WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 1, 2011

จับตาDSI เผยศาลออกหมายจับคดีล้มเจ้า5+30คน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กุมภาพันธ์ 2554

คนเสื้อแดงยังไม่หายดีใจที่ได้ขวัญใจกลับมา 8 คน และกำลังรออีก 151 คน ที่แกนนำยึนยันว่าจะประกันตัวออกมาจากคุกให้ได้โดยเร็วที่สุด และก็ยังไม่หายตกใจที่ระดับดาวไฮปาร์คของแดงสยาม สุรชัย แซ่ด่านถูกรวบตัวกลางดึกในคืนวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ก่อนการอนุญาตให้ประกันตัวแกนนำเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่เพียงไม่กี่วัน ก็ต้องมาระแวงว่าตัวเองจะอยู่ในรายชื่อ 30 รายชื่อที่ DSI กำลังจับตาอยู่อย่างเข้มข้นและกำลังทยอยออกหมายจับหรือไม่?


สำนักข่าวหลายแห่งรายงานวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ว่า "อธิบดี ดีเอสไอ เผย คืบหน้าคดีหมิ่นสถาบัน ศาลอนุมัติออกหมายจับแล้ว 5 คน รอพิจารณาอีก 30 คน แต่บอกชื่อไม่ได้ ชี้ ยังมีกระบวนการนี้อยู่"

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยถึง ความคืบหน้าการติดตามคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของสถาบัน หรือ คดีล้มเจ้า ที่ถูกกล่าวหาว่า ดำเนินการล่าช้า และไม่มีความคืบหน้าจนเป็นเหตุให้ทางดีเอสไอ ได้รับความเสียหายว่า จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ปรากฏข้อเท็จจริง และมีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ยังมีการกระทำผิด ในลักษณะดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีการดำเนินการเป็นรูปแบบเครือข่ายในรูปแบบต่างๆ อาทิ ทางอินเทอร์เน็ต ทางวิทยุชุมชน และอื่นๆ รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ และการกระทำของบุคคล ในฐานความผิดดังกล่าว

ทั้งนี้ ทางดีเอสไอ ได้มีการดำเนินคดีพิเศษ เฉพาะราย กับผู้ที่กระทำผิดเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น 17 คดี ซึ่งขณะนี้ ศาลได้อนุมัติหมายจับ ผู้ที่กระทำผิดแล้ว 5 คน และอยู่ระหว่างการดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอให้การพิจารณาการออกหมายจับ อีกจำนวน 30 คน

อย่างไรก็ตาม ทางดีเอสไอ ก็ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อของผู้ที่กระทำผิด ในเรื่องดังกล่าวได้

*************


DSI มัวแต่มาไล่จับคนที่พยายามจะนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้า โดยใช้กฎหมายมาตราหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยปล่อยปะละเลยคดีพันธมิตรกว่าสองปี สามเดือน แล้วจะให้คนเสื้อแดงกลัวอยู่ได้อีกหรือ
ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
แน่นอนว่ามันเป็นกฎหมายล้าหลัง และการใช้มันอย่างพร่ำเพรื่ออันตรายต่อความอยู่รอดของสถาบันเป็นอย่างยิ่ง ในท่ามกลางการเมืองที่สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ชาญฉลาดทั่วโลก ที่ต้องการรอดพ้นจากการปฏิวัติประชาชน จะต้องเร่งผ่อนปรนกฎระเบียบและธรรมเนียมวิถีเพื่อผ่อนคลายความคุกรุนในสังคมให้มากที่สุด โดยมีบทเรียนการลุกขึ้นสู้ทั่วภูมิภาคอาหรับเป็นเครื่องเตือนสติ

การที่ DSI ใช้เวลามากมายมหาศาลมาสร้างความหวาดวิตกในสังคมให้กับคนที่ตั้งคำถามกับบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมา จึงเป็นการกระทำที่ นอกจากน่าขันและไม่ชาญฉลาดอย่างที่สุดแล้ว รังแต่จะยิ่งทำให้ความสนใจของชาวไทยและชาวโลกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย มีความเข้มข้มและจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ

ดร.​สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ตั้งประเด็นที่เฟสบุ๊ค ว่า
"ผมคิดว่า เราพอจะบอกได้ค่อนข้างแน่นอนแล้ว ว่า ขณะนี้ "ระบอบ" ที่มีอำนาจอยู่ กำลังใช้ "ยุทธศาสตร์ 2 ขา" คือ ด้านหนึง ทำการ "ประนีประนอม" "อ่อนข้อ" ให้กับ เสื้อแดง "กระแสหลัก" (นปช.แดงทั้งแผ่นดิน) ระดับหนึง อีกด้านหนึ่ง ก็โจมตีเล่นงาน กลุ่มย่อย กระแสรอง ในหมู่เสื้อแดง ...ไปพร้อมๆกัน ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"


กาหลิบ เขียนคอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร? ในหัวข้อ ขอโทษที่ไม่ยินดี เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554

เหตุที่ต้องขอโทษล่วงหน้า ก็เพราะใจอยากแสดงความยินดีจริงๆ ต่อแกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดินทั้ง ๗ คนที่ได้รับการประกันตัวสู่อิสรภาพชั่วคราว ๙ เดือนในคุกเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน หากนานไปกว่านี้ก็อาจส่งผลกระทบถาวรในทางร่างกายและจิตใจได้ การได้ออกมาจึงเป็นความโล่งใจเปลาะหนึ่งของคนที่ยังมีมิตรภาพต่อกัน . . . ที่ยินดีไม่ได้ก็เพราะมีเหตุผลใหญ่ ๓ ประการ

ประการแรก การปล่อยตัวแกนนำ ๗ คนจากเกือบสองร้อยคนสู่อิสรภาพชั่วคราว เกิดขึ้นใน ๒๔ ชั่วโมงเดียวกับการจับกุมตัว นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ สุรชัย แซ่ด่าน ประธานแดงสยาม หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมที่เจดีย์ขาวใกล้ท้องสนามหลวง ฐานความผิดที่นำมากล่าวหาคือมาตรา ๑๑๒ ของประมวลกฎหมายอาญา ตามอำนาจของรัฐธรรมนูญหมวด ๒ นั่นคือความผิดฐานหมิ่นกษัตริย์และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับกษัตริย์ การจู่โจมจับกุมครั้งนี้กระทำกันกลางดึกในซอยเปลี่ยวแถวนนทบุรี โดยคนที่เชื่อว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบเป็นจำนวนมากที่มีอาวุธครบมือ

ไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือข่าวกรองที่ไหนมาช่วยวิเคราะห์ สาธุชนย่อมเข้าใจได้เองว่า นี่ย่อมเกิดจากข้อตกลงระหว่างผู้มีอำนาจในเมืองไทยกับตัวแทนของฝ่าย นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ตัวแทนของผู้มีอำนาจจะเป็นใครไม่รู้ แต่ตัวแทนฝ่าย นปช.ฯ ชัดเจนแล้วว่าคือ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ที่คนทั้ง ๗ เดินทางไปกราบทันทีที่ก้าวออกมาจากคุก

คำถามคือข้อตกลงนั้นจะทำให้มวลชนของเราได้ประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้า นปช.ฯ ยอมรับเงื่อนไขของระบอบศักดินา-อำมาตยาธิปไตยจนถึงขั้นจำกัดบทบาทตัวเองในทางการเมือง และยอมให้คนที่ลุกขึ้นสู้ด้วยความห้าวหาญอย่าง นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และพี่น้องร่วมคุกที่ไม่มีชื่อเสียงเท่าแกนนำทั้ง ๗ อีกเกือบสองร้อยคน ช่วยติดคุกแทนตน . . .

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในระบอบศักดินา-อำมาตยาธิปไตยเป็นเรื่องยากลำบาก ไม่มีทางที่จะทำสำเร็จได้โดยคนเพียง ๗ คนหรืออดีตนายกรัฐมนตรี ๑ คน เราต้องขอความช่วยเหลือมวลชนจำนวนมากที่สุดให้เข้าร่วมในกิจกรรมที่หลากหลายที่สุด บนดิน ใต้ดิน ในเวทีชุมนุม นอกเวทีชุมนุม ทั้งงานที่มีองค์กรนำควบคุมชี้นำ และกิจกรรมธรรมชาติของมวลชน การส่งสัญญาณใดๆ ในขบวนจะต้องคำนึงถึงความรู้สึกร่วมเช่นนี้เป็นสำคัญ

แนวคิดที่ว่าเอาตัวแกนนำออกมาก่อนเถิด มวลชนจะได้มี “หัว” คือแนวคิดที่ล้าหลัง น่าแปลกใจที่ยังมีผู้เชื่อว่า มวลชนตาสว่างในวันนี้สามารถ “ถูกนำ” ได้ มวลชนปัจจุบันก้าวหน้าและกล้าหาญกว่าเวทีมานานแล้ว ปรากฏการณ์ปัจจุบันที่เกิดแนว “แดงสยาม” ขึ้นควบกับ “นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” ยิ่งทำให้สิ่งที่มวลชนลังเลและเคลือบแคลงใจในอดีตหมดสิ้นไป จากนี้ไปแนวคิดปฏิวัติย่อมจะชัดเจนขึ้น วิธีการในการบรรลุถึงเป้าหมายเท่านั้นเองที่ต้องวางกันให้ชัดเพื่อให้มวลชนตาสว่างมองเห็นความเป็นไปได้

ประการที่สามซึ่งเป็นข้อสุดท้าย ในการเจรจาเยี่ยงนี้ วีรชนแห่งเดือนเมษายนและพฤษภาคมของเราที่ตายเป็นร้อยๆ หายไปไหน ความตายกลางถนนหลวงและกระจายไปทั่วประเทศไทย ด้วยฝีมือคนประเภทเดียวกับคนที่ตัวแทน นปช.ฯ ไปเจรจาด้วย ไม่มีความสำคัญใดๆ เลยหรือ

ใครเตรียมจัดงานเฉลิมฉลอง หรือจะจัดคอนเสิร์ตแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างไรก็ทำไปเถิด แต่ใจเราไม่อาจยอมรับการก้าวข้ามศพวีรชนกันอย่างนี้ได้

หวังว่าเหตุผลสามประการนี้คงชัดเจนพอสำหรับคนที่มีหัวใจ.

*******************

ในวันเดียวกัน ใจ อึ๊งภากรณ์ เขียนตอบโต เสียใจกับ “กาหลิบ”

ถ้าบทความ “ขอโทษที่ไม่ยินดี” โดย กาหลิบ เป็นงานเขียนของ จักรภพ เพ็ญแข ผมก็ต้องเสียใจ ต้องเสียใจมากๆ เพราะมันแสดงว่า กาหลิบ เข้าร่วมวง “นักปฏิวัติฟันน้ำนม” ด้วยการเขียนว่า:

“(การปล่อยตัวแกนนำ 7 คน และจับสุรชัยในวันเดียวกัน) ย่อมเกิดจากข้อตกลงระหว่างผู้มีอำนาจในเมืองไทยกับตัวแทนของฝ่าย นปช.แดงทั้งแผ่นดิน......คำถามคือข้อตกลงนั้นจะทำให้มวลชนของเราได้ประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้า นปช.ฯ ยอมรับเงื่อนไขของระบอบศักดินา-อำมาตยาธิปไตยจนถึงขั้นจำกัดบทบาทตัวเองในทางการเมือง และยอมให้คนที่ลุกขึ้นสู้ด้วยความห้าวหาญอย่าง นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และพี่น้องร่วมคุกที่ไม่มีชื่อเสียงเท่าแกนนำทั้ง ๗ อีกเกือบสองร้อยคน ช่วยติดคุกแทนตน”

ในประการแรกผมจะไม่ใช้เวลาในบทความนี้อธิบายว่าทำไมไทยไม่ได้ปกครองโดยระบอบ “ศักดินา” ซึ่งถูกล้มไปตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ และทำไม(เซ็นเซอร์)ความป่าเถื่อนที่คอยประทับตราให้ทหารผู้มีอำนาจในประเทศไทย เพราะผมอธิบายไปแล้วในหลายบทความ ซึ่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังไม่สามารถนำเหตุผลและข้อมูลมาเถียงได้ แค่ยืนยันความเชื่อของเขาเท่านั้น

ผมเสียใจที่ตอนนี้มีคนที่พูดแต่เรื่อง “การปฏิวัติ” และด่าด่าด่า...เจ้า...เช้าจดเย็น โดยไม่ยอมโจมตีทหารมือเปื้อนเลือด และไม่ยอมเสนอแนวทางการต่อสู้ที่เป็นรูปธรรม เพราะพวกนี้ดีแต่พูดเอามัน พูดยกย่องตนเองว่าเป็นนักปฏิวัติบริสุทธิ์ และในขณะเดียวกันหันมาทำลายการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง หันมาด่าแกนนำ นปช. และพูดอย่างต่อเนื่องว่าการเคลื่อนไหวของมวลชนไม่สามารถล้มอำมาตย์ได้ ทั้งๆ ที่เราเห็นตัวอย่างชัดเจนในตะวันออกกลาง ซึ่งแปลว่าเราจะต้องแค่ “ปฏิวัติ” ในอินเตอร์เน็ดโดยนั่งอยู่บ้านและไม่ทำอะไร ผมต้องขอเรียกคนเหล่านี้ว่า “นักปฏิวัติฟันน้ำนม” เพราะดูเหมือนแค่ “เล่นการปฏิวัติ” จริงๆ

คุณสุรชัยไม่ควรอยู่ในคุกเนื่องด้วยคำพูดของเขา อันนี้ทุกคนควรยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข เราควรรณรงค์ให้ยกเลิกกฏหมายหมิ่นกษัตริย์ อันนี้ผู้รักประชาธิปไตยควรยอมรับด้วยและผมกับคนอื่นจำนวนมากก็รณรงค์เรื่องนี้มานาน ที่สำคัญคือควรมีการปล่อยตัวคุณดาร์ตอร์บิโด และคุณ Red Eagle และคนอื่นที่เป็นนักโทษการเมือง ควรยกเลิกคดีคุณจีรนุช อันนี้แน่นอน แต่ถามว่าเราจะยกเลิกกฏหมายหมิ่นกษัตริย์อย่างถาวรโดยไม่ใช้มวลชนล้มอำมาตย์และตัดอำนาจทหารได้ไหม? เพราะทหารเป็นตัวหลักในการใช้กฏหมายหมิ่นฯ หรือเรายกเลิกกฏหมายหมิ่นกษัตริย์ได้โดยการต่อสู้เชิงสัญญลักษณ์ของคนคนเดียวในคุกได้? หรือเราทำได้ผ่านการอ้อนวอนให้กษัตริย์ทำให้ โดยตั้งความหวังว่ากษัตริย์ไทยจะเหมือนภูฐาน ซึ่งแม้แต่ในประเทศนั้นก็ไม่มีประชาธิปไตย?

ผมไม่เชื่อในคัมภีร์อะไร แต่ผมปลื้มนักปฏิวัติอย่าง เลนิน หรือ โรซา ลัคแซมเบอร์ค ที่เคยมีส่วนในการนำมวลชนเป็นล้านไปสู่การปฏิวัติจริง เขาพูดเสมอว่านักปฏิวัติต้องทำแนวร่วมกับนักปฏิรูป ต้องสนใจการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ประจำวัน ต้องร่วมรบในเวทีรัฐสภาถ้าจำเป็น ต้องพิสูจน์ต่อหน้ามวลชนท่ามกลางการจับมือร่วมกันสู้ ว่าแนวทางปฏิวัติเป็นไปได้และดีกว่าแนวปฏิรูป ไม่ใช่แอบไปสู้ในอินเตอร์เน็ทหรือในเขตป่าเขา หรือรวมศูนย์การต่อสู้ในเชิงสัญญลักษณ์กับคนคนเดียว

คุณสุรชัยไม่ใช่คนขี้ขลาด เขายอมติดคุก ถ้าเป็นผมผมจะหลีกเลี่ยงการติดคุกเพื่อต่อสู้เต็มๆ ข้างนอก แต่นั้นเป็นการตัดสินใจเรื่องยุทธวิธี และบางยุทธวิธีจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะในกรณีที่หันหลังให้มวลชนและไม่รู้จักทำแนวร่วมกับนักปฏิรูป แต่ขอถามหน่อยเถิด..... อำมาตย์จะมองว่าคุณสุรชัยที่มีมวลชนแค่สองสามพัน สำคัญเท่ากับแกนนำ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน 7 คนที่มีมวลชนเป็นล้านจริงหรือ? หัดตาสว่างกันหน่อย !!

****************

จากการติดตามและรายงานข่าวการเคลื่อนไหวและต่อสู้ของคนเสื้อแดงมาหลายปี ไทยอีนิวส์ เห็นว่า การใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในข้อหาหมิ่นพระพรมเดชานุภาพ ในยามนี้ ไม่มีทางจะสร้างความหวาดกลัวให้กับมวลชนคนเสื้อแดงได้อีกต่อไป เพราะจำนวนคนตาสว่าง ที่ต้องการเห็นประเทศไทยก้าวข้ามการเมืองภายใต้รองเท้าบู๊ทของกลุ่มอมาตยาธิปไตยที่ครอบงำการเมืองไทยมาตั้งแต่ปฏิวัติ 2490 มีจำนวนมากมายมหาศาล ไม่ใช่แค่สองสามพันเช่นที่ใจกล่าวอ้างแน่นอน และไม่ใช่จำนวนแค่หมื่นคน แต่เป็นจำนวนเป็นแสนคน DSI จะรับมือไหวหรือ คุกจะคุมขังพวกเขาทั้งหมดไว้ได้หรือ?



ยิ่งไม่ต้องนับว่าความไม่พอใจของคนทั้งสังคม ต่อท่าทีพินอบพิเทาเกินขอบเขต ของ ผบ. ตร. และเหล่านายตำรวจ ที่มีต่อ "ท่านจำลอง" และต่อ "องค์ท่านสนธิ" มันได้สร้างให้เกิดมลพิษทางสายตาให้กับประชาชนมากมายขนาดไหน


จาก กระทู้ รายงานพิเศษ : ผบ.ตร.ไม่ส่งฟ้องคดี พธม.ยึดสนามบิน Asia Update TV ใน Internet Freedom เจ้าชายปากน้ำโพ โพสต์ไว้ว่า

เปรียบเทียบกับคดียึดทำเนียบก็ไม่ต่างกัน เรื่องไปถึงอัยการแล้วก็ยังเลื่อนจนจำไม่ไหว ลองดูสถิติครับ....

อังคารที่ 7 ธันวาคม 2553 12:10:31 น.
อัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 5 เลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับพวกรวม 9 คน เป็นผู้ต้องหาในคดีมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง กรณีบุกรุกเข้าไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลาถึง 193 วัน เมื่อปี 51 ออกไปอีกครั้งเป็นวันที่ 9 ก.พ.54 เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังสอบปากคำพยานที่สั่งให้ไปสอบเพิ่มเติมไม่เสร็จ สิ้น..

จาก.....18 พ.ย.51 เลื่อนเป็น.......21 ม.ค.52
จาก..... 21 ม.ค.52 เลื่อนเป็น........3 มี.ค.52
จาก..... 3 มี.ค.52 เลื่อนเป็น......28 พ.ค.52
จาก..... 28 พ.ค. 52 เลื่อนเป็น.....14 ก.ค.52
จาก..... 14 ก.ค.52 เลื่อนเป็น......10 ก.ย.52
จาก.....10 ก.ย.52 เลื่อนเป็น.....2 พ.ย.52
จาก......2 พ.ย.52 เลื่อนเป็น.... 24 ธ.ค.52
จาก..... 24 ธ.ค.52 เลื่อนเป็น.... 24 ก.พ.53
จาก..... 24 ก.พ.53 เลื่อนเป็น.....22 เม.ย.53
จาก..... 22 เม.ย.53 เลื่อนเป็น......16 มิ.ย.53
จาก..... 16 มิ.ย.53 เลื่อนเป็น....4 ส.ค.53
จาก...... 4 ส.ค.53 เลื่อนเป็น....7 ต.ค.53
จาก .... 7 ต.ค.53 เลื่อนเป็น....7 ธ.ค.53
จาก..... 7 ธ.ค.53 เลื่อนเป็น....9 ก.พ.54
จาก..... 9 ก.พ.54 เลื่อนเป็น......?????

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง
ผบ.ตร.ถ่วงยังไม่สั่งฟ้องคดียึดสนามบิน เหตุ"ท่านจำลอง"ยื่นให้เป่าทิ้งข้อหาก่อการร้ายอ้าง"เวอ่ร์"!


Monday, February 28, 2011

เบื้องหลังการปล่อยตัวแกนนำ นปช.

ที่มา Voice TV



ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 1 ในแกนนำ นปช.จะมาพูดคุยใน ทิศทางของคนเสื้อแดง และ ทิศทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กับวอยซ์ทีวี ในรายการ HOT TOPIC วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 (18.30 น.)

การกลับคืนสู่ อิสรภาพ อีกครั้งหนึ่ง ของนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำคนสำคัญของ นปช. หลังจากที่อยู่คุกมานานถึง 9 เดือนเต็ม เขากลับมาครั้งนี้พร้อมกับ ภารกิจสำคัญคือ การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับ 91 ศพ และ 2 พันกว่าคน ที่บาดเจ็บ จากเหตุการณ์ การสลายการชุมนุม เมื่อเดือน เมษายน และ พฤษภาคม ปี 53 ที่ผ่านมา
การกลับมาครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องที่จะขับไล่รัฐบาล หรือ ให้ยุบสภา แต่เพื่อ ขับเคลื่อนพลังของคนเสื้อแดงไปสู่การเลือกตั้ง โดยตั้งเป้าหมายที่จะ หยุด....ฝันร้าย..ประชาชน และร่วมกัน ทำลาย...ฝันดี...ของเผด็จการ

DSI เตือน แกนนำ นปช. ปราศรัยอาจผิดเงื่อนไข

ที่มา Voice TV










ธาริต กังวลการเคลื่อนไหวทางการเมืองของแกนนำ นปช.ต่อสื่อหลังปล่อยตัวชั่วคราว ชี้การร่วมปราศรัย-ชุมนุมกับ นปช. อาจผิดเงื่อนไข

- ดีเอสไอ เตือนแกนนำนปช.หากร่วมปราศรัยอาจผิดเงื่อนไข

- พณ.ระบุน้ำมันปาล์มฝาสีชมพูจะออกสู่ตลาดทั่วกรุงเทพฯวันนี้
- สุเทพยืนยันรัฐบาลไม่ยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
- ญี่ปุ่นเตรียมจับมือจีน ขยายความสัมพันธ์
- โอมานประท้วงเสียชีวิต 2 ราย

ร่วมแสดงความคิดเห็นกับรายการ Voice Focus

ที่มา Voice TV

ร่วมแสดงความคิดเห็นกับรายการ Voice Focus

ร่วมแสดงความคิดเป็นกับรายการ Voice Focus ผ่านทาง

http://www.facebook.com/event.php?eid=205375396145581

ในประเด็น :

คุณอยากฟังฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประเด็นอะไรมากที่สุด ? เพราะอะไร ?

ความเห็นของท่านจะถูกนำมาออกอากาศในรายการ Voice Focus เวลา 21.30 -22.00 น.

เส้นแบ่งอำนาจศาลปกครองป.ป.ช.

ที่มา มติชน



คอลัมน์ ณ ริมคลองประปา ประสงค์ วิสุทธิ์ prasong_lert@yahoo.com

ในการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์) มีการพิจารณาเรื่องที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้สำนักงานศาลปกครองชี้แจงกรณีที่มีการกล่าวหานายอักขราทร จุฬารัตน ว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขณะดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดเนื่องจากใช้อำนาจสั่งเปลี่ยนองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่พิจารณาคดีคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวที่มิให้นำมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ซึ่งสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปดำเนินการใดๆ

ประเด็นที่เสนอให้ ก.ศป.พิจารณาคือ ป.ป.ช.มีอำนาจในการไต่สวนนายอักขราทรตามข้อกล่าวหารือไม่ และสำนักงานศาลปกครองต้องชี้แจงและส่งเอกสารให้แก่ ป.ป.ช.หรือไม่

ปรากฏว่า เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางโดยตุลาการศาลปกครองสูงสุดฝ่ายหนึ่งเห็นว่า กรณีของนายอักขราทรเป็นการใช้อำนาจตุลาการ ป.ป.ช.จึงไม่มีอำนาจไต่สวน สำนักงานศาลปกครองจึงไม่ต้องชี้แจงกรณีดังกล่าว

ขณะที่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ป.ป.ช.มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 25(1) ในการเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใดๆ เพื่อประโยชน์ในการไต่สวนข้อเท็จจริง ถ้าฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ถ้า ก.ศป.มีมติไม่ให้เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองส่งเอกสารหรือชี้แจงต่อ ป.ป.ช. เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองกระทำผิดกฎหมาย

เมื่อมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างกัน ก.ศป.จึงไม่มีมติใดๆ ซึ่งหมายความว่า สำนักงานศาลปกครองจะส่งเอกสารหรือชี้แจงต่อ ป.ป.ช.หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองเอง

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า ในช่วงแรกที่ ป.ป.ช.มีมติรับเรื่องการกล่าวหานายอักขราทรไว้พิจารณานั้น ทาง ก.ศป.มีมติมอบหมายให้ตุลาการศาลปกครองรายหนึ่งไปเจรจาทำความเข้าใจกับ ป.ป.ช.ว่า กรณีดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตุลาการ ไม่น่าจะอยู่ในอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช.

อย่างไรก็ตาม ก่อนพิจารณาว่า ป.ป.ช.มีอำนาจในการไต่สวนเรื่องนี้หรือไม่ น่าจะมาดูว่า ข้อกล่าวหานายอักขราทรเป็นอย่างไร

มีผู้ร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.มีเนื้อหาโดยสรุปว่า หลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมิให้นำมติ ครม.ที่สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ครม.และกระทรวงการต่างประเทศได้อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุด นายอักขราทรได้สั่งให้จ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่มีนายจรัญ หัตถกรรม เป็นหัวหน้าคณะ มีนายชาญชัย แสวงศักดิ์ เป็นเจ้าของสำนวน ตุลาการอีก 3 คนประกอบด้วย นายเกษม คมสัตย์ธรรม นายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา และนายธงชัย ลำดับวงศ์

ปรากฏว่า องค์คณะมีมติ 3 ต่อ 2 เสียง ให้กลับคำสั่งของศาลปกครองกลาง ขณะที่ยังไม่ลงนามในคำสั่งครบทั้งองค์คณะ

นายอักขราทร มีคำสั่งเปลี่ยนมาใช้องค์คณะฯที่ 1 ซึ่งมีนายอักขราทร เป็นหัวหน้าคณะเป็นผู้พิจารณาแทน และมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2551 ยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง

หลังจากพิจารณาคำร้องเรียนแล้ว แม้คำร้องมิได้ระบุชื่อผู้ร้อง แต่คำร้องมีรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการในศาลปกครอง และชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนองค์คณะตุลาการเป็นการใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงความเป็นอิสระของตุลาการ ไม่ใช่เพราะเหตุอันมิอาจก้าวล่วงได้ จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองฯ จึงน่าเข้าข่ายการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม อยู่ในอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช. (มาตรา 84 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ) จึงมีมติรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553

นอกจากนั้น ในมาตรา 92 ยังระบุว่า ถ้า ป.ป.ช.มีมติการกระทำของผู้ถูกกล่าวมีมูลความผิด ให้ประธาน ป.ป.ช.ส่งรายงานและอกสารการไต่สวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองฯโดยเร็วฯ (มาตรา 92 วรรคสอง)

จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นชัดว่า ป.ป.ช.มีอำนาจการไต่สวนข้าราชการตุลาการศาลปกครองเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ (มาตรา 270) ที่ให้อำนาจ ป.ป.ช.ในการไต่สวนเพื่อถอดถอนข้าราชการตุลาการศาลปกครองและผู้พิพากษากรณีที่มีการร้องเรียนผ่านประธานวุฒิสภาว่า บุคคลดังกล่าวส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

ดังนั้น ทางออกที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การดิ้นรนเพื่อหลีกหนีการไต่สวน แต่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า มิได้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบสั่งเปลี่ยนองค์คณะฯซึ่งเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง

( หมายเหตุ อ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ ดร.หัสวุฒิ วิฑิตวิริยะกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด เรื่องอำนาจป.ป.ช. และศาลปกครอง และข้อเท็จจริงที่ไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน ในมติชนออนไลน์ เร็ว ๆ นี้ ที่นี่ )

"สุธาชัย-จอม-คำ ผกา" วิเคราะห์เบื้องหลัง "6 ตุลา 2519" ผ่านแง่มุมปวศ.-สื่อ-สลิ่มการเมือง

ที่มา มติชน


คำ ผกา


สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ


จอม เพชรประดับ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดเสวนา "เบื้องหลัง 6 ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตยไทย" มีนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คำ ผกา นักคิดนักเขียนชื่อดัง และ นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชน เข้าร่วมอภิปราย

นายสุธาชัยกล่าวว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ยังมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ ในฐานะเหตุการณ์ที่ยังไม่กระจ่างชัดเจน หรือยังทำให้ชัดเจนไม่ได้ ใครก่อหรืออยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้เป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ เพราะไม่กล้าค้นข้อมูลหรือไม่กล้านำเสนอข้อมูล


อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา ถือเป็นความพ่ายแพ้ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม กล่าวคือแม้ฝ่ายประชาชนอาจพ่ายแพ้ในวันนั้น แต่มาวันนี้ตนขอยืนยันว่านักศึกษาไม่ได้แพ้ เพราะเมื่อย้อนกลับไปวันนั้น ฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยมรู้สึกดีใจ พอใจในรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 6 ตุลา แต่ทันทีที่รัฐบาลชุดดังกล่าวขึ้นบริหารประเทศ ภาพก็ติดลบทันที เนื่องจากนานาชาติไม่เอาด้วย จนต้องส่งรัฐมนตรีมหาดไทยในสมัยนั้นคือนายสมัคร สุนทรเวช ไปพูดคุยกับรัฐบาลต่างประเทศ


ขณะเดียวกัน ระหว่างที่รัฐบาลธานินทร์อยู่ในอำนาจก็มีแต่คนเกลียดรัฐบาล จึงเกิดรัฐประหารโค่นรัฐบาลธานินทร์ และได้รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี นำมาสู่การออกนโยบายผ่อนปรน นิรโทษกรรมนักโทษ ฝ่ายที่ตกเป็นเหยื่อ ในเหตุการณ์ 6 ตุลา


การเกี่ยวข้องกับ 6 ตุลา จึงไม่ได้เป็นเกียรติประวัติ วีรกรรม แต่เป็นความพ่ายแพ้จริงๆ ของฝ่ายขวาที่ต้องซ่อนพฤติกรรมของตัวเองเมื่อครั้งนั้นของพวกตนเอาไว้ว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว และพยายามทำให้ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาหายไป แต่ก็หายไม่สนิทเพราะมีคนมาจัดงานรำลึกถึงทุกปี เป็นการสร้างอนุสรณ์ ในลักษณะ "หนามยอกอก"


นายสุธาชัยเสนอว่า 6 ตุลา ในทางประวัติศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่อิหลักอิเหลื่อ ขัดแย้งกับโครงเรื่องทางประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นเรื่องวีรกรรมการสร้างชาติของชนชั้นนำ ประวัติศาสตร์ที่เราเรียนนั้นประชาชนไม่ต้องทำอะไร คอยตามแล้วจะดี แต่ปัญหาของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คือ ไม่สามารถเข้ากับโครงเรื่องทางประวัติศาสตร์แบบดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการสะท้อนบอกเราว่าประวัติศาสตร์มักตกแต่งอดีตให้งดงาม และกลบเกลื่อนความเป็นจริงเอาไว้ ปัญหาสำคัญตอนนี้ก็คือประชาชนไม่เชื่อในโครงเรื่องประวัติศาสตร์แบบนี้อีกต่อไป และประวัติศาสตร์ที่เคยถูกเขียนขึ้นนั้นก็ใกล้จบลงแล้ว


นายจอมกล่าวว่า สื่อในปัจจุบันมีจุดกำเนิดที่เติบโตมาจากฐานความคิดแบบชนชั้นนำ ผู้ปฎิบัติงานสื่อจึงไม่สามารถลุกขึ้นมาหักล้างหรือคัดค้านกับฐานความคิดดังกล่าวได้ การที่จะมีคนลุกขึ้นมาสุดท้ายก็แพ้ ทุกคนก็ไม่อยากเจ็บตัว ไม่อยากอยู่ในสถานะสิ้นไร้ไม้ตอก โอกาสที่สะท้อนความเป็นจริงก็เป็นแค่ข่าวเชิงสร้างภาพลักษณ์ แต่เชิงความจริงใจในเรื่องการให้ประชาชนสะท้อนความเดือดร้อนได้นั้นทำไม่ได้ในสื่อหลัก เพราะไม่สามารถโต้เถียงกับกลุ่มทุน หรือฝ่ายทางการเมือง


"ความจริง" ที่ปรากฎในสื่อจึงเป็นการพยายามครอบงำประชาชนให้อยู่ร่วมกับชนชั้นนำโดยไม่กระทบกันมากกว่า แต่ปัจจุบันมีสื่อทางเลือกที่มีสิทธิมีเสียง สามารถให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นนำได้มากขึ้น ซึ่งน่าเป็นช่องทางที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้ในอนาคตและสถานการณ์จะเป็นแบบนี้ไปพักใหญ่จนกว่าจะเกิดการกดดันให้ประเทศมีความเปลี่ยนแปลง เราจึงไม่สามารถคาดหวังอะไรได้มากในสื่อกระแสหลัก ส่วนสื่อพวกกระแสรองก็ยังเป็นเพียงทางเลือก ทั้งนี้ ตนมองว่าสื่อในไทยยังอยู่ในความกลัว และไม่กล้าที่จะพังกำแพงความกลัวออกไป


ด้านคำ ผกา เสนอว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นกำเนิดของ "สลิ่ม" 2 จำพวกในสังคมไทย สลิ่มไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงการสลายชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปีที่แล้ว แต่เกิดขึ้นเมื่อคริสต์ทศวรรษ 1970 โดยสามารถจัดแบ่ง "สลิ่ม" ออกได้เป็น 2 แบบ ได้แก่


"สลิ่ม" พวกแรก เรียกว่าพวกไร้อุดมการณ์ ที่มาของพวกนี้คือ ชนชั้นกลางที่ถูกดึงให้เป็นพันธมิตรกับอุดมการณ์ขวาจัด ถูกสอนให้เบื่อหน่ายการประท้วงของนักศึกษา กลัวความเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน กลัวคอมมิวนิสต์ จากนั้นขบวนการขวาจัดก็ได้ปลุกอุดมการณ์ชาตินิยมนั่นคือ สร้างโครงเรื่องประวัติศาสตร์ของไทยว่าดินแดนไทยเป็นสิ่งที่ถูกปกป้องมายาวนาน


คีย์เวิร์ดที่กลุ่มนี้ใช้ คือ สิ่งชั่วร้าย, คอมมิวนิสต์, อนาธิปัตย์, ทรยศต่อชาติ และเครื่องมือทางอุดมการณ์ คือ "ทุกอย่าง" ตั้งแต่ระบบการศึกษา แบบเรียน เพลงปลุกใจ และสารคดี สื่อ โทรทัศน์


ส่วน "สลิ่ม" กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์ แต่ดูมีความน่ากลัวกว่ากลุ่มแรก เพราะมีกลวิธีการเป็นพันธมิตรกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมขวาจัดที่แนบเนียนกว่า กำเนิดของสลิ่มกลุ่มที่สองเป็นสลิ่มที่อยู่ตรงกลาง คือสิ่งมีชีวิตที่กลายพันธุ์กลุ่มนี้เคยถูกมองว่าเป็นฝ่ายซ้าย เคยอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายขวา เช่น กลุ่มผู้นำนักศึกษา คนเคยเข้าป่า นักหนังสือพิมพ์ที่เป็นน้ำดี ศิลปินเพื่อชีวิต


จุดเชื่อมต่อของคนเหล่านี้ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นซ้ายเข้ากับฝ่ายขวา ก็คือ ในขณะที่ฝ่ายขวาชูอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม อีกฝ่ายหนึ่งที่เคยถูกเข้าใจว่าเป็นซ้ายก็ชูอุดมการณ์ชนบทนิยม ชุมชนนิยม ซึ่งดูเหมือนจะแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดนี้คือ ทั้งสองกลุ่มต่างแชร์อุดมการณ์การต่อต้านเสรีนิยมใหม่ เพราะว่า อุดมการณ์ของทั้งสองฝ่ายนี้ยึดถือแท้จริงแล้วเป็นอุดมการณ์จารีตนิยมเหมือนกัน


"สลิ่ม" เหล่านี้มักอวตารอยู่ในร่างเอ็นจีโอ ที่ทำงานในเครือข่ายทรัพยากร นักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม คนที่ทำงานเพื่อคนยากจน นักวิชาการที่โหยหาวิถีชนบท สิ่งที่คนเหล่านี้แสวงหาคือ "ประชาธิปไตยแบบไทย" ซึ่งไม่เหมือนกับที่โลกเขาเป็นกัน


นักเขียนดังสรุปความเห็นว่า การต่อสู้ทางการเมืองไทยตอนนี้ คือการต่อสู้ระหว่างชาตินิยมสองแบบ คือ "ชาตินิยมที่เน้นราชาธิปไตย" กับ "ชาตินิยมที่เน้นประชาชน" ซึ่งคือกระบวนการของคนเสื้อแดง อุปสรรคของชาตินิยมประชาชนที่เพิ่งเกิดขึ้นมาคือ ฝ่ายอำมาตย์ และฝ่ายขวาจัดหัวรุนแรง แต่ศัตรูที่น่ากลัวกว่าคนสองกลุ่มดังกล่าวก็คือ "พันธุ์อวตารของขวาจัดที่ทำงานในร่างซ้ายเก่า" ที่ทำงานในกลุ่มประชาสังคม เอ็นจีโอ ซึ่งต่อต้านนักการเมืองชั่วและทุนสามานย์นั่นเอง

เพราะฉะนั้น สื่อที่น่ากลัวไม่ใช่สื่อที่เซ็นเซอร์ตัวเอง แต่เป็นสื่อในนามความหวังของประชาชน สื่อของชนชั้นล่าง เพราะสื่อเหล่านี้ได้กระทำและผลิตไปบนความปราถนาดีต่อชาวบ้าน ผู้ด้อยโอกาส คนชายขอบ คนเหล่านี้อยากรื้อฟื้นจิตวิญญาณของสังคมไทยที่ถูกลืมเลือนไป ในสายตาของสื่อเหล่านี้ชาวบ้านคือลูกแกะหลงทาง ที่ต้องต้อนกลับมา กลุ่มทุนเหล่านี้มักมองไม่เห็นหรือทำเป็นมองไม่เห็นว่าทุนนิยมจารีตนั้นแทบเป็นเนื้อเดียวกับทุนโลกาภิวัฒน์ที่สูบกินทรัพยากรของชาติมากกว่าทุนนักการเมืองหรือทุนต่างชาติไร้เส้นสายรวมกัน


ดังนั้น สำหรับฝ่ายขวาจัดที่อวตารมาในร่างผู้คนปกป้องชาวบ้านและคนจน มีข่ายแหความเกื้อกูล แฃะพิทักษ์โลกสีเขียว จึงน่ากลัวกว่าฝ่ายขวาจัดมากมาย


คลิก อ่านคำอภิปรายโดยละเอียดของผู้อภิปรายทั้งสามคน ได้ตามลิงก์ต่อไปนี้


สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ 6 ตุลา ฆ่าผู้บริสุทธิ์ครั้งใหญ่ที่สุด


จอม เพชรประดับ สื่อเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำ


คำ ผกา จัดประเภท "สลิ่ม" การเมือง

ตร.รื้อเต้นท์"พันธมิตรฯ"ขอพื้นที่ทางคู่ขนานด้านก.ศึกษาฯ

ที่มา มติชน



เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 กองร้องประมาณ 500 นาย ตรึงพื้นที่บริเวณสะสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อขอพื้นที่ทางคู่ขนานด้านกระทรวงศึกษาคืนจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยได้รื้อถอนเต้นท์ออกจากถนนแล้ว ลดความแออัดของจราจรในช่วงเช้า

"จาตุรนต์"ขยี้แผล"มาร์ค2สัญชาติ"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ




วันที่ 27 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรณี นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล นักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหลายฝ่ายติติงเรื่องการถือ 2 สัญชาติว่าไม่เหมาะสม พร้อมเรียกร้องให้ถือสัญชาติเดียวเพื่อแสดงถึงความรักชาติแม้นายกฯ ยอมรับ แต่ยืนกรานไม่สละสัญชาติอังกฤษ

ทันทีทันใด นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ออกโรงตอกย้ำปมร้อน 2 สัญชาติ ในเมื่อนายกฯ รู้อยู่แก่ใจแต่แรก จึงไม่สมควรเป็นนายกฯ ตั้งแต่ต้น



อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายกรัฐมนตรี


เรื่องความรักชาติดูกันที่พฤติกรรมดีกว่า ไม่ต้องดูเรื่องอื่น ข้อกฎหมายก็ไม่ชัด มีประชาชนจำนวนมากยืนยันกับผมว่าการแสดงเจตนาชัดเจนว่าถือสัญชาติไทย เป็นการสละสัญชาติทางโน้นไปโดยปริยาย

แต่ถ้าต้องการไปอยู่ภายใต้กฎหมายอังกฤษก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมไม่คิดว่าตัวเองต้องไปอยู่ใต้กฎหมายอังกฤษ

-แสดงว่าสละสัญชาติอังกฤษแล้ว

ไม่ครับ ผมบอกว่าดำเนินการตามกฎหมายไทย ถ้าจะต้องไปดำเนินการตามกฎหมายอังกฤษด้วย ก็มีปัญหามากมายเลยว่าสรุปแล้วผมมีหน้าที่ต้องทำตามกฎหมายอังกฤษทั้งหมดหรือเปล่า

-กฎหมายไทยเปิดช่องให้ถือได้ 2 สัญชาติหรือ

อันนี้แหละที่คนมองไม่ค่อยตรงกัน ผมก็ถามความเห็นนักกฎหมาย ถึงบอกว่าไม่มีเจตนาถือสัญชาติอังกฤษ ผมเกิดที่นั่น แต่จากการที่ผมไม่ใช้สิทธิ์ในฐานะพลเมืองอังกฤษ โดยเฉพาะการศึกษา การเดินทางเข้าประเทศ ก็ชัดในตัวของมันอยู่แล้วว่าเจตนาคืออะไร

- กลุ่มนปช.ให้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ยื่นฟ้องต่อศาลอังกฤษด้วย

เป็นเรื่องของศาลอังกฤษต้องพิจารณาไป

-มีเจตนาไม่ใช้สัญชาติอังกฤษ ทำไมไม่สละ

ผมก็เพิ่งทราบ เพราะไม่เคยอ่านกฎหมายอังกฤษเลย และถ้าสละตอนนี้ เขาจะว่าผมหนีศาลโลก ไม่แน่ใจว่าผมต้องทำหรือไม่ เพราะกฎหมายไทยก็ไม่ชัด ผมถือตามกฎหมายไทย

เวลานี้นักกฎหมายแต่ละคนตอบผมไม่ตรงกัน ฉะนั้นไม่ใช่เจตนาที่จะเก็บหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นผมต้องมานั่งคอยดูกฎหมายอังกฤษหรือไม่ ว่าผมจะต้องยื่นแบบเสียภาษีหรือไม่ เกณฑ์ทหารอังกฤษหรือไม่

ผมอยู่เมืองไทยก็ต้องทำตัวเป็นคนไทย ถือสัญชาติไทย ดูกฎหมายไทย

-ทางการอังกฤษสอบถามเรื่องนี้หรือไม่

ไม่มี

-กฎหมายไม่ระบุชัด แต่เพื่อความสบายใจจะสละหรือไม่

แล้วถ้าผมไม่มีสิทธิ์สละล่ะ ผมจะไปรู้ได้อย่างไร กฎหมายไทยเขียนไว้ว่าเวลากฎ หมายสัญชาติขัดกัน ให้ใช้กฎหมายสยาม

-แสดงว่าจะถือ 2 สัญชาติตลอดไป

ไม่ทราบว่าผม 2 สัญชาติหรือเปล่า เป็นเรื่องของนักกฎหมาย ผมเองก็พยายามตรวจสอบ นักกฎหมายให้ความเห็นไม่ตรงกัน เนื่องจากเป็นกฎหมายของแต่ละประเทศ

และปกติก็ชัดเจนว่าใครทำตัวเป็นคนสัญชาติอะไร แต่ว่าผมไปเปลี่ยนที่เกิดของผมไม่ได้เท่านั้นเอง

-จะเคลียร์เรื่องนี้ให้ชัดเจนได้อย่างไร หากอนาคตกลับมาเป็นนายกฯ อีก

ผมไม่ได้มีปัญหาในเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายไทย คุณสมบัติก็ครบถ้วน ขอท้าแม้แต่คนที่มาตรวจสอบผม หรือคนที่จ้างคนมาตรวจสอบผมว่า รักชาติจริงหรือเปล่า

ส่วนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอังกฤษด้วยหรือไม่ ผมก็อยากได้คำตอบที่มันตรงกันหมด ซึ่งยังไม่ได้

- ถูกโจมตีประเด็นนี้เพราะอะไร

ไม่มีอะไร เป็นความพยายามที่จะมีช่องทางในการเอาเรื่องนี้ไปสู่ศาลโลกเท่านั้น





จาตุรนต์ ฉายแสง

อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย


เรื่องนี้เริ่มจากมีคนนำเรื่องการสังหารประชาชนเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.53 ไปฟ้องศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ หลายคนเชื่อว่าศาลคงไม่รับฟ้องเพราะรัฐบาลไทยไม่ได้ลงสัตยาบันรับรองอำนาจของศาล

แต่ต่อมามีการอธิบายว่าสามารถฟ้องนายอภิสิทธิ์ได้ เนื่องจากถือสัญชาติอังกฤษด้วย เมื่อถามนายอภิสิทธิ์ก็ตอบบ่ายเบี่ยงว่าเลือกที่เกิดไม่ได้ ระหว่างอยู่ในประเทศอังกฤษไม่เคยใช้สิทธิพลเมืองอังกฤษ

เช่น เวลาเรียนหนังสือจ่ายค่าเล่าเรียนอย่างชาวต่างประเทศ แต่ไม่บอกว่ายังมีสัญชาติอังกฤษหรือไม่ แต่ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ยังไม่สละสัญชาติอังกฤษ ถือว่ายังมีสัญชาติอังกฤษ คือมี 2 สัญชาติ

นายอภิสิทธิ์ระบุว่าหากจะให้สละสัญชาติอังกฤษก็สละได้ แต่ถ้าสละตอนนี้อาจถูกกล่าวหาว่ากลัวไปขึ้นศาลโลก

ผมไม่ได้วิเคราะห์เรื่องนายอภิสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีในศาลคดีอาญาระหว่างประเทศหรือไม่ และไม่ได้สนใจว่านายอภิสิทธิ์ควรสละสัญชาติอังกฤษหรือไม่

แต่สนใจประเด็นที่นายอภิสิทธิ์ยอมรับแล้วว่าถือ 2 สัญชาติ และมีเงื่อนไขต่างๆ หากจะสละสัญชาติ ถามว่านายอภิสิทธิ์ยังควรเป็นนายกฯ ของประเทศไทยอยู่หรือไม่ และควรเป็นนายกฯ มาตั้งแต่ต้นหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปแต่เป็นนายกฯ จะอ้างว่าคนอื่นถือสัญชาติ 2 สัญชาติได้ ทำไมต้องเรียกร้องให้เขาสละสัญชาติอยู่คนเดียวไม่ได้

ประเด็นอยู่ที่ว่าคนเป็นนายกฯ ของไทย ต้องมีความรับผิดเท่ากับคนไทยทั่วไป ไม่ใช่มีอภิสิทธิ์หรือมีภูมิคุ้มกันมากกว่าคนอื่นๆ แต่สำหรับประชาชนทั่วไปการถือสองสัญชาติไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะไม่ใช่ผู้นำประเทศ

ที่ผ่านมาไม่ว่านายอภิสิทธิ์จะเคยใช้สิทธิ์ของการมีสัญชาติอังกฤษหรือไม่ แต่วันข้างหน้าอาจต้องใช้สิทธิ์ของการมีสัญชาติอังกฤษก็ได้ เช่น หากอนาคตจะมีการดำเนินคดีข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับรัฐมนตรีในรัฐบาลของตนทุจริตประพฤติมิชอบ หรือสั่งการสังหารประชาชนจำนวนมาก เป็นต้น

แล้วนายอภิสิทธิ์เดินทางไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ โดยขอใช้สิทธิ์ในฐานะที่มีสัญชาติอังกฤษ ก็ทำได้และได้รับการคุ้มครองในฐานะพลเมืองอังกฤษทันที

ถึงตอนนั้นกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะใช้ได้กับนายอภิสิทธิ์ซึ่งถือสัญชาติอังกฤษอยู่ และรัฐบาลไทยหรือประชาชนไทยจะไปร้องต่อศาลอังกฤษเพื่อให้ส่งตัวคุณอภิสิทธิ์มาขึ้นศาลไทย จะทำได้หรือไม่

แต่ที่น่าสนใจและน่าเป็นห่วงคือนายอภิสิทธิ์อาจจะไม่ต้องขึ้นศาลไทย หากมีใครไปร้องให้ดำเนินคดีก็เป็นได้

ประเด็นสำคัญก็คือเชื่อได้แน่ว่าตลอดเวลาที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ มาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงในอนาคตข้างหน้า ไม่ว่าจะยังเป็นนายกฯ อยู่หรือไม่ก็ตาม นายอภิสิทธิ์มีภูมิคุ้มกันต่อกฎหมายไทยมากกว่าคนอื่นๆ

แต่อาจมีบางท่านแย้งว่าถึงแม้จะเป็นเหตุเป็นผล แต่คงไม่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติได้ง่ายๆ หรอก ต้องบอกว่ากรณีทำนองนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดมาก่อน

เมื่อไม่นานมานี้มีกรณีของประเทศเปรูเป็นตัวอย่าง ประธานาธิบดีอัลเบอร์โต ฟูจิมูริ ก็เป็นคนสองสัญชาติ คือสัญชาติเปรูและสัญชาติญี่ปุ่น นายฟูจิมูริถูกรัฐบาลเปรูในเวลาต่อมาดำเนินคดีทั้งเรื่องทุจริตและใช้อำนาจโดย มิชอบ เป็นข้อหาร้ายแรง

ช่วงหนึ่งนายฟูจิมูริหนีไปอยู่ญี่ปุ่น ได้รับการคุ้มครองในฐานะเป็นคนญี่ปุ่นจนรัฐบาลเปรูทำอะไรไม่ได้ ต้องรอจนกระทั่งนายฟูจิมูริไปวางแผนยึดอำนาจคืนที่ประเทศชิลี จึงถูกจับและถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในเปรู

นายฟูจิมูริกับรัฐบาลเปรู ใครผิดใครถูกอย่างไร ผมไม่ขอวิจารณ์ แต่เห็นว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างว่าการที่นายกฯ ของไทยมี 2 สัญชาติเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น

มีคนไปถาม กกต.ซึ่งเข้าใจว่ายังไม่ทันหาข้อมูลให้ชัดเจน และยังไม่ได้ประชุมหารือกัน ก็ด่วนออกมาชี้แจงแล้วว่าการที่นายอภิสิทธิ์มี 2 สัญชาติ ไม่ทำให้ขาดคุณสมบัติเพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ

เรื่องการมี 2 สัญชาตินี้ รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ แต่โดยสามัญสำนึกน่าจะเข้าใจได้ไม่ยากว่าระบบกฎหมายของไทยไม่น่ายินยอมให้นายกฯ เป็นบุคคล 2 สัญชาติ

เรื่องนี้เป็นปัญหาทางการเมืองของประเทศ เมื่อเป็นเรื่องการเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง ฟ้องประชาชนกันดีกว่า

ขอย้ำว่าไม่ได้กำลังบอกว่านายอภิสิทธิ์ควรสละสัญชาติอังกฤษเสีย แต่กำลังบอกว่านายอภิสิทธิ์ ซึ่งรู้อยู่แก่ใจมาตลอดว่าตนเองมี 2 สัญชาติ จะสละสัญชาติก็ได้แต่ไม่สละนั้น

ไม่ควรเป็นนายกฯ มาตั้งแต่ต้น และไม่ควรเป็นนายกฯ ต่อไป

จนท.ไม่ได้ฆ่า!?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด




เหลือเชื่อจริงๆ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยุคนายธาริต เพ็งดิษฐ์

เปิดประเด็นใหม่คดีนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์สลายม็อบแดง 10 เม.ย.2553 ที่สี่แยกคอกวัว

นายธาริตระบุมีข้อมูลใหม่ยืนยันว่าเป็นการเสียชีวิตจากอาวุธปืนสงครามชนิดอาก้า

ซึ่ง ศอฉ.เคยระบุว่าปืนอาก้าไม่ใช่อาวุธที่ใช้ในกองทัพ!

ที่ว่าเหลือเชื่อก็ตรงที่การสรุปครั้งใหม่ดันไปขัดแย้งกับการแถลงของนายธาริตเองเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา

ตอนนั้นนายธาริตแถลงว่าคดี 91 ศพนั้นมีอยู่ 13 ศพน่าเชื่อว่าเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ!

ในจำนวนนั้นก็มีการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ รวมอยู่ด้วย

เวลาผ่านไปแค่เดือนเศษก็กลับตาลปัตรเสียแล้ว

ถ้อยแถลงครั้งล่าสุด ตีความกันง่ายๆ ว่านักข่าวยุ่นตายเพราะปืนอาก้า

แสดงว่าไม่ใช่ฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ!?

และที่แปลกใจยิ่งกว่าคือข้อมูลตรงนี้กลับเป็นผลการตรวจพิสูจน์ของพล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีต ผบช.สพฐ.เป็นคนรวบรวมข้อมูลให้ดีเอสไอ

จนเกิดคำถามว่าทำไมผลสอบใหม่ไม่เหมือนกับผลสอบเดิม

ทำไมต้องให้ตำรวจที่เกษียณอายุราชการไปแล้วมาชันสูตรศพใหม่!?

ฉะนั้นเรื่องนี้จะเป็นปริศนาที่คลางแคลงใจสังคม อย่างแน่นอน

หากย้อนกลับไปช่วงหลังจากการแถลง 13 ศพของดีเอสไอ จะพบว่ามีฟีดแบ็กไม่ธรรมดา

นายโนบูอากิ อิโตะ อัครราชทูตฝ่ายการเมือง สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ทันที

ระบุว่าชาวญี่ปุ่น 90 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่านายฮิโรยูกิตายเพราะฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทางการญี่ปุ่นเตรียมดำเนินมาตรการกดดันทางการเมืองต่อไป

ตรงนี้หรือเปล่าที่เป็นประเด็นกดดันทั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และดีเอสไอ

จนเกิดรายงานชันสูตรศพใหม่

ดูแล้วมีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นปืนอาก้าของ "คนชุดดำ"

ช่างเป็นมุขเก่าๆ ที่อำนาจรัฐชอบขุดขึ้นมาใช้จริงๆ!!

ซัดผลสรุปดีเอสไอไม่น่าเชื่อถือ

ที่มา โลกวันนี้

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง
กรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุผล
การตรวจสอบการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิต
ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ของ พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา
อดีต ผบช.สพฐ.ตร. ที่วิเคราะห์จากภาพถ่ายว่าเกิดจากการถูกยิงโดยอาวุธปืนอาก้า
และยังเน้นย้ำว่าทหารที่ปฏิบัติการวันนั้นไม่ได้ใช้ปืนอาก้า
โดยตั้งเป็นประเด็นคำถามว่า
พล.ต.ท.อัมพรที่เกษียณอายุราชการไปแล้วใช้ตำแหน่งหน้าที่ใดมายืนยันผลชันสูตร
และยืนยันได้อย่างไรว่าถูกต้องโดยที่ไม่มีการตรวจศพ ที่สำคัญคือ
พล.ต.ท.อัมพรเป็นคนเดียวกับที่ตรวจสอบศพของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์
ผู้ร่วมชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ว่าเสียชีวิตจากแก๊สน้ำตา
ซึ่งแย้งกับผลชันสูตรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วจะเชื่อถือได้อย่างไร
นอกจากนี้ผลการพิสูจน์เบื้องต้นระบุชัดเจนว่า
มีการยิงมาจากแผงหลังของแนวทหาร
เรื่องจะยิงด้วยกระสุนอะไรคงไม่สำคัญเท่ากับว่าใครยิง

“คงต้องตั้งฉายาให้ดีเอสไอว่าเป็นกรมผงซักฟอก
เพราะนายธาริตสามารถฟอกทุกอย่างให้รัฐบาลได้หมดทุกเรื่อง
แม้แต่เรื่องกักตุนน้ำมันปาล์มจนประชาชนเดือดร้อนก็สรุปแล้วว่าไม่พบคนผิด” นายพร้อมพงศ์กล่าว