ที่มา Thai E-News
คลิปรายการที่นี่ความจริงโดย3อาจารย์นักวิชาการสาว อ.ตุ้ม,อ.หวาน และอ.จา
ช่วงที่ 2
ช่วงที่ 3
ช่วงที่ 4
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, February 28, 2011
คลิปรายการที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว
Sunday, February 27, 2011
พธม.แฉรัฐปล่อยข่าว"วีระ- ราตรี"ขออภัยโทษ หวังดิสเครดิตผู้ชุมนุม
ที่มา มติชน นายประพันธ์ คูณมี โฆษกการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ว่า กระแสข่าวนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ เซ็นเอกสารขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว เป็นเพียงข่าวปล่อยของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องการทำลายความชอบธรรมของผู้ชุมนุม เพราะไม่มีการยืนยันเป็นทางการจากทั้ง 2 คน ส่วนนายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาของกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ที่ออกมาพูด ก็ได้ปลดออกแล้ว ทั้งนี้ ไม่เชื่อว่านายวีระจะเป็นคนขายวิญญาณให้รัฐบาล อย่างไรก็ตาม หากมีการเซ็นขอพระราชทานอภัยโทษจริง ก็มาจากการบีบบังคับของรัฐบาล และหากนายวีระได้รับการปล่อยตัวจริง ก็จะกลับมาร่วมเคลื่อนไหวกับประชาชนอย่างแน่นอน และจะแฉพฤติกรรมของคนในรัฐบาลทั้งหมดที่ยอมยกดินแดนให้กัมพูชาไป นายประพันธ์กล่าวต่อว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรยังไม่มียกระดับการชุมนุม แต่ได้เตรียมแผนเคาน์เตอร์ แอทแทค ไว้เป็นมาตรการตอบโต้ หากมีการมาสลายการชุมนุม ยืนยันว่าจะไม่เปิดพื้นที่จราจร ทั้งนี้พันธมิตรจะชุมนุมต่อเนื่องไป เพื่อรอให้ความจริงที่ประเทศไทยต้องเสียดินแดนปรากฏชัดต่อสาธารณชน โดยเร็วๆ นี้ ผู้แทนอาเซียนจะเข้าไปดูพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า ฝั่งไหนเป็นของไทยหรือฝั่งไหนเป็นของเขมร และยังคงเรียกร้องให้จัดเวทีให้ข้อมูลกับประชาชนให้ฟรีทีวีถ่ายทอดสดฝ่ายละ 3 ชั่วโมง
โกรธแบบ 2 มาตรฐาน
ที่มา มติชน
โดย สรกล อดุลยานนท์
ถ้าไม่เจอแรงกดดันจากพื้นที่จริงๆ 4 ส.ส.ประชาธิปัตย์ จากจังหวัดยะลาและปัตตานี คงไม่ออกมาแถลงข่าวเรื่องเหตุระเบิดรายวันในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ อัดหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างรุนแรง
และตามน้ำด้วยการเสนอให้ปรับเปลี่ยน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก
การเล่นบทแรงครั้งนี้ทั้งที่เป็น ส.ส.พรรคแกนนำรัฐบาล ในแวดวงการเมืองอ่านกันออกว่า 4 ส.ส. ต้องเจอเสียงโวยจากประชาชนในพื้นที่อย่างหนัก
ถ้าไม่ออกมาเล่นบทตัวแทนชาวบ้านบอกเล่าถึงความเดือดร้อน และเรียกร้องหาคนรับผิดชอบ เลือกตั้งครั้งหน้าสอบตกแน่
ชาวบ้านคงใช้ตรรกะง่ายๆ คือเลือกพวกคุณเข้าไปแล้ว ไม่เห็นช่วยอะไรได้เลยทั้งที่หัวหน้าพรรคเป็น "นายกรัฐมนตรี"
แบบนี้เลือกคนอื่นพรรคอื่นดีกว่า
ยิ่งใกล้ยุบสภา ยิ่งเข้าใจได้ว่าทำไม ส.ส.ทั้ง 4 คน จึงออกตัวแรงขนาดนี้
หลายประโยคที่ 4 ส.ส.แถลงออกมา ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเก่าที่คนอื่นเคยพูดมาแล้ว โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ จำนวนเจ้าหน้าที่ อาวุธยุทโธปกรณ์ ใส่เข้าไปไม่รู้เท่าไร
แต่ผลลัพธ์สุดท้ายกลับไม่ได้ดีขึ้นเลย
"ให้ไปหมดแล้ว เหลือเพียงอย่างเดียว คือการปรับเปลี่ยน"
พูดตามหลักการบริหารแล้ว ส.ส.กลุ่มนี้พูดถูกต้อง ที่สำคัญที่สุด คือ ปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็น "คำตอบ" ที่ดีที่สุดว่าเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ดีขึ้นหรือเปล่า
ที่ผ่านมาคนไทยที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้สงสัยมานานแล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้ดีขึ้นตามที่รัฐบาลและกองทัพบอกกับเราหรือเปล่า
ครับ ถ้า 4 ส.ส.เป็น ส.ส.ฝ่ายค้าน รัฐบาลและกองทัพก็สามารถจะบอกได้ว่าเป็นเรื่องการเมือง
แต่ ส.ส.ทั้ง 4 คน เป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำรัฐบาล
เขาไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องมาโจมตีกองทัพเลย เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่า "รัฐบาล" ชุดนี้จัดตั้งในค่ายทหาร
การออกมาโวยจึงมีเพียงคำตอบเดียวคือ สถานการณ์ในพื้นที่เลวร้ายกว่าเดิมจริงๆ
และเสียงโวยของชาวบ้านต้องแรงมาก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ออกโรงแบบนี้
เกมนี้ไม่มีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง
ถ้าจะเกี่ยวข้องก็เพียง ส.ส.กลุ่มนี้พยายามจำกัดวงความรับผิดชอบให้หยุดอยู่แค่ "กองทัพ"
ไม่เลยไปถึง "รัฐบาล" ที่รับผิดชอบเรื่อง "นโยบาย"
เพราะถ้ากล่าวโทษถึงรัฐบาลเมื่อไร คนที่รับผิดชอบก็คือ พรรคประชาธิปัตย์
พรรคที่ ส.ส.ทั้ง 4 คนสังกัดอยู่
อย่าแปลกใจที่ พล.อ.ประยุทธ์จะออกมาโวยว่า "การเมืองคือฝ่ายบริหาร กำหนดนโยบาย ทหารก็นำไปสู่การปฏิบัติ"
แทงคืนเหมือนกัน
ดูเหมือนว่า การออกโรงของ 4 ส.ส.ครั้งนี้ จะทำให้ทหารยังเติร์กไม่พอใจ
เขาให้เหตุผลว่าตำแหน่ง ผบ.ทบ.ถือเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพบก
"ใครจะมาดูหมิ่นดูแคลนผู้บังคับบัญชาไม่ได้"
ฟังดูก็เป็นชายชาติทหารดี
เพียงแต่สงสัยเพียงว่าตอนที่ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ไล่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ไปเล่น "ลิเก" บนเวทีพันธมิตร ทำไมทหารยังเติร์กไม่ได้ยิน
จำประโยคนี้ได้ไหมครับ
"นึกไม่ถึงว่าคนอย่าง ผบ.ทบ.จะหลุดคำพูดออกมาว่า อยากรบก็ไปรบเองสิ พูดอย่างนี้มาเป็นทหารทำไม ถ้าเป็นทหารแล้วไม่กล้าปกป้องดินแดนไทยก็ไปเล่นลิเกดีกว่า"
หรือ "อย่ามาพูดว่าทหารก็มีเลือดเนื้อมีพ่อมีแม่ ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่ลาออกจากผู้บัญชาการทหารบก เป็นไปทำไม"
พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้โดนไล่ครั้งแรกครับ
ก่อน 4 ส.ส.ใต้จะไล่ เขาเคยถูก "สนธิ" ไล่มาแล้วครั้งหนึ่ง
แต่ตอนนั้น "ทหารยังเติร์ก" ไม่ได้ยิน หรือได้ยินแล้วไม่โกรธ
หรือไม่กล้าโกรธ
ไม่น่าเชื่อว่าเมืองไทยวันนี้ แม้แต่ "ความโกรธ"
ยังแบ่งเป็น "สองมาตรฐาน" เลย
ประมวลภาพ"เสื้อแดง"ทำบุญอุทิศส่วนกุศล"ผู้เสียชีวิต"เหตุวุ่นวายเมื่อพ.ค.53 แกนนำ-มวลชนร่วมงานคับคั่ง
ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ก.พ. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้รวมตัวทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 โดยมีแกนนำอย่างนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ พร้อมแกนนำที่เพิ่งได้รับการประกันตัว เช่น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นพ.เหวง โตจิราการ นายงิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ฯลฯ โดยทั้งหมดร่วมพิธีทำบุญถวายสังฆทานและภัตตาหารเพล เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ผ่านๆมา จำนวน 91 ราย โดยมีสมาชิกคนเสื้อแดงร่วมงานและรอให้กำลังใจแกนนำอย่างคับคั่ง
สำนวนยิง "นักข่าวญี่ปุ่น" เหตุการณ์ 10 เม.ย.ส่อพลิก หลังแหล่งข่าวเผยข้อมูลใหม่ถูกยิงโดย "อาก้า"
ที่มา มติชน ส่วนความคืบหน้าการสรุปสำนวนการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมในเหตุการณ์เมษายนและพฤษภาคม 2553 จำนวน 89 ศพ นั้น พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ดีเอสไออยู่ระหว่างรอตำรวจสรุปสำนวนชันสูตรพลิกศพว่าเป็นการกระทำที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ ส่วนการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ประสานข้อมูลความคืบหน้ากับสถานทูตญี่ปุ่นโดยตลอด แต่รายละเอียดคงต้องไปถามจากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ
แหล่งข่าวจากดีเอสไอเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเตรียมส่งข้อมูลการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ให้ตำรวจเพื่อประกอบสำนวนเพราะเป็นข้อมูลใหม่ ที่ พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลกระสุนปืนที่ดีเอสไอขอให้ช่วยเป็นผู้ตรวจสอบวิเคราะห์จากบาดแผลและวิถีกระสุน จนกระทั่งได้ข้อสรุปว่านักข่าวญี่ปุ่น เสียชีวิตจากอาวุธปืนสงคราม ชนิดอาก้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารเคยปฏิเสธไม่มีอาวุธปืนอาก้าใช้ในกองทัพ
"ดังนั้น จะทำให้รูปคดีเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะก่อนหน้านี้ดีเอสไอสรุปความเห็นเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าการเสียชีวิตของนักข่าวญี่ปุ่นอาจจะเกิดจากการที่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นการสรุปจากพยานบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ และดีเอสไอได้รายงานให้สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยรับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว และประสานให้สถานทูตส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง" แหล่งข่าวระดับสูงดีเอสไอระบุ
ยุแหย่.....ยิ้มเยาะ.....ทะเลาะกัน
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
แสงตะวัน พลันสว่าง กระจ่างฟ้า
เสียงตะโกน แว่วมา ว่าเหนื่อยท้อ
เคยร่วมเรียง เคียงรัก เคยถักทอ
หวังเกิดก่อ สิ่งดี ที่ฝันกัน....
อคติ เอ็ง-ข้า อย่างบ้าเลือด
เอาวาจา เฉือนเชือด จนเดือดนั่น
พวกมรึงเลว แต่พวกกู ดูดีพลัน
ช่วยผลักดัน แบ่งแยก แตกกระเจิง....
นี่หรือ พวกเดียวกัน เคยสรรค์สร้าง
ช่างอำพราง หมายมุ่ง ให้ยุ่งเหยิง
สร้างยุแหย่ เฉไฉ ให้เปิดเปิง
หลงระเริง "พวกตน" คนสู้จริง....
แล้วเอาตีน กดหัว ระรัวซ้ำ
เพื่อตอกย้ำ อันธพาล สันดานยิ่ง
หรือพวกเรา เหนื่อยหนัก อยากพักพิง
จึงอ้างอิง ยั่วโมโห แล้วโกรธา....
พวกศัตรู หัวร่อ จนงอหาย
ช่างน่าอาย แว้งกัด ฟัดเหมือนหมา
สู้กันเอง หรืออย่างไร ให้บอกมา
หมดเวลา ยิ้มเยาะ ทะเลาะกัน....
๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดง ๒๗ ก.พ.๕๔
http://3blabla.blogspot.com
รุกมาร์ค-ฟ้อง91ศพ ศาลผู้ดี! เพิ่มจาก-ศาลโลก
ที่มา ข่าวสด
เล็งฟ้องศาลอังกฤษ
นายจตุพรกล่าวถึงกรณีที่นายกฯ ยอมรับว่าไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษ ว่า
อีก 1-2 วันจะได้ร่วมหารือกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของนปช.
เพื่อหารือในประเด็นข้อกฎหมาย เนื่องจากนายโรเบิร์ตให้ความเห็นว่า
เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษ
เท่ากับว่ามีสถานะเป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษโดยอัตโนมัติ ดังนั้น
นอกจากจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศได้แล้ว
ก็น่าที่จะยื่นฟ้องต่อศาลประเทศอังกฤษ
ที่ถือว่านายอภิสิทธิ์เป็นพลเมืองอยู่ในข้อหาเดียวกัน
กับที่ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศได้
แต่รายละเอียดคงต้องรอหารือกับนายโรเบิร์ตอีกครั้ง
"ธิดา"โต้ดีเอสไอพูดไม่หมด ชี้ช่างภาพชาวญี่ปุ่นโดนยิงจากฝั่งทหาร
ที่มา มติชน นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่นนั้น เกิดจากอาวุธปืนสงคราม ชนิดอาก้า ซึ่งอาวุธดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจไม่มีใช้เป็นอาวุธประจำกายว่า หลักฐานนั้นชัดเจนว่านักข่าวชาวญี่ปุ่นนั้นถูกยิงอยู่ในฝั่งของคนเสื้อแดง ดังนั้นกระสุนน่าจะมาจากฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับคนเสื้อแดง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พูดความจริงไม่หมด เพราะเรื่องของรายละเอียดหลักฐานต่างๆ นั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น อาวุธที่ใช้ยิงเป็นอะไร ชนิดไหน ขอให้ดีเอสไอชี้แจงมา ถ้าคิดว่าไม่ใช่อาวุธของฝ่ายทหาร ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ขณะที่ช่างภาพของญี่ปุ่นเสียชีวิตอยู่ในฝั่งของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง มีพยานให้การว่าเห็นแสงไฟมาจากปากกระบอกปืน ซึ่งน่าจะมาจากด้านหน้าแล้วก็เสียชีวิต ดังนั้น ประเด็นจึงอยู่ที่นักข่าวคนดังกล่าวถูกยิงโดยใคร ไม่ใช่ว่าถูกยิงด้วยอาวุธชนิดไหน แต่คนที่สามารถจัดสรรอาวุธทุกชนิดได้ในประเทศไทยนั้น คือหน่วยงานด้านความมั่นคง ดังนั้น เรื่องนี้ต้องไปหาคนที่ยิงมาให้ได้ ไม่ใช่มาพูดกันว่าถูกยิงจากอาวุธชนิดไหนกันแน่
"มาร์ค" ปราศัยชูแคมเปญหาเสียง “สุเทพ” ผุดไอเดีย VIP ปชป. 3,000คน
ที่มา ประชาไท
"มาร์ค" เปิดแคมเปญหาเสียง เพิ่มค่าแรง 25%-ตั้งกองกำลังพิเศษปราบยาเสพติด-ตั้งกองทุนกู้ยืมระดับมหาลัย-แจกโฉนดชุมชน 250,000 ราย แม่ค้าเสื้อแดงตะโกนด่าไล่ ก่อนถูก จนท.ดึงตัวออกไป “สุเทพ” ผุดแนวคิดใหม่ สร้างวีไอพี ปชป.3,000 คน บริจาคให้พรรค 1 ล้าน ผ่อน 4 ปี
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 27 ก.พ. ที่ลานอเนกประสงค์ ภายในตลาดนัดสวนจตุจักร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาเปิดตัวแผนการรณรงค์การเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ โดยระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ กล่าวปราศรัยเปิดตัวแคมเปญ เดินหน้าต่อไปด้วยนโยบายเพื่อประชาชน ของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ๆ ได้มีหญิงสูงวัย สวมเสื้อสีดำชูป้ายกระดาษที่เขียนด้วยลายมือมีข้อความว่า "ออกไป ไอ้ฆาตกร รัฐบาลผีดิบ" พร้อมกับตะโกนด่า "ไอ้ตอแหล ไอ้ฆาตกร" ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ในเครื่องแบบ และตำรวจสันติบาลต่างกรูเข้าไปฉุดตัวผู้หญิงคนดังกล่าว และดึงป้ายกระดาษออกไป แต่หญิงสูงวัยยังคงตะโกนด่าทอนายอภิสิทธิ์เป็นระยะๆ
ขณะเดียวกันก็มีชายคนหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงกันเกิดความไม่พอใจ และจะเข้าไปทำร้ายหญิงสูงวัย คนดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องช่วยกันดึงตัวชายคนดังกล่าวออกไปด้วย เช่นกัน จากนั้นมีหญิงสาวหนึ่งคนสวมเสื้อสีแดง สะพายกระเป๋าเป้สีแดงที่ติดเข็มกลัดมีข้อความว่า "I'm Red." ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม "วันอาทิตย์สีแดง" ออกมายืนตะโกนด่านายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ว่า "มาจัดที่นี่ทำไม แค่นี้เดือดร้อนกันไม่พออีกเหรอ" จากนั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดึงตัวออกไปเช่นกัน
ทั้งนี้ในการปราศัยหาเสียงนั้นนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปชป.จะเดินหน้าต่อไปด้วยนโยบายเพื่อประชาชน โดยนโยบายชุดแรกที่พรรคจะเดินหน้าก็คือการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 25 % ภายใน 2 ปี เพราะต้องการเติมเงินในกระเป๋าประชาชน การเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายต้องเดินหน้าต่อไป ขณะที่ปัญหายาเสพติดรัฐบาลจะเพิ่มกองกำลังปราบปรามยาเสพติดจำนวน 2500 นาย เพราะจำเป็นต้องเสริมกำลังทั่วประเทศ จะจัดให้มีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยจำนวน 250,000 คน เนื่องจากการลงพื้นที่พบว่ามีประชาชนเป็นจำนวนมากต้องการให้บุตรหลานเรียนใน ระดับมหาวิทยาลัย และจะมีการเพิ่มโฉนดชุมชนให้เกษตรกรจำนวน 250,000 คน
"การเสนองบประมาณกลางปีเข้าสู่สภา พรรคเพื่อไทยและนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วนเพื่อไทยผู้นำการอภิปรายไม่เห็นด้วยที่จะให้งบฯ 1.2 แสนล้านบาท แต่ประชาชนรอคอยไม่ได้ ประเทศจะอยู่นิ่งกับที่ไม่ได้ และขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การเมืองในระบบประชาธิปไตยเท่านั้นที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ หลังทำงานได้สองปีและได้ผลักดันสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย สามารถทำให้ประชาชนที่อยู่นอกระบบประกันสังคมได้เข้าสู่ระบบ มีการจดทะเบียนจักรยานยนต์มีสินเชื่อให้เพื่อเป็นหลักประกัน มีการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการในวันที่ 1 เมษายนนี้ และพยายามแก้ปัญหาลดค่าใช้จ่ายในบางเรื่องให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถไปควบคุมสินค้าบางประเภทได้ นโยบายที่ประกาศในวันนี้คือทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหา เพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชนสู้กับภาวะของแพงและปัญหาที่เผชิญอยู่"นาย อภิสิทธิ์กล่าว
ขณะนี้การเมืองกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในปลายปีนี้ วันนี้เราต้องการให้ประเทศเดินหน้าหรือต้องการให้ประเทศติดหล่มอยู่กับสภาพ ปัญหาเดิมๆ คือความขัดแย้ง ประชาธิปัตย์บอกชัดว่าเราเร่งเอาเงินทีเก็บได้เกินไปใช้หนี้ เพื่อนำไปช่วยเหลือคน ซ่อมถนนหนทาง โรงเรียน วัด สถานพยาบาล ที่เสียหายจากน้ำท่วม ประเทศหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ ให้รีบใช้หนี้เสีย งบปี 2555 จะได้จัดได้อย่างเต็มที่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลซึ่งก็เป็นสิทธิ เห็นบอกว่าจะไม่ไว้วางใจเขาในเหตุการณ์ทางการเมืองปีที่ผ่านมา ซึ่งก็อภิปรายไปแล้ว 1 ครั้ง จึงบอกว่าวันนี้ทางเดินมันชัดว่าเราอยากให้ประเทศเดินไปทางไหน หรือให้ถอยหลังไปยึดติดอยู่กับภาพเก่าๆ เรื่องเก่าๆ แล้วทำให้ประชาชนเสียโอกาส
ต่อมาได้มีตัวแทนจากสมาคมผู้ประกอบการการค้าตลาดนัดจตุจักรประมาณ 20 คน มาร้องขอพบนายอภิสิทธิ์ เพื่อทวงถามความคืบหน้าการช่วยเหลือเรื่องการต่ออายุสัญญาเช่าที่ตลาดนัด จตุจักร กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งจะหมดอายุในเดือน ม.ค.2555 ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มคนดังกล่าวได้เคยไปร้องเรียนเรื่องนี้กับนายอภิสิทธิ์ ไว้แล้วที่ทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หลังจากกล่าวปราศรัยเสร็จ นายอภิสิทธิ์ ได้เดินลงมาพบกับกลุ่มผู้ค้าดังกล่าว และรับเอกสารเพิ่มเติม พร้อมรับปากจะนำไปดำเนินการให้
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้เดินไปพบปะกับประชาชนที่มาร่วมงานเพื่อแจกลายเซ็น และรับมอบดอกกุหลาบ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังโรงแรมรอยัล ริเวอร์ เพื่อร่วมงานร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทย จัดโดยคณะ ส.ส.กทม. เขต 12 พรรคประชาธิปัตย์.
"มาร์ค" ยันไม่เคยใช้สิทธิในฐานะพลเมืองอังกฤษ ย้ำมีคุณสมบัติตามกฎหมายไทยครบถ้วน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงกรณีนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกระบุว่า นายกรัฐมนตรีควรแสดงความชัดเจนว่าจะเลือกสัญชาติอะไร ในฐานะที่เป็นผู้นำและในแง่ของความรักชาติว่า เรื่องความรักชาติดูที่พฤติกรรมดีกว่า ประการต่อมาเรื่องนี้คือข้อกฎหมายมันยังไม่ชัด มีนักกฎหมายจำนวนมากยืนยันว่าการที่ตนแสดงเจตนาชัดในการถือสัญชาติไทย ถือเป็นการสละสัญชาติอังกฤษไปโดยปริยาย ถ้าตนอยากไปใช้สัญชาติอังกฤษ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตนดำเนินการตามกฎหมายไทย ถ้าต้องไปดำเนินการตามกฎหมายอังกฤษด้วย ก็คงมีปัญหามากมายว่า กลายเป็นเกิดคำถามว่าสรุปแล้วตนมีหน้าที่ที่ต้องทำตามกฎหมายอังกฤษด้วยหรือ ไม่ เรื่องนี้ยังมองไม่ตรงกัน ที่ผ่านมาตนก็ถามความเห็นนักกฎหมาย และชี้แจงว่าไม่ได้มีเจตนาเลยที่จะไปถือสัญชาติอังกฤษ แม้ว่าจะเกิดที่นั่น ไม่มีการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองอังกฤษ ทั้งการศึกษาก็ดี การเดินทาง มันก็ชัดในตัวของมันเองอยู่แล้วว่าเจตนามันคืออะไร
เมื่อถามว่า ถึงขณะนี้จะดำเนินการสละสัญชาติอังกฤษหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าสละตอนนี้ เขาก็จะว่าอีกว่า ตนหนีศาลโลก ไม่แน่ใจว่าต้องทำหรือไม่ เพราะกฎหมายไทยก็ไม่ชัด ตนถือตามกฎหมายไทย เวลาที่นักกฎหมายตอบก็ตอบไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่องของเจตนาว่าจะเก็บหรือไม่เก็บไว้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ถามว่าต้องมานั่งดูกฎหมายอังกฤษรึเปล่า ว่าต้องยื่นแบบเสียภาษี เกณฑ์ทหารอังกฤษ
เมื่อถามต่อว่า แสดงว่านายกฯยังจะคงสถานะ 2 สัญชาติเช่นนี้อีกต่อไป นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ทราบว่าตนมี 2 สัญชาติหรือไม่ ประเด็นนี้เป็นเรื่องของนักกฎหมาย ตนพยายามตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่า แม้กระทั่งนักกฎหมายยังให้ความเห็นไม่ตรงกัน เนื่องจากเป็นกฎหมายของแต่ละประเทศ และโดยปกติมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าใครทำตัวเป็นสัญชาติอะไร ผมคงไปเปลี่ยนที่เกิดไม่ได้
เมื่อถามว่า มีแนวทางการดำเนินการให้ชัดเจนหรือไม่ เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมายไทยเลย และคุณสมบัติก็ครบถ้วน และท้าว่าแม้แต่คนที่ตรวจสอบหรือจ้างคนมาตรวจสอบนั้นรักชาติจริงหรือไม่ ตนไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ ส่วนที่ว่าตนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอังกฤษหรือไม่ ก็อยากจะได้คำตอบที่เหมือนกัน ซึ่งยังไม่มี
“สุเทพ” ผุดสร้างวีไอพี ปชป.3,000 คน
วันนี้ (27 ก.พ.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคง กล่าว ว่า ตนมีแนวคิดที่จะหาสมาชิกแบบวีไอพี จำนวน 3,000 คน ทั่วประเทศ โดยคนเหล่านี้จะเข้ามาช่วยสนับสนุนพรรคด้านเงินทุนคนละ 1 ล้านบาท โดยสามารถผ่อนได้ 4 ปี 1 ล้านบาท ก็คิดเป็นเงินแค่เดือนละ 2 หมื่นกว่าบาท แลกกับการให้สมาชิกเหล่านี้มีสิทธิในการได้เห็นนโยบาย เพื่อแสดงความเห็นติติงว่าดีหรือไม่ดี ก่อนที่จะนำเสนอต่อประชาชน โดยส่วนตัวอยากให้มีสมาชิกดังกล่าวเป็นในรูปแบบของสภา เพราะหากปล่อยให้ทุนใหญ่บริจาคทีละเป็นล้านๆ ก็จะทำให้เกิดบุญคุณต่อกัน
นาย สุเทพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังทราบมาว่าขณะนี้มีบุคคลบางกลุ่มที่เตรียมจะก่อตั้งมูลนิธิรักประชาธิ ปัตย์ เพื่อนำเงินดังกล่าวไปจัดทำสถานทีโทรทัศน์ของพรรคเอง เนื่องจากการเมืองช่วยที่ผ่านมา ฝ่ายเสื้อแดงก็มีทีวีของเสื้อแดง ฝ่ายเสื้อเหลืองก็มีเอเอสทีวี ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ถูกรุมกระหน่ำโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว โดยที่พวกตนไม่มีโอกาสได้ชี้แจง สำหรับการทำสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว เบื้องต้นได้รับแจ้งว่าจะออกอากาศผ่านทางเคเบิคทีวี โดยจะมีรายการทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม.
ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: ไทยรัฐออนไลน์, โพสต์ทูเดย์, มติชนออนไลน์, เดลินิวส์
ธาริตระบุกระสุนอาก้าสังหารนักข่าวญี่ปุ่นแกนเสื้อแดงท้าแสดงหลักฐาน
ที่มา ประชาไท
พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลกระสุนปืน เป็นผู้ตรวจสอบวิเคราะห์จากบาดแผลและวิถีกระสุน โดยมีข้อสรุปว่านายฮิโรยูกิ เสียชีวิตจากอาวุธปืนสงคราม ชนิดอาร์ก้า
26 กุมภาพันธ์ 2554 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เปิดเผยข้อมูลการเสียชีวิต นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ถูกยิงเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 10 เมษายน2553 ในระหว่างการที่ทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณสี่แยกคอกวัวและบริเวณโรงเรียนสตรีวิทย์ว่าจากการตรวจสอบวิเคราะห์จากบาดแผล และวิถีกระสุน มีข้อสรุปว่า นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ เสียชีวิตจากอาวุธปืนสงครามชนิดอาก้า ซึ่งอาวุธดังกล่าวนั้น ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ใช้เป็นอาวุธ
จากนั้นได้มีกระแสข่าวว่า เจ้าหน้าที่ DSI เตรียมส่งข้อมูลการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ให้ตำรวจนครบาลนำไปประกอบสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นข้อมูลใหม่ โดยระบุว่า พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลกระสุนปืน เป็นผู้ตรวจสอบวิเคราะห์จากบาดแผลและวิถีกระสุน โดยมีข้อสรุปว่านายฮิโรยูกิ เสียชีวิตจากอาวุธปืนสงคราม ชนิดอาร์ก้า ซึ่งอาวุธดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจไม่มีใช้เป็นอาวุธประจำกายซึ่งผลสรุปดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะทำให้รูปคดีมีความเปลี่ยนแปลง เพราะก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้สรุปความเห็นเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า การเสียชีวิตของนักข่าวญี่ปุ่นอาจเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง คือ วิถีกระสุนอาจมาจากแนวของทหาร และการสอบพยานบุคคลในที่เกิดเหตุ
ในส่วนของ นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า หลักฐานนั้นชัดเจนว่านักข่าวชาวญี่ปุ่นนั้นถูกยิงอยู่ในฝั่งของคนเสื้อแดง ดังนั้นกระสุนน่าจะมาจากฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับคนเสื้อแดง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พูดความจริงไม่หมด เพราะเรื่องของรายละเอียดหลักฐานต่างๆ นั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น อาวุธที่ใช้ยิงเป็นอะไร ชนิดไหน ขอให้ดีเอสไอชี้แจงมา ถ้าคิดว่าไม่ใช่อาวุธของฝ่ายทหาร
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ขณะที่ช่างภาพของญี่ปุ่นเสียชีวิตอยู่ในฝั่งของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง มีพยานให้การว่าเห็นแสงไฟมาจากปากกระบอกปืน ซึ่งน่าจะมาจากด้านหน้าแล้วก็เสียชีวิต ดังนั้น ประเด็นจึงอยู่ที่นักข่าวคนดังกล่าวถูกยิงโดยใคร ไม่ใช่ว่าถูกยิงด้วยอาวุธชนิดไหน แต่คนที่สามารถจัดสรรอาวุธทุกชนิดได้ในประเทศไทยนั้น คือหน่วยงานด้านความมั่นคง ดังนั้น เรื่องนี้ต้องไปหาคนที่ยิงมาให้ได้ ไม่ใช่มาพูดกันว่าถูกยิงจากอาวุธชนิดไหนกันแน่