WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 2, 2011

เบื้องหลังประกัน 7 แกนนำ:โดยมานิตย์ จิตจันทร์กลับ

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
แกนนำและที่ปรึกษาแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้­านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย
และอดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
ในงานเสวนา"วิกฤติปาก-ท้อง"
จัดโดยชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตย
ณ มูลนิธิ111
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2554



ขุดรากอำมาตย์ถอนโคนศักดินา:สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ร่วมเสวนาในงานรำลึก 35 ปี 6 ตุลา 19
ในหัวข้อ "เบื้องหลัง 6 ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตย"
ณ หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554



สื่อเป็นเครื่องมือชนชั้นนำ:จอม เพชรประดับ

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

จอม เพชรประดับ
ร่วมเสวนาในงานรำลึก 35 ปี 6 ตุลา 19
ในหัวข้อ "เบื้องหลัง 6 ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตย"
ณ หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554



กรรมการสิทธิหวั่นเสื้อแดงทำให้สถานการณ์การเมืองรุนแรง

ที่มา ประชาไท

1 มี.ค. 54 - นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ศาลให้ประกันตัวแกนนำเสื้อแดง ซึ่งหลายฝ่ายเกรงจะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองรุนแรงขึ้นว่า ขอฝากไปยังแกนนำเสื้อแดงทั้ง 7 คน ที่ถูกปล่อยตัวมาครั้งนี้ หากจะทำอะไรควรคิดให้รอบคอบ ต้องมีการวางแผนการให้ดี อย่าให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะตนคิดว่าในไม่ช้านี้อาจจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้เสียคะแนนนิยมได้ ตนเชื่อว่าแกนนำคงไม่อยู่เฉยเพราะออกมาก็ต้องมีการเคลื่อนไหวให้รู้ว่ายัง อยู่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะยุบสภาเมื่อไหร่ ซึ่งรัฐบาลก็ต้องประเมินให้ดีด้วย และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรง

เมื่อถามว่าความรุนแรงของการชุมนุมของคนเสื้อแดง จะเป็นเหมือนในตะวันออกกลางและแอฟริกาหรือไม่ นางอมรา กล่าวว่า คิดว่าคนละแบบกัน เนื่องจากผู้นำชาติเหล่านั้น มีอำนาจมาเป็นเวลายาวนาน แต่ต่างจากประเทศไทย และหากเทียบเหตุการณ์กันแล้ว ของเขาเปรียบได้กับการเกิดเหตุการณ์เมื่อครั้ง 14 ตุลาของเรา ประเทศไทยเลยจุดนั้นมานานแล้ว และเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยไปมากแล้ว

ที่มาข่าว: สำนักข่าวไทย

ศาลไม่อนุญาตให้ประกัน 22 ผู้ต้องหาแดงอุดร

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 54 ที่ผ่านมา นางขนิษฐา รัฐกาญจน์ ทนายความของจำเลย 22 รายจังหวัดอุดรธานีในข้อหาคดีร่วมกันเป็นผู้ร่วมโฆษณาประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิดร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์โรงเรือนอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน,มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้าย,กระทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง,ฝ่าฝืนประกาศที่ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปหรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย,ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวชั่วคราวของจำเลยทั้ง 22 รายโดยเตรียมวงเงินใช้ในการวางหลักทรัพย์รายละ 5 แสนบาททั้งหมดเป็นจำนวน 11 ล้านบาท แต่ศาลไม่อนุญาติให้ประกัน

ช่วงเช้าหลังจากญาติผู้ต้องขังขอเข้าเยี่ยมที่เรือนจำจังหวัดอุดรธานีจึงเดินทางไปยื่นเรื่องประกันที่ศาล ต่อมาศาลได้วินิจฉัยและมีความเห็นยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า พฤติการณ์แห่งคดีในคดีของศาลอาญาที่จำเลยทั้งยี่สิบสองอ้าง จำเลยเป็นคนละคนกัน ข้อหาก็ต่างกัน สถานที่เกิดเหตุก็คนละแห่งกันกับคดีนี้ ซึ่งความผิดที่จำเลยทั้ง 22 ถูกฟ้องมีโทษสถานหนัก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ ประกอบกับยังสืบพยานโจทย์ไม่แล้วเสร็จหากอนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าจำเลยทั้ง 22 คนจะหลบหนี ในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุให้ไต่สวนคำร้องและเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องและไม่รับหลักประกัน หลังจากศาลไม่อนุญาตท่าทีขอตัวจำเลยรวมทั้งญาติมีสีหน้าสิ้นหวัง บางรายร้องให้และสวมกอดกับจำเลย หลังจากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับ

โดยในวันนี้ (1 มี.ค. 54) มารดานายกิตติพงษ์ ชัยกัง ผู้ต้องหาอายุ 18 ปี ได้เข้าเยี่ยมลูกชายหลังจากศาลไม่อนุญาตวานนี้ให้สัมภาษณ์ว่า "มันพูดไม่ออกคาดหวังไว้สูง คิดว่าแกนนำได้ประกันแล้วเราก็น่าจะได้บ้าง คนอยู่ข้างในกำลังใจไม่ดีเมื่อวานยังหน้าตาสดใส วันนี้เขาบอกว่าเหนื่อยมากเหมือนสิ้นหวังไปแล้ว บางคนยังร้องให้อยู่" ต่อคำถามที่ว่าหากยังไม่ได้รับประกันจะทำอย่างไรกันต่อไป มารดานายกิตติพงษ์ กล่าวว่า "ถ้าประกันไม่ได้เราก็จะลงมาเรียกร้องกับแกนนำหรือพรรคหรือคนที่จะช่วยเหลือเราได้ให้มาดูแลเราบ้าง"

โดยในวันจันทน์ที่ 7 มีนาคม 2554 ทนายความจะยื่นอุทธรณ์การประกันตัวอีกครั้งหนึ่ง

ความจริงของกลอนร้อนที่อ้างว่าสมัครเขียนก่อนตาย และสุรชัย แซ่ด่านนำไปอ่านจนติดคุกคดีหมิ่นฯ

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 มีนาคม 2554

ตอนนี้มีการเผยแพร่บทกลอนที่อ้างว่าเป็น"กลอนสุดท้ายสมัคร : ไม่มีเทวดาบนฟ้า"กันแพร่หลายในหมู่มวลชนเสื้อแดง ทั้งการฟอร์เวิร์ดเมล์ ทั้งการโพสต์ตามกระดานสนทนาต่างๆ และผู้ใช้นามว่า"บรรพต"บันทึกเสียงแพร่กระจาย

ในเนื้อหาที่กระจายกันออกไปนั้นอ้างว่า บทกลอนนี้เป็นบทกลอนสุดท้ายในชีวิตของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีก่อนตาย เขียนแล้วใส่มือให้ภริยาของท่าน มีนัยยะพาดพิงไปยังบางสถาบันในสังคมไทย แล้วชี้ว่านายสมัครเกิดอาการ"ตาสว่าง"ก่อนตาย จากนั้นนายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำแดงสยามนำไปอ่านที่งานเสวนานัดหนึ่งที่อิมพีเรียลลาดพร้าว เมื่อปลายปีก่อน และเป็นมูลเหตุให้ถูกจับกุมข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112

โดยเนื้อหากลอนที่เผยแพร่มีดังนี้

กลอนสุดท้ายสมัคร : ไม่มีเทวดาบนฟ้า

เมื่อสิ้นรักหักสวาทขาดสะบั้น
ก็สิ้นชาติขาดกันแต่เพียงนี้
ที่เคยหลงจงรักและภักดี
มาบัดนี้ไม่มีเยื่อไม่เหลือใย

เห็นกงจักรเป็นดอกบัวชั่วชีวิต
เคยหลงผิดถึงขั้นตายแทนได้
หลงตามลมชวนเชื่อทุกเมื่อไป
บัดนี้ไทยตาสว่างเห็นทางธรรม

เมื่อสิ้นรักหักสวาทขาดสะบั้น
ก็จบกันเลิกเลี้ยงชุบอุปถัมภ์
จะตอบแทนให้สาสมโสมมระยำ
ให้หลาบจำทำชั่วต้องชดใช้

ไม่มีแล้วเทวดาบนฟ้านี้
และไม่มีเหนือมนุษย์ฉุดรั้งได้
ประเทศชาติประชาชนประชาธิปไตย
คือหลักชัยไทยทั้งชาติประกาศพ่วง

เสมือนสวมพระเครื่องอันเรืองเวช
ประนมเดชมอบดวงใจให้ทุกสิ่ง
แต่องค์พระกลับเข้าช่วงชิง
จนได้รู้ความจริงอันเจ็บใจ

สิ่งที่สูงนั้นกลับต่ำจนตำเนตร
ใจสมัคร สุนทรเวชจึงหมองไหม้
เฝ้าจงรักภักดีไม่รู้คลาย
ขอกัดฟันลาตายไม่ถวายพระพร


กลอนสุดท้ายของ... สมัคร สุนทรเวช


จักรภพ-สุรชัย..กล่าวกันว่าสุรชัย แซ่ด่าน ถูกจับกุมเพราะอ่านกลอนที่อ้างว่าสมัคร สุนทรเวช แต่งขึ้นก่อนตาย แต่ความจริงกลอนนี้เป็นสำนวนของจักรภพ เพ็ญแข ผู้นำของแดงสยามอีกราย ซึ่งต่อมาถูกนำไปรวมผสมเข้ากับกลอนอีกสำนวนของผู้ใช้นามปากกาว่า"ปีกซ้าย"

ไทยอีนิวส์ขออธิบายให้เกิดความเข้าใจที่แท้จริงว่า เนื้อหากลอนข้างต้นนั้น นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ได้เป็นคนเขียนแต่อย่างใด แต่กลอนนี้มีผู้เขียนไว้2สำนวน แล้วเกิดการนำมารวมกันกลายเป็นกลอนสำนวนเดียวดังข้างต้น ซึ่งผู้ที่อ่านกลอนแปดเป็นประจำจะเห็นได้ชัดว่า ในวรรคที่เป็นบาทสุดท้ายนั้น ไม่ได้สัมผัสกับบาทก่อนหน้านั้นเลย เพียงเท่านี้ก็ควรสงสัยแล้วว่า กลอนนี้เป็นการจับ2สำนวนมาผสมกันจึงผิดฉันทลักษณ์ของกลอนแปด

กลอนสำนวนแรกนั้นเคยเผยแพร่ในไทยอีนิวส์ตามลิ้งค์นี้
http://thaienews.blogspot.com/2010/05/blog-post_21.html โดยมีชื่อกลอนว่า
ไม่มีแล้วเทวดาบนฟ้านี้ เขียนโดยผู้ใช้นามว่า ปีกซ้าย เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 มีเนื้อหาดังนี้

ไม่มีแล้วเทวดาบนฟ้านี้...

เมื่อสิ้นรักหักสวาทขาดสะบั้น
ก็สิ้นชาติขาดกันแต่เพียงนี้
ที่เคยหลงจงรักและภักดี
มาบัดนี้ไม่มีเยื่อไม่เหลือไย

เห็นกงจักรเป็นดอกบัวชั่วชีวิต
เคยหลงผิดถึงขั้นตายแทนได้
หลงตามลมชวนเชื่อทุกเมื่อไป
บัดนี้ไทยตาสว่างเห็นทางธรรม

เมื่อสิ้นรักหักสวาทขาดสะบั้น
ก็จบกันเลิกเลี้ยงชุบอุปถัมภ์
จะตอบแทนให้สาสมโสมมระยำ
ให้หลาบจำกรรมชั่วต้องชดใช้!

ไม่มีแล้วเทวดาบนฟ้านี้
และไม่มีเหนือมนุษย์ฉุดรั้งได้...
ประเทศชาติประชาชนประชาธิปไตย
คือหลักชัยไทยทั้งชาติประกาศทวง


โดย ปีกซ้าย


ส่วนอีกสำนวนนั้น นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำแดงสยาม อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียุครัฐบาลนายสมัครเขียนเผยแพร่ครั้งแรก ในคอลัมน์ ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ นสพ.ไทย เรดนิวส์ ฉบับที่ 27 (ศุกร์ที่28 พ.ย.-พฤหัสบดี ที่3 ธ.ค.2552)เพื่อไว้อาลัยนายสมัคร ต่อมาเวบไซต์ประชาธิปไตย100%นำมาเผยแพร่ตามลิ้งค์ http://democracy100percent.blogspot.com/2009/11/blog-post_26.html เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552

สำนวนกลอนฉบับเต็มมีดังนี้

เรื่อง : สมัคร สุนทร เวช
โดย : จักรภพ เพ็ญแข


ณ แผ่นดินถิ่นนี้มีผู้ใหญ่
ผู้เกรียงไกรใจถึงประหนึ่งสิงห์
ตอบสังคมสมศักดิ์รักความจริง
ไม่แอบอิงมายาเป็น อาภรณ์

มากศัตรูมากมิตรชีวิตชัด
รักษาชีพด้วยสัตย์เป็นอนุสรณ์
ผ่านถนนจนคุ้มทั้งลุ่ม ดอน
ครบวงจรอย่าง ผู้ใหญ่หัวใจจริง

“สมัคร สุนทรเวช” ท่านจากลับ
ย่อมมิใช่มืดดับทุก สรรพสิ่ง
ทุก ร่องรอยตัวตนของคนจริง
ทุกครั้งนิ่งเงียบสงบพบปัญญา

ผู้แผ้วถางทางเองไม่เกรงขาม
ผู้ก้าวข้ามอุปสรรคที่ ขวางหน้า
ผู้ สร้างตัวไม่กลัวใครในนครา
ผู้จับมือมวลประชาร่วมท้าทาย

และเป็นผู้ผิดหวังครั้งใหญ่ยิ่ง
ผู้ที่ท่านยึดว่าจริง กลับห่างหาย
ผู้ใหญ่ กลับสลับคู่เป็นผู้ร้าย
หัวใจท่านจึงสลายเพราะใจจริง

เสมือนสวมพระเครื่องอันเรืองเวทย์
ประณตเกศมอบหัวใจให้ ทุกสิ่ง
แต่ องค์พระกลับล้วงเข้าช่วงชิง
จนได้รู้ความจริงอันเจ็บใจ

สิ่งที่สูงกลับต่ำนั้น ตำเนตร
ใจ “สมัคร สุนทรเวช” จึงหม่นไหม้
นบนอบมาด้วยประชาธิปไตย
ก็สั่งให้กองทัพมากลับทาง

ยุให้คนผิดกฎหมาย ท้าทายรัฐ
ยุประชาธิปัตย์ เข้าด้านข้าง
ยุ ให้ศาลตั้งตนเป็นคนพาล
และยุผ่านสื่อมวลชนคนบริกร

นี่ล่ะหรือเสาหลักอันศักดิ์สิทธิ์
ภาพนิมิตรกลับกลอกเป็น หลอกหลอน
นึก ว่าว่านสมุนไพรแท้ใบบอน
นึกว่าจริงกลับละครย้อนดูตัว

แต่เกียรติยศแห่ง “สมัคร” จำหลักมั่น
ประชาชนทั้งนั้นท่าน รู้ทั่ว
ถึง ร่างลับดับขันธ์อย่าหวั่นกลัว
ความจริงจักปรากฎทั่วอย่ากลัวปลอม

พักเถิด ครับ...ท่านสมัคร...โปรดพักผ่อน
สิ่งที่ท่านสั่งสอนทั้งตรงอ้อม
จะนำมาปรับใช้จะไม่ยอม
ประชาธิปไตยแมวย้อมจะ ไม่เอา

ประชาชนได้เป็นใหญ่ใน “สมัคร”
เขาจึงรักแน่วแน่จนแก่เฒ่า
เผด็จการอำมาตย์ไทยเขาไม่เอา
ท่านคือเบ้าหลอมร่าง สร้างผู้นำ

กราบวิญญาณ “ท่านสมัคร” ผู้รักชาติ
ผู้สร้างมาตรฐานไว้ไม่ตกต่ำ
หนุนประชาธิปไตยธงชัยนำ
สวนระบอบใจดำผู้อำพราง

ชาว “ประชากรไทย” รวมใจหวัง
มวล “พลังประชาชน” คนสืบสร้าง
จะ สานต่อ “ท่านสมัคร” ผู้สร้างทาง
สละร่างทิ้งหัวใจให้บ้านเมือง.


ก่อนหน้าที่จะมีการนำบทกลอนสำนวนแรก(ที่เกิดจากการนำบทกลอนของปีกซ้ายกับของจักรภพมารวมกัน)เผยแพร่กระจาย และกล่าวกันว่าเป็นต้นเหตุให้สุรชัย แซ่ด่าน โดนจับกุมตามมาตรา112นั้น เคยมีการเผยแพร่บทกลอนอีกสำนวนที่อ้างกันว่าเป็นของสมัคร สุนทรเวช ดังนี้

จากใจ "สมัคร สุนทรเวช" ถึง "ฟ้า"

เสมือนสวมพระเครื่องอันเรืองเวทย์
ประนมเดชมอบดวงใจให้ทุกสิ่ง
แต่องค์พระ กลับเข้าช่วงชิง
จนได้รู้ความจริงอันเจ็บใจ

สิ่งที่สูงกลับต่ำนั้นดำเนตร
ใจสมัครสุนทรเวชจึงหมองใหม้
เฝ้าจงรักภักดีมิรู้คลาย
ขอกัดฟันลาตาย? ไม่ถวายพระพร

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย (ผู้ประพันธ์)
มอบให้ในอุ้งมือคุณหญิงภรรยาของท่านไว้ก่อนสิ้นใจไม่นาน



บทกลอนสำนวนนี้แพร่หลายอยู่พอสมควร รวมทั้งในเวบบอร์ดคนเหมมือนกันตามลิ้งค์ http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=48758 ซึ่งดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้ชี้ว่าไม่ใช่กลอนของสมัคร

โดยดร.สมศักดิ์เขียนว่า ถ้านี่เป็นกลอนของ สมัคร สุนทรเวช จริง ก็จะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งในแง่ประวัติชีวิตของสมัคร และการเมืองในมุมกว้างออกไป (ความเปลี่ยนแปลงของรอยัลยิสต์คนสำคัญ)แต่ผมเกรงว่า นี่จะไม่ใชกลอนของสมัคร สุนทรเวช

(ก่อนอื่น ขอให้สังเกตว่า บรรทัดที่ 3 น่าจะคัดลอกมาผิด เพราะไม่ครบ 8 หรือ 9 พยางค์ ตามสไลต์ชองกลอนบรรทัดอื่น (ถ้าเป็นนักแต่งกลอนสมัยใหม่ กลอนแปดอาจจะมีเพียง 6-7 พยางค์ ในบางบรรทัดได้ แต่นี่ ไม่เข้ากับกลอนส่วนอื่นๆ) - ดูเรื่องนี้ข้างล่าง)

และเมื่ออ่านเนื้อหาแล้ว ผมก็ไม่คิดว่า น่าจะใช่ของสมัคร
พูดง่ายๆ แบบภาษาทีใช้กันแถวนี้คือ ผมไม่คิดว่า สมัคร จะมีอาการ "ตาสว่าง" ก่อนตาย ถึงเพียงนี้

เท่าที่ผมค้นดู ผมพบว่า อันที่จริง กลอนนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ กลอน ของ จักรภพ เพ็ญแข ที่แต่งไว้อาลัย สมัคร
ดูตัวอย่างกลอนเต็มๆ ที่เว็บประชาธิปไตย100%
http://democracy100percent.blogspot.com/2009/11/blog-post_26.html
กลอนเต็มๆของจักรภพ นั้น ตีพิมพ์ครั้งแรก ที่ คอลัมน์ ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ นสพ.ไทยเรดนิวส์ ฉบับที่ 27 (ศ. 28 พ.ย.-พฤ. 3 ธ.ค. 52)

ขอให้สังเกตด้วยว่า ในกลอนจักรภพ ฉบับเต็มๆ บรรทัดที่ผมคาดว่า คัดลอกมาผิดนั้น คัดลอกมาผิดจริงๆ ของจริง ต้องเป็น "แต่องค์พระกลับล้วงเข้าช่วงชิง" (ครบ 8 พยางค์)

แต่ปรากฏว่า ดูเหมือนจะมีการตัดเอาเฉพาะท่อนที่ยกมาในกระทู้นี้ ไปเผยแพร่ต่อ ในลักษณะเหมือนกระทุ้นี้ คือมีการเขียนเพิ่มเติมว่า สมัคร แต่ง แล้ว "มอบให้ในอุ้งมือคุณหญิงภรรยาของท่านไว้ก่อนสิ้นใจไม่นาน"
ผมพบที่นี่ เป็นต้น (ใช้ proxy)
http://groups.google.com/group/redthai/msg/901429ac1aabff78?pli=1หรือไปอ้างกันต่ออีกหลายที่

(ขอให้ส้งเกตว่า วรรค "แต่องค์พระ กลับเข้าช่วงชิง" คัดลอกมาตกหล่น เหมือนที่กระทู้คัดลอกมา และไม่เหมือน กลอนฉบับเต็มของจักรภพ)

อาจจะเป็นไปได้ว่า สมัคร แต่งจริง และ "มอบให้ในอุ้งมือคุณหญิงภรรยา" จริง แล้ว จักรภพ ทราบเข้า จึงนำไปรวมอยู่ในกลอนที่ตัวเองแต่ไว้อาลัยสมัคร (เป็นเทคนิคทีนักกลอนบางคร้งใช้ คือ quote บางส่วนของกลอน คนอื่น เข้าไว้ในกลอนตัวเอง เช่น ถ้าผมจะแต่งกลอนถึง จิตร ผมอาจจะใส่ "เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์..." ที่จิตร แต่ง เข้าไว้ด้วยก็ได้ แต่โดยทั่วไป เทคนิคนี้ ถ้าใช้ มักจะมี "..." (เครืองหมาย quote ชัดเจน) แต่กลอนจักรภพ ตามที่เผยแพร่ทางเวบประชาธิปไตย100%ไม่เห็นมี)

แต่โดยส่วนตัว ผมยังไม่คิดว่า น่าจะเป็นไปได้ (ที่ว่าสมัครแต่ง แล้วจักรภพไปได้มา เลยมารวมไว้ในกลอนตัวเอง)

ถ้าใครมีข้อมูลยืนยันได้ กรุณาบอก จะขอบพระคุณอย่างสูง เพราะดังที่กล่าวว่า เรื่องนี้สำคัญในแง่ประวัติชีวิตสมัคร และในแง่การเมืองของรอยัลลิสต์
*******

จากการประมวลทั้งหมดนี้ ไทยอีนิวส์ขอสรุปแบบฟันธงว่า กลอนที่กำลังแพร่กระจายเวลานี้ว่าสมัคร สุนทรเวช เป็นคนแต่ง และสุรชัย แซ่ด่าน นำไปอ่านแล้วติดคุกตามมาตรา112นั้น เป็นของที่ปลอมแปลมขึ้นจากการนำกลอน2สำนวนของปีกซ้ายกับจักรภพมารวมกัน แล้วอ้างว่าเป็นบทกลอนก่อนตายของสมัคร

เราไม่ทราบเจตนาของผู้จัดปลอมแปลงกลอนนี้ขึ้น แล้วอ้างว่าเป็นฝีมือกลอนของสมัคร แต่หากเป็นทริกเพื่อหวังผลทางการเมือง เราก็ขอแจ้งให้ทราบว่า เป็นเจตนาที่ไม่สุจริต เพราะไม่เคารพต่อผู้วายชนม์คือนายสมัคร สุนทรเวช ไม่เคารพต่อมวลชนผู้รับสาร และไม่เคารพต่อข้อเท็จจริง ไม่เคารพต่อเจ้าของผลงานที่แท้จริง เป็นการกระทำที่น่าอับอาย

แม้ว่าการกระทำดังกล่าว จะมีเจตนาหวังผลทางการเมืองบางประการ และก็บรรลุเจตนารมณ์อันซ่อนเร้นของผู้จัดทำและเผยแพร่ก็ตาม สำหรับมวลชนผู้รับสาร แม้ว่าท่านอยากเชื่อว่านี่คือกลอนสุดท้ายของนายสมัคร แต่พึงรับทราบว่า สัจธรรมนั้นไม่อาจงอกเงยมาจากความเท็จ

มาถูกทาง..แต่กล้าหรือเปล่า?

ที่มา Thai E-News


เฉพาะตัวเลขของขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน ประมาณการณ์ว่า มีการนำเข้าน้ำมันเถื่อน วันละ 5 ล้านลิตร กำไรสุทธิโดยยังไม่หักค่าใช้จ่ายที่ วันละ 65 ล้านบาท จ่ายเป็นค่าไฟเขียว ให้เจ้าหน้าที่รัฐ (บางคน) และอื่นๆ ลิตรละ 5 บาท ตกเดือนละ 25 ล้านบาท ยังเหลือเป็นกำไรอยู่ถึง 40 ล้าน เดือนละเท่าไหร่ ปีละเท่าไหร่คิดเอาเองครับ


โดย ปาแด งา มูกอ
2 มีนาคม 2554

ตั้งแต่ให้สัมภาษณ์ เหตุการณ์ไฟใต้ของท่าน ผบ.ทบ. ในหลายครั้ง ก็เพิ่งจะโดนใจและถูกใจที่สุดก็คราวนี้เอง

ถูกต้องแล้วครับ ท่านมาถูกทางแล้ว ท่านประยุทธ แต่ไม่อยากให้ท่านใช้คำว่า “อาจจะ” ใช่หรือไม่ใช่ฟันธงไปเลย “อย่าแทงกั๊ก” ถ้าจะทำเพื่อประเทศชาติจริงๆ


ผบ.ทบ.ยอมรับแก๊งค้ายา-อิทธิพลเถื่อนผสมโรง

" สำหรับผู้ที่ก่อเหตุร้ายต่างๆ ในอดีตมีการแบ่งกลุ่มกันทำงาน แต่ในปัจจุบันมีการรวมกลุ่ม อย่าลืมว่าที่ผ่านมาไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นหัวหน้า และทางฝ่ายรัฐก็ไม่สามารถที่จะไปพูดคุยกับฝ่ายตรงข้ามได้ ไม่เฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดจากผู้ก่อความไม่สงบอย่างเดียว แต่อาจจะ มีเรื่องของยาเสพติด การกระทำผิดกฎหมายมาเกี่ยวข้องด้วย และในขณะนี้ผมได้สั่งการให้ กอ.รมน.ภาค 4 ไปดูแลเรื่องยาเสพติดด้วย เป็นการลดปัญหาแทรกซ้อนที่อาจให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ทั้งน้ำมันเถื่อน ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล ก็ อาจเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ทั้งหมดมารวมตัวกันในการก่อเหตุร้ายต่าง ๆ ต่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือประชาชนได้ "


ประเด็นธุรกิจผิดกฎหมายที่เกิดมาช้านานแล้วในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ว่า น้ำมันเถื่อน ของเถื่อน ยาเสพติด บ่อนการพนัน ผู้มีอิทธิพล ท่านประยุทธฯอยากศึกษารายละเอียดก็ให้ไปเรียนปรึกษาท่านเทพเทือก,ท่าน มท.3 ดู หรือถ้าเป็นการรบกวนหรือไม่กล้าถามท่านทั้งสอง ก็ให้ไปถามบรรดา ส.ส.พรรค ปชป.ทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้คนไหนก็ได้ รับรองท่านจะได้ข้อมูลที่เป็นจริง (เพราะใครคุมและใครกินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง คนเขาพอรู้ๆอยู่)

ผลประโยชน์อันมหาศาลที่หน้าไหนก็มิอาจทำลายได้

พูดถึงธุรกิจผิดกฎหมายทางภาคใต้ ผมขอนำเอาเฉพาะเรื่องน้ำมันเถื่อนมายั่วให้ท่านผู้อ่านที่อยู่ภาคอื่นของประเทศไทยได้น้ำลายไหลกันก่อน ว่าทำไมเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจมันถึงวิ่งเต้นอยากมาอยู่ภาคใต้กันจัง ไม่ใช่ว่ามีอุดมคติ อุดมการณ์บ้าบอคอแตก ที่จะมารับใช้ชาติ รับใช้ประชาชนหรอกครับ แต่มาเพื่อกอบโกยโดยเฉพาะ

ปัจจุบัน ณ เวลานี้ 3 เส้นทางหลักในการลักลอบน้ำมันเถื่อน คือ

เส้นทางจังหวัดสงขลา ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนมีรถยนต์ดัดแปลงอยู่ 300 กว่าคัน รถยนต์กระบะและรถเก๋งดัดแปลงเหล่านี้ สามารถบรรทุกน้ำมัน ตั้งแต่ 1,600 ลิตร ถึง 2,000 ลิตร ไม่รวมรถบรรทุก รถหัวลาก อีกว่า 50 คัน ที่เข้าสู่ขบวนการค้าน้ำมัน โดยรถทั้งหมด ขับเข้าทางด่าน สำนักขาม ด่านปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา

ส่วนที่ จ.สตูล การขนน้ำมันทางบก ( รถยนต์ ) มีเส้นทางเดียว คือ ด่านวังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล ซึ่งขนวันละกี่เที่ยว อยู่ที่ความสามารถ ซึ่งมีรถยนต์ที่ถูกขึ้นบัญชีเพื่อจ่ายส่วย ให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย จำนวน 200 คน แต่รถยนต์ที่ขนน้ำมันเถื่อนจริงๆ มีอยู่ 500 กว่าคัน โดยส่วนหนึ่งใช้นำน้ำมันเถื่อน ที่มากับเรือประมง ทั้งจาก อ.เมือง อ.ท่าแพ และ อ.ละงู

ที่ จ.นราธิวาส ซึ่งมีอยู่ 3 อำเภอ คือ อ.สุไหงโก-ลก อ.ตากใบ และ อ.แว้ง ที่มีด่านตรวจศุลกากร โดยมีรถยนต์ดัดแปลงอยู่กว่า 300 คัน และรถบรรทุก 10 ล้อ ที่เป็นรถบรรทุกน้ำมันอีก 10 คัน ซึ่งเป็นที่คุ้นหน้า คุ้นตา กับเจ้าหน้าที่เพราะเป็นรถที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องไฟเขียว เพราะ รับเงินจากหัวเบี้ยเป็นรายเดือนไปแล้ว

เฉพาะตัวเลขของขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน ประมาณการณ์ว่า มีการนำเข้าน้ำมันเถื่อน วันละ 5 ล้านลิตร กำไรสุทธิโดยยังไม่หักค่าใช้จ่ายที่ วันละ 65 ล้านบาท จ่ายเป็นค่าไฟเขียว ให้เจ้าหน้าที่รัฐ (บางคน) และอื่นๆ ลิตรละ 5 บาท ตกเดือนละ 25 ล้านบาท ยังเหลือเป็นกำไรอยู่ถึง 40 ล้าน เดือนละเท่าไหร่ ปีละเท่าไหร่คิดเอาเองครับ น่าน้ำลายไหมครับท่านผู้อ่าน

ผลเสียที่เกิดขึ้น คือ รัฐ หรือประเทศชาติ ต้องสูญเสียภาษีน้ำมันที่รับจากผู้ค้าน้ำมัน เฉพาะใน 7 จังหวัดภาคใต้ปีละนับพันล้านบาท รวมทั้งเป็นการทำลายธุรกิจการค้าน้ำมันที่ถูกต้องตามกฎหมายให้ล้มหายไปจากพื้นที่

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีคำถามว่าแล้วใครที่จะเข้ามาแก้ปัญหา การโกงกิน กันอย่างมหาศาล ที่ตั้งอยู่บนความหายนะของประเทศชาติ ที่มาจากการค้าน้ำมันเถื่อนใน 7 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในเมื่อ ผลประโยชน์อันมิชอบทั้งหมด ได้มีการจัดสรร ปันส่วนอย่างทั่วถึงแล้ว

เป็นไงครับ ท่าน ผบ.ทบ.ท่านพร้อมที่จะแก้หรือยัง นี่แค่เรื่องน้ำมันเถื่อนอย่างเดียวน่ะครับท่าน หรือจะเปลี่ยนใจพอเห็น ประมาณการผลกำไรสุทธิวันละ 65 ล้านบาท วันละ 65 ล้านบาทเชียวน่ะครับ

ในเมื่อผลประโยชน์โคตรมหาศาลมากมายแบบนี้ มันจึงเกิดปัญหาไฟใต้นอกระบบขึ้นมา จนเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบ หมดปัญญา หมดท่า หมดหนทาง ในการดับไฟใต้ เพราะไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวัน มันเกิดจากปัญหาอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ พวกกูก็จะไม่ทิ้งผลประโยชน์ตัวนี้อย่างแน่นอน

ขออนุญาตเล่านิทานประกอบภาพหน่อยน่ะครับ ว่าทำไมถึงเรียกว่า “ไฟใต้นอกระบบ”

นานมาแล้วราวปี 2535 ณ หมู่บ้านชายแดนใต้แห่งหนึ่ง อามีน,อัสมัน,มุกตา ,ไซมิง และมะแอ 5 เพื่อนพ้องน้องพี่ ที่เล่นหัวกันมาตั้งแต่เด็ก จนเข้าสู่วัยฉกรรจ์ ต่างก็มุ่งมั่นในการประกอบอาชีพเพื่อความสุขความสบายของครอบครัวเฉกเช่นมนุษย์ขี้เหม็นทั่วๆไป

แล้วอาชีพอะไรหล่ะ ที่มันสามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสี่ยงตาย ไม่ผิดกฎหมายเพราะกฎหมายที่นี่ใช้เงินซื้อกฎหมายได้ เมื่อคิดได้เช่นนี้ 5 เกลอเพื่อนรักจึงเริ่มจับธุรกิจการค้าน้ำมันเถื่อนทันที

เริ่มต้นครั้งแรกธุรกิจไปได้ดี รายได้ดี แต่มาเสียอีตรงที่ถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน ทุกคน ตั้งแต่ระดับนายไล่ลงไปจนถึงปลายแถว แบบนี้ตายแน่ๆ เห็นทีต้องแก้เคล็ด ด้วยการส่งส่วยนายใหญ่คนเดียวไปเลย วันนึงเอาเท่าไหร่ว่ากันมา พอนายใหญ่งับปั๊บมันก็สั่งลูกน้องหน่วยงานของมันห้ามไปยุ่ง แถมยังขอความสะดวกไปยังนายใหญ่หน่วยอื่นให้อีกด้วย

สี่เกลอหัวใสรอดตัวไปได้ ผลกำไรเริ่มเป็นกอบเป็นกำ ก็เหลือแต่เพียงพ่อมะแอ คนเดียวที่ไม่ยอมเสียเชิงชาย ไม่ยอมให้ใครมาคุมแดก ผลที่มะแอได้รับคือถูกเจ้าหน้าที่จับทุกวัน ไถทุกวัน จาก 4 หน่วยงานที่มันคุมแดก

สี่เกลอของมะแอ เอง มะแอทั้งเศร้าทั้งเจ็บแค้นคิดว่าเพื่อรักทั้ง 4 หักหลังเพราะมะแอจะขนน้ำมันไปซ่อนที่ไหน ไปขายที่ไหน เจ้าหน้าที่มันรู้ไปหมด

และแล้ววันแห่งความเศร้าก็มาถึง มะแอ พร้อมลูกน้องคู่ใจ บุกเข้าฆ่าเพื่อนรักทั้ง 4 ด้วยมือของตนเอง หลังจากนั้นมะแอเองก็ถูกไล่ล่าจากเจ้าหน้าที่ เพราะมะแอทะลึ่งไปทุบหม้อข้าวทั้ง 4 ใบ แถมด้วยชนักติดหลังกลุ่มก่อการร้ายให้กับมะแอ

ต่อมาภายหลัง หน่วยคุมแดกจึงได้แบ่งสันปันส่วน โดยใช้แนวทางของ 5 เกลอในการดำเนินธุรกิจต่อไป

โหดห้ามอุทธรณ์ ไม่มีโทษ ไม่ปรานี ไม่ให้ประกันดา

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 มีนาคม 2554

นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของดา ตอร์ปิโด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว(ประกันตัว)น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) ล่าสุดศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งมาแล้ว วันนี้(1มี.ค.)ทนายประเวศพร้อมกับพี่ชายของดาไปฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์มา ตามรูปที่แนบมา

โดยศาลอุทธรณ์สั่งว่า

"พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าความผิดที่ถูกฟ้องมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง อันกระทบความจงรักภักดี และเคารพเทิดทูนของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หากปล่อยชั่วคราวไปเชื่อว่าจะเกิดความเสียหายและจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่จำเลยอ้างว่ามีเหตุจำเป็นต้องรับการรักษาอาการป่วยด้วยแพทย์เฉพาะทางภายนอกเรือนจำนั้น เห็นว่าจำเลยสามารถดำเนินการได้ตามระเบียบราชทัณฑ์ กรณีจึงยังไม่มีเหตุสมควรปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณา คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราวให้จำเลยทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว"


ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9ก.พ.ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณณ์ที่พนักงานอัยการเป็นโจกย์ยื่นฟ้องน.ส.ดารณี ในข้อหาดูหมิ่นและหมิ่นประมาท องค์พระมหากษัตริย์ พระราชชินี หรือองค์รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยในคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 18 ปี ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรมรนูญวินิจฉัย ว่าการที่่ศาลชั้นต้น สั่งพิจารณาคดีลับตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 โดยไม่รอการพิจารณาพิพากษาไว้ก่อน เมื่่อจำเลยขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ป.วิอาญา มาตรา 177 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า การวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีที่ว่าป.วิอาญา มาตรา 177 ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ไม่เคยมีคำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญมาก่อน จึงมีคำสั่งให้ส่งศาลรัธรรมนูญวินิจฉัยกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยนั้น ให้ยก โดยให้รอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่แล้วแต่กรณี

เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวนี้แล้ว ทำให้จำเลยไม่มีโทษจำคุกติดตัวในคดีนี้ ซึ่งหากจำเลยจะต้องการประกันตัวจะต้องยื่นหลักทรัพย์เพื่อประกันตัวใหม่ ซึ่งเมื่อยื่นขอประกันแล้ว ศาลอาญามีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่ให้ประกัน ทนายความจึงยื่นอุทธรณ์อีกครั้ง และมีคำสั่งออกมาในวันนี้ สรุปคือไม่ให้ประกัน

**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-นิติธรรมร่ำไห้ แม้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดไม่มีโทษติดตัว แต่ไม่ให้ประกัน ไม่ปรานี คดีประหลาดดา ตอร์ปิโด

-สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม:ศาลอุทธรณ์พิพากษา "ยก" คดี ดา ตอร์ปิโด มีความหมายอย่างไร

Tuesday, March 1, 2011

"เฉลิม"แจกคู่มือเลือกตั้งว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พท. ภายใต้ยุทธศาสตร์ 7 แผน 4 ปรับ 3 หลัก 6 เร่ง

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ในการสัมมนาว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.เพื่อไทย มอบเอกสารยุทธศาสตร์ให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทยในการเลือกตั้ง ภายใต้ชื่อยุทธศาสตร์ 7 แผน 4 ปรับ 3 หลัก 6 เร่ง ประกอบด้วย

7 แผน คือ 1.แผนสกัดกั้นอำนาจเงิน 2.แผนสกัดกั้นอำนาจเงิน 3.แผนสกัดกั้นอำนาจมืด 4.แผนโฆษณาประชาสัมพันธ์ 5 แผนจัดตั้งมวลชน 6.แผนหาเสียง และ 7.แผนบริหารจัดการ

4 ปรับ คือ 1.ปรับวิธีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ 2.ปรับวิธีการจัดตั้งมวลชน 3.ปรับวิธีการหาเสียง และ 4.ปรับวิธีการบริหารจัดการ

3 หลัก คือ 1.หลักการประชาธิปไตย 2.หลักการเพื่อประชาชน 3.หลักการของพรรค

6 เร่ง คือ 1.เร่งสร้างเครือข่ายร่วมองค์กรของพรรค สื่อสารมวลชน และองค์กรภาคเอกชน เพื่อสกัดกั้นอำนาจรัฐ อำนาจมือและอำนาจเงิน 2.เร่งประสานงานกับทุกฝ่ายภายในพรรค ให้เกิดความเข้าใจในยุทธศาสตร์ที่ตรงกัน ปฏิบัติงานสอดคล้องและเกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ 3.เร่งตั้งคณะทำงานเพื่อจัดตั้งมวลชนในแต่ละพื้นที่ 4.เร่งตั้งคณะทำงานเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในแต่ละพื้นที่ 5.เร่งสำรวจศึกษาวัฒนธรรมและความต้องการของแต่ละท้องถิ่นในภาวะการณ์ปัจจุบัน สำรวจและจำแนกมวลชนในแต่ละพื้นที่เพื่อจัดทำแผนการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ และ6.เร่งปลุกจิตสำนึกบุคลากรของพรรค ปรับทัศนคติในการปราศรัยหาเสียงและการลงพื้นที่หาเสียงของ ส.ส. และว่าที่ผู้สมัครให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์เพื่อให้การหาเสียงเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

"เฉลิม"ปลุกพท.พุ่งเป้าสู้ปชป. ไม่ต้องสน ภท.

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวในการสัมมนาว่าที่ผู้สมัครขของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 1 มีนาคมว่า ขอให้ผู้สมัครรู้ไว้ว่าวันนี้คู่ต่อสู้ของเราคือพรรคประชาธิปัตย์ อย่าไปมองพรรคอื่น ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พวกนี้ไม่มีอะไร ออกข่าวว่าจะได้ 70- 80 เสียง ก็เป็นได้แต่ต้องนับ 2 รอบ อย่างพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าได้ 250 เสียงก็ต้องนับ 2 รอบเช่นกัน แต่คราวล่าสุดเราได้ 233 เสียง ประชาธิปัตย์ ได้ 165 เสียง จึงเป็นโอกาสที่ประชาธิปัตย์อาจจะขึ้นมาได้ ดังนั้นเราต้องพุ่งเป้าไปที่พรรคประชาธิปัตย์

" ทำให้ประชาชนเห็นว่าที่ผ่านมา รัฐบาลประชาธิปัตย์ ทำสำเร็จ 3 อย่าง คือ 1.เบี้ยยังชีพคนชรา 2.เบี้ยยังชีพคนพิการ และ3.ทำให้พรรคร่วมยังอยู่ร่วมกันทุจริตอย่างมโหฬารได้ เราต้องปราศรัยให้เห็นได้ว่า นโยบายอื่นๆ ล้วนล้มเหลวหรือลอกเลียนแบบพรรคเรา ไม่ว่าจะเป็นเรียนฟรี กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ก็ต่อยอดจากพรรคไทยรักไทย น้ำไฟฟรีก็ต่อมาจากรัฐบาลพลังประชาชน หากทำได้รับรองว่าเรามีโอกาสชนะ " ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

"มิ่งขวัญ"ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขอเวลา 4 วัน ลงมติวันที่ 5 ยืนยันไม่ยืดเยื้อข้ามคืน

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 1 มีนาคม ที่รัฐสภา นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมด้วย นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง ยื่นญัตติพร้อมรายชื่อ ส.ส.จำนวน 122 คน ประกอบด้วย ส.ส.พรรคเพื่อไทย 118 คน ส.ส.ประชาราช 3 คน ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน 1 คน แก่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 9 คน ได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 158 และ 159

นายชัยกล่าวว่า ขั้นตอนจากนี้ จะนัดอภิปรายวันไหน ก็ต้องรอสภาตรวจสอบญัตติก่อน ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน จากนั้นจะส่งเรื่องให้รัฐบาลใน 15 วัน ซึ่งขึ้นกับรัฐบาลจะแจ้งมาว่าพร้อมวันไหน บางคนบอกว่าให้รีบนัด ตนคิดว่ จะรีบไปถึงไหน จะรีบไปตายหรือไง ทั้งนี้ ต้องทำตามระเบียบ อย่างไรก็ตาม วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ ส.ส.ฝ่ายค้านยื่นถอดถอนนายกฯ และ 8 รัฐมนตรี แก่ประธานวุฒิสภา ตอนนี้ทราบว่าส่งเรื่องแจ้งมาที่สภาแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากนั้นนายชัยได้หันไปสัพยอกนายมิ่งขวัญว่า "ผมเคยพูดว่าให้ทำตัวดีๆ จะได้เป็นนายกฯ เพราะเลือกตั้งก็จะได้เสียงข้างมาก ผมก็เคยพูดแบบนี้กับนายอภิสิทธิ์มาแล้ว กับนายมิ่งขวัญก็เคยพูดสมัยที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ตอนนั้นคุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ไล่ลงจากตำแหน่ง แต่วันนี้คุณทักษิณก็กลับมาหนุน" ทำให้นายมิ่งขวัญหน้าเสีย แต่นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวตอบแทนว่า พรรคภูมิใจไทยจะหนุนพรรคเพื่อไทยหรือ ทำให้นายชัยหัวเราะก่อนกล่าวว่า "พรรคเพื่อไทยมีแต่ไล่พรรคภูมิใจไทย"

จากนั้นนายมิ่งขวัญให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงกรณีที่วิปรัฐบาลระบุว่า จะให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 วันว่า ยืนยันว่าต้องใช้เวลาอภิปราย 4 วัน และลงมติในวันที่ 5 เนื่องจาก 1.การอภิปรายครั้งนี้เป็นสมัยสุดท้ายของสภาชุดนี้ จึงสำคัญมาก 2.เนื้อหาการอภิปรายมีมาก โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตต่างๆ 3.ตามบรรทัดฐานที่เคยมี สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน เคยอภิปราย 4 วัน และลงมติในวันที่ 5 ดังนั้น จึงเห็นสมควรให้ใช้เวลาตามที่ฝ่ายค้านเสนอ

นอกจากนี้ ยืนยันว่าการอภิปรายแต่ละวันไม่ควรอภิปรายข้ามคืนถึงตี 3 ตี 4 เพราะประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์ เพราะข้อมูลเรื่องทุจริตมีเอกสารหลักฐานที่ประชาชนควรรู้ ส่วนประเด็นต่างๆ เรื่องน้ำมันปาล์มมีแน่ ส่วนประเด็นใหญ่อื่นๆ จะแจ้งให้ทราบต่อไป