WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 24, 2011

จ.ส.อ.สมยศ ร่มจำปา

ที่มา thaifreenews

โดย RED DRAGON

จ.ส.อ.สมยศ ร่มจำปา

นามสมยศ จดจำไว้ ทั้งใบหน้า
นามสกุล ร่มจำปา หน้ามันด้าน
ชายทั้งแท่ง แม่งขลาดกลัว ชั่วสันดาน
ใช่ทหาร เป็นทะเหี้ย เสียสกุล

คนมือเปล่า เฝ้าแอบยิง ทั้งหญิงชาย
จนถึงตาย คาวาวัด สัตว์สถุน
แม้น้องเกตุ เป็นพยาบาล สังหารทารุน
โดนกระสุน ตาย 6 คน ทุรนทุราย

ไม่สนใจ จะใช่ขอบ รอบวาวัด
มีงมันสัตว์ คนไม่ใช่ ไอ้ฉิบหาย
เป็นพยาบาล ก็ยังเผ้า เอาถึงตาย
ไอ้สัตว์ร้าย กรรมที่มรึงก่อ เขารอดู

มรึงมันเหี้ย เหี้ยได้ใจ ไอ้สมยศ
เหี้ยหมดจด เหี้ยบริสุจน์ เหี้ยสุดกู่
เหี้ยสุดเหี้ย เหี้ยสุดลิ่ม ทิ่มประตู
เหี้ยแท้ดู ก็ยังว่า เหี้ยกว่าเอย

ช่วยเอาไปเผยแพร่ตามเวปที่ไอ้นรกสมยศ ร่มจำปา มันน่าจะรู้มันจะได้รู้ว่าคนเขารู้ว่ามันยิงน้องเกตุ

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: คำวินิจฉัยหาย!

ที่มา ประชาไท

สำนักข่าวใบตองแห้งรายงานว่า เมื่อเวลา 23.23 น.คืนวันที่ 23 ก.พ.ระหว่างรอเชียร์แมนฯยูในยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก ใบตองแห้งเปิดเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ จนป่านฉะนี้ก็ยังไม่เจอคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตน ในคดีที่ศาลยกคำร้องของอัยการสูงสุด ขอให้สั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีรับเงินบริจาคจากบริษัททีพีไอโพลีน ผ่านบริษัทเมซไซอะ

2 เดือน 14 วันผ่านไป นับแต่ศาลมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2553 ด้วยมติ 4 ต่อ 3 ให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่านายทะเบียนพรรคการเมือง คือนายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ยังมิได้มีความเห็นยุบพรรค

2 เดือน 14 วัน เฉยเลยครับ ยังไม่มีคำวินิจฉัยกลางขึ้นเว็บไซต์ มีแต่คำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ)

แน่นอนว่าเรื่องมันจบไปแล้ว ศาลวินิจฉัยไปแล้ว ฝ่ายค้านไม่สนใจแล้ว หนังสือพิมพ์ก็ไม่สนใจแล้ว จะมีทุจริตสอบเข้ารับราชการจริงหรือไม่ ใครเอาลูกมาเป็นเลขา น้องปอยหายไปไหน ฯลฯ เป็นธรรมดาแบบไทยๆ ที่ “จบข่าว” แล้วก็ไม่มีใครมาตามต่อ

แต่ศาลจะมาจบแบบด้วนๆ อย่างนั้นไม่ได้นะครับ เพราะคำวินิจฉัยต้องเป็นบรรทัดฐาน ให้ลูกหลานอ่านผลงานของท่านอีกร้อยปีข้างหน้า จะได้กลับมาสรรเสริญ หรืออะไรก็แล้วแต่

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าจะต้องออกมาหลังอ่านคำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) กี่วัน เพียงแต่มีข้อกำหนดว่า

“ข้อ 54 ตุลาการซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนจะต้องทำความเห็นในการวินิจฉัยในส่วนของตนเป็นหนังสือ พร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ เมื่อการลงมติเสร็จสิ้น ให้ตุลาการซึ่งเป็นองค์คณะจัดทำคำวินิจฉัยของศาล

“การทำคำวินิจฉัยของศาลตามวรรคหนึ่ง องค์คณะอาจมอบหมายให้ตุลาการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้จัดทำคำวินิจฉัยตามมติของศาลก็ได้

“คำวินิจฉัยของศาลและความเห็นในการวินิจฉัยของตุลาการที่เป็นองค์คณะทุกคน ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

นั่นหมายความว่า ตุลาการทั้ง 7 ต้องเขียนวินิจฉัยส่วนตนเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เช้าวันที่ 9 ธ.ค.แล้วเอามาแถลงในที่ประชุม เมื่อลงมติเสร็จ ทั้ง 7 คนร่วมกันเขียนคำวินิจฉัย หรือมอบหมายให้คนใดคนหนึ่งเขียน เมื่อเขียนเสร็จ อาจใช้เวลาอีก 2-3 วัน ให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ ตรวจทาน แล้วส่งไปลงราชกิจจานุเบกษา ซึ่งก็น่าจะใช้เวลาไม่กี่วันเช่นกัน

ดูอย่างคดีเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้าน ศาลอ่านคำวินิจฉัยวันที่ 29 พ.ย.53 แล้วเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่คำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนในวันที่ 8 ธ.ค.53

แล้วไหงคดีเงินบริจาค 258 ล้าน ผ่านมา 75 วันแล้วยังไม่ลงเว็บไซต์ ข้ามมาถึงปี 2554 มีคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนในคดีอื่นๆ 3 คดีแล้ว เช่นคำวินิจฉัยให้ สว.นครพนมพ้นสมาชิกภาพ

แปลว่าท่านยังเขียนกันไม่เสร็จหรือครับ หรือเกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิคตรงไหน

ไม่รู้เป็นไง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ไม่ใช่เฉพาะชุดนี้หรอก ชุดก่อนๆ ด้วย ออกช้าเป็นประจำ เหมือนกับแถลงข่าวเฉพาะผลสรุป แล้วค่อยกลับไปนั่งเขียนคำวินิจฉัยอย่างใจเย็น ต่างกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั่นท่านเขียนคำวินิจฉัยจนเสร็จ แล้วถึงออกมาอ่านยืดยาว แล้วก็เอาฉบับนั้นแหละไปลงราชกิจจานุเบกษา

ลงเร็วลงช้าถ้าผลสรุปเหมือนกันยังไม่กระไร แต่คำวินิจฉัยคดี 29 ล้านสิ ฉบับชั่วคราวกับฉบับค้างคืนกลับออกมาคนละเรื่องกัน หวังว่าฉบับนี้คงไม่มีอีก

และหวังว่าคงไม่ต้องรอจนถึงเลือกตั้งนะครับ เพราะหลังศาลวินิจฉัย นักข่าวไปจี้ถามประธาน กกต.ว่าท่านจะรับผิดชอบอย่างไร จะยื่นคำร้องใหม่ หรือจะพิจารณาตัวเอง ท่านก็บอกว่าขอรอดูคำวินิจฉัยก่อน

ปรากฏว่ารอมานาน คำวินิจฉัยยังไม่ออก ประธาน กกต.ก็ลอยนวล กลับไปเตรียมการเลือกตั้งทั้งที่มีข้อกังขาในการปฏิบัติหน้าที่

ใบตองแห้ง
24 ก.พ.54

กวีตีนแดง: พร่ำเพ้อถึงเสรีภาพในดินแดนแห่งความตอแหล

ที่มา ประชาไท

1
เสรีภาพหนีหายไป
เมื่อความตอแหลแห่งชาติทำงาน
มันควบคุมทุกสรรพสิ่ง
ทั้งผู้คน สัตว์ และดิน ฟ้า อากาศ
พวกมันต่างพากันตอแหลกันถ้วนหน้า
นับจากวันที่ความตอแหลไม่ได้อยู่เพียงแต่ในจอแก้ว
มันหาที่สิงสถิตใหม่
ในคราบของปัญญาชน สื่อมวลชน ศิลปิน กวี ราษฎรอาวุโส ปราชญ์ชาวบ้าน
ดารา คนกรุงเทพ ราชนิกูล ผู้ดีไฮโซเหล่านั้น
ทุกผู้คนต่างแข่งขันกันตอแหลระดับอภิมหาเมพขิงๆ
ตอแหลเพื่อ…?

2
เสรีภาพก้มหน้าร้องไห้
ไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับความจริงบนดินแดนนี้
มันจึงหลั่งน้ำตาแด่เธอและเขา...
หนุ่มสาวผู้หยัดทะนงต่อสัจจะ
พวกเขาต่างทยอยสูญเสียเสรีภาพแก่คุก
แต่เสรีภาพหาได้สูญเสียพวกเขาไปไม่
คนทั้งประเทศอาจตอแหลเพราะความกลัว
แน่นอน...ด้วยความตอแหลของกระบวนการยุติธรรม
เสรีภาพจึงถูกถวายเป็นสักการะ18 ปี
หนุ่มสาวมากมายทยอยเดินทางสู่ที่คุมขัง
ปิดปาก ปิดความคิดเห็น เพื่อธำรงความดีงามและเกียรติยศของเขา
หุบปากเพื่อ...?

3
ลอร์ดแห่งความตอแหล
ช่ำชองยิ่งในการสร้างภาพ
ทุกหลุมที่ขุดดักเสรีชนไว้ทำงานได้อย่างดี
เปลี่ยนสมองประชาชนให้โง่เหมือนลา
และจิตใจด้านชาเหมือนเขาผู้ไม่เคยยิ้มออก!
ประเทศนี้ไม่ต้องการรอยหยักของสมองเท่าฟองน้ำลายที่มุมปาก
น้ำลายแห่งความตอแหลและสอพลอเพื่อ...?

4
112 เครื่องมือกดขี่อย่างสมบูรณ์แห่งราชอาณาจักร
ความรักที่มิอาจถูกตรวจสอบ
ประชาไพร่จึงน้อมนอบเสียยิ่งกว่ายุคสมัยแห่งการหมอบคลานอย่างเป็นทางการ
ยุคสมัยที่ความหมายของถ้อยคำถูกบิดเบือน
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข!
บลา บลา บลา
มันจะต่างอะไรกับถ้อยคำที่แตกต่างระหว่างการมีชู้กับการมีกิ๊ก
เมื่อความหมายนั้นมันพร่าเลือนไป
เสรีภาพและการกดขี่จึงสมสู่เป็นเนื้อเดียวกัน
และออกลูกแพร่พันธุ์ไปทั่วดินแดน
โอ้...คารวะแด่ความตอแหล
ณ ดินแดนก้องนาม “ตอแหลแลนด์”.

“สนธิ” ท้านักวิชาการที่เชื่อเรื่องโลกไร้พรมแดน ให้ลองไปฮ่องกงโดยไม่มีวีซ่า

ที่มา ประชาไท

“สนธิ ลิ้มทองกุล” เล็งทำศิลาจารึกดิจิตอลเพื่อติดชื่อ-รูป ประจานผู้ทำให้เสียดินแดน ชี้วัฒนธรรมไทยไร้พรมแดนสมัย ร.5 มีการปรับตัวเริ่มนุ่งเสื้อและใช้ช้อนกินข้าว แต่อธิปไตยของชาติไม่มีวันไร้พรมแดน และใครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต้องถูกจัดการ


แฟ้มภาพ: ประชาไท

สนธิเล็งทำหลักศิลาจารึกดิจิตอลเพื่อติดรูป+ชื่อ ประจาน
เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 21.15 น. คืนวานนี้ (23 ก.พ.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นปราศรัยที่เวทีสะพานมัฆวานฯ กล่าวว่า จะสู้ให้ถึงที่สุด ถึงแม้ว่าเราต้องเสียดินแดนไปจริงๆ แต่ก็ถือว่าได้พิสูจน์สิ่งที่เราพูดแล้วว่าเป็นความจริง ที่เราเสียดินแดนก็เพราะเราไม่มีอำนาจที่จะไปจัดการ อย่างไรก็ตาม พันธมิตรฯ จะทำ “ศิลาจารึก 2554” เป็นศิลาจารึกรูปแบบใหม่ โดยจะทำเป็นโปสเตอร์ใส่ชื่อและรูปคนที่ทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน ไล่ลงมาตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมถึงนายพลกุนเชียง เพื่อนำไปติดตามหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศ ให้ลูกหลานจำชื่อคนขายชาติเหล่านี้เอาไว้

นอกจากนี้จะทำหนังสือเล่มเล็กๆ ใส่ข้อมูลว่าใครทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนบ้าง เริ่มตั้งแต่การทำเอ็มโอยู 2543 ซึ่งก็มีนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ ที่เป็นคนลงนาม นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีต รมว.ต่างประเทศ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีต รมช.ต่างประเทศ รวมไปถึง ครม.ทุกชุดที่ลงมติ ส.ส.-ส.ว.ทุกคนที่ยกมือให้ผ่านเจบีซี เป็นต้น โดยจะมีชื่อ ภาพถ่าย ที่อยู่ของคนเหล่านั้น พิมพ์แจกทั่วประเทศ ถ้าต้องพิมพ์เป็นล้านเล่มก็จะทำ รวมทั้งนำไปขึ้นไว้บนเว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการ เป็นศิลาจารึกยุคดิจิตอล ให้อยู่ไปตลอดชั่วลูกชั่วหลาน เพื่อให้คนรุ่นหลังมาเห็นว่า บรรพบุรุษของเขามีใครบ้างที่ขายชาติ ได้รู้ว่าใครบ้างที่เป็นคนหนักแผ่นดิน และเป็นการพิสูจน์คำโกหกของนายอภิสิทธิ์และอีกหลายๆ คน ว่าพูดออกมาอย่างไร แต่ความจริงเป็นอย่างไร ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ตลอดไป


ท้านักวิชาการที่เสนอเรื่องไร้พรมแดน ให้ลองไปฮ่องกงโดยไม่มีวีซ่า

นายสนธิได้กล่าวหา คณะนักวิชาการมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ ที่ร่วมกันทำวิจัยให้กับกระทรวงการต่างประเทศภายใต้โครงการ “การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชน เรื่องเขตแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านสื่อสารคดี และการฝึกอบรม” ซึ่งเผยแพร่ผลงานไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยนายสนธิได้เรียกว่า “นักวิชาการ 7.1 ล้านบาท”

นายสนธิกล่าวว่า นักวิชาการพวกนี้บอกว่าทุกวันนี้เป็นโลกไร้พรมแดน ไม่มีใครสนใจเรื่องเขตแดนแล้ว แต่คำพูดของนักวิชาการเหล่านี้ไม่มีค่าใดๆ เลย เพราะคำว่าโลกไร้พรมแดนจริงๆ แล้ว เป็นการไร้พรมแดนทางวัฒนธรรม การติดต่อสื่อสาร และธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งสืบทอดมาจากยุคที่ฝรั่งออกค้นหาโลกใหม่เพื่อหาทรัพยากรและของมีค่ากลับ ไปประเทศของตนในยุโรป ดังนั้น การที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ออกเดินเรือไปขนเอาทรัพยากรจากประเทศต่างๆ กลับไปสเปน ก็ไม่ต่างจากการที่นักวาณิชธนกิจของฝรั่งนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์คอยปั่นหุ้น ในประเทศต่างๆ เพื่อเอากำไรกลับประเทศตัวเอง จะต่างกันแค่เวลาเท่านั้นโดยโคลัมบัสอาจใช้เวลา 1 ปี แต่วาณิชธนกิจสมัยใหม่ใช้เวลาไม่กี่วินาที

นายสนธิกล่าวต่อว่า การที่ฝรั่งสามารถทำเช่นนี้ได้ก็เพราะได้สร้างกติกาไว้เพื่อให้พวกเขาเข้ามา เอาทรัพยากรจากประเทศต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ให้ทุกประเทศทำระบบธนาคารให้เหมือนกัน มีการกันทุนสำรองเหมือนกัน ให้ตลาดหลักทรัพย์ทุกประเทศทำตามกติกาที่พวกเขากำหนด ซึ่งฝรั่งที่เชี่ยวชาญกว่าก็ได้เปรียบเราตั้งแต่ยกแรก ทางด้านวัฒนธรรมการกินอยู่ก็ให้มีแมคโดนัลด์เหมือนกันทุกประเทศ ดูหนังฮอลลีวูดเหมือนกันทั้งโลก ตรงนี้คือโลกที่ไร้พรมแดน โดยมีองค์ประกอบคือการติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านดาวเทียม โลกไร้พรมแดนในความหมายที่แท้จริงอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หมายถึงไร้พรมแดนทางอธิปไตยแม้แต่นิดเดียว

นายสนธิระบุว่า ถ้าไร้พรมแดนจริง ให้นักวิชาการ 7.1 ล้านบาท ลองเดินทางไปฮ่องกงโดยไม่มีวีซ่าดู เพราะฉะนั้น ตราบใดที่การเดินทางข้ามประเทศยังต้องใช้พาสปอร์ต-วีซ่า นั่นคือโลกที่ยังมีพรมแดน


สนธิชี้ไทยมีการปรับตัวสมัย ร.5 เริ่มใส่เสื้อ-ใช้ช้อนกินข้าว แต่ถ้าใครหมิ่นต้องถูกจัดการ

นายสนธิกล่าวต่อว่า ในแง่วัฒนธรรมนั้นเป็นโลกไร้พรมแดน เพราะมีการดัดแปลงวัฒนธรรมอยู่ตลอด เหมือนเมื่อก่อนที่คนไทยไม่ใส่เสื้อ แต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 เมื่อมีฝรั่งเข้ามา เราก็เริ่มใส่เสื้อ หรือเมื่อก่อนเราใช้มือกินข้าว แต่รัชกาลที่ 5 ทรงดัดแปลงการใช้มีดกับส้อมของฝรั่ง มาให้คนไทยใช้ช้อนส้อมกินข้าว เพราะฉะนั้นโลกไร้พรมแดนคือ ไร้พรมแดนทางวัฒนธรรม การเงินการค้า ไม่ใช่ไร้พรมแดนทางอธิปไตย และอธิปไตยของชาตินั้นไม่มีวันไร้พรมแดน ของใครของมัน ใครล้ำเข้ามา ใครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ต้องถูกจัดการ

นายสนธิกล่าวถึงการต่อสู้เพื่อปกป้องดินแดนของพันธมิตรฯ ว่า ถ้าจะเปรียบเทียบกับกรณีสมมติว่า มีป้าแก่ๆ คนหนึ่งหาบของมาขายแล้วถูกเทศกิจมากระชากเอากระจาดไป ก็จะมีคนอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกยืนดูอยู่เฉยๆ แล้วแค่พูดว่าไปทำอย่างนั้นทำไม กับประเภทที่ 2 ที่ทนไม่ได้แล้วออกไปช่วยป้ายื้อกระจาดเอาไว้ คนที่ออกไปช่วยป้ายื้อกระจาด ก็คือคนที่นั่งอยู่ตรงนี้


ยกอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์ขายชาติหนักแผ่นดินที่สุดในประวัติศาสตร์

นายสนธิกล่าวต่อว่า คนบางคนไปพูดข้างนอกว่า พวกเราสู้ไปทำไม สู้ไปก็แพ้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าสู้แล้วแพ้ แต่ประเด็นคือ เราทนไม่ได้ที่เห็นคนแก่โดนยึดกระจาดเราต้องออกมาช่วย ซึ่งก็คือเราทนไม่ได้ที่เราเห็นชาติกำลังจะเสียดินแดนไปต่อหน้าต่อตา นี่คือประเด็นที่ทำให้เรายึดมั่นในหลักการตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่เราจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบไปง่ายๆ คือต้องทำศิลาจารึกคนหนักแผ่นดินให้ได้ โดยช่วยกันทำช่วยกันกระจายออกไป นี่คือบทเรียนทางจริยธรรมและทางประวัติศาสตร์ที่จะจารึกว่า ไม่มีชาติไหนที่จะมีคนขายชาติและหนักแผ่นดินเหมือนชาติไทยยุคที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล และมีนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ

“วันนี้บอกได้เลยว่า ประเทศไทยเสียดินแดนในยุคที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ที่จงใจทำให้ไทยเสียดินแดน ตรงนี้อย่าลืม เจอใครต้องเล่าให้ฟัง เจอลูกเจอหลานต้องบอก ตรงนี้คือพลานุภาพที่มหาศาล คือพลานุภาพที่รุนแรงที่สุด สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะลงมาบอกพวกเราว่าคนที่ออกมาสู้เพื่อแผ่นดินนั้นจะได้บุญ ได้กุศล ไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหน ส่วนพวกที่ขายแผ่นดินต้องลงนรกชั่วลูกหลานและโคตรเหง้าของมัน” นายสนธิกล่าว

ที่มา: เรียบเรียงจาก เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์

ฝ่ายต่อต้าน “กัดดาฟี” ยึดพื้นที่ภาคตะวันออกของลิเบียได้แล้ว

ที่มา ประชาไท

เผยฝ่ายต่อต้านกัดดาฟี ได้ยีดพื้นที่ภาคตะวันออกของลิเบียได้แล้ว โดยศูนย์กลางการต่อต้านอยู่ที่ “เบงกาซี” เมืองอันดับสอง โดยผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ายืนยันว่าตั้งแต่ข้ามชายแดนอียิปต์จนถึงเมืองเบงกาซี ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ลิเบียแม้แต่คนเดียว และล่าสุดผู้ช่วยอาวุโสของลูกชายกัดดาฟีได้ลาออกประท้วงรัฐบาลแล้ว


ที่มาของคลิป: อัลจาซีร่า

ผู้ประท้วงที่เมืองมิซูราทา (Misurata) ออก แถลงการณ์ทางอินเทอร์เน็ตเมื่อวานนี้ (23 ก.พ.) ว่าสามารถยึดเมืองทางด้านตะวันตกของประเทศได้แล้ว และระบุว่าทหารของลิเบียที่ประจำการในเมืองต่างสนับสนุนผู้ประท้วง

ทั้ง นี้ฝ่ายต่อต้านกัดดาฟี สามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันออกของประเทศได้แล้ว โดยผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่า ซึ่งรายงานจากเมืองทอบรัก (Tobruk) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายแดนอียิปต์ราว 140 กิโลเมตร รายงานว่าไม่ปรากฏกองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาลลิเบียในเมืองแล้ว

ที่ ผมเห็นคือ ประชาชนในพื้นที่ด้านตะวันออกของลิเบียเป็นผู้ควบคุมพื้นที่แล้ว” โฮดา อับดุล ฮามิด ผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ากล่าว เธอยังกล่าวด้วยว่าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลตรวจตราบริเวณชายแดนระหว่างที่ทีม งานอัลจาซีร่าข้ามแดนเข้าไปในลิเบียแล้ว

ตรง ชายแดน เราไม่เห็นตำรวจ ไม่เห็นทหารแม้แต่คนเดียว ประชาชนที่นี่บอกว่า กองกำลังรักษาความมั่นคงได้หนีไปแล้ว หรือหลบซ่อนอยู่ ขณะนี้ประชาชนเข้ามาดูแลพื้นที่แทนแล้ว ซึ่งสภาพเช่นนี้เกิดขึ้นตลอดทางจากชายแดนไปถึงเมืองทอบรัก จนถึงเมืองเบงกาซี (Benghazi)

ประชาชน บอกเราว่า ที่เมืองเบย์ดา (Bayda) และเบงกาซี ก็อยู่ในความเงียบสงบ อย่างไรก็ตามยังมี “ทหารบ้าน” ยังวนเวียนอยู่รอบๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงค่ำ พวกเขาบอกว่าเป็นคนแอฟริกัน โดยประชาชนกล่าวว่าพวกนี้ใช้ภาษาฝรั่งเศส และพวกเขาคิดว่าทหารบ้านพวกนี้มามาจากประเทศชาด”

พลตรีสุไลมาน มะห์มูด ผู้บัญชาการประจำเมืองทอบรัก กล่าวกับอัลจาซีร่าว่าทหารภายใต้การบังคับบัญชาของเขาได้เปลี่ยนข้างแล้ว

เราอยู่ข้างประชาชน ผมเคยอยู่ข้างกัดดาฟีในอดีต แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนแล้ว เขาคือทรราช”

เบง กาซี ถือเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของลิเบีย และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถือเป็นเมืองแรกที่ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านกัดดาฟี ซึ่งครองอำนาจมายาวนานกว่า 42 ปี โดยการก่อกบฏได้แพร่เข้าไปในเมืองอื่นๆ ขณะที่กองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาลลิเบียได้ใช้อาวุธหนักเข้าปราบปราม

ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลพยายามควบคุมสื่อ แต่ข่าวที่หลุดรอดออกมาเปิดเผยว่ามีประชาชนอย่างน้อย 300 ราย เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงครั้งนี้แล้ว ขณะที่ฟรังโก ฟรัตตินี (Franco Frattini) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี กล่าวว่า “มีความเชื่อถือว่า” มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,000 คน

นอกจากนี้ ภายหลังการกล่าวปราศรัยทางโทรทัศน์ของกัดดาฟี เมื่อคืนวันที่ 22 ก.พ. ได้มีผู้สนับสนุนรัฐบาลหลายร้อยคนออกมาเดินขบวนสนับสนุนกัดดาฟี เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่จัตุรัสเขียว ในกรุงตริโปลี เมืองหลวงของลิเบีย

นอก จากนี้ ยังมีผู้ได้ยินเสียงปืนในเมืองหลวง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังกัดดาฟีเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกมายึดท้องถนนจากฝ่ายผู้ต่อต้านรัฐบาล

อย่าง ไรก็ตาม คำปราศรัยของกัดดาฟีไม่มีผลอะไรต่อฝ่ายที่แปรพักตร์จากเขาไปแล้ว โดยนักการทูตลิเบียในหลายประเทศทั่วโลกได้ลาออกเพื่อประท้วงการใช้ความ รุนแรงต่อพลเรือน และปฏิเสธการเป็นผู้นำของกัดดาฟี พร้อมทั้งบอกว่าพวกเขาจะอยู่ข้างผู้ประท้วง

ล่าสุดเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (22 ก.พ.) นายพลอับดุล ฟาตา ยูนิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลคนล่าสุดที่ลาออก และกล่าวว่าเขาลาออกเพื่อสนับสนุน “ขบวนการปฏิวัติ 17 กุมภาพันธ์”

เขายังเตือนให้กองทัพลิเบียเข้าร่วมกับประชาชน และร่วมกับ “ขอเรียกร้องที่ชอบธรรม” ของประชาชน

และรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ยูซุป ซาวานนี ผู้ช่วยอาวุโสของ ซาอีฟ อัล อิสลาม กัดดาฟี (Saif al-Islam Gaddafi) หนึ่งในบุตรชายของกัดดาฟี ได้ลาออกจากตำแหน่ง “เพื่อแสดงความท้อใจต่อความรุนแรง”

ก่อนหน้านี้ มุสตาฟา อับเดลจาลิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ลาออกเพื่อคัดค้านต่อ “การ ใช้ความรุนแรงที่เกินรับได้” หลังการสลายการชุมนุมผู้ประท้วง และทูตสหประชาชาติที่ลิเบียได้เรียกร้องกองทัพลิเบียให้ถอนตัวจาก “ทรราชมูฮัมมมาร์ กัดดาฟี”

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทหารกลุ่มหนึ่งยังออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทหาร “เข้าร่วมกับประชาชน” และรื้อถอนกัดดาฟีออกจากอำนาจด้วย

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Gaddafi loses more Libyan cities, Aljazeera, Last Modified: 23 Feb 2011 17:36 GMT http://english.aljazeera.net/news/africa/2011/02/2011223125256699145.html

แกนนำได้อิสรภาพแล้วแกนตามหลายร้อยยังคอยอยู่ กอล์ฟฟอร์ฟรีด้อมหาทุนเร่งปลดปล่อยเพื่อนออกคุก

ที่มา Thai E-News





Golf4freedom -จตุพร พรหมพันธุ์ กับถ้วยรางวัลงานกอล์ฟฟอร์ฟรีด้อม ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ที่สนาม Dynasty บางเลน นครปฐม พร้อมถ้วยรางวัลจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร,พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แต่สำหรับสำหรับนักกอล์ฟมือใหม่ มือเก่า หรือมือกลางเก่ากลางใหม่ ไม่ต้องกังวล เพราะงานนี้ไม่เน้นผลสกอร์ แม้จะมีถ้วยรางวัลให้ 4 ถ้วย ก็ให้พวกมือชั้นเทพ้เขาไป ส่วนพวกเราขอแค่มาออกรอบกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ก็มีความสุขใจอย่างที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ ส่วนท่านที่เล่นกอล์ฟไม่เป็นเชิญร่วมสังสรรค์ตอนเย็นระดมทุนปลดปล่อยพี่น้องของเราออกจากคุก


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 กุมภาพันธ์ 2554

แม้ว่าแกนนำนปช. 7 รายได้ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วจากการให้ประกันตัว แต่นักโทษเสื้อแดงในคุกอีกหลายร้อยคนยังรอคอยอิสรภาพอยู่ ดังนั้นความพยายามเคลื่อนไหวจะประกันตัวพี่น้องเหล่านี้ออกจากคุกยังคงดำเนินไป โดยการพึ่งพาตนเองเป็นหลักของคนเสื้อแดง

กิจกรรมจัดแข่งขันกอล์ฟหาทุนในชื่อGolf4Freedomเพื่อหาทุนให้สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ของทนายอานนท์ นำภา เพื่อเป็นทุนสู้คดีประกันตัวนักโทษเสื้อแดงออกจากคุกเป็น 1 ในกิจกรรมดังกล่าว หลังจากทนายอานนท์ประสบความสำเร็จในการยื่นขอประกันตัวนักโทษการเมืองที่ไม่ใช่แกนนำมาแล้วนับสิบรายก่อนหน้านี้

โดยมีค่าธรรมเนียม ค่ากรีนฟี ค่าแค็ดดี้ รวมอาหารเย็น ก๊วน VIP 15,000 บาท/ก๊วน ก๊วนทั่วไป 12,500 บาท/ก๊วน ซึ่งราคานี้นับว่าถูกมากๆหากเทียบกับการจัดกอล์ฟการกุศลทั่วไปที่จะขายก๊วนละขั้นต่ำ25,000-50,000บาท ก๊วนละ 5 ท่าน(กรณีไม่มีก๊วน หรือไม่ครบก๊วน เพียงท่านละ 2,500 บาท ผู้จัดจะจัดหาให้ครบก๊วน ล้วนแต่พี่น้องเรา จะได้รู้จักผูกไมตรีกันไว้

วิธีสำรองการเข้าร่วมงาน หรือสอบถามการร่วมงาน-ติดต่อ "คุณปุ้ย" วัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ ติดต่อ: โทรศัพท์มือถือ 082-6301700 หรืออีเมล์ hwacharaporn@yahoo.com และ freeprisonproject@gmail.com

วิธีชำระเงิน-โอนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผ่านชื่อบัญชี วัชราภรณ์ หวลธรรม ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเมืองทองธานีเซ็นเตอร์ 2 เลขที่บัญชี 402-293346-1 จากนั้นแจ้งการโอนมาที่อีเมล์ หรือทางมือถือคุณปุ้ย เพื่อยืนยัน

ทนายอานนท์เผยนักโทษเสื้อแดงมุกดาหารได้ประกันเพิ่มอีก2ราย

เวบไซต์ สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ของทนายอานนท์ นำภา ได้รายงานข่าวว่า

สมัคร ลุณริลา กับท่าดีใจที่ได้อิสรภาพหลังถูกขังมานาน 9 เดือน

เมื่อวานนี้ศาลจังหวัดมุกดาหารได้ให้ประกันตัวผู้ต้องขังเสื้อแดงเพิ่มอีก ๒ ราย คือ นายสมัคร ลุนริลา และนาย ทองดี ชาธิพา จำเลยคดีต้องหาเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาการ ซึ่งทั้งสองป่วยด้วยอาการทางจิตอย่างหนัก พยายามฆ่าตัวตาย ที่ผ่านมาสามารถทำเรื่องประกันตัวได้แล้ว 11 ราย โดยให้เหตุผลหลักเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางจิตของผู้ต้องขังที่พยายามฆ่าตัวตายหลายราย

แต่ที่มุกดาหารก็ยังเหลือผู้ต้องขังติดคุกอยู่อีก ๙ คนในเรือนจำมุกดาหาร ถึงวันนี้ จำเลยยังคงยืนยันว่า ไม่ได้ทำผิดดังที่ถูกกล่าวหา

"ขอรณรงค์เรียกร้อง ให้ คุณทักษิณ พรรคเพื่อไทย บ้านเลขที่111 แกนนำ นปช. และคนเสื้อแดงทุกคนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เร่งรีบช่วยเหลือ คนเสื้อแดง ทุกๆคนที่ต้องโทษในเรือนจำ ด้วยการยื่นมือประกันตัว อีกทั้ง ยื่นมือช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและคนเสื้อแดงที่ต้องหลบหนี ในที่ต่างๆ ในทุกกรณีครับ"ทนายอานนท์ระบุในเวบไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

นางธิดา โตจิราการ รักษาการประธานนปช แถลงว่า ต้องอย่าลืมว่านอกจากแกนนำที่ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ยังมีคนที่ถูกจับกุมตัวอีก 100 กว่าคน ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม คนเสื้อแดงเท่าเทียมกันทุกคน ฉะนั้นจึงจะรณรงค์ให้ปล่อยตัวคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังทุกคน โดยในวันที่ 12 มี.ค.จะเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐบาลปล่อยตัวคนเสื้อแดงทั้งหมด

นายจตุพร แถลงต่อว่า การชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค.นี้ จะงดการดาวกระจายไปในสถานที่ต่างๆ และจะรวม กันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ในต่างจังหวัดคือ อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี มหาสารคาม และเรือนจำคลองเปรมนั้น ต่อไปจะมีการกำหนดเพื่อจะมีการเคลื่อนไหวไปที่ศาลของทุกจังหวัดเพื่อขอเศษ เสี้ยวความยุติธรรมให้คนที่ถูกคุมขัง และนอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าช่วงที่มีคนจะเผาศาลากลางนั้นมีอส.ไปห้าม แต่ถูกทหารใช้ปืนจ่อหัวอส.ไม่ให้ขัดขวางคนที่จะมาเผา ซึ่งสอดคล้องกับการเผาเซ็นทรัล เวิลด์ และเรื่องนี้จะใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย

มาร์คแหลกลางสภารัฐบาลพยายามช่วยแต่แกนนำนปช.ละเลย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมสภาฯวันนี้ว่า รัฐบาลไม้ได้ละเลยคนเสื้อแดงที่ติดคุก แต่คนละเลยคือแกนนำเสื้อแดงเองเพราะไปช่วยแต่แกนนำ ทำให้รัฐบาลต้องตามไปดูแลแนวร่วมนปช.ที่ติดคุกอยู่ โดยมีมติครม.ออกมาและให้เจ้าหน้าที่ตามไปให้ความช่วยเหลือ ได้ประกันตัวออกมาแล้วหลายคนในเวลานี้


ญาติคนเสื้อแดงทวงสัญญาประกัน104นักโทษการเมือง หลังครม.อนุมัติแล้วส่อแววเบี้ยวโดนขังลืม






ภาพล่าง) แม่ของผู้ต้องขังเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานี ซ่อนหน้าหลังแผ่นป้ายรณรงค์กำลังซับน้ำตาขณะมาเรียกร้องการประกันให้กับลูกชายที่กระทรวงยุติธรรม

บุกกรมคุ้มครองสิทธิฯ ร้อง 9 เดือนแล้ว ลูก-ผัวเสื้อแดงยังไม่ได้ประกันตัว

ก่อนหน้านี้เวบไซต์ประชาไท รายงานว่า เมื่อวันที่15 ก.พ.54 ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายญาติผู้ต้องขังเสื้อแดงราว 50 คน พร้อมด้วยนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม เข้ายื่นหนังสือและร้องเรียนกรณีที่ญาติพี่น้อง-สามี-ลูก ซึ่งเป็นคนเสื้อแดงยังถูกคุมขังอยู่ตามเรือนจำจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาสารคาม อุบลราชธานี อุดรธานี มุกดาหาร มหาสารคาม ขอนแก่น เชียงใหม่ โดยไม่สามารถประกันตัวได้

ทั้งนี้ นายสมชาติ เอี่ยมอนุพงษ์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิได้ลงมารับหนังสือ ซึ่งในหนังสือร้องระบุว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.53 ครม.มีมติยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมทั้งเห็นชอบให้มีการช่วยเหลือประกันตัวให้แก่ผู้ต้องขังคดีชุมนุมทางการเมือง 104 คน ตามที่คณะกรรมการที่มี นายคณิต ณ นคร เป็นประธานเสนอมา แต่ถึงปัจจุบันกว่า 9 เดือนแล้วแต่ญาติพี่น้องของพวกเขาก็อยู่ในเรือนจำ จึงขอเรียกร้องให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ ประสานงานตามศาลจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ญาติได้ประกันตัว พร้อมช่วยเหลือหลักทรัพย์ และขอให้เปิดเผยรายชื่อผู้ต้องหาที่ถูกขังในเรือนจำทั่วประเทศในคดีการเมืองด้วย

จากนั้นได้มีการเชิญชาวบ้านทั้งหมดไปร่วมหารือร่วมกับรองอธิบดีและ นางนงกรณ์ รุ่งเพ็ชรวงศ์ ผอ.กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ

นางนงกรณ์ ชี้แจงว่า กรณีที่ชาวบ้านเข้าใจว่ามติครม.ให้ประกัน 104 รายตามที่นายคณิต ณ นคร เสนอนั้น อันที่จริงแล้วมติครม.ระบุให้ดีเอสไอและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไปหาหลักเกณฑ์และแนวทางในการประกันตัวมา แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า ทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ จะทำหนังสือทวงถามให้

ด้านญาติของผู้ต้องขังระบุว่า ขณะนี้เรือนจำจังหวัดอุดรธานี ยังมีผู้ต้องขังประกันตัวไม่ได้ 27 คน อุบลราชธานี 21 คน มุกดาหาร 12 คน มหาสารคาม 9 คน ขอนแก่น 4 คน เชียงใหม่ 4 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดยื่นประกันตัวหลายครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนการลงไปช่วยเหลือของกรมคุ้มครองสิทธิฯ นั้น หลายครั้งไปโดยไม่ประสานงานกับญาติและทนาย ไม่ทราบข้อมูล ทำให้การยื่นประกันได้รับการปฏิเสธ

นางศิรินารถ จันทะคัต ตัวแทนญาติจากจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลแสดงความจริงใจด้วยการช่วยเหลือผู้ต้องขังอย่างที่พูด โดยยกตัวอย่างความยากลำบากของครอบครัวจันปัญญา หลังจากนายสุชล จันปัญญา นักศึกษาเทคนิคชั้น ปวส.1 ถูกคุมขัง ทำให้พ่อที่เป็นอัมพาตและมารดาที่อายุมากอยู่อย่างยากลำบาก เพราะปกตินายสุชลจะเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัวและทำงานเป็นลูกจ้างร้านถ่ายเอกสารส่งเสียตัวเองเรียน ในวันเกิดเหตุนายสุชลเข้าไปยืนดู ตำรวจใช้ภาพถ่ายที่เป็นเพียงการยืนมุงเป็นหลักฐาน โดยที่ขวดน้ำมันที่กล่าวอ้างว่าเป็นของนายสุชลก็ไม่มีการพิสูจน์ลายนิ้วมือ

ส่วนนางวาสนา ลิลา จากจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวทั้งน้ำตานองหน้าว่า สามีถูกคุมขังมานานหลายเดือนจะมีอาการเครียด เกรงว่าจะคิดสั้นในเรือนจำ สามีโดนข้อหาร่วมกันวางเพลิง ทั้งที่ในวันเกิดเหตุเขาไปซื้ออะไหล่รถและแวะมาดูลูกคนเล็กที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อผ่านจุดเกิดเหตุจึงแวะดู ต่อมาตำรวจนำภาพถ่ายมาให้เซ็นชื่อโดยบอกว่าหากลงชื่อวันรุ่งขึ้นก็สามารถประกันตัวได้ แต่ท้ายที่สุดก็ถูกคุมขังมาจนปัจจุบันไม่สามารถประกันตัวได้ ทำให้ตนลำบากมากเพราะต้องเลี้ยงดูลูกเล็ก 2 คนเพียงลำพัง

Golf4Freedomเพื่ออิสรภาพนักโทษการเมือง ครั้งหนึ่งในชีวิตที่คนเสื้อแดงมีสิทธิ์ยื่นมือช่วยพี่น้องเรา






คุณวัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ"Golf4Freedom -กอล์ฟเพื่ออิสรภาพเสรีภาพ"เปิดเผยว่า สำนักข่าวไทยอีนิวส์ ร่วมกับ"กลุ่มเพื่อนอานนท์" และ Red cyber ได้ร่วมประชุมกับ ทนายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ทีมทนายความช่วยเหลือทำคดีช่วยนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้-นักโทษคดีทางความคิด และได้มีมติให้จัดกอล์ฟการกุศลขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

เพื่อระดมทุนช่วยสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ไปดำเนินการช่วยว่าความและประกันตัว คดีนักโทษเสื้อแดงที่ยากไร้จากการสลายการชุมนุม 19 พฤษภาคม และนักโทษคดีทางความคิด ตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นผลพวงจากการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย รวมทั้งเยียวยาญาติที่อยู่ในอุปการะนักโทษการเมืองเหล่านี้ ระหว่างที่ยังต้องโทษโดยไม่รู้ชะตากรรมว่าจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อใด

การแข่งขันกอล์ฟการกุศลนัดนี้ จะจัดขึ้นที่ สนามกอล์ฟDinasty อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม (ดูลิ้งค์แผนที่)

โดยมีค่าธรรมเนียม ค่ากรีนฟี ค่าแค็ดดี้ รวมอาหารเย็น ก๊วน VIP 15,000 บาท/ก๊วน ก๊วนทั่วไป 12,500 บาท/ก๊วน ซึ่งราคานี้นับว่าถูกมากๆหากเทียบกับการจัดกอล์ฟการกุศลทั่วไปที่จะขายก๊วนละขั้นต่ำ25,000-50,000บาท ก๊วนละ 5 ท่าน(กรณีไม่มีก๊วน หรือไม่ครบก๊วน เพียงท่านละ 2,500 บาท ผู้จัดจะจัดหาให้ครบก๊วน ล้วนแต่พี่น้องเรา จะได้รู้จักผูกไมตรีกันไว้

วิธีสำรองการเข้าร่วมงาน หรือสอบถามการร่วมงาน-ติดต่อ "คุณปุ้ย" วัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ ติดต่อ: โทรศัพท์มือถือ 082-6301700 หรืออีเมล์ hwacharaporn@yahoo.com และ freeprisonproject@gmail.com

วิธีชำระเงิน-โอนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผ่านชื่อบัญชี วัชราภรณ์ หวลธรรม ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเมืองทองธานีเซ็นเตอร์ 2 เลขที่บัญชี 402-293346-1 จากนั้นแจ้งการโอนมาที่อีเมล์ หรือทางมือถือคุณปุ้ย เพื่อยืนยัน

เพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการนี้ กรุณาจองและชำระล่วงหน้าได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อจะได้มีเงินชำระค่าสนามและค่าทดรองใช้จ่ายล่วงหน้า

พิเศษสำหรับท่านที่ไม่ใช่นักกอล์ฟ แต่ประสงค์เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารเย็นที่คลับเฮาส์ เพียงท่านละ 500 บาท ในงานพบปะกันเองและการปราศรัยจาก พันเอกดร.อภิวันท์ วิริยะชัย พร้อมพริตตี้เสื้อแดงแท้ๆ และของรางวัลมากมาย

ทั้งนี้คณะผู้จัดงานขอเชิญชวนท่านนักกอล์ฟ ผู้รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยทั้งมวลได้โปรดให้การสนับสนุนเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันกอล์ฟการกุศลในครั้งนี้ เพราะนอกจากท่านจะได้รับความเพลิดเพลิน ได้ออกกำลังกายตามปกติแล้ว ท่านยังจะได้มีส่วนช่วยทีมงานทนายความอาสาให้มีเงินทุนทำงานเพื่อช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง และเป็นการตอกย้ำคำว่า"เราไม่ทอดทิ้งกัน"ให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ


กิจกรรมกอล์ฟการกุศลเพื่อเสรีภาพนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้ จะเป็นกิจกรรมที่ คณะผู้จัดงานปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้เป็นกิจกรรมที่ท่านจะบอกกับตัวเองว่า นี่เป็นกิจกรรมที่"ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท่านไม่มีสิทธิ์จะพลาด"...

เตรียมพร้อม มาร่วมกัน สานฝันของเราปลดปล่อยเหยื่ออยุติธรรม ปลดปล่อยประเทศชาติสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

คุณสายลมรัก แห่งกลุ่มRed Cyber ผู้ร่วมจัดกิจกรรมกอล์ฟการกุศลครั้งนี้กล่าวว่า นี่เป็นกอล์ฟการกุศลครั้งที่่ 4 ที่ทางRed Cyberได้ดำเนินการจัด และได้รับความอนุเคราะห์ จากนักกอล์ฟเสื้อแดง อย่างดียิ่งทุกครั้ง

การนี้ กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกท่านทั้งหลาย คงให้ความอนุเคราะห์ ในการระดมพลรวมพลังออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือ ร่วมงานเลี้ยงตอนเย็น(อย่างเดียว) อีกครา

สำหรับนักกอล์ฟมือใหม่ มือเก่า หรือมือกลางเก่ากลางใหม่ ไม่ต้องกังวล งานนี้ไม่เน้นผลสกอร์ แม้จะมีถ้วยรางวัลให้ 4 ถ้วย ขอแค่ออกรอบ กับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ก็มีความสุขใจอย่างที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ


****

เวบไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์รายงานความก้าวหน้าในการระดมทุน และการช่วยเหลือคดีพี่น้องนักโทษเสื้อแดง

-รู้จักสำนักกฎหมาย “ราษฎรประสงค์”ทนายอานนท์ นำภา

-รู้จักโครงการกิจกรรมGolf4freedom เพื่ออิสรภาพนักโทษเสื้อแดง

ดร.สุเมธถามสื่อนอกตีข่าว"กษัตริย์ไทย"รวยสุดในโลกเจตนาอะไร ยันทรัพย์สินไม่ใช่ของพระองค์ ตอกฝรั่งก็โง่

ที่มา Thai E-News




มติชนออนไลน์รายงานว่า ที่งานวันเกี่ยวข้าวธรรมศาสตร์ (ปีที่ 5) ณ แปลงนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข่าวที่เว็บไซต์แวนคูเวอร์ซัน ของประเทศแคนาดา รายงานพระมหากษัตริย์ไทยครองอันดับหนึ่งผู้นำที่รวยที่สุดในโลก ว่า คนที่ไปแพร่ข่าวอะไรต่ออะไร ถามจริงๆ มีเจตนาอะไรหรือเปล่า เจตนาของสื่อคืออะไร ตนอยากตั้งคำถามกลับไปด้วย ถ้ารายงานด้วยความปกติก็ไม่มีปัญหาอะไร เข้าใจข้อมูลที่ได้รับไหมว่า คืออะไร เพราะฝรั่งบางทีอย่าคิดว่าฉลาดเสมอไป ฝรั่งโง่กันก็เยอะ

"ผมก็เรียนจบเมืองนอกมาก็โง่เหมือนกัน คำว่าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (The Crown Property Bureau) น่ะมันคืออะไร ถ้าจะดูว่าท่านรวยจริงหรือไม่จริง ต้องดูที่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ อันนั้นใช่ของพระองค์จริงๆ เขาสืบทอดกันมาอย่างไร เหมือนอย่างเราสมบัติตกทอดมาถึงลูกถึงหลาน อันนั้นล่ะใช่ แต่ทำให้มันยุ่งปนเปกันหมด"

"ของหลวง หมายความว่า ของรัฐ แต่ฝรั่งมาเห็นตราเข้าก็ตาย (ล่ะ) ของพระเจ้าแผ่นดิน แน่นอนที่สุด จริงๆ กระทรวงการคลังดูแล ประธานของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นั่นคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ใช่สมบัติของพระองค์ มันเป็นของสถาบัน มีการตั้งคณะกรรมการ มีอะไรต่างๆ อย่างนี้ขยายความหรือเปล่า แพร่ไปอย่างนี้ หลายคนก็มันส์มือล่ะ พูด เขียนไปต่างๆ นานา รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร ทรัพย์สินส่วนพระองค์อันนี้ของท่าน แล้วไปดูสิบ้านช่อง (วัง) ของท่าน อย่าว่าแต่มหาเศรษฐีต่างประเทศเลย มหาเศรษฐีในเมืองไทยรวยกว่าท่านเยอะ แล้วบอกรวยที่สุดในโลกได้อย่างไร สติไม่ดี" ดร.สุเมธกล่าว

เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนากล่าวว่า จากที่ตนได้มีโอกาสถวายงานส่วนพระองค์ ก็เห็นอยู่ว่าทรงใช้จ่ายน้อยที่สุด แล้วเวลาพูดถึงเรื่องประหยัด อะไรต่ออะไร เราก็นึกและพูดถึงท่านกันทุกที

"ในมุมกลับนี่ก็แปลกนะ กับข่าวที่บอกรวยที่สุด ดูชีวิตพระองค์ท่านสิ ท่านอยู่วังเล็กๆ ใช้ของประหยัด กลายเป็นต้นแบบความพอเพียง ข่าวสองข่าวมันขัดกันในตัวเองอยู่แล้ว อันนี้ก็ต้องฝากสื่อไปเหมือนกัน สื่อเข้าใจบทบาทของตัวเองผิด ข่าวเป็นอย่างนี้ อย่างนั้นก็สื่อกันไป ในเมืองไทยข้อมูลก็รู้อยู่แก่ใจ ตนไม่เชื่อว่าสื่อเป็นคนโง่ เพราะถ้าโง่จะเป็นสื่อมวลชนไม่ได้"

ส่วนกรณีที่ปัจจุบัน มีคนนำเรื่องสถาบันมาพูดวิพากษ์วิจารณ์ตามที่สาธารณะมากขึ้น โดยเฉพาะกับทางสังคมออนไลน์ อย่างเช่นเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์กันอย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้งมากขึ้นนั้น ดร.สุเมธกล่าวว่า "ไอ้พวกนี้มีตัวตนที่ไหน อยากด่าใครก็ด่า เพราะฉะนั้น ในโลกออนไลน์จะสื่ออะไรก็ได้ทั้งนั้น ขืนเราเอามาเป็นสาระ ผมว่ารกสมอง"

เมื่อถามว่า ได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ล่าสุดเมื่อไหร่ ดร.สุเมธกล่าวว่า เมื่อสองเดือนที่แล้ว ท่านก็ทรงพระเกษมสำราญดี แต่อาจจะมีพระอาการของหลังที่ยังคงไม่ปกติ ทำให้พระราชดำเนินไม่สะดวก แต่ท่านก็ยังทรงงานอยู่ตลอด มิเคยได้หยุด เรื่องน้ำ ดิน อากาศ และทุกข์สุขของประชาชน

*********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-สนง.ทรัพย์สินฯ:คนมองว่าพระเจ้าอยู่หัวมีที่ดินมากมายทำไมไม่เอามาแจกคนจน นั่นเพราะเข้าใจผิด

-สื่อแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทย ติดอันดับ 1 ผู้นำรวยที่สุดในโลก

-Forbesเทิดพระเกียรติในหลวงเป็นกษัตริย์มั่งคั่งที่1ของโลก3ปีซ้อน

-Bloomberg:กษัตริย์ไทยครองแชมป์อันดับ1ในตลาดหุ้นไทย

-Bloomberg:การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เซียนหุ้นต่างชาติหยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย

-สมเด็จพระเทพฯเสด็จเปิดโรงแรมสยามเคมปินสกี้ ซึ่งสำนักงานทร้พย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

-รัฐมนตรีอินเดียเผยราชวงศ์ดูไบกับไทยสานพระราชไมตรีเล็งร่วมลงทุนสวนสนุก2แสนล้านรูปี

-กระทรวงต่างประเทศชี้แจงกรณี:บทความพิเศษของนิตยสาร Forbes เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด

-สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สมบัติของใคร? : รัฐ หรือ กษัตริย์

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ว่าด้วยการ"นิยาม"และการปฏิบัติบางประการเรื่อง "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ในบทความนี้ดร.สมศักดิ์ชี้ว่า

"พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2491 ยกอำนาจในการควบคุม "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" กลับไปให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการยกเลิกการแยกแยะว่า "อันไหนเป็นส่วนพระองค์ อันไหนเป็นส่วนพระมหากษัตริย์" นั่นคือ ทำให้ "ทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์" มีฐานะเป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ไป ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐ (ถ้าเป็นของรัฐ จะต้องให้รัฐจัดการ และในเมือรัฐเป็นรัฐประชาธิปไตย การจัดการนั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้ accountability เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของรัฐ)


-สุเมธ นายกสภามหาวิทยาลัยภูมิใจคือย้ายธรรมศาสตร์พ้นท่าพระจันทร์:มหาลัยใหญ่โตเหวย! มืดจริงหนอสถาบันอันกว้างขวาง

แผน7ขั้นปั้นหมาให้เป็นเสือ

ที่มา Thai E-News



แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน นับเป็นแผนแม่บทที่ระดับนำขององค์กรกู้ชาติรัฐปัตตานี นำไปเผยแพร่ ชี้นำ ให้กับสมาชิกระดับสำคัญขององค์กรทราบ เป็นระยะ ๆ ตลอดมา โดยตั้งเป้าจะปฏิวัติสำเร็จในปี 50 แต่ที่มท.3ให้สัมภาษณ์ว่า ปี 54 นี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 พูดยังกับว่า ท่าน มท.3 เป็นคนขยายเวลาแผนขั้นบันได 7 ขั้นให้กับกลุ่มก่อการร้ายเสียเอง


โดย ปาแด งา มูกอ
24 กุมภาพันธ์ 2554

อ่านข่าวการให้สัมภาษณ์ของ มท.3 แล้ว นึกห่วงเหตุการณ์ชายแดนใต้จริงๆ แบบนี้เข้าลักษณะเอาน้ำมันไปราดกองไฟ ให้ขี้เถ้าที่มันกำลังจะมอดไปแล้วกลับลุกเป็นไฟขึ้นมาใหม่

นี่แหล่ะที่โบราณเขาบอกว่า “ปั้นหมาให้เป็นเสือ”

คำสัมภาษณ์ของ มท.3 (ถาวร เสนเนียม) ที่ว่า

“...ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็ทราบดีว่า ในช่วง ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ทางเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ก็ระมัดระวัง งานการข่าวก็เป็นที่เชื่อถือได้ งานการป้องกันก็ระวังกันอย่างเต็มที่ แต่การที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้แทรกเข้ามาก่อเหตุในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 10 วัน เกิดขึ้น 2 ครั้ง ทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนการปฏิบัติงานร่วมกัน ระหว่างพลเรือน ตำรวจ และ ทหาร สำหรับการเกิดเหตุคาร์บอมบ์ และเหตุระเบิดหลายต่อหลายครั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คาดว่า น่าจะเป็นการเชื่อมโยงกันของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ และ เป็นการดำรงความมุ่งหมายไปแนวทางเดียวกัน...”


ขอประทานโทษน่ะครับ ท่าน มท.3 ถ้าไม่รู้จริง ช่วยกรุณาสงบปากไว้หน่อย ไหว้เหอะ อายเขาครับ และมันจะเข้าตำราโบราณที่ว่า “อาศัยเสือจนเป็นหมา”

ไอ้ที่ว่า ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ นั้น บันไดที่ไหนครับ บันไดบ้านท่าน หรือบันไดที่กระทรวงมหาดไทย

ถ้าอยากทราบความจริง จะอธิบายให้ฟัง ไอ้เรื่องบันได หรือ บรรลัย

เอาขั้นที่ 6 ขั้น 7 ตามที่ให้สัมภาษณ์ก่อน หลังจากนั้นจะได้ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบบันไดทั้ง 7 ขั้นเลยครับ

ขั้นที่ ๖ “เตรียมพร้อมปฏิวัติ” ความหมาย เป็นการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่ จชต. เหมือนกับการแตก/กระจาย ของดอกไม้ไฟ “จุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” โดยกำหนดให้ปฏิบัติในปี ๒๕๔๗ คล้ายกับ “วันเสียงปืนแตก” ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต

ทั้งนี้ยังมีคำกล่าว ที่คล้ายคลึงอีกว่า “ ในปี ๔๗ จะเป็นปีที่ดอกลองกองผลิดอกออกพร้อมกัน ”

ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏและพิสูจน์ได้ เช่น กรณีเกิดเหตุการณ์มากมายใน ปี ๔๗ จนถึงปัจจุบัน สอดคล้องกับข้อความข้างต้น (แต่มันก็ได้ผ่านพ้นมาแล้ว ย่างเข้าปีที่ 7 ในปี 2554 )

ขั้นที่ ๗ “จัดตั้งการปฏิวัติ” หรือ “ก่อการปฏิวัติ” เป็นแผนงานที่เดิมกำหนดจะกระทำในปี ๒๕๔๘ แต่ด้วยความไม่พร้อมของจำนวนกองกำลัง และจำนวนแนวร่วม ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และมีความเป็นไปได้ว่าขยายไปอีก ๒ ปี ข้างหน้า

กล่าวคือ จะก่อการปฏิวัติในปี ๒๕๕๐ (มันก็ผ่านมาแล้ว 3 ปี) กรณีกำหนดปี ๔๘ เป็นปีก่อการปฏิวัติ มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนจากเอกสารที่ยึดได้จากปอเนาะญีฮาด ในครั้งการบรรยายของ อุสตาซอาหมัด เมื่อ ๗ ธ.ค.๔๑ ภาพก่อการปฏิวัติที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นภาพการต่อสู้ของนักต่อสู้เพื่อรัฐปัตตานี ที่ทำการโจมตีด้วยกองกำลังต่อกลไกรัฐเต็มพื้นที่ จชต. ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สื่อมวลชนแพร่กระจายข่าวไปทั่วโลก และหวังผลต่อการเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวโดย UN เช่น ติมอร์ตะวันออก หรือประเทศอื่นๆ จนท้ายสุดเป็นการลงประชามติของประชาชนว่า จะเป็นประชาชนของฝ่ายใด

ซึ่งประเด็นสำคัญสุดท้ายนี่เอง ที่กลุ่มก่อความไม่สงบประเมินแล้ว ความไม่พร้อมของมวลชนที่ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาด จึงต้องขยายเวลาการก่อการปฏิวัติไปอีก ๒ ปี คือปี 2550

แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน นับเป็นแผนแม่บทที่ระดับนำขององค์กรกู้ชาติรัฐปัตตานี นำไปเผยแพร่ ชี้นำ ให้กับสมาชิกระดับสำคัญขององค์กรทราบ เป็นระยะ ๆ ตลอดมา จึงนับ ได้ว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ทุกหน่วยงานของรัฐ ต้องศึกษาวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวคิด/แนวทางปฏิบัติสำหรับตอบโต้ทำลายแผนดังกล่าว มิให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างเป็นรูปธรรม.

มท.3 ตาสว่างขึ้นรียังครับ แล้วดันไปเอาข้อมูลของลูกน้องตัวไหนที่บอกให้ท่านมาสัมภาษณ์ว่า ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

พูดยังกับว่า ท่าน มท.3 หรือลูกน้องท่านเป็นคนขยายเวลาแผนขั้นบันได 7 ขั้นให้กับกลุ่มก่อการร้ายเสียเอง จริงไหมครับท่านผู้อ่าน

เอาล่ะครับที่นี้สำหรับท่านผู้อ่านโดยเฉพาะครับ (มท.3 ไม่เกี่ยว)

แผนบันได 7 ขั้น

ตรวจพบครั้งแรกเมื่อ 1 พฤษภาคม 2546 หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักนายมะแซ อุเซ็ง อาจารย์สอนศาสนาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม “สัมพันธ์วิทยา” บ้านเจาะเกาะ ตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเอกสาร “แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน” ได้อีกหลายครั้ง ล่าสุดยึดได้จากโรงเรียน “ปอเนาะญีฮาด” หรือ โรงเรียนญีฮาดวิทยา บ้านท่าด่าน ตำบลตะโล๊ะกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2548

กลุ่มก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะ BRN Coordinate ซึ่งสมาชิกระดับแกนนำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีสถานภาพเป็นผู้นำศาสนาในทุกระดับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ดำเนินการทางลับโดยการใช้แผนสู่ความสำเร็จ (บันได 7 ขั้น) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 โดยการชักชวนเยาวชนทั้งในและนอกโรงเรียนเข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก และเรียกตัวเองว่า “Pejuang” (เปอยูแว/ยูแว) แปลว่า “นักต่อสู้ของกลุ่มเยาวชนกู้ชาติปัตตานี” (Pemuda Merdeka Patani) ขององค์กรกู้ชาติปัตตานี (Pejuangan Merdeka Patani)

กลุ่มนักสู้เหล่านี้เป้นนักต่อสู้รุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกอบรมบ่มเพาะ สร้างจิตสำนึกให้เคียดแค้นชิงชังคนต่างศาสนา มีอดุมการณ์การต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา มาตุภูมิ เคร่งครัดศาสนา เป็นที่ยอมรับของสังคม และมีความกระหายที่จะต่อสู้ตามแนวทางศาสนา (ญีฮาด) และอิสรภาพอันชอบธรรมเพื่อรัฐปัตตานี

ทั้งนี้องค์กรกู้ชาติปัตตานีได้ขับเคลื่อนตามแผนการปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (บันได 7 ขั้น) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเตรียมคน จังตั้งองค์กรควบคุม ขยายเครือข่ายและสมาชิก พร้อมทั้งได้กำหนดห้วงปีที่จะปฏิบัติอย่างชัดเจน

ความหมายของแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (แผนบันได 7 ขั้น)

ผลการแปลเอกสารภาษามาลายู และอาหรับโดยผู้รู้เกี่ยวกับภาษาระบุว่าแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอนถูกกำหนดมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) โดยมุ่งใช้เยาวชนเป็นกลุ่มปฏิบัติการทั้งทางทหาร ประชาสัมพันธ์ และโฆษณาชวนเชื่อ โดยแผนดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 ขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 5 เป็นห้วงของการจัดตั้งและดำเนินงาน เพื่อสร้างความพร้อมของคน องค์กร และอุดมการณ์

ส่วนที่ 2 ขั้นที่ 6 ถึงขั้นที่ 7 เป็นขั้นการปฏิวัติ เพื่อความสำเร็จของการกู้ชาติปัตตานี

ขั้นที่ 1 การสร้างจิตสำนึกมวลชน

เป็นการปลุกระดมมวลชนให้สำนึกถึงความเป็นชาวมลายู ความยึดมั่นในศาสนาอิสลาม และเน้นความเป็นชาติ/รัฐปัตตานีในอดีตที่จะต้องต่อสู้เอาดินแดนคืนโดยมักจะยกเป็นประ เด็นการกวาดต้อนชาวมลายูไปยังกรุงเทพ และบังคับให้ใช้มือเปล่าขุดคลองแสนแสบ รวมทั้งอ้างคำสอนในคัมภัร์อัลกุรอ่านมาประกอบ

ขั้นที่ 2 การจัดตั้งมวลชน

เป็นการจัดตั้งแนวร่วม ซึ่งมักดำเนินการระหว่างสอนศาสนาต่อเยาวชน เยาวชนในที่นี้หมายถึงผู้ที่มีอายุในระหว่าง 18-35 ปี และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงการอ่าน “คุปตะเบาะห์” ในวันศุกร์ หรือ “ละหมาดใหญ่” ตามมัสยิด ส่วนในโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนเด็กเล็กก่อนวัยเรียน/อนุบาล ปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะมอบให้ครูสอนศาสนาที่ผ่านการบ่มเพาะมาในระดับหนึ่งแล้วเป็นผู้ดำเนินการ

จากนั้นจะพัฒนาให้นักเรียน/นักศึกษาเหล่านี้ผู้ปฏิบัติ โดยอาจให้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ (ที่ปรากฎหลักฐานคือการไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยในเมือง บันดุง เมดาน ยอร์คจาร์กาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย) ซึ่งนักศึกษาเหล่านี้นอกจากจบการศึกษาทางวิชาการแล้วยังได้ผ่านการฝึกหลักสูตรด้านการทหารมาอีกด้วย

จากนั้นจะส่งมวลชนจัดตั้งเข้าเป็นคณะกรรมการต่างๆเช่น คณะกรมมการอิสลามประจำจังหวัด คณะกรรมการมัสยิด คณะกรรมการหมู่บ้าน และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งเข้าครอบงำสหกรณ์ที่ภาครัฐส่งเสริมให้ประชาชนได้รวมกลุ่มดำเนินกิจการเพื่อพึ่ง ตนเอง เช่น สหกรณ์หมู่บ้าน ซึ่งจะมีการเก็บเงินรายได้ส่วนหนึ่งเข้าขบวนการอันเป็นการสร้างเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ควบคู่กันไป ส่วนสมาคมหรือชมรม (รวมถึงด้านกีฬา) ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ต้องการเข้าครอบงำด้วย

ขั้นที่ 3 การจัดตั้งองค์กร

เป็นการจัดตั้งองค์กรอำพรางในการปฏิบัติ ทั้งเพื่อการควบคุมมวลชนและแหล่งเงินทุน เช่น การจัดตั้งชมรมตาดีกา โดยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสใช้ชื่อว่า “PUSAKA” (Pusat Kebajkan Tadika) พื้นที่จังหวัดปัตตานีใช้ชื่อว่า “PUSTAKA” พื้นที่จังหวัดยะลาใช้ชื่อว่า “PERTIWI” พื้นที่จังหวัดสงขลาใช้ชื่อว่า “PUTRA” และพื้นที่จังหวัดสตูล ใช้ชื่อว่า “PANTAS” เพื่อควบคุมโรงเรียนตาดีการที่ยินยอมเข้ามาอยู่ในองค์กร

ซึ่งการควบคุมองค์กรเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ทางการเมืองต่อระดับแกนนำในพื้นที่เหล่านั้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งองค์กรบังหน้าอื่นๆอีกหลายรูปแบบ เช่น จัดตั้งสหกรณ์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุน เป็นต้น

ขั้นที่ 4 การจัดตั้งกองกำลัง

ในขั้นนี้มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเยาวชน เป็นกองกำลังที่อยู่ประจำหมู่บ้านตามภูมิลำเนาโดยเฉพาะในหมู่บ้านสีแดง (ประมาณ 257 หมู่บ้าน) โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งกองกำลังดังกล่าวให้ได้ 30,000 คน

ระดับเยาวชนคอมมานโดเป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกจากลุ่มเยาวชนทหารนำไปฝึกยุทธวิธีหน่วย ทหารขนาดเล็ก (Runda Kumpulan Kecil/RKK) และยุทธวิธีด้านอื่นๆเพิ่มเติม สมาชิกระดับคอมมานโดจะได้รับมอบภารกิจด้านการก่อเหตุร้าย ซึ่งทั้งการลอบยิง ลอบวางระเบิด และลอบโจมตี โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งให้ได้ 3,000 คน กระจายอยู่ในเขตปกครองใหม่ 3 เขต (เขตการปกครองขององค์กรกู้ชาติปัตตานี) เขตงานละ 1,000 คน

และ ระดับกองกำลังระดับผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ควบคุมและครูฝึกกองกำลังคอมมานโด กลุ่มเหล่านี้บางคนผ่านการฝึกมาจากต่างประเทศ มีขีดความสามารถค่อนข้างสูง เคยผ่านการปฏิบัติจริงมาแล้วและมีจิตใจต่อสู่เพื่อองค์กรที่แน่วแน่ โดยมีเป้าหมายกำหนดไว้ 300 คน คัดเลือกจากเยาวชนคอมมานโดและผู้ที่ผ่านการฝึกจากต่างประเทศแล้ว

ขั้นที่ 5 การสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม

การปฏิบัติขั้นนี้ มุ่งเน้นการสร้างอุดมการณ์ความเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน (ความเป็นมาลายู)ที่จะต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รัฐปัตตานีคืนมาโดยการผนึกกำลังของชนชาติพันธุ์มาลายูที่เป็นชาวไทยมุสลิมทุกสถานะ/อาชีพ ซึ่งรวมถึงข้าราชการพลเรือน ตำรวจทหารที่เป็นมุสลิม และชาวมาเลเซีย ที่สำคัญผู้ที่ได้รับการปลุกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมแล้วจะต้องเคยผ่านการปฏิบัติจริง (การก่อเหตุร้ายไม่ว่าในลักษณะใดตามเงื่อนไขและระดับความรับผิดชอบ)

ขั้นที่ 6 การเตรียมพร้อมปฏิวัติ

เป็นขั้นตอนการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เหมือนการแตกกระจายของดอกไม้ไฟ หรือเรียกว่า “การจุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” เพื่อการเคลื่อนไหวใหญ่

ขั้นที่ 7 การจัดตั้งการปฏิวัติ หรือ การก่อการปฏิวัติ

เป็นการต่อสู้ขั้นสุดท้ายและใช้การโจมตีประกอบด้วยกองกำลังต่อกลไลรัฐเต็มพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สื่อมวลชนแพร่กระจายไปทั่วโลก และหวังผลให้ประชาคมระหว่างประเทศโดยเฉพาะองค์การสหประชาติหรือองค์กรมุสลิม ในระดับโลกเข้ามาแสดงบทบาทในการแก้ปัญหาดังกล่าว จนนำไปสู่การลงประชามติของประชาชนเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชและจัดตั้งรัฐปัตตานีขึ้นในที่สุด

ซึ่งตามแผนการเดิมขั้นตอนนี้กำหนดจะกระทำในปี พ.ศ.2548 แต่ด้วยความไม่พร้อมของจำนวนกองกำลังแนวร่วมและอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และต้องขยายแผนนี้ออกไปอีกระยะหนึ่ง


ผู้ต้องสงสัย?-นายมะแซ อุเซ็ง หรือ อุสตาซแซ(ภาพบน)แกนนำกองกำลังBRN Co-ordinate ภาพซ้ายเป็นภาพเก่าที่ทางการไทยออกหมายจับ ส่วนภาพด้านขวาเป็นรูปในปัจจุบัน (ภาพล่าง)โดยภาพล่าสุดนั้นขยายจากภาพถ่ายร่วมกับนายนัจมูดดิน อูมา ส.ส.นราธิวาส ภาพนี้เชื่อกันว่าถ่ายในมาเลเซีย อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ฝีมือคาร์บอมบ์หนล่าสุดที่ยะลาไม่ใช่ฝีมือของอุสตาซแซ


จากเอกสารดังกล่าวข้างต้น จนกระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ยังไม่ปักใจเชื่อหรือหลงกลเชื่อว่า เอกสารที่ว่าค้นพบในบ้านพักนายมะแซ อุเซ็ง นั้น จะเป็นเอกสารที่อาจเรียกได้ว่า “โคตรของโคตรความลับ” ท่านมะแซ จะสะเพร่าวางไว้จนเจ้าหน้าที่ค้นพบได้เชียวหรือ

หรือว่า เจ้าหน้าที่เขียนเอง ร่างเอง ฮั่นแน่เสียวหลังวูบเข้าแล้วไหมล่ะ แต่หากจะให้ผมเชื่อหรือท่านผู้อ่านเชื่อ ก็ต้องรอให้ท่านมะแซ อุเซ็ง มาเขียนให้ดูหน่อยว่าบันไดที่ท่านเขียนนั้น มันเป็นบันไดจริงหรือบันไดลิง ตรงกับต้นฉบับจริงรึเปล่า

มะแซ อุเซ็ง ทราบแล้วโปรดตอบรับด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง


แนวร่วม การสนับสนุน

ผู้ที่ให้การสนับสนุน ต่อกองกำลังติดอาวุธ ที่เคลื่อนไหว ในเขตไทย ส่วนใหญ่ เป็นเครือญาติ ที่มีผลประโยชน์ ร่วมกัน หรือถูกบังคับ การสนับสนุน ต่อกองกำลัง ติดอาวุธ เพื่ออุดมการณ์

มีเพียงส่วนน้อย ที่จะได้รับ การสนับสนุน จากต่างประเทศ เดิมมีหลายประเทศ ที่ให้การสนับสนุน แต่ปัจจุบันเหลือน้อยมาก และ เป็นการสนับสนุน ของบุคคล ที่ไม่เกี่ยวข้อง กับภาครัฐ ผู้มีอิทธิพล และกลุ่มแอบอ้าง ทางการเมือง และศาสนา

จากการก่อการร้าย และความไม่สงบ ในพื้นที่ จังหวัด ชายแดน ภาคใต้ เมื่อตรวจสอบ ข้อเท็จจริง แล้วพบว่า ผู้ที่อยู่ เบื้องหลัง หรือผู้ที่บงการ มักจะเป็นผู้กว้างขวาง หรือผู้มีอิทธิพล ในพื้นที่ ซึ่งอาจจะมีส่วนร่วม กับนักการเมือง และ ข้าราชการบางคน

ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้กระทำ หรือผู้ก่อเหตุ ส่วนใหญ่ เป็นผู้ต้องคดี ผู้ติดยาเสพย์ติด แนวร่วม จกร. หรือ กองกำลัง ติดอาวุธ ของ จกร. ซึ่งเบื้องหลัง ของกลุ่มบุคคล ดังกล่าวนี้ มักมีความสัมพันธ์ ทางใด ทางหนึ่ง ประกอบกับ เกิดปัญหา ความขัดแย้ง ด้านแนวทาง ในการปฏิรูป แนวทาง ศาสนา ของกลุ่มบุคคล หรือผู้นำ ศาสนา ในบางพื้นที่ รวมทั้ง ปัญหา ความขัดแย้ง ทางด้านการเมือง ปัญหาดังกล่าว ผสมผสาน เป็นความ ไม่สงบ เรียบร้อย ความไม่ปลอดภัย ในชีวิต และทรัพย์สิน

กลุ่มโจร มิจฉาชีพ มีการจัดตั้งกลุ่ม เช่น กลุ่มมูจาฮีดีน อิสลาม ปัตตานี เคลื่อนไหว ก่อเหตุร้าย ก่อกวน สร้างความ ไม่สงบ หลายครั้ง เพื่อยกระดับ กลุ่มโจร มิจฉาชีพ ให้ จกร. ยอมรับว่า มีอุดมการณ์ แบ่งแยก ดินแดน เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น ยังมีกลุ่ม มือปืนรับจ้าง และผู้หลบหนี คดีอาญา มาก่อเหตุร้าย หรือข่มขู่ กรรโชกทรัพย์ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์

สถานการณ์ในพื้นที่

เหตุร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ มีทั้งจากการ ปะทะจากโจรก่อการร้าย โจรมิจฉาชีพ กลุ่มผลประโยชน์ และ เรื่องส่วนตัว แต่ลักษณะการก่อเหตุร้าย จะคล้ายกัน จึงทำให้เข้าใจว่า เป็นคนร้าย กลุ่มเดียวกันทำ หรือที่ที่เหตุร้าย จะกระจาย ไปใน หลายพื้นที่ ไม่เน้นหนัก ในพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่ง ส่วนใหญ่ จะเกิด นอกเขตชุมชน รองลงมา ในเขตเทศบาล ของพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี ส่วนสงขลา และสตูล มีเหตุการณ์น้อยมาก

แนวโน้ม สถานการณ์ ก่อความไม่สงบ

โดยเฉพาะ การก่อเหตุร้าย จะยังคงมีต่อไป แต่ด้วยการปฏิบัติการ ทางยุทธการ ของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ทำให้ฝ่าย จกร. ระดับกองกำลัง ติดอาวุธ หลายคน ต้องสูญเสีย จากการปะทะ และถูกจับกุม เป็นผลให้ จกร. ได้มีการพัฒนา และเปลี่ยนรูปแบบ ในด้านการดำเนินการใหม่

โดยระยะหลัง ได้เน้นหนัก ทางด้าน สังคมจิตวิทยา และการข่าว ซึ่งบางครั้ง อาศัย สถานการณ์ ที่เกิดขึ้น ปล่อยข่าว ให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ เกิดความสับสน และสร้างความแตกแยก ให้เกิดขึ้น ระหว่าง หน่วยงาน ของรัฐ เพื่อเป็นการ ดำรง รักษา สภาพ จกร. เอาไว้ และขยาย แนวร่วม เพื่อให้ความสนับสนุน

สำหรับ การก่อการร้าย สร้างผลงาน แสดงอิทธิพล แสวงผลประโยชน์ นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มอื่น สถานการณ์ เพื่อก่อเหตุร้าย เพื่อรักษา ผลประโยชน์ ของบุคคล หรือของกลุ่มต

อุณหภูมิเปลี่ยนปลาวาฬเกยตื้นตายอนาถ

ที่มา Thai E-News


เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตอนกลาง จ.ชุมพร และศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 ชุมพร ตรวจสอบซากวาฬบรูด้ายักษ์ เพศเมีย อายุ 6-7 ปี น้ำหนัก 10 ตัน ลำตัวยาว 12.60 เมตร ที่หาดดวด หมู่ 11 ต.คันธลี อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี คาดเสียชีวิตจากอุณภูมิน้ำทะเลร้อนขึ้นทำให้ร่างกายอ่อนแรงจนตาย วันที่ 23 กุมภาพันธ์(ภาพข่าว:มติชนออนไลน์)

'ตูนGAG LAS VEGAS:เสื้อแดงจ๋า..ช่วยลุงแกหน่อย

ที่มา Thai E-News