ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
“มันยั่วใจ”
รัฐบาลกำลังเร่งช่วย เหลือแรงงานไทย 20,000 คน ที่ไปขุดทองในประเทศ ลิเบีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองขับไล่จอมเผด็จการอำมหิต "กัดดาฟี" ให้เดินทางกลับบ้านด้วยความปลอดภัย
ล่าสุดมีแรงงานไทยเดินทางกลับมาแล้วสองพันคน ยังเหลือแรงงานที่ตกค้างในประเทศลิเบียอีกหมื่นกว่าคน และประเทศใกล้เคียงรอกลับบ้านอีกประมาณห้าพันคน
"แม่ลูกจันทร์" ขอเอาใจช่วยพี่น้องแรงงานไทยทุกท่านที่กำลังเผชิญชะตากรรมอยู่ในลิเบีย เพราะส่วนใหญ่ประสบความเดือดร้อนขาดอาหารและน้ำกิน
หนังสือเดินทางสูญหาย ทรัพย์สินส่วนตัวถูกกองกำลังไม่ทราบฝ่ายปล้มสะดม
แรงงานบางกลุ่มก็ถูกนายจ้างลอยแพไม่ดูดำดูดี ต้องเสี่ยงอันตรายกระเสือกกระสนหลบหนีตามยถากรรม
นี่แหละคือชีวิตช้ำๆของพี่น้องผู้ใช้ แรงงานที่ตั้งความหวังว่าจะไปทำงานเก็บเงินมาตั้งตัวก็ต้องกลับบ้านมือเปล่า แถมต้องแบกหนี้สินอีกก้อนโต!!
การที่รัฐบาลเร่งช่วยเหลือแรงงานไทยให้เดินทางกลับบ้านโดยเร็วจึงเป็นเรื่องที่ควรอนุโมทนา
"แม่ลูกจันทร์" ขอย้อนกลับมาโฟกัสงบฉุกเฉิน 746 ล้านบาท ที่รัฐบาลอนุมัติช่วยเหลือแรงงานไทยให้เดินทางกลับบ้านโดยเร็ว
โดยกระทรวงการต่างประเทศจะใช้งบ 403 ล้านบาท เช่าเครื่องบิน เช่าเรือโดยสาร ขนแรงงานไทยที่ยังตกค้างอยู่ในลิเบีย และที่อิตาลี กรีซ ตุรกี อียิปต์ ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว
"แม่ลูกจันทร์" เป็นห่วงว่าจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีฉวยโอกาสงาบงบฉุกเฉินกันเพลินอุรา??
เพราะแรงงานบางส่วนบริษัทนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายเอง
บางบริษัทลงทุนเช่าเหมาเครื่องบินและเรือโดยสารไปรับแรงงานโดยตรง
ระวังจะมีรายการ "มั่วนิ่ม" เอารายชื่อแรงงานกลุ่มนี้ไปเบิกรวมในรายจ่ายงบฉุกเฉินของรัฐบาล
เช่นเดียวกับงบฉุกเฉิน 343 ล้านบาทของกระทรวงแรงงาน ก็มองเห็นช่องโหว่ที่จะรั่วไหลไปเข้ากระเป๋าใครบางคน??
เพราะ ครม.อนุมัติให้กระทรวงแรงงานจ่ายเงินปลอบใจให้แรงงานไทยทุกคน คนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาทฟรีๆ
แรงงานสองหมื่นคน แจกคนละหมื่นห้า รวมเป็นเงิน 300 ล้านบาท
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเป็นค่าอาหาร 1 มื้อ และค่ารถกลับบ้านอีก 1,500 บาท ต่อคน
แรงงานสองหมื่นคน แจกเบี้ยเลี้ยงคนละพันห้า ก็ 30 ล้านบาทพอดี
ตรงนี้ถ้าการตรวจสอบไม่รอบคอบรัดกุม ระวังจะมี "บัญชีผี" เบิกงบฉุกเฉินเกินความเป็นจริง
คำถามคาใจ คือเมื่อมีการเหมาจ่ายเบี้ยเลี้ยงค่าอาหารและค่ารถกลับบ้านคนละ 1,500 บาท ให้แรงงานไทยที่เดินทางกลับจากลิเบียทุกคน
เหตุไฉน ยังมีรายการเบิกค่าเช่ารถบัส 5 คัน เป็นเวลา 30 วัน คิดเป็นเงินอีก 3 ล้านบาทโผล่เพิ่มขึ้นมา??
รวมทั้งรายการสุดท้ายที่น่าสงสัยว่าจะเป็นรายการต้มยำหม้อโต
กระทรวงแรงงานตั้งงบรายจ่ายค่าออกข่าวเผยแพร่ความคืบหน้าการช่วยเหลือแรง งานไทยทางสื่อวิทยุ ทีวี 10 ครั้ง ครั้งละห้าแสนบาท
รวมเป็นเงิน 5 ล้านบาทขาดตัว!!
"แม่ลูกจันทร์" ไม่เชื่อว่ามีวิทยุหรือทีวีรับค่าจ้างออกข่าวแรงงานไทยในลิเบีย
แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็ขอให้ระบุชื่อให้ ชัดๆว่าสื่อวิทยุคลื่นไหน? ทีวีรายการใด? ที่รับจ้างออกข่าวแรงงานไทยครั้งละห้าแสนบาท ตามที่กระทรวงแรงงานชงเรื่องขออนุมัติ ครม.
นี่ถ้าเรื่องไม่บานทะโร่ออกมาซะก่อน...ก็ไม่รู้ว่างบก้อนนี้จะไหลเข้ากระเป๋าใคร??
แม่ลูกจันทร์
(ไทยรัฐ , 4 มี.ค. 2554)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, March 5, 2011
แม่ลูกจันทร์ไทยรัฐ ปูด“รัฐบาลเทพประทาน”ชักงบช่วย“คนงานไทย”ใน“ลิเบีย”เข้ากระเป๋า
นักปรัชญาชายขอบ: อภิสิทธิ์ “เบี้ยที่ไร้คุณค่า” (?)
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยข้ออ้างที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ “ต้องการเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตความแตกแยกของคนในชาติ นำสังคมกลับสู่ความสงบสมานฉันท์”
เหตุผลที่เขาย้ำอยู่เสมอว่าเขามีความชอบธรรมที่จะมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อนำสังคมกลับคืนสู่ความสงบสมานฉันท์ คือ “ผมไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง ไม่ได้ทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แต่ทำเพื่อชาติเพื่อปกป้องสถาบัน”
จะเห็นได้ว่า วิธีอ้างเหตุผลของอภิสิทธิ์เป็นการอ้าง “คุณธรรมส่วนตัว” (เช่น ความซื่อสัตย์) เหนือ “หลักการ” ด้วยความดีส่วนตัวทำให้เขาเห็นว่า เขามีความชอบธรรมที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะก้าวขึ้นมาด้วยวิธีการผิดหลักการประชาธิปไตยก็ตาม เช่น ใช้ “เส้นสนกลใน” ไปฉก ส.ส.จากพรรคคู่แข่งมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ไปฟอร์มรัฐบาลในค่ายทหาร หรือยอมเป็นรัฐบาลอำมาตย์อุ้ม กระทั่งยอมเป็น “เบี้ย” ให้กับอำนาจเผด็จการจารีต
วิธีคิดที่ว่า ถ้าเป็นคนดีมีคุณธรรมแล้ว (เช่น “สุรยุทธ์เป็นคนดีที่สุด” ฯลฯ) ย่อมมีความชอบธรรมที่จะขึ้นมามีอำนาจรัฐ แม้ว่าการขึ้นมามีอำนาจนั้นจะผิดหลักการประชาธิปไตยก็ตาม ก็คือวิธีคิดเดียวกันกับถ้าเป็นคนเลวหรือไม่มีคุณธรรมแล้วก็สมควรถูกขจัดออกไปจากอำนาจรัฐแม้ด้วยวิธีรัฐประหารก็ตาม
วิธีคิดเช่นนี้คือวิธีคิดที่ยืนยันความชอบธรรมของรัฐประหารขจัดคนเลว และจัดหาคนดีมาปกครองประเทศ ทว่าคนทำรัฐประหารและมีอำนาจจัดหาคนดีคือกลุ่มชนชั้นนำที่อยู่ในเครือข่ายของโครงสร้างหรือที่สนับสนุนโครงสร้างอำนาจเผด็จการจารีตเท่านั้น !
และยิ่งวันเวลาผ่านไปกลุ่มชนชั้นนำดังกล่าวยิ่งแสดงอำนาจเหิมเกริมไม่เห็นหัวประชาชน ยิ่งทำให้เกิดกระแสต่อต้านและเรียกร้องประชาธิปไตยที่ยืนยัน “ระบบที่เป็นประชาธิปไตย” ที่ประชาชนมีเสรีภาพในการปกครองตนเองอย่างแท้จริง ความสงบสมานฉันท์ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้
เมื่อมันเป็นความขัดแย้งในเชิงหลักการและอุดมการณ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน ไม่ใช่เป็นเรื่องความความโกรธกัน เกลียดกัน การที่ใครก็ตามเอาแต่อบรมประชาชนว่า เราเป็นคนไทยด้วยกันต้องรักกัน ต้องสามัคคีกัน ต้องเห็นแก่ชาติบ้านเมือง ฯลฯ ย่อมเป็นการอบรมที่เพ้อเจ้อ
เพราะการสร้างความสงบสมานฉันท์จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมทั้งระบบ คือโครงสร้างอำนาจจารีตจะต้องไม่ขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย กฎหมายหมิ่นฯ หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราใดๆ ที่ขัดกับหลักความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาคตามกฎหมาย และเสรีภาพที่เท่าเทียมของประชาชน จำเป็นต้องถูกแก้ไขปรับปรุง
แต่ในเบื้องต้นต้องเริ่มการเปลี่ยนผ่านโดยการเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยก่อนคือการเลือกตั้ง
ทว่าทั้งที่อภิสิทธิ์เป็นเงื่อนไขสำคัญของความขัดแย้ง เพราะเขายอมตัวเป็น “เบี้ย” ของเครือข่ายอำนาจจารีตที่ทำรัฐประหารซึ่งถูกต่อต้านโดยประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตย ฉะนั้น การคิดจะขึ้นมาเป็นนายกฯ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตความขัดแย้งถ้าไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหลอกตัวเองสุดๆ ก็เป็นเรื่องของการแสดงละครน้ำเน่าสุดๆ
ยิ่งพูดเป็น “แผ่นเสียงตกร่อง” ว่า “พร้อมจะยุบสภาเมื่อบรรยากาศของบ้านเมืองสงบ ปรองดอง” ยิ่งเป็นการพูดที่ไร้สาระ เพราะตัวผู้พูดนั่นเองคือเงื่อนไขของความแตกแยก
อภิสิทธิ์ลงจากอำนาจเมื่อใดเท่ากับเงื่อนไขของความขัดแย้งแตกแยกถูกแก้ไปเปราะหนึ่ง
การอยู่ในอำนาจของอภิสิทธิ์ไม่ว่าที่ผ่านมาหรือต่อไปไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าบ้านเมืองจะสงบสุข เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 คือข้อพิสูจน์ เพื่อรักษาอำนาจของคนที่บอกว่า “ผมไม่มีผลประโยชน์อะไรจากการเป็นนายกฯ” ประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
จะว่าไปแล้วอภิสิทธิ์ก็แทบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการเป็นนายกฯ เลยจริงๆ เพราะการก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ ดูเหมือนจะง่ายกว่าการลงจากอำนาจ แค่เล่นเกมไม่กี่เกม เช่น ไม่ยอมลงเลือกตั้ง เสนอมาตรา 7 ส่งคนมาร่วมชุมนุมกับพันธมิตร ยอมตัวเป็น “เบี้ย” ของโครงสร้างอำนาจจารีต ก็ได้เป็นนายกแล้ว
แต่การลงจากตำแหน่ง “นายกฯ 91 ศพ” จะลงอย่างไรถึงจะมีชีวิตอย่างปกติสุขในวันข้างหน้า และที่สำคัญกว่านั้นคือจะทำอย่างไรที่จะให้ตัวเองไม่ตกอยู่ในสถานะกลายเป็น “เบี้ยที่ไร้คุณค่า”
แน่นอนว่าอภิสิทธิ์คือ “เบี้ยที่ไร้คุณค่า” มานานแล้ว ในสายตาของประชาชนที่ยืนยันหลักการประชาธิปไตยหรือต่อสู้เพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตย
แต่ก็น่าฉงนว่า เขาเป็นเบี้ยที่มีคุณค่าจริงๆ ในสายตาของ “ผู้ใช้เบี้ย” หรือเปล่า?
รูปธรรมที่เห็นคือ ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ทำให้กองทัพมีอำนาจสุดๆ ตั้งเพิ่มสองกองพลในภาคเหนือและอีสานอย่างง่ายดาย ไม่ต้องพูดถึงอำนาจจัดการความมั่นคงภายใน การได้งบประมาณมหาศาล ปัญหาทุจริตโดยไม่มีการตรวจสอบและเอาผิดอย่างจริงจัง ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้ทำให้อภิสิทธิ์เป็น “เบี้ยที่มีคุณค่า” ในสายตาของ “พวกเขา” จริงหรือ?
เกรงแต่ว่า การยืดเวลายุบสภาออกไปเรื่อยๆ โดยข้ออ้างทื่อๆ เดิมๆ จนเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมีขึ้น ยิ่งมีโอกาสสูงที่จะทำให้อภิสิทธิ์กลายเป็น “เบี้ยสะบักสะบอม” และอาจกลายเป็น “เบี้ยที่ไร้คุณค่า” ในที่สุด
“เบี้ยอภิสิทธิ์” จึงเป็นบทเรียนของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่สอนให้รู้ว่า การยอมตัวเป็น “เบี้ย” ของโครงสร้างอำนาจเผด็จการจารีต โดยอ้างความดีของตนเองอย่างฉาบฉวย ไร้มโนสำนึกรับผิดชอบอย่างจริงจังต่อการปกป้องหลักการประชาธิปไตย และไม่เห็นหัวประชาชนนั้น
สุดท้ายแล้ว ไม่ happy ending อย่างที่คิด !
ใบตองแห้งออนไลน์: อุดมการณ์สื่อ Saga: สถาบันอิศรา 2
ที่มา ประชาไท
มีผู้แสดงความคิดเห็นต่อบทความชิ้นก่อน (คุณเป็ด) ว่าเหมือนผมจับแพะชนแกะ โยนขี้ให้ สสส.เกินไป เพราะการสนับสนุนให้อบรมนักข่าวไม่ใช่เรื่องเสียหาย เรื่องน่าเกลียดเช่นการจัดกอล์ฟไปเที่ยวเมืองนอก หรือปัญหาโครงสร้างค่าตอบแทนของสถาบันอิศรา เป็นปัญหาของสมาคมนักข่าว ไม่ควรโทษแหล่งทุนอย่าง สสส.หรือหมอประเวศ จนทำให้ประเด็นของบทความอ่อนลง
ยินดีรับฟังนะครับ และยอมรับว่าผมเขียนโดยเอา 2 ประเด็นมาพัวพันกัน บางครั้งอาจสับสน ประเด็นแรกคือปัญหาในสมาคมนักข่าวและสถาบันอิศรา ซึ่งถ้าให้พูดกันตรงๆ ก็คือ “มีแนวโน้มจะเกิดความไม่ชอบมาพากลและเล่นพรรคเล่นพวก” แต่เนื่องจากผมอยู่ในฐานะกึ่งคนในกึ่งคนนอก คืออยู่ในวงการ แต่ไม่เคยเกี่ยวข้องสุงสิงกับสมาคม ก็เขียนถึงเท่าที่ได้รับฟัง
อันที่จริงมันมีหลายเรื่องที่พูดได้ไม่เต็มปาก มีข้อมูลข้อครหาที่พุ่งไปยังตัวบุคคลบางคน ในทำนองที่ว่ามันเกิดความไม่ชอบมาพากลขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่ “แนวโน้ม” แต่ผมไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าจริงหรือไม่ ไม่มีพยานหลักฐานที่แน่ชัด จึงต้องเขียนถึงในภาพรวมแบบ “นุ่มๆ” เพื่อกระตุ้นเตือนผู้ที่เกี่ยวข้องกับสมาคมว่าจะต้องมีการเข้มงวดตรวจสอบแล้วนะครับ เพราะเงินมันเยอะ ตั้งแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการลงมาถึงนักข่าวในพื้นที่ หรือโต๊ะข่าวแต่ละฉบับ ต้องรู้แล้วนะว่างานสมาคมมันไม่ใช่งานอาสาอีกต่อไป แต่มีผลตอบแทน ที่เคยให้นักข่าวมาช่วยงานสมาคมเพราะคิดว่าเป็นงานการกุศล ต้องคิดใหม่ และต้องช่วยกันตามติด เพราะถึงจะไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคม มันก็เป็นศักดิ์ศรีหน้าตาของวิชาชีพ (อย่าปล่อยให้เขาบล็อกโหวตกันอยู่ไม่กี่คน แบบล็อบบี้กันภายใน หรือยกทีมจาก นสพ.ฉบับเดียวมา 30-40 คน กรรมการสมาคมนักข่าวต้องได้รับเลือกจากนักข่าวตัวจริงที่ทำข่าวอยู่ในพื้นที่ทุกคน)
ผมจำเป็นต้องเขียนเรื่องนี้เพราะไม่งั้นก็ไม่มีใครเขียน เนื่องจากทุกคนมีความผูกพันมีเพื่อนพ้องน้องพี่มีต้นสังกัด มีพันธะหลายด้าน ทำให้ต้องเกรงใจกัน แต่ผมมีความผูกพันน้อย และอยู่ในสถานะที่ไม่ต้องเกรงใจใคร (ฉะนั้น ใครอยากแฉใครในวงการสื่อ ติดต่อมาได้ ใบตองแห้งยินดีรับงานทั่วราชอาณาจักร ฮิฮิ)
ประเด็นที่สอง เรื่องการให้ทุนของ สสส. ฟังดูอาจไม่ยุติธรรมที่ไปโทษคนให้เงิน คงเพราะผมไม่ได้เน้นว่าการให้เงินของ สสส.เข้าข่าย “สิ้นเปลือง” แม้ฟังดูอาจเข้าทีว่าให้เงินนักข่าวภูมิภาคไปทำข่าวเจาะคนละ 40,000 บาท คุ้มนะครับ ให้น้อยไปด้วยซ้ำ บางโครงการเช่น “ราชดำเนินเสวนา” ก็คุ้ม เพราะให้ข่าวที่ดีให้ความรู้ที่ดี แต่จะใช้เงินซักแค่ไหนเชียวกับการเชิญวิทยากรมาพูดที่สมาคมนักข่าว ไม่ต้องมีเงิน สสส.เราก็ทำได้ เลี้ยงกาแฟแก้วเดียวไม่ต้องมีค่าวิทยากร เราก็ทำกันมาเยอะแล้ว
ฉะนั้นถามว่าเงินตั้ง 14 ล้าน เอาไปใช้อะไร ตรงนี้ผมก็ไม่มีรายละเอียด นอกจากโครงการอบรม บสส. บสก.ที่ว่าใช้ 3 ล้านบาท แล้วอีก 11 ล้านล่ะ ผมอนุมานเอาว่าน่าจะเป็นการจ้างทำวิจัย จ้างนักวิชาการ ให้เงินไปจัดประชุม จัดอบรม จัดเวทีสาธารณะ เป็นค่าเบี้ยประชุม ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ฯลฯ ตามสไตล์ สสส.ซึ่งตั้งแต่ก่อตั้งมาจนบัดนี้ คงให้เงินทำวิจัยไปไม่น้อยกว่าพันล้าน แล้วก็เอาผลวิจัยไปกองไว้เป็นตั้งๆ
ขอคัดตรงนี้มาให้ดูดีกว่าว่า โครงการปฏิรูประบบสื่อสารเพื่อสุขภาวะ มูลค่า 14 ล้านกว่าบาท มีเป้าหมายอย่างไรบ้าง
“๑) เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานของหนังสือพิมพ์ทัองถิ่นทั่วประเทศกว่า ๓๐๐ ฉบับ และวิทยุท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า ๕๐๐ สถานี ภายในระยะเวลา ๑๒ เดือน
๒) กลุ่มผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในองค์กรสื่อมวลชน ทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น และทั้งในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ รวมทั้งภาคเครือข่ายอื่นๆ จากภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จำนวน ๑๔๐ คน ได้รับการพัฒนาศักยภาพองค์ความรู้ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและกฎหมาย เป็นระยะเวลา ๓ เดือน และ ๖ เดือน ตามแต่ระดับของผู้เข้ารับการอบรม
๓) กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่นจำนวน ๖๐ คนจะได้รับการเสริมสร้างศักยภาพด้านการสื่อข่าวเชิงสืบสวน ภายในระยะเวลา ๖ เดือน และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในท้องถิ่นอีก ๒๐ คนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้การสื่อข่าวเชิงสืบสวนจากการปฏิบัติจริง โดยมีเป้าหมายให้เกิดเนื้อหาการรายงานข่าวเชิงสืบสวนอย่างน้อย ๒๐ เรื่องออกเผยแพร่ผ่านการพิมพ์เป็นหนังสือและเว็บไซต์
๔) กลุ่มนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนจำนวนประมาณ ๑๐ คนจาก ๑๐ มหาวิทยาลัยจะได้เข้ามาส่วนร่วมในกระบวนการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานของหนังสือพิมพ์ทัองถิ่น และวิทยุท้องถิ่นทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนผ่านการประชุมและสัมมนาอีกไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน จาก ๕๐ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
๕) กลุ่มนักสื่อสารภาคประชาชนและสื่อมวลชนท้องถิ่น จะได้รับประโยชน์จากเนื้อหาข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น เพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านวิทยุชุมชน วิทยุท้องถิ่นกว่า ๑,๐๐๐ สถานีทั่วประเทศและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอีกกว่า ๑๐๐ ฉบับทั่วประเทศ
๖) กลุ่มองค์กรด้านประชาสังคมและสุขภาวะอื่นๆ จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างองค์ความรู้สื่อท้องถิ่น ผ่านการประชุมระดมความคิดเห็น และได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนผ่านการประชุมและสัมมนาอีกไม่น้อยกว่า 200 คน จากทั่วประเทศ
๗) กลุ่มประชาชนผู้รับสาร จะได้ข้อมูลข่าวสารจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพด้านองค์ความรู้และทักษะทางด้านวิชาชีพต่างๆ พร้อมทั้งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากข้อมูลข่าวสารที่ผลิตเพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านวิทยุชุมชน วิทยุท้องถิ่นและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นทั่วประเทศ”
ฟังดูสวยหรูไหมครับ แต่ถามว่าเห็นผลอะไรบ้าง จากการดำเนินโครงการระยะเวลา 18 เดือนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 มาถึงเดือนสิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นเฟสแรก แล้วยังต่อเฟสที่สองอีก 18 เดือน ตอนนี้เข้าเฟสที่ 3 ไปแล้วมั้ง
ผมก็เห็นแต่ตัวเลข แต่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ
นี่คือสไตล์การให้เงินของ สสส.และเครือข่ายหมอประเวศ ที่กลายเป็นสูตรไปแล้วว่า เอาเงินไปจัดเสวนา เอาชาวบ้านมาเสวนา ให้ค่าเบี้ยประชุม ค่าที่พัก ค่าเดินทาง จ้างคนมาเป็นผู้จัดการโครงการ จ้างทำวิจัย แล้วก็เขียนบทสรุปสวยหรูให้เข้ากับทฤษฎีชุมชนนิยม โดยไม่เคยตรวจสอบเลยว่าค่าใช้จ่ายเพื่อ “งานนามธรรม” เหล่านี้ มันได้มรรคผลที่แท้จริงอย่างไรหรือไม่
ถ้าเราเชื่อว่าวิธีการจ้างคนเสวนาสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้ ทำไมกระทรวงศึกษาจัดอบรมเสวนาครู บังคับให้ครูทำรายงานประกอบการเลื่อนขั้นมา 20-30 ปีแล้วจึงปฏิรูปการศึกษา ยกระดับคุณภาพครูไม่สำเร็จ
ให้ตายเถอะ ไม่อยากทุบหม้อข้าวเพื่อนพ้องเลย แต่ผมจะบอกว่า ถ้าอยากพัฒนาคุณภาพนักข่าวให้ได้ผล ให้เงินแค่ปีละ 5-6 ล้านบาทแล้วเน้นโครงการเนื้อๆ ที่ได้ผลเป็นจริงก็พอ (ที่เหลือตัดมาให้ประชาไทดีกว่า ฮิฮิ)
แต่ความที่ สสส.มีเงินเยอะจนไม่รู้จะใช้อะไร และความที่ สสส.มักจะให้เงินเฉพาะองค์กรที่คุ้นเคยไว้วางใจกัน ก็เลยให้เงินตะบี้ตะบันโดยไม่ตรวจสอบผลลัพธ์อยู่อย่างนี้
ถ้ามันเป็นโครงการไกลปืนเที่ยง ไกลหูไกลตา แล้วมีปัญหาเรื่องการใช้เงิน ก็คงพูดได้ว่าอย่าโทษ สสส. แต่โครงการของสถาบันอิศราไม่ใช่อยู่ไกลหูไกลตา เพราะบอกแล้วว่าตัวตั้วตัวตีก็คือ รศ.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม สสส.(และเป็นภริยารองผู้จัดการ สสส.อีกตำแหน่งหนึ่ง) ผู้คลุกคลีตีโมงกับสมาคมนักข่าวมาเนิ่นนาน
นอกจากนี้ โครงสร้างค่าตอบแทน ก็เป็นโครงสร้างที่ผ่านการอนุมัติของ สสส. การจ้างผู้จัดการโครงการเงินเดือนแพงทั้งที่มีงานประจำอยู่ ทำไม สสส.จะไม่รู้ แต่ สสส.ทำอย่างนี้กับหลายโครงการ (ได้ข่าวว่า Media Monitor ก็กำลังถูกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส.เพ่งเล็งว่าค่าจ้างแพงเกินไป)
ผมยังได้ยินเรื่องเล่าอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสมาคมนักข่าวและสถาบันอิศรา บอกว่าโครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขของ สสส.โครงการหนึ่ง มีนักข่าว 5-6 คนรวมหัวรับไปทำ โดยตั้ง nominee ขึ้นมาเป็นผู้จัดการโครงการ ได้เงินไปแบ่งกัน โครงการนี้ประสบความสำเร็จมาก เป็นข่าวตลอด เพราะนักข่าวแต่ละสำนักช่วยกันผลักดันให้หัวหน้าลงข่าว อย่างน้อยก็ได้ลงเว็บไซต์
เรื่องแบบนี้ถ้าเป็นบริษัทเอกชน ก็คือสื่อรับซอง แต่พอเป็น สสส.พอเป็นการรณรงค์เรื่องสุขภาพ มันกลับกลายเป็นรับทรัพย์อย่างชอบธรรม ถามจริงว่า สสส.ไม่รู้ หรือ สสส.เกรงใจนักข่าว
ผมจึงเรียกร้องมาหลายครั้งแล้วว่า สสส.ให้เงินใครไปทำอะไร ควรเปิดเผยตัวเลขให้ชัดเจนลงเว็บไซต์ และเชื่อมต่อไปถึงแต่ละองค์กร แจกแจงรายละเอียดว่าคุณใช้เงินทำอะไรบ้าง มีการประเมินผลไหม ได้ผลอย่างไร เช่น สถาบันอิศรา ควรเปิดเผยข้อมูลข่าวสารว่าที่ได้เงินมา 2 เฟส เอาไปทำอะไรบ้าง แจกแจงให้ละเอียดยิบ เพื่อสาธารณชนและคนในวงการสื่อด้วยกัน ประเมินผลได้ว่ามันคุ้มค่าไหม
นอกจากนี้ การใช้เงินของ สสส.มันไม่ควรจะเป็นการเอาเงินไป “สร้างเครือข่าย” ที่มีความคิดเห็นเหมือนตัวเองหรือเหมือนหมอประเวศ แบบที่ทำให้สมาคมนักข่าวกลายเป็นกระบอกเสียงของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย แลกกับการให้เงินช่วยเหลือ หรือแบบที่เอาเงินไปซื้อโฆษณาหนังสือพิมพ์ต่างๆ เพื่อให้ลงข้อเขียนสนับสนุนแนวคิดหมอประเวศ
สสส.ต้องเปลี่ยนความคิดตัวเองว่า “ไม่ว่าแมวสูบบุหรี่หรือไม่สูบบุหรี่ก็จับหนูได้เหมือนกัน” คือถ้าใครเขาจะทำอะไรที่สร้างสรรค์ ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ แม้คิดคนละแนวทาง แม้คิดไม่เหมือนหมอประเวศ ก็ต้องให้การสนับสนุน อย่าทำตัวแบบชินคอร์ปสมัยทักษิณเป็นนายกฯ ใครด่าพ่อกูก็ตัดงบโฆษณา
จุ๊ จุ๊ ข้อมูลใหม่
เขียนไปไม่ทันข้ามวัน งานเข้าอีกแล้ว มีผู้ประสงค์ดีส่งข้อมูลมาให้ทันที ว่าสถาบันอิศรากำลังเสนอ “โครงการพัฒนาศักยภาพด้านองค์ความรู้ในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย ที่จำเป็นแก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งก็คือการอบรม บสส.บสก.และ บสต.ในเฟสที่สาม โดยครั้งนี้เสนอของบประมาณถึง 9 ล้านบาทเศษ เฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว
แน่นอนว่างานนี้ไม่มีทัวร์นอกอีก เพราะความแตกแล้ว แต่ก็มีข้อท้วงติงจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส.ว่าวงเงินสูงเกินไป ไอ้ที่ทำมาตั้งแต่ปี 2551 ยังไม่มีการประเมินผลเลย ทั้งที่ปกติต้องประเมินผลแล้ว (อ้าว ไม่รู้จักฐานันดรที่สี่ซะแล้ว) นอกจากนี้ก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการเลือกผู้เข้าอบรมว่าเลือกใครและอย่างไร
ลืมบอกรายละเอียดไปนะครับว่า บสส.รุ่น 1 เขากำหนดคุณสมบัติไว้ว่า สื่อระดับหัวหน้าข่าวถึงบรรณาธิการ 25 คน นักวิชาการระดับหัวหน้าภาควิชาขึ้นไป 5 คน ผู้บริหารองค์กรพัฒนาเอกชนตั้งแต่ผู้จัดการขึ้นไป 5 คน ผู้บริหารองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระและเอกชนตั้งแต่ ผอ.ขึ้นไป 5 คน รวม 40 คน
ส่วน บสก.กำหนดว่า สื่อระดับรีไรเตอร์ถึงผู้ช่วยหัวหน้าข่าว 30 คน นักวิชาการอายุงานสิบปีขึ้นไป 5 คน ผู้บริหารองค์กรพัฒนาเอกชนระดับหัวหน้าโครงการขึ้นไป 5 คน ผู้บริหารองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระและเอกชนตั้งแต่หัวหน้าแผนกขึ้นไป ฝ่ายละ 5 คน รวม 50 คน
เฟสใหม่นี่ได้ข่าวว่าจะตัดพวก NGO ออก แต่ไปเพิ่มด้านไหนผมไม่รู้ จะเลือกคนเข้าอบรมด้วยวิธีไหนก็ไม่รู้ โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เป็นตัวปัญหา
เรื่องสำคัญคือ การอบรม บสส.บสก.ที่ผ่านมา กลายเป็นดาบทิ่มอก สสส.เข้าอย่างจัง เพราะสถาบันอิศราไปเอากรรมการแพทยสภาเข้ามาอบรมด้วย นั่นคือนาวาเอก (พิเศษ) น.พ.อิทธิพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา เข้ามาอบรม บสก.และนาวาโท น.พ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ กรรมการแพทยสภา กรรมการผู้จัดการ ร.พ.ปิยะเวท อบรม บสส.รุ่น 2 เป็นเลขานุการรุ่นซะด้วย
ถามว่าเป็นคนของแพทยสภาผิดตรงไหน ไม่ผิดหรอกครับ แต่ไม่ใช่แพทยสภาหรือที่เป็นตัวตั้งตัวตีค้าน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข ที่เครือข่ายหมอประเวศเองสนับสนุน โดยหมอธนาธิปและหมออิทธิพรเป็นตัวตั้งตัวตีมีบทบาทสำคัญ
การอบรม บสส.และ บสก.จึงสร้าง “คอนเนคชั่น” ระหว่างแพทยสภากับนักข่าว หมอสองคนนี้เดินเข้านอกออกในสมาคม สนิทสนมกับหัวหน้าข่าว บก.ข่าว ไปทั่ว
การอบรม บสก.ยังเกิดกรณีงามหน้า เมื่อชมรมผู้บริหารสื่อมวลชนระดับกลาง จัดสัมมนาหลักสูตร “ผู้สื่อข่าวสาธารณสุขมืออาชีพ ครั้งที่ 1” ร่วมกับแพทยสภาและสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ “พรีม่า” พูดง่ายๆ ก็สมาคมบริษัทยานั่นละครับ แถมเป็นบริษัทยาข้ามชาติด้วย
งานนี้จัดที่บ้านผางามรีสอร์ท ปราจีนบุรี (ติดวังน้ำเขียว) วันที่ 18-20 มิ.ย.ปีที่แล้ว เขาบอกว่าจัดสัมนนาให้กับสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัทยาต่างๆ ที่มีความสนใจ (ใครไม่สนใจก็บ้าแล้ว)
การสัมมนาครั้งนิ้ นักข่าวทั้งหลายได้เข้ารับฟังข้อมูลจากแพทยสภา และตัวแทนบริษัทยา ซึ่งได้ข่าวว่ามีการอัดเครือข่ายประชาสังคมที่เสนอร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ไปหลายดอก รวมทั้งโจมตีเรื่องการทำ CL ยา ทั้งในและนอกรอบ
หลังจากนั้นเมื่อเดือนธันวาคมนี่เอง ชมรมผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลาง ได้ร่วมกับพรีม่า และแพทยสภา เผยแพร่คู่มือสื่อมวลชนกับงานข่าวสุขภาพ 2553 ซึ่งมีเนื้อหาตามความต้องการของพรีม่าและเหล่าแพทย์พาณิชย์ เผยแพร่ให้ผู้สื่อข่าว องค์กรสื่อ คณะนิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์ต่างๆ
มีข่าวว่า พรีม่ายังเป็นสปอนเซอร์รายสำคัญช่วยควักกระเป๋าให้ผู้เข้าอบรม บสก.ไปทัวร์เกาหลีตามที่เล่าไปแล้ว จริงหรือไม่ สถาบันอิศราช่วยตอบที
บริษัทยาเข้าถึงนักข่าว เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ แพทย์ชนบททราบแล้วเปลี่ยน
ใบตองแห้ง
5 มี.ค.54
ป.ล.มีคนถามว่ารู้เรื่องมูลนิธิอิศรา อมันตกุล ส่งนักข่าว 3 คน นักวิชาการ 1 คนไปอบรมที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินไหม ทำไมต้องไปรับเงินอุดหนุน 3 แสนบาทจากชาตรี โสภณพนิช แห่งแบงก์กรุงเทพ มีภาพมีข่าวลงในสื่อหลายฉบับราว 2 เดือนที่ผ่านมา
เรื่องนี้สอบถามให้แล้วนะครับ ‘จารย์ป๋อง พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ประธานมูลนิธิ ท่านเป็นตัวตั้งตัวดีในฐานะศิษย์เก่าวิสคอนซิน ติดต่อจนได้ทุนมา คนได้ไปก็เป็นนักข่าวที่ได้รับรางวัล ไม่มีข้อครหา แต่คำถามที่ว่าทำไมต้องรับเงินเอกชนและจะเป็นหนี้บุญคุณกันหรือไม่ ก็ตอบยาก เพราะเอกชนเหล่านี้ก็บริจาคเงินการกุศลผ่านสื่อต่างๆ ให้เห็นกันประจำปริศนาธรรมพินัยกรรมหลวงตาบัว-พุทธทาส
ที่มา Thai E-News
พาดหัวหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับวันที่ 5 มีนาคมระบุนับล้านคนเข้าร่วมพิธี(ภาพบน) อย่างไรก็ดีหนังสือพิมพ์ในแนวตลาดอีกฉบับคือไทยรัฐพาดหัวว่านับแสนร่วมอาลัย(ภาพล่าง) แต่ไม่ว่าจะแสนหรือล้านคน ก็นับว่าเป็นจำนวนมากมหาศาล
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 มีนาคม 2554
ในวันนี้เวลาราว 17.00 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชทานเพลิงศพพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)ณ วัดป่าบ้านตาด โดยโทรทัศน์ช่อง11ถ่ายสดสู่ชาวพุทธทั่วประเทศ สื่อมวลชนรายงานว่ามีชาวพุทธจะเข้าร่วมการพระราชพิธีจำนวนมหาศาล แม้รายงานไม่ตรงกันนัก เช่น หนังสือพิมพ์ข่าวสดพาดหัวว่านับล้านคน ขณะที่ไทยรัฐรายงานว่านับแสนคน
ในประเทศไทยนั้นพระที่นับได้ว่าเป็นอริยสงฆ์ที่เคยมีพิธีศพเป็นที่รู้จักกันมากนอกจากกรณีหลวงตาบัว วัดป่าบ้านตาดแล้ว ในอดีตก็คือพิธีศพของท่านพุทธทาสภิกขุ
พิธีศพของพระอริยสงฆ์ทั้งสองท่านน่าจะทิ้งปริศนาธรรมบางประเด็นไว้ให้สาธุชนได้พิจารณาโดยแยบคายอยู่บ้างดอกกระมัง..
พินัยกรรมท่านพุทธทาส

สมุดภาพ “ช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของพุทธทาสภิกขุ” ซึ่งจัดทำโดย มูลนิธิโกมลคีมทอง มูลนิธิเด็ก และสวนสร้างสรรค์นาคร-บวรรัตน์ จัดพิมพ์ครั้งที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๗ เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมของพระธรรมโกศาจารย์ พุทธทาสภิกขุ อินทปัญโญ เมื่อวันที่ ๒๘ มี.ค. ๓๖ ณ วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
ในปีเดียวกันก่อนที่ท่านจะมรณภาพในวันที่ ๘ ก.ค. ๓๖ โดยกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการทำพินัยกรรม เพื่อให้เป็นไปตามพระอริยวินัย ดังต่อไปนี้
-ในเรื่องการจัดการศพให้เป็นไปตามธรรมดาที่สุด นอกเหนือจากการกำหนดผู้จัดการศพ (พระครูปลัดศีลวัฒน์ - โพธิ์ จันทสโร)
-ให้ละเว้นการขอพระราชทานโกฐและทำพิธีอย่างอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ในพินัยกรรม
-ให้เก็บศพในโลง ปิดมิดชิด ละเว้นการเปิดดู ละเว้นพิธีรดน้ำศพ ละเว้นการฉีดยาศพ ละเว้นพิธีสวดศพ
-และให้เผาศพใน ๓ เดือน หรือถ้าจำเป็นก็ไม่เกิน ๑ ปี โดยจัดการอย่างง่ายที่สุด ไม่จัดงานพิธี
-ให้เผาศพในบริเวณเขาพุทธทอง กระดูกทั้งหมดให้นำไปเก็บไว้ในที่ที่ทำไว้ในศาลาธรรมโฆษณ์แห่งเดียว และเทซีเมนต์ทับ
-กำหนดให้แบ่งเถ้ากระดูกออกเป็น ๓ ส่วน คือ


พุทธบริษัทนำเถ้าอัฐิท่านพุทธทาส1ใน3ส่วนไปโปรยลงที่ต้นน้ำตาปี(ภาพจากสมุดภาพ ช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของพุทธทาสภิกขุ)
นำไปโปรยที่ช่องอ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนหนึ่ง
นำไปโปรยที่ต้นแม่น้ำตาปี เขาสก อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนหนึ่ง
และนำไปเก็บไว้บนเขาประสงค์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนหนึ่ง
พินัยกรรมหลวงตาบัว วัดป่าบ้านตาด

สื่อมวลชนรายงานถึงพินัยกรรมหลวงตาบัว วัดป่าบ้านตาด ดังต่อไปนี้
“พินัยกรรมฉบับนี้ทำที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ทำเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2543 ข้าพเจ้าพระธรรมวิสุทธิมงคล (พระมหาบัว ญาณสัมปันโน) อายุ 87 ปี พำนักอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ขอทำพินัยกรรมฉบับนี้เพื่อให้ทราบว่า เมื่อข้าพเจ้ามรณภาพแล้ว ให้จัดการทรัพย์สินและทำงานศพข้าพเจ้าดังนี้
- 1.บรรดาทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วในขณะที่ข้าพเจ้ามรณภาพ และบรรดาทรัพย์สินต่าง ๆ ที่จะได้รับบริจาคในงานศพของข้าพเจ้าให้จัดการดังนี้
1.1 ส่วนที่เป็นทองคำให้หลอมเป็นทองคำแท่ง
1.2 ส่วนที่เป็นเงินไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลใดให้นำเข้าซื้อทองคำแท่ง
ให้นำทองคำแท่งทั้ง ข้อ 1.1 และ 1.2 ไปมอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อใช้เป็น เงินทุนสำรองเงินตราของฝ่ายบำบัดธนาคารแห่งประเทศไทย โดยข้าพเจ้าไม่มีเจตนาที่ใช้บุคคลใดหรือคณะบุคคลใดนำไปใช้ในงานอันใด นอกจากใช้เป็นเงินทุนสำรองของประเทศ
- 2.ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นจัดงานศพและจัดการดูแลทรัพย์สินทั้งปวงที่มีอยู่ในขณะมรณภาพและที่จะได้รับบริจาคในงานศพของข้าพเจ้าโดยให้ดำเนินการอย่างเปิดเผยและดำเนินการตามเจตนาของข้าพเจ้าระบุไว้ในข้อ 1.
- 3.ให้คณะกรรมการตามข้อ 2 จำนวน 9 คน ประกอบด้วย 1.พระอาจารย์ฝัก สันติธรรมโม (มรณภาพแล้ว) 2.พระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก 3.พระปัญญา วัตโก 4.พระอาจารย์วันชัย วิจิตโต 5.องคมนตรี ดร.เชาวน์ ณ ศีลวัน 6.นายศิริ คูสกุล 7.ม.ร.ว.ทองศิริ ทองแถม 8.พ.ต.อ.กฤษดา บูรณพานิช 9 พ.ต.ประชัย
- 4.ข้าพเจ้าขอตั้งให้พระสุดใจ ทันตมโน เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า พินัยกรรมฉบับนี้ทำไว้ 3 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกัน เก็บไว้ 3 แห่งคือ ฉบับแรกที่วัดป่าบ้านตาด ฉบับที่ 2 เก็บไว้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาอุดรธานี ฉบับที่ 3 เก็บไว้ที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาอุดรธานี
พินัยกรรมฉบับนี้ทำขึ้นด้วยความสมัครใจของข้าพเจ้าและข้าพเจ้ายังมีสติสัมปชัญญะดีทุกอย่าง จึงชื่อไว้ต่อหน้าพยาน
ลงชื่อ พระมหาบัว ญาณสัมปัญโญ (พระธรรมวิสุทธิมงคล)

คณะสงฆ์ศิษย์หลวงตามหาบัวหลายพันรูป อัญเชิญหีบศพหลวงตาขึ้นสู่จิตกาธาน โดยวันที่ 5 มี.ค. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจะเสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิง(ภาพและคำบรรยาย:ข่าวสด 5 มีนาคม 2554)
ข่าวสดรายงานว่า มีผู้ศรัทธา เตรียมผอบทองคำประดับเพชร เพื่อนำมาใส่อัฐิขององค์หลวงตา แต่พระวัดป่าบ้านตาดชี้แจงว่าไม่ใช่ความประสงค์ของหลวงตาบัว
และนำอัฐิธาตุหลวงตาแจกจ่ายให้วัดสาขา ที่มีอยู่ประมาณ 130 แห่ง นำไปบูชา นอกจากนี้จะเก็บไว้วัดป่าบ้านตาดจำนวนหนึ่ง เพื่อบรรจุในเจดีย์ที่ทางวัดเตรียมจัดทำขึ้น โดยเจดีย์นี้จะสร้างครอบเมรุเผาศพหลวงตามหาบัว เพื่อเป็นที่ระลึก และให้พระสงฆ์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนกราบไหว้สืบไป"
ในวันที่ 5 มี.ค. เวลา 15.00 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ไปยังท่าอากาศยาน กองบัญชาการกองทัพอากาศ เวลา 15.30 น. ประทับเครื่องบินพระที่นั่งไปยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 อ.เมือง จ.อุดรธานี เวลา 16.30 น. ประทับรถยนต์พระที่นั่งไปยังวัดเกษรศีลคุณ เวลา 17.00 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) ณ เมรุชั่วคราววัดเกษรศีลคุณ บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ
6 ยุทธศาสตร์กองทัพไทยดับไฟใต้
ที่มา Thai E-News
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นที่มาของ “ 6 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้” ที่กองทัพบก โดย พล.อ.ประยุทธ มั่นใจนักมั่นใจหนาว่า อาจจะมาถูกทางในการแก้ปัญหาไฟใต้ได้
โดย ปาแด งา มูกอ
5 มีนาคม 2554
ผบ.ทบ.วาง 6 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ แฉ 90% มียาเสพติดเอี่ยวพวกก่อเหตุ...
พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ในภาคใต้ ว่า กองทัพบก โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้วางกรอบยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาไว้ 6 ยุทธศาสตร์
ทั้งงานด้านมวลชน การสร้างความเข้าใจต่อประชาชน ดูแลงานมวลชนและผู้นำศาสนา ให้เข้าใจถึงกรอบการทำงานของเจ้าหน้าที่และนำไปขยายผลต่อยังชุมชนที่เป็นชาวมุสลิม และดูแลปัญหาแทรกซ้อนด้านยาเสพติด
โดยในชุมนุมเหล่านั้นมีความต้องการให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปช่วยอย่างไร เนื่องจากพบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ในการก่อเหตุ มีปัญหาเรื่องยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง
รวมถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยของครูในพื้นที่ภาคใต้ การสร้างความเข้าใจกับมวลชนโดยในปัจจุบันประชาชนในพื้นที่ได้ให้ความสำคัญ กับการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำงานในหลายมิติ
โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังได้มีการเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลพื้นที่ฝั่งภูเขา รวมถึงพื้นที่ต้องสงสัยได้มีการปิดล้อมและตรวจค้น ที่ผ่านมา สามารถเข้าควบคุมพื้นที่และทำลายฐานที่มั่นกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้ และได้ยึดของกลาง ได้แก่ ปืนเล็กยาว เอ็ม 16 จำนวน 8 กระบอก ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 47 คน
พร้อมกับดำเนินการจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัดในเขตเมือง จำนวนกว่า 300 แห่ง ทำให้ขยายผลในการจับกุมและยึดยาเสพติดได้กว่า 2 แสนเม็ด ยึดน้ำมันเถื่อนได้กว่า 1 แสนลิตร รวมถึงยังเน้นให้การดูแลการก่อเหตุด้วยวิธีการวางระเบิด อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้านการข่าวเป็นสิ่งที่ต้องมีการปรับให้เกิดความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารร่วมกับฝั่งประเทศของมาเลเซีย
นี่คืออีกสาเหตุหนึ่ง ในอีกหลายสาเหตุที่ทำให้เกิด “ไฟใต้นอกระบบ” ที่ส่งผลให้รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ต่างคิดค้น “ยุทธศาสตร์ใหม่” ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ในเหตุการณ์รุนแรงประจำวันทุกวันนี้
แล้วอะไรคือ “ไฟใต้นอกระบบ”
อธิบายง่ายๆอย่างนี้ครับ “ไฟใต้นอกระบบ” หมายถึงเหตุการณ์รุนแรงประจำวัน ที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบว่า ใคร?กลุ่มใด? เป็นผู้กระทำหรือลงมือปฏิบัติการ ที่นึกอยากจะลงมือที่ไหน เมื่อใด กับใคร ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวก ความสบายใจของบรรดาสารพัดท่านผู้ก่อเหตุร้าย ในการลงมือ
ปัญหา “ไฟใต้นอกระบบ” พูดไปพูดมาก็ต้องโทษรัฐบาล และหน่วยงานความมั่นคงของรัฐล่ะครับ ที่มัวแต่เล่นของเล่นชิ้นเดียวเหมือนเด็กปัญญาอ่อน หรือหายใจเข้า หายใจออก ที่หมกหมุ่นอยู่แต่เรื่องกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบอย่างเดียว ไม่ว่า พูโลเอย บีอาร์เอ็นเอย อาร์เคเค เอย
จนถึงวันนี้ความปัญญาอ่อนเริ่มผ่อนคลายลง ดวงตาและสมองเริ่มมองเห็นความจริงปรากฏขึ้นเป็นลางๆว่า เอ.....!!!!!ไอ้ที่พวกเรามัวไปบ้ากับ “กลุ่มผี”น่าจะถูกผีหลอกเสียแล้วกระมัง เห็นทีต้องลองเปลี่ยน “ยุทศาสตร์” ใหม่ๆมาปรับใช้ซ่ะหน่อย เผื่อจะได้ผลและได้งบประมาณเพิ่มเป็นของแถม
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นที่มาของ “ 6 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้” ที่กองทัพบก โดย พล.อ.ประยุทธ มั่นใจนักมั่นใจหนาว่า อาจจะมาถูกทางในการแก้ปัญหาไฟใต้ได้
ก่อนที่จะไปถึง “6 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้” ผมใคร่ขอคำชี้แนะจากท่านผู้อ่านที่มีความรู้เกี่ยวกับคำว่า “ 6 ยุทธศาสตร์ ” หน่อยครับว่า คำๆนี้มันมีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไมจึงต้องกำหนดเพียง 6 ข้อเท่านั้น
มากกว่า 6 หรือน้อยกว่า 6 ได้ไหม ..? และก็ หมายเลข 6 มีเคล็ดหรือมีอาถรรพ์ อะไร??? เรื่องนี้ผมจนปัญญาจริงๆครับ ช่วยเป็นวิทยาทานให้ผมด้วยน่ะครับ
เพราะเท่าที่ผมลองค้นคว้าดูไอ้คำว่า “6 ยุทธศาสตร์” ซึ่งมีมากพอสมควร อาทิ ทำ 6 ยุทธศาสตร์ แก้ปัญหาเด็กตั้งครรภ์ / กรมอนามัย ขับเคลื่อน 6 ยุทธศาสตร์ผลักดันนโยบาย เพิ่มไอโอดีน / 6 ยุทธศาสตร์ นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ปี 2554 / พาณิชย์ปรับ 6 ยุทธศาสตร์ค้าเสรีดึงประโยชน์จาก AEC-FTA / 6 ยุทธศาสตร์ในการอ่านใจคน แบบพุทธศาสตร์ / พม.ชง 6 ยุทธศาสตร์ แก้ปัญหาท้องไม่พร้อม
ผมไม่ทราบว่า “6 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้” ของท่าน ผบ.ทบ.ที่ออกใหม่ กับ “6 ยุทธศาสตร์รอง” ของแม่ทัพภาค 4 ของผมทางภาคใต้ มันเป็นยุทธศาสตร์เดียวกันหรือไม่? แต่น่าจะไม่ใช่ เพราะมันมีคำว่า “รอง” พ่วงท้ายอยู่ ไม่ทราบว่า “รอง” จากใครหรือ “รอง” รับอะไร งงๆจริง
นี่รวมแล้วก็ปาเข้าไป “ 12 ยุทธศาสตร์” เข้าไปแล้ว ผมหนักใจแทนเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์จริงๆไม่รู้จะจำกันได้หรือเปล่า
นี่ถ้าเกิด กระทรวงมหาดไทยคิดบ้าๆขึ้นมาเพิ่มอีก “6 ยุทธศาสตร์” ขึ้นมาอีก มันส์ล่ะครับทีนี้ หรือหาก ศอ,บต. , กองทัพเรือ , กองทัพอากาศ และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยากจะมันส์กับเขาด้วย ต่างเพิ่ม “6 ยุทธศาสตร์” เข้าไปอีก มันก็ปาเข้าไปเป็น “ 42 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้”
ทีนี้และครับ กรมสุขภาพจิต ก็จะได้มีโอกาสประกาศ “6 ยุทธศาสตร์พิชิตโรคจิต” ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในจังหวัดชายแดนใต้ได้นำไปปฏิบัติใช้กันบ้าง
ทีนี้มาดู “6 ยุทธศาสตร์รอง” ของแม่ทัพภาค 4 ของผมทางภาคใต้ กันบ้างว่า มีดีอะไรบ้าง
(27 ต.ค.53 ) พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้แถลงนโยบายการปฏิบัติงาน “สานใจสู่สันติ” เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบนโยบายของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
โดย พล.ท.อุดมชัยกล่าวว่า นับตั้งแต่รับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ตนเองได้ปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายกองทัพบก โดยผู้บัญชาการทหารบกได้มอบให้ในปี 2554 ซึ่งได้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นยุทธศาสตร์หลักในการปฏิบัติงาน และในยุทธศาสตร์รอง ได้มีการกำหนดเพิ่มอีก 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ คือ
1.อำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบเดินทางกลับมาอยู่อาศัยในภูมิลำเนาเดิมอย่างปกติสุข
2.เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความเห็นต่างกับรัฐ ได้มีช่องทางสามารถแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
3.ขจัดเงื่อนไขและสาเหตุที่ก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรง อันส่งผลให้เกิดความไม่สงบในสังคม ให้เกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม
4.ฟื้นฟู และส่งเสริมวิถีชีวิตตามหลักคุณธรรมที่ดีงามของสังคม อันหลากหลายบนพื้นฐานการเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรมซึ่งกัน และกันให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
5.สนับสนุนประชาชน และภาคประชาสังคมอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างทั่วด้าน
6.รณรงค์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง
เจ๋งไหมครับ “6 ยุทธศาสตร์รอง” ของแม่ทัพภาค 4 แต่เชื่อเถอะครับชาติหน้าบ่ายๆ อาจจะสำเร็จครับ
"ชวน"แนะทุกฝ่ายร่วมมือดับไฟใต้วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ขอเอาใจช่วยเจ้าหน้าที่เพราะต้องเสี่ยงตลอดเวลา โดยก่อนหน้านี้ตนได้ขอร้องนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ให้ไปอยู่ประจำในพื้นที่เป็นหลัก แต่ได้รับการชี้แจงว่าไม่มีอำนาจ ซึ่งตนคิดว่าอย่างน้อยหากมีคนประสานบ้างก็จะดี เพราะการเป็นหนึ่งเดียวกันในการทำงาน หรือการร่วมมือของแต่ละฝ่ายเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะโยนความรับผิดชอบไปให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่ผู้เดียวเป็นเรื่องยาก ซึ่งมีทั้งเรื่องการป้องกัน การพัฒนา ผสมผสานกันไป เพราะเขามองยาวไปข้างหน้า ต้องพัฒนาพื้นที่ ต้องมีอาชีพ ขณะเดียวกันต้องปราบปรามป้องกันไปด้วย
นายชวนกล่าวอีกว่า ส่วนการปรับโครงสร้างศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม ต้องให้เวลา เรื่องนี้เพราะกฎหมายเพิ่งออกมา ส่วนจะใช้ได้หรือไม่ต้องดูกันต่อไป
การดำรงอยู่ของสองแนวทาง
ที่มา Thai E-News

คำถามคือเราจะเป็น “แนวร่วม” กันไหมในระยะนี้ เพื่อลดความรู้สึกสับสนและความรู้สึกขัดแย้งของมวลชน ผู้ที่ได้ต่อสู้มาอย่างเหนื่อยยากและเสียสละทุกอย่างมาแล้วหลายปี เราเสนอว่า ควร แต่..
โดย กาหลิบ
ที่มา เวบประชาธิปไตย100%
การถกเถียงว่า นปช. แดงทั้งแผ่นดิน หรือ แดงสยาม เป็นแนวทางอันถูกต้องนั้น ความจริงก็ไม่จำเป็น ทั้งสองแนวทางเป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องกันในขบวนประชาธิปไตย เพียงเป็นแนวทางคนละระยะ
เหมือนเราจะเดินทางไปตราด แล้วมานั่งถกเถียงกันว่า เส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ ไปชลบุรีหรือเส้นทางจากชลบุรีไปถึงตราด มีความสำคัญมากกว่ากัน ทั้งๆ ที่ต้องใช้เส้นทางทั้งสองระยะรวมกัน
เหตุที่ยกตัวอย่างเป็นต่างจังหวัด เพราะถ้าหวนกลับมาใช้สัญลักษณ์บางซื่อ-หัวลำโพงอาจจะยั่วโทสะกันใหญ่โตอีก เรื่องนี้เขายังอ่อนไหวและอารมณ์แปรปรวนกันอยู่
คำถามคือเราจะเป็น “แนวร่วม” กันไหมในระยะนี้ เพื่อลดความรู้สึกสับสนและความรู้สึกขัดแย้งของมวลชน ผู้ที่ได้ต่อสู้มาอย่างเหนื่อยยากและเสียสละทุกอย่างมาแล้วหลายปี
เราเสนอว่า ควร แต่ต้องกำหนดวิธีการให้ถูกต้องตามอุดมการณ์ เพราะอุดมการณ์คือเรื่องที่ไม่อาจประนีประนอมได้
ต่อจากนี้ไปคือข้อเสนอให้พิจารณาร่วมกัน
๑. เลิกผูกขาดการต่อสู้ว่า จะต้องนำโดยคนกลุ่มเดียวหรืออยู่ภายใต้คนๆ เดียว แต่ควรส่งเสริมความหลากหลายของมวลชนประชาธิปไตย นั่นหมายความว่า ต้องเลิกใช้วาทกรรมแดงแท้แดงเทียม เลิกวิธีการคว่ำบาตรหรือประกาศขับไล่ใครหรือกลุ่มใดออกจากขบวนการ หาวิธีประสานงานระหว่างกลุ่มต่างๆ ตามเวลาอันเหมาะควร เพื่อรวมพลังกัน
๒. ยุติทัศนะที่ว่า ทุกคน “ตาสว่าง” กันหมดแล้ว หรือทุกคนเขา “รู้” แล้วว่าสู้อยู่กับใคร เพียงแต่เขาไม่พูดออกมา เพราะพูดไม่ได้หรือนั่งอำพรางอยู่ การอวดอ้างอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ ถึงจะเป็นความจริงแต่ก็ไม่เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องปล่อยให้บางคนวิเคราะห์เชิงชี้นำอย่างโจ่งแจ้งและชัดเจน เพื่อให้เป็นธงสำหรับอนาคต (อันใกล้) อย่างน้อยเป็นวิธีการทางจิตวิทยาที่อาจนำไปสู่การยุติลัทธิปิดปากตัวเองของคนไทยจำนวนหนึ่งซึ่งนั่งเงียบเฉยอยู่ ทั้งที่รู้เต็มอกว่าปัญหาบ้านเมืองอยู่ที่ใครและอะไร
ใครที่กล้าและพร้อม ก็ส่งเสริมให้เขาเดินนำไปก่อน ใครที่กำลังรวบรวมความกล้าและความพร้อมก็ให้ตามมาในภายหลัง อย่างนี้จะเกิดระยะที่ชัดเจนขึ้นในการต่อสู้แบบกระบวนการ
๓. พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย หรืออ้างตัวว่าเป็นเช่นนั้น เช่น พรรคเพื่อไทย เป็นต้น ต้องเสนอนโยบายต่อประชาชนในประเทศในเชิงปฏิวัติด้วย การปฏิวัติที่ว่านี้ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในมิติลึก นโยบายประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย-พลังประชาชนทั้ง ๔ รัฐบาล ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการปฏิวัติประเทศ แต่การสานต่อต้องไปให้ไกลและลงให้ลึกกว่านั้น
ตัวอย่างของแนวคิดและนโยบายที่ควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอย่างสมบูรณ์แบบ การสร้างรัฐสวัสดิการ การปฏิวัติระบบภาษีอากร เป็นต้นด้วย ถ้าทำเช่นนี้ได้ อำนาจรัฐที่หวังกันว่าจะได้รับจากกระบวนการเลือกตั้งก็จะสอดประสานกันได้กับแนวทางปฏิวัติ
แต่หากไม่ทำเช่นนี้ การแยกกลุ่มพลังที่มีแนวคิดปฏิวัติก็เป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะเราไม่อาจยอมให้ขบวนปฏิวัติประชาธิปไตยต้องล้มเหลวลง เพราะการก้าวเดินที่ผิดพลาดทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า
๔. สร้างยุทธศาสตร์ “ส่งไม้” ระหว่างแนวทางปฏิรูปกับแนวทางปฏิวัติ ที่มีผลอย่างเป็นรูปธรรม
๕. ในการรวมพลังมวลชนระหว่างการปรับตัว ขอให้ทำอย่างที่แดงสยามทำมาตลอดต่อไป นั่นคือเรียกร้องให้มวลชนเข้าร่วมกิจกรรมของฝ่ายประชาธิปไตยทุกๆ กลุ่มอย่างต่อเนื่อง ไม่ปฏิเสธที่จะร่วมกับกลุ่มใดเพื่อรักษาอำนาจต่อรองในภาพรวมสำหรับขบวนประชาธิปไตยไว้ โดยเก็บความในใจและอุดมการณ์อันก้าวหน้าไว้แสดงในโอกาสในอันเหมาะสม
สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเสนอที่เราเชื่อว่าเป็นไปได้และควรเป็น
เวลาของประชาชนใกล้จะมาถึงแล้ว เราต้องช่วยกันปรับตัว ปรับใจ และปรับความคิดอย่างทันการณ์เพื่อยกระดับประเทศไทยไปสู่ความเป็นรัฐของประชาชนโดยแท้.
-----------------------------------------------------------------------------------
ด่วน! สนับสนุน "กาหลิบ" และทีมงาน สมัคร SMS-TPNews พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์ 4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center : 084-4566794-5 (จ.- ศ. 10.00-18.00น.)/e-mail : tpnews2009@gmail.com /บล็อก : http://wwwthaipeoplenews.blogspot.com/
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เสื้อแดงภาคตะวันตก7จังหวัดผนึกจัดตั้งเครือข่าย กระตุ้นนปช.ประกาศนโยบายปชต.แท้จริง-ค้าน112
Friday, March 4, 2011
คลิป วิดิโอ หน้าที่ของข้าราชการ หน้า DSI วันนี้ิ
ที่มา thaifreenews
โดย แมวอ้วนอ้วน
ยังมีภาพถ่ายสวยๆ จากคุณMark Levinson ได้ตามลิงค์นี้นะคร้าบบบ
http://www.tfn4.info/board/index.php?topic=21848.0
สะเทือนทั้งบาง พรรคเสื้อแดง บทความจากโพสต์ทูเดย์
ที่มา thaifreenews
โดย Maquid
อย่างน้อยการไปล้วงคอลูกงูเห่าจากค่ายประชาธิปัตย์ เปิดตัว “วราทิตย์ ไชยนันทน์” ลูกชายคนโต เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ก็สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย
พ่อเป็นแกนนำภาคเหนือประชาธิปัตย์ แต่ลูกกลับไปทางเสื้อแดงนิยม ทักษิณ ชินวัตร!
งานนี้ประชาธิปัตย์เสียหน้าอย่างจัง
ในแคมเปญ “คิกออฟ” เปิดตัวผู้สมัคร สส.เขตเพื่อไทยล็อตแรก 310 คน ประชันกับฝั่งประชาธิปัตย์ ที่เดินหน้าขายนโยบายมีหลายคนน่าสนใจ
อาทิ สุรชาติ เทียนทอง ลูกชายเสนาะ เทียนทอง กระโดดมาลงสมัคร สส. กทม. บางส่วนเป็นเครือญาติของทีมเอ 111 ไทยรักไทย และทีม 35 พลังประชาชน เช่น โกศล ปัทมะ น้องชายนพดล ที่ปรึกษากฎหมายนายใหญ่ “พล.ท.ทวนทอง อินทรทัต” ญาติ เสธ.ไอซ์ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ตท.10 ร่วมรุ่นทักษิณ “หมวดเจี๊ยบ” ร.ท.หญิงสุนิสา เลิศภควัต เจ้าของผลงานหนังสือ “ทักษิณ Where are you?” เกาะติดชีวิตทักษิณ ลงสมัคร สส.กทม.
นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายเสื้อแดงกระจายหลายพื้นที่
“วรชัย เหมะ” แกนนำ นปช. ลง สส.สมุทรปราการ “ศักดา นพสิทธิ์” แกนนำแดง จ.ชลบุรี ลง สส.ชลบุรี
“เอมอร สินธุไพร” ภรรยา นิสิต สินธุไพร 7 แกนนำ นปช. ลง สส.ร้อยเอ็ด “ชนะศักดิ์อัตถาวงศ์” ญาติ สุพร อัตถาวงศ์ แกนนำสายฮาร์ดคอร์
นี่แค่หนังตัวอย่างในการผนึกกำลังเสื้อแดงเพื่อไทย กลับมาแน่นเป็นหนึ่งเดียว หลังเสร็จสิ้นภารกิจขับไล่อภิสิทธิ์ โค่นล้มระบอบอำมาตย์ในยกแรก
การจัดวางตัวแกนนำและแนวร่วม นปช.ลง สส.พรรคเพื่อไทย ที่กำลังเขย่าขวดอยู่ ยังมีอีกหลายยกที่ลูกพรรคต้องต่อรองกับนายใหญ่
โดยเฉพาะระบบปาร์ตี้ลิสต์ 125 คน 7 แกนนำ นปช. มีมติตั้งแต่อยู่ในคุกว่า จะลงสมัครแน่ๆ เพราะหากได้เป็น สส. จะได้มีเอกสิทธิ์คุ้มครองในสภา ไม่ต้องถูกคุมขังเหมือนจตุพร พรหมพันธุ์
นอกจากปัญหาการจับยัดว่า ใครจะอยู่ในลำดับที่ได้เป็นแน่ๆ ซึ่งไม่ควรเกิน 50 อันดับแรก และใครต้องเป็นฝ่ายเสียสละหลุดคิว 50 คน ซึ่งจะต้องมีคนที่พอใจและไม่พอใจ แต่ทักษิณคงไม่กล้าถือดีกับแกนนำ นปช. เพราะจากผลงานที่สร้างให้ขบวนการเสื้อแดงยิ่งใหญ่ จากยอดศพทั้งประชาชน ทหาร ตำรวจ ที่เสียชีวิตในสงครามแดงรวม 91 ชีวิต แกนนำแดงจึงเป็นนักรบที่เสี่ยงตายเพื่อกรุยทางให้นายใหญ่ได้ “กลับบ้าน” จนแต่ละรายก็มีคดีก่อการร้าย คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ติดตัวพัลวัน
การทำหน้าที่ขุนพลนักรบข้างถนน ด้านหนึ่งเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้พรรคเพื่อไทยเพราะแกนนำแดงเหล่านี้ล้วนเป็น สส. นักการเมืองสอบตกในไทยรักไทย พามวลชนสู้จนติดข้อกล่าวหา “สู้แล้วรวย”
ผลดีคือการทำให้พรรคเพื่อไทยมีฐานคะแนนแน่นๆ จากมวลชนเสื้อแดง ในภาคเหนือ ภาคอีสานในพื้นที่สีแดง และกระจายไปยังคนชั้นล่างในจังหวัดต่างๆ
กระนั้นปัญหาสำคัญที่บิ๊กเพื่อไทยเริ่มเป็นห่วงคือ การให้แกนนำ นปช.ลงสมัคร สส. แบบเปิดหน้าชกกันอย่างนี้จะเกิดผลเสียต่อพรรคอย่างยับเยิน
ประการแรก พรรคเพื่อไทยจะเสียคะแนนในเมือง ซึ่งคนเมืองจำนวนหนึ่งยังไม่ตัดสินว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ขอรอชั่งใจก่อนเลือกตั้งเดือนสุดท้าย แต่พฤติกรรมคนชั้นกลางต้องการบ้านเมืองสงบ ไม่วุ่นวาย ไม่มีเผาบ้านเผาเมือง เศรษฐกิจดี
โจทย์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาคือ ทำอย่างไรถึงจะเติมจุดอ่อนจากฐานคนชั้นกลางได้ ซึ่งที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยพยายามสกัดจุดนี้โดยยุทธศาสตร์ “พรรคนำเสื้อแดง” ไม่ใช่ให้ “เสื้อแดงนำพรรค” ด้วยการให้ทีมเศรษฐกิจนำนโยบายแก้ปัญหาปากท้องทั้งหลาย เพื่อดึงความเป็นพรรคการเมืองกลับคืนมา
แต่ที่สุดก็ถูกแดงกลับมานำพรรค เมื่อจตุพรยึดไมค์เหมือนเดิม เป็นปัญหาที่คนในพรรคซึ่งพยายามจัดระบบ แยกแดง แยกพรรค ปวดหัวยิ่งนัก
การรวมเป็นเนื้อเดียวจึงเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่า พรรคเพื่อไทยใช้ความรุนแรง สร้างความวุ่นวาย ไม่ชนะในระบบก็ไปขับเคลื่อนบนท้องถนน ใช้เกมใต้ดินมากดดัน ซึ่งผิดครรลองประชาธิปไตย
และถ้าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นมิตรกับคนกรุง ไม่ใช่ “พรรคของม็อบ” ก็จะเสียคะแนนในเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ โอกาสจะได้รับเลือกท่วมท้นเกินกึ่งหนึ่งเพื่อได้จัดตั้งรัฐบาลก็ยาก
ที่ล่อแหลมกว่านั้น การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่พาดพิงสถาบันและในระยะหลังก็ระบาดในโลกออนไลน์ มีการใช้รหัสลับเป็นที่รู้กันก็จะกระทบพรรคเพื่อไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ แกนนำพรรครู้ถึงปัญหานี้มาตลอด ซึ่งที่ผ่านมาก็พยายามแก้ข้อกล่าวหา โดยชูภาพความจงรักภักดีของบิ๊กทหารรุ่น ตท.10 ที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยมาเป็นจุดแข็ง
อีกปัญหาคือหากแกนนำเสื้อแดงขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงในฐานะผู้สมัคร สส. ก็อาจเสี่ยงผิดกฎหมายการเลือกตั้ง สส. และ สว.ที่ห้ามใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่ง ซึ่งก็อาจนำไปสู่การแจกใบแดงและการยุบพรรคตามมา
บิ๊กเพื่อไทยจำนวนหนึ่งจึงอาสาจะไปคุยกับเหล่าแกนนำเสื้อแดงให้เข้าใจถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นทางอ้อมกับพรรค เพื่อไม่ให้มาลงสมัคร สส.พรรคเพื่อไทย แต่ให้รักษาขบวนเสื้อแดงข้างนอกไว้ ทว่าแนวโน้มคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจาก 7 แกนนำ นปช. และอาจรวมถึงแกนนำสายฮาร์ดคอร์ที่จะลงสมัคร สส.จะไม่ยอมแน่ เพราะบิ๊กแดงเหล่านี้เสี่ยงตายเพื่อนาย ไม่เหมือนพวกที่อยู่ในห้องแอร์
ยุทธศาสตร์ 2 ขาของทักษิณเมื่อที่สุดกลับมาเป็นขาเดียวกัน “เพื่อไทยเสื้อแดง” แยกกันเดิน รวมกันตีตามกลยุทธ์ของทักษิณ วันนี้จึงมาเป็น “รวมกันเราอยู่ แต่รวมหมู่ก็อาจพังได้”
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
ข้อสังเกตุของสื่อที่เขียนคอลัมภ์นี้เป็นข้อสังเกตุของคนที่อยู่ในระบบการเมืองแบบดั้งเดิม และยังให้น้ำหนักกับคน กทม. มากเิกินเหตุ เพราะคำว่าคนชั้นกลางในเมือง พูดแล้วเหมือนยิ่งใหญ่ แต่จำนวนจริงๆ นั้นมีประมาณ 10 % ของประชากรของประเทศ ประเทศไทยมีเมืองใหญ่เมืองเดียว คือ กรุงเทพฯ เมืองในต่างจังหวัด หากเทียบกับศัพท์คำว่าเมือง หรือ city ที่ต้องมีประชากรเกิน 500,000 คน (ในตัวเมืองไม่ใช่ทั้งจังหวัด) นั้นไม่มีสักเมือง เชียงใหม่เป็นเมืองอันดับสองของประเทศ แต่มีประชากรเพียงประมา่ณ 150,000 คนเท่านั้น ถือเป็นเมืองเล็ก ๆ
ดังนั้นคำว่าคนชั้นกลางในเมือง หากพิจารณาให้ถ่องแท้ จึงไม่มีน้ำหนักมากมายอะไรนัก คนชั้นกลางทั้งประเทศมีประมาณ 30% เท่านั้น หากเป็น สส.เขต น้ำหนักของคนชั้นกลางในเขตเทศบาลตามจังหวัดต่างๆ แทบไม่มีความหมายอะไร เพราะคะแนนไปรวมกับคนชนบท หากคนพวกนี้เลือกพรรคเสื้อเหลืองหมด ก็ไม่ได้กระเทือนต่อฐานเสียงหลักของประเทศเท่าใดนัก
คนชั้นกลางมีฐานเสียงสำคัญใน กทม. ที่มีทีนั่ง สส. 36 คน แค่นี้เท่านั้นที่แปรเป็นเสียงจริงๆ ที่มีผลต่อการเลือกตั้ง
แต่คนเสื้อแดงใน กทม.นั้นมีตัวเลขที่ชัดเจนคือประมาณ 600,000 คะแนน ที่ไม่แปรพักตร์แน่นอน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะได้เสียงเพื่มจากนั้ก็อาจราว ๆ 200,000 คน หรือไม่น่าจะมากกว่านี้นัก หากแปรเป็นที่นั่ง สส. คงได้ประมาณ 10 ที่นั่ง
ดังนั้น การจัดคนลง สส.ของพรรคเพื่อไทย อย่าได้แคร์หรือสนใจสื่อ ที่มีโลกทรรศน์แบบคนในเมือง สายตาก็มองแต่คนรอบข้าง แล้วคิดว่านั่นคือ เสียงของสังคม แต่ที่จริงมันก็แค่เสียงไม่มากนัก
ผมว่าในต่างจังหวัดที่เป็นฐานเสื้อแดง จัดแกนนำเสื้อแดงลงนั้นดีแล้ว
เป็นพรรคเสื้อแดงเลย ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร
ทิศทางของพรรคกับมวลชนจะได้ไปด้วยกัน
แนวรบด้านวัฒนธรรม:วัฒน์ วรรลยางกูร
ที่มา thaifreenews
โดย prainn
วัฒน์ วรรลยางกูร
นักเขียนรางวัลศรีบูรพา
ร่วมเสวนาในงานรำลึก 35 ปี 6 ตุลา 19
ในหัวข้อ "เบื้องหลัง 6 ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตย"
ณ หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554
ส.ว.เผยผู้บริหาร "เซ็นทรัลเวิลด์" แฉเหตุเผาห้าง กลุ่มไม่ทราบฝ่ายถืออาวุธบีบรปภ.จนทำสำเร็จ
ที่มา ประชาไท
กมธ.ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เผยตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ให้ข้อมูล ระบุมีกลุ่มคนพยายามเผาเซ็นทรัลเวิลด์หลายครั้ง ยันเหตุเกิดหลังแกนนำเสื้อแดงมอบตัวแล้ว
นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เปิดเผยถึงกรณีการวางเพลิงเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ว่า กมธ. เชิญตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการ ได้รับทราบว่า มีกลุ่มคนหนึ่งพยายามเผาเซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยป้องกันเหตุจำนวนหลายร้อยคน หลังจากนั้นกลุ่มคนดังกล่าว ไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มไหน ได้เพิ่มจำนวนคนมากขึ้น พร้อมกับถืออาวุธครบมือเข้ามาภายในเซ็นทรัลเวิลด์ จนสามารถบีบให้หน่วยรักษาความปลอดภัยยอมจำนน และสามารถเผาได้สำเร็จ
"ตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ ให้ข้อมูลกับเราว่า การพยายามลอบวางเพลิง ไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุม แต่เกิดขึ้นหลังจากที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเข้ามอบตัวแล้ว และตลอดเวลาที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณดังกล่าว ผู้ชุมนุมก็มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ด้วยดีกับทางห้าง โดยทางห้างได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุมเข้าห้องน้ำด้วย นอกจากนี้ ตัวแทนของห้างยังระบุว่า มีวีดีโอที่บันทึกภาพของกลุ่มคนที่วางเพลิงไว้ด้วย แต่จนถึงขณะนี้ทางห้างยังไม่ได้ส่งมาให้ทางคณะกรรมการ" นายจิตติพจน์กล่าว
นายจิตติพจน์ กล่าวต่อว่า การประชุมคณะกรรมการฯ วันที่ 10 มีนาคม ทางคณะกรรมการฯ เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เข้าชี้แจงถึงความคืบหน้าของคดีกลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงจะเชิญนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำกลุ่มนปช. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช. ว่าต่อจากนี้จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป
ที่มา: มติชนออนไลน์

