WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 2, 2011

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับความผิดฐานหมิ่นประมาท

ที่มา มติชน



โดย สราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

ในประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทาง และมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำไม่ได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย


แต่หากแสดงความคิดเห็น พูด เขียน พิมพ์ หรือโฆษณาจนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียง ทำให้ผู้ที่ถูกพาดพิงถูกดูถูกเกลียดชังนั้น เป็นการใช้เสรีภาพจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา


ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 กำหนดว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”


คำกล่าวที่เป็น หมิ่นประมาท คือ การพูดหาเหตุร้ายหรือกล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง เสียความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จก็ตาม เช่น


กล่าวหาในทางชู้สาวว่าหญิงเป็นเมียน้อย หรืออาจใช้ถ้อยคำที่มีความหมายพิเศษ เช่น ด่าว่า “ไอ้เสี่ยบ้ากาม” หมายถึงคนมักมากในกามคุณผิดวิสัยคนทั่วไป หรือด่ากับคนหนึ่งแล้วเลยกล่าวถึงน้องเขาว่าเคยมีท้องต้องไปทำแท้ง เป็นหมิ่นประมาท (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2520 ; 782/2524; 286,287/2498)


กล่าวหาว่ามีความประพฤติชั่วหรือทุจริตในหน้าที่การงาน เช่น กล่าวหาว่าใช้อิทธิพลในฐานะกรรมการตุลาการ ทำให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีที่ตนเป็นคดีกับจำเลยเกิดความกลัวและไม่ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลย เป็นการกระทำที่ประสงค์จะทำลายชื่อเสียงมากกว่า มิใช่เพื่อปกป้องผลประโยชน์อันชอบธรรมของตน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1101/2530)


หรือคำพูดที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าผู้ที่ถูกพูดถึงมีฐานะการเงินที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น กล่าวว่า ออกเช็คจ่ายเงิน 1 ล้านบาท ไม่มีเงินธนาคารงดจ่ายเงิน หรือกล่าวว่าเป็นคนหลบหนีหนี้ เป็นต้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2523; 2822/2515)


นอกจากนั้น การใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สามเป็นเหตุให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ก็เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เช่น เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ว่า “ พรรคไหนเอ่ย ที่คนในพรรคพัวพันกับการค้าเฮโรอีนระหว่างประเทศจนต้องแก้ปัญหาด้วยการปลิดชีพตัวเอง ลาโลก” เป็นการใส่ความผู้ตายด้วยโฆษณาอันน่าจะเป็นเหตุให้ภริยาและบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6031/2531)


เห็นได้ว่า หมิ่นประมาท เป็นการกล่าวข้อเท็จจริงยืนยันใส่ความ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ต่อบุคคลที่สาม เพื่อให้บุคคลที่สามนั้นลดคุณค่าของผู้ถูกหมิ่นประมาทลง

แต่การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ติชม ด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท


แต่หากผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อหาที่ว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน


เช่น กล่าวว่า “พระเข้าหานางชีที่ห้องวิปัสสนา” (เป็นเรื่องส่วนตัว) แต่ถ้าเป็นความจริงก็เป็นประโยชน์แก่ประชาชน พิสูจน์ความจริงได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1072/2507)

แต่การลงข่าวว่า นายกเทศมนตรีออกเช็คไม่มีเงิน เป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน จะนำสืบความจริงเพื่อไม่ต้องรับโทษไม่ได้( คำพิพากษาฎีกาที่ 407/2523)

ยังมีกรณีความผิดเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นที่น่าศึกษาอีกความผิดหนึ่ง คือ “การดูหมิ่นซึ่งหน้า” ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 กำหนดว่า “ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ดูหมิ่น คือ การดูถูกเหยียดหยาม ทำให้อับอายขายหน้า เป็นการลดคุณค่า ดูถูก เหยียดหยาม เป็นการกระทำซึ่งหน้า ที่ผู้ถูกดูหมิ่นรู้ตัวผู้กระทำทันทีและไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย อาจเป็นคำด่าหยาบคายไม่สุภาพ หรือทำด้วยกิริยาอื่น เช่น ยกเท้าให้ เปลือยกาย เช่น ด่าว่าเป็นผู้หญิงต่ำๆ แสดงว่าเป็นผู้หญิงไม่ดีมีศักดิ์ศรีต่ำกว่าผู้หญิงทั่วๆไป เป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2256/2537)


ถ้ากล่าวโดยสุภาพไม่ดูถูกเหยียดหยาม ไม่เป็นดูหมิ่น เช่น กล่าวว่า เมียมันคบชู้ ไม่ใช่ดูหมิ่นแต่อาจเป็นหมิ่นประมาท (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2324/2518)

ความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้านั้น กฎหมายต้องการลงโทษผู้ที่ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าฝ่ายเดียวโดยที่ผู้ถูกดูหมิ่นมิได้ตอบโต้ด้วย หากเป็นความสมัครใจกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างด่ากัน ไม่เป็นดูหมิ่น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2521)

ดังนั้น การใช้สิทธิและเสรีภาพของตนต้องอยู่ภายในกรอบของกฎหมาย ไม่ละเมิดหรือกระทบสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น มิฉะนั้นอาจต้องรับโทษทางอาญา

ป.ป.ช.กับการใช้ทฤษฎีภาระความรับผิดแห่งอำนาจ

ที่มา มติชน



โดย เมธี ครองแก้ว



ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาคดีสำคัญๆ หลายคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำนวนมาก

ยกตัวอย่างเป็นคดีแถลงการณ์ร่วมเขาพระวิหาร ซึ่งมีคณะรัฐมนตรีทั้งคณะเป็นผู้ถูกกล่าวหา บวกกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกจำนวนหนึ่ง คดีสลายการชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีข้าราชการการเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก หรือคดีรถ/เรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร ก็เช่นเดียวกัน

แต่ถึงแม้จะมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำนวนมาก (อย่างน้อยถ้ามองจากสองคดีแรก) คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็มีมติชี้มูลความผิดของคนไม่กี่คน เช่น ในคดีเขาพระวิหาร มีเพียงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่ถูกชี้มูลความคิด ส่วนคดี 7 ตุลา ก็มีเพียงนายกรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรีที่รับมอบหมายให้ควบคุมเหตุการณ์, ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้ถูกชี้มูลความผิด

แต่ในคดีรถ/เรือดับเพลิงของ กทม. ซึ่งจำนวนผู้ถูกกล่าวหาน้อยกว่ามาก กลับมีผู้ถูกชี้มูลความผิดเป็นจำนวนมาก และในการไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาชุดที่สอง ก็อาจเป็นไปได้ว่าอาจจะมีผู้ถูกชี้มูลอีกเป็นจำนวนมาก

อะไรคือสาเหตุหรือเหตุผลที่ผลของการพิจารณาเป็นเช่นนี้

ในความเห็นของผู้เขียน (ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับความเห็นหรือฐานะอย่างเป็นทางการคณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่อย่างใด) ปรากฏการณ์ดังกล่าวน่าจะอธิบายได้โดยทฤษฎีที่ผู้เขียนพัฒนาขึ้นมาเองในระหว่างที่ทำงานอยู่ที่ ป.ป.ช.

ทฤษฎีที่ว่านี้คือ ทฤษฎีว่าด้วยภาระความรับผิดแห่งอำนาจ (Theory of Accountability of Power) ซึ่งสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ดังนี้

ในเหตุการณ์, กิจการ, หรือโครงการหนึ่งๆ ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องหลายคนเราอาจจะจำแนกผู้ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวตามฐานะ และ/หรือบทบาทที่แตกต่างกันออกไป ว่าใครเป็นผู้วางแผน, ตัดสินใจ หรือดำเนินการ หรือปฏิบัติการ เราสามารถแยกแยะได้ว่าใครบ้างที่เป็นผู้ที่มีอำนาจหรือความรับผิดชอบ (power or authority) ในการที่จะทำให้เหตุการณ์ กิจการหรือโครงการเช่นว่านั้นเกิดขึ้น

อำนาจหรือความรับผิดชอบนี้อาจจะมิได้รวมศูนย์อยู่ที่ผู้มีอำนาจสั่งการหรือตัดสินใจขั้นสุดท้ายเท่านั้น แต่อาจจะหมายรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับอื่นๆ หรือระดับที่ต่ำลงมาด้วยก็ได้

หากผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับนี้มีบทบาทเป็น "ต้นคิด" ในการวางแผน เตรียมการหรือดำเนินการในส่วนต่างๆ และอำนาจในการตัดสินใจนั้นก็มิได้จำกัดอยู่เฉพาะการตัดสินใจกระทำ (action) เท่านั้น หากแต่ว่าจะรวมถึงอำนาจในการยับยั้งหรือเปลี่ยนแปลงการกระทำด้วย

ในเมื่อบุคคลดังกล่าวนี้มีอำนาจ อำนาจดังกล่าวย่อมทำให้เกิดภาวะความรับผิด (accountability) ที่ผูกติดอยู่กับอำนาจนั้นๆ ด้วย

เพราะฉะนั้น ในกรณีเขาพระวิหาร ผู้ถูกชี้มูลความผิดจึงมีเพียง 2 คน คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศผู้ซึ่งเป็น "ต้นคิด" หลักเพียงคนเดียว และตัวนายกรัฐมนตรีซึ่งเห็นชอบด้วยเป็นคนสุดท้าย ส่วนในคดี 7 ตุลาฯ ก็มีเพียงผู้บัญชาการตำรวจนครบาลซึ่งได้รับมอบหมายเป็น "ผู้บัญชาการเหตุการณ์" ตัวผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีอำนาจยับยั้งหรือเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์การกระทำได้ (แต่มิได้ทำเช่นนั้น) ตัวรองนายกรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและตัวนายกรัฐมนตรีซึ่งสามารถยับยั้งหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ (แต่มิได้ทำเช่นนั้น)

ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกเป็นจำนวนมากเพียงแต่เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และไม่ได้เป็น "ต้นคิด" หรือ "เจ้ากี้เจ้าการ" ในการวางแผนเตรียมการหรือดำเนินการแต่อย่างใด ซึ่งผิดกับกรณี รถ/เรือดับเพลิง ซึ่งในแต่ละขั้นตอนของเหตุการณ์ ตั้งแต่มีการเสนอทำสัญญาซื้อขายรถ/เรือดับเพลิงแบบต่างตอบแทน จนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่การทำสัญญาเป็นผล มีผู้ที่เกี่ยวข้องเป็น "ต้นคิด" หรือ "เจ้ากี้เจ้าการ" อยู่เป็นจำนวนมาก

ผู้เขียนมาค้นพบภายหลังว่าทฤษฎีภาระความรับผิดแห่งอำนาจที่พูดถึงข้างต้นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตมีแนวคิดหรือทฤษฎีในทำนองอย่างนี้อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการปฏิบัติการในภาวะสงคราม

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตอนสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นในประเทศฟิลิปปินส์ ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพล Yamashita ได้ปล่อยให้ทหารในสังกัดของตนเข่นฆ่าทำการทารุณกรรมกับคนฟิลิปปินส์เป็นจำนวนมาก เมื่อสงครามเสร็จสิ้นลง ฝ่ายพันธมิตรก็จับตัว Yamashita ขึ้นศาลในข้อหาว่า "ปล่อยปละละเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมายในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม"

และในที่สุด Yamashita ก็ถูกตัดสินประหารชีวิต

หรือก่อนหน้านั้นในประเทศฟิลิปปินส์อีกเช่นเดียวกัน แต่ในสงคราม Spanish American เมื่อปี ค.ศ.1901 เมื่อนายพลจัตวาของสหรัฐอเมริกาคนหนึ่งสั่งให้ทหารใต้บังคับบัญชาฆ่าศัตรูให้มากที่สุด อย่าจับตัวมาเป็นเชลย ปรากฏว่า มีนายทหารยศรองลงมาผู้หนึ่ง สังหารเชลยไป 11 คน โดยอ้างว่าทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

ทั้งสองคนถูกจับขึ้นศาลทหาร นายทหารยศรองลงมาที่อ้างว่าทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้รับการปล่อยตัว แต่ตัวนายพลจัตวาผู้รับผิดชอบในการบังคับบัญชาถูกลงโทษ

แนวคิดตามทฤษฎีนี้จึงได้ชื่อว่าทฤษฎีความรับผิดชอบตามชั้นการบังคับบัญชา (command responsibility theory) หรือมีแนวคิดทางกฎหมายอีกแนวหนึ่งว่า "เจ้านายต้องรับผิดชอบแทนลูกน้อง" (Respondiat Superior)

อันที่จริงการอ้างว่า "ทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา" จะใช้เป็นเหตุผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐพ้นผิดในเหตุการณ์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเหตุการณ์สงคราม แต่ก็มิได้เป็นหลักการสำคัญที่ใช้อ้างได้เสมอไป ในการพิจารณาโทษทหารเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยฝ่ายพันธมิตรที่เมือง Nuremberg คณะตุลาการได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาโทษข้อหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Nuremberg Principle IV ซึ่งกล่าวว่า "ความจริงที่ว่าบุคคลใดกระทำตามคำสั่งของรัฐบาลหรือของผู้บังคับบัญชาจะไม่ถือว่าเป็นเหตุให้บุคคลนั้นพ้นจากความรับผิดชอบภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศได้ ยกเว้นแต่ว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น"

โดยสรุปแล้ว เราอาจจะพูดได้ว่าใครจะผิดหรือไม่ผิดนั้นอาจจะดูจากพฤติกรรมว่าเกิดขึ้นจาก "ความโง่" หรือ "ความชั่ว" ถ้าเป็นความโง่ โอกาสที่จะไม่ผิดหรือไม่ถูกลงโทษก็จะมีอยู่สูง แต่ถ้าเป็นความชั่วแล้วละก็ โอกาสที่จะถูกชี้มูลความผิด และ/หรือถูกลงโทษเกือบจะไม่มีข้อยกเว้น

เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจที่ตั้งอยู่บนฐานความชั่วหรือที่ภาษากฎหมายเรียกว่า "เถยจิต" ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่ต้องเผชิญกับภาระความรับผิดแห่งอำนาจนั้นๆ

รุ่งอรุณ

ที่มา มติชน



โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับประจำวันที่ 1 มีนาคม 2554)

เมื่อวันที่ 7 แกนนำ นปช.ได้รับอนุมัติให้ประกันตัว หลังจากถูกกักขังอยู่ในเรือนจำเป็นเวลาร่วม 9 เดือน

คุณธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช.คนปัจจุบัน และเป็นภรรยาของ น.พ.เหวง โตจิราการ หนึ่ง 7 แกนนำที่ได้รับการปล่อยตัว เอ่ยปากว่านี่คือ

รุ่งอรุณของความยุติธรรม

ซึ่งในบางแง่ก็อาจจะจริง แต่ต้องขออนุญาตแสดงความเห็นต่างเอาไว้ด้วยว่า

ในอีกหลายแง่และสำหรับอีกหลายคน นี่เพิ่งจะผ่านเที่ยงคืนไปเสียด้วยซ้ำ

อีกหลายชั่วโมงนักกว่าจะเห็นแสงเงินแสงทองที่ปลายขอบฟ้า

อย่างน้อยสำหรับ 151 ผู้ถูกจับกุมในคดีการเมืองหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2554 นั่นก็พวกหนึ่งละ

กว่าครึ่งหรือกว่าค่อนของคนเหล่านั้น มีรายงานของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม-หน่วยงานของรัฐบาลเองแท้ๆ มายืนยันให้ว่า

ถูกจับกุมคุมขังโดยไม่มีความผิด ถูกตั้งข้อหาเกินกว่าที่กระทำจริง และหลายคนในนี้ถูกซ้อมถูกทารุณให้สารภาพในความผิดที่ตัวเองไม่ได้ทำ

ทั้งกรรมการชุด คอป.ของนายคณิต ณ นคร (ซึ่งรัฐบาลก็ตั้งขึ้นมาเองอีกเหมือนกัน) และกรมคุ้มครองสิทธิฯ เสนอรายงานว่าควรจะปล่อยตัวคนเหล่านี้ไปตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว

รัฐบาลก็ทำเหมือนหูทวนลม

อ้างเหตุขัดข้องทางเทคนิคสารพัด เช่น หลักทรัพย์ประกันตัวหรืออื่นๆ

ถามว่า ถ้าตั้งใจจะหยิบยื่นความเป็นธรรมให้กับสังคม โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้กระทำผิดจริง

เรื่องพวกนี้จะยากสักแค่ไหนเชียว

ถ้านายกรัฐมนตรีเอาจริง (อย่างที่ปากพูด) สั่งวันนี้ เผลอๆ พรุ่งนี้ก็จบ

นี่ยังไม่นับกรณีล่าสุดที่ดีเอสไอออกมาใช้ความเห็นของคนที่ไม่ได้ร่วมผ่าศพพิสูจน์แล้วระบุทันทีว่านายฮิโรยุกิ มุราโมโตะ ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตที่สี่แยกคอกวัว

เสียชีวิตด้วยกระสุนอาก้า ซึ่งไม่มีใช้ในราชการหรือกองทัพไทย

อ้าว-แล้วจะให้ประเมินการแถลงที่ผ่านๆ มา ซึ่งระบุว่า นายมุราโมโตะน่าจะเสียชีวิตจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร

คำแถลงหนไหนเชื่อไม่ได้

หรือเชื่อไม่ได้ทั้งหมด?

ชะตากรรมของ 151 ผู้ต้องขังก็ดี ความไม่น่าเชื่อถือของดีเอสไอก็ดี ชวนให้คิดถึงภาษิตโบราณที่ว่า

อาชญากรรมนั้นว่าเลวร้ายแล้ว แต่การปกปิดอาชญากรรมนั้นเลวร้ายไม่น้อยไปกว่ากัน

ฉะนั้น ยังไม่ควรจะด่วนคิดว่า หลังจากผ่านการฆ่ากันกลางเมืองมา 9 เดือน ก็ถึงรุ่งอรุณของความยุติธรรมแล้ว

อย่าลืมข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า ก่อนสว่างนั้นเป็นช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดของวันเสมอ

และที่ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดก็คือ เวลาเมืองไทยนั้นเดินถอยหลังได้

กำลังจะรุ่งสาง ก็ย้อนกลับไปเที่ยงคืนเสียเฉยๆ ได้

มีบทเรียนในอดีตให้เห็นอยู่หลายหนแล้วไม่ใช่หรือ

"ปฏิวัติดอกมะลิ" แห่งโลกอาหรับ เขย่าผู้นำผูกขาดอำนาจ" ใครจะเป็นรายต่อไป

ที่มา มติชน



ชัยชนะจากการปฏิวัติของประชาชน หรือ "People Power Revolution" ในตูนิเซียและอียิปต์ สลับฉากด้วยการสิ้นสุดอำนาจของผู้นำที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนานถึง 2 คน ประกอบด้วย ซีนอับ อาบิดีน เบนอาลี และฮอสนี มูบารัก ถือเป็นจุดเริ่มของปรากฏการณ์ขนานใหญ่ ที่ประชาคมโลกกำลังจับตามองอย่างระมัดระวัง

สภาพเศรษฐกิจที่บีบคั้นของภาวะข้าวยากหมากแพง อัตราว่างงานที่พุ่งสูง และวิถีความเป็นอยู่ที่แตกต่างระหว่างชนชั้นผู้นำกับประชาชนทั่วไป เป็นระเบิดเวลาที่ซุกงำอยู่ในโลกอาหรับและแอฟริกามาเป็นเวลานาน กระทั่งเมื่อโมฮัมเหม็ด บูอาซีซี นักศึกษาตกงานวัย 26 ปี จุดไฟเผาตัวเองประท้วง หลังจากตำรวจยึดรถเข็นขายผักผลไม้ของเขา นั่นคือชนวนเหตุที่นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในตูนิเซีย ในที่สุด เบนอาลีเป็นเผด็จการที่ครองอำนาจมา 23 ปี ตั้งแต่ทำรัฐประหารในปี 2530 ต้องยอมลงจากอำนาจ

ชัยชนะในตูนิเซียกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ชาวอียิปต์ลุกขึ้นขับไล่ฮอสนี มูบารัก และทำให้ประธานาธิบดีที่ผูกขาดปกครองดินแดนฟาโรห์มานานกว่า 30 ปี พ้นจากเก้าอี้ในเวลาเพียง 18 วัน

น่าสนใจว่าการสิ้นสุดอำนาจของเบนอาลีและมูบารัก เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หากพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของมวลชนเพื่อโค่นอำนาจ หรือกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศของตนเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย นั่นทำให้ผู้นำที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนาน ทั้งในลักษณะเผด็จการ และจากการโกงเลือกตั้งมาหลายสมัยต่อเนื่องกัน กำลังถูกจับตามองเขม็ง

โดยเฉพาะโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย วัย 68 ปี ที่นั่งอยู่ในอำนาจมานานถึง 41 ปี 5 เดือน อำนาจเผด็จการของเขาเริ่มสั่นคลอน เมื่อรัฐมนตรีข้างกายพากันลาออก ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงยึดเมืองต่าง ๆ ได้สำเร็จ เหลือเพียง "ทริโปลี" เมืองหลวงของลิเบีย และเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของกัดดาฟี

นอกเหนือจากกัดดาฟี ผู้นำประเทศใหญ่น้อยในแอฟริกาอีกไม่ต่ำกว่า 10 คน ซึ่งแต่ละคนอยู่ในตำแหน่งมายาวนานแตกต่างกันไป ระหว่าง 21-31 ปี อาทิ โฮเซ่ เอดูอาร์โด โดส ซานโตส ที่ปกครองแองโกลามากว่า 31 ปี หรือนายกรัฐมนตรี โรเบิร์ต มูกาเบ ที่ปกครองซิมบับเวมาตั้งแต่ปี 2523 ล้วนตกเป็นเป้าจับตามองของนักวิเคราะห์การเมืองและชาติตะวันตกว่าใครจะเป็นรายต่อไป หากผู้นำลิเบียปิดฉากอำนาจลงแล้ว

อย่างไรก็ตามกระแสการปฏิวัติโดยประชาชนไม่ได้หยุดนิ่งแค่การโค่นล้มผู้นำเผด็จการ แม้แต่ระบอบกษัตริย์ในหลายประเทศของโลกอาหรับก็กำลังถูกท้าทาย อาทิ ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเหล่าปัญญาชนและนักรณรงค์มากกว่า 100 คน รวมตัวเรียกร้องให้กษัตริย์อับดุลเลาะห์ดำเนินการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ และสละพระราชอำนาจของพระองค์

ความท้าทายใหม่กำลังเกิดขึ้นในโลกอาหรับ นอกเหนือจากซาอุดีอาระเบีย กระแสเรียกร้องในแบบเดียวกันยังเกิดขึ้นในบาห์เรนและโอมานด้วย โดยเฉพาะในบาห์เรน ซึ่งกระแสประท้วงได้เบี่ยงเบนประเด็นจากการเลือกปฏิบัติระหว่างผู้ปกครองที่เป็นมุสลิมกลุ่มน้อยนิกายซุนนี ที่ปกครองนานกว่า 2 ศตวรรษต่อชาวชีอะห์ ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มาเป็นความพยายามให้เกิดการปฏิรูปประเทศ และต่อต้านกษัตริย์อาหมัด บิน อิซา อัล คาลิฟา

แรงกระเพื่อมจากโลกอาหรับและแอฟริกากำลังโยนคำถามกลับมายังเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ ถึงอนาคตของบรรดาผู้นำที่นั่งทับอำนาจมาอย่างยาวนาน หรือแม้กระทั่งผู้นำเผด็จการในหลาย ๆ ประเทศ

เว็บไซต์ donga.com สื่อชั้นนำของเกาหลีใต้ ได้ตีพิมพ์บทความของฮาไก เซกัล ผู้เชี่ยวชาญตะวันออกกลาง การก่อการร้าย และอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งนิวยอร์กในลอนดอน ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศในเอเชียมีจุดร่วมหนึ่งที่เหมือนกับประเทศในแอฟริกาเหนือ อย่างตูนิเซีย อียิปต์ และลิเบีย นั่นคือความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่มีต้นรากมาจากการปกครองแบบเผด็จการ และการคอร์รัปชั่น

เขาเตือนว่า หากความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจขยายวงจากตะวันออกกลางและแอฟริกามาที่เอเชีย ความพยายามกีดกันชาติอื่น ๆ ให้พ้นจากทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ น้ำมัน และอาหาร อาจพัฒนาขึ้นเป็นความเสี่ยงของโลกได้

เซกัลระบุถึงประเทศในเอเชียที่เสี่ยงจะเกิดการปฏิวัติโดยประชาชน หรือที่เขาเรียกว่า "ปฏิวัติดอกมะลิ" ได้แก่อินเดีย และบังกลาเทศ โดยตั้งข้อสังเกตถึงการรวมตัวประท้วงของชนชั้นแรงงานและผู้มีรายได้น้อยราว 8 แสนถึง 1 ล้านคน เพื่อโจมตีนายกรัฐมนตรี มานโมฮัน ซิงห์ ที่ล้มเหลวในการควบคุมเงินเฟ้อ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการคอร์รัปชั่นในรัฐบาล

นอกเหนือจากอินเดียแล้ว นักวิชาการหลายรายตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย มีแนวโน้มจะขยายวงไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียกลาง

ในเอเชียกลาง ประเทศอิสลามหลายแห่งได้แก่ อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน และเติร์กเมนิสถาน ล้วนแต่ปกครองโดยคนคนเดียวมานานมากกว่า 20 ปี นับจากแยกประเทศจากสหภาพโซเวียต อาทิ ประธานาธิบดี อิสลาม คาลิมอฟ ของอุซเบกิสถาน ประธานาธิบดี นูร์สุลตาน นาซาร์บาเยฟ ของคาซัคสถาน และประธานาธิบดี เกอร์บันกูลี เบอร์ดีมูคามเมดอฟ ของเติร์กเมนิสถาน

ประเทศเหล่านี้มีปัญหาเชิงโครงสร้างหลาย ๆ ประการคล้ายกับลิเบีย ตูนิเซีย และอียิปต์ ถูกกดขี่จากรัฐบาลที่เต็มไปด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิลิปปินส์ และพม่า เป็น 2 ประเทศที่ผ่านประสบการณ์การประท้วงอย่างรุนแรงมาหลายครั้งนับจากอดีตถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะพม่าซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารมาเป็นเวลานานจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันมี "นายพลตัน ฉ่วย" เป็นผู้นำที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และมีการวางตัว "นายพลเต็ง เส่ง" เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป พบว่าประชาชนมีการรวมตัวประท้วงหลายครั้ง ซึ่งครั้งรุนแรงสุดเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมปี 2550 เป็นการประท้วงที่นำโดยคณะพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี นักศึกษา และประชาชน

นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ของกัมพูชา เป็นหนึ่งในผู้นำที่ปกครองกัมพูชามาอย่างยาวนานถึง 28 ปี จากข้อมูลในเว็บไซต์บิสซิเนส อินไซเดอร์ นำมาตีแผ่ระบุว่า 66% ของชาวกัมพูชาไม่รู้จักผู้นำคนอื่นใด นอกจากสมเด็จฮุน เซน จากผลสำรวจ Asian Barometer (ABS) ระบุว่า กัมพูชาเป็นรัฐเผด็จการแบบอำนาจนิยม

เมื่อเร็ว ๆ นี้เอเอฟพีรายงานอ้างความเห็นของชยา ฮัง ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อประชาธิปไตยกัมพูชา ซึ่งเชื่อว่าฮุน เซน พยายามรวบอำนาจให้เป็นปึกแผ่นจากการวางตัวทายาทอำนาจ ซึ่งเขามองว่าสถานการณ์ไม่แตกต่างจากกรณีของเกาหลีเหนือ ที่ประธานาธิบดี (คิม จอง อิล) โปรโมต "คิม จอง อุน" บุตรชายคนสุดท้อง เป็นนายพล 4 ดาว เมื่อปีที่แล้ว

นักสังเกตการณ์เกาหลีเหนือระบุว่า การแต่งตั้งถือเป็นสัญญาณว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นที่คิม จอง อุน จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำประเทศต่อจากผู้เป็นพ่อ

ปฏิวัติดอกมะลิในโลกอาหรับ จะเกิดขึ้นกับผู้นำที่ผูกขาดอำนาจเหล่านี้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าจับตามองยิ่ง !

..............

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ คลิกอ่านข่าวอื่นๆเพิ่มเติม

นักการเมืองท้องถิ่นตากลั่นหนุน"วราทิต"ลงส.ส.พท. ชี้เป็นทางเลือกใหม่ แนะลงสู้กับน้องชาย

ที่มา มติชน

นายประเทศ วงศ์ยา อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)วังจันทร์ และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด(ส.อบจ.)ตาก เขตอำเภอสามเงา กล่าววันที่ 2 มีนาคมถึงกรณีที่นายวราทิต ไชยนันทน์ บุตรชายคนโตของนายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวลงสมัคร ส.ส.ตาก ในนามพรรคเพื่อไทย ว่าถือเป็นสิ่งใหม่ น่าสนใจ เป็นความกล้าหาญมาก ที่มีนักการเมืองหน้าใหม่ ที่สำคัญเป็นคนตระกูลไชยนันทน์ ที่มีความคิดแตกต่าง การเมืองตากตกอยู่ในมือของพรรคการเมืองเก่าแก่มานาน คนตากไม่มีทางเลือก ไม่รู้จะไปเลือกใคร

“ผมเห็นแววนักการเมืองของนายวราทิต ชัดยิ่งกว่านายธนิตพล น้องชาย ขณะที่ทั้งสองคนมาเดินช่วยพ่อหาคะแนนเสียงที่ อ.สามเงา บ่อยๆ ในการเลือกตั้ง ส.ส.ในอนาคตอันใกล้ เชื่อว่านายวราทิต คงไม่โดดเดี่ยวแน่ กลุ่มคนตากที่เบื่อความซ้ำซาก จะเทคะแนนเสียงให้ และถ้าจะให้ดีพื้นที่การเลือกตั้งของนายวราทิต น่าจะเป็นพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 เขตเดียวกับนายธนิตพล น้องชาย ที่ทิ้งพื้นที่ไปนาน”นายประเทศกล่าว

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ยันเจตนาแก้วงจรอุบาทว์การเมือง

สัมภาษณ์พิเศษ




ระหว่างที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และประเด็นที่มาส.ส. มาตรา 93-98 อยู่ในขั้นตอนทูลเกล้าฯ

ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กลายเป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง คือ ข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองของคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชุดของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์

โดยเฉพาะกรณีให้สิทธิ์พรรคที่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อมากที่สุด จัดตั้งรัฐบาล

ที่นำมาสู่ข้อสงสัยว่าแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากไหน มีที่มา และมีเหตุผลอย่างไร

นายสมบัติ ชี้แจงไว้ดังนี้

ได้รับเสียงวิจารณ์หนาหู

คณะกรรมการได้รับมอบหมายโจทย์ 1.พิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ก็มีคนบอกว่าเป็นประเด็นปลีกย่อย คงไม่ได้ช่วยให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองเท่าไหร่ ก็ยอมรับว่าจริง แต่เราก็ทำตามโจทย์ซึ่งรัฐบาลรับไปแก้ไขใน 2 ประเด็น

โจทย์ข้อ 2. มีความหมายในระยะยาว คือการสร้างความเข้มแข็งของการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ จึงตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 2 ส่วน

คือ คณะอนุกรรมการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง นายบรรเจิด สิงคะเนติ เป็นประธาน คณะอนุกรรมการปฏิรูปโครงสร้างกระบวนการยุติธรรม นายแสวง บุญเฉลิมวิภาส เป็นประธาน สองชุดทำเวิร์กช็อป เสวนากลุ่มและรับฟังความเห็นต่างๆ



ที่มาของแนวคิด

การปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองที่แตกต่างจากของเดิมมาก ขอเรียกว่านวัตกรรมใหม่ทางการเมือง หรือป๊อปปูลาร์ ปาร์ตี้ ซิสเต็ม (Popular Party System) คือระบบที่พรรคการเมืองมีความโดดเด่น

ที่มาของแนวคิดนี้ โครงสร้างทางการเมืองที่ใช้ในปัจจุบัน 78 ปี ยังล้มลุกคลุกคลานและอยู่ในวงจรอุบาทว์หลายประการ เรื่องแรก คือการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่ยังแก้ไม่ตก รัฐธรรมนูญเขียนว่าการเลือกตั้งหากพรรคใดทุจริตให้ยุบได้ ทำให้มีปัญหาขึ้นไปอีก

พรรคที่จะจัดตั้งรัฐบาลต้องได้เสียงในสภาเกินครึ่ง ถ้าไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่งก็ต้องจัดตั้งรัฐบาลผสม อันเป็นที่มาของปัญหา ทั้งการบริหารไม่มีเอกภาพ การประนี ประนอมระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคแกนนำ หากประนีประนอมไม่ได้รัฐบาลก็ล้ม

ปัญหาใหญ่อีกประการคือ หากไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง พรรคที่ตัดสินว่าจะให้ใครเป็นรัฐบาลไม่ใช่พรรคใหญ่ กลายเป็นพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำให้เกิดการต่อรองมากจนกลายเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตัวและของพรรค ซึ่งเป็นจุดอ่อนใหญ่

เหตุผลที่เราเสนอแนวคิดใหม่ ซึ่งประยุกต์มาจากหลักแบ่งแยกอำนาจและต่อยอดจากสิ่งที่ทำมาแล้ว เช่น การเลือกพรรค และต่อยอดเรื่องการเสนอให้ประชาชนบริจาคภาษี เพื่อสนับสนุนให้พรรคการเมืองมีที่มาอย่างโปร่งใสขึ้น

ที่ผ่านมา หากพรรคหนึ่งพรรคใดมีเสียงเด็ดขาดก็จะเป็นเผด็จการเลือกตั้ง ครอบงำสภา นำไปสู่การทุจริตซื้อสิทธิ์ขายเสียง จะเป็นรัฐบาลต้องได้เสียงเกินครึ่งในสภาก็ต้องหนุนให้ลูกพรรคชนะให้มากที่สุด ด้วยวิธีการหาเงินช่วยซื้อเสียง คนที่หวังจะเป็นรัฐมนตรีก็ต้องหาเงินไปสนับสนุนให้ลูกน้องชนะ เป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมืองไทย

เมื่อเป็นเผด็จการจากการเลือกตั้ง หมายความว่าหัวหน้าพรรคใหญ่จะครอบงำสภาทั้งหมดด้วยเช่นกัน สมาชิกส่วนใหญ่ของสภาไม่มีปากเสียง กฎหมายยังกำหนดอีกว่าจะลงสมัครส.ส.ต้องสังกัดพรรค 90 วัน ยิ่งทำให้การเมืองไทยอยู่ภายใต้อำนาจของหัวหน้าพรรคใหญ่โดยสิ้นเชิง



มีข้อกังวลว่าข้อเสนอทำได้ยาก

อย่าเพิ่งไปย้ำตรงนั้นทั้งที่ยังไม่เข้าใจโครงสร้างโดยรวม ไม่ได้บ้าจี้มาเสนอ แต่มีเหตุผลว่าทำไมต้องเปลี่ยนแปลงจากของเดิมเพราะเห็นว่ามีข้อบกพร่อง ไปถามนักการเมืองที่ชื่นชมระบบถามว่าของเดิมดีแค่ไหน ถ้าดีจะมาเรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศกันทำไม แต่พอมีคนมาคิดแต่ไม่ถูกใจก็กล่าวหาเขาอีก จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ไม่เป็นไร แต่ควรใช้สติปัญญาไตร่ตรอง

นโยบายของเราคือระบอบประชาธิปไตยที่มาจากฉันทานุมัติของประชาชนโดยตรงอีกลักษณะ คือให้ประชาชนเลือกพรรค บอกเลยว่าถ้าพรรคใดได้อันดับหนึ่งให้มีหน้าที่จัดตั้งรัฐบาล

คือ ประชาชนเลือกพรรคแทนที่จะเลือกตัวบุคคล แบบที่เลือกนายกฯ หรือประธานาธิบดี และได้ใช้ในรัฐธรรม นูญ 2540 และ 2550 จึงควรต่อยอดไปเลย เพราะประชาชนเริ่มคุ้นเคยว่ามีการเลือกพรรคการเมือง ดังนั้น หากอยากให้พรรคใดเป็นรัฐบาลก็ให้เลือกพรรคไปจัดตั้งรัฐบาล

พรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องคำนึงถึงเสียงในสภา เป็นทางออกของปัญหาการเมืองไทยที่ไม่ต้องไปให้สภาโหวตเลือกเพราะประชาชนเลือกพรรคโดยตรงมาแล้ว ผลที่ตามมาคือ รัฐบาลมีเสถียรภาพ ไม่ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงในสภา

แต่ที่สับสนกันขณะนี้เพราะไปคุ้นชินกับบัญชีรายชื่อ ทำให้มองว่าเป็นการเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทั้งที่เจตนาของเราต้องการเลือกพรรคโดยตรง แต่คนก็เอาไปบิดเบือน

การเสนอให้ส.ส.มีอิสระ ไม่ต้องสังกัดพรรค จะทำ ให้ระบบการตรวจสอบของสภาเข้มแข็ง เช่น โหวตกฎหมายได้อย่างมีอิสระ ทั่วโลกเขาไม่บังคับแล้ว



ข้อเสนอที่ว่าเหมาะสมกับสังคมไทยมากแค่ไหน

แล้วรู้ได้อย่างไรว่าไม่เหมาะสม บอกได้หรือไม่ว่าที่เป็นอยู่ไปเอารูปแบบอังกฤษมาใช้เหมาะกับสังคมไทยหรือไม่ มีปัญหาที่แก้ไขไม่ได้อยู่ทุกวันนี้แสดงว่าสิ่งที่เราใช้มันไม่เหมาะ เวลาจะคิดอะไรต้องดูเหตุผลและกล้าคิดของใหม่ หรือคิดนอกกรอบแต่ต้องอยู่บนหลักการประชาธิปไตย

การคิดของเราตรงกับหลักการทุกอย่าง และคิดว่าเหมาะกับสังคมไทยในขณะนี้มากกว่าของเดิม เพราะจะแก้การซื้อเสียงได้ โอกาสที่จะซื้อเสียงน้อยมากเพราะเลือกพรรค

ส่วน ส.ส.เขต ก็จะหาสตางค์ยากขึ้น เพราะการจะมาเป็นรัฐบาลหรือรัฐมนตรีเขาไม่ต้องพึ่งคุณแล้ว สิ่งจูงใจจะลดลงมาก แต่จะมีเสียงแย้งอีกว่าคิดอย่างนี้ดูถูกประชาชน แต่พูดอย่างตรงไปตรงมาจะมีกี่คนที่ชนะเลือกตั้งโดยไม่ต้องซื้อเสียง

ขณะที่การยกเลิกอำนาจยุบสภาของนายกฯ ข้อดีคือ นายกฯ ไม่มีอำนาจเหนือรัฐสภา จะไปขู่หรือคุกคามไม่ได้ สภาเป็นอิสระเต็มที่ มีเสถียรภาพ อยู่ครบเทอมทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะพ้นจากอิทธิพลของรัฐบาล

ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์ เพราะนายกฯ กลัวแพ้ก็ต้องดูแลส.ส. และบอกให้รัฐมนตรีมาช่วยกันดูแลเพื่อยกมือให้รัฐบาล เป็นที่มาของการ ตอบแทนผลประโยชน์และเกิดความไม่โปร่งใส จึงยกเลิกแต่ข้อเสนอให้การอภิปรายทั่วไปยังอยู่ ยังสามารถเปิดโปงขุดคุ้ยรัฐบาลได้เหมือนเดิม และเพิ่มความเข้มข้นมากกว่าในอดีตที่เป็นปาหี่ส่วนใหญ่

สามารถถอดถอนนายกฯ รัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งได้ทันทีหากพบว่าประพฤติผิดทางการเมือง ไม่มีจรรยาบรรณและจริยธรรม รวมทั้งนโยบายไม่เหมาะสม บริหารไม่ดี โดยไม่ต้องตรวจสอบถึงการทุจริต

ถ้าทุจริตก็ดำเนินคดีอาญา โดยให้กรรมาธิการสภาเรียกนักการเมืองผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาไต่สวนได้ โดยมีอัยการพิเศษร่วมด้วย

หากฟังข้อมูลแล้วน่าสงสัยว่าจะทุจริตสามารถส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเข้าคุกหากทำผิด นักการเมืองไม่ชอบระบบนี้แน่นอน เพราะการตรวจสอบจะเข้มข้นและได้ผลมากกว่า

จุดประสงค์ของการเสนอแนวทางปฏิรูปการเมือง เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระระหว่างสองฝ่าย ที่สำคัญคือความโปร่งใส หากเป็นจริงได้จะแก้ไขวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยได้ดีมาก



แนวคิดเรื่องตั้งรัฐบาลสอดคล้องกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ได้พูดคุยกันมาก่อน หรือไม่

ประชาธิปัตย์มีคนพูดคนเดียว คือ กอร์ปศักดิ์ ซึ่งพูดภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญปี཮ ซึ่งแนวทางไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่ไปวิจารณ์มั่วกันหมดเพราะกอร์ปศักดิ์ไม่ได้พูดของใหม่ แต่ที่เรากำลังพูดอยู่ตอนนี้คือการแก้ใหม่ อีกทั้งเสียงจำนวนมากและผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์บางคนก็ไม่เห็นด้วย

บางคนรวมทั้งสื่อบอกว่าอาจารย์สมบัติ ชงให้พรรคประชาธิปัตย์ ถามว่ามันแฟร์ไหมที่ได้ยินคนพูดโดยไม่ใช้สติปัญญา ทั้งที่เป็นคนละประเด็น หลักการคนละอย่าง เราเสนอหลักแบ่งแยกอำนาจ แต่ที่กอร์ปศักดิ์เสนอเป็นไปตามหลักควบอำนาจที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

กว่าที่ผมจะมาถึงจุดนี้มีจุดยืนที่ชัดเจนมั่นคงตลอด เป็นนักต่อสู้ทางการเมืองตั้งแต่เป็นนักศึกษา

และวันนี้ยังมั่นคงอยู่ ยืนอยู่ได้โดยไม่ได้รับใช้ใคร และสิ่งที่ทำไม่ได้ไปหาประโยชน์จากรัฐบาล

ชุดดำมาแล้ว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




ดีเอสไอโดนกระหน่ำทันทีที่จุดประเด็นปืนอาก้าเป็นอาวุธที่ใช้ยิง นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น

สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวาง เพราะกรณีของนายฮิโรยูกิอยู่ในสำนวน 13 ศพที่ดีเอสไอโอนสำนวนให้ตำรวจไปเมื่อเดือนก่อน

ซึ่งนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ก็เป็นคนให้ความเห็นเองว่าเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่พอผ่านไปแค่เดือนเศษ กลับบอกว่ามีหลักฐานใหม่ เป็นผลชันสูตรศพของ พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผบช.สพฐ.ที่ระบุว่าบาดแผลของช่างภาพญี่ปุ่นถูกยิงด้วยปืนอาก้า

เป็นปืนที่ไม่มีใช้ในกองทัพไทย!

พล.ต.ท.อัมพรนั่งแถลงว่าไม่ได้ไปร่วมชัน สูตรศพนายฮิโรยูกิ

แต่วิเคราะห์จากรายงานชันสูตรและภาพถ่ายบาดแผล

ก็ฟันธงได้ทันทีว่าถูกปืนอาก้ายิงใส่

ยังคุยด้วยว่าใช้เวลาวิเคราะห์แค่ชั่วโมงเดียวก็สามารถบอกชนิดปืน!!

ตรงนี้สร้างความกังขาในสังคมอย่างมาก

คดีนายฮิโรยูกินั้น ทีมชันสูตรศพและทีมสืบสวนสอบสวนใช้เวลา 7-8 เดือนจึงสรุปเบื้องต้นได้ว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่พล.ต.ท.อัมพรใช้เวลาดูรูปศพแค่ชั่วโมงเดียว

ก็ทำให้เข้าใจว่าไม่ใช่ฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ!?

และหากย้อนไปดูการทำงานของพล.ต.ท.อัมพร เคยแสดงความเห็นถึงเหตุการณ์ม็อบพธม.ล้อมรัฐสภาเมื่อ 7 ต.ค. 51

เป็นคนฟันธงว่าเป็นแก๊สน้ำตาจีน ทำให้คนแขนขาขาดได้

และยังระบุว่าน้องโบว์เสียชีวิตเพราะแก๊สน้ำตา หลังจากดูภาพถ่ายศพ

ซึ่งก็ขัดแย้งกับผลชันสูตรของทีมแพทย์

ฉะนั้น ยืนยันได้ว่าการวิเคราะห์จากภาพถ่ายศพ

เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบในสำนวน

เพราะหลักฐานทั้งหมดต้องดูจากผลชันสูตรที่ครบถ้วนรอบด้าน บาดแผล ขนาดแผล วิถีกระสุน

และดูจากคำให้การของพยานที่เห็นเหตุการณ์

จึงไม่เข้าใจว่าทำไมนายธาริตต้องพาพล.ต.ท.อัมพรออกมานั่งแถลง ทั้งที่โอนสำนวนคดีนี้ให้ตำรวจไปแล้ว

ทำให้นึกถึงคดีดังในอดีต "ห้างทอง ธรรมวัฒนะ"

ตอนนั้นตำรวจสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

แต่หมอผ่าศพคนหนึ่งอ้างผลวิเคราะห์ของนายเอเดรียน ลินาเคอร์ ผู้เชี่ยวชาญชาวมะกัน

บอกว่าแค่ดูจากภาพถ่ายศพนายห้างทองก็ระบุเป็นฆาตกรรม

และมีการฟ้องนายนพดล ธรรมวัฒนะ ผู้ต้องหา

ต้องต่อสู้คดีหลายสิบปีจนศาลอุทธรณ์พิพากษาให้พ้นมลทิน

คดีนายฮิโรยูกิก็เช่นกัน อาจซ้ำรอยคดีห้างทอง

โดยมี "คนชุดดำ" ตกเป็นเหยื่อ!?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 02/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



มันแสดง ให้เห็น ใคร? เส้นใหญ่
เป็นละคร บทจัญไร ใครก็รู้
เลวกับทราม แถมต่ำช้า ไม่น่าดู
ช่างอดสู พวกสิ้นคิด จิตอัปรีย์....

เพราะพวกมัน ภูมิใจ เส้นใหญ่มาก
เลยต้องอยาก โชว์พาว ในคราวนี้
แสดงบท ตบตา ประชาชี
ปั่นคดี แล้วร่วมด้วย เพื่อช่วยกัน....

สมเป็นยุค ตกต่ำ ระยำแท้
หมดทางแก้ เพราะพวกเลว แหลกเหลวนั่น
ต่างก็ใช้ มารยา สารพัน
จงอุ้มมัน ต่อไป จัญไรชน....

ดำเป็นขาว ราวโลกนี้ มีปาฏิหาริย์
ส่อสันดาน หลบหลีก ได้อีกหน
กอดคนชั่ว เอาไว้ อยู่ใกล้ตน
ช่างสัปดน คนคิด จิตอัปรีย์....

มันแสดง ออกมา ว่าเส้นใหญ่
ใครหน้าไหน จะมา กล้าหือนี่
ส่วนคนอุ้ม ก็โสมม เหมาะสมดี
ใกล้เต็มที วันสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน....

๓ บลา / ๒ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

ฉบับหายนะ

ที่มา ข่าวสด


ฉบับหายนะ

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

กระสา มันเสมอ




ตอนการเมืองเมืองไทยยังจัดสำรับได้ ด้วยการอิงผลประโยชน์ส่วนใหญ่ให้อยู่รอด

นายกฯ เปรม ติณสูลานนท์ อยู่ในอำนาจต่อเนื่องกัน 8 ปี 5 เดือน

ระหว่างนั้น สะดุดบ้าง ล้มลุกคลุกคลานบ้าง กวาดพรมใต้พื้นบ้าง ชาติบ้านเมืองก็มีเวลาทำงาน กระตุ้นผู้คนให้สำนึกสำเหนียก

ถึงเวลา การเมืองอยากให้อยู่ต่อ ท่านนายกฯ เปรม ตอบสั้นๆ ว่า ผมพอแล้ว

"พอ" ของคุณเปรม เป็นคำอมตะ คนพอไม่เคยตาย ที่ตายซ้ำตายซากต่างหากที่ไม่พอ

อำนาจสั่วๆ ในโลกนี้ มันนุงถุงนุงนังยุ่งขิงยิ่งยุ่งเหมือนยุงตีกันก็เพราะผลประโยชน์และตำแหน่งแห่งหนเฉพาะหน้า

เอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นตัวตั้งเมื่อไร

ผู้มีอำนาจโดยคนอื่นหยิบยื่นให้กับความเร่าร้อนด้วยความอดทนได้เท่าไร

เผชิญหน้าความรุนแรงด้วยความเมตตาเท่าไร

จิตสาธารณะเรียงตามลำดับขั้นเมื่อไร

หรือที่สุดแล้ว เพียงพอกับสาระอันไร้สาระ

ชัยชนะที่มีต่อการเมืองก็มีแค่เอื้อม

จะเป็นชัยชนะดำรงอยู่ตลอดไป

มีใครบอกกับคุณอภิสิทธิ์ บ้างหรือยังว่า ให้เลิก ให้พอกับการเมืองได้แล้ว

จากครอบครัว วงศาคณาญาติ จากพรรคที่สังกัด พรรคร่วม พี่เพื่อนน้องใกล้ตัว จากคนใกล้ชิด

ไม่มีใครรัก คุณอภิสิทธิ์ จริงๆ เลยหรือ

พรรคคนใกล้ตัวที่ชื่นชมผลประโยชน์เฉพาะหน้า อยากเห็นคุณอภิสิทธิ์ ตายทั้งเป็น คามือคาปากตัวเองทั้งหมด?

2 ปีเศษ คุณอภิสิทธิ์ คามือในงานที่ไม่มีฝีมือไปกี่เรื่อง

2 ปีเศษ ความพร้อมโดยนัยแห่งนายกฯ ถลุงประเทศชาติย่อยยับไปแล้วกี่ราย

เศษเวลาที่เหลือ จะกลืนกินนายอภิสิทธิ์ถ่ายเดียว

เมตตาสงสารคุณอภิสิทธิ์กันบ้างเถิด

จัดลงสำรับทั้งทีปากน้อยๆ ยังอมมือ ไร้เดียงสายังวิ่งหาบ้านในกรมทหาร

การเมืองนอกสำรับฉบับของใคร?

พลิกเพื่อใคร?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พึงตระหนักอยู่แก่ใจทุก ขณะจิตว่า การแถลงถึงสาเหตุการเสียชีวิต ของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น ในเหตุการณ์ชุมนุมการเมืองเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 นั้น

เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อ สังคมไทยอย่างกว้างขวาง จึงเป็นสิ่งที่จะต้องยืนอยู่บน"สัจจะ"บนความจริงแท้เท่านั้น เพื่อ สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับผู้รับฟัง

ความเชื่อมั่นที่นี้ มิใช่เป็นความเชื่อมั่นต่อนายธาริตเป็นการส่วนตัว หรือต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือต่อรัฐบาลไทย

แต่คือความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยทั้งระบบ



ถ้าเชื่อคำแถลงครั้งนี้ ที่ว่านายมูราโมโตะเสียชีวิตโดยกระสุนอาก้า ที่ไม่มีใช้ในราชการหรือกองทัพไทย

แล้วจะให้น้ำหนักกับคำแถลงหนที่ผ่านๆ มาของนายธาริตเอง ที่ว่านายมูราโมโตะน่าจะ เสียชีวิตด้วยฝีมือของเจ้าหน้าที่ได้เพียงใด

และจะให้ค่าให้น้ำหนักเพียงใดกับวิธีการพิสูจน์หลักฐาน ที่ผู้ลงความเห็นมิได้เป็นผู้ร่วมผ่าพิสูจน์ แต่อาศัยเพียงการพิจารณาจากภาพถ่ายแล้ววิเคราะห์หรือลงความเห็น

ถ้ากระบวนการเช่นนี้มิใช่เป็นเรื่องที่กระทำกันตามปกติ ก็จะต้องถามว่านายธาริตหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ

กระทำลงไปด้วยเจตนาใด



นายธาริตอาจไม่ตระหนักถึงผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นจากพฤติกรรมและคำพูดของตนเอง แต่ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ที่ควรมีสติปัญญามากกว่าก็ต้องพึงสำเหนียก

ถามว่ากระทรวงยุติธรรมหรือรัฐบาล มีจุดยืนเดียวกันกับนายธาริตในเรื่องการพิสูจน์ความจริงของคดีไม่ว่าจะเป็นกรณีนายมูราโมโตะ และอื่นๆ หรือไม่

ถ้าคำตอบคือมิใช่ ก็จะต้องมีมาตรการที่แสดงให้เห็นว่า กระบวนการดำเนินคดีทั้งหมดนั้นเป็นไปโดยโปร่งใส

ถ้านิ่งเฉยไม่ทำอะไร ย่อมแปลว่ากระทรวงยุติธรรมและรัฐบาลเห็นด้วยในสิ่งที่นายธาริต กระทำลงไป

และพร้อมที่จะรับผลกระทบที่จะ เกิดขึ้นทั้งหมดในอนาคตแล้ว