WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 27, 2011

ประมวลภาพ"เสื้อแดง"ทำบุญอุทิศส่วนกุศล"ผู้เสียชีวิต"เหตุวุ่นวายเมื่อพ.ค.53 แกนนำ-มวลชนร่วมงานคับคั่ง

ที่มา มติชน





ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ก.พ. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้รวมตัวทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 โดยมีแกนนำอย่างนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ พร้อมแกนนำที่เพิ่งได้รับการประกันตัว เช่น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นพ.เหวง โตจิราการ นายงิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ฯลฯ โดยทั้งหมดร่วมพิธีทำบุญถวายสังฆทานและภัตตาหารเพล เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ผ่านๆมา จำนวน 91 ราย โดยมีสมาชิกคนเสื้อแดงร่วมงานและรอให้กำลังใจแกนนำอย่างคับคั่ง

































สำนวนยิง "นักข่าวญี่ปุ่น" เหตุการณ์ 10 เม.ย.ส่อพลิก หลังแหล่งข่าวเผยข้อมูลใหม่ถูกยิงโดย "อาก้า"

ที่มา มติชน



ส่วนความคืบหน้าการสรุปสำนวนการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมในเหตุการณ์เมษายนและพฤษภาคม 2553 จำนวน 89 ศพ นั้น พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ดีเอสไออยู่ระหว่างรอตำรวจสรุปสำนวนชันสูตรพลิกศพว่าเป็นการกระทำที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ ส่วนการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ประสานข้อมูลความคืบหน้ากับสถานทูตญี่ปุ่นโดยตลอด แต่รายละเอียดคงต้องไปถามจากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ


แหล่งข่าวจากดีเอสไอเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเตรียมส่งข้อมูลการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ให้ตำรวจเพื่อประกอบสำนวนเพราะเป็นข้อมูลใหม่ ที่ พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลกระสุนปืนที่ดีเอสไอขอให้ช่วยเป็นผู้ตรวจสอบวิเคราะห์จากบาดแผลและวิถีกระสุน จนกระทั่งได้ข้อสรุปว่านักข่าวญี่ปุ่น เสียชีวิตจากอาวุธปืนสงคราม ชนิดอาก้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารเคยปฏิเสธไม่มีอาวุธปืนอาก้าใช้ในกองทัพ


"ดังนั้น จะทำให้รูปคดีเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะก่อนหน้านี้ดีเอสไอสรุปความเห็นเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าการเสียชีวิตของนักข่าวญี่ปุ่นอาจจะเกิดจากการที่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นการสรุปจากพยานบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ และดีเอสไอได้รายงานให้สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยรับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว และประสานให้สถานทูตส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง" แหล่งข่าวระดับสูงดีเอสไอระบุ

ยุแหย่.....ยิ้มเยาะ.....ทะเลาะกัน

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



แสงตะวัน พลันสว่าง กระจ่างฟ้า
เสียงตะโกน แว่วมา ว่าเหนื่อยท้อ
เคยร่วมเรียง เคียงรัก เคยถักทอ
หวังเกิดก่อ สิ่งดี ที่ฝันกัน....

อคติ เอ็ง-ข้า อย่างบ้าเลือด
เอาวาจา เฉือนเชือด จนเดือดนั่น
พวกมรึงเลว แต่พวกกู ดูดีพลัน
ช่วยผลักดัน แบ่งแยก แตกกระเจิง....

นี่หรือ พวกเดียวกัน เคยสรรค์สร้าง
ช่างอำพราง หมายมุ่ง ให้ยุ่งเหยิง
สร้างยุแหย่ เฉไฉ ให้เปิดเปิง
หลงระเริง "พวกตน" คนสู้จริง....

แล้วเอาตีน กดหัว ระรัวซ้ำ
เพื่อตอกย้ำ อันธพาล สันดานยิ่ง
หรือพวกเรา เหนื่อยหนัก อยากพักพิง
จึงอ้างอิง ยั่วโมโห แล้วโกรธา....

พวกศัตรู หัวร่อ จนงอหาย
ช่างน่าอาย แว้งกัด ฟัดเหมือนหมา
สู้กันเอง หรืออย่างไร ให้บอกมา
หมดเวลา ยิ้มเยาะ ทะเลาะกัน....

๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดง ๒๗ ก.พ.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

รุกมาร์ค-ฟ้อง91ศพ ศาลผู้ดี! เพิ่มจาก-ศาลโลก

ที่มา ข่าวสด



เล็งฟ้องศาลอังกฤษ

นายจตุพรกล่าวถึงกรณีที่นายกฯ ยอมรับว่าไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษ ว่า
อีก 1-2 วันจะได้ร่วมหารือกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของนปช.
เพื่อหารือในประเด็นข้อกฎหมาย เนื่องจากนายโรเบิร์ตให้ความเห็นว่า
เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษ
เท่ากับว่ามีสถานะเป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษโดยอัตโนมัติ ดังนั้น
นอกจากจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศได้แล้ว
ก็น่าที่จะยื่นฟ้องต่อศาลประเทศอังกฤษ
ที่ถือว่านายอภิสิทธิ์เป็นพลเมืองอยู่ในข้อหาเดียวกัน
กับที่ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศได้
แต่รายละเอียดคงต้องรอหารือกับนายโรเบิร์ตอีกครั้ง

"ธิดา"โต้ดีเอสไอพูดไม่หมด ชี้ช่างภาพชาวญี่ปุ่นโดนยิงจากฝั่งทหาร

ที่มา มติชน

นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่นนั้น เกิดจากอาวุธปืนสงคราม ชนิดอาก้า ซึ่งอาวุธดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจไม่มีใช้เป็นอาวุธประจำกายว่า หลักฐานนั้นชัดเจนว่านักข่าวชาวญี่ปุ่นนั้นถูกยิงอยู่ในฝั่งของคนเสื้อแดง ดังนั้นกระสุนน่าจะมาจากฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับคนเสื้อแดง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พูดความจริงไม่หมด เพราะเรื่องของรายละเอียดหลักฐานต่างๆ นั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น อาวุธที่ใช้ยิงเป็นอะไร ชนิดไหน ขอให้ดีเอสไอชี้แจงมา ถ้าคิดว่าไม่ใช่อาวุธของฝ่ายทหาร

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ขณะที่ช่างภาพของญี่ปุ่นเสียชีวิตอยู่ในฝั่งของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง มีพยานให้การว่าเห็นแสงไฟมาจากปากกระบอกปืน ซึ่งน่าจะมาจากด้านหน้าแล้วก็เสียชีวิต ดังนั้น ประเด็นจึงอยู่ที่นักข่าวคนดังกล่าวถูกยิงโดยใคร ไม่ใช่ว่าถูกยิงด้วยอาวุธชนิดไหน แต่คนที่สามารถจัดสรรอาวุธทุกชนิดได้ในประเทศไทยนั้น คือหน่วยงานด้านความมั่นคง ดังนั้น เรื่องนี้ต้องไปหาคนที่ยิงมาให้ได้ ไม่ใช่มาพูดกันว่าถูกยิงจากอาวุธชนิดไหนกันแน่

"มาร์ค" ปราศัยชูแคมเปญหาเสียง “สุเทพ” ผุดไอเดีย VIP ปชป. 3,000คน

ที่มา ประชาไท

"มาร์ค" เปิดแคมเปญหาเสียง เพิ่มค่าแรง 25%-ตั้งกองกำลังพิเศษปราบยาเสพติด-ตั้งกองทุนกู้ยืมระดับมหาลัย-แจกโฉนดชุมชน 250,000 ราย แม่ค้าเสื้อแดงตะโกนด่าไล่ ก่อนถูก จนท.ดึงตัวออกไป “สุเทพ” ผุดแนวคิดใหม่ สร้างวีไอพี ปชป.3,000 คน บริจาคให้พรรค 1 ล้าน ผ่อน 4 ปี

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 27 ก.พ. ที่ลานอเนกประสงค์ ภายในตลาดนัดสวนจตุจักร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาเปิดตัวแผนการรณรงค์การเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ โดยระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ กล่าวปราศรัยเปิดตัวแคมเปญ เดินหน้าต่อไปด้วยนโยบายเพื่อประชาชน ของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ๆ ได้มีหญิงสูงวัย สวมเสื้อสีดำชูป้ายกระดาษที่เขียนด้วยลายมือมีข้อความว่า "ออกไป ไอ้ฆาตกร รัฐบาลผีดิบ" พร้อมกับตะโกนด่า "ไอ้ตอแหล ไอ้ฆาตกร" ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ในเครื่องแบบ และตำรวจสันติบาลต่างกรูเข้าไปฉุดตัวผู้หญิงคนดังกล่าว และดึงป้ายกระดาษออกไป แต่หญิงสูงวัยยังคงตะโกนด่าทอนายอภิสิทธิ์เป็นระยะๆ

ขณะเดียวกันก็มีชายคนหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงกันเกิดความไม่พอใจ และจะเข้าไปทำร้ายหญิงสูงวัย คนดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องช่วยกันดึงตัวชายคนดังกล่าวออกไปด้วย เช่นกัน จากนั้นมีหญิงสาวหนึ่งคนสวมเสื้อสีแดง สะพายกระเป๋าเป้สีแดงที่ติดเข็มกลัดมีข้อความว่า "I'm Red." ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม "วันอาทิตย์สีแดง" ออกมายืนตะโกนด่านายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ว่า "มาจัดที่นี่ทำไม แค่นี้เดือดร้อนกันไม่พออีกเหรอ" จากนั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดึงตัวออกไปเช่นกัน

ทั้งนี้ในการปราศัยหาเสียงนั้นนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปชป.จะเดินหน้าต่อไปด้วยนโยบายเพื่อประชาชน โดยนโยบายชุดแรกที่พรรคจะเดินหน้าก็คือการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 25 % ภายใน 2 ปี เพราะต้องการเติมเงินในกระเป๋าประชาชน การเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายต้องเดินหน้าต่อไป ขณะที่ปัญหายาเสพติดรัฐบาลจะเพิ่มกองกำลังปราบปรามยาเสพติดจำนวน 2500 นาย เพราะจำเป็นต้องเสริมกำลังทั่วประเทศ จะจัดให้มีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยจำนวน 250,000 คน เนื่องจากการลงพื้นที่พบว่ามีประชาชนเป็นจำนวนมากต้องการให้บุตรหลานเรียนใน ระดับมหาวิทยาลัย และจะมีการเพิ่มโฉนดชุมชนให้เกษตรกรจำนวน 250,000 คน

"การเสนองบประมาณกลางปีเข้าสู่สภา พรรคเพื่อไทยและนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วนเพื่อไทยผู้นำการอภิปรายไม่เห็นด้วยที่จะให้งบฯ 1.2 แสนล้านบาท แต่ประชาชนรอคอยไม่ได้ ประเทศจะอยู่นิ่งกับที่ไม่ได้ และขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การเมืองในระบบประชาธิปไตยเท่านั้นที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ หลังทำงานได้สองปีและได้ผลักดันสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย สามารถทำให้ประชาชนที่อยู่นอกระบบประกันสังคมได้เข้าสู่ระบบ มีการจดทะเบียนจักรยานยนต์มีสินเชื่อให้เพื่อเป็นหลักประกัน มีการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการในวันที่ 1 เมษายนนี้ และพยายามแก้ปัญหาลดค่าใช้จ่ายในบางเรื่องให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถไปควบคุมสินค้าบางประเภทได้ นโยบายที่ประกาศในวันนี้คือทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหา เพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชนสู้กับภาวะของแพงและปัญหาที่เผชิญอยู่"นาย อภิสิทธิ์กล่าว

ขณะนี้การเมืองกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในปลายปีนี้ วันนี้เราต้องการให้ประเทศเดินหน้าหรือต้องการให้ประเทศติดหล่มอยู่กับสภาพ ปัญหาเดิมๆ คือความขัดแย้ง ประชาธิปัตย์บอกชัดว่าเราเร่งเอาเงินทีเก็บได้เกินไปใช้หนี้ เพื่อนำไปช่วยเหลือคน ซ่อมถนนหนทาง โรงเรียน วัด สถานพยาบาล ที่เสียหายจากน้ำท่วม ประเทศหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ ให้รีบใช้หนี้เสีย งบปี 2555 จะได้จัดได้อย่างเต็มที่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลซึ่งก็เป็นสิทธิ เห็นบอกว่าจะไม่ไว้วางใจเขาในเหตุการณ์ทางการเมืองปีที่ผ่านมา ซึ่งก็อภิปรายไปแล้ว 1 ครั้ง จึงบอกว่าวันนี้ทางเดินมันชัดว่าเราอยากให้ประเทศเดินไปทางไหน หรือให้ถอยหลังไปยึดติดอยู่กับภาพเก่าๆ เรื่องเก่าๆ แล้วทำให้ประชาชนเสียโอกาส

ต่อมาได้มีตัวแทนจากสมาคมผู้ประกอบการการค้าตลาดนัดจตุจักรประมาณ 20 คน มาร้องขอพบนายอภิสิทธิ์ เพื่อทวงถามความคืบหน้าการช่วยเหลือเรื่องการต่ออายุสัญญาเช่าที่ตลาดนัด จตุจักร กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งจะหมดอายุในเดือน ม.ค.2555 ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มคนดังกล่าวได้เคยไปร้องเรียนเรื่องนี้กับนายอภิสิทธิ์ ไว้แล้วที่ทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หลังจากกล่าวปราศรัยเสร็จ นายอภิสิทธิ์ ได้เดินลงมาพบกับกลุ่มผู้ค้าดังกล่าว และรับเอกสารเพิ่มเติม พร้อมรับปากจะนำไปดำเนินการให้

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้เดินไปพบปะกับประชาชนที่มาร่วมงานเพื่อแจกลายเซ็น และรับมอบดอกกุหลาบ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังโรงแรมรอยัล ริเวอร์ เพื่อร่วมงานร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทย จัดโดยคณะ ส.ส.กทม. เขต 12 พรรคประชาธิปัตย์.

"มาร์ค" ยันไม่เคยใช้สิทธิในฐานะพลเมืองอังกฤษ ย้ำมีคุณสมบัติตามกฎหมายไทยครบถ้วน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงกรณีนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกระบุว่า นายกรัฐมนตรีควรแสดงความชัดเจนว่าจะเลือกสัญชาติอะไร ในฐานะที่เป็นผู้นำและในแง่ของความรักชาติว่า เรื่องความรักชาติดูที่พฤติกรรมดีกว่า ประการต่อมาเรื่องนี้คือข้อกฎหมายมันยังไม่ชัด มีนักกฎหมายจำนวนมากยืนยันว่าการที่ตนแสดงเจตนาชัดในการถือสัญชาติไทย ถือเป็นการสละสัญชาติอังกฤษไปโดยปริยาย ถ้าตนอยากไปใช้สัญชาติอังกฤษ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตนดำเนินการตามกฎหมายไทย ถ้าต้องไปดำเนินการตามกฎหมายอังกฤษด้วย ก็คงมีปัญหามากมายว่า กลายเป็นเกิดคำถามว่าสรุปแล้วตนมีหน้าที่ที่ต้องทำตามกฎหมายอังกฤษด้วยหรือ ไม่ เรื่องนี้ยังมองไม่ตรงกัน ที่ผ่านมาตนก็ถามความเห็นนักกฎหมาย และชี้แจงว่าไม่ได้มีเจตนาเลยที่จะไปถือสัญชาติอังกฤษ แม้ว่าจะเกิดที่นั่น ไม่มีการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองอังกฤษ ทั้งการศึกษาก็ดี การเดินทาง มันก็ชัดในตัวของมันเองอยู่แล้วว่าเจตนามันคืออะไร

เมื่อถามว่า ถึงขณะนี้จะดำเนินการสละสัญชาติอังกฤษหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าสละตอนนี้ เขาก็จะว่าอีกว่า ตนหนีศาลโลก ไม่แน่ใจว่าต้องทำหรือไม่ เพราะกฎหมายไทยก็ไม่ชัด ตนถือตามกฎหมายไทย เวลาที่นักกฎหมายตอบก็ตอบไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่องของเจตนาว่าจะเก็บหรือไม่เก็บไว้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ถามว่าต้องมานั่งดูกฎหมายอังกฤษรึเปล่า ว่าต้องยื่นแบบเสียภาษี เกณฑ์ทหารอังกฤษ

เมื่อถามต่อว่า แสดงว่านายกฯยังจะคงสถานะ 2 สัญชาติเช่นนี้อีกต่อไป นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ทราบว่าตนมี 2 สัญชาติหรือไม่ ประเด็นนี้เป็นเรื่องของนักกฎหมาย ตนพยายามตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่า แม้กระทั่งนักกฎหมายยังให้ความเห็นไม่ตรงกัน เนื่องจากเป็นกฎหมายของแต่ละประเทศ และโดยปกติมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าใครทำตัวเป็นสัญชาติอะไร ผมคงไปเปลี่ยนที่เกิดไม่ได้

เมื่อถามว่า มีแนวทางการดำเนินการให้ชัดเจนหรือไม่ เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมายไทยเลย และคุณสมบัติก็ครบถ้วน และท้าว่าแม้แต่คนที่ตรวจสอบหรือจ้างคนมาตรวจสอบนั้นรักชาติจริงหรือไม่ ตนไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ ส่วนที่ว่าตนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอังกฤษหรือไม่ ก็อยากจะได้คำตอบที่เหมือนกัน ซึ่งยังไม่มี

“สุเทพ” ผุดสร้างวีไอพี ปชป.3,000 คน

วันนี้ (27 ก.พ.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคง กล่าว ว่า ตนมีแนวคิดที่จะหาสมาชิกแบบวีไอพี จำนวน 3,000 คน ทั่วประเทศ โดยคนเหล่านี้จะเข้ามาช่วยสนับสนุนพรรคด้านเงินทุนคนละ 1 ล้านบาท โดยสามารถผ่อนได้ 4 ปี 1 ล้านบาท ก็คิดเป็นเงินแค่เดือนละ 2 หมื่นกว่าบาท แลกกับการให้สมาชิกเหล่านี้มีสิทธิในการได้เห็นนโยบาย เพื่อแสดงความเห็นติติงว่าดีหรือไม่ดี ก่อนที่จะนำเสนอต่อประชาชน โดยส่วนตัวอยากให้มีสมาชิกดังกล่าวเป็นในรูปแบบของสภา เพราะหากปล่อยให้ทุนใหญ่บริจาคทีละเป็นล้านๆ ก็จะทำให้เกิดบุญคุณต่อกัน

นาย สุเทพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังทราบมาว่าขณะนี้มีบุคคลบางกลุ่มที่เตรียมจะก่อตั้งมูลนิธิรักประชาธิ ปัตย์ เพื่อนำเงินดังกล่าวไปจัดทำสถานทีโทรทัศน์ของพรรคเอง เนื่องจากการเมืองช่วยที่ผ่านมา ฝ่ายเสื้อแดงก็มีทีวีของเสื้อแดง ฝ่ายเสื้อเหลืองก็มีเอเอสทีวี ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ถูกรุมกระหน่ำโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว โดยที่พวกตนไม่มีโอกาสได้ชี้แจง สำหรับการทำสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว เบื้องต้นได้รับแจ้งว่าจะออกอากาศผ่านทางเคเบิคทีวี โดยจะมีรายการทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม.

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: ไทยรัฐออนไลน์, โพสต์ทูเดย์, มติชนออนไลน์, เดลินิวส์

ธาริตระบุกระสุนอาก้าสังหารนักข่าวญี่ปุ่นแกนเสื้อแดงท้าแสดงหลักฐาน

ที่มา ประชาไท

พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลกระสุนปืน เป็นผู้ตรวจสอบวิเคราะห์จากบาดแผลและวิถีกระสุน โดยมีข้อสรุปว่านายฮิโรยูกิ เสียชีวิตจากอาวุธปืนสงคราม ชนิดอาร์ก้า

26 กุมภาพันธ์ 2554 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เปิดเผยข้อมูลการเสียชีวิต นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ถูกยิงเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 10 เมษายน2553 ในระหว่างการที่ทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณสี่แยกคอกวัวและบริเวณโรงเรียนสตรีวิทย์ว่าจากการตรวจสอบวิเคราะห์จากบาดแผล และวิถีกระสุน มีข้อสรุปว่า นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ เสียชีวิตจากอาวุธปืนสงครามชนิดอาก้า ซึ่งอาวุธดังกล่าวนั้น ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ใช้เป็นอาวุธ

จากนั้นได้มีกระแสข่าวว่า เจ้าหน้าที่ DSI เตรียมส่งข้อมูลการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ให้ตำรวจนครบาลนำไปประกอบสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นข้อมูลใหม่ โดยระบุว่า พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลกระสุนปืน เป็นผู้ตรวจสอบวิเคราะห์จากบาดแผลและวิถีกระสุน โดยมีข้อสรุปว่านายฮิโรยูกิ เสียชีวิตจากอาวุธปืนสงคราม ชนิดอาร์ก้า ซึ่งอาวุธดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจไม่มีใช้เป็นอาวุธประจำกายซึ่งผลสรุปดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะทำให้รูปคดีมีความเปลี่ยนแปลง เพราะก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้สรุปความเห็นเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า การเสียชีวิตของนักข่าวญี่ปุ่นอาจเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง คือ วิถีกระสุนอาจมาจากแนวของทหาร และการสอบพยานบุคคลในที่เกิดเหตุ

ในส่วนของ นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า หลักฐานนั้นชัดเจนว่านักข่าวชาวญี่ปุ่นนั้นถูกยิงอยู่ในฝั่งของคนเสื้อแดง ดังนั้นกระสุนน่าจะมาจากฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับคนเสื้อแดง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พูดความจริงไม่หมด เพราะเรื่องของรายละเอียดหลักฐานต่างๆ นั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น อาวุธที่ใช้ยิงเป็นอะไร ชนิดไหน ขอให้ดีเอสไอชี้แจงมา ถ้าคิดว่าไม่ใช่อาวุธของฝ่ายทหาร

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ขณะที่ช่างภาพของญี่ปุ่นเสียชีวิตอยู่ในฝั่งของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง มีพยานให้การว่าเห็นแสงไฟมาจากปากกระบอกปืน ซึ่งน่าจะมาจากด้านหน้าแล้วก็เสียชีวิต ดังนั้น ประเด็นจึงอยู่ที่นักข่าวคนดังกล่าวถูกยิงโดยใคร ไม่ใช่ว่าถูกยิงด้วยอาวุธชนิดไหน แต่คนที่สามารถจัดสรรอาวุธทุกชนิดได้ในประเทศไทยนั้น คือหน่วยงานด้านความมั่นคง ดังนั้น เรื่องนี้ต้องไปหาคนที่ยิงมาให้ได้ ไม่ใช่มาพูดกันว่าถูกยิงจากอาวุธชนิดไหนกันแน่

ตำรวจไล่ "ปรียนันท์" เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ประท้วงนายก

ที่มา ประชาไท


27 ก.พ. 54 - พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล1 นำกำลังตรวจขอให้นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กับเพื่อนอีก1คนซึ่งปักหลักประท้วงที่อาคารรัฐสภา ฝั่งตรงข้ามสวนสัตว์ดุสิต ออกไปจากสถานที่ดังกล่าวแล้ว โดยอ้างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ

นางปรียนันท์ เดินทางไปปักหลักที่บริเวณดังกล่าวเมื่อวานนี้ เพื่อประท้วงกรณีนายกรัฐมนตรีไม่ยอม ผลักดันร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... จากการให้บริการทางการแพทย์ โดยติดป้ายประท้วงข้อความ พร้อมระบุว่า จะปักหลักประท้วงจนกว่าจะผลักดันร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นผลสำเร็จ เพราะต่อสู้เรื่องนี้มา 20 ปี

ก่อนหน้านี้เคยเข้ายื่นหนังสือกับมือนายกฯ ซึ่งก็รับปากจะเร่งผลักดัน แต่พอถูกกลุ่มแพทย์กดดันมากๆ ก็เพิกเฉยต่อคำเรียกร้อง ฟังแต่ฝ่ายแพทย์ จึงรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง เพราะทราบว่าวิปรัฐบาลจะไม่หยิบยกเรื่องดังกล่าวมาพิจารณา โดยตีกลับให้ไปทำประชาพิจารณ์ก่อน ถือเป็นรัฐบาลหลักลอย

ขณะนี้สมาชิกในกลุ่มหลายพันคนทั่วประเทศจะร่วมเคลื่อนไหว โดยผ่านทางสังคมออนไลน์ www.facebook.com/patientrights เชื่อว่าถ้ามีคนเข้าไปคลิกเหมือนคดีน้องแพรวา นายกรัฐมนตรีอาจจะเปลี่ยนใจ ขณะนี้ทางกลุ่มถูกแพทยสภากดดันอย่างหนัก ขณะสถาบันการศึกษาทางการแพทย์เชิญตนไปบรรยายเกี่ยวกับสิทธิผู้ป่วยก็ยังตาม ไปล็อบบี้ไม่ให้สอนหนังสือ ทั้งที่ ขณะนี้มีนักศึกษาแพทย์หลายคนเห็นด้วยจำนวนมาก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของสังคมโดยรวมที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อรักษา สิทธิของตัวเอง

ที่มาข่าว: โพสต์ทูเดย์

จาตุรนต์: 'มี 2 สัญชาติเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้'

ที่มา Thai E-News


การที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่าจะสละสัญชาติอังกฤษก็ได้แต่ไม่สละนั้นมีความหมายว่า ไม่ว่าที่ผ่านมาคุณอภิสิทธิ์จะเคยใช้สิทธิของการมีสัญชาติอังกฤษหรือไม่ก็ตาม แต่วันหนึ่งข้างหน้าคุณอภิสิทธิ์อาจจะใช้สิทธิของการมีสัญชาติอังกฤษก็ได้ เช่นถ้าในอนาคตจะมีการดำเนินคดีกับคุณอภิสิทธิ์ในข้อหาสั่งการให้สังหารประชาชน แล้วคุณอภิสิทธิ์เกิดเดินทางไปอยู่เสียที่ประเทศอังกฤษแล้วก็ขอใช้สิทธิในฐานะที่มีสัญชาติอังกฤษคุณอภิสิทธิ์ก็ย่อมจะได้รับการคุ้มครองอย่างพลเมืองอังกฤษขึ้นมาทันที


โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
27 กุมภาพันธ์ 2554

ในระยะหลังนี้ ดูเหมือนคุณอภิสิทธิ์จะอยู่ในสภาพโรคซ้ำกรรมซัด ต้องพบกับปัญหาใหญ่ๆที่ตนเองจัดการอะไรไม่ได้ และไม่สามารถใช้ความสามารถในการพูดเอาตัวรอดไปได้ง่ายๆเหมือนระยะก่อนๆ

คุณอภิสิทธิ์ถูกพันธมิตรโจมตีอย่างสาดเสียเทเสีย และในหลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่แก้ตัวไม่ได้เสียด้วย

ขณะเดียวกันก็เดินแนวทางที่ผิดพลาดในกรณีความขัดแย้งกับกัมพูชาที่มีแต่จะนำไปสู่ความล้มเหลวเสียหายมากยิ่งขึ้นทุกที

ส่วนปัญหาน้ำมันปาล์มที่ทำให้คนเดือดร้อนกันไปทั่วประเทศและใครที่ติดตามเรื่องพอสมควรก็คงจะรู้ว่าผลประโยชน์มหาศาลตกอยู่กับคนของพรรคประชาธิปัตย์เสียเป็นส่วนใหญ่นั้น คุณอภิสิทธิ์ก็กลับทำอะไรไม่ได้หรืออาจจะต้องใช้คำพูดว่าไม่คิดทำอะไรเลย

เรื่องเหล่านี้รวมทั้งกรณีทุจริตหรือความล้มเหลวในการบริหารของคุณอภิสิทธิ์อีกจำนวนมาก ประชาชนทั่วประเทศคงจะรอฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้อย่างใจจดใจจ่อมากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลปัจจุบันในครั้งก่อนๆ

และน่าจะพอคาดการณ์ได้ว่าถ้าฝ่ายค้านเตรียมการได้ดีพอสมควรคุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลนี้คงอยู่ในสภาพย่ำแย่เต็มทีแน่ๆ

มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ของคุณอภิสิทธิ์และว่าไปแล้วก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศไทยเราเสียมากกว่าที่ควรจะนำมาพูดกันให้เกิดความชัดเจนไปเสียโดยไม่ต้องรอจนถึงวันที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้ใจก็คือ เรื่องที่คุณอภิสิทธิ์มี 2 สัญชาติ

เรื่องนี้เริ่มมาจากมีคนนำเรื่องกรณีการสังหารประชาชนเมื่อเดือนเมษา-พฤษภา ปีที่แล้วไปฟ้องศาลคดีอาญาระหว่างประเทศซึ่งหลายคนเชื่อว่าศาลคงไม่รับฟ้อง เพราะรัฐบาลไทยไม่ได้ลงสัตยาบันรับรองอำนาจของศาล แต่ต่อมาก็มีการอธิบายว่าสามารถฟ้องคุณอภิสิทธิ์ได้เนื่องจากคุณอภิสิทธิ์ถือสัญชาติอังกฤษด้วย

เมื่อมีการไปถามคุณอภิสิทธิ์ในตอนแรกๆ คุณอภิสิทธิ์ตอบบ่ายเบี่ยงว่าเลือกที่เกิดไม่ได้และในระหว่างที่อยู่ในประเทศอังกฤษไม่เคยใช้สิทธิของพลเมืองอังกฤษเช่นเวลาเรียนหนังสือก็จ่ายค่าเล่าเรียนอย่างชาวต่างประเทศ แต่ไม่บอกว่ายังมีสัญชาติอังกฤษหรือไม่

ต่อมามีการยกประเด็นขึ้นว่าเนื่องจากคุณอภิสิทธิ์เกิดในประเทศอังกฤษ คุณอภิสิทธ์จึงได้สัญชาติโดยอัตโนมัติตามกฎหมายอังกฤษและตราบใดที่คุณอภิสิทธ์ยังไม่สละสัญชาติอังกฤษ คุณอภิสิทธิ์ก็ยังคงมีสัญชาติอังกฤษด้วยซึ่งก็คือมี 2 สัญชาตินั่นเอง

คุณอภิสิทธิ์บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบเรื่องนี้ให้กระจ่างอยู่นาน จนกระทั่งถูกจี้ถามในสภาฯซึ่งตอนแรกๆก็ยังใช้สำนวนโวหารบ่ายเบี่ยงประเด็นตามที่ถนัดเช่น "อยากถามท่านว่าเป็นคนแจ้งเกิดตัวเองหรือไม่"

แต่ในที่สุดก็ยอมรับว่าไม่เคยทำเรื่องสละสัญชาติอังกฤษด้วยเหตุเพราะตนเข้าใจว่าถ้าเป็นกฎหมายที่ขัดกันก็ให้ถือกฎหมายไทยเป็นหลักและตนได้แสดงเจตนามาตลอดว่าใช้สัญชาติไทย

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าจะให้สละสัญชาติอังกฤษ สละได้ แต่ถ้าสละตอนนี้ก็อาจถูกหาว่ากลัวจะไปขึ้นศาลโลก คุณอภิสิทธิ์ยังอธิบายต่อไปว่าไม่เคยคิดจะไปหาผลประโยชน์ในประเทศอื่น ที่ทำอยู่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของประเทศไทย และยังบอกด้วยว่าจะให้สละให้เหลือสัญชาติไทยสัญชาติเดียวก็ได้ แต่ถามว่าให้ปฏิบัติอย่างเสมอกันทุกคนเอาไหม

ฟังคุณอภิสิทธิ์อธิบายมาถึงตรงนี้ ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์เสียศูนย์และผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งแล้ว ผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ จะเป็นเพราะกำลังมีเรื่องหนักๆประเดประดังเข้ามาหรือว่าถนัดแต่การใช้โวหารแบบฉาบฉวยเป็นคราวๆไป พอมาเจอเรื่องยากจริงๆเข้าก็เลยหาคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลไม่ได้หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ

ผมไม่ได้ต้องการวิเคราะห์เรื่องคุณอภิสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีในศาลคดีอาญาระหว่างประเทศหรือไม่และก็ไม่ได้สนใจว่าคุณอภิสิทธิ์ควรสละสัญชาติอังกฤษหรือไม่ แต่ผมกำลังสนใจกลับเป็นประเด็นว่าเมื่อคุณอภิสิทธิ์เองก็ยอมรับแล้วว่าตนมี 2 สัญชาติและยังยอมรับด้วยว่าจะสละสัญชาติอังกฤษก็ได้แต่ต้องมีเงื่อนไขอย่างนั้นอย่างนี้อย่างที่คุณอภิสิทธิ์ชี้แจงไปนั้น คุณอภิสิทธิ์ยังควรเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยอยู่ต่อไปอีกหรือไม่ หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องยิ่งกว่านั้นก็คือคุณอภิสิทธิ์ควรเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ต้นหรือไม่

เข้าใจว่ามีประชาชนไทยจำนวนหนึ่งที่มี 2 สัญชาติอยู่เหมือนกัน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่โตอะไร การจะไปไล่หาทางบังคับให้คนเหล่านั้นสละสัญชาติให้เหลือสัญชาติไทยอย่างเดียวบางทีอาจจะเป็นปัญหากับบ้านเมืองและทำให้ประชาชนเหล่านั้นเดือดร้อนกันเสียเปล่าๆ

แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปแต่เป็นนายกรัฐมนตรี จะอ้างว่าที่คนอื่นถือสัญชาติ 2 สัญชาติได้ ทำไมจะมาให้ตนสละสัญชาติอยู่คนเดียวคงจะอ้างไม่ได้ ส่วนที่บอกว่าไม่ได้เคยคิดหรือทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอื่นนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นและไม่มีใครกล่าวหาคุณอภิสิทธิ์ในเรื่องนี้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ประเด็นอยู่ที่ว่าคนจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต้องมีความรับผิดเท่ากับคนไทยทั่วไป ไม่ใช่มีอภิสิทธิ์หรือมีภูมิคุ้มกันมากกว่าคนอื่นๆ มิฉะนั้นเวลาที่ทำหน้าที่นายกฯก็อาจจะคิดหรือทำอะไรให้เกิดความเสียหายแก่ประชานหรือแก่บ้านเมืองได้เนื่องจากในใจอาจคิดว่าตนเองมีภูมิต้านทานมากกว่าคนไทยทั่วไปก็ได้

การที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่าจะสละสัญชาติอังกฤษก็ได้แต่ไม่สละนั้นมีความหมายว่า ไม่ว่าที่ผ่านมาคุณอภิสิทธิ์จะเคยใช้สิทธิของการมีสัญชาติอังกฤษหรือไม่ก็ตาม แต่วันหนึ่งข้างหน้าคุณอภิสิทธิ์อาจจะใช้สิทธิของการมีสัญชาติอังกฤษก็ได้ เช่นถ้าในอนาคตจะมีการดำเนินคดีกับคุณอภิสิทธิ์ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับรัฐมนตรีในรัฐบาลของตนทุจิตประพฤติมิชอบ หรือสั่งการให้สังหารประชาชนจำนวนมากเป็นต้น แล้วคุณอภิสิทธิ์เกิดเดินทางไปอยู่เสียที่ประเทศอังกฤษแล้วก็ขอใช้สิทธิในฐานะที่มีสัญชาติอังกฤษคุณอภิสิทธิ์ก็ย่อมจะได้รับการคุ้มครองอย่างพลเมืองอังกฤษขึ้นมาทันที

เมื่อถึงตอนนั้นข้อตกลงว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะใช้ได้กับคุณอภิสิทธิ์ผู้ถือสัญชาติอังกฤษหรือไม่ ถ้ารัฐบาลไทยหรือประชาชนไทยจะไปร้องต่อศาลอังกฤษเพื่อให้ส่งตัวคุณอภิสิทธิ์มาขึ้นศาลไทยจะทำได้หรือไม่และต้องรออีกเป็นสิบๆปีหรือไม่

กลายเป็นว่าคุณอภิสิทธิ์จะต้องไปขึ้นศาลคดีอาญาระหว่างประเทศหรือไม่ก็น่าสนใจ แต่ตอนนี้กลับมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงไม่น้อยเหมือนกันก็คือถึงเวลาที่มีใครจะดำเนินคดีคุณอภิสิทธิ์ในประเทศไทย คุณอภิสิทธิ์อาจจะไม่ต้องขึ้นศาลไทยก็ได้

คุณอภิสิทธิ์อาจจะได้รับการคุ้มครองมากกว่าที่ยกมานี้อีกก็ได้ รายละเอียดคงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยกันศึกษาดู แต่ก็คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญในเฉพาะหน้านี้

ประเด็นสำคัญก็คือ เชื่อได้แน่ว่าตลอดเวลาที่คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯมาจนถึงปัจจุบันรวมถึงในอนาคตข้างหน้าไม่ว่าจะยังเป็นนายกฯอยู่หรือไม่ก็ตาม คุณอภิสิทธิ์มีภูมิคุ้มกันต่อกฎหมายไทยมากว่าคนอื่นๆ

ผมอธิบายมาถึงตรงนี้ อาจมีบางท่านแย้งว่าถึงแม้จะเป็นเหตุเป็นผล แต่ก็คงไม่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติได้ง่ายๆหรอก

กรณีทำนองนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดมาก่อน เมื่อไม่นานมานี้มีกรณีของประเทศเปรูเป็นตัวอย่าง ประธานาธิบดีของเปรูชื่อนายอัลเบอร์โต ฟูจิมูริ ก็เป็นคนสองสัญชาติ คือสัญชาติเปรูและสัญชาติญี่ปุ่น นายฟูจิมูริถูกรัฐบาลเปรูในเวลาต่อมาดำเนินคดีทั้งเรื่องทุจริตและเรืองการใช้อำนาจโดยมิชอบเป็นข้อหาร้ายแรง มีอยู่ช่วงหนึ่งนายฟูจิมูริได้หนีไปอยู่ในประเทศญี่ปุ่น และในระหว่างนั้นก็ได้รับการคุ้มครองในฐานะเป็นคนญี่ปุ่นจนรัฐบาลเปรูทำอะไรไม่ได้ ต้องรอจนกระทั่งนายฟูจิมูริ ไปวางแผนยึดอำนาจคืนอยู่ที่ชิลีจึงถูกจับในชิลีและถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในเปรู นายฟูจิมูริกับรัฐบาลเปรูใครผิดใครถูกอย่างไรผมไม่ขอวิจารณ์

แต่เห็นว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างได้อย่างดีว่าการที่นายกรัฐมนตรีของไทยมีสองสัญชาตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นแน่ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว มีคนไปถามกกต.ซึ่งเข้าใจว่ายังไม่ทันหาข้อมูลให้ชัดเจนและยังไม่ได้ประชุมหารือกันก็ด่วนออกมาชี้แจงเสียแล้วว่าการที่คุณอภิสิทธ์มีสองสัญชาติไม่ทำให้ขาดคุณสมบัติเพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ

เรื่องการมีสองสัญชาตินี้ รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ แต่โดยสามัญสำนึกก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากว่าระบบกฎหมายของไทยเราไม่น่ายินยอมให้นายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสองสัญชาติไปได้ และถ้าเรื่องนี้ไปสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญด้วยวิธีใดก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่เป็นไรแล้วละก็ คงจะสนุกกันใหญ่ละประเทศไทย

แต่ในขั้นนี้ผมคิดว่ายังไม่น่าใส่ใจกับการไปร้องกับกกต.หรือศาลรัฐธรรมนูญให้มากนักเพราะอาจต้องใช้เวลาและไม่เกิดประโยชน์อะไรมากนัก

คงต้องใช้หลักว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาทางการเมืองของประเทศ และเมื่อเป็นเรื่องการเมือง ก็ต้องแก้ด้วยการเมือง ฟ้องประชาชนกันดีกว่า

ขอย้ำครับว่า ผมไม่ได้กำลังบอกว่าคุณอภิสิทธิ์ควรสละสัญชาติอังกฤษเสีย แต่กำลังบอกว่าคุณอภิสิทธิ์ซึ่งรู้อยู่แก่ใจมาตลอดว่าตนเองมี 2 สัญชาติ จะสละสัญชาติก็ได้แต่ไม่สละนั้น ไม่ควรเป็นนายกฯมาตั้งแต่ต้นและไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

0000

โรคประจำศตวรรษ:ประชาธิปไตย'อันมีฯVSไม่มีอันฯ'

ที่มา Thai E-News


ก่อนถึงหนึ่งรอบศตวรรษ-ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554 นำเสนอบทความของณัฐพล ใจจริง ที่นำเสนอหลักฐานใหม่ว่า แกนนำผู้ริเริ่มก่อการปฏิวัติรศ.130(พ.ศ.2455 หรือ 99 ปีที่แล้ว)ต้องการยกเลิกระบอบราชาธิปไตยแล้วเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นแบบสาธารณรัฐ แต่ต่อมามีสมาชิกอาวุโสเพิ่มเติมเข้ามาในคณะก่อการมากขึ้น เสนอให้เปลี่ยนแปลงไปเป็นประชาธิปไตยแบบมีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญก็พอ ซึ่งสร้างความขุ่นเคืองให้คณะผู้ริเริ่มก่อการมาก แต่ต้องยอมเพราะแพ้มติฝ่ายหลังเพียงเล็กน้อย เหตุการณ์ผ่านไปเกือบ 100 ปี "โรคประจำศตวรรษ"วนกลับมาสู่ขบวนเคลื่อนไหวประชาธิปไตยอีกรอบ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือชีวประวัติร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ และศิลปวัฒนธรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554
27 กุมภาพันธ์ 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้เรียบเรียงขึ้นโดยอิงข้อมูลจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ปก"ก่อนถึงหนึ่งรอบศตวรรษ กบฎรศ.130 คณะทหารหนุ่มกับแนวทางประชาธิปไตยในสยาม" และความเรียงเรื่อง"ฉากคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง"ในหนังสือ อัตชีวประวัติของร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ ผู้นำคนหนึ่งของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ร.ศ. ๑๓๐


เป็นที่ทราบกันดีว่าการปฏิวัติครั้งนั้นไม่สำเร็จ เพราะความแตกกลายเป็นกบฎ ถูกรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 กวาดล้างจับกุมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2455 หรือวันนี้เมื่อ 99 ปีที่แล้ว

ร.ต.เนตร 1ในผู้ริเริ่มก่อการปฏิวัติหนนั้นเปิดเผยถึงฉากคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองดังกล่าวว่า เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๔ คณะนายทหารหนุ่มไม่พึงพอใจระบบปกครองรัฐบาลกษัตริย์ของพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่๖ จึงได้เตรียมการจะยึดอำนาจแบบเดียวกับนายแพทย์ซุนยัดเซ็นยึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์ราชวงศ์ชิงในจีน

โดยวางแผนจะทำการในวันที่ 1 เมษายน 2555 ในวัดพระแก้ว แล้วให้กษัตริย์มาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หากไม่ยอมก็จะเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ อย่างไรก็ตามแผนการรั่วไหล และคณะนายทหารหนุ่มถูกกวาดล้างกลายเป็นกบฎเสียก่อน

ฝ่ายวางแผนการก็กะว่าจะลงมือกระทำการงานในวันถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในเดือนเมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ในวัดพระแก้ว โดยใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญโดยละมุนละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้ใช้วิธีบังคับโดยฉับพลันในขณะลงมือทำการ

จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆไป..

ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน


ขณะที่บทความของณัฐพล ใจจริง ในศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554 อ้างข้อมูลใหม่ว่า คณะก่อการมุ่งหมายเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ หรือ"รีปัปลิ๊ก" โดยโจมตีระบอบกษัตริย์หลายอย่าง รวมทั้งกล่าวหาว่า เป็นระบอบการปกครองที่พวกกษัตริย์ได้รับความสุขสนุกสบายมากเกินไป จนไม่มีเงินจะบำรุงประเทศ ราษฎรทุกประเทศจึงอยากเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไปเป็นแบบรีปัปลิ๊กทั้งหมด เวลานี้ประเทศใหญ่น้อยต่างๆเป็นรีปั๊บลิ๊กกันเกือบทั่วโลกแล้ว เช่น ประเทศในยุโรป อเมริกา และจีน

อย่างไรก็ตามต่อมาเมื่อคณะพรรครศ.130ขยายกลุ่มหาสมาชิกเพิ่มขึ้น ทำให้มีสมาชิกสายกลางมากขึ้น รวมทั้งสมาชิกที่อาวุโสอายุมากเสนอให้เปลี่ยนแปลงไปเป็น"ลิมิเต็ดมอนากี้"หรือให้กษัตริย์ต้องอยู่ใต้กฎหมายแบบเดียวกับอังฤษ และญี่ปุ่น ซึ่งระบบนี้"พวกเต้นเขนและเทกระโถนตามวังเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เป็นขุนนางเลย"

ร.ต.เนตร ผู้ริเริ่มการก่อการ และเป็นเลขาธิการคณะปฏิวัติ ประเมินแนวทางนโยบายของกลุ่มสายกลางว่า"ไม่ได้ความเลย"

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการลงเสียงในคณะสมาชิกทั้งหมด ฝ่ายสายกลางชนะไปด้วยคะแนนเพียงเล็กน้อย จึงได้ยอมรับมติจะเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็น"ลิมิเต็กมอนากี้" แต่ก็ยังสงวนไว้ว่า

จะใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญโดยละมุนละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆไป.


ฉากคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ร.ต.เนตรบันทึกจุดริเริ่มของการเปลี่ยนแปลงการปกครองว่า

ความเป็นไปในราชสำนักเป็นอย่างไร ความหมดเปลืองเงินแผ่นดินไปในทางมิชอบด้วยเหตุผลมีอย่างไร การแบ่งชั้นวรรณะในระหว่างบุคคลมีขึ้นอย่างไร..วัตถุประสงค์ของเราก็คือ จะเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (แอ๊บสะลูตมอนากี้) มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบญี่ปุ่น (ลิมิเต็ดมอนากี้) หรือแบบฝรั่งเศส (รีปับลิก)


กรณี *เอาเรื่อง* ที่จะเกิดขึ้นก็โดยที่คืนวันหนึ่ง ในราวปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ (ร.ศ. ๑๓๐) คืนวันนั้นข้าพเจ้าเข้านอนแต่หัวค่ำ พอนอนเต็มตื่นราวเวลาตี ๑ เศษ ก็ลืมตาขึ้น พบ ๒ สหาย [นายร้อยตรีเหรียญ ศรีจันทร์ และนายร้อยตรีจรูญ ษตะเมษ-บ.ก.] นั่งชนหัวสนทนากันด้วยเสียงแผ่วเบา พร้อมด้วยขวดสุราวางอยู่กลางโต๊ะ ส่วนเตียงข้างเคียง นายทหารเวรประจำการกำลังนอนหลับอยู่

นายทหารในกองปืนกลเวลานั้น มีคนที่ชอบนอนประจำไม่กลับบ้าน ก็คือคุณจรูญกับข้าพเจ้าเสียโดยมาก นอกนั้นพอเลิกงานแล้วก็กลับกันหมด ต่อรุ่งเช้าจึงมาทำงาน เพราะต่างก็มีบุตรภรรยาเข้าวัยครองเรือนด้วยกันแล้ว เว้นแต่ผู้ที่เป็นเวรจึงต้องนอนค้าง ฉะนั้นเตียงหนึ่งจึงต้องจัดเป็นของเวรประจำการ และคุณจรูญกับข้าพเจ้าบางคืนก็ต้องนอนด้วยกันหากมิใช่เวร

คืนวัน *เอาเรื่อง* นั้น คุณจรูญมิใช่เวร ข้าพเจ้าจึงคิดว่าเขาคงต้องการฆ่าเวลาให้เกิดความง่วงเสียก่อนจึงจะเข้านอนเมื่อข้าพเจ้าเห็นเขาคุยทนเช่นนั้นแล้ว ก็ลุกไปชำระกาย โดยตั้งใจจะมาร่วมวงด้วย แต่ก่อนจะเข้าร่วมวง ข้าพเจ้าโดยอัธยาศัยมักจะขออนุญาตเสียก่อน พลางเล่นปนจริง จึงได้กล่าวขึ้นเป็นใจความว่า *มีเรื่องอะไรกันหรือ คุยอยู่จนดึกจนดื่น เข้าร่วมด้วยคนซิ*

เขาทั้งคู่เงยหน้าขึ้นมองข้าพเจ้า พร้อมกับกล่าวรับรองต้อนรับตามเคยแต่ครั้งนี้แทนที่จะคุยสนุกโปกฮา ดูสีหน้าตึงเครียดอย่างเอาจริงเอาจัง คนหนึ่งได้เริ่มคำพูดขึ้นว่า เรื่องเกี่ยวกับการบ้านการเมืองอยากจะร่วมด้วยก็เอา ข้าพเจ้าซึ่งมีหัวคนหนุ่มอยากให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าอย่างอารยประเทศทั้งหลายอยู่แล้ว ทั้งประเทศเพื่อนบ้านคือจีนก็กำลังเกิดเก๊กเหม็งเกรียวกราว เป็นเหตุกระตุ้นเตือนหัวใจคนหนุ่มให้เร่งเร้าอยู่ซึ่งเป็น *เรื่องของการเมืองหรือของโลก* มาอย่างนี้ทุกสมัยตามประวัติการณ์

ข้าพเจ้าจึงเข้าร่วมวง ขอทราบเหตุผลและวัตถุประสงค์ของเพื่อนต่อไปเขาทั้งสองก็ผลัดกันสาธยาย เขากล่าวย้อนขึ้นไปถึงเรื่องเดิมตั้งแต่เราอยู่ ร.๑๑ ในวังหลวงมาด้วยกัน เคยนำทหารไปตั้งแถวเกียรติยศหน้าพระที่นั่งจักรีอยู่เสมอ ได้เห็นเหตุการณ์อันทหารถูกเหยียดหยามมาแล้วอย่างไรบ้าง ความเป็นไปในราชสำนักเป็นอย่างไร ความหมดเปลืองเงินแผ่นดินไปในทางมิชอบด้วยเหตุผลมีอย่างไร การแบ่งชั้นวรรณะในระหว่างบุคคลมีขึ้นอย่างไร ความเคารพนับถือบุคคลที่ทรงวัยวุฒิเสื่อมทรามอย่างเหลวแหลกอย่างไร ข้าราชการกำลังทำงานเอาแต่ตัวรอดไปวันหนึ่งๆ โดยมิได้คิดถึงประเทศชาติที่รักของเขาด้วยเหตุไร ราษฎรพลเมืองกำลังขาดแคลนความบำรุงในเรื่องการอาชีพและความสุขใจสบายกายสถานใดบ้าง

เฉพาะชาวไร่ชาวนาหากธรรมชาติไม่ช่วยในปีใดก็หมดมือหมดเท้า บางคราวก็ถึงอดอยากยากแค้นทั่วๆ ไป แต่ส่วนภาษีอากรสิมีแต่เพิ่มทวีขึ้นทุกๆ ปี ไม่เคยปรากฏว่าได้ลดราวาศอกอะไรลงเลย มิหนำซ้ำบางครั้งยังถูกผู้รักษากฎหมายใช้อำนาจเกินกว่าขอบเขตของกฎหมายเสียอีก ย่อมเป็นความเดือดร้อนใจชนิดพูดไม่ออกฯลฯ

ลักษณาการเหล่านี้ก็เนื่องจากการปกครองเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั่นเอง มักกดการศึกษาของพลเมืองอยู่เสมอ เพื่อมิให้มีสติปัญญาฉลาดเทียมทันพวกเขา การปกครองประเทศ ถ้าใช้แบบหัวเดียวทำงานทั้งแผ่นดินมันจะสู้หลายหัวช่วยกันทำได้อย่างไร และทุกคนก็เป็นเจ้าของแผ่นดินโดยธรรมชาติมาแต่ดึกดำบรรพ์ ย่อมมีความรักประเทศชาติอันเป็นที่เกิดที่อยู่ของเขามาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด เขาย่อมรักอย่างสุดชีวิต และคิดอยากจะให้เจริญรุ่งเรืองที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

ดูแต่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเราสิ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งได้เปิดท่าคบค้ากับฝรั่งสมัยใกล้ๆ กับเรา แต่ความเจริญรุ่งโรจน์ได้ก้าวหน้าไปไกลลิบ แทบจะเปรียบกันไม่ได้เลย นี่เมืองจีนก็เอาอีกแล้ว ท่านหมอซุนได้กอบกู้ชาติพร้อมด้วยคณะอย่างไม่เกรงต่อความทุกข์ทรมานใดๆ และที่ตายไปแล้วก็ไม่น้อย ถ้าเทียบการกระทำของคณะเก๊กเหม็ง กับหากเราจะกอบกู้ชาติไทยของเราบ้างในขณะนี้ เราอาจจะทำได้ง่ายกว่ามาก เพราะพวกยโสกำลังลืมตัวสนิท ขอแต่ให้เราเป็นต้นคิด คิดแล้วอย่าท้อถอย ก็ต้องสำเร็จแน่ๆ

ถ้าและเวลานี้พวกเราทหารไม่ทำ ใครเล่าจะกล้าลงมือทำ ค่าที่ไม่มีอาวุธและสมัครพรรคพวกเป็นกำลังเลย การทำที่เป็นวัตถุประสงค์ของเราก็คือ จะเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (แอ๊บสะลูตมอนากี้) มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบญี่ปุ่น (ลิมิเต็ดมอนากี้) หรือแบบฝรั่งเศส (รีปับลิก) เพื่อให้ราษฎรได้ใช้เสียงในการปกครองประเทศของเราเองด้วย

แม้ราษฎรจะยังไม่เข้าใจในเรื่องการปกครอง เราก็พอจะให้การศึกษาอบรมเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นไปได้ ดูพลทหารที่ปกครองอยู่ในขณะนี้ เมื่อเข้ามารับราชการใหม่ๆ ก็เกือบไม่รู้อะไรเลย ชั้นแต่ ก ข ก็อ่านไม่ค่อยออก กระทั่งหันซ้ายหันขวาก็ไม่เข้าใจ แต่ไม่ทันถึง ๖ เดือน ก็ฉลาดปราดเปรื่องขึ้นทุกคน

เมื่อข้าพเจ้าได้รับทราบเหตุผลและความประสงค์อันเป็นจุดหมายปลายทางจนเป็นที่พอใจ และเห็นด้วยว่าจะต้องร่วมใจกันกระทำแน่นอนแล้ว เราก็แลกความเห็นกันต่อไปอีกพักหนึ่ง แล้วก็ตกลงกันว่าให้ต่างคนต่างสอนทหารในเรื่องการปกครองระบอบต่างๆ แทรกเข้าไปในเวลาสั่งสอนระเบียบข้อบังคับด้วยคราวละเล็กละน้อยอย่าให้โจ่งครึ่ม ทั้งให้ต่างคนต่างทาบทามเกลี้ยกล่อมนายทหารในกรมกองที่ตนสังกัดโดยวิธี *ตัวต่อตัว* ไม่เปิดเผยไปพลางๆ ก่อน เพื่อฟังผล

แล้วเราทั้งสามพยายามหาเวลาแจ้งผลซึ่งกันและกันเป็นคราวๆ ไป ยึดเอากองปืนกลเป็นสถานีกลางนัดพบตามเวลาอันสมควร หรือจะโทรศัพท์เรียกตัวกันมาก็ได้ เช่น เชิญรับประทานอาหาร เป็นต้น คืนนั้นมันให้เกิดความปลื้มปรีดีด้วยกันทุกคนอย่างไรชอบกลพูดไม่ถูก ด้วยความปลาบปลื้มอย่างแปลกประหลาดนี้เอง เราได้สนทนากันอยู่จนถึงเวลาฝึก จึงได้แยกย้ายกันไปต่อมาเราได้นัดพบกันเป็นคราวๆ เพื่อแจ้งผลที่ได้ดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้าง

"หมอเหล็ง"เวลานั้นได้เป็นนายแพทย์ประจำโรงเรียนนายร้อยทหารบก และประจำพระองค์ทูลกระหม่อมจักรพงษ์อยู่แล้วด้วย ย่อมชักจูงใจนักเรียนนายร้อยและนายทหารให้เข้ามาเป็นกำลังได้ง่าย พวกเราก็เห็นด้วย เพราะกำลังเห็นตัวอย่างหมอซุนที่เป็นหัวหน้าเปลี่ยนการปกครองประเทศจีนอยู่แล้ว


แต่จิตใจของเรามันต้องการจะทำให้เร็วยิ่งขึ้นทุกที จึงหารือกันถึงเรื่องที่ว่าควรจะมีผู้ใหญ่มาเป็นกำลังความคิดและดำเนินงานสักผู้หนึ่ง ซึ่งควรจะได้ผู้ที่มีหัวไปในทางเดียวกับเรา ทั้งกว้างขวางและเป็นที่เชื่อถือของนายทหารทุกชั้นด้วย คุณเหรียญก็เสนอชื่อพี่ชายของเขาขึ้นมา คือร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ว่าเป็นหมอที่ทหารโดยมากนับถือ มีความละมุนละม่อมอ่อนโยน อาจติดต่อกับนายทหารได้ทุกชั้น แต่น้ำใจเข้มแข็งจริงจัง ไม่เหลาะแหละ

ทั้งเวลานั้นได้เป็นนายแพทย์ประจำโรงเรียนนายร้อยทหารบก และประจำพระองค์ทูลกระหม่อมจักรพงษ์อยู่แล้วด้วย ย่อมชักจูงใจนักเรียนนายร้อยและนายทหารให้เข้ามาเป็นกำลังได้ง่าย พวกเราก็เห็นด้วย เพราะกำลังเห็นตัวอย่างหมอซุนที่เป็นหัวหน้าเปลี่ยนการปกครองประเทศจีนอยู่แล้ว ทั้งหมอเหล็งได้เคยเรียนวิชาทหารฝ่ายนักรบมาแล้วด้วย จึงนับว่าเป็นการเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

เราจึงนัดวันไปพบกับหมอเหล็งเพื่อขอร้องให้เป็นหัวหน้าดำเนินการต่อไปบ้านหมอเหล็งเวลานั้นอยู่ในถนนสาทร พร้อมด้วยบุตรภรรยาเป็นหลักแหล่ง พอถึงวันกำหนดนัด เราทั้งสามก็ไปพบในเวลาเย็นต้นๆ เดือนมกราคม ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) คุณหมอเหล็งและภรรยาชื่ออบ เราเรียกว่าคุณพี่อบ ได้ต้อนรับเราด้วยอัธยาศัยไมตรีอย่างดียิ่งและเต็มใจที่สุด

เมื่อคุณเหรียญได้แนะนำให้หมอเหล็งและคุณพี่อบรู้จักเราทั้งสองเรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มลงมือสนทนาหารือกันถึงเรื่องการเมืองทีเดียว ซึ่งหมอเหล็งได้ทราบล่วงหน้าอยู่ดีแล้ว พร้อมนั้นหมอเหล็งได้นำเอาพงศาวดารทางการเมืองของต่างประเทศมาชี้แจงให้เราฟังถึงเรื่องที่เขาได้เปลี่ยนแปลงการปกครองกันมาอย่างไร เพื่อประกอบเป็นตัวอย่างที่เราควรจะยึดเป็นหลักดำเนินการต่อไป เรารู้สึกเลื่อมใสในความตั้งใจจริงของหมอเหล็งยิ่งนัก หมอเหล็งเมื่อได้ฟังความคิดเห็นของเรา พร้อมด้วยเห็นความเป็นลูกผู้ชายของเราตลอดแล้ว ก็ยินดีรับเป็นหัวหน้า จึงสั่งให้คุณพี่อบจัดอาหารค่ำเลี้ยงเรา

รวมผู้ที่รับประทานอาหารในวันนั้น ๕ คนด้วยกัน คุณพี่อบเป็นกุลสตรีที่ใจคอกล้าแข็งเช่นเดียวกับสามี ได้กล่าวส่งเสริมกำลังน้ำใจของพวกเราตลอดเวลา เราได้หารือเรื่องการเมืองถึงทางได้ทางเสียที่จะนำมาสู่ประเทศชาติอย่างใดบ้างเมื่อเราทำลงไป ตลอดเวลาที่รับประทานอาหาร ส่วนตัวเราทุกคนยอมอุทิศเป็นชาติพลีด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในที่สุดหมอเหล็งให้เรานัดผู้ที่เราได้เกลี้ยกล่อมไว้แล้วมาประชุมสักครั้งหนึ่ง ในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ เดือนนั้น เพื่อฟังเสียงและทำความเข้าใจกันบางประการ พวกเรารับตกลง เพราะเวลานั้นเราได้เกลี้ยกล่อมนายทหารกองปืนกล กรม ร. ๑๑ และกองนักเรียนนายสิบบางคนไว้แล้ว รวมประมาณ ๑๐ คน แล้วเราก็ลากลับด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม

การประชุมคณะก่อการเปลี่ยนการปกครองประเทศสยาม ได้อุบัติขึ้นเป็นรูปทรง ณ ศาลาพักร้อนหลังเล็ก ภายในบริเวณบ้านหมอเหล็ง ถนนสาทร อำเภอสาทร จังหวัดพระนคร เมื่อเวลาประมาณ ๑๔ นาฬิกา วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มกราคม ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) องค์ประชุมครั้งแรกนี้มีเพียง ๗ คน เท่าที่ข้าพเจ้ายังพอจะนึกได้คือ หมอเหล็ง เป็นหัวหน้า ร.ต. ปลั่ง ปูรณโชติ ร.ต. หม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร ร.ต. เขียน อุทัยกุล ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต. จรูญ ษตะเมษ และข้าพเจ้า หัวหน้าเป็นประธานการประชุม ข้าพเจ้าเป็นผู้บันทึกและนายทะเบียน นอกนั้นก็ถือเสมือนกรรมการผู้ริเริ่มมาปรึกษาหารือกิจการเบื้องต้นเพื่อดำเนินการต่อไป

ประธานได้กล่าวเปิดประชุม โดยแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบกับนายทหารผู้รักชาติอันแท้ ซึ่งประธานไม่เคยคาดคิดเลย ว่าจะมามีขึ้นเป็นคณะเช่นนี้ แล้วก็เล่าให้ที่ประชุมฟังถึงความคิดเดิมที่พวกเรา ๓ คน ได้ไปหารือและขอร้อง ในที่สุดก็แสดงความหวังในความสำเร็จเผล็ดประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นแน่นอน ขอให้เราดำเนินการประชุมแลกความคิดเห็นต่อไป

ผู้ที่มาประชุมต่างได้แสดงออกซึ่งความคิดเห็นอันเกี่ยวกับความเสื่อมของชาติ และวิถีทางที่จะแก้ไขให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างไรบ้าง ผลหรือมติของการประชุมก็สรุปได้ว่า จะต้องเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตย ในรูปใดรูปหนึ่ง ผู้ที่มีความเห็นรุนแรงก็ขอให้เปลี่ยนเป็นรีปับลิกทีเดียว ผู้ที่มีความเห็นไม่รุนแรงก็เห็นว่าควรเป็นเพียงลิมิเต็ดมอนากี้ไปก่อน

แต่ปัญหานี้จะได้สงวนไว้ให้ที่ประชุมใหญ่ในวันข้างหน้าเป็นผู้วินิจฉัยกันโดยรอบคอบต่อไป ในชั้นนี้ที่ประชุมลงมติขอร้องให้สมาชิกทุกคนต่างเกลี้ยกล่อมนายทหารที่มีหัวไปในทางเดียวกันเข้าเป็นสมาชิกโดยวิธี *ตัวต่อตัว* ให้ได้มากที่สุดที่จะสามารถกระทำได้ แล้วส่งรายชื่อไว้ที่นายทะเบียน ณ กองปืนกล กับให้แทรกซึมการสอนทหารถึงลัทธิการปกครองไว้ด้วยทุกคน เพื่อปลุกให้ตื่นเสียแต่เบื้องต้น

แล้วมอบให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เขียนคำเกลี้ยกล่อมส่งให้สมาชิกทราบ เพื่อจะได้ดำเนินการไปในทางเดียวกันโดยถูกต้อง และขอให้รักษาไว้เป็นความลับเท่ากับชีวิตของตน ลงท้ายหัวหน้าก็เลี้ยงอาหารเย็นพร้อมด้วยเครื่องดื่ม นับว่ากิจการเบื้องต้นได้เป็นไปด้วยความสามัคคีเรียบร้อยเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนการประชุมต่อไป มอบให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าซึ่งจะได้ติดต่อกับข้าพเจ้าเป็นผู้นัด แล้วพวกเราก็จากกันด้วยความภาคภูมิใจทุกคนอีก ๗ วันต่อมา เมื่อข้าพเจ้าได้ติดต่อกับหัวหน้าถึงเรื่องจำนวนสมาชิกและความเป็นไปด้วยดีระหว่างนั้นแล้ว หัวหน้าก็มอบให้ข้าพเจ้านัดประชุมครั้งที่ ๒ ณ สถานที่เดิม ในวันอาทิตย์ที่ ๒๐ เดือนเดียวกัน การประชุมครั้งนี้มีจำนวนสมาชิกประมาณ ๒๐ คน คือนอกจาก ๗ คนครั้งแรกแล้ว ได้เพิ่มขึ้นใหม่อีก ๑๓ คน มีผู้ที่ควรกล่าวนามและจำได้แม่นยำก็คือ พันตรี หลวงวิฆเนศร์ประสิทธิวิทย์ (หมออัทย์ หสิตะเวช), ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง, ร.ท. จือ ควกุล, ร.ท. ทองดำ คล้ายโอภาส, คุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ล่ามภาษาอังกฤษกระทรวงยุติธรรม กับนายทหารกองนักเรียนนายสิบทั้งหมด (เว้นผู้บังคับกอง) นอกนั้นก็เป็นนายทหารกองปืนกล (เว้นผู้บังคับกอง) และกรมทหารเหล่าอื่นในพระนครอีกกรมละคน ๒ คน

ในการประชุมครั้งนี้ มีข้อแปลกกว่าคราวก่อนก็คือ เมื่อหัวหน้ากล่าวเปิดประชุมเช่นแสดงความยินดี และปลุกความกล้าหาญเสร็จแล้ว หลวงวิฆเนศร์ฯ ซึ่งเวลานั้นยังเคร่งต่อคริสต์ศาสนาอยู่ ได้ขอให้ทำพิธีสาบานปฏิญาณตนพร้อมกันทุกคน โดยเอาลูกปืนเบรานิงแช่ลงไปในแก้วสุรา คุณหลวงเป็นผู้นำกล่าว มีใจความว่าจะซื่อสัตย์สุจริตต่อกันจริงๆ ทุกเมื่อ และยอมสละชีวิตเพื่อความเจริญก้าวหน้าของชาติไทย มิหวังผลอันมิชอบแก่ส่วนตัวด้วยประการทั้งปวง แล้วก็รินสุราแช่ลูกปืนแจกกันดื่มทั่วหน้า เสร็จแล้วคุณหลวงกล่าวคำปลุกใจ โดยถอนเอาตะไคร้ที่ปลูกอยู่ข้างศาลานั้นมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่อให้เป็นประโยชน์ความสามัคคีกลมเกลียว คือหักตะไคร้ตั้งแต่ ๑ ต้นจนถึงทั้งกำ หมายความว่าถ้าเราทำงานใหญ่เพียงคนเดียว มันก็จะไม่สำเร็จเหมือนตะไคร้ต้นเดียว ซึ่งหักให้ขาดออกจากกันได้โดยง่าย แต่ถ้าทำรวมกันเป็นก้อนหนึ่งเหมือนตะไคร้ทั้งกำแล้ว จะหักเท่าไรๆ ก็ไม่ขาดออกจากกัน

ที่ประชุมแสดงความพอใจเป็นอันมาก แล้วที่ประชุมก็ลงมือปรึกษาหารือกันในเรื่องการเมืองต่อไปผลของการประชุมวันนั้นคือ นอกจากรับรองผลของการประชุมครั้งที่ ๑ แล้ว พอจะสรุปได้ดังนี้คือ ๑. จะต้องรีบลงมือกระทำการให้เร็วที่สุดที่จะกระทำได้ เพราะอย่างไรๆ ก็ปิดเป็นความลับได้ยาก (ร.ท. จือ นายทหารเสนาธิการประจำกองพลที่ ๑ เป็นผู้เสนอญัตตินี้อย่างเสียงแข็ง)๒. เรื่องระบอบปกครองจะใช้ระบอบใดให้รอฟังผลจากที่ประชุมครั้งต่อๆ ไป (ร.ท. จือ เห็นอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นลิมิเต็ดมอนากี้ เพื่อเหมาะสมแก่ประเทศชาติในขณะนั้น)๓. ให้สมาชิกทุกท่านต่างเร่งรีบเกลี้ยกล่อมสมาชิกตามหลักเดิมให้ได้มากที่สุดทั้งในพระนครและต่างจังหวัด ๔. ให้แบ่งมอบหน้าที่กันไปทำตามวุฒิสามารถและการงาน เช่น หมอเหล็ง เป็นหัวหน้าดำเนินงานและประสานกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่

หลวงวิฆเนศร์ฯ ผู้เคยไปต่างประเทศมาแล้วให้ประสานกับชาวต่างประเทศ เพราะคุ้นเคยกับอัครราชทูตอเมริกัน และชาวต่างประเทศมากกว่าผู้อื่น ร.ท. จรูญ กับคุณอุทัย รับงานทางด้านกฎหมาย เพราะประจำกรมพระธรรมนูญทหารบกและกระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว ร.ท. จือ และ ร.ท. ทองดำ รับงานด้านเสนาธิการในเรื่องวางแผนการ (ร.ท. ทองดำขณะนั้นก็เป็นนายทหารเสนาธิการเหมือนกัน) ร.ต. หม่อมราชวงศ์แช่ รับด้านคุมกำลังและออกแบบเครื่องหมายและอาณัติสัญญาณ สมาชิกนอกนั้นเป็นฝ่ายคุมกำลังเข้าทำการและออกไปเกลี้ยกล่อมสมาชิกในต่างจังหวัด สุดแต่ผู้ใดจะถนัดในจังหวัดไหน

๕. ให้ช่วยกำลังเงินในการต้อนรับเลี้ยงดูและเป็นค่าพาหนะส่งคนไปเกลี้ยกล่อมในต่างจังหวัด คนละ ๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ให้ส่งไว้ที่นายทะเบียน (เงินตามมตินี้ยังมิทันได้รับ ก็พ่ายแพ้รัฐบาลเสียก่อน เว้นแต่บางคนที่มีศรัทธาแก่กล้าได้มีแก่ใจส่งไว้บ้าง ซึ่งได้มอบให้หัวหน้าเป็นค่าต้อนรับ นับเป็นจำนวนเล็กน้อยที่สุด แต่คุณอุทัยเป็นผู้มีอัครฐานดี ได้สละให้ ๑,๐๐๐ บาท ครั้งเดียว)ในที่สุดเมื่อหัวหน้าเลี้ยงอาหารเรียบร้อยแล้วก็ปิดการประชุม แล้วพวกเราก็ได้รับเชิญจากคุณหลวงวิฆเนศร์ฯ ให้ไปเยี่ยมบ้านซึ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ใกล้กับบ้านหมอเหล็ง

โอกาสนั้นเองคุณหลวงได้นำแฟ้มเรื่องและภาพในการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ประเทศจีนมาให้ชม กับได้ชี้แจงความสำคัญต่างๆ ในการที่ต่างประเทศได้กระทำกันมาอย่างไร เพื่อเตือนใจพวกเราให้หนักแน่นยิ่งขึ้น สมาชิกก็ลาแยกย้ายกันกลับด้วยน้ำใจอันเบิกบาน

การประชุมครั้งที่ ๓ ได้เปิดขึ้น ณ สถานที่เดิมอีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เดือนเดียวกัน เพื่อเร่งงานให้เร็วขึ้น มีสมาชิกไปประชุม ๒๐ กว่าคน ล้วนแต่เป็นนายทหารหน้าใหม่โดยมาก เมื่อหัวหน้ากล่าวเปิดประชุม และสมาชิกรับรองผลของการประชุมครั้งที่ ๑ และที่ ๒ แล้ว ก็เริ่มปรึกษางานต่อไป ผู้ที่รับหน้าที่ไปดำเนินการครั้งก่อนๆ ต่างได้แจ้งผลที่ตนกระทำไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง เช่น จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกกี่มากน้อย เครื่องหมายธง เครื่องหมายประจำตัวสมาชิกเพื่อให้รู้จักกัน อักษรสัญญาณเหล่านี้เป็นต้น

การโต้เถียงเรื่องระบอบการปกครองคงมีตามเคย จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น เพราะกำลังอยู่ในวัยเลือดร้อน ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องเพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆ ไป เมื่อจะเกิดความยุ่งยากอย่างใดก็แก้ไขไปในตัวของมัน ในไม่ช้าก็เคยชินกลับถอยหลังอีกไม่ได้ หรือมิฉะนั้นก็คือตายกันทั้งหมด ส่วนสมาชิกที่มีอายุชั้นผู้ใหญ่เคยเห็นเหตุการณ์มามากหรือวัยกลาง มักจะรั้งให้ใช้ระบอบลิมิเต็ดมอนากี้ คือกำหนดอำนาจของกษัตริย์ไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อดึงน้ำใจพลเมืองที่ยังแนบแน่นอยู่ในระบอบเก่า ไม่ให้ช้ำชอกจนเกินไป ฝ่ายที่ถูกชิงอำนาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทำตัวเป็นศัตรูอยู่ตลอดกาล


ฝ่ายวางแผนการก็กะว่าจะลงมือกระทำการงานในวันถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในเดือนเมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ในวัดพระแก้ว โดยใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (เวลานั้นใช้คำว่าพระธรรมนูญ) โดยละมุนละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้ใช้วิธีบังคับโดยฉับพลันในขณะลงมือทำการ

ฝ่ายกฎหมายก็เสนอว่ากำลังจะหาหลักเกณฑ์ร่างพระธรรมนูญอยู่ ซึ่งจะได้เอาพวกนักกฎหมายฝ่ายพลเรือนจากกระทรวงยุติธรรมมาเป็นกำลังช่วยอีก และจะพยายามมาประชุมด้วยในคราวหน้า ที่ประชุมเห็นพ้องด้วยทุกข้อ สมาชิกใหม่ทุกคนรับว่าจะเกลี้ยกล่อมให้ได้สมาชิกมากที่สุดและเร็วที่สุด ก่อนปิดประชุมได้มีการรับประทานอาหารกันตามเคย และเลยนัดประชุมครั้งที่ ๔ ในวันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ ศกเดียวกัน ณ โบสถ์ร้างวัดช่องลม ตำบลช่องนนทรี โดยมาพร้อมกันที่บ้านหมอเหล็งก่อน พร้อมด้วยปืนยิงนกเท่าที่จะหาได้ เพื่อพรางเจ้าหน้าที่ทางบ้านเมือง เพราะได้ประชุมที่เดิมหลายคราวแล้ว เกรงว่าจะเกิดสงสัยขึ้น ส่วนสมาชิกใหม่ที่หาได้ให้ชวนมาได้มากเท่าใดเป็นดีที่สุด แล้วจึงจะออกเดินทางลัดทุ่งไปยังตำบลที่กล่าวนั้น

วันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ มาถึง สมาชิกประมาณ ๓๐ กว่าคน ก็ได้ไปพร้อมกันที่บ้านหมอเหล็ง มีทั้งทหารและพลเรือน ล้วนเป็นสมาชิกใหม่โดยมาก คุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ล่ามกระทรวงยุติธรรมได้ไปร่วมอีก พวกเราได้มีปืนแฝดยิงนกติดไปราว ๓-๔ กระบอก กระสุนพร้อม พอได้เวลาราวก่อนเที่ยง พวกเราก็เริ่มออกเดินจากบ้านหัวหน้า คุยสนุกโปกฮากัน ไปยิงนกในทุ่งนากันไปอย่างแบบปิคนิค ไม่มีใครสงสัยเป็นอย่างอื่นเลย จนกระทั่งถึงโบสถ์ร้างวัดช่องลม ก็เริ่มรับประทานอาหารกลางวันที่ในโบสถ์ร้างนั้น ไม่มีพระพุทธรูปและคนเฝ้า มีแต่พื้นเป็นดินขรุขระ หลังคาและฝาผนังยังดี มิดชิดอยู่ คุยกันพลาง ยังไม่ได้เข้าระเบียบวาระประชุม ต่อเมื่อเสร็จอาหารแล้ว จึงได้เริ่มล้อมวงเปิดการประชุมเหมือนเช่นเคย

แต่การประชุมครั้งนี้เราได้จัดสมาชิกเก่าๆ เป็นยามคอยเหตุไว้ภายนอกโบสถ์ด้วย ทำทีเป็นนักยิงนกเดินเที่ยวเตร่อยู่แถวนั้น เพื่อป้องกันมิให้ผู้สัญจรไปมาเกิดความสงสัยแคลงใจได้ผลของการประชุมครั้งนั้นที่นับว่าเป็นมติของที่ประชุมก็คือ การกำหนดตัวผู้ที่จะไปเกลี้ยกล่อมสมาชิกต่างจังหวัด เช่น จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครสวรรค์ และอยุธยา ดูเหมือนจำได้ว่า ร.ต. จันทร์ ปานสีดำ จะออกไปจังหวัดนครสวรรค์ เพราะเคยประจำการอยู่ในกรมทหารราบที่ ๖ ร.ต. บุญ แตงวิเชียร เห็นจะเป็นจังหวัดราชบุรี ส่วนจังหวัดอยุธยาคือ ร.ต. หม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร ทั้งนี้ก็เพื่อเร่งรัดความพรักพร้อมให้ทันเวลา ซึ่งมีอยู่อีก ๒ เดือนเศษเท่านั้น ทางกรุงเทพฯ ก็ให้ต่างคนต่างชักชวนให้ทั่วถึงโดยเร็ว นอกจากนี้เจ้าหน้าที่คนใดที่รับทำอะไรไป ก็ให้ลงมือจัดเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ

สมาชิกฝ่ายพลเรือนมีคุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ก็จะได้หาสมัครพรรคพวกทางกระทรวงยุติธรรมมาช่วยอีก การร่างธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดจะต้องทำให้รอบคอบ ไม่ให้บกพร่อง ฝ่ายทหารเรือ ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง ขอรับไปชักชวน เพราะพระรามสิทธิ์ (พื้น) กรมพระธรรมนูญทหารเรือ ได้เป็นเครือญาติกันอยู่และน้ำใสใจคอก็เข้มแข็งแน่วแน่เหมือนพวกเรา คงจะไม่ปฏิเสธ ทั้งจะโยงพวกพ้องได้อีกมากด้วย เป็นอันว่าต่างคนต่างเร่งรีบ ค่าที่รู้จุดประสงค์กันดีอยู่แล้วเรื่องที่ยังต้องขบกันอยู่มากในขณะนั้นคือ ปัญหาเรื่องการปกครองจะเอาระบบไหนกันแน่ อันเป็นเรื่องโต้เถียงกันมาแทบทุกคราวประชุม เหตุที่ลงมติให้เด็ดขาดยังไม่ได้ ก็เพราะเคารพต่อสมาชิกที่จะเข้ามาใหม่อีกมากมายไม่รู้จำนวน ครั้นจะเรียกประชุมใหญ่ทั้งหมดก็ย่อมทำไม่ได้อยู่เอง ได้แต่ฟังเหตุและผลกันไว้พลางก่อน

พอได้เวลาอันสมควรแล้วเราก็เดินทางมายังบ้านหมอเหล็งเหมือนเมื่อขาไป การร่ำลากลับก็เริ่มแต่ ณ ที่นั้น การประชุมครั้งที่ ๕ คุณอุทัยขอนัดที่บ้านคุณอุทัย ตำบลศาลาแดง แต่ข้าพเจ้าติดธุระอย่างอื่นที่จำเป็น จึงมิได้ไปร่วมการประชุมด้วย ได้รับแต่ผลของการประชุม และจำนวนรายชื่อสมาชิกที่เข้าใหม่ มีทั้งทหารเรือ ทหารบกอีกมากมาย ทางฝ่ายพลเรือนก็มีคุณน่วม (ต่อมาเป็นพระพินิจพจนาตรถ์) หลวงนัยวิจารณ์ และคุณปลอด ณ สงขลา (พระยามานวราชเสวีได้ออกไปเรียนต่างประเทศเสียก่อนเข้าประชุมและเกิดเรื่อง) คุณบุญเอกทำงานสถานทูตฝรั่งเศส ฯลฯ

ผลที่สำคัญในการประชุมครั้งนี้คือเรื่องการเงิน คุณอุทัยได้สละเงินช่วยมาด้วย ก็ยังยินดีที่จะช่วยอยู่ร่ำไป ทั้งยังกำลังจะติดต่อกับธนาคารแห่งหนึ่งเพื่อให้เป็นกำลังสำคัญของคณะ ข้าพเจ้าได้ทราบเลาๆ ว่า ดูเหมือนจะได้ไปทาบทามธนาคารยู่เส็งเฮงไว้แล้ว ซึ่งคุณฉลองนัยนาถ (ยู่เส็ง ธนโกเศศ) เป็นผู้จัดการ แต่ยังไม่ทันจะได้ทำความตกลงกันก็เกิดเรื่องเสียก่อน (ต่อมาธนาคารนั้นแบงก์รัพท์ลง พวกเรายังได้พลอยแสดงความเสียใจด้วย)

ส่วนผลการประชุมเรื่องระบอบการปกครองก็คงยังเป็นปัญหาโต้เถียงกันอยู่ตามเดิมนั้นเองวันกำหนดลงมือทำการยิ่งใกล้เข้า ข้าพเจ้าก็ยิ่งมีงานมากขึ้น เพราะเป็นแหล่งกลางของคณะ จะต้องติดต่อกับสมาชิกทุกฝ่ายและเฉพาะหัวหน้าแทบมิได้ขาดแต่ละวัน ส่วนการประชุมใหญ่ๆ ไม่ได้นัดกันแล้ว เพราะต่างแจ่มแจ้งในจุดหมายปลายทางกันอย่างดี เป็นแต่คุณจรูญ ณ บางช้าง ซึ่งตั้งสำนักงานทนายความอยู่ที่ตึกแถวข้างวังบูรพาภิรมย์ ตอนใกล้ถนนเจริญกรุง ที่เป็นตึกแถวห้างศรีจันทร์อยู่ในขณะนั้น ได้เรียกประชุมพบปะเพื่อนฝูงเป็นเชิงว่าเลี้ยงดูกันฐานมิตรสหายอีกราว ๖-๗ ครั้ง แต่ทุกคราวได้เจรจากันถึงเรื่องการเมืองด้วยเมื่อมีโอกาส พร้อมกันนั้นก็มีการรับสมาชิกใหม่ไปด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อกระชับความสามัคคีกลมเกลียวให้แน่นสนิทยิ่งขึ้นทุกที ข้าพเจ้ามิเคยไปร่วมด้วยเพราะเวลาจำกัด เป็นแต่คอยรับผลการประชุมที่เป็นมติใหม่ กับจำนวนรายชื่อสมาชิกที่เข้าใหม่เท่านั้น

การโต้เถียงเรื่องระบอบการปกครองคงมีตามเคย จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น เพราะกำลังอยู่ในวัยเลือดร้อน ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องเพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆ ไป เมื่อจะเกิดความยุ่งยากอย่างใดก็แก้ไขไปในตัวของมัน ในไม่ช้าก็เคยชินกลับถอยหลังอีกไม่ได้ หรือมิฉะนั้นก็คือตายกันทั้งหมด ส่วนสมาชิกที่มีอายุชั้นผู้ใหญ่เคยเห็นเหตุการณ์มามากหรือวัยกลาง มักจะรั้งให้ใช้ระบอบลิมิเต็ดมอนากี้ คือกำหนดอำนาจของกษัตริย์ไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อดึงน้ำใจพลเมืองที่ยังแนบแน่นอยู่ในระบอบเก่า ไม่ให้ช้ำชอกจนเกินไป ฝ่ายที่ถูกชิงอำนาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทำตัวเป็นศัตรูอยู่ตลอดกาล เป็นการอะลุ้มอล่วยพอจะเข้ากันได้ระหว่างทาง ซึ่งบางทีจะมิต้องเสียเลือดเนื้อของคนชาติเดียวกัน (ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นความเห็นของพวกเราสมัยนั้น ถ้าจะนำเอามาคิดสมัยนี้แล้วไม่ได้ความเลย)

ในที่สุด สมควรรวบรัดตัดความได้แล้วว่า สมาชิกทุกคนต่างรอคอยเวลาและแผนการที่จะเปิดฉากขึ้นในต้นเดือนเมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕)ไม่มีอะไรที่จะทำไปมากกว่านั้น แม้แต่พลทหารในกรุงเทพฯ ก็คอยคำสั่งผู้บังคับบัญชาอยู่ด้วยกันทุกกรมกอง ส่วนรัฐบาลสิยังหลับสนิท เพราะกำลังเพลินและอิ่มอยู่ในสิ่งชวนลืมอะไรสิ้น ถ้าจะพูดว่าท่านลืมความฉลาดของคนที่แม้ธรรมชาติก็อาจสอนได้ ประวัติศาสตร์หลายสมัยก็ยังสอนท่านอยู่ ทั้งตัวของท่านเองก็มาจากคนที่ไม่รู้อะไรมาก่อน ย่อมจะได้นึกบ้างในเมื่อเวลาที่ท่านเคี้ยวอาหารและขบเอากระดูกสัตว์เข้าจนกลืนไม่ลง

หากแต่พวกเราเองมาทำลายกันเองเพื่อเห็นแก่ตัว เราจึงต้องพ่ายแพ้โดยราบคาบ เว้นแต่ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ



หากแต่พวกเราเองมาทำลายกันเองเพื่อเห็นแก่ตัว เราจึงต้องพ่ายแพ้โดยราบคาบ เว้นแต่ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอสาเหตุที่คณะ ร.ศ. ๑๓๐ จะต้องพ่ายแพ้ ย่อมเป็นเรื่องรู้ๆ กันอยู่ และเคยเตือนกันเสมอว่า จำพวกนกหลายหัวซึ่งมีอยู่ในกองทัพบกไม่กี่ตัวนักนั้น อย่าพึงชักนำมาเข้าคณะเป็นอันขาด

กาลวันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้รับรายงานว่าร.อ. หลวงสินาดโยธารักษ์ (ยุทธ คงอยู่ เดิมเป็นนักเรียนเบญจมบพิตร สมัยข้าพเจ้าอยู่มีชื่อว่าแต้ม เป็นลูกศิษย์วัดเบญจมฯ เหมือนกัน เพื่อนนักเรียนและศิษย์วัดย่อมซาบซึ้งนิสัยใจจิตของเขาดีว่าเป็นอย่างไร) ได้มาเข้าเป็นสมาชิกรับการปฏิญาณสาบานตัว ณ ที่ประชุมในสำนักงาน ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง จวนๆ จะใกล้ถึง วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ อยู่แล้ว ข้าพเจ้าและพวกหลายคนก็เอะใจ ถึงกับข้าพเจ้าเองต้องออกสืบสาวราวเรื่องโดยทันควัน ว่ามันเป็นมาอย่างไรกัน

ได้ความว่า ว่าที่ ร.ต. ทวน เธียรพิทักษ์ กองนักเรียนนายสิบเป็นผู้ชักชวน และนำเข้ามาร่วมคณะเพราะเคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน และให้เหตุผลต่อไปว่า คณะเรายังมิได้ส่งผู้ใดไปเกลี้ยกล่อมทหารจังหวัดพิษณุโลกเลย จวบเหมาะกับ ร.อ. หลวงสินาดฯ ได้รับคำสั่งตั้งให้เป็นผู้บังคับการทหารปืนใหญ่ในจังหวัดนั้น กำหนดจะเดินทางออกไปรับหน้าที่อยู่แล้วอีกไม่กี่วัน ถ้าได้เข้ามาร่วมคณะก่อการเสียก่อนเดินทาง ก็จะเป็นกำลังของคณะหาน้อยไม่ โดยจะได้กำลังทหารในจังหวัดนั้นทั้งหมดหรือเกือบหมด ในที่สุดเพื่อนทวนยังย้ำว่า ขอรับรองในความซื่อสัตย์ของเขาต่อคณะของเราอีกด้วย

หากเป็นท่าน ท่านจะทำอย่างไร ความหลวมตัวเป็นเรื่องแล้วไปแล้ว ทางที่ประชุมก็เอะใจไหวทันเหมือนกัน ถึงกับได้เปิดการสาบานตนขึ้นเป็นพิเศษ ก่อนที่จะปรึกษาหารือกันถึงจุดประสงค์ต่อไป เรื่องการตีหน้าของเขาผู้นั้นเพื่อให้เข้าได้กับคณะของเราอย่างสนิท ไม่จำเป็นต้องขุดมาเล่าถึง พอถึงเวลาเลิกประชุม เขาก็อำลาเยี่ยงเพื่อนทั้งหลายโดยดุษณีภาพเช่นกันหลังจากนั้น ถึงหากคณะอยากจะเร่งรีบกระทำการก็สิ้นท่า เพราะแผนการได้กำหนดตายตัวเสียแล้ว เรามิได้เดินหมากรุกชนิดเอาทหารเป็นหุ่น นึกอยากจะชักสายใยให้ลุกขึ้นโลดเต้นเมื่อไรก็อาจทำได้ทุกขณะ

ก็พอดีถึงวันอันเป็นวาระพ่ายแพ้ของเรา เพราะเขาผู้นั้นหลังจากอำลาพวกเราด้วยพรายยิ้มแห่งความเห็นแก่ตัวอย่างแรงกล้าแล้ว ก็นำความไปบอกหรือฟ้องร้องนั่นเอง ต่อคนนั้นถึงคนนี้ จากคนนี้แล้วก็คนโน้น จนถึงทูลหม่อมจักรพงษ์ เสนาธิการทหารบก และทำการแทนเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้เสด็จไปรักษาองค์ในต่างประเทศ เสียแต่เดือนธันวาคมดังกล่าวไว้แล้ว ทูลหม่อมจักรพงษ์ อย่างไรๆ เสียก็ต้องจัดการไปตามกบิลเมือง จะนิ่งนอนใจไม่ได้เป็นอันขาด

ส่วนข้าพเจ้าเองขอกล่าวไว้สักนิด ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กทูลหม่อมไม่กี่เดือนมานี้เอง โดยคุณป้านาก (สตรีผู้หนึ่ง ข้าหลวงในราชสำนักพระพันปีหลวง ร่างกายสมบูรณ์ใหญ่โต ผู้ใดพบเห็นเพียงครั้งเดียวก็จำได้ติดตา) ผู้ที่แม่ข้าพเจ้าเคารพนับถืออย่างญาติ ได้นำข้าพเจ้าพร้อมกับแม่เข้าเฝ้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กเรือนนอก พร้อมด้วยพานดอกไม้ธูปเทียนตามขนบประเพณี ณ วังปารุสก์ ท่านทรงรับด้วยความเต็มพระทัย พร้อมด้วยหม่อมคัทธารีน พระชายา และทรงเมตตาทักถามถึงเรื่องการเรียนของข้าพเจ้า จนได้มาอยู่เหล่าทหารปืนกลรักษาพระองค์ที่เพิ่งตั้งใหม่ ข้าพเจ้าก็ทูลทุกระยะ และสังเกตได้ว่าทรงพอพระทัยเป็นพิเศษ ถึงกับรับสั่งในที่สุดว่า นายทหารปืนกลน่าจะได้ไปเรียนต่างประเทศสักคนหนึ่ง แล้วก็ทรงหันไปปราศรัยกับคุณป้านากและแม่อยู่ครู่หนึ่ง จึงเสด็จเข้าข้างใน

พวกเราก็ทูลลากลับ ต่อมาใกล้จะเกิดเรื่องร.ศ. ๑๓๐ คุณป้านากไปบอกแม่ว่า ทูลหม่อมจะประทานเหรียญจักรกะบองในไม่ช้า ให้เตรียมตัวไปรับ และน่ากลัวว่าจะได้มีโอกาสดีต่อไปอีก (อันนี้มาทราบภายหลังว่า บางทีจะได้ไปศึกษาวิชาปืนกลในต่างประเทศด้วย) เรื่องพรรค์นี้ใครๆ ก็ย่อมพอใจ ถึงจะไม่เต็มใจก็ต้องรับอยู่ในอาการดุษณีภาพ แล้วก็ต้องรีบปรับตัวให้เกิดสมรรถภาพ เพื่อให้รับกัน มิฉะนั้นองค์ความดีของผู้ใหญ่อาจพลอยเสื่อมไปด้วย

สมาชิกเพียงบางคนเท่านั้น เสนอว่าทูลหม่อมจักรพงษ์พระองค์หนึ่งละ สมควรเป็นกษัตริย์ภายใต้กฎหมายได้ ฝ่ายทหารเรือบางคนก็เช่นเดียวกัน ได้เสนอพระนามทูลหม่อมบริพัตรในทำนองนั้น ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน


ทูลหม่อมจักรพงษ์เป็นน้องของในหลวงรัชกาลที่ ๖ แท้ๆ พระบิดาพระมารดาเดียวกัน พอทรงทราบเรื่องราวตลอด และได้ส่งคนออกสืบสวนทวนพยานจนแน่แท้แล้วไม่ผิดพลาด คือทรงทราบจนกระทั่งว่า ตัวท่านเองก็มีชื่อเข้าไปอยู่ในข้ออภิปรายของฝ่ายทหารบกด้วย โดยมีสมาชิกเพียงบางคนเท่านั้น เสนอว่าทูลหม่อมจักรพงษ์พระองค์หนึ่งละ สมควรเป็นกษัตริย์ภายใต้กฎหมายได้ ถ้าถึงคราวจำเป็นจะต้องเลือกท่าน ฝ่ายทหารเรือบางคนก็เช่นเดียวกัน ได้เสนอพระนามทูลหม่อมบริพัตรในทำนองนั้น

ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน ทั้งนี้นับว่าเป็นแต่เรื่องอภิปรายถึงบุคคลที่ ๓ กันเท่านั้น

แล้วก็ต้องมีฝ่ายค้านลุกขึ้นโต้ทานด้วยประการต่างๆ อย่างแข็งแรง ส่วนผู้ที่เห็นด้วยกับทั้งสองฝ่าย ก็ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เรื่องมันก็เลยสนุกแกมจริงกันไป หากสมาชิกใหม่คนใดบังเอิญเข้าประชุมในคราวที่โต้เถียงกันถึงเรื่องนั้นก็มักยึดเอาเป็นความจริง เพราะการเปลี่ยนการปกครองมันยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่ทราบแน่ว่าใครเป็นใคร อะไรเป็นอะไร ถ้าผู้ใดได้ฟังเผินๆ จากสมาชิกเพียงคนสองคนเล่าให้ฟัง โดยไม่ไตร่ตรองให้ถ่องแท้แน่นอนกันจริงๆ แล้ว ก็พอโอนเอนความเชื่อไปทางนั้นได้ ดังจะได้เห็นอุทาหรณ์ต่อไป

สำหรับข้าพเจ้าในเรื่องตัวบุคคลดังกล่าวนั้น ข้าพเจ้ายังไม่เคยเสนอชื่อใคร หรือเห็นด้วยกับฝ่ายใดเลย เพราะมันเป็นเรื่องจะต้องจับตัวจริงๆ กัน ในเมื่อทำการสำเร็จ และจะควรหวังได้อย่างไร ในเรื่องพี่ร่วมท้องน้องร่วมไส้ของเขา ทั้งทรงไว้แล้วซึ่งความรู้สูงส่งจากต่างประเทศ พอเอะอะขึ้นอาจมีคนในต่างประเทศมาแบมือช่วยรับไปก็ได้ เจ้าธนาคารต่างประเทศนั้นเป็นพระมาลัยมาโปรดอย่างยอดเยี่ยมที่สุด สำหรับนักการเมืองตาขาว น่าอนาถเหลือ!(ขอโทษที่นำเอาพระมาลัยมากล่าวทั้งๆ ที่รู้ว่านอนเซนส์ แต่อาศัยที่พอกล่าวแล้ว คนรุ่นหนึ่งเข้าใจความหมายได้ดีเท่านั้นเอง)

พอทูลหม่อมแน่พระทัย ก็จับรถไฟไปเฝ้าพี่ชายคือรัชกาลที่ ๖ ณ สนามจันทร์ นครปฐม ซึ่งกำลังเล่นเสือป่าอยู่อย่างพระสำราญ เขาว่า (ถ้าผิดขออภัย) พี่น้องสองพระองค์เท่านั้นที่เข้าพบกัน แจ้งเรื่องแต่ต้น จนอีกฝ่ายหนึ่งตกอกตกใจ ถึงกับหน้าเสียและน้ำตาไหล (ข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นคนใจอ่อน กระทบเรื่องบางเรื่องอดตาแดงน้ำตาไหลไม่ค่อยได้เหมือนกัน)

ครั้นแล้วการปราบคณะ ร.ศ. ๑๓๐ ก็เริ่มตั้งแต่วันทูลหม่อมเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ คือวันพุธที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) โดยวิธีแยบคายและละม่อม

คณะผู้มาก่อนกาลถูกรัฐบาลสมเด็จพระมงกุฎเกล้าจับขังคุก 12 ปีจากพ.ศ.2455ไปถึงพ.ศ.2467 แต่มีสมาชิกบางคนที่รอดการถูกจับกุมคือร.ต.เจือ ศิลาอาสน์ ลักลอบส่งจดหมายเข้าไปหาสหายที่ติดคุกอยู่ว่าเขาจะเป็นผู้"ถือธงรีปัปลิ๊ก"นำขบวนการปฏิวัติปลดปล่อยเพื่อนออกจากการลงฑัณฑ์ของรัฐบาลระบอบสมบุณณาญาสิทธิราชย์ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลยึดจดหมายได้ทำให้ถูกจับกุมในเวลาต่อมา

สมาชิกหลายคนเสียชีวิตในคุก ร.ต.วาส วาสนา กล่าวกับสหายในวาระสุดท้ายของชีวิตนักปฏิวัติว่า "เพื่อนเอ๋ย กันต้องลาเพื่อนไปเดี๋ยวนี้ ขอฝากลูกของกันไว้ด้วย กันขอฝากไชโย ถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น"

.............

27 กุมภาพันธ์ 2554 เมื่อกวาดสายตาดูตามกระดานสนทนาเวบบอร์ดของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างถ้วนทั่ว ประเด็นใหญ่ที่กำลังถกแถลงกันก็คือ ขบวนเคลื่อนไหวเสื้อแดง ควรเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปเป็นประชาธิปไตยแบบไหน ประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุขแบบญี่ปุ่น+อังกฤษ หรือประชาธิปไตยที่ไม่ต้องมีสร้อยต่อท้าย

100 ปีผ่านไป การถกเถียงในขบวนปฏิวัติประชาธิปไตยคงยังเคลื่อนทับรอยเดิม หรือ บางทีนี่อาจเป็นโรคประจำศตวรรษ?

.......
หมายเหตุ:ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนักเรียนนายร้อยฯ เมื่อเข้าร่วมเป็นผู้ก่อการ ร.ศ.๑๓๐ นั้นมีอายุ ๒๑ ปี สังกัดกองปืนกลที่ ๑ ภายหลังจากพ้นโทษจำคุก เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ศรีกรุง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๒ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าแผนกกลางเทศบาลนครกรุงเทพฯ พ.ศ.๒๔๘๒

*ท่านที่สนใจอ่านรายละเอียดกรณีร.ศ.130 คลิ้กที่นี่ และนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554