ที่มา บางกอกทูเดย์
‘ไชยวัฒน์’ หวังลบเหลี่ยม ‘มาร์ค’
เอาหมายศาลแปะหน้าทำเนียบ
เล่นกันแรงและยืดเยื้อ เพื่อวัดกันให้รู้ไปเลยว่า ใครจะเส้นใหญ่กว่ากัน??
เพราะแม้ว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมีภูมิคุ้มกันต่อระบบยุติธรรมสูงมาก
จนก่อให้เกิดปรากฏการณ์ 2 มาตรฐานกระฉ่อนเมืองไทยและก้องโลกไปแล้ว
บรรดานักกฎหมายทั้งหลายต่างต้องหยิบยกมาเป็นกรณีศึกษา มีการวิพากษ์วิจารณ์กันตลอด
แต่ทุกเรื่องทุกกรณี ก็เป็นได้เพียงแค่วิพากษ์วิจารณ์ว่าผิดหลักระบบยุติธรรมบ้าง
เป็นการเลี่ยงบาลีแบบด้านๆบ้าง
แต่สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้เป็นเหตุการณ์ “สีเทา”ในแวดวงกฎหมาย
ที่ไม่สามารถทำอะไรได้
เพราะวัคซีนคุ้มกันของรัฐบาล
ได้รับการฉีดมาจากกลุ่ม”ขั้วอำนาจพิเศษ” กลุ่มทหารผลประโยชน์การเมือง
ในขณะที่กลุ่มม็อบพันธมิตรฯ ก็เป็นม็อบที่มีภูมิคุ้มกันทางกฎหมายสูงด้วยเหมือนกัน
เพราะไม่เพียงยึดทำเนียบ
ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
ยึดถนน ได้
โดยที่ฝ่ายกฎหมายอ้ำๆอึ้งๆ ในการที่จะดำเนินคดี
ในขณะที่ระบบยุติธรรมก็ตกอยู่ในสภาพแกล้งหลับตาข้างหนึ่งเอาไว้ตลอดเวลา
ดังนั้นทั้งคู่ จึงถือเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกันเป็นอย่างยิ่ง
และเมื่อกลุ่มม็อบพันธมิตรฯใช้ประเด็นพื้นที่พิพาทระหว่างไทย - กัมพูชา
ออกมาเล่นงานรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
และทำการยึดถนนประท้วงยืดเยื้อ ทำให้รัฐบาลได้มีการใช้ตัวช่วย
ด้วยการประกาศใช้พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
หวังจะสยบม็อบพันธมิตรฯ ให้ได้
โดยลืมนึกไปว่า
กลุ่มม็อบพันธมิตรฯก็มีภูมิคุ้มกันกฎหมายที่สูงเหมือนกัน พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงฯ
ก็เลยไม่ระคายผิว
ซ้ำนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย
พร้อมด้วยสมาชิกเครือข่ายประชาชนหัวใจรักชาติ และ
พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานสมัชชาประชาชน ฯ ยังสวนหมัดกลับ
โดยยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต่อศาลปกครองสูงสุด
ว่ากระทำการโดยมิชอบที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
ใน 7 พื้นที่กรุงเทพฯ
แน่นอนว่าเมื่อเป็นการยื่นฟ้อง ครม. ทั้งคณะ ย่อมต้องรวมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีด้วย
เพราะอยู่ในฐานะประธานการประชุม
โดยในการฟ้อง ได้ขอให้
1.ศาลมีคำสั่งหรือพิพากษา เพิกถอน มติ ครม.
ที่ได้พิจารณาข้อเสนอของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.)
ในการเริ่มใช้มาตรการจัดการประชาชน ผู้ชุมนุมประท้วง
ที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 9- 23 ก.พ.
2.เพิก ถอนประกาศที่ออกโดย ครม.เมื่อวันที่ 8 ก.พ.54
ทั้งหมด 3 ฉบับ ประกอบด้วย
ประกาศเรื่องพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคง
ภายในราชอาณาจักร 7 เขตพื้นที่ในเขตกรุงเทพ ฯ
ประกาศเรื่องการห้ามบุคคลใดเข้า
หรือต้องออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร
หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กอ.รมน.
และภายในระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของ กอ.รมน.
เรื่องการห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน
และเรื่องการห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ
หรือต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคม
หรือการใช้ยานพาหนะ ตามที่ ผอ.กอ.รมน.กำหนด
กลุ่มม็อบพันธมิตรฯระบุว่า
ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ
การประกาศข้อกำหนด ข้อที่สอง ตามมาตรา 18 ที่ห้ามบุคคลใดเข้า
หรือต้องออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร
หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กอ.รมน.
และภายในระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของ กอ.รมน.
งานนี้จึงทำการยื่นฟ้องศาลปกครอง รวมทั้งยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน
เพื่อมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติ ครม.ดังกล่าวด้วย
เพราะการประกาศให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมติ ครม.
ที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคง ฯ จะกระทบต่อการชุมนุมของเครือข่าย
ประชาชนหัวใจรักชาติที่ตรวจสอบการบริหาร ราชการแผ่นดินของรัฐบาล
ซึ่งส่อว่าจะทำให้เกิดการละเมิดอำนาจอธิปไตย
เบื้องต้นศาลปกครองสูงสุด ได้รับคดีไว้พิจารณาเป็นหมายเลขดำ ฟ.11/2554
โดยจะมีคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องหรือไม่
และจะไต่สวนฉุกเฉินเพื่อพิจารณาคำสั่งทุเลาการบังคับมติ ครม. หรือไม่
แต่สุดท้ายศาลปกครองสูงสุด ก็ได้มีคำสั่งไม่รับฟ้องไปแล้ว
เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม
ภูมิคุ้มกัน และโชคของรัฐบาลยังคงสูงอยู่เหมือนเดิม
แต่กลุ่มม็อบพันธมิตรฯ ก็ไม่ใช่ประเภทหมูกลัวน้ำร้อน จึงลุยต่อ
โดยยื่นฟ้องนายภิสิทธิ์ และ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. อีกรอบ
แต่ครั้งนี้หันมาฟ้องศาลแพ่งแทน
โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้ประกาศและข้อกำหนดทุกฉบับที่ออกตามพ.ร.บ.มั่นคงฯ
ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 9- 23 ก.พ.นี้ ให้เป็นโมฆะ
เพราะในช่วงที่มีการประกาศและมีข้อกำหนดดังกล่าว
ยังไม่มีเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
ถึงขนาดกับต้องมีมาตราการป้องกัน ปราบปราม ยับยั้ง
หรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคง
อีกทั้งข้อกำหนดไม่ชอบด้วยกฏหมาย
เพราะยังไม่มีเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคง
เป็นแค่มุ่งที่จะสกัดกั้น ยับยั้งไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม
ม็อบพันธมิตรฯ เท่ากับว่าจงใจจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบ
แต่รัฐบาลก็ไม่ยี่หระ
เพราะมีการต่ออายุการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงประกาศต่อเนื่องออกไปอีก
ลากยาวถึง 25 มีนาคมกันเลยทีเดียว
ประลองกำลังกันสนุก ว่า
ในระบบกฎหมายประเทศนี้ ใครจะแน่กว่ากัน โดยที่มีศาลแพ่งรับบทเหนื่อยหนัก
และที่น่าสนใจก็คือ ชนะหรือแพ้สำหรับกับกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ อาจจะไม่สำคัญ
แต่สะใจตรงที่ ได้มีการนำหมายศาลไปปิดไว้หน้าทำเนียบ
เพื่อเรียกให้นายอภิสิทธิ์ และ พล.ต.อ.วิเชียร ไปขึ้นให้ปากคำ
ถือเป็นการลบเหลี่ยมลูกกำนันกันตรงๆ
เพราะนายอภิสิทธิ์นั้น เป็นที่รู้กันชัดเจนว่าได้รับการอุ้มชูจากหลายๆฝ่ายในกลุ่ม”อำนาจพิเศษ”
เมื่อมาเจอหมายศาลปิดหน้าทำเนียบเช่นนี้ ย่อมเท่ากับว่าเป็นการเสียหน้าอย่างมาก
มีภูมิคุ้มกันสูงขนาดนี้ โดนหมายศาลแปะหน้าทำเนียบได้อย่างไร
งานนี้แน่นอนว่านายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ไปเองตามหมายศาล
แต่ส่งตัวแทนไป ในขณะที่ พล.ต.อ.วิเชียร นั้นไปด้วยตัวเอง
การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ
ดูแล้วเป็นคู่ต่อสู้ที่พอฟัดพอเหวี่ยงกันจริง ว่าใครจะเส้นใหญ่กว่ากัน
ใครจะมีภูมิคุ้มกันในระบบยุติธรรมมากกว่ากัน!!!
เพราะเมื่อโดนกลุ่มม็อบพันธมิตรฯฟ้องจนเสียหน้า
เนื่องจากโดนหมายศาลแปะหน้าทำเนียบแบบนี้
ทาง ผบ.ตร.ก็เลยมีการจี้ให้เร่งดำเนินคดีข้อหาก่อการร้ายและซ่องโจร
จากกรณีม็อบพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ให้เร็วขึ้นแล้ว
ซึ่งทางกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็เดินหน้าแลกหมัดแล้วว่า
การตั้งข้อหาก่อการร้ายและซ่องโจรนั้นรุนแรงเกินความเป็นจริง
ฉะนั้นหากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งฟ้องในข้อหาก่อการร้ายและซ่องโจร
ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะดำเนินการฟ้องกลับเช่นกัน!!!
แต่.....ในที่สุด รัฐบาลเส้นใหญ่ ก็ออกมา”สั่งสอน” ม็อบมีเส้นชนิด”ตาต่อตา”อย่างทันทีทันควัน
ซึ่งเป็นไปตามคาด เมื่อ เช้ามืดฟ้ายังไม่ทันรุ่งสาง 05.00 น โดย ตำรวจเข้ารื้อเต็นท์ชุมนุมพันธ
มิตรฯ - ยึดถนนคืน 2 เลน
กรณี”เอาคืน” ทันควัน-ทันตาเห็น ของ อภิมหารัฐบาลเส้นใหญ่ เกิดขึ้น
เมื่อ วันที่ 28 ก.พ. 2554 เวลาประมาณ 05.30 น.
บรรยากาศที่เวทีปราศรัยการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย
พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 1 นำกำลังตำรวจประมาณ 700 นาย
ซึ่งเป็นหน่วยของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองปราบปราม
และตำรวจภูธรภาค 1-2-7 และตำรวจสายสืบจากกองบังคับการ 1-9
ศูนย์สืบสวน เข้ารื้อเต็นท์ประมาณ 5-6 เต็นท์
พร้อมกับเปิดการจราจรหน้ากระทรวงศึกษาธิการ 2 เลน ให้รถวิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามา
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ซึ่งยังอยู่บนเทีพันธมิตร ก็ยังปากแข็งประกาศว่า
ตำรวจรื้อเต็นท์เราออกไปเราถือว่าทำตามคำสั่ง
“แต่ขออย่ารื้อห้องน้ำของเรา” เพราะเป็นเงินประชาชน
เราใช้ตามความจำเป็น
เนื่องจากไม่อยากรบกวนกรุงเทพฯ ที่ต้องเอารถสุขามา
จึงได้สร้างขึ้นมาเอง คนมามากไม่มีห้องน้ำจะทำอย่างไร
อีกอย่างห้องน้ำของเราสะอาดไม่มีกลิ่นเหม็น
หลังกำลังตำรวจบุกรื้อเต๊นท์ม็อบมีเส้น
พล.ต.จำลอง ก็ยังไม่ยอมลดรา ฉวยไมโครโฟนประกาศทันทีว่า
ประชาชนที่อยู่ทางบ้านไม่ต้องมามากเป็นพิเศษ ถึงแม้เรารู้ว่ามากกว่านี้ก็ดี
แต่ยังไม่จำเป็น เมื่อถึงเวลา”จะเป่านกหวีดเอง”
เราอยู่แค่นี้ก็พอเป็นพอไป ยังไม่จำเป็นต้องมามืดฟ้ามัวดิน
แต่ใกล้เข้ามาแล้ว ขอให้มาเป็นปกติก็แล้วกัน
จัดเวรกันมา ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริง ออกมาให้มากๆ
เราสามารถเอาแผ่นดินรอบเขาวิหารกลับมาได้แน่นอนหากเราชุมนุมกันอยู่อย่างนี้
สรุปว่า...
กำลังตำรวจตั้ง 700 คนก็สามารถ”ขอพื้นที่คืน” หรือ”กระชับพื้นที่”ได้เพียงเท่าที่เห็น
ม็อบพันธมิตรก็ยังตั้งหลักอยู่ตรงที่เดิมแถวสะพานมัฆวานอยู่เหมือนไม่มีเกิดขึ้นต่อไป
มองอย่างไรเรื่องนี้ ก็หนีไม้พ้น”การเอาคืนของฝ่ายรัฐบาล” เพราะ”เสียหน้า”
ที่ถูก นาย ชัยวัฒน์ สินสุวงศ์ บังอาจเอาหมายศาลไปแปะไว้หน้าที่ทำเนียบรัฐบาล
เหมือนจะฉีกหน้า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ก็บอกแล้วว่า เป็นคู่ฟัดที่เหมาะสมอย่างยิ่งจริงๆ
เพราะกลุ่มขั้วอำนาจพิเศษยังมึนไปเลยว่า แบบนี้จะช่วยฝ่ายไหนดี???
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, February 28, 2011
ถูก'เอาคืน'! บุกรื้อเต๊นท์!! ต.ช.ด.-กองปราบ 700 ลุยทันที!!
การปกปิดอาชญากรรมที่ถูกทำนายล่วงหน้า from Uncategorized
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
http://robertamsterdam.com/thai/?cat=1
ในรายงานของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์วันนี้ที่ระบุว่า
กรมสอบสวนคดีพิเศษเหมือนจะถูกกองทัพไทยกดดันให้เปลี่ยนข้อสรุปว่า
ใครเป็นคนสังหารนักข่าวช่างภาพรอยเตอร์ นายฮีโรยูกิ มูราโมโตนั้นเป็นเรื่องที่น่าตกใจ
แต่สำหรับเราแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด
ในคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศของเรา
ซึ่งเป็นเอกสารที่ดูเหมือนว่าหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์หลีกเลี่ยงที่จะอ่าน
–คำให้การของพยานนิรนามปากที่ 20 (คำให้การดังกล่าวฉบับแก้ไขดังกล่าวแสดงในข้างล่าง)
ทำนายถึงการปกปิดนี้ที่เกิดขึ้นในขณะนี้
“มันเป็นนโยบายทางการของรัฐบาลไทยที่จะปกปิด
หรือทำลายหลักฐานการกระทำผิดทางอาญาของรัฐบาล
หรือผู้นำทางการทหารเกี่ยวกับการสังหารทั้งหมด
หลังจากความเหตุการณ์รุนแรงในกรุงเทพมหานครเมื่อเดือนเมษายน ปี 2553
ซึ่งมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 24 ราย
ศอฉ. ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของบุคคลเหล่านั้น
ในวันที่ 16 เมษายน นายธาริตมีอำนาจสอบสวนการสังหารอย่างเป็นทางการ
ในขณะนี้ การสอบสวนถึงการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงทั้งแปดสิบสี่ราย
ในระหว่างการชุมนุมจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการ
และได้มีการสรุปบ้างแล้ว
อย่างน้อยเบื้องต้นพวกเขาถูกสังหารโดยทหารกลุ่มหนึ่งจากกองทัพไทย
ภายใต้คำสั่งของของรัฐบาลไทยและศอฉ.
พนักงานสอบสวนของดีเอสไอบางรายที่สรุปแบบนี้ถูกผู้บัญชาการสั่งให้เปลี่ยนข้อสรุป
อธิบดีดีเอสไอ นายธาริตมีส่วนร่วมในการพยายามทำให้ผลการสอบสวนของดีเอสไอล้าช้า
และนี่คือหลักฐานความล้มเหลวของเขาในการสั่งให้ทำการสอบสวนโดยรวดเร็ว
และยังเป็นความล้มเหลวของเขาในการเริ่มต้นสอบสวนเกี่ยวกับประเด็นของเจตนาผู้กระทำ
ความล้มเหลวในการเร่งกระทำการสอบสวนของเขานั้น
เนื่องจากมีแรงจูงใจอย่างน้อยที่สุดคือในเรื่องข้อเท็จที่เขาเป็นสมากชิกศอฉ.
ซึ่งในสถานการณ์ปกติเป็นประเด็นสำคัญในการสอบสวน
นอกจากนี้ ยังประกอบกับความพยายามของรัฐบาลในการปกปิดหลักฐานอีกด้วย
อธิบดีดีเอสไอ นายธาริตได้ออกคำสั่งห้าม
พนักงานสอบสวนดีเอสไอเรียกทหารจากกองทัพมาสอบสวน
ซึ่งต่างจากกระบวนการสอบสวนทั่วไปของดีเอสไออย่างสิ้นเชิง
ในส่วนที่ดีเอสไอจะสอบสวนใครก็ตามที่เจ้าหน้าที่สรุปว่ามีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิตนั้น
ในเดือนพฤศจิกายน 2553 รายงานอย่างเป็นทางการของดีเอสไอ
เกี่ยวกับการสังหารในเดือนพฤษภาคม 2553 ได้รั่วไปถึงมือสื่อมวลชน
แกนนำคนเสื้อแดงนายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้กล่าวต่อสาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นข้อสรุปว่า
ทหารบางกลุ่มมีส่วนร่วมในการสังหารประชาชน
ไม่นานหลังจากเหตุการณ์นี้ มีรายงานในสื่อไทยว่า
ผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์ จันโอชาได้ออกมาเรียกร้องให้ถอดถอนอธิบดีดีเอสไอนายธาริต
รองนายกรัฐมนตีสุเทพ เทือกสุบรรณจึงเรียกอธิบดีดีเอสไอธาริตเข้าพบ
ทันทีหลังจากการประชุม
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้กล่าวสนับสนุนอธิบดีดีเอสไอนายธาริตต่อสื่อมวลชน
นายธาริตไม่ถูกถอดถอน
เพราะเขาจะได้มีอำนาจในการตัดสินชี้ขาดไม่ให้ดำเนินคดีต่อผู้นำทางการทหาร
หรือสมาชิกศอฉ. ในส่วนของนายธาริต เขาได้กล่าวต่อสื่อว่า
คำพูดของนายจตุพรเกี่ยวกับเอกสารรายงานดีเอสไอที่รั่วออกมานั้น
ไม่ตรงกับข้อสรุปของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ซึ่งคำพูดของนายธาริตไม่ใช่เรื่องจริง
ทันทีหลังจากประชุมกับรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ
อธิบดีดีเอสไอ นายธาริตออกคำสั่งภายในดีเอสไอให้เขามีอำนาจในการตัดสินว่า
การสังหารมีเจตนาทางอาญาหรือไม่เพียงคนเดียว
และหากไม่มีการสรุปเรื่องเกี่ยวกับเจตนาทางอาญาแล้ว
จะทำให้ผู้นำทางการทหารหรือรัฐบาลไทยไม่ต้องรับผิดทางอาญา
เป็นเรื่องที่ชัดเจนอย่างมาก
ที่อธิบดีดีเอสไอให้ความเชื่อมั่นนายกรัฐมนตีรอภิสิทธิ์ผ่านทางรองนายกรัฐมนตรีสุเทพว่า
ไม่ว่าพนักงานสอบสวนของดีเอสไอจะสรุปผลของการเสียชีวิตว่าอย่างไรก็ตาม
แต่เขาจะสรุปให้ทหารไม่มีเจตนาทางอาญา
ในเหตุการณ์การเสียชีวิตของพลเรือนและทหารในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553
เพื่อแลกเปลี่ยนที่รัฐบาลอนุญาติให้นายธาริตอยู่ในตำแหน่ง”
ก่อนที่ความพยายามของเราจะถูกเพิกเฉยอีกครั้ง
เราขอให้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ใช้เวลาอ่านคำร้องของเรา
เพื่อจะเรียนรู้บางอย่างจากคำร้องดังกล่าว
http://robertamsterdam.com/thai/?p=717
"ณัฐวุฒิ" ซัด "มาร์ค" ล้มการเจรจา 19 พ.ค.53 ไม่สน ปธ.วุฒิ จนเกิดเหตุทำนองเลือด
ที่มา มติชน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมคนเสื้อแดงช่วงเมษายน-พฤภาคม 2553 ว่าหลังเหตุการณ์ความรุนแรงในวันที่ 10 เมษายน นายอภิสิทธิ์ส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) มาเจรจากับตน 3-4 ครั้ง ต่อมาแต่จู่ๆ นายอภิสิทธิ์ก็สั่งให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ให้เลิกการเจรจรา ทาง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ก็ต้องหยุด จากนั้นสถานการณ์ก็เริ่มตึงเครียด แต่ก็มีความพยายามที่จะตั้งโต๊ะเจรจากันอยู่ตลอด โดยตนประสานผ่านนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. ที่แม้จะยุติบทบาทไปก่อนหน้านั้น แต่พยายามช่วยประสานการเจรจากับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีขณะนั้น และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา แกนนำเสื้อแดงรายเดิมกล่าวต่อว่า เมื่อเห็น ส.ว.ยกมือขอเป็นตัวกลาง จึงโทรศัพท์ไปหาพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ซึ่งได้แจ้งกลับมา ว่านายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาเห็นด้วยและพร้อมที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาให้ ในเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม โดยได้แจ้งไปยังนายอภิสิทธิ์ ซึ่งก็เห็นด้วยเช่นกัน "ต้องนึกภาพว่าในตู้คอเทนเนอร์เราคุยกันเป็นรูปธรรมระดับนี้ โดยมีประธานวุฒิเป็นคนยืนยันสำคัญว่าจะเกิดการเจรจาในเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม เราจึงมั่นใจว่าวันที่ 19 พฤษภาคม ตอนเช้าจะมีการเจรจา พวกผมส่งคณะ ส.ว.กลับด้วยความเข้าใจนี้ แต่ปัญหาก็คือเช้ามืดวันที่ 19 พฤษภาคม ไม่มีการเจรจา มีแต่การเข่นฆ่าอย่างอำมหิต ปัญหาคือวันนั้นทำไมรัฐบาลไม่คุยอีก จะคุยวันที่ 19 แล้วฆ่าวันที่ 20 ได้ไหม การที่จะคุยกันอีกครั้งเพื่อหาทางคลี่คลายสถานการณ์นี้ด้วยสันติวิธี จะดีกว่าการเข่นฆ่ากันหรือไม่ เสียเวลา 1 วันเพื่อการไม่ต้องเสียชีวิตคนอีกหลายสิบชีวิต รัฐบาลจะเลือกแบบไหน" นายณัฐวุฒิกล่าว
นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า เมื่อปิดล้อมก็เกิดการเผชิญหน้ากัน เหตุการณ์ก็ลุกลามบานปลาย มีคนบาดเจ็บล้มตาย ตนพยายามเจรจากับคนของฝ่ายรัฐบาลหลายครั้ง มีการโทรศัพท์พูดคุยกับคุณกอร์ปศักดิ์ เพราะเพียงแค่อยากอธิบายเหตุผลว่าสาเหตุที่วุ่นวายกันอยู่ก็เพราะรัฐบาลเอากำลังทหารไปปิดทาง คนจะเข้ามา เข้ามาไม่ได้ ก็เกิดการเผชิญหน้าและสูญเสีย จึงเสนอให้นายกอร์ปศักดิ์เปิดทาง เพื่อจะได้พาพี่น้องที่เผชิญหน้าแต่ละจุดเข้ามา ก็ไม่ทราบนายกอร์ปศักดิ์ ไปสื่อสารอย่างไร กลายเป็นไปบอกว่าตนเป็นหัวหน้าผู้ก่อการร้าย สามารถสั่งคนให้เข้ามาได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งไป
พวกอำมาตย์พยายาม "ทำให้น้ำนิ่ง" บ้านเมืองเลยวุ่นวายไม่รู้จบ เป็นฝรั่งเศสจนได้
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
วันหยุดที่ผ่านมา ออกไปคาร์แค้มป์ กับชาว FARED ทั้งหลาย ได้สรรเสริญใครต่อใครสนุกสนานกันมาก เพราะเหมือนเราเตรียมลำโพงกันไป ดังไปทั้งป่า กลับมาน้ำหนักขึ้นเป็นกิโล นี่ขนาดผมไม่ค่อยกินอะไรแล้วนะครับ 55
ได้คุยแลกเปลี่ยนกับคุณเสรีภาพ ทำให้ผมได้สำนวนอันหนึ่งจากคุณเสรีภาพที่ผมสามารถใช้อธิบายสิ่งที่ผมพยายามสื่อมานาน สำนวนที่ว่า "พวกเขาพยายามทำให้น้ำมันนิ่ง" โดยการออกแรงสมอง ทุ่มเทพลังทุกอย่งเพื่อให้น้ำมันนิ่งให้ได้ เช่นพยายามถือภาชนะให้ตรง น้ำมันมันเอียงก็กระดกทางโน้นที ทางนี้ที น้ำมันก็ยิ่งกระฉอกไปมา
อันที่จริงหากพวกเขา "วางมือเสีย" เลิกคิดจะทำให้น้ำมันนิ่ง น้ำมันก็ก็จะนิ่งเอง โดยธรรมชาติของมัน
มีคนถามสถานการณ์ทางการเมืองกับผม ผมเชื่อว่า สถานการณ์จะพัฒนาไปเรื่อยๆ จนเป็นเนปาล ฝรั่งเศสหรืออะไรจนได้ หากฝ่ายอำมาตย์ไม่ยอมหยุด พยายามที่จะใส่ตัวแปรใหม่ๆ เข้าไปในสมการเพื่อให้การเมืองกลับสู่สถานภาพเดิม แต่ยิ่งทำมันก็ยิ่งวุ่นวาย เกิดเรื่องใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น ทำรัฐประหารทักษิณ ต่อมาก็ยึดทรัพย์ ต่อมาเกิดการสังหารหมู่ และเรื่องก็มีแนวโน้มไป ICC แล้วพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ พวกเขาก็ยิ่งสร้างเหตุการณ์ใหม่ๆ ขึ้นมาก็ยิ่งวุ่นวายไม่รู้จบ
พอดีแต่ก่อนผมหาสำนวนที่อธิบายสิ่งที่ผมคิดนี้ไม่ได้ชัดเจนเสียที คุณเสรีภาพพุดถึง "การพยายามทำให้น้ำนิ่ง" สามารถอธิบายสภาพความวุ่นวายของการเมืองไทยตอนนี้ได้พอดี
ประเทศไทยตอนนี้ มีคนพยายามที่จะทำให้น้ำนิ่งให้ได้ แต่ยิ่งพยายามน้ำก็ยิ่งปั่นป่วนกระฉอกออกไปจากถังมากขึ้นเรื่อยๆ
หากพวกเขา "หยุดขยับถังน้ำไปมาเสีย" พูดตรงๆ คือ ชักมือที่มองไม่เห็นกลับไป อยู่เฉยๆ น้ำมันจะค่อยๆ นิ่งเอง มันจะค่อยๆ ปรับตัวของมันเองตามแรงโน้มถ่วง หรือแรงเฉื่อยต่างๆ ที่ค่อยๆ หมดไป ความวุ่นวายก็ลดลง และค่อยๆ สงบไปในที่สุด
บ้านเมืองจะหายวุ่นวาย หากเลิกคิดจะทำให้น้ำมันนิ่งเสียที
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 28/02/54
ที่มา thaifreenews
โดน blablabla
บุญคุณต้อง ทดแทน แค้นต้องชำระ
ไร้สัจจะ ในหมู่มาร สันดานชั่ว
ดีกูเอา เลวโยนไป จนไกลตัว
เพราะเมามัว อำนาจ ขาดคุณธรรม....
คนอุปถัมภ์ ค้ำชู ผู้ช่วยตั้ง
พวกมันยัง ย้อนยอก คอยตอกย้ำ
ทำไม่ได้ ไล่ออก บอกระยำ
พวกใจดำ ต่ำช้า แถมสามานย์....
เผยทาสแท้ เร็วรี่ อัปรีย์ล้น
ความสับปลับ สัปดน คนกล่าวขาน
หาประโยชน์ คดโกง ให้วงศ์วาน
เพราะสันดาน แหลกเหลว อันเลวทราม....
99 วัน ทำไม่ได้ ไปตายเถอะ
แสร้งเลอะเทอะ ทำเครียด พูดเหยียดหยาม
ชั่วกับเลว ต่ำช้า น่าประณาม
สร้างภาพตาม ตนถนัด คือกัดกัน....
พูดว่าตน ทำดี เป็นที่สุด
จึงเร่งรุด สร้างปม เพื่อข่มขวัญ
รอดูพวก บัดซบ ประจบมัน
เลวทั้งนั้น เลิกสนใจ เลิกใยดี....
สมกับเมือง คนอุบาทว์ ฉลาดน้อย (โง่)
ทำสำออย กอดสนิท ติดเก้าอี้
เพราะพวกมัน คนระยำ ทำอัปรีย์
ประเทศนี้ จมดิ่งเหว คนเลวครอง....
๓ บลา / ๒๘ ก.พ.๕๔
http://3blabla.blogspot.com
หันมาระดมความคิด เพื่อชัยชนะกันดีกว่าไหม
ที่มา thaifreenews
โดย 48บาท
ผมลองจินตนาการณ์ว่าถ้าเป็นผมเป็นแกนนำจริง ๆ ผมจะทำอย่างไรบ้าง
1.รักษาชีวิตของมวลชนไว้ให้มากที่สุดเป็นสิ่งแรก เพราะทุกคนคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์
เดียวกันซึ่งเปรียบเสมือนคนทุกคนคือคน ๆ เดียวกัน ลดการสูญเสียถ้าทำได้ทุกกรณี
เช่น ยอมสลายการชุมนุมถ้าถูกโจมตีด้วยกองกำลัง เนื่องจากมวลชนไม่ได้ถูกฝึกมาให้
ต่อสู้แบบทหาร ยอมให้ถูกจับถ้าสามารถหยุดยั้งการฆ่าได้
2.หายุทธวิธีการต่อสู้เพื่อให้บรรลุจุดหมายแบบไม่สูญเสีย หรือให้น้อยที่สุด ซึ่งก็คือต่อสู้แบบ
สันติวิธี (ย้ำอีกครั้งนะครับ ว่ามวลชนไม่ได้ถูกฝึกการต่อสู้เหมือนทหาร) หลีกเลี่ยงการยัด
ข้อหาที่ทำกันมาช้านานในการทำลายคู่ต่อสู้ คือข้อหาล้มสถาบัน เพราะถ้าติดหล่มนี้ซะแล้ว
ไม่มีทางสำเร็จแน่ ๆ จะต่อสู้จากนอกประเทศเหมือนที่นักพูดหลายท่านทำอยู่ตอนนี้ ถามว่าจะมีวันสำเร็จไหม
3.ผมเชื่อว่าการวิ่งหลบกระสุนที่กำลังสาดเข้าใส่ ไม่ใช่คนขี้ขลาดนะครับ การที่จะเป็นสมอง
เพื่อคิดหาวิธีการเอาชนะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อย่าลืมว่าคนที่คิดนับได้เป็นหลักสิบหรืออย่างมากหลักร้อย
แต่คนร่วมอุดมการณ์ทั้งหมดเป็นหลักหมื่น หลักแสน หรือเป็นล้าน ๆ ซึ่งผมก็ไม่เห็นว่าจะแปลกตรงไหนที่
อาจมีบ้างที่ต้องการพักอย่างเต็มอิ่ม หรือบางครั้งที่ต้องการความเป็นส่วนตัวบ้าง เพราะคนก็คือคน
ต้องการพักเพื่อให้มีเรี่ยวแรง มีสมองที่สดชื่นไว้ต่อสู้ ซึ่งจะสังเกตว่าคนที่ขึ้นเวทีมีแต่หน้าเดิม ๆ
ผลัดเปลี่ยนกันทุกวันหมุนวนซ้ำ ๆ ถามจริง ๆ เถอะครับถ้าเป็นท่านไม่เหนื่อยกันบ้างหรือครับ
มวลชนก็มีบ้างที่กลับบ้านไปพักผ่อน หรือเช่าโรงแรมเพื่อนอนหรือทำภารกิจส่วนตัว แล้วแกนนำ
ทำไม่ได้เหรอครับ
4.การต่อสู้เพื่อให้บรรลุจุดหมายที่ทุกท่านต้องการ (รวมผมด้วย) ต้องสามารถต่อสู้ได้โดยไม่ต้องหลบหนี
หรือถูกขังลืม สามารถเผยแพร่ความคิดหาแนวร่วมเพิ่มเติมให้มาก รอวันสุกงอมตามวิถีทางประชาธิปไตย
ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น (อาจใช้เวลาสักหน่อย) จึงทำได้โดยไม่สูญเสียมากครับ ไม่ใช่เปิดหน้าสู้ตรง ๆ ทั้งความรุนแรง
หรือพูดโดยไม่หลบวลี มีหวังต้องไปเผยแพร่ความคิดในคุกสถานเดียว อดทนรอกันนิดหนึ่ง
เมื่อยกเลิก 112 แล้ว ค่อยว่ากันใหม่ ถามจริง ๆ เถอะครับว่าถ้า พรรคการเมืองเสนอว่าต้องการ
แก้ไขหรือยกเลิก 112 อย่างเปิดเผย คิดว่าพรรคนั้นจะถูกยุบไหม อันที่จริง อ.สุรชัย ถ้าเป็น
กามิกาเซ จริงอย่างที่ อ.สมศักดิ์ พูดไว้ เวลาปราศรัยผมก็เห็นว่าแกพูดหลบเลี่ยงวลีอยู่ดี
ทำไมไม่พูดตรง ๆ เลยละ เพราะแกรู้ว่ามันไม่ฉลาดเลยถ้าเราต้องถูกขัง หรือต้องหนีไปอยู่ต่าง
ประเทศ และโอกาสสำเร็จแทบไม่มีเลย
ที่พูดมาไม่ได้ต้องการมาแก้ตัวให้แกนนำ เพียงแต่จะบอกกล่าวให้ฟังว่ามีข้อจำกัดมากมาย
ในการต่้อสู้ ถ้าต้องการทำในแนวทางที่ท่านคิดไว้ก็หาแนวร่วมแล้วทำกันได้เลยครับ
ผมว่าคนเสื่อแดงทั้งหมดเอาใจช่วยอยู่แล้ว เพราะจุดหมายเดียวกันครับ
ขออภัยถ้าคำพูดไม่โดนใจครับ
แกนนำเสื้อแดงทำบุญวัดปทุม "ณัฐวุฒิ" ถาม "อภิสิทธิ์" รับได้หรือไม่หาก ปชป.แพ้เลือกตั้ง
ที่มา ประชาไท
แกนนำเสื้อแดงพร้อมสู้คดี ยืนยันเดินหน้าทวงความยุติธรรมให้คนตาย ณัฐวุฒิถามอภิสิทธิ์และผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังรับได้หรือไม่ถ้า ปชป.แพ้เลือกตั้ง
วันนี้ (27 ก.พ.54) ประมาณ 10.00 น. แกนนำคนเสื้อแดงเดินทางมาที่วัดปทุมวนาราม เพื่อทำบุญให้กับผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 มีคนเสื้อแดงมาร่วมแน่นขนัด
แกนนำคนเสื้อแดงทยอยกันเดินทางมา อาทิ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์, นพ.เหวง โตจิราการ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ, นายยศวริศ ชูกล่อม, นายจตุพร พรหมพันธุ์ โดยมาสบทบกันที่ศาลาชัยสินธพ ซึ่งอยู่ใกล้เต๊นท์พยาบาลที่มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตในเย็นวันที่ 19 พ.ค.53 แกนนำคนเสื้อแดงได้ร่วมกันถวายเครื่องสังฆทานและเลี้ยงภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ส่วนด้านนอกมีคนเสื้อแดงจำนวนมากมารอพบแกนนำจนแน่นขนัดไปทั่วทั้งบริเวณลานจอดรถของวัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ไม่มีการขึ้นพูดหรือปราศรัยใดๆ กับคนเสื้อแดง มีเพียงการแถลงข่าวของแกนนำกับสื่อมวลชนที่มาติดตามทำข่าวในตอนก่อนเริ่มพิธีการเท่านั้น
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในทุกข้อหาในทุกคดี และจะเดินหน้าให้ถึงที่สุดเพื่อนำความจริงและความยุติธรรมมาให้แก่ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต รวมทั้งจะปรึกษาทนายความเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีกับหน่วยงานที่มีส่วนสังหารประชาชน และหน่วยงานที่แจ้งข้อกล่าวหาซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงด้วย
“ถ้าพวกผมเผาบ้านเผาเมือง ผมก็สู้คดี ถ้าพวกผมสั่งกองกำลังที่ไหนก็ตามมาไล่เข่นฆ่าประชาชนตาย 90 กว่าศพ ผมก็สู้คดี ปัญหาก็คือผู้มีอำนาจทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังคดีนี้ พร้อมและกล้าเผชิญความจริงแบบผมหรือเปล่า เราจะไม่เดินไปสู่การนิรโทษกรรมใดๆ ถ้าพยานหลักฐานตามกฎหมายระบุว่าผมทำความผิด ผมยินดีที่จะรับโทษทุกกรณี อิสรภาพของพวกผมแลกไม่ได้กับพี่น้องที่บาดเจ็บล้มตาย แต่ถ้าอิสรภาพของพวกผมจะแลกเปลี่ยนเป็นความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนได้ พวกผมก็จะทำ” นายณัฐวุฒิกล่าว
ส่วนเรื่องการช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่ยังอยู่ในเรือนจำนั้น นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะเร่งทำเรื่องยื่นขอประกันตัวให้กับคนเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังอยู่ โดยจะไม่ยื่นซ้ำซ้อนกับรายชื่อของผู้ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจะทำเรื่องขอประกันตัว
ส่วนเรื่องการเลือกตั้ง นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะประกาศยุบสภาเพื่อให้เข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้ง ซึ่งตนยืนยันว่าคนเสื้อแดงไม่มีความประสงค์ที่จะทำลายบรรยากาศของการเลือกตั้ง แต่มีคำถามว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะ กลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังนายอภิสิทธิ์จะทำใจรับผลการเลือกตั้งได้หรือไม่ และหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ชนะ พรรคที่ชนะเป็นอันดับ 1 จะสามารถตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ และกล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่ควรกังวลเกี่ยวกับคนเสื้อแดง แต่นายอภิสิทธิ์ควรประกาศอย่างเป็นทางการว่าถ้าเลือกตั้งแพ้แล้วจะยอมรับหรือไม่ และจะมีอำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ ซึ่งตนเชื่อว่าหากทุกฝ่ายเคารพในเสียงของประชาชน ก็จะนำประเทศไปสู่การปรองดองในที่สุด
เวลา 12.00 น.เศษ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นพ.เหวง โตจิราการ และแกนนำบางส่วน ออกเดินทักทายพร้อมโบกมือให้กับคนเสื้อแดงที่รออยู่ด้านนอก ก่อนขึ้นรถและเดินทางออกจากวัดกวีประชาไท: ในประเทศที่มีแต่ละคร
ที่มา ประชาไท
พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ
อ่านในงานเทศกาลฝังความทรงจำ ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์
วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2554
หลังเสียงเพลงเคารพธงชาติ
"ในประเทศที่มีแต่ละคร เราถูกสอนว่าตัวละครที่ติดเพชรแวววาว นั่งอยู่บนตั่งสูง ทุกคนประนมกรกราบไหว้ชาบู คือตัวละครพระราชา .."
ในประเทศที่มีแต่ละคร
เราถูกสอนว่าตัวละครที่ติดเพชรแวววาว
นั่งอยู่บนตั่งสูง
ทุกคนประนมกรกราบไหว้ชาบู
คือตัวละครพระราชา
ในประเทศที่มีแต่ละคร
ตัวละครพระราชา
มักจะมีแต่บทพูดจาสั่งสอนตัวละครอื่น
กระทั่งเรื่องที่ตัวเองทำไม่ได้
และไร้บทให้ตัวละครอื่นถาม
ในประเทศที่มีแต่ละคร
แม้จะชั่วช้าสามานย์
หากคุณรับบทพระราชา
ก็ไม่มีใครเกริมเหิม
ทุกคนล้วนแซ่ซ้องสรรเสริญตามบท
ในประเทศที่มีแต่ละคร
ตัวละครพระราชามักจะรวยอย่างไร้เหตุผล
ไม่ต้องทำมาหากิน
มีที่ดินจำนวนมาก
และเก็บเบี้ยบาทจากทาสไพร่
ในประเทศที่มีแต่ละคร
เมีย ลูกสาว ลูกสะใภ้พระราชา
มีไว้ประดับบารมี
บทบาทเพียงเพื่อสร้างสำราญผู้ชม
ในฉากตบตีว่าหมาใครน่ารักกว่ากัน
ในประเทศที่มีแต่ละคร
แม้จะมากทรัพย์สฤงคารมหาศาล
แต่ไม่เคยพอแบ่งให้ลูกหลาน
ตัวละครพระราชามักจะตรอมใจ
เฝ้าดูลูกหลานห้ำหั่นฟันฆ่ากันและกัน
ในประเทศที่มีแต่ละคร
ตัวละครพระราชา
ตรวจสอบความรักของไพร่ทาส
ด้วยการก่อสงครามกับรอบข้าง
แล้วใช้ไพร่ทาสให้ไปตายแทน
ในประเทศที่มีแต่ละคร
ตัวละครทหารเอกชำนาญศึก
มักจะมีสัมพันธ์ล้ำลึก
กับมเหสีแลสนมของพระราชา
ทิ้งให้พระองค์อยู่เหย้าอย่างเดียวดาย
ละครในประเทศที่เจริญแล้ว
ตัวละครพระราชามักน่าหัวร่อ
สะท้อนข้อบกพร่องของสังคม
น่าแปลก...พระราชาเหล่านั้นมักไม่ตายดี
แฮมเล็ต แม็คเบธ ริชาร์ด หลุยส์ ไกเซอร์ ซาร์ ฯลฯ
ละครในประเทศที่เจริญแล้ว
ไม่มีใครอยากเขียนบทพระราชาขึ้นมาใหม่
ไม่มีใครอยากรับบทพระราชาน่าหัวร่อ
เพราะยากที่จะเล่นให้ผู้ชมเชื่อตาม
พระราชาเป็นเพียงบทที่นำมาปัดฝุ่น ไม่ก็หลงยุคทะลุเวลา
ละครในประเทศที่เจริญแล้ว
ตัวละครสามัญชนรวยจนชั่วดี
ครอบครัวร้างรามีสุข
หรือตกทุกข์ได้ยาก
ต่างมีที่มาที่ไป
ในประเทศที่มีแต่ละคร
ร้างไร้ผู้คนบนท้องถนน
ละครขับกล่อมสังคม ให้ลืมความโสมมของชีวิต
เฝ้าลุ้นให้ข่าวฆ่าฟันรายงานจบสิ้น
จะได้เต็มอิ่มกับโลกในละคร.
โสภณ พรโชคชัย: ส่งเสริมการใช้คำว่า “ท่าน” สำหรับสามัญชน
ที่มา ประชาไท
ดร.โสภณ พรโชคชัย
27 กุมภาพันธ์ 2554
sopon@thaiappraisal.org
facebook.com/pornchokchai
เมื่อวันก่อนผมนั่งบนเวทีดำเนินการอภิปรายแนะนำคุณมีชัย วีระไวทยะ ผมให้เกียรติเอ่ยคำนำหน้าชื่อว่า “ท่าน” มีชัย ท่านกลับบอกว่า คำนี้ใช้เรียกราชนิกุลฝ่ายชายชั้นหม่อมเจ้า ให้ใช้คำนำหน้าว่า “คุณ” ก็พอ
แม้ความจริงคุณมีชัยอาจพูดคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย เพราะคําที่ใช้เรียกราชนิกุลฝ่ายชายและฝ่ายหญิงชั้นหม่อมเจ้า คือคำว่า “ท่านชาย” และ “ท่านหญิง” ไม่ใช่คำว่า “ท่าน” โดด ๆ แต่อย่างใด แต่หะแรกผมรู้สึกยกย่องคุณมีชัยว่าเป็นเสรีนิยม (Liberal) เห็นสามัญชนเสมอหน้ากัน ไม่นิยมให้ยกย่อง (ยกหาง) กันเกินงาม
ในความเป็นจริง การใช้คำว่าท่านถือเป็นการยกย่องเท่านั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ระบุไว้ว่า “ท่าน” เป็น “คําใช้แทนผู้ที่เราพูดด้วย เป็นคํากลาง ๆ หรือแสดงความเคารพ เป็นสรรพนามบุรุษที่ ๒, ใช้แทนผู้ที่เราพูดถึงด้วยความเคารพ เช่น ท่านไม่อยู่ คุณพ่อท่านหลับแล้ว หรือโดยไม่เจาะจง เช่น อย่าลักทรัพย์ท่าน เป็นสรรพนามบุรุษที่ ๓. คําที่ใช้ประกอบหน้าชื่อบรรดาศักดิ์หรือตําแหน่งแสดงความยกย่อง เช่น ท่านขุน ท่านอาจารย์ ท่านเจ้าอาวาส”
คำยกย่องสามัญชนในทำนองคำว่า “ท่าน” ของไทย ก็มีใช้กันในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ในลาวก็มีคำว่า “ท้าว” ในเวียดนามก็มี “แอง” ในอินโดนีเซียก็ “บาป๊ะ” หรือ “ป๊ะ” ในกัมพูชา มาเลเซียก็มีการเรียกขานกันในทำนองนี้ทั้งสิ้น ดังนั้นการใช้คำว่า “ท่าน” จึงไม่ใช่เป็นการตีตนเสมอเจ้า แต่สามัญชนก็มีสิทธิถูกยกย่องและใช้คำนี้ได้
ในทางตรงกันข้ามคำว่า “ท่าน” ก็คงไม่ได้สงวนไว้ใช้กับโจรหรือกังฉิน มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมใช้คำว่า “ท่าน” เพื่อแนะนำคุณประสาร มฤคพิทักษ์ ผู้มีอุปการคุณของผม แต่ท่านก็บอกว่าอย่าใช้คำนี้ พวก “ท่าน” มักเป็นพวก “โกงบ้านโกงเมือง” ซึ่งฟังดูดี แต่ออกเป็นการตีโวหาร เพราะในความเป็นจริงคำว่า “ท่าน” ก็สามารถใช้กับคนดี ๆ ได้เช่นกัน
เรามาส่งเสริมการใช้คำว่าท่านเพื่อให้เกียรติสามัญชนด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ และโดยเฉพาะผู้ที่ทำคุณประโยชน์แก่ชุมชน สังคมและประเทศชาติส่วนรวม อย่าให้ใครมากีดกันหรือถูกผูกขาดให้ใช้เฉพาะกลุ่มผู้สูงศักดิ์ส่วนน้อย หรือพวกกังฉินนปช. ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตที่วัดปทุมวนาราม - แดงสยามปราศรัยอนุสรณ์สถานรังสิต
ที่มา Thai E-News
ขอบคุณภาพข่าวมติชน
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 กุมภาพันธ์ 2554
ทั้งเสาร์-อาทิตย์ที่ 26-27 กุมภาพันธ์ 2554 คึกคักไปด้วยกิจกรรมของคนเสื้อแดง ทั้งงานกอล์ฟการกุศล ที่ไทยอีนิวส์ร่วมกับกลุ่ม Red Cyber เพื่อระดมทุนช่วยเหลือการต่อสู้ทางกฎหมายของคนเสื้อแดงที่สนามกอล์ฟไดนาสตี อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งก็เต็มไปด้วยบรรยากาศอันชื่นมื่น ดูภาพข่าวงานกอล์ฟการกุศลของไทยอีนิวส์ และ Red Cyber

ใน วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เช้าตรู แกนนำ นปช. ร่วมกับคนเสื้อแดงนับหมื่นเนื่องแน่นเต็มวัดปทุมวนาราม จนล้นออกมาสู่ถนนราชประสงค์ เพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การปราบปรามคน เสื้อแดงเมือเดือนพฤษภาคม 2553 และสำหรับคนเสื้อแดง เพื่อมาพบกับแกนนำที่พวกเขาคิดถึง ที่ถูกคุมขังกว่า 9 เดือน และเพิ่มได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554
มติชนรายงานพร้อมรูปภาพการรวมตัวครั้งนี้
ที่ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ก.พ. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้รวมตัวทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 โดยมีแกนนำอย่างนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ พร้อมแกนนำที่เพิ่งได้รับการประกันตัว เช่น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นพ.เหวง โตจิราการ นายงิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ฯลฯ โดยทั้งหมดร่วมพิธีทำบุญถวายสังฆทานและภัตตาหารเพล เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ผ่านๆมา จำนวน 91 ราย โดยมีสมาชิกคนเสื้อแดงร่วมงานและรอให้กำลังใจแกนนำอย่างคับคั่ง
"ประมวลภาพ"เสื้อแดง"ทำบุญอุทิศส่วนกุศล"ผู้เสียชีวิต"เหตุวุ่นวายเมื่อพ.ค.53 แกนนำ-มวลชนร่วมงานคับคั่ง"ส่วน ประชาไท พาดหัวข่าว "แกนนำเสื้อแดงทำบุญวัดปทุม "ณัฐวุฒิ" ถาม "อภิสิทธิ์" รับได้หรือไม่หาก ปชป.แพ้เลือกตั้ง"
“ถ้า พวกผมเผาบ้านเผาเมือง ผมก็สู้คดี ถ้าพวกผมสั่งกองกำลังที่ไหนก็ตามมาไล่เข่นฆ่าประชาชนตาย 90 กว่าศพ ผมก็สู้คดี ปัญหาก็คือผู้มีอำนาจทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังคดีนี้ พร้อมและกล้าเผชิญความจริงแบบผมหรือเปล่า เราจะไม่เดินไปสู่การนิรโทษกรรมใดๆ ถ้าพยานหลักฐานตามกฎหมายระบุว่าผมทำความผิด ผมยินดีที่จะรับโทษทุกกรณี อิสรภาพของพวกผมแลกไม่ได้กับพี่น้องที่บาดเจ็บล้มตาย แต่ถ้าอิสรภาพของพวกผมจะแลกเปลี่ยนเป็นความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนได้ พวกผมก็จะทำ” นายณัฐวุฒิกล่าวส่วนเรื่องการช่วยเหลือคนเสื้อ แดงที่ยังอยู่ในเรือนจำนั้น นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะเร่งทำเรื่องยื่นขอประกันตัวให้กับคนเสื้อแดงที่ยังถูก คุมขังอยู่ โดยจะไม่ยื่นซ้ำซ้อนกับรายชื่อของผู้ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจะทำ เรื่องขอประกันตัว
ส่วนเรื่องการเลือกตั้ง นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะประกาศยุบสภาเพื่อให้เข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้ง ซึ่งตนยืนยันว่าคนเสื้อแดงไม่มีความประสงค์ที่จะทำลายบรรยากาศของการเลือก ตั้ง แต่มีคำถามว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะ กลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังนายอภิสิทธิ์จะทำใจรับผลการเลือกตั้งได้หรือไม่ และหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ชนะ พรรคที่ชนะเป็นอันดับ 1 จะสามารถตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ และกล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่ควรกังวลเกี่ยวกับคนเสื้อแดง แต่นายอภิสิทธิ์ควรประกาศอย่างเป็นทางการว่าถ้าเลือกตั้งแพ้แล้วจะยอมรับ หรือไม่ และจะมีอำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ ซึ่งตนเชื่อว่าหากทุกฝ่ายเคารพในเสียงของประชาชน ก็จะนำประเทศไปสู่การปรองดองในที่สุด
แดงสยาม อนุสรณ์สถานรังสิต ในช่วงคำคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์

แม้ จะไม่มีอาจารย์สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แดงสยามก็ยังมุ่งหน้าจัดกิจกรรม โดยในคำคื่นวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2554 ได้จัดเวทีปราศรัย ณ อนุสรสถานรังสิต ชูธงปล่อยตัวสุรชัย แซ่ด่านและยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ขึ้นเวทีโดยสมยศ พฤษาเกษมสุข นที สรวารี และคนแดงสยามคับคั่งเช่นกัน



ขอบคุณภาพถ่ายโดย Red Intelligenceดูเพิ่มเติม ไม่เอา 112: โรคระบาดใหม่ทางเฟสบุค ที่กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว




