WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 1, 2011

"ณัฐวุฒิ"ยืนยันร่วมชุมนุม-ปราศรัย ซัด"ธาริต"อย่าพูดล่วงหน้า ย้ำเข้าใจเงื่อนไขศาล

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์
ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทั้ง 7 คน
ที่ได้รับปล่อยตัวชั่วคราว ประกอบด้วย
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
นพ.เหวง โตจิราการ
นายก่อแก้ว พิกุลทอง
นายขวัญชัย สารคำ หรือขวัญชัย ไพรพนา
นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก
นายนิสิต สินธุไพร และ
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
เข้าพบ นางนงภรณ์ รุ่งเพชรวงศ์ ผอ.กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
เพื่อทวงถามความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ต้องขังเสื้อแดง
ที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำต่างๆ ทั่วประเทศ


นายณัฐวุฒิกล่าวว่า แกนนำทั้ง 7 คน ต้องการทราบถึงแนวทางการช่วยเหลือ
ผู้ต้องขังเสื้อแดงรายอื่นที่ยังถูกควบคุมตัว
ซึ่งต้องการสอบถามถึงรายชื่อผู้ที่อยู่ระหว่างการช่วยเหลือและงบประมาณที่จัดสรรไว้
หากมีผู้ต้องขังรายใดไม่อยู่ในรายชื่อที่กรมคุ้มครองสิทธิฯจะให้การช่วยเหลือ กลุ่ม นปช.
จะได้ยื่นขอประกันเองเป็นรายบุคคล เพื่อดำเนินการควบคู่กัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า
ไม่มีเจตนาเพื่อขอให้ล้มคดี แต่ต้องการให้ผู้ที่ถูกควบคุมตัวมานานกว่า 9 เดือน
ได้รับโอกาสออกมาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม
โดยเฉพาะผู้ต้องขังหลายคนถูกตั้งข้อหาร้ายแรงเกินจริง
หรือบางคนศาลพิพากษาจำคุกน้อยกว่าระยะเวลาที่ถูกคุมขังไปแล้วก่อนหน้านี้


นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาเตือนแกนนำที่ได้รับการประกันตัว
เรื่องการเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ นปช.อาจถูกถอนประกันว่า
ดีเอสไอไม่ควรออกมาพูดล่วงหน้า เพราะเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้
ย้ำว่าแกนนำ นปช.ทุกคนเข้าใจเงื่อนไขของศาล
ไม่มีเจตนาฝ่าฝืนหรือท้าทายอำนาจศาล พร้อมยืนยันว่า
จะเข้าร่วมการชุมนุมและขึ้นปราศรัยแน่นอน
แต่ทุกอย่างถือเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1298895682&grpid=00&catid=&subcatid=

มติชน รายงาน อาจารย์นิติฯจุฬา ไล่"มาร์ค"เชื่อเป็นนายกฯสมัยหน้า ประเทศไม่ดีขึ้น

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

อาจารย์จุฬาฯเสนอ"อภิสิทธิ์"ลาออก ดีกว่ายุบสภา หานายกฯใหม่ที่มีท่าทีปรองดอง มือประสานทุกฝ่าย


วันที่ 28 ก.พ. ศ. ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬา ฯ บรรณาธิการเว็ปไซต์ www.pub-law.net แสดงความเห็นกรณีที่มีกระแสเรียกร้องให้ยุบสภา พร้อมตั้งคำถามว่า การยุบสภาคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทยหรือไม่ ?



อาจารย์นิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า " กระแสยุบสภามีที่มาจากการแก้รัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้ง ผมได้พูดไว้แล้วหลายครั้งว่า ประเทศชาติและประชาชนไม่ได้อะไรเลยจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบนี้ไม่ได้แก้ปัญหาของประเทศที่มีอยู่เลย การยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ แม้ระบบจะเปลี่ยนกลับไปเป็นของเดิม แต่ผมก็ค่อนข้างมั่นใจเต็มร้อยว่าเราคงได้คนเดิมเข้ามา เพราะฉะนั้นจะยุบสภาไปทำไม"


" วันนี้ ปัญหาของประเทศชาติมีอยู่มาก เป็นที่รับรู้กันอยู่ว่ามีความแตกแยกระดับสูงในสังคม มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย มีปัญหาเศรษฐกิจ มีปัญหาเงินเฟ้อ มีปัญหาชายแดน มีปัญหากัมพูชา การยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่คงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาเหล่านั้น"


"อย่างไรก็ตาม ในแง่จิตวิทยา การยุบสภาอาจดีกว่าการอยู่เฉย ๆ แล้วไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลย เพราะความสนใจของผู้คนในช่วงเวลา 3 เดือน คงไปอยู่ที่การเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล เสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็คงลดน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะลดน้อยลงไปด้วย"


นอกจากนี้ เมื่อเกิดรัฐบาลใหม่ ความแตกแยกในสังคมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ก็จะกลับมาอีก เสื้อเหลืองสนับสนุนรัฐบาลก็หมายความว่าเสื้อแดงคงคัดค้าน ในทางกลับกัน เสื้อแดงสนับสนุนรัฐบาล เสื้อเหลืองก็คงคัดค้านเช่นกัน ความวุ่นวายก็ยังคงมีอยู่ต่อไป ปัญหาก็ยังคงมีอยู่ต่อไปไม่มีวันจบ แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น อย่างน้อย ก็เพื่อพยายามแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ

" ความเห็นส่วนตัวของผมนั้น หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจเลือกใช้วิธียุบสภา มีปัญหาตามมาแน่นอนครับ เรื่องแรกก็คือ กติกาในการเลือกตั้งที่ควรจะต้องให้รัฐสภาเป็นคนแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ให้สอดคล้องกับระบบเลือกตั้งที่ถูกรัฐธรรมนูญแก้ไข การเลือกให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ในการเลือกตั้งแทนที่จะให้รัฐสภาเป็นคนวางเกณฑ์เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้แล้ว การเลือกตั้งก็ต้องเสียเงินมากมายหลายพันล้านบาทเพื่อให้คนแบบเดิม ๆ เข้ามาใหม่ และไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ต้องถูกต่อต้านอยู่แล้ว เนื่องจากสังคมยังคงแตกแยกแบ่งเป็นฝ่ายอยู่"

"ผมจึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออกครับ ผมคิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย หากนายกรัฐมนตรีลาออกแล้วเราได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีท่าทีปรองดองและเป็นมือประสานเข้ามาสร้างความปรองดองอย่างจริงจัง แก้ปัญหาสองมาตรฐานที่ค้างคาใจผู้คนจำนวนมากให้เรียบร้อย มีคำตอบสำหรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาการชุมนุมเมื่อพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา มีนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมสามารถปฏิบัติได้เกี่ยวกับการสร้างรัฐสวัสดิการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ส่วนรัฐสภาก็รีบเร่งจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ซึ่งควรใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จและมีความชัดเจนแล้วว่า ปัญหาของประเทศคลี่คลายลงไปในทางปรองดอง ค่อยคิดเรื่องการยุบสภา"

" ผมไม่หวังว่า ข้อเสนอผมจะมีผู้เห็นด้วย แต่อยากจะขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจเลือกวิธียุบสภาและพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีครับ เพราะจากที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงต่างก็ไม่เอานายกรัฐมนตรีคนนี้เหมือน ๆ กัน ยุบสภาไปแล้ว เลือกตั้งเข้ามาใหม่ นายกรัฐมนตรีคนเดิม เราก็คงต้องอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ต่อไป ลองพิจารณาดูด้วยว่า การลาออกอาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่อย่างน้อยก็จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศในการเลือกตั้ง แล้วก็อาจแก้ปัญหาได้ก็ได้ ถ้า ไม่ลองก็ไม่รู้ " ดร.นันทวัฒน์ แสดงความเห็น


(ที่มา มติชน , 28 กุมภาพันธ์ 2554)

เดลินิวส์ รายงาน คณะชันสูตรช่างภาพยุ่น ชี้“อาก้า”แค่ดูศพจากภาพไม่มีผลต่อสำนวนคดี

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

@ อัมพรไม่มีผลต่อสำนวน

รายงานข่าวจากคณะกรรมการชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมก่อความไม่สงบ เปิดเผยว่า"สำหรับผลการสรุปว่านายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ที่ดีเอสไอส่งให้ พล.ต.ท.อัมพร ตรวจวิเคราะห์และระบุว่าเป็นการเสียชีวิตจากอาวุธปืนอาก้า คงไม่สามารถทำให้น้ำหนักทางคดีเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะพล.ต.ท.อัมพร ไม่ได้เป็นคณะแพทย์"

"สำหรับผลการชันสูตรผู้เสียชีวิตในวันที่ 10 เม.ย. ระบุว่า ผู้เสียชีวิตใน 11 ราย มี 1 รายเป็นผู้สูงอายุเสียชีวิตเพราะหัวใจวาย ส่วนอีก 10 ราย เสียชีวิตเพราะถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง กระสุนเจาะเข้าร่างกายใน 2 จุด คือ ศีรษะและเข้าหน้าอกตัดขั้วหัวใจ ในจำนวนดังกล่าวมี 2 ศพ ถูกยิงที่ขาให้ล้มลง และยิงกระสุนอีกนัดเข้าที่หน้าอกตัดขั้วหัวใจ"

"ส่วนบาดแผลของนายมูราโมโตะ กระสุนเข้าด้านข้างตัดขั้วหัวใจ โดยลักษณะบาดแผลของทุกศพน่าเชื่อได้ว่าผู้ลงมือเป็นนักแม่นปืน ซุ่มตัวเลือกเป้ายิงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งการเลือกเป้ายิงในลักษณะสไนเปอร์มักเลือกใช้ปืนเอ็ม 16 มากกว่าปืนอาก้า"

@ สงสัยผลวิเคราะห์แค่ภาพ

"อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯไม่ได้ระบุว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 10 ราย ถูกยิงด้วยอาวุธปืนชนิดใด เนื่องจากการผ่าชันสูตรไม่พบหัวกระสุนปืน จึงรายงานในผลการชันสูตรเพียงว่าเป็นกระสุนปืนความเร็วสูง"

"ดังนั้นจึงเป็นประเด็นคำถามว่าพล.ต.ท.อัมพรได้วิเคราะห์ภาพบาดแผลใดจึงสรุปว่าเป็นบาดแผลจากปืนอาก้า และได้วิเคราะห์ภาพถ่ายของผู้เสียชีวิตรายอื่นหรือไม่ว่า สภาพบาดแผลจากปืนเอ็ม 16 มีความแตกต่างจากปืนอาก้า"

"คดีนี้ดีเอสไอได้ประสานให้พล.ต.ท.อัมพร เป็นผู้ตรวจวิเคราะห์สาเหตุการเสียชีวิต โดยวิเคราะห์จากภาพถ่ายบาดแผล และรายงานผลเรื่องวิถีกระสุน ซึ่งการวิเคราะห์เพียงแต่ภาพถ่าย อาจได้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเพียงพอ อย่างไรก็ตามความเห็นของพล.ต.ท. อัมพร คงเป็นเพียงส่วนประกอบความเห็นในสำนวนชันสูตรเท่านั้น"

สำหรับคณะกรรมการร่วมชุดชันสูตรศพทั้งหมด 12 คน ประกอบด้วย ศ.คลินิก นพ.สมชาย ผมเอี่ยมเอก นายกสมาคมแพทย์นิติเวช, รศ.พญ.นันทนา ศิริทรัพย์ รพ.จุฬาฯ, พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เบี้ยวนิ่ม รพ.รามาธิบดี, พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ เสาวคนธ์ ผ.นต., รศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ หัวหน้าแพทย์ศิริราชพยาบาล, พ.ท.นพ.เอนก ยมจินดา รอง ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม, รศ.นพ.สุพจน์ แจ่มสุวรรณ รพ.จุฬาฯ, นพ.ทษนัย พิพัฒน์โชติธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นพ.นิติกร โปริสวาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข, นพ.สฤษดิ์ ศรีนุกูล และอีก 2 คนเป็นตัวแทนจากฝ่ายนปช. คือ นพ.เชิดชัย ตัยติศิรินทร์ และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว


(ที่มา เดลินิวส์, 28 กุมภาพันธ์ 2554)

ค้าน “ซูเปอร์สกายวอล์ก” หวั่นผลาญภาษี

ที่มา ประชาไท

นายกสมาคมต้านสภาวะโลกร้อน" ออกแถลงการณ์ถึงผู้ว่า กทม. ตั้งข้อสังเกตโครงการทางเดินลอยฟ้า 50 กิโลเมตร ใช้งบตกกิโลเมตรละ 300 ล้าน สูงกว่าโครงการที่กำลังก่อสร้างกว่า 5 เท่า เตือนให้ระวังทัศนอุจาด แนะจัดระเบียบทางเท้า ติงทำไมปล่อยให้พ่อค้าแม่ค้ามายึดแทนที่คนกรุงเทพ 5.7 ล้าน จะได้ใช้สัญจร

หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2554 นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้ออกแถลงการณ์ ถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเรื่อง “คัดค้าน กทม.ผุดทางเดินลอยฟ้า: นโยบายผลาญภาษีประชาชน” โดยมีรายละเอียดของแถลงการณ์ดังนี้

แถลงการณ์สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
ถึง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
คัดค้าน กทม.ผุดทางเดินลอยฟ้า : นโยบายผลาญภาษีประชาชน

กรณีที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่า กทม. ได้ออกมาเปิดตัวโครงการว่า กทม.มีแผนก่อสร้างโครงข่ายทางเดินลอยฟ้า หรือซูเปอร์สกายวอล์ก (Super Sky Walk) ระยะทางรวม 50 กม. เพื่อให้คนกรุงเทพฯมีทางเดินลอยฟ้าที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง โดยจะแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกมีระยะทาง 16 กม. วงเงินค่าก่อสร้างประมาณ 5,200 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนมี.ค.นี้ ใช้เวลาก่อสร้าง 18 เดือน กำหนดแล้วเสร็จปี 2555 และระยะที่สองมีระยะทาง 32 กม. วงเงินค่าก่อสร้าง 10,000 ล้านบาท คาดจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2555 แล้วเสร็จปี 2557

และต่อมานายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม.ออกมาแจงเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ กทม. เปิดตัวโครงข่ายซูเปอร์สกายวอล์กหรือทางเดินลอยฟ้าระยะทางรวมกว่า 50 กม.ทั่วพื้นที่กทม.เพื่อความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางของประชาชนสู่ระบบขนส่งมวลชนต่าง ๆ แล้วนั้น ล่าสุด กทม.ได้ขยายผลโครงข่ายดังกล่าว โดยได้รับความร่วมมือกับภาคเอกชนในการลงทุนก่อสร้างทางเดินเท้าลอยฟ้าเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มผู้ประกอบการย่านราชประสงค์และประตูน้ำ ศูนย์การค้าแพลทินัมตอบรับข้อเสนอลงทุนเอง 100% โดยจะมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ในช่วงเดือน พ.ค.นี้ เบื้องต้นรูปแบบทางเดิน จะเชื่อมโยงตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสชิดลม ผ่านแยกราชประสงค์มุ่งหน้าไปยังคลองแสนแสบ ถนนราชดำริ ต่อเนื่องไปจนถึงศูนย์การค้าแพลทินัม รวมระยะทางประมาณ 500 เมตรนั้น

สมาคมฯ มีข้อสังเกตว่าการก่อสร้างทางเดินลอยฟ้าระยะทาง 50 กม. ของ กทม.ใช้งบประมาณค่อนข้างสูง หรือเฉลี่ยกิโลเมตรละกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งหากเปรียบเทียบข้อมูลการก่อสร้าง จะเห็นว่าบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินโครงการก่อสร้างทางเดินลอยฟ้าใต้แนวเส้นทางรถไฟฟ้าช่วงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-แบริ่ง รวมระยะทาง 17 กม. ใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยกิโลเมตรละ 58.82 ล้านบาทเท่านั้น แต่ทางเดินลอยฟ้าใหม่นี้ทำไมแพงกว่าถึง 5 เท่า และเงินที่นำมาใช้ก่อสร้างเป็นเงินจากภาษีของประชาชน ไม่ใช่เงินส่วนตัวของนายสุขุมพันธ์หรือของนายธีระชน ที่คิดอยากจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ ที่สำคัญโครงการผลาญเงินดังกล่าวสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินดังกล่าวแล้วหรือไม่อย่างไร

ประเด็นปัญหาที่ยกมาวิพากษ์ในวันนี้ นอกจากจะเรื่องงบประมาณที่สูงเกินเหตุแล้ว แต่ขอตั้งข้อสังเกตอีกประการถึงความเหมาะสมของการสร้างทางเดินลอยฟ้าในพื้นที่เมืองว่าเหมาะสมแล้วหรือไม่ ประการใด เหตุใดจึงจ้องแต่จะเพิ่มสิ่งก่อสร้างที่เป็นอุจจาดทัศน์ (Visual Pollution) ให้กับเมืองกรุงเทพฯเข้าไปอีก ทำไมไม่กลับไปจัดการทางเดินเท้าที่เป็นสมบัติสาธารณะของคนไทยและคนกรุงเทพฯ ทุกคนให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ ทำไมปล่อยให้มีแม่ค้า-พ่อค้าแผงลอย ทั้งตัวจริงตัวปลอม มายึดพื้นที่ทางเท้าเต็มกันไปหมดทั้งบ้านทั้งเมืองล่ะครับ แถมยังเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาลในโครงการประชาวิวัฒน์ในการขยายจุดผ่อนผันเพิ่มให้กับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้เพิ่มเข้าไปอีกกว่า 280 จุดอีก ขอถามหน่อยว่าพื้นที่สาธารณะทางเท้าเหล่านี้เป็นของนายสุขุมพันธ์หรือของนายธีระชนหรือของนายกรณ์หรือของนายอภิสิทธิ์หรืออย่างไร

ปัญหาดังกล่าว กทม.หมดปัญหาที่จะแก้ไขปัญหาทางเท้า ก็เลยยึดทางเท้าซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ของคนกรุงเทพฯทั้ง 5.7 ล้านคนไปประเคนให้กับพ่อค้าแม่ค้าไม่ถึง 10,000 รายได้สร้างประโยชน์และผลกำไรมาจ่ายเทศกิจหรือกทม.ในรูปของค่าธรรมเนียมเท่านั้นหรือ ขอถามหน่อยว่าสิทธิของคนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ที่เขาต้องใช้ทางเท้าในการสัญจรไปมาหายไปไหน แล้วเขาเหล่านั้นเสียภาษีให้ กทม.ไปเพื่อการใด

แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 43 ระบุไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน เมื่อโครงการดังกล่าวอยู่ในข้อยกเว้น กทม.จึงไม่มีอำนาจที่จะกระทำโครงการดังกล่าวได้แต่อย่างใด

นอกจากนั้นในหมวดที่ว่าด้วยหน้าที่ของชนชาวไทย มาตรา 74 ยังระบุไว้ชัดเจนว่าบุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมอำนวยความสะดวกและให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี แล้วการที่ กทม.ทำโครงการนี้นั้นเป็นการรักษาผลประโยชน์ต่อส่วนรวมตรงไหน

แต่สิ่งที่กทม.กำลังดำเนินการอยู่นี้ท้าทายต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่ง ถือว่าเป็นการเอาสมบัติสาธารณะมามอบให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลหรือเอกชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้แสวงหาประโยชน์ หรือเพื่อผลประโยชน์ของเอกชน ให้กับบริษัทห้างร้านสรรพสินค้า เพื่อให้ลูกค้าสะดวกในการเดินเข้ามาใช้บริการธุรกิจของตนฝ่ายเดียว หรือประโยชน์ของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ที่ได้ใจต่อกลุมผู้ค้าฝ่ายเดียว แต่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายให้เกิดขึ้นกับประชาชนผู้ใช้ทางเท้าอันเป็นสมบัติสาธารณะอย่างชัดแจ้ง

ประเด็นดังกล่าว สมาคมฯเห็นว่ากทม. ดำเนินงานตามนโยบายที่ขัดต่อกฎหมาย ขาดกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างถนนคนเดินลอยฟ้าเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ส่วนถนนทางเดินเท้าด้านล่างที่มีอยู่ก็จะถูกนำไปจัดสรรให้กับพ่อค้า-แท่ค้าแผงลอยได้ใช้ประโยชน์กันเต็มบ้านเต็มเมือง และกทม.ก็จะใช้เป็นข้ออ้างว่าไม่มีทางเดินเท้าที่โล่งเดินสบายบนทางเท้าเดิม ๆ ให้ประชาชนเดินได้ จึงต้องตั้งงบประมาณที่แสนแพงมาก่อสร้างหรือจัดทำทางเท้าลอยฟ้าให้เต็มบ้านเต็มเมืองเต็มไปหมดได้อีก ที่สำคัญการทำทางเดินเท้าลอยฟ้าดังกล่าวถือว่าเป็นส่วนหนึ่งหรือส่วนขยายของระบบขนส่งมวลชน ซึ่งต้องเขียนไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสียก่อน แต่เมื่อสมาคมฯตรวจสอบแล้วไม่มีปรากฏหรือเขียนไว้เลย จึงเข้าข่ายผิดต่อ พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 โดยตรง ซึ่งไม่สามารถกระทำได้โดยทันที

สมาคมฯ จึงใคร่เรียนมายังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและรัฐบาล เพื่อทบทวนหรือยุติโครงการทั้ง 2 ดังกล่าวเสียหรือดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อน หาก กทม.เพิกเฉยและยังคงจะดำเนินโครงการทั้งสองนี้ต่อไป สมาคมฯไม่มีหนทางอื่นใดที่จะยุติโครงการดังกล่าวได้ นอกจากการพึงกระบวนการศาลปกครองเท่านั้น

ประกาศมา ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554

นายศรีสุวรรณ จรรยา
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

“2012” ประเทศไทย

ที่มา ประชาไท

มีปัญหาคณิตศาสตร์ที่น่าสนใจในปัจจุบันกลุ่มหนึ่ง คือ ระบบซับซ้อน (complex system) ผมจะมาแนะนำในภาษาของตนเองที่ไม่ใช่ผู้ชำนาญการ เพื่อนำเรื่องนี้เข้าสู่ปัญหาสังคมการเมืองไทยในปัจจุบัน โดยเริ่มจากตัวอย่างแรกของระบบประเภทนี้ คือ ระบบเคออส (chaotic system) ที่เป็นระบบเคลื่อนที่ชนิดหนึ่ง ซึ่งบางครั้งมีกลไกการเคลื่อนที่แบบง่ายๆ แต่กลับก่อให้เกิดผลการเคลื่อนที่อย่างสลับซับซ้อน กล่าวคือ ถึงแม้ว่าจะพยายามติดตั้ง (set) ให้ระบบประเภทเดียวกันเริ่มต้นเคลื่อนที่ให้คล้ายกันมากเพียงใด แต่ความแตกต่างเล็กน้อยที่จุดเริ่มต้นจะก่อให้เกิดผลพวงที่แตกต่างกันอย่างมากตามมา เช่น การเคลื่อนที่ของกระแสน้ำ สามารถเกิดการปั่นป่วน (turbulence) ได้หลายรูปแบบ, ระบบภูมิอากาศ ที่การก่อกวนระบบเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดผลขนาดใหญ่ เช่น พายุ เป็นต้น ที่เรียกกันว่า ผลของปีกผีเสื้อ (butterfly effect)

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ แฟรกทอล (fractal) ซึ่งเป็นระบบรูปร่างเรขาคณิตชนิดหนึ่ง ที่อาจมีกฎเกณฑ์ในการประกอบรูปร่างที่ไม่ซับซ้อน แต่กฎเกณฑ์เหล่านั้นจะก่อให้เกิดแบบแผนในลักษณะที่ว่า เมื่อมองจากภาพใหญ่ก็เห็นแบบแผนชนิดหนึ่ง และเมื่อมองจากส่วนย่อย ก็จะเห็นแบบแผนลักษณะเดียวกันหรือคล้ายกัน ซึ่งไม่ว่าจะใช้แว่นขยายส่องไปถึงส่วนย่อยระดับใด ก็จะยังคงเห็นแบบแผนลักษณะนั้นอยู่ เช่น กะหล่ำดอก (cauliflower หรือ broccoli) ไม่ว่ามองภาพดอกกะหล่ำทั้งหัว หรือหักกิ่งเล็กๆ ของดอกกะหล่ำออกมา ก็จะยังคงเห็นรูปร่างในแบบแผนเดียวกัน

และถ้าระบบแฟรกทอล มีการเคลื่อนไหวแบบเคออส ล่ะ ก็จะสามารถก่อกำเนิดแบบแผนใหม่ๆ หรือความสัมพันธ์ใหม่ๆ ขึ้นมาได้มาก ที่เรียกว่า การอุบัติขึ้น (emergence) ถึงแม้ว่าในระดับจุลภาคมีกลไกเกาะเกี่ยวหรือความสัมพันธ์กันแบบง่ายๆ แต่ก็สามารถก่อกำเนิดแบบแผนใหม่ๆ ในระดับมหภาค ที่สามารถส่งผลต่อทั้งระบบอย่างมหาศาล เปรียบได้กับ มดแดงตัวเล็กๆ แต่ละตัว ที่เรียบง่าย ทำอะไรได้น้อย แต่เมื่อรวมกันเป็นล้านตัวก็สามารถเกาะเกี่ยวกันสร้างสะพาน สร้างรัง ขนย้ายเหยื่อขนาดใหญ่ หรือบ่อนเซาะตึกทั้งตึกได้ (ขอขอบคุณผู้ที่แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องนี้กับผม)

ผมกำลังกล่าวถึง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเริ่มยกตัวอย่างจาก เวบบอร์ด ซึ่งเป็น “โลกเสมือนจริง” ที่ให้แต่ละคนเข้ามาแชร์แลกเปลี่ยนกัน -> เมื่อเวบบอร์ดบางแห่งมีคนนิยม ก็มีคนสร้าง เวบท่า ขึ้นมารวบรวมเวบบอร์ดยอดฮิตหลายๆ อัน -> เมื่อระบบเครือข่ายเครื่องคอมพิวเตอร์เติบโตขึ้น ก็มีพื้นที่ให้ทุกๆ คนสร้างเวบบอร์ดของตนเอง -> เมื่อระบบ search engine เติบโตขึ้น ก็มีพื้นที่ให้เกิดเวบที่สามารถนำ “เวบบอร์ด” ของทุกๆ คนมาเชื่อมต่อกัน นั่นก็คือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) เช่น Facebook นั่นเอง -> . . .

กลไกพลวัตของระบบนี้ก็คือ เมื่อที่แห่งใดมีคนนิยม ทุกคนก็พร้อมไปผูกติด (link) เกิดปม (node) ต่างๆ ขึ้น บางปมเล็ก บางปมใหญ่ และปมใหญ่ๆ ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น แล้วสร้างปมเล็กๆ ต่อๆ มาอีก เมื่อมีเหตุให้ปมใหญ่ยุบตัวลง ทุกคนก็พร้อมที่จะไป link กับปมใหญ่อื่นๆ เหมือนกับโรงเรียนฮอกวอร์ทส์ในนิยายและภาพยนตร์เรื่อง แฮร์รี พอตเตอร์ ที่บันไดและเส้นทางต่างๆ ในโรงเรียนเคลื่อนไหวได้ เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ตลอดเวลา เครือข่ายสังคมออนไลน์เปรียบได้กับลวดลายของใบไม้ ในระดับเล็ก ปมต่างๆ ก็มีเครือข่ายเชื่อมโยงกัน และในระดับใหญ่ ปมใหญ่ๆ ก็มีเครือข่ายเชื่อมโยงกัน ดังนั้นถ้าเราเริ่มต้นจากปมเล็กปมหนึ่ง ต้องการเชื่อมต่อไปยังปมที่ยังไม่เคยเข้าไป ใช้เพียงแค่ “3 ต่อ” เท่านั้น กล่าวคือ ผ่านเพียงแค่ไม่กี่ links ก็สามารถเข้าถึงปมที่แปลกที่สุด radical ที่สุดได้ และระบบซับซ้อนนี้ก็พร้อมแล้วที่จะอุบัติสิ่งต่างๆ ขึ้นและส่งผลต่อระบบทั้งหมดอย่างมหาศาล!!

หลายสิบปีที่ผ่านมา “รัฐ” ควบคุมคนโดยใช้อุดมการณ์ แปรเป็นรูปธรรมผ่าน ระบบวินัย เช่น ประเพณี ธรรมเนียม กฎหมาย มีเจ้าหน้าที่ ตำรวจ กองทัพ ใช้อำนาจหน้าที่พิทักษ์รักษา รวมถึงการโฆษณาชวนเชื่อทางอุดมการณ์ ผ่านสื่อ สิ่งพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ และการปลูกฝังการศึกษา ให้ทุกคนในสังคมก็ช่วยกันพิทักษ์ปกป้องควบคุมกันเอง แต่บัดนี้การอุบัติตัวอย่างรวดเร็วของเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่การปิดกั้นเป็นไปได้ยากและไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ สิ่งเก่าๆ เริ่ม leak ทรุดตัวลง แม้แต่หลักการต่างๆ พื้นฐานต่างๆ และสถาบันต่างๆ ที่เคยมั่นคงยืนยงก็อ่อนยวบ ยุบตัวลง

นับตั้งแต่ขบวนการเสื้อแดงฟื้นตัวหลังจากที่กลไกจัดตั้งต่างๆ ถูกทำลายลงในช่วง 19 พ.ค. 2553 ก็เกิดภาพขบวนการที่ชัดเจนขึ้นว่าเป็น “ขบวนการไร้หัว” เปรียบเสมือนกับ “เครือข่ายใยแมงมุม” (ขอขอบคุณผู้เสนอคำและ concept เหล่านี้) ที่มีปมชนิดต่างๆ เป็นตัวปั๊มพลังมวลชนกระจายอยู่ทั่วโครงตาข่าย ผู้ที่เข้ามา เช่น ใส่เสื้อมายืน ก็อาจเป็นเพราะรับไม่ได้กับสองมาตรฐาน แต่ภายในไม่กี่ต่อ (links) ก็สามารถเข้าถึงส่วนที่ radical ที่สุดได้ หลายปีที่แล้วมีสถานีวิทยุชุมชน แต่ถึงทุกวันนี้ ใครๆ ก็สามารถตั้งสถานีวิทยุของตนเองได้ เช่น สถานีวิทยุอินเตอร์เนต แล้วการสนับสนุนมาจากไหน ก็สามารถมาจากทั้งเครือตาข่าย แกนนำนปช. มีความหมายน้อยลง กล่าวคือ มีบทบาทแค่คอยจัด event ขึ้น ให้ทุกคนมาแสดงพลังของตนเอง ส่วนพรรคเพื่อไทย แม้ว่าในปัจจุบัน “ไร้หัว” ที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วกัน แต่ก็มีฐานมวลชนที่แน่นแฟ้นใหญ่โตนัก ถ้ามองในอีกด้านหนึ่งของโลก การเมืองในประเทศตะวันออกกลางที่ผูกขาดอำนาจโดยกลุ่มชนชั้นนำบางกลุ่มมานานนับ 20-30 ปี ก็ถูกเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งในการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ก่อให้เกิดการสั่นกระเพื่อมทั่วทั้งตะวันออกกลาง (link ที่น่าสนใจ: AlJazeeraEnglish, Empire - Social networks, social revolution: http://www.youtube.com/watch?v=441HJTSUpXw)

อนึ่ง ผมไม่ได้คิดว่า การเปลี่ยนสถานะการเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อแดงเกิดจากเครือข่ายสังคมออนไลน์มีบทบาทสำคัญเพียงประการเดียว เพราะแม้แต่ชนบทรากฐานของเสื้อแดงก็เปลี่ยนแปลงอย่างมากเช่นกัน เช่น จากเกษตรกรรายย่อยเปลี่ยนไปเป็นอุตสาหกรรมของการทำการเกษตร แรงงานสามารถเคลื่อนย้ายทั่วประเทศและทั่วโลก การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถมีกลุ่มใดหาข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำต่างๆ ได้โดยง่าย ส่วนที่เปลี่ยนช้าที่สุดกลับเป็นกลุ่มชนชั้นกลาง ปัญญาชน ที่มีชีวิตค่อนข้างมั่นคงและได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมน้อย

การเปลี่ยนแปลงที่เหมือนแผ่นดินไหวทรุดยวบลงในภาพยนตร์เรื่อง “2012” และในปี 2012 ก็จะยิ่งเปลี่ยนแปรไปมากกว่านี้ ในมุมมองผม ระบบพื้นหลังต่างๆ ไม่ได้พังทลายสูญหายไป แต่เป็นการเปลี่ยนแปร (transformation) ไปต่างหาก เช่น จาก A เป็น B ประชาชนก็ยังเป็นกลุ่มเดิมหรือคนเดิม แต่เปลี่ยนความสัมพันธ์แบบใหม่ โดยประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวจะสร้างรากฐานใหม่ๆ ขึ้นมาเอง บางคนเคยมองเห็นแต่แบบ A ไม่เคยพิจารณาแบบ B จึงรู้สึกว่าพังทลายไป หากสถาบันต่างๆ ต้องการอยู่รอดและยังคงนำบทบาท ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างมากหรือสิ้นเชิงเพื่อปรับให้เข้ากับระบบใหม่แบบ B แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ตามปกติจะเป็น การเปลี่ยนแปลงแบบแทนที่ ก็ตาม เช่น เมื่อถางป่าทิ้ง ก็มีพืชบุกเบิกอย่างหญ้าคาขึ้น แต่ต่อมาก็มีไม้พุ่ม เช่น ต้นตะขบขึ้นแทนที่หญ้าคา แล้วป่าใหญ่ก็ค่อยเข้ามาแทรกและแทนที่ป่าตะขบ พืชรุ่นเดิมไม่สามารถเติบโตขึ้นเป็นพืชรุ่นใหม่ แต่ถ้าพืชรุ่นเดิมต้องการนำบทบาท มีแต่ต้องวิวัฒนาการแบบพืชรุ่นใหม่

แล้ว “การปฏิวัติของประชาชน” ล่ะ? ซึ่งเป็น concept ที่สามารถก่อให้เกิดความรุนแรง เช่น ระดับขั้นต้น คือ การปราบปราม มาถึงทุกวันนี้แล้ว ก็ทำได้แต่หนุนเข้าไปเพื่อให้พลังอย่างใหม่ขยายตัวจนสุดทางหรือถึงขีดจำกัด ของมัน โดยช่วยกันส่งผ่านข้อมูลและวิจารณ์ๆๆ บทบาทของทุกฝ่าย เพื่อให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างสันติวิธีมากที่สุด เพราะถ้ายังห่างไกลจากสถานะคู่คี่ก้ำกึ่ง หรืออยู่ในระดับที่ยังปราบปรามได้ การปราบปรามก็สามารถมีต่อไป ก็จะยิ่งเกิดความรุนแรง แต่ถ้าเลยจากสถานะคู่คี่ก้ำกึ่งจนมิอาจปราบปรามกันได้แล้ว ทุกฝ่ายก็จะปรับตัวกับยุคสมัยใหม่

และในระดับขั้นต่อไป เช่นว่า “ภายหลังการปฏิวัติประชาชน” (แค่สมมุตินะครับ) หลายท่านกังวลถึงการ “การพิทักษ์การปฏิวัติ” ในทำนองว่าอาจเกิดการทำลาย “ฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติ” เพื่อพิทักษ์ concept การปฏิวัติให้คงอยู่ ซึ่งเป็นด้านกลับของ “การล่าแม่มด” ผมคิดว่ายุคสมัยนี้ ไม่มีใครสามารถสร้างทฤษฎีพิมพ์เขียวหรืออุดมการณ์หรือความศรัทธาเช่นนั้นได้ ต่อให้มีใครทำได้ สิ่งต่างๆ เช่น “Facebook” จะทำให้มันล้าสมัยไปภายใน 2 ปี ดังนั้นเมื่อถึงตอนนั้น “คนเสื้อแดง” ก็กลับไปทำมาหากินครับ (ขอบคุณสำหรับผู้ที่เสนอทัศนะทำนองนี้แลกเปลี่ยนกับผม)

สื่อใหม่ สังคมใหม่ การเมืองใหม่?

ที่มา ประชาไท

ตามทฤษฎีการสื่อสาร หากเทคโนโลยีสื่อเปลี่ยน ลักษณะของการสื่อสารก็จะเปลี่ยนตาม ท้ายที่สุดก็จะส่งผลให้ระดับสังคมเปลี่ยนไปด้วย “Dk_toM” จึงส่งบทความมาตั้งคำถามว่า การเกิดขึ้นของ “สื่อใหม่” นั้นจะส่งผลอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในส่วนของ “สังคมและการเมือง”

ชื่อของแม็คลูฮาน (Mcluhan) อาจไม่เป็นที่คุ้นหูนักสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับในแวดวงวารสารศาสตร์แล้ว ชื่อของเขาถือเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักทฤษฎีสื่อสารมวลชนคนสำคัญ โดยเฉพาะกับคำกล่าวของเขาที่ว่า “เพียงแค่ตัวสื่อก็เป็นสารแล้ว” (Medium is the Message)

ในแบบจำลองการสื่อสารพื้นฐานนั้น ถือว่าการสื่อสารต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 4 อย่างคือ ผู้ส่งสาร (Sender) สาร (Massage) สื่อ (Medium) และผู้รับสาร (Reciever) โดยสื่อนั้นจะทำหน้าที่เป็นช่องทางในการส่งและลำเลียงสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร แต่สำหรับแม็คลูฮานแล้ว สื่อหาได้ทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางไม่ แต่ยังส่งผลถึงตัวเนื้อหาสาร รวมถึงตัวผู้ส่งสารและผู้รับสารอีกด้วย หากเทคโนโลยีสื่อเปลี่ยนไปแล้ว ลักษณะของการสื่อสารก็จะเปลี่ยนตาม และท้ายที่สุดก็จะส่งให้ในระดับสังคมเปลี่ยนไปด้วย แนวคิดนี้ในวงวิชาการวารสารศาสตร์ถือเป็นส่วนหนึ่งของ “ทฤษฎีเทคโนโลยีสื่อสารเป็นตัวกำหนด” (Communication Technology Determinism)

ตัวอย่างที่มักถูกอ้างถึงคือ เมื่อกูเตนเบิร์กคิดค้นแท่นพิมพ์โลหะแบบเรียงพิมพ์ได้ในปี ค.ศ.1456 ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลหรือหนังสือเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น เป็นผลให้ระบบรวมศูนย์อำนาจที่คริสตจักรแต่เดิมต้องล่มสลายลง

คำถามที่น่าสนใจก็คือ หากลักษณะสื่อที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบต่อสังคมแล้ว การเกิดขึ้นของ “สื่อใหม่” นั้นจะส่งผลอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในส่วนของ “สังคมและการเมือง”

คำว่า “สื่อใหม่” นี้แม้ในปัจจุบันนี้จะยังไม่มีขอบเขตการนิยามที่แน่ชัด แต่เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่าหมายถึงสื่อดิจิตอล [1] ซึ่งเป็นสื่อที่สามารถแสดงผลเป็นเลขฐานสองคือ 0 กับ 1 ได้ (Numerical Representation) โดยสื่อดิจิตอลที่ถือว่ามีบทบาทและอิทธิพลในการสื่อสารมากที่สุดในปัจจุบัน ก็คือสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อที่เกิดขึ้นในเครือข่ายการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์แบบหนึ่งที่เรียกว่า “อินเทอร์เน็ต”

จากจุดกำเนิดเพื่อการวิจัยทางการทหาร เมื่อ ปี ค.ศ.1969 ก่อนจะเปิดเอกชนให้เข้าใช้ได้ในปี ค.ศ.1988 เพียงชั่วระยะเวลาแค่ 2 ทศวรรษ อินเทอร์เน็ตได้กลายมาเป็นสื่อหนึ่งที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดและทรงอิทธิพลอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการพัฒนาแนวคิด Web 2.0 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ที่เปลี่ยนแปลงเว็บไซต์ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว (อ่านได้อย่างเดียว) มาเป็นเว็บไซต์ที่ผู้ใช้มีส่วนร่วมสามารถโต้ตอบกับผู้ให้บริการหรือระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเองได้ ซึ่งต่อมาได้พัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นบริการ Web Service หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกระดานข่าว (Web board) ห้องสนทนา (Chartroom) บล็อก (Blog) รวมไปถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) ทั้งหลายแหล่

คุณสมบัติสำคัญของสื่อออนไลน์นอกจากความรวดเร็วแล้ว ก็คือการที่ทำให้ผู้ส่งสารสามารถทำการ “สื่อสารมวลชน” (Mass Communication) ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลางอย่าง “สื่อมวลชน” (Mass Media) อีกต่อไป เราสามารถส่งสารอะไรก็ที่อยากส่งไปยังผู้รับจำนวนมากได้ ในขณะที่ถ้าเป็นสื่อมวลชน สารของเราอาจถูกคัดทิ้งได้ด้วยเหตุผลด้านข้อจำกัดพื้นที่ข่าวหรือนโยบายของสื่อนั้นๆ

ขณะเดียวกันอินเทอร์เน็ตยังทำให้ผู้ใช้เกิดความ “กล้า” ในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เพราะคิดว่าปลอดภัย ไม่มีผลต่อชีวิตจริง เนื่องจากไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นใคร หรือหากต้องการจะรู้ก็ไม่ง่ายนัก ลักษณะเช่นนี้เมื่อผนวกรวมกับการที่รัฐยังไม่สามารถเข้ามาควบคุมได้อย่างเต็มที่ เหมือนสื่อประเภทอื่นๆ เนื่องจากยังก้าวไม่ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอินเทอร์เน็ต เหล่านี้ทำให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสื่อที่ทรงพลังและส่งผลถึงสังคมในแง่ต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ “สังคมและการเมือง”

ผลที่ว่ามีทั้งที่ดีและไม่ดี ส่วนดีคือสื่อออนไลน์ทำให้ข้อมูลข่าวสารไม่ถูกจำกัดการรับรู้ผ่านสื่อมวลชน (ซึ่งควบคุมโดยรัฐ) อีกต่อไป เกิดข้อมูลทางเลือกใหม่ๆ มากมาย ทั้งยังเสริมสร้างช่องทางในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วม จนหลายฝ่ายกล่าวว่านี่จะเป็นอีกแรงผลักดันหนึ่งในการพัฒนาสังคมและประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันด้วยความรวดเร็วของสื่อชนิดนี้ ก็ทำให้ผู้ใช้มุ่งแสดงออกอย่างรวดเร็ว จนขาดการพิจารณาไตร่ตรองสารอย่างรอบคอบ กลายเป็นปัญหาตามมาในหลายๆ กรณี

ด้านสื่อมวลชนเองก็จะประสบปัญหาด้านความน่าเชื่อถือ เนื่องจากถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐ (ที่น่าขันคือสื่อมวลชนเองก็โจมตีสื่อใหม่เหล่านี้ว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะขาดความเป็น “มืออาชีพ”) นอกจากนี้การที่สื่อมวลชนต้องนำเสนอสารแบบ “โดยรวม” เพื่อตอบสนองมวลชนที่หลากหลายให้มากที่สุด ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ายังตอบสนองความต้องการเฉพาะของพวกเขาได้เพียงพอ จึงเกิดการรวมกลุ่มในสังคมออนไลน์มากขึ้น ซึ่งก็ทำได้โดยสะดวก เพราะอินเทอร์เน็ตช่วยทลายข้อจำกัดด้านระยะทางไปให้ แต่ก็เกิดผลข้างเคียงคือ คนมุ่งจะฝังตัวเองอยู่กับเฉพาะกลุ่ม และไม่รับข้อมูลข่าวสารจากนอกกลุ่มอีกเลย จนสุดท้ายอาจลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม และหลายครั้งที่ความขัดแย้งนี้หลุดออกมาในโลกแห่งความเป็นจริงด้วย

ไม่ว่าจะดีหรือร้ายอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตก็ได้ทำให้เกิดสังคมและการเมืองแบบ “ใหม่” และมีทีท่าว่าความเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่หยุดลงง่ายๆ เพราะผลสถิติของ www.internetworldstats.com ซึ่งรวบรวมสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก พบว่าในปี ค.ศ. 2010 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกประมาณ 1,966 ล้านคน แม้จะคิดเป็นแค่ร้อยละ 28.7 ของประชากรทั้งโลกที่มีเกือบ 7 พันล้านคน แต่เมื่อเทียบกับสถิติเมื่อปี ค.ศ. 2000 ที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพียงประมาณ 360 ล้านคน จะพบว่าจำนวนผู้ใช้เพิ่มสูงขึ้นอย่างพุ่งพรวดภายในเวลาแค่ 10 ปี และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นแบบนี้ไปเรื่อยๆ อันจะทำให้อินเทอร์เน็ตเพิ่มบทบาทในการสื่อสารมากขึ้น และเปลี่ยนสังคมและการเมืองมากยิ่งขึ้น

คำถามคือ “เราจะรับมือกับความ “สิ่งใหม่ๆ” ที่จะเข้ามาในอนาคตนี้อย่างไร”

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(1-31มีนาคม):Cry Freedom

ที่มา Thai E-News


ตามหาเจ้าของภาพ-มีท่านผู้อ่านสอบถามว่า ทำไมข่าวยอดนิยมในหน้าแรกของเรา ถึงติดข่าวเหตุการณ์ 10 เมษาเลือด2553 ที่มีภาพสตรีเสื้อแดงยกผืนธงชาติขึ้นมาเช็ดน้ำตาอยู่ตลอด...คำอธิบายก็คือ เราใช้โปรแกรมอัตโนมัติของblogger.comในการจัดอันดับข่าวยอดนิยม จากจำนวนผู้อ่าน ให้บังเอิญว่าข่าวนี้มีผู้อ่านเฉพาะช่วงวันที่ 10 เมษายน 2553 ราวๆ200,000ครั้ง และพอหลังวันที่10เมษายนเป็นต้นมา ศอฉ.สั่งปิดกั้นไทยอีนิวส์มายาวนานจนบัดนี้ ทำให้ผู้อ่านเวลาจะเข้ามาไทยอีนิวส์ที่ไปผ่านการค้นหาทางgoogleเลยต้องเจอข่าวนี้ก่อน และใช้เป็นทางลัดเข้าบ้านไทยอีนิวส์...ข่าวนี้ก็เลยติดชาร์ตยอดนิยมมาโดยตลอด

เรายังไม่ทราบว่าสตรีคนนี้เป็นใคร หากเจ้าตัวหรือญาติมิตรจะยินดีแจ้งมาจะดีมากๆ เราอยากถามว่า เหตุการณ์นี้ในวันที่ 10 เมษายน 2553 ณ นาทีที่ช่างภาพกดชัตเตอร์ติดภาพนี้ท่านอยู่ตรงไหน ในสถานการณ์ใด และผ่านไปเกือบปีท่านผ่านอะไรมาบ้าง และเวลานี้คิดเห็นอย่างไรต่อสถานการณ์บ้านเมือง รวมทั้งความมุ่งหวังต่ออนาคตของประเทศเรา กรุณาตอบกลับมาที่ thaienews99@googlegroups.com ขอขอบคุณล่วงหน้า***


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
1-31 มีนาคม 2554

***คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันที่ 1-31 มีนาคม 2554 เดือนนี้มีนัยสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย เพราะเมื่อปีที่แล้วการเริ่มต้นลุกขึ้นสู้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม ก่อนจะไปจบลงในวันที่ 19 พฤษภาคม ยกที่สามกำลังจะเริ่มต้นในเดือนนี้***

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง นำเสนอกิจกรรม ข่าวคราวแวดวงคนเสื้อแดง และผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ไม่ตอหลดตอแหลสะดีดสะดิ้นกันตามเคย ..หากมีข่าวคราวใดๆก็ช่วยกันส่งมาเผยแพร่ และหากมีข่าวกิจกรรมอะไรที่เราไม่ได้เสนอ ไม่ได้แปลว่าไทยอีนิวส์เลือกที่รักมักที่ชัง แต่เพราะเรา"ตกข่าว" (นี่ว่ากันตรงๆไม่ต้องมีฟอร์ม เพราะพวกเรามันคนกันเองทั้งนั้น)

หากเห็นว่าไทยอีนิวส์ตกข่าว ก็รบกวนส่งมาซ่อมได้ ไม่มีปัญหา ทางอีเมล์เดิมๆ thaienews99@googlegroups.com ไม่คิดค่าลงข่าว แต่ขอแรงหน่อย ช่วยกันกระจายต่อไป เผื่อใครเขาตกข่าว จะได้มีเพื่อนร่วมแดงกันเยอะๆ ***

***วิธีอ่านข่าวสังคม โปรแกรมกิจกรรม ให้อ่านเรียงลงไปเรื่อยๆ เราจะนำเสนอกิจกรรมเรียงตามลำดับวันตั้งแต่ 1 มีนาคมไปยันสิ้นเดือน โดยจะมีการอัพเดตเพิ่มเติมเข้ามาเป็นระยะทุกๆวันตามข่าวคราวกิจกรรมจำนวนครั้งที่เพิ่มขึ้น หากมีภาพหรือคลิปงานที่จัดไปแล้วก็จะนำมาลงให้ดูตรงปฏิทินวันงานจ้า...มีคนถามว่าทำไมข่างสังคมยาวววววววววววววววจังเลย เอ๊า!ก็คนเสื้อแดงเค๊าขยันหนะคร๊าบ***

***ไทยอีนิวส์ขออนุญาตใช้พื้นที่อันมีค่าของท่านผู้อ่านแจ้งเรื่อง"ส่วนตัว" เนื่องจาก 1 ในทีมข่าวไทยอีนิวส์มีความจำเป็นต้องเดินทางลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ จากการคุกคามของกฎหมายบางมาตรา และอยู่ระหว่างตกระกำลำบาก หากมิตรสหาย,ท่านผู้อ่านที่สะดวก และไม่สร้างภาระให้ท่าน สามารถให้ความอนุเคราะห์ได้โดยบริจาคผ่านบัญชีชื่อ Thai E-News ธนาคาร Citi Bank,USA เลขที่บัญชี 322271724-40038202434 (ขออนุญาตไม่รบกวนสำหรับท่านที่ช่วยบริจาคแล้วเป็นภาระทางการเงินกับท่านทุกกรณี) และขอแจ้งให้ทราบว่า ไทยอีนิวส์ยังจะดำเนินงานไปตามปกติ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม***
***เชิญเยี่ยมให้กำลังใจและแสดงมิตรไมตรีต่อสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำแดงสยาม ผู้เอาตัวเข้าแลกกับการรณรงค์ยกเลิกมาตรา112และปฏิรูปสถาบันให้เป็นสถาบันสมัยใหม่แบบเดียวกับญี่ปุ่น-อังกฤษที่เรือนจำคลองเปรม โดยทางเรือนจำขอให้ผู้เข้าเยี่ยมยื่นความจำนงเข้าเยี่ยมทุกวันราชการ เวลา10.00 น. โดยให้มีบัตรแสดงตนไปด้วย จากนั้นจะเปิดให้เยี่ยมในเวลา 11.00น.สิ่งของเยี่ยมดีที่สุดคือเงินสดตามแต่กำลังของแต่ละท่าน คุณสุรชัยจะได้นำไปใช้จ่าย หรือแบ่งปันเพื่อนร่วมต้องขัง หรือจะเป็นหนังสือไว้อ่านแก้เหงาก็ดี หากให้ดีก็จัดเวรยามไปกันวันละชุด...หากให้ดีกว่านั้นแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินควรแสดงท่าทีอะไรบ้าง ให้ดีสุดๆทีวีASIA UPDATEทื่เคยจัดกิจกรรมเยี่ยมแกนนำในคุก ก็หาโอกาสไปทำข่าวเสียบ้าง***

***เสียงจากแรมโบ้อีสาน-สุพร อัตถาวงศ์ ผมอยู่แดนไกลก็มิใช่สุขกายสบายใจอะไร..อยากกลับไปช่วยกันต่อสู้ให้ได้รับชนะโดยเร็ว จะแลกด้วยชีวิตผมก็ยอม ไม่เคยคิดละทิ้งอุดมการณ์สักนิดเดียวจะแลกด้วยชีวิตก็พร้อมแล้ว..

แต่พอมาเห็นพี่น้องคนเสื้อแดงออกมาว่ากันไปว่ากันมาพยายามโจมตีซึ่งกันและกันตลอดเวลา..ผมเสียใจมากมีอาการท้อใจเหมือนกัน..ทำไมพวกเราไม่ก้าวข้ามให้พ้น..ใครจะสู้แนวทางใหนมีความคิดสู้เช่นไรก็ปล่อยเขาเราไม่ว่ากัน..ขอเพียงให้พวกเราก้าวเดินถึงเป้าหมายและเส้นชัยที่วางไว้ร่วมกัน..นั่นคือประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง โดยไม่มีใครหรือพวกหน้าใหนมาใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบกลั่นแกล้งพี่น้องประชาชนเรา..ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง ใครจะมายิ่งใหญ่กว่าประชาชนไม่ได้..

หยุดเถอะนะครับ..พอเถอะนะครับพี่น้องของผมทุกท่าน..ผมขอกราบแทบเท้าทุกท่านงามๆด้วยใจจริง..ศัตรูของพวกเรามิใช่พวกเดียวกัน..ใครจะสู้ถึงแค่ใหน..ใครจะสู้สั้นอย่างไรใครจะสู้ยาวเพียงใด..ก็ถือว่ามีหัวใจเสียสละออกมาสู้แล้ว ต้องขอขอบคุณหัวใจพวกเขาด้วยด้วยซ้ำไป..จะมากจะน้อยก็ไม่ว่ากันสู้แค่ใหนก็มีน้ำใจที่ออกมาเสียสละร่วมกันเราไม่ว่ากัน..


ส่วนใครจะสู้ยาวร่วมกับพวกเราจนกว่าจะถึงวันเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยร่วมกับแรมโบ้ และพี่น้องเราอีกมากมายก็ขอกราบเรียนเชิญครับ..หยุดการต่อว่ากันเถิดนะครับ..อย่าให้พวกเราเสียขวัญกำลังใจไปมากกว่านี้อีกเลย...ฝ่ายอำมาตย์มันจะหัวเราะเยาะเราที่มันทำให้พวกเราแตกแยกกันได้ตรงตามแผนการของพวกมัน​ที่วางเกมส์ไว้..จงเข้มแข็งยืนหยัดอดทนมั่นคงจิตใจต่อไปนะครับสู้ไม่มีคำว่ายอมแพ้ครับ...ด้วยดวงจิตขอคารวะพี่น้องเราทุกคน..จากใจ"แรมโบ้ อิสาน"คนพลัดถิ่น***

***วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม เวลา 13.00น. ขอเรียนเชิญแกนนำ "กลุ่มคนเสื้อแดง" กลุ่มต่างๆในเขต 6 จังหวัดภาคตะวันตก ร่วมพบปะและร่วมประชุมกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวร่วมกัน ที่โรงแรมเวสเทิร์นแกรนด์ อ.เมือง จ.ราชบุรี รายละเอียดติดต่อ น.พ.พงษ์ศักดิ์ 081-8245196 ***

*** เสาร์5มีนาคม นปช.บางปลาม้าสุพรรณบุรีและนปช.ทั้งจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ขอเชิญพี่น้องคนรักประชาธิปไตยร่วมงาน “ตาสว่างทั้งแผ่นดิน” ณตลาดนัดเปิดท้ายอำเภอบางปลาม้าใกล้ปั๊มวัดลาดหอย ถนนสุพรรณ-บางบัวทอง อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป

รับประทานอาหารโต๊ะจีนโต๊ะละ 2,000 บาท เพื่อหารายได้สมทบทุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มีอาหารเครื่องดื่มฟรีสำหรับพี่น้องที่ไม่ได้ซื้อโต๊ะจีนนะครับ พบการปราศรัย โดย ดร.อภิวันท์ ดร.สุนัย อ.ธิดา ส.ส จตุพร พรหมพันธุ์ ดร.พระมหาโชว์ ผู้ปราศรัยทีมใหญ่ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน พร้อมศิลปินหัวใจสีแดงคับคั่ง

สอบถามข้อมูล 089-5149900 / 086-7622166 ขอเรียนเชิญพี่น้องมาร่วมสร้างพลังของคนรักประชาธิปไตย โดยพร้อมกันครับ***

***วิทยุชุมชนคนแท๊กซี่ประกาศระดมทุนตั้งสถานีใหม่ สู้อำมาตย์อีกครั้ง-หลังจากบอบช้ำ ล้มลุกคลุกคลาน ถูกปิด ถูกยกเครื่องส่ง ครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ในเมื่อความเป็นธรรมในบ้านเมืองยังหาไม่ได้ ไฉนเลยคลื่นแห่งความเป็นธรรมจะทนดูดายต่อไป ล่าสุดคุณแหม่ม พรีรันเนอร์ จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ถึงมิตรรักนักประชาธิปไตย ช่วยเบิ่งดูข่าวนี้จั๊กน๊อยแน๊....

วันเสาร์ที่ 5 มี.ค.54 สถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ระดมทุนซื้อเสาส่งสัญญาณขึ้นใหม่ โดยจัดโต๊ะจีน ณ สมาคมศิษย์เก่าอำนวยศิลป์(ประชาชื่น) ตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็นเป็นต้นไป โต๊ะละ 2,000 บาท ( 1 โต๊ะ 10 ที่นั่งเท่ากับ 200 บาทต่อ/คน ถูกกว่าไปกืนข้าวนอกบ้านที่อื่นเป็นไหนๆ) VIP โต๊ะละ 5,000 และ 10,000 บาท ติดต่อจองโต๊ะได้ที่ คุณเอ๋ 080-067-2299 ช่วยๆกันจ้า***

***ข่าวล่าว่ามีมือที่มองไม่เห็นกดดันให้สมาคมศิษย์เก่าอำนวยศิลป์ยกเลิกไม่ให้ใช้สถานที่แล้ว แต่งานยังไม่เลิก หาสถานที่ใหม่ได้จะแจ้งให้ทราบต่อไป***

***วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม เวลา 13.00 น.ถึง 1 ทุ่ม บก.ลายจุด ส่งเทียบเชิญชาววันอาทิตย์สีแดงมาร่วมงานเปิดบ้านกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ที่อิมฯลาดพร้าวชั้น5 หากมีหนังสือมือสองที่เกี่ยวกับการเมือง ประวัติศาสตร์ ทางกลุ่มยินดีรับบริจาค จะทำุมุมหนังสือ

***8มีนาคม นปช.ภาคตะวันตกจัดงานปราศรัยใหญ่และคอนเสิร์ตหาทุนช่วยเหลือนปช.ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม และหาทุนทำกิจกรรม นำทีมปราศรัยโดยนปช.ชุดใหญ่ พร้อมศิลปินเสื้อแดง คลิ้กดูรายละเอียดตามโปสเตอร์ด้านบน***

***8มีนา 100 ปีวันสตรีสากล-กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรีและคณะจัดงาน 100 ปี วันสตรีสากลเชิญร่วมงาน

1. ที่อนุสรณสถาน 14 ตุลา "หญิงไทยสร้างประวัติศาสตร์" เริ่มบ่ายโมง เป็นการเสวนา "ผู้นำแรงงานหญิงรุ่นบุกเบิก" ตามด้วยภาพยนต์ 2 เรื่อง--ชีวิตต่อสู้ของคนงานหญิงในระบบอุตสาหกรรม (หนังฝรั่ง)

2. นิทรรศการศิลปะโดยศิลปินหญิง ที่หอศิลป์เจ้าฟ้า ซึ่งจะเริ่มเย็น 6 มีค จนถึง 19 มีค

นอกจากนี้ยังมีการออกร้านขายสินค้าผลิตโดยพี่น้องในภาคเศรษฐกิจนอกระบบต่างๆ ที่ลานปรีดีฯ รวมทั้งวงดนตรี และการฉายวีดีทัศน์ ฯลฯ จึงขอเชิญชวนทุกท่านไปพิสูจน์หรือมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งใหญ่ระดับมหกรรมครั้งนี้***

***12 มีนาคม นชป.แดงทั้งแผ่นดินชุมนุมใหฯรำลึกครบรอบ 1 ปีการลุกขึ้นชุมใหญ่เป็นวันแรกเมื่อปี2553 ซึ่งจบลงด้วยเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 เราหวังว่าทุกฝ่ายจะได้บทเรียนอันทรงคุณค่าจากการนั้น โดยเฉพาะฝ่ายแกนนำของนปช.เอง***

ในโอกาสครบรอบ 1 ปี เราขอนำเพลงๆนี้ที่ยังกึกก้องอยู่ในใจคนมาให้ฟัง เป็นภาพเหตุการณ์เมื่อครั้งการเดินขบวนใหญ่ของเสื้อแดงเมื่อ 16 มีนาคม 2553 เราจะย้อนกลับไปสู่วันนั้นด้วยความคารวะต่อจิตใจกล้าต่อสู้กล้าเสียสละกล้าเอาชนะ ไม่กลัวความยากลำบากของวีระประชาชนชาวไทย

คนๆหนึ่งต้องมีหูซักกี่อัน ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงร่ำไห้ของผู้คน?

Blowin' In The Wind
Artist: Bob Dylan

How many roads must a man walk down-เส้นทางสักกี่สายที่คนๆหนึ่งจะต้องเดิน
Before you call him a man?-ก่อนที่คุณจะนับว่าเขาเป็นคน?
How many seas must a white dove sail-กี่ทะเลที่นกแห่งสันติภาพต้องบินข้ามผ่าน
Before she sleeps in the sand?-ก่อนที่จะนอนหลับลงใต้พืนทราย?
Yes, 'n' how many times must the cannonballs fly-แล้วกี่ครั้งที่ลูกปืนจะถูกยิง
Before they're forever banned?-ก่อนที่มันจะถูกห้ามอย่างถาวร?
The answer, my friend, is blowin' in the wind,-คำตอบนั้นเพื่อนเอ๋ย ล่องลอยอยู่ในสายลม
The answer is blowin' in the wind.-คำตอบนั้นล่องลอยอยู่ในสายลม

Yes, 'n' How many years can a mountain exist-แล้วกี่ปีที่ภูผาจะดำรงอยู่
Before it's washed to the sea?-ก่อนที่มันจะถูกซัดลงทะเล?
Yes, 'n' how many years can some people exist-แล้วกี่ปีที่บางชนดำรงอยู่
Before they're allowed to be free?-ก่อนที่พวกเขาจะมีเสรี?
Yes, 'n' how many times can a man turn his head,-แล้วกี่ครั้งที่คนๆหนึ่งจะหันหน้า
and Pretend that he just doesn't see?-และแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น?
The answer, my friend, is blowin' in the wind,-คำตอบนั้นเพื่อนเอ๋ย ล่องลอยอยู่ในสายลม
The answer is blowin' in the wind.-คำตอบนั้นล่องลอยอยู่ในสายลม

Yes, 'n' how many times must a man look up-แล้วกี่ครั้งที่คนๆหนึ่งต้องมองขึ้นไป
Before he can see the sky?-ก่อนที่เขาจะเห็นท้องฟ้า?
Yes, 'n' how many ears must one man have-แล้วคนๆหนึ่งต้องมีหูสักกี่อัน
Before he can hear people cry?-ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงร่ำไห้ของผู้คน?
Yes, 'n' how many deaths will it take till he knows-แล้วกี่ชีวิตจะต้องสูญเสียก่อนที่เขาจะรู้
That too many people have died?-ว่ามีคนตายมากเกินพอแล้ว?
The answer, my friend, is blowin' in the wind,-คำตอบนั้นเพื่อนเอ๋ย ล่องลอยอยู่ในสายลม
The answer is blowin' in the wind.-คำตอบนั้นล่องลอยอยู่ในสายลม


***20 มีนาคม · 15:00 - 21:00 คอนเสิร์ต35ปี 6 ตุลา จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์สถานที่ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พบกับวัฒน์ วรรลยางกูร และวงท่าเสา จาตุรนต์ ฉายแสง จตุพร พรหมพันธุ์ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ สลักธรรม โตจิราการ สุดา รังกุพันธุ์ จารุพรรณ กุลดิลก สุดสงวน สุธีสร เดือนวาด พิมวนา ณัฐพร อึ๊งศรีวงศ์ เพียงคำ ประดับความ อดิศร เพียงเกษ วิสา คัญทัพ ไม้หนึ่ง ก.กุนที สุญญตา เมี้ยนละม้าย วสุ วรรลยางกูร วงสี่แยกคอกวัว แนวร่วมศิลปะ บทกวี และดนตรีการต่อสู้ พร้อมแขกรับเชิญอีกมากมาย***

***26 มีนาคม คอนเสิร์ตรับขวัญ7แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินที่โบนันซ่า เขาใหญ่ เราหวังว่าถึงวันนั้น จะเป็นการรับขวัญแนวร่วมเสื้อแดงทั้งแผ่นดินทั้งหมดที่ยังติดอยู่ในคุกอีกกว่า 151 คน หรือหากยังไม่ได้ออกมาฉลองร่วมกันก็ต้องเป็นการระดมทุนเพื่อการนี้ หาไม่แล้วก็ควรระวังแรงสะท้อนในด้านกลับต่อแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน เพราะอาจถูกวิจารณ์ได้ว่า แกนนำเป็นอิสระ แต่มวลชนที่อุทิศตัวยังคงถูกล่ามโซ่ไร้เสรีภาพในแดนตะราง...เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก***

***เชิญร่วมงานประชุมเพลิงศพวีรชน- นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานคณะทำงาน การประชุมเพลิงศพวีรชนทั้งหมดจำนวน 9 ศพ ที่เสียชีวิตจากการเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงวันที่ 10 เมษายน และช่วงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ได้เปิดเผยว่า งานประชุมเพลิงศพวีรชนจะจัดในวันที่ 16 และ 18 พ.ค. 54 ซึ่่งเป็นเวลาครบรอบการเรียกร้องประชาธิปไตย และการเสียชีวิตอันเกิดจากการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์


งานศพวีรชนครั้งนี้มีขึ้น 2 วันคือ วันที่ 16 พ.ค. 54 เป็นวันเคลื่อนศพสู่วัด (ศพวีรชน เก็บไว้ที่วัดพลับพลาไชย เขตป้อมปราบ และวัดสุนทรธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง))

(วันที่ 17 พ.ค. 54 เว้น 1 วัน ตรงกับวันวิสาขะบูชา)

วันที่ 18 พ.ค. 54 เป็นวันประกอบพิธีประชุมเพลิง ณ วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี กทม.(อยู่ถนนสุขาภิบาล3หรือถนนรามคำแหงอยู่เกือบถึงมีนบุรี)

หากว่าบ้านเมืองยังปกติ ไม่มีการเบี่ยงเบนไปทางไหนไม่มีการปฏิวัติในประเทศของเรา งานประชุมเพลิงศพวีรชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เสียชีวิตไปในการเรียกร้องประชาธิปไตย จะได้รับการเยียวยาจิตใจและจัดประชุมเพลิงอย่างสมเกียรติแน่นอน ขอให้คณะญาติๆวีรชนสบายใจได้ และพี่น้อง นปช.เตรียมตัวเตรียมใจร่วมงานนี้ให้ยิ่งใหญ่สมคำกล่าวที่ว่า" เรารักประชาธิไตย รักความเป็นธรรม รักวีรชนคนกล้า เพื่อประชาธิปไตย"***

**********
มุมเสื้อแดงอินเตอร์

เสื้อแดงEUจัดหมั้นหนุ่มไทย+สาวเขมรชื่นมื่นกลางปารีส ทักษิณโฟนอินยินดีสันติภาพดีกว่าสงคราม

โดย Rojana Treiling

Love not War in Paris ยกยอสันติภาพอาเซียนไทย ลาว เขมร และความสงบสุขสากล โดย โปรเฟสเซอร์สัมฤทธิ์ ที่ปรึกษาระดับสูงขององค์กร และสารวัตรรักษาพระนครปารีส สารวัตรถนอมพี่ชายใหญ่ ประสานพลังชุมนุม นปช.เสื้อแดงไทยนัดพิเศษ UDD Thai of EU ครั้งสำคัญ พร้อมจัดพิธีหมั้นระหว่างหนุ่มเสื้อแดงไทย กับสาวขะแมร์ กลางกรุงปารีส


ทัวร์นกขมิ้นแดงแจ๊ด เป็นเจ้าภาพฝ่ายหญิง คุณมนูญ มิ่งชัย ประธาน นปช.ยุโรป และสมาชิก นปช.เสื้อแดงไทยในอียูทุกผู้ร่วมใจประกอบพิธี ถ่ายทอดสด โดยทีมเทคนิค นปช.ไทยอียู ดีเจเบบี้ ดีเจย์นิว และ ทอมมี่ กับ Freelove ร่วมกันเป็นพิธีกร

-ท่ามกลางทะเลทรายแห้งแล้งสาหัสอันเต็มไปด้วยกองกระดูกของนักเดินทาง ยังผุดโอเอซีส ขึ้นได้ฉันใด
-ท่ามกลางลูกระเบิด ควันปืน การขัดแย้ง กระพือความเกลียดชังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันระหว่างสองชายแดน ด้วยมือเปื้อนเลือดของนักเผด็จการหวงอำนาจอันชั่วช้า

ประชาชนไทย - กัมพูชา ผู้เหนื่อยหน่ายสงครามการฆ่าฟันล่าล้าง กลับยกย่องเชิดชูความรักความเข้าใจซึ่งกันและกัน เหมือนกระแสประชาชนทั่วโลกของ เวลานี้ฉันนั้น

ดังนั้นวันที่ 27 Feb 2011 ที่ผ่านมา งานเริ่ม 14.00 -17.00 น. ณ สถานที่นัดชุมนุม me'troสาย2 Alexandre Dumas, 177Rue de chaRonne Paris จึงคึกคักอย่างพิเศษและอบอุ่นไปด้วยรอยยิ้มและสันติภาพ

หลังแกนนำที่มวลชนชื่นชอบปราศรัยเรื่องราวชี้แจงนโยบาย และจุดยืนของUDD thai of EU ประธานและผู้ใหญ่เริ่มประกอบพิธีหมั้นและสู่ขวัญให้โอวาทแก่คู่หมั้นสองแผ่นดิน ท่ามคนเสื้อแดงไทยในอียูและท้องถิ่นร่วมเป็นสักขีพยาน

จากนั้นได้รับโฟนอินแสดงความยินดีให้โอวาท และร่วมอวยพรคู่หมั้นหนุ่มไทย สาวพนมเปญ จาก พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
โดยย้ำส่งเสริมยกชูมิตรภาพอันเหนียวแน่นของประชาชนสองแผ่นดิน เหมือนกับที่ตนเองก็มีต่อผู้นำกัมพูชา สมเด็จฮุนเซนดุจกันมาตราบเท่าทุกวันนี้

ตามด้วยโฟนอินของแกนนำที่เพิ่งพ้นคุก ณัฏวุฒิ ใสยเกื้อ และ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ซึ่งคุณกี้ร์ได้ร้องเพลงสดร่วมแสดงความยินดีปิดท้ายรายการอย่างชื่นมื่น

UDD Thai of EU ยืนยันต่อต้านสงคราม ส่งเสริมความรักเมตตาต่อกัน เรียกร้องให้ปล่อยผู้ถูกคุมขังละเมิดสิทธินักเรียกร้องประชาธิปไตยในคุกไทยทุกคน และย้ำเร่งเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียและทุพลภาพอย่างยุติธรรมและเร่งด่วนโดยเร็ว ...

(ตรวจทานการข่าวภาษาไทยโดย นัทตี้ สมาชิก UDD Thai of EU ฟินแลนด์)

จับตาDSI เผยศาลออกหมายจับคดีล้มเจ้า5+30คน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กุมภาพันธ์ 2554

คนเสื้อแดงยังไม่หายดีใจที่ได้ขวัญใจกลับมา 8 คน และกำลังรออีก 151 คน ที่แกนนำยึนยันว่าจะประกันตัวออกมาจากคุกให้ได้โดยเร็วที่สุด และก็ยังไม่หายตกใจที่ระดับดาวไฮปาร์คของแดงสยาม สุรชัย แซ่ด่านถูกรวบตัวกลางดึกในคืนวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ก่อนการอนุญาตให้ประกันตัวแกนนำเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่เพียงไม่กี่วัน ก็ต้องมาระแวงว่าตัวเองจะอยู่ในรายชื่อ 30 รายชื่อที่ DSI กำลังจับตาอยู่อย่างเข้มข้นและกำลังทยอยออกหมายจับหรือไม่?


สำนักข่าวหลายแห่งรายงานวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ว่า "อธิบดี ดีเอสไอ เผย คืบหน้าคดีหมิ่นสถาบัน ศาลอนุมัติออกหมายจับแล้ว 5 คน รอพิจารณาอีก 30 คน แต่บอกชื่อไม่ได้ ชี้ ยังมีกระบวนการนี้อยู่"

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยถึง ความคืบหน้าการติดตามคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของสถาบัน หรือ คดีล้มเจ้า ที่ถูกกล่าวหาว่า ดำเนินการล่าช้า และไม่มีความคืบหน้าจนเป็นเหตุให้ทางดีเอสไอ ได้รับความเสียหายว่า จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ปรากฏข้อเท็จจริง และมีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ยังมีการกระทำผิด ในลักษณะดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีการดำเนินการเป็นรูปแบบเครือข่ายในรูปแบบต่างๆ อาทิ ทางอินเทอร์เน็ต ทางวิทยุชุมชน และอื่นๆ รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ และการกระทำของบุคคล ในฐานความผิดดังกล่าว

ทั้งนี้ ทางดีเอสไอ ได้มีการดำเนินคดีพิเศษ เฉพาะราย กับผู้ที่กระทำผิดเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น 17 คดี ซึ่งขณะนี้ ศาลได้อนุมัติหมายจับ ผู้ที่กระทำผิดแล้ว 5 คน และอยู่ระหว่างการดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอให้การพิจารณาการออกหมายจับ อีกจำนวน 30 คน

อย่างไรก็ตาม ทางดีเอสไอ ก็ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อของผู้ที่กระทำผิด ในเรื่องดังกล่าวได้

*************


DSI มัวแต่มาไล่จับคนที่พยายามจะนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้า โดยใช้กฎหมายมาตราหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยปล่อยปะละเลยคดีพันธมิตรกว่าสองปี สามเดือน แล้วจะให้คนเสื้อแดงกลัวอยู่ได้อีกหรือ
ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
แน่นอนว่ามันเป็นกฎหมายล้าหลัง และการใช้มันอย่างพร่ำเพรื่ออันตรายต่อความอยู่รอดของสถาบันเป็นอย่างยิ่ง ในท่ามกลางการเมืองที่สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ชาญฉลาดทั่วโลก ที่ต้องการรอดพ้นจากการปฏิวัติประชาชน จะต้องเร่งผ่อนปรนกฎระเบียบและธรรมเนียมวิถีเพื่อผ่อนคลายความคุกรุนในสังคมให้มากที่สุด โดยมีบทเรียนการลุกขึ้นสู้ทั่วภูมิภาคอาหรับเป็นเครื่องเตือนสติ

การที่ DSI ใช้เวลามากมายมหาศาลมาสร้างความหวาดวิตกในสังคมให้กับคนที่ตั้งคำถามกับบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมา จึงเป็นการกระทำที่ นอกจากน่าขันและไม่ชาญฉลาดอย่างที่สุดแล้ว รังแต่จะยิ่งทำให้ความสนใจของชาวไทยและชาวโลกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย มีความเข้มข้มและจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ

ดร.​สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ตั้งประเด็นที่เฟสบุ๊ค ว่า
"ผมคิดว่า เราพอจะบอกได้ค่อนข้างแน่นอนแล้ว ว่า ขณะนี้ "ระบอบ" ที่มีอำนาจอยู่ กำลังใช้ "ยุทธศาสตร์ 2 ขา" คือ ด้านหนึง ทำการ "ประนีประนอม" "อ่อนข้อ" ให้กับ เสื้อแดง "กระแสหลัก" (นปช.แดงทั้งแผ่นดิน) ระดับหนึง อีกด้านหนึ่ง ก็โจมตีเล่นงาน กลุ่มย่อย กระแสรอง ในหมู่เสื้อแดง ...ไปพร้อมๆกัน ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"


กาหลิบ เขียนคอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร? ในหัวข้อ ขอโทษที่ไม่ยินดี เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554

เหตุที่ต้องขอโทษล่วงหน้า ก็เพราะใจอยากแสดงความยินดีจริงๆ ต่อแกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดินทั้ง ๗ คนที่ได้รับการประกันตัวสู่อิสรภาพชั่วคราว ๙ เดือนในคุกเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน หากนานไปกว่านี้ก็อาจส่งผลกระทบถาวรในทางร่างกายและจิตใจได้ การได้ออกมาจึงเป็นความโล่งใจเปลาะหนึ่งของคนที่ยังมีมิตรภาพต่อกัน . . . ที่ยินดีไม่ได้ก็เพราะมีเหตุผลใหญ่ ๓ ประการ

ประการแรก การปล่อยตัวแกนนำ ๗ คนจากเกือบสองร้อยคนสู่อิสรภาพชั่วคราว เกิดขึ้นใน ๒๔ ชั่วโมงเดียวกับการจับกุมตัว นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ สุรชัย แซ่ด่าน ประธานแดงสยาม หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมที่เจดีย์ขาวใกล้ท้องสนามหลวง ฐานความผิดที่นำมากล่าวหาคือมาตรา ๑๑๒ ของประมวลกฎหมายอาญา ตามอำนาจของรัฐธรรมนูญหมวด ๒ นั่นคือความผิดฐานหมิ่นกษัตริย์และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับกษัตริย์ การจู่โจมจับกุมครั้งนี้กระทำกันกลางดึกในซอยเปลี่ยวแถวนนทบุรี โดยคนที่เชื่อว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบเป็นจำนวนมากที่มีอาวุธครบมือ

ไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือข่าวกรองที่ไหนมาช่วยวิเคราะห์ สาธุชนย่อมเข้าใจได้เองว่า นี่ย่อมเกิดจากข้อตกลงระหว่างผู้มีอำนาจในเมืองไทยกับตัวแทนของฝ่าย นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ตัวแทนของผู้มีอำนาจจะเป็นใครไม่รู้ แต่ตัวแทนฝ่าย นปช.ฯ ชัดเจนแล้วว่าคือ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ที่คนทั้ง ๗ เดินทางไปกราบทันทีที่ก้าวออกมาจากคุก

คำถามคือข้อตกลงนั้นจะทำให้มวลชนของเราได้ประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้า นปช.ฯ ยอมรับเงื่อนไขของระบอบศักดินา-อำมาตยาธิปไตยจนถึงขั้นจำกัดบทบาทตัวเองในทางการเมือง และยอมให้คนที่ลุกขึ้นสู้ด้วยความห้าวหาญอย่าง นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และพี่น้องร่วมคุกที่ไม่มีชื่อเสียงเท่าแกนนำทั้ง ๗ อีกเกือบสองร้อยคน ช่วยติดคุกแทนตน . . .

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในระบอบศักดินา-อำมาตยาธิปไตยเป็นเรื่องยากลำบาก ไม่มีทางที่จะทำสำเร็จได้โดยคนเพียง ๗ คนหรืออดีตนายกรัฐมนตรี ๑ คน เราต้องขอความช่วยเหลือมวลชนจำนวนมากที่สุดให้เข้าร่วมในกิจกรรมที่หลากหลายที่สุด บนดิน ใต้ดิน ในเวทีชุมนุม นอกเวทีชุมนุม ทั้งงานที่มีองค์กรนำควบคุมชี้นำ และกิจกรรมธรรมชาติของมวลชน การส่งสัญญาณใดๆ ในขบวนจะต้องคำนึงถึงความรู้สึกร่วมเช่นนี้เป็นสำคัญ

แนวคิดที่ว่าเอาตัวแกนนำออกมาก่อนเถิด มวลชนจะได้มี “หัว” คือแนวคิดที่ล้าหลัง น่าแปลกใจที่ยังมีผู้เชื่อว่า มวลชนตาสว่างในวันนี้สามารถ “ถูกนำ” ได้ มวลชนปัจจุบันก้าวหน้าและกล้าหาญกว่าเวทีมานานแล้ว ปรากฏการณ์ปัจจุบันที่เกิดแนว “แดงสยาม” ขึ้นควบกับ “นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” ยิ่งทำให้สิ่งที่มวลชนลังเลและเคลือบแคลงใจในอดีตหมดสิ้นไป จากนี้ไปแนวคิดปฏิวัติย่อมจะชัดเจนขึ้น วิธีการในการบรรลุถึงเป้าหมายเท่านั้นเองที่ต้องวางกันให้ชัดเพื่อให้มวลชนตาสว่างมองเห็นความเป็นไปได้

ประการที่สามซึ่งเป็นข้อสุดท้าย ในการเจรจาเยี่ยงนี้ วีรชนแห่งเดือนเมษายนและพฤษภาคมของเราที่ตายเป็นร้อยๆ หายไปไหน ความตายกลางถนนหลวงและกระจายไปทั่วประเทศไทย ด้วยฝีมือคนประเภทเดียวกับคนที่ตัวแทน นปช.ฯ ไปเจรจาด้วย ไม่มีความสำคัญใดๆ เลยหรือ

ใครเตรียมจัดงานเฉลิมฉลอง หรือจะจัดคอนเสิร์ตแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างไรก็ทำไปเถิด แต่ใจเราไม่อาจยอมรับการก้าวข้ามศพวีรชนกันอย่างนี้ได้

หวังว่าเหตุผลสามประการนี้คงชัดเจนพอสำหรับคนที่มีหัวใจ.

*******************

ในวันเดียวกัน ใจ อึ๊งภากรณ์ เขียนตอบโต เสียใจกับ “กาหลิบ”

ถ้าบทความ “ขอโทษที่ไม่ยินดี” โดย กาหลิบ เป็นงานเขียนของ จักรภพ เพ็ญแข ผมก็ต้องเสียใจ ต้องเสียใจมากๆ เพราะมันแสดงว่า กาหลิบ เข้าร่วมวง “นักปฏิวัติฟันน้ำนม” ด้วยการเขียนว่า:

“(การปล่อยตัวแกนนำ 7 คน และจับสุรชัยในวันเดียวกัน) ย่อมเกิดจากข้อตกลงระหว่างผู้มีอำนาจในเมืองไทยกับตัวแทนของฝ่าย นปช.แดงทั้งแผ่นดิน......คำถามคือข้อตกลงนั้นจะทำให้มวลชนของเราได้ประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้า นปช.ฯ ยอมรับเงื่อนไขของระบอบศักดินา-อำมาตยาธิปไตยจนถึงขั้นจำกัดบทบาทตัวเองในทางการเมือง และยอมให้คนที่ลุกขึ้นสู้ด้วยความห้าวหาญอย่าง นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และพี่น้องร่วมคุกที่ไม่มีชื่อเสียงเท่าแกนนำทั้ง ๗ อีกเกือบสองร้อยคน ช่วยติดคุกแทนตน”

ในประการแรกผมจะไม่ใช้เวลาในบทความนี้อธิบายว่าทำไมไทยไม่ได้ปกครองโดยระบอบ “ศักดินา” ซึ่งถูกล้มไปตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ และทำไม(เซ็นเซอร์)ความป่าเถื่อนที่คอยประทับตราให้ทหารผู้มีอำนาจในประเทศไทย เพราะผมอธิบายไปแล้วในหลายบทความ ซึ่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังไม่สามารถนำเหตุผลและข้อมูลมาเถียงได้ แค่ยืนยันความเชื่อของเขาเท่านั้น

ผมเสียใจที่ตอนนี้มีคนที่พูดแต่เรื่อง “การปฏิวัติ” และด่าด่าด่า...เจ้า...เช้าจดเย็น โดยไม่ยอมโจมตีทหารมือเปื้อนเลือด และไม่ยอมเสนอแนวทางการต่อสู้ที่เป็นรูปธรรม เพราะพวกนี้ดีแต่พูดเอามัน พูดยกย่องตนเองว่าเป็นนักปฏิวัติบริสุทธิ์ และในขณะเดียวกันหันมาทำลายการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง หันมาด่าแกนนำ นปช. และพูดอย่างต่อเนื่องว่าการเคลื่อนไหวของมวลชนไม่สามารถล้มอำมาตย์ได้ ทั้งๆ ที่เราเห็นตัวอย่างชัดเจนในตะวันออกกลาง ซึ่งแปลว่าเราจะต้องแค่ “ปฏิวัติ” ในอินเตอร์เน็ดโดยนั่งอยู่บ้านและไม่ทำอะไร ผมต้องขอเรียกคนเหล่านี้ว่า “นักปฏิวัติฟันน้ำนม” เพราะดูเหมือนแค่ “เล่นการปฏิวัติ” จริงๆ

คุณสุรชัยไม่ควรอยู่ในคุกเนื่องด้วยคำพูดของเขา อันนี้ทุกคนควรยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข เราควรรณรงค์ให้ยกเลิกกฏหมายหมิ่นกษัตริย์ อันนี้ผู้รักประชาธิปไตยควรยอมรับด้วยและผมกับคนอื่นจำนวนมากก็รณรงค์เรื่องนี้มานาน ที่สำคัญคือควรมีการปล่อยตัวคุณดาร์ตอร์บิโด และคุณ Red Eagle และคนอื่นที่เป็นนักโทษการเมือง ควรยกเลิกคดีคุณจีรนุช อันนี้แน่นอน แต่ถามว่าเราจะยกเลิกกฏหมายหมิ่นกษัตริย์อย่างถาวรโดยไม่ใช้มวลชนล้มอำมาตย์และตัดอำนาจทหารได้ไหม? เพราะทหารเป็นตัวหลักในการใช้กฏหมายหมิ่นฯ หรือเรายกเลิกกฏหมายหมิ่นกษัตริย์ได้โดยการต่อสู้เชิงสัญญลักษณ์ของคนคนเดียวในคุกได้? หรือเราทำได้ผ่านการอ้อนวอนให้กษัตริย์ทำให้ โดยตั้งความหวังว่ากษัตริย์ไทยจะเหมือนภูฐาน ซึ่งแม้แต่ในประเทศนั้นก็ไม่มีประชาธิปไตย?

ผมไม่เชื่อในคัมภีร์อะไร แต่ผมปลื้มนักปฏิวัติอย่าง เลนิน หรือ โรซา ลัคแซมเบอร์ค ที่เคยมีส่วนในการนำมวลชนเป็นล้านไปสู่การปฏิวัติจริง เขาพูดเสมอว่านักปฏิวัติต้องทำแนวร่วมกับนักปฏิรูป ต้องสนใจการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ประจำวัน ต้องร่วมรบในเวทีรัฐสภาถ้าจำเป็น ต้องพิสูจน์ต่อหน้ามวลชนท่ามกลางการจับมือร่วมกันสู้ ว่าแนวทางปฏิวัติเป็นไปได้และดีกว่าแนวปฏิรูป ไม่ใช่แอบไปสู้ในอินเตอร์เน็ทหรือในเขตป่าเขา หรือรวมศูนย์การต่อสู้ในเชิงสัญญลักษณ์กับคนคนเดียว

คุณสุรชัยไม่ใช่คนขี้ขลาด เขายอมติดคุก ถ้าเป็นผมผมจะหลีกเลี่ยงการติดคุกเพื่อต่อสู้เต็มๆ ข้างนอก แต่นั้นเป็นการตัดสินใจเรื่องยุทธวิธี และบางยุทธวิธีจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะในกรณีที่หันหลังให้มวลชนและไม่รู้จักทำแนวร่วมกับนักปฏิรูป แต่ขอถามหน่อยเถิด..... อำมาตย์จะมองว่าคุณสุรชัยที่มีมวลชนแค่สองสามพัน สำคัญเท่ากับแกนนำ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน 7 คนที่มีมวลชนเป็นล้านจริงหรือ? หัดตาสว่างกันหน่อย !!

****************

จากการติดตามและรายงานข่าวการเคลื่อนไหวและต่อสู้ของคนเสื้อแดงมาหลายปี ไทยอีนิวส์ เห็นว่า การใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในข้อหาหมิ่นพระพรมเดชานุภาพ ในยามนี้ ไม่มีทางจะสร้างความหวาดกลัวให้กับมวลชนคนเสื้อแดงได้อีกต่อไป เพราะจำนวนคนตาสว่าง ที่ต้องการเห็นประเทศไทยก้าวข้ามการเมืองภายใต้รองเท้าบู๊ทของกลุ่มอมาตยาธิปไตยที่ครอบงำการเมืองไทยมาตั้งแต่ปฏิวัติ 2490 มีจำนวนมากมายมหาศาล ไม่ใช่แค่สองสามพันเช่นที่ใจกล่าวอ้างแน่นอน และไม่ใช่จำนวนแค่หมื่นคน แต่เป็นจำนวนเป็นแสนคน DSI จะรับมือไหวหรือ คุกจะคุมขังพวกเขาทั้งหมดไว้ได้หรือ?



ยิ่งไม่ต้องนับว่าความไม่พอใจของคนทั้งสังคม ต่อท่าทีพินอบพิเทาเกินขอบเขต ของ ผบ. ตร. และเหล่านายตำรวจ ที่มีต่อ "ท่านจำลอง" และต่อ "องค์ท่านสนธิ" มันได้สร้างให้เกิดมลพิษทางสายตาให้กับประชาชนมากมายขนาดไหน


จาก กระทู้ รายงานพิเศษ : ผบ.ตร.ไม่ส่งฟ้องคดี พธม.ยึดสนามบิน Asia Update TV ใน Internet Freedom เจ้าชายปากน้ำโพ โพสต์ไว้ว่า

เปรียบเทียบกับคดียึดทำเนียบก็ไม่ต่างกัน เรื่องไปถึงอัยการแล้วก็ยังเลื่อนจนจำไม่ไหว ลองดูสถิติครับ....

อังคารที่ 7 ธันวาคม 2553 12:10:31 น.
อัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 5 เลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับพวกรวม 9 คน เป็นผู้ต้องหาในคดีมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง กรณีบุกรุกเข้าไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลาถึง 193 วัน เมื่อปี 51 ออกไปอีกครั้งเป็นวันที่ 9 ก.พ.54 เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังสอบปากคำพยานที่สั่งให้ไปสอบเพิ่มเติมไม่เสร็จ สิ้น..

จาก.....18 พ.ย.51 เลื่อนเป็น.......21 ม.ค.52
จาก..... 21 ม.ค.52 เลื่อนเป็น........3 มี.ค.52
จาก..... 3 มี.ค.52 เลื่อนเป็น......28 พ.ค.52
จาก..... 28 พ.ค. 52 เลื่อนเป็น.....14 ก.ค.52
จาก..... 14 ก.ค.52 เลื่อนเป็น......10 ก.ย.52
จาก.....10 ก.ย.52 เลื่อนเป็น.....2 พ.ย.52
จาก......2 พ.ย.52 เลื่อนเป็น.... 24 ธ.ค.52
จาก..... 24 ธ.ค.52 เลื่อนเป็น.... 24 ก.พ.53
จาก..... 24 ก.พ.53 เลื่อนเป็น.....22 เม.ย.53
จาก..... 22 เม.ย.53 เลื่อนเป็น......16 มิ.ย.53
จาก..... 16 มิ.ย.53 เลื่อนเป็น....4 ส.ค.53
จาก...... 4 ส.ค.53 เลื่อนเป็น....7 ต.ค.53
จาก .... 7 ต.ค.53 เลื่อนเป็น....7 ธ.ค.53
จาก..... 7 ธ.ค.53 เลื่อนเป็น....9 ก.พ.54
จาก..... 9 ก.พ.54 เลื่อนเป็น......?????

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง
ผบ.ตร.ถ่วงยังไม่สั่งฟ้องคดียึดสนามบิน เหตุ"ท่านจำลอง"ยื่นให้เป่าทิ้งข้อหาก่อการร้ายอ้าง"เวอ่ร์"!


Monday, February 28, 2011

เบื้องหลังการปล่อยตัวแกนนำ นปช.

ที่มา Voice TV



ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 1 ในแกนนำ นปช.จะมาพูดคุยใน ทิศทางของคนเสื้อแดง และ ทิศทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กับวอยซ์ทีวี ในรายการ HOT TOPIC วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 (18.30 น.)

การกลับคืนสู่ อิสรภาพ อีกครั้งหนึ่ง ของนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำคนสำคัญของ นปช. หลังจากที่อยู่คุกมานานถึง 9 เดือนเต็ม เขากลับมาครั้งนี้พร้อมกับ ภารกิจสำคัญคือ การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับ 91 ศพ และ 2 พันกว่าคน ที่บาดเจ็บ จากเหตุการณ์ การสลายการชุมนุม เมื่อเดือน เมษายน และ พฤษภาคม ปี 53 ที่ผ่านมา
การกลับมาครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องที่จะขับไล่รัฐบาล หรือ ให้ยุบสภา แต่เพื่อ ขับเคลื่อนพลังของคนเสื้อแดงไปสู่การเลือกตั้ง โดยตั้งเป้าหมายที่จะ หยุด....ฝันร้าย..ประชาชน และร่วมกัน ทำลาย...ฝันดี...ของเผด็จการ

DSI เตือน แกนนำ นปช. ปราศรัยอาจผิดเงื่อนไข

ที่มา Voice TV










ธาริต กังวลการเคลื่อนไหวทางการเมืองของแกนนำ นปช.ต่อสื่อหลังปล่อยตัวชั่วคราว ชี้การร่วมปราศรัย-ชุมนุมกับ นปช. อาจผิดเงื่อนไข

- ดีเอสไอ เตือนแกนนำนปช.หากร่วมปราศรัยอาจผิดเงื่อนไข

- พณ.ระบุน้ำมันปาล์มฝาสีชมพูจะออกสู่ตลาดทั่วกรุงเทพฯวันนี้
- สุเทพยืนยันรัฐบาลไม่ยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
- ญี่ปุ่นเตรียมจับมือจีน ขยายความสัมพันธ์
- โอมานประท้วงเสียชีวิต 2 ราย