WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 4, 2011

เสื้อแดงภาคตะวันตก7จังหวัดผนึกจัดตั้งเครือข่าย กระตุ้นนปช.ประกาศนโยบายปชต.แท้จริง-ค้าน112

ที่มา Thai E-News


แกนนำกลุ่มเสื้อแดงภาคตะวันตก 7 จังหวัด ร่วมสัมมนาคิดค้นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ได้ข้อสรุปจากภาคประชาชนตัวจริงที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น นปช.ต้องจำแนกแยกแยะระหว่างมวลชนเสื้อแดงไม่ใช่คนของนปช.ทั้งหมด แต่เป็นแนวร่วมที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตยเช่นกัน ต้องประกาศนโยบายเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง นปช.ควรต้องคัดค้านมาตรา112 ขึ้นสู่เวทีชุมนุมใหญ่ 12 มีนาคมนี้ รวมไปถึงยุทธวิธีจัดตั้งและทำให้มวลชนตาสว่างอย่างทั่วถึง สุดท้ายเห็นว่าการเคลื่อนไหวยังไม่ต้องก้าวพ้นทักษิณและประกาศหนุนเพื่อไทยในการเลือกตั้งหนหน้า


โดย ผู้สื่อข่าวรากหญ้า
4 มีนาคม2554

รายงานข่าว การสัมมนากลุ่ม"คนเสื้อแดง" ภาคตะวันตก

เมื่อวันพฤหัสที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา กลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ในเขต 7 จังหวัดภาคตะวันตก ได้จัดการสัมมนาขึ้น ที่อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อเป็นการพบปะกัน และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หาข้อสรุปในการเคลื่อนไหวร่วมกันต่อไป

ผู้สื่อข่าวรากหญ้า ได้ไปร่วมสังเกตการณ์สัมมนาในครั้งนี้ จึงขอรายงานให้ทุกท่านทราบดังนี้

การสัมมนา เริ่มต้นเมื่อเวลา 13.00น. มีผู้มาร่วมลงทะเบียนทั้งสิ้น 103 คน เป็นแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ จากทั้ง 7 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

ที่มามีทั้งแกนนำ แกนนอน แกนตาม สังเกตได้ว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส และกระตือรือร้นสูง

เริ่มต้นการสัมมนา หลังจากที่ประชุมได้มีการแนะนำตัวกันเสร็จสิ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่ผู้ร่วมสัมมนา เห็นตรงกันคือ การสัมมนาครั้งนี้ "ไม่ได้มีแกนนำจากส่วนกลาง ไม่ได้มีคนมีชื่อเสียงดังๆ มีแต่พวกเรา ซึ่งเป็นเวทีเปิดให้คนเสื้อแดงได้พูดคุย และเสนอความเห็นร่วมกัน" ผู้ร่วมสัมมนาท่านหนึ่งกล่าว

การสัมมนาเริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมกันกำหนดหัวข้อ และกำหนดกติกาการพูดคุยว่าจะเรียงไปและสรุปกันทีละประเด็น

ผู้สื่อข่าวรากหญ้าจึงขอรายงานและสรุปความคิดความเห็นของที่สัมมนาตามประเด็นต่างๆดังนี้

ประเด็นที่ 1 "คนเสื้อแดง" กับ "น.ป.ช." ความหมายที่ต้องเข้าใจตรงกัน

ที่ประชุมเห็นว่า "คนเสื้อแดง" คือขบวนการประชาชนทั้งหมด ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรม มีความหมายที่กว้างใหญ่ครอบคลุมไปทุกๆกลุ่มและทุกองค์กรและทุกคน

ส่วนคำว่า "น.ป.ช." คือองค์กรจัดตั้งใหญ่อันหนึ่งของคนเสื้อแดง ที่นำการขับเคลื่อนการต่อสู้ เมื่อพูดถึงน.ป.ช. เราจึงหมายถึง กรรมการ หรือองค์กร มากกว่าหมายถึงมวลชน

ที่ประชุมเห็นว่า การที่แกนนำน.ป.ช. เหมารวมว่า มวลชนคนเสื้อแดงที่ออกมาเต็มท้องถนนนั้น เป็น น.ป.ช.นั้น เป็นคำกล่าวที่ไม่ตรงความจริงนัก ควรที่แกนนำน.ป.ช.ต้องยอมรับความจริงข้อนี้

ประเด็นที่2 "ยุทธศาสตร์"การต่อสู้ของคนเสื้อแดงในวันนี้

ประเด็นนี้ ที่ประชุมถกเถียงกันมาก มีการวิจารณ์ถึงยุทธศาสตร์ที่ผ่านมาของน.ป.ช. ผู้ดำเนินการสัมมนาต้องพยายามเน้นย้ำให้ผู้ร่วมสัมมนาว่า "เรามาคุยกันถึงยุทธศาสตร์คนเสื้อแดง ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ของน.ป.ช." การพูดคุยจึงบรรลุข้อสรุปที่น่าสนใจได้ โดยมีผู้เสนอความเห็นหลากหลาย โดยสรุปคือ เห็นพ้องกันว่า

ยุทธศาสตร์แรกที่พูดกันคือ"สู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง" ในหัวข้อนี้พบว่า ผู้ร่วมสัมมนาทั้งหมดแสดงความรังเกียจและต่อต้านอำนาจนอกระบบอย่างชัดเจน มีการกล่าวถึงโครงสร้างอำนาจโบราณที่อยู่ไม่ถูกที่ถูกทาง เช่นทหารไม่ทำหน้าที่ทหาร คือปกป้องชาติและประชาชน แต่กลับมาเข่นฆ่าคนกลางถนนเป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อคุยกันถึงเรื่องนี้ บางท่านชูประเด็นถึงการล้มเจ้ามือหวยเถื่อนข้างบ้าน ทำให้ที่ประชุมได้เวลาคุยหัวข้อยุทธศาสตร์ข้อต่อไปทันที

ยุทธศาสตร์ข้อต่อไปที่นำเสนอคือ "ติดอาวุธทางปัญญา พัฒนามวลชนคุณภาพ" โดยมียุทธวิธีคือใช้สื่ออินเตอร์เนต แผ่นซีดี เผยแพร่การใช้คอมพิวเตอร์ให้กับมวลชน นอกเหนือจากการสนับสนุนติดตั้งจานดาวเทียม โดยเชื่อว่า ต้องแพร่กระจายโรคตาสว่างให้มาก และมากที่สุด

ยุทธศาสตร์อีกข้อที่นำเสนอกันคือ "ขยายและจัดตั้งมวลชน" โดยยุทธวิธีที่ทำมีเสนอกันหลากหลายวิธีการ เช่นมีผู้นำเสนอโมเดลที่กลุ่มตนเองทำในอำเภอ คือการจัดตั้งคนเสื้อแดง 10 คนต่อหนึ่งหมู่บ้าน อีกท่านหนึ่งเสนอการประชุมกลุ่มย่อยตามหมู่บ้าน และเมื่อกลุ่มมีความพร้อมก็จัดเวทีปราศรัย โดยการจัดเวทีปราศรัยย่อย แม้จะใช้ทุนเพิ่มมากขึ้น แต่ก็จะได้มวลชนที่เราไม่ทราบมาก่อนว่าแดง มาเปิดตัวเป็นต้น

ยุทธศาสตร์อีกข้อหนึ่งที่ยกมาเสนอกันคือ "กระจายพลังต่างจังหวัด" เมื่อมีการจัดตั้งมวลชนได้สำเร็จในต่างจังหวัด มวลชนเหล่านี้ก็พร้อมและสามารถที่จะอยู่และเคลื่อนไหวที่จังหวัดของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หากเมื่อเข้าสู่สถานการณ์สำคัญก็พร้อมปฎิบัติการได้เลย

ประเด็นที่3 คนเสื้อแดงกับนายกทักษิณ "ก้าวข้าม ก้าวไม่ข้าม ผ่านแต่ไม่พ้น" อย่างไหนดี ถูกต้องและเกิดประโยชน์

ประเด็นนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันมากว่า "คนเสื้อแดง"ไม่อาจแยกกับนายกฯทักษิณได้ มีผู้แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า "ไม่แยกกัน" "ไม่ก้าวข้ามหรอก" อีกท่านหนึ่งบอกว่า "อยู่ในใจ100เปอร์เซนต์" บางท่านบอกว่า "อดใจรอได้ "

ทั้งนี้ มีท่านหนึ่งวิเคราะห์ว่า "เชื่อว่าเรื่องนากยกทักษิณ กระแสสังคมจะตีกลับ เหมือนลูกตุ้มนาฬิกาเหวี่ยงกลับ"


โดยให้เหตุผลว่า "คนไทยรับรู้พิษปัญหาเศรษฐกิจกันมาก โดยเฉพาะเรื่องน้ำมันปาล์มที่เดือดร้อนกันได้ทุกครัวเรือน ความจำความรู้สึกที่ว่า งานดีมีเงินใช้ในสมัยนายกทักษิณ จะทำให้สังคมคิดถึงและต้องการนายกทักษิณมากขึ้น

แต่ขณะเดียวกันที่ประชุมก็กล่าวถึงข่าวการเจรจาและตกลงกันระหว่างนายกฯทักษิณกับผู้มีอำนาจ ซึ่งต่างก็คิดหากจะมีขึ้นจริงก็หวังว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการต่อสู้ของขบวนการคนเสื้อแดง

และเมื่อคุยกันถึงประเด็นนี้ ก็ได้ข้อสรุปที่จะมีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมา ชื่อว่า "แดงตะวันตกรักทักษิณ"

ประเด็นที่ 4 พรรคเพื่อไทยและการเลือกตั้ง

ที่ประชุมพูดถึงว่า ขณะนี้เข้าสู่บรรยากาศของการเตรียมการเลือกตั้ง และเชื่อกันว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจคงทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทย ได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ถึงอย่่างไร "คนเสื้อแดง"ก็ต้องพร้อมใจเข้าสู่ระบบเลือกตั้ง อย่างรู้เท่าทัน ว่าการเลื่อกตั้งที่จะเกิดขึ้น เปรียบก็เป็นกลไกขั้นหนึ่งของการต่อสู้เท่านั้น

ที่ประชุมเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า "คนเสื้อแดง"ต่างพร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ด้วยจิตอาสา แต่มีปัญหาคือ ว่าที่ผู้สมัครหลายๆคนในพื้นที่ ไม่กล้าแสดงตัว อาจเพราะกลัวว่าจะมีเสื้อแดงไปขอทุน ซึ่งที่ประชุมเชื่อมั่นว่า คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่ได้มีความคิดดังกล่าว หากมีก็เป็นพวกฉวยโอกาส

นอกจากนี้ผู้สมัครสส.บางคนถึงแม้ประกาศตัวว่าสมัครสส.ในนามพรรคเพื่อไทย แต่ก็เป็นที่รู้กันทั่วไปในท้องที่ว่าเป็นเด็กของพรรคภูมิใจไทย ผูัสมัครบางคนไม่กล้าแม้แต่จะประกาศชูนายกฯทักษิณก็มี มีผู้เสนอว่า เป็นเพราะผู้สมัครสส.ของเพื่อไทย ส่วนหนึ่งยังเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณคนเสื้อแดง หรืออุดมการ์ประชาธิปไตยของมวลชน ทำให้มองคนเสื้อแดงด้วยกรอบความคิดโบราณ

มีการพูดถึงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นจุดพลิกผันการต่อสู้ได้ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะแพ้หรือชนะ เป็นอีกแนวรบหนึ่งที่คนเสื้อแดงต้องช่วยสนับสนุน

ประเด็นที่5 การจับกุมคุมขังอจ.สุรชัย และมาตรา 112

ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า การเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 ต้องทำ ให้ใช้วิกฤตที่อจ.สุรชัยยอมสูญสิ้นอิสรภาพ ให้เป็นโอกาสที่มาขับเคลื่อนเรื่องให้ยกเลิกมาตรา112

ที่ประชุมสรุปว่า ควรเสนอให้ น.ป.ช. นำเรื่องมาตรา112 ขึ้นสู่เวทีใหญ่ วันที่ 12นี้ ยกให้เป็นประเด็นการต่อสู้หนึ่งของน.ป.ช. เหมือนที่ชูประเด็นการปล่อยตัวแกนนำทั้ง7คน ขอให้น.ป.ช. ได้รณรงค์เรื่องนี้ออกไป ซึ่งมวลชนจะได้รับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และทราบว่า ขณะนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงประเทศต่างๆทั่วโลกก็ได้เตรียมนำประเด็นนี้มาเคลื่อนไหว มีการร่างหนังสือ เตรียมยื่นให้กับสถานทูตไทยทั่วโลก เพื่อคัดค้านกฏหมายที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ได้มีผู้ให้ความรู้ว่า ประชาชนย่อมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะเสนอขอแก้ไขหรือยกเลิกกฏหมาย ไม่ว่ามาตราใด และที่ประชุมเห็นว่า ควรที่คนเสื้อแดงจะแสดงออกถึงความเห็นต่อการคัดค้านมาตรา 112 โดยการทำป้าย โปสเตอร์คัดค้าน มาตรา 112 แสดงขณะร่วมชุมนุมและในหลากหลายรูปแบบหลายวิธีการที่ทำได้ให้ทำ

นอกจากนี้ ได้มีข้อเสนอให้นัดเดินทางไปเยี่ยม อจ.สุรชัยกันโดยสม่ำเสมอ

ประเด็นสุดท้าย คือการพูดคุย จัดตั้งกลุ่ม "แดงตะวันตก รักทักษิณ"

ด้วยพื้นฐานความจริงที่ว่า คนเสื้อแดงและนายกฯทักษิณเป็นหนึ่งเดียวกัน ทางที่ประชุม จึงเห็นพ้องกันว่า ให้มีการจัดตั้งกลุ่มหรือเครือข่าย "แดงตะวันตก รักทักษิณ" เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนและทำงานร่วมกัน ระหว่างกลุ่มที่มาร่วมสัมมนาและมวลชนคนเสื้อแดงที่อยู่ในเขต 7 จังหวัดภาคตะวันตก โดยทางกลุ่มจะได้มีการจัดทำโลโก้กลุ่ม เพื่อประชาสัมพันธ์และให้เป็นที่รู้จักต่อไป

การสัมมนา ได้เสร็จสิ้นลง เมื่อเวลาประมาณ 18.00น รวมเวลา ห้าชั่วโมงเต็ม ที่คนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ มารวมตัวกัน ระดมความคิดและแลกเปลี่ยนแนวคิด วิธีการทำงาน โดยทำกันเอง เป็นบทพิสูจน์หนึ่งของพัฒนาการของขบวนการคนเสื้อแดง การเมืองภาคประชาชนที่เติบโตเชิงคุณภาพ กระจายไปในทุกๆที่ทั้งในและต่างประเทศ

"คนเสื้อแดงวันนี้ เขาเกิดและเติบใหญ่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ....จริงหรือ " การสัมมนาวันนี้ น่าจะเป็นคำตอบให้ท่านได้

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง: งานรวมพลคนเสื้อแดงภาคใต้คึกคัก ก้าวแรกปักธงนปช.บนเกาะภูเก็ต ล้างภาพถิ่นเหลืองสาวกปชป.

"สุเทพ"เผยเอกสารยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่สมบูรณ์ "เอกสาร-เซ็นชื่อ"ไม่ครบ ย้ำยุบสภาก่อน มิ.ย.

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา บรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมด 4 วัน ระหว่างวันที่ 15-19 มีนาคม จากเดิมที่วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน ได้วางกรอบอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้ 4 วัน ระหว่างวันที่ 9-12 มีนาคม โดยมีข่าวออกมาว่าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่พร้อมในการอภิปรายว่า ตนพยายามถามผู้ประสานงาน ซึ่งได้รับคำอธิบายจากประธานคณะกรรมการประสานงานรัฐสภาว่าเอกสารที่สมบูรณ์ยังไม่ถึงมือนายชัย และยังมีการเซ็นชื่อที่ไม่ถูกต้องประมาณ 2 ชื่อ มีเอกสารที่ไม่ครบถ้วน 3-4 หน้า ซึ่งเขาก็ไปติดตามตรวจสอบกันในฝ่ายของเจ้าหน้าที่สภา ซึ่งอาจจะถึงมือนายชัยเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของนายชัย


"ทุกฝ่ายก็ลุ้นกันอยู่ ผู้อภิปรายก็เต้นฟุตเวิร์คมานานแล้ว พวกที่จะถูกอภิปรายก็ชกลมมาหลายวันแล้ว มันก็จะได้มาพูดกัน ประชาชนก็รอฟังอยู่ แต่ถ้าจะเลื่อนออกไปก็ไม่เป็นไร แต่ละคนก็ไปฟิตซ้อมให้แข็งแรงอีก ยืนยันว่ารัฐบาลจริงใจให้เปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ" นายสุเทพกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า มองความขัดแย้งระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) กับนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พท. หัวหน้าทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องเวลาในการอภิปรายอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า เป็นมวยคนละสไตล์มากกว่า


เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิมบอกว่าไม่ควรอภิปรายนายสุเทพ เพราะเก๋าเกมทางการเมือง นายสุเทพกล่าวว่า เวลา ร.ต.อ.เฉลิมพูดตนก็ต้องระวัง ไม่รู้ชมหรือด่า ฟังดูเหมือนชมว่าเก่งแต่ที่แท้แฝงคำว่าพูดไม่จริงไปด้วย ส่วนที่ฝ่ายค้านเตรียมข้อมูลอภิปรายเรื่องการเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ตนในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ.ปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น มั่นใจว่าชี้แจงได้หมด


เมื่อถามว่า ภายหลังการอภิปรายถึงเวลาที่รัฐบาลจะพิจารณายุบสภาหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า รัฐบาลพิจารณาการยุบสภามาก่อนหน้านี้แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ทำให้เห็นแล้ว ตนจัดงานระดมทุน เตรียมคนลงสมัครและติดป้ายโฆษณาแล้ว แสดงความชัดเจนว่าเราต้องการให้เข้าสู่บรรยากาศ รอแค่ให้ กกต.เขาเตรียมตัว และให้สีเสื้อทีมกีฬาทั้งหลายกลับเข้าโรงเรียน เพื่อเข้าสู่ระบบ ส่วนที่พรรคร่วมรัฐบาลยังเห็นไม่ตรงกันก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่เป็นแล้วอยากอยู่นานๆ


เมื่อถามว่า เคยการันตีว่าจะยุบสภาก่อนเดือนมิถุนายนยังยืนยันหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า "ยืนยันครับ นายกฯยืนยันผมเป็นรองนายกฯ ยืนยันตามนายกฯ ทุกอย่าง"

หน่วยข่าวประเมินม็อบแดง "12มี.ค." ทะลัก 3 หมื่น หลัง 7 แกนนำพ้นคุก

ที่มา มติชน



(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 3 มีนาคม 2554)


การปล่อยตัวชั่วคราว 7 แกนนำเสื้อแดง ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายนิสิต สินธุไพร นายขวัญชัย ไพรพนา นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ แม้จะถูกมองเป็นเรื่องของการปรองดองสมานฉันท์เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง

แต่การปล่อยตัวของ 7 แกนนำเสื้อแดงครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะหน่วยข่าวไม่อาจนอนใจได้ การติดตามข้อมูลความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆ ยังคงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในวันที่ 7 แกนนำเสื้อแดงได้รับอิสรภาพ กลุ่มคนเสื้อแดงร่วมครึ่งหมื่นเดินทางมาถึงหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯหลังรับทราบคำสั่งศาลเพียงไม่นาน เพื่อคอยต้อนรับและร่วมแสดงความยินดีกับอิสรภาพครั้งนี้

บ่งบอกว่าแกนนำเสื้อแดง 7 คนนี้เป็นแม่เหล็กดึงพลังมวลชนได้อย่างดี และการแจ้งข้อมูลข่าวสารของกลุ่มคนเสื้อแดงทำได้รวดเร็วมาก!

ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 7 แกนนำเสื้อแดงพร้อมนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภา เดินทางไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต 91 ศพ จากเหตุสลายการชุมนุมทางการเมืองเมื่อเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 ที่วัดปทุมวนารามฯ ซึ่งหน่วยข่าวนับยอดกลุ่มเสื้อแดงที่มาร่วมงานบุญครั้งนี้ 1,000 กว่าคน เรียกว่ามากันแน่นวัด

จากการประชุมของหน่วยงานด้านความมั่นคงและการข่าว อาทิ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ฯลฯ ซึ่งนัดประชุมประเมินสถานการณ์ทุกวัน ก่อนนำรายงานศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ที่มี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ทำหน้าที่เป็น ผอ.ศอ.รส. ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจสันติบาลวิเคราะห์สถานการณ์การชุมนุมหลังปล่อยตัว 7 แกนนำเสื้อแดง ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะคึกคักขึ้นเป็นธรรมดา

อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้หน่วยข่าวประเมินว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่พบความรุนแรง โดยเฉพาะในส่วน 7 แกนนำเสื้อแดงที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมา ยังสงวนท่าทีในการเป็นตัวตั้งตัวตีเรียกร้องเคลื่อนไหว ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ 1.แกนนำเสื้อแดงทั้ง 7 คน ต้องระมัดระวังในการพูด ให้สัมภาษณ์หรือปราศรัยในทุกๆ สถานที่ ด้วยมีเงื่อนไขการประกันตัวที่ศาลกำหนดไว้ค้ำคออยู่ คือ ห้ามมิให้กระทำการอันเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน อันที่จะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และห้ามจำเลยดังกล่าวเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และ 2.ถ้าแกนนำเสื้อแดงทั้ง 7 คน ประพฤติตัวดีเป็นแบบอย่าง เพื่อนๆ กลุ่มเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำก็มีแนวโน้มได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้แกนนำเสื้อแดงจะยังคงเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 ทั้ง 91 ศพ ช่วยกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และเรียกร้องความเป็นธรรมด้านคดีด้วย ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดจะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงไม่หายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์

ส่วนการนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 12 มีนาคม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งตรงกับวันเคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพฯของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 นั้น หน่วยข่าวประเมินว่า สถานการณ์การชุมนุมไม่น่าจะมีความรุนแรง โดยแกนนำเสื้อแดงทั้ง 7 คนที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจะเดินทางมาร่วมชุมนุมด้วย แต่จะขึ้นเวทีปราศรัยด้วยหรือไม่นั้นยังไม่แน่ชัดเนื่องจากยังติดข้อกำหนดการปล่อยตัวชั่วคราว เบื้องต้นคาดยอดผู้ชุมนุมในครั้งนี้ประมาณ 30,000 คน และน่าจะเลิกตามเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ มีอินไซด์จากที่ประชุมด้านการข่าว พบว่ากองบัญชาการตำรวจสันติบาล ปูดข้อมูลลับด้วยว่า มีนักรบชุดดำเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯจำนวนหนึ่ง แต่ข่าวนี้หน่วยข่าวยังไม่ให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือ เพราะยังดูลอยๆ และยังไม่ชัดเจน!

นักลงทุนท้อ "รัฐประหาร3ครั้งไม่เท่าหนึ่งมาบตาพุด" ฟัง "ท่านประธานฯ" เปิดใจจากมลพิษถึงประมูล 3 จี

ที่มา มติชน




ประธานศาลปกครองสูงสุด เปิดใจ


ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ วิพากษ์ศาลปกครอง

รับชมข่าว VDO

นักลงทุนญี่ปุ่น ที่ขนเงินมาลงทุนใน มาบตาพุด บ่นเสียงดังๆ ว่า รัฐประหาร 3 ครั้ง ไม่เท่า 1 คดีมาบตาพุด

ถัดมา เมื่อศาลปกครองเบรกประมูล 3 จี เสียงวิจารณ์ดังขึ้นว่า มีไฟฟ้า แต่ ศาลเลือก จุดตะเกียง ... ได้เวลา ทบทวนศาลปกครอง (เสียที)


เหลียวดูศาลปกครอง ในวาระครบรอบ 10 ปี มีคดีเข้ามาสู่ศาลแล้ว 6.2 หมื่นกว่าคดี โดยเฉพาะคดีสิ่งแวดล้อม กำลังกลายเป็นคดีเดิมพันที่สูงมาก


"มติชนออนไลน์" เปิดใจ ดร.หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ในประเด็นร้อน ๆ

ไม่ว่า คุณจะเป็น นักธุรกิจ นักลงทุน เอ็นจีโอ. หรือ ประชาชนทั่วไป ก็ควรอ่าน บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้


@ นับจากคดีมาบตาพุด คดีสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาตรฐานของศาลปกครองยึดประโยชน์ของใคร


มันก็มีหลักอยู่ว่าประโยชน์ที่มันขัดกันมันก็ต้องชั่งน้ำหนัก เพราะทุกคนก็อ้างประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น แต่มันก็ต้องมีใครที่ทำผิดกฎหมายหรือทำมิชอบ ถ้าสมมติว่ามันชอบไปหมดก็ต้องชั่งน้ำหนัก แต่ถ้ามันเกิดข้อพิพาทแล้วแสดงว่าต้องมีใครที่ไม่ทำตามที่กฎหมายบัญญัติ ผมคิดว่ามันไม่ยาก


@ถ้าศาลดูแค่กฎหมาย แต่ไม่ดูผลกระทบและความเสียหายทางเศรษฐกิจ จะถูกหรือ


ก็ถูกอยู่ แต่ถ้าเราดูปัญหาความเสียหายในระยะใกล้แต่ไม่ดูที่ระยะไกล เช่น อย่างที่เราบอกว่าเราตัดสิทธิอุตสาหกรรมในมาบตาพุดออกหมด เงินลงทุนจากต่างประเทศก็จะรั่วออกไปหมด แล้วเราาจะเลือกเอาว่าเอาเงินลงทุนมาแต่ความเสียหายระยะยาวคนไทยเป็นโรคมินะมะตะกันหมด มือหงิก มือง่อย หรือคนไทยสมองฝ่อกันหมด เราจะเลือกอะไร


นี่ไง มันต้องชั่งน้ำหนัก เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นแบบนี้มันก็ต้องมองว่า มีทางออกที่ดีกว่านี้ไหมที่เราจะต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง โอเค ลงทุนเราก็ต้องการ ถ้าน้อยหน่อยปัญหามันจะลดลง มันจะเป็นไปได้ไหม มันคงไม่ถึงกับต้องเลือกลงไปเสียทีเดียว


ทูตสหรัฐฯเคยถามผม ผมบอกว่าเราต้องการการลงทุน เพราะเราเป็นประเทศเล็กๆ เราต้องการเงินทุน แต่ท่านก็ต้องเข้าใจปัญหาเพราะฉะนั้น เราก็ควรรับได้เท่าที่สมรรถภาพเท่าที่เราทำได้ตราบที่ไม่กระเทือนถึงระยะยาว เพราะผมคิดว่าผู้บริหารประเทศจะต้องดูเรื่องนี้ ไม่ใช่มองแค่เป็นผู้บริหาร 4 ปี ขอทำแค่ในยุคที่อยู่ ผมคิดว่าไม่พอ ต้องมองไกล ไม่อย่างนั้นแย่ เพราะผู้บริหารสับเปลี่ยนกัน 4 ปีก็ออก อีก 4 ปีก็มาใหม่ ทุกคนก็มาเพื่อที่จะสร้างชื่อให้กับพรรคของตัวเอง หรือชื่อของตัวเอง พอมาผลกระทบระยะยาว ลองสมมติว่าผ่านไปอีก 50 ปี คนอีกรุ่นที่จะขึ้นมา แล้ว "จะขึ้นมาด่าใคร ?" จะตอบว่า พวกคน 50 ปีที่แล้วรับผิดชอบมันก็คงไม่ใช่ มันก็มีแต่จิตสำนึกของคนในขณะนี้เท่านั้นที่จะมองถึงอนาคตอีก 50 ปี ผมคิดแบบนี้นะ


@มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าศาลเองมีความรู้ความเชี่ยวชาญถ่องแท้มากน้อยแค่ไหนในคดีโทรคมนาคม หรือคดีสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องเทคนิค


มั่นใจได้เพราะเหตุว่า เราบอกว่ามันยาก มันซับซ้อน เพราะฉะนั้นเราตั้งคณะกรรมการวิชาการขึ้นมาสนับสนุนการทำคดีของตุลาการในแต่ละด้าน ปัจจุบันเราตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว 5 ชุด แม้ว่าจะยังไม่ครอบคลุมทุกด้านอย่างเช่นในเรื่องกิจการโทรคมนาคม หรือในอนาคตมันจะมีด้านอื่นอีก แต่คงจะอาศัยชุดต่างๆนี้เป็นคนดูแล ทีนี้คณะกรรมการวิชาการนี้ก็จะตั้งมาจากตุลาการศาลสูง กับ ศาลล่าง ซึ่งอาจเกิดถามว่า ไม่รู้ แล้วจะมาให้คำปรึกษาได้อย่างไร การให้คำปรึกษาในรูปคณะกรรมการหมายความว่า คณะกรรมการนั้นต้องมานั่งคุยกันถกกันก่อนหาคำตอบ หรือทางแก้ที่ดีที่สุดเพื่อให้ตุลาการ ซึ่งตุลาการแต่ละคนก็มีงานของตัวเองแล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาศึกษา


ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการแต่ละชุดก็จะมีคณะอนุกรรมการที่สนับสนุนอีกหนึ่งชุด ซึ่งคณะอนุกรรมการวิชาการก็จะจบปริญญาโทเป็นอย่างน้อย เช่นด้านสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่หรืออนุกรรมการก็จะจบสาขาสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น และจบจากต่างประเทศสามารถที่จะศึกษาเปรียบเทียบค้นคว้าได้ เพราะฉะนั้น คนที่ค้นคว้าจริงๆนอกจากตัวตุลาการในกรรมการวิชาการซึ่งท่านมีเวลาน้อย แต่บางท่านก็ทำ หากท่านทำไม่ได้ก็จะให้คณะอนุกรรมการทำอย่างไปดูของฝรั่งเศสบ้าง เยอรมันบ้าง อาจพูดได้เลยว่าเป็นสิ่งใหม่ เรามีคณะกรรมการวิชาการที่แตกต่างจากองค์กรอื่นที่มีกรรมการวิชาการอย่างเช่นในมหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยมันคือ กรรมการบริหารวิชาการก็คือกำหนดวางนโยบายทางวิชาการ แต่คณะกรรมการวิชาการของเราคือคนที่จะต้องไปทำงานวิชาการจริงๆ หมายความว่า ต้องถก ยกร่างขณะในการประชุมเลย แต่ก่อนจะยกร่างก็อาจมีคณะกรรมการเล็กๆ 2-4 คน ไปศึกษาหาเหตุผลและมาเสนอที่ประชุม ปรับแก้กันเดี๋ยวนั้น และก็จะมีฝ่ายสนับสนุนอย่างคณะอนุกรรมการช่วย


@คดีมาบตาพุด นักลงทุนญี่ปุ่น พูดถึงขนาดว่า รัฐประหาร 3 ครั้งยังไม่เท่าคดีมาบตาพุด ท่านรู้สึกอย่างไร


ถ้าดูตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว มันแทบจะหลุดหมดเลย ผมว่ามันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือหมดเลยด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นจะบอกว่าแรง หรือไม่แรงมันพูดอยู่บนฐานของอะไร ถ้าพูดอยู่บนพื้นฐานของเจ้าของโรงงานก็มองว่าแรง แต่ถ้าพูดบนพื้นฐานของคนไทยที่อยู่ในประเทศไทยนี้ ต้องบอกว่า สิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ได้


เมื่อตอนที่ผมเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ เอกอัครราชทูตสวิสฯ เชิญผมไปทานข้าวพร้อมกับทูตอีกหลายประเทศ และปัญหาหนึ่งที่พูดคุยกันคือมาบตาพุด ทูตสหรัฐฯถามผมว่า ท่านรู้ไหมว่าคนอเมริกันมาลงทุนในเมืองไทยแค่ไหน ผมตอบว่า ไม่รู้รายละเอียดแต่รู้ว่ามาก เราก็เป็นประเทศเล็กๆต้องการการลงทุนจากต่างประเทศแน่นอน แต่ท่านก็คงเข้าใจว่า สิ่งที่ท่านลงทุนในประเทศเป็นกิจการที่ท่านไม่ลงทุนในประเทศท่าน เพราะรู้ว่าสิ่งที่เขามาตั้งบ้านเรามันคืออุตสาหกรรมที่มีมลพิษ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งญี่ปุ่นเองเขาก็รู้ เพียงแต่ของเรา กฎหมายเราทันสมัยอยู่ เรากำหนดมาตรการป้องกันเพียงแต่เราไม่ทำตามที่กฎหมายบัญญัติ


กฎหมายไม่สามารถออกมาเต้นเอง มันอยู่ที่คน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการออกใบอนุญาตให้ มันไม่ได้ออกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หรือหลังจากที่ถูกฟ้องจึงมาทำ ปัญหาของข้อเท็จจริงหลังฟ้องเราเอามาใช้ได้แค่ไหน นั่นก็เป็นประเด็นหนึ่ง แม้เราจะบอกว่ากฎหมายเราค่อนข้างทันสมัย แต่ถามถึงความรอบคอบเนี่ย รอบคอบจริงหรือเปล่า


โอเค แต่ละโรงงานปล่อยมลพิษไม่เกินกับที่กฎหมายกำหนด แต่พอไปตั้งรวมกลุ่มแล้วมันปล่อยกันทุกโรง มันเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด ตรงนี้เราไม่คิดมาก่อน ผมเพิ่งไประยอง ไปตรวจศาลปกครองที่นั่น ฟังทั้งตุลาการ และเจ้าหน้าที่พบว่าทั้งๆที่ศาลปกครองระยองเป็นศาลที่ใกล้กรุงเทพฯใครก็น่าจะอยากไปทำงาน แต่เชื่อไหมว่ามีแต่คนอยากจะย้ายออก


@ เพราะมลพิษ ใช่หรือเปล่า


ใช่ มีแต่คนอยากจะย้ายออก เจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากอยู่


@ เอกชนเขามองว่าศาลฟังเสียงเอ็นจีโอมากไป


ผมว่าไม่ เราแค่ดูตามตัวบทกฎหมายไม่ต้องฟังเสียงใครเลย เช่นใบอนุญาตที่ออกผ่านขั้นตอน 4 ขั้น ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ไหม เงื่อนไขไม่ผ่านก็ไม่ต้องออกใบอนุญาตแล้วไม่ต้องฟังเสียงใครเลย ดูเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายล้วนๆก็ชัด


อย่างที่บอกว่า คนที่พูดมีจุดยืนอยู่ที่ตรงไหน ถ้าอยู่ที่เราเป็นรัฐมนตรีที่ต้องระดมเงินลงทุนมาที่ไทย จุดยืนก็จะอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราเป็นคนที่จะอยู่ที่นั่นจุดยืนก็จะเป็นอีกอย่าง ตรงนี้เราก็ต้องดูเพราะมลพิษบางอย่างมันไม่ใช่ 1-2 วันก็หมด มันอาจอยู่เป็น 10 ปี เราต้องคำนึงถึงคนในรุ่นต่อไป


@ คดี 3 จีก็ถูกมองว่าถ่วงความเจริญ ตอนนี้ประเทศ เพื่อนบ้านมี 3 จีกันหมดแล้ว


บางทีมันอาจต้องเลือกเอาเหมือนกัน เพราะการที่บอกว่าทำให้ความเจริญมันหยุดยั้ง ทำให้การบริการสาธารณะมันหยุดชะงัก จะเห็นกันว่าตอนที่ฟ้องกันอยู่ ผมคิดว่าคดีหลักมันยังไม่ได้ตัดสิน แต่แค่ตอนกำหนดวิธีการชั่วคราว ฝ่ายหนึ่งก็อ้างสาธารณะประโยชน์ อีกฝ่ายหนึ่งก็อ้างสาธารณะประโยชน์ ก็อ้างกันทั้งคู่


ผมอ่านบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ มีฉบับหนึ่งเขียนวิจารณ์ว่า ศาลปกครองตอนนี้ทิ้งอุดมการณ์ไปแล้ว มีศาลปกครองเพื่อจะดูแลผลประโยชน์สาธารณะ แต่การที่กำหนดมาตรการชั่วคราวของคุณไม่ให้มีการประมูลโทรศัพท์ 3 จี ทำให้มีการวิจารณ์ว่าทำให้ประโยชน์สาธารณะเสียหาย ไม่ทันเพื่อนบ้าน แต่ก็จะมีอีกเสียงบอกว่า ไม่เลย ถึงไม่มี 3 จี มันก็ยังเดินหน้าไปได้อยู่


ลองดูว่าเมื่อมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดไปแล้ว ผลที่ย้อนตีกลับมีแค่ไหน ผมว่ามันน้อยนะที่เรายืนตามศาลชั้นต้น จริงๆแล้วจะต้องไปอ่านคำสั่งของศาลให้ดีโดยเฉพาะคำสั่งศาลสูง จริงๆส่วนใหญ่ที่วิจารณ์กันไม่ได้ดูตัวคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ละเอียด เพราะเห็นว่า ในคำพิพากษาศาลแต่ละคำสั่งมีเหตุและมีผลว่าทำไมเราถึงสั่งอย่างนั้น อย่างในกรณี 3 จี มันอยู่ใน"วิธีการชั่วคราว" ลองไปอ่านดูว่ามีเขียนอยู่ว่า กิจการใดที่จะอ้างว่าทำเพื่อสาธารณะประโยชน์ กิจการนั้นก็ต้องชอบด้วยกฎหมาย แต่จริงๆแบบนี้ ชาวบ้านอาจฟังยาก แต่สำหรับนักกฎหมายแล้วคุณจะอ้างว่าเพื่อสาธารณะประโยชน์ เพราะฉะนั้น ต้องทำได้ ทั้งๆที่กฎหมายกำหนดไว้คนละอย่าง แต่คุณอ้างสาธารณะประโยชน์แล้วคุณจะทำได้


เพราะฉะนั้น ต่อไปในอนาคตถ้าทุกคนอ้างว่าทำเพื่อสาธารณะประโยชน์ ใครจะเป็นคนชี้ว่าใช่หรือไม่ใช่ เพราะกิจการ 3 จี มันบอกไว้เลยว่าจะต้องมี กสทช. และกสทช. นี้จะต้องวางผังแม่บทคลื่นย่านความถี่ จริงๆแล้วมันมีข้อเท็จจริงบางอย่างที่ไม่ได้เปิดเผย ซึ่งข้อเท็จจริงมันขัดกันอยู่ แต่ว่าเราไม่ได้ลงไปถึงตรงนั้น เราดูแต่เพียงว่า เมื่อกฎหมายกำหนดว่าต้องมีคณะกรรมการร่วมกันเป็นกสทช. แล้วกสทช.ก็ต้องวางผังแม่บทเพื่อรวมคลื่นความถี่ทั้งหมดแล้วถึงจะแบ่งออกไป จากนั้นแต่ละหน่วยงานจึงรับของตัวเองไปบริหารจัดการ


ทีนี้ หน่วยงานที่ทำอยู่ คือ กสท. ก็อ้างว่าย่านความถี่ที่รัฐเอาเข้ามาทำเนี่ยเป็นของกรมไปรษณีย์เดิม ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม ปัญหาหนึ่งก็คือว่า ทำไมอยู่ๆเป็นของกรมไปรษณีย์จึงมาตกเป็นของคุณ แล้วเอาอะไรมายืนยันว่านี่เป็นย่านกิจการโทรคมนาคมเท่านั้นซึ่งอันนี้มันมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นซึ่งยังไม่ได้พิสูจน์เลย แต่ในขณะที่กฎหมายแม่บอกว่าเมื่อมีกสทช. แล้วต้องรวมย่านความถี่ทั้งหมดจึงมาแบ่ง


ตรงนี้ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เขียนบทความโจมตีซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องนี้ แต่พูดมาถึงกระทั่งว่า "ถึงเวลาที่จะทบทวนความมีอยู่ของศาลปกครอง" คือ เขาอ้างเหมือนที่คนอื่นอ้างว่าในเมื่อความถี่นี้เป็นกิจการโทรคมนาคมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น กสทช.ก็ย่อมมีอำนาจที่จะทำ แต่ในความเป็นจริงแล้วใครเป็นคนบอก เพราะ มีความเห็นของกฤษฎีกา ซึ่งไม่ได้ออกมาบอก ถูกหรือผิดก็ไม่รู้ ในต่างประเทศก็เลิก มันไม่ได้เป็นสากล แต่นี่อ้างเป็นสากล แต่นี่อ้างเป็นสากล แสดงว่ามีจุดยืนอยากให้ออกมาประมูล เพราะฉะนั้นมันก็ต้องไปคิดดู


ส่วนศาลเองตัดสินก็ต้องมีหลักกฎหมาย หลักที่วางอันหนึ่งคือ หลักภารกิจที่เป็นประโยชน์ของสาธารณะก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไม่ใช่มาอ้าง เป็นกิจการสาธารณะ ไม่สนใจว่ากฎหมายจะว่าอย่างไร ถ้าไม่อย่างนั้นวันหลังก็อ้างกันหมด ถ้าศาลไปอย่างนั้น สิ่งที่ยากลำบากคือในอนาคตจะตัดสินคดี จะวางบรรทัดฐานอย่างไร หากต่อไปนี้กิจการที่เป็นสาธารณะประโยชน์แม้นไม่ทำตามกฎหมายก็เป็นเรื่องชอบด้วยกฎหมาย ตาย! เละ


@ พอจะบอกได้ไหมว่าคดีใหญ่อย่างทั้งมาบตาพุด และ 3 จี ผลของคดีหลัก จะออกมาเมื่อไหร่


เอาเป็นว่าตัวผมก็ติดตามอยู่เหมือนกัน แต่ไม่อยากกดดันองค์คณะถึงระดับที่ว่าสักแต่ว่าทำแล้วออกมาแล้วมันด้อยคุณภาพ ที่จริงเมื่อผมมารับงานนี้ หรือไม่ว่าใครก็ตามมาทำนั้น นโยบายคือ ต้องรวดเร็ว, งานที่ออกมาต้องมีมาตรฐานและมีคุณภาพ มาตรฐานและคุณภาพอยู่ที่เหตุผล จะเห็นว่าคดีมาบตาพุดก็ดี คดี 3 จีก็ดี แค่ในขั้นของมีคำสั่งของวิธีการชั่วคราว ผมคิดว่ามีคนคัดค้าน ต่อต้านไม่เยอะเท่าไหร่ ที่ไม่เยอะ ไม่ใช่เพราะเหตุว่ามันไม่เสียหาย แต่คิดว่าโดยหลักและกฎหมายที่เราวางถูกต้องมากกว่า


@ จาก คดีมาบตาพุด ถึง 3 จี หากว่ามีการทำตามที่ศาลสั่ง ศาลก็สั่งปล่อย ใช่ไหม


ตรงนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหลังฟ้องจะเอามาใช้ได้แค่ไหน ซึ่งอันนี้โดยหลักแล้วผมคิดว่า ข้อเท็จจริงหลังฟ้องเป็นข้อเท็จจริงที่จะมารับฟังเพื่อทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นที่เป็นเรื่องไม่ชอบ กลายเป็นเรื่องชอบไม่ได้นะ โดยหลักกฎหมาย ถ้าเกิดมันจะเปลี่ยนได้ หมายความว่า ถ้าเกิดมันไม่ชอบ เช่นมีเงื่อนไขต่างๆ แล้วคุณไม่มี เมื่อคุณไม่มี ในขณะที่ออกใบอนุญาตที่คุณออกก็เป็นสิ่งไม่ชอบ โดยหลักแล้วก็ต้องเพิกถอน


แต่คุณมาทำสิ่งนี้ทีหลัง คุณมาบอกว่าจะทำให้สิ่งนี้เป็นเรื่องชอบ โดยหลักนั้นทำไม่ได้ แต่ถ้าจะทำได้นะ ซึ่งผมเองก็ไม่ยืนยันว่าจะทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะทำในลักษณะใด ซึ่งก็ต้องเป็นข้อยกเว้นมากๆ เพราะฉะนั้น ทางแก้มันมี สมมติว่าที่ออกมามันไม่ชอบ แล้วคุณดำเนินการเงื่อนไขมิชอบ คุณรีบขอใบอนุญาตออกใหม่ อันนี้เลิกก็เลิก ใบใหม่ก็ต่อไปได้ ถ้าไม่อย่างนั้นก็เสียหายกลายเป็นว่าในขณะที่ทำก็ไม่ต้องสนใจว่าจะชอบหรือไม่ชอบ พอมีปัญหาแล้วค่อยทำ แล้วก็บอกว่าใช้ได้ อย่างนี้ไม่ไหว


ยกตัวอย่างเรื่องการสร้างอาคาร เรื่องการควบคุมอาคาร อย่างที่มีการสร้างผิด ออกใบอนุญาติผิด แล้วเราบอกให้หยุด ก็ไม่หยุด สร้างจนเสร็จเลย แล้วแก้ไขไม่ได้ พอถึงเวลาตัดสินผมว่ามันต้องทุบลูกเดียว ไม่อย่างนั้นเราจะเอาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไว้ที่ไหน แล้วจะไปอ้างว่าคนอื่นก็สร้าง คนอื่นก็ผิด ผมว่าไม่ได้ นี่ไม่ใช่ข้ออ้าง

"ภราดรภาพมุสลิม" กับการเมืองอียิปต์

ที่มา มติชน


หะซัน อัล-บันนา

โดย ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



ในช่วงเวลาที่ผ่านมา โลกอาหรับต้องเผชิญกับกระแสการชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดี ซึ่งเริ่มขึ้นที่ตูนิเซียก่อน แล้วเคลื่อนตัวไปยังอียิปต์ และแพร่ขยายต่อไปอีกหลายประเทศในย่านตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ สำหรับการประท้วงในอียิปต์นั้น ได้พุ่งเป้าของการโจมตีไปที่ตัวประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค ผู้นำวัย 83 ปี โดยตรง เป้าหมายสำคัญคือการปูทางไปสู่การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ทั้งการแก้ปัญหาความยากจน การว่างงาน ราคาอาหารที่พุ่งสูง การคอร์รัปชั่น และระบบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

กลุ่มขบวนการหนึ่งซึ่งถูกคาดหมายว่าจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงอนาคตอียิปต์ไปในทิศทางนั้นคือ "ขบวนการภราดรภาพมุสลิม" หรือเรียกในภาษาอาหรับว่า "Al-lkhwan Al-Muslimin" (Muslim Brotherhood)

เท่าที่ผ่านมากลุ่ม "อิควาน" ถูกฉายภาพให้เป็นกลุ่มสำคัญหลักในการขยายแนวคิดหัวรุนแรง และเป็นบ่อเกิดของ "กลุ่มก่อการร้ายมุสลิม" ในส่วนต่างๆ ของโลก มายาคติที่เกิดขึ้นนำไปสู่ความวิตกหวาดกลัวอย่างไม่มีเหตุผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอียิปต์ต่อจากนี้ ฉะนั้น การทำความเข้าใจแนวคิดของกลุ่มอิควานผ่านผู้ก่อตั้งองค์กรอย่างหะชัน อัล-บันนา (Hasan Al-Banna) และสถานะของกลุ่มในการเมืองอียิปต์ขณะนี้ จึงมีความสำคัญยิ่ง

จุดเริ่มต้นและการขยายตัว

อัล-บันนา ได้ก่อตั้งขบวนการของเขาขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 1928 ณ เมืองอิสมาอิลียะห์ (Isma"iliya) ประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นเมืองที่เจ้าหน้าที่บริษัทคลองสุเอซชาวยุโรปอาศัยอยู่กันเต็มไปหมด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พลังของอิสลามที่จะต่อต้านอิทธิพลตะวันตกผุดขึ้นมาและเจริญงอกงามได้อย่างไม่ยากเย็นมากนัก

ก่อนที่จะตั้งขบวนการภราดรภาพมุสลิมขึ้นนั้น อัล-บันนา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูในโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง แม้จะเป็นครูประจำแต่เขาก็ไม่ได้สอนเฉพาะนักเรียนเท่านั้น เมื่อมีเวลาว่าง เขายังไปสอนและทำการเผยแพร่ศาสนาให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอียิปต์ที่ทำงานให้บริษัทคลองสุเอซ ตลอดรวมถึงคนยากคนจนและแรงงานด้อยโอกาสอีกด้วย สานุศิษย์ของเขา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เห็นความฟุ่งเฟ้อสุรุยสุร่ายในการใช้ชีวิตและความเป็นอภิสิทธิชนของชาวตะวันตกที่มาอาศัยอยู่ในบ้านเกิดของพวกเขา จึงพร้อมที่จะรับฟังคำสั่งสอนที่เน้นในเรื่องการไม่ยึดติดกับวัตถุสิ่งของ แต่ให้ยกระดับความสำคัญของจิตวิญญาณด้านศีลธรรม

ค่านอนของอัล-บันนา ได้แพร่ออกไปอย่างกว้างขวางในหมู่คนระดับล่างของสังคม โดยที่เหล่าบรรดาชนชั้นปกครองและพวกอภิสิทธิ์ชนก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก อัล-บันนา มักจะเดินทางไปเยี่ยมเยือนพบปะผู้คนในทุกๆ พื้นที่ อีกทั้งยังบรรยายให้ความรู้แก่พวกแรงงานและชาวไร่ชาวนาอยู่เสมอ ระหว่างปี 1928 ถึง 1933 เชื่อกันว่ามีสำนักงานสาขาต่างๆ ของอิควานทั่วประเทศเปิดดำเนินการไม่น้อยกว่า 50 สาขา โดยมีการจัดตั้งมูลนิธิการกุศล โรงงานทอผ้ามัสยิด ร้านขายยา สถาบันการศึกษา รวมอยู่ในอาคารของแต่ละสาขา

สานุศิษย์ของอัล-บันนา ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มมวลชนรากหญ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรดาคนหนุ่มสาวที่อยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ และนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยที่เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มอิควานในฐานะขบวนการฟื้นฟูอิสลาม (Islamic Revivalist) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์อียิปต์ ในเวลาต่อมาสาขาของขบวนการได้ขยายออกไปนอกประเทศ ไปยังซูดาน ซีเรีย จอร์แดน ปาเลสไตน์ อิรัก หรือแม้แต่ในยุโรป

หนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ของกลุ่มอิควานได้ถูกแจกจ่ายออกไปทั่วโลกมุสลิมของกลุ่มอิควานได้ถูกแจกจ่ายออกไปทั่วโลกมุสลิม

แนวคิดของ "อัล-บันนา"

ในระยะแรก อัล-บันนา พยายามเน้นย้ำเฉพาะเรื่องหลักคำสอนของอิสลาม เขาได้สรุปเป้าหมายของการฟื้นฟูอิสลามที่เป็นภาพรวมเอาไว้ว่าคือ "การหันกลับไปหาอิสลาม" และ "อัล-กุรอานถือเป็นธรรมนูญของพวกเรา" เขาเตือนสมาชิกของขบวนการเสมอให้หลีกห่างจากเรื่องการเมืองระบบพรรค และเสนอแนะให้มุ่งเป้าไปที่การทำงานด้านสังคมและศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม แต่ทัศนคติเช่นนี้ก็มิได้หมายความว่า อัล-บันนา จะพอใจกับระบบการเมืองที่เป็นอยู่หรือความเป็นไปของพัฒนาการทางการเมืองทีเกิดขึ้นในอียิปต์และในโลกมุสลิม

เมื่อเวลาผ่านไป อัล-บันนา จึงเปิดเผยเป้าหมายกว้างๆ ของขบวนการโดยได้อธิบายไว้ในหลายครั้งหลายโอกาสว่า อิสลามมีความหมายที่กว้างขวางอย่างมาก มันเป็นตัวกำหนดกิจการทุกอย่างของมนุษย์ รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคสมัยใหม่ และอิสลามก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องจิตวิญญาณและศาสนาเท่านั้น อิสลามเป็นศาสนาที่ครอบคลุม เป็นศาสนาแห่งสันติภาพและภราดรภาพ และเป็นศาสนาแห่งการร่วมมือทำงานกันอย่างจริงใจ

อัล-บันนา ไม่พอใจกับการแข่งขันแย่งชิงแสวงหาอำนาจกันอย่างหนักในหมู่พวกนักการเมืองที่คอร์รัปชั่นและไม่มีหลักธรรมประจำใจ เขาเรียกร้องให้ผู้นำรัฐและรัฐบาลนำหลักธรรมคำสอนของอิสลามมาประยุกต์ใช้ ฉะนั้น การเริ่มต้นเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของอิควานจึงเป็นไปในลักษณะการวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมทางสังคมของผู้มีอำนาจที่ละเลยต่อหลักคำสอนทางศาสนา ต่อมาจึงเริ่มกล่าวหาพวกเขาว่าไม่ได้เป็นผู้ศรัทธาที่มีความกระตือรือร้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้แทนที่สถาบันที่มีลักษณะโลกวิสัย (secular institution) ด้วยสถาบันอิสลาม

อย่างไรก็ตาม คงไม่ถูกต้องนักหากจะกล่าวว่า ขบวนการอิควานพยายามจะสถาปนาระบบอิสลามขึ้นใหม่โดยจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะพวกเขาออกมาอธิบายอยู่หลายครั้งว่า กฎระเบียบต่างๆ นั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป แต่ประเด็นใหญ่คือต้องรักษาหลักการพื้นฐานของอิสลามไว้

พวกเขายืนยันว่า ศาสนานั้นจะต้องเป็นพื้นฐานของระบบทางสังคม แต่รายละเอียดของมันก็คงต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาวการณ์หรือเงื่อนไขทางสังคมที่เปลี่ยนไป

ในเรื่องของความสอดคล้องระหว่างอิสลามกับประชาธิปไตย ชาตินิยม สังคมนิยม โลกวิสัย และคอมมิวนิสต์นั้น อัล-บันนา เชื่อว่าสิ่งใดที่ดีที่มีอยู่ในระบบอื่น มันมีอยู่ในอิสลามอยู่แล้ว เขากล่าวต่อไปว่าอิสลามโดยแก่นแท้แล้ว คือระบอบที่ประกันถึงอิสรภาพและความเท่าเทียมมอบสวัสดิการและความยุติธรรมให้แก่ทุกคน และส่งเสริมให้มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นภราดรภาพและการมีศีลธรรมทางสังคม

เขาเชื่อว่ามีความจำเป็นสำหรับมุสลิมที่จะหยิบยืมแนวคิดและสถาบันจากสังคมอื่นๆ เนื่องจากอิสลามยอมรับระบบความคิดที่มีคุณค่าทุกอย่างที่มีความจำเป็น ดังนั้น เป้าหมายของขบวนการอิควานจึงไม่ใช่การเตรียมชุดของแนวคิดใหม่ไว้ให้สมาชิกปฏิบัติตาม แต่ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ที่สามารถทำความเข้าใจกับความหมายของอิสลามที่แท้จริงได้ ทั้งนี้ เพื่อที่จะบรรลุถึงความก้าวหน้าและฟื้นฟูอิสลามให้กลับมาสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง

จากแนวคิดของอัล-บันนา ดังกล่าว ทำให้จุดยืนและกรอบการทำงานของกลุ่มอิควานเท่าที่ผ่านมาเน้นหนักไปทางการปฏิรูป มิใช่ขบวนการปฏิวัติที่ต้องการเห็นอียิปต์และโลกมุสลิมเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันด่วน โดยใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ

อิควานในการเมืองอียิปต์และความรุนแรง

กลุ่มนายทหารอิสระที่ทำการปฏิวัติอียิปต์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 1952 นั้น ความจริงมีแนวคิดที่คล้ายคลึงในหลายๆ แง่มุมกับขบวนการอิควาน โดยเฉพาะในเรื่องสังคม นอกจากนั้นนายทหารบางคนที่ร่วมทำการปฏิวัติก็เคยเป็นสมาชิกของขบวนการอิควานมาก่อน ในช่วงแรกคณะปฏิวัติที่ขึ้นมาครองอำนาจใหม่ พยายามขอความร่วมมือและการสนับสนุนจากอิควาน และไม่มีความคิดที่จะทำกำจัดอิควานแต่อย่างใด

แต่เมื่อกลุ่มอิควานตัดสินใจไม่ร่วมปกครองประเทศกับคณะปฏิวัติดังกล่าว เพราะมีทรรศนะไม่เห็นชอบกับแนวทางปกครองของผู้ปฏิวัติ จึงทำให้ กะม้าล อับดุล นัซเซอร์ (ผู้นำคณะปฏิวัติ) ถือว่าการปฏิเสธของกลุ่มอิควานเป็นแผนที่จะควบคุมอำนาจการปกครองไว้เสียเองความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นนำไปสู่การจับกุมคุมขังสมาชิกกลุ่มอิควานใน ค.ศ.1954 และไล่ล่าติดตามสมาชิกอื่นๆ ที่หลบหนี โดยอ้างเหตุผลว่า กลุ่มอิควานได้วางแผนเพื่อสังหารประธานาธิบดีนัซเซอร์

นับจากนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลยุคต่างๆ ของอียิปต์จึงปฏิเสธไม่ยอมรับขบวนการอิควาน พร้อมประกาศให้อิควานเป็นกลุ่มนอกกฎหมาย มีการจับสมาชิกกลุ่มอิควานขังคุกบ่อยครั้ง โดยยัดเยียดข้อหาก่อตั้งกลุ่มใต้ดินที่มีเป้าหมายปฏิวัติการปกครอง ทางรัฐบาลได้จำคุกและทรมานกลุ่มอิควานจำนวนมาก หลายคนถูกพิพากษาประหารชีวิต สมาชิกบางคนที่รอดออกมาจากการทรมานในคุกได้ จึงเริ่มก่อตั้งกลุ่มใหม่ที่ใช้ความรุนแรงและการก่อการร้ายตอบโต้ฝ่ายรัฐ และไม่ร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มอิควานที่เน้นแนวทางปฏิรูปอีกต่อไป

ฉะนั้น กลุ่มที่ใช้วิธีก่อการร้ายโจมตีเป้าหมายรัฐบาลและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เกิดขึ้นในอียิปต์เป็นระยะ ตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มอิควานอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นกลุ่มคนที่คับแค้นใจต่อการกระทำที่โหดเหี้ยมของฝ่ายรัฐ รวมถึงคนอย่างอัยมาน อัล-ซะวาฮิรี สหายคนสนิทของอุซามาอุ บิน ลาเดน ด้วย

สถานะของอิควานในปัจจุบัน

ปัจจุบัน รัฐบาลอียิปต์ไม่อนุญาตให้ก่อตั้งพรรคการเมืองที่มีวัตถุประสงค์ด้านศาสนาด้วยเหตุผลว่ามิให้นำศาสนามาเกี่ยวข้องกับการเมือง และอ้างถึงชนกลุ่มน้อยที่ไม่ใช่มุสลิมที่อาจเรียกสิทธิในการตั้งพรรคศาสนาของพวกเขาขึ้นบ้าง จึงทำให้กลุ่มอิควานไม่สามารถทำงานทางการเมืองได้อย่างเต็มที่มากนัก ด้วยสภาพนี้กลุ่มอิควานจึงร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือไม่ก็สมัครรับเลือกตั้งในนามส่วนตัว เพื่อเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในอียิปต์

การเลือกตั้งรัฐสภาอียิปต์เมื่อปลายปี 2005 ปรากฏว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นสมาชิกของกลุ่มอิควานได้ที่นั่งในสภาไป 88 ที่นั่งจากทั้งหมด 444 ที่นั่ง ซึ่งสื่ออาหรับรายงานว่าขบวนการอิควานน่าจะได้ที่นั่งในสภาสูงกว่านี้มาก หากผู้สมัครของขบวนการฯ ไม่ถูกกีดกันเสียก่อน เช่น การถูกห้ามไม่เห็นผู้สมัครของขบวนการการฯ ลงแข่งขันเกิน 1 ใน 3 ของจำนวนที่นั่งในรัฐสภาทั้งหมด หรือการห้ามผู้สมัครลงเลือกตั้งในนามของพรรคภราดรภาพมุสลิม ฯลฯ

ความเข้มแข็งของกลุ่มอิควานทั้งในฐานะขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีฐานมวลชนกว้างขวาง และในฐานะกลุ่มการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านสำคัญสุดในประเทศอียิปต์ ตลอดจนการมีกรอบคิดทางการเมืองที่ยึดโยงกับศาสนา (Politcal Islam) ทำให้ยามนี้กลุ่มอิควานเป็นที่จับตามองจากหลายท่ามกลางช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของอียิปต์ในปัจจุบัน

จับตาซักฟอกเข้มข้น! ฝ่ายค้านขยี้ปม "เผาเซ็นทรัลเวิลด์-เอื้อภาษีต่างชาติ6.8หมื่นล."

ที่มา มติชน

ไฮไลต์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรายบุคคลรวม 10 คน นอกจากการบริหารงานล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ การทุจริตคอร์รัปชั่นแล้ว การออกมาเปิดประเด็นของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) เกี่ยวกับการเผยโฉม "ไอ้โม่ง" ที่เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ในวันสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นที่สนใจของผู้คนทั่วไป นอกจากนั้นยังพบหลักฐานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ถูกกล่าวหาแสดงภาษีอันเป็นเท็จ ทำให้รัฐสูญเสียเงินรายได้จากการจัดเก็บภาษีจำนวน 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านยื่นซักฟอก ท่ามกลางกระแสข่าวลือส่อเค้าเลื่อนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจจากเดิม 9-12 มีนาคม เป็นวันที่ 15-18 มีนาคม ด้วยเหตุผลเอกสารที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติหายไปจำนวน 3 แผ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 3 มีนาคม จากการตรวจสอบคำร้องของฝ่ายค้านที่ยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 8 คน ต่อประธานวุฒิสภา ตามมาตรา 171 เพื่อขอให้วุฒิสภามีมติตามมาตรา 274 ของรัฐธรรมนูญ มีการระบุถึงข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและระงับเหตุวางเพลิงศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ด้วย โดยญัตติถอดถอนระบุว่านายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าผู้บริหารราชการแผ่นดิน และกำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีเจตนาแอบแฝง ซ่อนเร้น มีเจตนาพิเศษปล่อยปละละเลย ไม่ปกป้องคุ้มครองในทรัพย์ของศูนย์การค้าจนถูกเผา อีกทั้งยังสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติการกระชับพื้นที่ โดยมีกองกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่ที่รอบห้าง และมีกองกำลังเคลื่อนที่เร็วไปตามรางรถไฟจากสถานีสยาม ผ่านไปวัดปทุมวนาราม มุ่งหน้าไปทางแยกราชประสงค์ เพื่อควบคุมกลุ่มทหารที่ทำงานในแนวราบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือคนเผาสามารถเข้าไปเผาได้ แต่คนดับเพลิงไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้

"ก่อนเกิดเหตุมีกลุ่มคนปาระเบิดเข้าไปในห้าง ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้าง และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปควบคุมสถานการณ์กว่า 300 นาย ได้รับบาดเจ็บ และต้องคลานหนีออกจากที่เกิดเหตุเป็นระยะทางร่วมกิโลเมตร กลุ่มบุคคลที่เข้าวางเพลิงและทำร้ายเจ้าหน้าที่ เป็นกลุ่มที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารละเว้นไม่เข้าจับกุม เนื่องจากเป็น ′กลุ่มบุคคลที่มีอำนาจเหนือกว่า′ เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารซึ่งอยู่บริเวณสถานที่เกิดเหตุ มิใช่เป็นการกระทำของบุคคลเพียง 1-3 คน ตามที่มีการดำเนินคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1682/2553 เพราะถ้ามีเพียง 1-3 คน เจ้าหน้าที่ย่อมอยู่ในวิสัยที่สามารถควบคุมเพลิงได้ เนื่องจากบุคลากรของห้างมีประมาณ 300 คน มีทีมดับเพลิงไม่ต่ำกว่า 50 คน โดยในจำนวนนี้มี 25 คนที่ได้รับการฝึกฝนและเป็นผู้เชี่ยวชาญในการดับเพลิง นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันอัคคีภัยได้มาตรฐานสากล อาทิ ระบบฉีดน้ำสปริงเกลอร์ ระบบสัญญาณแจ้งเหตุดับเพลิง มีกล้องซีซีทีวีที่มองเห็นทุกจุด การกระทำของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพที่ละเว้นการบังคับใช้กฎหมาย มีเจตนาพิเศษละเว้นการระงับเหตุที่เกิดขึ้น จึงถือเป็นความผิดตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา" ญัตติถอดถอนนายกฯระบุ

จับกระแส'เชือดทิ้งทวน'

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

จากญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ 9 รัฐมนตรีของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งนับเป็นญัตติเชือดครั้งสุดท้ายหรือญัตติทิ้งทวนสภาผู้แทนราษฎรสมัยนี้ ก่อนยุบสภาเลือกตั้งใหม่

พุ่งเป้าใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 การทุจริตคอร์รัปชั่น และรัฐบาลบริหารงานล้มเหลวและผิดพลาด

พร้อมกันนี้ยังขอเวลา 4 วัน ในการอภิปราย โดยอ้างมีข้อมูลจำนวนมาก

แต่ละประเด็นจะส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือแค่หวังเรียกเรตติ้งก่อนการเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้หรือไม่ นักวิชาการร่วมจับกระแสร้อน พร้อมสะท้อนมุมมอง



ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การที่พรรคฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะมีการเลือกตั้งใน ไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว ประชาชนควรมีข้อมูลอย่างเพียงพอ ถ้าพบเห็นการทำงานที่ไม่ดี มีการกระทำไม่โปร่งใสอย่างไร ฝ่ายค้านควรเอาข้อมูลมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รู้ และเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้ชี้แจงอย่างเต็มที่ ประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชน

ส่วนระยะเวลาจะ 3 วัน หรือ 4 วัน แล้วแต่จะตกลงกัน แต่การใช้เวลายาวนานอย่างเดียวไม่มีประโยชน์ ถ้าทำกันแบบเก่าๆ คือใช้วิธีสาดโคลนมากกว่าใช้หลักฐานที่แท้จริง มีการประท้วงกัน หรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย แม้จะ มีเวลามากเป็นสัปดาห์ก็ไม่เป็นประโยชน์

ครั้งนี้เป็นโอกาส สุดท้ายของฝ่ายค้านก่อนมีการเลือกตั้ง ฉะนั้นจึงควรทำให้เต็มที่ เวลาจะสั้นหรือยาวไม่ใช่ปัญหา ขอให้เล่นกันแบบมีคุณภาพมากขึ้น ที่ผ่านมาประชาชนก็ผิดหวังกับสภาชุดนี้ ขอให้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านตรวจสอบกัน ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่และเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

สมชาย ปรีชาศิลปกุล/วรากรณ์ สามโกเศศ



ถ้าอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ แค่ 2 วัน ประชาชนก็ได้ประโยชน์ จะได้มีข้อมูลมาใช้ตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ใช่ประชาชนดูแล้วไม่อยากไปเลือกตั้ง

ประเด็นเรื่องราคาน้ำมันปาล์ม หรือสัญชาติของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ที่พรรคฝ่ายค้านจะนำมาอภิปราย จะส่งผลรุนแรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ อยู่ที่ข้อมูลที่พรรคฝ่ายค้านนำมาเสนอ

ทุกวันนี้ประชาชนจำนวนมากมีความตื่นตัวมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลหรือฝ่ายค้านพูดในสภาประชาชนเขาเอามาคิดว่า เขาจะเอาอย่างไรต่อไปกับการเลือกตั้งครั้งหน้า

ทั้งนี้ ไม่ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายประเด็นอะไรก็ ตาม อยู่ที่หลักฐาน อยู่ที่ความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้าน ถ้าทำได้ดี ก็มีผลต่อคะแนนเสียงของเขาแน่นอน และถ้ารัฐบาลชี้แจงไม่ได้ก็จะกระทบกับคะแนนเสียงของเขาแน่นอน



สมชาย ปรีชาศิลปกุล

คณะนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านจะนำมาอภิปรายไม่ว่าเรื่องการสลายการชุม นุม เรื่องทุจริตหรือการบริหารงานล้มเหลว ประเด็นไหนจะสั่นคลอนสถานะรัฐบาลมากที่สุดคงตอบไม่ได้

แต่ในความเห็นของผม ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ การใช้กำลังของรัฐต่อประชาชน เพราะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ถือว่าร้ายแรงมากสำหรับสังคมไทย ขณะนี้เหตุการณ์ผ่านมา 1 ปีแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่ทำให้เกิดความคืบหน้ามากนัก ทั้งนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้ความรุนแรง รัฐบาลก็มีหน้าที่ชี้แจงให้เห็นว่า ที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้น และใครบ้างที่ควรมีส่วนรับผิดชอบ

ส่วนระยะเวลาอภิปรายที่ฝ่ายค้านยื่นเสนอไว้ 4 วัน เหมาะสมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเด็นและเนื้อหาที่พรรคฝ่ายค้านจะอภิปราย แต่การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านไม่ว่าที่ใดในโลก ต้องเข้าใจว่าพรรคฝ่ายค้านไม่ใช่นักสืบ ถ้าจะคาดหวังว่าจะเห็นข้อมูลที่ลึกลับซับซ้อน และไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน คงเป็นเรื่องยาก

สิ่งที่พรรคฝ่ายค้านน่าจะทำ และคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับสังคมไทย คือ การประมวลให้เห็นว่า การทำงานของรัฐบาลในเชิงภาพรวม มันมีปัญหา หรือมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง เช่น ปัญหาน้ำมันปาล์ม ปัญหาเรื่องชาวบ้านปากมูนที่มาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ทั้งหมดนี้มันเป็นปัญหาที่เกิดจากระบบ และรัฐบาลจัดการไม่ได้อย่างไร ตรงนี้ต่างหากที่ฝ่ายค้านควรจะนำเสนอ

ผมไม่คาดหวังว่าจะเห็นข้อมูลลับในสภา แต่อยากเห็นการอภิปรายที่ชี้ให้เห็นว่า การทำงานของรัฐบาลในเชิงโครงสร้าง ในเชิงระบบมันเป็นปัญหาอย่างไร นี่คือสิ่งที่สำคัญมากกว่า

ส่วนเรื่องสัญชาติของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ก็เป็นสิทธิที่พรรคฝ่ายค้านจะหยิบมาตั้งคำถามได้ และเป็นหน้าที่ของนายกฯ ที่จะต้องตอบ

การที่รัฐบาลรีบตอบรับกำหนดวันอภิปราย ไม่แน่ใจว่าเพื่อจะเร่งวันยุบสภาหนีปัญหาหรือไม่ แต่ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายตกลงวันกันได้ แสดงว่าไม่น่าจะมีใครได้เปรียบ หรือเสียเปรียบ เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องปกติทางการเมือง เป็นกลไกอย่างหนึ่งในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล



วรากรณ์ สามโกเศศ

อธิการบดี

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ข้อมูลของฝ่ายค้านที่จะนำมาอภิปรายยังไม่ตรงกับความรู้สึกของประชาชนในตอนนี้ เพราะข้อมูลส่วนใหญ่พยายามจะหักล้างเรื่องความวุ่นวายในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฆ่าประชาชน การเผาห้างหรือศาลากลางต่างๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นความต้องการของประชาชน

ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่การซักฟอกรัฐบาล แต่เป็น การซักฟอกฝ่ายค้านหรือพรรคเพื่อไทยเอง

สิ่งที่ฝ่ายค้านควรจะนำมาเป็นประเด็นหลัก คือการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า ควรนำข้อมูลมาเสนอให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงานอีกต่อไป เป็นการคานอำนาจรัฐบาล ทำหน้าที่ของฝ่ายค้านจริงๆ มากกว่านำข้อมูลการฆ่าประชาชนที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว และผ่านมาหลายสมัยประชุมสภาแล้วมาอภิปราย

หากใช้เรื่องนี้เป็นประเด็นหลัก ไม่น่าจะพ้นการแก้ตัว อ้าง หรือกล่าวหากันมากกว่าการพูดเรื่องความผิดพลาดในการบริหารบ้านเมือง คนฟัง ก็ต้องทนฟังเรื่องอดีตอีก ทั้งนี้ ข้อมูลที่นำมาอภิปรายจะต้องเป็นจริง เชื่อถือได้ ไม่ใช่ข้อมูลที่ลอกมาอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนที่รัฐบาลเร่งให้มีการอภิปราย เพื่อหวังยุบสภาเร็วขึ้นนั้น ส่วนตัวไม่คิดว่ารัฐบาลจะยุบสภาในเวลาอันรวดเร็ว เพราะเงื่อนไขการเลือกตั้งของนายกฯ ทั้ง 3 เงื่อนไขก็ยังคงไม่ครบ ทุกวันนี้ยังมีการชุมนุมแบ่งสีแบ่งฝ่ายกันอยู่ ยังไม่เป็นสัญญาณที่ดีในการเลือกตั้ง และหากเลือกตั้งไปแล้วเหตุ การณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นมาอีก

การยุบสภาควรรอให้การเมืองเย็นลงกว่านี้ก่อน และเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ยุบสภาเพื่อหนีปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้ คิดว่าประชาชนน่าจะเข้าใจว่าราคาสินค้าที่แพงขึ้นมาจากสาเหตุใดบ้าง ทั้งข้าวโพด น้ำตาล รวมถึงการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร และปัญหาความวุ่นวายในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นด้วย

เลือกข้าง?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็น 2 องค์กรใหญ่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบใหญ่หลวง

ทั้งดูแลการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และพิทักษ์ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน

แต่บทบาทของทั้ง 2 องค์กรกลับสร้างความแคลงใจให้คนเสื้อแดงเป็นอย่างยิ่ง

เริ่มที่การทำงานของดีเอสไอภายใต้การนำของนายธาริต เพ็งดิษฐ์

ที่ผ่านมาแทบแยกไม่ออกจากรัฐบาลเลย

คดีความของคนเสื้อแดง หรือคดี 91 ศพเหยื่อสลายม็อบเป็นตัวอย่างชัดเจน

อืดอาดล่าช้าจนถูกมองไม่มีความเป็นกลาง !?

โดยเฉพาะคดีฆ่าช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ล่าสุดดีเอสไอเปิดประเด็นปืนอาก้าขึ้นมาท่ามกลางความงุนงงของสังคม

เพราะคดีนี้โอนไปให้ตำรวจนานแล้ว

แต่กลับให้พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตนายตำรวจมาวิเคาะห์ภาพถ่ายศพแล้วฟันธงเป็นปืนที่ไม่มีใช้ในกองทัพ

ผิดทั้งวิธีการ มารยาท และกระบวนการกฎหมาย

เลยถูกตั้งคำถามเรื่องของเจตนา !?

ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ก็ถูกมองว่าละเลยบทบาทของตัวเอง

เพิ่งเห็นบทสัมภาษณ์ของนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกสม. ที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่อง 7 แกนนำนปช.ที่เพิ่งได้ประกันตัวชั่วคราว

"เชื่อว่าการอยากลองของของแกนนำน่าจะมีขึ้น คงไม่อยู่เฉย เพราะออก (จากเรือนจำ) มาก็ต้องมีการเคลื่อนไหวให้รู้ว่าเขายังอยู่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีการยุบสภาเมื่อไร"

สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของนางอมราต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดง

ทำเหมือนไม่เข้าใจสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล

ทำเหมือนไม่รู้ว่าอำนาจรัฐเป็นฝ่ายใช้กำลังสลายการชุมนุมจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.53

จนเกิดการตั้งคำถามถึงการทำงานของกสม.ในการปกป้องสิทธิกรณีความตาย 91 ศพ และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคนมาโดยตลอด

และยังละเลยการปกป้องสิทธิของเสื้อแดงหลายร้อยคนที่ถูกจองจำอยู่ในคุกอีกด้วย

มองอยู่อย่างเดียวว่าบ้านเมืองจะวุ่นวาย หากมีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลขึ้นอีก

ตรงนี้ขัดกับเจตนารมณ์ในการก่อตั้งกสม.

ท่าทีของกสม.และดีเอสไอที่ดูเหมือนจะเลือกข้างแล้ว

จะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญ ซึ่งนำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวายของบ้านเมืองในอนาคต

แด่ผู้รู้ และ ผู้ไม่รู้ : ก่อนการเคลื่อนทัพตะลุยศึกใหญ๋

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

ทฤษฎีการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยม : สุรชัย แซ่ด่าน


















ทฤษฎีการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยม
โดย สุรชัย แซ่ด่าน 28 กันยายน 2552

1.เวลานี้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์อะไร

วิกฤตทางสังคมและการเมืองไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เกิดจากความขัดแย้งของกลุ่มชนชั้นบนสุดของสังคม คือ ระหว่างชนชั้นบนใหม่ที่เป็นกลุ่มทุนโลกาภิวัฒน์ กับชนชั้นบนเก่าที่เป็นกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยม ดังนั้นความขัดแย้งจึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปฏิรูป แต่ต้องแก้ด้วยการปฎิวัติเท่านั้น สถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสถานการณ์ที่นำไปสู่การปฏิวัติ เป็นไปตามกฎการพัฒนาทางสังคมที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยง

2. เป้าหมายของการต่อสู้คือกลุ่มใดสูงหรือต่ำ

มี การนำเสนอของบุคคลสำคัญของสังคมไทย เช่น ราษฎรอาวุโส หรืออธิการบดีมหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวมทั้งสื่อมวลชน นักวิชาการ และนักการเมืองบางจำพวก ออกมาตะโกนโพนทนาว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากทักษิณ ชินวัตร คนเดียว (เพราะเป็นตัวแทนของชนชั้นบนใหม่กลุ่มทุนโลกาภิวัฒน์ที่กลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยมหวาดกลัวและต้องการทำลายล้าง) ถ้าทักษิณหยุด ทุกอย่างก็จบ เมื่อทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกพวกเขารุมเล่นงาน ทั้งต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งยุบสภา ทั้งถูกรัฐประหารยึดอำนาจ ทั้งถูกตัดสินจำคุก และต้องหนีออกนอกประเทศ ไม่ยิ่งกว่าหยุดหรือ เคยมีอดีตนายกรัฐมนตรีคนไหนบ้างที่เมื่อถูกยึดอำนาจหรือหนีไปอยู่ต่างประเทศ แล้วถูกไล่ล่า อย่างอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร และเวลานี้ต่อให้ท่านเสียชีวิตไปจากโลกนี้ ปัญหาก็ไม่จบ เพราะทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ถูกกระทำ เป็นด้านรองในความขัดแย้ง แต่ตัวที่เป็นด้านหลักและเป็นต้นเหตุของปัญหา คือกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยมนั้นเอง ดังนั้นเป้าหมายของการปฏิวัติที่จะต้องถูกโค่นล้มก็คือกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และเป้าหมายนี้ถือว่าเป็นเป้าหมายสูงที่ยากลำบากในการโค่นล้ม

3. ยุทธศาสตร์ในการต่อสู้จะต้องทำอย่างไร

การ เคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเป้าหมายคือทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ต่อมาก็คือพรรคพลังประชาชนเป็นเป้าหมายต่ำ เมื่อพวกเขาโค่นสำเร็จก็ถือว่าประสบชัยชนะ แต่สำหรับคนเสื้อแดง ถ้าโค่นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สำเร็จ ก็ไม่อาจถือได้ว่าได้รับชัยชนะ เพราะผู้ที่กุมอำนาจแท้จริงอยู่เบื้องหลังรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็คือกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยมนั่นเอง ดังนั้นเป้าหมายในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจึงเป็นเป้าหมายสูงกว่ากลุ่ม พันธมิตรเสื้อเหลือง จึงต้องมียุทธศาสตร์สูงนั่นคือ การตระเตรียมกำลังรอคอยโอกาสลุกขึ้นสู้เมื่อมีความพร้อม และเตรียมการต่อสู้อย่างยืดเยื้อ

4. แนวทางที่ใช้ในการต่อสู้ใช้แนวทางอะไร

แนวทางที่ใช้ในการตระเตรียมกำลังรอคอยโอกาสลุกขึ้นสู้คือ สองแนวทางสามแนวรบ สองแนวทางคือ 1. แนวทางรัฐสภา 2.แนวทางนอกสภา
แนว ทางรัฐสภาเป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย ส.ส. และ ส.ว. ที่มีแนวคิดเดียวกันเคลื่อนไหวประสานกับนอกสภา แนวทางนอกสภาเป็นหน้าที่ของมวลชน คนเสื้อแดง โดยใช้ สามแนวรบ คือแนวรบในเมือง แนวรบในชนบท และแนวรบในต่างประเทศ ประสาน กันโดยการจัดตั้งฝึกอบรมให้มีทั้งปริมาณและคุณภาพ ทั้งแนวปิดและแนวเปิดและเข้าไปจัดตั้งในหมู่ทหารและตำรวจด้วย เพื่อเป็นกองกำลังในวันลุกขึ้นสู้ ยึดแนวทางสันติ แต่พร้อมรับมือเมื่อถูกกระทำอย่างรุนแรง ส่วนแนวรบต่างประเทศ เป็นหน้าที่ของนักรบไซเบอร์ทั้งหลายที่จะประสานกับคนไทยในต่างประเทศ และผู้รักความเป็นธรรมทั่วโลก ขอความร่วมมือสนับสนุนด้านเงินทุนในการต่อสู้ เพราะฝ่ายประชาชนขาดแคลนทางด้านนี้

5. กิจกรรมและยุทธวิธีจะต้องทำอย่างไร

ยุทธวิธีที่ใช้ ต้องหลากหลายรูปแบบตามแต่โอกาสและความเหมาะสม เพื่อบั่นทอนฝ่ายตรงข้าม สะสมชัยชนะปลุกขวัญมวลชน แต่ต้องระวังอย่าเป็นโรคใจร้อน สุ่มเสี่ยง และถูกสร้างภาพเป็นผู้ร้าย ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน มีแนวทางมวลชน สนใจรับฟังผู้อื่นให้มาก สนใจศึกษาเรียนรู้และกล้าวิจารณ์ตนเอง เพื่อยกระดับจากนักกิจกรรมเป็นนักยุทธวิธี และนักยุทธศาสตร์เป็นนักปฏิวัติในที่สุด

6. จุดมุ่งหมายของการปฏิวัติและผู้นำการปฏิวัติคือใคร

แน่ นอนแล้วว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในขั้นการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยมเสรี เป็นผลต่อเนื่องจากการปฏิวัติประชาธิปไตยของคณะราษฎร์ ที่ทำไม่สำเร็จเมื่อปี 2475 ด้วยข้อจำกัดทางความคิดจุดมุ่งหมายของการปฏิวัติเวลานี้ก็คือ ระบอบประชาธิปไตยทุนนิยมเสรี ดังนั้น ผู้นำก็ต้องเป็นนายทุนเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนใหม่โลกาภิวัฒน์ที่ก้าวหน้าที่ มีความพร้อม ภารกิจนี้จึงตกอยู่ที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ สถานการณ์การปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยมเสรีของประเทศไทย ก็กำลังสร้างทักษิณ ชินวัตร ให้เป็นวีรบุรุษ ท่านจึงไม่อาจปฏิเสธได้

7. การสร้างจิตสำนึกมีความสำคัญอย่างไร

การ สร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้น จะทำให้มีความมั่นคงในการเป็นนักปฏิวัติ เพราะสังคมไทยปัจจุบันอยู่ในสภาวะพลังการผลิตสูง แต่จิตสำนึกต่ำเพราะคนไทยถูกกดทับอยู่โดยระบอบทุนนิยมและศักดินานิยม ระบอบทุนนิยมทำให้คนไทยลุ่มหลงอยู่กับความคิดบริโภคนิยม เงิน กำไร ความได้เปรียบและความเห็นแก่ตัว ในขณะที่ระบอบศักดินาที่ยังมีอิทธิพลฝังแน่นอยู่ในสังคม และการเมืองการปกครองของไทยก็สั่งสอนให้คนไทยลุ่มหลง งมงาย ไร้ระบบคิด เชื่อโชคเชื่อลาง ยอมจำนนศักดินาและทุนนิยม จึงรวมกันทำลายจิตสำนึกของคนไทยอย่างใหญ่หลวง การต่อสู้ของประชาชนคนไทยจึงต้องต่อสู้ทั้งด้านการเมืองการปกครองและด้าน จิตสำนึกด้วย

8.ควรมีการจัดตั้งคณะเสนาธิการในการจัดระบบการต่อสู้

ต้องมีจัดตั้งคณะเสนาธิการขึ้นมาในหลายระดับ เพื่อวางแผนจัดระบบการต่อสู้ ใช้ภูมิปัญญาการนำรวมหมู่จากคนที่มีประสบการณ์และมีความรู้ อย่าทำแบบฮีโร่ ข้ามาคนเดียว ข้าเก่งคนเดียว (การทำงานอย่างมีแบบแผน และยึดหลักการ จะเป็นการทำงานเพื่อประสบชัยชนะ เหมือนการสร้างบ้านเรือนที่มีแบบแปลนก็จะได้บ้านที่สวยงามตามแบบ)

ค่ายปราณบุรี อาวุธหายอื้อ เอ็ม16-ค.60

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ตะลึง ทหารค่ายปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตรวจค้นคลังอาวุธ
พบทั้งปืนเอ็ม 16 และปืน ค.60 พร้อมกระสุน สูญหายกว่า 100 รายการ
ต้องวิ่งโร่แจ้งความ สภ.ปราณบุรี...

มีรายงานจากศูนย์การทหารราบปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า
เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ( 3 มี.ค.) ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 ศูนย์การทหารราบ
ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปราณบุรี ว่า
อาวุธปืนกลเล็กยาว หรือ เอ็ม16 ปืนกล Mimini
ปืนพก 86 ขนาด 11 มม. และ
ปืน ค.60 พร้อมกระสุนจำนวนมาก
ได้สูญหายไปจากคลังอาวุธของกองพันทหารราบที่ 1 ศูนย์การทหารราบ

ภายหลังจากที่ทำการตรวจคลังอาวุธยุทโธปกรณ์
ซึ่งรวมแล้วกว่า 100 รายการ
ล่าสุดได้รายงานถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


http://www.thairath.co.th/content/pol/153381