WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 5, 2011

การดำรงอยู่ของสองแนวทาง

ที่มา Thai E-News


คำถามคือเราจะเป็น “แนวร่วม” กันไหมในระยะนี้ เพื่อลดความรู้สึกสับสนและความรู้สึกขัดแย้งของมวลชน ผู้ที่ได้ต่อสู้มาอย่างเหนื่อยยากและเสียสละทุกอย่างมาแล้วหลายปี เราเสนอว่า ควร แต่..

โดย กาหลิบ
ที่มา เวบประชาธิปไตย100%

การถกเถียงว่า นปช. แดงทั้งแผ่นดิน หรือ แดงสยาม เป็นแนวทางอันถูกต้องนั้น ความจริงก็ไม่จำเป็น ทั้งสองแนวทางเป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องกันในขบวนประชาธิปไตย เพียงเป็นแนวทางคนละระยะ

เหมือนเราจะเดินทางไปตราด แล้วมานั่งถกเถียงกันว่า เส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ ไปชลบุรีหรือเส้นทางจากชลบุรีไปถึงตราด มีความสำคัญมากกว่ากัน ทั้งๆ ที่ต้องใช้เส้นทางทั้งสองระยะรวมกัน

เหตุที่ยกตัวอย่างเป็นต่างจังหวัด เพราะถ้าหวนกลับมาใช้สัญลักษณ์บางซื่อ-หัวลำโพงอาจจะยั่วโทสะกันใหญ่โตอีก เรื่องนี้เขายังอ่อนไหวและอารมณ์แปรปรวนกันอยู่

คำถามคือเราจะเป็น “แนวร่วม” กันไหมในระยะนี้ เพื่อลดความรู้สึกสับสนและความรู้สึกขัดแย้งของมวลชน ผู้ที่ได้ต่อสู้มาอย่างเหนื่อยยากและเสียสละทุกอย่างมาแล้วหลายปี

เราเสนอว่า ควร แต่ต้องกำหนดวิธีการให้ถูกต้องตามอุดมการณ์ เพราะอุดมการณ์คือเรื่องที่ไม่อาจประนีประนอมได้

ต่อจากนี้ไปคือข้อเสนอให้พิจารณาร่วมกัน

๑. เลิกผูกขาดการต่อสู้ว่า จะต้องนำโดยคนกลุ่มเดียวหรืออยู่ภายใต้คนๆ เดียว แต่ควรส่งเสริมความหลากหลายของมวลชนประชาธิปไตย นั่นหมายความว่า ต้องเลิกใช้วาทกรรมแดงแท้แดงเทียม เลิกวิธีการคว่ำบาตรหรือประกาศขับไล่ใครหรือกลุ่มใดออกจากขบวนการ หาวิธีประสานงานระหว่างกลุ่มต่างๆ ตามเวลาอันเหมาะควร เพื่อรวมพลังกัน

๒. ยุติทัศนะที่ว่า ทุกคน “ตาสว่าง” กันหมดแล้ว หรือทุกคนเขา “รู้” แล้วว่าสู้อยู่กับใคร เพียงแต่เขาไม่พูดออกมา เพราะพูดไม่ได้หรือนั่งอำพรางอยู่ การอวดอ้างอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ ถึงจะเป็นความจริงแต่ก็ไม่เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องปล่อยให้บางคนวิเคราะห์เชิงชี้นำอย่างโจ่งแจ้งและชัดเจน เพื่อให้เป็นธงสำหรับอนาคต (อันใกล้) อย่างน้อยเป็นวิธีการทางจิตวิทยาที่อาจนำไปสู่การยุติลัทธิปิดปากตัวเองของคนไทยจำนวนหนึ่งซึ่งนั่งเงียบเฉยอยู่ ทั้งที่รู้เต็มอกว่าปัญหาบ้านเมืองอยู่ที่ใครและอะไร

ใครที่กล้าและพร้อม ก็ส่งเสริมให้เขาเดินนำไปก่อน ใครที่กำลังรวบรวมความกล้าและความพร้อมก็ให้ตามมาในภายหลัง อย่างนี้จะเกิดระยะที่ชัดเจนขึ้นในการต่อสู้แบบกระบวนการ

๓. พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย หรืออ้างตัวว่าเป็นเช่นนั้น เช่น พรรคเพื่อไทย เป็นต้น ต้องเสนอนโยบายต่อประชาชนในประเทศในเชิงปฏิวัติด้วย การปฏิวัติที่ว่านี้ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในมิติลึก นโยบายประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย-พลังประชาชนทั้ง ๔ รัฐบาล ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการปฏิวัติประเทศ แต่การสานต่อต้องไปให้ไกลและลงให้ลึกกว่านั้น

ตัวอย่างของแนวคิดและนโยบายที่ควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอย่างสมบูรณ์แบบ การสร้างรัฐสวัสดิการ การปฏิวัติระบบภาษีอากร เป็นต้นด้วย ถ้าทำเช่นนี้ได้ อำนาจรัฐที่หวังกันว่าจะได้รับจากกระบวนการเลือกตั้งก็จะสอดประสานกันได้กับแนวทางปฏิวัติ

แต่หากไม่ทำเช่นนี้ การแยกกลุ่มพลังที่มีแนวคิดปฏิวัติก็เป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะเราไม่อาจยอมให้ขบวนปฏิวัติประชาธิปไตยต้องล้มเหลวลง เพราะการก้าวเดินที่ผิดพลาดทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า

๔. สร้างยุทธศาสตร์ “ส่งไม้” ระหว่างแนวทางปฏิรูปกับแนวทางปฏิวัติ ที่มีผลอย่างเป็นรูปธรรม

๕. ในการรวมพลังมวลชนระหว่างการปรับตัว ขอให้ทำอย่างที่แดงสยามทำมาตลอดต่อไป นั่นคือเรียกร้องให้มวลชนเข้าร่วมกิจกรรมของฝ่ายประชาธิปไตยทุกๆ กลุ่มอย่างต่อเนื่อง ไม่ปฏิเสธที่จะร่วมกับกลุ่มใดเพื่อรักษาอำนาจต่อรองในภาพรวมสำหรับขบวนประชาธิปไตยไว้ โดยเก็บความในใจและอุดมการณ์อันก้าวหน้าไว้แสดงในโอกาสในอันเหมาะสม

สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเสนอที่เราเชื่อว่าเป็นไปได้และควรเป็น

เวลาของประชาชนใกล้จะมาถึงแล้ว เราต้องช่วยกันปรับตัว ปรับใจ และปรับความคิดอย่างทันการณ์เพื่อยกระดับประเทศไทยไปสู่ความเป็นรัฐของประชาชนโดยแท้.

-----------------------------------------------------------------------------------

ด่วน! สนับสนุน "กาหลิบ" และทีมงาน สมัคร SMS-TPNews พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์ 4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center : 084-4566794-5 (จ.- ศ. 10.00-18.00น.)/e-mail : tpnews2009@gmail.com /บล็อก : http://wwwthaipeoplenews.blogspot.com/


เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เสื้อแดงภาคตะวันตก7จังหวัดผนึกจัดตั้งเครือข่าย กระตุ้นนปช.ประกาศนโยบายปชต.แท้จริง-ค้าน112

Friday, March 4, 2011

คลิป วิดิโอ หน้าที่ของข้าราชการ หน้า DSI วันนี้ิ

ที่มา thaifreenews

โดย แมวอ้วนอ้วน



ยังมีภาพถ่ายสวยๆ จากคุณMark Levinson ได้ตามลิงค์นี้นะคร้าบบบ
http://www.tfn4.info/board/index.php?topic=21848.0 5fc0f220

สะเทือนทั้งบาง พรรคเสื้อแดง บทความจากโพสต์ทูเดย์

ที่มา thaifreenews

โดย Maquid



อย่างน้อยการไปล้วงคอลูกงูเห่าจากค่ายประชาธิปัตย์ เปิดตัว “วราทิตย์ ไชยนันทน์” ลูกชายคนโต เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ก็สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย

พ่อเป็นแกนนำภาคเหนือประชาธิปัตย์ แต่ลูกกลับไปทางเสื้อแดงนิยม ทักษิณ ชินวัตร!

งานนี้ประชาธิปัตย์เสียหน้าอย่างจัง

ในแคมเปญ “คิกออฟ” เปิดตัวผู้สมัคร สส.เขตเพื่อไทยล็อตแรก 310 คน ประชันกับฝั่งประชาธิปัตย์ ที่เดินหน้าขายนโยบายมีหลายคนน่าสนใจ

อาทิ สุรชาติ เทียนทอง ลูกชายเสนาะ เทียนทอง กระโดดมาลงสมัคร สส. กทม. บางส่วนเป็นเครือญาติของทีมเอ 111 ไทยรักไทย และทีม 35 พลังประชาชน เช่น โกศล ปัทมะ น้องชายนพดล ที่ปรึกษากฎหมายนายใหญ่ “พล.ท.ทวนทอง อินทรทัต” ญาติ เสธ.ไอซ์ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ตท.10 ร่วมรุ่นทักษิณ “หมวดเจี๊ยบ” ร.ท.หญิงสุนิสา เลิศภควัต เจ้าของผลงานหนังสือ “ทักษิณ Where are you?” เกาะติดชีวิตทักษิณ ลงสมัคร สส.กทม.

นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายเสื้อแดงกระจายหลายพื้นที่

“วรชัย เหมะ” แกนนำ นปช. ลง สส.สมุทรปราการ “ศักดา นพสิทธิ์” แกนนำแดง จ.ชลบุรี ลง สส.ชลบุรี

“เอมอร สินธุไพร” ภรรยา นิสิต สินธุไพร 7 แกนนำ นปช. ลง สส.ร้อยเอ็ด “ชนะศักดิ์อัตถาวงศ์” ญาติ สุพร อัตถาวงศ์ แกนนำสายฮาร์ดคอร์

นี่แค่หนังตัวอย่างในการผนึกกำลังเสื้อแดงเพื่อไทย กลับมาแน่นเป็นหนึ่งเดียว หลังเสร็จสิ้นภารกิจขับไล่อภิสิทธิ์ โค่นล้มระบอบอำมาตย์ในยกแรก

การจัดวางตัวแกนนำและแนวร่วม นปช.ลง สส.พรรคเพื่อไทย ที่กำลังเขย่าขวดอยู่ ยังมีอีกหลายยกที่ลูกพรรคต้องต่อรองกับนายใหญ่

โดยเฉพาะระบบปาร์ตี้ลิสต์ 125 คน 7 แกนนำ นปช. มีมติตั้งแต่อยู่ในคุกว่า จะลงสมัครแน่ๆ เพราะหากได้เป็น สส. จะได้มีเอกสิทธิ์คุ้มครองในสภา ไม่ต้องถูกคุมขังเหมือนจตุพร พรหมพันธุ์

นอกจากปัญหาการจับยัดว่า ใครจะอยู่ในลำดับที่ได้เป็นแน่ๆ ซึ่งไม่ควรเกิน 50 อันดับแรก และใครต้องเป็นฝ่ายเสียสละหลุดคิว 50 คน ซึ่งจะต้องมีคนที่พอใจและไม่พอใจ แต่ทักษิณคงไม่กล้าถือดีกับแกนนำ นปช. เพราะจากผลงานที่สร้างให้ขบวนการเสื้อแดงยิ่งใหญ่ จากยอดศพทั้งประชาชน ทหาร ตำรวจ ที่เสียชีวิตในสงครามแดงรวม 91 ชีวิต แกนนำแดงจึงเป็นนักรบที่เสี่ยงตายเพื่อกรุยทางให้นายใหญ่ได้ “กลับบ้าน” จนแต่ละรายก็มีคดีก่อการร้าย คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ติดตัวพัลวัน

การทำหน้าที่ขุนพลนักรบข้างถนน ด้านหนึ่งเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้พรรคเพื่อไทยเพราะแกนนำแดงเหล่านี้ล้วนเป็น สส. นักการเมืองสอบตกในไทยรักไทย พามวลชนสู้จนติดข้อกล่าวหา “สู้แล้วรวย”

ผลดีคือการทำให้พรรคเพื่อไทยมีฐานคะแนนแน่นๆ จากมวลชนเสื้อแดง ในภาคเหนือ ภาคอีสานในพื้นที่สีแดง และกระจายไปยังคนชั้นล่างในจังหวัดต่างๆ

กระนั้นปัญหาสำคัญที่บิ๊กเพื่อไทยเริ่มเป็นห่วงคือ การให้แกนนำ นปช.ลงสมัคร สส. แบบเปิดหน้าชกกันอย่างนี้จะเกิดผลเสียต่อพรรคอย่างยับเยิน

ประการแรก พรรคเพื่อไทยจะเสียคะแนนในเมือง ซึ่งคนเมืองจำนวนหนึ่งยังไม่ตัดสินว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ขอรอชั่งใจก่อนเลือกตั้งเดือนสุดท้าย แต่พฤติกรรมคนชั้นกลางต้องการบ้านเมืองสงบ ไม่วุ่นวาย ไม่มีเผาบ้านเผาเมือง เศรษฐกิจดี

โจทย์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาคือ ทำอย่างไรถึงจะเติมจุดอ่อนจากฐานคนชั้นกลางได้ ซึ่งที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยพยายามสกัดจุดนี้โดยยุทธศาสตร์ “พรรคนำเสื้อแดง” ไม่ใช่ให้ “เสื้อแดงนำพรรค” ด้วยการให้ทีมเศรษฐกิจนำนโยบายแก้ปัญหาปากท้องทั้งหลาย เพื่อดึงความเป็นพรรคการเมืองกลับคืนมา

แต่ที่สุดก็ถูกแดงกลับมานำพรรค เมื่อจตุพรยึดไมค์เหมือนเดิม เป็นปัญหาที่คนในพรรคซึ่งพยายามจัดระบบ แยกแดง แยกพรรค ปวดหัวยิ่งนัก

การรวมเป็นเนื้อเดียวจึงเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่า พรรคเพื่อไทยใช้ความรุนแรง สร้างความวุ่นวาย ไม่ชนะในระบบก็ไปขับเคลื่อนบนท้องถนน ใช้เกมใต้ดินมากดดัน ซึ่งผิดครรลองประชาธิปไตย

และถ้าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นมิตรกับคนกรุง ไม่ใช่ “พรรคของม็อบ” ก็จะเสียคะแนนในเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ โอกาสจะได้รับเลือกท่วมท้นเกินกึ่งหนึ่งเพื่อได้จัดตั้งรัฐบาลก็ยาก

ที่ล่อแหลมกว่านั้น การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่พาดพิงสถาบันและในระยะหลังก็ระบาดในโลกออนไลน์ มีการใช้รหัสลับเป็นที่รู้กันก็จะกระทบพรรคเพื่อไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ แกนนำพรรครู้ถึงปัญหานี้มาตลอด ซึ่งที่ผ่านมาก็พยายามแก้ข้อกล่าวหา โดยชูภาพความจงรักภักดีของบิ๊กทหารรุ่น ตท.10 ที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยมาเป็นจุดแข็ง

อีกปัญหาคือหากแกนนำเสื้อแดงขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงในฐานะผู้สมัคร สส. ก็อาจเสี่ยงผิดกฎหมายการเลือกตั้ง สส. และ สว.ที่ห้ามใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่ง ซึ่งก็อาจนำไปสู่การแจกใบแดงและการยุบพรรคตามมา

บิ๊กเพื่อไทยจำนวนหนึ่งจึงอาสาจะไปคุยกับเหล่าแกนนำเสื้อแดงให้เข้าใจถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นทางอ้อมกับพรรค เพื่อไม่ให้มาลงสมัคร สส.พรรคเพื่อไทย แต่ให้รักษาขบวนเสื้อแดงข้างนอกไว้ ทว่าแนวโน้มคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจาก 7 แกนนำ นปช. และอาจรวมถึงแกนนำสายฮาร์ดคอร์ที่จะลงสมัคร สส.จะไม่ยอมแน่ เพราะบิ๊กแดงเหล่านี้เสี่ยงตายเพื่อนาย ไม่เหมือนพวกที่อยู่ในห้องแอร์

ยุทธศาสตร์ 2 ขาของทักษิณเมื่อที่สุดกลับมาเป็นขาเดียวกัน “เพื่อไทยเสื้อแดง” แยกกันเดิน รวมกันตีตามกลยุทธ์ของทักษิณ วันนี้จึงมาเป็น “รวมกันเราอยู่ แต่รวมหมู่ก็อาจพังได้”

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



ข้อสังเกตุของสื่อที่เขียนคอลัมภ์นี้เป็นข้อสังเกตุของคนที่อยู่ในระบบการเมืองแบบดั้งเดิม และยังให้น้ำหนักกับคน กทม. มากเิกินเหตุ เพราะคำว่าคนชั้นกลางในเมือง พูดแล้วเหมือนยิ่งใหญ่ แต่จำนวนจริงๆ นั้นมีประมาณ 10 % ของประชากรของประเทศ ประเทศไทยมีเมืองใหญ่เมืองเดียว คือ กรุงเทพฯ เมืองในต่างจังหวัด หากเทียบกับศัพท์คำว่าเมือง หรือ city ที่ต้องมีประชากรเกิน 500,000 คน (ในตัวเมืองไม่ใช่ทั้งจังหวัด) นั้นไม่มีสักเมือง เชียงใหม่เป็นเมืองอันดับสองของประเทศ แต่มีประชากรเพียงประมา่ณ 150,000 คนเท่านั้น ถือเป็นเมืองเล็ก ๆ

ดังนั้นคำว่าคนชั้นกลางในเมือง หากพิจารณาให้ถ่องแท้ จึงไม่มีน้ำหนักมากมายอะไรนัก คนชั้นกลางทั้งประเทศมีประมาณ 30% เท่านั้น หากเป็น สส.เขต น้ำหนักของคนชั้นกลางในเขตเทศบาลตามจังหวัดต่างๆ แทบไม่มีความหมายอะไร เพราะคะแนนไปรวมกับคนชนบท หากคนพวกนี้เลือกพรรคเสื้อเหลืองหมด ก็ไม่ได้กระเทือนต่อฐานเสียงหลักของประเทศเท่าใดนัก

คนชั้นกลางมีฐานเสียงสำคัญใน กทม. ที่มีทีนั่ง สส. 36 คน แค่นี้เท่านั้นที่แปรเป็นเสียงจริงๆ ที่มีผลต่อการเลือกตั้ง
แต่คนเสื้อแดงใน กทม.นั้นมีตัวเลขที่ชัดเจนคือประมาณ 600,000 คะแนน ที่ไม่แปรพักตร์แน่นอน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะได้เสียงเพื่มจากนั้ก็อาจราว ๆ 200,000 คน หรือไม่น่าจะมากกว่านี้นัก หากแปรเป็นที่นั่ง สส. คงได้ประมาณ 10 ที่นั่ง

ดังนั้น การจัดคนลง สส.ของพรรคเพื่อไทย อย่าได้แคร์หรือสนใจสื่อ ที่มีโลกทรรศน์แบบคนในเมือง สายตาก็มองแต่คนรอบข้าง แล้วคิดว่านั่นคือ เสียงของสังคม แต่ที่จริงมันก็แค่เสียงไม่มากนัก

ผมว่าในต่างจังหวัดที่เป็นฐานเสื้อแดง จัดแกนนำเสื้อแดงลงนั้นดีแล้ว

เป็นพรรคเสื้อแดงเลย ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร
ทิศทางของพรรคกับมวลชนจะได้ไปด้วยกัน

แนวรบด้านวัฒนธรรม:วัฒน์ วรรลยางกูร

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

วัฒน์ วรรลยางกูร
นักเขียนรางวัลศรีบูรพา
ร่วมเสวนาในงานรำลึก 35 ปี 6 ตุลา 19
ในหัวข้อ "เบื้องหลัง 6 ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตย"
ณ หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554



ส.ว.เผยผู้บริหาร "เซ็นทรัลเวิลด์" แฉเหตุเผาห้าง กลุ่มไม่ทราบฝ่ายถืออาวุธบีบรปภ.จนทำสำเร็จ

ที่มา ประชาไท

กมธ.ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เผยตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ให้ข้อมูล ระบุมีกลุ่มคนพยายามเผาเซ็นทรัลเวิลด์หลายครั้ง ยันเหตุเกิดหลังแกนนำเสื้อแดงมอบตัวแล้ว

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เปิดเผยถึงกรณีการวางเพลิงเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ว่า กมธ. เชิญตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการ ได้รับทราบว่า มีกลุ่มคนหนึ่งพยายามเผาเซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยป้องกันเหตุจำนวนหลายร้อยคน หลังจากนั้นกลุ่มคนดังกล่าว ไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มไหน ได้เพิ่มจำนวนคนมากขึ้น พร้อมกับถืออาวุธครบมือเข้ามาภายในเซ็นทรัลเวิลด์ จนสามารถบีบให้หน่วยรักษาความปลอดภัยยอมจำนน และสามารถเผาได้สำเร็จ

"ตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ ให้ข้อมูลกับเราว่า การพยายามลอบวางเพลิง ไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุม แต่เกิดขึ้นหลังจากที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเข้ามอบตัวแล้ว และตลอดเวลาที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณดังกล่าว ผู้ชุมนุมก็มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ด้วยดีกับทางห้าง โดยทางห้างได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุมเข้าห้องน้ำด้วย นอกจากนี้ ตัวแทนของห้างยังระบุว่า มีวีดีโอที่บันทึกภาพของกลุ่มคนที่วางเพลิงไว้ด้วย แต่จนถึงขณะนี้ทางห้างยังไม่ได้ส่งมาให้ทางคณะกรรมการ" นายจิตติพจน์กล่าว

นายจิตติพจน์ กล่าวต่อว่า การประชุมคณะกรรมการฯ วันที่ 10 มีนาคม ทางคณะกรรมการฯ เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เข้าชี้แจงถึงความคืบหน้าของคดีกลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงจะเชิญนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำกลุ่มนปช. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช. ว่าต่อจากนี้จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป

ที่มา: มติชนออนไลน์

จักรภพ เพ็ญแข :เบื้องหลังกรณี “กลอนสมัคร”

ที่มา Thai E-News


กลอนนี้ ผม-นายจักรภพ เพ็ญแข เป็นผู้เขียนขึ้นเอง..ใครก็ตามที่นำงานเขียนชิ้นนี้ไปปรับเปลี่ยนแก้ไข เขาคนนั้นคงต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจว่า อดีตนายกรัฐมนตรีผู้แสดงความมั่นคงทางความคิดต่อระบอบราชาธิปไตยของไทยมาตลอดชีวิต ได้เกิดความแตกหักทางความคิดในบั้นปลาย และได้ระบายความรู้สึกนั้นผ่านกลอนชิ้นนี้..ในแง่เจตนาแล้วถือว่าดี แต่ในเชิงกลอนแล้ว ต้องย้อนกลับไปฝึกพื้นฐานกันใหม่เล็กน้อย

ถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรีจะไม่ได้แต่งกลอนชิ้นนี้ แต่ผมขอประกันด้วยเกียรติของนักประชาธิปไตยคนหนึ่งว่า ความรู้สึกในใจของท่านในบั้นปลายคงไม่ต่างไปจากคำพรรณนาในกลอนชิ้นนี้นัก


โดย จักรภพ เพ็ญแข

ครั้งแรกที่ผมเห็นกลอนที่มีผู้อ้างว่าเขียนโดย ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ผู้ล่วงลับ และมีเรื่องเล่าแถมด้วยว่าท่านได้แต่งไว้ก่อนถึงแก่อสัญกรรมไม่นาน เขียนแล้วก็ใส่มือคุณหญิงสุรัตน์ฯ ผู้เป็นภรรยาเสมือนจะฝากไว้ในแผ่นดิน ผมรู้สึกอยู่ในใจว่าช่างผูกเรื่องกันเก่งจริง

ช่วยให้บรรยากาศทางการเมืองเข้มข้นครึกครื้นยิ่ง ผมจึงเก็บข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ไว้ในใจ ไม่อยากออกมาอธิบายว่าแท้ที่จริงกลอนแปดชิ้นนี้มีที่มาอย่างไร และสั่งทีมงานทุกคนที่รู้เห็นให้เก็บเงียบไว้ด้วย

การเปลี่ยนครรลองการเมืองในภาพใหญ่ของไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมาเป็นเป้าหมายที่ผมต้องการมากกว่าสิ่งใดๆ แม้แต่เรื่องที่เคยสำคัญต่อผมมากสมัยที่เป็นสื่อมวลชนและนักวิชาการอย่างเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เหมือน “กรณีกลอนสมัคร” นี้

แต่แล้วเรื่องนี้ก็ไม่จบ มีผู้เข้ามาร่วมถกเถียงและอ้างเป็นผู้รู้กันมากมาย ซึ่งผมได้อ่านและวางเฉยอยู่ ต่อมาความเห็นเริ่มแปลกประหลาด ในทำนองว่าผมเป็นผู้ไปนำกลอนของท่านมาปรับปรุงแต่งเติมให้เป็นกลอนของตนเองและนำออกมาเผยแพร่ จะเพราะอยากเด่นดัง หรือมีอุปนิสัยฉวยโอกาสอย่างไรผู้แสดงความเห็นท่านก็ไม่ได้พูดหรือเขียนออกมาตรงๆ แต่ผมก็เริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้ชักจะไปไกลกันเกินไปหน่อยแล้ว ยิ่งภายหลังผู้นำทางความคิดอย่าง ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ออกมาถามหาข้อเท็จจริงด้วย

เรื่องธรรมดานี้ก็ชักจะเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา ผมจึงคิดว่าต้องออกมาชี้แจงเล็กน้อย เพื่อความซื่อสัตย์ในทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของปัจเจกชนคนใด

กลอนแปดหรือกลอนสุภาพจำนวน ๑๔ บทนี้ ผม-นายจักรภพ เพ็ญแข เป็นผู้เขียนขึ้นเอง

โดยได้แรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นทันทีที่รู้ข่าวว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรีถึงแก่อสัญกรรม ในขณะนั้นผมมีพื้นที่ที่ตีพิมพ์งานร้อยกรองอยู่หนึ่งคอลัมน์ในนิตยสารการเมือง “ไทยเรดนิวส์” ภายใต้การบริหารของผู้อำนวยการและบรรณาธิการ ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น คอลัมน์นี้ชื่อ “ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ” และผมได้ใช้ชื่อจริงในการเขียนตั้งแต่กลอนชิ้นแรก จนถึงวันที่นิตยสารนี้ถูกข่มขู่คุกคามจากฝ่ายรัฐจนต้องปิดตัวลง

ผมยังจำความรู้สึกในขณะที่เขียนกลอนชิ้นนี้ได้ดี ผมรู้สึกเศร้าสะเทือนใจแทนท่านนายกสมัครจนน้ำตาไหล ผมรู้สึกเสียใจที่ผู้คนส่วนหนึ่งในบ้านเมืองไม่เข้าใจบทบาทในบั้นปลายของท่าน ผมเห็นใจสิ่งที่ท่านยึดถือเป็นสรณะในชีวิตแต่สุดท้ายกลายเป็นมายาให้ท่านได้เห็นต่อหน้า

ในฐานะที่ร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรี โดยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของท่าน ผมมีโอกาสได้เห็นหัวใจดวงใหญ่ของผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่ผมติดตามบทบาททางการเมืองมาตั้งแต่เป็นนักเรียนนุ่งกางเกงขาสั้น ผมรู้ว่าท่านมิใช่คนที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ แต่ผมก็รู้ว่าท่านมีความดีงามมากพอที่เราจะกราบไหว้รำลึกถึง โดยเฉพาะจุดยืนในขณะที่บ้านเมืองเข้าสู่ “การเมืองปลายรัชกาล”

การตัดสินใจทางการเมืองของท่านหลายครั้งสะท้อนว่า ท่านเอาบ้านเมืองไว้ก่อนอย่างอื่น และเอาเกียรติคุณส่วนตัวไว้ในระดับต่ำสุด หรือไม่เอามาคิดเลยด้วยซ้ำ

กลอนทั้ง ๑๔ บทนี้ไหลออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นธรรมชาติและน้ำตาผมก็ไหลในขณะที่เขียน ผมรู้ว่าผมคือผู้ลี้ภัยทางการเมือง คงจะไม่อาจไปร่วมเคารพศพท่านด้วยตัวเอง ความรู้สึกอาลัยรักจึงท่วมท้นหัวใจเป็นทวีคูณ

ผลที่ปรากฏขึ้นคือ:

คอลัมน์ ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ
เรื่อง สมัคร สุนทรเวช
โดย จักรภพ เพ็ญแข


ณ แผ่นดินถิ่นนี้มีผู้ใหญ่
ผู้เกรียงไกรใจถึงประหนึ่งสิงห์
ตอบสังคมสมศักดิ์รักความจริง
ไม่แอบอิงมายาเป็นอาภรณ์

มากศัตรูมากมิตรชีวิตชัด
รักษาชีพด้วยสัตย์เป็นอนุสรณ์
ผ่านถนนจนคุ้มทั้งลุ่มดอน
ครบวงจรอย่างผู้ใหญ่หัวใจจริง

“สมัคร สุนทรเวช” ท่านจากลับ
ย่อมมิใช่มืดดับทุกสรรพสิ่ง
ทุกร่องรอยตัวตนของคนจริง
ทุกครั้งนิ่งเงียบสงบพบปัญญา

ผู้แผ้วถางทางเองไม่เกรงขาม
ผู้ก้าวข้ามอุปสรรคที่ขวางหน้า
ผู้สร้างตัวไม่กลัวใครในนครา
ผู้จับมือมวลประชาร่วมท้าทาย

และเป็นผู้ผิดหวังครั้งใหญ่ยิ่ง
ผู้ที่ท่านยึดว่าจริงกลับห่างหาย
ผู้ใหญ่กลับสลับคู่เป็นผู้ร้าย
หัวใจท่านจึงสลายเพราะใจจริง

เสมือนสวมพระเครื่องอันเรืองเวทย์
ประณตเกศมอบหัวใจให้ทุกสิ่ง
แต่องค์พระกลับล้วงเข้าช่วงชิง
จนได้รู้ความจริงอันเจ็บใจ

สิ่งที่สูงกลับต่ำนั้นตำเนตร
ใจ “สมัคร สุนทรเวช” จึงหม่นไหม้
นบนอบมาด้วยประชาธิปไตย
ก็สั่งให้กองทัพมากลับทาง

ยุให้คนผิดกฎหมายท้าทายรัฐ
ยุประชาธิปัตย์เข้าด้านข้าง
ยุให้ศาลเบือนบิดเข้าปิดทาง
และใช้ “บ่าง” สื่อมวลชนคนบริกร

นี่ล่ะหรือเสาหลักอันศักดิ์สิทธิ์
ภาพนิมิตกลับกลอกเป็นหลอกหลอน
นึกว่าว่านสมุนไพรแท้ใบบอน
นึกว่าจริงกลับละครย้อนดูตัว

แต่เกียรติยศแห่ง “สมัคร” จำหลักมั่น
ประชาชนทั้งนั้นท่านรู้ทั่ว
ถึงร่างลับดับขันธ์อย่าหวั่นกลัว
ความจริงจักปรากฏทั่วอย่ากลัวปลอม

พักเถิดครับ...ท่านสมัคร...โปรดพักผ่อน
สิ่งที่ท่านสั่งสอนทั้งตรงอ้อม
จะนำมาปรับใช้จะไม่ยอม
ประชาธิปไตยแมวย้อมจะไม่เอา

ประชาชนได้เป็นใหญ่ใน “สมัคร”
เขาจึงรักแน่วแน่จนแก่เฒ่า
เผด็จการอำมาตย์ไทยเขาไม่เอา
ท่านคือเบ้าหลอมร่างสร้างผู้นำ

กราบวิญญาณ “ท่านสมัคร” ผู้รักชาติ
ผู้สร้างมาตรฐานไว้ไม่ตกต่ำ
หนุนประชาธิปไตยธงชัยนำ
สวนระบอบใจดำผู้อำพราง

ชาว “ประชากรไทย” รวมใจหวัง
มวล “พลังประชาชน” คนสืบสร้าง
จะสานต่อ “ท่านสมัคร” ผู้สร้างทาง
สละร่างทิ้งหัวใจให้บ้านเมือง.


--------------------------

หลายเดือนต่อมา หลังจากที่ระบอบศักดินา-อำมาตยาธิปไตยไทยได้ใช้เล่ห์กลจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาสวมแทนรัฐบาลของประชาชนแล้ว กลอนแปดชิ้นนี้ได้กลับมาปรากฏในโลกไซเบอร์อีกครั้งหนึ่ง แต่ในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปรไป นั่นคือถูกตัดทอนให้สั้นลง ถ้อยคำถูกแก้ไขในบางส่วน และมีผู้เขียนคำอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้:

“สวมพระเครื่องอันเรื่องเวทย์
ประนมเดชมอบดวงใจให้ทุกสิ่ง
แต่องค์พระกลับเข้าช่วงชิง
จนได้รู้ความจริงอันเจ็บใจ

สิ่งที่สูงกลับต่ำนั้นตำเนตร
ใจสมัคร สุนทรเวชจึงหมองไหม้
เฝ้าจงรักภักดีมิรู้คลาย
ขอกัดฟันลาตาย......ไม่ถวายพระพร

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ของประเทศไทย (ผู้ประพันธ์)
มอบให้ในอุ้งมือคุณหญิงภรรยาท่านไว้ก่อนสิ้นใจไม่นาน”


ผมเชื่อว่า เจตนาของใครก็ตามที่นำงานเขียนชิ้นนี้ไปปรับเปลี่ยนแก้ไขเป็นเรื่องของความตั้งใจดี เขาคนนั้นคงต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจว่า อดีตนายกรัฐมนตรีผู้แสดงความมั่นคงทางความคิดต่อระบอบราชาธิปไตยของไทยมาตลอดชีวิต ได้เกิดความแตกหักทางความคิดในบั้นปลาย และได้ระบายความรู้สึกนั้นผ่านกลอนชิ้นนี้

การที่ผู้แก้ไขใส่วงเล็บเอาไว้ตอนท้ายด้วยว่า “นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ของประเทศไทย (ผู้ประพันธ์)” เป็นความต้องการที่จะย้ำหัวตะปูว่ากลอนชิ้นนี้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เขียนจริงๆ เพราะเจ้าตัวคงรู้ดีว่ากลอนนี้แท้ที่จริงมาจากไหนและใครเป็นผู้แต่ง

สำนวนเขียนที่ว่า “...มอบให้ให้อุ้งมือคุณหญิงภรรยาท่านไว้ก่อนสิ้นใจไม่นาน...” ก็เป็นการเขียนที่เร้าใจ มีลักษณะอย่างที่ชาวละครคงเรียกว่า drama

ในเชิงกลอนนั้น ก็ต้องถือว่าผู้แก้ไขได้พยายามทำให้เนียนที่สุดแล้ว หากศิลปะกลอนนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอยู่มาก หากจะสละเวลาเพื่อการวิจารณ์เชิงวรรณกรรมกันแล้ว ก็ต้องขอแสดงความเห็นไว้ตรงนี้ว่า:

“...สิ่งที่สูงกลับต่ำนั้นตำเนตร
ใจสมัคร สุนทรเวชจึงหมองไหม้
เฝ้าจงรักภักดีมิรู้คลาย
ขอกัดฟันลาตาย......ไม่ถวายพระพร”

วรรคสองที่ลงท้ายว่า “...จึงหมองไหม้” นั้น ในทางกลอนแล้วจะต้องลงสัมผัสกับคำที่ใช้สระเสียงสั้นเช่นเดียวกับ สระไอ ในคำว่า “ไหม้” การข้ามไปใช้คำว่า “คลาย” ซึ่งเป็นคำที่ประกอบด้วยสระเสียงยาว หรือ สระอา นั้นถือเป็นผิด หรืออย่างน้อยก็ทำให้ขาดความไพเราะ

ผู้แก้ไขคงจะอยากให้คำๆ นี้ไปรับกับวรรคที่ว่า “...ขอกัดฟันลาตาย...” ที่ตนหวังให้เป็นประโยคทองชนิดที่คนปัจจุบันใช้คำว่า จบข่าว ในแง่เจตนาแล้วถือว่าดี แต่ในเชิงกลอนแล้ว ต้องย้อนกลับไปฝึกพื้นฐานกันใหม่เล็กน้อย

ประโยคสุดท้ายที่อ้างนี้เองก็ขัดกับหลักการเขียนกลอน “ขอกัดฟันลาตาย... ไม่ถวายพระพร” มีลักษณะประดักประเดิดและเกินถ้อยคำของกลอน ๘ ไปอย่างน้อยหนึ่งพยางค์ เพราะประกอบด้วย ๑๐ พยางค์ ในขณะที่กลอน ๘ ที่ดีควรมีไม่เกิน ๙ พยางค์

หากจะปรับแต่งกันให้ได้ดั่งใจ ผมในฐานะที่เป็นต้นเค้าของกลอนชิ้นนี้ ขอเสนอใหม่ เฉพาะในบทนี้ว่า:

สิ่งที่สูงกลับต่ำนั้นตำเนตร
ใจสมัคร สุนทรเวชจึงหม่นไหม้
เฝ้าจงรักภักดีพลีหัวใจ
แม้ชาติหน้าฟ้าใหม่... เลิกให้พร”


ในฐานะที่เป็นผู้แต่งกลอน “สมัคร สุนทรเวช” เพื่อแสดงความรักอาลัยต่อท่านอดีตนายกรัฐมนตรีที่ผมก้มกราบได้ทุกเมื่อ ผมขออธิบาย “กรณีกลอนสมัคร” ไว้เพียงเท่านี้

เรื่องนี้ล้วนเป็นเรื่องเจตนาดี ไม่ควรให้เป็นความขัดแย้งระหว่างพวกเราชาวประชาธิปไตยเป็นอันขาด ผมขอมอบกลอนชิ้นนี้เป็นสมบัติสาธารณะเพื่อการรณรงค์ต่อสู้ของพวกเราต่อไป

ถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรีจะไม่ได้แต่งกลอนชิ้นนี้ แต่ผมขอประกันด้วยเกียรติของนักประชาธิปไตยคนหนึ่งว่า ความรู้สึกในใจของท่านในบั้นปลายคงไม่ต่างไปจากคำพรรณนาในกลอนชิ้นนี้นัก

ใครที่ยังสงสัย ยังมีบุคคลอีก ๒ คนให้ท่านไปหาทางถามได้ ท่านที่หนึ่งคือ คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช เพราะท่านถูกนำมาอ้างว่ารับกลอนชิ้นนี้ไว้ สามารถไปถามท่านได้ว่าได้รับกระดาษเขียนกลอนไว้จริงหรือไม่ อีกท่านหนึ่งคือ ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น อดีตสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผู้อำนวยการและบรรณาธิการบริหารนิตยสารไทยเรดนิวส์ ผู้กรุณารับพิมพ์งานเขียนชิ้นนี้ไว้ตั้งแต่ต้น

ขอให้ดวงวิญญาณของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีได้สถิตในสุคติ และขอให้การกระทำในช่วงปลายชีวิตของท่านได้มีผลดลใจให้ขบวนประชาธิปไตยของเรากลับมาตั้งสติได้เหมือนกับตัวท่าน จนเราเดินสู่หลักชัยแห่งระบอบประชาชนได้โดยเร็วด้วยเทอญ.


วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔
--------------------------------------------------------------

เสื้อแดงภาคตะวันตก7จังหวัดผนึกจัดตั้งเครือข่าย กระตุ้นนปช.ประกาศนโยบายปชต.แท้จริง-ค้าน112

ที่มา Thai E-News


แกนนำกลุ่มเสื้อแดงภาคตะวันตก 7 จังหวัด ร่วมสัมมนาคิดค้นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ได้ข้อสรุปจากภาคประชาชนตัวจริงที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น นปช.ต้องจำแนกแยกแยะระหว่างมวลชนเสื้อแดงไม่ใช่คนของนปช.ทั้งหมด แต่เป็นแนวร่วมที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตยเช่นกัน ต้องประกาศนโยบายเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง นปช.ควรต้องคัดค้านมาตรา112 ขึ้นสู่เวทีชุมนุมใหญ่ 12 มีนาคมนี้ รวมไปถึงยุทธวิธีจัดตั้งและทำให้มวลชนตาสว่างอย่างทั่วถึง สุดท้ายเห็นว่าการเคลื่อนไหวยังไม่ต้องก้าวพ้นทักษิณและประกาศหนุนเพื่อไทยในการเลือกตั้งหนหน้า


โดย ผู้สื่อข่าวรากหญ้า
4 มีนาคม2554

รายงานข่าว การสัมมนากลุ่ม"คนเสื้อแดง" ภาคตะวันตก

เมื่อวันพฤหัสที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา กลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ในเขต 7 จังหวัดภาคตะวันตก ได้จัดการสัมมนาขึ้น ที่อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อเป็นการพบปะกัน และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หาข้อสรุปในการเคลื่อนไหวร่วมกันต่อไป

ผู้สื่อข่าวรากหญ้า ได้ไปร่วมสังเกตการณ์สัมมนาในครั้งนี้ จึงขอรายงานให้ทุกท่านทราบดังนี้

การสัมมนา เริ่มต้นเมื่อเวลา 13.00น. มีผู้มาร่วมลงทะเบียนทั้งสิ้น 103 คน เป็นแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ จากทั้ง 7 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

ที่มามีทั้งแกนนำ แกนนอน แกนตาม สังเกตได้ว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส และกระตือรือร้นสูง

เริ่มต้นการสัมมนา หลังจากที่ประชุมได้มีการแนะนำตัวกันเสร็จสิ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่ผู้ร่วมสัมมนา เห็นตรงกันคือ การสัมมนาครั้งนี้ "ไม่ได้มีแกนนำจากส่วนกลาง ไม่ได้มีคนมีชื่อเสียงดังๆ มีแต่พวกเรา ซึ่งเป็นเวทีเปิดให้คนเสื้อแดงได้พูดคุย และเสนอความเห็นร่วมกัน" ผู้ร่วมสัมมนาท่านหนึ่งกล่าว

การสัมมนาเริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมกันกำหนดหัวข้อ และกำหนดกติกาการพูดคุยว่าจะเรียงไปและสรุปกันทีละประเด็น

ผู้สื่อข่าวรากหญ้าจึงขอรายงานและสรุปความคิดความเห็นของที่สัมมนาตามประเด็นต่างๆดังนี้

ประเด็นที่ 1 "คนเสื้อแดง" กับ "น.ป.ช." ความหมายที่ต้องเข้าใจตรงกัน

ที่ประชุมเห็นว่า "คนเสื้อแดง" คือขบวนการประชาชนทั้งหมด ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรม มีความหมายที่กว้างใหญ่ครอบคลุมไปทุกๆกลุ่มและทุกองค์กรและทุกคน

ส่วนคำว่า "น.ป.ช." คือองค์กรจัดตั้งใหญ่อันหนึ่งของคนเสื้อแดง ที่นำการขับเคลื่อนการต่อสู้ เมื่อพูดถึงน.ป.ช. เราจึงหมายถึง กรรมการ หรือองค์กร มากกว่าหมายถึงมวลชน

ที่ประชุมเห็นว่า การที่แกนนำน.ป.ช. เหมารวมว่า มวลชนคนเสื้อแดงที่ออกมาเต็มท้องถนนนั้น เป็น น.ป.ช.นั้น เป็นคำกล่าวที่ไม่ตรงความจริงนัก ควรที่แกนนำน.ป.ช.ต้องยอมรับความจริงข้อนี้

ประเด็นที่2 "ยุทธศาสตร์"การต่อสู้ของคนเสื้อแดงในวันนี้

ประเด็นนี้ ที่ประชุมถกเถียงกันมาก มีการวิจารณ์ถึงยุทธศาสตร์ที่ผ่านมาของน.ป.ช. ผู้ดำเนินการสัมมนาต้องพยายามเน้นย้ำให้ผู้ร่วมสัมมนาว่า "เรามาคุยกันถึงยุทธศาสตร์คนเสื้อแดง ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ของน.ป.ช." การพูดคุยจึงบรรลุข้อสรุปที่น่าสนใจได้ โดยมีผู้เสนอความเห็นหลากหลาย โดยสรุปคือ เห็นพ้องกันว่า

ยุทธศาสตร์แรกที่พูดกันคือ"สู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง" ในหัวข้อนี้พบว่า ผู้ร่วมสัมมนาทั้งหมดแสดงความรังเกียจและต่อต้านอำนาจนอกระบบอย่างชัดเจน มีการกล่าวถึงโครงสร้างอำนาจโบราณที่อยู่ไม่ถูกที่ถูกทาง เช่นทหารไม่ทำหน้าที่ทหาร คือปกป้องชาติและประชาชน แต่กลับมาเข่นฆ่าคนกลางถนนเป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อคุยกันถึงเรื่องนี้ บางท่านชูประเด็นถึงการล้มเจ้ามือหวยเถื่อนข้างบ้าน ทำให้ที่ประชุมได้เวลาคุยหัวข้อยุทธศาสตร์ข้อต่อไปทันที

ยุทธศาสตร์ข้อต่อไปที่นำเสนอคือ "ติดอาวุธทางปัญญา พัฒนามวลชนคุณภาพ" โดยมียุทธวิธีคือใช้สื่ออินเตอร์เนต แผ่นซีดี เผยแพร่การใช้คอมพิวเตอร์ให้กับมวลชน นอกเหนือจากการสนับสนุนติดตั้งจานดาวเทียม โดยเชื่อว่า ต้องแพร่กระจายโรคตาสว่างให้มาก และมากที่สุด

ยุทธศาสตร์อีกข้อที่นำเสนอกันคือ "ขยายและจัดตั้งมวลชน" โดยยุทธวิธีที่ทำมีเสนอกันหลากหลายวิธีการ เช่นมีผู้นำเสนอโมเดลที่กลุ่มตนเองทำในอำเภอ คือการจัดตั้งคนเสื้อแดง 10 คนต่อหนึ่งหมู่บ้าน อีกท่านหนึ่งเสนอการประชุมกลุ่มย่อยตามหมู่บ้าน และเมื่อกลุ่มมีความพร้อมก็จัดเวทีปราศรัย โดยการจัดเวทีปราศรัยย่อย แม้จะใช้ทุนเพิ่มมากขึ้น แต่ก็จะได้มวลชนที่เราไม่ทราบมาก่อนว่าแดง มาเปิดตัวเป็นต้น

ยุทธศาสตร์อีกข้อหนึ่งที่ยกมาเสนอกันคือ "กระจายพลังต่างจังหวัด" เมื่อมีการจัดตั้งมวลชนได้สำเร็จในต่างจังหวัด มวลชนเหล่านี้ก็พร้อมและสามารถที่จะอยู่และเคลื่อนไหวที่จังหวัดของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หากเมื่อเข้าสู่สถานการณ์สำคัญก็พร้อมปฎิบัติการได้เลย

ประเด็นที่3 คนเสื้อแดงกับนายกทักษิณ "ก้าวข้าม ก้าวไม่ข้าม ผ่านแต่ไม่พ้น" อย่างไหนดี ถูกต้องและเกิดประโยชน์

ประเด็นนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันมากว่า "คนเสื้อแดง"ไม่อาจแยกกับนายกฯทักษิณได้ มีผู้แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า "ไม่แยกกัน" "ไม่ก้าวข้ามหรอก" อีกท่านหนึ่งบอกว่า "อยู่ในใจ100เปอร์เซนต์" บางท่านบอกว่า "อดใจรอได้ "

ทั้งนี้ มีท่านหนึ่งวิเคราะห์ว่า "เชื่อว่าเรื่องนากยกทักษิณ กระแสสังคมจะตีกลับ เหมือนลูกตุ้มนาฬิกาเหวี่ยงกลับ"


โดยให้เหตุผลว่า "คนไทยรับรู้พิษปัญหาเศรษฐกิจกันมาก โดยเฉพาะเรื่องน้ำมันปาล์มที่เดือดร้อนกันได้ทุกครัวเรือน ความจำความรู้สึกที่ว่า งานดีมีเงินใช้ในสมัยนายกทักษิณ จะทำให้สังคมคิดถึงและต้องการนายกทักษิณมากขึ้น

แต่ขณะเดียวกันที่ประชุมก็กล่าวถึงข่าวการเจรจาและตกลงกันระหว่างนายกฯทักษิณกับผู้มีอำนาจ ซึ่งต่างก็คิดหากจะมีขึ้นจริงก็หวังว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการต่อสู้ของขบวนการคนเสื้อแดง

และเมื่อคุยกันถึงประเด็นนี้ ก็ได้ข้อสรุปที่จะมีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมา ชื่อว่า "แดงตะวันตกรักทักษิณ"

ประเด็นที่ 4 พรรคเพื่อไทยและการเลือกตั้ง

ที่ประชุมพูดถึงว่า ขณะนี้เข้าสู่บรรยากาศของการเตรียมการเลือกตั้ง และเชื่อกันว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจคงทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทย ได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ถึงอย่่างไร "คนเสื้อแดง"ก็ต้องพร้อมใจเข้าสู่ระบบเลือกตั้ง อย่างรู้เท่าทัน ว่าการเลื่อกตั้งที่จะเกิดขึ้น เปรียบก็เป็นกลไกขั้นหนึ่งของการต่อสู้เท่านั้น

ที่ประชุมเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า "คนเสื้อแดง"ต่างพร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ด้วยจิตอาสา แต่มีปัญหาคือ ว่าที่ผู้สมัครหลายๆคนในพื้นที่ ไม่กล้าแสดงตัว อาจเพราะกลัวว่าจะมีเสื้อแดงไปขอทุน ซึ่งที่ประชุมเชื่อมั่นว่า คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่ได้มีความคิดดังกล่าว หากมีก็เป็นพวกฉวยโอกาส

นอกจากนี้ผู้สมัครสส.บางคนถึงแม้ประกาศตัวว่าสมัครสส.ในนามพรรคเพื่อไทย แต่ก็เป็นที่รู้กันทั่วไปในท้องที่ว่าเป็นเด็กของพรรคภูมิใจไทย ผูัสมัครบางคนไม่กล้าแม้แต่จะประกาศชูนายกฯทักษิณก็มี มีผู้เสนอว่า เป็นเพราะผู้สมัครสส.ของเพื่อไทย ส่วนหนึ่งยังเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณคนเสื้อแดง หรืออุดมการ์ประชาธิปไตยของมวลชน ทำให้มองคนเสื้อแดงด้วยกรอบความคิดโบราณ

มีการพูดถึงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นจุดพลิกผันการต่อสู้ได้ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะแพ้หรือชนะ เป็นอีกแนวรบหนึ่งที่คนเสื้อแดงต้องช่วยสนับสนุน

ประเด็นที่5 การจับกุมคุมขังอจ.สุรชัย และมาตรา 112

ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า การเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 ต้องทำ ให้ใช้วิกฤตที่อจ.สุรชัยยอมสูญสิ้นอิสรภาพ ให้เป็นโอกาสที่มาขับเคลื่อนเรื่องให้ยกเลิกมาตรา112

ที่ประชุมสรุปว่า ควรเสนอให้ น.ป.ช. นำเรื่องมาตรา112 ขึ้นสู่เวทีใหญ่ วันที่ 12นี้ ยกให้เป็นประเด็นการต่อสู้หนึ่งของน.ป.ช. เหมือนที่ชูประเด็นการปล่อยตัวแกนนำทั้ง7คน ขอให้น.ป.ช. ได้รณรงค์เรื่องนี้ออกไป ซึ่งมวลชนจะได้รับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และทราบว่า ขณะนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงประเทศต่างๆทั่วโลกก็ได้เตรียมนำประเด็นนี้มาเคลื่อนไหว มีการร่างหนังสือ เตรียมยื่นให้กับสถานทูตไทยทั่วโลก เพื่อคัดค้านกฏหมายที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ได้มีผู้ให้ความรู้ว่า ประชาชนย่อมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะเสนอขอแก้ไขหรือยกเลิกกฏหมาย ไม่ว่ามาตราใด และที่ประชุมเห็นว่า ควรที่คนเสื้อแดงจะแสดงออกถึงความเห็นต่อการคัดค้านมาตรา 112 โดยการทำป้าย โปสเตอร์คัดค้าน มาตรา 112 แสดงขณะร่วมชุมนุมและในหลากหลายรูปแบบหลายวิธีการที่ทำได้ให้ทำ

นอกจากนี้ ได้มีข้อเสนอให้นัดเดินทางไปเยี่ยม อจ.สุรชัยกันโดยสม่ำเสมอ

ประเด็นสุดท้าย คือการพูดคุย จัดตั้งกลุ่ม "แดงตะวันตก รักทักษิณ"

ด้วยพื้นฐานความจริงที่ว่า คนเสื้อแดงและนายกฯทักษิณเป็นหนึ่งเดียวกัน ทางที่ประชุม จึงเห็นพ้องกันว่า ให้มีการจัดตั้งกลุ่มหรือเครือข่าย "แดงตะวันตก รักทักษิณ" เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนและทำงานร่วมกัน ระหว่างกลุ่มที่มาร่วมสัมมนาและมวลชนคนเสื้อแดงที่อยู่ในเขต 7 จังหวัดภาคตะวันตก โดยทางกลุ่มจะได้มีการจัดทำโลโก้กลุ่ม เพื่อประชาสัมพันธ์และให้เป็นที่รู้จักต่อไป

การสัมมนา ได้เสร็จสิ้นลง เมื่อเวลาประมาณ 18.00น รวมเวลา ห้าชั่วโมงเต็ม ที่คนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ มารวมตัวกัน ระดมความคิดและแลกเปลี่ยนแนวคิด วิธีการทำงาน โดยทำกันเอง เป็นบทพิสูจน์หนึ่งของพัฒนาการของขบวนการคนเสื้อแดง การเมืองภาคประชาชนที่เติบโตเชิงคุณภาพ กระจายไปในทุกๆที่ทั้งในและต่างประเทศ

"คนเสื้อแดงวันนี้ เขาเกิดและเติบใหญ่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ....จริงหรือ " การสัมมนาวันนี้ น่าจะเป็นคำตอบให้ท่านได้

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง: งานรวมพลคนเสื้อแดงภาคใต้คึกคัก ก้าวแรกปักธงนปช.บนเกาะภูเก็ต ล้างภาพถิ่นเหลืองสาวกปชป.

"สุเทพ"เผยเอกสารยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่สมบูรณ์ "เอกสาร-เซ็นชื่อ"ไม่ครบ ย้ำยุบสภาก่อน มิ.ย.

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา บรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมด 4 วัน ระหว่างวันที่ 15-19 มีนาคม จากเดิมที่วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน ได้วางกรอบอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้ 4 วัน ระหว่างวันที่ 9-12 มีนาคม โดยมีข่าวออกมาว่าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่พร้อมในการอภิปรายว่า ตนพยายามถามผู้ประสานงาน ซึ่งได้รับคำอธิบายจากประธานคณะกรรมการประสานงานรัฐสภาว่าเอกสารที่สมบูรณ์ยังไม่ถึงมือนายชัย และยังมีการเซ็นชื่อที่ไม่ถูกต้องประมาณ 2 ชื่อ มีเอกสารที่ไม่ครบถ้วน 3-4 หน้า ซึ่งเขาก็ไปติดตามตรวจสอบกันในฝ่ายของเจ้าหน้าที่สภา ซึ่งอาจจะถึงมือนายชัยเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของนายชัย


"ทุกฝ่ายก็ลุ้นกันอยู่ ผู้อภิปรายก็เต้นฟุตเวิร์คมานานแล้ว พวกที่จะถูกอภิปรายก็ชกลมมาหลายวันแล้ว มันก็จะได้มาพูดกัน ประชาชนก็รอฟังอยู่ แต่ถ้าจะเลื่อนออกไปก็ไม่เป็นไร แต่ละคนก็ไปฟิตซ้อมให้แข็งแรงอีก ยืนยันว่ารัฐบาลจริงใจให้เปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ" นายสุเทพกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า มองความขัดแย้งระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) กับนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พท. หัวหน้าทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องเวลาในการอภิปรายอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า เป็นมวยคนละสไตล์มากกว่า


เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิมบอกว่าไม่ควรอภิปรายนายสุเทพ เพราะเก๋าเกมทางการเมือง นายสุเทพกล่าวว่า เวลา ร.ต.อ.เฉลิมพูดตนก็ต้องระวัง ไม่รู้ชมหรือด่า ฟังดูเหมือนชมว่าเก่งแต่ที่แท้แฝงคำว่าพูดไม่จริงไปด้วย ส่วนที่ฝ่ายค้านเตรียมข้อมูลอภิปรายเรื่องการเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ตนในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ.ปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น มั่นใจว่าชี้แจงได้หมด


เมื่อถามว่า ภายหลังการอภิปรายถึงเวลาที่รัฐบาลจะพิจารณายุบสภาหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า รัฐบาลพิจารณาการยุบสภามาก่อนหน้านี้แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ทำให้เห็นแล้ว ตนจัดงานระดมทุน เตรียมคนลงสมัครและติดป้ายโฆษณาแล้ว แสดงความชัดเจนว่าเราต้องการให้เข้าสู่บรรยากาศ รอแค่ให้ กกต.เขาเตรียมตัว และให้สีเสื้อทีมกีฬาทั้งหลายกลับเข้าโรงเรียน เพื่อเข้าสู่ระบบ ส่วนที่พรรคร่วมรัฐบาลยังเห็นไม่ตรงกันก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่เป็นแล้วอยากอยู่นานๆ


เมื่อถามว่า เคยการันตีว่าจะยุบสภาก่อนเดือนมิถุนายนยังยืนยันหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า "ยืนยันครับ นายกฯยืนยันผมเป็นรองนายกฯ ยืนยันตามนายกฯ ทุกอย่าง"

หน่วยข่าวประเมินม็อบแดง "12มี.ค." ทะลัก 3 หมื่น หลัง 7 แกนนำพ้นคุก

ที่มา มติชน



(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 3 มีนาคม 2554)


การปล่อยตัวชั่วคราว 7 แกนนำเสื้อแดง ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายนิสิต สินธุไพร นายขวัญชัย ไพรพนา นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ แม้จะถูกมองเป็นเรื่องของการปรองดองสมานฉันท์เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง

แต่การปล่อยตัวของ 7 แกนนำเสื้อแดงครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะหน่วยข่าวไม่อาจนอนใจได้ การติดตามข้อมูลความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆ ยังคงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในวันที่ 7 แกนนำเสื้อแดงได้รับอิสรภาพ กลุ่มคนเสื้อแดงร่วมครึ่งหมื่นเดินทางมาถึงหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯหลังรับทราบคำสั่งศาลเพียงไม่นาน เพื่อคอยต้อนรับและร่วมแสดงความยินดีกับอิสรภาพครั้งนี้

บ่งบอกว่าแกนนำเสื้อแดง 7 คนนี้เป็นแม่เหล็กดึงพลังมวลชนได้อย่างดี และการแจ้งข้อมูลข่าวสารของกลุ่มคนเสื้อแดงทำได้รวดเร็วมาก!

ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 7 แกนนำเสื้อแดงพร้อมนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภา เดินทางไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต 91 ศพ จากเหตุสลายการชุมนุมทางการเมืองเมื่อเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 ที่วัดปทุมวนารามฯ ซึ่งหน่วยข่าวนับยอดกลุ่มเสื้อแดงที่มาร่วมงานบุญครั้งนี้ 1,000 กว่าคน เรียกว่ามากันแน่นวัด

จากการประชุมของหน่วยงานด้านความมั่นคงและการข่าว อาทิ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ฯลฯ ซึ่งนัดประชุมประเมินสถานการณ์ทุกวัน ก่อนนำรายงานศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ที่มี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ทำหน้าที่เป็น ผอ.ศอ.รส. ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจสันติบาลวิเคราะห์สถานการณ์การชุมนุมหลังปล่อยตัว 7 แกนนำเสื้อแดง ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะคึกคักขึ้นเป็นธรรมดา

อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้หน่วยข่าวประเมินว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่พบความรุนแรง โดยเฉพาะในส่วน 7 แกนนำเสื้อแดงที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมา ยังสงวนท่าทีในการเป็นตัวตั้งตัวตีเรียกร้องเคลื่อนไหว ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ 1.แกนนำเสื้อแดงทั้ง 7 คน ต้องระมัดระวังในการพูด ให้สัมภาษณ์หรือปราศรัยในทุกๆ สถานที่ ด้วยมีเงื่อนไขการประกันตัวที่ศาลกำหนดไว้ค้ำคออยู่ คือ ห้ามมิให้กระทำการอันเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน อันที่จะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และห้ามจำเลยดังกล่าวเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และ 2.ถ้าแกนนำเสื้อแดงทั้ง 7 คน ประพฤติตัวดีเป็นแบบอย่าง เพื่อนๆ กลุ่มเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำก็มีแนวโน้มได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้แกนนำเสื้อแดงจะยังคงเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 ทั้ง 91 ศพ ช่วยกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และเรียกร้องความเป็นธรรมด้านคดีด้วย ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดจะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงไม่หายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์

ส่วนการนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 12 มีนาคม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งตรงกับวันเคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพฯของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 นั้น หน่วยข่าวประเมินว่า สถานการณ์การชุมนุมไม่น่าจะมีความรุนแรง โดยแกนนำเสื้อแดงทั้ง 7 คนที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจะเดินทางมาร่วมชุมนุมด้วย แต่จะขึ้นเวทีปราศรัยด้วยหรือไม่นั้นยังไม่แน่ชัดเนื่องจากยังติดข้อกำหนดการปล่อยตัวชั่วคราว เบื้องต้นคาดยอดผู้ชุมนุมในครั้งนี้ประมาณ 30,000 คน และน่าจะเลิกตามเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ มีอินไซด์จากที่ประชุมด้านการข่าว พบว่ากองบัญชาการตำรวจสันติบาล ปูดข้อมูลลับด้วยว่า มีนักรบชุดดำเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯจำนวนหนึ่ง แต่ข่าวนี้หน่วยข่าวยังไม่ให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือ เพราะยังดูลอยๆ และยังไม่ชัดเจน!

นักลงทุนท้อ "รัฐประหาร3ครั้งไม่เท่าหนึ่งมาบตาพุด" ฟัง "ท่านประธานฯ" เปิดใจจากมลพิษถึงประมูล 3 จี

ที่มา มติชน




ประธานศาลปกครองสูงสุด เปิดใจ


ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ วิพากษ์ศาลปกครอง

รับชมข่าว VDO

นักลงทุนญี่ปุ่น ที่ขนเงินมาลงทุนใน มาบตาพุด บ่นเสียงดังๆ ว่า รัฐประหาร 3 ครั้ง ไม่เท่า 1 คดีมาบตาพุด

ถัดมา เมื่อศาลปกครองเบรกประมูล 3 จี เสียงวิจารณ์ดังขึ้นว่า มีไฟฟ้า แต่ ศาลเลือก จุดตะเกียง ... ได้เวลา ทบทวนศาลปกครอง (เสียที)


เหลียวดูศาลปกครอง ในวาระครบรอบ 10 ปี มีคดีเข้ามาสู่ศาลแล้ว 6.2 หมื่นกว่าคดี โดยเฉพาะคดีสิ่งแวดล้อม กำลังกลายเป็นคดีเดิมพันที่สูงมาก


"มติชนออนไลน์" เปิดใจ ดร.หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ในประเด็นร้อน ๆ

ไม่ว่า คุณจะเป็น นักธุรกิจ นักลงทุน เอ็นจีโอ. หรือ ประชาชนทั่วไป ก็ควรอ่าน บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้


@ นับจากคดีมาบตาพุด คดีสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาตรฐานของศาลปกครองยึดประโยชน์ของใคร


มันก็มีหลักอยู่ว่าประโยชน์ที่มันขัดกันมันก็ต้องชั่งน้ำหนัก เพราะทุกคนก็อ้างประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น แต่มันก็ต้องมีใครที่ทำผิดกฎหมายหรือทำมิชอบ ถ้าสมมติว่ามันชอบไปหมดก็ต้องชั่งน้ำหนัก แต่ถ้ามันเกิดข้อพิพาทแล้วแสดงว่าต้องมีใครที่ไม่ทำตามที่กฎหมายบัญญัติ ผมคิดว่ามันไม่ยาก


@ถ้าศาลดูแค่กฎหมาย แต่ไม่ดูผลกระทบและความเสียหายทางเศรษฐกิจ จะถูกหรือ


ก็ถูกอยู่ แต่ถ้าเราดูปัญหาความเสียหายในระยะใกล้แต่ไม่ดูที่ระยะไกล เช่น อย่างที่เราบอกว่าเราตัดสิทธิอุตสาหกรรมในมาบตาพุดออกหมด เงินลงทุนจากต่างประเทศก็จะรั่วออกไปหมด แล้วเราาจะเลือกเอาว่าเอาเงินลงทุนมาแต่ความเสียหายระยะยาวคนไทยเป็นโรคมินะมะตะกันหมด มือหงิก มือง่อย หรือคนไทยสมองฝ่อกันหมด เราจะเลือกอะไร


นี่ไง มันต้องชั่งน้ำหนัก เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นแบบนี้มันก็ต้องมองว่า มีทางออกที่ดีกว่านี้ไหมที่เราจะต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง โอเค ลงทุนเราก็ต้องการ ถ้าน้อยหน่อยปัญหามันจะลดลง มันจะเป็นไปได้ไหม มันคงไม่ถึงกับต้องเลือกลงไปเสียทีเดียว


ทูตสหรัฐฯเคยถามผม ผมบอกว่าเราต้องการการลงทุน เพราะเราเป็นประเทศเล็กๆ เราต้องการเงินทุน แต่ท่านก็ต้องเข้าใจปัญหาเพราะฉะนั้น เราก็ควรรับได้เท่าที่สมรรถภาพเท่าที่เราทำได้ตราบที่ไม่กระเทือนถึงระยะยาว เพราะผมคิดว่าผู้บริหารประเทศจะต้องดูเรื่องนี้ ไม่ใช่มองแค่เป็นผู้บริหาร 4 ปี ขอทำแค่ในยุคที่อยู่ ผมคิดว่าไม่พอ ต้องมองไกล ไม่อย่างนั้นแย่ เพราะผู้บริหารสับเปลี่ยนกัน 4 ปีก็ออก อีก 4 ปีก็มาใหม่ ทุกคนก็มาเพื่อที่จะสร้างชื่อให้กับพรรคของตัวเอง หรือชื่อของตัวเอง พอมาผลกระทบระยะยาว ลองสมมติว่าผ่านไปอีก 50 ปี คนอีกรุ่นที่จะขึ้นมา แล้ว "จะขึ้นมาด่าใคร ?" จะตอบว่า พวกคน 50 ปีที่แล้วรับผิดชอบมันก็คงไม่ใช่ มันก็มีแต่จิตสำนึกของคนในขณะนี้เท่านั้นที่จะมองถึงอนาคตอีก 50 ปี ผมคิดแบบนี้นะ


@มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าศาลเองมีความรู้ความเชี่ยวชาญถ่องแท้มากน้อยแค่ไหนในคดีโทรคมนาคม หรือคดีสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องเทคนิค


มั่นใจได้เพราะเหตุว่า เราบอกว่ามันยาก มันซับซ้อน เพราะฉะนั้นเราตั้งคณะกรรมการวิชาการขึ้นมาสนับสนุนการทำคดีของตุลาการในแต่ละด้าน ปัจจุบันเราตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว 5 ชุด แม้ว่าจะยังไม่ครอบคลุมทุกด้านอย่างเช่นในเรื่องกิจการโทรคมนาคม หรือในอนาคตมันจะมีด้านอื่นอีก แต่คงจะอาศัยชุดต่างๆนี้เป็นคนดูแล ทีนี้คณะกรรมการวิชาการนี้ก็จะตั้งมาจากตุลาการศาลสูง กับ ศาลล่าง ซึ่งอาจเกิดถามว่า ไม่รู้ แล้วจะมาให้คำปรึกษาได้อย่างไร การให้คำปรึกษาในรูปคณะกรรมการหมายความว่า คณะกรรมการนั้นต้องมานั่งคุยกันถกกันก่อนหาคำตอบ หรือทางแก้ที่ดีที่สุดเพื่อให้ตุลาการ ซึ่งตุลาการแต่ละคนก็มีงานของตัวเองแล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาศึกษา


ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการแต่ละชุดก็จะมีคณะอนุกรรมการที่สนับสนุนอีกหนึ่งชุด ซึ่งคณะอนุกรรมการวิชาการก็จะจบปริญญาโทเป็นอย่างน้อย เช่นด้านสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่หรืออนุกรรมการก็จะจบสาขาสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น และจบจากต่างประเทศสามารถที่จะศึกษาเปรียบเทียบค้นคว้าได้ เพราะฉะนั้น คนที่ค้นคว้าจริงๆนอกจากตัวตุลาการในกรรมการวิชาการซึ่งท่านมีเวลาน้อย แต่บางท่านก็ทำ หากท่านทำไม่ได้ก็จะให้คณะอนุกรรมการทำอย่างไปดูของฝรั่งเศสบ้าง เยอรมันบ้าง อาจพูดได้เลยว่าเป็นสิ่งใหม่ เรามีคณะกรรมการวิชาการที่แตกต่างจากองค์กรอื่นที่มีกรรมการวิชาการอย่างเช่นในมหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยมันคือ กรรมการบริหารวิชาการก็คือกำหนดวางนโยบายทางวิชาการ แต่คณะกรรมการวิชาการของเราคือคนที่จะต้องไปทำงานวิชาการจริงๆ หมายความว่า ต้องถก ยกร่างขณะในการประชุมเลย แต่ก่อนจะยกร่างก็อาจมีคณะกรรมการเล็กๆ 2-4 คน ไปศึกษาหาเหตุผลและมาเสนอที่ประชุม ปรับแก้กันเดี๋ยวนั้น และก็จะมีฝ่ายสนับสนุนอย่างคณะอนุกรรมการช่วย


@คดีมาบตาพุด นักลงทุนญี่ปุ่น พูดถึงขนาดว่า รัฐประหาร 3 ครั้งยังไม่เท่าคดีมาบตาพุด ท่านรู้สึกอย่างไร


ถ้าดูตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว มันแทบจะหลุดหมดเลย ผมว่ามันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือหมดเลยด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นจะบอกว่าแรง หรือไม่แรงมันพูดอยู่บนฐานของอะไร ถ้าพูดอยู่บนพื้นฐานของเจ้าของโรงงานก็มองว่าแรง แต่ถ้าพูดบนพื้นฐานของคนไทยที่อยู่ในประเทศไทยนี้ ต้องบอกว่า สิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ได้


เมื่อตอนที่ผมเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ เอกอัครราชทูตสวิสฯ เชิญผมไปทานข้าวพร้อมกับทูตอีกหลายประเทศ และปัญหาหนึ่งที่พูดคุยกันคือมาบตาพุด ทูตสหรัฐฯถามผมว่า ท่านรู้ไหมว่าคนอเมริกันมาลงทุนในเมืองไทยแค่ไหน ผมตอบว่า ไม่รู้รายละเอียดแต่รู้ว่ามาก เราก็เป็นประเทศเล็กๆต้องการการลงทุนจากต่างประเทศแน่นอน แต่ท่านก็คงเข้าใจว่า สิ่งที่ท่านลงทุนในประเทศเป็นกิจการที่ท่านไม่ลงทุนในประเทศท่าน เพราะรู้ว่าสิ่งที่เขามาตั้งบ้านเรามันคืออุตสาหกรรมที่มีมลพิษ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งญี่ปุ่นเองเขาก็รู้ เพียงแต่ของเรา กฎหมายเราทันสมัยอยู่ เรากำหนดมาตรการป้องกันเพียงแต่เราไม่ทำตามที่กฎหมายบัญญัติ


กฎหมายไม่สามารถออกมาเต้นเอง มันอยู่ที่คน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการออกใบอนุญาตให้ มันไม่ได้ออกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หรือหลังจากที่ถูกฟ้องจึงมาทำ ปัญหาของข้อเท็จจริงหลังฟ้องเราเอามาใช้ได้แค่ไหน นั่นก็เป็นประเด็นหนึ่ง แม้เราจะบอกว่ากฎหมายเราค่อนข้างทันสมัย แต่ถามถึงความรอบคอบเนี่ย รอบคอบจริงหรือเปล่า


โอเค แต่ละโรงงานปล่อยมลพิษไม่เกินกับที่กฎหมายกำหนด แต่พอไปตั้งรวมกลุ่มแล้วมันปล่อยกันทุกโรง มันเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด ตรงนี้เราไม่คิดมาก่อน ผมเพิ่งไประยอง ไปตรวจศาลปกครองที่นั่น ฟังทั้งตุลาการ และเจ้าหน้าที่พบว่าทั้งๆที่ศาลปกครองระยองเป็นศาลที่ใกล้กรุงเทพฯใครก็น่าจะอยากไปทำงาน แต่เชื่อไหมว่ามีแต่คนอยากจะย้ายออก


@ เพราะมลพิษ ใช่หรือเปล่า


ใช่ มีแต่คนอยากจะย้ายออก เจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากอยู่


@ เอกชนเขามองว่าศาลฟังเสียงเอ็นจีโอมากไป


ผมว่าไม่ เราแค่ดูตามตัวบทกฎหมายไม่ต้องฟังเสียงใครเลย เช่นใบอนุญาตที่ออกผ่านขั้นตอน 4 ขั้น ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ไหม เงื่อนไขไม่ผ่านก็ไม่ต้องออกใบอนุญาตแล้วไม่ต้องฟังเสียงใครเลย ดูเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายล้วนๆก็ชัด


อย่างที่บอกว่า คนที่พูดมีจุดยืนอยู่ที่ตรงไหน ถ้าอยู่ที่เราเป็นรัฐมนตรีที่ต้องระดมเงินลงทุนมาที่ไทย จุดยืนก็จะอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราเป็นคนที่จะอยู่ที่นั่นจุดยืนก็จะเป็นอีกอย่าง ตรงนี้เราก็ต้องดูเพราะมลพิษบางอย่างมันไม่ใช่ 1-2 วันก็หมด มันอาจอยู่เป็น 10 ปี เราต้องคำนึงถึงคนในรุ่นต่อไป


@ คดี 3 จีก็ถูกมองว่าถ่วงความเจริญ ตอนนี้ประเทศ เพื่อนบ้านมี 3 จีกันหมดแล้ว


บางทีมันอาจต้องเลือกเอาเหมือนกัน เพราะการที่บอกว่าทำให้ความเจริญมันหยุดยั้ง ทำให้การบริการสาธารณะมันหยุดชะงัก จะเห็นกันว่าตอนที่ฟ้องกันอยู่ ผมคิดว่าคดีหลักมันยังไม่ได้ตัดสิน แต่แค่ตอนกำหนดวิธีการชั่วคราว ฝ่ายหนึ่งก็อ้างสาธารณะประโยชน์ อีกฝ่ายหนึ่งก็อ้างสาธารณะประโยชน์ ก็อ้างกันทั้งคู่


ผมอ่านบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ มีฉบับหนึ่งเขียนวิจารณ์ว่า ศาลปกครองตอนนี้ทิ้งอุดมการณ์ไปแล้ว มีศาลปกครองเพื่อจะดูแลผลประโยชน์สาธารณะ แต่การที่กำหนดมาตรการชั่วคราวของคุณไม่ให้มีการประมูลโทรศัพท์ 3 จี ทำให้มีการวิจารณ์ว่าทำให้ประโยชน์สาธารณะเสียหาย ไม่ทันเพื่อนบ้าน แต่ก็จะมีอีกเสียงบอกว่า ไม่เลย ถึงไม่มี 3 จี มันก็ยังเดินหน้าไปได้อยู่


ลองดูว่าเมื่อมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดไปแล้ว ผลที่ย้อนตีกลับมีแค่ไหน ผมว่ามันน้อยนะที่เรายืนตามศาลชั้นต้น จริงๆแล้วจะต้องไปอ่านคำสั่งของศาลให้ดีโดยเฉพาะคำสั่งศาลสูง จริงๆส่วนใหญ่ที่วิจารณ์กันไม่ได้ดูตัวคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ละเอียด เพราะเห็นว่า ในคำพิพากษาศาลแต่ละคำสั่งมีเหตุและมีผลว่าทำไมเราถึงสั่งอย่างนั้น อย่างในกรณี 3 จี มันอยู่ใน"วิธีการชั่วคราว" ลองไปอ่านดูว่ามีเขียนอยู่ว่า กิจการใดที่จะอ้างว่าทำเพื่อสาธารณะประโยชน์ กิจการนั้นก็ต้องชอบด้วยกฎหมาย แต่จริงๆแบบนี้ ชาวบ้านอาจฟังยาก แต่สำหรับนักกฎหมายแล้วคุณจะอ้างว่าเพื่อสาธารณะประโยชน์ เพราะฉะนั้น ต้องทำได้ ทั้งๆที่กฎหมายกำหนดไว้คนละอย่าง แต่คุณอ้างสาธารณะประโยชน์แล้วคุณจะทำได้


เพราะฉะนั้น ต่อไปในอนาคตถ้าทุกคนอ้างว่าทำเพื่อสาธารณะประโยชน์ ใครจะเป็นคนชี้ว่าใช่หรือไม่ใช่ เพราะกิจการ 3 จี มันบอกไว้เลยว่าจะต้องมี กสทช. และกสทช. นี้จะต้องวางผังแม่บทคลื่นย่านความถี่ จริงๆแล้วมันมีข้อเท็จจริงบางอย่างที่ไม่ได้เปิดเผย ซึ่งข้อเท็จจริงมันขัดกันอยู่ แต่ว่าเราไม่ได้ลงไปถึงตรงนั้น เราดูแต่เพียงว่า เมื่อกฎหมายกำหนดว่าต้องมีคณะกรรมการร่วมกันเป็นกสทช. แล้วกสทช.ก็ต้องวางผังแม่บทเพื่อรวมคลื่นความถี่ทั้งหมดแล้วถึงจะแบ่งออกไป จากนั้นแต่ละหน่วยงานจึงรับของตัวเองไปบริหารจัดการ


ทีนี้ หน่วยงานที่ทำอยู่ คือ กสท. ก็อ้างว่าย่านความถี่ที่รัฐเอาเข้ามาทำเนี่ยเป็นของกรมไปรษณีย์เดิม ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม ปัญหาหนึ่งก็คือว่า ทำไมอยู่ๆเป็นของกรมไปรษณีย์จึงมาตกเป็นของคุณ แล้วเอาอะไรมายืนยันว่านี่เป็นย่านกิจการโทรคมนาคมเท่านั้นซึ่งอันนี้มันมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นซึ่งยังไม่ได้พิสูจน์เลย แต่ในขณะที่กฎหมายแม่บอกว่าเมื่อมีกสทช. แล้วต้องรวมย่านความถี่ทั้งหมดจึงมาแบ่ง


ตรงนี้ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เขียนบทความโจมตีซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องนี้ แต่พูดมาถึงกระทั่งว่า "ถึงเวลาที่จะทบทวนความมีอยู่ของศาลปกครอง" คือ เขาอ้างเหมือนที่คนอื่นอ้างว่าในเมื่อความถี่นี้เป็นกิจการโทรคมนาคมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น กสทช.ก็ย่อมมีอำนาจที่จะทำ แต่ในความเป็นจริงแล้วใครเป็นคนบอก เพราะ มีความเห็นของกฤษฎีกา ซึ่งไม่ได้ออกมาบอก ถูกหรือผิดก็ไม่รู้ ในต่างประเทศก็เลิก มันไม่ได้เป็นสากล แต่นี่อ้างเป็นสากล แต่นี่อ้างเป็นสากล แสดงว่ามีจุดยืนอยากให้ออกมาประมูล เพราะฉะนั้นมันก็ต้องไปคิดดู


ส่วนศาลเองตัดสินก็ต้องมีหลักกฎหมาย หลักที่วางอันหนึ่งคือ หลักภารกิจที่เป็นประโยชน์ของสาธารณะก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไม่ใช่มาอ้าง เป็นกิจการสาธารณะ ไม่สนใจว่ากฎหมายจะว่าอย่างไร ถ้าไม่อย่างนั้นวันหลังก็อ้างกันหมด ถ้าศาลไปอย่างนั้น สิ่งที่ยากลำบากคือในอนาคตจะตัดสินคดี จะวางบรรทัดฐานอย่างไร หากต่อไปนี้กิจการที่เป็นสาธารณะประโยชน์แม้นไม่ทำตามกฎหมายก็เป็นเรื่องชอบด้วยกฎหมาย ตาย! เละ


@ พอจะบอกได้ไหมว่าคดีใหญ่อย่างทั้งมาบตาพุด และ 3 จี ผลของคดีหลัก จะออกมาเมื่อไหร่


เอาเป็นว่าตัวผมก็ติดตามอยู่เหมือนกัน แต่ไม่อยากกดดันองค์คณะถึงระดับที่ว่าสักแต่ว่าทำแล้วออกมาแล้วมันด้อยคุณภาพ ที่จริงเมื่อผมมารับงานนี้ หรือไม่ว่าใครก็ตามมาทำนั้น นโยบายคือ ต้องรวดเร็ว, งานที่ออกมาต้องมีมาตรฐานและมีคุณภาพ มาตรฐานและคุณภาพอยู่ที่เหตุผล จะเห็นว่าคดีมาบตาพุดก็ดี คดี 3 จีก็ดี แค่ในขั้นของมีคำสั่งของวิธีการชั่วคราว ผมคิดว่ามีคนคัดค้าน ต่อต้านไม่เยอะเท่าไหร่ ที่ไม่เยอะ ไม่ใช่เพราะเหตุว่ามันไม่เสียหาย แต่คิดว่าโดยหลักและกฎหมายที่เราวางถูกต้องมากกว่า


@ จาก คดีมาบตาพุด ถึง 3 จี หากว่ามีการทำตามที่ศาลสั่ง ศาลก็สั่งปล่อย ใช่ไหม


ตรงนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหลังฟ้องจะเอามาใช้ได้แค่ไหน ซึ่งอันนี้โดยหลักแล้วผมคิดว่า ข้อเท็จจริงหลังฟ้องเป็นข้อเท็จจริงที่จะมารับฟังเพื่อทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นที่เป็นเรื่องไม่ชอบ กลายเป็นเรื่องชอบไม่ได้นะ โดยหลักกฎหมาย ถ้าเกิดมันจะเปลี่ยนได้ หมายความว่า ถ้าเกิดมันไม่ชอบ เช่นมีเงื่อนไขต่างๆ แล้วคุณไม่มี เมื่อคุณไม่มี ในขณะที่ออกใบอนุญาตที่คุณออกก็เป็นสิ่งไม่ชอบ โดยหลักแล้วก็ต้องเพิกถอน


แต่คุณมาทำสิ่งนี้ทีหลัง คุณมาบอกว่าจะทำให้สิ่งนี้เป็นเรื่องชอบ โดยหลักนั้นทำไม่ได้ แต่ถ้าจะทำได้นะ ซึ่งผมเองก็ไม่ยืนยันว่าจะทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะทำในลักษณะใด ซึ่งก็ต้องเป็นข้อยกเว้นมากๆ เพราะฉะนั้น ทางแก้มันมี สมมติว่าที่ออกมามันไม่ชอบ แล้วคุณดำเนินการเงื่อนไขมิชอบ คุณรีบขอใบอนุญาตออกใหม่ อันนี้เลิกก็เลิก ใบใหม่ก็ต่อไปได้ ถ้าไม่อย่างนั้นก็เสียหายกลายเป็นว่าในขณะที่ทำก็ไม่ต้องสนใจว่าจะชอบหรือไม่ชอบ พอมีปัญหาแล้วค่อยทำ แล้วก็บอกว่าใช้ได้ อย่างนี้ไม่ไหว


ยกตัวอย่างเรื่องการสร้างอาคาร เรื่องการควบคุมอาคาร อย่างที่มีการสร้างผิด ออกใบอนุญาติผิด แล้วเราบอกให้หยุด ก็ไม่หยุด สร้างจนเสร็จเลย แล้วแก้ไขไม่ได้ พอถึงเวลาตัดสินผมว่ามันต้องทุบลูกเดียว ไม่อย่างนั้นเราจะเอาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไว้ที่ไหน แล้วจะไปอ้างว่าคนอื่นก็สร้าง คนอื่นก็ผิด ผมว่าไม่ได้ นี่ไม่ใช่ข้ออ้าง