WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 4, 2011

อภิปราย: นโยบายพรรคการเมืองต่อการคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น

ที่มา ประชาไท

ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทยและภูมิใจไทยโชว์วิสัยทัศน์ นโยบายกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ระบุ ประชาชนพร้อมดูแลตัวเอง ขณะตัวแทน ปชป. ขอโอกาสบริหารประเทศต่อเนื่อง ด้านศุภชัย ใจสมุทร วิพากษ์ไทยถูกออกแบบมาให้รวมศูนย์

3 มี.ค. 2554 ที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการไบเทค น.ส. ผ่องศรี ธาราภูมิ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย และ นายศุภชัย ใจสมุทร ตัวแทนพรรคูมิใจไทย ร่วมเสวนาเรื่อง นโยบายพรรคการเมืองต่อการคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น ดำเนินรายการโดยนายเฉลียว คงสุข

น.ส.ผ่องศรีกล่าวถึงแนวทางการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้ประชาชนมีบทบาทในการบริหารจัดการตัวเองของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ปชป.เป็นพรรคการเมืองที่มีความเป็นสถาบันทางการเมืองและเป็นพรรคที่มีอายุยืนยาวก้าวสู่ปีที่ 65 โดยอุดมการณ์ที่ชัดเจนข้อหนึ่งคือ การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวทางที่ประกาศตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรค และเชื่อมั่นว่าชุมชนท้องถิ่นจะเป็นคำตอบในการทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งและก้าวไปสู่เป้าหมายร่วมกันเพราะประเทศไทยใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าจะให้ส่วนกลางหรือคนใดคนหนึ่งที่จะแก้ปัญหาได้ และที่ผ่านมา พรรคได้ผลักดันการตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ทั้งนี้ ท้องถิ่นมีพลังอยู่ในตัว แต่ที่ผ่านมาการพัฒนาหรือการบริหารประเทศไม่ได้จุดประกายให้ท้องถิ่นได้จัดการดูแลตนเองอย่างเต็มที่ โดยอนาคตต้องประสานความร่วมมือในการสร้างเครือข่าย บางเรื่องท้องถิ่นถนัดก็ต้องให้ท้องถิ่นเป็นผู้ผลักดัน แต่บางประเด็นชุมชนอาจจะเข้มแข็งกว่า ก็ควรผลักดันให้ทำงานร่วมกัน

ส่วนนโยบายที่พรรคสนับสนุนให้ท้องถิ่นดูแลจัดการตัวเอง มีรูปธรรมที่เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งเป็นปัญหาซับซ้อนของประเทศ คือ ที่ดินซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และอมตะของประเทศ เช่น ปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน มีการประกาศพื้นที่ราชการทับซ้อนที่ดินทำกินของชาวบ้าน รวมถึงที่ดินที่มีอยู่จำกัดทำให้เกิดการขยายตัวเป็นชุมชนในเขตหวงห้าม หรือการกระจายการถือครองที่ดิน ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่ ปชป. มีนโยบายชัดเจน เพื่อแก้ปัญหา เช่น โฉนดชุมชน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับชุมชนที่เข้มแข็ง ขณะนี้มีการจัดตั้งสำนักงานโฉนดชุมชนที่สำนักนายกรัฐมนตรี
ส่วนเรื่องที่ดินรกร้างว่างเปล่าในมือนายทุนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ขณะที่คนที่ต้องการทำการเกษตรเข้าไม่ถึงที่ดิน โดยนโยบายการจัดตั้งธนาคารที่ดินจะช่วยจัดสรรและกระจายการถือครองที่ดิน นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการปรับโครงสร้างภาษีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่น

สำหรับการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนนั้น พรรคประชาธิปัตย์เคยเริ่มกองทุนเพื่อการจัดการทางสังคม หรือกองทุนซิป ที่ตั้งขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายกองทุนหมู่บ้าน นอกจากนี้มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เพื่อเสริมความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนตั้งแต่ระดับฐานราก

นางผ่องศรี กล่าวในฐานะคณะกรรมการติดตามนโยบายและคณะทำงานสมัชชาประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ที่ผ่านมา ปชป. รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อพัฒนานโยบายอย่างมีส่วนร่วม

ตัวอย่างสุดท้ายคือการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งเป็นการเอาบทเรียนจากภาคประชาชนจริงๆ มาผลักดันนโยบาย โดยชุมชนเป็นผู้ริเริ่ม ต่อมาเมื่อชุมชนร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาลก็จะเข้าร่วมสนับสนุนด้วย เป็นการประสาน 3 ส่วน คือ ชุมชน ท้องถิ่น และรัฐบาล และผลักดันร่าง พ.ร.บ. กองทุนสวัสดิการแห่งชาติ เพื่อให้เกิดบำเหน็จชาวบ้าน บำนาญประชาชน

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ก่อตั้งมาไม่นาน แต่รากเหง้ามาจากพรรคไทยรักไทย และพลังประชาชน ซึ่งสิ่งที่พรรคดำเนินการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างได้ผลคือการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น แม้จะไม่มีรูปแบบที่สมบูรณ์และเป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่นอย่างเต็มที่ และพยายามสืบทอดและเดินตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 ก็ตาม การถ่ายโอนอำนาจเป็นนโยบายพื้นฐานของรัฐอยู่แล้ว ใครที่ขึ้นมาบริหารก็ต้องทำให้การถ่ายโอนอำนาจสมบูรณ์เป็นรูปธรรมและคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริง

หลักการและจุดยืนของพรรคเพื่อไทยคือ การถ่ายโอนอำนาจไม่ใช่การถ่ายโอนจากส่วนกลางไปสู่ผู้บริหารท้องถิ่นจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องกำหนดหลักการและกฎหมายให้ย้อนคืนกลับไปให้ถึงเจ้าของอำนาจประชาธิปไตยซึ่งก็คือประชาชน

หลักการแบบนี้ ประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นปรากฏอยู่ในประเทศที่เจริญแล้วทั้งสิ้น และหากดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องมุ่งไปสู่ความสำเร็จในการกระจายอำนาจและคืนอำนาจให้กับท้องถิ่นได้อย่างแน่นอน

แต่ปัญหาคือระหว่างทางของการถ่ายโอนอำนาจเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีอุปสรรค ซึ่งได้มองจากผู้บริหารพื้นที่ 5 กรอบด้วยกัน ได้แก่
หนึ่ง กำหนดการปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อให้การถ่ายโอนอำนาจเป็นไปอย่างครบถ้วน

สอง ต้องตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริหารท้องถิ่นกับประชาชน เพราะแม้แต่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการปกครองพิเศษ และมีรูปธรรมความสำเร็จในการกระจายอำนาจ งบประมาณกรุงเทพฯ จัดเก็บงบประมาณกว่า 50,000 ล้านบาท ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพียง 10,000 กว่าล้าน แต่ก็ยังมีจุดอ่อนคือ ยังติดยึดกับระบบเลือกตั้งการได้มาและการตอบแทนจากภาครัฐ ยังมีผู้นำชุมชนยึดโยงกับนักการเมืองท้องถิ่นและแยกแยะจากกันไม่ได้เลย และเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเงินที่นักการเมืองท้องถิ่นนำมาสร้างความสมบูรณ์ให้กับชุมชนเป็นเรื่องของบุญคุณ ถ้านักการเมืองท้องถิ่นมาทำถนนให้ เอาของมาแจก พี่น้องประชาชนต้องเข้าใจว่าการเมืองเป็นภาคอาสา สิ่งที่ทำคือการตอบแทนกับชุมชน

สาม การพัฒนาบุคลากร ซึ่งไม่ใช่พัฒนาแต่ส่วนกลางเท่านั้น แต่ต้องติดอาวุธทางปัญญาหรือใส่องค์ความรู้ให้กับประชาชนในชุมชน นั่นคือพัฒนาทั้ง ‘ผู้ใช้’ คือประชาชน และ ‘ผู้รับใช้’ คือนักการเมือง มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการบิดเบือนในการถ่ายโอนอำนาจ คืองบประมาณ ถ้าหากยังไม่มีการถ่ายโอนที่ชัดเจน ยังยึดโยงกับส่วนกลางของรัฐแล้วปล่อยให้ชุมชนบริหารเอง จะเกิดลักษณะของการเชื่อมโยงผลประโยชน์ แล้วประชาชนจะเสียประโยชน์ นโยบายดีๆ หลายอย่างไม่สำเร็จเพราะการใช้งบประมาณที่ยังติดและยึดโยงกับระเบียบที่ส่วนกลางเป็นผู้กำหนด

สี่ การได้มาของผู้บริหาร การจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้งส่วนกลางยังเข้าไปควบคุม ควรปลีกตัวออกมาเป็นพี่เลี้ยงได้แล้ว ผู้บริหารชุมชนควรมาจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมโดยชุมชนของตนเอง จะทำให้ผู้นำท้องถิ่นมีประสิทธิภาพและไม่ยึดโยงกับการเมืองส่วนกลาง

ห้า ต้องมีพี่เลี้ยง ซึ่งพี่เลี้ยงที่ยังติดยึดกับโครงสร้างราชการโดยตรง จะลำบากโดยเฉพาะส่วนที่ห่างไกลโครงสร้างอำนาจ เช่น จังหวัดที่ผู้แทนเป็นฝ่ายค้าน ผลักดันให้ท้องถิ่นเข้าถึงงบประมาณได้ลำบากกว่าทำให้ต้องใช้วิธีการส่วนตัว ไม่เกิดความเท่าเทียม ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ให้เกิดองค์กรอิสระที่สามารถเชื่อมโยงทุกเรื่องให้ผู้บริหารชุมชน

การขับเคลื่อนการกระจายอำนาจทั้งห้าเรื่อง พรรคเพื่อไทยพยายามปรับปรุงและพัฒนาแนวทางมาตลอด เช่น โครงการเอสเอ็มแอล เป็นหลักการหรือหลักคิดในการมองหาความสำเร็จในการกระจายอำนาจ เพราะส่วนกลางมีหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอนุมัติงบประมาณตามโครงการที่ชุมชนคิดเองทำเอง มีการทำประชาคมคิดโครงการที่เหมาะสมกับตนเอง และบริหารจัดการเอง ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจชุมชน ใช้ทรัพยากรในชุมชน จ้างบุคคลในชุมชน ซึ่งสะท้อนความสำเร็จมาระดับหนึ่ง

นายศุภชัย กล่าวว่าดูเหมือนว่าขณะที่รัฐบาลทุกรัฐบาลกำลังพูดถึงการกระจายอำนาจ คือ รัฐคิดว่าตนเองมีอำนาจ แต่ชุมชนคิดว่าอำนาจเป็นของตนเอง สำหรับความเห็นส่วนตัวคิดว่า อำนาจคือสิทธิอันชอบธรรม เมื่อถามว่าสิทธินี้เริ่มจากรัฐธรรมนุญ 2540 แต่ก็พบว่าบรรทัดสุดท้ายของรัฐธรรมนูญก็กำหนดให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด ซึ่งจะพบว่าสิทธิชอบธรรมก็อยู่ที่รัฐกำหนด และความจริงที่ต้องยอมรับว่าประเทศไทยถูกออกแบบให้รวมศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ มานานพอสมควร และเป็นคนกำหนดว่าท้องถิ่นควรมีสิทธิมากน้อยเพียงใด แล้วจึงมาออกแบบกัน

การกระจายอำนาจเป็นคำที่เลื่อนลอย การรวบอำนาจที่ส่วนกลางยังคงต้องดำรงอยู่และต้องดำเนินต่อไป เพราะประเทศไทยออกแบบไว้เช่นนี้ นายศุภชัยกล่าวว่าประเทศที่ปกครองโดยชุมชนมีสิทธิและมีส่วนร่วมในการปกครองนั้นเป็นการออกแบบมาตั้งแต่ต้น แต่เรื่องการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นของไทยยังเป็นปัญหาที่ยังต้องถกเถียง และยังต้องตั้งคำถามว่าท้องถิ่นมีความพร้อมแค่ไหนในการดำเนินการ เช่น การโอนเรื่องการศึกษาให้ท้องถิ่นทำ จะทำได้ทุกที่จริงหรือ กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ยอม

เมื่อพูดถึงการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นต้องมาร่วมกันออกแบบประเทศใหม่ เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ให้ส่วนกลางมีอำนาจน้อยลง เช่นญี่ปุ่นไม่มีกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ความเป็นชุมชนท้องถิ่นก็กำลังถุกรุกล้ำ ซึ่งเป็นปัญหา เช่น กรณี อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งรัฐกำลังสำรวจทรัพยากรน้ำมันในพื้นที่ โดยนายศุภชัยกล่าวว่า ต่อไปปัญหาจะสลับซับซ้อนขึ้นในแง่การแย่งชิงทรัพยากรซึ่เงป็นปัญหาพื้นฐานของมนุษย์และจะรุนแรงขึ้น

ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยมี ส.ส. ประมาณ 58 คน สะท้อนปัญหาชุมชนท้องถิ่นมาก และประเทศไทยต้องกล้าหาญชาญชัยในการออกแบบประเทศใหม่ ความเป็นรัฐชาติที่เป็นอยู่แล้วบอกว่านี่คือนิติรัฐ ถ้าจะออกแบบประเทศไทยใหม่ เรื่องการเลือกตั้งเขตเล็กเขตใหญ่ควรแก้ไขใหม่ หรืออาจจะเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ในความเป็นจริง เมื่อถึงเวลาก็อาจจะมีหัวคะแนนพรรรคใหญ่ หรือประชาชนเลือกตามนโยบายพรรคการเมืองใหญ่

ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเล็ก ต่อให้คิดก็ไม่อาจจะทำให้เป็นจริงได้ แต่ทำได้ในแง่การผลักดันให้กับพรรคการเมืองใหญ่ อย่างไรก็ตามพรรคฯ มีแนวคิดเรื่องการคืนอำนาจให้ประชาชน พร้อมเสนอแนวคิดทดลองจากท้องถิ่นที่พร้อมในการบริหารจัดการตนเอง เช่น พัทยา ภูเก็ต

การกระจายให้เงินหรือให้งาน อาจจะไม่ใช่แนวคิดที่ท้องถิ่นอยากได้ ท้องถิ่นอาจเรียกร้องเรื่องการดูแลตัวเอง แต่ก็ต้องถามตัวเองให้ดีว่าสามารถต่อยอดได้จริงหรือไม่ ปกครองตัวเองโดยมีอำนาจในการบริหารจัดการจริงหรือไม่ สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือการให้การศึกษากับประชาชนอย่างเพียงพอ กฎหมายที่เอื้อต่อการใช้สิทธิของชุมชน

ผู้ดำเนินรายการถามถึงโครงสร้างในการกระจายอำนาจ ว่าแต่ละพรรคมีแนวคิดอย่างไร นางผ่องศรีตอบว่า ปชป. ไม่เคยเปลี่ยนจุดยืน โดยเน้นเรื่องการให้ท้องถิ่นมีการจัดการตัวเองในรูปแบบต่างๆ แต่ในโบกความเป็นจริง ปชป. มักบริหารประเทศในช่วงวิกฤตและขาดความต่อเนื่องในการบริหาร แต่วันนี้มีโอกาสอีกครั้งและท้องถิ่นมีการตื่นตัว และมีพัฒนาการ โดยพรรคประชาธิปัตย์อยากให้มีเขตปกครอง เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะเมืองชายแดน ต้องมีรูปแบบการปกครองที่ท้องถิ่นสามรถดูแลแก้ปัญหาของท้องถิ่นตัวเองได้ แต่ก็ต้องใช้เวลา ที่ผ่านมาได้ลงมือปฏิบีติแล้วมีการสรุปบทเรียน ในส่วนของท้องถิ่นนั้นซึ่งยังไม่มีอิสระในการบริหาร ก็ได้รับฟังว่าอยากให้มีสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นางผ่องศรีกล่าวว่า ท้องถิ่นต้องเป็นตัวของตัวเองและเชื่อมโยงกันซึ่งจะทำให้ประเทศมีความมั่นคงเข้มแข็งด้วย แต่ท้องถิ่นจะเข้มแข็ง คนของท้องถิ่นก็ต้องมีคุณภาพ โดยท้องถิ่น หน่วยงานราชการต้องร่วมมือกัน โรงเรียนในชุมชนก็ต้องเป็นที่พึ่งของชุมชนได้ ทำให้เกิดความรักถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน และอยากเรียกร้องให้ท้องถิ่นดูแลคนในท้องถิ่นมีคุณภาพ และเชื่อมโยงกับหน่วยงานราชการด้วย โดยพรรคสามารถหนุนเสริมในแง่นโยบาย เพราะหากประชาชนเข้มแข็ง ก็จะรู้เท่าทันทางการเมือง พร้อมสรุปว่าถ้าท้องถิ่นไม่เข้มแข็งก็อย่าหวังว่าการเมืองระดับชาติจะเข้มแข็ง แล้วนโยบายที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยกจะกลับคืนสู่ท้องถิ่น ส่วนเรื่องงบประมาณนั้นรัฐบาลกำลังจัดทำงบประมาณ และได้รับทราบปัญหา และคิดว่าภารกิจหลายเรื่องที่ถ่ายโอนให้ท้องถิ่น ก็พยายามจัดสรรให้ปิดปีงบประมาณให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายส่งเสริมความเข้มแข็งของท้องถิ่นอย่างชัดเจน โดยส่วนตัวอยากให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดด้วยซ้ำ แต่คงไม่สามารถทำได้ทันที แต่อาจทำได้ในพื้นที่ที่มีความพร้อม รวมถึงความพร้อมในแง่รายได้และงบประมาณที่สามารถดูแลตนเองได้

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่าเมื่อกรุงเทพมหานคร เปลี่ยนจากการเป็นจังหวัดมาสู่เป็นเขตการปกครองพิเศษเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการเลือกผู้ว่าฯ การพัฒนาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็สะท้อนเรื่องการกระจายอำนาจสู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี ในเบื้องต้นการคืนอำนาจให้ประชาชนจึงเป็นเรื่องที่ทำได้และจะสำเร็จด้วย เพราะว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยทุกประเทศ

เมื่อมีการคืนอำนาจในระดับที่สมบูรณ์แล้วประชาชนจะได้สิ่งที่ตนต้องการอย่างแท้จริง กรุงเทพฯ มีทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ที่สังกัดกรุงเทพฯ ไม่ได้ใช้เงินอดหนุนจากรัฐบาลมาก ใช้การเก็บภาษีและรายได้จากคนในกรุงเทพฯ มาใช้ประโยชน์ให้กับพื้นที่ แต่ทุกอย่างไม่ได้สวยหรู ก็ยังมีข้อบกพร่อง มีปัญหาบางอย่าง เช่น การทำถนนโดยใช้งบประมาณกว่าเก้าร้อยล้าน ซึ่งหากเอาไปซ่อมแซมถนนย่อย จะมีถนนเพิ่มมากขึ้น แต่กลับถูกทำบนถนนสายหลักที่ยังไม่ชำรุดแต่อย่างใด ทำให้เห็นว่าการใช้งบประมาณอาจจะยังไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์และเป็นตามความพอใจของประชาชน การกระจายอำนาจจะไม่เริ่มต้นเป็นบ้องไม้ไผ่แต่เหลาไปเป็นบ้องกัญชา แต่มันจะกลายเป็นยอดไผ่ และสอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ แต่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้เข้ากับท้องถิ่น ก็ต้องดูในเรื่องข้อเท็จจริง และเห็นว่าการปรับเปลี่ยนนั้นเราอาจค่อยปรับเปลี่ยนในสิ่งที่ค่อยเป็นค่อยไปและเป็นไปได้และขยับตัวไปเรื่อยๆ การคืนอำนาจให้กับประชาชนจะเกิดได้จริง

อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขสองข้อ คือ หนึ่ง การพัฒนาบุคลากรของท้องถิ่นเอง ซึ่งรากเหง้าคือประชาชน ผู้ที่มาเป็นตัวแทนท้องถิ่นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องรู้และเข้าใจงวิถีท้องถิ่นอย่างแท้จริง และสอง การใช้อำนาจ หรือมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจ รวมถึงอำนาจในการใช้งบประมาณด้วย

และแม้การพูดเรื่องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะเหมือนเป็นการพูดเชิงอุดมคติ แต่การจะพิจารณาว่าท้องถิ่นพร้อมจะรับการกระจายอำนาจหรือไม่นั้น ต้องบอกว่าความพร้อมนั้นอยู่ที่ประชาชน และความพร้อมของประชาชนในวันนี้ โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าดีกว่าประชาชนในกรุงเทพฯ เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วที่ จ.กรุงเทพฯ เปลี่ยนมาสู่การเป็นกรุงเทพมหานครด้วยซ้ำไป ทุกวันนี้เป็นโลกภิวัตน์ คนสื่อสารกันได้รวดเร็ว โลกพัฒนาไปแล้ว ทุกสิ่งเข้าสู่การเป็นประชาธปไตย อำนาจมาจากประชาชน แต่ต้องปรับให้ผู้ที่มีอำนาจได้เข้าใจได้อย่างไร อำนาจอยู่ที่ประชาชน ถ้าเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจน ซึ่งอาจจะพิจารณาได้จากการทำงานในสิบหรือยี่สิบปีที่ผ่านหลักการกระจายอำนาจยึดโยงอยู่ที่ประชาชน และขอให้ประชาชนสู้ต่อไป และพรรคเพื่อไทยจะร่วมต่อสู้กับประชาชน

ในช่วงท้ายของการเสวนา ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จาก จ.อุทัยธานี แสดงความเห็นต่อผู้ร่วมเสวนาหลักว่า ไม่อยากให้มองว่าท้องถิ่นไม่มีความพร้อม ซึ่งถือเป็นทัศนคติที่เป็นอุปสรรคสำคัญทำให้ไม่สามารถกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นได้ เช่น โรงเรียนไม่อยากอยู่ภายใต้การดูแลของท้องถิ่น และไม่ได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการในบางครั้ง เพราะยึดติดกับระเบียบและงบประมาณ อีกทั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น กับราชการท้องที่เช่น กำนัน ซึ่งไม่อาจทำงานประสานกันหรือขัดแย้งกัน ขณะที่กำนันมีอำนาจหน้าที่ตามระบบราชการ ขณะที่องค์กรบริหารท้องถิ่นไม่มี

นายก อบต. บางระกำ จ.นครปฐม กล่าวว่า พรรคการเมืองบางพรรคอาจจะไม่เข้าใจเรื่องชุมชนท้องถิ่น และยืนยันว่าขณะนี้ชุมชนท้องถิ่นพร้อมแล้วที่จะดูแลตนเอง ทั้งเสนอว่า นโยบาย เอส เอ็ม แอล ของพรรคพลังประชาชนนั้นดี แต่มีปัญหาที่ยังคงให้งบประมาณผ่านระบบราชการ ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถดำเนินโครงการได้ตามที่ต้องการอย่างแท้จริง

ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกรายหนึ่งเสนอว่า นักการเมืองควรเปิดใจรับฟังและยอมรับว่าท้องถิ่นมีความพร้อมและมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันทั่วประเทศ ก็ต้องค่อยๆ พัฒนา ขณะเดียวกันก็ควรมีการสับสนุนงบประมาณให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ในท้องถิ่น ไม่จำกัดอยู่แค่เป็นแนวคิดของผู้นำชุมชน แต่ควรให้เกิดการปรึกษาหารือและศึกษาวิจัย และย้ำว่า ต้องพัฒนาคน และอย่ากลัวว่าประชาชนจะฉลาดขึ้น

นางผ่องศรีกล่าวว่า ได้รับฟังความเห็นแล้วจะพยายามนำไปพัฒนา และสำหรับนโยบายที่เป็นรูปธรรมนั้น ก็มีตัวอย่างรูปธรรมเช่น โฉนดชุมชนที่พูดไปแล้ว แต่ชุมชนต้องเข้มแข็งและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ร่วมฟังแต่มีการตัดสินใจมากจาระดับบนแล้ว ในส่วนงบประมาณก็พยายามจะจัดสรรให้และพยายามไม่ปรับลด ส่วนเรื่องสภาการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจ และเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ โดยส่วนตัวเชื่อมั่น เชื่อมือ และเชื่อถือตัวแทนท้องถิ่น และท้องถิ่นทั่วไทยจะให้โอกาส ปชป. ทำงานต่อเนื่อง ซึ่งได้ดำเนินการวางรากฐานไปหลายเรื่อง เช่น สวัสดิการชุมชน โฉนดชุมชน

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่าการนำเสนอเชิงนโยบายนั้นไม่อาจจะเสนอได้ชัดเจนในเวลาอันสั้น แต่จุดยืนและหลักการคือการคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย และก็จะนำเสนอนโยบายหลักก่อนการเลือกตั้งอีกครั้งให้ประชาชนได้ศึกษานโยบายก่อนการตัดสินใจ โดยพรรคมีจุดเด่นคือ การกำหนดนโยบายที่ไม่ขายฝันและนำไปปฏิบัติได้ทุกเรื่อง และเชื่อว่าสำหรับนโยบายการกระจายอำนาจจะนำเสนอให้เห็นชัดเจนและจับต้องได้

นายศุภชัยกล่าวว่า เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้สนับสนุนแนวคิดเรื่องชุมชนท้องถิ่น ก็เป็นหน้าที่ที่ชุมชนท้องถิ่นต้องทำให้รัฐและชุมชนท้องถิ่นได้รับรู้เรื่องท้องถิ่นให้กว้างขวางหลากหลายขึ้น และอาศัยรัฐธรรมนูญขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่จะให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกระทันหันฉับไว ก็ทำได้ลำบาก

การเสวนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประชุมวิชาการเวมีฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 มี.ค. โดยคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ คณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาติแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ประยุทธ์เหล่ขอความยุติธรรมให้5สมุนเหี้ย..ม

ที่มา Thai E-News


ทหารกล้าฆ่า6ศพในวัดปทุมฯ?-หลังจากนายจตุพร พรหมพันธ์ ได้เปิดเผยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วถึงรายชื่อทหารที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นทีมปฏิบัติการสังหารหมู่เหยื่อ 6 ศพที่ลี้ภัยในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนาราม เมื่อ 19 พฤษภาคม 53 ล่าสุดมีการเปิดเผยโฉมหน้าและประวัติทีมงานที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวทางอินเตอร์เน็ต (คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)

โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มีนาคม 2554

เดลินิวส์ออนไลน์ และสื่อกระแสหลักหลายฉบับ รายงานข่าว "ประยุทธ์"วอนปล่อยกม.ตัดสินยิง6ศพวัดปทุมฯ

โดยมีรายละเอียดข่าวว่า ผบ.ทบ.ขอความเป็นธรรมให้เจ้าหน้าที่ ทุกอย่างปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ตัดสินยิง 6 ศพวัดปทุมฯ

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงระบุว่า มีทหาร 5 นาย ยิงเข้าใส่ประชาชนเสียชีวิต 6 ศพในวัดปทุมวนารามว่า ตนไม่ทราบว่า ใครยิง ตนสอบถามผู้ใต้บังคับบัญชาก็ไม่มีการชี้แจงมา และไม่เห็นว่า ใครยิง

ทั้งหมดต้องเป็นเรื่องกระบวนการสอบสวน ตนไม่อยากให้ใครมากล่าวหาเจ้าหน้าที่ อยากขอความเป็นธรรมให้เจ้าหน้าที่ ทุกอย่างปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม หากพูดไปมาไม่มีวันจบ ทุกคนอยากเห็นประเทศชาติไปได้ในข้างหน้า ทุกคนอยากเห็นการปรองดอง แต่เมื่อไม่ยอมหยุดอย่างนี้จะให้ทหารทำอย่างไร เรื่องนี้ตนตอบไปหมดแล้ว ต่อไปนี้ตนคงตอบว่า ต้องใช้กระบวนการทางยุติธรราม

"ยืนยันว่า ทหารไม่เคยเป็นศัตรูกับประชาชนไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม ทั้งปีนี้ ปีที่แล้วหรือปีต่อไป ก็เป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพวกเราทุกคน วันนี้ทหารไม่เคยไปเรียกร้องกับใคร ที่ผ่านมาตนเรียนไปหมดแล้วว่า ทุกอย่างต้องเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม "

ทั้งนี้เมื่อวานนี้ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอรายงานข่าวเรื่องมีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตถึงโฉมหน้าและประว้ติของทหาร 5 รายที่ถูกกล่าวหาว่าอาจจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

คลิบ ผู้ชุมนุมนับพันเคลื่อนเข้าวัดปทุม กลางๆคลิบ จับมือสไนเปอร์ได้หนึ่งคนถูกถอดเสื้อผ้าออก ขณะกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนผ่านประตุวัด ผู้ชุมนุมคนหนึ่งล้มลง ไม่ใช่เป็นลม แต่โดนยิง (ที่มา:กระดานสนทนาอินเตอร์เน็ตฟรีด้อม)



ไทยอีนิวส์ยังได้นำเสนอรายงานข่าวเรื่อง ได้มีการเปิดเผยเอกสารรายชื่อทหาร-หน่วยงานที่ได้รับคำสั่งเข้าสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง พร้อมพื้นที่ปฏิบัติการ และเหยื่อสังหาร ซึ่งรวมทั้งเสธ.แดง พลตรีขัติยะ สวัสดิผล ดังต่อไปนี้

1.)พล.ม.2รอ.กับเหยื่อสังหารนักข่าวญี่ปุ่นและเหยื่อ10เมษาฯ

เอกสารแผ่นแรกเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต 19 รายรวมทั้งนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น ในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553
พล.ม.2รอ.มีชื่อเต็มๆว่า กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์
ปัจจุบันนี้มีพล.ต. สุรศักดิ์ บุญศิริ เป็น ผบ.พล.ม.2 รอ.

พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้รับผิดชอบเหตุการณ์แยกคอกวัว เคยไล่เสธ.แดงออกจากกองทัพมาแล้ว

พ.อ.ธรรมนูญ วิถี ผู้รับผิดชอบบริเวณถนนดินสอ ที่นักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต และนายวสันต์ ภู่ทอง ถูกยิงกระโหลกเปิด แต่พ.อ.ธรรมนูญก็บาดเจ็บจากการนี้ ซึ่งได้รับพรระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงเยี่ยมอาการบาดเจ็บด้วย(ภาพข่าว:เดลินิวส์)

2.)พล.ม.2รอ.,พล.1รอ.และพล.ร.9กับ10เมษาและกรณีสังหารพลทหารณรงค์ฤทธิ์


เอกสารแผ่นทื่2เปิดเผยถึงเหตุการณ์เหยื่อสังหาร10เมษาอีกรายบริเวณสะพานมัฆวานฯมีพล.1รอ.รับผิดชอบ,เหตุการณ์ระเบิดที่สีลม22เม.ย.และเหตุการณ์เสื้อแดงเคลื่อนไปตลาดไทย เป็นเหตุให้พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ เสียชีวิต เวลานั้นสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้วยกันยิง

พล.1รอ.ย่อมาจาก กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ส่วนพล ร.9 ย่อมาจาก กองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี

3.)พล.ม.2รอ.กับการตายของตำรวจและเหยื่อ


เอกสารแผ่นที่3กล่าวถึงการเสียชีวิตของตำรวจ 2 นาย ผู้ชุมนุม 1 ราย คือนายชาติชาย ซาเหลา

โดยมีพล.ม.2รอ.รับผิดชอบภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.อ.จุมพล จุมพลภักดี

4.)สังหารเสธ.แดงและ6ศพวัดปทุม-พล.ม.2รอ.,พล.1รอ.,ร.31พัน2รอ.และกองพันรบพิเศษที่1 กรมทหารรบพิเศษที่3(ลพบุรี)


เอกสารแผ่นที่4กล่าวถึงการสังหารเหยื่อในวันที่ 15 พ.ค.บริเวณซอยงามดูพลี,แยกบ่อนไก่,ซอยสุวรรณสวัสดิ์ มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ

มีพล.ม.2รอ.ใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.เพชรพรม โพธิ์ชัย รับผิดชอบ

เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงการสังหาร6ศพวัดปทุมฯรวมทั้ง"น้องเกด"เหตุเกิดวันที่ 19-20พ.ค.2553 มีพล.1รอ.ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.ท.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์

นศล.ภายใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คำภีระ

และรบพิเศษที่3ลพบุรี มีพ.ต.นิมิต วีระพงศ์ กับจสอ.สมยศ ร่มจำปา(ในภาพ) เป็นผู้บังคับบัญชา

เอกสารแผ่นนี้ยังกล่าวถึงการยิงสังหารเสธ.แดงในระยะไกลด้วยว่ามีพล.ม.2รอ.ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.ต.สุรพงษ์ กาญจนโพธิ์ พ.ต.ณัฐพล บุญกระพือ ร.อ.จิรจำนง โกษาวัง(ในภาพ) และร.อ.ศันศนะ เพ็ชรสุข

5.)พล.ม.2รอ.กับเหตุการณ์สังหาร14-17เมษายน

เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์สังหารที่บริเวณถนนวิทยุ,สนามมวยลุมพินี,ธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่,ซอยปลูกจิต,สวนลุมพินี,แยกศาลาแดงระหว่างวันที่ 14-17พ.ค.2553 นอกจากพ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัยแล้ว มีพ.ท.โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ และพ.ท.วิฑูร โพธิ์ร่มรื่น เป็นผู้บังคับบัญชา

6.)พล.ม.2รอ.


เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ระหว่างวันที่15-19พฤษภาคม ซึ่งเป็นเหตุให้ช่างภาพชาวอิตาลีเสียชีวิต พร้อมผู้ชุมนุมที่ตกเป็นเหยื่อสังหารอีก 7 ราย อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของพล.ม.2

เหตุการณ์นี้มีผู้บังคับบัญชาคือพ.อ.ถนัดพล โกษยเสวี , พ.อ.ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ ,พ.ท.ฉัตรชัย ดวงรัตน์,พ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัย


7.)พล.ม.2รอ.กับเหตุสลายม็อบราชประสงค์


เอกสารแผ่นสุดท้านนี้เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต1ราย โดยกองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์เป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากพ.อ.ไตรเทพแล้วมีพ.อ.ธัชพล เปี่ยมวุฒิ เป็นผู้บังคับบัญชา (บุคคลในภาพ)

รู้จัก กองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์ (พล ม.2 รอ.)
เวบไซต์ของกองพลทหารม้าที่ 2รักษาพระองค์ http://cav2div.rta.mi.th/index0.htm ซึ่งมีคำขวัญประจำกองพลว่า"รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด"

เวบบอร์ดของพล ม2 รอ. http://board.yimwhan.com/board.php?user=25000u&Cate=1
*****
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-คอป.กางบัญชี "91 ศพ" เจ็บนี้...ต้องชำระ!

-เทเวศฯยึกยักไม่จ่ายค่าประกัน3หมื่นล้านCTW ท้าอยากได้ให้ฟ้องเอา อ้างห้างโดนผู้ก่อการร้ายเผา

-มติชนสัมภาษณ์ "สมชาย หอมลออ" ย้ำ "การให้อภัยโดยบอกว่าลืมกันเสียเถิด มันเป็นไปไม่ได้"

-บทสัมภาษณ์ ผู้ประสานงาน ศปช.:ผู้มีอำนาจบีบกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนความจริง89ศพ

ก่อนบุกDSIเขย่าขวัญธาริตหน้าดำใจบอด: มารู้จักกับมือขวา"ไซเบอร์ค็อป" พ.ต.อ. ญาณพล ยั่งยืน

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มีนาคม 2554

ดีเอสไอ และอีก 12 หน่วยงาน ในการทำงานร่วมกัน แบ่งเป็นบุคคลของพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ 50 คน และ 12 หน่วยงานอีกกว่า 80 คน รวมทั้งหมดกว่า 130 คน โดยแบ่งชุดทำงานออกเป็น 9 ชุด


ไหนๆ วันนี้บ่ายโมงก็จะมีการไปทำFlash mobที่ DSI กันแล้ว นอกจากเป้าหมาย"หน้าดำใจบอด"อย่างธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันของระบอบอำมาตย์คอยฟาดฟันฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว เรามารู้ความรู้จักกับมือขวาของธาริตที่อาจมีบทบาทไม่ยิ่งหย่อนกันคือ พ.ต.อ. ญาณพล ยั่งยืน

ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอ มีดีกรีการ ทำงาน การันตีความโดดเด่นชัดเจน ถูกจัดเป็นบุคคลน่าเชื่อถืออันดับ 49 จาก 80 บุคคลของไทย จากผลสำรวจของนิตยสารรีดเดอร์ ไดเจสท์ สรรสาระ ที่เคยจัดผลสำรวจพร้อมกัน 6 ประเทศ คือ ประเทศไทย ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ ในหัวข้อเรื่อง "บุคคลที่เราเชื่อมั่นแห่งปี 2553" หรือ "Who Do You Trust" เจ้าของฉายา "มือปราบไซเบอร์"

เขาคือมือปราบ “ไซเบอร์” มีชื่อเสียงจากการล่าและจับกุมเวบแรกๆ ที่ถูกกล่าวหาว่า วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกไซเบอร์ ได้แก่เวบ www.manusaya.com เมื่อปี 2549 ผู้จัดการออนไลน์ สื่อกระบอกเสียงของพันธมิตรฯ รายงาน
เมื่อ วันที่ 29 มี.ค. 2549 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ตอนนั้นมีตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แถลงว่า ตามที่มีผู้ไม่ประสงค์ดีเปิดเว็บไซต์ www.manusaya.com เพื่อเผยแพร่ข้อความและภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และจาบจ้วงราชวงศ์ไทย ดีเอสไอและสำนักข่าวกรองแห่งชาติ จึงร่วมกันสืบสวนสอบสวนหาหลักฐานต่างๆ เรื่อยมา

8 เมษายน 2553 พ.ต.อ. ญาณพล ยั่งยืน เข้ารับตำแหน่งรองอธิบดี DSI กำกับดูแลสำนักเทคโนโลยีและสาระสนเทศ เพื่อมาเป็นมือปราบนักรบไซเบอร์ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เริ่มงานแรกด้วยการตอบสนองกับการเผยแพร่แผนผังเครื่องข่ายล้มเจ้าของ ศอฉ.เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังปราบปรามคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553

พร้อมกันนี้ พ.ต.อ. ญาณพล ก็เร่งสร้างผลงานสอดรับกับ ศอฉ. อย่างทันท่วงที ในช่วงการประกาศใช้พระราชบัญญัติในสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยการจับกุมนักรบไซเบอร์ชาวเสื้อแดง 2 คนในวันเดียวกัน ในวันทีี่ 28 เมษายน 2553 ได้แก่

นายวิภาส รักสกุลไทย อายุ 37 ปี นักธุรกิจระยอง เครือข่าย นปช. จ.ระยอง ด้วยข้อกล่าวหาว่า มีข้อความใน Facebook ที่ไม่เหมาะสมเป็นภัยต่อความมั่นคงโดยมุ่งร้ายต่อสถาบัน

และบุกจับ นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล หรือ หนุ่ม อายุ 38 ปี ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ร่วมทำเว็บไซต์หมิ่นสถาบันในชื่อเว็บ นปช. ยู.เอส.เอ.


22 มิถุนายน 2553 นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที แถลงข่าวว่า "ปัจจุบันมีปัญหาการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเบื้องสูงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตามเว็บไซต์ต่างๆ เท่าที่ไอซีทีตรวจสอบมีบุคคลที่เป็นมือโพสต์ข้อความตามเว็บที่เป็นการหมิ่น เบื้องสูงอยู่ประมาณ 200 คน"

28 มิถุนายน 2553 ผู้จัดการออนไลน์ รายงาน “พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีมุ่งร้ายต่อสถาบัน ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งตั้งคณะทำงานดูแลคดีมุ่งร้ายต่อสถาบัน โดยมอบหมายให้ดีเอสไอ และอีก 12 หน่วยงาน ในการทำงานร่วมกัน แบ่งเป็นบุคคลของพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ 50 คน และ 12 หน่วยงานอีกกว่า 80 คน รวมทั้งหมดกว่า 130 คน โดยแบ่งชุดทำงานออกเป็น 9 ชุด เพื่อติดตามและดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีการมุ่งร้ายต่อสถาบันที่มี ลักษณะเป็นเครือข่ายโยงใยกัน"

ด้าน พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า คดีนี้มีความละเอียดอ่อน แม้ว่าคนไทยร้อยละ 99.99 จะมีความจงรักภักดี แต่คนเพียงหนึ่งกลุ่มมีความไม่หวังดีต่อประเทศ ดังนั้น หากผู้ใดมีข้อมูลเบาะแสเกี่ยวกับคดีขอให้ประสานข้อมูลมายังดีเอสไอผ่าน เว็บไซต์ dsi@dsi.co.th

เจ้าพระยานิวส์ วันที่ 3 พ.ย.2553 "ดีเอสไอ เผย กำลังรีบเร่งตามจับตัวการ-คนทำคลิปคดีคลิปศาลรัฐธรรมนูญ ระบุพบ เว็บหมิ่นสถาบันมีมากกว่า 82% ส่วนใหญ่เป็นการหมิ่นด้วยการใช้รูปภาพตัดต่อ ซึ่งสูงกว่าเว็บแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมือง"

ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 14 ตุลาคม 2553 "พันตำรวจเอกญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (2) ว่าที่ผ่านมาได้มีการจับกุมผู้ที่ดำเนินการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงหลายราย ตอนนี้เราต้องติดตามคนกลุ่มนี้ต่อไป”


28 กุมภาพันธ์ 2554 DSI ประกาศ "
"อธิบดี ดีเอสไอ เผย คืบหน้าคดีหมิ่นสถาบัน ศาลอนุมัติออกหมายจับแล้ว 5 คน รอพิจารณาอีก 30 คน แต่บอกชื่อไม่ได้ ชี้ ยังมีกระบวนการนี้อยู่"

ไทยอีนิวส์ เห็นว่า จำเป็นที่ชาวไซเบอร์ ควรจะได้ทำความรู้จักกับมือขวาของหน้าดำใจบอด คือมือปราบไซเบอร์ หรือไซเบอร์ค็อป ผู้ที่ควบตำแหน่ง
นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย และกรรมการสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ก่อนที่จะไปตะโกนบอก DSI ว่า “หน้าที่ของข้าราชการคือรับใช้ประชาชน”


ประวัติ พ.ต.อ. ญาณพล ยั่งยืน สำหรับชาวไซเบอร์ และนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดย

ชื่อ

พ.ต.อ. ญาณพล ยั่งยืน

ตำแหน่ง รองอธิบดี DSI
ประวัติการศึกษา
  • พ.ศ. 2518 รป.บ.(ตร) (นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 28)
  • พ.ศ. 2524 ผังเมืองมหาบัณฑิต คณะสถาปัตย์กรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2536 วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิทยาศาสตรคอมพิวเตอร์) ภาควิชาวิศวกรรม คอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2536 หลักสูตรผู้กำกับการ รุ่นที่ 20
  • พ.ศ. 2543 หลักสูตรสืบสวนอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (ประเทศสิงคโปร์)
  • พ.ศ. 2544 หลักสูตรบริหารงานตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 21
  • ประวัติการทำงาน
  • เป็นกรรมการและคณะทำงาน โครงการระบบตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติ ( AFIS)
  • เป็นกรรมการและคณะทำงาน โครงการจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลอาชญากรรม (ประวัติและวิธีการของกระทำผิด) (CDOS)
  • เป็นผู้ออกแบบและพัฒนาโปรแกรม ระบบมือปืนรับจ้าง ,ระบบข้อมูลบุคคลในท้องถิ่น ระบบรถหายและรบบเงินเดือน ของกองทะเบียนประวัติอาชญากร , ตำราจทางหลวง และศูนย์ข้อมูลข้อสนเทศ
  • เป็นผู้ออกแบบและพัฒนาโปรแกรม ระบบสถิติคดีอาญา ระบบงานทะเบียนผล
  • เป็นผู้พัฒนาระบบงานอินเทอร์เน็ตของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ www.police.go.th
  • เป็นนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย และกรรมการสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย
  • เป็นคณะอนุกรรมการร่างกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
  • เป็นคณะอนุกรรมการกำหนดนโยบายอินเทอร์เน็ตสำหรับประเทศไทย



  • ดูรายละเอียดทั้งหมดของ ฏหมายคอมพิวเตอร์ โดย ...ญาณพล ยั่งยืน


    ที่ไม่ได้บันทึกไว้ในสารบบประวัติชัดเจน แต่พึงทราบคือเป็นมือปราบนักรบประชาธิปไตยในโลกไซเบอร์ เป็นมือขวาของหน้าดำใจบอดธาริต เป็นคนที่กำลังมีบทบาทในการตัดไฟแต่ต้นลม

    เพราะอำมาตย์กลัว โดมิโน่จากโลกอาหรับที่กำลังลุกขึ้นสู้ก่อการปฏิวัติประชาชน โดยมีจุดเริ่มต้นในโลกไซเบอร์

    งานรวมพลคนเสื้อแดงภาคใต้คึกคัก ก้าวแรกปักธงนปช.บนเกาะภูเก็ต ล้างภาพถิ่นเหลืองสาวกปชป.

    ที่มา Thai E-News


    โดย ม้ารำทวน
    ที่มา กระดานสนทนาประชาทอล์ก

    เดินทางไปร่วมตั้งแต่เช้าวันที่ 3 มีนาคมครับ ถือว่าได้พบพี่น้องเสื้อแดงหนาตาพอสมควร ทั้งๆที่อยู่ในเขตพื้นที่ประชาธิปัตย์ของแท้

    เดินเข้างานก็เจอกลองยาวรอต้อนรับกันก่อนเลย


    เข้ามาในงานเจอโต๊ะลงทะเบียนมีกันครบทุกจังหวัดครับ 14 จังหวัดภาคใต้มาครบกันหมด

    มาแต่ละจังหวัดมากบ้างน้อยบ้าง มากสุดน่าจะมาจากจังหวัดพังงา ร่วมร้อยกว่าคน รองลงมาก็ภูเก็ต และสตูล เหมารถบัสกันมาเลยทีเดียว น่านับถือมาไกล

    อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานนปช.มาพูดคุยทำความเข้าใจกันได้พอสมควรสำหรับเป้าหมายในการขับเคลื่อนครับ จำนวนคนที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้งในและนอกห้องสัมมนาน่าจะอยู่คร่าวๆบวกลบไม่เกิน 600-700 คนครับ ก็ถือว่ามากพอดูสำหรับพื้นที่ที่อยู่ใต้การปกครองของประชาธิปัตย์ และกลุ่ม พธม. ที่คอยป่วนแดงภูเก็ตเค้าอยู่เป็นประจำ

    ก้าวนี้อาจเป็นก้าวเล็กๆก้าวแรกของเสื้อแดงภูเก็ตที่จะขยายแดงทั้งเกาะก็เป็นได้ พูดไปแล้วน้ำตาเหลืองอาจจะตกใน ทำไม ทำไม เหลืองภูเก็ตจึงกลับใจกลายร่างเป็นแดง เอ่ย!!


    ที่จัดสัมมนาที่ร้านอาหารกันเองสอง บรรยากาศสุดยอดไฮโซมากครับ สัมมนากันริมทะเลจิบกาแฟพูดคุยกันระหว่างเพื่อนพ้องน้องพี่เสื้อแดงด้วยกัน เสียงเพลงของคนเสื้อแดงแว่วมาเบาๆประกอบฉาก

    ส่วนไอ้พวกขี้โม้ที่ว่าจะมากระทืบคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมสัมมนาในงานนี้ รออยู่ตั้งนานรอแล้วรออีก มันก็ไม่มา พี่ทางด้านขวามือในภาพแรกเค้าก็ตั้งตารอนะครับ

    สรุปได้โบราณเค้าว่าถูกต้องหมาเห่ามันไม่กัด ไร้เหลืองโผล่หัวมา อาจจะมีก็แอบๆมานั่งเนียนจิบกาแฟตะแคงหูฟังแดงคุยกันไม่กล้าแสดงตัว อิอิ(ดูกระทู้ที่พวกเสื้อเหลืองตั้งไว้ชื่อกระทู้ 3มีนา ขอให้กลุ่มกองกำลังประชาชนไม่ทราบฝ่ายที่ภูเก็ต เจอแกนนำเสื้อแดงที่ใหน กระทืบที่นั่นครับ)

    แต่วันนี้ผมพบแต่หมาสีเหลืองที่ร้านอาหารกันเองนอนเหงาอยู่แค่ตัวเดียวครับ


    ที่เหลือเชื่อผมไปพบเจอแดงพัทลุงใส่เสื้อต้านรัฐธรรมนูญ 50 คมช. ตัวนี้ของ บก.ลายจุด เสื้อต้นกำเนิดเสื้อแดงในปัจจุบัน เคยยังหลงเข้าใจว่ามีแค่คนเหนือ อีสาน กลาง ที่ต้านรัฐธรรมนูญในช่วงนั้น


    เสื้อแดงภูเก็ตก็เจ็บดี


    รอยยิ้มของ แดงมุสลิม ในวันที่พบเจอคนเสื้อแดงด้วยกัน

    สรุปว่างานนี้ ประสบผลสำเร็จพอควร บรรยากาศเป็นกันเอง น่าชื่นชมผู้มีจิตใจกล้าหาญเสื้อแดงทางใต้ที่ต้องออกมาต่อสู้

    ขอจบรายงานแค่นี้ก่อนครับ จะไปหาอะไรดื่มฉลองในแดนนี่เหลืองซักหน่อย อิอิ

    ธงแดง ธงแรกได้ปักลงแล้ว ในพื้นที่ภูเก็ตและเชื่อว่า อีกไม่นานแดงกันทั้งเกาะแน่นอน

    โฉนดชุมชน หมอประเวศ-อานันท์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์

    ที่มา Thai E-News



    โดย ไกรก้อง กูนอรลัคขณ์
    3 มีนาคม 2554


    การเคลื่อนไหวของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีการกระจายการถือครองไม่ให้มีการกระจุกตัวของที่ดินทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และได้เสนอทางเลือกในการจัดการที่ดินในรูปแบบใหม่”โฉนดชุมชน” ซึ่งไม่เน้นความเป็นกรรมสิทธิ์ของปัจเจกชนและกรรมสิทธิ์ของรัฐแต่ให้ความสำคัญกับการจัดการที่ดินโดยกลุ่ม โดยชุมชน

    ประเวศ วะสี และอานันท์ ปันยารชุน หัวหน้าคณะกรรมการปฏิรูปฯ ก็ได้เสนอให้มีการจำกัดการถือครองที่ดิน

    นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เองก็เคยประกาศนโยบายที่จะเก็บภาษีที่ดินที่ก้าวหน้า และโฆษณาประชาสัมพันธ์ในการทำโฉนดชุมชนที่มี สื่อทีพีบีเอส เป็นกระบอกเสียง เสมือนว่า มีการทำโฉนดชุมชนเกิดทั่วขอบเขตประเทศไทย ทั้งๆทำได้น้อยนิดมาก เป็นการหลอกลวงคนดูโดยสื่อเสรีก็ว่าได้

    เนื่องเพราะไม่พูดข้อเท็จจริงทั้งหมดตามแบบอย่างที่สื่อมักทำเป็นประจำ หรือพูดเพียงน้อยนิดให้เป็นน้ำจิ้มมากกว่าเจาะลึก หรือแฉการโกหกมดเท็จของรัฐบาล

    ดูเหมือนทุกอย่างลงตัว ดูเหมือนใครๆก็เห็นด้วยกับการปฏิรูปที่ดิน กระจายการถือครองที่ดิน จำกัดการถือครองที่ดิน

    แต่ทำไม เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ได้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ร่วมแรมเดือน อดตาหลับขับตานอน ตากแดดตากฝน อดทนกับความยากลำบาก เพื่อต่อสู้ให้บรรลุเป้าหมาย

    ในด้านหนึ่ง อาจบอกได้ว่า เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยทวงสัญญาที่นายกรัฐมนตรีรับปาก แต่ไม่กระทำการณ์

    หรือนายกรัฐมนตรีก็ใช้สำนวนโวหารเหมือนที่เป็นมาในหลายเรื่องหลายราวแต่ไม่ปฏิบัติจริงสักที

    หรือนายกฯใช้ภาษาที่นิ่มนวล บุคคลิกที่ดูดี แต่ธาตุแท้อาจจะคนละเรื่องก็ได้ ต้องพิสูจน์การที่ปฏิบัติจริงรูปธรรมที่เป็นจริง

    เหมือนดั่งป้ายประท้วงของเครือข่ายปฎิรุปที่ดินแห่งประเทศไทยที่ว่า

    ‘โฉนดชุมชน เพื่อคนจน รัฐบาลตอแหลไม่แน่จริง”
    “ประชาธิปโฉด อภิชั่ว รับปากมั่ว ทำไม่ได้จริง”
    “แก้ปัญหาที่ดิน โดยจับชาวนาเข้าคุก”

    ใครหลายคนก็เคยเห็น ประเวศ วะสี และอานันท์ ปันยารชุณ เสนออะไรดีๆ เพ้อๆ ฝันๆต่อสังคมในการแถลงข่าว ในห้องสัมนนา ณโรงแรมหรูๆ ใช้งบประมาณไม่พอเพียงเป็นแน่

    ครั้งนี้ประเวศ และอานันท์ ก็มีข้อเสนอให้มีการจำกัดการถือครองที่ดินต่อรัฐบาลที่ทั้งสองหนุนช่วยหนุนหลังอยู่ แม้จะเพิ่งผ่านโศกนาฎกรรมสังหารหมู่ประชาชนคนเสื้อแดงก็ตาม และไม่เคยเคลื่อนไหวเลยให้หาคนฆ่าคนสั่งฆ่ามาดำเนินการตามกฎหมายให้เกิดความยุติธรรมที่เขาทั้งสองชอบท่องเอ่ยต่อสังคมเป็นประจำ

    แต่ข้อเสนอก็คงว่างเปล่า รัฐบาลไม่ดำเนินการตามข้อเสนอ และ ประเวศ วะสี และอานันท์ ปันยารชุณ ก็คงหาเรื่องใหม่ๆมาทำ พร้อมเสนอต่อรัฐบาลอีกครา และแน่นอนว่า งบประมาณทั้งหลายนั้นต้องมาจากรัฐบาลเป็นแน่แท้ในการกระทำการ

    อันที่จริง ประเวศ วะสี อานันท์ ปันยารชุณ ก็น่าจะเริ่มต้นเป็นตัวอย่างให้ใครต่อใคร โดยการนำที่ดินที่ตัวเองและเครือญาติ หรือคนในส่วนแวดวงตนเอง ที่มีใกล้ชิดอยู่ มาปฏิรูปเป็นแบบอย่างให้ใครต่อใครจะดีไหมละ ?
    มิใช่วันๆด่า เอาแต่พวกนักการเมือง และควรเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะเหมือนเช่นนักการเมือง น่าจะตรงไปตรงมาดี ?ในฐานะนักการเมืองที่ไม่ชอบลงเลือกตั้ง

    ส่วนกระผมคิดเห็นว่า การกระจายการถือครองที่ดิน ย่อมแยกไม่ออกกับการพัฒนาประชาธิปไตยในบ้านเรา สังคมยิ่งเป็นประชาธิปไตย การกระจายการถือครองที่ดินย่อมมีมากขึ้น

    เนื่องเพราะว่า “ความเป็นประชาธิปไตย” ย่อมต้องเปิดเผยข้อมูล ย่อมต้องไม่ปกปิด ย่อมทำให้เห็นความแตกต่างความเหลือ่มล้ำของผู้มีอำนาจกับผู้ไร้อำนาจ ย่อมทำให้มีการตรวจสอบ ย่อมทำให้ไม่ปิดบัง ย่อมทำให้ไม่มีอภิสิทธิ์ชนใดๆ

    “ความเป็นประชาธิปไตย” จึงเป็นอนาคตในการปฏิรูปที่ดิน กระจายการถือครองที่ดินเหมือนเฉกเช่นการจำกัดการถือครองที่ดินที่เกิดขึ้นจริงในประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้

    กระแส ไม่เอา 112 มาเร็ว และมาแรง - บก. ลายจุด นัดรวมพลหน้าตึก DSI 4 มีนาคม เวลาบ่ายโมง

    ที่มา Thai E-News

    โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
    3 มีนาคม 2554

    สำหรับกระแสถกเถียงเรื่อง 112 และการคาดการณ์ไปมากมายว่า 5 คนที่จะถูกออกหมายจับจาก DSI เป็นใครบ้าง โดยวงในคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นแกนนำจากแดงสยามถึง 4 คน ส่วนอีก 39 คนที่เหลือ ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด

    แต่บัดนี้การใช้มาตรานี้พร่ำเพรือกลายเป็นเรื่องที่สร้างความตลกขบขันให้กับคนทั่วไป และทำให้คำถามว่า 112 คืออะไร เป็นคำถามยอดฮิตในสังคม ก็ต้องขอบคุณ DSI ที่ทำให้พวกเรามีเรื่องให้ขุดคุ้ยและไขความกระจ่างต่อสังคมได้มากขึ้น

    งานนี้ก็ขอแนะนำเพลงใหม่ มาเร็ว มาแรง และทันสถานการณ์ เพลง ไม่เอา 112 จากกลุ่ม "ไฟเย็น"




    พรุ่งนี้ 4 มีนาคม เวลาบ่ายโมงตรง บก.ลาย จุด กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง นัดรวมตัวทำ Flash Mob ที่หน้าตึก DSI ตระโกนคำว่า "หน้าที่ของข้าราชการคือรับใช้ประชาชน" ช่วยกันกระจายข่าว บอกกันต่อๆไป

    บก. ลายจุดเขียนในเฟสบุ๊คว่า " กระแสตอบรับกิจกรรม Flash Mob หน้า DSI พรุ่งนี้แรงกว่าที่คิด ตั้งใจทีแรกคิดว่าสัก 100 คน ต้องดูว่าพรุ่งนี้จะถล่มทลายขนาดไหน"

    ที่อยู่ DSI 128 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210โทร. 0-2831-9888 โทรสาร 0-2831-9888
    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
    ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
    สำหรับผู้ที่สนใจว่าใครบ้างได้รับผลกระทบจากมาตรา 112 ที่เวบ LM watch: เวบไซต์ข้อมูลและเฝ้าระวังกรณีผลกระทบจาก “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง มีข้อมูลของผู้ได้รับผลกระทบหลายคน อาทิ
    ดูเพิ่มเติม จับตาDSI เผยศาลออกหมายจับคดีล้มเจ้า5+30คน

    นักโทษเสื้อแดงมุกดาหารได้ประกันครบแล้ว คดีเผาศาลากลางจังหวัดที่เหลือ50ครอบครัวรอความหวัง

    ที่มา Thai E-News


    ฉลองอิสรภาพ-มีข่าวดีที่สุดจากมุกดาหาร วันนี้ทีมทนายได้ยื่นประกันตัวจำเลยคดีเผาศาลากลางที่เหลืออีก ๖ คน ศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ญาติๆรอรับขวัญที่เรือนจำ สรุปคือ คดีนี้จำเลย ๒๙ คน ได้ประกันตัวหมดแล้ว

    โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
    ที่มา เวบไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์
    3 มีนาคม 2554

    นายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ เปิดเผยในเวบไซต์ สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ว่า ศาลจังหวัดมุกดาหารให้ประกันผู้ต้องหาเสื้อแดงมุกดาหารยกคุก หลังขังยาวโดยไม่ให้ประกันกว่า 9 เดือน ขณะที่ญาติผู้ต้องขังเรือนจำอื่นในอีสานอีกกว่าห้าสิบครอบครัวยังรอความหวังการให้สิทธิประกันตัวจากศาล

    ทั้งนี้เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 3 มีนาคม 2554 ศาลจังหวัดมุกดาหาร ได้มีคำสั่งให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาคดีเผาศาลากลางมุกดาหาร ที่ยังคงเหลืออยู่ในเรือนจำจำนวน 6 คนสุดท้าย จากเดิมที่เคยมีผู้ต้องขังเสื้อแดงทั้งหมด 29 คน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    การให้ประกันดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์การสลาย การชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่บริเวณแยกราชประสงค์และเหตุการณ์เผาศาลากลางในภาคอีสานจำนวน 4 จังหวัด เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 หรือนับเป็นเวลากว่า 9 เดือนหลังการจับกุม

    ในขณะเดียวกันผู้ต้องขังในคดีเดียวกันในจังหวัดอื่นเช่น ขอนแก่น มหาสารคาม อุดรและอุบล จำนวนกว่าห้าสิบคนซึ่งยังไม่ได้รับคำสั่งให้ประกันตัวจากศาลจังหวัดแต่อย่างใด ทั้งนี้แทบทั้งหมดของผู้ต้องขังที่ถูกจับกุมล้วนแต่เป็นผู้มีฐนะยากจนและมีปัญหาสุขภาพทางกายและทางจิตหลังจากถูกจับขังไว้โดยไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวเป็นระยะเวลานาน

    รายชื่อและสภาพปัญหาของผู้ต้องขังในเรือนจำมุกดาหารที่ได้รับอนุมัติการประกันตัว 6 รายสุดท้าย

    1. นายจันที แสนลา อายุ 36 ปี ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร มีบุตร-ธิดารวม ๓ คน โดยบุตรอาศัยอยู่กับบิดาของชื่อ นายฟอง แสนลา อายุ 80 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และมารดาอายุ 72 ปี ซึ่งต้องหาของป่า(เช่น หน่อไม้ ใบย่านาง มะกอก) ไปขายที่ตลาดพรเพ็ชร เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงดูหลานทั้ง 3 คน สภาพบ้านเป็นเพียงบ้านไม้มุงสังกะสีที่ผุพัง ปกติมีนายจันที แสนลา เป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัว ปัจจุบันครอบครัวจึงมีความลำบากมากในการดำเนินชีวิต

    2. นายณัฐวุฒิ พิกุลศรี อายุ 34 ปี อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร มีบุตร ๑ คน คือเด็กชายเกรียงศักดิ์ พิกุลศรี กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นางบุญมี พิกุลศรี ผู้เป็นย่าเลี้ยงดูเพียงลำพัง ย่าที่อยู่ในวัยชราจึงต้องออกเก็บของเก่าหารายได้ประทังชีวิต และเลี้ยงดูหลาน ต้องประสบกับความยากลำบาก บ้านที่อยู่อาศัยก็เป็นบ้านของญาติ

    3. นายไมตรี พันธุ์คูณ อายุ 24 ปี อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร บิดามารดาอยู่ในวัยแก่ชรา สุขภาพไม่แข็งแรง ฐานะยากจน เมื่อนายจันทีถูกจับ บิดามารดาต้องทำงานในไร่นาทั้งหมดด้วยตัวเอง บ้านที่อยู่ก็ตั้งอยู่ห่างไกลชุมชน การสัญจรไปมาลำบาก

    4. นายวิชัย อุสุพันธ์ อายุ 40 ปี อาชีพ คนขับสามล้อเครื่องรับจ้าง อยู่อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร บิดาในวัยชราต้องอยู่คนเดียว ขาดคนดูแล และต้องทำงานหนักด้วยการขี่สามล้อเครื่องรับจ้าง เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเอง และดูแลลูกชายที่อยู่ในเรือนจำ

    5. นายทินวัฒน์ เมืองโคตร อายุ 24 ปี ต.คำป่าหลาย อ.เมือง จ.มุกดาหาร กำลังศึกษาอยู่ ปวส.2 สาขาไฟฟ้ากำลัง ที่โรงเรียนเทคโนโลยีรักไทย จังหวัดมุกดาหาร เมื่อถูกจับกุมทำให้ไม่สามารถไปสอบในภาคเรียนที่ 1 และเรียนต่อในภาคเรียนที่ 2 ได้ บิดามารดาแก่ชรา และมีฐานะยากจน หาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ถั่ว-ข้าวโพด และนำไปเร่ขาย เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงดูหลานกำพร้า

    6. นายไพรวัลย์ พรเพชร อายุ 39 ปี อาชีพรับจ้าง เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร มีฐานะยากจน หาเช้ากินค่ำ มีบุตร 2 คน แต่งงานมีครอบครัวแล้ว มีพี่ชายป่วยเป็นโรคตับ และมีอาการทางประสาทต้องดูแล แต่เมื่อนายไพรวัลย์ถูกจับกุมตัวไม่มีคนดูแลพี่ชาย ทิ้งเป็นภาระของเพื่อนบ้าน ญาติที่ไปทำงานอยู่ทางกรุงเทพฯ ต้องมารับตัวไปดูแล

    ทีมงานพยายามจะช่วยเหลือต่อไป…พี่น้องต้องได้รับอิสรภาพ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือกันมาตลอดซึ้งใจจริงๆ

    คลิปการติดตามต่อสู้คดีนักโทษเสื้อแดงที่มุกดาหาร

    สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ก่อตั้งโดยทนายอานนท์ นำภา และทีมทนายความที่มีจิตอาสาและเคลื่อนไหวประชาธิปไตย โดยพี่น้องเสื้อแดงทั่วโลกร่วมกันลงขันระดมทุนสนับสนุนการทำงานต่อสู้คดีให้คนเสื้อแดง โดยที่ผ่านมามีพื้นที่หลักในการต่อสู้คดีที่จังหวัดมุกดาหาร และสามารถประกันตัวผู้ต้องขังได้ครบทุกราย

    สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ยังต่อสู้คดีเพื่อคนเสื้อแดงในพื้นที่อื่นทั่วประเทศ รวมทั้งคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา112 และช่วยเยียวยาแก่ญาติผู้ต้องขังที่ขาดอุปการะ ตลอดจนเยียวยาแก่ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างลี้ภัยอย่างยากลำบากอีกด้วย

    สนับสนุนสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

    ระดมทุนสนับสนุนสำนักกฎหมาย’ราษฎรประสงค์ เพื่อทำคดีช่วยเหลือและปลดปล่อยนักโทษผ่านบัญชีออมทรัพย์ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เลขที่บัญชี 183-238662-8 ชื่อบัญชี นายอานนท์ นำภา และ/หรือ นส.วริศา กิตติคุณเสรี และ/หรือ นส.ไอดา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา

    สำหรับการโอนเงินจากต่างประเทศ

    Account Names:Mr.Anon Numpa and/or Miss Warisa Kittikhunseree and/or Miss Ida Aroonwong Na Ayudhaya, Bank Name: Siam Commercial Bank Public Company Limited, Bank Branch: Central Pinklao Branch , Account Number: 183-238662-8 , Swift Code: SICOTHBK


    ที่มา:สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

    แฉโฉม5สมุนเหี้ย..มทีมฆ่า6ศพวัดปทุมฯ เปิดตัวเอ้คุมสังหารหมู่10เมษา-19พฤษภา ใคร?แก๊งดับเสธ.แดง

    ที่มา Thai E-News


    ทหารกล้าฆ่า6ศพในวัดปทุมฯ?-หลังจากนายจตุพร พรหมพันธ์ ได้เปิดเผยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วถึงรายชื่อทหารที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นทีมปฏิบัติการสังหารหมู่เหยื่อ 6 ศพที่ลี้ภัยในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนาราม เมื่อ 19 พฤษภาคม 53 ล่าสุดมีการเปิดเผยโฉมหน้าและประวัติทีมงานที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวทางอินเตอร์เน็ต (คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)

    โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
    3 มีนาคม 2554

    รปภ.ห้างเปิดปาก19พ.ค.เสื้อแดงบริสุทธิ์ แฉทหารยึดก่อนเผา-6ศพวัดปทุม5นายสิบจำนนสารภาพยิง


    มีทหารมาควบคุมพื้นที่ห้างและสั่งให้รปภ.ทุกคนติดบัตร จึงออกจากพื้นที่ได้ ส่วนภายในห้างตอนนั้น ไม่มีคนเสื้อแดงหรือประชาชนหลบอยู่ในห้างแต่อย่างใด และยังไม่มีไฟไหม้ ออกจากห้างได้ในเวลา17.00 วันที่ 19 พฤษภาคม-นายเวียน อยู่สังกัดรปภ.บริษัท อาร์ทีเอสการ์ด รปภ.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์



    หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังจากมีผู้นำภาพเหตุการณ์ชุดทหารปิดล้อม ไล่ยิงคนออกจากห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วมีการเผาห้างตามมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ทางface book ล่าสุดหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ได้ไปทำข่าวสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างฯถึงเหตุการณ์ข้อเท็จจริงในวันนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นแน่?..และไทยอีนิวส์เผยแพร่ข่าวนี้ครั้งแรกเมื่อ 9 ธันวาคม 2553


    - รปภ.เซ็นทรัลเวิลด์แฉวันเผา

    ผู้สื่อข่าวได้ไปที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถ.ราชดำริ ภายหลังจากมีภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ที่แยกราชประสงค์ ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แพร่ในเฟซบุ๊ก ช่วงที่มีศอฉ.เข้าเคลียร์พื้นที่ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนเกิดไฟไหม้ขึ้น ทั้งที่ศอฉ. เข้าไปในพื้นที่แล้ว เพื่อติดตามสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

    นายเอ (นามสมมติ) กล่าวว่าตนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเช้า สังกัดบริษัท อาร์ทีเอสการ์ด จำกัด ซึ่งห้างเซ็นทรัลเวิลด์จะจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยสองแห่ง ดูแลพื้นที่ โดยมีบริษัท อาร์ทีเอสการ์ด จำกัด ดูแลพื้นที่ด้านนอก ลานจอดรถ และรอบห้างทั้งหมด ส่วนบริษัท จีโฟร์เอส การ์ด จำกัด ดูแลเฉพาะส่วนภายในอาคารทั้งหมด

    ในเวลาดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเช้า ตนได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านหลังห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงเช้าก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไร แต่หลังจากเวลา 13.00 น. ได้ทราบข่าวว่าได้มีเจ้าหน้าที่เคลื่อนที่นำกำลังมาบริเวณถึงหน้าถนน บริเวณสยามพารากอน จากนั้นก็มีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ ตนจึงให้รปภ.รอบบริเวณห้างลงไปอยู่ด้านล่างเพื่อความปลอดภัย โดยปิดล็อกประตูทางเข้าออกห้างทั้งหมด จนกระทั่ง เวลา 16.30 น. ได้มีกลุ่มทหารพร้อมอาวุธปืนบุกเข้ามาเคลียร์ในพื้นที่ห้างสั่งให้นอนหมอบกับพื้นและสั่งให้รปภ.ทุกคนติดบัตร ก่อนปล่อยตัวออกไปจากพื้นที่ ซึ่งมีรปภ.บางคนไม่มีบัตรก็ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ถูกควบคุมตัวแยกไว้

    - ถูกทหารคุมตัวออกจากห้าง

    นายเวียน (นามสมมติ) กล่าวว่า อยู่สังกัดรปภ.บริษัท อาร์ทีเอสการ์ด ช่วงเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถ.ราชดำริ ตนอยู่ประตูทางเข้าออกห้างช่วงเช้าไม่มีเหตุการณ์อะไร จนมาช่วงบ่ายสังเกตเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงได้วิ่งแตกฮือกระจัดกระจายหนี เนื่องจากช่วงนั้นเริ่มมีเสียงระเบิดและปืนดังขึ้น ตนได้รับแจ้งทางวิทยุจากหัวหน้าให้ปิดประตูทางเข้าออกห้าง และให้หลบลงมาอยู่ด้านล่าง หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กล้าออกมาดูด้านบนว่ามีเหุตการณ์อะไรเกิดขึ้น

    จนเวลา 17.00 น. จึงออกจากพื้นที่ได้ โดยมีทหารมาควบคุมพื้นที่ห้างและสั่งให้ทุกคนติดบัตร จึงออกจากพื้นที่ได้ ส่วนภายในห้างตอนนั้นไม่มีคนเสื้อแดงหรือประชาชนหลบอยู่ในห้างแต่อย่างใด และยังไม่มีไฟไหม้

    ส่วนนายเทียน (นามสมมติ) รปภ.จีไฟร์เอส การ์ด กล่าวว่าช่วงเช้าตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ชั้น 6 ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมองออกทางกระจกหน้าห้างสังเกตเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงวิ่งหนีกันอลหม่าน และมีเสียงปืน เสียงระบิดดัง และได้รับคำสั่งจากหัวหน้าเช่นกันแจ้งให้ลงมาอยู่ข้างล่างจนเวลา 17.00 น. จึงออกจากพื้นที่ได้

    และนายพง(นามสมมติ) รปภ.บริษัทจีไฟร์เอสการ์ด กล่าวเช่นกันว่าตนอยู่ชั้น 1 ก็ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าแจ้งให้ปิดประตูห้าง จากนั้นได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิดดังถี่ขึ้นตลอด และต้องหลบลงมาอยู่ชั้นใต้ดินจนเวลา 16.00 น.ถึงออกจากพื้นที่เช่นกัน


    -กรณี6ศพวัดปทุมฯจนท.รับยิงเข้าไปในวัดจริง

    นายจตุพร พรหมพันธ์ แถลงข่าว อ้างว่าเจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้อาวุธปืน M16A2 (กระสุนปืนขนาด 5.56 ม.ม. เป็นชนิดเอ็ม 855 (M855) หัวกระสุนจะเป็นหัว "สีเขียว" มีรายชื่อดังนี้ 1.จ.ส.อ.ชื่อย่อ ส. รองหัวหน้าชุดปฏิบัติการ 2.ส.อ.ชื่อย่อ ภ. 3.ส.อ.ชื่อย่อ ก. 4.ส.อ.ชื่อย่อ ช. และ 5.ส.อ.ชื่อย่อ ว.

    ทั้งห้านายรับว่าได้ใช้อาวุธปืนประจำกายยิงเข้าไปในวัดปทุมวนารามจริง และรับว่าอาวุธประจำกายของตนที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา มีการขออนุมัติเบิกอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน จากหน่วยรบแห่งหนึ่ง ซึ่งได้แก่ เอ็ม16เอ2 (M16A2) ใช้กระสุนขนาด .223 (5.56 ม.ม.) เป็นกระสุนปืนเอ็ม 855 (M855)

    ประมวลเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธปืนยิงประชาชนในวัดปทุมฯ

    1.สถานที่ยิงเป็นเขตอภัยทาน พยานบุคคลจากการสอบสวนมีพยานหลายสิบปากที่เห็นเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในบริเวณวัด แม้กระทั่งยิงเข้าไปในเต็นท์ พยาบาลขณะที่มีการยุติการชุมนุมแล้ว บริเวณวัดปทุมวนารามถือเป็น "เขตอภัยทาน" ที่มีการร้องขอต่อเจ้าอาวาส เพื่ออาศัยวัดเป็นที่คุ้มครองชีวิต เพราะไม่คิดว่าใครจะมาฆ่ากันในวัด ซึ่งมีหลักฐานหนังสือการขอชีวิตโดยขอความอนุ เคราะห์ต่อท่านเจ้าอาวาสเพื่ออาศัยวัดเป็นบริเวณที่หลบภัย

    2.มีหลักฐานจากพยานบุคคลหลายปากยืนยันว่า เวลา 17.00 น.เศษ มีเสียงปืนดังติดต่อกันหลายนัดมาจากสถานีรถไฟฟ้าสยาม อันเป็นที่ตั้งของหน่วยงานหนึ่งในกทม.มีผู้ได้รับบาดเจ็บ มีผู้ถ่ายภาพไว้ มีการเข้าช่วยเหลือบุคคลที่บาดเจ็บได้แก่ นายอัฐชัย ชุมจันทร์ ได้ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา มีผู้ถ่ายภาพไว้เวลา 17.50 น.วันที่ 19 พ.ค. 53

    ขณะที่อาสาพยาบาลช่วยเหลือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ ก็ได้มีการถ่ายภาพไว้ซึ่งในภาพมีนายมงคล เข็มทอง อาสาป่อเต็กตึ๊ง ได้เข้ามาช่วยเหลือนายอัฐชัย แต่ช่วยเหลือได้ไม่นาน นายมงคล เข็มทอง ก็ถูกยิงตายในขณะที่กำลังช่วยเหลือนายอัฐชัย และต่อมา น.ส.กมนเกด อัคฮาด ก็ได้ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตายในเต็นท์พยาบาล ขณะที่ น.ส.กมนเกด ถูกกระสุน นายอัครเดช ขันแก้ว อาสาพยาบาลอีกคน ก็ได้เข้าไปช่วยก็ได้ถูกยิงตายในเต็นท์พยาบาลเช่นเดียวกัน

    เรื่องเกี่ยวเนื่อง อย่าพลาดอ่าน:มติชน"เปิดสาร" พยานคดี 6 ศพ วัดปทุมวนารามฯ ในด้านลึก และสดจากที่เกิดเหตุ

    ******
    ภาพชุดที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค

    รูปที่ 1 วันที่ 19 พ.ค. 53 หลังเสื้อแดงสลายการชุมนุมราชประสงค์ ทหารคุมพื้นที่ได้หมด ในเวลา 14.26 มีคนเดินเข้ามาในห้างฯ (เป็นเจ้าของร้านค้าในเวิร์ลเทรด มาดูร้าน)

    รูปที่ 2 คนที่เดินเข้ามาโดนยิงสกัดที่ขา

    รูปที่ 3 มีเพื่อนเข้ามาช่วยคนโดนยิงเจ็บออกไป

    รูปที่4 ขณะที่คนที่ยืนดูอยู่ก็โดนยิงไล่


    รูปที่5 อยู่ข้างในไม่ได้ โดนยิงไล่ ต้องรีบออกมา


    รูปที่ 6 โดนยิงด้วยลูกซองเม็ดเล็ก ไม่เจตนาฆ่า แต่ไล่ให้ออกไปจากห้าง


    รูปที่7-8 ส่วนข้างนอกก็มีการยิงสกัด เพื่อไม่ให้รปภ.เข้าไปรักษาความปลอดภัยในห้างได้


    รูปที่ 8เอาทหาร ศอฉ.ตรึงกำลังรอบห้างฯ

    รูปที่ 9-ในที่สุดรปภ.และพนักงานต้องเดินทางออกอย่างเดียว

    จะสังเกตเห็นว่ามีทหารศอฉ.ปะปนอยู่กับพนักงานห้าง(เหน็บวิทยุสื่อสารสีแดง)


    รูปที่10-มียิงออกมาข้างนอก


    รูปที่11 -เห็นคนยิงบนสถานีรถไฟฟ้า ทหารกระหรี่แน่ๆ ที่ยิงประชาชนได้

    รูป12 -เมื่อเคลียร์หมด คนในให้ออก คนนอกห้ามเข้าแล้วก็ เผา!


    รูป13-ศอฉ.ควบคุมพื้นที่ได้หมด ในระหว่างนั้น


    รูปที่ 14-หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ห้าง ทหารตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ในวันที่ 21 พ.ค.(ข้อสังเกตคือพวกเหน็บวิทยุสื่อสารสีแดง แบบเดียวกับตอนไล่คนออกจากห้างก่อนเผา)



    รูปที่15-พบศพสุดท้าย ตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจ

    รูปที่ 16เป็นนักศึกษาจากราษีไศล ศรีสะเกษ



    ******
    ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

    -เปิดรายชื่อนายทหารที่ควบคุมสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง 10-19พ.ค. พร้อมพื้นที่ปฏิบัติการ และรายชื่อเหยื่อสังหาร


    โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
    ที่มา บอร์ดInternet freedom
    เผยแพร่ครั้งแรก 30 มกราคม 2554

    กระดานสนทนาการเมืองInternet freedom ได้เปิดเผยเอกสารรายชื่อทหาร-หน่วยงานที่ได้รับคำสั่งเข้าสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง พร้อมพื้นที่ปฏิบัติการ และเหยื่อสังหาร ซึ่งรวมทั้งเสธ.แดง พลตรีขัติยะ สวัสดิผล ดังต่อไปนี้

    อย่างไรก็ดียังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมายอมรับหรือปฏิเสธเอกสารที่"หลุด"ออกมาแต่อย่างใด

    1.)พล.ม.2รอ.กับเหยื่อสังหารนักข่าวญี่ปุ่นและเหยื่อ10เมษาฯ

    เอกสารแผ่นแรกเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต 19 รายรวมทั้งนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น ในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553
    พล.ม.2รอ.มีชื่อเต็มๆว่า กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์
    ปัจจุบันนี้มีพล.ต. สุรศักดิ์ บุญศิริ เป็น ผบ.พล.ม.2 รอ.

    พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้รับผิดชอบเหตุการณ์แยกคอกวัว เคยไล่เสธ.แดงออกจากกองทัพมาแล้ว

    พ.อ.ธรรมนูญ วิถี ผู้รับผิดชอบบริเวณถนนดินสอ ที่นักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต และนายวสันต์ ภู่ทอง ถูกยิงกระโหลกเปิด แต่พ.อ.ธรรมนูญก็บาดเจ็บจากการนี้ ซึ่งได้รับพรระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงเยี่ยมอาการบาดเจ็บด้วย(ภาพข่าว:เดลินิวส์)

    2.)พล.ม.2รอ.,พล.1รอ.และพล.ร.9กับ10เมษาและกรณีสังหารพลทหารณรงค์ฤทธิ์


    เอกสารแผ่นทื่2เปิดเผยถึงเหตุการณ์เหยื่อสังหาร10เมษาอีกรายบริเวณสะพานมัฆวานฯมีพล.1รอ.รับผิดชอบ,เหตุการณ์ระเบิดที่สีลม22เม.ย.และเหตุการณ์เสื้อแดงเคลื่อนไปตลาดไทย เป็นเหตุให้พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ เสียชีวิต เวลานั้นสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้วยกันยิง

    พล.1รอ.ย่อมาจาก กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ส่วนพล ร.9 ย่อมาจาก กองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี

    3.)พล.ม.2รอ.กับการตายของตำรวจและเหยื่อ


    เอกสารแผ่นที่3กล่าวถึงการเสียชีวิตของตำรวจ 2 นาย ผู้ชุมนุม 1 ราย คือนายชาติชาย ซาเหลา

    โดยมีพล.ม.2รอ.รับผิดชอบภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.อ.จุมพล จุมพลภักดี

    4.)สังหารเสธ.แดงและ6ศพวัดปทุม-พล.ม.2รอ.,พล.1รอ.,ร.31พัน2รอ.และกองพันรบพิเศษที่1 กรมทหารรบพิเศษที่3(ลพบุรี)


    เอกสารแผ่นที่4กล่าวถึงการสังหารเหยื่อในวันที่ 15 พ.ค.บริเวณซอยงามดูพลี,แยกบ่อนไก่,ซอยสุวรรณสวัสดิ์ มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ

    มีพล.ม.2รอ.ใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.เพชรพรม โพธิ์ชัย รับผิดชอบ

    เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงการสังหาร6ศพวัดปทุมฯรวมทั้ง"น้องเกด"เหตุเกิดวันที่ 19-20พ.ค.2553 มีพล.1รอ.ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.ท.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์

    นศล.ภายใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คำภีระ

    และรบพิเศษที่3ลพบุรี มีพ.ต.นิมิต วีระพงศ์ กับจสอ.สมยศ ร่มจำปา(ในภาพ) เป็นผู้บังคับบัญชา

    เอกสารแผ่นนี้ยังกล่าวถึงการยิงสังหารเสธ.แดงในระยะไกลด้วยว่ามีพล.ม.2รอ.ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.ต.สุรพงษ์ กาญจนโพธิ์ พ.ต.ณัฐพล บุญกระพือ ร.อ.จิรจำนง โกษาวัง(ในภาพ) และร.อ.ศันศนะ เพ็ชรสุข

    5.)พล.ม.2รอ.กับเหตุการณ์สังหาร14-17เมษายน

    เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์สังหารที่บริเวณถนนวิทยุ,สนามมวยลุมพินี,ธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่,ซอยปลูกจิต,สวนลุมพินี,แยกศาลาแดงระหว่างวันที่ 14-17พ.ค.2553 นอกจากพ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัยแล้ว มีพ.ท.โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ และพ.ท.วิฑูร โพธิ์ร่มรื่น เป็นผู้บังคับบัญชา

    6.)พล.ม.2รอ.


    เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ระหว่างวันที่15-19พฤษภาคม ซึ่งเป็นเหตุให้ช่างภาพชาวอิตาลีเสียชีวิต พร้อมผู้ชุมนุมที่ตกเป็นเหยื่อสังหารอีก 7 ราย อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของพล.ม.2

    เหตุการณ์นี้มีผู้บังคับบัญชาคือพ.อ.ถนัดพล โกษยเสวี , พ.อ.ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ ,พ.ท.ฉัตรชัย ดวงรัตน์,พ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัย


    7.)พล.ม.2รอ.กับเหตุสลายม็อบราชประสงค์


    เอกสารแผ่นสุดท้านนี้เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต1ราย โดยกองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์เป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากพ.อ.ไตรเทพแล้วมีพ.อ.ธัชพล เปี่ยมวุฒิ เป็นผู้บังคับบัญชา (บุคคลในภาพ)

    รู้จัก กองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์ (พล ม.2 รอ.)
    เวบไซต์ของกองพลทหารม้าที่ 2รักษาพระองค์ http://cav2div.rta.mi.th/index0.htm ซึ่งมีคำขวัญประจำกองพลว่า"รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด"

    เวบบอร์ดของพล ม2 รอ. http://board.yimwhan.com/board.php?user=25000u&Cate=1
    *****
    ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

    -ประยุทธ์เหล่ขอความยุติธรรมให้5สมุนเหี้ย..ม

    -คอป.กางบัญชี "91 ศพ" เจ็บนี้...ต้องชำระ!

    -เทเวศฯยึกยักไม่จ่ายค่าประกัน3หมื่นล้านCTW ท้าอยากได้ให้ฟ้องเอา อ้างห้างโดนผู้ก่อการร้ายเผา

    -บทสัมภาษณ์ ผู้ประสานงาน ศปช.:ผู้มีอำนาจบีบกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนความจริง89ศพ