WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 4, 2011

นักโทษเสื้อแดงมุกดาหารได้ประกันครบแล้ว คดีเผาศาลากลางจังหวัดที่เหลือ50ครอบครัวรอความหวัง

ที่มา Thai E-News


ฉลองอิสรภาพ-มีข่าวดีที่สุดจากมุกดาหาร วันนี้ทีมทนายได้ยื่นประกันตัวจำเลยคดีเผาศาลากลางที่เหลืออีก ๖ คน ศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ญาติๆรอรับขวัญที่เรือนจำ สรุปคือ คดีนี้จำเลย ๒๙ คน ได้ประกันตัวหมดแล้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์
3 มีนาคม 2554

นายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ เปิดเผยในเวบไซต์ สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ว่า ศาลจังหวัดมุกดาหารให้ประกันผู้ต้องหาเสื้อแดงมุกดาหารยกคุก หลังขังยาวโดยไม่ให้ประกันกว่า 9 เดือน ขณะที่ญาติผู้ต้องขังเรือนจำอื่นในอีสานอีกกว่าห้าสิบครอบครัวยังรอความหวังการให้สิทธิประกันตัวจากศาล

ทั้งนี้เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 3 มีนาคม 2554 ศาลจังหวัดมุกดาหาร ได้มีคำสั่งให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาคดีเผาศาลากลางมุกดาหาร ที่ยังคงเหลืออยู่ในเรือนจำจำนวน 6 คนสุดท้าย จากเดิมที่เคยมีผู้ต้องขังเสื้อแดงทั้งหมด 29 คน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การให้ประกันดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์การสลาย การชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่บริเวณแยกราชประสงค์และเหตุการณ์เผาศาลากลางในภาคอีสานจำนวน 4 จังหวัด เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 หรือนับเป็นเวลากว่า 9 เดือนหลังการจับกุม

ในขณะเดียวกันผู้ต้องขังในคดีเดียวกันในจังหวัดอื่นเช่น ขอนแก่น มหาสารคาม อุดรและอุบล จำนวนกว่าห้าสิบคนซึ่งยังไม่ได้รับคำสั่งให้ประกันตัวจากศาลจังหวัดแต่อย่างใด ทั้งนี้แทบทั้งหมดของผู้ต้องขังที่ถูกจับกุมล้วนแต่เป็นผู้มีฐนะยากจนและมีปัญหาสุขภาพทางกายและทางจิตหลังจากถูกจับขังไว้โดยไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวเป็นระยะเวลานาน

รายชื่อและสภาพปัญหาของผู้ต้องขังในเรือนจำมุกดาหารที่ได้รับอนุมัติการประกันตัว 6 รายสุดท้าย

1. นายจันที แสนลา อายุ 36 ปี ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร มีบุตร-ธิดารวม ๓ คน โดยบุตรอาศัยอยู่กับบิดาของชื่อ นายฟอง แสนลา อายุ 80 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และมารดาอายุ 72 ปี ซึ่งต้องหาของป่า(เช่น หน่อไม้ ใบย่านาง มะกอก) ไปขายที่ตลาดพรเพ็ชร เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงดูหลานทั้ง 3 คน สภาพบ้านเป็นเพียงบ้านไม้มุงสังกะสีที่ผุพัง ปกติมีนายจันที แสนลา เป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัว ปัจจุบันครอบครัวจึงมีความลำบากมากในการดำเนินชีวิต

2. นายณัฐวุฒิ พิกุลศรี อายุ 34 ปี อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร มีบุตร ๑ คน คือเด็กชายเกรียงศักดิ์ พิกุลศรี กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นางบุญมี พิกุลศรี ผู้เป็นย่าเลี้ยงดูเพียงลำพัง ย่าที่อยู่ในวัยชราจึงต้องออกเก็บของเก่าหารายได้ประทังชีวิต และเลี้ยงดูหลาน ต้องประสบกับความยากลำบาก บ้านที่อยู่อาศัยก็เป็นบ้านของญาติ

3. นายไมตรี พันธุ์คูณ อายุ 24 ปี อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร บิดามารดาอยู่ในวัยแก่ชรา สุขภาพไม่แข็งแรง ฐานะยากจน เมื่อนายจันทีถูกจับ บิดามารดาต้องทำงานในไร่นาทั้งหมดด้วยตัวเอง บ้านที่อยู่ก็ตั้งอยู่ห่างไกลชุมชน การสัญจรไปมาลำบาก

4. นายวิชัย อุสุพันธ์ อายุ 40 ปี อาชีพ คนขับสามล้อเครื่องรับจ้าง อยู่อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร บิดาในวัยชราต้องอยู่คนเดียว ขาดคนดูแล และต้องทำงานหนักด้วยการขี่สามล้อเครื่องรับจ้าง เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเอง และดูแลลูกชายที่อยู่ในเรือนจำ

5. นายทินวัฒน์ เมืองโคตร อายุ 24 ปี ต.คำป่าหลาย อ.เมือง จ.มุกดาหาร กำลังศึกษาอยู่ ปวส.2 สาขาไฟฟ้ากำลัง ที่โรงเรียนเทคโนโลยีรักไทย จังหวัดมุกดาหาร เมื่อถูกจับกุมทำให้ไม่สามารถไปสอบในภาคเรียนที่ 1 และเรียนต่อในภาคเรียนที่ 2 ได้ บิดามารดาแก่ชรา และมีฐานะยากจน หาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ถั่ว-ข้าวโพด และนำไปเร่ขาย เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงดูหลานกำพร้า

6. นายไพรวัลย์ พรเพชร อายุ 39 ปี อาชีพรับจ้าง เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร มีฐานะยากจน หาเช้ากินค่ำ มีบุตร 2 คน แต่งงานมีครอบครัวแล้ว มีพี่ชายป่วยเป็นโรคตับ และมีอาการทางประสาทต้องดูแล แต่เมื่อนายไพรวัลย์ถูกจับกุมตัวไม่มีคนดูแลพี่ชาย ทิ้งเป็นภาระของเพื่อนบ้าน ญาติที่ไปทำงานอยู่ทางกรุงเทพฯ ต้องมารับตัวไปดูแล

ทีมงานพยายามจะช่วยเหลือต่อไป…พี่น้องต้องได้รับอิสรภาพ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือกันมาตลอดซึ้งใจจริงๆ

คลิปการติดตามต่อสู้คดีนักโทษเสื้อแดงที่มุกดาหาร

สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ก่อตั้งโดยทนายอานนท์ นำภา และทีมทนายความที่มีจิตอาสาและเคลื่อนไหวประชาธิปไตย โดยพี่น้องเสื้อแดงทั่วโลกร่วมกันลงขันระดมทุนสนับสนุนการทำงานต่อสู้คดีให้คนเสื้อแดง โดยที่ผ่านมามีพื้นที่หลักในการต่อสู้คดีที่จังหวัดมุกดาหาร และสามารถประกันตัวผู้ต้องขังได้ครบทุกราย

สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ยังต่อสู้คดีเพื่อคนเสื้อแดงในพื้นที่อื่นทั่วประเทศ รวมทั้งคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา112 และช่วยเยียวยาแก่ญาติผู้ต้องขังที่ขาดอุปการะ ตลอดจนเยียวยาแก่ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างลี้ภัยอย่างยากลำบากอีกด้วย

สนับสนุนสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

ระดมทุนสนับสนุนสำนักกฎหมาย’ราษฎรประสงค์ เพื่อทำคดีช่วยเหลือและปลดปล่อยนักโทษผ่านบัญชีออมทรัพย์ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เลขที่บัญชี 183-238662-8 ชื่อบัญชี นายอานนท์ นำภา และ/หรือ นส.วริศา กิตติคุณเสรี และ/หรือ นส.ไอดา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา

สำหรับการโอนเงินจากต่างประเทศ

Account Names:Mr.Anon Numpa and/or Miss Warisa Kittikhunseree and/or Miss Ida Aroonwong Na Ayudhaya, Bank Name: Siam Commercial Bank Public Company Limited, Bank Branch: Central Pinklao Branch , Account Number: 183-238662-8 , Swift Code: SICOTHBK


ที่มา:สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

แฉโฉม5สมุนเหี้ย..มทีมฆ่า6ศพวัดปทุมฯ เปิดตัวเอ้คุมสังหารหมู่10เมษา-19พฤษภา ใคร?แก๊งดับเสธ.แดง

ที่มา Thai E-News


ทหารกล้าฆ่า6ศพในวัดปทุมฯ?-หลังจากนายจตุพร พรหมพันธ์ ได้เปิดเผยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วถึงรายชื่อทหารที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นทีมปฏิบัติการสังหารหมู่เหยื่อ 6 ศพที่ลี้ภัยในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนาราม เมื่อ 19 พฤษภาคม 53 ล่าสุดมีการเปิดเผยโฉมหน้าและประวัติทีมงานที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวทางอินเตอร์เน็ต (คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)

โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 มีนาคม 2554

รปภ.ห้างเปิดปาก19พ.ค.เสื้อแดงบริสุทธิ์ แฉทหารยึดก่อนเผา-6ศพวัดปทุม5นายสิบจำนนสารภาพยิง


มีทหารมาควบคุมพื้นที่ห้างและสั่งให้รปภ.ทุกคนติดบัตร จึงออกจากพื้นที่ได้ ส่วนภายในห้างตอนนั้น ไม่มีคนเสื้อแดงหรือประชาชนหลบอยู่ในห้างแต่อย่างใด และยังไม่มีไฟไหม้ ออกจากห้างได้ในเวลา17.00 วันที่ 19 พฤษภาคม-นายเวียน อยู่สังกัดรปภ.บริษัท อาร์ทีเอสการ์ด รปภ.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์



หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังจากมีผู้นำภาพเหตุการณ์ชุดทหารปิดล้อม ไล่ยิงคนออกจากห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วมีการเผาห้างตามมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ทางface book ล่าสุดหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ได้ไปทำข่าวสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างฯถึงเหตุการณ์ข้อเท็จจริงในวันนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นแน่?..และไทยอีนิวส์เผยแพร่ข่าวนี้ครั้งแรกเมื่อ 9 ธันวาคม 2553


- รปภ.เซ็นทรัลเวิลด์แฉวันเผา

ผู้สื่อข่าวได้ไปที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถ.ราชดำริ ภายหลังจากมีภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ที่แยกราชประสงค์ ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แพร่ในเฟซบุ๊ก ช่วงที่มีศอฉ.เข้าเคลียร์พื้นที่ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนเกิดไฟไหม้ขึ้น ทั้งที่ศอฉ. เข้าไปในพื้นที่แล้ว เพื่อติดตามสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

นายเอ (นามสมมติ) กล่าวว่าตนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเช้า สังกัดบริษัท อาร์ทีเอสการ์ด จำกัด ซึ่งห้างเซ็นทรัลเวิลด์จะจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยสองแห่ง ดูแลพื้นที่ โดยมีบริษัท อาร์ทีเอสการ์ด จำกัด ดูแลพื้นที่ด้านนอก ลานจอดรถ และรอบห้างทั้งหมด ส่วนบริษัท จีโฟร์เอส การ์ด จำกัด ดูแลเฉพาะส่วนภายในอาคารทั้งหมด

ในเวลาดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเช้า ตนได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านหลังห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงเช้าก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไร แต่หลังจากเวลา 13.00 น. ได้ทราบข่าวว่าได้มีเจ้าหน้าที่เคลื่อนที่นำกำลังมาบริเวณถึงหน้าถนน บริเวณสยามพารากอน จากนั้นก็มีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ ตนจึงให้รปภ.รอบบริเวณห้างลงไปอยู่ด้านล่างเพื่อความปลอดภัย โดยปิดล็อกประตูทางเข้าออกห้างทั้งหมด จนกระทั่ง เวลา 16.30 น. ได้มีกลุ่มทหารพร้อมอาวุธปืนบุกเข้ามาเคลียร์ในพื้นที่ห้างสั่งให้นอนหมอบกับพื้นและสั่งให้รปภ.ทุกคนติดบัตร ก่อนปล่อยตัวออกไปจากพื้นที่ ซึ่งมีรปภ.บางคนไม่มีบัตรก็ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ถูกควบคุมตัวแยกไว้

- ถูกทหารคุมตัวออกจากห้าง

นายเวียน (นามสมมติ) กล่าวว่า อยู่สังกัดรปภ.บริษัท อาร์ทีเอสการ์ด ช่วงเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถ.ราชดำริ ตนอยู่ประตูทางเข้าออกห้างช่วงเช้าไม่มีเหตุการณ์อะไร จนมาช่วงบ่ายสังเกตเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงได้วิ่งแตกฮือกระจัดกระจายหนี เนื่องจากช่วงนั้นเริ่มมีเสียงระเบิดและปืนดังขึ้น ตนได้รับแจ้งทางวิทยุจากหัวหน้าให้ปิดประตูทางเข้าออกห้าง และให้หลบลงมาอยู่ด้านล่าง หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กล้าออกมาดูด้านบนว่ามีเหุตการณ์อะไรเกิดขึ้น

จนเวลา 17.00 น. จึงออกจากพื้นที่ได้ โดยมีทหารมาควบคุมพื้นที่ห้างและสั่งให้ทุกคนติดบัตร จึงออกจากพื้นที่ได้ ส่วนภายในห้างตอนนั้นไม่มีคนเสื้อแดงหรือประชาชนหลบอยู่ในห้างแต่อย่างใด และยังไม่มีไฟไหม้

ส่วนนายเทียน (นามสมมติ) รปภ.จีไฟร์เอส การ์ด กล่าวว่าช่วงเช้าตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ชั้น 6 ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมองออกทางกระจกหน้าห้างสังเกตเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงวิ่งหนีกันอลหม่าน และมีเสียงปืน เสียงระบิดดัง และได้รับคำสั่งจากหัวหน้าเช่นกันแจ้งให้ลงมาอยู่ข้างล่างจนเวลา 17.00 น. จึงออกจากพื้นที่ได้

และนายพง(นามสมมติ) รปภ.บริษัทจีไฟร์เอสการ์ด กล่าวเช่นกันว่าตนอยู่ชั้น 1 ก็ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าแจ้งให้ปิดประตูห้าง จากนั้นได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิดดังถี่ขึ้นตลอด และต้องหลบลงมาอยู่ชั้นใต้ดินจนเวลา 16.00 น.ถึงออกจากพื้นที่เช่นกัน


-กรณี6ศพวัดปทุมฯจนท.รับยิงเข้าไปในวัดจริง

นายจตุพร พรหมพันธ์ แถลงข่าว อ้างว่าเจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้อาวุธปืน M16A2 (กระสุนปืนขนาด 5.56 ม.ม. เป็นชนิดเอ็ม 855 (M855) หัวกระสุนจะเป็นหัว "สีเขียว" มีรายชื่อดังนี้ 1.จ.ส.อ.ชื่อย่อ ส. รองหัวหน้าชุดปฏิบัติการ 2.ส.อ.ชื่อย่อ ภ. 3.ส.อ.ชื่อย่อ ก. 4.ส.อ.ชื่อย่อ ช. และ 5.ส.อ.ชื่อย่อ ว.

ทั้งห้านายรับว่าได้ใช้อาวุธปืนประจำกายยิงเข้าไปในวัดปทุมวนารามจริง และรับว่าอาวุธประจำกายของตนที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา มีการขออนุมัติเบิกอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน จากหน่วยรบแห่งหนึ่ง ซึ่งได้แก่ เอ็ม16เอ2 (M16A2) ใช้กระสุนขนาด .223 (5.56 ม.ม.) เป็นกระสุนปืนเอ็ม 855 (M855)

ประมวลเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธปืนยิงประชาชนในวัดปทุมฯ

1.สถานที่ยิงเป็นเขตอภัยทาน พยานบุคคลจากการสอบสวนมีพยานหลายสิบปากที่เห็นเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในบริเวณวัด แม้กระทั่งยิงเข้าไปในเต็นท์ พยาบาลขณะที่มีการยุติการชุมนุมแล้ว บริเวณวัดปทุมวนารามถือเป็น "เขตอภัยทาน" ที่มีการร้องขอต่อเจ้าอาวาส เพื่ออาศัยวัดเป็นที่คุ้มครองชีวิต เพราะไม่คิดว่าใครจะมาฆ่ากันในวัด ซึ่งมีหลักฐานหนังสือการขอชีวิตโดยขอความอนุ เคราะห์ต่อท่านเจ้าอาวาสเพื่ออาศัยวัดเป็นบริเวณที่หลบภัย

2.มีหลักฐานจากพยานบุคคลหลายปากยืนยันว่า เวลา 17.00 น.เศษ มีเสียงปืนดังติดต่อกันหลายนัดมาจากสถานีรถไฟฟ้าสยาม อันเป็นที่ตั้งของหน่วยงานหนึ่งในกทม.มีผู้ได้รับบาดเจ็บ มีผู้ถ่ายภาพไว้ มีการเข้าช่วยเหลือบุคคลที่บาดเจ็บได้แก่ นายอัฐชัย ชุมจันทร์ ได้ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา มีผู้ถ่ายภาพไว้เวลา 17.50 น.วันที่ 19 พ.ค. 53

ขณะที่อาสาพยาบาลช่วยเหลือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ ก็ได้มีการถ่ายภาพไว้ซึ่งในภาพมีนายมงคล เข็มทอง อาสาป่อเต็กตึ๊ง ได้เข้ามาช่วยเหลือนายอัฐชัย แต่ช่วยเหลือได้ไม่นาน นายมงคล เข็มทอง ก็ถูกยิงตายในขณะที่กำลังช่วยเหลือนายอัฐชัย และต่อมา น.ส.กมนเกด อัคฮาด ก็ได้ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตายในเต็นท์พยาบาล ขณะที่ น.ส.กมนเกด ถูกกระสุน นายอัครเดช ขันแก้ว อาสาพยาบาลอีกคน ก็ได้เข้าไปช่วยก็ได้ถูกยิงตายในเต็นท์พยาบาลเช่นเดียวกัน

เรื่องเกี่ยวเนื่อง อย่าพลาดอ่าน:มติชน"เปิดสาร" พยานคดี 6 ศพ วัดปทุมวนารามฯ ในด้านลึก และสดจากที่เกิดเหตุ

******
ภาพชุดที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค

รูปที่ 1 วันที่ 19 พ.ค. 53 หลังเสื้อแดงสลายการชุมนุมราชประสงค์ ทหารคุมพื้นที่ได้หมด ในเวลา 14.26 มีคนเดินเข้ามาในห้างฯ (เป็นเจ้าของร้านค้าในเวิร์ลเทรด มาดูร้าน)

รูปที่ 2 คนที่เดินเข้ามาโดนยิงสกัดที่ขา

รูปที่ 3 มีเพื่อนเข้ามาช่วยคนโดนยิงเจ็บออกไป

รูปที่4 ขณะที่คนที่ยืนดูอยู่ก็โดนยิงไล่


รูปที่5 อยู่ข้างในไม่ได้ โดนยิงไล่ ต้องรีบออกมา


รูปที่ 6 โดนยิงด้วยลูกซองเม็ดเล็ก ไม่เจตนาฆ่า แต่ไล่ให้ออกไปจากห้าง


รูปที่7-8 ส่วนข้างนอกก็มีการยิงสกัด เพื่อไม่ให้รปภ.เข้าไปรักษาความปลอดภัยในห้างได้


รูปที่ 8เอาทหาร ศอฉ.ตรึงกำลังรอบห้างฯ

รูปที่ 9-ในที่สุดรปภ.และพนักงานต้องเดินทางออกอย่างเดียว

จะสังเกตเห็นว่ามีทหารศอฉ.ปะปนอยู่กับพนักงานห้าง(เหน็บวิทยุสื่อสารสีแดง)


รูปที่10-มียิงออกมาข้างนอก


รูปที่11 -เห็นคนยิงบนสถานีรถไฟฟ้า ทหารกระหรี่แน่ๆ ที่ยิงประชาชนได้

รูป12 -เมื่อเคลียร์หมด คนในให้ออก คนนอกห้ามเข้าแล้วก็ เผา!


รูป13-ศอฉ.ควบคุมพื้นที่ได้หมด ในระหว่างนั้น


รูปที่ 14-หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ห้าง ทหารตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ในวันที่ 21 พ.ค.(ข้อสังเกตคือพวกเหน็บวิทยุสื่อสารสีแดง แบบเดียวกับตอนไล่คนออกจากห้างก่อนเผา)



รูปที่15-พบศพสุดท้าย ตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจ

รูปที่ 16เป็นนักศึกษาจากราษีไศล ศรีสะเกษ



******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-เปิดรายชื่อนายทหารที่ควบคุมสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง 10-19พ.ค. พร้อมพื้นที่ปฏิบัติการ และรายชื่อเหยื่อสังหาร


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดInternet freedom
เผยแพร่ครั้งแรก 30 มกราคม 2554

กระดานสนทนาการเมืองInternet freedom ได้เปิดเผยเอกสารรายชื่อทหาร-หน่วยงานที่ได้รับคำสั่งเข้าสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง พร้อมพื้นที่ปฏิบัติการ และเหยื่อสังหาร ซึ่งรวมทั้งเสธ.แดง พลตรีขัติยะ สวัสดิผล ดังต่อไปนี้

อย่างไรก็ดียังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมายอมรับหรือปฏิเสธเอกสารที่"หลุด"ออกมาแต่อย่างใด

1.)พล.ม.2รอ.กับเหยื่อสังหารนักข่าวญี่ปุ่นและเหยื่อ10เมษาฯ

เอกสารแผ่นแรกเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต 19 รายรวมทั้งนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น ในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553
พล.ม.2รอ.มีชื่อเต็มๆว่า กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์
ปัจจุบันนี้มีพล.ต. สุรศักดิ์ บุญศิริ เป็น ผบ.พล.ม.2 รอ.

พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้รับผิดชอบเหตุการณ์แยกคอกวัว เคยไล่เสธ.แดงออกจากกองทัพมาแล้ว

พ.อ.ธรรมนูญ วิถี ผู้รับผิดชอบบริเวณถนนดินสอ ที่นักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต และนายวสันต์ ภู่ทอง ถูกยิงกระโหลกเปิด แต่พ.อ.ธรรมนูญก็บาดเจ็บจากการนี้ ซึ่งได้รับพรระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงเยี่ยมอาการบาดเจ็บด้วย(ภาพข่าว:เดลินิวส์)

2.)พล.ม.2รอ.,พล.1รอ.และพล.ร.9กับ10เมษาและกรณีสังหารพลทหารณรงค์ฤทธิ์


เอกสารแผ่นทื่2เปิดเผยถึงเหตุการณ์เหยื่อสังหาร10เมษาอีกรายบริเวณสะพานมัฆวานฯมีพล.1รอ.รับผิดชอบ,เหตุการณ์ระเบิดที่สีลม22เม.ย.และเหตุการณ์เสื้อแดงเคลื่อนไปตลาดไทย เป็นเหตุให้พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ เสียชีวิต เวลานั้นสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้วยกันยิง

พล.1รอ.ย่อมาจาก กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ส่วนพล ร.9 ย่อมาจาก กองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี

3.)พล.ม.2รอ.กับการตายของตำรวจและเหยื่อ


เอกสารแผ่นที่3กล่าวถึงการเสียชีวิตของตำรวจ 2 นาย ผู้ชุมนุม 1 ราย คือนายชาติชาย ซาเหลา

โดยมีพล.ม.2รอ.รับผิดชอบภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.อ.จุมพล จุมพลภักดี

4.)สังหารเสธ.แดงและ6ศพวัดปทุม-พล.ม.2รอ.,พล.1รอ.,ร.31พัน2รอ.และกองพันรบพิเศษที่1 กรมทหารรบพิเศษที่3(ลพบุรี)


เอกสารแผ่นที่4กล่าวถึงการสังหารเหยื่อในวันที่ 15 พ.ค.บริเวณซอยงามดูพลี,แยกบ่อนไก่,ซอยสุวรรณสวัสดิ์ มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ

มีพล.ม.2รอ.ใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.เพชรพรม โพธิ์ชัย รับผิดชอบ

เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงการสังหาร6ศพวัดปทุมฯรวมทั้ง"น้องเกด"เหตุเกิดวันที่ 19-20พ.ค.2553 มีพล.1รอ.ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.ท.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์

นศล.ภายใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คำภีระ

และรบพิเศษที่3ลพบุรี มีพ.ต.นิมิต วีระพงศ์ กับจสอ.สมยศ ร่มจำปา(ในภาพ) เป็นผู้บังคับบัญชา

เอกสารแผ่นนี้ยังกล่าวถึงการยิงสังหารเสธ.แดงในระยะไกลด้วยว่ามีพล.ม.2รอ.ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.ต.สุรพงษ์ กาญจนโพธิ์ พ.ต.ณัฐพล บุญกระพือ ร.อ.จิรจำนง โกษาวัง(ในภาพ) และร.อ.ศันศนะ เพ็ชรสุข

5.)พล.ม.2รอ.กับเหตุการณ์สังหาร14-17เมษายน

เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์สังหารที่บริเวณถนนวิทยุ,สนามมวยลุมพินี,ธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่,ซอยปลูกจิต,สวนลุมพินี,แยกศาลาแดงระหว่างวันที่ 14-17พ.ค.2553 นอกจากพ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัยแล้ว มีพ.ท.โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ และพ.ท.วิฑูร โพธิ์ร่มรื่น เป็นผู้บังคับบัญชา

6.)พล.ม.2รอ.


เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ระหว่างวันที่15-19พฤษภาคม ซึ่งเป็นเหตุให้ช่างภาพชาวอิตาลีเสียชีวิต พร้อมผู้ชุมนุมที่ตกเป็นเหยื่อสังหารอีก 7 ราย อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของพล.ม.2

เหตุการณ์นี้มีผู้บังคับบัญชาคือพ.อ.ถนัดพล โกษยเสวี , พ.อ.ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ ,พ.ท.ฉัตรชัย ดวงรัตน์,พ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัย


7.)พล.ม.2รอ.กับเหตุสลายม็อบราชประสงค์


เอกสารแผ่นสุดท้านนี้เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต1ราย โดยกองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์เป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากพ.อ.ไตรเทพแล้วมีพ.อ.ธัชพล เปี่ยมวุฒิ เป็นผู้บังคับบัญชา (บุคคลในภาพ)

รู้จัก กองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์ (พล ม.2 รอ.)
เวบไซต์ของกองพลทหารม้าที่ 2รักษาพระองค์ http://cav2div.rta.mi.th/index0.htm ซึ่งมีคำขวัญประจำกองพลว่า"รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด"

เวบบอร์ดของพล ม2 รอ. http://board.yimwhan.com/board.php?user=25000u&Cate=1
*****
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-ประยุทธ์เหล่ขอความยุติธรรมให้5สมุนเหี้ย..ม

-คอป.กางบัญชี "91 ศพ" เจ็บนี้...ต้องชำระ!

-เทเวศฯยึกยักไม่จ่ายค่าประกัน3หมื่นล้านCTW ท้าอยากได้ให้ฟ้องเอา อ้างห้างโดนผู้ก่อการร้ายเผา

-บทสัมภาษณ์ ผู้ประสานงาน ศปช.:ผู้มีอำนาจบีบกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนความจริง89ศพ

สนนท.อภิปรายนอกสภาจี้มาร์คสยบน้ำมันแพง ลดภาษีสรรพสามิตถอนขนหน้าแข้งคนรวยช่วยคนจน

ที่มา Thai E-News



แถลงการณ์ข้อเสนอด้านเศรษฐกิจต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เนื่องจากในปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจของชาติอยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคง การบริหารประเทศเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ - ประชาชนควรจะได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. และองค์กรแนวร่วม จึงได้จัดเวทีปราศรัยให้ข้อมูลและเรียกร้องข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ ต่อรัฐบาลปัจจุบัน บริเวณอนุสาวรีย์วงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี เวลา 16.00 น. ของวันที่ 5 มีนาคม ศกนี้ ขอเชิญพี่น้องประชาชน ร่วมฟังการอภิปรายนอกสภาโดยพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ สนนท. และองค์กรแนวร่วม จะอภิปรายและมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้

1. แม้ว่าการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันของรัฐ จะทำให้มีงบประมาณในการนำไปกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ แต่ผลงานของรัฐบาลภายใต้การบริหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐบาล ไม่มีความสามารถในการนำเงินภาษีไปใช้บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มีการคอรัปชั่นอย่างขนานใหญ่ ในกระทรวงต่างๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี และในขณะนี้ยังไม่มีท่าทีว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาใด เราจึงเชื่อว่าคงไม่มีทางที่กระบวนการสืบสวนสอบสวนจะเสร็จสิ้น ภายในสมัยของรัฐบาลนี้

ดังนั้น เพื่อลดภาระของประชาชนและเอกชน ในการแบกรับภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิตที่สำคัญของเศรษฐกิจภาคประชาชน และเอกชน คณะรัฐมนตรีจะต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จาก 7 บาทต่อลิตร เป็น 5 บาทต่อลิตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อมในภาคประชาชน โดยเร็ว

2. ผลของการสูญเสียรายได้ของรัฐ ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาทต่อปี จากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นั้น รัฐบาลควรหันไปเพิ่มภาระให้กับกลุ่มนายทุน และชนชั้นสูง แทนที่จะเป็นประชาชนทั่วไป นั่นคือ รัฐบาลจะต้องมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก อย่างที่นายกรณ์ จาติกวาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยใช้ในการหาเสียงกับประชาชนก่อนที่จะได้เป็นรัฐบาล การชดเชยจากภาษีในส่วนดังกล่าว จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ต้องแบกรับภาระภาษี ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ อีกต่อไป และส่วนต่างของภาษี รัฐบาลสามารถนำไปพัฒนาเป็นสวัสดิการพื้นฐานของประชาชนได้อีกหลายประการ

3. รัฐบาลต้องมองว่าการศึกษาคือการลงทุน และรัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในปัจจุบันกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ไม่สามารถสนับสนุนนักเรียนนักศึกษาได้อย่างเต็มที่ ประสบปัญหาจากการไม่ชำระหนี้ของผู้กู้รุ่นก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่ผู้กู้รุ่นก่อนหน้า ไม่สามารถประกอบอาชีพที่เพียงพอต่อการชดใช้หนี้ได้ รัฐบาลต้องรื้อฟื้น กองทุน กรอ. หรือ กองทุนเงินให้กู้ยืม ที่ผูกพันรายได้ในอนาคต - ซึ่งมีมุมมองว่าการศึกษาคือการลงทุนแบบให้เปล่า ไม่ใช่ประชาชนเป็นลูกหนี้ของรัฐบาล และ กองทุน กรอ. ยังยืดหยุ่นให้ชำระคืนได้ก็ต่อเมื่อมีรายได้เหมาะสมต่ออัตราเงินเฟ้อในขณะนั้น

สำหรับกรณีผู้กู้ที่ไม่มีรายได้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องแบกรับภาระชดใช้คืน และสามารถยกเลิกภาระหนี้ได้ในที่สุด

Thursday, March 3, 2011

"กัดดาฟี" ท้านานาชาติรบ

ที่มา Voice TV



หลังจากที่บรรดาชาติตะวันตก ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา และ อังกฤษ พร้อมด้วย ฝรั่งเศส เยอรมัน และ อิตาลี ต่างพร้อมใจกันส่งกองกำลังของตัวเอง รวมถึงกองกำลังขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เข้าประชิดชายแดนลิเบีย เรียบร้อยแล้ว ทั้งทางเรือ และทางอากาศ

ล่าสุด สื่อต่างประเทศ รายงานในวันนี้(3 มี.ค.)ว่า พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ประธานาธิบดีของลิเบีย ได้ออกมาประกาศ พร้อมรบทำสงครามกับนานาชาติ ที่จะเข้ามารุกรานอย่างเต็มที่ และยกตัวอย่างว่า จะทำให้กองทัพนานาชาติรู้จัก และได้รับความเสียหายเหมือนกับการต่อสู้ในเวียดนาม ที่ทหารสหรัฐฯ พ่ายแพ้แบบย่อยยับมาแล้ว โดยระบุเบื้องต้นว่า มีอาวุธ มีกระสุนจำนวนมาก ในการที่จะต่อสู้กับชาติตะวันตก ที่จะแทรกแซงสถานการณ์ภายในของลิเบีย

ในขณะที่ กลุ่มผู้ประท้วง และผู้นำฝ่ายค้านของลิเบีย ซึ่งยึดฐานที่มั่นในเมืองเบงกาซี ได้มีโอกาสเจรจากับประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้นานาชาติ โจมตีฐานที่มั่นของกองกำลัง ที่สนับสนุนกัดดาฟีอยู่

อย่างไรก็ตาม กองทัพนานาชาติ ยังทำได้แค่เคลื่อนกำลังเข้ากดดัน ในย่านใกล้เคียงเท่านั้น ยังไม่มีการเปิดโจมตี เพราะว่า สหรัฐอเมริกา และ นานาชาติ ไม่ได้รับความเห็นชอบแบบเบ็ดเสร็จ จากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพราะจีน และ รัสเซีย ยังคงสงวนสิทธิ์ ในเรื่องดังกล่าว รวมถึงยังถูกมองว่า การรุกรานเข้าไปของชาติตะวันตกนั้น หวังเพียงผลประโยชน์ ด้านน้ำมันเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกันสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานในวันนี้(3 มี.ค.)ว่า หลุยส์ โมเรโน โอคัมโป อัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันนี้ จะมีการไต่สวนมูลฟ้อง ที่มีการยื่นฟ้อง พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน ที่ออกมาชุมนุมประท้วง ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 1,000 คน ตามรายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชน เพื่อตัดสินว่า จะออกหมายจับ หรือไม่

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในลิเบีย ยังคงวุ่นวาย มีการปะทะกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปะทะกันของกลุ่มผู้สนับสนุนกัดดาฟี ที่พยายามจะโจมตี ยึดเมืองฝั่งตะวันออกของประเทศ คืนจากกลุ่มผู้ประท้วง ในขณะที่นานาชาติ พยายามส่งกำลังทหารเข้ากดดัน หวังที่จะทำให้สถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น อยู่ทุเลาเบาบางลงตามลำดับ

ชีวิตใหม่ มหาบัณฑิต วีระกานต์

ที่มา Voice TV



Voice Focus 2 มีนาคม 2554 (21.30 น.)

- บินไทยยันห้ามแอร์-สจ๊วตอ้วนทำถูกแล้ว
- มติวิป 2 ฝ่ายเปิดอภิปราย 9-12มี.ค.
- ชีวิตใหม่ มหาบัณฑิต วีระกานต์
- กาแฟอาข่า อาม่า...กาแฟชาวเขา
บินไทยยันห้ามแอร์-สจ๊วสอ้วนทำถูกแล้ว
ผู้บริหารการบินไทยยันการกำหนดรอบเอวของแอร์โฮสเตสและสจ๊วต มีการกำหนดไว้ในสัญญาจ้าง
มติวิป 2 ฝ่ายเปิดอภิปราย 9-12มี.ค.
ที่ประชุมวิป 2 ฝ่าย เห็นชอบกรอบเวลา ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวม 10 คน จำนวน 4 วันก่อนลงมติวันที่5
ชีวิตใหม่ มหาบัณฑิต วีระกานต์
ประสบการณ์ทางการเมืองกว่า 35ปี สู่สำเร็จการศึกษาระดับมหาบัณฑิตสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.รามคำแหงของ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ หรือ วีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช.
กาแฟอาข่า อาม่า...กาแฟชาวเขา
กาแฟ " อาข่า อาม่า " 1 ใน 21 แบรนด์จากทั่วโลก และแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่ได้รับการคัดเลือกจากองค์กรกาแฟชนิดพิเศษแห่งยุโรป

ปปช.VS ศาลปกครอง งานนี้สนุกแน่

ที่มา Voice TV



รายการ WAKE UP ประจำวันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2554
นำเสนอในประเด็น

-ปปช.VS ศาลปกครอง งานนี้สนุกแน่
-นับถอยหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ
-สางปมบัตรประชาชน สมาร์ทการ์ด
-"เอนก เหล่าธรรมทัศน์" และ "ประเวศ วะสี" แนะแนวทางการปฏิรูปการเมือง
-สหรัฐฯส่งนาวิกโยธินประจำเรือ USS Kearsarge ใกล้ลิเบียแล้ว

ลิเบีย (Libya)

ที่มา มติชน



โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

เมื่อตอนผู้เขียนยังเด็กๆ อยู่นั้น เราเคยเรียกประเทศลิเบียว่า "ลิบยา" ซึ่งดูจากภาษาอังกฤษที่เขียนว่า "Libya" แล้วก็น่าจะอ่านว่าลิบยาจริงๆ เหมือนกัน แต่เมื่อใครๆ รวมทั้งคนลิเบียเองก็เรียกว่าประเทศนี้ว่าลิเบีย สรุปก็เรียกว่าลิเบียก็แล้วกัน เพราะขนาดว่านครเวียงจันทน์ของประเทศลาว ก็เห็นฝรั่งเรียกว่านครเวียนเทียน (Vientiane) หน้าตาเฉยเหมือนกัน

ที่เขียนเรื่องลิเบียวันนี้ เนื่องจากเกิดความคิดถึงพันเอกโมอามาร์ อัล-กาดาฟี ซึ่งผู้เขียนได้ติดตามผู้นำชาวลิเบียมาตั้งแต่เขายังเป็นทหารบกยศร้อยเอก ผู้ทำการยึดอำนาจในลิเบียได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ.2512 (ผู้เขียนมีความสนใจเป็นพิเศษสำหรับเรื่องนายทหารชั้นผู้น้อยทำการยึดอำนาจได้สำเร็จมาตั้งแต่เด็กแล้ว เนื่องจากเบื่อการยึดอำนาจของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ยึดอำนาจในเมืองไทยเต็มที โดยเริ่มต้นก็ติดตามร้อยเอกกองแล วีระสาน ผู้เคยยึดอำนาจในประเทศลาวได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ.2503 แล้วก็ค้นไปเจอกบฏนายสิบของไทยเมื่อ พ.ศ.2478 ที่ล้มเหลว แต่ทราบว่าพวกกบฏนายสิบนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการที่สิบเอกบาทิสตาแห่งคิวบายึดอำนาจในประเทศคิวบาได้สำเร็จใน พ.ศ.2476)

ครับ! กาดาฟีพอยึดอำนาจได้ก็เลื่อนยศให้ตัวเองเป็นพันเอก แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น ทั้งๆ ที่เป็นผู้เผด็จการของประเทศลิเบียอยู่ถึง 42 ปี เมื่อกาดาฟีได้ปกครองประเทศแล้ว ก็ขอขึ้นราคาน้ำมันดิบจากบริษัทน้ำมันของอเมริกัน อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ จาก บาร์เรล ละ 0.90 ดอลลาร์อเมริกันเป็น 3.45 ดอลลาร์อเมริกัน และกาดาฟียังชักชวนบรรดาประเทศสมาชิกองค์การโอเปค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกลุ่มอาหรับให้งดขายน้ำมันให้สหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์ใน พ.ศ.2516 เพราะสองประเทศนี้หนุนอิสราเอลในสงครามยมคิปปูร์กับบรรดาประเทศอาหรับ

เล่นเอาโลกปั่นป่วนไปหมด เพราะน้ำมันขึ้นราคาหลายเท่าตัว (ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่าก่อน พ.ศ.2516 รถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กเติมน้ำมัน 50 สตางค์ ยังได้เลยครับ)

เนื่องจากประเทศลิเบียเป็นประเทศที่มีเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 17 ของโลก โดยใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณสามเท่าครึ่ง แต่มีประชากรเพียงห้าล้านกว่าคนเท่านั้น (ประชากรของลิเบียทั้งประเทศมีน้อยกว่าประชากรของ กทม.เราเสียอีก) แต่มีน้ำมันดิบมากพิลึก ซึ่งสามารถสูบขึ้นมาได้ถึงวันละ 3 ล้านบาร์เรล เลยทีเดียว

ประเทศลิเบียตกเป็นอาณานิคมของอิตาลี เพิ่งได้เอกราชภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 นี่เอง โดยมีกษัตริย์ปกครองพระองค์เดียวคือ กษัตริย์ไอดริสที่หนึ่ง (king Idris I) ขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ.2494 จนกระทั่ง พ.ศ.2512 จึงถูกกาดาฟียึดอำนาจและปลดออกจากตำแหน่ง ขณะนี้ธงชาติสมัยพระเจ้าไอดริสที่หนึ่งได้ถูกออกนำออกมาชักขึ้นสู่เสาในสถานที่ๆ ฝ่ายต่อต้านกาดาฟียึดได้แล้วในแหล่งน้ำมันทางภาคตะวันออกของลิเบีย อาทิ ที่เมืองเบงกาซีซึ่งเป็นส่วนใหญ่อันดับสองของลิเบีย และที่สถานทูตของลิเบียในประเทศต่างๆ

ครับ! กาดาฟีได้ใช้ความมั่นคั่งของเงินจากน้ำมันมาพัฒนาประเทศตลอด 40 ปีอย่างเห็นหน้าเห็นหลัง โครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกาดาฟีคือ การหาน้ำจืดให้กับพื้นที่ทะเลทรายในประเทศที่มีถึง 65% ซึ่งเป็นผลจากการ ขุดหาแหล่งน้ำมันใหม่ในเขตตอนใต้ของลิเบีย ที่ไม่เพียงแต่พบแหล่งสำรองน้ำมันขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังพบแหล่งน้ำจืดใต้ดินขนาดมหึมาซ่อนตัวอยู่ใต้ชั้นหิน

ประเมินกันว่าแหล่งน้ำดังกล่าวถูกเก็บกักไว้ตั้งแต่ราว 38,000 ปี ถึง 17,000 ปีก่อน เมื่อครั้งที่ทะเลทรายซาฮารายังเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ได้เกิดซึมซับน้ำฝนเก็บกักไว้ใต้ชั้นดินและแผ่นหินมายาวนาน จนกระทั่งผืนป่าหมดสิ้น หน้าดินผุกร่อนกลายเป็นผืนทราย แต่น้ำฝนเหล่านั้นยังคงถูกเก็บกักไว้ในชั้นหิน จึงมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำที่รองรับน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินไว้ในเมืองต่างๆ เป็นระยะๆ ตลอดทางของท่อส่งน้ำ

และริมเขตอ่างเก็บน้ำเหล่านั้นก็แปรสภาพมาเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยอาศัยระบบให้น้ำแบบ pivot system ซึ่งเมื่อมองจากภาพถ่ายทางอากาศแล้วจะเห็นเป็นพื้นที่วงกลมสีเขียวต่อเนื่องกันไปกลางทะเลทรายสีแดงคล้ายภาพกราฟิค ซึ่งพื้นที่ที่มีการชลประทานดังกล่าวจะเพิ่มความชุ่มชื่นให้เขตทะเลทราย อีกทั้งยังเก็บกักน้ำฝนซึ่งจะตกลงมาราวปีละ 1-2 ครั้งได้โดยไม่ซึมหายไปในพื้นทราย

รัฐบาลลิเบียวาดหวังว่า ด้วยการขยายระบบชลประทานและพื้นที่สีเขียวในเขตทะเลทรายดังกล่าวนี่เอง จะดึงดูดให้บรรยากาศมีความชื้นเพียงพอที่ไอน้ำจะกลั่นตัวเป็นฝน เพิ่มปริมาณฝนต่อปีให้มากขึ้น ทำให้พื้นที่ทะเลทรายที่พอเพาะปลูกได้ทำการเกษตรได้จากน้ำฝนต่อไป

กาดาฟีได้ใช้เงินจากน้ำมันสร้างความเจริญรุดหน้าทางเศรษฐกิจให้กับลิเบีย ประชาชนกินดีอยู่จึงทำให้เขาครองอำนาจได้ยาวนาน ประกอบกับระบบสังคมของลิเบียนั้นยังล้าหลังอยู่ในระบบชนเผ่าอยู่ ซึ่งต่างกับประเทศเผด็จการเช่น ตูนิเซียและอียิปต์ที่อำนาจส่วนใหญ่จะอยู่ในมือสถาบันทหาร แต่ของลิเบียนั้นยังขึ้นอยู่กับชนเผ่า ซึ่งกาดาฟีได้แต่งตั้งสมาชิกของเผ่าคัตตาฟา ซึ่งเป็นเผ่าของกาดาฟีเข้าคุมกำลังทหารและตำรวจทุกระดับและพยายามเอาใจหัวหน้าเผ่าอื่นๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเผ่าวาฟัลลา ซึ่งมีสมาชิกอยู่กว่าหนึ่งล้านคน ซึ่งกาดาฟีใช้วิธีแบ่งแยกและปกครอง (Divide and rule)

นอกจากนี้กาดาฟียังมีทหารรับจ้างชาวเซอร์เบียและไนจีเรียเป็นกำลังสำคัญที่สามารถฆ่าใครก็ได้ด้วยเงินเป็นกำลังสำคัญ โดยกาดาฟีก็สั่งฆ่าคนมาเยอะแยะอย่างนับไม่ถ้วนรวมทั้งเป็นสปอนเซอร์ให้กับกลุ่มก่อการร้ายทั่วโลก ก็เนื่องจากมีเงินและมีอำนาจล้นฟ้านี่เองด้วย

ครับ! แน่นอนทีเดียว วันเวลาของกาดาฟีหมดลงแล้วละครับ ก็เหมือนพวกไดโนเสาร์นั่นเองที่หมดยุคสมัยของตนแล้ว ยังไงๆ ก็ต้องปิดฉากให้ศักราชหน้าใหม่ของลิเบียเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

ขาดทุน

ที่มา มติชน



โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 2 มีนาคม 2554)

ปรากฏการณ์เสื้อแดงมากขึ้น เสื้อเหลืองลดลงกำลังบอกอะไร ?

ถ้ารัฐบาลเป็นกิจการขายเสื้อ และตั้งเป้าจะขายเสื้อเหลืองเอาเป็นทุนขยายกิจการ หรือเลือกตั้ง ก็คงชัดแล้วว่าขาดทุน

ขณะที่โรงงานเสื้อแดง ขายดิบขายดีจนผลิตไม่ค่อยทัน

โชคยังดีที่รัฐบาลนี้มี "สายป่าน" ยาวเหยียด ขาดทุนยังไงก็ยังอยู่ได้

ฝ่ายการตลาดของรัฐบาลอย่าง "ดีเอสไอ" ที่เปิดแคมเปญตามถล่มเสื้อแดง แต่ผลกลับยิ่งส่งเสริมให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเติบโต

ตัวอย่างปืนอาก้ายิงนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างล่าสุดที่เห็นกันชัดๆ

เรื่องอย่างนี้ที่จริงไม่อยากไปว่ากล่าวดีเอสไอ เพราะเบื้องลึกแล้ว ก็เป็นเรื่องของการสนองนโยบายของฝ่ายบริหาร

ถูกต้องตามหลักของอำนาจอธิปไตย

แต่ก็ฝากเตือนกันว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย รัฐธรรมนูญ 2550 ในมาตรา 3 ระบุไว้อย่างนั้น รัฐธรรมนูญกี่ฉบับๆ ก็บอกเหมือนกัน

อะไรก็ตาม ถ้าไม่ได้เริ่มต้นจากผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง สุดท้ายจะพากันพังไปหมด แม้แต่รัฐธรรมนูญก็อาจจะไปด้วย แต่โปรดสังเกตว่า มาตรา 3 ยังยืนยงอยู่

หรืออย่างการติดตามเช็คบิลเสื้อแดงบางสาย

จนมีข้อสังเกตจากเสื้อแดงเขาบอกว่า ในทางหนึ่งดูเหมือนรัฐบาลพยายามประนีประนอมกับเสื้อแดง แต่อีกทางหนึ่งก็ตาม "กวาดล้าง" เสื้อแดงบางกลุ่มบางสาย

หักลบกันแล้ว อาจจะขาดทุนอีกก็ได้

กลับมาที่เรื่องเสื้ออีกครั้ง

ตัวเลขขายเสื้อนั่นก็เรื่องหนึ่ง

ที่จริงยังมีผลสะเทือนอื่นๆ อีกมาก

ปรากฏการณ์ชี้วัดความสำเร็จหรือล้มเหลวของผู้คุมอำนาจในปัจจุบันนี้ ยังได้แก่ ความแพร่หลายของ "แนวคิด" เกี่ยวกับสังคมและความยุติธรรม ที่เป็นแนวคิดคนละชุดกับที่รัฐบาลยึดถืออยู่

เว็บไซต์ เว็บบอร์ด ซีดี วีซีดี สิ่งพิมพ์ และสื่ออื่นๆ ทำหน้าที่รองรับแนวคิดอย่างนี้อย่างคึกคัก

แนวคิดหลายๆ อย่างถูกเยาะเย้ย และกลายเป็นเรื่องตลก

บางคนนึกย้อนกลับไปคิดถึงการเมืองช่วงเดือนตุลา 2516 และหลังตุลาฯ 2519

จะอธิบายเรื่องนี้ยังไงดี อาจจะเป็นเพราะไทยแลนด์ได้กลายเป็นห้องเรียนการเมืองที่สาธิตให้ประชาชนได้เรียนการเมืองจากการเมือง

จนได้เห็นสัจธรรมชัดๆ อย่างถึงเลือดถึงเนื้อว่า อะไรคือความเป็นธรรม อะไรไม่เป็นธรรม "สองมาตรฐาน" หน้าตาเป็นอย่างไร

ภาษาฝรั่งมังค่า อย่างดับเบิลสแตนดาร์ด เป็นเรื่องที่ชาวบ้านในท้องถิ่นห่างไกลเข้าใจดี

ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียกว่า "คนละเรื่องเดียวกัน"

ขณะนี้เดือนมีนาคม กลไกของระบบคงทำงานต่อไป หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โหวตกันพรึบพรับ ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พรรครัฐบาลอาจจะชนะก็ได้

แต่จะจัดการอย่างไรกับศรัทธาและความคิดของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป

ใครขาดทุนกันแน่ เมื่อรัฐกับประชาชนกลายเป็น "คนแปลกหน้า" ระหว่างกันอย่างสมบูรณ์

โดยไม่ต้องใส่เสื้อสีอะไรด้วยซ้ำไป

คอป.กางบัญชี "91 ศพ" เจ็บนี้...ต้องชำระ!

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์พิเศษ โดย พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 2 มีนาคม 2554)


"ผมเชื่อว่าที่สุดก็อาจต้องให้อภัยกัน แต่ทุกฝ่ายต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ ความขัดแย้งไม่ใช่จะแก้กันได้ง่ายๆ แต่จากนี้ไปความรุนแรงเหล่านี้จะเริ่มน้อยลง เพราะทุกฝ่ายรู้แล้วว่าความรุนแรงเป็นต้นเหตุความเจ็บปวด"

เมื่อแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 7 คน ถูกปล่อย หลายคนคิดว่า "ฝันร้าย" จากเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 ใกล้มาถึงจุดสิ้นสุด

และแม้บทบาทของ "คณิต ณ นคร" ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อความสมานฉันท์ (คอป.) ทั้งบนดิน-ใต้ดิน จะมีส่วนสำคัญ ทำให้แกนนำคนเสื้อแดงได้รับการประกันตัว

ทว่าภารกิจของ คอป. เหมือนเพิ่งเริ่มต้น..

"สมชาย หอมลออ" กรรมการและเลขานุการ คอป. อธิบายวิธีชำระความคับแค้น-คลุ้มคลั่ง-และคดีฆาตกรรม ในเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผู้เสียชีวิต 91 ศพ และบาดเจ็บอีกราว 2 พันคน ว่าจะต้องใช้ "ความจริง" เยียวยาผู้เสียหาย พร้อมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างไม่มีละเว้น

เขาเริ่มกล่าวว่า ขณะนี้สังคมเริ่มไขว้เขว เพราะผู้นำบางคนชักจูงให้ทุกฝ่ายลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แลกกับความสมานฉันท์ในบ้านเมือง แต่ขอยืนยันว่าทำแบบนั้นไม่ได้!

"เชื่อหรือไม่ว่าในเหตุจลาจลปี 2553 แม้แต่ผู้ที่เคยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 บางคน ก็ยังมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความขัดแย้งครั้งนี้ เพราะบาดแผลที่เขาได้รับ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เขาเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับเหตุการณ์ ดังนั้น การให้อภัย โดยบอกว่าลืมกันเสียเถิด มันเป็นไปไม่ได้"

เพราะ 35 ปีผ่านไป เหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังไม่ได้รับการ "ชำระ" ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และใครควรรับผิดชอบ

วาทกรรม "ให้ลืมๆ กันไป" จึงไม่ใช่แค่การ "ซุกขยะไว้ใต้พรม" แต่เหมือนกับ "กอดระเบิดเวลาไว้กับตัว"

ในมุมมองของ "สมชาย" ยารักษาแผลใจที่เต็มไปด้วยความคับแค้นของทุกฝ่าย จึงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่า "ความจริง"

อนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงที่เขาเป็นประธาน จึงกำหนดวันรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริง (Hearing) ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์-19 เมษายน 2554 เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่ว่าฝ่ายทหาร ผู้ชุมนุม และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ มานั่ง "เปิดใจ" พูดถึงสิ่งที่ได้เห็น-ได้ทำ-ได้คิด ระหว่างเหตุการณ์รุนแรงเหล่านั้น

การเปิดเวทีรับฟังข้อมูลที่ผ่านมา ไม่เพียงพบสิ่งที่น่าสนใจ เช่น นายทหารยศ "พันเอก" ผู้คุมกำลังในเหตุการณ์ที่สี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 กล่าว "ขอโทษ" ผู้ชุมนุม ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความสูญเสีย ยังทำให้ "คู่ขัดแย้ง" ได้มาร่วมโต๊ะเจรจา-ปรับทุกข์

ภาพความเอื้ออาทรระหว่างคนเสื้อเขียว-เสื้อแดง จึงปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกบนเวทีแห่งนี้

"สมชาย" มองว่าสิ่งที่ต้องทำควบคู่กับการค้นหาความจริง คือการเยียวยาผู้สูญเสียทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งไม่ใช่เพียงการให้เงินชดเชยเท่านั้น

"การเยียวยาที่ผู้เสียหายได้รับปัจจุบัน เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายปกติเท่านั้น ทั้งที่ความสูญเสียดังกล่าว เกิดขึ้นในเหตุการณ์ไม่ปกติ ทำให้คน 500-600 คน ถูกกีดกันไม่ได้รับเงินชดเชย ดังนั้น คอป.จะทำเรื่องให้รัฐบาลเข้าไปแก้ปัญหานี้"

เขาพบว่า 1 ในวิธีเยียวยาที่สุดคือ "ท่าที" ของอีกฝ่าย ทั้งการแสดงความเสียใจ หรือการเอ่ยคำขอโทษ ซึ่งถึงวันนี้ยังไม่เคยได้เห็นพฤติกรรมดังกล่าวทั้งจากแกนนำผู้ชุมนุม หรือคนในรัฐบาล!

ซึ่งอาจเป็นเพราะคนที่จะกล่าวคำขอโทษได้ต้องรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกผิดก่อน?

"เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ความถูกหรือผิด ขาวหรือดำเท่านั้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทุกคนมีส่วนร่วมไม่มากก็น้อย ความรู้สึกร่วมต้องมี ความเสียใจต้องมี แต่นักการเมืองจะต่างจากชาวบ้าน ที่จะทำอะไรมักคิดถึงผลทางการเมืองก่อน เชื่อไหมว่าถ้าปิดห้อง คนพวกนี้จะคุยกันอีกแบบ คุยกันเหมือนเพื่อน เพราะเขารู้จักกันหมด แต่พอไมค์จ่อปากจะพูด เพราะคิดว่าทุกอย่างเป็นคะแนนเสียงได้"

แน่นอนว่าภารกิจสำคัญที่สุดของ คอป.ยังได้แก่การหาคำตอบ-คลายปริศนา "91 ศพ" เกิดขึ้นได้อย่างไร

แม้ด้านหนึ่ง คอป.จะดูเหมือนทำงานคู่ขนานไปกับการสืบสวนสอบสวนหาคนผิดมาลงโทษของ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)"

แต่อีกด้าน คอป.จะลงลึกกว่าดีเอสไอ เพราะดูไปถึง "มูลเหตุจูงใจ" ว่าการ "เหนี่ยวไก" เป็นเพราะอะไร คิดว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรู? สถานการณ์บีบคั้น? ลั่นกระสุนเพื่อป้องกันตัว?

แม้ระบบกฎหมายของไทยดีพอสมควร แต่การนำไปใช้ยังเป็นปัญหา เป็นเหตุให้หลายๆ คดี "คนผิด ลอยนวล"

"ปัญหาส่วนใหญ่คือกฎหมายของเราถูกบิดเบือน ผมทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมา พบปัญหาการบังคับใช้กฎหมายบ้านเราคือ แนวคิดที่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำผิดไม่ต้องรับโทษ ดังนั้นเรื่องกระบวนการยุติธรรม เราก็จะตรวจสอบด้วย เหมือนกรณีที่ดีเอสไอส่งสำนวนให้ตำรวจชันสูตรพลิกศพ 13 ศพ แต่ไม่มีความคืบหน้า คอป.ก็จะเข้าไปตรวจสอบ"

ส่วนถ้า "ชุดความจริง" ของ คอป.ออกมาไม่ตรงกับดีเอสไอ สังคมจะเชื่อข้อมูลฝ่ายใด เป็นเรื่องที่เขาตอบแทนไม่ได้

ส่วนท่าที คอป.ที่ดูเหมือน "แอบแดง" เข้าข้างผู้ชุมนุม ทำให้หน่วยงานรัฐบางหน่วยยึกยักในการให้ข้อมูล เขาเผยว่าที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากดีเอสไอในระดับ "ดี" จากทหาร "พอสมควร" แต่ "ไม่ได้รับ" จากตำรวจเลย

เป็นเหตุให้ คอป.ต้องฟ้องรัฐบาลให้ "กระตุ้น" ผู้ใต้บังคับบัญชา

ที่น่าแปลกคือผู้ชุมนุมบางส่วนก็ไม่ให้ความร่วมมือ เพราะถูก "กีดกัน" จากผู้มีอิทธิพล-นักการเมืองบางคน?

เมื่อถามว่าถึงนาทีนี้ คอป.สรุปได้หรือยังว่าความรุนแรงเกิดจากอะไร?

"บางคนเชื่อว่ามีการวางแผน แต่หลายคนเชื่อว่าเป็นปฏิกิริยาปิงปอง แต่ผมคิดว่าอาจเป็นได้ทั้งปฏิกิริยาปิงปอง และมีความตั้งใจผสมอยู่ด้วย" เขาตอบ

เขายกว่าทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีความคับแค้นอยู่ในใจ ฝ่ายเสื้อแดงเคยถูกปราบช่วงสงกรานต์เลือดเมื่อปี 2552 จึงมาแก้แค้น ฝ่ายทหารก็เจ็บใจที่ถูกหยามศักดิ์ศรี ถูกบังคับให้กราบในเหตุการณ์ที่สถานีดาวเทียมไทยคม เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2553 ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่-กระชับวงล้อม มีคนเจ็บตายจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากภารกิจ "บนดิน" คอป.ยังมีภารกิจ "ใต้ดิน" ซึ่งน้อยคนจะรู้ โดยอาศัย "คอนเน็คชั่นพิเศษ" ของกรรมการบางคน เดินสายเจรจาให้ทุกฝ่ายเดินเข้าสู่การเลือกตั้ง

แม้ "สมชาย" จะปฏิเสธให้รายละเอียด "คณะทำงานลับ" โดยบอกเพียงว่า "วงเจรจามีหลายวง" แต่ก็ฉายให้เห็นว่าการทำงานของ คอป.นั้น "ไม่ธรรมดา"

ทว่า ด้วยอำนาจที่มีเพียง "ค้นหาความจริง" ตามเป้าหมาย "เพื่อความสมานฉันท์" หลายฝ่ายจึงปรามาสว่า คอป. เป็นเพียงองค์กรปาหี่-ที่ตั้งมาเพื่อฟอกความผิดให้รัฐบาล?

เขาชี้แจง "ข้อครหาฉกรรจ์" ว่าแม้ คอป.จะไม่มีอำนาจสั่งลงโทษใคร แต่กระบวนการค้นหาความจริงที่ทำอย่างเปิดเผย จะทำให้สังคมไทยเกิดการเรียนรู้

"ผมเชื่อว่าที่สุดก็อาจต้องให้อภัยกัน แต่ทุกฝ่ายต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ และยอมรับความจริงก่อน ความขัดแย้งในเมืองไทยเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่จะแก้กันได้ง่ายๆ อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี แต่จากนี้ไปความรุนแรงเหล่านี้จะเริ่มน้อยลง เพราะทุกฝ่ายรู้แล้วว่าความรุนแรงเป็นต้นเหตุความเจ็บปวดของทุกฝ่าย"

ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของ "9 อรหันต์ คอป." ที่จะไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอีก!!!

"มานิตย์"นำทีม ส.ส.ชลบุรี ปชป.ซบ พท. เพื่อไทยระส่ำ "ประชา"ไม่เอาแกนนำ นปช.ลง ส.ส.เหตุไม่ใช่คนพื้นที่

ที่มา มติชน

รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 2 มีนาคมแจ้งว่า ในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์เลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าหลังยุบสภา โดยระบุว่าผลการสำรวจของโพลบางสำนักระบุว่าคะแนนแบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สูงกว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) นั้น คณะทำงานของ พท.พิจารณาเทียบกับโพลที่ทำเองแล้วพบว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะขณะนี้คะแนนนิยมของ ปชป.ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากเหตุการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนและมีราคาแพง รวมทั้งปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือแม้ว่าคะแนนนิยมของ พท.จะสูงกว่า ปชป. แต่ผลสำรวจความนิยมในตัวบุคคลกลับไม่เพิ่มสูงขึ้น จึงขอให้ว่าที่ผู้สมัครลงพื้นที่ให้เข้มข้นกว่านี้ อย่าหวังกระแสนกแลเหมือนตอนพรรคไทยรักไทย


สำหรับว่าที่ผู้สมัครของ พท.ที่มีข่าวว่านายมานิตย์ ภาวสุทธิ์ ส.ส.ชลบุรี ปชป. จะมาลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยนั้น ล่าสุด มีการยืนยันว่าเป็นความจริง เนื่องจากนายมานิตย์ และ ส.ส.ชลบุรีกลุ่มหนึ่ง มีความไม่พอใจนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และเลขาธิการพรรค ปชป. ที่ไปเจรจากับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในลักษณะสมยอมให้ ภท. โดยกลุ่มของนายสนธยา คุณปลื้ม ทำกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดชลบุรีได้เสรี จนอาจทำให้กลุ่มชลบุรีของพรรค ปชป. สอบตกได้ ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ แกนนำ พท.มั่นใจว่าจะได้รับเลือก ส.ส.มาเป็นลำดับที่ 1 แต่ไม่แน่ใจว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ เพราะแข่งกับคะแนนของ ปชป. และ ภท.รวมกัน เนื่องจาก 2 พรรค จับมือกันแน่นผ่านการประสานงานของนายสุเทพ ดังนั้น เป้าหมายของ พท.จึงไม่ได้อยู่ที่การได้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องได้ ส.ส.ไม่น้อยกว่า ปชป.รวมกับ ภท. ส่วนพรรคการเมืองอื่นไม่ใช่ปัญหา เพราะเชื่อว่าพร้อมเข้าร่วมกับทุกฝ่าย หลังชัดเจนว่าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ นอกจากนี้ พท.ยังได้ติดต่อประสานกับนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ส.ส.จันทบุรี ปชป. ให้มาลงสมัครในนาม พท. โดยเปิดโอกาสให้นำทายาทมาสมัครในระบบบัญชีรายชื่อได้ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ


อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภายในพรรคเพื่อไทยได้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการส่งตัวผู้สมัครในพื้นที่จ.สมุทรปราการ เพราะเมื่อนายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล และนายจิระพันธุ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ ส.ส.สมุทรปราการ ได้แสดงเจตจำนงจะไปร่วมงานกับ ภท. ทำให้พรรคต้องหาผู้สมัครใหม่ ล่าสุดได้มีมติให้นายวรชัย เหมมะ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนางสลิลทิพย์ ชัยสะดมภ์ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ ซึ่งมาจากสายนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของห้างอิมพีเรียล และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทำให้นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ไม่พอใจ เนื่องจากนายวรชัยไม่ใช่คนพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองท้องถิ่น แม้ว่าจะมีคนเสื้อแดงสนับสนุน แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง สำหรับนางสลิลทิพย์แม้จะเป็นอดีต ส.ส. แต่ก็ย้ายไปอยู่พรรคชาติไทย และเคยขึ้นเวทีปราศรัยโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยในการประชุมว่าที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อนายประชาเห็นว่าทั้ง 2 เข้าร่วมประชุมด้วย จึงเดินทางกลับทันที