WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 3, 2011

วิป 2 ฝ่ายไฟเขียวซักฟอกนาน 4 วัน ปชป.หวั่นใช้หลักฐานคลิปวิดีโอเท็จ เล็งหารือ"ชัย"ตั้ง กก.ตรวจสอบ

ที่มา มติชน

คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ประชุมหารือระยะเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 2 มีนาคม ปรากฏว่าที่ประชุมให้ใช้เวลารวม 66 ชั่วโมง หลังประชุม นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล และนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน แถลงผลการประชุมร่วมกัน


นายวิทยากล่าวว่า ได้รับแจ้งจากฝ่ายธุรการสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า กำลังตรวจสอบความถูกต้องของญัตติ และน่าจะเรียบร้อยในวันที่ 3 มีนาคม ก่อนจะนำเสนอต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เบื้องต้นวิปรัฐบาลได้รับแจ้งจาก ครม.ว่ามีความพร้อมที่จะให้อภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมเป็นต้นไป ฝ่ายค้านได้แจ้งความจำนงที่จะขออภิปรายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 10 คน ดังนั้นจะจัดสรรเวลาให้ 40 ชั่วโมง และจะถาม ครม.ด้วยว่าจะใช้เวลาในการชี้แจงเท่าไหร่ คาดว่าคร่าวๆ น่าจะประมาณ 20 ชั่วโมง เมื่อบวกกับเวลาพักให้น้ำและเวลาประท้วงอีก 6 ชั่วโมง จะใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 66 ชั่วโมง


"เรียกว่าจุใจกันไปเลย จะอภิปรายทั้งสิ้น 4 วัน ซึ่งวันสุดท้ายต้องจบภายในเวลา 23.00 น. และลงมติในเช้าของวันรุ่งขึ้น ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายต้องบริหารจัดการเวลาของตัวเองอย่างเคร่งครัดด้วย ขาดได้ แต่ห้ามเกิน" ประธานวิปรัฐบาลกล่าว


ด้านนายวิทยากล่าวว่า เหตุที่ฝ่ายค้านจำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควรนั้น เนื่องจากต้องอภิปรายรัฐมนตรีถึง 10 คน เฉลี่ยแล้วรัฐมนตรีคนหนึ่งใช้เวลาอภิปรายประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเหมาะสมแล้ว


น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าได้เวลา 40 ชั่วโมงตามที่พูดคุยกันในรอบแรก ก็จะสามารถแบ่งผู้อภิปรายได้ดังนี้ 1.เรื่องการสลายการชุมนุม จะใช้ผู้อภิปราย 7 คน 2.การทุจริต 18-22 คน และ 3.การบริหารที่ผิดพลาดและบกพร่อง 10-15 คน


ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะวิปรัฐบาล กล่าวว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เห็นว่าควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารหรือคลิปวิดีโอที่ทางพรรคเพื่อไทยจะนำมาเปิดหรือแสดงควบคู่กับการอภิปราย เพื่อป้องกันเอกสาร หรือคลิปวิดีโอที่เป็นเท็จ เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเคยนำวิดีโอคลิปที่มีการตัดต่อมาฉายในการประชุมสภาจนสร้างความสับสนและเกิดปัญหาตามมา ในอีก 1-2 วันนี้นายวิทยาจะเข้าหารือกับนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เบื้องต้นคณะกรรมการประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน


"ผมได้รับข้อความผ่านทางเครือข่ายเฟซบุ๊ก เตือนให้ระวังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะพรรคเพื่อไทยอาจนำข้อมูลจริงปนเท็จ เกี่ยวกับการกักตุนสินค้า 3 ประเภท คือ ข้าว น้ำตาล และน้ำมันปาล์มมาอภิปราย ฝากเตือนไปยังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้อมูลของเพื่อไทยนั้นจะเชื่อมโยงโดยตรงกับนายสุเทพ" นพ.วรงค์กล่าว

ป.ป.ช.บีบศาล ปค.ให้คำตอบจะยอมร่วมมือสอบ"อักขราทร"หรือไม่ เล็งส่งศาล รธน.ตีความหาข้อยุติ

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม นายอภินันทน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ระหว่างการประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม มีการหารือกรณีนายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช.กรณีที่ขอข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกล่าวหานายอักขราทร จุฬารัตน อดีตประธานศาลปกครอง กรณีสั่งเปลี่ยนองค์คณะที่พิจารณาคดีขอให้ทบทวนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ห้ามมิให้นำมติ ครม.สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไปดำเนินการใดๆ เพราะนายหัสวุฒิเห็นว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาศาลปกครอง

นายอภินันทน์กล่าวว่า หลังการหารือที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามภาครัฐไปประสานงานกับสำนักงานศาลปกครอง เพื่อขอให้ส่งหนังสือตอบกลับกรณีที่สำนักงาน ป.ป.ช.เคยทำเรื่องขอความร่วมมือให้ส่งข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวมาให้เมื่อ 2 เดือนก่อน เพราะตราบใดที่สำนักงานศาลปกครองยังไม่มีการตอบกลับมาอย่างเป็นทางการ ถึงจะอ้างว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจในการไต่สวนผู้พิพากษาศาลปกครอง แย้งกับที่กรรมการ ป.ป.ช.ยืนยันว่ามีอำนาจทั้งจากรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช.ปี 2542 ก็จะทำให้สำนักงาน ป.ป.ช.ไม่สามารถส่งเรื่องดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดได้

วิเคราะห์ปม'ไล่มาร์ค'รีเทิร์น

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



ปรากฏการณ์นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกชาวบ้านตะโกนโห่ไล่ขณะลง พื้นที่ปฏิบัติภารกิจ เริ่มกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เคยซาๆ ไปแล้วพักหนึ่ง

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ต่างๆ นานา ว่าการเคลื่อนไหวในช่วงนี้เป็นเพราะชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจริง หรือเพียงเพื่อสร้างสถานการณ์การเมือง มุ่งสกัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

นักวิชาการและคนในแวดวงการเมืองมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร



ชุมพล ศิลปอาชา

หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา



ความขัดแย้งในสังคมไทยที่กำลังเผชิญขณะนี้มี 2 ประเด็น คือ 1.ประเทศไทยกับเพื่อนบ้านคือกัมพูชา และ 2.ภายในประเทศเองซึ่งหมายถึงกลุ่มพันธมิตรและนปช.

ประเด็นไทย-กัมพูชาไม่น่าเป็นห่วง ไม่คิดว่าจะมีใครฉวยโอกาสเป็นเหตุให้ปฏิวัติในขณะนี้ สามารถแก้ปัญหากันไปได้จนเรียบร้อย ส่วนประเด็นปัญหาภายในประเทศที่มีการเคลื่อน ไหวของพันธมิตรและนปช.นั้น ขณะนี้ค่อนข้างเบาบางลงแล้ว ทุกฝ่ายเตรียมตัวเข้าสู่สนามเลือกตั้งกันหมด

โดยมีเหตุผลที่เห็นชัดอย่างหนึ่ง คือ ศาลใช้ระบบของศาลที่ทำให้เกิดความปรองดองขึ้นในชาติ โดยลดความเข้มของฝ่ายหนึ่งลงไป คือการให้ประกันตัวแกนนำทั้งหมด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก

ต้องขอชื่นชมศาลที่ช่วยให้บรรยากาศความขัดแย้งลดระดับลงไปอย่างมาก

กลุ่มพันธมิตรก็เช่นกัน ตัวหลักเสื้อเหลืองอยู่ที่กลุ่มสันติ อโศก ซึ่งมี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และสมณโพธิรักษ์ เป็นแกนนำ ส่วนนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นแนวร่วมเท่านั้น ดูจากสภาพปัจจุบันนี้ความร่วมมือเจือจางลงมาก

อีกทั้งการชูประเด็นปัญหาไทย-กัมพูชาขึ้นมาถือว่าไม่ได้รับการยอมรับ เพราะไม่ใช่เรื่องปากท้องประชาชน ดังนั้นประเด็นที่พันธมิตรนำมาเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เพราะรัฐบาลชุดนี้เป็นที่ยอมรับ

การเคลื่อนไหวของเสื้อเหลืองที่จะก่อให้เกิดปัญหาจนส่งผลต่อการเลือกตั้งนั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นมากมายนัก


สิริพรรณ นกสวน

ชุมพล ศิลปอาชา

ดิเรก ถึงฝั่ง



รวมทั้งกรณีที่ดูเหมือนว่าพันธมิตรจะชูนายสนธิเป็นนายกฯ กลายเป็นว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ของพรรค การเมืองใหม่ไปเสียแล้ว

แต่ประเด็นที่น่าจับตาคือการที่มีความเคลื่อนไหวที่ไปข้องแวะทหารมากเกินไปนั้น น่าเป็นห่วง อย่าไปหาเรื่องทหารเขามากเกินไป ประวัติ ศาสตร์เมืองไทยที่มีปฏิวัติครั้งใดเพราะมีการไปแขวะทหาร ทุกครั้ง

แต่เชื่อว่าสมัยนี้ทหารคงไม่ทำอะไร เพราะการยอมรับจากประชาชนเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก

ตอนนี้จุดที่น่าเป็นห่วงคือ กกต. เพราะโครงสร้างของกกต. และความขัดแย้งภายใน 5 เสือกกต.ยังมีอยู่สูง ระบบการทำงานก็มีปัญหา

ยังมีสองมาตรฐาน จึงน่าเป็นห่วงมากกว่า

ส่วนกรณีนายกฯ ถูกเสื้อแดงตะโกนขับไล่ขณะเดินสายลงพื้นที่นั้น อันนี้อย่าไปถือสา เป็นสีสัน ในสายตาของผมไม่ได้ถือว่าเรื่องนี้เป็นจุดวิกฤต เป็นเรื่องส่วนตัว เพียงเพราะความไม่ชอบในตัวนายกฯ เท่านั้น

การที่เสื้อแดงเสื้อเหลืองต้องการล้มรัฐบาลชุดนี้ มันอาจทำให้พรรคชาติไทยพัฒนาดีขึ้นก็ได้ (หัวเราะ)

ดังนั้นเสื้อทุกสีที่ออกมาเคลื่อนไหว จึงไม่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่กลับไปสู่ความขัดแย้งเหมือนในอดีตอีก ไม่ถึงขั้นนั้น เสื้อแดงที่ไปตามไล่ก็มีไม่มากนัก เป็นธรรมดา เพราะคนในสังคมย่อมมีบ้างที่ประหลาดๆ

เหมือนกรณีที่นายอุทัย พิมพ์ใจชน จู่ๆ ก็มีคนเอาขี้ไปปาท่านสมัยเป็นรมว.พาณิชย์

การที่มีคนประหลาดๆ อย่างนี้ จะถือเป็นเรื่องใหญ่โตไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่นายกฯอภิสิทธิ์ถูกล้อมกรอบจนออกจากกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ และถูกทุบรถ อย่างนั้นถือเป็นเรื่องที่รุนแรงจริงๆ

แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ระดับสูงของเสื้อแดงนั้นนิ่งพอสมควร ส่วนระดับล่างก็อาจมีบ้าง แต่จะไปนับเป็นวิกฤตไม่ได้ เพราะอาจมีคนที่ไม่ใช่เสื้อแดงแต่ไม่ชอบใจนายกฯ พรวดขึ้นมาก็ เป็นได้

ตอนนี้กระแสไปในเชิงนำไปสู่การเลือกตั้งมากกว่าจะเป็นวิกฤตการเมือง หรือวิกฤตการเผชิญหน้า เพราะล่าสุดเสื้อเหลืองก็เชียร์เสื้อแดง ให้พรรคเพื่อไทยอภิปรายรัฐบาลกับนายกฯ เรื่องนั้นเรื่องนี้

ผมจึงย้ำว่านี่คือกระแสของการนำไปสู่การหาเสียงเลือกตั้ง แต่ยังไม่โยงไปไกลถึงเรื่องการนำคุณทักษิณกลับบ้าน โยงไปไกลขนาดนั้นไม่ได้





ดิเรก ถึงฝั่ง

ส.ว.นนทบุรี

อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ



สาเหตุเกิดจากอะไรคงเดายาก การที่ชาวบ้านออกมาขับไล่หรือต่อว่านายกฯ มีสาเหตุมาจากหลายประการ

ยกตัวอย่างช่วงนี้เกิดปัญหาน้ำมันปาล์มขาดตลาด ชาวบ้านเดือดร้อน ก่อนที่นายกฯ จะลงพื้นที่ได้ประกาศกับประชาชนว่าน้ำมันปาล์มจะไม่ขาดตลาด แต่เมื่อลงพื้นที่กลับพบว่าร้านค้าที่ไปดูไม่มีน้ำมันปาล์มขาย

นายกฯ ก็เสียหน้า ถูกชาวบ้านออกมาขับไล่อีก

อยากให้นายกฯ ยอมรับความจริงว่าเศรษฐกิจบ้านเราไม่ดีขึ้น ปัญหาต่างๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข ประเทศไทยประสบปัญหามากมาย

ชาวบ้านต้องออกมาขับไล่นายกฯ คงรู้สึกอึดอัด และเกิดจากการสั่งสมมานาน ไม่น่าเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมือง เพราะถ้าเป็นม็อบที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อป่วนเมือง ต้องมีการจัดการที่เป็นระบบ จำนวนคนต้องมากกว่านี้

แต่จำนวนคนที่ออกมาแค่นิดเดียว และเป็นไปอย่างธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่จัดเตรียมไว้ก่อน

นอกจากนี้เวลาที่นายกฯ เดินทางไปไหน ชาวบ้านทั่วไปไม่ทราบโปรแกรมล่วงหน้าหรอก ดังนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่มีเจตนาจะขับไล่นายกฯ ที่จะเตรียมการได้ทัน

สะท้อนให้เห็นว่าการออกมาขับไล่ครั้งนี้ เป็นความรู้สึกเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เป็นการดีที่นายกฯ ลงพื้นที่แล้วไม่มีใครทราบกำหนดการล่วงหน้า เพราะยิ่งทำให้นายกฯ ได้เห็นสภาพปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจริง ได้เห็นของจริงว่าชาวบ้านเขาอยู่กันอย่างไร

ขณะที่นายกฯ เองก็ต้อง เตรียมรับฟังเสียงของชาวบ้านที่ออกมาขับไล่ด้วย จะดูรายงานเพียงอย่างเดียวไม่ได้





สิริพรรณ นกสวน

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ



เป็นเรื่องการเมืองมากกว่า ต้องถามคนไล่ว่ามีวัตถุประสงค์อะไร คนที่ได้รับความเดือดร้อนจริงจะออกมาในลักษณะยื่นข้อเสนอมากกว่า เพราะวัฒนธรรมคนไทย ผู้ที่เดือดร้อนมักให้ผู้ที่อยู่เหนือกว่าคอยช่วยเหลือ ไม่ใช่การขับไล่

การไล่คือการไม่ปรารถนา ไม่พอใจ ไม่ยอมรับ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องการเมือง

กรณีนี้เชื่อว่าคงเป็นไประยะหนึ่ง ที่สุดแล้วต้องมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ แต่คงยากเพราะสังคมไทยยังไม่มีการยอมรับกติกา หลักประชา ธิปไตยที่แท้จริง แม้แต่รัฐบาลยังไม่รู้ว่าเข้าใจกติกาหรือไม่ โดยเฉพาะเสียงมากสุดมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อน

เมื่อไม่เคารพกติกา มาเตะฟุตบอลร่วมกันก็มีการชกต่อยกันขึ้น เพราะกติกาไม่เป็นที่ยอมรับ ยกตัวอย่างกรณีการดำเนินการต่างๆ ภายในรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ พูดอย่าง แต่นายกฯ พูดอีกอย่าง

แม้การไล่นายกฯ จะเป็นสิทธิเสรีภาพ ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วเขาก็มีกัน แต่ในเมืองไทยจะมีลักษณะพิเศษตรงที่มีโอกาสเกิดความรุนแรงขึ้นด้วย เพราะสังคมในวงกว้างยังไม่เคารพกติกาในหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง

ยิ่งตอนนี้มีสารพัดม็อบเกิดขึ้น ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง ม็อบเขื่อนปากมูน หรือม็อบที่ดินทำกิน จากนี้จึงเป็นการสุ่มเสี่ยงของรัฐบาลในการจัดการม็อบต่างๆ

รัฐบาลต้องมีสติ พึงระวังการฉวยโอกาส ต้องดูดีๆ ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มไหนเป็นความเดือดร้อนที่แท้จริง ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์แอบแฝง โดยเฉพาะเรื่องการเมือง

อยากให้ผิด

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




นอสตราดามุสเมืองไทย โสรัจจะ นวลอยู่ ทำนายเรื่องไทย-เขมร ไว้ในหนังสือ 'ศาสตร์แห่งโหร 2554' ตอนหนึ่ง

"---หอกข้างแคร่เขมรจะกำเริบเสิบสาน คอยจ้องหาจังหวะที่ในบ้านเมืองไทยเพลี่ยงพล้ำ อาจมีการรุกเข้ามาโดยใช้กำลังทหารที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ระดมสรรพกำลังทั้งอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจบางประเทศ เข้ามาถล่มตามแนวชาย แดนและรุกล้ำมาถึงกรุงเทพฯ บางช่วงไทยจะเสียเปรียบและตีโต้กลับไปเพื่อสั่งสอน---"

"ไทยเราประกาศสงครามกับกัมพูชาอย่างเป็นทางการ"

ด้านการเมือง ต้นปีฝ่ายรัฐบาลและเอกชนอาศัยช่องว่างทางกฎหมายและระเบียบต่างๆ ใช้เป็นช่องทางเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

การคอร์รัปชั่นเป็นการคอร์รัปชั่นอย่างตั้งใจจงใจมาก ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับงบประมาณแผ่นดิน

ดาวอังคารสีเลือดย้ายเข้าสู่ราศรีมีน เล็งดาวพระเสาร์ เดือนมี.ค. และเม.ย. จะมีลางร้ายบอกเหตุล่วงหน้า

เหตุการณ์ทางการเมืองรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ จะวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาเหมือนปีก่อนๆ

บ่งถึงเมืองไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤต จะมีประชาชนชุมนุมเป็นเรือนแสน เกิดจากความโกรธแค้นและรู้ทันความเคลือบแคลงของรัฐบาล

แม้รัฐบาลจะมีฉากหน้าดูดีเพียงไร แต่ความไม่จริงใจทำให้ประชาชนหยั่งรู้ได้และลุกฮือต่อต้าน

ไม่พอใจผู้นำรัฐบาลและผู้นำในเครื่องแบบ ประชา ชนไม่ได้รับความยุติธรรมหลายเรื่อง ไม่พอใจการปกครองประเทศ

เหตุการณ์ร้ายจะหนักกว่าปีཱ

เดือนพ.ค.จะมีการจัดตั้งกลุ่มผู้ต่อต้านใต้ดิน ลุกฮือ ต่อต้านแบบสู้ตาย ไม่กลัวตาย

ผู้ปกครองบ้านเมืองต้องเตรียมแผนรับมือเต็มที่ ส่งกำลังทหารและรถถังเข้าปราบปรามอย่างเด็ดขาดรุนแรง มีคำสั่งให้จัดการทำลายสถานที่สำคัญของผู้ต่อต้านจนหมดสิ้น

เกิดจลาจลใหญ่ บุคคลในเครื่องแบบแตกแยก เกิดสงครามกลางเมือง เลือดไทยต้องไหลรินนองแผ่นดิน

เป็นหนทางไปสู่ "การปฏิวัติรัฐประหารครั้งใหญ่อีกครั้ง"

อ่านถึงตรงนี้ หลายคนคงภาวนาขอให้นอสตราดามุสเมืองไทยทำนายผิดสักครั้ง

โดยเฉพาะนายกฯ อภิสิทธิ์ และคนที่รู้ว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ

เพราะโสรัจจะ ทำนายไว้

เดือนพ.ค. ท่านอาจต้องเดินทางออกนอกประเทศ อาจเจ็บป่วย หรือเป็นอันตรายด้วยประการใดประการหนึ่ง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 03/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ล้วนเป็นเรื่อง สกปรก นายกเปรต
สุดทุเรศ จัญไร ใครก็เห็น
ใจโสมม สมชั่ว ตัวกากเดน
จึงแฝงเร้น ความบัดซบ เลี่ยงหลบไป....

ยุบเมื่อไหร่ ไม่บอก ออกตัวก่อน
กลลวงซ่อน ร้อยเล่ห์ แล้วเฉไฉ
อำนาจรัฐ สัปดน เป็นกลไก
หวังรอบใหม่ ยึดเก้าอี้ ที่ตนครอง....

ทำคนตาย หายเงียบ แล้วเหยียบมิด
แถมปกปิด เรื่องตน ที่หม่นหมอง
ยังลอยหน้า บิดเบือน เหมือนปรองดอง
ที่แท้จ้อง เหยียบซ้ำ กระหน่ำตี....

ฝ่ายพรรคร่วม อ่วมอรทัย ไม่รู้สึก
จิตสำนึก จมปลัก ไร้ศักดิ์ศรี
ชั่วกับเลว กอดกัน มันอัปรีย์
หมดหน้าที่ ก็ถีบส่ง อย่าง งงงัน....

ส่วนผู้มี บุญคุณ เกื้อหนุนพรรค
ก็จัดหนัก เอาไว้ ตามใฝ่ฝัน
25% สมอยาก จนปากมัน
อิ่มทั่วกัน แบ่งกิน แผ่นดินไทย....

เลข 25 เดินหน้า เพื่อหาเสียง
มันแค่เพียง เล่ห์คน แต่หนไหน
หกสิบสี่ ปีผ่าน นานกว่าใคร
ทำไม่ได้ ชอบคุยโอ่ โม้หลอกควาย....
(ขออภัยควายบางตัว ที่ฉลาดกว่าคนบางคน)

๓ บลา / ๓ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

เหตุการณ์ในบ้านเรา

ที่มา thaifreenews

โดย lungyuth ramindra

เหตุการณ์ในบ้านเรา

๑. เหตุการณ์ในประเทศเรา มันเรื้อรังมานานมากเกือบหกสิบปีแล้ว หัวเรือใหญ่ของเรานั้นถูกครอบงำจากมหาอำนาจมานาน คนไทยไม่รู้ตัวหรอก อย่าไปคิดสู้กับผู้บงการหรือมือที่มองไม่เห็นเพียงคนเดียว กลุ่มเดียว ต้องคิดไปให้ครอบคลุมถึงต้นทางด้วย ผลประโยชน์ต่างๆมันอยู่ในมือของมหาอำนาจเพราะสั่งการได้และสาเหตุเพราะเขาถือสัญชาตินั้นด้วย การที่บอกว่า ซี ไอ เอ ที่ใหญ่ที่สุดและสามารถครอบงำได้ทั้งเอเซียที่ผ่านมานั้น ถูกต้องเลยครับท่านผู้อ่าน ถ้าเราเสื้อแดงจะแก้ไขต้องมองให้ทะลุปัญหา

๒. ท่านผู้อ่านสังเกตไหมว่าตอนที่เสื้อแดงถูกกวาดล้าง ขณะต่อสู้ มหาอำนาจตัวนั้นมันไม่เคยเอ่ยปากให้เราสามารถประนีประนอมกับรัฐบาลเลยและ เมื่อเหตุการณ์มันบานปลายถึงฆ่าประชาชน มันไม่เคยออกความเห็นใดๆเลย เพราะคนของมันอยู่ในค่ายทหาร คอยช่วยเหลือดูแลร่วมวางแผนอยู่ด้วยแน่นอน ไม่ต้องสงสัย แค่เราอ่าน Wikileak ไม่กี่หน้า เราจะรู้เลยว่า ลูกน้อง ซี ไอ เอ ใหญ่ตัวนี้มีใครบ้าง มันร่วมกันทำงานมานานแล้ว มันจึงใช้คนของมันมาร่างรัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายให้มันทำอะไรสะดวกหน่อย จะล้มพรรคการเมืองก็ได้ สั่งการใครก็ได้ ถึงได้กลัวกันหงอโดยเฉพาะพวกที่เขาเลือกไปร่วมจัดตั้งรัฐบาล เคยพูดอะไรไหม ประชาชนถูกฆ่าเท่าไร พวกนี้ไม่เคยออกมาแสดงความคิดเห็นเลย เงียบกันหมด ทำตามคำบงการ พวกเราควรหาทางสื่อให้แกนนำได้มาฟังพวกเราบ้าง ให้มีมาตรการต่อสู้ด้วย เราต้องแสดงให้เห็นด้วยว่าเราไม่พอใจพรรคร่วมทุกพรรค ไม่ใช่ออกมาพูดอย่างเดียว ทำแบบเดียวกับที่พาพลังเสื้อแดงไปกดดันศาล แล้วจะได้เห็นว่าจะมีผลออกมาอย่างไร

๓. ในการต่อสู้แบบเรา เราไม่มีอาวุธ ต้องใช้พลังประชาชนไปกดดันในแต่ละที่อย่างเข้มข้น เหตุผลที่เขาปล่อยตัวแกนนำ อย่าเพิ่งไปดีใจมากนักเพราะเขากลัวว่าเราจะลุกฮือเหมือนประเทศอียิปต์ เหมือนลิเบีย เพราะพลังประชาชนเหล่านั้นเลียนแบบและวิธีการของเสื้อแดง อย่างที่หนังสือพิมพ์ต่างประเทศบางฉบับเขียนว่า พลังเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เพื่อประเทศของตัวเท่านั้น แต่ต่อสู้เพื่อโลกทั้งโลก มันน่าภูมิใจที่สุดเลยแต่เรายังทำไม่สำเร็จเร็วเท่าเขา เพราะเรามีระบบมือที่มองไม่เห็นซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่งและประชาชนบางส่วนก็คลั่งไคล้คิดว่าเขาทำเพื่อเรามาตลอด ขนกันบริจาคเข้าไป คนพวกนี้คิดแค่ธุรกิจของตนเอง มีคนช่วยดูแลแต่ไม่ได้คิดถึงส่วนรวม

๔. พลังเสื้อแดงถูกสกัดทุกรูปแบบ ทั้งข่าวลือข่าวปล่อยให้ทะเลาะกันเองจะได้อ่อนแอลง ในขณะเดียวกันก็ใช้วิธีหลอกล่อว่าจะปรองดองจะนิรโทษกรรมให้ เราควรต้องปฎิเสธ ไม่ต้องการการนิรโทษกรรมใดๆเพราะเราไม่ได้ทำผิด พวกที่ฆ่าประชาชนต่างหากต้องมาขอโทษเรา มาขอให้เรานิรโทษกรรมให้เพราะประชาชนเป็นเจ้าของแผ่นดิน ท่านผู้อ่านเคยได้ยินมีใครมาขอโทษประชาชนไหม เขาบอกเราฆ่ากันเอง มีใครเข้ามาเยียวยาดูแลไหม ประชาชนที่ตายไปแล้วและที่เขาต้องพิการไปมีใครช่วยดูแล ที่รัฐบาลไม่กล้าช่วยเพราะมีมือที่มองไม่เห็นสั่งการไงครับ

ถ้าออกมาช่วย มันจะเป็นการยอมรับไปกลายๆ กลัวเหตุผลที่แดงฆ่ากันเอง มันจะอ่อนลง อย่าไปช่วยพวกผู้ก่อการร้าย

๕. ความสามัคคีของพลังเสื้อแดงทั่วประเทศไทยและทั่วโลกต้องเข้มข้นกว่านี้ ข่าวสารต้องไปเร็วกว่านี้ เพื่อสกัดข่าวสารที่เขาแพร่ไปก่อนเราแล้ว ประชาชนที่ไม่มี ทีวีดู เขาจะทราบข่าวได้อย่างไร วิทยุชุมชนก็ถูกกวาดล้างจนเกลี้ยงเกลา การมีผู้นำในชุมชนทุกแห่งโดยการเลือกเข้าไปน่ะถูกต้องแล้ว เพราะการกระจายข่าวจะรวดเร็วมาก แต่ก็ต้องระมัดระวังกับการทำความเข้าใจระหว่างแกนนำย่อยๆ ทดสอบความเข้าใจก่อน ผมอยากจะเรียกว่า Mentallity ต้องดีด้วยนะ ความเข้าใจในการสื่อสาร ความเข้าใจในรายละเอียดต่างๆ ต้องมีคนดูแลแกนนำย่อยที่มีความสามารถมากๆ และอย่าไปเล่นพวกพ้อง ตรงนี้สำคัญมาก เราเรียกร้องความยุติธรรมกันมาตลอด แต่อย่าลืมความยุติธรรมในหมู่พวกเรากันเอง

อย่าแสวงหา อำนาจในพวกเดียวกัน ทำงานอย่างตรงไปตรงมาอย่าใช้เงินเป็นอาหารป้อนให้ทุกครั้ง ต้องสร้างวินัย การตอบแทนต้องมี เพราะว่าทุกคนทำงาน เพื่อส่วนรวม อย่าให้ปลาใหญ่กินปลาเล็กสร้างระบบดีๆแล้วเราจะไปกันเร็วมากยิ่งกว่ารถด่วนอีก แล้วทีนี้จะเข้มแข็งมาก ขนาดหักโค่นไม่ได้

๖. สำหรับท่านผู้อ่านทั้งหลาย มีอะไรก็ให้ช่วยคิดช่วยกันบอกผ่านช่องทางต่างๆของพวกเรา แม้ว่าพวกเราจะทำงานอยู่เบื้องหลัง อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ตามพวกที่ใช้อินเตอร์เนตอย่างพวกเรานี้รวมกลุ่มกันอย่างนี้ก็เป็นพลังส่วนหนึ่งอยู่แล้วก็ต้องร่วมกันทำงานในลักษณะนี้ที่เราถนัดต่อไป หลายคนบอกว่าเบื่อ ว่าเซ็งเป็นต้น ก็หยุดหายใจเข้าลึกๆแล้วกลับมาช่วยกันต่อไป

ท่านปรารถนาให้อนาคตไทยเป็นแบบใด?

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

ท่านปรารถนาให้อนาคตไทยเป็นแบบใด?

นี่คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) ในการโหวตของผู้เข้ามาแวะเวียนเยี่ยมชม
ในเว็บไซด์ไทยอีนิวส์ และได้ทำการโหวต จะมองเห็นเผด็จการเชิดชูผู้นำแบบเกาหลีเหนือ
หล่นไปอยู่อันดับท้ายสุดและระบอบอื่นๆไปดูเองสิว่าระบอบไหนนิยมมากที่สุดกี่เปอร์เซ็นต์-


ปชต.กษัตริย์ใต้รธน.แบบญี่ปุ่น-อังกฤษ 1050 (31%). 1050 (31%)
สหพันธรัฐแบบอเมริกา-สวิส 446 (13%). 446 (13%)

รัฐสวัสดิการแบบสแกนดิเนเวีย 338 (10%). 338 (10%)

สาธารณรัฐแบบฝรั่งเศส-เยอรมัน 1457 (43%). 1457 (43%)
เผด็จการพรรคเดียวแบบจีน,เวียดนาม 14 (0%). 14 (0%)

เผด็จการเชิดชูผู้นำแบบเกาหลีเหนือ 2 (0%). 2 (0%)
ประชาธิปไตยแบบไทยๆ 15 (0%). 15 (0%)

ระบบพ่อปกครองลูกแบบพ่อขุนราม 16 (0%). 16 (0%)

อื่นๆ 20 (0%). 20 (0%)


ที่มา http://translate.google.com/translatehl=th&sl=th&tl=en&u=

http://webwarper.net/ww/~av/thaienews.blogspot.com

/2011/01/53.html&rurl=translate.google.com&anno=2

บทสัมภาษณ์ ผู้ประสานงาน ศปช.:ผู้มีอำนาจบีบกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนความจริง89ศพ

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

อำนาจการเมืองเปลี่ยนความจริง89ศพจะปรากฏ!


คอลัมน์ รายงานพิเศษ

โดย กิตติพิชญ์ ยิ่งวรการสุข


นายชัยธวัช ตุลาธน ถือเป็นผู้ประสานงานสำคัญคนหนึ่งของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) ทำหน้าที่ดูแลและให้ความช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต จึงรู้ดีว่าทำไม 6 เดือนที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้าคดี 89 ศพที่เกิดจากการ “ขอคืนพื้นที่” และ “กระชับพื้นที่” ขณะที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กลับถูกจับและขังฟรี

มุมมองของนายชัยธวัชจึงน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะการตรวจสอบคดีที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ไม่มีความคืบหน้าและมีความล่าช้า กว่าดีเอสไอจะขยับทำอะไรก็เลยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานมาก ดีเอสไอให้ความสำคัญกับการฟ้องร้อง นปช. หรือคนเสื้อแดงในข้อหาก่อการร้ายเป็นหลัก

@ พฤติกรรมประหลาด

ขณะเดียวกันการสอบสวนการเสียชีวิตของคนเสื้อแดง ศปช. พบว่าดีเอสไอยังไม่ทันสอบสวนแต่กลับระบุสาเหตุของการตายว่าเป็นอย่างไร และนำมาฟ้องแกนนำ นปช. ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย โดยอ้างการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐบาล ตรงนี้ถือเป็นลักษณะแปลกประหลาดตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว

“มันขัดกันเอง เพราะดีเอสไอยังไม่มีคำตอบเลยว่าคนที่เสียชีวิตนั้นเกิดจากอะไร แต่กลับบอกว่าคนเสื้อแดงบางส่วนเป็นผู้ที่ทำให้เสียชีวิตแล้ว”

การคลี่คลายการเสียชีวิต 89 ศพของดีเอสไอจึงค่อนข้างสับสน อย่างรัฐบาลถูกกระแสกดดันจากสังคมมาก็บอกว่าจะทำให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน แต่พอครบ 45 วันก็ให้คำตอบไม่ได้ว่าการชันสูตรพลิกศพและคดีจะเสร็จเมื่อไร อย่างไร
โดยเฉพาะปฏิกิริยาล่าสุดของดีเอสไอที่ทำตัวลุกลี้ลุกลนแถลงความคืบหน้าการชันสูตรพลิกศพซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 โยนไปให้คนชุดดำ กลุ่มที่ 2 การเสียชีวิตของประชาชนและสื่อมวลชนต่างประเทศอาจเกิดจากการนำกำลังทหารเข้ากระชับพื้นที่ แต่ก็ใช้คำที่คลุมเครือและระมัดระวังมาก โดยไม่ได้บอกตรงๆว่าเป็นการเสียชีวิตจากเจ้าหน้าที่ และกลุ่มที่ 3 ไม่มีความคืบหน้าที่จะสามารถระบุกลุ่มคนร้ายได้

“ดังนั้น รายละเอียดที่ดีเอสไอแถลงแสดงว่าคดี 89 ศพยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย แม้แต่กรณีการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ นักข่าวญี่ปุ่น ดีเอสไอเคยระบุว่ายังไม่สามารถบอกได้ว่าเสียชีวิตจากฝ่ายไหน เพราะไม่มีพยานมาให้ปากคำ แต่เท่าที่ทราบไม่แน่ใจว่าดีเอสไอโกหกหรือต้องการปกปิด เพราะดีเอสไอน่าจะมีข้อมูลและมีพยานที่ให้ปากคำแล้ว นอกจากความล่าช้าของดีเอสไอแล้วยังมีความไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการทำงานที่ทำตามกระแส พอมีกระแสกดดันทีก็ออกมาขยับที แต่ผมคิดว่าสาเหตุที่ทำให้ดีเอสไอทำงานล่าช้าน่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งในตัวเองด้วย”

อย่าลืมว่าดีเอสไอถือเป็นคู่กรณีในเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้ด้วย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และค่อนข้างมีบทบาทมาก โดยเฉพาะการออกมาพูดเรื่องผู้ก่อการร้ายที่รัฐบาลและ ศอฉ. นำมาอ้างความชอบธรรมในการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ดังนั้น ถ้ามีการสอบสวนให้ชัดเจนแล้วพบว่าเจ้าหน้าที่เป็นต้นเหตุให้มีการเสียชีวิต ดีเอสไอก็ต้องมีส่วนในการรับผิดด้วยถ้ามีการฟ้องร้องกัน

@ ปัญหาภายในดีเอสไอ

ความจริงดีเอสไอยังมีปัญหาอื่นอีกมาก ที่สำคัญมากคือการรายงานผลการชันสูตรศพแก่กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตที่เคยไปติดต่อยื่นเรื่องกับดีเอสไอเพื่อขอให้เปิดเผยรายงานการชันสูตรศพ ซึ่งดีเอสไอบอกว่าได้รับรายงานมาบางส่วนแล้ว แต่ถ้าดูจากข้อมูลของตำรวจ การชันสูตรศพเสร็จสิ้นแล้วทั้ง 89 ราย ดังนั้น ที่ดีเอสไอเคยรับปากว่าจะเปิดเผยรายงานการชันสูตรศพให้กับญาติผู้เสียชีวิต จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการส่งผลให้ ทั้งๆที่ญาติผู้เสียชีวิติมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะรับรู้ว่าแต่ละคนเสียชีวิตอย่างไร

“จริงๆแล้วการสอบสวนสาเหตุการตายทั้ง 89 ศพมีอุปสรรคหลายอย่าง ผมไม่แน่ใจว่าดีเอสไอได้รับความร่วมมือจากฝ่ายทหารแค่ไหนในการพิสูจน์หลักฐานและข้อมูลในการปฏิบัติหน้าที่ ที่สำคัญหลักฐานแวดล้อมต่างๆ เช่น วัตถุก็ถูกทำลายไปมาก จะโดยจงใจและไม่จงใจก็ตาม ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจงใจทำลายหลักฐานตั้งแต่ครั้งรณรงค์ให้คนมาทำความสะอาด เพราะไม่รู้ว่าหลักฐานอย่างรอยกระสุนนั้นยังอยู่ครบหรือไม่”

นายชัยธวัชยังชี้ว่า ถ้าคดีไม่คืบหน้าจะเกิดผลเสียต่อรัฐบาล เพราะสังคมกำลังรอคำตอบอยู่ ไม่ใช่แค่สังคมไทย เพราะยังมีนักข่าวต่างชาติที่เสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นและญาติก็มีการติดตามสอบถามอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้จะมีคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมไทยว่ามีความยุติธรรมจริงและมีการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เพราะมีหลักฐานแวดล้อมมากมายที่เชื่อว่ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนทำให้เกิดการสูญเสียขึ้น

@ รัฐบาลบิดเบือนประเด็น

ส่วนการใช้ประเด็นความปรองดอง รวมทั้งการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆขึ้นมานั้น นายชัยธวัชเห็นว่าเป็นการทำเพื่อกลบเกลื่อนความผิดของรัฐบาลมากกว่า เพราะแทนที่จะมุ่งสอบสวนข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นฝ่ายผิด ใครควรได้รับการลงโทษ แต่รัฐบาลกลับทำให้สังคมไขว้เขวไปเรื่องการปรองดองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ทั้งที่จะต้องทำให้ความจริงและความยุติธรรมปรากฏก่อนจึงจะมีการปรองดอง

“ผมขอเตือนรัฐบาลว่าถ้าไม่ทำคดี 89 ศพให้มีความคืบหน้าและมีความชัดเจนก็มีความเป็นไปได้ที่จะส่งผลให้สถานการณ์เกิดความรุนแรงขึ้นในอนาคต เนื่องจากญาติผู้เสียชีวิตมีความโกรธแค้น ความรู้สึกที่ไม่ได้รับความยุติธรรม แต่อาจไม่ใช่ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นมาแบบรวดเร็วใหญ่โต แต่จะเป็นลักษณะที่สะสมไปเรื่อยๆ และผลกระทบนี้จะไม่กระทบแค่รัฐบาลเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบต่อระบบระเบียบหรือโครงสร้างสังคมการเมืองไทยในระยะยาวด้วย”

@ ต้องเปลี่ยนผู้มีอำนาจ

นายชัยธวัชยืนยันว่า อุปสรรคสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งครั้งนี้ ตั้งแต่การสืบสวนหาข้อเท็จจริงนั้น จากการศึกษาบทเรียนและประสบการณ์จากประเทศต่างๆ รวมทั้งของประเทศไทย เงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่ความยุติธรรมและการคลี่คลายความขัดแย้งได้ก็ต่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คืออย่างน้อยคนที่อยู่ในอำนาจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงต้องพ้นไปจากอำนาจก่อน

“ถ้าคนที่อยู่ในอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือองค์กรของรัฐอื่นๆ ยังมีอำนาจทางการเมืองอยู่ จะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคลี่คลายความขัดแย้งครั้งนี้ได้ อย่างน้อยที่สุดต้องเปลี่ยนรัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่เปลี่ยนก็ไม่มีทางที่จะได้ความจริงจาก 89 ศพ เพราะรัฐบาลนี้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ และจะหวังให้ดีเอสไอสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา ความยุติธรรมคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน”


(ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ฉบับ วันที่ 27 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553)

"อ๋อย"ซัด อานันท์ ประเวศ ฝักใฝ่รบ.

ที่มา thaifreenews

โดย Comet



นายจาตุรนต์ ฉายแสง-นายอานันท์ ปันยารชุน-นพ.ประเวศ วะสี

"อ๋อย"ซัด อานันท์ ประเวศ ฝักใฝ่รบ.
"จตุรนต์"ซัดแหลกปฏิรูป-ปรองดองเหลว "อานันท์-ประเวศ" ฝักใฝ่รัฐบาล อัด อภิสิทธิ์ชนเมินเสียงชาวบ้าน
ฉะแหลก ชนชั้นนำหนุนเผด็จการ สังคมโลกผิดหวังไร้คนกลางสอบม็อบ...


วันที่ 20 มิ.ย. 2553 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงการที่ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี รับบทบาทเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย โดยมี นพ.ประเวศ วะสี นักวิชาการและราษฎรอาวุโสร่วมด้วย ว่า ทั้งสองคนนี้ ก็พูดเองอยู่แล้วว่า สิ่งที่จะทำ ไม่ได้เน้นเรื่องปรองดอง กลายเป็นจะแก้ปัญหาความหลื่อมล้ำต่างๆ ซึ่งพูดลักษณะกว้างมากๆ ไม่มีความชัดเจน และยังตัดบทเรื่องการปรองดอง
และประเด็นที่เป็นปัญหาที่มีสื่อมวลชนถามว่า จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำของไพร่กับอำมาตย์
ก็รีบบอกว่าไม่เกี่ยวเลย สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ต้องการที่จะรับรู้ปัญหาความขัดแย้งที่แท้จริงของสังคมไทย
การจะปฏิรูปโดยจะรวบรวมความคิดของภาคประชาสังคมบางฝ่ายมานั้น ก็มีปัญหาทั้งเรื่องผู้ที่เป็นประธานทั้งสองในระยะหลังๆ มาท่านได้แสดงตัวในลักษณะที่เลือกข้างเลือกฝ่ายทางการเมืองชัดเจน และมีแนวโน้มในการที่จะช่วยในการอนุรักษ์ระบบ กติกาต่างๆ ของสังคมปัจจุบันเสียมากกว่าที่จะมาดูว่า ระบบกติกาเป็นปัญหาอยู่อย่างไร คงจะโยนไปให้คณะอื่น ซึ่งก็จะไม่ทำด้วย บุคคลทั้งสองฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนแล้ว แสดงตัวอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายหนึ่งมาตลอด การที่จะทำให้เกิดการปรองดองจึงเป็นไปไม่ได้

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ความคิดที่จะปฏิรูปประเทศเป็นความคิดที่กว้างมาก การให้ทั้งสองคนนี้มาทำเรื่องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก สะท้อนถึงแนวความคิดแบบอภิสิทธิ์ชน ไม่ได้คำนึงถึงความเห็นของประชาชนผู้ลงคะแนน ทั้งที่การเมืองของไทยพัฒนาไปค่อนข้างมาก ประชาชนหวังพึ่งการเลือกตั้ง จะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี จะเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศไปอย่างไร เขาก็อยากให้รัฐบาลที่เขาเลือก มาแก้ไปตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ระหว่างหาเสียง แต่บุคคลทั้งสองท่านนี้มาทำในลักษณะจะรวบรวมคนที่ท่านเห็นว่าดี เหมาะสม คิดไปทางเดียวกันแล้วบอกว่าจะเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อใครเลย ก็มีปัญหาว่าจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่นายก ฯ แถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือไม่ ถ้าไม่ตรงรัฐบาลจะสนับสนุนหรือไม่ จะรับผิดชอบอย่างไร ที่เริ่มพูดว่าต้องใช้เวลา 3 ปี ส่วนพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าอาจต้องข้ามหลายรัฐบาล ในขณะที่ระบบการเมืองของประเทศคนเขาคุ้นเคย และคิดว่าพอเลือกตั้งคราวหน้าเขา จะเลือกรัฐบาลมา ซึ่งอาจจะไม่ใช่รัฐบาลนี้ ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับแผนการปฏิรูปของทั้งสองคณะนี้จะทำอย่างไร
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมมีอำนาจมีสิทธิที่จะผลักดันการพัฒนาบ้านเมืองในด้านต่างๆ ตามที่เขาได้สัญญากับประชาชนไว้ตอนหาเสียง

อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นระบบความคิดคนละแบบ สะท้อนความคิดว่า นี่คือปัญหาของประเทศไทย ที่มีปัญหามาจนทุกวันนี้คือการที่คนส่วนหนึ่งของสังคม โดยเฉพาะชนชั้นนำในสังคม อภิสิทธิ์ชนทั้งหลายไม่ยอมรับเชื่อถือการเลือกตั้ง ไม่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ จะคิดอะไรให้เกิดการปกครองประเทศให้ดีได้ มีกลไกในรัฐธรรมนูญที่สามารถชี้เป็นชี้ตายว่า ใครจะเป็นนายกฯหรือรัฐบาลต่อไปได้หรือไม่
ระบบแบบนี้ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองท่านนี้มาตลอด ทั้งนี้หากทบทวนจากคำพูดของนายกฯที่เสนอแผนปรองดองซึ่งลดลงมาจาก 9 เดือน ความจริงก็เหลือเพียง 4-5 เดือนเท่านั้น ที่ควรจะมีการเลือกตั้งให้ประชาชนตัดสินเอง แต่วันนี้กำลังมาทำเหมือนว่าจะพาประเทศไปทางไหนก็ไม่รู้ แต่จะขอนำพาประเทศกันไปอีกหลาย ๆ ปี โดยไม่ให้ประชาชนผู้ลงคะแนนมีสิทธิมีส่วนอะไรเลย เป็นการมาสร้างความชอบธรรมในการซื้อเวลาให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้คนลืมประเด็นที่เป็นปัญหาต้นเหตุความขัดแย้งของสังคมไทย ทำให้การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ
และลืมการให้ประชาชนเลือกตั้งตัดสินว่า ใครควรเป็นรัฐบาล

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ถ้ายิ่งมองไปที่คณะกรรมการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ จะมาดูแลแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างไร ส่วนคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ของนายคณิต ณ นคร แม้จะมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายดีมากคนหนึ่งของประเทศ แต่กำลังเจอปัญหา หาคนไม่ได้ และเพิ่งบอกว่าอาจจะไม่ได้มาตรวจสอบว่า
ใครผิดหรือถูกในเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ความคาดหวังของสังคมไทยและสังคมระหว่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และรัฐบาลของต่างประเทศ เขาผิดหวัง ตกใจกันหมดว่า
ตกลงประเทศไทย จะไม่มีคณะที่เป็นอิสระน่าเชื่อถือที่จะมาทำความกระจ่างว่า ใครผิดหรือถูก
มีการสั่งให้ฆ่าคนหรือไม่ ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่
ในสายตาของต่างประเทศและคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเขาถือว่า เมื่อรัฐเป็นคู่กรณี
ก็ต้องมีองค์กรที่เป็นกลางที่เชือถือมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐทำเอง



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

ที่มา http://www.dektube.com/action/viewarticle/11960/_quot______quot________________________________/?vpkey=&album_id=

ผมรำคาญ...ไอ้ตาแก่ใส่แว่นคนนี้จริงๆ...!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย jomyut

ประเวศชู'ปฏิรูประเทศ' รวมศูนย์ทำให้ล้มเหลว เกิดคอรัปชั่น-ทำปฏิวัติ หนุนทำชุมชนเข้มแข็ง



"หมอประเวศ" ชี้ได้เวลา "ปฏิรูปประเทศ" แล้ว แฉชัดๆ "ระบบรวมศูนย์อำนาจ" ทำให้ "รัฐไทย" ล้มเหลว-มีคอรัปชั่นหนัก-เกิดรัฐประหารง่าย ย้ำต้องแก้ด้วยการกระจายอำนาจด้วยระบบเทศาภิวัฒน์ ฝันมี "สภาปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ" เปิดทางให้มี "ปฏิวัติประชาชน" ในรูปแบบใหม่

วันที่ 2 มี.ค. 2554 เวลา 10.00 น. ที่ไบเทค บางนา นพ.ประเวศ วะสี ราษฏรอาวุโส ในฐานะประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวปาถกฐาเรื่อง “เทศาภิวัฒน์:ปฏิรูปการบริหารประเทศ” ในงาน “ฟื้นฟูชุมชนพลังท้องถิ่น สู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย” ตอนหนึ่งระบุว่า ประเทศไทยถึงเวลาที่ต้องการอภิวัฒน์ ด้วยการให้พื้นที่เป็นที่ตั้ง ที่เรียกว่า "เทศาภิวัฒน์" เพราะการรวมศูนย์อำนาจที่ผ่านมาทำให้รัฐไทยกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว และยังทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอหมด เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจที่รวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น อีกทั้งยังทำให้เกิดคอรัปชั่นอย่างหนัก เป็นการเมืองที่ไร้คุณภาพ กลายเป็นธนาธิปไตย เพราะนักการเมืองลงทุนเข้ามากินรวบอำนาจ ในที่สุดจึงเกิดการรัฐประหารได้ง่าย เพราะอำนาจมีการรวมศูนย์ ซึ่งต้องแก้ด้วยการกระจายอำนาจ เพราะในที่สุดแล้วเมื่อมีการกระจายอำนาจไปในหลายๆแห่ง ก็ไม่รู้ว่าจะไปรัฐประหารที่ไหน

“การเมืองทั้งแบบทหาร แบบรัฐประหาร หรือจะเป็นทั้งแบบครึ่งใบ หรือเต็มใบ ก็ยังมีปัญหาทั้งสิ้น เพราะไม่ได้มีการแก้กันที่โครงสร้าง ดังนั้นปฏิรูปประเทศไทยคราวนี้ต้องปฏิรูปการบริหารประเทศจากการเอากรมเป็น ตัวตั้งมา เป็นเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะในพื้นที่มีประชาชน องค์กรต่าง ๆสามารถรวมตัวกันได้ เพราะอะไรที่เป็นทางดิ่งจะรวมตัวกันไม่ได้ อำนาจที่รวมศูนย์จะอยู่ที่คนๆ เดียว แต่ในพื้นที่จะรวมตัวสร้างประชาธิปไตยได้ง่ายกว่า เป็นประชาธิปไตยชุมชน ประชาธิปไตยท้องถิ่น และประชาธิปไตยระดับชาติ ซึ่งครั้งนี้ต้องทำให้ได้ เพราะกำลังในท้องถิ่นถือว่ามหาศาลและต้องเป็นกำลังเพื่อการปฏิรูป เพราะการปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้จะเป็นการฟื้นพลังแผ่นดิน”นพ.ประเวศกล่าว

นพ.ประเวศ ยังฉายภาพให้เห็นถึงการสร้างเจดีย์จากฐานรากโดยประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย ว่า ประเทศไทยมี 8 หมื่นหมูบ้าน มีสภาผู้นำชุมชนสภาละ 40-50 คน รวมเป็นสภาประชาชนจากทุกหมู่บ้านประมาณ 4 ล้านคน ถือว่ามหาศาลมาก ซึ่งขึ้นไปข้างบนจะหาคนดียาก แต่ถ้ามองลงมาข้างล่างจะพบว่าคนดีมีมากกว่า อีกทั้งยังมีสภาองค์กรชุมชนด้วย นอกจากนี้เรายังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 8,000 แห่ง

ทั้ง นี้ เราควรมีเครื่องมือที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ เพื่อทำเรื่องนโยบาย โดยการจัดการตัวเองของชุมชนท้องถิ่นต้องจัดการ 3 ระดับ คือ 1.การจัดการตัวเองที่จิตสำนึกของแต่ละคน 2.การสร้างองค์กรมีการรวมกลุ่ม 3.ต้องมีการจัดการเชิงนโยบาย ดังนั้นต้องรวมตัวกันเป็น “สภาปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ” เพื่อให้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ถ้าเราทำงานด้วยกันทั้งหมดจะเป็นองค์กรที่แข็งแรงมากและเป็นฐานอำนาจของ ประชาชนที่สามารถเคลื่อนไหวเรื่องนโยบายที่สำคัญในอนาคตได้ ทั้งหมดนี้จึงมีความหมายต่อการปฏิรูปประเทศไทยมาก หรือจะเรียกว่า การปฏิวัติประชาชนในรูปแบบใหม่ที่เป็นปฏิวัติเงียบก็ได้

นพ.ประเวศ กล่าวด้วยว่า การที่จะถึงจุดหมายตรงนี้ได้ ต้องมีการปฏิรูปการเงินการคลังเพื่อชุมชนท้องถิ่น โดยท้องถิ่นต้องเก็บภาษีและจ่ายให้ส่วนกลางใช้ และต้องออกกฎหมายปลดพันธนาการ เพราะยังมีกฎหมายกว่า100 ฉบับ ที่ดึงอำนาจไว้ส่วนกลาง ดังนั้นต้องมีการปลดล็อคตรงนี้โดยออกกฎหมายเพื่อแก้ตรงนี้ให้ได้ เช่น การเสนอกฎหมายความเข้มแข็งของท้องถิ่น เพื่อให้ฝ่ายบริหารปลดพันธนาการดังกล่าว เพราะยิ่งช้ายิ่งวิกฤต อีกทั้งต้องมีการเพิ่มงบประมาณให้ท้องถิ่นทันที เพราะในหลายพื้นที่ประสบวิกฤตภัยต่างๆ แต่ไม่สามารถแก้ได้ทันที เพราะไม่มีงบประมาณที่เพียงพอ

นพ.ประเวศ กล่าวว่า ในวันที่ 3 มี.ค.นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมาที่นี่ ขอให้ ผู้แทน อปท.ที่เข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้ว่า ขอให้พี่น้อง อปท.เสนอเพิ่มงบประมาณด้วย เพราะท้องถิ่นจะสามารถต่อรองกับส่วนกลางได้ ต้องมีงบประมาณของตัวเองที่มากพอ ดังนั้นต้องเสนอต่อนายกฯ ถ้ายังไม่ได้ต้องผลักดันต่อเนื่อง ใช้พลังทั้งหมดเรียกว่ากระชับพื้นที่จากข้างล่าง

“ถ้าเรารวมตัวกัน ทั้งแผ่นดิน ประชาชนทั้งหมด ชุมชนทั้งหมด เชื่อมโยงกัน โลกธาตุจะสั่นสะเทือนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยแน่นอน ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงประเทศไทยแล้ว ด้วยปฏิรูปประเทศจากการเอากรมเป็นตัวตั้ง ไปสู่การเอาพื้นที่หรือชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง โดยชุมชนต้องรวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย สร้างฐานประเทศให้ใหญ่และแข็งแรงเพื่อรองรับประเทศไทย ทั้งหมดให้มั่นคง”นพ.ประเวศกล่าวสรุป พร้อมเรียกเสียงปรบมือดังกึกก้องจากตัวแทน อปท.นับพันคน

************************

ประดิษฐ์ประดอย จีบปากจีบคอ เสียงบประมาณไปเกือบ 100 ล้าน วนอยู่ในอ่างอยู่นั้นแหล่ะ อยากรู้จะปฏิรูปประเทศยังไง มานี่ มาถามใครในนี้เค้าก็ได้ ว่าต้องทำยังไงให้ประเทศเจริญรุดหน้า ไปสู่ประชาธิปไตย ปชช.อยู่ดีกินดี มีความยุติธรรม มันจะไปยากเย็นอะไรเอ็ง ก็ย้อนเวลากลับไปตอนก่อนปี49 ก่อนมีม๊อบเหลืองนรกนั่นแหล่ะ มัวแต่จัดประชุมที่โน้น ที่นี่ เสียเงินภาษีปชช เสียเวลา นี่ก็กี่ปีแล้ว....



Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



จะปฎิรูปประเทศได้ต้องทำตาม "คำประกาศ จุดยืนและอุดมการณ์ของลูกชาวนาไทย" เท่านั้น ที่เหลือก็เป็นแค่การปะผุภายใต้กรอบของพวกอนุรักษ์นิยม แต่โครงสร้างอำนาจส่วนบนยังเหมือนเดิมก็ไร้สาระ

นอกนั้นก็เหลือแต่แนวทาง "ปฎิวัติ" อันนั้น ใครก็ช่วยไม่ได้แล้ว
เบาที่สุดก็ต้องที่ผมเสนอ คงไม่มีปฎิรูปอะไรที่เบากว่านั้นแล้ว

ขอเสนออื่นๆ ของประเวศ/อานันท์ มัน Too late เกินไปแล้ว