ที่มา thaifreenews
โดย Tawan
ทหารรัฐบาลที่แยกตัวออกมา เตรียมอาวุธช่วยฝ่ายต่อต้านกัดดาฟี
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, March 3, 2011
คลิบ ชาวลิเบียจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ
จับตาสว.สรรหา เหล้าเก่าในขวดใหม่!!!
ที่มา thaifreenews
โดย Palrak
ไทยแลนด์วิชั่น - จับตาสว.สรรหา เหล้าเก่าในขวดใหม่!!!
ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกาฬสินธ์ 2543-2549, คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย, ศุภรัตน์ นาคบุญนำ ผู้ดำเนินรายการ
ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ เอเชีย อัพเดท 23 กุมภาพันธ์ 2554
ข่าวสด รายงาน บก.ลายจุด นัดประท้วงDSI 4 มี.ค.บ่ายโมง โรเบิร์ตฉะธาริต-พิลึกน่าอาย
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
@ ลายจุดนัดบุกประท้วงดีเอสไอ
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวถึงการจัดกิจกรรมทางการเมือง เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมของรัฐบาล 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 ราย และเรียกร้องประชาธิปไตย ว่า กิจกรรมของกลุ่มตนได้ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดการเรียนการสอนโรงเรียนแกนนอน ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากสมาชิกเสื้อแดงและประชาชนพอสมควร และในวันศุกร์ที่ 4 มี.ค. เวลา 13.30 น. ตนจะนำมวลชนและสมาชิกเสื้อแดงกว่า 300 คน เดินทางไปชุมนุมกันบริเวณหน้ากรมสอบ สวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งการชุมนุมครั้งนี้จะไม่บุกเข้าไปภายในสำนักงาน จะยืนตะโกนเรียกร้องความเป็นธรรมอยู่ข้างนอก โดยจะตะโกนคำว่า "หน้าที่ของข้าราชการต้องรับใช้ประชาชน" ซึ่งกิจกรรมตะโกนลักษณะนี้เหมือนกับละครทีวี
นายสมบัติ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ต้องนำมวลชนไปประท้วงที่หน้าดีเอสไอ ในครั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมาการทำหน้าที่อธิบดีดีเอสไอของนายธาริต ไม่ใช่เป็นการทำหน้าที่เพื่อประชาชนโดยแท้จริง ทำเพื่อพวกพ้องและรับใช้อำมาตย์ เห็นได้ชัดจากคดีต่างๆ ที่ดีเอสไอรับมาดำเนินการอยู่ขณะนี้ อย่างคดีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมเสื้อแดงและประชาชนก็ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่สามารถจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุยิงประชาชนมาได้แม้แต่รายเดียว คดีไม่มีความคืบหน้าทั้งๆ ที่ผ่านมามานานกว่า 9 เดือน ดีเอสไอมัวแต่เอาเวลาในแต่ละวัน แทนที่จะออกจับกุมคนร้าย ไปปกป้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และการทำงานในเรื่องต่างๆ ก็เหลาะแหละ บิดเบือนความจริง นายธาริตจึงไม่ใช่ข้าราชการของประชาชน ไม่ได้ทำหน้าที่รับใช้ประชาชน นอกจากคดีเสื้อแดงแล้วยังมีคดีการกักตุนน้ำมันปาล์ม ดีเอสไอก็ออกมาช่วยปกป้องคนทำผิดทั้งๆ ที่เรื่องนี้ดีเอสไอ ก็รู้ข้อมูลมากนานแล้วว่ากลุ่มไหนที่กักตุนน้ำมันปาล์ม แต่กลับไม่ดำเนินการจับกุม ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล
@ แม่น้องเกดตั้งเครือข่ายญาติวีรชน
ด้านนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาน.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด กล่าวว่า ขณะนี้การจัดตั้งชมรมเครือข่ายญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมใกล้เสร็จแล้ว โดยมีสำนักงานอยู่ที่ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว และจะเปิดอย่างเป็นทางการได้ในอีก 2-3 วันนี้ จะแจ้งให้ทราบภายหลัง ซึ่งชมรมนี้มีตนเป็นประธานฯ และมีคณะกรรมการอีก 5 คน สมาชิกทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นผู้เสียหายโดยตรงจากเหตุการณ์สลายในเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ที่ผ่านมา โดยจะใช้ชื่อชมรมว่า "เครือข่ายญาติวีรชน 53" จะมีภารกิจเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตทั้ง 91 ศพ และบาดเจ็บกว่า 2 พันคน และหากชมรมนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะขอจัดตั้งเป็นมูลนิธิช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนต่อไป
@ ดีเอสไอชี้ทหารยิง'ณรงค์ฤทธิ์'
เวลา 13.30 น. ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ นายสมชาย หอมลออ ประธานอนุกรรมการ จัดโครงการรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เกี่ยวกับกรณีความรุนแรงบริเวณอนุสรณ์สถาน 28 เม.ย. 2553 ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บมากมาย และเสียชีวิต 1 รายคือ ร.ต.ณรงค์ฤทธิ์ สาระ ทหารประจำ ร.9 พัน 2 จ.กาญจนบุรี โดยมีตัวแทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่ทหารจากกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ และผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ร่วมรับฟัง
พ.ต.ท.ไกรวิทย์ อรสว่าง พนักงานดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้าของคดีว่า ตรวจสอบหลักฐาน และผลชันสูตรพลิกศพเรียบร้อยแล้ว โดยแพทย์พบเศษกระสุน .223 จำนวน 8 ชิ้น ฝังอยู่ในกะโหลกศีรษะด้านซ้ายซึ่งเป็นเหตุให้เสียชีวิต คาดว่าอาวุธปืนน่าจะเป็นชนิดเอ็ม 16 หรือปืนเล็กกล ซึ่งมีใช้ในราชการ ที่เกิดเหตุพบรอยกระสุนอีก 1 นัด เจาะเข้าที่เบาะรองนั่งของรถจักรยานยนต์ แต่ตัวกระสุนทะลุออกไป จึงไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นกระสุน .223 ชนิดเดียวกับที่ใช้สังหารหรือไม่
"วิถีกระสุนมาจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ และมาจากด้านซ้าย เบื้องต้นสันนิษฐานว่าแนวยิงที่เป็นไปได้ น่าจะอยู่ในพื้นที่ที่ทหารตรึงกำลังอยู่" พ.ต.ท.ไกรวิทย์ กล่าวและว่า ส่วนผู้บาดเจ็บที่เข้ารับรักษาตัวในวันเดียวกัน ไม่ปรากฏว่ามีรายใดบาดเจ็บด้วยกระสุน .223 ชนิดเดียวกับผู้ตายเลย ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำกลุ่มทหารที่อยู่ในเหตุการณ์เพิ่มเติม
@ โรเบิร์ตฉะธาริต-พิลึกน่าอาย
วันเดียวกัน นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความกลุ่มนปช. ซึ่งยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไอซีซีให้เปิดการสอบสวนคดี 91 ศพ ให้สัมภาษณ์ถึงคำแถลงล่าสุดของนายธาริตในคดีนายมูราโมโตะ ช่างภาพญี่ปุ่นถูกสังหารระหว่างการสลายการชุมนุมว่า พฤติกรรมที่น่าตกตะลึงนี้ เป็นเรื่องที่พิลึกพิลั่นและน่าอับอายไปทั่วโลก หากกลับไปอ่านคำร้องของนปช.ที่ยื่นต่อศาลไอซีซี จะพบว่า มีข้อความของพยานที่ระบุไว้แล้วว่า หน่วยงานสอบสวนอาจพยายามเปลี่ยนแปลงหลักฐานในการสอบสวนคดี 91 ศพ เรื่องนี้เป็นตัวอย่างว่า อาจมีความพยายามที่จะปกปิดข้อเท็จจริงในกรณีอื่นๆ ด้วย และเป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่า มีข้อมูลหลักฐานมากมายอีกแค่ไหนที่ไม่ได้ปรากฏออกมา ทั้งยังมีคำถามถึงตัวนายธาริตในเรื่องการวางตัวเป็นอิสระในการสอบสวน ว่าทำงานให้กับใคร
นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวด้วยว่า สำหรับนายอภิสิทธิ์ที่ตอนนี้พูดถึงเรื่องเลือกตั้งแล้วนั้น จนถึงป่านนี้ยังไม่ได้อธิบายถึงความรับผิดชอบของตนเองกับเรื่องที่เกิดขึ้นในเดือนเม.ย.และ พ.ค.ปีก่อน และยังไม่ให้คำตอบกับญาติของผู้ที่ถูกสังหารในการสลายการชุมนุมแต่อย่างใดเลย
(ที่มา ข่าวสดรายวัน , 2 มีนาคม 2554)
กองทัพแจงตั้ง "พล.ร.7" งบ 2,300 ล้าน ลั่นไม่เกี่ยวข่มแดง แต่กลัวเพื่อนบ้านแซงหน้า
ที่มา ประชาไท
กองทัพแจงเสนอของบลับกว่า 2,300 ล้านบาทตั้ง พล.ร.7-พล.ม.3 ยันไม่เอี่ยวรับมือเสื้อแดง แค่ดูแลชายแดน เกรงกำลังรบชาติเพื่อนบ้านแซงหน้า
2 มี.ค. 54 - พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เสนอของบลับต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) กว่า 2,300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 (พล.ร.7) และจัดตั้งกองพลทหารม้าที่ 3 (พล.ม.3) ว่า แนวคิดในการตั้ง พล.ร.7 มีมาตั้งแต่ปี 2541-42 โดยการตั้ง พล.ร.7 ในพื้นที่ภาคเหนือภายใต้การรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 เพื่อแบ่งเบาภาระกองกำลังชายแดนที่ต้องรับผิดชอบเป็นระยะทางถึง 3,000 กิโดเมตร ขณะนี้มีเพียง 2 หน่วยที่รับผิดชอบบ คือ กองกำลังผาเมืองจากกองพลทหารม้าที่ 1 (พล.ม. 1) กับกองกำลังนเรศวรจากกองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร.4) ดังนั้นถ้าพล.ร.7 ตั้งขึ้นได้จะช่วยให้การทำงานในพื้นที่มีความพร้อมและมีขีดความสามารถในการ ป้องกันประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ครม.เป็นไปตามโอกาสและวาระที่รมว.กลาโหม ดำเนินการไปตามขั้นตอน โดยใช้บประมาณของกองทัพบกผูกพัน 3 ปี หากใน 3 ปีทำไม่ทันอาจมีการขยายเวลาสิ้นสุดโครงการ”โฆษกทบ.กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนแนวคิดการตั้งพล.ม.3 นั้น เนื่องจากชายแดนทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือมีความยาวถึง 1,500 กิโลเมตร และมีเพียง 2 องกำลังที่ดูแล คือ กองกำลังสุรนารีที่ดูแลชายแดนยาว 750 กม. ขณะที่กองกำลังสุรศักดิ์มนตรีดูแลชายแดนยาว 804 กม. ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นการสนับสนุนกำลังในการป้องกันแนวชายแดน โดยเฉพาะชายแดนด้านนี้ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งในการใช้กำลังทหาร เข้าจัดการสถานการณ์ โดยพื้นที่ด้านนี้เหมาะกับการใช้ยานเกราะ หรือจัดตั้งหน่วยใหม่ที่มียานเกราะบรรจุอยุ่ ซึ่งอำนาจกำลังรบเปรียบเทียบในการป้องกันประเทศก็เป็นยุทธศาสตร์ในการป้อง ปราม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องใช้กำลัง
"งบประมาณที่ใช้ทั้งหมดเป็นการเกลี่ยจากงบของกองทัพบกเอง ค่าใช้จ่ายในระยะแรกจะเป็นค่าก่อสร้างอาคาร เงินเดือนกำลังพล ยุทโธปกรณ์ การฝึกศึกษา ซึ่งต้องทำควบคู่กันไป แน่นอนว่า อาจต้องเพิ่มอัตรากำลังพลบางส่วน เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องปฏิบัติงานตามแนวชายแดน โดยอาจจะเกลี่ยกำลังพลจากหน่วยอื่นที่ไม่จำเป็นมาก่อนบ้าง ยืนยันว่าการจัดตั้งกองพลทั้งสองไม่เกี่ยวกับการตั้งขึ้นมา เพื่อรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือแต่ออย่างใด" โฆษกกองทัพบก กล่าว
แหล่งข่าวนายทหารระดับสูงของกองทัพบก เปิดเผยว่า แนวคิดการตั้งกองพลใหม่ทั้ง 2 กองพลเนื่องจากกองทัพบกเห็นว่า ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในขณะนี้มีการพัฒนาความสัมพันธ์ทางทหารกับเกาหลี เหนืออย่างไม่เปิดเผยมาตั้งแต่ปี 2542 โดยเกาหลีเหนือได้ขายยุทโธปกรณ์จำนวนหนึ่งพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ และได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งอาวุธประจำเรือตรวจการณ์ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือการก่อสร้างฐานทัพใต้ดินที่มีการสร้างอุโมงค์กลับ ใต้ดินหลายแห่ง โดยมีการพัฒนาศักยภาพกองทัพอย่างต่อเนื่อง ทั้งกำลังทางบก ทางเรือและทางอากาศ ซึ่งห้วงที่ผ่านมากองทัพของประเทศเพื่อนบ้านหลังจากปี 2542 ได้รับการจัดสรรงบประมาณเฉลี่ยร้อยละ 3.5 ของจีดีพี และในห้วง 4 ปีหลังได้รับงบประมาณด้านการทหารสูงถึงร้อยละ 20 ของจีดีพี ซึ่งถือว่า เป็นอัตราส่วนที่สูงกว่ากองทัพไทยมาก
ที่มาข่าว: เดลินิวส์
สมชาย ปรีชาศิลปกุล: สองสัญชาติของผู้ดี
ที่มา ประชาไท
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
หลักการในการให้สัญชาติแก่บุคคลธรรมดาในการเกิดโดยทั่วไปในประเทศต่างๆ จะวางอยู่บนหลักการเรื่องหลักดินแดนและหลักสืบสายโลหิต
หลักดินแดน (jus soli) จะเป็นการให้สัญชาติแก่บุคคลที่ถือกำเนิดขึ้นมาในดินแดนของรัฐ โดยถือว่าบุคคลที่เกิดในดินแดนของรัฐใดก็ควรจะต้องมีความเกี่ยวพันกับรัฐนั้น จึงสมควรที่จะสามารถถือสัญชาติของรัฐในห้วงเวลาที่เกิด รัฐส่วนใหญ่มักให้สัญชาติของตนแก่บุคคลภายใต้เงื่อนไขว่าต้องไม่เป็นผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
หลักสืบสายโลหิต (jus sanguinis) จะเป็นการให้สัญชาติแก่บุคคลที่บิดามารดาถือสัญชาติของรัฐ กรณีนี้ถือว่าสัญชาติจะส่งผ่านจากบิดามารดาไปยังผู้เป็นบุตร หากบิดามารดาเป็นผู้ถือสัญชาติของรัฐใดเมื่อมีบุตรขึ้นมา ผู้เป็นบุตรก็ควรที่จะได้รับสัญชาติของบิดามารดาเพื่อสามารถเข้าถึงสิทธิในฐานะพลเมืองเช่นเดียวกับบิดามารดา หลักสืบสายโลหิตจะให้สัญชาติโดยพิจารณาจากสัญชาติของบิดามารดาเป็นหลักแม้จะไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นภายในดินแดนแห่งรัฐที่บิดามารดาถือสัญชาติก็ตาม
หากพิจารณาจากหลักการดังกล่าว สภาวะของการมีสองสัญชาติจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาปัจจุบัน การแต่งงานระหว่างผู้คนที่ถือสัญชาติต่างกันและหากรัฐทั้งสองนั้นยินยอมให้สัญชาติตามหลักสืบสายโลหิตแก่บุตรที่เกิดจากบุคคลซึ่งถือสัญชาติของตน เช่น ก. สัญชาติ X แต่งงานกับ ข. สัญชาติ Y และโดยที่รัฐ X, Y ต่างก็ให้สัญชาติด้วยหลักสืบสายโลหิต บุตรก็ย่อมถือสัญชาติทั้งของรัฐ Xและ Y
หรือในกรณีที่บุคคลซึ่งเข้าเมืองไปในรัฐต่างๆ อย่างถูกกฎหมายและรัฐนั้นก็ให้สัญชาติตามหลักดินแดนแก่บุตรที่ถือกำเนิดขึ้น เด็กที่เกิดขึ้นมาในรัฐนั้นนอกจากจะได้สัญชาติของรัฐที่ตนเองเกิดแล้วก็ยังมีสิทธิที่จะได้สัญชาติตามบิดามารดาจากหลักสืบสายโลหิตเพิ่มเติมอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาเรื่องสัญชาติของบุคคลมักปรากฏความไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของบุคคลธรรมดาเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ดังที่ในปัจจุบันก็มีความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนบางประการปรากฏอยู่ ดังต่อไปนี้
ประการแรก การมีสัญชาติมากกว่าหนึ่งสัญชาติเป็นสิ่งที่ไม่ได้ “ผิดปกติ” และสามารถเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวางในห้วงเวลาที่มีการข้ามรัฐอย่างกว้างขวางทั้งโดยสามัญชนและชนชั้นนำ คนสัญชาติไทยเป็นจำนวนมากที่ได้ทำมาหากินและตั้งถิ่นฐานจนกระทั่งได้รับสิทธิการอยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกา บุตรที่เกิดมาก็ได้สัญชาติทั้งของไทยและของสหรัฐอเมริกา
ส่วนใหญ่คนที่ได้สัญชาติในลักษณะนี้มักต้องการตั้งรกรากในดินแดนอีกแห่งซึ่งมักต้องแสดงออกให้เห็นด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกระทั่งสามารถเข้าเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะทำให้ได้สิทธิในการอาศัยและสัญชาติของรัฐนั้น ซึ่งก็สามารถสืบต่อมายังบุตรของตน และเนื่องจากกฎหมายไทยในเรื่องสัญชาติไทยไม่ได้บังคับให้บุคคลต้องมีสัญชาติไทยเพียงอย่างเดียวโดยห้ามถือสัญชาติอื่น บุคคลจึงถือสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นควบคู่กันไปได้
บรรดาลูกท่านหลานเธอจำนวนมากที่ไปบิดามารดาไปคลอดในต่างประเทศก็ด้วยความคาดหวังว่าจะทำให้ลูกของตนสามารถมีอีกสัญชาติหนึ่งนอกไปจากสัญชาติไทยมิใช่หรือ
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอายต่อการยอมรับว่าตนเองจะมีสัญชาติมากกว่าหนึ่งสัญชาติ เฉพาะอย่างยิ่งการได้สัญชาติอันเป็นผลมาจากการเกิดเพราะเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของบิดามารดา มิใช่เป็นการกระทำของตนแต่อย่างใด
ประการที่สอง การไม่ได้ใช้สิทธิในสัญชาติของบุคคลใดๆ ก็ตามจะไม่ได้เป็นผลให้บุคคลนั้นสิ้นสิทธิความเป็นสัญชาติไปโดยปริยาย
ดังเช่นหากมีคนสัญชาติไทยอพยพไปตั้งรกรากในประเทศอื่นเป็นระยะเวลายาวนาน และไม่ได้กลับมายังประเทศไทยอีกเลยทั้งไม่เคยใช้สิทธิในฐานะของคนสัญชาติไทยทั้งด้านการศึกษา การเดินทาง การรักษาพยาบาล เป็นต้น การไม่ใช้สิทธิในฐานะของพลเมืองที่ถือสัญชาติไทยไม่ได้มีความหมายว่าบุคคลดังกล่าวจะสละสัญชาติไปในทางพฤตินัย บุคคลดังกล่าวก็ยังคงมีสัญชาติไทยต่อไปตลอดชีวิต
การจะสละสัญชาติจึงต้องดำเนินไปด้วยวิธีการที่ชัดเจน รัฐไม่มีอำนาจเพิกถอนสัญชาติของบุคคลด้วยหลักการที่ว่าบุคคลนั้นไม่ใช่สิทธิในสัญชาติของตนมาเป็นระยะเวลานาน
ประการที่สาม ที่ผ่านมาหลายๆ ปัญหามักถูกอธิบายด้วยการผูกติดอยู่กับเงื่อนไขเรื่องสองสัญชาติ กรณีความรุนแรงที่ภาคใต้ก็มีคำอธิบายชุดหนึ่งออกมาว่าสาเหตุที่ไม่อาจดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้ก็เพราะบุคคลเหล่านั้นถือสองสัญชาติ เมื่อกระทำความผิดในดินแดนของรัฐไทยก็จะหลบเลี่ยงความผิดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้น จึงควรจะต้องดำเนินการกับบุคคลที่มีสองสัญชาติหรือหลายสัญชาติด้วยการให้บุคคลนั้นเลือกถือสัญชาติแห่งใดเพียงแห่งเดียว
แนวความคิดเช่นนี้ผูกติดความจงรักภักดีของบุคคลให้ขึ้นอยู่กับการถือสัญชาติเพียงแห่งเดียวว่าจะทำให้สามารถกรองบุคคลผู้ไม่จงรักภักดีออกไปได้ (รวมถึงบุคคลที่ไม่สามารถเข้าถึงสัญชาติไทยได้) แต่เมื่อเกิดปัญหาเรื่องสองสัญชาติกับชนชั้นนำของสังคมไทยกลับไม่ปรากฏว่ามีการกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดีกับชนชั้นแต่อย่างใด
แน่นอนว่าการถือสัญชาติของบุคคลไม่ได้มีความหมายถึงความจงรักภักดีที่จะมีต่อสังคมแห่งใดแห่งหนึ่งได้อย่างแท้จริง แต่ในสังคมไทยนั้นในการพิจารณาเรื่องสัญชาติสำหรับสามัญชนจะมีความหมายแตกต่างไปอย่างสำคัญกับชนชั้นนำ สามัญชนควรมีเพียงหนึ่งเดียวเพราะหากมีหลายสัญชาติจะแสดงซึ่งความไม่ภักดี แต่สำหรับชนชั้นนำการมีหลายสัญชาติกลับเป็นเรื่องปกติที่สะท้อนให้เห็นถึง “อภิสิทธิ์” มากกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป
ดังนั้น ในทางนิตินัยการถือหลายสัญชาติมิได้เป็นการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมายไทย ในแง่มุมทางสังคม สำหรับบุคคลสองสัญชาติในหมู่ผู้ดีเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นถึงความต่างไปจากสามัญชน เพราะมีคนจำนวนเพียงหยิบมือเดียวในสังคมแห่งนี้ที่จะสามารถือสัญชาติของบรรดาอารยะประเทศ รวมถึงการได้รับการศึกษาแบบที่เป็นผู้ดีจากตะวันตก มีสามัญชนในยุคปัจจุบันจำนวนเท่าไหร่ที่สามารถจะถือสองสัญชาติในลักษณะนี้ได้บ้าง
เดาได้เลยว่าในบรรดาชนชั้นนำไทยจำนวนไม่น้อยก็ล้วนแล้วแต่น่าจะมีสัญชาติมากกว่าสัญชาติไทยเพียงอย่างเดียว
ด้วยเงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก วิธีการเดียวสำหรับสามัญชนที่จะทำให้บุตรของตนสามารถถือสัญชาติของประเทศอื่นได้ก็ด้วยการหาผัวฝรั่ง แต่สองสัญชาติของสามัญชนกับสองสัญชาติของผู้ดีก็ยังมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
แม้ลูกจะอาจได้สัญชาติอังกฤษตามผัวแต่ก็ยังคงต้องให้ ด.ช. บักเคน ฟาร์เมอร์สัน เรียนที่โรงเรียนห้วยกระโทกวิทยาเหมือนเดิม ไม่มีโอกาสจะได้ไปเรียนที่ออกซ์เฟิร์ดเหมือนบรรดาอภิสิทธิชนทั้งหลายอย่างแน่นอน
เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์กฎเมืองกฎหมาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
"สุริยะใส" เผย "การเมืองใหม่" ส่ง ส.ส. ลงครบ 76 จังหวัด หวั่นเสื้อแดงป่วนอดเลือกตั้ง
ที่มา ประชาไท
"สุริยะใส กตะศิลา" เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่วาง 3 ยุทธศาสตร์ลุยเลือกตั้งใหญ่ ชูสร้างการมีส่วนร่วม-คัดหัวกะทิลงสมัคร เปิดตัวกลางเดือน มี.ค. ครบ 76 จังหวัด แต่ไม่วางใจ “เสื้อแดง” ป่วน เร่งเกิดเหตุไม่คาดฝัน อดเลือกตั้ง
2 มี.ค. 54 - นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ เปิดเผยถึงการเตรียมยุทธศาสตร์สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ ที่คาดว่า จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ ว่า พรรคการเมืองใหม่วางแนวทางไว้ 3 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน คือ 1.ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วม โดยการคัดสรรผู้สมัครลงสมัครในนามพรรค ทั้งในระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ ที่ออกแบบให้สมาชิกพรรคทั่วประเทศ ศูนย์ประสานงานพรรค และสาขาพรรค เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดเลือกตัวผู้สมัคร ซึ่งขณะนี้ก็เห็นตัวผู้สมัครแล้วในหลายพื้นที่ 2.ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้วยนโยบาย โดยพรรคได้จัดทำร่างนโยบายพรรค 10 กลุ่มนโยบาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการมอบหมายให้สาขา และศูนย์ประสานงานรับฟังความคิดเห็น รวบรวมปัญหาระดับท้องถิ่นมาแปรเป็นนโยบาย และ 3.ยุทธศาสตร์การเตรียมแคมเปญในระดับประเทศ โดยจะมีการตั้งวอร์รูมสำหรับการเลือกตั้งก็ในเร็วๆ นี้
“ผมมั่นใจว่า พรรคเล็กๆ อย่างพรรคการเมืองใหม่ จะต้องช็อกสังคมด้วยนโยบายที่ฉีกออกไปจากทุกพรรค เพราะพรรคเรากำหนดนโยบายโดยมวลชน ไม่ใช่นายทุนพรรค ทำให้เราได้นโยบายที่ค่อนข้างแหลมคม ไม่ลูบหน้าปะจมูก และจะเป็นทางเลือกให้สังคมอย่างแท้จริง” นายสุริยะใส กล่าว
เลขาฯพรรคการเมืองใหม่ กล่าวอีกว่า สำหรับการคัดเลือกตัวผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้ทุกพรรคต้องส่งครบ 125 คน ซึ่ง 15 รายชื่อแรก คงเป็นกรรมการบริหารพรรคบางส่วน และบุคคลภายนอกพรรคบางส่วน ซึ่งได้เริ่มทาบทามผู้ที่มีจุดยืนและความคิดทางการเมืองคล้ายๆ กันไว้บ้างแล้วบางส่วน ในส่วนระบบเขต ทางพรรคตั้งใจว่าจะส่งทุกผู้สมัครทั้ง 76 จังหวัด แต่อาจไม่ครบ 375 เขต คงต้องกลั่นกรองเป็นพื้นที่ๆ ไป ซึ่งราวกลางเดือน มี.ค.เป็นต้นไป พรรคจะเริ่มเปิดตัวผู้สมัครในแต่ละพื้นที่ ที่ผ่านการพิจารณาของกรรมการบริหารพรรค และสาขาพรรคแล้ว
“อย่างไรก็ตาม ตนก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ถึงสถานการณ์พิเศษที่อาจเป็นตัวแปรของการเลือกตั้ง หรือการยุบสภาอยู่ โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการเคลื่อนไหวคู่ขนานของพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดง อาจทำให้สถานการณ์พลิกผัน หรือเหนือความคาดหมายได้เช่นกัน เนื่องจากเพราะการเมืองไทยยังเปราะบาง และไม่เป็นอย่างที่นายกฯวาดฝันว่าจะทำให้การเมืองนิ่งก่อนยุบสภาและมีการเลือกตั้ง” นายสุริยะใส กล่าว
ที่มาข่าว: ASTV ผู้จัดการออนไลน์จี้ "สมชาย หอมลออ" เปิดข้อมูลสอบสวน 91 ศพ
ที่มา ประชาไท
"จตุพร" จี้ "สมชาย หอมลออ" กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เปิดข้อมูลการสอบสวน 91 ศพที่เป็นจริง
2 มี.ค. 54 - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสมชาย หอมลออ กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ชุดที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ออกมาแสดงความเห็นว่าวิธีเยียวยาที่ดีที่สุดสำหรับเหตุการณ์สลายการชุมนุม เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 คือ การค้นหาความจริงและการแสดงคำขอโทษแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า ข้อเท็จจริงวันนี้แต่ละฝ่ายรู้กันเต็มอกว่าเป็นอย่างไร และเดิมพันด้วยชีวิต เพียงแต่ว่ารัฐบาลเองก็ใช้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความตายมาดำเนินคดีด้วย เพราะฉะนั้น เขาก็ต้องยืนว่าเขาไม่ได้ทำ เพราะความผิดอันนี้ ก็ต้องโยนให้คนเสื้อแดง และคนเสื้อแดงก็จะต้องแสวงหาความจริง เพื่อจะบอกว่าความผิดทั้งหมดอยู่ที่รัฐบาล เพราะหลักฐานทั้งหมดสอบสวนของดีเอสไอมันชัดอยู่แล้ว ดังนั้นข้อเสนอของนายสมชายนั้น ต้องถามว่าแต่ละฝ่ายพร้อมพูดความจริงกันหรือเปล่า คือ มีคนตาย 91 ศพ เป็นทหารส่วนหนึ่งและประชาชนส่วนใหญ่ บาดเจ็บ 2,000 กว่า ปัญหาคือพร้อมจะพูดความจริงกันหรือเปล่า
นายจตุพรกล่าวว่า ดังนั้น นายสมชายย่อมรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นและใครควรจะขอโทษใคร เพราะรัฐบาลกำลังบิดเบือนความจริงทั้งสิ้น เท่าที่เห็นกันอยู่ในวันนี้ชัดยิ่งกว่าอะไรเสียอีก และไม่มีใครเชื่อ พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักนิติวิทยาศาสตร์ (ผบช.สวน.) ที่ปรึกษากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพราะเขาได้เป็นกรรมการพิสูจน์ศพ แค่ดูภาพถ่ายตรัสรู้มากจากไหน อย่างนื้ถือว่าไม่มีมารยาทเลยด้วยซ้ำ ที่ออกมาพูดแบบนี้ทั้งที่ไม่ได้เป็นคณะกรรมการพิสูจน์ศพ
ที่มาข่าว: มติชนออนไลน์เขาถามสั้นๆ แต่ดั๊นตอบซะยาววววววววววววววว
ที่มา Thai E-News
ตู่:ผมถามสั้นๆ ท่านสละสัญชาติอังกฤษหรือยัง?
มาร์ค:คุณแพ่คุณม่อของ ผม คุณพ่อคุณแม่ของผมบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลา บลาบลาบ ลาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ บลาบลา
ผลสำรวจผู้อ่านไทยอีนิวส์ก่อน-หลังเหตุการณ์19พฤษภา53:ประชาธิปไตยแบบใดที่ท่านปรารถนา?
ที่มา Thai E-News
เป็นที่น่าสังเกตว่าผลสำรวจในช่วงก่อนเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ผู้อ่านของเราส่วนใหญ่ราว 43% มีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับอังกฤษ และญี่ปุ่น
ส่วนผลสำรวจในช่วงหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ผู้อ่านของเราส่วนใหญ่ราว 43% มีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐฝรั่งเศส-เยอรมัน
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 มีนาคม 2554
ไทยอีนิวส์ได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นผู้อ่านหัวข้อเรื่อง"ท่านปรารถนาให้อนาคตไทยเป็นแบบใด?"ในช่วงระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2554 มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 3,358 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้
-สาธารณรัฐแบบฝรั่งเศส-เยอรมัน 1457 คน (43%)
-ปชต.กษัตริย์ใต้รธน.แบบญี่ปุ่น-อังกฤษ 1050 คน (31%)
-สหพันธรัฐแบบอเมริกา-สวิส 446 (13%)
-รัฐสวัสดิการแบบสแกนดิเนเวีย 338 คน (10%)
-ระบบพ่อปกครองลูกแบบพ่อขุนราม 16 คน (0%)
-ประชาธิปไตยแบบไทยๆ 15 คน(0%)
-เผด็จการพรรคเดียวแบบจีน,เวียดนาม 14 คน(0%)
-เผด็จการเชิดชูผู้นำแบบเกาหลีเหนือ 2 คน (0%)
-อื่นๆ 20 คน (0%)
ในเดือนกันยายน 2552 ไทยอีนิวส์เคยสำรวจความเห็นของท่านผู้อ่านของเรา ในหัวข้อเดียวกัน คือ"ท่านมีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองแบบใดที่สุด?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,956 ท่าน โดยนำเสนอผลการสำรวจ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2552 (รายละเอียดในหัวข้อข่าว:POLL:ผู้อ่านไทยอีนิวส์ปรารถนาปชต.กษัตริย์ใต้รธน.แบบอังกฤษ-ญี่ปุ่น ยี้ประธิปไตยแบบไทยๆ )
-ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับอังกฤษ และญี่ปุ่น จำนวน 843 ท่าน คิดเป็น 43%
-รองลงมาคือประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ แบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา หรือสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 370 ท่าน คิดเป็น18%
-รัฐสวัสดิการที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแบบสแกนดิเนเวีย(สวีเดน เดนมาร์ค นอรเวย์)จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 17%
-ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐฝรั่งเศส หรือเยอรมนี จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 15%
-สังคมนิยมที่มีเศรษฐกิจเสรีนิยมแบบจีน จำนวน 34 ท่าน คิดเป็น 1%
-ประชาธิปไตยแบบไทยๆเหมือนในปัจจุบัน จำนวน 26 ท่าน คิดเป็น1%
-กลับไปเป็นราชาธิปไตยเหมือนก่อนปีพ.ศ.2475 จำนวน 22 ท่าน คิดเป็น1%
-เผด็จการแบบเกาหลีเหนือ หรือพม่า คิวบา จำนวน 6 ท่าน ไม่สามารถแจงนับเป็น%
-อื่นๆ จำนวน 11 ท่าน ไม่สามารถแจงนับเป็น%ได้
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าผลสำรวจในช่วงก่อนเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ผู้อ่านของเราส่วนใหญ่ราว 43% มีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับอังกฤษ และญี่ปุ่น
ส่วนผลสำรวจในช่วงหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ผู้อ่านของเราส่วนใหญ่ราว 43% มีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐแบบฝรั่งเศส-เยอรมัน
อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ขอชี้แจงว่า ผลการสำรวจนี้เป็นการสำรวจผู้อ่านที่เข้ามาอ่านไทยอีนิวส์เป็นการทั่วไป และสมัครใจตอบแบบสำรวจโดยอิสระ ไม่ใช่การสุ่มสำรวจในเชิงสถิติ จึงไม่อาจนับเป็นกลุ่มตัวอย่าง หรือตัวแทนของกลุ่มประชากรใดๆในภาพรวมได้ ดังนั้นการนำไปอ้างอิงใดๆ ควรต้องระบุให้ชัดเจนได้แต่เพียงว่า เป็นความคิดเห็นของผู้อ่านไทยอีนิวส์ในช่วงระหว่างก่อน และหลังเหตุการณ์19 พฤษภาคม 2553 เท่านั้น
*******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:โรคประจำศตวรรษ:ประชาธิปไตย'อันมีฯVSไม่มีอันฯ'
