่บทที่ระดับนำขององค์กรกู้ชาติรัฐปัตตานี นำไปเผยแพร่ ชี้นำ ให้กับสมาชิกระดับสำคัญขององค์กรทราบ เป็นระยะ ๆ ตลอดมา โดยตั้งเป้าจะปฏิวัติสำเร็จในปี 50 แต่ที่มท.3ให้สัมภาษณ์ว่า ปี 54 นี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 พูดยังกับว่า ท่าน มท.3 เป็นคนขยายเวลาแผนขั้นบันได 7 ขั้นให้กับกลุ่มก่อการร้ายเสียเอง


โดย ปาแด งา มูกอ
24 กุมภาพันธ์ 2554

อ่านข่าวการให้สัมภาษณ์ของ มท.3 แล้ว นึกห่วงเหตุการณ์ชายแดนใต้จริงๆ แบบนี้เข้าลักษณะเอาน้ำมันไปราดกองไฟ ให้ขี้เถ้าที่มันกำลังจะมอดไปแล้วกลับลุกเป็นไฟขึ้นมาใหม่

นี่แหล่ะที่โบราณเขาบอกว่า “ปั้นหมาให้เป็นเสือ”

คำสัมภาษณ์ของ มท.3 (ถาวร เสนเนียม) ที่ว่า

“...ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็ทราบดีว่า ในช่วง ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ทางเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ก็ระมัดระวัง งานการข่าวก็เป็นที่เชื่อถือได้ งานการป้องกันก็ระวังกันอย่างเต็มที่ แต่การที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้แทรกเข้ามาก่อเหตุในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 10 วัน เกิดขึ้น 2 ครั้ง ทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนการปฏิบัติงานร่วมกัน ระหว่างพลเรือน ตำรวจ และ ทหาร สำหรับการเกิดเหตุคาร์บอมบ์ และเหตุระเบิดหลายต่อหลายครั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คาดว่า น่าจะเป็นการเชื่อมโยงกันของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ และ เป็นการดำรงความมุ่งหมายไปแนวทางเดียวกัน...”


ขอประทานโทษน่ะครับ ท่าน มท.3 ถ้าไม่รู้จริง ช่วยกรุณาสงบปากไว้หน่อย ไหว้เหอะ อายเขาครับ และมันจะเข้าตำราโบราณที่ว่า “อาศัยเสือจนเป็นหมา”

ไอ้ที่ว่า ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ นั้น บันไดที่ไหนครับ บันไดบ้านท่าน หรือบันไดที่กระทรวงมหาดไทย

ถ้าอยากทราบความจริง จะอธิบายให้ฟัง ไอ้เรื่องบันได หรือ บรรลัย

เอาขั้นที่ 6 ขั้น 7 ตามที่ให้สัมภาษณ์ก่อน หลังจากนั้นจะได้ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบบันไดทั้ง 7 ขั้นเลยครับ

ขั้นที่ ๖ “เตรียมพร้อมปฏิวัติ” ความหมาย เป็นการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่ จชต. เหมือนกับการแตก/กระจาย ของดอกไม้ไฟ “จุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” โดยกำหนดให้ปฏิบัติในปี ๒๕๔๗ คล้ายกับ “วันเสียงปืนแตก” ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต

ทั้งนี้ยังมีคำกล่าว ที่คล้ายคลึงอีกว่า “ ในปี ๔๗ จะเป็นปีที่ดอกลองกองผลิดอกออกพร้อมกัน ”

ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏและพิสูจน์ได้ เช่น กรณีเกิดเหตุการณ์มากมายใน ปี ๔๗ จนถึงปัจจุบัน สอดคล้องกับข้อความข้างต้น (แต่มันก็ได้ผ่านพ้นมาแล้ว ย่างเข้าปีที่ 7 ในปี 2554 )

ขั้นที่ ๗ “จัดตั้งการปฏิวัติ” หรือ “ก่อการปฏิวัติ” เป็นแผนงานที่เดิมกำหนดจะกระทำในปี ๒๕๔๘ แต่ด้วยความไม่พร้อมของจำนวนกองกำลัง และจำนวนแนวร่วม ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และมีความเป็นไปได้ว่าขยายไปอีก ๒ ปี ข้างหน้า

กล่าวคือ จะก่อการปฏิวัติในปี ๒๕๕๐ (มันก็ผ่านมาแล้ว 3 ปี) กรณีกำหนดปี ๔๘ เป็นปีก่อการปฏิวัติ มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนจากเอกสารที่ยึดได้จากปอเนาะญีฮาด ในครั้งการบรรยายของ อุสตาซอาหมัด เมื่อ ๗ ธ.ค.๔๑ ภาพก่อการปฏิวัติที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นภาพการต่อสู้ของนักต่อสู้เพื่อรัฐปัตตานี ที่ทำการโจมตีด้วยกองกำลังต่อกลไกรัฐเต็มพื้นที่ จชต. ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สื่อมวลชนแพร่กระจายข่าวไปทั่วโลก และหวังผลต่อการเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวโดย UN เช่น ติมอร์ตะวันออก หรือประเทศอื่นๆ จนท้ายสุดเป็นการลงประชามติของประชาชนว่า จะเป็นประชาชนของฝ่ายใด

ซึ่งประเด็นสำคัญสุดท้ายนี่เอง ที่กลุ่มก่อความไม่สงบประเมินแล้ว ความไม่พร้อมของมวลชนที่ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาด จึงต้องขยายเวลาการก่อการปฏิวัติไปอีก ๒ ปี คือปี 2550

แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน นับเป็นแผนแม่บทที่ระดับนำขององค์กรกู้ชาติรัฐปัตตานี นำไปเผยแพร่ ชี้นำ ให้กับสมาชิกระดับสำคัญขององค์กรทราบ เป็นระยะ ๆ ตลอดมา จึงนับ ได้ว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ทุกหน่วยงานของรัฐ ต้องศึกษาวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวคิด/แนวทางปฏิบัติสำหรับตอบโต้ทำลายแผนดังกล่าว มิให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างเป็นรูปธรรม.

มท.3 ตาสว่างขึ้นรียังครับ แล้วดันไปเอาข้อมูลของลูกน้องตัวไหนที่บอกให้ท่านมาสัมภาษณ์ว่า ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

พูดยังกับว่า ท่าน มท.3 หรือลูกน้องท่านเป็นคนขยายเวลาแผนขั้นบันได 7 ขั้นให้กับกลุ่มก่อการร้ายเสียเอง จริงไหมครับท่านผู้อ่าน

เอาล่ะครับที่นี้สำหรับท่านผู้อ่านโดยเฉพาะครับ (มท.3 ไม่เกี่ยว)

แผนบันได 7 ขั้น

ตรวจพบครั้งแรกเมื่อ 1 พฤษภาคม 2546 หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักนายมะแซ อุเซ็ง อาจารย์สอนศาสนาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม “สัมพันธ์วิทยา” บ้านเจาะเกาะ ตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเอกสาร “แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน” ได้อีกหลายครั้ง ล่าสุดยึดได้จากโรงเรียน “ปอเนาะญีฮาด” หรือ โรงเรียนญีฮาดวิทยา บ้านท่าด่าน ตำบลตะโล๊ะกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2548

กลุ่มก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะ BRN Coordinate ซึ่งสมาชิกระดับแกนนำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีสถานภาพเป็นผู้นำศาสนาในทุกระดับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ดำเนินการทางลับโดยการใช้แผนสู่ความสำเร็จ (บันได 7 ขั้น) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 โดยการชักชวนเยาวชนทั้งในและนอกโรงเรียนเข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก และเรียกตัวเองว่า “Pejuang” (เปอยูแว/ยูแว) แปลว่า “นักต่อสู้ของกลุ่มเยาวชนกู้ชาติปัตตานี” (Pemuda Merdeka Patani) ขององค์กรกู้ชาติปัตตานี (Pejuangan Merdeka Patani)

กลุ่มนักสู้เหล่านี้เป้นนักต่อสู้รุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกอบรมบ่มเพาะ สร้างจิตสำนึกให้เคียดแค้นชิงชังคนต่างศาสนา มีอดุมการณ์การต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา มาตุภูมิ เคร่งครัดศาสนา เป็นที่ยอมรับของสังคม และมีความกระหายที่จะต่อสู้ตามแนวทางศาสนา (ญีฮาด) และอิสรภาพอันชอบธรรมเพื่อรัฐปัตตานี

ทั้งนี้องค์กรกู้ชาติปัตตานีได้ขับเคลื่อนตามแผนการปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (บันได 7 ขั้น) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเตรียมคน จังตั้งองค์กรควบคุม ขยายเครือข่ายและสมาชิก พร้อมทั้งได้กำหนดห้วงปีที่จะปฏิบัติอย่างชัดเจน

ความหมายของแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (แผนบันได 7 ขั้น)

ผลการแปลเอกสารภาษามาลายู และอาหรับโดยผู้รู้เกี่ยวกับภาษาระบุว่าแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอนถูกกำหนดมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) โดยมุ่งใช้เยาวชนเป็นกลุ่มปฏิบัติการทั้งทางทหาร ประชาสัมพันธ์ และโฆษณาชวนเชื่อ โดยแผนดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 ขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 5 เป็นห้วงของการจัดตั้งและดำเนินงาน เพื่อสร้างความพร้อมของคน องค์กร และอุดมการณ์

ส่วนที่ 2 ขั้นที่ 6 ถึงขั้นที่ 7 เป็นขั้นการปฏิวัติ เพื่อความสำเร็จของการกู้ชาติปัตตานี

ขั้นที่ 1 การสร้างจิตสำนึกมวลชน

เป็นการปลุกระดมมวลชนให้สำนึกถึงความเป็นชาวมลายู ความยึดมั่นในศาสนาอิสลาม และเน้นความเป็นชาติ/รัฐปัตตานีในอดีตที่จะต้องต่อสู้เอาดินแดนคืนโดยมักจะยกเป็นประ เด็นการกวาดต้อนชาวมลายูไปยังกรุงเทพ และบังคับให้ใช้มือเปล่าขุดคลองแสนแสบ รวมทั้งอ้างคำสอนในคัมภัร์อัลกุรอ่านมาประกอบ

ขั้นที่ 2 การจัดตั้งมวลชน

เป็นการจัดตั้งแนวร่วม ซึ่งมักดำเนินการระหว่างสอนศาสนาต่อเยาวชน เยาวชนในที่นี้หมายถึงผู้ที่มีอายุในระหว่าง 18-35 ปี และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงการอ่าน “คุปตะเบาะห์” ในวันศุกร์ หรือ “ละหมาดใหญ่” ตามมัสยิด ส่วนในโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนเด็กเล็กก่อนวัยเรียน/อนุบาล ปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะมอบให้ครูสอนศาสนาที่ผ่านการบ่มเพาะมาในระดับหนึ่งแล้วเป็นผู้ดำเนินการ

จากนั้นจะพัฒนาให้นักเรียน/นักศึกษาเหล่านี้ผู้ปฏิบัติ โดยอาจให้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ (ที่ปรากฎหลักฐานคือการไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยในเมือง บันดุง เมดาน ยอร์คจาร์กาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย) ซึ่งนักศึกษาเหล่านี้นอกจากจบการศึกษาทางวิชาการแล้วยังได้ผ่านการฝึกหลักสูตรด้านการทหารมาอีกด้วย

จากนั้นจะส่งมวลชนจัดตั้งเข้าเป็นคณะกรรมการต่างๆเช่น คณะกรมมการอิสลามประจำจังหวัด คณะกรรมการมัสยิด คณะกรรมการหมู่บ้าน และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งเข้าครอบงำสหกรณ์ที่ภาครัฐส่งเสริมให้ประชาชนได้รวมกลุ่มดำเนินกิจการเพื่อพึ่ง ตนเอง เช่น สหกรณ์หมู่บ้าน ซึ่งจะมีการเก็บเงินรายได้ส่วนหนึ่งเข้าขบวนการอันเป็นการสร้างเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ควบคู่กันไป ส่วนสมาคมหรือชมรม (รวมถึงด้านกีฬา) ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ต้องการเข้าครอบงำด้วย

ขั้นที่ 3 การจัดตั้งองค์กร

เป็นการจัดตั้งองค์กรอำพรางในการปฏิบัติ ทั้งเพื่อการควบคุมมวลชนและแหล่งเงินทุน เช่น การจัดตั้งชมรมตาดีกา โดยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสใช้ชื่อว่า “PUSAKA” (Pusat Kebajkan Tadika) พื้นที่จังหวัดปัตตานีใช้ชื่อว่า “PUSTAKA” พื้นที่จังหวัดยะลาใช้ชื่อว่า “PERTIWI” พื้นที่จังหวัดสงขลาใช้ชื่อว่า “PUTRA” และพื้นที่จังหวัดสตูล ใช้ชื่อว่า “PANTAS” เพื่อควบคุมโรงเรียนตาดีการที่ยินยอมเข้ามาอยู่ในองค์กร

ซึ่งการควบคุมองค์กรเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ทางการเมืองต่อระดับแกนนำในพื้นที่เหล่านั้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งองค์กรบังหน้าอื่นๆอีกหลายรูปแบบ เช่น จัดตั้งสหกรณ์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุน เป็นต้น

ขั้นที่ 4 การจัดตั้งกองกำลัง

ในขั้นนี้มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเยาวชน เป็นกองกำลังที่อยู่ประจำหมู่บ้านตามภูมิลำเนาโดยเฉพาะในหมู่บ้านสีแดง (ประมาณ 257 หมู่บ้าน) โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งกองกำลังดังกล่าวให้ได้ 30,000 คน

ระดับเยาวชนคอมมานโดเป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกจากลุ่มเยาวชนทหารนำไปฝึกยุทธวิธีหน่วย ทหารขนาดเล็ก (Runda Kumpulan Kecil/RKK) และยุทธวิธีด้านอื่นๆเพิ่มเติม สมาชิกระดับคอมมานโดจะได้รับมอบภารกิจด้านการก่อเหตุร้าย ซึ่งทั้งการลอบยิง ลอบวางระเบิด และลอบโจมตี โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งให้ได้ 3,000 คน กระจายอยู่ในเขตปกครองใหม่ 3 เขต (เขตการปกครองขององค์กรกู้ชาติปัตตานี) เขตงานละ 1,000 คน

และ ระดับกองกำลังระดับผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ควบคุมและครูฝึกกองกำลังคอมมานโด กลุ่มเหล่านี้บางคนผ่านการฝึกมาจากต่างประเทศ มีขีดความสามารถค่อนข้างสูง เคยผ่านการปฏิบัติจริงมาแล้วและมีจิตใจต่อสู่เพื่อองค์กรที่แน่วแน่ โดยมีเป้าหมายกำหนดไว้ 300 คน คัดเลือกจากเยาวชนคอมมานโดและผู้ที่ผ่านการฝึกจากต่างประเทศแล้ว

ขั้นที่ 5 การสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม

การปฏิบัติขั้นนี้ มุ่งเน้นการสร้างอุดมการณ์ความเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน (ความเป็นมาลายู)ที่จะต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รัฐปัตตานีคืนมาโดยการผนึกกำลังของชนชาติพันธุ์มาลายูที่เป็นชาวไทยมุสลิมทุกสถานะ/อาชีพ ซึ่งรวมถึงข้าราชการพลเรือน ตำรวจทหารที่เป็นมุสลิม และชาวมาเลเซีย ที่สำคัญผู้ที่ได้รับการปลุกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมแล้วจะต้องเคยผ่านการปฏิบัติจริง (การก่อเหตุร้ายไม่ว่าในลักษณะใดตามเงื่อนไขและระดับความรับผิดชอบ)

ขั้นที่ 6 การเตรียมพร้อมปฏิวัติ

เป็นขั้นตอนการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เหมือนการแตกกระจายของดอกไม้ไฟ หรือเรียกว่า “การจุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” เพื่อการเคลื่อนไหวใหญ่

ขั้นที่ 7 การจัดตั้งการปฏิวัติ หรือ การก่อการปฏิวัติ

เป็นการต่อสู้ขั้นสุดท้ายและใช้การโจมตีประกอบด้วยกองกำลังต่อกลไลรัฐเต็มพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สื่อมวลชนแพร่กระจายไปทั่วโลก และหวังผลให้ประชาคมระหว่างประเทศโดยเฉพาะองค์การสหประชาติหรือองค์กรมุสลิม ในระดับโลกเข้ามาแสดงบทบาทในการแก้ปัญหาดังกล่าว จนนำไปสู่การลงประชามติของประชาชนเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชและจัดตั้งรัฐปัตตานีขึ้นในที่สุด

ซึ่งตามแผนการเดิมขั้นตอนนี้กำหนดจะกระทำในปี พ.ศ.2548 แต่ด้วยความไม่พร้อมของจำนวนกองกำลังแนวร่วมและอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และต้องขยายแผนนี้ออกไปอีกระยะหนึ่ง


ผู้ต้องสงสัย?-นายมะแซ อุเซ็ง หรือ อุสตาซแซ(ภาพบน)แกนนำกองกำลังBRN Co-ordinate ภาพซ้ายเป็นภาพเก่าที่ทางการไทยออกหมายจับ ส่วนภาพด้านขวาเป็นรูปในปัจจุบัน (ภาพล่าง)โดยภาพล่าสุดนั้นขยายจากภาพถ่ายร่วมกับนายนัจมูดดิน อูมา ส.ส.นราธิวาส ภาพนี้เชื่อกันว่าถ่ายในมาเลเซีย อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ฝีมือคาร์บอมบ์หนล่าสุดที่ยะลาไม่ใช่ฝีมือของอุสตาซแซ


จากเอกสารดังกล่าวข้างต้น จนกระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ยังไม่ปักใจเชื่อหรือหลงกลเชื่อว่า เอกสารที่ว่าค้นพบในบ้านพักนายมะแซ อุเซ็ง นั้น จะเป็นเอกสารที่อาจเรียกได้ว่า “โคตรของโคตรความลับ” ท่านมะแซ จะสะเพร่าวางไว้จนเจ้าหน้าที่ค้นพบได้เชียวหรือ

หรือว่า เจ้าหน้าที่เขียนเอง ร่างเอง ฮั่นแน่เสียวหลังวูบเข้าแล้วไหมล่ะ แต่หากจะให้ผมเชื่อหรือท่านผู้อ่านเชื่อ ก็ต้องรอให้ท่านมะแซ อุเซ็ง มาเขียนให้ดูหน่อยว่าบันไดที่ท่านเขียนนั้น มันเป็นบันไดจริงหรือบันไดลิง ตรงกับต้นฉบับจริงรึเปล่า

มะแซ อุเซ็ง ทราบแล้วโปรดตอบรับด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง


แนวร่วม การสนับสนุน

ผู้ที่ให้การสนับสนุน ต่อกองกำลังติดอาวุธ ที่เคลื่อนไหว ในเขตไทย ส่วนใหญ่ เป็นเครือญาติ ที่มีผลประโยชน์ ร่วมกัน หรือถูกบังคับ การสนับสนุน ต่อกองกำลัง ติดอาวุธ เพื่ออุดมการณ์

มีเพียงส่วนน้อย ที่จะได้รับ การสนับสนุน จากต่างประเทศ เดิมมีหลายประเทศ ที่ให้การสนับสนุน แต่ปัจจุบันเหลือน้อยมาก และ เป็นการสนับสนุน ของบุคคล ที่ไม่เกี่ยวข้อง กับภาครัฐ ผู้มีอิทธิพล และกลุ่มแอบอ้าง ทางการเมือง และศาสนา

จากการก่อการร้าย และความไม่สงบ ในพื้นที่ จังหวัด ชายแดน ภาคใต้ เมื่อตรวจสอบ ข้อเท็จจริง แล้วพบว่า ผู้ที่อยู่ เบื้องหลัง หรือผู้ที่บงการ มักจะเป็นผู้กว้างขวาง หรือผู้มีอิทธิพล ในพื้นที่ ซึ่งอาจจะมีส่วนร่วม กับนักการเมือง และ ข้าราชการบางคน

ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้กระทำ หรือผู้ก่อเหตุ ส่วนใหญ่ เป็นผู้ต้องคดี ผู้ติดยาเสพย์ติด แนวร่วม จกร. หรือ กองกำลัง ติดอาวุธ ของ จกร. ซึ่งเบื้องหลัง ของกลุ่มบุคคล ดังกล่าวนี้ มักมีความสัมพันธ์ ทางใด ทางหนึ่ง ประกอบกับ เกิดปัญหา ความขัดแย้ง ด้านแนวทาง ในการปฏิรูป แนวทาง ศาสนา ของกลุ่มบุคคล หรือผู้นำ ศาสนา ในบางพื้นที่ รวมทั้ง ปัญหา ความขัดแย้ง ทางด้านการเมือง ปัญหาดังกล่าว ผสมผสาน เป็นความ ไม่สงบ เรียบร้อย ความไม่ปลอดภัย ในชีวิต และทรัพย์สิน

กลุ่มโจร มิจฉาชีพ มีการจัดตั้งกลุ่ม เช่น กลุ่มมูจาฮีดีน อิสลาม ปัตตานี เคลื่อนไหว ก่อเหตุร้าย ก่อกวน สร้างความ ไม่สงบ หลายครั้ง เพื่อยกระดับ กลุ่มโจร มิจฉาชีพ ให้ จกร. ยอมรับว่า มีอุดมการณ์ แบ่งแยก ดินแดน เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น ยังมีกลุ่ม มือปืนรับจ้าง และผู้หลบหนี คดีอาญา มาก่อเหตุร้าย หรือข่มขู่ กรรโชกทรัพย์ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์

สถานการณ์ในพื้นที่

เหตุร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ มีทั้งจากการ ปะทะจากโจรก่อการร้าย โจรมิจฉาชีพ กลุ่มผลประโยชน์ และ เรื่องส่วนตัว แต่ลักษณะการก่อเหตุร้าย จะคล้ายกัน จึงทำให้เข้าใจว่า เป็นคนร้าย กลุ่มเดียวกันทำ หรือที่ที่เหตุร้าย จะกระจาย ไปใน หลายพื้นที่ ไม่เน้นหนัก ในพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่ง ส่วนใหญ่ จะเกิด นอกเขตชุมชน รองลงมา ในเขตเทศบาล ของพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี ส่วนสงขลา และสตูล มีเหตุการณ์น้อยมาก

แนวโน้ม สถานการณ์ ก่อความไม่สงบ

โดยเฉพาะ การก่อเหตุร้าย จะยังคงมีต่อไป แต่ด้วยการปฏิบัติการ ทางยุทธการ ของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ทำให้ฝ่าย จกร. ระดับกองกำลัง ติดอาวุธ หลายคน ต้องสูญเสีย จากการปะทะ และถูกจับกุม เป็นผลให้ จกร. ได้มีการพัฒนา และเปลี่ยนรูปแบบ ในด้านการดำเนินการใหม่

โดยระยะหลัง ได้เน้นหนัก ทางด้าน สังคมจิตวิทยา และการข่าว ซึ่งบางครั้ง อาศัย สถานการณ์ ที่เกิดขึ้น ปล่อยข่าว ให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ เกิดความสับสน และสร้างความแตกแยก ให้เกิดขึ้น ระหว่าง หน่วยงาน ของรัฐ เพื่อเป็นการ ดำรง รักษา สภาพ จกร. เอาไว้ และขยาย แนวร่วม เพื่อให้ความสนับสนุน

สำหรับ การก่อการร้าย สร้างผลงาน แสดงอิทธิพล แสวงผลประโยชน์ นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มอื่น สถานการณ์ เพื่อก่อเหตุร้าย เพื่อรักษา ผลประโยชน์ ของบุคคล หรือของกลุ่มต

อุณหภูมิเปลี่ยนปลาวาฬเกยตื้นตายอนาถ

ที่มา Thai E-News


เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตอนกลาง จ.ชุมพร และศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 ชุมพร ตรวจสอบซากวาฬบรูด้ายักษ์ เพศเมีย อายุ 6-7 ปี น้ำหนัก 10 ตัน ลำตัวยาว 12.60 เมตร ที่หาดดวด หมู่ 11 ต.คันธลี อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี คาดเสียชีวิตจากอุณภูมิน้ำทะเลร้อนขึ้นทำให้ร่างกายอ่อนแรงจนตาย วันที่ 23 กุมภาพันธ์(ภาพข่าว:มติชนออนไลน์)

'ตูนGAG LAS VEGAS:เสื้อแดงจ๋า..ช่วยลุงแกหน่อย

ที่มา Thai E-News

Wednesday, February 23, 2011

อันเนื่องมาจากนโยบายเปลี่ยนสนามรบมาเป็นสนามการค้า

ที่มา มติชน



โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

หน้าที่หลักหน้าที่หนึ่งของทูตทั่วโลกผู้ไปประจำอยู่ต่างแดนคือ การรายงานและประเมินสถานการณ์ของประเทศที่ตนเองประจำอยู่กลับไปยังผู้บังคับบัญชาในประเทศของตนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งรายงานเหล่านี้ทั้งหมดล้วนแต่เป็นรายงานลับ โดยที่ผู้ที่ศึกษาแสวงหาความจริงเช่นนักวิชาการทั่วไปจะไม่มีโอกาสได้เห็นรายงานเหล่านี้เลย นอกจากมีปรากฏการณ์วิกิลีกส์ที่มีมือดีเอาออกมาเผยแพร่ให้ฮือฮากันเป็นเรื่องฉาวโฉ่เมื่อเร็วๆ นี้เอง

นักประวัติศาสตร์ทางการเมืองทั่วโลกในปัจจุบันนี้ กำลังหมกมุ่นอยู่กับขุมทรัพย์ทางวิชาการที่ถูกเปิดออกมาให้นักวิชาการได้ศึกษาตามหอจดหมายเหตุ ของบรรดาอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย ที่เอารายงานของทูตคอมมิวนิสต์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรายงานประเมินสถานการณ์ของประเทศที่ทูตเหล่านั้นประจำอยู่ในช่วงเวลานั้นกลับมายังรัฐบาล

ในจำนวนนี้มีประเทศฮังการีรวมอยู่ด้วย

สาเหตุที่เปิดให้ผู้คนไปศึกษาเรื่องราวในอดีตเมื่อครั้งที่ยังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่นั้น ก็เนื่องจากปัจจุบันนี้ประเทศคอมมิวนิสต์หลายประเทศได้เปลี่ยนการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตยนั่นเอง

ประเทศฮังการีเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล ตั้งอยู่ในยุโรปตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณหนึ่งในห้าของประเทศไทย อดีตเคยเป็นประเทศบริวารของสหภาพโซเวียต ครั้นสหภาพโซเวียตล่มสลายเมื่อ พ.ศ.2534 แล้ว ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (มีสมาชิก 27 ประเทศ) เป็นประเทศในกลุ่ม Schengen states (มีสมาชิก 25 ประเทศ คือ กลุ่มประเทศที่ใช้วีซ่าของประเทศเดียวสามารถเดินทางไปได้ทั่ว) และฮังการีใช้เงินยูโรเป็นเงินตรา (มีสมาชิกที่ใช้เงินยูโรนี้ 17 ประเทศ)

ผู้เขียนได้รับบทความเรื่อง From Battlefield into Marketplace : The End of the Cold War in Indochina, 1985-9 ของนายบาลาซส์ ซาลอนไท (Balazs Szalontai) ที่นำเสนอในงานประชุมนานาชาติ ณ วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน เมื่อปลายปีที่แล้ว บทความนี้อยู่ในกระบวนการตีพิมพ์ในนิตยสาร LSE ของปีนี้ (2554)

นายบาลาซส์ ซาลอนไท เป็นชาวฮังการี อดีตอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมองโกเลีย ณ กรุงอูลานบาตอร์ ปัจจุบันทำ Post graduate อยู่ที่มหาวิทยาลัยอีสต์ ไชน่า นอร์มาล-East China Normal University (ECNU) ผู้สร้างความฮือฮาให้แก่วงวิชาการ เมื่อเขาได้นำเสนอบทความที่อาศัยข้อมูลจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติของฮังการี อันเป็นรายงานจากสถานทูตฮังการีที่ประจำอยู่ในประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และอินโดนีเซียเป็นหลัก ในการเขียนบทความทางวิชาการนี้ โดยข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลลับที่ถูกนำไปเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุของกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ซึ่งนายบาลาซส์ได้นำมาเขียนเป็นบทความทางวิชาการเป็นภาษาดังกล่าว

บทความนี้เริ่มด้วยการกล่าวถึงบทบาทสำคัญของอดีตนายกรัฐมนตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ว่าเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในฐานะของนักธุรกิจได้ดำเนินนโยบายการประสานงานให้มีการเจรจาร่วม ระหว่างเขมร 4 ฝ่าย เพื่อยุติการสู้รบ และสนับสนุนให้มีการจัดตั้งรัฐบาลประเทศกัมพูชาภายใต้การนำของพระเจ้านโรดมสีหนุขึ้น เพื่อที่จะได้ทำธุรกิจกันเสียที นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลพลเอกชาติชาย มีชื่อเรียกที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ นโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า"

บทความนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในรายละเอียดของการดำเนินนโยบายที่สามารถอธิบายเหตุผลเชื่อมโยงความสำเร็จของนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ที่เป็นความลับได้อย่างกระจ่างแจ้งของความร่วมมือของทางการฝ่ายไทย ภายใต้การนำของพลเอกชาติชายกับฝ่ายกัมพูชาที่มีเวียดนามหนุนหลัง ภายใต้การนำของนายฮุน เซน เมื่อ พ.ศ.2532 ที่ร่วมกันบีบเขมรแดงภายใต้การนำของนายพล พต ให้ยอมเข้าร่วมอยู่ในรัฐบาลแห่งชาติกัมพูชา ด้วยการที่รัฐบาลไทยผู้ให้การสนับสนุนฝ่ายเขมรแดงของพล พต มาตั้งแต่ พ.ศ.2518 เมื่อเวียดนามกรีฑาทัพเข้ามายึดครองกัมพูชา ด้วยการยินยอมให้เขมรแดงอาศัยอยู่ตามตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นฐานเข้ารังควานฝ่ายเวียดนามโดยตลอด และยังช่วยขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ส่งมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนให้กับพวกเขมรแดงในช่วง 9 ปีหลังอีกด้วย

ภายหลังที่รัฐบาลชาติชายไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้ฝ่ายเขมรแดงเข้าร่วมรัฐบาลแห่งชาติกับเขมรฮุน เซน และเขมรเสรีได้ ดังนั้น ในช่วงฤดูร้อน พ.ศ.2532 เมื่อทหารเขมรแดงปฏิบัติการในการรังควานและลอบโจมตีในเขตยึดครองของฝ่ายรัฐบาลพนมเปญของฮุน เซน ก็ประสบกับการตอบโต้จากปืนใหญ่ของฝ่ายเขมรฮุน เซน ที่แม่นยำอย่างเหลือเชื่อ ถล่มเขตที่มั่นและเส้นทางลำเลียงของเขมรแดงที่เข้ามายึดพื้นที่เอาไว้เหมือนกับผีจับยัด ซึ่งก็ไม่ใช่เพราะทหารเขมรฮุน เซน ยิงปืนใหญ่เก่งอะไรหรอกครับ หากแต่ฝ่ายไทยได้วิทยุไปบอกพิกัดที่ตั้งของของฝ่ายเขมรแดงให้กับฝ่ายเสนาธิการของทางพนมเปญเท่านั้นเอง

ด้วยสาเหตุนี้ที่ทำให้รัฐบาลชาติชายสามารถบีบเขมรแดงให้ร่วมขบวนการสมานฉันท์ของเขมรได้สำเร็จ

นายบาลาซส์ยังได้ชี้ให้เห็นหลักฐานความขัดแย้งในทางผลประโยชน์ของประเทศระหว่างสหภาพโซเวียตกับเวียดนาม, ความขัดแย้งระหว่างเวียดนามกับลาวและกัมพูชา, ความขัดแย้งของลาว กัมพูชาและกลุ่มประเทศ The Council for Mutual Economic Assistance (COMECON) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ ที่ร่วมมือทางเศรษฐกิจของยุโรปตะวันออกล้วนเป็นประเทศบริวารของสหภาพโซเวียต อันมีบัลแกเรีย เชคโกสโลวาเกีย โรมาเนีย ฮังการี โปแลนด์ แอลเบเนีย เยอรมนีตะวันออก มองโกเลีย และคิวบา ซึ่งเวียดนาม ลาว กัมพูชา (ฮุนเซน), และภายในกัมพูชาที่กรุงพนมเปญก็มีความขัดแย้งกันเองระหว่างนายเพน โสวัน นายเฮง สัมริน และนายฮุน เซน

นอกจากนี้การที่เวียดนาม ลาว และกัมพูชาได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การอาเซียน ก็เนื่องจากไทยกับอินโดนีเซียมีโลกทรรศน์ที่ขัดแย้งกัน เพราะอินโดนีเซียเห็นว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นภัยคุกคามต่ออินโดนีเซียมากกว่าเวียดนาม และเห็นว่าเวียดนามเป็นศัตรูกับจีน และจีนสนับสนุนเขมรแดง ในขณะที่ไทยเห็นว่าเวียดนามเป็นภัยคุกคามต่อไทยมากกว่าจีน

สนุกครับ...บทความของนายบาลาซส์ น่าเสียดายที่นักประวัติศาสตร์ไทยอ่านภาษาของประเทศที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์เดิมไม่ค่อยออก เพราะเอกสารสมัยสงครามเย็นที่อยู่ในหอจดหมายเหตุของประเทศคอมมิวนิสต์เก่านี้ น่าจะให้ความกระจ่างและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในเรื่องของสงครามเย็นในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างดี

อย่าตะแบง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




ตอนแรกๆ ก็คิดว่าเมาหมัด

เห็นนายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์เรื่องกรณีถือ 2 สัญชาติใหม่ๆ

คงตั้งตัวไม่ติดกรณี นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายนปช.หยิบประเด็นนายอภิสิทธิ์ถือสัญชาติอังกฤษ เป็นช่องให้ยื่นฟ้องคดี 91 ศพต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ

นายอภิสิทธิ์เลยตอบเลี่ยงๆ ว่า "ผมเป็นคนไทย"

แต่เอะใจตรงที่นักข่าวถามย้ำอีกไม่รู้กี่ครั้ง

นายอภิสิทธิ์ตอบแบบแผ่นเสียงตกร่องอยู่อย่างเดิม

จน นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดงโชว์หลักฐานใบเกิด

ระบุนายอภิสิทธิ์เกิดที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ

ซึ่งตามกฎหมายแล้วถือได้ทั้ง 2 สัญชาติไทย-อังกฤษ

นักข่าวก็ไปถามอีกครั้งว่านายกฯ ถือเพียงสัญชาติไทยเพียงสัญชาติเดียว สละสัญชาติอังกฤษไปหรือยัง

นายอภิสิทธิ์กลับตอบแบบเดิมๆ ว่า "ผมถือสัญชาติไทยครับ"

ตอบเลี่ยงบาลีแบบนี้

ต้องเรียกว่าตะแบง

เพราะมันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะพูดแค่ว่า "ผมสละสัญชาติอังกฤษไปนานแล้ว"

ประวิงเวลาเพื่อทำอะไรหรือเปล่า!?

แต่จะตะแบงหรือประวิงเวลาไปแค่ไหนก็คงไม่รอดอยู่ดี

เพราะหลายคนออกมาวิเคราะห์แล้วว่ารัฐบาลอยู่ไม่ถึงเดือนพ.ค.นี้แน่นอน

นายไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำกลุ่ม 3 พี ทำนายไว้ว่านายอภิสิทธิ์ต้องตัดสินใจยุบสภาในเดือนเม.ย.นี้

หนีกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่รำลึก 91 ศพ ครบรอบ 1 ปีในวันที่ 19 พ.ค.ที่จะถึง

เพราะเชื่อว่าตอนนั้นจะเห็นคนเสื้อแดงเรือนแสนออกมาเรียกร้องความยุติธรรม

สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงที่ออกมาระบุว่าจะยุบสภาก่อนเดือนมิ.ย.

ตีความกันง่ายๆ ก็น่าจะเป็นช่วงปลายเม.ย. หรือต้นพ.ค.

รัฐบาลคงวิเคราะห์แล้วว่าหากม็อบแดงมากันเป็นแสนๆ คนจริงๆ

เก้าอี้นายกฯ ไม่มั่นคงแน่

จะกลับไปใช้วิธี "กระชับพื้นที่" แบบเก่าก็คงไม่ได้

คงไม่มีคนเชื่อมุก "คนชุดดำ" อีกแน่

จะใช้วิธี "สลายม็อบ 91 ศพก่อน-ปรองดองทีหลัง" ก็คงไม่มีใครเอาด้วย

สุดท้ายก็ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่

ที่สำคัญหนทางชนะการเลือกตั้งมันไม่ง่ายดาย

พรรคประชาธิปัตย์ถูกรุมเร้ารอบด้าน ทั้งทุจริต ทั้งของแพง

ผสมโรง 2 มาตรฐาน-ยุติธรรมล่าช้า-ปรองดองจอมปลอม

โอกาสกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งริบหรี่

ถึงตอนนั้นก็ไม่สำคัญแล้วว่านายอภิสิทธิ์จะถือสัญชาติอังกฤษหรือไม่

เพราะเมื่อไหร่ที่ก้าวลงจากตำแหน่งนายกฯ

เปลี่ยนขั้วรัฐบาลใหม่

คดี 91 ศพจะตามหลอนนายอภิสิทธิ์ไปไม่สิ้นสุด

จตุพรโวย"โดนวิชามารแมงสาปในโลกไซเบอร์"นัดดาวกระจายชุมนุมทุกเรือนจำ..!!!

ที่มา thaifreenews

โดย jomyut

"ตู่" โวย ถูกโลกไซเบอร์ใส่ร้ายสารพัดเรื่อง-นัดดาวกระจายเรือนจำทุกแห่ง

นาย จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.และส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เราเห็นการลุกขึ้นสู้ของกลุ่มประเทศอาหรับ และใกล้อาหรับ ถือว่ามีความสำคัญยิ่ง แต่ปรากฏว่า อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย มีการแทรกข่าว และให้พี่น้องโลกไซเบอร์ไหลตาม ไปเปิดประเด็นว่า การได้รับประกันตัว เพราะตนไปเจรจาให้จับนายสุรชัย แซ่ด่าน เพื่อแลกกับ 8 คน ปรากฏว่า โลกอินเตอร์เน็ตก็แห่ไปว่า ตนไปเจรจาแบบนั้น ตนมีอำนาจอะไรไปเจรจา อีกทั้งตนไม่มีทางไปเจรจาแบบนี้เด็ดขาด เพราะไม่ใช่สันดาน

"ผมไม่ ต้องการให้ใครถูกคุมขัง แม้แต่พันธมิตรฯ เค้าควรมีสิทธิ์ในการต่อสู้คดี พี่น้องในโลกไซเบอร์ โปรดตั้งสติ-ตั้งหลัก คนอย่างผมไม่ชั่วชาติอย่างนั้น ขอตั้งข้อสังเกตว่า นายสุรชัยถูกหมายจับหลายวัน แต่เค้าจงใจไปจับก่อนศาลตัดสินวันเดียว ไม่รู้ว่ามีมือที่ไหนหรือเปล่า"นายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวอีกว่า มีคนนำคำพูดของตนไปบิดเบือน บอกว่า มาขอทานเศษความยุติธรรม แต่ไปตั้งกระทู้ว่า ไปว่านักศึกษาว่าเป็นขอทาน ทั้งที่ตนไม่เคยพูด เวลานี้รัฐบาลเรามันเก่ง นี่เป็นกระบวนการของรัฐบาล เมื่อวานนี้พี่น้องเราออกจากเรือนจำ หลายเดือนก่อนหน้านี้ พล.ต.สนั่นไปเยี่ยม และไปขึ้นเบิกความว่า ควรได้รับการประกันตัว เราก็ไปบ้านท่าน เป็นการรับปากมาหลายเดือน ตนก็ไม่รู้ว่า เค้ารับปากกันแบบนี้ ปรากฏว่า ในโลกไซเบอร์บอกว่า แทนที่ออกจากเรือนจำ จะไปคารวะวิญญาณประชาชน แต่ไปคารวะพล.ต.สนั่น พวกที่ไม่เคยติดคุกจะไม่รู้ ไม่เคยเจอพระจันทร์ เห็นแต่ดวงอาทิตย์ ความเป็นลูกผู้ชายก็รับปาก และนัดแนะกันว่า อาทิตย์นี้จะไปทำบุญที่วัดปทุมฯ เพื่ออุทิศส่วนกุศล มีตารางชีวิตกันไว้แล้ว

"วันที่ 12 มี.ค.นี้ เรือนจำทุกแห่งที่มีพี่น้องเราอยู่ เราจะเดินทางไปเรือนจำในจังหวัดนั้นๆ เพื่อขอทานเศษความยุติธรรม เพราะการขังแต่พวกเสื้อแดง เป็นการบ่งบอกว่า ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม"นายจตุพรกล่าว

เว็ปไหน ใครพอทราบบ้าง มีลิ้งด้วยยิ่งดี พอดีเพิ่งฟื้นจากการฉลองการปล่อยตัว เพราะอยู่ถึงเช้าเลย

ออกงิ้วล่อกันเอง

ที่มา thaifreenews

โดย atid

พูดไปใครจะเชื่อว่าวันหนึ่ง ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น "ครัวโลก" อย่างเมืองไทย จะมีภาพที่ประชาชนต้องเข้าแถวต่อคิวแย่งกันซื้อน้ำมันปาล์มถึงขั้นชกต่อยกันเลือดตกยางออก

ทั้งๆที่อุดมไปด้วยสินค้าทางการเกษตรมากมายมหาศาล

งานนี้จะโทษใครไม่ได้ นอกจากรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องรับเสียงด่าไปเต็มๆ ตามตัวเลขล่าสุดของ "เอแบคโพล" เปิดผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง "สภาวะปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำมันปาล์มของประชาชน" ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 72.1 หรือเกือบ 3 ใน 4 มองว่า เป็นปัญหาการทุจริตคอรัปชันในหน่วยงานของรัฐ และผลประโยชน์ของบริษัทเอกชน

กระแสสังคมพิพากษาไปแล้ว

มันจึงแป้กไปกับมุกเก่าๆฟอร์มเดิมๆ ส่งซิกให้ "ยาสามัญประจำบ้าน" อย่างนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ลุยล้างบางขบวนการ "สวาปาล์ม" ฟันผลประโยชน์จากวิกฤติ น้ำมันปาล์มขาดแคลน ตามปรากฏการณ์ที่ถูกมองเป็นแค่ "ปาหิ่" เอาตัวรอดกันแบบฉุกเฉินเฉพาะหน้า

"คำสารภาพ" มันอยู่ที่อาการ "ออกงิ้ว" ของรัฐบาลเองนั่นแหละ

อ่านกันตามเกมที่นายกฯอภิสิทธิ์ แตะมือกับ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ อาศัยเหลี่ยมเซียนการเมืองตำรับประชาธิปัตย์ รีบโบ้ยเผือกร้อนไปที่ "เจ๊วา" นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ในโควตาพรรคภูมิใจไทย ในอารมณ์เกรี้ยวกราดขึงขังใส่กระทรวงพาณิชย์ ยึกยักแก้ปัญหาล่าช้า

เอะใจ ทำไมถึงต้องดึงเวลานำเข้าน้ำมันปาล์ม 1.2 ล้านตัน ตามที่ ครม.อนุมัติ

เล่นจังหวะล้อกระแสกับข้อมูลของแหล่งข่าวในวงการธุรกิจน้ำมันปาล์ม ตามเสียงแฉรายวันของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่ปล่อยปริศนาอักษรย่อ นักการเมืองหญิง "พ" นักการเมืองชาย "ส" นักธุรกิจหญิง "อ" เอี่ยวขบวนการโกงน้ำมันปาล์ม เรียกหัวคิวจากบริษัทเอกชน ฟันค่าต๋งกัน 3 เด้งกว่า 400 กว่าล้านบาท

พรรคประชาธิปัตย์โบ้ยบทผู้ร้ายให้พรรคภูมิใจไทย

แต่งานนี้ยอม "รับบาป" อยู่ฝ่ายเดียวซะที่ไหน ในอารมณ์ "นอต หลุด" ของนายฉัตรชัย ชูแก้ว ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ มือขวาของ "เจ๊วา" ออกมาสวนกลับพรรคประชาธิปัตย์ที่บอกว่า การดำเนินการนำเข้าน้ำมันปาล์มของกระทรวงพาณิชย์ล่าช้าถึง 1 เดือน ขอให้คนพูดกลับไปอ่านข้อมูลหรือหัดคิดเลขดูใหม่

ย้อนถามกลับเลยว่า ใครกันแน่ที่ทำงานล่าช้า เพราะปัญหาปาล์ม ขาดแคลนเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่คณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพเป็นประธาน กลับไม่เคยเรียกประชุมเลย ปล่อยให้ ปัญหาสะสม แย็บดักคอกันเป็นนัย ทำไมต้องอนุมัติให้นำเข้าแบบต้องอาศัยกระบวนการของโรงกลั่น ใครกันแน่ได้และเสียประโยชน์

"เจ๊วา" ก็ไม่ยอมเจ็บตัวคนเดียวเหมือนกัน

ที่แน่ๆโดยอาการที่ต่างฝ่ายต่างยักท่า โยนคำถามใส่กัน ชิ่งเผือกร้อนกันมือเป็นระวิง

ไม่มีใครปฏิเสธเลยว่า คิวนี้ไม่มีคุณโม่ง "สวาปาล์ม" อยู่ เบื้องหลัง.



กำปั้นหยก

http://www.thairath.co.th/column/pol/kaablook/150849