WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 26, 2011

คำสารภาพ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



เป็นอันว่านายกฯอภิสิทธิ์ได้ยอมรับกลางสภาแล้ว หลังจากโยกซ้ายโยกขวา เต้นติ๊ดชึ่งถีบถอยๆ วนไปวนมาอยู่หลายยก จนคนดูส่วนใหญ่เริ่มจับได้ว่า ลองไม่ยอมตอบตรงๆ ก็แปลว่าใช่แหง

ในที่สุดก็รับแล้วว่า ยังไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษ

นั่นทำให้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ถึงกับยิ้มร่า

เพราะมีผลต่อคดี 91 ศพที่กำลังรอขึ้นพิจารณาในศาลอาญาระหว่างประเทศ

พร้อมกับได้ที กล่าวเย้ยหยันนายกฯไทยว่า แล้วเหตุใดจึงปกปิดเรื่องนี้มานับเดือนกว่าจะยอมรับว่าเป็นความจริง

เหมือนที่ปกปิดความจริงในเหตุการณ์ 91 ศพนั้นหรือเปล่า!

เอาเป็นว่า เมื่อความจริงประจักษ์ชัดว่านายกฯอภิสิทธิ์ยังมีสัญชาติอังกฤษอยู่ ย่อมมีโอกาสที่ศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับพิจารณาคดี

โดยอาศัยเงื่อนไขที่นายกฯไทยมีสัญชาติอังกฤษ ซึ่งประเทศอังกฤษเป็นรัฐภาคีกับศาลอาญาระหว่างประเทศ

หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐไทยกระหยิ่มยิ้มย่องมาตลอดว่า ไม่สามารถนำคดีฟ้องศาลโลกได้

จนกระทั่งเจอทีเด็ดของทนายอัมสเตอร์ดัมเข้าให้

ทีแรกเมื่อเปิดประเด็นนายกฯอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษ ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนออกมา

พูดแต่เพียงว่า ผมเป็นคนไทย ถือสัญชาติไทย แต่ผมก็เกิดอังกฤษไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้!?!

เมื่อซักถามกันหนักขึ้น นายกฯก็มักอ้างอิงกกต. เพราะรองรับให้สามารถลงเลือกตั้งได้ เนื่องจากมีสัญชาติไทยโดยการเกิด ด้วยความที่พ่อแม่เป็นคนไทย

จนกระทั่งฝ่ายเสื้อแดงโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ต้องออกมาจี้ในประเด็นที่ว่า ยังถือ 2 สัญชาติอยู่หรือไม่ เพราะเมื่อเกิดในอังกฤษย่อมมีสัญชาติอังกฤษด้วย

จนล่าสุดด้วยการไล่จี้ของนายจตุพรในสภา ทำให้นายกฯต้องยอมรับว่า ยังไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษ

ส่วนจะเป็นบทสรุปให้ศาลอาญาระหว่างประเทศรับฟ้องนายกฯไทยในคดี 91 ศพเลยหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป

ถ้าสุดท้ายคดีนี้ต้องขึ้นศาลโลกจริงๆ คงเป็นคดีประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย

เริ่มต้นเลย ถ้าหากหลังเกิดเหตุซึ่งมีประชาชนที่ชุมนุมทางการเมืองถูกปราบปรามจนเป็นศพ

แล้วผู้มีอำนาจสั่งการรับผิดชอบทางการเมืองในทันที ทุกอย่างจะคลี่คลาย

ประการต่อมา ถ้าผู้รับผิดชอบไม่รับผิดชอบ แต่หากกลไกด้านการสืบสวนสอบสวนเดินหน้าอย่างเป็นธรรมก็จบ

คงไม่ต้องไปพึ่งศาลโลก

แล้วอุตส่าห์มีช่อง 2 สัญชาติเสียอีก!

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 26/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



พวกกันเอง ทั้งนั้น มันแกล้งเซ่อ
ทำละเมอ เพ้อครวญ ชวนสมเพช
สมกับความ ดีดัก ของพรรคเปรต
โชว์ทุเรศ งี่เง่า เขลาปัญญา....

ยุคข้าวยาก หมากแพง แรงหดหาย
ด้วยอุบาย ร้อยเล่ห์ เสน่หา
อาศัยปาก ทำงาน เหมือนผ่านมา
เห็นมารยา ทาสแท้ แย่เต็มที....

ช่างหน้าด้าน หน้าทน คนอุบาทว์
หลงอำนาจ ขาดคุณธรรม ระยำนี่
ไร้ยางอาย หมายว่า พวกข้าดี
แท้อัปรีย์ เหลวไหล จิตใจทราม....

มาสีซอ ให้ควายฟัง หวังกลบเกลื่อน
ทำเลอะเลือน โน่นนี่ แล้วผลีผลาม
ก็ไอ้พวก ชั่วช้า สวาปาล์ม
ยังพยายาม ซ่อนเร้น เบี่ยงเบนไป....

ยุคคนเลว ครองเมือง เรืองอำนาจ
มันอุกอาจ โกงกิน จนสิ้นใส้
สมกับพรรค แสนชั่ว ตัวจัญไร
จึงถามมา ว่าทนได้ อย่างไรกัน?....

๓ บลา / ๒๖ ก.พ.๕๔
http://3blabla.blogspot.com/

ภูมิซรอลเสนอระบบโทรคมฯ แจ้งเหตุฉุกเฉินพื้นที่ชายแดน

ที่มา ประชาไท

กสทช.ลงพื้นที่ภูมิซรอล พบปัญหาซ้ำเดิมยามเกิดเหตุฉุกเฉิน มือถือบอดใช้งานไม่ได้ ขณะที่ ผู้ว่าฯศรีสะเกษเสนอ กสทช. หนุนระบบโทรคมนาคมพื้นที่ชายแดน สร้างช่องทางสื่อสารหลากหลายให้ถึงประชาชนเมื่อภัยมาถึง

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (ผอ.สบท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะตัวแทนจากสำนักงาน กสทช. ประกอบด้วย ผอ. สบท. นายศรีสะเกษ สมาน นางสาวสุภัทรา นาคะผิว อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม นายศรศิลป์ คล่องแคล่ว ตัวแทนจากสำนักงานการบริการอย่างทั่วถึง นายวรุตม์ ว่องโรจนานนท์ ตัวแทนจากสำนักวิศวกรรมและเทคโนโลยี โทรคมนาคม ได้เดินทางไปสำรวจข้อมูลในพื้นที่ บ้านภูมิซรอล และโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา และเข้าหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด กรณีผลกระทบจากการสู้รบระหว่างทหารไทย กับทหารกัมพูชา รวมถึงสำรวจความเสียหายและความต้องการใช้ระบบโทรคมนาคมในพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ

จากการสำรวจความเสียหายพบว่า ชุมสายโทรศัพท์พื้นฐานของ บมจ.ทีโอที ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์นั้น มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 40 เลขหมาย และลูกค้า ADSL จำนวน 15 Ports ไม่สามารถใช้งานได้และอยู่ในระหว่างการซ่อมบำรุง ส่วนที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา บ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ ได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยอาคารเรียนถูกระเบิดพังเสียหาย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบโทรคมนาคม พบว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหาย และไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เนื่องจากสาย fiber optic ถูกสะเก็ดระเบิดหรือกระสุนปืนใหญ่
นายประวิทย์กล่าวต่อไปว่า ภายหลังหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษมีข้อสรุปว่า ควรจัดให้มี “ศูนย์ประสานงานและแจ้งเหตุป้องกันภัยชายแดน” โดยขอให้ กสทช. สนับสนุนการจัดตั้งระบบโทรคมนาคมเพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉิน แบบหลายช่องทางการสื่อสาร เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารแจ้งให้ทั่วถึงแก่ประชาชนทุกคนได้ทราบในทุกรูปแบบ ซึ่งหากจะดำเนินการต้องมีการทำวิจัยและศึกษาปัญหาความต้องการของประชาชนในพื้นที่ก่อนเสนอแนวทางดำเนินการให้ตรงกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในชายแดน

“จากคำบอกเล่าของประชาชนในพื้นที่พบว่า วันเกิดเหตุประชาชนต่างแตกตื่นวิ่งหนีหลบภัยแบบไม่มีทิศทาง รถติดยาวกว่า 30 กิโลเมตร ขณะที่ โทรศัพท์มือถือไม่สามารถติดต่อกันได้ในบางช่วงเวลา สถานการณ์ปัญหาการใช้บริการโทรคมนาคมเหมือนกับช่วงที่เกิดเหตุการณ์สึนามิ หรือเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ เนื่องจากช่องสัญญาณเต็ม เพราะมีผู้ใช้บริการในคราวเดียวจำนวนมาก และประชาชนในพื้นที่ชุมสายตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ รวมถึงบ้านภูมิซรอลไม่สามารถใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน และไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้” ผอ.สบท.กล่าว

นายประวิทย์กล่าวอีกว่า การจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแจ้งเหตุป้องกันภัยชายแดน จำเป็นต้องวางระบบให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของการใช้งานอาจแตกต่างจากการตั้งศูนย์เตือนภัยสึนามิ ซึ่งจะต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไป นอกจากนี้ประชาชนในพื้นที่ยังต้องการให้ผู้ประกอบการขยายสัญญาณโทรศัพท์มือถือให้ครอบคลุมพื้นที่ชายแดน และต้องการให้มีการฝึกทักษะการติดต่อสื่อสารด้วยระบบโทรคมนาคมเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติจากการสู้รบในพื้นที่ชายแดนด้วย

ทัพพม่าเตรียมปราบกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" สั่งปิดเส้นทางทุกด้าน

ที่มา ประชาไท

กองทัพพม่าเสริมกำลังทหารเข้าชิดพื้นที่กองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" ต่อเนื่อง ล่าสุดสั่งปิดเส้นทางเข้าออกทุกด้าน เชื่อเตรียมกวาดล้าง

มีรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ. 2554 กองทัพรัฐบาลทหารพม่าได้มีคำสั่งปิดเส้นทางรถยนต์ทุกเส้นทางที่เข้าสู่เขตพื้นที่บ้านไฮ ของเมืองเกซี (รัฐฉานภาคเหนือ) ซึ่งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการใหญ่กองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" (Shan State Army 'North') อดีตกองกำลังหยุดยิงที่ปฏิเสธจัดตั้งหน่วยพิทักษ์ชายแดนใต้กำกับของรัฐบาลทหารพม่า

แหล่งข่าวเผยว่า ทหารพม่าได้ห้ามรถยนต์ทุกชนิดผ่านเส้นทางสายเมืองหนอง - เมืองต้างยาน และเส้นทางสายเมืองเกซี – เมืองสู้ ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมเมืองทั้งสี่ด้านที่ต้องผ่านพื้นที่บ้านไฮ เขตครอบครองของกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" โดยการสั่งปิดเส้นทางนี้ เชื่อกันว่าเป็นการกดดันกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ"

ด้านเจ้าหน้าที่จากกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" รายหนึ่งเปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ที่กองทัพพม่า ปิดเส้นทางเข้าสู่พื้นที่กองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" นับตั้งแต่มีการเจรจาหยุดยิงกันมาตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งการปิดเส้นทางนี้น่าจะเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ เป็นการตัดรายได้หรือไม่ก็เป็นการเตรียมเข้าปราบปรามกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ"

การเคลื่อนไหวกองทัพพม่าครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" ในนามพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน (Shan State Progress Party - SSPP) เข้าร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า 12 กลุ่ม จัดตั้งสภาสหพันธรัฐแห่งชาติสหภาพ หรือ UNFC (United Nationalities Federal Council) โดยมีการประกาศเมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยสภาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์เจรจาหรือดำเนินการทางการเมืองกับรัฐบาลทหารพม่าและประชาคมโลก และเพื่อสิทธิความเสมอภาคและเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐในพม่าอย่างแท้จริง

ขณะที่มีรายงานด้วยว่า ตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมากองทัพพม่าได้เสริมกำลังทหารเข้าประชิดพื้นที่กอง กำลังไทใหญ่ "เหนือ" อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการเรียกกำลังพลจากกองพลที่ 99 ที่เคยร่วมปราบกองกำลังโกก้าง MNDAA เมื่อปลายปี 2552 จากพื้นที่ภาคเหนือรัฐฉานลงมาเสริมในพื้นที่ติดกับพื้นที่เคลื่อนไหวกอง กำลังไทใหญ่ "เหนือ" นอกจากนี้ทางกองทัพพม่ายังส่งรถถังกว่า 10 คัน เข้าไปในพื้นที่เมืองหนอง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับพื้นที่เคลื่อนไหวกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" ด้วย
ปัจจุบันกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" SSA 'North' เป็นกลุ่มพันธมิตรกับกองกำลังว้า UWSA กองกำลังคะฉิ่น KIA และกองกำลังเมืองลา NDAA ซึ่งทั้งหมดเป็นกองกำลังหยุดยิงและปฏิเสธจัดตั้งหน่วยพิทักษ์ชายแดน BGF ตามข้อเสนอรัฐบาลทหารพม่า และต่างถูกรัฐบาลทหารพม่ากดดันเช่นเดียวกัน ขณะที่กองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" หลังปฏิเสธตั้งหน่วยพิทักษ์ชายแดน ได้ปะทะกับทหารพม่าแล้วหลายครั้ง

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่ http://www.khonkhurtai.org/
"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

เผยดัชนีสถานภาพสื่อไทย 2.7 จาก 5 ระบุภาวะแบ่งขั้วการเมือง ทำสื่อเซ็นเซอร์ตัวเอง

ที่มา ประชาไท

มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ระบุไทยได้ดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อ 2.7 จาก 5 พบภาวะแบ่งขั้ว ทำสื่อเซ็นเซอร์ตัวเอง คนไม่กล้าแสดงความเห็น หวั่น กม.เล่นงาน คลื่นความถี่ในมือรัฐ-ทหาร-ทุน ทำจัดสรรยาก เนื้อหาสื่อยังตอกย้ำอคติทางเพศ ฉายค่านิยมชายเป็นใหญ่ คนทำสื่อรายได้ต่ำ ถูกห้ามรวมตัว

(25 ก.พ. 54) ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ ปาร์ค มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท แถลงข่าว "ดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อเอเชีย: ประเทศไทย 2553" ซึ่งรวบรวมจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญในประเทศ ประกอบด้วยสื่อมวลชนและผู้แทนจากภาคประชาสังคม ทั้งหมด 11 คน

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฎิรูปสื่อ นำเสนอผลจากรายงานว่า จากการรวบรวมคะแนนตัวชี้วัดต่างๆ 4 หัวข้อ แต่ละหัวข้อเต็ม 5 คะแนน ได้ดังนี้ เสรีภาพในการแสดงความเห็น รวมทั้งเสรีภาพของสื่อได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมอย่างแข็งขัน 2.6 คะแนน ความหลากหลายของสื่อในประเทศ 2.4 คะแนน การกำกับดูแลกิจการวิทยุและโทรทัศน์มีความโปร่งใสและเป็นอิสระ มีการเปลี่ยนแปลงสื่อของรัฐให้เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง 3.6 คะแนน มาตรฐานความเป็นมืออาชีพ 2.3 คะแนน รวมดัชนีชี้วัดประเทศไทยได้ 2.72 คะแนน

ด้านเสรีภาพในการแสดงความเห็น รัฐธรรมนูญ 2550 ให้การคุ้มครองและให้หลักประกันด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไว้หลายมาตรา แต่ในทางปฏิบัติ ถูกจำกัดโดยกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคง กฎหมายอาญาเรื่องการหมิ่นประมาท เช่น มาตรา 112 เรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ทั้งนี้ แม้ว่า นสพ.และพลเมืองต่างก็ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของตนเท่าที่จะทำได้ แต่ก็หวาดกลัวต่อสถาบันที่มีอำนาจต่างๆ เช่น สถาบันศาล สถาบันกษัตริย์ เพราะกลัวถูกกล่าวหาจับกุม ด้วยข้อหาร้ายแรง เช่น เป็นกบฎ หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นอกจากนี้ พบว่า มีการสยบยอมต่ออำนาจที่อยู่เหนือกว่า เช่น พลเมืองกลัวอำนาจของสถาบันสื่อ หรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ข้าราชการกลัวนักการเมือง นักวิชาชีพสื่อสารมวลชนยอมเจ้าของกิจการ พลเมืองกลัวการล่าแม่มดในเครือข่ายสังคมออนไลน์

ภาวะแบ่งขั้ว ทำสื่อเซ็นเซอร์ตัวเอง
จากสภาวะการแบ่งขั้วทางการเมือง ทำให้นัก นสพ.เซ็นเซอร์ตัวเองในการนำเสนอข่าวและแสดงความเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเกิดจากแรงกดดันทางการเมือง การแข่งขันทางธุรกิจ และการแทรกแซงโดยเจ้าของกิจการสื่อ อาทิ ความใกล้ชิดระหว่างสื่อมวลชนกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ในกรณีสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งทำให้การรายงานข่าวไม่เป็นกลาง นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังขาดความมั่นใจและไม่กล้าทำงานอย่างอิสระ โดยไม่เดินตามวาระข่าวของรัฐ เพราะเกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ทั้งนี้ หลังการรัฐประหารในปี 2549 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เร่งออกกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งโดยทั่วไป เป็นกฎหมายส่งเสริมเสรีภาพแสดงความเห็น รวมถึงมีกฎหมายตั้งองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ แต่หนึ่งในกฎหมายที่ออกโดย สนช. คือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถูกเอามาใช้ลิดรอนสิทธิในการแสดงความเห็น มีเว็บจำนวนมากถูกบล็อค มีผู้ถูกจับกุมด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันฯ

แม้ว่า จะมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารทางราชการให้หลักประกันในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ แต่กระบวนการเข้าถึงยังยุ่งยากและล่าช้า นอกจากนี้ ยังไม่มีกฎหมายใดให้ความคุ้มครองสิทธิของแหล่งข่าว เจ้าหน้าที่รัฐและศาลจึงมักกดดันให้สื่อมวลชนเปิดเผยที่มา หรือแหล่งข่าว ขณะที่องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น มีจำนวนน้อยและไม่ทำงานร่วมกัน ในช่วงที่มีการแบ่งขั้วทางการเมือง บางองค์กรก็ไม่สนับสนุนเสรีภาพสื่อ แต่กลับสนับสนุนให้รัฐปราบสื่อฝ่ายที่เห็นต่างทางการเมือง

ด้านความหลากหลายของสื่อ ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนไทย ประกอบด้วยสื่อหลายแขนง ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ และโทรทัศน์ และสื่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันมีสถานีวิทยุกระแสหลัก 524 สถานี และมีสถานีวิทยุชุมชนเกือบ 8,000 สถานี สื่อโทรทัศน์ ฟรีทีวี 6 แห่ง และมีผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม 30 ราย เคเบิลทีวีอีก 800 ราย สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์มี 80 ฉบับ เป็นหนังสือพิมพ์ระดับชาติ 25 ฉบับ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ 2 ฉบับ ภาษาจีน 1 ฉบับ และภาษามลายู 1 ฉบับ ในส่วนของสื่ออินเทอร์เน็ต มีไอเอสพี หรือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตทางสายโทรศัพท์ 28 ราย และผู้ให้บริการไร้สาย 8 ราย


คนเข้าถึงทีวีมากสุด

โดยในขณะที่ประชากรกว่าร้อยละ 95 จะสามารถเข้าถึงสื่อวิทยุและโทรทัศน์ได้ แต่ก็ปรากฎว่า การเข้าถึงสื่อประเภทอื่นๆ ยังมีช่องว่างมากระหว่างการเข้าถึงและความสามารถในทางเศรษฐกิจที่จะเข้าถึงได้อย่างเป็นจริง โดยพบว่ามีเพียงร้อยละ 1/3 ของประชากรที่เข้าถึงสื่อหนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทอื่น และร้อยละ 15 ที่เข้าถึงสื่อเคเบิลทีวีได้ ร้อยละ 40 ที่เข้าถึงสื่อวิทยุชุมชนและวิทยุท้องถิ่นได้ สำหรับสื่ออินเทอร์เน็ตมีสัดส่วนการเข้าถึงร้อยละ 20-22

ด้านสื่อสิ่งพิมพ์ในปัจจุบัน มุ่งขยายตลาดไปสู่สื่อใหม่ เช่น โทรทัศน์ดาวเทียม บริการข่าวสั้นทางเอสเอ็มเอส และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ แทนที่จะสนใจเรื่องการลดช่องว่างการเข้าถึงสื่อในชนบท ขณะที่การขยายตลาดในชนบทมักมองหาตลาดที่สามารถทำกำไรได้ และเน้นเนื้อหาด้านบันเทิง กีฬา และข่าวท้องถิ่น

ในส่วนของภาครัฐ แผนบรอดแบนด์แห่งชาติที่จัดทำโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ วางเป้าหมายให้ประชากรร้อยละ 50 สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ได้ภายใน 5 ปี แต่รัฐบาลก็ไม่ประสบความสำเร็จในการลดความเหลื่อมล้ำของช่องว่างดิจิตอลระหว่างเมืองและชนบทลงได้

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไม่มีนโยบายส่งเสริมความหลากหลายของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อภาคเอกชน ในช่วงที่ผ่านมา มีการปิดสื่อที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นที่แตกต่างจากความคิดกระแสหลัก เช่น การปิดวิทยุชุมชนที่สนับสนุน นปช. การปิดพีทีวี


คลื่นความถี่ในมือรัฐ-ทหาร-ทุน
ทำจัดสรรยาก
รัฐธรรมนูญ 2550 และกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการด้านการกระจายเสียงฉบับใหม่ มีเจตนารมณ์ที่ชัดในอันที่จะปกป้องไม่ให้มีการกระจุกตัวในอุตสาหกรรมสื่อ โดยมีการวางแผนการจัดสรรคลื่นความถี่เสียใหม่ แต่เรื่องนี้สวนทางกลับความเป็นจริงในอุตสาหกรรมสื่อทุกวันนี้ ซึ่งถูกครอบงำโดยกิจการขนาดใหญ่ที่มุ่งหวังจะขยายการเป็นเจ้าของข้ามสื่อแบบครบวงจรให้มากที่สุด ขณะเดียวกันภาครัฐและกองทัพบกยังคงถือครองคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ส่วนใหญ่ไว้ ทำให้ระบบวิทยุและโทรทัศน์ไทยมีลักษณะพิเศษ ที่มีกิจการของเอกชน ภาครัฐ และสื่อสาธารณะอยู่ในระบบเดียวกัน ทำให้เจตนารมณ์ที่จะจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ เป็นภารกิจที่ยากเหมือนการเข็นครกขึ้นภูเขา


เนื้อหาสื่อ ตอกย้ำอคติทางเพศ ฉายค่านิยมชายเป็นใหญ่

ด้านเนื้อหาสื่อส่วนใหญ่ ตอกย้ำซ้ำเติมอคติทางเพศ และสะท้อนค่านิยมชายเป็นใหญ่มากกว่าสะท้อนความเท่าเทียมกันของหญิงชาย นอกจากนี้เนื้อหาของสื่อก็ไม่ได้สะท้อนเสียงของชนเผ่าต่างๆ หรือชนกลุ่มน้อย กลุ่มแรงงานอพยพและผู้อพยพ หรือคนที่มีความเชื่อแตกต่างกัน รวมทั้งคนที่ไม่มีสิทธิเสียงทางการเมืองอย่างเที่ยงธรรม

ในส่วนขององค์กรสื่อก็ไม่มีนโยบายในการส่งเสริมให้นักวิชาชีพ ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรมีความเข้าใจและตระหนักถึงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ไม่มีนโยบายการจ้างที่ให้โอกาสหญิงชายเท่าเทียมกัน อีกทั้งองค์กรสื่อก็ไม่ได้พยายามที่จะเสนอภาพสะท้อนของชนเผ่าต่างๆ หรือชนกลุ่มน้อย หรือคนพิการอย่างเทียงตรงและเท่าเทียมกัน ดังนั้น การเลือกปฏิบัติจึงดำรงอยู่ทั้งในสภาพที่เปิดเผยและซ่อนเร้น


งบโฆษณาทางทีวีกว่า 60%

ด้านงบประมาณสื่อในตลาดโฆษณามีขนาดใหญ่พอที่จะสนับสนุนสื่อ หลากหลายแขนง อย่างไรก็ดี กว่าร้อยละ 60 ของงบประมาณทั้งหมด เป็นงบโฆษณาในสื่อโทรทัศน์ ซึ่งในตลาดนี้รัฐบาลสามารถเข้ามาแทรกแซงตลาดเนื้อหาของสื่อได้ โดยการใช้อำนาจให้คุณให้โทษกับสื่อที่ไม่เชื่อฟังหรือไม่สนับสนุนนโยบายของรัฐผ่านการจัดสรรงบประมาณโฆษณา วิธีการแทรกแซงส่วนใหญ่มักดำเนินผ่าน "ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ" ระหว่างรัฐบาลกับบรรณาธิการอาวุโส


สื่อแข่งขันรุนแรง ส่งผลแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

การแข่งขันรุนแรงในทางธุรกิจของอุตสาหกรรมสื่อ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย รวมทั้งการเสนอเนื้อหาแบบเร้าอารมณ์ สื่อระดับชาติให้ความสำคัญกับกรุงเทพฯ ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางระบบ และทอดทิ้งต่างจังหวัดที่ถูกมองว่าเป็นเพียงชายขอบ รายงานข่าวเจาะ หรือข่าวสืบสวนสอบสวนมีน้อย หรือเกือบจะไม่มี

สื่อรายได้ต่ำ ถูกห้ามรวมตัว
ด้านรายได้ของนักวิชาชีพ แม้ว่าเงินเดือนขั้นเริ่มต้นมีอัตราที่เหมาะกับคุณสมบัติทางการศึกษา แต่ความก้าวหน้าในช่วง 10-20 ปีมีน้อยเมื่อเทียบกับสาขาอื่น โดยองค์กรสื่อหลายแห่งให้อัตราเงินเดือนค่อนข้างต่ำ แต่ชดเชยด้วยสวัสดิการด้านอื่นแทน

นอกจากนี้ องค์กรสื่อส่วนใหญ่ห้ามการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน โดยในกฎหมายพนักงานและลูกจ้างขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะก็ถูกห้ามมิให้รวมตัวกันเป็นสหภาพ ทั้งนี้ องค์กรสื่อที่มีสหภาพแรงงาน พบว่าส่วนใหญ่ทำงานต่อรองเงินเดือนและสวัสดิการมากกว่าที่จะสนใจปัญหาสภาพการทำงานด้านอื่นๆ หรือตรวจสอบความโปร่งใสของการบริหารกิจการ

โดยรวมแล้ว ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมสื่อไทยในปัจจุบันมีแหล่งที่มาของข่าวสารที่หลากหลายและมีจำนวนมาก มีองค์การสื่อสารสาธารณะที่เป็นอิสระอย่างน่าประหลาดใจ มีกลุ่มวิทยุชุมชนที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา และมีสาธารณชนที่หิวกระหายข้อมูลข่าวสารที่มีที่มาอย่างอิสระ แต่การแบ่งขั้วทางการเมืองของกลุ่ม "เสื้อเหลือง" และ"เสื้อแดง" ในช่วงก่อนและหลังการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ ในปี 2553 ทำให้การปฏิรูปสื่อที่ยังไม่เกิดขึ้น ต้องชะงักไป ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นยังถูกแทนที่ด้วยการเซ็นเซอร์ตนเองและการทำงานอย่างอิสระของสื่อก็ถูกคุกคามโดยกลุ่มการเมืองทั้งสองขั้ว

(หมายเหตุ: การอภิปรายโดยผู้ร่วมให้ความเห็นในรายงาน ประชาไทจะนำเสนอต่อไป)

ผบ.ตร.ถ่วงยังไม่สั่งฟ้องคดียึดสนามบิน เหตุ"ท่านจำลอง"ยื่นให้เป่าทิ้งข้อหาก่อการร้ายอ้าง"เวอ่ร์"!

ที่มา Thai E-News








โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 กุมภาพันธ์ 2554

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.แสดงท่าทีว่าจะยังไม่สั่งฟ้องพันธมิตรคดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน หรือคดี7ชั่วโคตร เพราะดองยาวมานานเกินกว่า 2 ปีแล้ว โดยอ้างว่า"ท่านจำลอง"ขอความเป็นธรรมให้ยกเลิกคดีก่อการร้ายเพราะ"เวอ่ร์เกินไป"นั้น

ไทยอีนิวส์ทำแบบถามvsตอบว่า "เว่อร์เกินไป"ตามที่พันธมืตรยกขึ้นมาต่อสู้ และผบ.ตร.ทำท่าว่าจะยอมตามนั้น จริงเท็จแค่ไหน? เพื่อให้สาธารนได้พิจารณาอย่างถ่องแท้

Q-การตั้งข้อหาแกนนำพันธมิตรยึดสนามบินก่อการร้ายนั้นถือว่าเว่อร์เกินไป

A-เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเว่อร์เกินไปหรือไม่ แต่เป็นเรื่องฐานความผิดที่มีหลักฐาน และมีกฎหมายเอาโทษถึงประหารชีวิต ดังนี้

-จะเห็นว่าการแจ้งข้อหาแกนนำพันธมิตรแบ่งเป็น2คดี คดีแรกกรณียึดสนามบินดอนเมือง ซึ่งไม่มีการแจ้งข้อหาก่อการร้าย เป็นแค่ข้อหาบุกรุก เพราะดอนเมืองเป็นสนามบินภายในประเทศ แต่อีกคดีคือสุวรรณภูมิมีข้อหาก่อการร้าย เพราะเป็นสนามบินสากล มีชาวต่างชาติได้รับผลกระทบ ที่สำคัญมีกฎหมายระหว่างประเทศบังคับไว้

-กฎหมายสากลนี้คือพิธีสารข้อตกลงมอนทรีออล ที่มีนานาชาติลงนามรับรอง ไทยลงนามรับรองไว้เมื่อ14พ.ค.2539 ความสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า"บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด ทำให้การบริการของท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น" เป็นการกระทำผิดตามพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ณ ท่าอากาศยานสากลฉบับนี้

-กฎหมายที่ออกมารองรับพิธีสารฉบับนี้-เมื่อไทยลงนามแล้วก็ได้มาออกกฎหมายพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มีใจความสำคัญว่า "ผู้ใดทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใด ๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี"

-ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1เขียนไว้ว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาเกี่ยวกับการก่อการร้าย ดังต่อไปนี้ (2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท


เมื่อเป็นดังนี้โจรก่อการร้ายพันธมิตรจะกล่าวอ้างลอยๆว่า"เว่อร์เกินไป"ได้อยู่หรือ?


Q-แต่ก็ยังเว่อร์เกินกว่าเหตุ

A-จะว่าเกินกว่าเหตุได้อย่างไร เพราะการก่อการร้ายดังกล่าวมีผลให้ผู้โดยสารต่างชาติตกค้างอยู่ในไทยนานนับสัปดาห์กว่า 4 แสนคน รวมทั้งมกุฎราชกุมารราชอาณาจักรเดนมาร์คที่มาเยือนไทยเป็นอาคันตุกะส่วนพระองค์ของในหลวง ในช่วงนั้นก็ต้องตกค้าง มีคนที่เดินทางเข้าประเทศไม่ได้หลายแสนคน

-ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานประเทศชาติเสียหายด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม 270,000 ล้านบาท

-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่าอากาศยานฯ การบินไทย สายการบินต่างชาติได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลชดเชยความเสียหายให้มากกว่า 19,000 ล้านบาท ที่เป็นผลเสียหายโดยตรง

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดเครื่องบินโดยสารต่างชาติไว้ช่วงเกิดเหตุการณ์กว่า 88 ลำ จนทูตชาติมหาอำนาจ 6 ชาติ คือสหรัฐ สหภาพยุโรป เป็นต้นเข้ายื่นโนติสกับกระทรวงการต่างประเทศขอให้ยุติและอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกมหาอำนาจแทรกแซงอธิปไตย

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรได้กลุ้มรุมทำร้ายคนสาหัสปางตายในเหตุการณ์นี้ และขัดขวางทำร้ายพนักงานรักษาความปลอดภัยสนามบินด้วย

แล้วอะไรคือสิ่งที่โจรก่อการร้ายพันธมิตรเห็นว่าไม่ได้"เกินกว่าเหตุ"กรุณาอธิบายมาด้วย

Q-กษิตแค่ขึ้นเวทีเฉยๆทำไมโดนข้อหาก่อการร้ายด้วย

A-แถแบบนี้หากไม่รู้กฎหมายก็น่าเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่นั้นรู้แต่แกล้งไม่รู้ กฎหมายพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มาตรา 11(2)เขียนไว้ดังนี้"ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ" พูดง่ายๆคือผู้ใดสนับสนุนให้โจรก่อการร้ายพันธมิตรไปยึดสนามบิน จนทำให้การบริการท่าอากาศยานสากลสุวรรณภูมิหยุดชะงักลง ก็ต้องผิดและโทษถึงประหารเหมือนตัวการ

คำถามคือนายกษิตไปที่สุวรรณภูมิในตอนยึดสนามบินแค่ไปกินข้าวฟรี ฟังดนตรีไพเราะแล้วกลับบ้านหรือไม่ ความจริงนายกษิตไปสนับสนุนการกระทำความผิด ขึ้นพูดให้การสนับสนุนบนเวทีหลักฐานก็มี ยังจะมาเถียงอีกว่า"ผมทำผิดตรงไหน!"

Q-พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน ผอ.สุวรรณภูมิเป็นคนปิดเอง

A-จะพูดจะแถอย่างไรก็ได้ แต่ดูหลักฐานนี่ก่อน

-หลังเข้ายึดสนามบินไว้ได้แล้วเมื่อค่ำวันที่25พ.ย.2551นั้น พันธมิตรได้ออกแถลงการณ์ในเวลา21.57น.วันนั้น เป็นแถลงการณ์ฉบับที่ 26/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความสำคัญตอนหนึ่งคือ"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

-เมื่อยึดไว้จนกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบ3พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในวันที่2ธ.ค.2551ทำให้รัฐบาลนายสมชายสิ้นสภาพลง ต่อมาวันรุ่งขึ้นเวลา09.20น.พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้แทนพันธมิตรทำพิธีส่งมอบสนามบินคืนแก่นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

วิญญูชนหรือสามัญชนที่มีสามัญสำนึกย่อมพิจารณาเป็นไปอย่างอื่นไม่ได้ว่า หากพันธมิตตรไม่ได้เป็นคนยึดแล้วไปออกแถลงการณ์ปิดสุวรรณภูมิทำไม และหากไม่ได้ยึดเอาไว้ จะไปทำพิธีส่งมอบคืนทำไม?

Q-เป็นข้อหาทางการเมืองที่ประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่ ทำไมปล่อยไว้ตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาเล่นงานตอนนี้ แบบนี้เข้าข่ายละเว้นต่อหน้าที่ไหม?

A-ใครอยากให้ช้า หากไปดูดีๆจะพบว่ามีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าและพนักงานสอบสวนหลายหน

-ตอนแรกๆรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลนายสมชายก็ว่าจะเร่งคดี แต่เอาไปเอามาจากวันที่25ธ.ค.2551ที่ก่อการร้ายทำความผิด กว่าจะออกหมายเรียกก็วันที่ 1 ก.ค.2552กินเวลา221วัน หรือ7เดือนกับ9วัน ส่วนว่าพรรคประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ให้ไปไล่เบี้ยกันเอง เพราะเป็นพวกเดียวกัน ทำงานรับส่งเข้าขากันมาตลอด

-มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดและพนักงานสอบสวนสืบสวนหลายชุด เดี๋ยวก็จะแยกคดีดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ เดี๋ยวก็จะรวม มีการโยกย้ายคนที่จะเอาจริงเอาจังพ้นหน้าที่

-สุดท้ายก็ว่ารอให้กรมการขนส่งทางอากาศรวบรวมข้อกฎหมายและร้องทุกข์มา กว่าจะครบทั้งพยาน หลักฐาน ข้อกฎหมายก็เลยกินเวลานานมาก ส่วนจะเล่นงานกันเรื่องละเว้นหรือไม่ละเว้นก็เชิญจัดการกันเอง

แต่ที่แน่ๆประชาชนผู้รักความเป็นธรรมเห็นว่าช้ามาก และไม่เป็นการยุติธรรม เพราะเวลาเสื้อแดงโดนออกหมายจับทันควัน แต่โจรก่อการร้ายเสื้อเหลืองมีคดีปล่อยเรื่องมานาน7เดือนเศษ แถมให้เกียรติแค่ออกหมายเรียกอีกต่างหาก

Q-แต่ยังไงกษิตก็ยังไม่ผิด จนกว่าศาลจะตัดสิน ดังนั้นกษิตก็เป็นรัฐมนตรีต่อได้ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ก็เป็นส.ส.ต่อได้

A-แล้วตอนกรณีเขาพระวิหารทำไมไล่นพดล ปัทมะออกหละ ทำไมคดีจักรภพ เรื่องยังไม่ถึงศาล ทำไมไล่บี้ให้ออกแสดงความรับผิดชอบ และรัฐบาลสมัครกับรัฐบาลสมชายทำไมเสื้อเหลืองพากันก่อกบฎก่อการร้ายกดดันให้พ้นตำแหน่ง ทำไมไม่รอให้ศาลตัดสินคดีก่อนบ้างหละ

Q-ยังไงๆก็เห็นว่าเว่อร์นะคดีก่อการร้าย ถือว่าเกินกว่าเหตุจริงๆ

A-??!! ก็ลองดูหลักฐานต่อไปนี้ดูว่าเกินกว่าเหตุไหม เว่อร์ไหม ที่จริงโจรก่อการร้ายพันธมิตรต่างหากที่ประท้วงเว่อร์และทำเกินกว่าเหตุ ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือที่ต้องโดน

-คลิปข่าว สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พูดกลางสภาว่าพาคนไปยึดสนามบินเอง คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าวพันธมิตรคลุมหน้าไอ้โม่งบุกปิดหอบังคับการบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าว ร.ต.แซมดินมือขวาของจำลองพาพันธมิตรคลุมหัวไอ้โม่งบุกยึดหอบังคับการบิน คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าวพลตรีจำลองเป็นตัวแทนพันธมิตรส่งมอบคืนสนามบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่

กัดกันเองใต้อุ้งตีนทหาร

ที่มา Thai E-News


น่าสงสารพ่อเจ้าประคุณหัวเหน่ง คุณประเสริฐ พงศ์สุวรรณศิริ ส.ส.ผูกขาด จ.ยะลา คุณประเสริฐฯท่านเป็นนักการเมืองเก่าแก่คนหนึ่งของพรรค ปชป. เป็น ส.ส.ตั้งแต่โฆษกปากหมาประจำตัวมาร์ค ยังเป็นไอ้เท่งไอ้ทองคอยเดินซื้อกาแฟเดินตามก้น ส.ส.รุ่นพ่อรุ่นพี่รุ่นน้อง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อยู่เลย แต่ว่าท่านจะไม่ค่อยมีบทบาทสักเท่าไหร่ พูดก็ไม่จะค่อยเก่ง แถมยังไม่ค่อยจะชัด พอพูดสักครั้งก็อ่วมทุกที



โดย ปาแด งา มูกอ
26 กุมภาพันธ์ 2554

จากกรณีที่กลุ่ม สส.ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สส.ยะลา, นายอับดุลการิม เต็งระกีนา สส.ยะลา, นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี และนายอิสมาแอล เบญอิบรอฮิม ส.ส.ปัตตานี ร่วมแถลงข่าวกรณีเกิดเหตุระเบิดรายวันในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนใต้

โดย นายประเสริฐ กล่าวว่า ในฐานะที่พวกตนเป็น สส.ในพื้นที่ภาคใต้มองว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นการสร้างสถานการณ์ แต่เป็นความจงใจให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความเดือดร้อน และมองว่าเป็นสงครามย่อยๆ โดยไม่เชื่อว่ากลไกรัฐ สามารถหยุดปัญหาดังกล่าวได้ เพราะพื้นที่ที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นใจกลางเมือง หรือเป็นพื้นที่ไข่แดง ซึ่งมีการตรวจตราแน่นหนา แต่ยังมีระเบิดหลุดรอดจนเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ พวกตนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนเจ้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบในพื้นที่ เพราะที่ผ่านมีรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ ทหาร ตำรวจและเรือเหาะ ให้ไปหมดแล้ว เหลือเพียงอย่างเดียวคือการปรับเปลี่ยน เพราะที่ผ่านมาจากที่รับฟังปัญหาจากชาวบ้านคือต้องการให้ทหารออกจากพื้นที่ เพราะไม่เชื่อว่า จะป้องกันสถานการณ์ได้

"ทหารบางคนเข้ามาบรรจุ เพื่อหวังรับตำแหน่งแบบก้าวกระโดด ไม่ยอมออกจากบ้าน ถึงเวลามาเซ็นชื่อเข้าบ้านก็มีเยอะ แต่เมื่อครบกำหนด ก็ได้รับตำแหน่งสูงกว่าเดิม ดังนั้น จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเหมือนรถ หากคันนี้ใช้ไม่ได้ ก็เอาคันใหม่มา"


ผู้สื่อข่าวก็เลยแหย่ไปว่า ควรปรับเปลี่ยนตั้งแต่ระดับผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หรือไม่ นายประเสริฐ ก็เลยหลุดปากไปว่า หากปรับเปลี่ยนได้ก็ดี

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สส.ได้ร่างกฎหมายศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ได้เขียนให้นายกรัฐมนตรี เป็นประธานและแต่งตั้งให้รัฐมนตรีรับผิดชอบในพื้นที่ แต่ ส.ว.กลับไปแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ทำให้นายกฯต้องลงมารับผิดชอบด้วยตัวเอง ซึ่งความเป็นจริงนายกฯกีมีภารกิจอยู่มาก (โดยเฉพาะปัญหาที่นั่งทับขี้ไว้เยอะแยะ ไม่ว่าเรื่อถือสัญชาติอังกฤษเอย เรื่องเป็นฆาตกรที่ถูกฟ้องยังศาลโลกเอย เรื่องหักหลัง ป๋าโหมกเปรม พ่อเฒ่าสิทธิ เฒ่าทารกอานันท์ ที่ส่งเรื่องไปยัง สตช.เอย ภารกิจที่ว่านี้ผู้เขียนเพิ่มเติมให้ เพื่อความสุนทรีย์ในการอ่าน) จึงไม่สามารถลงมาแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่

จากนั้นไม่ทันข้ามวัน พ่อเทพเทือก สยบใต้บูท ก็ออกมาแหกปากแลบลิ้นเลียปากตามสไตล์แกเวลาให้สัมภาษณ์สื่อว่า
กรณีที่มีกลุ่มส.ส.ภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายประเสริฐ พงศ์สุวรรณศิริ ส.ส.ยะลา แถลงข่าวจี้ปลด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เพราะล้มเหลวในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า เมื่อสักครู่นั่งมาในรถก็มีเพื่อนส.ส.โทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่า มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปลงข่าวว่าส.ส.ของตน 3 คน ได้แสดงความเห็นให้ปลดผบ.ทบ. เรื่องการแก้ปัญหาภาคใต้ บังเอิญตนตกข่าวไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์บับนี้ เพราะเป็นหนังสือพิมพ์ที่ตนไม่เชื่อถืออยู่แล้ว เมื่อมีข่าวทำให้เกิดความเสียหาย วันนี้ตนจะเชิญส.ส.ทั้ง 3 ท่านนั้นมาสอบถามข้อเท็จจริง

ขอเรียนว่าตนเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ไปกำกับดูแลแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ถ้าสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์มีปัญหา ก็ควรจะมาพูดจากับตน จะมีความคิดความเห็นมีข้อหารืออะไรก็มาพูดจาด้วยกัน ถ้าไปออกข่าวอย่างนั้นก็แสดงว่าไม่ถูกต้อง เดี๋ยวตนจะได้ไปสอบถามกันดู

"เรื่องปัญหาภาคใต้คนอึดอัดกันทั้งประเทศ ทั้งสื่อมวลชน ผมและคนทำงานยิ่งอึดอัดกว่า จะทำอย่างไรได้ในเมื่อมันมีปัญหาอยู่ เป็นเรื่องที่เราจะต้องแก้ไขด้วยกัน แต่ว่าจะมาพูดจาเอามันสนุกสนานไม่ได้ ยังมีคนเจ็บ คนเสียชีวิต ยังมีคนที่เขาต้องทำงานด้วยความทุกข์ยากลำบากในการแก้ไขปัญหา ไอ้พวกขาเชียร์โห่อยู่ข้างนอกนี่พูดเอาสนุกมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าสนใจลงไปดูพื้นที่กับพวกผมได้เลย เพราะผมลงไปประจำในพื้นที่เหล่านั้น”

(อยากคอมเม้นต์หน่อย ไอ้ตอแหล มึงลงแต่ในห้องแอร์ทหารตำรวจรายล้อม แน่จริงฉายเดี่ยวไปตามหมู่บ้านตำบลไหนก็ได้ รับรองเทพเทือก หัวหลุดจากบ่าแน่ๆขอท้าให้ทำตาม)

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผบ.ทบ.ได้สอบถามหรือไม่ว่า มีส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์พูดอย่างนั้นจริงหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า “ผบ.ทบ.ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านไม่ตื่นเต้นกับเรื่องข่าวพรรค์อย่างนี้ แต่ผมยืนยันได้ว่าผมได้ทำงานร่วมกับผบ.ทบ.ทั้ง 2 ท่านมาตลอด มาตั้งแต่ยุค พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จนมาถึง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ทำงานด้วยความทุ่มเทกันมาตลอด และทราบเรื่องรู้เรื่องด้วยกันตลอด ถ้าส.ส.คิดจะไล่ผบ.ทบ.ก็มาไล่ผมก่อนก็แล้วกัน เพราะผมเป็นผู้รับผิดชอบ"

พอมีละครเปิดฉาก ก็ต้องมีการปิดฉากละคร เป็นน้ำจิ้มนิดหน่อยหน่อย เดี๋ยวจะมาหาว่า ทหารหาญไม่มีน้ำยาปล่อยให้ทางการเมืองนำทางทหาร ได้อย่างไร ทั้งที่ ทางการเมืองมันอยู่ใต้อุ้งตีนทางทหารมาตลอด

(ไก่อู 2) พ.อ.พรรพต พูลเพียร โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า การวิจารณ์การทำงานของฝ่ายความมั่นคงที่ปฏิบัติหน้าที่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของ สส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกทางความคิดเห็นที่สังคมสามารถวิจารณ์ได้เป็นเรื่องปกติและพร้อมที่จะยินดีรับฟังทุกข้อเสนอเพื่อนำไปพิจารณาในระดับต่อไป

แม้จะเป็นความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการทำงานก็ตาม แต่มั่นใจว่าจะไม่มีผลต่อระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่แต่อย่างใด เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ว่าจะเป็นกำลังตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้กระทั่งกองกำลังภาคประชาชนทุกคนที่ได้ปฎิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ย่อมทราบดีว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีการทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการทุ่มเทการทำงานแก้ไขปัญหาที่เป็นรากฐานแห่งการเกิดปัญหาความไม่สงบ ซึ่งก็คือการสร้างงานมวลชนเพื่อดึงความร่วมมือจากภาคประชาชนซึ่งถือเป็นความร่วมมือที่มีผลทั้งทางบวกและลบโดยตรงต่อสภาพปัญหาในพื้นที่

แต่ด้วยขั้นตอนการสร้างงานมวลชนเพื่อให้ได้ผลแก่นแท้ของความร่วมมือไม่ได้ทำได้เพียงแค่ฉาบฉวย หรือชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นแต่ต้องการความร่วมมือที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นธรรมดาที่จะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ และที่สำคัญเมื่อแนวทางการทำงานที่มาตรงจุดและถูกทางจึงเป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายตรงข้ามจะไม่พอใจและหาทางหยุดความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชนให้ได้ ทำให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านโดยการใช้ความรุนแรงเพื่อยั่วยุเจ้าหน้าที่ให้ใช้ความรุนแรงจะได้นำไปเป็นเงื่อนไขในการสร้างสถานการณ์ปัญหาความไม่สงบในภาพรวม

สรุปแล้วปัญหาเรื่องนี้ น่าสงสารพ่อเจ้าประคุณหัวเหน่ง คุณประเสริฐ พงศ์สุวรรณศิริ ส.ส.ผูกขาด จ.ยะลา คุณประเสริฐฯท่านเป็นนักการเมืองเก่าแก่คนหนึ่งของพรรค ปชป. เป็น ส.ส.ตั้งแต่โฆษกปากหมาประจำตัวมาร์ค ยังเป็นไอ้เท่งไอ้ทองคอยเดินซื้อกาแฟเดินตามก้น ส.ส.รุ่นพ่อรุ่นพี่รุ่นน้อง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อยู่เลย แต่ว่าท่านจะไม่ค่อยมีบทบาทสักเท่าไหร่ พูดก็ไม่จะค่อยเก่ง แถมยังไม่ค่อยจะชัด พอพูดสักครั้งก็อ่วมทุกที ท่านก็เลยไม่มีตำแหน่งเป็นโล้เป็นพาย ไม่ว่าทางพรรคที่สังกัด หรือ ทางการเมือง ดูแล้วก็น่าสงสารท่านครับ

ทำไงได้อยู่พรรค ปชป.โดยเฉพาะภาคใต้ด้วย ก็ต้องทำใจล่ะครับ ท่านก็รู้อยู่นี่นา ถ้า 1.ไม่มีเงิน 2.ไม่กะล่อน 3.ไม่ประจบ 4.โกงไม่เป็น ไม่มีสิทธิได้ตำแหน่งทางเมืองโดยเด็ดขาด

คลิปตาสว่างกลางอเมริกา-นิวยอร์ก,ชิคาโก้,ฟลอริด้า,ดัลลัส,แอลเอ,เวกัส แดงลามโลก-ก่อนรัตนโกสินทร์ล่มสลาย

ที่มา Thai E-News



โดย RED USA

ขอจดจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์
และขอบันทึกไว้ให้พี่น้องไทยทั่วโลก
ได้รับทราบตามคลิปข้างบน

ว่าคนไทยจากแดนไกลอย่างสหรัฐอเมริกา
จากบ้านไปไกลแต่เพียงกาย แต่ใจนั้นยังโหยไห้ ห่วงหา
ยังเป็นห่วง และเฝ้าติดตามความเป็นไปของบ้านเกิด

อยากให้ประเทศเมืองแม่ และประชาชนร่วมชาติ
ได้ลืมตา อ้าปาก และเจริญพัฒนาอย่างนานาอารยะประเทศ

ข่าวคราวที่ประชาชนคนรากหญ้า
ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกเข่นฆ่าอย่างหมูหมา
เพียงเพราะผู้ปกครองใจอำมหิต
ต้องการครองอำนาจไว้ให้นานแสนนาน
ก่อความโกรธเกลียด คลั่งแค้นชิงชัง
ขึ้นในจิตและในใจของคนเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกา
ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพี่น้องเสื้อแดงในประเทศไทยและทั่วโลก

ความโกรธเกลียดชิงชั่ง เพิ่มขึ้นตามความชั่ว
ความเลว ความอยุติธรรม ของอำมาตย์และสมุน
ที่ใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดง คุมขังแกนนำ และตามล่าตามล้าง
คนเสื้อแดงผู้แสวงหาประชาธิปไตย และความเป็นธรรม

นอกจากถูกกลั่นแกล้ง กดขี่สารพัดรูปแบบ
คนไทยยังโชคร้ายที่มีผู้ปกครองขี้ขลาดตาขาว
ใช้กฏหมายอำมหิตอย่าง ม.112 เป็นเครื่องมือทำลายล้าง
ความจริงที่น่าขยะแขยงนี้ของผู้ปกครองชั่ว อำมาตย์เลว
จะต้องหมดไปจากประเทศไทย

การใช้ ม.112 เพื่อปิดปากคุมขังประชาชนจะต้องถูกยกเลิก
ก่อนที่ประชาชนจะกระชากผู้ยิ่งใหญ่ที่ใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง
มาลงประชาทัณฑ์ให้สาสมกับความโหดเหี้ยมที่ก่อไว้
ในฐานความผิดที่หมิ่นความเป็นมนุษย์ของประชาชน

กิจกรรมการต่อต้านอำมาตย์ของคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ
ในสหรัฐอเมริกาจึงทะยอยออกมาเป็นระยะๆ
พร้อมทั้งส่งกำลังใจและกำลังเงิน
มาช่วยพี่น้องเสื้อแดงในประเทศไทย
ตามกำลังของแต่ละบุคคล

การเดินทางไกล
ของ สส.สุนัย จุลพงศธร จากพรรคเพื่อไทย
เพื่อไปปราศรัยยังเมืองใหญ่ๆในหลายมลรัฐ ของประเทศสหรัฐอเมริกา
ระหว่าง วันที่ 4 มกราคม 2554 ถึง วันที่ 2 กุมภาพันธุ์ 2554
เป็นการยืนยันถึง..."ตาสว่าง".....ของคนไทยในสหรัฐอเมริกา
และยังเป็นการสื่อไปยังอำมาตย์ผู้ปกครองประเทศไทย
ได้รับรู้ว่าคนเสื้อแดงได้เกาะกลุ่มกันเป็นเครือข่าย
อย่างเหนียวแน่นทั่วสหรัฐอเมริกา

ที่พร้อมจะร่วมมือ ประสานพลังเคียงข้างไปกับ
คนเสื้อแดงทั่วโลกเพื่อสนับสนุนภาระกิจ
ของคนเสื้อแดงในประเทศไทย
เพื่อปลดปล่อยคนไทยจากทาสให้เป็นไท

การปราศรัยที่แฝงไว้ด้วยนัยะหลายต่อหลายประเด็น
ของ สส.สุนัย จุลพงศธร
เรียกเสียงเฮและเสียงตบมืออย่างกึกก้องจากผู้ฟัง
โดยที่ผู้ปราศรัยมิได้เอ่ยถึงใคร

เพียงคำว่า "เหี้ย" หรือ "ห่า"
ก็เรียกเสียงเฮได้กึกก้อง
แต่ทั้งๆที่ท่านสุนัย เป็นสส.จากนครสวรรค์
ท่านกลับไม่เอ่ยถึงเทวดาและนางฟ้าเลย....
หรือว่านครสวรรค์ของท่านไม่มีเทวดาและนางฟ้าสิงสถิตย์อยู่กระมัง

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-ภาพและคลิปส.ส.สุนัยเดินสายตาสว่างกลางอเมริกา+ทักษิณโฟนอินละเอียดครบ6เมืองใหญ่

-แดงอเมริกามอบทุนหนุนสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์สู้'เราไม่ทอดทิ้งกัน' ไทยอีนิวส์ส่งต่อGOLF4FREEDOMปลดปล่อยนักโทษแดง

Friday, February 25, 2011

Letter to Darm Boontham จดหมายถึงดามพ์ บุญธรรม และกัลยาณมิตร (1)

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 กุมภาพันธ์ 2554

อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เขียนจดหมายตอบดามพ์ บุญธรรม อดีตผู้อำนวยการกองเขตแดน (ผู้ริเริ่มโครงการเผยแพร่ความรู้เรื่องเขตแดนแก่สาธารณชน) กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และมายังกัลณาณมิตร พร้อมความขอบคุณในกำลังใจและแสดงความห่วงใยผู้คนในเมืองไทยที่ต้องทนอยู่ท่ามกลาง “การเมืองเป็นพิษ”

" เป็นห่วงก็คนที่อยู่ทางบ้านที่ถูกด่ากราด บริภาษ มุสา บิดเบือน และใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานา ด้วยภาษาที่หยาบคาย ขาดความเป็นสุภาพชน ขาดความเป็นผู้ดี"

***********************
From: Darm Boontham
Subject: เห็นใจจริงๆ ครับ
To: charnvitkasetsiri@yahoo.com
Date: Tuesday, February 22, 2011, 7:33 AM

เรียนท่านอาจารย์ชาญวิทย์ฯ ที่เคารพรักยิ่ง

ผมได้เห็นภาพการปราศรัยของพวก พธม. (โดยเฉพาะนายสนธิ ลิ้มทองกุล) โจมตีอาจารย์ฯ อย่างไร้เหตุผลแล้ว รู้สึกอนาจใจแทนจริงๆ ครับ ว่าในยุคสมัยนี้ยังมีแบบนี้อยู่อีก

หากมีอะไรที่ผมจะพอแบ่งเบาความหนักใจจากท่านอาจารย์ได้ ก็ขอให้บอกมานะครับ ผมพร้อมจะช่วยดำเนินการ และผมเห็นใจด้วยจริงๆ และรู้สึกมีส่วนร่วมอย่างมากเนื่องจากเป็นผู้ริเริ่มโครงการ ๗.๑ ล้าน ที่โดนโจมตีจาก พธม. อย่างไม่มีเหตุผล ในขณะที่เราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นวิชาการโดยไม่มีอคติ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ดามพ์ บุญธรรม
อดีตผู้อำนวยการกองเขตแดน (ผู้ริเริ่มโครงการเผยแพร่ความรู้เรื่องเขตแดนแก่สาธารณชน)
กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย
กระทรวงการต่างประเทศ

******************
(2)
ถึงดามพ์ บุญธรรม และกัลยาณมิตร

อีเมล์ของคุณเป็น “กำลังใจ” อย่างยิ่งในยามนี้ ปัญหาของผม ก็คงไม่เท่าไรนัก เพราะตอนนี้อยู่สิงคโปร์ห่างไกลจาก “การเมืองเป็นพิษ” ของบ้านเมืองเรา เป็นห่วงก็คนที่อยู่ทางบ้านที่ถูกด่ากราด บริภาษ มุสา บิดเบือน และใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานา ด้วยภาษาที่หยาบคาย ขาดความเป็นสุภาพชน ขาดความเป็นผู้ดี

ผมก็คงขอตอบอีเมล์ของคุณ อย่างที่ได้ตอบไปบ้างแล้ว และขอให้ช่วยเผยแพร่ ดังนี้

(หนึ่ง)
ผมก็เชื่อว่านี่คือสภาพอันย่ำแย่ของชาติบ้านเมืองของเรา ที่อยู่ในสภาวะของ “สงครามที่คนอื่นก่อ” กับ “การเมืองเป็นพิษ” อย่างที่ อ. ป๋วยของเราได้เคยบอกไว้ในข้อเขียน “จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” (From Womb to Tomb) ว่า

“เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ
คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น

ตายในสงครามกลางเมือง

ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์
ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ
หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ”

(สอง)

ผมก็เชื่อว่าสักวันหนึ่งใน “อนาคต” ใกล้ๆนี้ คนไทยส่วนใหญ่จะเข้าใจในสิ่งที่ทีมนักวิชาการของพวกเราหลายๆคน พยายามช่วยกันทำในงานวิจัย “เขตแดน..” ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น อ. พนัส-ประสิทธิ์-วิพล-พิเชฐ-สุริยา-พวงทอง-รณพล-มรกต-อัครพงษ์-อรอนงค์-ธนศักดิ์-ดุลยภาค-สุภลักษณ์-อดิศักด์-สมฤทธิ์-พิภพ และผมที่ทำหนังสือ 6 เล่ม กับวีซีดี/ซีดี
  • เราภูมิใจที่ได้ทำงานวิชาการนี้ และก็ขอบคุณอย่างยิ่ง ที่ทำให้เราได้ทำงานนี้
  • ทั้งนี้ ก็เพื่อความรู้ความเข้าใจใน “ชาติบ้านเมือง” ของเรา ในเรื่องราวของมนุษยชาติ กับ “ความเข้าใจ/understanding” เพื่อนบ้าน และประชาคมอาเซียน/Asean Community
  • เราทำงานนี้เพื่อ “วิชาการ/enlightenment” ไม่ใช่ “อวิชชาการ/ignorance”
  • เราทำงานนี้เพื่อ “สันติภาพ/peace” ไม่ใช่ “สงคราม/war”
  • เราทำงานนี้เพื่อ “สร้างสรรค์-เป็นบวก/constructive-positive ไม่ใช่เพื่อ “ทำลาย-เป็นลบ/destructive-negative”

ดังนั้น ผมและ “ทีมงานวิจัย” ก็เชื่อ เหมือนๆ อย่างที่ อ. ปรีดี พร่ำสอนพวกเราไว้ว่า “ผลของการที่ก่อสร้างไว้ดีแล้ว ย่อมไม่สูญหาย”

(สาม)
และผมก็ยังเชื่ออีกว่าการกล่าวอ้าง “ความรักชาติ” แบบขาดสติสัมปชัญญะ และเต็มไปด้วยกิเลศของ “โลภะ-โทสะ-โมหะ” นั้น ก็คงเหมือนกับที่ปราชญ์อังกฤษ Samuel Johnson 1775 เคยกล่าวไว้ว่า “’False’ patriotism is the last refuge of a scoundrel” “ความรักชาติปลอมๆ คือ หลุมหลบภัยสุดท้ายของอันธพาล” นั่นเอง

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
Make Love not War with ASEAN Neighbors,
Esp. Cambodia and Laos

PS:
(ก) หวังว่าคงมีโอกาสได้พบกันอีก ไม่ที่ปารีส ก็ใน กทม. ฝากความระลึกถึงคุณแม่ด้วย long time no see
(ข) ขอส่งคำชี้แจงของเรามาเพื่อทราบด้วยอีกครั้ง ครับ

“คำแจง” โครงการวิจัย “เขตแดนของเรา-เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา” Our Boundaries-Our ASEAN Neighbors (เรื่องของหนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี) ดังต่อไปนี้


อารัมภบท
“หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ชุดนี้ประกอบด้วยหนังสือ 6 เล่ม และดีวีดี-วีซีดี 1 ชุด เป็นผลงานค้นคว้าวิจัยที่มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้จัดทำขึ้นตามสัญญา “รับจ้าง” กับกระทรวงการต่างประเทศ

มูลนิธิฯ ของเรานี้ก่อตั้งขึ้นโดย ศ. ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2509 และปัจจุบันมี ศ. เพ็ชรี สุมิตร เป็นประธาน และมี ศ. เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม และ ศ. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เป็นรองประธาน

“หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ในโครงการ ““เขตแดนของเรา-เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา””ดังกล่าวนี้ ได้รับความสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้จัดทำขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2553-54 และมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โครงการ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชน เรื่องเขตแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อสารคดี การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการฝึกอบรม” โดยมี ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กับ ดร. พิภพ อุดร เป็นหัวหน้าและรองหัวหน้าโครงการฯ ดังมีรายชื่อ ต่อไปนี้

1. ประมวลสนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลง บันทึกความเข้าใจ และแผนที่ ระหว่างสยามประเทศไทยกับประเทศอาเซียนเพื่อนบ้าน: กัมพูชา–ลาว–พม่า–มาเลเซีย (Collected Treaties – Conventions –Agreements – Memorandum of Understanding and Maps Between Siam/Thailand – Cambodia – Laos – Burma – Malaysia) โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

2. ศาลโลก–ศาลอนุญาโตตุลาการ กับข้อพิพาทระหว่างประเทศ (International Court of Justices– Permanent Court of Arbitration)โดย พนัส ทัศนียานนท์, ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, วิพล กิติทัศนาสรชัย

3. เขตแดนเวียดนาม–จีน–กัมพูชา–ลาว (Boundaries of Vietnam-China-Cambodia-Laos)โดยพิเชฐ สายพันธ์ และ สุริยา คำหว่าน

4. เขตแดนจีน–รัสเซีย–มองโกเลีย (Boundaries of China–Russia and Mongolia) โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์และ รณพล มาสันติสุข

5. เขตแดนฝรั่งเศส–เนเธอร์แลนด์–แม่น้ำดานูบ (Boundaries of France–The Netherlands and The Danube River) โดย มรกต เจวจินดา ไมเออร์ และอัครพงษ์ ค่ำคูณ

6. เขตแดนสยามประเทศไทย–มาเลเซีย–พม่า–ลาว–กัมพูชา (Boundaries of Siam/Thailand–Malaysia – Burma–Laos –Cambodia) โดย อรอนงค์ ทิพย์พิมล, ธนศักดิ์ สายจำปา, ดุลยภาค ปรีชารัชช, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, อัครพงษ์ ค่ำคูณ

วัตถุประสงค์ของโครงการ “เขตแดนของเรา-เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา” นี้ คือ

1. ผลิตงานวิชาการในรูปแบบที่เป็น “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ที่เข้าใจง่าย ที่ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องทางวิชาการ ครบถ้วนเกี่ยวกับองค์กร (ศาลโลก-ศาลอนุญาโตตุลาการ) สถานะและแนวทางการแก้ไขปัญหา เขตแดน-พรมแดน-ชายแดนระหว่างไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย รวมทั้งกรณีศึกษาที่น่าสนใจของประเทศต่างๆที่มีเขตแดน-ชายแดน-พรมแดนติดต่อกัน ทั้งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป เช่น เวียดนาม จีน รัสเซีย มองโกเลีย ตลอดจนฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และแม่น้ำดานูบ โดยครอบคลุมตัวอย่างทั้งที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลวในการแก้ปัญหาเขตแดน-พรมแดน-ชายแดน

2. นำผลงานวิชาการที่สำเร็จเป็น “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” แจกจ่ายอภินันทนาการ (ไม่มีจำหน่าย) ให้กับห้องสมุดมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โรงเรียนประจำจังหวัด หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสังคมและรัฐ ตลอดจนสื่อมวลชน จำนวนหน่วยละ 3,000

3. ดำเนินการจัดการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในรูปแบบของการเสวนา ประชุมปฏิบัติการ การฝึกอบรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ ภายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2554

4. ดำเนินการตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ดีของประชาชนและสังคมไทย และสร้างความตื่นตัวถึงบทบาทการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชน กับสถาบันการศึกษา ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการมีความสัมพันธ์อันดีในฐานะ “ประชาคมอาเซียน” Asean Communityร่วมภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วยกัน ตลอดจนการหาวิถีทางแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีฉันท์มิตรประเทศที่มีความเท่าเทียมกันในโลกสมัยปัจจุบัน

ปัจฉิมกถา

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ขอขอบคุณความร่วมมือและความสนับสนุนที่ได้จากองค์กรของรัฐ เอกชน และตัวบุคคล อาทิ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวง การต่างประเทศ ตลอดจนข้าราชการทั้งอดีตและปัจจุบันนิรนามหลายท่าน

ขอบคุณกรมแผนที่ทหาร กองบัญชากองทัพไทย กองบัญชาการทหารสูงสุด สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

ตลอดจน “กัลยาณมิตร” ต่างรุ่นต่างวัย ที่มีส่วนทั้งร่วมงานโดยตรง มีทั้งส่วนช่วยเหลือ ช่วยผลักดัน และให้คำแนะนำกับ “กำลังใจ” ในการดำเนินการโครงการฯ ที่ค่อนข้างใหญ่โตและอยู่ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ-สังคม-และการเมืองที่อ่อนไหวและเปราะบางในปัจจุบัน

เราหวังว่า “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ชุดนี้ จะมีส่วนในการเสริมสร้างความคิด สติปัญญาให้กับเราๆ ท่านๆ ทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องราวของ “เขตแดน-พรมแดน-ชายแดน” ของ “รัฐสมัยใหม่” ที่เป็นมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ที่มีมาจากอดีต มาจากการกระทำของบรรพชน ที่มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ที่เราอาจจะพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งที่ยังอยู่กับเราในปัจจุบัน

และจะคงยังมีต่อไปในอนาคต ที่เราจะต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขต่อไปทั้งนี้เพื่อเยาวชน-คนหนุ่มคนสาว-ลูก-หลาน-เหลน-โหลน “คนรุ่นใหม่” กับประเทศชาติบ้านเมืองของเรา

เรามีความหวังตามปณิธานของผู้ก่อตั้งของเรา คือ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 (1966) เป็นต้นมา ยึดมั่นเป็นแนวทางของวิชาการตามพุทธภาษิตในภาษาบาลีที่ว่า “นัตถิ ปัญญา สมาอาภา” และแปลเป็นไทยว่า “แสงสว่าง เสมอด้วยปัญญา ไม่มี” นั่นเอง


เวบไซด์ของอาจารย์ชาญวิทย์ สำหรับผู้สนใจศึกษางานของอาจารย์เพิ่มเติม http://www.charnvitkasetsiri.com/

ดูเพิ่มเติม
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : ชาตินิยมสยาม และชาตินิยมไทย กับกรณีปราสาทเขาพระวิหารมรดกโลกhttp://thaienews.blogspot.com/2010/08/blog-post_3648.html

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ:“คำแจง”โครงการวิจัย “เขตแดนของเรา-เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา”http://thaienews.blogspot.com/2011/01/blog-post_6192.html

ด้านได้ไม่อายหมา67สว.ลากตั้งแห่ลาออกขอเป็นต่อยก2 พลิกรธน.ชัดๆหมดสิทธิคัมแบ๊คให้แป้กเคว้ง5ปี

ที่มา Thai E-News





โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 กุมภาพันธ์ 2554

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เปิดเผยว่า ส.ว.สรรหาได้ลาออกก่อนหมดวาระ เพื่อเตรียมเข้ารับการสรรหาใหม่จำนวน 67 คน เหลือ ส.ว.ที่ต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไปจำนวน 83 คน ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะลาออกจำนวนมากขนาดนี้ แต่คิดว่าจะทยอยลาออกจนถึงวันรับสมัคร

นายประสพสุขกล่าวว่าในส่วนของคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาจำนวน 22 คณะนั้นที่มีบางคณะมี ส.ว.สรรหาลาออกทำให้ไม่ครบองค์ประชุม บางคณะเหลือเพียง 3 คนเท่านั้น เช่น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชนระบุว่า สว.สรรหาที่ลาออกไม่มีสิทธิเข้ารับการสรรหาเป็นสว.ใหม่ เนื่องจากขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ วงเล็บ ๙ ซึ่งกำหนดเรื่อง"บุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา"

(๙) ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเป็นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกินห้าปี


ดังนั้นเมื่อสว.สรรหา ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมิใช่สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ได้สิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา ลงตาม มาตรา ๑๑๙ เนื่องจาก ลาออก ตามวรรค ( ๓ ) แต่เนื่องจากพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกินห้าปีจึงไม่มีสิทธิเข้ารับการสรรหาเป็นสว.ใหม่แต่อย่างใด