ที่มา TalkyStory นิวยอร์คไทม์สเปิดเผยถึงโทรเลขทางการทูตจากลิเบีย ซึ่งถูกนำมาเปิดโปงโดยวิกิลีก ทำให้เราพอมองเห็นสภาพรัฐบาลเผด็จการในประเทศนั้น พร้อมกับเข้าใจความโกรธแค้นของประชาชนที่มีต่อการปกครองของนายพลกัดดาฟี มีรายงานในสื่อมวลชนตะวันตกว่า หลังวันปีใหม่ของปี 2009 เซอีฟ กัดดาฟี (Seif Qaddafi) ซึ่งเป็นลูกชายคนหนึ่งของนายพลกัดดาฟี จ่ายเงินหนึ่งล้านเหรียญ เพื่อให้ มารายห์แครี ไปร้องเพลงเพียงสี่เพลงให้ฟัง ที่เกาะ St. Barts ในทะเลคาริบเบียน โทรเลขทางการทูตรายงานว่า เซอีฟ กัดดาฟีได้ปฏิเสธเรื่องนี้ผ่านหนังสือพิมพ์ที่เขาควบคุมอยู่ โดยเขากล่าวว่า เจ้ามือหลักคือ มูอาทัซซิม(Muatassim) น้องชายของเขา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประเทศ โทรเลขทางการทูตยังระบุว่ามูอาทัซซิมผู้นี้เอง ที่ในปี 2008 เรียกร้องเงิน 1.2 พันล้านเหรียญจากประธานบริษัทน้ำมันแห่งรัฐของลิเบีย ทั้งนี้เพื่อจัดตั้งกองกำลังของตนขึ้น ขณะเดียวกัน คามิส (Khamis) น้องชายอีกคนหนึ่ง ก็เป็นผู้บัญชาการกองรบพิเศษ ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องระบบเผด็จการอยู่ โทรเลขในปีเดียวกัน ระบุว่าลูกๆของนายพลกัดดาฟี ต่างวิ่งเต้นเพื่อหาตำแหน่ง ขณะที่ผู้เป็นพ่อแก่ตัวลง พร้อมระบุว่า ขณะที่ลูกชายสามคน ต่างแย่งชิงผลประโยชน์จากแฟรนไชส์ของโคคาโคลา นั้น “ลูกๆทุกคนของกัดดาฟี รวมถึงสมุนที่เขาโปรดปราน ล้วนรายได้จากบริษัทน้ำมันแห่งรัฐ และ บริษัทลูกๆที่ทำธุรกิจบริการด้านน้ำมัน” โทรเลขทางการทูตในปี 2010 กล่าวว่า คนหนุ่มสาวชาวลิเบีย มองว่า เซอิฟลูกชายคนที่สองของกัดดาฟี เป็น “ความหวัง” ของอนาคตของลิเบีย หนุ่มสาวเหล่านี้ เห็นว่า เขาเป็นคนมีการศึกษา มีวัฒนธรรม และเป็นคนที่ต้องการเห็นอนาคตซึ่งดีขึ้นของลิเบีย ซึ่งแตกต่างกับพี่น้องคนอื่นๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงอดีต เพราะภายหลังจากที่ประชาชนลิเบียออกมาขับไล่ครอบครัวกัดดาฟีนั้น เซอิฟผู้นี้เอง ที่ออกมาประกาศทางโทรทัศน์ ว่า ลิเบียอาจจะต้องพบกับ “สงครามกลางเมือง” และ ต้องเผชิญกับ “แม่น้ำแห่งสายเลือด” หากประชาชนไม่หันมาสนับสนุนพ่อของตน
โทรเลขทางการทูตในปี 2006 เรียกระบบที่กุมอำนาจรัฐในลิเบียว่า “กลุ่มบริษัทกัดดาฟี (Qadhafi Incorporated)” เพื่อสะท้อนให้เห็นสภาพการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย และการเล่นพรรคเล่นพวกที่แพร่หลายในประเทศนี้
Permalink : http://www.oknation.net/blog/StayFoolish
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, February 25, 2011
ระบบกัดดาฟี ลูกเมียและ บริวาร …. !?!
Thursday, February 24, 2011
"มาร์ค"ลั่นเกิดที่อังกฤษ ถือสัญชาติไทย ตั้งใจทำงานเพื่อชาติ ท้า"แม้ว"กล้าสละสัญชาติหรือไม่
ที่มา มติชน นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณารายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี( ครม.)ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีที่ 1 (วันที่ 30 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2552) ที่รัฐสภา วันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย(พท.) อภิปรายตอนหนึ่งว่า ปัญหาสัญชาติของนายกฯก็เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ขอให้นายกฯตอบตรงๆ ในสภาว่า นายกฯสละสัญชาติอังกฤษแล้วหรือยัง เพราะกฎหมายอังกฤษบอกว่า เกิดในอังกฤษก่อนปี 2526 จะได้สัญชาติอังกฤษทันที และมีหลักฐานว่า นายกฯเกิด 3 สิงหาคม 2507 แต่ลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูตไทยวันที่ 1 เมษายน 2508 ฉะนั้นถ้าไม่ถอนก็จะเป็นคน 2 สัญชาติ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า เรื่องของสัญชาติไม่เคยปิดบังอะไร เกิดที่ประเทศอังกฤษ เมืองนิวคาสเซิล พ่อแม่เป็นคนแจ้งเกิด อยากถามท่านว่าเป็นคนแจ้งเกิดเองหรือไม่ พ่อแม่ไม่ได้อยู่ลอนดอน เมื่อย้ายมาอยู่ลอนดอน จึงได้ไปแจ้งทางการอังกฤษ การที่สงสัยว่าสละสัญชาติอังกฤษนั้น ยอมรับว่าไม่เคยทำเรื่องสละสัญชาติอังกฤษด้วยเหตุผล เป็นการเข้าใจว่าการถือสัญชาติ ถ้าเป็นกฎหมายที่ขัดกัน ก็ให้ถือกฎหมายของไทยเป็นหลัก “ผมเกิดที่อังกฤษ ถือสัญชาติไทย ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศไทย ไม่คิดถือสัญชาติอื่นแล้วไปหาผลประโยชน์ในประเทศอื่น ไม่คิดขอลี้ภัย แล้วไปขอสัญชาติประเทศเขา เพื่อไปหาผลประโยชน์จากประเทศอื่น จะแลกกันไหม ถ้าไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ผมไม่มีปัญหาอยู่ในใจอยู่ในหัวในตัว ผมสละได้ และได้ไปถามนักวิชาการ และ กกต.(คณะกรรมการการเลือกตั้ง) เขาบอกว่าไม่มีปัญหา ถ้าจะไล่ให้ถือสัญชาติเดียวก็ยินดี ถ้าจะให้ผมสละสัญชาติอังกฤษ ผมก็สละได้ แต่คนของท่านที่ถือพาสปอร์ตหลายประเทศ ก็ต้องสละด้วย จะยอมหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ใครสวาปาล์ม 3 เดือน 5,000 ล้าน 3 ล็อตใหญ่ ใคร หนอ"พุงกาง"?
ที่มา มติชน ที่สุดรัฐบาลก็ออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน ด้วยการให้กระทรวงพลังงานนำน้ำมันปาล์มดิบ 15,000 ตัน มากลั่นเป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์บรรจุขวดขายลิตรละ 47 บาท โดยรัฐบาลอุดหนุนราคาให้ลิตรละ 9.50 บาท นอกจากนั้น ยังให้สมาคมโรงกลั่นนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบแยกไขจำนวน 30,000 ตัน โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ควบคุมการนำเข้ามาภายใน 15 วัน ส่วนนี้รัฐบาลชดเชยให้ลิตรละ 5 บาท รวมๆ รัฐบาลต้องชดเชยให้ 200 ล้านบาท นี่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เป็นการแก้ไขปัญหาหลังจากประชาชนเดือดร้อนอย่างหนัก และเป็นการแก้ไขหลังจากที่ "แก๊งสวาปาล์ม" อิ่มหนำสำราญกับน้ำตาของชาวบ้านไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า ปัญหาส่อเค้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 ทำไมไม่ใช้สมองส่วนหน้าในการแก้ไขปัญหา ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรัง เริ่มจากคำถามที่ว่า ทำไมคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ ที่มีรองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธาน จึงปล่อยให้ปาล์มดิบหมดไปจากสต๊อคโดยไม่คิดแก้ไข เพราะก่อนหน้านี้มีการกำหนดสต๊อคไว้คร่าวๆ ว่าต้องมีอย่างน้อยราวๆ 200,000 ตัน เพื่อรักษาสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ หากดูตัวเลขสต๊อคน้ำมันปาล์มในเดือนสิงหาคม 2553 อยู่ที่ 209,659 ตัน ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ในเดือนกันยายน ตุลาคม สต๊อคลดลงเรื่อยๆ จนเหลือล่าสุด 98,015 ตัน ในเดือนพฤศจิกายน 2553 ห้วงนั้น มีเสียงติงไปยังคณะกรรมการนโยบายปาล์ม ว่าให้นำเข้าเพื่อมาเสริมสต๊อค เพราะอดีตการนำเข้า 10,000-20,000 ตัน ก็เคยมีการนำเข้ามาแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการนโยบายปาล์มที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เป็นประธาน ไม่มีการดำเนินการใดๆ ปล่อยให้สต๊อคน้ำมันปาล์มหมดลงไม่เหลือแม้แต่ตันเดียว ในเดือนธันวาคม 2553 นี่คือ "คำถาม" ว่าทำไม รองนายกฯสุเทพถึงปล่อยให้ปาล์มดิบหมดสต๊อค คำถามต่อมาคือ เมื่อรู้ว่าหมด ทำไมไม่เร่งนำเข้าเพื่อเติมสต๊อคให้เต็ม แต่กลับมีการอนุมัติให้ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มจากราคาลิตรละ 36.50 เป็น 47 บาท พ่อค้ากินส่วนต่างจากการกักตุนทันที ลิตรหรือขวดละ 10 บาท นั่นคือ "ผลประโยชน์" ล็อตแรกที่แก๊งสวาปาล์มได้รับ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2553 มีการรับซื้อปาล์มจากเกษตรกรในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลประกาศ กล่าวคือรัฐบาลประกาศราคาขายที่กิโลกรัมละ 11 บาท แต่โรงหีบกลับรับซื้อในราคาแค่ 6 บาท มีส่วนต่างกิโลกรัมละ 5 บาท เมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตต่างๆ ราคาที่โรงหีบอยู่ที่ลิตรละ 37.28 บาท แต่เมื่อส่งไปยังโรงกลั่นน้ำมันพืชต้นทุนอยู่ที่ 50 บาท เพราะคิดตามราคาที่รัฐบาลประกาศคือ 11 บาท ไม่ใช่ราคารรับซื้อจริงจากเกษตรกรคือ 6 บาท เมื่อรวมค่ากลั่น 15 บาท ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ต่ำสุด จะอยู่ที่ลิตรละ 65 บาท ตรงนี้ ว่ากันว่าโรงหีบได้ค่าส่วนต่างมากถึง 12.72-24 บาทต่อลิตร โรงหีบสำคัญๆ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ สุราษฏร์ธานี ชุมพร กระบี่ เนื่องจากทั้ง 3 จังหวัดมีผลผลิตต่อปีมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีโรงหีบ 65-67 แห่ง ปรากฏว่าโรงหีบเหล่านี้ มีเจ้าของที่ใส่ชื่อไขว้กันไปมาแค่ 10 คนเท่านั้น ซึ่งล้วนเป็นนักการเมือง หรือไม่ก็หัวคะแนนของพรรคการเมืองใหญ่ คำนวณกันคร่าวๆ ในช่วงเดือน 2 เดือน ก่อนจะมีการนำเข้าปาล์มในกลางเดือนมกราคม 2554 จำนวน 30,000 ตัน ผลประโยชน์จาก "ค่าส่วนต่าง" ตรงนี้อยู่ที่ 4,000-5,000 ล้านบาท เป็นผลประโยชน์ "ล็อตสอง" ที่แก๊งสวาปาล์มได้รับ คำถามต่อมาก็คือ เมื่อรู้แนวโน้มว่าปาล์มจะขาดแคลน ทำไมยังปล่อยให้มีการส่งออกน้ำมันปาล์มช่วงปลายปี 2553 มากจนผิดปกติ แล้วทำไมเอาปาล์มไปผลิตไบโอดีเซลมากถึง 400,000 ตัน ทั้งที่การผลิตไบโอดีเซลมีแต่ขาดทุน และรัฐบาลต้องอุดหนุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท อีกทั้ง หากดูตัวเลขผลผลิตของปาล์มสดที่ออกมา ในปี 2553 พบว่ามากถึง 8,223,135 ตัน มากกว่าปี 2552 ถึง 60,432 ตัน ตรงนี้ จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะมาบอกว่าทำให้ผลปาล์มดิบขาดตลาด อันเนื่องจากประสบปัญหาอุทกภัยใหญ่ จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จะถูกตั้งคำถามว่า เป็นการ "จงใจ" ทำให้ปาล์มขาดตลาด เพื่อให้ เพื่อนพ้องน้องพี่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เข้าประเป๋า เพื่อใช้ในการกิจกรรมการเมืองหรือไม่ เป็นการตั้งคำถาม อันเนื่องมาจากสงสัย สงสัยในความจริงใจของรัฐบาลที่มีฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเกษตรกรชาวสวนปาล์มมากที่สุด ส่วนการนำเข้า 30,000 ตัน หรือการนำเข้าล็อตใหม่ เป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุของรัฐบาล ถามว่า คนอย่างนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนอย่างรองนายกฯสุเทพ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ และเจ้าของสวนปาล์ม คนอย่างอัญชลี วานิช เทพบุตร เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่คุ้นเคยกับเกษตรกรชาวสวนปาล์มมาทั้งชีวิต รวมทั้งพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีสวนปาล์มเป็นหมื่นๆ ไร่ จะไม่รู้แนวทางการแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลามบานปลายในฐานะคนประชาธิปัตย์เลยหรือ นี่คือ "คำถาม" ที่ทิ้งท้ายไว้เพื่อรอ "คำตอบ" ( จาก น.ส.พ. มติชน )
เปิดใจ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ "ความสูญเสียประชาชนรอช้าไม่ได้"
ที่มา ข่าวสด
สัมภาษณ์พิเศษ
ในที่สุดแกนนำนปช.ทั้ง 7 คนที่ถูกคุมขังก็ได้รับการปล่อยตัว ภายหลังศาลอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว เมื่อ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ท่ามกลางกลุ่มเสื้อแดงมารอรับและให้กำลังใจจำนวนมาก
โดยวางเงินประกันคนละ 6 แสน พร้อมเงื่อนไข 2 ข้อ คือ ห้ามออกนอกประเทศ และห้ามยุ่งเกี่ยวกับม็อบ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. หนึ่งในผู้ได้รับการปล่อยตัว ให้สัมภาษณ์ถึงอิสรภาพที่ได้มาหลังถูกจองจำนานถึง 9 เดือน ตลอดจนแนวทางการเคลื่อน ไหวนับจากนี้
ทบทวนการชุมนุมของนปช.
การต่อสู้เพื่อให้ได้มาเพื่อประชาธิปไตยและความเสมอภาคเท่าเทียมในบ้านเมืองนี้จะต้องพบกับอุปสรรคอีกมากมายรออยู่ข้างหน้า เหตุการณ์เมื่อเดือนเม.ย.และพ.ค.53 พิสูจน์ยืนยันแล้วว่าผู้มีอำนาจหรือผู้ที่ยึดกุมอำนาจอยู่ พร้อมจะทำทุกอย่าง
แม้แต่เข่นฆ่าประชาชนเพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง ทั้งที่อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของประชาชน แต่เมื่อประชาชนเรียกร้องต้องการสิ่งนั้น กลับได้รับชะตากรรมที่โหดร้าย
ดังนั้น เมื่อเราแน่ใจว่าผู้มีอำนาจพร้อมทำทุกอย่างและมีความอำมหิตถึงเพียงนี้ จะต้องมีความละเอียดรอบคอบ เก็บเอาเหตุการณ์ที่ผ่านมาทุกอย่างเป็นบทเรียนพื้นฐานในการเดินไปข้างหน้าต่อไป จะทำให้เรามั่นคงขึ้น ปลอดภัยขึ้น
การต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นการต่อสู้ระยะยาว ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งแล้วยุติ แต่ประชาธิปไตยและความเสมอภาคเท่าเทียมอย่างแท้จริงเท่านั้น จะเป็นปลายทางของคนเสื้อแดง
อาจไม่มาในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ แต่อย่างน้อยที่สุดถ้าประชาชนร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ในการตัดสินใจทางการเมืองในสนามเลือกตั้งก็เป็นก้าวย่างต่อไป แต่ต้องรอบคอบ รัดกุม ไม่สุ่มเสี่ยง
การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาผิดพลาดจนเกิดความสูญเสีย
ในทุกขบวนต่อสู้ ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศ มีทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด หรือข้อบกพร่องที่จะเป็นสิ่งที่ขบวนต่อสู้ต่างๆ จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ที่ผ่านมาสิ่งที่คนเสื้อแดงทำไม่ใช่ความผิดพลาด แต่ไม่นึกว่าจะเผชิญกับความอำมหิต วิธีการที่รุนแรง การเข่นฆ่าล่าล้างขนาดนี้ อย่างเหตุการณ์ที่คอกวัวเมื่อ 10 เม.ย. 53 พอเกิดขึ้นแล้วมีผู้เสียชีวิตกว่า 30 คน บาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้อารมณ์ความรู้สึกโกรธแค้นชิงชังเข้ามามีอิทธิพลต่อการต่อสู้ของเรา
แต่มันไม่ใช่ความผิดพลาด เป็นบทเรียนที่เราต้องเรียนรู้
ต้องปรับแนวทางการเคลื่อนไหวหรือไม่
เป้าหมายกับทิศทางของคนเสื้อแดงมาถูกต้องแล้ว พิสูจน์ได้จากพี่น้องจำนวนมากเข้าร่วมแนวทางการต่อสู้ของเรามากขึ้นทุกวัน ตรงนี้เป็นตัวอธิบาย การประกาศหลักคิดหรือการต่อสู้ที่ไม่สอดรับกับความจริงกับความต้องการของประชาชน วันหนึ่งจะถูกปฏิเสธ
น.พ.เหวง โตจิราการ / วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
ขณะเดียวกันถ้าสิ่งที่เราประกาศออกมาถูกต้อง ตรงกับความต้องการของประชาชน แม้จะเริ่มต้นจากการถูกดูหมิ่นดูแคลน แต่เมื่อเดินมาถึงวันหนึ่งจะพบว่าพลังการต่อสู้มีแต่จะเติบโตขึ้นทุกวัน
มั่นใจว่า 9 เดือนที่ผมอยู่ในเรือนจำ คนเสื้อแดงโตขึ้นทุกวัน แล้วเมื่อออกมาก็โตขึ้นอีก ไม่ใช่โตเพราะอิสรภาพของพวกผม แต่เติบโตเพราะความต้องการเสรีภาพและความยุติธรรมของประชาชน
9 เดือนในเรือนจำเป็นอย่างไร
เป็นช่วงที่เราใช้เวลาทบทวนหลายๆ สิ่งที่ผ่านมา เก็บเกี่ยวศึกษาเรียนรู้แบบอย่างแนวทางการต่อสู้ทั้งของในและต่างประเทศ ได้อ่านหนังสือตำรามากพอสมควร โดยให้ญาติๆ และพรรคพวกที่มาเยี่ยมส่งไปให้
จึงเกิดการทบทวน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กำหนดแนวทางเดินหน้าต่อไป ได้ทำงาน เขียนเพลง เขียนกวี บันทึกความคิด ชีวิตบางช่วงบางตอน
คุ้มหรือไม่ที่ต่อสู้แล้วถูกจับขังจนไม่ได้เจอหน้าครอบครัว
ไม่คิดว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับเราจะอธิบายได้ด้วยคำว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม เราไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อผลตอบแทนที่จับต้องเป็นกำไร หรือความคุ้มค่า หรือการขาดทุน แต่ทำเพื่อให้อำนาจที่เป็นของเรามีอยู่จริง ให้เกิดเป็นจริงขึ้นมาได้
หากประชาชนได้รับชัยชนะ มันไม่มีกำไรหรือขาดทุนแต่เสมอตัว เราสู้เพื่ออำนาจที่เป็นของๆเราอยู่แล้ว แต่ถูกกดขี่เบียดบังไปเท่านั้นเอง
ไม่มีใครต้องการผลประโยชน์ใด เพียงแต่ต้องการเสรีภาพของความเป็นมนุษย์เท่าที่เราควรมี ตามหลักการที่ตกลงกันว่าบ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย
การสูญเสียอิสรภาพของผม ไม่ได้พบลูกเมีย ครอบครัว เทียบไม่ได้เลยกับความสูญเสียของผู้บาดเจ็บผู้เสียชีวิตจำนวนมาก คนเหล่านั้นอาจไม่มีใครรับรู้ ไม่มีใครยืนเคียงข้างให้กำลังใจเหมือนที่พวกผมได้รับมาตลอดระยะเวลา 9 เดือน
แต่คนเหล่านั้นต่อสู้และเสียสละในสิ่งที่ตัวเองคิด ตัวเองเชื่ออย่างนักสู้นิรนาม เป็นผู้เสียสละที่แท้จริง ดังนั้น ผมพร้อมจะเสียสละต่อไป พร้อมเผชิญอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางใดๆ ต่อไป โดยมีความเสียสละของพี่น้องจำนวนมากเป็นพลัง
วางแผนกลับมาเป็นแกนนำต่อไปหรือไม่
ทีมที่ทำหน้าที่ก็ทำได้ดีอยู่แล้ว รูปลักษณ์องค์กรจะปรับโครงสร้างอย่างไร ยังไม่ได้ปรึก ษาหารือกัน แต่คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ มันสำคัญว่าหัวใจและจิตวิญญาณของเรายังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า ถ้าอยู่ที่เดิมก็เดินหน้าตั้งแต่ออกจากเรือนจำ
สิ่งที่ผมจะทำเร่งด่วน 2 เรื่องแรกและต้องลงมือทำทันที คือ ติดตามทวงถามความยุติธรรม เยียวยาผู้บาดเจ็บผู้เสียชีวิตจนถึงที่สุด คดีความของพี่น้องที่สูญเสียต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คดีความที่พวกผมถูกกล่าวหา จะสู้กันจนถึงที่สุด
อีกสิ่งคือเร่งให้มีการประกันตัวทั้งในกทม.และต่างจังหวัด อย่างช้าสัปดาห์หน้าจะเร่งยื่นประกันพี่น้องของเราในต่างจังหวัด แต่ต้องดูข้อกล่าวหา คดี และความเป็นไปได้ด้วย
2 สิ่งนี้ต้องทำทันที เรื่องอิสรภาพและความสูญเสียของประชาชนรอช้าไม่ได้
ผมกลับมาแล้ว อยู่ร่วมเส้นทางกับพี่น้องเสื้อแดงแน่นอน ไม่มีเวลามากังวลว่าใครจะมายื่นถอนประกันหรือจะทำอะไร สิ่งนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าผมตัดสินใจจะเดินหน้าต่อสู้โดยยึดหลักสันติวิธี อหิงสา ผมมีเสรีภาพก็จะทำ
ถ้าต้องกลับเข้าคุกอีกเพียงเพราะต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชา ธิปไตย ผมไม่กังวล อะไรที่ถูกต้องแล้วทำได้ ผมก็จะทำ โดยมีจุดยืน 3 ข้อ คือ
1.พวกผมพร้อมที่จะเดินหน้าไปสู่ความปรองดอง 2.หากมีการรัฐประ หาร พวกผมลุกขึ้นสู้ทันที 3.หากมีการเลือกตั้ง พวกเราพร้อมที่จะต่อสู้ในกรอบกติกาที่มีอยู่ทันที
การชุมนุม 12 มี.ค.เข้าร่วมด้วยหรือไม่
ทุกครั้งที่เสื้อแดงชุมนุม หัวใจผมไปร่วมทุกครั้งอยู่แล้ว แต่คราวนี้คงต้องหารือกับพรรคพวกก่อน แต่การแสดงออกทางการเมืองโดยสงบสันติ ไม่น่ามีปัญหาอะไร ไม่มีเหตุผลที่จะเอาคุกไปขังคนพวกนี้
รัฐบาลระบุเป็นแกนนำก่อการร้ายโดยมีหลักฐานเป็นคลิปปลุกระดม
คลิปนั้นเป็นการปราศรัยที่เขาสอยดาว จ.จันทบุรี พูดในลักษณะว่าหากมีการรัฐประหารแล้วเราจะทำอย่างไร ต่อสู้อย่างไร แล้วก็พูดในลักษณะปรามคนที่คิดจะก่อรัฐประหารว่าอย่าทำ เพราะมีคนรู้ทัน
ที่สำคัญเป็นการพูดก่อนการชุมนุมใหญ่ที่ผ่านฟ้าฯ และราชประสงค์ ส่วนคลิปที่บอกว่ามีอะไรให้หนีเข้าห้าง ก็เป็นการปรามคนที่คิดจะใช้กำลังสลายประชาชนว่าหากทำอย่างนั้นจะเกิดความเสียหายอย่างไรบ้าง แล้วตอนท้ายก็บอกทุกครั้งว่าพูดเล่น
แต่รัฐบาลเอาคลิปพวกนี้มาตัดต่อ ไม่เปิดให้หมด ซึ่งไม่เป็นไร พร้อมจะเอาข้อมูลทุกอย่างต่อสู้ในชั้นศาล ที่สำคัญมั่นใจว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เผาเซ็นทรัลเวิลด์ เจ้าของเขาก็รู้ ยามเองก็รู้ว่าใครทำ
แต่เมื่อไม่มีใครกล้าพูด เร็วๆ นี้ถึงเวลาต้องเปิดเผยความจริง
น.พ.เหวง โตจิราการ
ตลอด 9 เดือนในเรือนจำกรุงเทพฯ พวกผมพูดคุยกับเพื่อนๆ นักโทษด้วยกัน ทำตัวเป็นมิตรกับผู้คุมทุกระดับเพื่อไม่ให้เป็นภาระของเขา
การติดคุกไม่ใช่ปัญหา เป็นการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอีกรูปแบบหนึ่ง ถือว่าเข้ามาเรียนรู้ สร้างความอดทนให้กับตนเองให้เกิดความแข็งเกร่ง
วันแรกที่ถูกส่งตัวเข้ามาไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แค่รู้สึกว่าไม่สามารถออกไปมีบทบาทข้างนอกได้ ไม่มีอิสรภาพ แต่ไม่มีใครท้อแท้สิ้นหวัง
คิดเสมอว่าสักวันจะได้รับการประกันตัว ยิ่งเห็นนายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธานนปช. ได้ประกันออกไปแล้วยิ่งดีใจ มีความหวังมากขึ้น ยังมีนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ คดีก่อการร้ายเช่นกันได้รับการประกันตัวอีก ยิ่งมั่นใจ จึงพยายามยื่นเรื่องต่อศาล กระทั่งได้รับอิสรภาพ
ผมอยู่ในเรือนจำแดน 6 ห้องนอน 11 ร่วมทำกิจกรรมและปฏิบัติตัวตามกฎระเบียบทุกอย่าง เวลา 06.30 น. ตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวัน อาบน้ำแต่งตัว เวลา 08.00 น. เคารพธงชาติ
10.00 น. ซ้อมกีตาร์ เวลา 11.00 น. ออกมาเยี่ยมพี่น้องคนเสื้อแดงจนถึงเที่ยง จากนั้นนั่งพูดคุยกับบรรดาแกนนำจนถึง 14.30 น. เข้าเรือนนอน เป็นอย่างนี้เกือบทุกวัน
หลังจากนี้จะเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปล่อยตัวคนเสื้อแดงตามเรือนจำทั่วประเทศ ให้จับฆาตกรที่ฆ่าประชาชนในเดือนเม.ย. และพ.ค.
การฟ้องร้องหน่วยงานรัฐยังไม่ได้หารือ แต่คาดว่าจะมีแน่นอนโดยเฉพาะดีเอสไอ เพราะมาจับกุมคุมขังพวกผมโดยไม่สอบพยาน แต่กลับตั้งข้อหาร้ายแรงก่อการร้าย
วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
การได้รับประกันตัวแสดงให้เห็นว่ายังมีลำแสงอยู่ที่ปลายอุโมงค์ ความยุติธรรมไม่มืดมนเสียทีเดียว แม้จะมาช้าก็ดีกว่าไม่มา
ความเป็นอยู่ในเรือนจำ เราได้รับความอบอุ่นจากเพื่อนผู้ต้องขังอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร เพราะทุกคนได้รู้ตัวตนของเราว่าน่าคบ สนุกสนาน ไม่ได้ทำร้ายสังคม หรือก่อการร้ายตามที่รัฐบาลกล่าวหา
ผู้คุมมากกว่า 90 เปอร์ เซ็นต์ เคยร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงทั้งนั้น จึงได้รับการอำนวยความสะดวก
ข้าวที่กินก็ดี ไม่มีข้าวแดงเหมือนสมัยก่อน แต่ที่แย่มากๆ คือโรคภูมิแพ้เพราะถูกขังรวม เปิดพัดลมทั้งวันทั้งคืนทำให้มีอาการเรื้อรัง
นับจากนี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เร่งช่วยเหลือเพื่อนของเรากว่า 200 ชีวิตที่ยังอยู่ในเรือนจำ ให้ได้ออกมาพบกับอิสรภาพ เบื้องต้นจะระดมเงินประกันตัว รวมถึงเร่งทำงานด้านความคิดให้มากขึ้น มีวินัย เฉลียวฉลาด ที่ผ่านมาเราสั่งสมประสบการณ์มาตลอด
ส่วนการขึ้นเวทีปราศรัย หากจะขึ้นก็เป็นในลักษณะวิทยากร
ตารางกิจกรรมเสื้อแดง
27 ก.พ. เวลา 10.00 น. ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตที่วัดปทุมวนาราม
12 มี.ค. กิจกรรมครบ 1 ปี เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน แกนนำที่ได้รับการปล่อยตัวทุกคนขึ้นเวทีปราศรัย ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน
26 มี.ค. คอนเสิร์ตรับขวัญแกนนำที่ได้รับการปล่อยตัว ที่โบนันซ่าเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
ลมวูบเดียว
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
กล่าวกันว่าช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดของรัฐบาลอภิสิทธิ์
คือช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ปราบม็อบเสื้อแดงเดือนพฤษภาคม 2553 อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บพิการอีกเกือบ 2,000 คน
ส่วนช่วงเวลาดีที่สุดของรัฐบาลอภิสิทธิ์
คือภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ให้พรรคประชาธิปัตย์รอดสันดอนคดี "ยุบพรรค" ถึง 2 คดีซ้อนเมื่อช่วงปลายปี 2553
หลายคนบอกว่าช่วงนั้นเป็นโอกาสเหมาะมากที่สุดในการยุบสภา ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ต้องการกลับมามีอำนาจอีกครั้งหลังการเลือกตั้งใหม่
แต่ตอนนั้นนายกฯ อภิสิทธิ์และพรรคประชา ธิปัตย์กำลังฮึกเหิมสุดขีด
บวกกับแรงยุยงส่งเสริมของพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่อยากให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากยังไม่พร้อมทั้งด้านกำลังคน กลไก และเงินทุนเสบียงกรัง
นายกฯ อภิสิทธิ์เลยตัดสินใจลากยาวอำนาจออกไป ถึงแม้จะยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่อยู่จนถึงครบวาระปลายปี 2554 นี้ก็ตาม โดยไม่ทันได้เอะใจว่า
เวลาที่ยืดยาวออกไปจะกลับกลายเป็นผลร้ายในปัจจุบัน
ก้าวขึ้นปี 2554 ได้ไม่กี่วันรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ต้องเผชิญกับปัญหาไฟใต้ที่ปะทุรุนแรงรอบใหม่
ตามมาด้วยปัญหาขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่บานปลายถึงขั้นสู้รบกันด้วยกำลังทหารและอาวุธหนัก โดยมีประชาชนตามแนวชายแดนเป็นผู้รับเคราะห์
และล่าสุดปัญหาสินค้าประเภทอาหารพาเหรดกันขึ้นราคาโดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงเต็มรูปแบบ
ท่ามกลางกระแสข่าวทุจริตคอร์รัปชั่นในรัฐบาลที่หนักข้อขึ้นทุกวัน
ใครเคยดูหนังสามก๊ก ฉบับจอห์น วู ตอนโจโฉแตกทัพเรือ
ในช่วงท้ายเรื่อง โจโฉผู้เกรียงไกรพ่ายแพ้ให้กับกองทัพของจิวยี่ และสติปัญญาของขงเบ้ง ที่คำนวณทิศทางลม ชักพาไฟเผาผลาญทัพเรือโจโฉจนพินาศยับ
ระหว่างโดนดาบจ่อคอหอย โจโฉเอ่ยปาก ไม่น่าเชื่อว่าตนเองต้องมาพ่ายแพ้เพราะ "ลมเพียงวูบเดียว"
หลังติดคุกมานานกว่า 9 เดือน ผ่านการยื่นขอประกันตัวหลายครั้ง ในที่สุดวันอังคารที่ผ่านมา ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว 7 แกนนำเสื้อแดง
คล้ายเป็นสัญญาณว่าลมการเมืองกำลังจะเปลี่ยนทิศทาง ส่วนรัฐนาวาอภิสิทธิ์จะแตกทัพเหมือนโจโฉหรือไม่
คำตอบน่าจะอยู่อีกไม่ไกลจากนี้
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 24/02/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
ไร้น้ำยา บ้าน้ำลาย ขายความโง่
แถมอวดโอ้ ว่าตนเอง เก่งนักหนา
มือถือสาก ปากถือศีล ลิ้นมารยา
เลวชั่วช้า ความคิด จิตโสมม....
กระดกลิ้น ยอดแย่ แก้ปัญหา
แล้วลอยหน้า เป็นอีแอบ แบบผสม
คำสามหาว พูดมา ดั่งอาจม
ด้วยโง่งม ปั่น-ปลุก หลงยุคมา....
ปล่อยให้โกง กินกัน จนมันปาก
ยังสำราก เรื่องระยำ อย่างต่ำช้า
ประสบการณ์ สอนมัน เห็นทันตา
แก้ปัญหา แบบโง่โง่ โธ่ไอ้ฟาย....
ไล่ไปต้ม ตุ๋น-นึ่ง มรึงเริ่มบ้า
คิดอุบาทว์ ชาติหมา พาฉิบหาย
หนีต้นตอ ของปัญหา ช่างน่าอาย
โง่งมงาย ขายหน้า พวกสารเลว....
คนจัญไร ครองเมือง เรื่องบัดซบ
มันเลี่ยงหลบ ความจริง พาดิ่งเหว
ประชาชน หมองไหม้ ดั่งไฟเปลว
จนแหลกเหลว ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย....
ยังหน้าด้าน อุ้มกัน ขยันหลอก
จนหางงอก เขาเริ่มโผล่ โง่ใช่ไหม
พวกกินหญ้า ต่างรื่นเริง เถลิงชัย
เชียร์มันไป ให้ฉิบหาย ตายยกเมือง....
๓ บลา / ๒๔ ก.พ.๕๔
http://3blabla.blogspot.com
มาร์ครับแล้ว ยังไม่สละสัญชาติอังกฤษ
ที่มา ข่าวสด
เมื่อ 24 ก.พ. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระแถลงผลงานรัฐบาลในรอบหนึ่งปี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงการอภิปรายของนายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกพรรคเพื่อไทยถึงเรื่องการถือสองสัญชาติของนายกรัฐมนตรี โดยยอมรับเป็นครั้งแรกว่า ยังไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษ หลังจากประเด็นดังกล่าวเป็นข่าวที่ยืดเยื้อมานาน เมื่อกลุ่มนปช.ส่งทนายยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคดี 91 ศพ ซึ่งมีช่องทางการส่งคำร้องต่อศาล ในฐานะที่นายอภิสิทธิ์ถือสัญชาติอังกฤษ จึงมีสิทธิ์ยื่นคำร้องได้ตามเงื่อนไขของศาลอาญาระหว่างประเทศ ในฐานะที่อังกฤษเป็นรัฐภาคีแห่งธรรมนูญกรุงโรมฯ ที่ลงสัตยาบันกับไอซีซี
เปิดดูคลิป วิวาทะเดือด "จตุพร-อภิสิทธิ์" วิกิลีกส์ และ "บุคคล 3 คน"
ที่มา มติชน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน อภิปรายในวาระการประชุมสภา พิจารณารายงานแสดงผลการดำเนินการของครม.ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีที่หนึ่ง (วันที่ 30 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2552) ตอนหนึ่ง เรื่อง งานด้านปกป้องสถาบัน ว่า พวกตนไปยื่นเรื่องให้รัฐบาล กรณีที่มีข่าวลงในหนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดี้ยนที่อ้างจากเว็บไซต์วิกิลีกส์ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายอานันท์ ปันยารชุน พล.อ.สิทธิ เศวตศิลา คุยกับอีริค จี จอห์น เอกอัคราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยในเวลานั้น ซึ่งมีการพูดถึงองค์รัชทายาทในลักษณะประทุษร้าย ซึ่งมีคนเข้าไปดูเป็นล้านคน แต่นายกฯก็เพิกเฉย ไม่เคยประท้วงไปยังสหรัฐ ไม่ดำเนินคดีกับหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยน ไม่ดำเนินคดีกับคนไทย 3 คนดังกล่าว แถมยังไปขอพรจาก 1 ใน 3 คนนี้ "นี่หรือที่นายกฯบอกว่า พิทักษ์สถาบัน หรือเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ส่วนนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ที่ประกาศนโยบายปกป้องสถาบันไปไหน ทำไมไม่จัดการ ฉะนั้นต่อให้รัฐบาลนี้ทำโครงการใดๆ แต่รัฐบาลไม่ทำเป็นมาตรฐานเดียว โดยถ้าเป็นพวกรัฐบาลหมิ่นได้ ถ้าเป็นคนอื่นหมิ่นไม่ได้ เปรียบเทียบกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับ ดา ตอร์ปิโด เป็นต้น พวกตนเจ็บปวดเพราะเคยโดนใส่ร้าย ถูกจับอยู่ในแผนผังล้มเจ้ามาแล้ว" นายจตุพร กล่าว ต่อมา เวลา 13.05 น. นายอภิสิทธิ์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า กรณีที่กล่าวหาว่าตนไม่ดำเนินการอะไร แม้จะมีการยื่นเรื่องให้รัฐบาลดำเนินคดีกับเว็บไซต์วิกีลีกส์นั้น ไม่ใช่เรื่องจริง เมื่อมีการยื่นหนังสือมาไม่เกิน1วันตนได้ให้ สตช.ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งตนไม่มีหน้าที่ที่จะบอกว่าคนนี้ผิดคนนั้นผิด หรือบอกว่าต้องฟ้องใครไม่ฟ้องใคร ไม่ใช่หน้าที่ตน ส่วนที่บอกว่าการสอบสวนของ ศอฉ.เกี่ยวกับโครงข่ายเรื่องสถาบันเป็นเรื่องเท็จ ขอยืนยันว่าไม่จริง ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบและออกหมายเรียก หมายจับตามขั้นตอน พอสั่งปิดเว็บไซต์ก็หาว่าปิดกั้น ล้อมโรงพัก ล้มสถานี "ส่วนที่เอกสารเว็บไซต์วิกีลีกส์ได้เผยแพร่นั้น สหรัฐก็ไม่ยืนยันว่าเป็นเอกสารของสหรัฐฯ แต่ทางรัฐบาลได้มีหนังสือไปถึงสหรัฐฯแจ้งว่ามีความเป็นห่วง เนื่องจากมีการกระทบต่อสถาบันจึงขอให้หยุดเผยแพร่"รับชมข่าว VDO
ต้องยอมรับการปิดเว็บไซต์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แทนที่จะเป็นผลดีทำเพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศ แต่ต่างประเทศกลับมาเป็นเรื่องอื่น ดังนั้น จึงดำเนินการเว็บไซต์สื่อได้ค่อนข้างยาก แต่เรื่องตัวบุคคลเป็นเรื่องที่ สตช. ต้องดำเนินการ ส่วนที่บอกว่าตนไปพบประธานองคมนตรีนั้น เพราะท่านดำรงตำแหน่งนี้ก็เป็นพระราชอำนาจ การที่บอกว่าคนที่เขาข่ายละเมิดสถาบัน ห้ามคบ ห้ามพูด ห้ามคุยด้วย แบบนี้จะไปคบใครขณะที่รอบตัวท่านเองก็มีคนเข้าข่ายละเมิดสถาบันเช่นเดียวกัน แล้วท่านจะคบใคร
ศาลอนุญาตประกันตัว“สมชาย”
ที่มา thaifreenews
โดย d-day
ศาลอนุญาตปล่อยตัว “สมชาย ไพบูลย์” ตีเงินประกัน 1 แสนบาท สั่งห้ามยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม และออกนอกประเทศ
ที่ห้องพิจารณาคดี 912 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 ก.พ. ศาลนัดไต่สวนคำร้องที่ นายสมชาย ไพบูลย์ อายุ 41 ปี อดีตสมาชิกสภาเขตบางบอน พรรคไทยรักไทย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ(นปช.) จำเลยคดีหมายเลขดำที่ อ.2543/ 2553 ในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐูธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยผู้กระทำความผิดคนใดคนหนึ่งมีอาวุธ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิกและฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาล
โดยวันนี้ ทนายจำเลยนำ นายสมพงษ์ ปรดิษฐ์วงศ์กูล ผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขังในเรือนจำ , นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. และจำเลย ขึ้นเบิกความเป็นพยาน 3 ปาก โดยมี นางธิดา ฐาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช. นพ.เหวง โตจิราการ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. พร้อมด้วยกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 30 คน เข้าร่วมฟังการพิจารณาด้วย
เมื่อถึงเวลา นายสมพงษ์ เบิกความสรุปว่า จำเลยถูกคุมขังที่แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในความดูแลของตน จากการสังเกตพฤติการณ์ของจำเลยเห็นว่า ไม่มีความกระด้างกระเดื่อง ประพฤติตัวเป็นผู้ต้องขังที่ดี เชื่อว่าหากจำเลยได้รับการประกันตัวจะไม่หลบหนี
ขณะที่นายวีระ เบิกความว่า ได้เริ่มจัดตั้งกลุ่ม นปช. กับคนที่มีแนวคิดเดียวกัน เพื่อต่อสู้ด้วยตามสันติวิธี เรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านความไม่เป็นธรรมต่างๆที่เกิดขึ้น การชุมนุมกระทำไปด้วยความสงบปราศจากอาวุธ จำเลยในคดีนี้เป็นแกนนำ นปช. มีหน้าที่ปราศรัยบนเวที ตามแนวทางสันติวิธี โดยไม่ใช้ความรุนแรง ก่อนการสลายการชุมนุม ตนในฐานประธาน นปช. ได้มีการเจรจากับทางรัฐบาลในเรื่องแนวทางการปรองดอง จำเลยเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แล้วเสนอให้สลายการชุมนุมไปก่อน แต่ภายหลังไม่สามารถเจรจาในเงื่อนไขกันได้ ตนจึงขอลดบทบาทไม่ขอปราศรัยบนเวทีอีก กระทั่งมีการสลายการชุมนุม จำเลยถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ไม่ถูกดำเนินคดีฐานก่อการร้ายแต่อย่างใด กระทั่งวันที่ 10 ธ.ค.53 รัฐบาลประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากจำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเชื่อว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่าง เคร่งครัด
ด้านนายสมชาย ไพบูลย์ เบิกความเป็นพยานปากสุดท้ายว่า เป็นแกนนำ นปช. เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ต่อต้านความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ถูกดำเนินคดีนี้โดยไม่มีความผิดฐานก่อการร้าย ถือเป็นแกนนำคนเดียวที่ไม่ถูกดำเนินคดีฐานก่อการร้าย ตนยอมรับหากมีการเจรจาร่วมกับรัฐบาลเพื่อหาแนวทางปรองดอง เมื่อมีการสลายการชุมนุมได้เดินทางกลับไปที่บ้านเกิด จ.นครศรีธรรมราช กระทั่งถูกตำรวจกองปราบปรามตามไปจับกุม ในวันที่ 9 มิ.ย.53 ก่อนนำตัวไปควบคุมไว้ที่ ตชด.ภ.1 จ.ปทุมธานี ต่อมาวันที่ 22 มิ.ย.53 ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตในขยายเวลาคุมขัง จึงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แต่ต่อมาวันที่ 25 มิ.ย.53 กลับถูกพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียกตัวไปแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม จนถูกขังในข้อหากดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน หากตนต้องการจะหลบหนีคงไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกในแต่ละครั้ง อีกทั้งหากจะหลบหนีจริง คงไม่เลือกหนีไปที่บ้านเกิด เพราะง่ายต่อการถูกจับกุม ยืนยันว่าเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และยอมเข้าต่อสู้คดี โดยตนเป็นจำเลยในลำดับที่ 1 จากจำเลยทั้ง 104 คนที่ได้รับการพิจารณาให้ปล่อยตัว พร้อมกับยอมรับเงื่อนไขต่างๆที่ศาลกำหนด หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จะไม่หลบหนี
ต่อมาเวลา 14.30 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งโดย พิเคราะห์แล้วเห็นว่าพฤติกรรมความผิดของคดีนี้ เกี่ยวข้องกับคดีหมายเลขดำที่ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวีระ มุสิพงศ์ อดีตประธาน นปช. กับพวกแกนนำ นปช.และแนวร่วมรวม 19 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานก่อการร้าย ซึ่งในคดีดังกล่าว ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวแกนนำหลายคน เนื่องจากการไต่สวนมีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่ง จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในคดีนี้เช่นกัน โดยตีราคาประกัน 100,000 บาท โดยวางข้อกำหนดห้ามมิให้จำเลยกระทำการอันเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือ กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน อันที่จะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาญาจักรหรือให้ประชาชนล่วงละเมิด กฎหมายแผ่นดิน และห้ามจำเลยดังกล่าวเดินทางออกนอกราชอาญาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล.
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=8&contentID=123298
ููููููููููููู^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^
ขอแสดงความยินดีด้วยครับ
ก็เหลือแต่พี่น้องคนเสื้อแดงตามต่างจังหวัดที่ยังถูกจองจำอยู่
แต่คาดว่าน่าจะได้รับการประกันตัวด้วยเช่นเดียวกันทั้งหมด
ศาลไม่ให้ประกันตัว..ดา ตอร์ปิโด ผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ
ที่มา thaifreenews
โดย pkchai
ศาลไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว ดา ตอร์ปิโด
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล(พี่ชายดา) และนายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของดารณีได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด ) โดยขอวางเงินสด 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ทางผู้ใหญ่สนับสนุนมาให้ยื่นขอประกัน แต่ศาลไม่ให้ประกันโดยให้เหตุผลว่า
“พิเคราะห์แล้วเห็นว่าลักษณะการกระทำนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักการะ ประกอบกับศาลอาญาและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อณุญาตปล่อยตัวชั่วคราวโดยให้เหตุผลไว้ชัดแจ้งในชั้นนี้ จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ยกคำร้องผู้ขอประกันทราบ ”
ทั้งนี้ ทนายความระบุว่า จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งอีกเร็วๆ นี้
ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วก่อนประกันว่าไม่น่าจะประกันได้ก็คงอ้างเหตุผลตามเดิม ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่คิดไว้ ซึ่งก็เหมือนกับคุณสุรชัย แซ่ด่านที่ก็ไม่ได้รับการประกันตัวในคดีเช่นกัน
และเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 ศาลอุทธรณ์สั่งยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำคุก'ดา ตอร์ปิโด' 18 ปีในคดีหมิ่นพระมหากษัตริย์ ภายหลังฟังคำพิพากษา ผู้พิพากษาแจ้งให้ทนายความและจำเลยทราบว่า เมื่อยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยจะไม่มีโทษจำคุก ซึ่งระหว่างนี้ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยน่าจะใช้เวลาไม่นาน จำเลยจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยต้องยื่นประกันส่วนจะได้รับการปล่อยตัวหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล
ส่วนทางด้านพี่ชายดา นายกิตติชัย กล่าวด้วยว่าขณะนี้ความเป็นอยู่ของดารณีค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากยังคงเจ็บป่วยด้วยอาการกรามยึดติดทำให้อ้าปากได้เพียงเล็กน้อย และยังไม่ได้ทำการผ่าตัดเนื่องรอขั้นตอนทางเรื่อนจำ ทำให้ขณะนี้มีปัญหาเรื่องโลหิตจาง หากผู้ใดต้องการช่วยเหลือสามารถบริจาคโดยตรงได้ที่ทัณฑสถานหญิงกลางในบัญชี ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือบริจาคผ่านบัญชี นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาถนนพูนผล เลขที่บัญชี 297-1-25805-5 ,ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาภูเก็ต เลขที่บัญชี 537-406116-0, ธนาคารกรุงเทพ สาขาภูเก็ต เลขที่บัญชี 264-4-40298-0 หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์080-0452818
**ฝากพี่น้องเสื้อแดงที่รักดา ตอร์ปิโดประชาสัมพันธ์ด้วยนะค่ะ
-------ด้านล่างเป็นเอกสารที่ศาลเขียนมา เอามาลงให้ดูกันค่ะ---------
Re:
คดี 112
รมต.ยุติธรรมบอกว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ
คงยากที่จะได้รับการประกันตัว