WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 26, 2011

แผนใต้ดิน-ข้อต่อรอง ปล่อยแดง 7+88 พ้นคุก เดิมพัน4พันล้าน"เพื่อไทย"ชนะเลือกตั้ง !!

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ



เมื่อเหตุผลและสมมติฐาน-การ ต่อรองของฝ่ายอำนาจรัฐและฝ่ายต่อต้านสมประโยชน์ จึงนำไปสู่การปล่อยตัวแดงทั้ง 7

แม้ว่าในยกแรก ต่างฝ่ายต่างต่อรองยืดยื้อจนสุกงอมนานแรมเดือน

ฝ่ายรัฐบาลส่งสัญญาณต้องการแลกตัวประกันผู้ต้องหาแดง 2 คน น.พ.เหวง โตจิราการ กับ ก่อแก้ว พิกุลทอง กับการ "งดการชุมนุม" ในเมืองช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์

แต่ฝ่ายแกนนำแดง-และนายใหญ่ ไม่ยอม และยื่นข้อเสนอแบบเต็มเพดาน คือ ต้องปล่อยตัวแกนนำทั้ง 7 และทยอยปล่อยผู้ต้องหาออกจากคุกทั่วพื้นที่อีสาน-เหนือรวม 121 คน

และเมื่อข้อต่อรองนั้นต่างฝ่าย ต่างไม่สมประโยชน์ จึงเกิด "ม็อบ 3 หมื่น" เต็มพื้นที่กรุงเทพฯในวันที่ 19 กุมภาพันธ์

หลังจากนั้น 1 สัปดาห์จึงเกิดดุลพินิจจากกระบวนการ "บนดิน" ด้วยการปล่อยตัวแกนนำแดงในคุกอีสาน-เหนือถึง 88 คน

พร้อม ๆ กับกระบวนการต่อรองจากฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้นเป็นการปล่อยตัวคราวละ 2 คน และ 3 คน โดยมีชื่อ เจ๋ง ดอกจิก กับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็น 2 คนสุดท้าย แต่ "ผู้ใหญ่" ในฝ่ายแดงไม่ยอม ยืนยันต้องแลกอิสรภาพ 7 คนกับความสุขสงบของสนามเลือกตั้ง เป็นเดิมพัน

เมื่อเงื่อนไขรัฐธรรมนูญผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯ-เมื่อปัญหาเศรษฐกิจไม่เป็นปัจจัยลบ รัฐบาลเหลือปัจจัยเสี่ยงเรื่องเดียว คือ ความสงบทางการเมือง

การเจรจาจึงเริ่มต้นขึ้นอีกรอบ โดยใช้ "มติ ครม. 21 ธ.ค. 53" ที่ระบุรัฐบาลและกระบวนการยุติธรรมจะไม่ "คัดค้านการประกันตัว" ผู้กระทำความผิดที่ "เบาบาง" และ "ไม่ใช่ตัวการ" จำนวน 114 คน และให้พ่วงท้ายด้วย "ตัวการ 7 คน" เข้าไปด้วย

การเจรจารอบใหม่มีเงื่อนไขยื่นให้แดงไม่ชุมนุมยืดยื้อ-ค้างคืน "ห้ามปิดประเทศ-ปิดราชประสงค์" เป็นเดิมพัน

เพราะฝ่ายรัฐคาดการณ์ว่าการนัดชุมนุมวันที่ 12 มีนาคม 2554 วาระครบรอบ 1 ปีการปิดสี่แยกราชประสงค์ และการนัดชุมนุมกดดัน "ศาล" ทั่วประเทศจะยืดยื้อ-บานปลาย และอาจไม่จบที่ "การเลือกตั้ง"

ขบวนการใต้ดินของฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ "คอป." โดยนายคณิต ณ นคร จึงเร่งดีกรีเจรจาและขีดเส้นตาย มีเป้าหมายบรรทัดสุดท้ายตรงกันคือ "ไปสู้กันในสนามเลือกตั้ง"

ขบวนการเจรจาใต้ดิน มีชื่อ 2 นักการเมืองพัวพัน ทั้ง กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

การหารือทั้งในรอบ-นอกรอบขององค์ประชุมที่ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. นายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และคนใกล้ตัวนายกรัฐมนตรี จึงมีทางออก

ขบวนการบนดินจึงเกิดขึ้นใน "ศาล" เพื่อเบิกความเป็นพยานให้ศาลเชื่อว่า ผู้ถูกคุมขังระหว่างการดำเนินคดีทั้ง 7 ไม่เป็นพิษ ไม่เป็นภัย

โดย "คอป." ยืนยันอำนาจ-หน้าที่ 3 ข้อ คือ ตรวจสอบความจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างเมษายน-พฤษภาคม 2553 เยียวยาทางจิตใจแก่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ และวิจัยสาเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรง และรากเหง้าของปัญหา เพื่อได้บทเรียนแก่ทุกฝ่าย และยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์ เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ตัวกลาง-คอป.ยืนยันว่า การคุมขังหรือเอาตัวไว้ในอำนาจรัฐนั้นมีจุดประสงค์เพียงเพื่อ ไม่ให้หลบหนี กับไม่ให้ไปทำความยุ่งเหยิงแก่พยานหลักฐานเท่านั้น หากไม่มีเงื่อนไขนี้แล้วก็ชอบด้วยเหตุผลที่จะปล่อยตัวชั่วคราว ทันทีที่ "ณัฐวุฒิ" พ้นคุก เขาจึงประกาศส่งสัญญาณ 3 ข้อ อาทิ 1.มุ่งหวังเพื่อ ให้เกิดการปรองดองและเกิดสันติภาพ ในประเทศ 2.ต่อต้านรัฐประหาร 3.เดินหน้าด้วยการเลือกตั้ง

สอดคล้องกับปฏิกิริยาของนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ที่ตอบรับวาระการไปสู่สนามเลือกตั้ง

"แกนนำ นปช.ก็ต้องการจะทำงานการเมือง ต่อสู้การเมือง ก็ไปสมัครรับเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ ก็ไปปรึกษากันให้ดีเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง มันก็จบ" นายสุเทพกล่าว

หลังการปล่อยตัวแกนนำแดง แกนนำฝ่ายใต้ดินของพรรคประชาธิปัตย์ยังกังขาและตั้งข้อสังเกตว่า "เจ้านายใหญ่ของฝ่ายแดง เขาได้ประโยชน์ และเขาหวังเต็มที่หากเพื่อไทยไปสู่การเลือกตั้ง เขาจะชนะ"

ขณะที่แกนนำฝ่ายเพื่อไทยยังอยู่ในระหว่างการเคลียร์บัญชี "ค่าใช้จ่าย-ต้นทุน" ในการเคลื่อนไหวใต้ดิน และเคลียร์ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนสำหรับบรรจุแกนนำแดงลงบัญชีเลือกตั้ง

ตัวเลข 4,000 ล้านสำหรับเดิมพันให้เพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จึงถูกปล่อยกระหึ่มไปทั่วทั้งสภาผู้แทนราษฎร

...................

คลิกอ่านสัมภาษณ์ ชีวิต-อิสรภาพ "ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ"

เปิดใจ..ชีวิต-อิสรภาพ "ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ" กับ แผนใต้ดิน-ข้อต่อรอง ปล่อยแดง 7+88 พ้นคุก !

ที่มา มติชน





ที่บ้าน "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" คลาคล่ำไปด้วย "เสื้อแดง"

สื่อมวลชน-หนังสือพิมพ์-ทีวี-วิทยุไทย-เทศ รอบันทึก บทสนทนา การเมือง-เลือกตั้งและเรื่องทักษิณ

"ประชาชาติธุรกิจ" คุยกับเขาบนรถตู้ส่วนตัว ระหว่างเดินทางกลับจาก "ศาล" ก่อนจะถึง "บ้านแดง"

@เตรียมนำคนเสื้อแดงอย่างไร ต่อจากนี้ไป ทั้งบทบาทนอกสภาและในสภา

ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องคนเสื้อแดงว่า การต่อสู้ของเรา เป็นการต่อสู้ระยะยาว คงจะหักหาญเอาความสำเร็จ หรือถึงปลายทางภายใน 6 เดือน 1 ปี ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ากำลังสู้อยู่กับโครงสร้างอำนาจในระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล รัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด พรรคการเมืองพรรคไหน เพราะฉะนั้น ชัยชนะสุดท้ายของประชาชน จึงไม่ใช่ชัยชนะต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ต่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ชัยชนะสุดท้าย คือได้ทำให้เครือข่ายของระบอบอำมาตยาธิปไตยอ่อนแอลง จนไม่สามารถจะครอบงำ หรือบงการการเมืองในประเทศไทยได้ ผมไม่ได้พูดถึงการทำลายให้แตกดับ เพราะการต่อสู้ทางการเมือง การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถ้ามีจุดมุ่งหมายทำลายกันจนแตกดับ นั่นมันไม่น่าจะเป็นจุดมุ่งหมายที่เรานำมาเป็นเข็มทิศในการเคลื่อนไหว

@เตรียมการทำงานในสภาอย่างไร

ถ้าผมมีโอกาสเข้าไปทำงานในสภา สิ่งที่ผมคิดที่ผมทำ จะเป็นประโยชน์ในการต่อสู้ของประชาชนมากขึ้น ผมไม่ได้คิดจะเข้าไปสู่การเมืองในระบบ เพื่อให้ตัวเองร่ำรวย หรือมีตำแหน่งใหญ่โต แต่ผมตั้งใจเข้าไป เพื่อให้การต่อสู้ของประชาชน มันร่นเข้ามาเป็นความจริง ได้ง่ายและเร็วขึ้น

@ได้ติดต่อและจัดวางสถานะความสัมพันธ์กับคุณทักษิณอย่างไร

ความสัมพันธ์ของท่าน มีใน 2 มิติ คือในทางการเมือง ผมศรัทธาเชื่อมั่นใน พ.ต.ท.ทักษิณ นี่คือการเมืองในระบบ ส่วนการต่อสู้ของประชาชน ผมร่วมทางไปด้วยกันกับท่าน พร้อม ๆ กับพี่น้องคนเสื้อแดงอีกจำนวนมาก

ผมเป็นลูกพรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในพรรคไทยรักไทย และถึงปัจจุบัน ก็ยังเคารพนับถือและศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณไม่เปลี่ยนแปลง และยังเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดไป ตราบเท่าที่ พ.ต.ท.ทักษิณยังมีจุดยืนที่จะยืนอยู่เคียงข้างประชาชน

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องจัดลำดับความสัมพันธ์อะไรใหม่ แล้วผมไม่มีความคิดที่บอกว่าตัวเองจะต้องก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่อย่างไร เพราะว่าทางการเมือง ในทางการบริหาร ในการ ทำงานเพื่อประชาชน ท่านเป็นผู้นำของผมอยู่แล้ว แต่ในทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เราร่วมทางกัน ไปได้

หมายความว่า พ.ต.ท. ทักษิณก็เป็นคนเสื้อแดงคนหนึ่ง ผมก็เป็นคนเสื้อแดง คนหนึ่ง ประชาชนจำนวนมาก ต่างก็เป็น คนเสื้อแดงที่เดินไปด้วยกัน เท่านั้นเอง

@การร่วมทางกับ พ.ต.ท.ทักษิณ คิดว่าตัวเองจ่ายต้นทุนในชีวิตแพงไปไหม

ผมไม่ได้ต่อสู้มาทั้งหมดเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ได้ติดคุกเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ผมทำเพื่อสิ่งที่ผมเชื่อ ผมทำเพื่อสิ่งที่ผมศรัทธา คือระบอบประชาธิปไตย ผมชื่นชมความรู้ความสามารถของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จริงอยู่ แต่ความชื่นชมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มากไปกว่าความศรัทธาต่อประชาชน ในการสู้เพื่อประชาธิปไตยของผม เพราะฉะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจะอยู่ตรงไหน หรือไม่ อย่างไร ไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อสู้ของพวกผม

วันหนึ่ง ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าจะหยุดต่อสู้ ผมก็จะสู้ต่อ วันหนึ่ง ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่ายอมแพ้แล้ว ผมก็ สู้ต่อ หรือแม้กระทั่งวันหนึ่ง ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่ายืนอยู่กับประชาชน มันไม่ไหว เหน็ดเหนื่อย เจ็บปวด ก็จะขอย้ายข้างไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ผมก็จะสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเป็นจุดยืนเรื่องประชาธิปไตย

ฉะนั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตผม แม้จะมีความเจ็บปวด กดดัน หรือทุกข์ของคนในครอบครัวมาเจือปนอยู่ตลอดเส้นทาง แต่ผมคิดว่า ทั้งหมด มันไม่เกี่ยวอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณเลย มันเป็นเรื่องที่ผมตัดสินใจ และคนในครอบครัวผมยอมรับการตัดสินใจนี้ แล้วตกลงใจว่าจะช่วยกันฝ่าฟันทุกอย่างไปด้วยกัน พร้อมกับประชาชน...

@การใช้รหัสถ้อยคำของเสื้อแดงที่เสี่ยงต่อการตีความว่าหมิ่นเบื้องสูง

เราประกาศอุดมการณ์ของคนเสื้อแดง คือระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลายเป็นว่ามีความพยายามทำให้ขบวนการของคนเสื้อแดงมุ่งร้ายหมายขวัญกับสถาบันเบื้องสูง จะล้มเจ้า อย่างที่กล่าวหา เพราะมีการใช้สถาบันเบื้องสูงเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง

พรรคการเมืองบางพรรคขึ้นป้ายว่าปกป้องสถาบัน พร้อม ๆ กับมีข่าวว่าพรรคนั้นทุจริตคอรัปชั่นมโหฬารยิ่งกว่ารัฐบาลชุดใด ๆ กลายเป็นว่าประเทศไทย ใครบอกว่าจงรักภักดี แล้วทำอะไรก็ได้ อย่างงั้นหรือ ? ใครบอกว่าปกป้องสถาบัน แล้วสั่งยิง สั่งเข่นฆ่าประชาชนก็ได้ อย่างงั้นหรือ ? ผมว่าไม่ใช่...

.........................

คลิกอ่าน... แผนใต้ดิน-ข้อต่อรอง ปล่อยแดง 7+88 พ้นคุก เดิมพัน 4 พันล้าน"เพื่อไทย" !!

ปฏิวัติอียิปต์ = มวลชนลุกฮือ + รัฐประหารละมุน

ที่มา มติชน



โดย เกษียร เตชะพีระ



ฮวน โคล ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ตะวันออกกลางแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ณ แอน อาบอร์ (ภาพซ้าย) &

ซาเมอร์ เชฮาตา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการเมืองอาหรับแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกา (ภาพขวา)

ฮอสนี มูบารัค, บารัค โอบามา และวลาดิมีร์ ปูติน กำลังประชุมกันอยู่ แล้วจู่ๆ พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงปรากฏพระองค์ขึ้นและตรัสว่า "ข้ามาบอกพวกเจ้าว่าโลกจะถึงกาลอวสานในสองวันข้างหน้านี้ จงไปบอกประชาชนของพวกเจ้าเสีย" ผู้นำแต่ละคนจึงกลับไปเมืองหลวงของตนและเตรียมปราศรัยทางทีวี

ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โอบามากล่าวว่า "เพื่อนชาวอเมริกันทั้งหลาย ผมมีข่าวดีและข่าวร้ายจะแจ้งให้ทราบ ข่าวดีคือผมยืนยันได้ว่าพระเจ้ามีจริง ส่วนข่าวร้ายก็คือพระองค์ทรงบอกผมว่าโลกจะดับภายในสองวัน"

ณ กรุงมอสโก ปูตินกล่าวว่า "ประชาชนชาวรัสเซีย ผมเสียใจที่ต้องแจ้งข่าวร้ายสองเรื่องให้ทราบ ข่าวแรก คือพระเจ้ามีจริง ซึ่งหมายความว่าทุกอย่างที่ประเทศเราเชื่อถือตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ของศตวรรษที่แล้วล้วนเป็นเท็จ ข่าวที่สองคือโลกจะดับภายในสองวัน"

ณ กรุงไคโร มูบารัคกล่าวว่า "โอ...ชาวอียิปต์ทั้งหลาย ข้าพเจ้ามาพบท่านวันนี้พร้อมข่าวดียิ่งสองประการ ข่าวแรก พระผู้เป็นเจ้าและตัวข้าพเจ้าเพิ่งจะประชุมสุดยอดครั้งสำคัญร่วมกันมา

และข่าวที่สอง พระองค์ทรงบอกว่าข้าพเจ้าจะเป็นประธานาธิบดีของพวกท่านไปชั่วกัลปาวสาน"

ในที่สุด "กัลปาวสาน" ตามโจ๊กแอนตี้-มูบารัคข้างต้นก็มาถึง 18 วันหลังประชาชนอียิปต์เรือนล้านลุกฮือ ต่อต้านเขาอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศจนล้มตายไป 365 คน และบาดเจ็บอีก 5,500 คน ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคมนี้เป็นต้นมา เมื่อมูบารัคประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีและสละอำนาจให้แก่สภาสูงของกองทัพ ภายใต้การนำของรัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการสามเหล่าทัพ จอมพลมูฮัมหมัด ฮุสเซ็น ทันทาวี วัย 76 ปี ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้

ทว่า กองทัพอียิปต์ที่ช่วงชิงโอกาสเข้าควบขี่การปฏิวัติของมวลชนและก่อรัฐประหารละมุนโค่นมูบารัคลงก็หาได้กลมเกลียวเป็นปึกแผ่นไม่ หากปริแยกแตกร้าวเป็นก๊กเป็นเหล่าตามเส้นสายการเมืองของตน ที่สำคัญได้แก่ : -

1) ในกองทัพอียิปต์ มีอยู่ 2 เหล่าซึ่งใกล้ชิดเป็นที่โปรดปรานของศูนย์อำนาจเก่าเป็นพิเศษ ได้แก่ กองทหารองครักษ์ประธานาธิบดีและกองทัพอากาศ - ในฐานที่มูบารัคมีภูมิหลังเป็นผู้บัญชาการทหารอากาศมาก่อนขึ้นเป็นประธานาธิบดี สองเหล่านี้จึงยืนหยัดอยู่กับมูบารัคแม้ในยามทหารทั่วไปเอาใจออกห่างแล้วก็ตาม



ดังแสดงออกโดยปรากฏการณ์กลับตาลปัตรกันระหว่างการที่ผู้บัญชาการสามเหล่าทัพ จอมพลมูฮัมหมัด ทันทาวี เดินเข้าไปกลางที่ชุมนุมเพื่อแสดงการสนับสนุนผู้ประท้วงเมื่อวันที่ 30 มกราคมนี้ VS. การที่มูบารัคแต่งตั้งอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ อาเหม็ด ชาฟิค เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พลางส่งเครื่องบินไอพ่นหลายลำไปบินต่ำ ขู่ที่ชุมนุม ในทำนองเดียวกัน กองทหารองครักษ์ประธานาธิบดีนี่แหละที่เข้าปกป้องอาคารวิทยุ/โทรทัศน์ของรัฐบาล และต่อกรกับผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 28 มกราคมนี้

2) หน่วยข่าวกรองทหาร (Intelligence Services หรือ al-mukhabarat) ซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการลับนอกประเทศ, ควบคุมตัวและสอบสวนผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย/เป็นภัยความมั่นคง (รวมทั้งทรมานและลักพาตัวชาวต่างชาติตามที่ซีไอเอขอ) เนื่องจากหน่วยข่าวกรองทหารพุ่งเป้าต่อศัตรูภายนอกเป็นหลัก ไม่ได้คุมขังทรมานชาวอียิปต์ฝ่ายค้านในประเทศมากนัก

จึงไม่เป็นที่เคียดแค้นชิงชังของประชาชนเท่า หน่วยสืบสวนเพื่อความมั่นคงของรัฐ สังกัดมหาดไทย (mabahith)

หน่วยข่าวกรองทหารมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ท่ามกลางสถานการณ์พลิกผันทางการเมืองในฐานะ "สะวิงโหวต" - คือเทเสียงไปข้างไหน กองทัพโดยรวมก็เอียงไปข้างนั้นด้วย ท่าทีของหน่วยนี้คือด้านหนึ่งก็เกลียดชัง กามาล มูบารัค (ลูกชายประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค) กับกลุ่มทุนเสรีนิยมใหม่เส้นใหญ่ของเขา แต่อีกด้านหนึ่งก็หมกมุ่นฝังหัวกับเรื่องการเมืองต้องนิ่ง และแอบได้เสียอยู่กินกับซีไอเอและกองทัพอเมริกันมานมนาน

อำนาจของกองทัพและโดยเฉพาะอย่างยิ่งของหน่วยข่าวกรองทหารที่ขึ้นครอบงำวงการเมืองสะท้อนออก ในการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา ดังปรากฏว่ากามาล มูบารัค กับพวกพ้องนักธุรกิจถูกโละทิ้งยกแผง ขณะที่โอมาร์ สุไลมาน อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองทหารได้ขึ้นเป็นรองประธานาธิบดี ทำหน้าที่รักษาการแทนประธานาธิบดีมูบารัคในทางปฏิบัติ


"วันโลกดับ" ขำขันต่อต้านมูบารัค & จอมพลมูฮัมหมัด ฮุสเซ็น ทันทาวี


อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขภายในกองทัพอียิปต์จะสุกงอมพอก่อให้เกิดการปฏิวัติ/เปลี่ยนระบอบผ่านปฏิบัติการ [มวลชนลุกฮือ + รัฐประหารละมุน] ก็ต่อเมื่อฝ่ายแอนตี้มูบารัคในกองทัพสามารถ : -

1) เสริมสร้างฐานะของตนได้มั่นคง และ

2) ให้ความมั่นใจแก่หน่วยข่าวกรองทหารและกองทัพอากาศในการเปิดรับขบวนการมวลชนที่เกิดขึ้นใหม่ และพรรคฝ่ายต่างๆ ที่เกาะกลุ่มล้อมรอบแกนนำฝ่ายค้าน นายโมฮาเหม็ด เอลบาราได นักนิติศาสตร์ นักการทูตและอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency - IAEA ภายใต้สหประชาชาติ) ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี ค.ศ.2005 และเข้าร่วมประท้วงต่อต้านมูบารัคครั้งนี้

ซึ่งอาจถือเป็นความหมายโดยนัยของสิ่งที่ประธานาธิบดีโอบามาแห่งสหรัฐอเมริกาเรียกว่า "การเปลี่ยนผ่าน อย่างมีระเบียบเรียบร้อย" ที่เขาอยากเห็นในอียิปต์นั่นเอง

ดูเหมือนเงื่อนไขดังกล่าวจะมาลงตัวพร้อมเพรียงเมื่อวันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ และแล้วกองทัพอียิปต์ก็เอื้อมไปจับมือประชาชนแล้วโค่นมูบารัคลง!

แนวโน้มการเมืองอียิปต์หลังโค่นมูบารัคจะเป็นเช่นใด? เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ สภาสูงของกองทัพ ได้ออกประกาศฉบับที่ 5 สั่งยุบสภาผู้แทนราษฎรและสภาสูงซึ่งเพิ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาอย่างฉ้อฉลอื้อฉาวเมื่อปลายปีก่อน, ระงับใช้รัฐธรรมนูญ, ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญเพื่อผ่านการลงประชามติ, และสัญญาจะจัดเลือกตั้งรัฐสภาและประธานาธิบดีใหม่ใน 6 เดือน, ระหว่างนี้คณะรัฐมนตรีที่มูบารัคตั้งใหม่ล่าสุดจะรักษาการไปพลางก่อน, พร้อมกันนั้น สภาสูงของกองทัพก็ยืนยันพันธกรณีตามสนธิสัญญาและข้อตกลงต่างๆ ที่ อียิปต์ได้ทำไว้กับนานาประเทศรวมทั้งอิสราเอล

ข้อน่าสังเกตคือประกาศของสภาสูงกองทัพอียิปต์ข้างต้นมีรายละเอียดเนื้อหาพ้องกับข้อเรียกร้องในแถลงการณ์ของแกนนำการชุมนุมต่อต้านมูบารัคที่รวมตัวกันเฉพาะกิจและเรียกตัวเองว่ากลุ่ม "25 มกราคม" หลายประเด็น ดังปรากฏรายละเอียดตามแถลงการณ์ต่อไปนี้ (ดูต้นฉบับภาษาอาหรับที่ www.assawsana.com/portal/ newsshow.aspx?id=44605) : -

-ยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินอันเป็นเหตุให้ระงับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญทันที

-ปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมดทันที

-ระงับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและบทแก้ไขเพิ่มเติมต่างๆ

-ยุบรัฐสภาสหพันธ์และสภาระดับจังหวัดทั้งหลาย

-ก่อตั้งสภาปกครองรวมหมู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน

-จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลประกอบด้วยกลุ่มชาตินิยมอิสระเพื่อดูแลจัดการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม

-จัดตั้งคณะทำงานเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยฉบับใหม่ซึ่งคล้ายคลึงรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ฉบับเก่าก่อน แล้วให้ผ่านการลงประชามติ

-ขจัดข้อจำกัดหวงห้ามทั้งปวงเกี่ยวกับการจัดตั้งพรรคการเมืองอย่างเสรีบนพื้นฐานที่เป็นพรรคพลเรือน, ยึดหลักประชาธิปไตยและสันติภาพ

-ยึดหลักเสรีภาพในการพิมพ์

-ยึดหลักเสรีภาพในการก่อตั้งสหภาพแรงงานและองค์การเอ็นจีโอโดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐบาล

-ยุบศาลทหารทั้งหมดและยกเลิกคำตัดสินของศาลทหารในคดีที่ผู้ต้องหาเป็นพลเรือน เป็นต้น

เหล่านี้ทำให้ศาสตราจารย์ฮวน โคล สรุปว่าขบวนการมวลชนที่ลุกฮือโค่นมูบารัคครั้งนี้มีแก่นแท้เป็นขบวนการแรงงานที่ยึดถือ "ชาติ" (watan) และข้อเรียกร้องทางการเมืองเชิงโลกวิสัยอื่นๆ เป็นที่ตั้ง, ไม่ใช่ขบวนการเคร่งหลักอิสลามมูลฐานที่ยึดถือ "ชุมชนศาสนา" (ummah) และข้อเรียกร้องตามหลักอิสลามเป็นสรณะดังฝ่ายขวาอเมริกันและอิสราเอลบิดเบือน

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าขบวนการมวลชนอียิปต์จะกำหนดเกมการเมืองหลังโค่นมูบารัคได้ดังใจนึก แนวโน้มน่าวิตกในสายตาผู้ช่วยศาสตราจารย์ซาเมอร์ เชฮาตา คือมันอาจนำมาซึ่งระบอบมูบารัคที่ปราศจากตัวมูบารัคเอง

แม้จะไม่กดขี่ปราบปรามหนักเท่าสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็หาใช่ประชาธิปไตยเต็มใบไม่

พท.ยินดีต้อนรับ 7 แกนนำ นปช.ลงปาร์ตี้ลิสต์ ขายขนมจีบลูกสาว เสธ.แดง เข้าร่วมพรรค

ที่มา มติชน

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส.อุตรดิตถ์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าววันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึงกรณีนายขวัญชัย ไพรพนา ระบุว่า 7 แกนนำ นปช.มีความประสงค์ลงสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเพื่อไทย เพื่อต้องการให้ได้รับเอกสิทธิ์ในสภาจะไม่ได้ไม่ถูกคุมขังว่า ส่วนตัวยินดีและเป็นเรื่องที่วิเศษที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องให้ได้เอกสิทธิ์คุ้มครองเท่านั้น แต่จะเป็นการเข้าสู่กระบวนการแข่งขันที่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย หากลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อสามารถเดินสายช่วยปราศรัยหาเสียงได้ทั้งประเทศ เชื่อว่าจะเพิ่มผู้สนับสนุนพรรคมากขึ้น โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ยกให้เป็นนักปราศรัยมือ 1 ของประเทศ


“น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล บุตรสาว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ “เสธ.แดง” อดีตผู้ทรงวุฒิกองทัพบก ก็มีแนวทางต่อสู้เดียวกัน ทุกข์ยากมาด้วยกัน ใจผมก็อยากให้เขาได้เป็น ส.ส.เพื่อที่จะได้มาพูดอะไรในสภาเพราะ น.ส.ขัตติยาเป็นคนรุ่นใหม่ มีการศึกษา ประสบการณ์ก็ดีผมก็อยากให้โอกาส ”

กกต.ชี้ 7 นปช.สมัคร ส.ส.ได้เหตุคดียังไม่ถึงที่สุดเหมือนกรณี"อภิรักษ์"

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึงกรณี 7 แกนนำ นปช.ที่ศาลให้ประกันตัวชั่วคราวจะลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่า 7 แกนนำ นปช.ถูกควบคุมตัวในเรือนจำที่ผ่านมาในคดีก่อการร้าย ถือว่าเป็นการควบคุมตัวในระหว่างรอการพิจารณาของศาล คดียังไม่มีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดออกมา ดังนั้น ถือว่ายังไม่ขาดคุณสมบัติการลงสมัครตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องดูต่อไปว่า ยังมีคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวโยงด้วยอีกหรือไม่

"หาก 7 แกนนำ นปช.ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.เข้ามาแล้วต่อมาศาลมีคำพิพากษาในคดีให้จำคุกก็จะทำให้ต้องสิ้นสุดความเป็น ส.ส.ได้ กรณีดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับกรณีของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีกรณีเรื่องคดีรถดับเพลิง ในสมัยเป็นผู้ว่าฯกทม. แต่ผลของคดียังไม่สิ้นสุด นายอภิรักษ์ จึงลงสมัครรับเลือกตั้งและได้เป็น ส.ส.กทม.ในเวลาต่อมา แต่หากต่อไปคดีรถดับเพลิง มีคำพิพากษาว่านายอภิรักษ์ มีความผิดจริงก็จะส่งผลต่อสถานะทันที


เพื่อไทยไฟเขียวแกนนำ นปช.ลงสมัคร ส.ส. กำลังเช็คภูมิลำเนาให้ลงที่ไหนแบบใด

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ กรณีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) มีความประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยว่า แกนนำของพรรคเพื่อไทยได้หารือกันเรียบร้อยแล้ว ยินดีให้การต้อนรับผู้ให้ความสนใจทางด้านการเมืองทุกคน ดูได้จากกรณีนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช.ที่เคยถูกคุมขัง พรรคยังมีมติส่งลงสมัครที่เขต 6 กทม. ปีกลายและแพ้พรรคประชาธิปัตย์ไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

"ที่สำคัญแกนนำ นปช.ทุกคนถือป็นบุคคลมีคุณภาพ กล้าอยู่เคียงข้างประชาชน ถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร โดยคณะกรรมการพรรคอยู่ระหว่างการพิจารณาว่า แกนนำ นปช.ทุกคนนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ใด เป็นได้ทั้งการเป็นผู้สมัครแบบแบ่งเขตหรือบัญชีรายชื่อ"

อีแอบโมเดล

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรมคนเสื้อแดง
จึงต้องมีความชัดเจนว่าอะไรคือเป้าหมายที่แท้จริง

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น รอยยิ้มหรือความสุขจะถูกพรากไปกี่ครั้ง
แต่สิ่งที่อยู่ในหัวใจและร่างกายจะยืนหยัดและมอบให้ประชาธิปไตย...
วันนี้พวกผมกลับมาแล้ว กลับมาพร้อมจิตวิญญาณและอุดมการณ์
จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
และจะเรียกร้องความสูญเสียของพี่น้องภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ว่าจะเกิดอะไร
ขึ้นเราจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป”

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวภายหลังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวพร้อม
นพ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายนิสิต สินธุไพร นายขวัญชัย ไพรพนา
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก และเปิดเผยถึง
ความรู้สึกที่ถูกคุมขังกว่า 9 เดือนว่า ตั้งแต่วันแรกที่สิ้นสุดอิสรภาพจนถึงวันแรก
ที่ได้รับอิสรภาพคืนมา ถือเป็นเรื่องน้อยนิด
ถ้าเทียบกับความสูญเสียของผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
จากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปีที่ผ่านมา

นายณัฐวุฒิประกาศยืนยันจะยืนอยู่เคียงข้างประชาชน ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง
สิ่งแรกที่จะดำเนินการคือ ทวงถามการเยียวยาและความยุติธรรมให้ กับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
รวมทั้งช่วยคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังให้ได้รับการประกันตัว
เพื่อเริ่มต้นสร้างความปรองดองสมานฉันท์และประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน

ทำไม นปช. ได้ประกัน?

การที่ศาลให้ประกันตัวแกนนำ นปช. ทำให้บางฝ่ายกังวลว่าจะเกิดการเคลื่อนไหวใหญ่
และตั้งข้อสงสัยไปต่างๆนานา อย่างนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช
ในฐานะโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ออกมาโจมตีแกนนำ นปช. ว่าได้คืบจะเอาศอก
ที่ประกาศจะชุมนุมใหญ่วันที่ 12 มีนาคม เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวแนวร่วมที่เหลือ
ซึ่งควรเป็นดุลยพินิจของกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น
หากแกนนำ นปช. ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเลวร้ายต้องรับผิดชอบ

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค การเมืองใหม่ (กมม.) ระบุว่า
การได้ประกันตัวของแกนนำ นปช. สะเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างรุนแรง
เพราะก่อนหน้านี้มีการชุมนุมเคลื่อนไหวของ นปช. หรือคนเสื้อแดงหลายครั้ง
โดยเฉพาะการชุมนุมหน้าศาลอาญา รัชดาฯ เพื่อกดดันศาลโดยตรง
และยังปราศรัยในลักษณะกล่าวหาใส่ร้ายและบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง

นายสุริยะใสยังตั้งข้อสังเกตว่า
ทำไม พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์
พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1
นายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และ
นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการ
อิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
จึงมาเป็นพยานให้กับแกนนำ นปช.
เพราะก่อนหน้านี้นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช. และ
นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. พบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ซึ่งรัฐบาลมีการหารือเรื่องการปรองดองใน ครม.
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ถึงแนวทางช่วยแกนนำ นปช.

พธม. ใหญ่คับแผ่นดิน

นายสุริยะใสยังกล่าวหารัฐบาลว่า
ถ้าการช่วยเหลือแกนนำ นปช. ถือเป็นแผนปรองดองของรัฐบาล
ก็ต้องบอกว่าคิดผิดอย่างไม่น่าให้อภัย
เพราะรัฐบาลได้ลากเอากระบวนการยุติธรรมเข้ามาอยู่ในจุดสุ่มเสี่ยง
เพื่อแลกกับความอยู่รอด และฮั้วกับกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง
ถือเป็นโศกนาฏกรรมยุติธรรมไทย
ที่อาจร้ายแรงกว่าการจลาจลและการเผาบ้านเผาเมืองที่แยกราชประสงค์ด้วยซ้ำไป

แต่นายสุริยะใสกลับไม่กล่าวถึงคดีของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
ที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายเช่นกัน ผ่านมากว่า 2 ปีคดียังไม่มีการนำขึ้นสู่ศาล
นอกจากการออกหมายเรียกของตำรวจ และทุกคน ก็ได้รับการประกัน
ทั้งที่การยึดสนามบินนานาชาตินั้นสร้าง ความเสียหายนับแสนล้านให้กับประเทศ
และถูกประชาคมโลกรุมประณามมาจนทุกวันนี้
ทั้งยังติดตามดูว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินคดีและเอาผิดกับพันธมิตรฯอย่างไร

เช่นเดียวกันการชุมนุมปิดถนนบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลขณะนี้
หลายฝ่ายตั้งคำถามต่อพันธมิตรฯถึงการปลุกกระแสชาตินิยมหรือกระแสคลั่งชาติว่า
มีเบื้องหลังเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือผลประโยชน์ อะไรซ่อนเร้น
ทั้งที่บันทึกลงนามความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา (เอ็มโอยู 2543) นั้น
ต้องการให้ไทยและกัมพูชาแก้ปัญหาภายใต้หลักการสันติวิธี

ฝ่ายพันธมิตรฯคัดค้านอะไร และใครอยู่เบื้องหลัง
ทำไมรัฐบาลไม่กล้าใช้กฎหมายบ้านเมืองเหมือนกับที่ดำเนินการกับกลุ่ม นปช.
อย่างที่มีรายงานจากการประชุม ครม. เพื่อพิจารณาขยายเวลา
การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนั้น
พล.ต. สนั่นได้ตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า
ที่ผ่านมาไม่เห็นทำอะไรแล้วจะขอต่ออายุทำไม
ปล่อยให้คนเพียงไม่กี่ร้อยคนมาปิดถนนทำให้ประชาชนเดือดร้อน
ทั้งที่ต้องขอคืนพื้นที่ถนนจากผู้ชุมนุม 1-2 เลน

กระแส “ไม่เอา 112”!

แต่การเมืองอีกด้านหนึ่งก็ตั้งคำถามว่าการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวของแกนนำ นปช. นั้น
ไม่ใช่สัญญาณสู่การปรองดองหรือรุ่งอรุณของประชาธิปไตย
เพราะในคืนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับนายสุรชัย แซ่ด่าน
หรือนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำกลุ่มแดงสยาม ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยนายสุรชัยกล่าวกับผู้มาสนับสนุนว่า

“ประเด็นไม่ใช่ว่าผมถูกจับแล้วมาสู้ให้ปล่อยผม
ได้หรือไม่ได้ประกัน ไม่ต้องโวยวายหรือมาสู้ให้ผม
แต่ประเด็นสำคัญคือ
เป็นโอกาสที่ผมจะได้รณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 กฎหมายหมิ่นฯ
และได้เวลาเปลี่ยนแปลงสถาบันเบื้องสูงให้พ้นวังวนการเมือง”

คำพูดของนายสุรชัยจึงเหมือนการปลุกกระแส
ให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวยกเลิกมาตรา 112 กลับมาแพร่หลายอีกครั้ง
เพราะหลังจากการจับนายสุรชัย เว็บไซต์ไทยอีนิวส์รายงานว่า
ทำให้กลุ่ม “ไม่เอา 112” แพร่กระจาย ไปในเฟซบุ๊คอย่างรวดเร็วเหมือน “โรคระบาดใหม่”
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีการเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง โดยทางกลุ่มได้อธิบายเหตุผลว่า
เพราะไม่ต้องการให้มาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

แอบอิงเบื้องสูง

เหมือนหนังสือ “ขบวนการลิ้มเจ้า”
ที่ทีมข่าวโลกวันนี้ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย
โดยการนำเสนอที่มาของวาทกรรมและวาระซ่อนเร้นที่จุดประสงค์แท้จริง
พยายามอ้างแอบ แนบชิด และบิดเบือน
เอาสถาบันเบื้องสูงมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม
ตั้งแต่การจัดตั้งกลุ่มการเมืองผ่านภาคประชาชน
เพื่อโค่นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยวาทกรรมโค่นล้ม “ระบอบทักษิณ”
โดยกล่าวหาว่าเป็น “ขบวนการล้มเจ้า”
จนเป็นหนึ่งในข้ออ้างทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
และเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”
ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 91 ศพ และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน
ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
ยังอุปโลกน์ผังเครือข่าย “ขบวนการล้มเจ้า”
มากล่าว หาแกนนำ นปช. และนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม
โดยใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือทำลายคู่แข่งทางการเมือง
และผู้ที่มีความเห็นแตกต่าง
จนผู้มีรายชื่อดังกล่าวนำเรื่องฟ้องร้อง ศอฉ. ขณะนี้

รัฐประหารกับเบื้องสูง

ยิ่งย้อนกลับไปตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เห็นชัดเจนว่า
การปฏิวัติรัฐประหารที่เป็นเหมือน “มรดกอุบาทว์” มาจนทุกวันนี้นั้น
มีการใช้สถาบันเบื้องสูงทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามมาโดยตลอด
อย่างกรณีนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษ ที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8

อย่างบทความ “20 ปี รสช. สถาบันกับรัฐประ-หารกษัตริย์ สถาบันกษัตริย์กับรัฐประหาร”
ในเว็บไซต์ ไทยอีนิวส์ได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ว่า
มีการหยิบยกสถาบันกษัตริย์ว่าเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมืองมาตลอด
นับตั้งแต่คราว รัฐประหารพฤศจิกายน 2490 คือ
กรณีคดีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ที่ทหารนำมาอ้างทำรัฐประหารปี 2500

เหตุการณ์การปฏิวัติประชาชนในเดือนตุลาคม 2516 ก็มีการใส่ความว่า
พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรชาย จอมพลถนอม กิตติขจร มักใหญ่ใฝ่สูง
จะเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศไทย
ในขณะที่เหตุการณ์นองเลือด เดือนตุลาคม 2519
มีการใส่ความนักศึกษาฝ่ายซ้ายว่าเล่นละครแขวนคอดูหมิ่นองค์รัชทายาท
เช่นเดียวกับการรัฐประหาร รสช. 23 กุมภาพันธ์ 2534
และรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็มีการเอาสถาบันมาเป็นข้ออ้าง

สภาเปรซิเดียมถึงล้มเจ้า

แม้แต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย
เจ้าของสมญา “ขงเบ้งแห่งกองทัพบก” ทั้งที่เคยดำรงตำแหน่ง
เป็นถึงนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารบก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ยังถูกโจมตีว่าฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ เพียงเพราะเผลอพูดเรื่อง “สภาเปรซิเดียม”
จนถูก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตั้งคำถามแรงๆว่า
“แล้วจะเอาในหลวงไปไว้ที่ไหน เมื่อมีสภาเปรซิเดียม!”

แม้เรื่องนี้จะผ่านมานานนับสิบๆปีแล้วก็ตาม
แต่ยังมีนักการเมืองบางพรรคพยายามนำมาใช้โจมตี พล.อ.ชวลิต

เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทหารนำมาใช้อ้างในการทำรัฐประหารคือ
การทุจริตคอร์รัปชันของนัก การเมือง ไม่ว่าเป็นกรณีรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
หรือรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ถูก รสช. รัฐประหาร
ทั้งที่ไม่มีหลักฐานและเอาผิดได้
แต่ก็ไม่วายที่จะหยิบยกเอาเรื่องความผูกขาดจงรักภักดีต่อสถาบันมาเป็นเครื่องมืออีกเช่นกัน
พ.ต.ท.ทักษิณจึงต้องประกาศต่อสู้เพื่อให้ได้ความยุติธรรมกลับคืนมาให้ได้
แม้ตายก็จะไปต่อสู้ในนรก

ขณะที่นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ บุตรชายของ พล.อ.ชาติชาย
ซึ่งเวลานั้นมีหมวกอีกใบหนึ่งเป็นหัวหน้าทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกของรัฐบาล
เปิดเผยถึงความรู้สึกขณะนั้นว่า

“ผมอับอายขายขี้หน้าชาวโลกจนไม่รู้จะตอบคำถามสื่อมวลชนตะวันตกในเวลานั้นอย่างไรดี
มันเป็นไปไม่ได้เลยในโลกยุค พ.ศ. นั้นที่จะเกิดการทำรัฐประหารยึดอำนาจขึ้นมาอีก
รัฐบาลพ่อของผมกำลังนำประชาธิปไตยมาปักหลักในประเทศนี้
รัฐบาลกำลังพัฒนาเศรษฐกิจ อาจมีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ แต่เราก็กำลังทำกันอยู่”

โดยเฉพาะนายไกรศักดิ์ตัดพ้อว่า ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่งคือ การใช้เรื่องสถาบันมาเป็นเครื่องมือ

“ที่ผมยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิงก็คือ
การหยิบยกเอาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเงื่อนไขสำคัญ จะเป็นไปได้อย่างไรว่า
รัฐบาลไม่ปกป้องสถาบันกษัตริย์ คนไม่รู้หรอกหรือว่าแม่ผม (ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ)
เคยอยู่รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จย่า
ผมตอนเด็กๆก็เข้าไปวิ่งเล่นในวังของท่าน ยังเรียกท่านว่าเด็จยายๆอยู่เลย”

ผู้ก่อการร้าย-ล้มเจ้า

ดังนั้น เกือบ 80 ปีของการเมืองไทยยังวนเวียนอยู่กับการรัฐประหาร
และฉีกแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับแล้วฉบับเล่านั้น ไม่ใช่เพราะพฤติกรรมของนักการเมือง
ที่โกงบ้านโกงเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจ ผลประโยชน์ในกองทัพ
และกลุ่มทุนต่างๆ ทั้งกลุ่มทุนในอดีตหรือกลุ่มอำมาตย์กับกลุ่มทุนใหม่
ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนในการโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณของกลุ่มอำมาตย์ ตุลาการ นายทหาร
และกลุ่มทุน โดยนำสถาบันเบื้องสูงมาใช้เป็นเครื่องมืออย่างได้ผล

แม้แต่ปัจจุบันกลุ่มอำมาตย์และกองทัพ
ก็ยังพยายามปลุกผี “ล้มเจ้า” ขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือ
อย่างรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แถลงการณ์ คปค. ฉบับที่ 1
ระบุว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย
สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน
อันส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง
หน่วยงานองค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง
ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์
ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ
ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์
ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง

ขณะที่ก่อนการรัฐประหารกลุ่มพันธมิตรฯ
นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้สัญลักษณ์เสื้อเหลือง
และข้อความว่าทำเพื่อปกป้องเบื้องสูงมาเคลื่อนไหว
โจมตีรัฐบาลทักษิณอย่างหนักว่าคอร์รัปชัน
และจาบจ้วงสถาบัน เช่นเดียวกับที่ ศอฉ.
กล่าวหากลุ่ม นปช. ว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายขบวนการล้มเจ้า
และนำมาซึ่งการปราบปราม
และฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยม
ในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 91 ศพ
และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน

จาก สด.43 ปลอมถึงใบเกิดอังกฤษจริง!

แต่ผ่านมากว่า 9 เดือนการสอบสวนและชันสูตรพลิกศพก็แทบไม่มีอะไรคืบหน้า
ขณะที่สังคมไทยก็เหมือนคนหูหนวกตาบอด
ยอมรับการกระทำอย่างโหดเหี้ยมเลือดเย็นของรัฐบาลและกองทัพ
ยอมอยู่ภายใต้รัฐบาลที่รวมหัวกันปล้นอำนาจประชาชน

แม้แต่นายอภิสิทธิ์เองก็ถูกตั้งคำถามเรื่อง “ใบผ่านการเกณฑ์ทหาร” หรือ สด.43 ว่า
ผ่านการรับราชการทหารอย่างถูกต้องหรือไม่
เพราะกองทัพเองก็ไม่เปิดเผยผลการสอบหรือชี้แจงใดๆถึงเอกสาร
ที่มีการนำมาเปิดเผยว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้ผ่านการรับราชการทหาร
หรือการเป็นข้าราชการพลเรือนสังกัดกลาโหมนั้นถือว่า
ผ่านการรับราชการทหารอย่างถูกต้องหรือไม่

กองทัพบกมีเอกสารต้นขั้ว สด.9 ที่ออกให้นายอภิสิทธิ์เพื่อบรรจุเป็นทหารกองเกิน
เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 จริงหรือไม่ และมีเอกสาร สด.1 ของสัสดีที่ยืนยัน
การรับ สด.9 ด้วยหรือไม่ สด.43 เป็นของจริงหรือมีการปลอมแปลง

คนไทยสัญชาติอังกฤษ?

ขณะที่เรื่องสัญชาติอังกฤษของนายอภิสิทธิ์
ที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
สำนักกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ เพรอฟ ในฐานะทนายความของ นปช.
นำมาใช้ฟ้องร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี)
เพื่อให้ดำเนินคดีในข้อหาฆ่าประชาชน
ซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่จะนำนายอภิสิทธิ์ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศได้นั้น
นายอภิสิทธิ์ก็ไม่ยอมตอบคำถามอย่างตรงไปมาว่าได้ทำเรื่องขอถอนสัญชาติหรือไม่
อย่างล่าสุดที่กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.เพื่อไทย และแกนนำ นปช.
นำหลักฐานสูติบัตรของนายอภิสิทธิ์มากล่าวปราศรัยว่ายังไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษว่า

“ผมเกิดที่ไหน ผมก็เปลี่ยนที่เกิดผมไม่ได้อยู่แล้ว ผมเกิดที่ไหนก็เกิดที่นั่นแหละครับ
แต่ผมก็ไม่ได้ใช้สิทธิ เพราะ ตอนที่ผมเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยผมก็จ่ายเงิน
ในฐานะเป็นนักเรียนต่างประเทศ และผมเดินทางไปอังกฤษ
ตั้งแต่บรรลุนิติภาวะมาไม่รู้กี่ครั้งก็ต้องใช้วีซ่าเข้าประเทศ
เพราะ ฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่น่ามีความชัดเจนในตัวของมันอยู่แล้ว”

นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวว่า ประเด็นอยู่ที่ว่า
ตนมีสัญชาติไทย และใช้สัญชาติไทยมาโดยตลอดในการสมัครรับเลือกตั้ง
กฎหมายไทยเขียนว่าอย่างไร ตนเป็นคนไทยก็ถือตามกฎหมายไทย
โดยไม่ยอมตอบคำถามว่าได้สละสัญชาติแล้วหรือไม่

อีแอบโมเดล?

การเมืองไทยภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ และเงาทมิฬของกองทัพและกลุ่มอำมาตย์
จึงยากที่สังคมไทยจะได้เห็นความยุติธรรม และประชาธิปไตยที่แท้จริง
เช่นเดียวกับวาทกรรมปรองดองที่นายอภิสิทธิ์พยายามชูขึ้นมา
เพื่อฟอกตัวจากเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”

ประชาธิปไตยและความยุติธรรมจึงต้องมาจากประชาชน
ต้องมีอำนาจเหนือกองทัพและกลุ่มอำมาตย์
เช่นเดียวกับการลุกขึ้นมาปฏิวัติของประชาชนในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
เพื่อโค่นล้มอำนาจเผด็จการและความไม่เป็นธรรมขณะนี้
โดยเฉพาะกรณีอียิปต์โมเดลที่เป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกอาหรับนั้น
ทำให้ผู้นำเผด็จการทรราชทั่วโลกหวาดผวา ต้องเร่งปฏิรูปอำนาจและปฏิรูปการเมือง

แต่ประเทศไทยที่อำนาจการเมืองการปกครองยังวนเวียนอยู่กับ “วงจรอุบาทว์”
การปฏิวัติรัฐประหาร และประชาธิปไตยจอมปลอม ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ
เพราะอำนาจที่แท้จริงไม่ใช่รัฐบาลหุ่นเชิด
แต่อยู่ที่ “อีแอบ” และ “อำนาจพิเศษ” ที่สังคมทั้งกลัวและไม่กล้าแตะต้อง

การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชน
จึงต้องสุขุมและรอบคอบอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่ต่อสู้กับผู้นำ “ศรีธนญชัย”
ที่เป็นแค่หุ่นเชิดเท่านั้น แต่ต้องสู้กับ “อีแอบ” และ “อำนาจที่มองไม่เห็น”
โดยกองทัพพร้อมจะเข่นฆ่าประชาชน เหมือนเหตุการณ์ 6 ตุลาวิปโยค
พฤษภาทมิฬ และเมษา-พฤษภาอำมหิต
เพราะ “อีแอบ” คิดว่าประเทศนี้เป็นของ “อีแอบ” ไม่ใช่ของประชาชน

เหมือนอย่างที่ พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำเผด็จการลิเบีย ประกาศจะสู้ตาย
และบดขยี้ประชาชนทุกคนที่ลุกขึ้นมาขับไล่ว่า
“นี่คือประเทศของผม ผมจะสู้จนกระทั่งเลือดหยดสุดท้าย”
ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากความรู้สึกของ “อีแอบ”
และกลุ่มอำมาตย์ในสังคมไทย
ที่ตีค่าประชาชนไทยเป็นแค่ไพร่และข้าทาสที่ต้องก้มหัวรับใช้เท่านั้น

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรม ประชาชนและคนเสื้อแดง
จึงต้องมีความชัดเจนว่าอะไรคือเป้าหมายที่แท้จริง
ต้องสุขุมมั่นคง และมียุทธศาสตร์ทั้งระยะสั้น ระยะยาว
เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่การต่อกรกับรัฐบาลที่เป็นเพียงผู้รับใช้
แต่ เป็นการต่อสู้กับ “อีแอบ” ที่แยบยลเหนือ ชั้นกว่าที่มองเห็น

“อียิปต์โมเดล” ไปแล้ว แต่ “อีแอบโมเดล” ยังอยู่ยงคงกระพัน

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 300
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม พ.ศ. 2554 หน้า 16
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=9792

ใช้ทหารปราบ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

สับไก กระสุนธรรม




เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลิเบียที่มีหน่วยสไนเปอร์ และกองกำลังทหารออกปราบปรามผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล เป็นหัวข้อที่พูดกันในเมืองไทยทั้งทีเล่นและทีจริงว่า

ไม่รู้มาเลียนแบบบ้านเราหรือเปล่า

ยิ่งรัฐบาลของโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำประเทศ แถลงว่า บุคคลที่ทางการ "จัดการ" นั้นไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็น "ผู้ก่อการร้าย"

ยิ่งชวนให้เปรียบเทียบมากขึ้นไปอีก


มาถึงตอนนี้ ความรุนแรงในลิเบียล้ำเกินไปมาก กลายเป็นการสู้รบระหว่างกองกำลัง ส่อเค้าสู่สงครามกลาง เมือง

ยิ่งรัฐบาลปิดกั้นข่าวสารมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ข่าวลือต่างๆ สะพัดเร็วขึ้น และเป็นผลเสียหายกับรัฐบาลเอง

ข่าวที่ว่ามียอดผู้เสียชีวิตกว่า 300 และอาจถึง 1,000 รายนั้นยังตรวจสอบไม่ได้

แต่ก็ทำให้นานาประเทศพากันวิตก และสหประชาชาตินำเรื่องเข้าคณะมนตรีความมั่นคงจนมีแถลงการณ์ประณามออกมา

ส่วนมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ได้ญาติดีอะไรกับกัดดาฟี ไม่เหมือนกรณีฮอสนี มูบารักของอียิปต์ ก็ไม่รอช้าที่จะเป็นผู้นำการประณามด้วย

เพราะการใช้กำลังทหารต่อพลเรือนนั้นผิดชัดเจน

และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์ที่ทำให้อำนาจของกัดดาฟี ผู้ปกครองประเทศมานาน 40 ปี ต้องสั่นคลอนอย่างคาดไม่ถึง

นางนาวี พิลเลย์ ข้าหลวงใหญ่แห่งสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า การใช้กำลังต่อพล เรือนถือเป็นการก่ออาชญา กรรมต่อมนุษยชาติ

ประเด็นนี้เป็นอีกหัว ข้อที่ย้อนกลับมาเปรียบเทียบกับกรณีของไทย

หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงส่งทนายฝรั่งยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศขอให้มีคณะกรรมการตรวจสอบว่า รัฐบาลสั่งการใช้กำลังทหารต่อผู้ชุมนุม

แม้จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุ การณ์ของไทยไม่ถึงหลักร้อย

แต่หนึ่งศพก็คือชีวิตเช่นเดียวกัน

หากมีการใช้กำลังทหารสังหารประชาชนของตนเองเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะมีบทพิสูจน์ในระดับชาติหรือระดับโลก

ผู้สั่งการควรรับรู้ว่า สิ่งนี้ผิดและ...บาป

คำสารภาพ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



เป็นอันว่านายกฯอภิสิทธิ์ได้ยอมรับกลางสภาแล้ว หลังจากโยกซ้ายโยกขวา เต้นติ๊ดชึ่งถีบถอยๆ วนไปวนมาอยู่หลายยก จนคนดูส่วนใหญ่เริ่มจับได้ว่า ลองไม่ยอมตอบตรงๆ ก็แปลว่าใช่แหง

ในที่สุดก็รับแล้วว่า ยังไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษ

นั่นทำให้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ถึงกับยิ้มร่า

เพราะมีผลต่อคดี 91 ศพที่กำลังรอขึ้นพิจารณาในศาลอาญาระหว่างประเทศ

พร้อมกับได้ที กล่าวเย้ยหยันนายกฯไทยว่า แล้วเหตุใดจึงปกปิดเรื่องนี้มานับเดือนกว่าจะยอมรับว่าเป็นความจริง

เหมือนที่ปกปิดความจริงในเหตุการณ์ 91 ศพนั้นหรือเปล่า!

เอาเป็นว่า เมื่อความจริงประจักษ์ชัดว่านายกฯอภิสิทธิ์ยังมีสัญชาติอังกฤษอยู่ ย่อมมีโอกาสที่ศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับพิจารณาคดี

โดยอาศัยเงื่อนไขที่นายกฯไทยมีสัญชาติอังกฤษ ซึ่งประเทศอังกฤษเป็นรัฐภาคีกับศาลอาญาระหว่างประเทศ

หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐไทยกระหยิ่มยิ้มย่องมาตลอดว่า ไม่สามารถนำคดีฟ้องศาลโลกได้

จนกระทั่งเจอทีเด็ดของทนายอัมสเตอร์ดัมเข้าให้

ทีแรกเมื่อเปิดประเด็นนายกฯอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษ ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนออกมา

พูดแต่เพียงว่า ผมเป็นคนไทย ถือสัญชาติไทย แต่ผมก็เกิดอังกฤษไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้!?!

เมื่อซักถามกันหนักขึ้น นายกฯก็มักอ้างอิงกกต. เพราะรองรับให้สามารถลงเลือกตั้งได้ เนื่องจากมีสัญชาติไทยโดยการเกิด ด้วยความที่พ่อแม่เป็นคนไทย

จนกระทั่งฝ่ายเสื้อแดงโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ต้องออกมาจี้ในประเด็นที่ว่า ยังถือ 2 สัญชาติอยู่หรือไม่ เพราะเมื่อเกิดในอังกฤษย่อมมีสัญชาติอังกฤษด้วย

จนล่าสุดด้วยการไล่จี้ของนายจตุพรในสภา ทำให้นายกฯต้องยอมรับว่า ยังไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษ

ส่วนจะเป็นบทสรุปให้ศาลอาญาระหว่างประเทศรับฟ้องนายกฯไทยในคดี 91 ศพเลยหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป

ถ้าสุดท้ายคดีนี้ต้องขึ้นศาลโลกจริงๆ คงเป็นคดีประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย

เริ่มต้นเลย ถ้าหากหลังเกิดเหตุซึ่งมีประชาชนที่ชุมนุมทางการเมืองถูกปราบปรามจนเป็นศพ

แล้วผู้มีอำนาจสั่งการรับผิดชอบทางการเมืองในทันที ทุกอย่างจะคลี่คลาย

ประการต่อมา ถ้าผู้รับผิดชอบไม่รับผิดชอบ แต่หากกลไกด้านการสืบสวนสอบสวนเดินหน้าอย่างเป็นธรรมก็จบ

คงไม่ต้องไปพึ่งศาลโลก

แล้วอุตส่าห์มีช่อง 2 สัญชาติเสียอีก!

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 26/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



พวกกันเอง ทั้งนั้น มันแกล้งเซ่อ
ทำละเมอ เพ้อครวญ ชวนสมเพช
สมกับความ ดีดัก ของพรรคเปรต
โชว์ทุเรศ งี่เง่า เขลาปัญญา....

ยุคข้าวยาก หมากแพง แรงหดหาย
ด้วยอุบาย ร้อยเล่ห์ เสน่หา
อาศัยปาก ทำงาน เหมือนผ่านมา
เห็นมารยา ทาสแท้ แย่เต็มที....

ช่างหน้าด้าน หน้าทน คนอุบาทว์
หลงอำนาจ ขาดคุณธรรม ระยำนี่
ไร้ยางอาย หมายว่า พวกข้าดี
แท้อัปรีย์ เหลวไหล จิตใจทราม....

มาสีซอ ให้ควายฟัง หวังกลบเกลื่อน
ทำเลอะเลือน โน่นนี่ แล้วผลีผลาม
ก็ไอ้พวก ชั่วช้า สวาปาล์ม
ยังพยายาม ซ่อนเร้น เบี่ยงเบนไป....

ยุคคนเลว ครองเมือง เรืองอำนาจ
มันอุกอาจ โกงกิน จนสิ้นใส้
สมกับพรรค แสนชั่ว ตัวจัญไร
จึงถามมา ว่าทนได้ อย่างไรกัน?....

๓ บลา / ๒๖ ก.พ.๕๔
http://3blabla.blogspot.com/

ภูมิซรอลเสนอระบบโทรคมฯ แจ้งเหตุฉุกเฉินพื้นที่ชายแดน

ที่มา ประชาไท

กสทช.ลงพื้นที่ภูมิซรอล พบปัญหาซ้ำเดิมยามเกิดเหตุฉุกเฉิน มือถือบอดใช้งานไม่ได้ ขณะที่ ผู้ว่าฯศรีสะเกษเสนอ กสทช. หนุนระบบโทรคมนาคมพื้นที่ชายแดน สร้างช่องทางสื่อสารหลากหลายให้ถึงประชาชนเมื่อภัยมาถึง

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (ผอ.สบท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะตัวแทนจากสำนักงาน กสทช. ประกอบด้วย ผอ. สบท. นายศรีสะเกษ สมาน นางสาวสุภัทรา นาคะผิว อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม นายศรศิลป์ คล่องแคล่ว ตัวแทนจากสำนักงานการบริการอย่างทั่วถึง นายวรุตม์ ว่องโรจนานนท์ ตัวแทนจากสำนักวิศวกรรมและเทคโนโลยี โทรคมนาคม ได้เดินทางไปสำรวจข้อมูลในพื้นที่ บ้านภูมิซรอล และโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา และเข้าหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด กรณีผลกระทบจากการสู้รบระหว่างทหารไทย กับทหารกัมพูชา รวมถึงสำรวจความเสียหายและความต้องการใช้ระบบโทรคมนาคมในพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ

จากการสำรวจความเสียหายพบว่า ชุมสายโทรศัพท์พื้นฐานของ บมจ.ทีโอที ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์นั้น มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 40 เลขหมาย และลูกค้า ADSL จำนวน 15 Ports ไม่สามารถใช้งานได้และอยู่ในระหว่างการซ่อมบำรุง ส่วนที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา บ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ ได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยอาคารเรียนถูกระเบิดพังเสียหาย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบโทรคมนาคม พบว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหาย และไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เนื่องจากสาย fiber optic ถูกสะเก็ดระเบิดหรือกระสุนปืนใหญ่
นายประวิทย์กล่าวต่อไปว่า ภายหลังหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษมีข้อสรุปว่า ควรจัดให้มี “ศูนย์ประสานงานและแจ้งเหตุป้องกันภัยชายแดน” โดยขอให้ กสทช. สนับสนุนการจัดตั้งระบบโทรคมนาคมเพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉิน แบบหลายช่องทางการสื่อสาร เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารแจ้งให้ทั่วถึงแก่ประชาชนทุกคนได้ทราบในทุกรูปแบบ ซึ่งหากจะดำเนินการต้องมีการทำวิจัยและศึกษาปัญหาความต้องการของประชาชนในพื้นที่ก่อนเสนอแนวทางดำเนินการให้ตรงกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในชายแดน

“จากคำบอกเล่าของประชาชนในพื้นที่พบว่า วันเกิดเหตุประชาชนต่างแตกตื่นวิ่งหนีหลบภัยแบบไม่มีทิศทาง รถติดยาวกว่า 30 กิโลเมตร ขณะที่ โทรศัพท์มือถือไม่สามารถติดต่อกันได้ในบางช่วงเวลา สถานการณ์ปัญหาการใช้บริการโทรคมนาคมเหมือนกับช่วงที่เกิดเหตุการณ์สึนามิ หรือเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ เนื่องจากช่องสัญญาณเต็ม เพราะมีผู้ใช้บริการในคราวเดียวจำนวนมาก และประชาชนในพื้นที่ชุมสายตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ รวมถึงบ้านภูมิซรอลไม่สามารถใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน และไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้” ผอ.สบท.กล่าว

นายประวิทย์กล่าวอีกว่า การจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแจ้งเหตุป้องกันภัยชายแดน จำเป็นต้องวางระบบให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของการใช้งานอาจแตกต่างจากการตั้งศูนย์เตือนภัยสึนามิ ซึ่งจะต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไป นอกจากนี้ประชาชนในพื้นที่ยังต้องการให้ผู้ประกอบการขยายสัญญาณโทรศัพท์มือถือให้ครอบคลุมพื้นที่ชายแดน และต้องการให้มีการฝึกทักษะการติดต่อสื่อสารด้วยระบบโทรคมนาคมเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติจากการสู้รบในพื้นที่ชายแดนด้วย

ทัพพม่าเตรียมปราบกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" สั่งปิดเส้นทางทุกด้าน

ที่มา ประชาไท

กองทัพพม่าเสริมกำลังทหารเข้าชิดพื้นที่กองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" ต่อเนื่อง ล่าสุดสั่งปิดเส้นทางเข้าออกทุกด้าน เชื่อเตรียมกวาดล้าง

มีรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ. 2554 กองทัพรัฐบาลทหารพม่าได้มีคำสั่งปิดเส้นทางรถยนต์ทุกเส้นทางที่เข้าสู่เขตพื้นที่บ้านไฮ ของเมืองเกซี (รัฐฉานภาคเหนือ) ซึ่งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการใหญ่กองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" (Shan State Army 'North') อดีตกองกำลังหยุดยิงที่ปฏิเสธจัดตั้งหน่วยพิทักษ์ชายแดนใต้กำกับของรัฐบาลทหารพม่า

แหล่งข่าวเผยว่า ทหารพม่าได้ห้ามรถยนต์ทุกชนิดผ่านเส้นทางสายเมืองหนอง - เมืองต้างยาน และเส้นทางสายเมืองเกซี – เมืองสู้ ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมเมืองทั้งสี่ด้านที่ต้องผ่านพื้นที่บ้านไฮ เขตครอบครองของกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" โดยการสั่งปิดเส้นทางนี้ เชื่อกันว่าเป็นการกดดันกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ"

ด้านเจ้าหน้าที่จากกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" รายหนึ่งเปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ที่กองทัพพม่า ปิดเส้นทางเข้าสู่พื้นที่กองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" นับตั้งแต่มีการเจรจาหยุดยิงกันมาตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งการปิดเส้นทางนี้น่าจะเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ เป็นการตัดรายได้หรือไม่ก็เป็นการเตรียมเข้าปราบปรามกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ"

การเคลื่อนไหวกองทัพพม่าครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" ในนามพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน (Shan State Progress Party - SSPP) เข้าร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า 12 กลุ่ม จัดตั้งสภาสหพันธรัฐแห่งชาติสหภาพ หรือ UNFC (United Nationalities Federal Council) โดยมีการประกาศเมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยสภาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์เจรจาหรือดำเนินการทางการเมืองกับรัฐบาลทหารพม่าและประชาคมโลก และเพื่อสิทธิความเสมอภาคและเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐในพม่าอย่างแท้จริง

ขณะที่มีรายงานด้วยว่า ตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมากองทัพพม่าได้เสริมกำลังทหารเข้าประชิดพื้นที่กอง กำลังไทใหญ่ "เหนือ" อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการเรียกกำลังพลจากกองพลที่ 99 ที่เคยร่วมปราบกองกำลังโกก้าง MNDAA เมื่อปลายปี 2552 จากพื้นที่ภาคเหนือรัฐฉานลงมาเสริมในพื้นที่ติดกับพื้นที่เคลื่อนไหวกอง กำลังไทใหญ่ "เหนือ" นอกจากนี้ทางกองทัพพม่ายังส่งรถถังกว่า 10 คัน เข้าไปในพื้นที่เมืองหนอง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับพื้นที่เคลื่อนไหวกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" ด้วย
ปัจจุบันกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" SSA 'North' เป็นกลุ่มพันธมิตรกับกองกำลังว้า UWSA กองกำลังคะฉิ่น KIA และกองกำลังเมืองลา NDAA ซึ่งทั้งหมดเป็นกองกำลังหยุดยิงและปฏิเสธจัดตั้งหน่วยพิทักษ์ชายแดน BGF ตามข้อเสนอรัฐบาลทหารพม่า และต่างถูกรัฐบาลทหารพม่ากดดันเช่นเดียวกัน ขณะที่กองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" หลังปฏิเสธตั้งหน่วยพิทักษ์ชายแดน ได้ปะทะกับทหารพม่าแล้วหลายครั้ง

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่ http://www.khonkhurtai.org/
"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org