WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 4, 2011

"ภราดรภาพมุสลิม" กับการเมืองอียิปต์

ที่มา มติชน


หะซัน อัล-บันนา

โดย ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



ในช่วงเวลาที่ผ่านมา โลกอาหรับต้องเผชิญกับกระแสการชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดี ซึ่งเริ่มขึ้นที่ตูนิเซียก่อน แล้วเคลื่อนตัวไปยังอียิปต์ และแพร่ขยายต่อไปอีกหลายประเทศในย่านตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ สำหรับการประท้วงในอียิปต์นั้น ได้พุ่งเป้าของการโจมตีไปที่ตัวประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค ผู้นำวัย 83 ปี โดยตรง เป้าหมายสำคัญคือการปูทางไปสู่การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ทั้งการแก้ปัญหาความยากจน การว่างงาน ราคาอาหารที่พุ่งสูง การคอร์รัปชั่น และระบบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

กลุ่มขบวนการหนึ่งซึ่งถูกคาดหมายว่าจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงอนาคตอียิปต์ไปในทิศทางนั้นคือ "ขบวนการภราดรภาพมุสลิม" หรือเรียกในภาษาอาหรับว่า "Al-lkhwan Al-Muslimin" (Muslim Brotherhood)

เท่าที่ผ่านมากลุ่ม "อิควาน" ถูกฉายภาพให้เป็นกลุ่มสำคัญหลักในการขยายแนวคิดหัวรุนแรง และเป็นบ่อเกิดของ "กลุ่มก่อการร้ายมุสลิม" ในส่วนต่างๆ ของโลก มายาคติที่เกิดขึ้นนำไปสู่ความวิตกหวาดกลัวอย่างไม่มีเหตุผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอียิปต์ต่อจากนี้ ฉะนั้น การทำความเข้าใจแนวคิดของกลุ่มอิควานผ่านผู้ก่อตั้งองค์กรอย่างหะชัน อัล-บันนา (Hasan Al-Banna) และสถานะของกลุ่มในการเมืองอียิปต์ขณะนี้ จึงมีความสำคัญยิ่ง

จุดเริ่มต้นและการขยายตัว

อัล-บันนา ได้ก่อตั้งขบวนการของเขาขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 1928 ณ เมืองอิสมาอิลียะห์ (Isma"iliya) ประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นเมืองที่เจ้าหน้าที่บริษัทคลองสุเอซชาวยุโรปอาศัยอยู่กันเต็มไปหมด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พลังของอิสลามที่จะต่อต้านอิทธิพลตะวันตกผุดขึ้นมาและเจริญงอกงามได้อย่างไม่ยากเย็นมากนัก

ก่อนที่จะตั้งขบวนการภราดรภาพมุสลิมขึ้นนั้น อัล-บันนา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูในโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง แม้จะเป็นครูประจำแต่เขาก็ไม่ได้สอนเฉพาะนักเรียนเท่านั้น เมื่อมีเวลาว่าง เขายังไปสอนและทำการเผยแพร่ศาสนาให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอียิปต์ที่ทำงานให้บริษัทคลองสุเอซ ตลอดรวมถึงคนยากคนจนและแรงงานด้อยโอกาสอีกด้วย สานุศิษย์ของเขา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เห็นความฟุ่งเฟ้อสุรุยสุร่ายในการใช้ชีวิตและความเป็นอภิสิทธิชนของชาวตะวันตกที่มาอาศัยอยู่ในบ้านเกิดของพวกเขา จึงพร้อมที่จะรับฟังคำสั่งสอนที่เน้นในเรื่องการไม่ยึดติดกับวัตถุสิ่งของ แต่ให้ยกระดับความสำคัญของจิตวิญญาณด้านศีลธรรม

ค่านอนของอัล-บันนา ได้แพร่ออกไปอย่างกว้างขวางในหมู่คนระดับล่างของสังคม โดยที่เหล่าบรรดาชนชั้นปกครองและพวกอภิสิทธิ์ชนก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก อัล-บันนา มักจะเดินทางไปเยี่ยมเยือนพบปะผู้คนในทุกๆ พื้นที่ อีกทั้งยังบรรยายให้ความรู้แก่พวกแรงงานและชาวไร่ชาวนาอยู่เสมอ ระหว่างปี 1928 ถึง 1933 เชื่อกันว่ามีสำนักงานสาขาต่างๆ ของอิควานทั่วประเทศเปิดดำเนินการไม่น้อยกว่า 50 สาขา โดยมีการจัดตั้งมูลนิธิการกุศล โรงงานทอผ้ามัสยิด ร้านขายยา สถาบันการศึกษา รวมอยู่ในอาคารของแต่ละสาขา

สานุศิษย์ของอัล-บันนา ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มมวลชนรากหญ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรดาคนหนุ่มสาวที่อยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ และนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยที่เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มอิควานในฐานะขบวนการฟื้นฟูอิสลาม (Islamic Revivalist) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์อียิปต์ ในเวลาต่อมาสาขาของขบวนการได้ขยายออกไปนอกประเทศ ไปยังซูดาน ซีเรีย จอร์แดน ปาเลสไตน์ อิรัก หรือแม้แต่ในยุโรป

หนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ของกลุ่มอิควานได้ถูกแจกจ่ายออกไปทั่วโลกมุสลิมของกลุ่มอิควานได้ถูกแจกจ่ายออกไปทั่วโลกมุสลิม

แนวคิดของ "อัล-บันนา"

ในระยะแรก อัล-บันนา พยายามเน้นย้ำเฉพาะเรื่องหลักคำสอนของอิสลาม เขาได้สรุปเป้าหมายของการฟื้นฟูอิสลามที่เป็นภาพรวมเอาไว้ว่าคือ "การหันกลับไปหาอิสลาม" และ "อัล-กุรอานถือเป็นธรรมนูญของพวกเรา" เขาเตือนสมาชิกของขบวนการเสมอให้หลีกห่างจากเรื่องการเมืองระบบพรรค และเสนอแนะให้มุ่งเป้าไปที่การทำงานด้านสังคมและศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม แต่ทัศนคติเช่นนี้ก็มิได้หมายความว่า อัล-บันนา จะพอใจกับระบบการเมืองที่เป็นอยู่หรือความเป็นไปของพัฒนาการทางการเมืองทีเกิดขึ้นในอียิปต์และในโลกมุสลิม

เมื่อเวลาผ่านไป อัล-บันนา จึงเปิดเผยเป้าหมายกว้างๆ ของขบวนการโดยได้อธิบายไว้ในหลายครั้งหลายโอกาสว่า อิสลามมีความหมายที่กว้างขวางอย่างมาก มันเป็นตัวกำหนดกิจการทุกอย่างของมนุษย์ รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคสมัยใหม่ และอิสลามก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องจิตวิญญาณและศาสนาเท่านั้น อิสลามเป็นศาสนาที่ครอบคลุม เป็นศาสนาแห่งสันติภาพและภราดรภาพ และเป็นศาสนาแห่งการร่วมมือทำงานกันอย่างจริงใจ

อัล-บันนา ไม่พอใจกับการแข่งขันแย่งชิงแสวงหาอำนาจกันอย่างหนักในหมู่พวกนักการเมืองที่คอร์รัปชั่นและไม่มีหลักธรรมประจำใจ เขาเรียกร้องให้ผู้นำรัฐและรัฐบาลนำหลักธรรมคำสอนของอิสลามมาประยุกต์ใช้ ฉะนั้น การเริ่มต้นเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของอิควานจึงเป็นไปในลักษณะการวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมทางสังคมของผู้มีอำนาจที่ละเลยต่อหลักคำสอนทางศาสนา ต่อมาจึงเริ่มกล่าวหาพวกเขาว่าไม่ได้เป็นผู้ศรัทธาที่มีความกระตือรือร้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้แทนที่สถาบันที่มีลักษณะโลกวิสัย (secular institution) ด้วยสถาบันอิสลาม

อย่างไรก็ตาม คงไม่ถูกต้องนักหากจะกล่าวว่า ขบวนการอิควานพยายามจะสถาปนาระบบอิสลามขึ้นใหม่โดยจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะพวกเขาออกมาอธิบายอยู่หลายครั้งว่า กฎระเบียบต่างๆ นั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป แต่ประเด็นใหญ่คือต้องรักษาหลักการพื้นฐานของอิสลามไว้

พวกเขายืนยันว่า ศาสนานั้นจะต้องเป็นพื้นฐานของระบบทางสังคม แต่รายละเอียดของมันก็คงต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาวการณ์หรือเงื่อนไขทางสังคมที่เปลี่ยนไป

ในเรื่องของความสอดคล้องระหว่างอิสลามกับประชาธิปไตย ชาตินิยม สังคมนิยม โลกวิสัย และคอมมิวนิสต์นั้น อัล-บันนา เชื่อว่าสิ่งใดที่ดีที่มีอยู่ในระบบอื่น มันมีอยู่ในอิสลามอยู่แล้ว เขากล่าวต่อไปว่าอิสลามโดยแก่นแท้แล้ว คือระบอบที่ประกันถึงอิสรภาพและความเท่าเทียมมอบสวัสดิการและความยุติธรรมให้แก่ทุกคน และส่งเสริมให้มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นภราดรภาพและการมีศีลธรรมทางสังคม

เขาเชื่อว่ามีความจำเป็นสำหรับมุสลิมที่จะหยิบยืมแนวคิดและสถาบันจากสังคมอื่นๆ เนื่องจากอิสลามยอมรับระบบความคิดที่มีคุณค่าทุกอย่างที่มีความจำเป็น ดังนั้น เป้าหมายของขบวนการอิควานจึงไม่ใช่การเตรียมชุดของแนวคิดใหม่ไว้ให้สมาชิกปฏิบัติตาม แต่ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ที่สามารถทำความเข้าใจกับความหมายของอิสลามที่แท้จริงได้ ทั้งนี้ เพื่อที่จะบรรลุถึงความก้าวหน้าและฟื้นฟูอิสลามให้กลับมาสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง

จากแนวคิดของอัล-บันนา ดังกล่าว ทำให้จุดยืนและกรอบการทำงานของกลุ่มอิควานเท่าที่ผ่านมาเน้นหนักไปทางการปฏิรูป มิใช่ขบวนการปฏิวัติที่ต้องการเห็นอียิปต์และโลกมุสลิมเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันด่วน โดยใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ

อิควานในการเมืองอียิปต์และความรุนแรง

กลุ่มนายทหารอิสระที่ทำการปฏิวัติอียิปต์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 1952 นั้น ความจริงมีแนวคิดที่คล้ายคลึงในหลายๆ แง่มุมกับขบวนการอิควาน โดยเฉพาะในเรื่องสังคม นอกจากนั้นนายทหารบางคนที่ร่วมทำการปฏิวัติก็เคยเป็นสมาชิกของขบวนการอิควานมาก่อน ในช่วงแรกคณะปฏิวัติที่ขึ้นมาครองอำนาจใหม่ พยายามขอความร่วมมือและการสนับสนุนจากอิควาน และไม่มีความคิดที่จะทำกำจัดอิควานแต่อย่างใด

แต่เมื่อกลุ่มอิควานตัดสินใจไม่ร่วมปกครองประเทศกับคณะปฏิวัติดังกล่าว เพราะมีทรรศนะไม่เห็นชอบกับแนวทางปกครองของผู้ปฏิวัติ จึงทำให้ กะม้าล อับดุล นัซเซอร์ (ผู้นำคณะปฏิวัติ) ถือว่าการปฏิเสธของกลุ่มอิควานเป็นแผนที่จะควบคุมอำนาจการปกครองไว้เสียเองความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นนำไปสู่การจับกุมคุมขังสมาชิกกลุ่มอิควานใน ค.ศ.1954 และไล่ล่าติดตามสมาชิกอื่นๆ ที่หลบหนี โดยอ้างเหตุผลว่า กลุ่มอิควานได้วางแผนเพื่อสังหารประธานาธิบดีนัซเซอร์

นับจากนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลยุคต่างๆ ของอียิปต์จึงปฏิเสธไม่ยอมรับขบวนการอิควาน พร้อมประกาศให้อิควานเป็นกลุ่มนอกกฎหมาย มีการจับสมาชิกกลุ่มอิควานขังคุกบ่อยครั้ง โดยยัดเยียดข้อหาก่อตั้งกลุ่มใต้ดินที่มีเป้าหมายปฏิวัติการปกครอง ทางรัฐบาลได้จำคุกและทรมานกลุ่มอิควานจำนวนมาก หลายคนถูกพิพากษาประหารชีวิต สมาชิกบางคนที่รอดออกมาจากการทรมานในคุกได้ จึงเริ่มก่อตั้งกลุ่มใหม่ที่ใช้ความรุนแรงและการก่อการร้ายตอบโต้ฝ่ายรัฐ และไม่ร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มอิควานที่เน้นแนวทางปฏิรูปอีกต่อไป

ฉะนั้น กลุ่มที่ใช้วิธีก่อการร้ายโจมตีเป้าหมายรัฐบาลและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เกิดขึ้นในอียิปต์เป็นระยะ ตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มอิควานอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นกลุ่มคนที่คับแค้นใจต่อการกระทำที่โหดเหี้ยมของฝ่ายรัฐ รวมถึงคนอย่างอัยมาน อัล-ซะวาฮิรี สหายคนสนิทของอุซามาอุ บิน ลาเดน ด้วย

สถานะของอิควานในปัจจุบัน

ปัจจุบัน รัฐบาลอียิปต์ไม่อนุญาตให้ก่อตั้งพรรคการเมืองที่มีวัตถุประสงค์ด้านศาสนาด้วยเหตุผลว่ามิให้นำศาสนามาเกี่ยวข้องกับการเมือง และอ้างถึงชนกลุ่มน้อยที่ไม่ใช่มุสลิมที่อาจเรียกสิทธิในการตั้งพรรคศาสนาของพวกเขาขึ้นบ้าง จึงทำให้กลุ่มอิควานไม่สามารถทำงานทางการเมืองได้อย่างเต็มที่มากนัก ด้วยสภาพนี้กลุ่มอิควานจึงร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือไม่ก็สมัครรับเลือกตั้งในนามส่วนตัว เพื่อเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในอียิปต์

การเลือกตั้งรัฐสภาอียิปต์เมื่อปลายปี 2005 ปรากฏว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นสมาชิกของกลุ่มอิควานได้ที่นั่งในสภาไป 88 ที่นั่งจากทั้งหมด 444 ที่นั่ง ซึ่งสื่ออาหรับรายงานว่าขบวนการอิควานน่าจะได้ที่นั่งในสภาสูงกว่านี้มาก หากผู้สมัครของขบวนการฯ ไม่ถูกกีดกันเสียก่อน เช่น การถูกห้ามไม่เห็นผู้สมัครของขบวนการการฯ ลงแข่งขันเกิน 1 ใน 3 ของจำนวนที่นั่งในรัฐสภาทั้งหมด หรือการห้ามผู้สมัครลงเลือกตั้งในนามของพรรคภราดรภาพมุสลิม ฯลฯ

ความเข้มแข็งของกลุ่มอิควานทั้งในฐานะขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีฐานมวลชนกว้างขวาง และในฐานะกลุ่มการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านสำคัญสุดในประเทศอียิปต์ ตลอดจนการมีกรอบคิดทางการเมืองที่ยึดโยงกับศาสนา (Politcal Islam) ทำให้ยามนี้กลุ่มอิควานเป็นที่จับตามองจากหลายท่ามกลางช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของอียิปต์ในปัจจุบัน

จับตาซักฟอกเข้มข้น! ฝ่ายค้านขยี้ปม "เผาเซ็นทรัลเวิลด์-เอื้อภาษีต่างชาติ6.8หมื่นล."

ที่มา มติชน

ไฮไลต์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรายบุคคลรวม 10 คน นอกจากการบริหารงานล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ การทุจริตคอร์รัปชั่นแล้ว การออกมาเปิดประเด็นของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) เกี่ยวกับการเผยโฉม "ไอ้โม่ง" ที่เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ในวันสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นที่สนใจของผู้คนทั่วไป นอกจากนั้นยังพบหลักฐานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ถูกกล่าวหาแสดงภาษีอันเป็นเท็จ ทำให้รัฐสูญเสียเงินรายได้จากการจัดเก็บภาษีจำนวน 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านยื่นซักฟอก ท่ามกลางกระแสข่าวลือส่อเค้าเลื่อนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจจากเดิม 9-12 มีนาคม เป็นวันที่ 15-18 มีนาคม ด้วยเหตุผลเอกสารที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติหายไปจำนวน 3 แผ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 3 มีนาคม จากการตรวจสอบคำร้องของฝ่ายค้านที่ยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 8 คน ต่อประธานวุฒิสภา ตามมาตรา 171 เพื่อขอให้วุฒิสภามีมติตามมาตรา 274 ของรัฐธรรมนูญ มีการระบุถึงข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและระงับเหตุวางเพลิงศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ด้วย โดยญัตติถอดถอนระบุว่านายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าผู้บริหารราชการแผ่นดิน และกำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีเจตนาแอบแฝง ซ่อนเร้น มีเจตนาพิเศษปล่อยปละละเลย ไม่ปกป้องคุ้มครองในทรัพย์ของศูนย์การค้าจนถูกเผา อีกทั้งยังสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติการกระชับพื้นที่ โดยมีกองกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่ที่รอบห้าง และมีกองกำลังเคลื่อนที่เร็วไปตามรางรถไฟจากสถานีสยาม ผ่านไปวัดปทุมวนาราม มุ่งหน้าไปทางแยกราชประสงค์ เพื่อควบคุมกลุ่มทหารที่ทำงานในแนวราบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือคนเผาสามารถเข้าไปเผาได้ แต่คนดับเพลิงไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้

"ก่อนเกิดเหตุมีกลุ่มคนปาระเบิดเข้าไปในห้าง ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้าง และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปควบคุมสถานการณ์กว่า 300 นาย ได้รับบาดเจ็บ และต้องคลานหนีออกจากที่เกิดเหตุเป็นระยะทางร่วมกิโลเมตร กลุ่มบุคคลที่เข้าวางเพลิงและทำร้ายเจ้าหน้าที่ เป็นกลุ่มที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารละเว้นไม่เข้าจับกุม เนื่องจากเป็น ′กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจเหนือกว่า′ เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารซึ่งอยู่บริเวณสถานที่เกิดเหตุ มิใช่เป็นการกระทำของบุคคลเพียง 1-3 คน ตามที่มีการดำเนินคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1682/2553 เพราะถ้ามีเพียง 1-3 คน เจ้าหน้าที่ย่อมอยู่ในวิสัยที่สามารถควบคุมเพลิงได้ เนื่องจากบุคลากรของห้างมีประมาณ 300 คน มีทีมดับเพลิงไม่ต่ำกว่า 50 คน โดยในจำนวนนี้มี 25 คนที่ได้รับการฝึกฝนและเป็นผู้เชี่ยวชาญในการดับเพลิง นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันอัคคีภัยได้มาตรฐานสากล อาทิ ระบบฉีดน้ำสปริงเกลอร์ ระบบสัญญาณแจ้งเหตุดับเพลิง มีกล้องซีซีทีวีที่มองเห็นทุกจุด การกระทำของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพที่ละเว้นการบังคับใช้กฎหมาย มีเจตนาพิเศษละเว้นการระงับเหตุที่เกิดขึ้น จึงถือเป็นความผิดตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา" ญัตติถอดถอนนายกฯระบุ

จับกระแส'เชือดทิ้งทวน'

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

จากญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ 9 รัฐมนตรีของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งนับเป็นญัตติเชือดครั้งสุดท้ายหรือญัตติทิ้งทวนสภาผู้แทนราษฎรสมัยนี้ ก่อนยุบสภาเลือกตั้งใหม่

พุ่งเป้าใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 การทุจริตคอร์รัปชั่น และรัฐบาลบริหารงานล้มเหลวและผิดพลาด

พร้อมกันนี้ยังขอเวลา 4 วัน ในการอภิปราย โดยอ้างมีข้อมูลจำนวนมาก

แต่ละประเด็นจะส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือแค่หวังเรียกเรตติ้งก่อนการเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้หรือไม่ นักวิชาการร่วมจับกระแสร้อน พร้อมสะท้อนมุมมอง



ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การที่พรรคฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะมีการเลือกตั้งใน ไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว ประชาชนควรมีข้อมูลอย่างเพียงพอ ถ้าพบเห็นการทำงานที่ไม่ดี มีการกระทำไม่โปร่งใสอย่างไร ฝ่ายค้านควรเอาข้อมูลมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รู้ และเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้ชี้แจงอย่างเต็มที่ ประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชน

ส่วนระยะเวลาจะ 3 วัน หรือ 4 วัน แล้วแต่จะตกลงกัน แต่การใช้เวลายาวนานอย่างเดียวไม่มีประโยชน์ ถ้าทำกันแบบเก่าๆ คือใช้วิธีสาดโคลนมากกว่าใช้หลักฐานที่แท้จริง มีการประท้วงกัน หรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย แม้จะ มีเวลามากเป็นสัปดาห์ก็ไม่เป็นประโยชน์

ครั้งนี้เป็นโอกาส สุดท้ายของฝ่ายค้านก่อนมีการเลือกตั้ง ฉะนั้นจึงควรทำให้เต็มที่ เวลาจะสั้นหรือยาวไม่ใช่ปัญหา ขอให้เล่นกันแบบมีคุณภาพมากขึ้น ที่ผ่านมาประชาชนก็ผิดหวังกับสภาชุดนี้ ขอให้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านตรวจสอบกัน ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่และเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

สมชาย ปรีชาศิลปกุล/วรากรณ์ สามโกเศศ



ถ้าอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ แค่ 2 วัน ประชาชนก็ได้ประโยชน์ จะได้มีข้อมูลมาใช้ตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ใช่ประชาชนดูแล้วไม่อยากไปเลือกตั้ง

ประเด็นเรื่องราคาน้ำมันปาล์ม หรือสัญชาติของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ที่พรรคฝ่ายค้านจะนำมาอภิปราย จะส่งผลรุนแรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ อยู่ที่ข้อมูลที่พรรคฝ่ายค้านนำมาเสนอ

ทุกวันนี้ประชาชนจำนวนมากมีความตื่นตัวมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลหรือฝ่ายค้านพูดในสภาประชาชนเขาเอามาคิดว่า เขาจะเอาอย่างไรต่อไปกับการเลือกตั้งครั้งหน้า

ทั้งนี้ ไม่ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายประเด็นอะไรก็ ตาม อยู่ที่หลักฐาน อยู่ที่ความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้าน ถ้าทำได้ดี ก็มีผลต่อคะแนนเสียงของเขาแน่นอน และถ้ารัฐบาลชี้แจงไม่ได้ก็จะกระทบกับคะแนนเสียงของเขาแน่นอน



สมชาย ปรีชาศิลปกุล

คณะนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านจะนำมาอภิปรายไม่ว่าเรื่องการสลายการชุม นุม เรื่องทุจริตหรือการบริหารงานล้มเหลว ประเด็นไหนจะสั่นคลอนสถานะรัฐบาลมากที่สุดคงตอบไม่ได้

แต่ในความเห็นของผม ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ การใช้กำลังของรัฐต่อประชาชน เพราะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ถือว่าร้ายแรงมากสำหรับสังคมไทย ขณะนี้เหตุการณ์ผ่านมา 1 ปีแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่ทำให้เกิดความคืบหน้ามากนัก ทั้งนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้ความรุนแรง รัฐบาลก็มีหน้าที่ชี้แจงให้เห็นว่า ที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้น และใครบ้างที่ควรมีส่วนรับผิดชอบ

ส่วนระยะเวลาอภิปรายที่ฝ่ายค้านยื่นเสนอไว้ 4 วัน เหมาะสมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเด็นและเนื้อหาที่พรรคฝ่ายค้านจะอภิปราย แต่การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านไม่ว่าที่ใดในโลก ต้องเข้าใจว่าพรรคฝ่ายค้านไม่ใช่นักสืบ ถ้าจะคาดหวังว่าจะเห็นข้อมูลที่ลึกลับซับซ้อน และไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน คงเป็นเรื่องยาก

สิ่งที่พรรคฝ่ายค้านน่าจะทำ และคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับสังคมไทย คือ การประมวลให้เห็นว่า การทำงานของรัฐบาลในเชิงภาพรวม มันมีปัญหา หรือมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง เช่น ปัญหาน้ำมันปาล์ม ปัญหาเรื่องชาวบ้านปากมูนที่มาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ทั้งหมดนี้มันเป็นปัญหาที่เกิดจากระบบ และรัฐบาลจัดการไม่ได้อย่างไร ตรงนี้ต่างหากที่ฝ่ายค้านควรจะนำเสนอ

ผมไม่คาดหวังว่าจะเห็นข้อมูลลับในสภา แต่อยากเห็นการอภิปรายที่ชี้ให้เห็นว่า การทำงานของรัฐบาลในเชิงโครงสร้าง ในเชิงระบบมันเป็นปัญหาอย่างไร นี่คือสิ่งที่สำคัญมากกว่า

ส่วนเรื่องสัญชาติของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ก็เป็นสิทธิที่พรรคฝ่ายค้านจะหยิบมาตั้งคำถามได้ และเป็นหน้าที่ของนายกฯ ที่จะต้องตอบ

การที่รัฐบาลรีบตอบรับกำหนดวันอภิปราย ไม่แน่ใจว่าเพื่อจะเร่งวันยุบสภาหนีปัญหาหรือไม่ แต่ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายตกลงวันกันได้ แสดงว่าไม่น่าจะมีใครได้เปรียบ หรือเสียเปรียบ เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องปกติทางการเมือง เป็นกลไกอย่างหนึ่งในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล



วรากรณ์ สามโกเศศ

อธิการบดี

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ข้อมูลของฝ่ายค้านที่จะนำมาอภิปรายยังไม่ตรงกับความรู้สึกของประชาชนในตอนนี้ เพราะข้อมูลส่วนใหญ่พยายามจะหักล้างเรื่องความวุ่นวายในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฆ่าประชาชน การเผาห้างหรือศาลากลางต่างๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นความต้องการของประชาชน

ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่การซักฟอกรัฐบาล แต่เป็น การซักฟอกฝ่ายค้านหรือพรรคเพื่อไทยเอง

สิ่งที่ฝ่ายค้านควรจะนำมาเป็นประเด็นหลัก คือการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า ควรนำข้อมูลมาเสนอให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงานอีกต่อไป เป็นการคานอำนาจรัฐบาล ทำหน้าที่ของฝ่ายค้านจริงๆ มากกว่านำข้อมูลการฆ่าประชาชนที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว และผ่านมาหลายสมัยประชุมสภาแล้วมาอภิปราย

หากใช้เรื่องนี้เป็นประเด็นหลัก ไม่น่าจะพ้นการแก้ตัว อ้าง หรือกล่าวหากันมากกว่าการพูดเรื่องความผิดพลาดในการบริหารบ้านเมือง คนฟัง ก็ต้องทนฟังเรื่องอดีตอีก ทั้งนี้ ข้อมูลที่นำมาอภิปรายจะต้องเป็นจริง เชื่อถือได้ ไม่ใช่ข้อมูลที่ลอกมาอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนที่รัฐบาลเร่งให้มีการอภิปราย เพื่อหวังยุบสภาเร็วขึ้นนั้น ส่วนตัวไม่คิดว่ารัฐบาลจะยุบสภาในเวลาอันรวดเร็ว เพราะเงื่อนไขการเลือกตั้งของนายกฯ ทั้ง 3 เงื่อนไขก็ยังคงไม่ครบ ทุกวันนี้ยังมีการชุมนุมแบ่งสีแบ่งฝ่ายกันอยู่ ยังไม่เป็นสัญญาณที่ดีในการเลือกตั้ง และหากเลือกตั้งไปแล้วเหตุ การณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นมาอีก

การยุบสภาควรรอให้การเมืองเย็นลงกว่านี้ก่อน และเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ยุบสภาเพื่อหนีปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้ คิดว่าประชาชนน่าจะเข้าใจว่าราคาสินค้าที่แพงขึ้นมาจากสาเหตุใดบ้าง ทั้งข้าวโพด น้ำตาล รวมถึงการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร และปัญหาความวุ่นวายในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นด้วย

เลือกข้าง?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็น 2 องค์กรใหญ่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบใหญ่หลวง

ทั้งดูแลการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และพิทักษ์ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน

แต่บทบาทของทั้ง 2 องค์กรกลับสร้างความแคลงใจให้คนเสื้อแดงเป็นอย่างยิ่ง

เริ่มที่การทำงานของดีเอสไอภายใต้การนำของนายธาริต เพ็งดิษฐ์

ที่ผ่านมาแทบแยกไม่ออกจากรัฐบาลเลย

คดีความของคนเสื้อแดง หรือคดี 91 ศพเหยื่อสลายม็อบเป็นตัวอย่างชัดเจน

อืดอาดล่าช้าจนถูกมองไม่มีความเป็นกลาง !?

โดยเฉพาะคดีฆ่าช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ล่าสุดดีเอสไอเปิดประเด็นปืนอาก้าขึ้นมาท่ามกลางความงุนงงของสังคม

เพราะคดีนี้โอนไปให้ตำรวจนานแล้ว

แต่กลับให้พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตนายตำรวจมาวิเคาะห์ภาพถ่ายศพแล้วฟันธงเป็นปืนที่ไม่มีใช้ในกองทัพ

ผิดทั้งวิธีการ มารยาท และกระบวนการกฎหมาย

เลยถูกตั้งคำถามเรื่องของเจตนา !?

ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ก็ถูกมองว่าละเลยบทบาทของตัวเอง

เพิ่งเห็นบทสัมภาษณ์ของนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกสม. ที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่อง 7 แกนนำนปช.ที่เพิ่งได้ประกันตัวชั่วคราว

"เชื่อว่าการอยากลองของของแกนนำน่าจะมีขึ้น คงไม่อยู่เฉย เพราะออก (จากเรือนจำ) มาก็ต้องมีการเคลื่อนไหวให้รู้ว่าเขายังอยู่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีการยุบสภาเมื่อไร"

สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของนางอมราต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดง

ทำเหมือนไม่เข้าใจสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล

ทำเหมือนไม่รู้ว่าอำนาจรัฐเป็นฝ่ายใช้กำลังสลายการชุมนุมจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.53

จนเกิดการตั้งคำถามถึงการทำงานของกสม.ในการปกป้องสิทธิกรณีความตาย 91 ศพ และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคนมาโดยตลอด

และยังละเลยการปกป้องสิทธิของเสื้อแดงหลายร้อยคนที่ถูกจองจำอยู่ในคุกอีกด้วย

มองอยู่อย่างเดียวว่าบ้านเมืองจะวุ่นวาย หากมีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลขึ้นอีก

ตรงนี้ขัดกับเจตนารมณ์ในการก่อตั้งกสม.

ท่าทีของกสม.และดีเอสไอที่ดูเหมือนจะเลือกข้างแล้ว

จะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญ ซึ่งนำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวายของบ้านเมืองในอนาคต

แด่ผู้รู้ และ ผู้ไม่รู้ : ก่อนการเคลื่อนทัพตะลุยศึกใหญ๋

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

ทฤษฎีการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยม : สุรชัย แซ่ด่าน


















ทฤษฎีการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยม
โดย สุรชัย แซ่ด่าน 28 กันยายน 2552

1.เวลานี้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์อะไร

วิกฤตทางสังคมและการเมืองไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เกิดจากความขัดแย้งของกลุ่มชนชั้นบนสุดของสังคม คือ ระหว่างชนชั้นบนใหม่ที่เป็นกลุ่มทุนโลกาภิวัฒน์ กับชนชั้นบนเก่าที่เป็นกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยม ดังนั้นความขัดแย้งจึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปฏิรูป แต่ต้องแก้ด้วยการปฎิวัติเท่านั้น สถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสถานการณ์ที่นำไปสู่การปฏิวัติ เป็นไปตามกฎการพัฒนาทางสังคมที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยง

2. เป้าหมายของการต่อสู้คือกลุ่มใดสูงหรือต่ำ

มี การนำเสนอของบุคคลสำคัญของสังคมไทย เช่น ราษฎรอาวุโส หรืออธิการบดีมหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวมทั้งสื่อมวลชน นักวิชาการ และนักการเมืองบางจำพวก ออกมาตะโกนโพนทนาว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากทักษิณ ชินวัตร คนเดียว (เพราะเป็นตัวแทนของชนชั้นบนใหม่กลุ่มทุนโลกาภิวัฒน์ที่กลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยมหวาดกลัวและต้องการทำลายล้าง) ถ้าทักษิณหยุด ทุกอย่างก็จบ เมื่อทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกพวกเขารุมเล่นงาน ทั้งต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งยุบสภา ทั้งถูกรัฐประหารยึดอำนาจ ทั้งถูกตัดสินจำคุก และต้องหนีออกนอกประเทศ ไม่ยิ่งกว่าหยุดหรือ เคยมีอดีตนายกรัฐมนตรีคนไหนบ้างที่เมื่อถูกยึดอำนาจหรือหนีไปอยู่ต่างประเทศ แล้วถูกไล่ล่า อย่างอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร และเวลานี้ต่อให้ท่านเสียชีวิตไปจากโลกนี้ ปัญหาก็ไม่จบ เพราะทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ถูกกระทำ เป็นด้านรองในความขัดแย้ง แต่ตัวที่เป็นด้านหลักและเป็นต้นเหตุของปัญหา คือกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยมนั้นเอง ดังนั้นเป้าหมายของการปฏิวัติที่จะต้องถูกโค่นล้มก็คือกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และเป้าหมายนี้ถือว่าเป็นเป้าหมายสูงที่ยากลำบากในการโค่นล้ม

3. ยุทธศาสตร์ในการต่อสู้จะต้องทำอย่างไร

การ เคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเป้าหมายคือทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ต่อมาก็คือพรรคพลังประชาชนเป็นเป้าหมายต่ำ เมื่อพวกเขาโค่นสำเร็จก็ถือว่าประสบชัยชนะ แต่สำหรับคนเสื้อแดง ถ้าโค่นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สำเร็จ ก็ไม่อาจถือได้ว่าได้รับชัยชนะ เพราะผู้ที่กุมอำนาจแท้จริงอยู่เบื้องหลังรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็คือกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยมนั่นเอง ดังนั้นเป้าหมายในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจึงเป็นเป้าหมายสูงกว่ากลุ่ม พันธมิตรเสื้อเหลือง จึงต้องมียุทธศาสตร์สูงนั่นคือ การตระเตรียมกำลังรอคอยโอกาสลุกขึ้นสู้เมื่อมีความพร้อม และเตรียมการต่อสู้อย่างยืดเยื้อ

4. แนวทางที่ใช้ในการต่อสู้ใช้แนวทางอะไร

แนวทางที่ใช้ในการตระเตรียมกำลังรอคอยโอกาสลุกขึ้นสู้คือ สองแนวทางสามแนวรบ สองแนวทางคือ 1. แนวทางรัฐสภา 2.แนวทางนอกสภา
แนว ทางรัฐสภาเป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย ส.ส. และ ส.ว. ที่มีแนวคิดเดียวกันเคลื่อนไหวประสานกับนอกสภา แนวทางนอกสภาเป็นหน้าที่ของมวลชน คนเสื้อแดง โดยใช้ สามแนวรบ คือแนวรบในเมือง แนวรบในชนบท และแนวรบในต่างประเทศ ประสาน กันโดยการจัดตั้งฝึกอบรมให้มีทั้งปริมาณและคุณภาพ ทั้งแนวปิดและแนวเปิดและเข้าไปจัดตั้งในหมู่ทหารและตำรวจด้วย เพื่อเป็นกองกำลังในวันลุกขึ้นสู้ ยึดแนวทางสันติ แต่พร้อมรับมือเมื่อถูกกระทำอย่างรุนแรง ส่วนแนวรบต่างประเทศ เป็นหน้าที่ของนักรบไซเบอร์ทั้งหลายที่จะประสานกับคนไทยในต่างประเทศ และผู้รักความเป็นธรรมทั่วโลก ขอความร่วมมือสนับสนุนด้านเงินทุนในการต่อสู้ เพราะฝ่ายประชาชนขาดแคลนทางด้านนี้

5. กิจกรรมและยุทธวิธีจะต้องทำอย่างไร

ยุทธวิธีที่ใช้ ต้องหลากหลายรูปแบบตามแต่โอกาสและความเหมาะสม เพื่อบั่นทอนฝ่ายตรงข้าม สะสมชัยชนะปลุกขวัญมวลชน แต่ต้องระวังอย่าเป็นโรคใจร้อน สุ่มเสี่ยง และถูกสร้างภาพเป็นผู้ร้าย ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน มีแนวทางมวลชน สนใจรับฟังผู้อื่นให้มาก สนใจศึกษาเรียนรู้และกล้าวิจารณ์ตนเอง เพื่อยกระดับจากนักกิจกรรมเป็นนักยุทธวิธี และนักยุทธศาสตร์เป็นนักปฏิวัติในที่สุด

6. จุดมุ่งหมายของการปฏิวัติและผู้นำการปฏิวัติคือใคร

แน่ นอนแล้วว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในขั้นการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยมเสรี เป็นผลต่อเนื่องจากการปฏิวัติประชาธิปไตยของคณะราษฎร์ ที่ทำไม่สำเร็จเมื่อปี 2475 ด้วยข้อจำกัดทางความคิดจุดมุ่งหมายของการปฏิวัติเวลานี้ก็คือ ระบอบประชาธิปไตยทุนนิยมเสรี ดังนั้น ผู้นำก็ต้องเป็นนายทุนเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนใหม่โลกาภิวัฒน์ที่ก้าวหน้าที่ มีความพร้อม ภารกิจนี้จึงตกอยู่ที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ สถานการณ์การปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยมเสรีของประเทศไทย ก็กำลังสร้างทักษิณ ชินวัตร ให้เป็นวีรบุรุษ ท่านจึงไม่อาจปฏิเสธได้

7. การสร้างจิตสำนึกมีความสำคัญอย่างไร

การ สร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้น จะทำให้มีความมั่นคงในการเป็นนักปฏิวัติ เพราะสังคมไทยปัจจุบันอยู่ในสภาวะพลังการผลิตสูง แต่จิตสำนึกต่ำเพราะคนไทยถูกกดทับอยู่โดยระบอบทุนนิยมและศักดินานิยม ระบอบทุนนิยมทำให้คนไทยลุ่มหลงอยู่กับความคิดบริโภคนิยม เงิน กำไร ความได้เปรียบและความเห็นแก่ตัว ในขณะที่ระบอบศักดินาที่ยังมีอิทธิพลฝังแน่นอยู่ในสังคม และการเมืองการปกครองของไทยก็สั่งสอนให้คนไทยลุ่มหลง งมงาย ไร้ระบบคิด เชื่อโชคเชื่อลาง ยอมจำนนศักดินาและทุนนิยม จึงรวมกันทำลายจิตสำนึกของคนไทยอย่างใหญ่หลวง การต่อสู้ของประชาชนคนไทยจึงต้องต่อสู้ทั้งด้านการเมืองการปกครองและด้าน จิตสำนึกด้วย

8.ควรมีการจัดตั้งคณะเสนาธิการในการจัดระบบการต่อสู้

ต้องมีจัดตั้งคณะเสนาธิการขึ้นมาในหลายระดับ เพื่อวางแผนจัดระบบการต่อสู้ ใช้ภูมิปัญญาการนำรวมหมู่จากคนที่มีประสบการณ์และมีความรู้ อย่าทำแบบฮีโร่ ข้ามาคนเดียว ข้าเก่งคนเดียว (การทำงานอย่างมีแบบแผน และยึดหลักการ จะเป็นการทำงานเพื่อประสบชัยชนะ เหมือนการสร้างบ้านเรือนที่มีแบบแปลนก็จะได้บ้านที่สวยงามตามแบบ)

ค่ายปราณบุรี อาวุธหายอื้อ เอ็ม16-ค.60

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ตะลึง ทหารค่ายปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตรวจค้นคลังอาวุธ
พบทั้งปืนเอ็ม 16 และปืน ค.60 พร้อมกระสุน สูญหายกว่า 100 รายการ
ต้องวิ่งโร่แจ้งความ สภ.ปราณบุรี...

มีรายงานจากศูนย์การทหารราบปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า
เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ( 3 มี.ค.) ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 ศูนย์การทหารราบ
ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปราณบุรี ว่า
อาวุธปืนกลเล็กยาว หรือ เอ็ม16 ปืนกล Mimini
ปืนพก 86 ขนาด 11 มม. และ
ปืน ค.60 พร้อมกระสุนจำนวนมาก
ได้สูญหายไปจากคลังอาวุธของกองพันทหารราบที่ 1 ศูนย์การทหารราบ

ภายหลังจากที่ทำการตรวจคลังอาวุธยุทโธปกรณ์
ซึ่งรวมแล้วกว่า 100 รายการ
ล่าสุดได้รายงานถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


http://www.thairath.co.th/content/pol/153381

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 04/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ยุคคนเลว ครองเมือง เรืองอำนาจ
จึงอุบาทว์ ขาดสติ อุตริ-บ้า
เลียส้นตีน นักการเมือง ประเทืองปัญญา
ความชั่วช้า จึงหลอกหลอน องค์กรเลว....

เอาสีดำ ป้ายสีขาว ให้ร้าวลึก
ปิดผนึก ความจริง จนดิ่งเหว
สาดน้ำมัน เข้าใส่ กองไฟเปลว
จึงแหลกเหลว องค์กร สะท้อนคน....

เผยทาสแท้ ออกมา น่าสมเพช
โง่-ทุเรศ เผยตัว ชั่วกี่หน
สารเลว ต่ำช้า บ้าสัปดน
เย้ยปวงชน ชาวไทย ให้หลงทาง....

จึงโอบอุ้ม ฆาตกร คอยย้อนยอก
ใช้เล่ห์หลอก ความระยำ คำสมอ้าง
แล้วปกป้อง คุ้มหัว กลัวอับปาง
ช่างไร้ยาง สมชาติชั่ว ตัวจัญไร....

จึงเป็นความ อัปรีย์ ดั่งที่เห็น
มันซ่อนเร้น เลอะเลือน เป็นเงื่อนไข
อุ้มฆาตกร กับทะเฮี่ย ก็เพื่อใคร
ดีเอสไอ ยุคต่ำ-ทราม หยามประชา....

จะบิดเบือน อย่างไร ก็ไร้ผล
เพราะตัวตน ใจดำ ระยำหมา (ขอโทษน้องหมาดีๆ)
อุ้มคนเลว ไล่คนดี หนีไกลตา
จึงชั่วช้า ปนอัปรีย์ ดีเอสไอ....

๓ บลา / ๔ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

นิติราษฏร์ ฉบับ 15: การดำเนินคดีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศและปัญหาสองสัญชาติ

ที่มา ประชาไท

บทนำ

ตามข่าวที่มีความพยายามจะฟ้องนายกรัฐมนตรีและ ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) ให้พิจารณากรณีที่มีการสลายผู้ชุมนุมประท้วงที่ราชประสงค์จนเกิดการสูญเสีย จำนวน 91 ศพนั้น ได้มีประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวข้องทั้งเรื่องเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศและ ประเด็นเรื่องสัญชาติของนายกรัฐมนตรีที่ควรกล่าวถึง ดังนี้...

1. หลักการเสริมเขตอำนาจศาลภายในประเทศ (Complementarity)

ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นศาลที่มีลักษณะถาวร หรือประจำซึ่งต่างจากศาลอาญาระหว่างประเทศแบบเฉพาะคดี (ad hoc) อย่างที่คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาอาชญากรรม ร้ายแรงที่กระทำขึ้นในยูโกสลาเวียและในรวันดา วัตถุประสงค์หลักของศาลอาญาระหว่างประเทศซึ่งสะท้อนในอารัมภบทของธรรมนูญ กรุงโรมก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศก็คือ เป็นศาลที่คอยช่วยเหลือสนับสนุนศาลภายในของรัฐภาคีที่จะพิจารณาความผิด อาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศจะมีเขตอำนาจก็ต่อเมื่อมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ศาลภายในของรัฐ ไม่เต็มใจ” (unwilling) หรือ ไม่สามารถ” (unable) ที่จะฟ้องดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้เท่านั้น

การไม่เต็มใจนี้อาจหมายถึง รัฐนั้นไม่ยอมที่จะดำเนินคดีหรือรู้เห็นใจกับผู้ถูกกล่าวหา หรือต้องการช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา เป็นต้น

ส่วน การไม่สามารถที่จะดำเนินคดีนั้น หมายถึงกรณีที่กระบวนการยุติธรรมภายในของรัฐนั้นล้มเหลว ตกอยู่ในสภาพที่ไม่อาจทำงานได้ เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมมีปัญหาคอร์รัปชั่น หรือเกิดสงครามกลางเมือง เป็นต้น

ในแง่นี้ เขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศจึงมีลักษณะเป็นเขตอำนาจเสริมศาลภายในเท่า นั้นที่เรียกว่า Complementarity การก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศจึงมิได้มีความมุ่งหมายที่จะมาแทนที่ ลบล้าง หรือตัดเขตอำนาจของศาลภายในของรัฐ ในทางตรงกันข้าม ในอารัมภบทของธรรมนูญกรุงโรมกลับย้ำว่า เป็นหน้าที่ของทุกรัฐที่จะต้องใช้เขตอำนาจของตนเหนืออาชญากรรมระหว่างประเทศ ที่ได้กระทำขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลภายในของรัฐมีความผิดชอบเบื้องต้นที่จะต้องใช้เขตอำนาจของตนในการพิจารณา บรรดาอาชญากรรมร้ายแรงที่อยู่ภายในเขตอำนาจของตนก่อน ต่อเมื่อรัฐนั้นไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้ ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงจะเข้ามาพิจารณาคดี

ดังนั้น หากจะมีการส่งเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณากรณีของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้น ก็จะต้องมีการฟ้องที่ศาลของประเทศอังกฤษเสียก่อน ต่อเมื่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศอังกฤษ ไม่เต็มใจหรือ ไม่สามารถที่จะดำเนินคดีได้ จึงจะมีการส่งเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาต่อไปได้

2. ประเด็นเรื่องสองสัญชาติ

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ เรื่องสองสัญชาติ ซึ่งยังมีประเด็นย่อยๆ อีกอย่างน้อยสามประเด็น ดังนี้

ประเด็นแรก

การที่นายกรัฐมนตรีได้ยอมรับว่าตนเองถือ สัญชาติอังกฤษนั้น จะมีผลต่อความเป็นไปได้ที่จะเสนอเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่นั้น เรื่องนี้นักกฎหมายระหว่างประเทศเห็นเป็นสองแนว

กลุ่มแรกเห็นว่า สัญชาติของผู้ถูกกล่าวหาจะต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างแท้จริงกับรัฐเจ้า ของสัญชาติที่รียกว่า “genuine link” กล่าวคือ หากผู้ถูกกล่าวหามีสองหรือมากกว่าสองสัญชาติ ก็จะต้องมีการพิสูจน์ว่า สัญชาติที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากที่สุด โดยอาจพิจารณาปัจจัยอื่นๆประกอบกัน เช่น ภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ ฯลฯ

ส่วนกลุ่มที่สองเห็นว่า ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะถือสองสัญชาติหรือมากกว่าสองสัญชาติก็ตาม แต่ในเรื่องของการดำเนินคดีอาญานั้น ทุกสัญชาติมีความเท่าเทียมกันหมด กลุ่มนี้ใช้หลักความเท่าเทียมกันของสัญชาติที่เรียกว่า “the principle of equality

ประเด็นที่สอง

ตามข่าวที่ว่า นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ทำนองว่าในกรณีที่กฎหมายสัญชาติขัดกันนั้น ให้ถือกฎหมายสยามนั้น ผู้เขียนเข้าใจว่า นายกรัฐมนตรีกำลังกล่าวถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 6 วรรคสี่ที่บัญญัติว่า

ในกรณีใดๆที่มีการขัดกันในเรื่องสัญชาติของบุคคล ถ้าสัญชาติหนึ่งสัญชาติใดซึ่งขัดกันนั้นเป็นสัญชาติไทย กฎหมายสัญชาติซึ่งจะใช้บังคับได้แก่กฎหมายแห่งประเทศสยาม

ประเด็นที่สมควรทำความเข้าใจอย่างยิ่งก็คือ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยกับเรื่องนี้

ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายขัดกันอธิบายว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 เป็นกฎหมายที่ให้ศาลไทยเลือกใช้กฎหมายต่างประเทศได้ถูกต้องหากว่านิติ สัมพันธ์ทางแพ่งหรือพาณิชย์มีองค์ประกอบต่างประเทศพัวพันเข้ามา กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระราชบัญญัตินี้ จำกัดเฉพาะเรื่องทางแพ่งหรือพาณิชย์เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคดีอาญาและกฎหมายมหาชนแต่ประการใด ดังจะเห็นได้จากโครงสร้างการจัดหมวดหมู่ของพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นมีเรื่อง สถานะและความสามารถของบุคคล หนี้ ทรัพย์ ครอบครัวและมรดก

นอกจากนี้ คำว่า กฎหมายแห่งประเทศสยามในมาตรา 6 ของพระราชบัญญัตินี้ ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย อธิบายว่า หมายถึง พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 ไม่ใช่กฎหมายอะไรก็ได้ที่เป็นกฎหมายไทย

ประเด็นที่สาม

เรื่องการมีสองสัญชาติ ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และกฎหมายสัญชาติของนานาประเทศ รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ โดยหลักไม่ห้ามให้บุคคลมีสองสัญชาติ (dual nationality) หรือมากกว่าสองสัญชาติ (multi nationality) เพียงแต่กฎหมายได้เปิดช่องให้บุคคลที่มีสัญชาติมากกว่าหนึ่งสัญชาติมีสิทธิ ที่จะสละสัญชาติได้ โดยการสละสัญชาตินั้นเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่จะสละหรือไม่สละก็ได้ ซึ่งต่างจากการถูกถอนสัญชาติ และขั้นตอนวิธีการสละสัญชาติใด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาตินั้น ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีมีสัญชาติอังกฤษด้วยนั้นเหมาะสมมากน้อยเพียงใดหรือ ไม่นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง

บทส่งท้าย

เรื่องเขตอำนาจศาล (Jurisdiction) และการรับข้อเรียกร้องไว้พิจารณา (Admissibility of the claim) นั้นเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องพิจารณาในเบื้องต้นเสียก่อนด้วยความรอบ และเป็นประเด็นเทคนิคทางกฎหมายที่จะอาศัยความเข้าใจทั่วๆไปของคนธรรมดามา อธิบายไม่ได้ และที่สำคัญ ต้องแยก ประเด็นทางกฎหมายกับ ประเด็นทางการเมืองออกจากกันให้ชัด มิฉะนั้นแล้ว การนำเรื่องการเมืองไปปนกับกฎหมายจะทำให้หลักกฎหมายหรือเหตุผลทางกฎหมายไขว้เขวได้

เผยแพร่ครั้งแรกที่นิติราษฎร์

ใบตองแห้ง..ออนไลน์: อุดมการณ์สื่อ SAGA: สื่อสร้างสรรค์ กรณีศึกษา: สถาบันอิศรา

ที่มา ประชาไท

“กองทุนพัฒนาสื่อ” ขจัดสื่อตัวร้ายให้เป็นสื่อสร้างสรรค์
ปลุกรัฐหันมอง “กองทุนสื่อสร้างสรรค์” ฝันอันยาวนานของเด็กไทย
ระดมสมอง “อยากเห็น อยากให้” กองทุนสื่อฯ เป็นอย่างไร
เสนอ 4 ประเด็นผลักดันกองทุนสื่อสร้างสรรค์
กองทุนสื่อ เครื่องมือหนุนอนาคตชาติ
ฯลฯ
ที่ยกมาข้างต้นคือหัวข้อเอกสารเผยแพร่ของ “โครงการจับตากองทุนสื่อ เครื่องมือหนุนอนาคตชาติ” ภายใต้การสนับสนุนของแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) ซึ่งหลายคนคงเคยเห็นเคยอ่านผ่านตากันบ้างแล้ว ฟังชื่อโครงการอาจจะงงว่าเป็นใครมาจากไหน แต่พอเห็นชื่อผู้เกี่ยวข้องก็ถึงบางอ้อ อาทิเช่น ผู้จัดการ สสส.หมอโนบิตะ ณ ฟิตเนส (อิอิ หัวร่ออย่างลี้ลับ) หรือว่า รศ.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม สสส.ที่ยังไปเป็นประธานคณะกรรมการสื่อสารเพื่อการปฏิรูป ภายใต้คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ของหมอประเวศนั่นเอง
อ่านเอกสารทั้งหมดแล้ว สรุปความได้ว่า สสส. เครือข่ายลัทธิประเวศ ร่วมกับคนดีเรื่องดีทั้งหลายในสังคม ผู้ผลิตรายการเด็ก NGO ด้านการพัฒนาเด็ก ที่ล้วนมองว่าสื่อทุกวันนี้มีแต่ “ตัวร้าย” หนังสือพิมพ์ถ้าไม่ลงข่าวฆ่ากันตายก็ลงรูปดาราในชุดว่ายน้ำ ทีวีก็มีแต่ละครน้ำเน่าตบตีกัน ไม่มีที่ว่างให้สื่อดีมีคุณค่า สื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็ก จึงช่วยกันผลักดันร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งมีกระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพ จนผ่านความเห็นชอบของ ครม.ไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา และขั้นตอนของการตีฆ้องร้องป่าว เปิดเวทีสาธารณะ
ในความคาดหวังของคนดีเรื่องดีทั้งหลาย กองทุนนี้จะนำไปสนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์ รายการสำหรับเด็ก วรรณกรรมสำหรับเด็ก สื่อทางเลือก สื่อพื้นบ้าน โดยไม่ใช่สนับสนุนการผลิตอย่างเดียว แต่ยังช่วยพัฒนาสื่อ พัฒนาศักยภาพผู้ผลิต จัดฝึกอบรม จัดกิจกรรม และที่ขาดไม่ได้คือ ให้ชุมชนมีส่วนร่วม สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง (คาถาประจำ)
นอกจากนี้ กองทุนสื่อสร้างสรรค์ยังควรจะเป็นกองทุนที่บริหารจัดการโดยภาคสังคม ซึ่งจะ “เปิดกว้าง” กว่าภาคราชการ ไม่ควรอยู่ในระบบราชการ
ตีความได้อย่างตรงไปตรงมาว่า ต้องบริหารจัดการโดยเครือข่ายลัทธิประเวศ ไม่ใช่โดยกระทรวงวัฒนธรรม
ซึ่งฟังแล้วดูเหมือนจะเข้าที ให้ “ภาคประชาสังคม” บริหารจัดการ ดีกว่าให้นักการเมืองหรือข้าราชการเข้ามายุ่มย่าม (แต่ “ภาคประชาสังคม” นี้ไม่ใช่หรือ ที่ “เปิดกว้าง” กับคนในเครือข่ายตัวเอง แต่ไม่ “เปิดกว้าง” กับคนที่มีความเห็นต่าง - อย่าง “ประชาไท” โดนมาแล้ว)
ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ก็มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ สาระสำคัญคือจะจัดตั้ง “กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)” ขึ้นมาดูแลปฏิรูปการศึกษา โดยใช้เงินทุนจาก “ภาษีบาป” เหล้า บุหรี่ อภิสิทธิ์พูดไว้ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553 ว่าจะให้หมอศุภกร บัวสาย อดีตผู้จัดการ สสส.มาดูแล กองทุนนี้จึงเรียกกันง่ายๆ ว่า “สสส.การศึกษา”
ถ้าอภิมหาโปรเจกท์นี้สำเร็จ เราจะได้เห็นว่า เครือข่ายลัทธิประเวศ นอกจากคุม 4 ส.ในกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ยังจะมี สสส.การศึกษา ไทยพีบีเอส (ปัจจุบันหมอพลเดช ปิ่นประทีป เป็นประธานบอร์ด) กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (ที่มองไปมองมาก็คงจะหาบุคลากรโดดเด่นเท่า รศ.วิลาสินีเป็นไม่มี) ถือเงินรวมกันร่วมหมื่นล้านบาทต่อปี (ไม่นับ สปสช.ที่รับเงินค่ารักษาพยาบาลรายหัวมาจากรัฐบาล) เพื่อทำงานรณรงค์ด้านการศึกษา สาธารณสุข ความคิด วัฒนธรรม ผ่านสื่อสารมวลชน
แถมยังเป็นเงินที่รัฐบาลไหนก็แตะต้องไม่ได้ สภาผู้แทนราษฎรก็ตัดทอนไม่ได้ เพราะกำหนดไว้ชัดเจนในกฎหมาย งบ สสส.สสค.ไทยพีบีเอส มาจาก “ภาษีบาป” ส่วนกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้ กสทช.จัดสรรรายได้ให้ทุกปี
นี่คืออภิมหาโปรเจกท์ ว่าด้วยการสร้างรัฐซ้อนรัฐ นอกจากมีรัฐทหารซ้อนรัฐ รัฐตุลาการซ้อนรัฐ เรายังมีรัฐหมอประเวศซ้อนอยู่ในองค์กรทางสังคม
อันที่จริงก็น่าจะเป็นเรื่องดี ที่หมอประเวศดึงเงินเป็นหมื่นๆ ล้านมาใช้งาน “ภาคประชาสังคม” ถ้าไม่ใช่เพราะเครือข่ายของท่านเป็นเครือข่ายคนดีที่คับแคบ มองเห็นแต่พวกตัวเอง จำกัดความคิด อยู่กับลัทธิชุมชนนิยม หน่อมแน้มนิยม ภาพสะท้อนจึงออกมา 2 ด้านคือ สสส.ให้เงินซ้ำซากกับ NGO หน้าเดิมๆ ไม่ทุจริตคดโกง-แต่สิ้นเปลือง งานไม่ขยาย ไม่มีอะไรใหม่ ขณะที่คนทำงาน NGO นอกเครือข่าย เลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะหาเงินได้
การที่เครือข่ายหมอประเวศผลักดันให้ตั้งกองทุนสื่อสร้างสรรค์ จึงมีคำถามว่า จะเข้าอีหรอบเดิมหรือไม่ คือให้เงินไป 10 ล้านเพื่อสร้างสรรค์สื่อปลอดภัยที่ไม่มีใครดู เด็กไม่อยากดู มีแต่ผู้ใหญ่คนดีเรื่องดีบอกว่านี่แหละสิ่งที่เด็กควรดู ถามว่ามันจะต่างอะไรกับ TPBS “ทีวีของคนชายขอบ” (ที่คนทั่วไปเขาไม่ดูกัน) เออ แล้วทำไมไม่เอา “สื่อสร้างสรรค์” ไปออก TPBS เสียเลยจะได้สร้างเองดูกันเอง
สสส.สร้างสรรค์
สถาบันอิศรา
เนื่องในวโรกาสที่ใกล้จะถึงวันนักข่าว 5 มีนาคม ก็ใคร่ขอยกสถาบันอิศรามาเป็นกรณีศึกษา ว่าเมื่อ สสส.เข้าไปที่ไหน บ่อนแตกที่นั่น (ก็ สสส.ไม่สนับสนุนการพนัน-ฮา)
ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ทั้งหลายคงพอรู้เห็นว่า สสส.เป็นสปอนเซอร์รายใหญ่รายหนึ่ง ซื้อโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งโฆษณาตรง โฆษณาแฝง แต่โฆษณาแฝงของ สสส.ไม่มีใครด่าเหมือนที่นิตยสารสารคดีโดนด่าฐานรับโฆษณาแฝง ปตท.เพราะ สสส.ลงโฆษณาแฝงในรูปของข้อเขียน บทความ รายงานพิเศษ เกี่ยวกับเรื่องดีๆ คนดีๆ ทั้งหลาย เช่น การรวมตัวของชุมชน กิจกรรมชุมชน การส่งเสริมคุณภาพชีวิต กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็ก ฯลฯ โดยบางครั้งก็ไม่พะโลโก้ สสส.ทำเหมือนกับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเขียนเอง
ถามว่าผิดตรงไหน ไม่ผิดหรอกครับ เพราะเป็นเรื่องที่น่าส่งเสริม เพียงมีข้อพึงสังวรณ์ว่า ในภาพรวมมันก็คือการนำเสนอแนวคิดลัทธิประเวศ มาครอบงำชี้นำสังคมในเรื่องแนวทางการพัฒนาประเทศแต่ผู้เดียว ในแง่ของสื่อ มันสร้างความเคยชินว่า จากเมื่อก่อนที่เราเคยเสนอข่าวเรื่องดีคนดีอย่างมีอิสระ ไม่หวังผลตอบแทน ตอนนี้เราได้ค่าโฆษณาด้วย ในแง่ของ สสส.มันก็คือการ “ซื้อสื่อ” จนทำให้ไม่มีสื่อหน้าไหนกล้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ สสส.(ลองพูดสิว่า สสส.ใช้เงินสิ้นเปลือง จะได้ลดงบโฆษณา)
แต่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย หรือแม้แต่คนในวงการสื่อที่ไม่ค่อยได้ร่วมกิจกรรมสมาคมนักข่าว คงไม่รู้หรอกว่า สสส.ยังเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ โดยผ่านการให้ทุนสถาบันอิศรา ทำโครงการที่ชื่อว่า “ปฏิรูประบบสื่อสารเพื่อสุขภาวะ” ให้ทุนกันมาแล้ว 14 ล้านบาทเศษ ตั้งแต่ต้นปี 2551 ถึงกลางปี 2552 เป็นเวลาปีครึ่ง รอบสองก็ต่ออีกปีครึง เข้าใจว่าได้งบประมาณใกล้เคียงกัน (เพราะผู้จัดการ สสส.มีอำนาจอนุมัติงบไม่เกิน 20 ล้าน เกินนั้นต้องเข้าบอร์ด)
14 ล้าน อุแม่เจ้า ถ้าอิศรา อมันตกุล ฟื้นคืนชีพขึ้นมาคงร้องอุทาน
สมาคมนักข่าวก่อตั้งขึ้นในปี 2498 โดยมีอิศรา อมันตกุล เป็นนายกสมาคมคนแรก แน่นอนว่าภารกิจสำคัญในยุคนั้นต่อเนื่องมาจนถึงยุคสฤษดิ์ ถนอม ประภาส จนรัฐบาลหอย และรัฐบาลครึ่งใบ ก็คือต่อสู้เผด็จการ
แต่ล่วงมาถึงสมัยเมื่อ 20 กว่าปีก่อนที่ผมเข้ามาทำหนังสือพิมพ์ สมาคมนักข่าวไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมาก นอกจากออกคำแถลงเวลาสื่อถูกคุกคามละเมิดสิทธิ กับให้สวัสดิการสมาชิก เช่นให้ทุนการศึกษาบุตร ให้พวงหรีดและเงินช่วยงานศพ เชื่อมความสัมพันธ์กับสื่อต่างประเทศ (แบบว่าเขามาเยือนมั่ง เขาเชิญไปเยือนมั่ง นักข่าวบางคนที่เป็นกรรมการสมาคมต่อเนื่อง และชอบเสนอตัวเอง สะสมไมล์กระทั่งได้ตั๋วฟรีพาลูกเมียไปเที่ยวเมืองนอก)
นอกนั้นก็มีจัดประกวดภาพข่าวยอดเยี่ยมประจำปี กับจัดทำหนังสือรายงานประจำปี (ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ปัจจุบันได้สปอนเซอร์เข้าสมาคมปีละ 2-3 ล้านบาท ไม่ใช่อี้ๆ นะครับ โดยค่ายมติชนผูกขาดเป็นผู้หาโฆษณา จัดทำ และตัดพิมพ์ มานานปีดีดัก มติชนได้ไปเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าหักกลบลบแล้วส่งเงินให้สมาคมปีละ 2-3 ล้าน)
สมาคมนักข่าวไม่เคยทำงานด้านการฝึกอบรม ในปี 2527 เคยมีผู้ก่อตั้งสถาบันพัฒนาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แต่ก็ไปไม่รอด มีปัญหาทั้งเงินทุน การบริหารจัดการ (ทั้งยังมีข่าวลืออื้อฉาวระหว่างผู้บริหารกับบัณฑิตสาวนิเทศศาสตร์ไฟแรงที่มาทำงาน ฮิฮิ)
จนกระทั่งหลังปี 35 หลังไล่สุจินดา เข้าสู่ยุคทองของหนังสือพิมพ์ ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ เป็นนายกฯ ดึงคนรุ่นใหม่ที่เรียกกันว่า “ดรีมทีม” เช่น ภัทระ คำพิทักษ์, ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี (และอีกหลายๆ คนที่ตอนนี้ไปทำอาชีพอื่นแล้ว) เข้ามามีบทบาทเสนอโครงการต่างๆ เช่น ฝึกอบรมนักข่าวใหม่ ฝึกอบรมนักศึกษาด้านสื่อสารมวลชน ที่เรียกว่าโครงการ “พิราบน้อย” (ซึ่งต่อมาได้ทุนสนับสนุนจากซีพี และซีพียังให้เงินสมาคมนักข่าวราว 3-4 ล้านมาปรับปรุงอาคารสถานที่) รวมถึงจัดเพรสคลับให้นักข่าวพบปะชุมนุมกัน มีการแตกตัวตั้งองค์กรต่างๆ เช่น ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ชมรมนักข่าวไอที สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ ซึ่งก็ตั้งอยู่ในสมาคมนักข่าว กล่าวได้ว่าเป็นยุคที่มีกิจกรรมคึกคัก แต่งานสมาคมนักข่าวยุคนั้นก็ยังเป็นงานอาสา คือทำด้วยใจรัก มีแต่พนักงานประจำ 4-5 คนคือผู้จัดการสำนักงาน พนักงานบัญชี แม่บ้าน ที่ได้รับเงินเดือน
กระนั้นก็ต้องเข้าใจว่า คนที่เข้ามาเป็นกรรมการสมาคมแต่ละรายมีฐานะเป็นตัวแทนองค์กรของตนด้วย จึงมีความขัดแย้งภายในอยู่เนืองๆ แม้ไม่ปรากฏออกภายนอก (แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน) บางรายก็มาทำงานให้สมาคมเพราะองค์กรต้นสังกัดเปิดไฟเขียวเต็มที่ โดยหวังให้คอยช่วยปกป้องเวลานักข่าวของตนถูกสอบสวนเรื่องจริยธรรม
ความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดก็คือตอนข่าวยันตระของหนังสือพิมพ์ข่าวสดไม่ได้รางวัลข่าวยอดเยี่ยม ทำให้ข่าวสดตบเท้าออกจากสมาคม ไม่มาเหยียบอีกเลยจนวันนี้ ทั้งที่มีประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ จากค่ายมติชนเป็นนายกสมาคม
นอกจากนี้ก็มีค่ายหนังสือพิมพ์กีฬา ที่ยัวะสุดขีดตอนสภาการหนังสือพิมพ์ออกแนวปฏิบัติเรื่องการเสนอข่าวกีฬา ว่า “ต้องไม่ชักจูงไปเกี่ยวข้องกับการพนัน” ทั้งที่ก่อนหน้านั้น สภาฯ เพิ่งไปขอกะตังค์มาทำกิจกรรม 2 แสน เจ้าพ่อกีฬาจึงประกาศไม่ให้นักข่าวในสังกัดร่วมสังฆกรรมกับสมาคมนักข่าว และสภาการหนังสือพิมพ์
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ได้จัดตั้งมูลนิธิสถาบันพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ขึ้นในปี 2547 เพื่อเป็นหน่วยงานจัดการฝึกอบรมทักษะวิชาชีพ ในปีเดียวกันนั้นเกิดปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ สมาคมก็ได้จัดตั้งศูนย์ข่าวอิศราขึ้น ส่งนักข่าวส่วนกลางลงไปร่วมกับนักข่าวภาคใต้ ตั้งศูนย์รายงานสถานการณ์ขึ้นโดยเฉพาะ
ศูนย์อิศราตอนแรกได้เงินทุนที่ อ.โคทม อารียา หามาให้ แต่เป็นช่วงสั้นๆ กระเป๋าเงินตัวจริงคือพระเอกหวีผมเปิดของเรา หมอประเวศ ซึ่งควักมาจากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ที่ตัวเองเป็นประธาน (หมอสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เป็นเลขาธิการ) เนื่องจากภัทระ คำพิทักษ์ นายกสมาคมในขณะนั้น มักจะไปเสวนากับหมอประเวศอยู่เนืองๆ ศูนย์อิศราจึงมีเงินให้ใช้จ่ายไม่อั้น หัวหน้าศูนย์ข่าวซึ่งตั้งอยู่ มอ.ปัตตานี ได้เงินเดือนสามหมื่น (นอกเหนือที่ได้จากต้นสังกัด) คนอื่นๆ ได้เบี้ยเลี้ยง เท่านั้นไม่พอ มสช.ยังได้บิลค่าใช้จ่ายตั้งแต่ค่าสบู่ ยาสีฟัน ค่าซักรีด ไปจนค่าอาหารอันครื้นเครงยามเย็นย่ำ
อย่างไรก็ดี เมื่อภัทระกระโดดเข้าไปเป็น สนช.หลังรัฐประหาร ซึ่งคนในวงการสื่อฮือค้านไม่เห็นด้วย ภัทระลาออก ก็เกิดการ “เปลี่ยนขั้วอำนาจ” ในสมาคม และมีการสะสางเรื่องศูนย์อิศรา ปัจจุบันสมาคมก็ยังมีศูนย์ข่าวภาคใต้ มี บก.ข่าว 1 คนกินเงินเดือน (นอกเหนือที่ได้จากต้นสังกัด) แต่ยุบศูนย์ที่ มอ.ปัตตานี มีนักข่าวท้องถิ่นทำข่าวส่งให้โดยได้ค่าตอบแทนรายชิ้น
ยุคอู้ฟู่
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ สภาการหนังสือพิมพ์ และมูลนิธิสถาบันพัฒนาสื่อมวลชน ได้ตัดสินใจยุบรวมสถาบันกับศูนย์ข่าวอิศรา ใช้ชื่อใหม่ว่า “สถาบันอิศรา” หน้าที่หลักคืองานฝึกอบรม งานสำนักข่าวเหลืออยู่ 2 อย่างคือ โต๊ะข่าวภาคใต้ กับโต๊ะข่าว “เพื่อชุมชน”
ในช่วงที่ทักษิณเรืองอำนาจและแทรกแซงสื่อ สสส.ยังให้ทุนสมาคมนักข่าวทำโครงการสำรวจวิจัยว่าจะปฏิรูปสื่ออย่างไร โครงการนี้มีกำหนด 1 ปี โดย รศ.วิลาสินี อดุลยานนท์ อ.นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ผู้มุ่งมั่นกับการพัฒนาสื่อ ซึ่งลาออกไปเป็นผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม สสส.เป็นตัวเชื่อมผลักดัน โครงการนี้ได้งานวิจัยมา 1 ชุด เป็นพื้นฐานของการตัดสินใจให้ทุนก้อนใหญ่กับสมาคมนักข่าว โดยผ่านทางมูลนิธิและสถาบันอิศรา
ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อนว่า สมาคม และสถาบันอิศรา เป็น 2 องค์กรที่แยกกัน สมาคมมีนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก ปัจจุบันคือประสงค์ จะครบวาระและมีการเลือกตั้งใหม่วันที่ 4 มี.ค.นี้ ส่วนสถาบันอิศรามีคณะกรรมการบริหารที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งมี 13 คน เป็นผู้แทนสมาคมนักข่าว 3 คน สภาการหนังสือพิมพ์ 3 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสายวิชาชีพ 3 คน ผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีก 4 คน ส่วนกรรมการสถาบันมี 7 คน เป็นผู้แทนสมาคม 2 ผู้แทนสภา 1 ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 และ ผอ.ซึ่งปัจจุบันชวรงค์เป็น ผอ.
นายกสมาคมฯ เป็นงานอาสา ไม่มีเงินเดือน ขณะที่ ผอ.สถาบันอิศราอันที่จริงต้องการคนทำงานเต็มเวลา อัตราเงินเดือน 60,000 บาท แต่ยังหาไม่ได้ เลยให้ชวรงค์มาทำงานกึ่งอาสา รับเงินเดือนครึ่งเดียวโดยยังทำไทยรัฐอยู่ด้วย
พูดง่ายๆ ว่าเงินทุนทั้งหมดเข้ามาทางศูนย์อิศรา สมาคมไม่มีกะตังค์ (มีแค่รายได้จากหนังสือรายงานประจำปี) ฉะนั้นเวลาจัดกิจกรรมต่างๆ ช่วงหลังก็จะจัดในนามศูนย์อิศรา
ศูนย์อิศรายุคเริ่มแรก มีเงินทุนระยะสั้นๆ เข้ามา เช่น ทุนจากยูนิเซฟ ให้จัดกิจกรรมอบรมด้านสิทธิเด็กและประกวดการทำข่าวด้านสิทธิเด็ก ผู้มอบรางวัลคือ อานันท์ ปันยารชุน (พ่ออานันท์เป็นนายกฯสมาคมหนังสือพิมพ์คนแรก ที่ก่อตั้งโดยกุหลาบ สายประดิษฐ์) ทุนจาก มสช.ที่ให้ทำข่าวเชิงสืบสวน 10 ทุนๆ ละ 2 หมื่นบาท ทำเสร็จก็รวมเล่มชื่อ เจาะข่าวนโยบายสาธารณะ
แต่ทุนก้อนใหญ่ยิ่งกว่าถูกหวยก็คือ เงินทุน สสส.ดังกล่าว ภายใต้ชื่อโครงการ “ปฏิรูประบบสื่อสารเพื่อสุขภาวะ” งบประมาณ 14 ล้านกว่าบาท ต่อช่วงเวลาดำเนินการปีครึ่ง โดยมีโครงการย่อยๆ รวม 5 โครงการ มีผอ.สถาบันเป็นผอ.โครงการ รองลงมามีผู้จัดการโครงการ 2 คน ผู้ประสานงานโครงการ 4 คน มีคณะที่ปรึกษาด้านวิชาชีพ ด้านวิชาการ
โครงการเหล่านี้เขียนไว้สวยหรูตามแบบฉบับ สสส. เช่น โครงการสร้างระบบการพัฒนาองค์ความรู้และฐานข้อมูล โดยผ่านกระบวนการส่งเสริมงานวิจัยทางด้านสื่อสารมวลชนในลักษณะของงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ผู้บริหารองค์กรสื่อมวลชน และผู้ปฏิบัติงานในองค์กรสื่อมวลชน, โครงการพัฒนาศักยภาพด้านองค์ความรู้ในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและกฎหมายที่จำเป็นแก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง, โครงการสร้างระบบการเข้าถึงและนำเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างธรรมาภิบาลโดยใช้กระบวนการส่งเสริมการสื่อข่าวเชิงสืบสวน (Investigative Reporting) โครงการสร้างศักยภาพด้านการสื่อสารแก่สื่อภาคประชาชนและสื่อท้องถิ่น, โครงการสร้างเครือข่ายการประสานความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน นักสื่อสารภาคประชาชน ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
อธิบายง่ายๆ ดีกว่าว่า เช่นโครงการที่ 5 มีการเดินสายไปจัดประชุมบรรณาธิการสื่อท้องถิ่น 4 ภาคให้มีการรวมตัวกันทำกิจกรรม ในส่วนกลางก็มีการจัดเวทีราชดำเนินเสวนา เชิญบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์ร้อนแต่ละสัปดาห์มานั่งคุยกับนักข่าว
โครงการแรกก็มีการทำวิจัยสื่อท้องถิ่น สำรวจหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและวิทยุท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วประเทศ ว่ามีอยู่เท่าไหร่ เลี้ยงตัวเองได้ หรือเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เพราะอะไร โดยจ้างคณะวิจัยทั้งที่เป็นคนในและคนนอก นักวิชาการที่เคยทำงานร่วมกับสมาคมนักข่าว มาทำวิจัยแล้วก็จัดประชุมประจำปี
โครงการที่ 3 ก็มีการให้ทุนนักข่าวท้องถิ่น 20 ทุนๆ ละ 2 หมื่นบาท และเบิกค่าพาหนะได้อีก 2 หมื่นบาท ทำข่าวสืบสวนมารวมเล่มเป็นหนังสือเจาะข่าวเล่ม 2 มีบรรณาธิการ 1 คนจากส่วนกลาง ได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน 10 เดือนๆ ละ 25,000 บาท โดยไม่ใช่ว่านักข่าวเขียนข่าวเสร็จส่งมาได้เลยนะครับ ตามแบบ สสส.เขาต้องจัดเวทีสาธารณะ มีบรรณาธิการและวิทยากรมารับฟัง แล้วร่างเรื่องที่เขียนขึ้นมาให้ที่ปรึกษาดูก่อน เขียนเสร็จจึงส่งมาพิมพ์
โครงการที่ 2 มีการจัดอบรมนักข่าว 3 รุ่น เรียกว่า หลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง (บสส.) หลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลาง (บสก.) และหลักสูตรการสื่อสารมวลชนระดับต้น (กสต.) โครงการนี้ได้งบไปราว 3 ล้าน
หลักสูตร บสส.บสก.นี่เองที่เกิดเรื่องครื้นเครงหึ่งวงการ (แต่สาธารณชนไม่รับรู้) โดยหลักสูตร บสส.ก๊อปปี้มาจากหลักสูตร บยส.ของกระทรวงยุติธรรม นำเอาผู้บริหารสื่อต่างๆ ซึงส่วนใหญ่เป็นระดับบรรณาธิการข่าวและเจ้าของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น มาอบรมร่วมกับผู้บริหารจากภาคเอกชน ซึ่งก็คือพวก PR บริษัททั้งหลาย เชิญวิทยากรดังๆ มาบรรยาย มีการไปดูงานหนังสือพิมพ์ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น ไปดูงาน PR ของบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น ซีพี ปูนซีเมนต์ไทย
ตอนที่อบรมในประเทศก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอจบแล้วสิ มีจัดไปดูงานต่างประเทศด้วย โดยพวกที่มาจากภาคเอกชนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง เสนอจัดแข่งกอล์ฟหาทุน แม้พวกนักข่าวและ NGO บางคนไม่เห็นด้วยเพราะมันไม่ค่อยสวย ที่จะเอาเครดิตสื่อไปเร่ขอเงินบริษัทห้างร้างหาทุนดูงานเมืองนอก แต่สุดท้ายก็มีการจัดงานจนได้กะตังค์มา 3 ล้านกว่าบาท ยกทีมไปดูงานญี่ปุ่น โดยนักข่าวสายคมนาคมติดต่อการบินไทยได้ตั๋วลดราคาพิเศษ นักข่าวสายตำรวจติดต่อ ตม.ขอห้องรับรองสุดหรูที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางไปดูงานที่ NHK ครึ่งวัน จากโปรแกรมทัวร์ทั้งหมด 7 วัน ตอนนั้นเป็นช่วงม็อบเสื้อแดงลุกฮือวันสงกรานต์ 2552 พอดี
หลักสูตร บสก.ก็เหมือนกัน ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่เป็นระดับหัวหน้าข่าว หลายคนไม่เห็นด้วย ที่จะจัดหาทุนไปดูงานต่างประเทศ แต่สุดท้ายก็จัดไปเกาหลีใต้ 5 วัน กระนั้นยังมีหลายคนที่ต่อต้าน ไม่ยอมไป
หลักสูตร บสส. รุ่น 2 ได้เงินมากกว่ารุ่นแรกเสียอีก 5 ล้านกว่า บินไปยุโรปเลย ออสเตรีย เยอรมัน สาธารณรัฐเช็ก แต่ก็เริ่มมีกระแสต่อต้าน มีคนไม่ไปหลายคน จนเรื่องมันแรง วสันต์ ภัยหลีกลี้ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พูดในที่ประชุมเครือข่ายสภาวิชาชีพ ว่าหลักสูตรนี้ถูกวิจารณ์มากเรื่องจัดกอล์ฟไปดูงานต่างประเทศ ต่อไปถ้าสถาบันอิศราจะจัดอบรมอีก ก็ขอร้องว่าอย่าจัดกอล์ฟหาทุน
หลังจากนั้น หลักสูตร บสก.รุ่น 2 ก็เลยไม่มีการไปดูงานเมืองนอกอีก
หลักสูตร บสส.เนี่ยยังกราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพฯ มาพระราชทานประกาศนียบัตรด้วยนะครับ ทั้งที่มีบางคนค้าน โดยสถาบันอิศรามอบให้ “พี่ติ๋ม” วิมลพรรณ ปิตะธวัชชัย เป็นผู้จัดการเดินเรื่อง กระนั้นก็ยังมีผู้เข้าอบรม 2-3 รายไม่ไปรับ ทำเอา “พี่ติ๋ม” ยัวะ ตั้งคำถามว่าไอ้พวกนี้เอียงซ้ายหรือเปล่า แต่บางคนให้เหตุผลว่า พระเทพท่านเหนื่อยมาเยอะแล้ว ทำไมจะต้องขอให้พระองค์ท่านมามอบประกาศฯ ให้เรา
ใช้เงินทำเรื่องดีๆ
สสส.ให้ทุนสถาบันอิศรา 14 ล้าน ในช่วงเวลาปีครึ่ง แล้วก็อีกปีครึ่ง น่าจะไม่น้อยกว่าเดิมเพราะยังเพิ่มโครงการ “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารการปฏิรูปประเทศไทย” (http://www.thaireform.in.th/) ตามแนวคิดของหมอประเวศ ที่ผลักดันให้ สสส.ทำ แต่ สสส.ส่งมาให้สมาคมนักข่าวทำ ในนามสำนักข่าวสถาบันอิศรา ปัจจุบันมีที่ตั้งอยู่บนชั้นสองของสมาคมนักข่าว มี บก.ข่าว 1 คน นักข่าว 5 คน ทำข่าวเกี่ยวกับหัวข้อปฏิรูปประเทศไทย 10 เรื่อง
สนอง need ต่างตอบแทนกันเห็นๆ อิอิ
อย่างไรก็ดี ที่เขียนมาทั้งหมดเนี่ย ผมไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องเลวร้ายนะครับ และไม่ได้มีการทุจริตประพฤติมิชอบ แม้มีเรื่องไม่เหมาะไม่ควรบ้าง ก็เป็นเรื่องเฉพาะส่วน เช่นการอบรม บสส.บสก.ก็เป็นเรื่องของผู้เข้าอบรม ไม่ใช่สมาคมหรือสถาบันเป็นตัวตั้งตัวตี คนที่เอ่ยชื่ออย่างประสงค์ ภัทระ ชวรงค์ ก็เป็นคนที่ทำงานอาสาให้ส่วนรวม ทำงานให้สมาคมมาร่วม 20 ปี
แต่สิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกต คือเงินทุนก้อนมหึมาของ สสส.แม้จะเอามาทำเรื่องดีๆ แต่ก็เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานของสมาคมนักข่าว ที่เคยเป็นสมาคมจนๆ ทุกคนทำงานด้วยใจรัก ไม่มีค่าตอบแทน ให้กลายมาเป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่ง ที่ถ้าเปลี่ยนตัวบุคคลจากนักข่าวไปเป็นนักการเมือง มันก็คือการทำงานแบบกรรมาธิการ
เมื่อก่อน หนังสือพิมพ์ฉบับไหนมีนักข่าวมาทำงานให้สมาคม เรามักถือว่าเขามาอาสาช่วยงานส่วนรวม –พี่ วันนี้ขอลาไปงานสมาคมนะ โอเค ได้เลย ไม่มีปัญหา เพราะหัวหน้าข่าว บก.ข่าว หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์คิดว่ามาทำงานฟรี ไม่มีค่าตอบแทน อย่างมากก็ได้เบี้ยประชุมเล็กๆ น้อยๆ
แต่ตอนหลังมันชักจะยังไงละครับ เพราะนักข่าวที่มาทำงานให้สถาบันอิศรา มีเงินเดือนเพิ่ม ถ้าคุณลางาน เลี่ยงงาน มาทำงานให้สถาบัน เพื่อนฝูงรู้ก็เริ่มเขม่น หัวหน้าก็อึดอัด เช่นนักข่าวบางคน ค่ายยักษ์ใหญ่เขาซื้อตัวมาจากอีกค่ายหนึ่งด้วยอัตราเงินเดือนสูงลิบ เขาห้ามรับจ็อบ แต่เธอยังมาทำงานสถาบันอิศรา ต้นสังกัดก็พูดไม่ออก
นักข่าวบางคนไม่ได้เงินเดือน แต่เข้าไปเป็นกรรมการ อนุกรรมการ ที่ปรึกษาโครงการ ซึ่งต้องเข้าประชุมบ่อยๆ อัตราค่าประชุมมาตรฐานโครงการ สสส.คือคนละ 1,000 บาท บางคนตอนเช้าประชุมอนุฯ ของสมาคมได้เบี้ยประชุม 500 เข้าประชุมยังไม่เลิกขอออกมาก่อน แล้ววกขึ้นไปประชุมที่สถาบันอิศรา ได้อีก 1,000 สบายไป
พูดในภาพรวมก็คือมันเกิดความสับสนระหว่างงานอาสาด้วยใจรัก กับการรับจ็อบหารายได้พิเศษ ซึ่งถ้าไม่ระวัง มันก็จะพัฒนาไปอีก เช่นการเล่นพรรคเล่นพวก ดึงเอาคนนั้นคนนี้เข้ามาทำงานที่ได้ค่าตอบแทนสูง
นี่คือปัญหาในการสนับสนุนเรื่องดีคนดีของลัทธิประเวศ ซึ่งผมสันนิษฐานว่าหมอประเวศแกเชื่อภาษิตจีนโบราณที่ว่า เงินทองใช้ภูตผีโม่แป้งได้ แกก็เลยเอาเงินเป็นตัวตั้ง มาจ้างคนทำความดี
ถ้าให้พูดแบบ extreme เชิงล้อเลียนหน่อยๆ ผมก็มองการทำงานของ สสส.ว่า สมมติมีสามล้อหรือแมงกะไซค์รับจ้างตั้งวงเตะตะกร้อออกกำลังกายกันปากซอย สนุกสนานเฮฮาตามอัตภาพ สสส.มาเห็นเข้า ก็จะกระโดดเข้าไปส่งเสริมสนับสนุน ทำโครงการ ให้งบประมาณไปซื้อลูกตะกร้อ ซื้อน้ำซื้อน้ำแข็งใส่กระติก ให้เงินบำรุงทีม แจกเสื้อทีม กางเกง รองเท้า จัดหานักวิชาการมาอบรมคุณค่าของการออกกำลังกาย จากนั้นก็ติดป้าย “ห้ามสูบบุหรี่”
จากการออกกำลังกายสนุกสนานเฮฮา มันก็กลายเป็นจ้างออกกำลังกาย และอาจจะวงแตก เพราะความเบื่อ พวกกรูเตะตะกร้อเล่นของกรูอยู่ดีๆ เมริงจะมาทำให้ยุ่งยากอะไรนักหนา เดี๋ยวก็อบรม เดี๋ยวก็วิจัย เดี๋ยวก็จัดเวทีสาธารณะ ฯลฯ หรือไม่ก็วงแตกเพราะผลประโยชน์ จากที่เคยเรี่ยไรกันบาทสองบาทซื้อลูกตะกร้อ พอมีเงินบำรุงทีมกลับทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ ใครเอาเงินไปทำอะไรบ้าง จ้องจับผิดจนผิดใจกัน
เหมือนอย่างสถาบินอิศราก็เลยถูกผมจ้องจับผิดอยู่นี่ไง ฮิฮิ (ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นสมาชิก ไม่เคยไปช่วยงานสมาคมนักข่าวซักนิด)
ก็ฝากไว้ให้สังวรณ์ สำหรับสมาคมนักข่าวที่จะเลือกกรรมการชุดใหม่ โดยเชื่อว่า สสส.คงไม่ถึงกับมีส่วนกำหนดว่าใครจะเป็นนายกสมาคม แต่ไม่แน่เหมือนกัน สมมติผมสมัครสมาชิก หาเสียงชิงตำแหน่งนายกฯ สมัยหน้า สสส.คงยอมไม่ได้ที่จะให้นายกสมาคมนักข่าวสูบบุหรี่ปุ๋ยๆ แถมยังชอบวิจารณ์หมอประเวศวันละ 3 เวลาหลังอาหาร
ใบตองแห้ง
3 มี.ค.54

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: ความท้าทายใหม่ของรัฐบาลต่อการผลักดันชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง

ที่มา ประชาไท

สุนทรพจน์จากนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2554 .ในประชุมวิชาการเวทีฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ผมรู้สึกยินดีที่ได้มาร่วมประชุมวิชาการหัวข้อฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่น ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติได้ประสานให้มีการร่วมมือขององค์กรท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องโดยเฉพาะท่านประธาน คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ รวมทั้งได้สะท้อนปัญหาและอุปสรรคที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เผชิญอนู่นำมาสู่การแก้ไขปัญหาและแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นต่อไปในอนาคต ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตเช่นเดียวกัน

ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้เครือข่ายชุมชนและท้องถิ่นในการผลักดันการแก้ปัญหาและนโยบายหลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย เช่น โครงการบ้านมั่นคงซึ่งไม่อาจจจะก้าวหน้าได้หากไม่มีความร่วมมือของท้องถิ่นนั้นๆ หรือกรณีของสวัสดิการซึ่งรัฐบาลได้มีการสนับสนุนเรื่องกองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นทั้งหลายทั่วประเทศ นับพันกองทุนในขณะนี้ และมีการเจริญเติบโตขึ้นเป็นการสร้างคุณูปการกับพี่น้องในชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น

นอกจากนี้มีอีกหลายมาตรการที่เราได้ใช้กระบวนการกฎหมายและสะท้อนข้อมูลต่างๆ และผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าถึงวันนี้เป็นความท้าทายต่อท้องถิ่นในการผลักดันแนวคิดชุมชนเข้มแข็งในการพัฒนาชาติ ก็มีอยูมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา 4 ประการสำคัญคือ

ปัญหาแรก คือโครงสร้างและกฎหมาย ซึ่งทำให้เกิดข้อจำกัดมากมายเพราะแม้รัฐธรรมนูญและกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการกระจายอำนาจจะส่งเสริมความเข้มแข็งวชุมชน แต่ก็ยอมรับว่ายังมีกฎหมายและกฎระเบียบมากมายที่ทำให้ส่วนราชการยังมีอำนาจ และเป็นอุปสรรคต่อการที่องค์กรท้องถิ่นจะสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้เต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีความพยายามแก้ไขมาตลอด แต่อย่างไรก็ตามปัญหานี้ก็ตอกย้ำความคิดของผู้บริหารราชการส่วนภูมิภาคว่ายังมีอำนาจ และกังวลว่าหากมีการถ่ายโอนอำนาจแล้วจะมีปัญหาในการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งการปฏิรูปกกฎหมายก็มีหลายฝ่ายพยายามผลักดัน รวมถึงสมัชชาปฏิรูปแห่งชาติด้วย

ประการที่สอง การบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คือการที่ให้ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทในการสร้างความยุติธรรมทางเลือก แม้จะมีการดำเนินบ้างแล้วในรูปยุติธรรมชุมชน ที่ส่วนเสริมเรื่องการไกล่เกลี่ย แต่ขอบเขตก็ยังจำกัด ซึ่งนี่เป็นอีกส่วนหนึ่งของงานการปฏิรูปที่เราจะผลักดันเพื่อให้ชุมชนมีส่วนอย่างแท้จริงของกระบวนการยุติธรรม
ประการที่สาม เป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างมากคือ การปฏิรูประบบการเรียนรู้และการศึกษา ซึ่งต้องเชื่อมโยงสิ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญของชาติ คือโอกาสและคุณภาพทางการศึกษาให้เท่าเทียม ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดให้ท้องถิ่นมีความอิสระในการจัดการการศึกษาให้สอดคล้องกับพื้นที่

รัฐบาลเน้นเป็นพิเศษในเรื่องการเชื่อมโยง คือ โครงการหนึ่งมหาวิทยาลัยหนึ่งจังหวัด เพื่อให้สถาบันการศึกษาเชื่อมโยงชัดเจนกับท้องถิ่น

การตั้ง สสส. ทางด้านการศึกษาก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เปิดให้ภาคประชาชนได้รับการสนับสนุนโดยเฉพาะการสร้างดอกาสให้เด็กที่อยู่นอกสถาบันการศึกษาได้รับโอกาส และเกิดการกระตุ้นการเรียนรู้ที่ดีที่สอดคล้องกับชุมชนท้องถิ่น
สุดท้ายคือ เรื่องการจัดการระบบทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเห็นความขัดแย้งในหลายพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ที่ทำกิน การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานซึ่งถือว่าตนเองมีความรับผิดชอบในการดูแลที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ยังมีงานที่ปรากฏว่าหากไม่ดำเนินการตามกฎหมายก็จะถูกหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นำไปสู่การเผชิญหน้าและความขัดแย่งกับประชาชน ซึ่งเป็นความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด มีการตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานมาติดตามแล้วแต่ก็พบว่ายังมีความขัดแย้งทั่วประเทศ

สิ่งเหล่านี้ผมอยากเน้นย้ำว่าเป็นปัญหาอุปสรรคและท้าทาย ซึ่งในอนาคตเราต้องเผชิญความท้าทายอีกมาก โดยเฉพาะเรื่อง สิ่งแวดล้อม ล้วนต้องพึ่งพาความเข้มแข็งของชุมชนและขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือของชุมชนในการเดินไปในทิศทางเดียวกัน นี่เป็นกรอบคิดที่จะกำหนดว่าการทำงานท้องถิ่นจะประสบความสำเร็จมากเพียงใด
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณและระบบบริหารจัดการ ซึ่งทำให้มีข้อจำกัดในเรื่องการได้ทรัพยากรไปใช้จ่ายและดูและได้อย่างทั่วถึง มีประเด็นเรื่องธรรมาภิบาล การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนที่ต้องทำงานร่วมกับท้องถิ่น และมีความจำเป็นที่ต้องให้องค์กรท้องถิ่นมีศักยภาพในการบริหารมากขึ้น

ทุกท่านที่ได้มาร่วมกระบวนการนี้ได้ตระหนักดีและสามารถรสะท้อนปัญหาและอุปสรรคได้อย่างดี แต่ความสำเร็จจะมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ควาสามารถในการสร้างเครือข่าย ความร่วมมือระหว่างรัฐ ท้องถิ่น ประชาชน ซึ่งขอยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี่ยึดมั่นในแนวทางที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น บางครั้งอาจจะเป็นการใช้เครือข่ายที่มีอยู่เช่น สหกรณ์ หรือการรวมตัวเฉพาะเรื่อง ซึ่งสามรรถใช้เป็นพลังในการขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต

ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านในการผลักดันด้านนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยความยั่งยืนและพอเพียง ขอแสดงความชื่นชมอีกครั้งครับ ขอบคุณครับ