WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 3, 2011

สมชาย ปรีชาศิลปกุล: สองสัญชาติของผู้ดี

ที่มา ประชาไท

หลักการในการให้สัญชาติแก่บุคคลธรรมดาในการเกิดโดยทั่วไปในประเทศต่างๆ จะวางอยู่บนหลักการเรื่องหลักดินแดนและหลักสืบสายโลหิต

หลักดินแดน (jus soli) จะเป็นการให้สัญชาติแก่บุคคลที่ถือกำเนิดขึ้นมาในดินแดนของรัฐ โดยถือว่าบุคคลที่เกิดในดินแดนของรัฐใดก็ควรจะต้องมีความเกี่ยวพันกับรัฐนั้น จึงสมควรที่จะสามารถถือสัญชาติของรัฐในห้วงเวลาที่เกิด รัฐส่วนใหญ่มักให้สัญชาติของตนแก่บุคคลภายใต้เงื่อนไขว่าต้องไม่เป็นผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย

หลักสืบสายโลหิต (jus sanguinis) จะเป็นการให้สัญชาติแก่บุคคลที่บิดามารดาถือสัญชาติของรัฐ กรณีนี้ถือว่าสัญชาติจะส่งผ่านจากบิดามารดาไปยังผู้เป็นบุตร หากบิดามารดาเป็นผู้ถือสัญชาติของรัฐใดเมื่อมีบุตรขึ้นมา ผู้เป็นบุตรก็ควรที่จะได้รับสัญชาติของบิดามารดาเพื่อสามารถเข้าถึงสิทธิในฐานะพลเมืองเช่นเดียวกับบิดามารดา หลักสืบสายโลหิตจะให้สัญชาติโดยพิจารณาจากสัญชาติของบิดามารดาเป็นหลักแม้จะไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นภายในดินแดนแห่งรัฐที่บิดามารดาถือสัญชาติก็ตาม

หากพิจารณาจากหลักการดังกล่าว สภาวะของการมีสองสัญชาติจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาปัจจุบัน การแต่งงานระหว่างผู้คนที่ถือสัญชาติต่างกันและหากรัฐทั้งสองนั้นยินยอมให้สัญชาติตามหลักสืบสายโลหิตแก่บุตรที่เกิดจากบุคคลซึ่งถือสัญชาติของตน เช่น ก. สัญชาติ X แต่งงานกับ ข. สัญชาติ Y และโดยที่รัฐ X, Y ต่างก็ให้สัญชาติด้วยหลักสืบสายโลหิต บุตรก็ย่อมถือสัญชาติทั้งของรัฐ Xและ Y

หรือในกรณีที่บุคคลซึ่งเข้าเมืองไปในรัฐต่างๆ อย่างถูกกฎหมายและรัฐนั้นก็ให้สัญชาติตามหลักดินแดนแก่บุตรที่ถือกำเนิดขึ้น เด็กที่เกิดขึ้นมาในรัฐนั้นนอกจากจะได้สัญชาติของรัฐที่ตนเองเกิดแล้วก็ยังมีสิทธิที่จะได้สัญชาติตามบิดามารดาจากหลักสืบสายโลหิตเพิ่มเติมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาเรื่องสัญชาติของบุคคลมักปรากฏความไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของบุคคลธรรมดาเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ดังที่ในปัจจุบันก็มีความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนบางประการปรากฏอยู่ ดังต่อไปนี้

ประการแรก การมีสัญชาติมากกว่าหนึ่งสัญชาติเป็นสิ่งที่ไม่ได้ “ผิดปกติ” และสามารถเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวางในห้วงเวลาที่มีการข้ามรัฐอย่างกว้างขวางทั้งโดยสามัญชนและชนชั้นนำ คนสัญชาติไทยเป็นจำนวนมากที่ได้ทำมาหากินและตั้งถิ่นฐานจนกระทั่งได้รับสิทธิการอยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกา บุตรที่เกิดมาก็ได้สัญชาติทั้งของไทยและของสหรัฐอเมริกา

ส่วนใหญ่คนที่ได้สัญชาติในลักษณะนี้มักต้องการตั้งรกรากในดินแดนอีกแห่งซึ่งมักต้องแสดงออกให้เห็นด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกระทั่งสามารถเข้าเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะทำให้ได้สิทธิในการอาศัยและสัญชาติของรัฐนั้น ซึ่งก็สามารถสืบต่อมายังบุตรของตน และเนื่องจากกฎหมายไทยในเรื่องสัญชาติไทยไม่ได้บังคับให้บุคคลต้องมีสัญชาติไทยเพียงอย่างเดียวโดยห้ามถือสัญชาติอื่น บุคคลจึงถือสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นควบคู่กันไปได้

บรรดาลูกท่านหลานเธอจำนวนมากที่ไปบิดามารดาไปคลอดในต่างประเทศก็ด้วยความคาดหวังว่าจะทำให้ลูกของตนสามารถมีอีกสัญชาติหนึ่งนอกไปจากสัญชาติไทยมิใช่หรือ

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอายต่อการยอมรับว่าตนเองจะมีสัญชาติมากกว่าหนึ่งสัญชาติ เฉพาะอย่างยิ่งการได้สัญชาติอันเป็นผลมาจากการเกิดเพราะเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของบิดามารดา มิใช่เป็นการกระทำของตนแต่อย่างใด

ประการที่สอง การไม่ได้ใช้สิทธิในสัญชาติของบุคคลใดๆ ก็ตามจะไม่ได้เป็นผลให้บุคคลนั้นสิ้นสิทธิความเป็นสัญชาติไปโดยปริยาย

ดังเช่นหากมีคนสัญชาติไทยอพยพไปตั้งรกรากในประเทศอื่นเป็นระยะเวลายาวนาน และไม่ได้กลับมายังประเทศไทยอีกเลยทั้งไม่เคยใช้สิทธิในฐานะของคนสัญชาติไทยทั้งด้านการศึกษา การเดินทาง การรักษาพยาบาล เป็นต้น การไม่ใช้สิทธิในฐานะของพลเมืองที่ถือสัญชาติไทยไม่ได้มีความหมายว่าบุคคลดังกล่าวจะสละสัญชาติไปในทางพฤตินัย บุคคลดังกล่าวก็ยังคงมีสัญชาติไทยต่อไปตลอดชีวิต

การจะสละสัญชาติจึงต้องดำเนินไปด้วยวิธีการที่ชัดเจน รัฐไม่มีอำนาจเพิกถอนสัญชาติของบุคคลด้วยหลักการที่ว่าบุคคลนั้นไม่ใช่สิทธิในสัญชาติของตนมาเป็นระยะเวลานาน

ประการที่สาม ที่ผ่านมาหลายๆ ปัญหามักถูกอธิบายด้วยการผูกติดอยู่กับเงื่อนไขเรื่องสองสัญชาติ กรณีความรุนแรงที่ภาคใต้ก็มีคำอธิบายชุดหนึ่งออกมาว่าสาเหตุที่ไม่อาจดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้ก็เพราะบุคคลเหล่านั้นถือสองสัญชาติ เมื่อกระทำความผิดในดินแดนของรัฐไทยก็จะหลบเลี่ยงความผิดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้น จึงควรจะต้องดำเนินการกับบุคคลที่มีสองสัญชาติหรือหลายสัญชาติด้วยการให้บุคคลนั้นเลือกถือสัญชาติแห่งใดเพียงแห่งเดียว

แนวความคิดเช่นนี้ผูกติดความจงรักภักดีของบุคคลให้ขึ้นอยู่กับการถือสัญชาติเพียงแห่งเดียวว่าจะทำให้สามารถกรองบุคคลผู้ไม่จงรักภักดีออกไปได้ (รวมถึงบุคคลที่ไม่สามารถเข้าถึงสัญชาติไทยได้) แต่เมื่อเกิดปัญหาเรื่องสองสัญชาติกับชนชั้นนำของสังคมไทยกลับไม่ปรากฏว่ามีการกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดีกับชนชั้นแต่อย่างใด

แน่นอนว่าการถือสัญชาติของบุคคลไม่ได้มีความหมายถึงความจงรักภักดีที่จะมีต่อสังคมแห่งใดแห่งหนึ่งได้อย่างแท้จริง แต่ในสังคมไทยนั้นในการพิจารณาเรื่องสัญชาติสำหรับสามัญชนจะมีความหมายแตกต่างไปอย่างสำคัญกับชนชั้นนำ สามัญชนควรมีเพียงหนึ่งเดียวเพราะหากมีหลายสัญชาติจะแสดงซึ่งความไม่ภักดี แต่สำหรับชนชั้นนำการมีหลายสัญชาติกลับเป็นเรื่องปกติที่สะท้อนให้เห็นถึง “อภิสิทธิ์” มากกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป

ดังนั้น ในทางนิตินัยการถือหลายสัญชาติมิได้เป็นการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมายไทย ในแง่มุมทางสังคม สำหรับบุคคลสองสัญชาติในหมู่ผู้ดีเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นถึงความต่างไปจากสามัญชน เพราะมีคนจำนวนเพียงหยิบมือเดียวในสังคมแห่งนี้ที่จะสามารถือสัญชาติของบรรดาอารยะประเทศ รวมถึงการได้รับการศึกษาแบบที่เป็นผู้ดีจากตะวันตก มีสามัญชนในยุคปัจจุบันจำนวนเท่าไหร่ที่สามารถจะถือสองสัญชาติในลักษณะนี้ได้บ้าง

เดาได้เลยว่าในบรรดาชนชั้นนำไทยจำนวนไม่น้อยก็ล้วนแล้วแต่น่าจะมีสัญชาติมากกว่าสัญชาติไทยเพียงอย่างเดียว

ด้วยเงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก วิธีการเดียวสำหรับสามัญชนที่จะทำให้บุตรของตนสามารถถือสัญชาติของประเทศอื่นได้ก็ด้วยการหาผัวฝรั่ง แต่สองสัญชาติของสามัญชนกับสองสัญชาติของผู้ดีก็ยังมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

แม้ลูกจะอาจได้สัญชาติอังกฤษตามผัวแต่ก็ยังคงต้องให้ ด.ช. บักเคน ฟาร์เมอร์สัน เรียนที่โรงเรียนห้วยกระโทกวิทยาเหมือนเดิม ไม่มีโอกาสจะได้ไปเรียนที่ออกซ์เฟิร์ดเหมือนบรรดาอภิสิทธิชนทั้งหลายอย่างแน่นอน

เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์กฎเมืองกฎหมาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

"สุริยะใส" เผย "การเมืองใหม่" ส่ง ส.ส. ลงครบ 76 จังหวัด หวั่นเสื้อแดงป่วนอดเลือกตั้ง

ที่มา ประชาไท

"สุริยะใส กตะศิลา" เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่วาง 3 ยุทธศาสตร์ลุยเลือกตั้งใหญ่ ชูสร้างการมีส่วนร่วม-คัดหัวกะทิลงสมัคร เปิดตัวกลางเดือน มี.ค. ครบ 76 จังหวัด แต่ไม่วางใจ “เสื้อแดง” ป่วน เร่งเกิดเหตุไม่คาดฝัน อดเลือกตั้ง

2 มี.ค. 54 - นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ เปิดเผยถึงการเตรียมยุทธศาสตร์สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ ที่คาดว่า จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ ว่า พรรคการเมืองใหม่วางแนวทางไว้ 3 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน คือ 1.ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วม โดยการคัดสรรผู้สมัครลงสมัครในนามพรรค ทั้งในระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ ที่ออกแบบให้สมาชิกพรรคทั่วประเทศ ศูนย์ประสานงานพรรค และสาขาพรรค เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดเลือกตัวผู้สมัคร ซึ่งขณะนี้ก็เห็นตัวผู้สมัครแล้วในหลายพื้นที่ 2.ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้วยนโยบาย โดยพรรคได้จัดทำร่างนโยบายพรรค 10 กลุ่มนโยบาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการมอบหมายให้สาขา และศูนย์ประสานงานรับฟังความคิดเห็น รวบรวมปัญหาระดับท้องถิ่นมาแปรเป็นนโยบาย และ 3.ยุทธศาสตร์การเตรียมแคมเปญในระดับประเทศ โดยจะมีการตั้งวอร์รูมสำหรับการเลือกตั้งก็ในเร็วๆ นี้

“ผมมั่นใจว่า พรรคเล็กๆ อย่างพรรคการเมืองใหม่ จะต้องช็อกสังคมด้วยนโยบายที่ฉีกออกไปจากทุกพรรค เพราะพรรคเรากำหนดนโยบายโดยมวลชน ไม่ใช่นายทุนพรรค ทำให้เราได้นโยบายที่ค่อนข้างแหลมคม ไม่ลูบหน้าปะจมูก และจะเป็นทางเลือกให้สังคมอย่างแท้จริง” นายสุริยะใส กล่าว

เลขาฯพรรคการเมืองใหม่ กล่าวอีกว่า สำหรับการคัดเลือกตัวผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้ทุกพรรคต้องส่งครบ 125 คน ซึ่ง 15 รายชื่อแรก คงเป็นกรรมการบริหารพรรคบางส่วน และบุคคลภายนอกพรรคบางส่วน ซึ่งได้เริ่มทาบทามผู้ที่มีจุดยืนและความคิดทางการเมืองคล้ายๆ กันไว้บ้างแล้วบางส่วน ในส่วนระบบเขต ทางพรรคตั้งใจว่าจะส่งทุกผู้สมัครทั้ง 76 จังหวัด แต่อาจไม่ครบ 375 เขต คงต้องกลั่นกรองเป็นพื้นที่ๆ ไป ซึ่งราวกลางเดือน มี.ค.เป็นต้นไป พรรคจะเริ่มเปิดตัวผู้สมัครในแต่ละพื้นที่ ที่ผ่านการพิจารณาของกรรมการบริหารพรรค และสาขาพรรคแล้ว

“อย่างไรก็ตาม ตนก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ถึงสถานการณ์พิเศษที่อาจเป็นตัวแปรของการเลือกตั้ง หรือการยุบสภาอยู่ โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการเคลื่อนไหวคู่ขนานของพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดง อาจทำให้สถานการณ์พลิกผัน หรือเหนือความคาดหมายได้เช่นกัน เนื่องจากเพราะการเมืองไทยยังเปราะบาง และไม่เป็นอย่างที่นายกฯวาดฝันว่าจะทำให้การเมืองนิ่งก่อนยุบสภาและมีการเลือกตั้ง” นายสุริยะใส กล่าว

ที่มาข่าว: ASTV ผู้จัดการออนไลน์

จี้ "สมชาย หอมลออ" เปิดข้อมูลสอบสวน 91 ศพ

ที่มา ประชาไท

"จตุพร" จี้ "สมชาย หอมลออ" กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เปิดข้อมูลการสอบสวน 91 ศพที่เป็นจริง

2 มี.ค. 54 - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสมชาย หอมลออ กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ชุดที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ออกมาแสดงความเห็นว่าวิธีเยียวยาที่ดีที่สุดสำหรับเหตุการณ์สลายการชุมนุม เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 คือ การค้นหาความจริงและการแสดงคำขอโทษแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า ข้อเท็จจริงวันนี้แต่ละฝ่ายรู้กันเต็มอกว่าเป็นอย่างไร และเดิมพันด้วยชีวิต เพียงแต่ว่ารัฐบาลเองก็ใช้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความตายมาดำเนินคดีด้วย เพราะฉะนั้น เขาก็ต้องยืนว่าเขาไม่ได้ทำ เพราะความผิดอันนี้ ก็ต้องโยนให้คนเสื้อแดง และคนเสื้อแดงก็จะต้องแสวงหาความจริง เพื่อจะบอกว่าความผิดทั้งหมดอยู่ที่รัฐบาล เพราะหลักฐานทั้งหมดสอบสวนของดีเอสไอมันชัดอยู่แล้ว ดังนั้นข้อเสนอของนายสมชายนั้น ต้องถามว่าแต่ละฝ่ายพร้อมพูดความจริงกันหรือเปล่า คือ มีคนตาย 91 ศพ เป็นทหารส่วนหนึ่งและประชาชนส่วนใหญ่ บาดเจ็บ 2,000 กว่า ปัญหาคือพร้อมจะพูดความจริงกันหรือเปล่า

นายจตุพรกล่าวว่า ดังนั้น นายสมชายย่อมรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นและใครควรจะขอโทษใคร เพราะรัฐบาลกำลังบิดเบือนความจริงทั้งสิ้น เท่าที่เห็นกันอยู่ในวันนี้ชัดยิ่งกว่าอะไรเสียอีก และไม่มีใครเชื่อ พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักนิติวิทยาศาสตร์ (ผบช.สวน.) ที่ปรึกษากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพราะเขาได้เป็นกรรมการพิสูจน์ศพ แค่ดูภาพถ่ายตรัสรู้มากจากไหน อย่างนื้ถือว่าไม่มีมารยาทเลยด้วยซ้ำ ที่ออกมาพูดแบบนี้ทั้งที่ไม่ได้เป็นคณะกรรมการพิสูจน์ศพ

ที่มาข่าว: มติชนออนไลน์

คลิปคนขอนแก่นต้อนรับขับไสเนรวิน

ที่มา Thai E-News

เขาถามสั้นๆ แต่ดั๊นตอบซะยาววววววววววววววว

ที่มา Thai E-News



ตู่:ผมถามสั้นๆ ท่านสละสัญชาติอังกฤษหรือยัง?

มาร์ค:คุณแพ่คุณม่อของ ผม คุณพ่อคุณแม่ของผมบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลา บลาบลาบ ลาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ บลาบลา

ผลสำรวจผู้อ่านไทยอีนิวส์ก่อน-หลังเหตุการณ์19พฤษภา53:ประชาธิปไตยแบบใดที่ท่านปรารถนา?

ที่มา Thai E-News


เป็นที่น่าสังเกตว่าผลสำรวจในช่วงก่อนเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ผู้อ่านของเราส่วนใหญ่ราว 43% มีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับอังกฤษ และญี่ปุ่น

ส่วนผลสำรวจในช่วงหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ผู้อ่านของเราส่วนใหญ่ราว 43% มีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐฝรั่งเศส-เยอรมัน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 มีนาคม 2554

ไทยอีนิวส์ได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นผู้อ่านหัวข้อเรื่อง"ท่านปรารถนาให้อนาคตไทยเป็นแบบใด?"ในช่วงระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2554 มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 3,358 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้


-สาธารณรัฐแบบฝรั่งเศส-เยอรมัน 1457 คน (43%)
-ปชต.กษัตริย์ใต้รธน.แบบญี่ปุ่น-อังกฤษ 1050 คน (31%)
-สหพันธรัฐแบบอเมริกา-สวิส 446 (13%)
-รัฐสวัสดิการแบบสแกนดิเนเวีย 338 คน (10%)
-ระบบพ่อปกครองลูกแบบพ่อขุนราม 16 คน (0%)
-ประชาธิปไตยแบบไทยๆ 15 คน(0%)
-เผด็จการพรรคเดียวแบบจีน,เวียดนาม 14 คน(0%)
-เผด็จการเชิดชูผู้นำแบบเกาหลีเหนือ 2 คน (0%)
-อื่นๆ 20 คน (0%)



ในเดือนกันยายน 2552 ไทยอีนิวส์เคยสำรวจความเห็นของท่านผู้อ่านของเรา ในหัวข้อเดียวกัน คือ"ท่านมีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองแบบใดที่สุด?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,956 ท่าน โดยนำเสนอผลการสำรวจ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2552 (รายละเอียดในหัวข้อข่าว:POLL:ผู้อ่านไทยอีนิวส์ปรารถนาปชต.กษัตริย์ใต้รธน.แบบอังกฤษ-ญี่ปุ่น ยี้ประธิปไตยแบบไทยๆ )


-ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับอังกฤษ และญี่ปุ่น จำนวน 843 ท่าน คิดเป็น 43%
-รองลงมาคือประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ แบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา หรือสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 370 ท่าน คิดเป็น18%
-รัฐสวัสดิการที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแบบสแกนดิเนเวีย(สวีเดน เดนมาร์ค นอรเวย์)จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 17%
-ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐฝรั่งเศส หรือเยอรมนี จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 15%
-สังคมนิยมที่มีเศรษฐกิจเสรีนิยมแบบจีน จำนวน 34 ท่าน คิดเป็น 1%
-ประชาธิปไตยแบบไทยๆเหมือนในปัจจุบัน จำนวน 26 ท่าน คิดเป็น1%
-กลับไปเป็นราชาธิปไตยเหมือนก่อนปีพ.ศ.2475 จำนวน 22 ท่าน คิดเป็น1%
-เผด็จการแบบเกาหลีเหนือ หรือพม่า คิวบา จำนวน 6 ท่าน ไม่สามารถแจงนับเป็น%
-อื่นๆ จำนวน 11 ท่าน ไม่สามารถแจงนับเป็น%ได้


ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าผลสำรวจในช่วงก่อนเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ผู้อ่านของเราส่วนใหญ่ราว 43% มีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับอังกฤษ และญี่ปุ่น

ส่วนผลสำรวจในช่วงหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ผู้อ่านของเราส่วนใหญ่ราว 43% มีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐแบบฝรั่งเศส-เยอรมัน

อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ขอชี้แจงว่า ผลการสำรวจนี้เป็นการสำรวจผู้อ่านที่เข้ามาอ่านไทยอีนิวส์เป็นการทั่วไป และสมัครใจตอบแบบสำรวจโดยอิสระ ไม่ใช่การสุ่มสำรวจในเชิงสถิติ จึงไม่อาจนับเป็นกลุ่มตัวอย่าง หรือตัวแทนของกลุ่มประชากรใดๆในภาพรวมได้ ดังนั้นการนำไปอ้างอิงใดๆ ควรต้องระบุให้ชัดเจนได้แต่เพียงว่า เป็นความคิดเห็นของผู้อ่านไทยอีนิวส์ในช่วงระหว่างก่อน และหลังเหตุการณ์19 พฤษภาคม 2553 เท่านั้น

*******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:โรคประจำศตวรรษ:ประชาธิปไตย'อันมีฯVSไม่มีอันฯ'

Wednesday, March 2, 2011

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับความผิดฐานหมิ่นประมาท

ที่มา มติชน



โดย สราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

ในประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทาง และมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำไม่ได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย


แต่หากแสดงความคิดเห็น พูด เขียน พิมพ์ หรือโฆษณาจนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียง ทำให้ผู้ที่ถูกพาดพิงถูกดูถูกเกลียดชังนั้น เป็นการใช้เสรีภาพจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา


ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 กำหนดว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”


คำกล่าวที่เป็น หมิ่นประมาท คือ การพูดหาเหตุร้ายหรือกล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง เสียความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จก็ตาม เช่น


กล่าวหาในทางชู้สาวว่าหญิงเป็นเมียน้อย หรืออาจใช้ถ้อยคำที่มีความหมายพิเศษ เช่น ด่าว่า “ไอ้เสี่ยบ้ากาม” หมายถึงคนมักมากในกามคุณผิดวิสัยคนทั่วไป หรือด่ากับคนหนึ่งแล้วเลยกล่าวถึงน้องเขาว่าเคยมีท้องต้องไปทำแท้ง เป็นหมิ่นประมาท (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2520 ; 782/2524; 286,287/2498)


กล่าวหาว่ามีความประพฤติชั่วหรือทุจริตในหน้าที่การงาน เช่น กล่าวหาว่าใช้อิทธิพลในฐานะกรรมการตุลาการ ทำให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีที่ตนเป็นคดีกับจำเลยเกิดความกลัวและไม่ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลย เป็นการกระทำที่ประสงค์จะทำลายชื่อเสียงมากกว่า มิใช่เพื่อปกป้องผลประโยชน์อันชอบธรรมของตน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1101/2530)


หรือคำพูดที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าผู้ที่ถูกพูดถึงมีฐานะการเงินที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น กล่าวว่า ออกเช็คจ่ายเงิน 1 ล้านบาท ไม่มีเงินธนาคารงดจ่ายเงิน หรือกล่าวว่าเป็นคนหลบหนีหนี้ เป็นต้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2523; 2822/2515)


นอกจากนั้น การใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สามเป็นเหตุให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ก็เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เช่น เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ว่า “ พรรคไหนเอ่ย ที่คนในพรรคพัวพันกับการค้าเฮโรอีนระหว่างประเทศจนต้องแก้ปัญหาด้วยการปลิดชีพตัวเอง ลาโลก” เป็นการใส่ความผู้ตายด้วยโฆษณาอันน่าจะเป็นเหตุให้ภริยาและบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6031/2531)


เห็นได้ว่า หมิ่นประมาท เป็นการกล่าวข้อเท็จจริงยืนยันใส่ความ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ต่อบุคคลที่สาม เพื่อให้บุคคลที่สามนั้นลดคุณค่าของผู้ถูกหมิ่นประมาทลง

แต่การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ติชม ด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท


แต่หากผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อหาที่ว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน


เช่น กล่าวว่า “พระเข้าหานางชีที่ห้องวิปัสสนา” (เป็นเรื่องส่วนตัว) แต่ถ้าเป็นความจริงก็เป็นประโยชน์แก่ประชาชน พิสูจน์ความจริงได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1072/2507)

แต่การลงข่าวว่า นายกเทศมนตรีออกเช็คไม่มีเงิน เป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน จะนำสืบความจริงเพื่อไม่ต้องรับโทษไม่ได้( คำพิพากษาฎีกาที่ 407/2523)

ยังมีกรณีความผิดเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นที่น่าศึกษาอีกความผิดหนึ่ง คือ “การดูหมิ่นซึ่งหน้า” ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 กำหนดว่า “ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ดูหมิ่น คือ การดูถูกเหยียดหยาม ทำให้อับอายขายหน้า เป็นการลดคุณค่า ดูถูก เหยียดหยาม เป็นการกระทำซึ่งหน้า ที่ผู้ถูกดูหมิ่นรู้ตัวผู้กระทำทันทีและไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย อาจเป็นคำด่าหยาบคายไม่สุภาพ หรือทำด้วยกิริยาอื่น เช่น ยกเท้าให้ เปลือยกาย เช่น ด่าว่าเป็นผู้หญิงต่ำๆ แสดงว่าเป็นผู้หญิงไม่ดีมีศักดิ์ศรีต่ำกว่าผู้หญิงทั่วๆไป เป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2256/2537)


ถ้ากล่าวโดยสุภาพไม่ดูถูกเหยียดหยาม ไม่เป็นดูหมิ่น เช่น กล่าวว่า เมียมันคบชู้ ไม่ใช่ดูหมิ่นแต่อาจเป็นหมิ่นประมาท (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2324/2518)

ความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้านั้น กฎหมายต้องการลงโทษผู้ที่ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าฝ่ายเดียวโดยที่ผู้ถูกดูหมิ่นมิได้ตอบโต้ด้วย หากเป็นความสมัครใจกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างด่ากัน ไม่เป็นดูหมิ่น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2521)

ดังนั้น การใช้สิทธิและเสรีภาพของตนต้องอยู่ภายในกรอบของกฎหมาย ไม่ละเมิดหรือกระทบสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น มิฉะนั้นอาจต้องรับโทษทางอาญา

ป.ป.ช.กับการใช้ทฤษฎีภาระความรับผิดแห่งอำนาจ

ที่มา มติชน



โดย เมธี ครองแก้ว



ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาคดีสำคัญๆ หลายคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำนวนมาก

ยกตัวอย่างเป็นคดีแถลงการณ์ร่วมเขาพระวิหาร ซึ่งมีคณะรัฐมนตรีทั้งคณะเป็นผู้ถูกกล่าวหา บวกกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกจำนวนหนึ่ง คดีสลายการชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีข้าราชการการเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก หรือคดีรถ/เรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร ก็เช่นเดียวกัน

แต่ถึงแม้จะมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำนวนมาก (อย่างน้อยถ้ามองจากสองคดีแรก) คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็มีมติชี้มูลความผิดของคนไม่กี่คน เช่น ในคดีเขาพระวิหาร มีเพียงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่ถูกชี้มูลความคิด ส่วนคดี 7 ตุลา ก็มีเพียงนายกรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรีที่รับมอบหมายให้ควบคุมเหตุการณ์, ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้ถูกชี้มูลความผิด

แต่ในคดีรถ/เรือดับเพลิงของ กทม. ซึ่งจำนวนผู้ถูกกล่าวหาน้อยกว่ามาก กลับมีผู้ถูกชี้มูลความผิดเป็นจำนวนมาก และในการไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาชุดที่สอง ก็อาจเป็นไปได้ว่าอาจจะมีผู้ถูกชี้มูลอีกเป็นจำนวนมาก

อะไรคือสาเหตุหรือเหตุผลที่ผลของการพิจารณาเป็นเช่นนี้

ในความเห็นของผู้เขียน (ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับความเห็นหรือฐานะอย่างเป็นทางการคณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่อย่างใด) ปรากฏการณ์ดังกล่าวน่าจะอธิบายได้โดยทฤษฎีที่ผู้เขียนพัฒนาขึ้นมาเองในระหว่างที่ทำงานอยู่ที่ ป.ป.ช.

ทฤษฎีที่ว่านี้คือ ทฤษฎีว่าด้วยภาระความรับผิดแห่งอำนาจ (Theory of Accountability of Power) ซึ่งสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ดังนี้

ในเหตุการณ์, กิจการ, หรือโครงการหนึ่งๆ ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องหลายคนเราอาจจะจำแนกผู้ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวตามฐานะ และ/หรือบทบาทที่แตกต่างกันออกไป ว่าใครเป็นผู้วางแผน, ตัดสินใจ หรือดำเนินการ หรือปฏิบัติการ เราสามารถแยกแยะได้ว่าใครบ้างที่เป็นผู้ที่มีอำนาจหรือความรับผิดชอบ (power or authority) ในการที่จะทำให้เหตุการณ์ กิจการหรือโครงการเช่นว่านั้นเกิดขึ้น

อำนาจหรือความรับผิดชอบนี้อาจจะมิได้รวมศูนย์อยู่ที่ผู้มีอำนาจสั่งการหรือตัดสินใจขั้นสุดท้ายเท่านั้น แต่อาจจะหมายรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับอื่นๆ หรือระดับที่ต่ำลงมาด้วยก็ได้

หากผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับนี้มีบทบาทเป็น "ต้นคิด" ในการวางแผน เตรียมการหรือดำเนินการในส่วนต่างๆ และอำนาจในการตัดสินใจนั้นก็มิได้จำกัดอยู่เฉพาะการตัดสินใจกระทำ (action) เท่านั้น หากแต่ว่าจะรวมถึงอำนาจในการยับยั้งหรือเปลี่ยนแปลงการกระทำด้วย

ในเมื่อบุคคลดังกล่าวนี้มีอำนาจ อำนาจดังกล่าวย่อมทำให้เกิดภาวะความรับผิด (accountability) ที่ผูกติดอยู่กับอำนาจนั้นๆ ด้วย

เพราะฉะนั้น ในกรณีเขาพระวิหาร ผู้ถูกชี้มูลความผิดจึงมีเพียง 2 คน คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศผู้ซึ่งเป็น "ต้นคิด" หลักเพียงคนเดียว และตัวนายกรัฐมนตรีซึ่งเห็นชอบด้วยเป็นคนสุดท้าย ส่วนในคดี 7 ตุลาฯ ก็มีเพียงผู้บัญชาการตำรวจนครบาลซึ่งได้รับมอบหมายเป็น "ผู้บัญชาการเหตุการณ์" ตัวผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีอำนาจยับยั้งหรือเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์การกระทำได้ (แต่มิได้ทำเช่นนั้น) ตัวรองนายกรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและตัวนายกรัฐมนตรีซึ่งสามารถยับยั้งหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ (แต่มิได้ทำเช่นนั้น)

ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกเป็นจำนวนมากเพียงแต่เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และไม่ได้เป็น "ต้นคิด" หรือ "เจ้ากี้เจ้าการ" ในการวางแผนเตรียมการหรือดำเนินการแต่อย่างใด ซึ่งผิดกับกรณี รถ/เรือดับเพลิง ซึ่งในแต่ละขั้นตอนของเหตุการณ์ ตั้งแต่มีการเสนอทำสัญญาซื้อขายรถ/เรือดับเพลิงแบบต่างตอบแทน จนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่การทำสัญญาเป็นผล มีผู้ที่เกี่ยวข้องเป็น "ต้นคิด" หรือ "เจ้ากี้เจ้าการ" อยู่เป็นจำนวนมาก

ผู้เขียนมาค้นพบภายหลังว่าทฤษฎีภาระความรับผิดแห่งอำนาจที่พูดถึงข้างต้นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตมีแนวคิดหรือทฤษฎีในทำนองอย่างนี้อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการปฏิบัติการในภาวะสงคราม

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตอนสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นในประเทศฟิลิปปินส์ ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพล Yamashita ได้ปล่อยให้ทหารในสังกัดของตนเข่นฆ่าทำการทารุณกรรมกับคนฟิลิปปินส์เป็นจำนวนมาก เมื่อสงครามเสร็จสิ้นลง ฝ่ายพันธมิตรก็จับตัว Yamashita ขึ้นศาลในข้อหาว่า "ปล่อยปละละเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมายในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม"

และในที่สุด Yamashita ก็ถูกตัดสินประหารชีวิต

หรือก่อนหน้านั้นในประเทศฟิลิปปินส์อีกเช่นเดียวกัน แต่ในสงคราม Spanish American เมื่อปี ค.ศ.1901 เมื่อนายพลจัตวาของสหรัฐอเมริกาคนหนึ่งสั่งให้ทหารใต้บังคับบัญชาฆ่าศัตรูให้มากที่สุด อย่าจับตัวมาเป็นเชลย ปรากฏว่า มีนายทหารยศรองลงมาผู้หนึ่ง สังหารเชลยไป 11 คน โดยอ้างว่าทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

ทั้งสองคนถูกจับขึ้นศาลทหาร นายทหารยศรองลงมาที่อ้างว่าทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้รับการปล่อยตัว แต่ตัวนายพลจัตวาผู้รับผิดชอบในการบังคับบัญชาถูกลงโทษ

แนวคิดตามทฤษฎีนี้จึงได้ชื่อว่าทฤษฎีความรับผิดชอบตามชั้นการบังคับบัญชา (command responsibility theory) หรือมีแนวคิดทางกฎหมายอีกแนวหนึ่งว่า "เจ้านายต้องรับผิดชอบแทนลูกน้อง" (Respondiat Superior)

อันที่จริงการอ้างว่า "ทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา" จะใช้เป็นเหตุผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐพ้นผิดในเหตุการณ์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเหตุการณ์สงคราม แต่ก็มิได้เป็นหลักการสำคัญที่ใช้อ้างได้เสมอไป ในการพิจารณาโทษทหารเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยฝ่ายพันธมิตรที่เมือง Nuremberg คณะตุลาการได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาโทษข้อหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Nuremberg Principle IV ซึ่งกล่าวว่า "ความจริงที่ว่าบุคคลใดกระทำตามคำสั่งของรัฐบาลหรือของผู้บังคับบัญชาจะไม่ถือว่าเป็นเหตุให้บุคคลนั้นพ้นจากความรับผิดชอบภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศได้ ยกเว้นแต่ว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น"

โดยสรุปแล้ว เราอาจจะพูดได้ว่าใครจะผิดหรือไม่ผิดนั้นอาจจะดูจากพฤติกรรมว่าเกิดขึ้นจาก "ความโง่" หรือ "ความชั่ว" ถ้าเป็นความโง่ โอกาสที่จะไม่ผิดหรือไม่ถูกลงโทษก็จะมีอยู่สูง แต่ถ้าเป็นความชั่วแล้วละก็ โอกาสที่จะถูกชี้มูลความผิด และ/หรือถูกลงโทษเกือบจะไม่มีข้อยกเว้น

เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจที่ตั้งอยู่บนฐานความชั่วหรือที่ภาษากฎหมายเรียกว่า "เถยจิต" ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่ต้องเผชิญกับภาระความรับผิดแห่งอำนาจนั้นๆ

รุ่งอรุณ

ที่มา มติชน



โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับประจำวันที่ 1 มีนาคม 2554)

เมื่อวันที่ 7 แกนนำ นปช.ได้รับอนุมัติให้ประกันตัว หลังจากถูกกักขังอยู่ในเรือนจำเป็นเวลาร่วม 9 เดือน

คุณธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช.คนปัจจุบัน และเป็นภรรยาของ น.พ.เหวง โตจิราการ หนึ่ง 7 แกนนำที่ได้รับการปล่อยตัว เอ่ยปากว่านี่คือ

รุ่งอรุณของความยุติธรรม

ซึ่งในบางแง่ก็อาจจะจริง แต่ต้องขออนุญาตแสดงความเห็นต่างเอาไว้ด้วยว่า

ในอีกหลายแง่และสำหรับอีกหลายคน นี่เพิ่งจะผ่านเที่ยงคืนไปเสียด้วยซ้ำ

อีกหลายชั่วโมงนักกว่าจะเห็นแสงเงินแสงทองที่ปลายขอบฟ้า

อย่างน้อยสำหรับ 151 ผู้ถูกจับกุมในคดีการเมืองหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2554 นั่นก็พวกหนึ่งละ

กว่าครึ่งหรือกว่าค่อนของคนเหล่านั้น มีรายงานของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม-หน่วยงานของรัฐบาลเองแท้ๆ มายืนยันให้ว่า

ถูกจับกุมคุมขังโดยไม่มีความผิด ถูกตั้งข้อหาเกินกว่าที่กระทำจริง และหลายคนในนี้ถูกซ้อมถูกทารุณให้สารภาพในความผิดที่ตัวเองไม่ได้ทำ

ทั้งกรรมการชุด คอป.ของนายคณิต ณ นคร (ซึ่งรัฐบาลก็ตั้งขึ้นมาเองอีกเหมือนกัน) และกรมคุ้มครองสิทธิฯ เสนอรายงานว่าควรจะปล่อยตัวคนเหล่านี้ไปตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว

รัฐบาลก็ทำเหมือนหูทวนลม

อ้างเหตุขัดข้องทางเทคนิคสารพัด เช่น หลักทรัพย์ประกันตัวหรืออื่นๆ

ถามว่า ถ้าตั้งใจจะหยิบยื่นความเป็นธรรมให้กับสังคม โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้กระทำผิดจริง

เรื่องพวกนี้จะยากสักแค่ไหนเชียว

ถ้านายกรัฐมนตรีเอาจริง (อย่างที่ปากพูด) สั่งวันนี้ เผลอๆ พรุ่งนี้ก็จบ

นี่ยังไม่นับกรณีล่าสุดที่ดีเอสไอออกมาใช้ความเห็นของคนที่ไม่ได้ร่วมผ่าศพพิสูจน์แล้วระบุทันทีว่านายฮิโรยุกิ มุราโมโตะ ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตที่สี่แยกคอกวัว

เสียชีวิตด้วยกระสุนอาก้า ซึ่งไม่มีใช้ในราชการหรือกองทัพไทย

อ้าว-แล้วจะให้ประเมินการแถลงที่ผ่านๆ มา ซึ่งระบุว่า นายมุราโมโตะน่าจะเสียชีวิตจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร

คำแถลงหนไหนเชื่อไม่ได้

หรือเชื่อไม่ได้ทั้งหมด?

ชะตากรรมของ 151 ผู้ต้องขังก็ดี ความไม่น่าเชื่อถือของดีเอสไอก็ดี ชวนให้คิดถึงภาษิตโบราณที่ว่า

อาชญากรรมนั้นว่าเลวร้ายแล้ว แต่การปกปิดอาชญากรรมนั้นเลวร้ายไม่น้อยไปกว่ากัน

ฉะนั้น ยังไม่ควรจะด่วนคิดว่า หลังจากผ่านการฆ่ากันกลางเมืองมา 9 เดือน ก็ถึงรุ่งอรุณของความยุติธรรมแล้ว

อย่าลืมข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า ก่อนสว่างนั้นเป็นช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดของวันเสมอ

และที่ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดก็คือ เวลาเมืองไทยนั้นเดินถอยหลังได้

กำลังจะรุ่งสาง ก็ย้อนกลับไปเที่ยงคืนเสียเฉยๆ ได้

มีบทเรียนในอดีตให้เห็นอยู่หลายหนแล้วไม่ใช่หรือ

"ปฏิวัติดอกมะลิ" แห่งโลกอาหรับ เขย่าผู้นำผูกขาดอำนาจ" ใครจะเป็นรายต่อไป

ที่มา มติชน



ชัยชนะจากการปฏิวัติของประชาชน หรือ "People Power Revolution" ในตูนิเซียและอียิปต์ สลับฉากด้วยการสิ้นสุดอำนาจของผู้นำที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนานถึง 2 คน ประกอบด้วย ซีนอับ อาบิดีน เบนอาลี และฮอสนี มูบารัก ถือเป็นจุดเริ่มของปรากฏการณ์ขนานใหญ่ ที่ประชาคมโลกกำลังจับตามองอย่างระมัดระวัง

สภาพเศรษฐกิจที่บีบคั้นของภาวะข้าวยากหมากแพง อัตราว่างงานที่พุ่งสูง และวิถีความเป็นอยู่ที่แตกต่างระหว่างชนชั้นผู้นำกับประชาชนทั่วไป เป็นระเบิดเวลาที่ซุกงำอยู่ในโลกอาหรับและแอฟริกามาเป็นเวลานาน กระทั่งเมื่อโมฮัมเหม็ด บูอาซีซี นักศึกษาตกงานวัย 26 ปี จุดไฟเผาตัวเองประท้วง หลังจากตำรวจยึดรถเข็นขายผักผลไม้ของเขา นั่นคือชนวนเหตุที่นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในตูนิเซีย ในที่สุด เบนอาลีเป็นเผด็จการที่ครองอำนาจมา 23 ปี ตั้งแต่ทำรัฐประหารในปี 2530 ต้องยอมลงจากอำนาจ

ชัยชนะในตูนิเซียกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ชาวอียิปต์ลุกขึ้นขับไล่ฮอสนี มูบารัก และทำให้ประธานาธิบดีที่ผูกขาดปกครองดินแดนฟาโรห์มานานกว่า 30 ปี พ้นจากเก้าอี้ในเวลาเพียง 18 วัน

น่าสนใจว่าการสิ้นสุดอำนาจของเบนอาลีและมูบารัก เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หากพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของมวลชนเพื่อโค่นอำนาจ หรือกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศของตนเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย นั่นทำให้ผู้นำที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนาน ทั้งในลักษณะเผด็จการ และจากการโกงเลือกตั้งมาหลายสมัยต่อเนื่องกัน กำลังถูกจับตามองเขม็ง

โดยเฉพาะโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย วัย 68 ปี ที่นั่งอยู่ในอำนาจมานานถึง 41 ปี 5 เดือน อำนาจเผด็จการของเขาเริ่มสั่นคลอน เมื่อรัฐมนตรีข้างกายพากันลาออก ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงยึดเมืองต่าง ๆ ได้สำเร็จ เหลือเพียง "ทริโปลี" เมืองหลวงของลิเบีย และเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของกัดดาฟี

นอกเหนือจากกัดดาฟี ผู้นำประเทศใหญ่น้อยในแอฟริกาอีกไม่ต่ำกว่า 10 คน ซึ่งแต่ละคนอยู่ในตำแหน่งมายาวนานแตกต่างกันไป ระหว่าง 21-31 ปี อาทิ โฮเซ่ เอดูอาร์โด โดส ซานโตส ที่ปกครองแองโกลามากว่า 31 ปี หรือนายกรัฐมนตรี โรเบิร์ต มูกาเบ ที่ปกครองซิมบับเวมาตั้งแต่ปี 2523 ล้วนตกเป็นเป้าจับตามองของนักวิเคราะห์การเมืองและชาติตะวันตกว่าใครจะเป็นรายต่อไป หากผู้นำลิเบียปิดฉากอำนาจลงแล้ว

อย่างไรก็ตามกระแสการปฏิวัติโดยประชาชนไม่ได้หยุดนิ่งแค่การโค่นล้มผู้นำเผด็จการ แม้แต่ระบอบกษัตริย์ในหลายประเทศของโลกอาหรับก็กำลังถูกท้าทาย อาทิ ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเหล่าปัญญาชนและนักรณรงค์มากกว่า 100 คน รวมตัวเรียกร้องให้กษัตริย์อับดุลเลาะห์ดำเนินการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ และสละพระราชอำนาจของพระองค์

ความท้าทายใหม่กำลังเกิดขึ้นในโลกอาหรับ นอกเหนือจากซาอุดีอาระเบีย กระแสเรียกร้องในแบบเดียวกันยังเกิดขึ้นในบาห์เรนและโอมานด้วย โดยเฉพาะในบาห์เรน ซึ่งกระแสประท้วงได้เบี่ยงเบนประเด็นจากการเลือกปฏิบัติระหว่างผู้ปกครองที่เป็นมุสลิมกลุ่มน้อยนิกายซุนนี ที่ปกครองนานกว่า 2 ศตวรรษต่อชาวชีอะห์ ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มาเป็นความพยายามให้เกิดการปฏิรูปประเทศ และต่อต้านกษัตริย์อาหมัด บิน อิซา อัล คาลิฟา

แรงกระเพื่อมจากโลกอาหรับและแอฟริกากำลังโยนคำถามกลับมายังเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ ถึงอนาคตของบรรดาผู้นำที่นั่งทับอำนาจมาอย่างยาวนาน หรือแม้กระทั่งผู้นำเผด็จการในหลาย ๆ ประเทศ

เว็บไซต์ donga.com สื่อชั้นนำของเกาหลีใต้ ได้ตีพิมพ์บทความของฮาไก เซกัล ผู้เชี่ยวชาญตะวันออกกลาง การก่อการร้าย และอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งนิวยอร์กในลอนดอน ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศในเอเชียมีจุดร่วมหนึ่งที่เหมือนกับประเทศในแอฟริกาเหนือ อย่างตูนิเซีย อียิปต์ และลิเบีย นั่นคือความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่มีต้นรากมาจากการปกครองแบบเผด็จการ และการคอร์รัปชั่น

เขาเตือนว่า หากความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจขยายวงจากตะวันออกกลางและแอฟริกามาที่เอเชีย ความพยายามกีดกันชาติอื่น ๆ ให้พ้นจากทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ น้ำมัน และอาหาร อาจพัฒนาขึ้นเป็นความเสี่ยงของโลกได้

เซกัลระบุถึงประเทศในเอเชียที่เสี่ยงจะเกิดการปฏิวัติโดยประชาชน หรือที่เขาเรียกว่า "ปฏิวัติดอกมะลิ" ได้แก่อินเดีย และบังกลาเทศ โดยตั้งข้อสังเกตถึงการรวมตัวประท้วงของชนชั้นแรงงานและผู้มีรายได้น้อยราว 8 แสนถึง 1 ล้านคน เพื่อโจมตีนายกรัฐมนตรี มานโมฮัน ซิงห์ ที่ล้มเหลวในการควบคุมเงินเฟ้อ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการคอร์รัปชั่นในรัฐบาล

นอกเหนือจากอินเดียแล้ว นักวิชาการหลายรายตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย มีแนวโน้มจะขยายวงไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียกลาง

ในเอเชียกลาง ประเทศอิสลามหลายแห่งได้แก่ อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน และเติร์กเมนิสถาน ล้วนแต่ปกครองโดยคนคนเดียวมานานมากกว่า 20 ปี นับจากแยกประเทศจากสหภาพโซเวียต อาทิ ประธานาธิบดี อิสลาม คาลิมอฟ ของอุซเบกิสถาน ประธานาธิบดี นูร์สุลตาน นาซาร์บาเยฟ ของคาซัคสถาน และประธานาธิบดี เกอร์บันกูลี เบอร์ดีมูคามเมดอฟ ของเติร์กเมนิสถาน

ประเทศเหล่านี้มีปัญหาเชิงโครงสร้างหลาย ๆ ประการคล้ายกับลิเบีย ตูนิเซีย และอียิปต์ ถูกกดขี่จากรัฐบาลที่เต็มไปด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิลิปปินส์ และพม่า เป็น 2 ประเทศที่ผ่านประสบการณ์การประท้วงอย่างรุนแรงมาหลายครั้งนับจากอดีตถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะพม่าซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารมาเป็นเวลานานจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันมี "นายพลตัน ฉ่วย" เป็นผู้นำที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และมีการวางตัว "นายพลเต็ง เส่ง" เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป พบว่าประชาชนมีการรวมตัวประท้วงหลายครั้ง ซึ่งครั้งรุนแรงสุดเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมปี 2550 เป็นการประท้วงที่นำโดยคณะพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี นักศึกษา และประชาชน

นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ของกัมพูชา เป็นหนึ่งในผู้นำที่ปกครองกัมพูชามาอย่างยาวนานถึง 28 ปี จากข้อมูลในเว็บไซต์บิสซิเนส อินไซเดอร์ นำมาตีแผ่ระบุว่า 66% ของชาวกัมพูชาไม่รู้จักผู้นำคนอื่นใด นอกจากสมเด็จฮุน เซน จากผลสำรวจ Asian Barometer (ABS) ระบุว่า กัมพูชาเป็นรัฐเผด็จการแบบอำนาจนิยม

เมื่อเร็ว ๆ นี้เอเอฟพีรายงานอ้างความเห็นของชยา ฮัง ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อประชาธิปไตยกัมพูชา ซึ่งเชื่อว่าฮุน เซน พยายามรวบอำนาจให้เป็นปึกแผ่นจากการวางตัวทายาทอำนาจ ซึ่งเขามองว่าสถานการณ์ไม่แตกต่างจากกรณีของเกาหลีเหนือ ที่ประธานาธิบดี (คิม จอง อิล) โปรโมต "คิม จอง อุน" บุตรชายคนสุดท้อง เป็นนายพล 4 ดาว เมื่อปีที่แล้ว

นักสังเกตการณ์เกาหลีเหนือระบุว่า การแต่งตั้งถือเป็นสัญญาณว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นที่คิม จอง อุน จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำประเทศต่อจากผู้เป็นพ่อ

ปฏิวัติดอกมะลิในโลกอาหรับ จะเกิดขึ้นกับผู้นำที่ผูกขาดอำนาจเหล่านี้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าจับตามองยิ่ง !

..............

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ คลิกอ่านข่าวอื่นๆเพิ่มเติม