WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 5, 2011

พิสูจน์สัญชาติ-พิสูจน์สันดาน!!!

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

รณี 4 ส.ส.ของพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งเป็นตัวแทนจังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งมีปฏิบัติของการ “ก่อการร้าย” ทางภาคใต้ ประเทศไทย ได้ร่วมกันแถลงเมื่อ 23 ก.พ.2554 อย่างเปิดเผย ณ สถานที่สำคัญของทางราชการ คือ “รัฐสภา” นั้น
ได้สร้างความขัดเคือง ให้กับฝ่ายทหารเป็นอย่างมาก เพราะ ส.ส.พวกนี้ดันลอยหน้าลอยตา ออกมาแถลงในทำนองว่า
กองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ล้มเหลวในการจัดการกับสถานการณ์ภาคใต้ ที่เพิ่มความรุนแรงหนักยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก อีกทั้งยุทธวิธีก็ได้พัฒนาไปอย่างกองทัพ ตามไม่ทันการก่อการร้าย!
นี่เป็นการประจานผู้นำกองทัพและดูแคลน ผบ.ทบ. คนปัจจุบันว่า มีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ!!

ด้วยความก้าวร้าวและคะนองปาก ของบรรดา ส.ส.พรรคประชาธิเปรตอย่างนี้เอง ที่ทำให้กลุ่มนายทหารยังเติร์กถึงกับฉุนขาด ที่รัฐบาลจงใจปล่อยให้ ส.ส.พรรคดักดานทั้ง 4 คนนี้ รวมหัวกัน จงใจลบหลู่ผู้บังคับบัญชาของพวกตน และยังกำแหงไปประกาศประจานกันถึงกลางรัฐสภา ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญอีกด้วย โดยมุ่งหมายจะให้ข่าวสารนี้ เผยแพร่ไปทั้งในและนอกประเทศ
นายทหารกลุ่มนี้ จึงไม่ลังเลที่จะส่งสัญญาณความไม่พอใจรัฐบาล ออกมาให้ประชาชนคนไทย ได้เห็นอย่างชัดชัดเจน จนผู้คนต่างพูดกันอื้ออึงว่า ไอ้ ส.ส.พวกนี้มัน...
“อ้อนตีน...ปฏิวัติ!”

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คนโตของพรรคดักดาน ต้องออกมาเล่นละคร แสดงท่าทีฮึดฮัดไม่พอใจ และกำราบ ส.ส.จอมทะลึ่งทั้ง 4 ตัว ให้อยู่ในแถวในแนวเหมือนชาวบ้านเขา เพราะหากทหารยึดอำนาจเข้าจริง ความเดือดร้อนก็จะตกอยู่กับนักการเมือง ที่จะโดนหนักกว่าคนอื่น ก็คือนักการเมืองพรรคดักดานของตัวเอง ที่เป็นแกนนำรัฐบาล ในขณะนี้นั่นแหละ
ผู้คนที่มองเผินๆก็บอกว่า เหตุที่พรรคซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลโลซก ต้องออกอาการ “เต้น” อย่างหนัก เพราะกลัวทหารปฏิวัติ และข่าวการปฏิวัติก็ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล หรือไม่มีมูล เพราะขนาดคนอย่าง นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการนางเอกประจำวิก กกต. ถึงออกมายุส่งว่า
ถ้าปฏิวัติได้...ปฏิวัติเลย!
(*ดูไทยรัฐ 2 มี.ค.2554)

ดังนั้น ระยะนี้กระแสข่าวแพร่ออกมาอย่างหนาแน่นว่า หากมีการยึดอำนาจครั้งใหม่นี้ ฝ่ายผู้ยึดอำนาจ จะมีปฏิบัติการแบบฉับพลับทันที คือ

1. จะต้องมีการยึดหรืออายัด ทรัพย์สินของกลุ่มนักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลและผู้สนับสนุน ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์โดยพลัน และให้มีระยะเวลาตรวจสอบทรัพย์สิน ยาวนานได้ถึง 10 ปี

2. เพิกถอนหนังสือเดินทาง ของนักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์ และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ โดยเด็ดขาด

3. นักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์ จะเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ จนกว่าจะสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาตรวจสอบทรัพย์สิน

4. นักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์ หรือถูกเพิกถอนหนังสือเดินทาง หากถูกจับกุม ในความผิดฐานพยายามเดินทางออกนอกประทศ จะต้องถูกจำคุก 10 ปี

จึงมีข่าวหนาหูว่า กลุ่มนักการเมืองที่ชาวบ้านตราหน้าว่าเป็น “จอมแดก” ที่มองเห็นตัวกันอยู่ในปัจจุบัน กลัวลูกเด็ดขาดของการรัฐประหารครั้งใหม่ (ถ้ามี) จนมีข่าวแพร่ออกมาว่า
ขณะนี้ผู้ที่อยู่ในข่ายจะต้องถูกยึดทรัพย์ จึงมีความพยายามยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินจำนวนมาก ออกนอกประเทศไปแล้ว!
แม้จะเป็นกระแสข่าว หรือบางคนอาจบอกว่าเป็นข่าวลือข่าวร้าย แต่ในฐานะที่คนอย่าง “วาทตะวัน” มีประสบการณ์ในด้านการข่าว และเคยเป็นกรรมการฝ่ายตรวจสอบทรัพย์สินมาก่อน พิเคราะห์ด้วยความรอบคอบแล้ว เห็นว่า
ข่าวสารเรื่องนี้ มี ‘เค้ามูล’ ความเป็นไปได้ อยู่มากทีเดียว!

ดังนั้น ความพยายามของพรรคประชาธิเปรต ที่พยายามออกข่าวให้ร้ายกับฝ่ายทหาร และคราวนี้ถึงขั้น ส.ส.ของพรรค “บังอาจ” ประกาศก้องในทำนองขู่ว่า จะปลดหรือเปลี่ยนผู้บัญชาการทหารบก ในที่ทำการของรัฐสภา
ชวนให้ถูก ‘กระทืบ’ เป็นอย่างมาก!

อย่างไรก็ตาม ก็มีคอการเมืองบางส่วน กลับให้ความเห็นว่า นี่คงไม่ได้เป็นความคิดของ 4 ส.ส. จากจังหวัดแดนผู้ก่อการร้ายระบาดเองหรอก หากแต่น่าจะเป็นเพราะกลยุทธ์ของตัวกลั่นๆในพรรคนี้ ที่จะสร้างความเสียหาย ให้กับฝ่ายทหาร และเป็นแผนการที่มีความมุ่งร้าย หมายที่จะทำให้ทหารแตกแยกกับประชาชนคนในชาติ ด้วยเกรงว่า
ทหารจะทำการปฏิวัติ โค่นล้มรัฐบาลกาลีที่กำลังบริหารประเทศอยู่ในขณะนี้ นั่นเอง!
จึงออกมาปฏิบัติการ...ตีปลาหน้าไซเสียก่อน!!

สำหรับผมเองนั้น เมื่อได้รับฟังความเห็นคอการเมืองรายนี้ดังกล่าว และพิจารณาแล้วเห็นว่า
การวิเคราะห์ของเขา ก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง เพราะรัฐบาลในอดีตที่มีพรรคประชาธิเปรตเป็นแกนนำ เคยถูกทหารยึดอำนาจมาแล้ว และครั้งล่าสุดก็เกิดขึ้นในยุคของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ถึงขนาด นายชวน หลีกภัย ต้องเผ่นหนีตายออกจากทำเนียบแทบไม่ทัน เพราะมีข่าวว่า
คนกลุ่มขวาจัด จะบุกเข้าไป ‘กระทืบ’ ถึงทำเนียบ!
ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ซึ่งตอนนั้นยังเป็น ส.ส.หนุ่มของพรรคดักดาน ต้องพานายหัวชวน เล็ดลอดออกจากทำเนียบ ไปหลบภัยอยู่ที่บ้านคุณสนั่น เกตุทัต พ่อตาของอาจารย์ดำรง ลัทธพิพัฒน์
การยึดอำนาจจึงยังเป็นสิ่งที่นักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่ชั่วร้าย
กลัวนักกลัวหนา!

อย่างไรก็ตาม ก็มีพรรคพวกผมบางคน ที่ติดตามการเมืองมาตลอด มีความเห็นที่แตกต่างออกไปอีก โดยเขาบอกกับผมว่า
นี่เป็นยุทธวิธีง่ายๆของพรรคเก่าแก่ ที่มัก ‘โยน’ ความล้มเหลวในการบริหารบ้านเมืองไปให้คนอื่นอยู่เป็นประจำ ตามสันดานของพรรคนี้ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ควรรับฟังกันเอาไว้!
ที่คิดไกลไปกว่านั้น ก็บอกว่านี่เป็นกลยุทธ์แบบง่ายๆของพรรคดักดาน ที่จะ ‘ดักคอ’ การปฏิวัติรัฐประหาร เพราะในขณะนี้ ‘เงื่อนไข’ ที่ทหารจะทำการปฏิวัตินั้น สมบูรณ์มาก อักทั้งประชาชนได้รับรู้เรื่องการ ‘คอรัปชั่น’ แบบเอิกเกริกเกริกไกร ของรัฐบาลกาลีชุดนี้ โดยทั่วกันแล้ว

ะยะนี้ผมสังเกตว่า ผู้คนฟังวิทยุ 97.75 ที่ถ่ายทอดเสียงสดๆจากการชุมนุมที่สะพานมัฆวาน มากกว่าสถานีวิทยุอื่นๆ ส่วนพี่น้องที่รับ ASTV ได้ ก็ดูกันทางโทรทัศน์
ทั้งนี้ เป็นเพราะคนกลุ่มผู้ชุมนุม เขาโจมตี นายมาร์ค มุกควาย กับพรรคเก่าแก่ และพรรคร่วมรัฐบาลโลซกของเขา อย่างจริงจัง แบบโดนกันถ้วนทั่วทีเดียว
การระดมโจมตีนี้ ได้กระทำด้วยการปราศรัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอหลักฐานที่มีมูลรับฟ้งได้ กินเวลานานเข้าเดือนที่สองแล้ว และไม่ได้ซาลงเลย หากยิ่งทวีความหนักหน่วงมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะที่ผู้คนสนใจมาก คือ
ข้อมูลเกี่ยวกับการคอรัปชั่นกันอย่างมโหฬาร ทั้งของพรรคแกนนำและพรรคร่วมในแก๊งรัฐบาลโลซก ที่พี่น้องประชาชนคนไทยได้ยินแล้ว ต่างพากันเชื่อ ถึงกับอุทานด้วยความท้อแท้ว่า
“มันแดกกันบรรลัย...วายวอดดดดดดด!!!

ที่โดนใจผมไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะข้อมูลของกลุ่มมัฆวานปาร์ตี้นั้น ฟังเข้าท่าดี มีเหตุมีเหตุผลอยู่พอสมควร แต่น่าเสียดายอยู่นิดเดียว คือ
คนกลุ่มสีเหลืองนี้ เข้าใจนายมาร์ค มุกควาย กับพรรคกาลีของเขาล่าช้าเกินไป ปล่อยให้นายมาร์ค มุกควายและลิ่วล้อ ฉกฉวยโอกาส มาเกาะกุมอาศัยอยู่กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อเหลืองตั้งแต่เริ่มต้นขบวนการ จนมีโอกาสได้เข้าบริหารประเทศ และทำการคอรัปชั่นสร้างความเสียหาย ให้กับแผ่นดินไทยของเรามา เป็นเวลานานกว่า 2 ปีแล้ว
บรรดานักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยมัฆวาน เพิ่งมา “ตาสว่าง” และได้เห็นสัจธรรม และความเลวร้ายของนักการเมืองกาลีพรรคนี้ ชัดเจนมากขึ้นทุกที ถึงขนาดคนอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญ ถลันออกมาด่าสับนายมาร์ค ป่นปี้แหลกลาญเป็นชิ้นๆ ว่า
“ไม่ฉลาด! ขี้ขลาด!! ตอแหล!!!”

โอ้โฮ เฮะ!... ถ้าเป็นผมโดนด่าประณามอย่างไม่ไว้หน้า กลางที่สาธารณะอย่างนั้น หากไม่ฆ่าอีตาจำลองทิ้ง คงต้องเอาหัวไปซุกใต้กองผ้าถุงแม่ เพราะมันเจ็บจี๊ดเข้าไปถึง ขั้วหัวใจจริงๆ!!
ใช่แต่มหาจำลอง จะโจมตีหนักหน่วงคนเดียวเท่านั้น ทีมข่าวการเมือง ‘ไทยรัฐ’ ยังได้รายงานเมื่ออังคาร ที่ 1 มี.ค. 2554 ว่า
นายมาร์ค มุกควาย ไปทำเก๋ที่ตลาดจตุจักร โดนแม่ค้าในตลาดโจมตีด้วยวาทะดุเดือดไม่แพ้กันว่า
“ไอ้ตอแหล! ไอ้ฆาตกร! ไอ้รัฐบาลผีดิบ...ออกไป!!!”
นั่นไง...เห็นไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นนายพลที่เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี อย่างจำลอง ศรีเมือง หรือแม่ค้าจตุจักร ก็มีความเห็นเกี่ยวกับตัวนายมาร์ค มุกควาย เหมือนๆกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน!
ผมไม่รู้ว่าลูกหมออรรถสิทธิ์ฯ หลานปู่หมอใช้ ที่ชื่อ อภิแสบ ภักดีโพเดียม จะมีความรู้สึกอย่างไร หรือละอายแค่ไหน?
เห็นทีจะต้องให้เป็นหน้าที่ ของผู้ต้องการทราบ ไปไต่ถามกันเอง

ที่ผมข้องใจมากอีกประการหนึ่ง คือเรื่อง “สัญชาติ” ซึ่งมีคนพูดกันมากในระยะนี้ แต่ผมเห็นว่า ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไร ที่นายมาร์ค มุกควาย ต้องไปเสียเวลาเลี้ยวลด เมื่อถูกถามว่า
“มีสัญชาติ ‘อังกฤษ’ หรือไม่?”
ถ้าเป็นผม จะตอบว่า
“มีสัญชาติอังกฤษที่ติดมาพร้อมการเกิด แต่ตามหลักสายโลหิตแล้ว ผมเป็นคนสัญชาติไทยด้วย”
แค่นี้ก็จบ ไม่ต้องตกไปเป็น “ขี้ปาก” ของผู้คน เพราะดันเลี่ยงไปตอบเล่นมุกว่า
“ผมไม่ได้มีสัญชาติ...มอนเตเนโกร!”
ปล่อย ‘มุกควาย’ ออกมาแบบโจ๋สมัยนี้ พูดกันว่า “ทำเก๋ เท่ สง่า แต่ก็ต้อง...ตกม้าตายห่า” เพราะสุดท้ายนายมาร์ค มุกควาย ก็ไปไม่รอด ต้องไปยอมรับในสภาผู้แทนราษฎร ว่า
มีสัญชาติอังกฤษจริง...ฮี่โธ่!

เรื่องสัญชาติของนายมาร์ค มุกควาย นั้น จะเป็นปัญหาขึ้นมา ก็ต่อเมื่อเป็นเหตุปัจจัย ให้ศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ รับฟ้อง ในคดีสังหารหมู่ประชาชน ในฐานะที่ยังคงถือสัญชาติอังกฤษอยู่ด้วย
เรื่องนี้ผมยังไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ เพราะดูเหมือนระยะทางเดินของการฟ้องร้อง ยังคงจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม การมีสัญชาติอังกฤษด้วย จะเป็นประโยชน์ต่อนายมาร์ค มุกควาย อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่โดนทหารทำรัฐประหาร หากเจ้าตัวหลบหนีเข้าไปในประเทศอังกฤษ ที่เป็นแผ่นดินเกิด ก็จะได้รับการคุ้มครองทันที และจะไม่ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เช่นเดียวกับอดีตประธานาธิบดี ฟูจิโมริ แห่งเปรู ที่หลบหนีคดีสังหารประชาชน เข้าไปในญี่ปุ่น หรือหากเอาใกล้ตัวหน่อย ก็กรณีนายใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
นอกจากนั้น ถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร และนายมาร์ค มุกควาย หลบหนีออกนอกประเทศไม่ทัน ก็สามารถหลบเข้าไปอยู่ในสถานทูตอังกฤษ ก็จะได้รับความคุ้มครองทันทีเช่นกัน ในฐานะที่เป็นพลเมืองของประเทศอังกฤษ
คราวนี้ เห็นกันจะจะหรือยัง ว่า ทำไมนายมาร์ค จึงไม่ยอมสละสัญชาติอังกฤษ ก็เพราะการถือสัญชาตินี้เอาไว้ด้วย จะเป็นประโยชน์กับตัวเขา ดังที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง!

สิ่งที่ผมเห็นว่า เป็นเรื่องไม่ชอบหรือไม่สมควร ที่คนเป็นนายกรัฐมนตรี จะถือสองสัญชาติพร้อมกัน ขณะเข้าบริหารประเทศ ทั้งนี้ ก็เพราะว่า
หากเมืองไทยของเรา มีการเจรจาหรือตัดสินใจ กับประเทศที่มีความขัดแย้งกับประเทศอังกฤษ เช่น ประเทศอาเจนตินา หรือประเทศฝรั่งเศส ฯลฯ แล้ว ไทยอาจถูกมองจากมิตรประเทศเหล่านั้นว่า
เข้าข้าง...ประเทศอังกฤษ!
หรืออย่างนายมาร์ค มุกควาย ไปเยือนอังกฤษ แล้วให้บริษัทเทสโก โลตัส ของอังกฤษ เข้าพบเป็นรายแรก มาถึงวันนี้ ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่า
ยังไงๆ นายกฯสัญชาติอังกฤษ ก็ต้องเอื้อประโยชน์ให้กับอังกฤษ!
จริงหรือเปล่าล่ะ!

ยิ่งไปกว่านั้น หากผมจะตั้งข้อสงสัยว่า

content/picdata/283/data/mark.jpg

การที่อังกฤษห้ามนายกฯทักษิณเข้าประเทศ โดยอ้างเรื่องโทษ “จำคุก” ในคดีผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.นั้น เป็นเพราะอังกฤษเอื้อประโยชน์ ในการที่จะปูทางให้นายมาร์ค มุกควาย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆที่อังกฤษเป็นแม่แบบของชาติประชาธิปไตย ย่อมรู้ดีว่า...
การที่คุณทักษิณฯถูกดำเนินคดีนั้น ก็สืบเนืองมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งผู้นำชาติไทยคนนี้ ได้ถูกสอบสวนด้วยกฎหมายพิเศษ ที่ออกโดยคณะรัฐประหาร มาใช้บังคับกับนายกฯทักษิณโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม อีกทั้ง ค.ต.ส. ที่ตั้งมาสอบสวน ก็ถูกตั้งโดยคณะปฏิวัติเช่นเดียวกัน และกฎหมายดังกล่าว ก็ดันออกมาบังคับใช้กับคนๆเดียว ทั้งๆที่ประมวลกฎหมายอาญาของไทย ก็ยังบังคับใช้กับบุคคลทั้งประเทศ โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลง
มีแต่เพียง “ทักษิณ” คนเดียวเท่านั้น ที่ต้องถูกพิจารณาด้วยกฎหมายพิเศษ ที่แตกต่างไปจากประชาชนเพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆทั้งประเทศ!
ที่แน่ๆคือ กฎหมาย ป.ป.ช. มาตราซึ่งเป็นต้นเหตุให้ทักษิณถูกจำคุก ไม่มีในกฎหมายอังกฤษ ทั้งก็ยังขัดแย้งกับหลักกฎหมายในเรื่อง Double criminality อีกด้วย

ผมไม่เชื่อว่า อังกฤษชาติผู้นำประชาธิปไตยของโลก จะไม่รับรู้ในข้อสงสัย ที่ผมตั้งเอาไว้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะเขานั้นเป็นชาติเก่าแก่ ที่ชาญฉลาด
ดังนั้น อังกฤษย่อมรู้ดีว่า การจำกัดพื้นที่นายกฯทักษิณ ย่อมเป็นการเอื้อประโยชน์ ในการที่จะแผ้วทางสะดวก ให้กับคนที่มีสัญชาติของเขา (และไม่มีท่าทีที่จะสละสัญชาติ ที่ได้มาจากการเกิดทิ้งไปด้วย) นั่นคือ นายมาร์ค มุกควาย ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของสยามประเทศให้จงได้ เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของอังกฤษ ที่มีอยู่ไม่น้อย บนผืนแผ่นดินไทย

สำหรับผมแล้วมองว่า การยังถือสัญชาติอังกฤษของนายมาร์ค มุกควาย เป็นเรื่องการขาด ‘ความสง่างาม’ ของการเป็นผู้นำรัฐบาล เพราะจะหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการ ‘ถูกตั้งข้อรังเกียจ’
ต่อนานาชาติว่า...
...เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ขาดความถูกต้องชอบธรรม ไม่เป็นไปตามหลัก good governance หรือที่คนไทยเรียกขานว่าธรรมาภิบาล เพราะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เจ้าตัวอาจให้การสนับสนุนกิจการของอีกสัญชาติ ที่ตนถืออยู่ มากกว่าที่จะพึงปฏิบัติต่อชาติอื่น...
...หรือใครจะว่า...ผมพูดไม่จริง!?

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
กรณีที่มีผู้พยายามพิสูจน์ว่า นายมาร์ค มุกควาย เป็นบุคคลสองสัญชาตินั้น นอกจากเป็นการพิสูจน์สัญชาติแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ทั้ง...

สันดานของนายมาร์ค และสันดานอังกฤษ อีกด้วย!!!

...................

ท้ายบท ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับบทบาทอังกฤษ และได้รับความสนใจจากแฟนๆไม่น้อย จึงอยากให้ท่านได้มีโอกาสได้อ่านกันคือ

1. บทความชื่อ “ด่วนมาก*** จดหมายจากสถานทูตอังกฤษ กรณีขอตัวอดีตผู้นำ มาดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน!?” http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9500000092042
บทความนี้มีผู้เข้าไปอ่าน มากกว่า 7,700 คน/ครั้ง

2. บทความชื่อ ***ด่วนที่สุด!...จดหมายจากเอกอัครราชทูตอังกฤษ ถึงหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=99
บทความนี้มีผู้เข้าไปอ่าน มากกว่า 10,500 คน/ครั้ง

ท่านผู้อ่าน คงจะหัวเราะ...ชอบใจแน่ๆ!!!

………………

(***บทความประจำสัปดาห์ ตอน พิสูจน์สัญชาติ-พิสูจน์สันดาน!!! ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม 2554)

บทวิเคราะห์ไทยรัฐ:“มาร์ค”ฝันกลางวันเป็นนายกรอบ2 ยิ่งใกล้เลือกตั้ง“ปชป.”ยิ่งเน่า

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

“คบเด็กสร้างบ้าน”


ปชป.ยิ่งลากยาวยิ่งเจ็บ เพราะเหตุบ้านการเมืองมันกระหน่ำจนตั้งตัวไม่ติด แถมคนกันเองก็ละเลงจนป่วนไปหมด แม้ผู้ใหญ่ในพรรคยังเอือม "คบเด็กสร้างบ้าน" มันก็เอวังเอาง่ายๆเยี่ยงนี้แล

ข่าว "เขย่าขวด" สุดสัปดาห์นี้ สถานการณ์ การเมือง ณ วันนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหารอบด้านทั้งในและนอกประเทศ แถมภาคใต้ก็ร้อนระอุขึ้นมาอีก

ขืนลากยาวต่อไปก็มีแต่จะเป็นสาละวันเตี้ยลงๆ ไปเรื่อยๆ

คะแนนนิยมที่เคยพุ่งพรวดลดระดับไปตามภาวการณ์ เพราะยิ่งบริหารประเทศก็ยิ่งเห็นร่องรอยแล้วว่าเก่งแต่พูดมากกว่าฝีมือ

ประชาธิปัตย์เองนั้นนอกเหนือจากปัญหาภายนอกแล้ว กลับสร้างปัญหาให้ปวดหัว เพราะคนกันเองนี่แหละ

นับแต่วอลเปเปอร์ "ศิริโชค โสภา" ดอดไปคุยกับ "วิคเตอร์ บูท" ในคุกทำให้ถูกโจมตี และมีผลกระทบไปถึงรัสเซียนั่นเรื่องหนึ่ง

จากนั้น "พนิช วิกิตเศรษฐ์" ซึ่งไปถูกเขมรจับกุมพร้อมคนไทยอีก 6 คน ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จนเกิดการปะทะและลุกลามจนปั่นป่วนไปทั่ว

วันนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีจุดจบอย่างไร

ขณะเดียวกัน เรื่องน้ำมันปาล์มที่ขาดแคลนจนชาวบ้านร้านตลาดชยันโตกันไปทั้งประเทศด้วยข้อหาไร้ฝีมือ

แถมมีเรื่องทุจริตโกยผลประโยชน์กันเข้าไปอีก

ล่าสุดแม้กระทั่งนายกฯ "อภิสิทธิ์ เวช-ชาชีวะ" ก็เสียท่าพรรคเพื่อไทยในเรื่องสัญชาติ ต้องยอมรับกลางสภาว่าเป็นคน 2 สัญชาติ คือไทยและอังกฤษ

แม้จะเป็นเรื่องการเมืองที่ฝ่ายค้านหาช่องเจาะเพื่อผลในการฟ้องศาลโลกเกี่ยวกับ 91 ศพ จากเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง

หรือนายกฯจะอ้างว่ามี 2 สัญชาติก็จริงและไม่ผิดกติกา เนื่องจากเกิดที่อังกฤษ แต่มันก็ไม่สง่างามเท่าใดนัก

เนื่องจากเป็นถึงผู้นำประเทศ แต่มันก็พิกลอยู่ ความจริงเรื่องอย่างนี้และมีการเตรียมตัวเป็นนักการเมือง เป็นนายกฯ

อะไรที่มันไม่เหมาะไม่ควรก็น่าจะแก้ไขเสียก่อน

เชื่อเถอะ...เรื่องนี้จะเป็นขี้ปากไปอีกนาน

นอกจากนั้น ล่าสุด 4 ส.ส.ปชป. 3 จังหวัดภาคใต้อยู่ดีไม่ว่าดีดันไปเสนอปลด ผบ.ทบ.ฐานแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ เล่นเอากองทัพต้องเดือดปุดๆ

ตั้งท่าจะตบเท้าให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้บ้านเมืองร้อนขึ้นมาอีก

จริงๆแล้วภาคใต้ที่มันร้อนๆขึ้นมาอีกเกิดระเบิดรายวันมันเกี่ยวพันกับเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแยกไม่ออก เมื่อรัฐบาลกลางอ่อนแออย่างนี้

ก็เลยถือโอกาสเอาให้จมไปเลย

ที่สำคัญ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงที่ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" คือผู้รับผิดชอบโดยตรงและเป็นถึงเลขาธิการพรรค

ถ้าจะปลดมันก็ต้องคนนี้แหละ...

มีเสียงพูดกันมากว่าความผิดพลาดต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นก็เพราะทีมงาน "เด็ก" ที่สุมหัวกันทำงานโดยไม่ได้สนใจไยดีกับผู้อาวุโสในพรรค แทนที่จะปรึกษาหารือ อย่างน้อยก็ต้องคิดว่ามีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน

แต่เพราะคิดว่าเก๋าและแน่จึงมองไม่เห็นหัวแม้แต่น้อย

คิดจะเข้าไปช่วย ไปแนะ ให้คำปรึกษาก็ไม่กล้า เดี๋ยวจะหาว่า "เสือก" เสียผู้ใหญ่อายเด็ก ทั้งๆที่ถ้าเปิดใจรับฟังกันบ้างที่จะหนักก็เบาลงไปได้

มาถึงวันนี้ก็ต้องเป็นแบบว่าตัวใครตัวมัน เอาตัวรอดกันไปวันๆ ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งสร้างปัญหาและเพิ่มศัตรูไปรอบด้าน

ที่ว่าจะทะลวงผ่า 250 เสียงเข้าสภาอย่างที่โม้เอาไว้ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อ หากยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปอย่างนี้

ใครที่เคย "อุ้ม" เอาไว้ชักตงิดหัวใจกันแล้ว

ที่หวังจะคัมแบ็กรอบ 2 ดูท่าจะเป็นแค่ "ฝันกลางวัน" เสียแล้ว!!!


"ลิขิต จงสกุล"

(ที่มา ไทยรัฐ , 27 ก.พ. 2554)

บทความมติชน(สุด) : "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" สุภาพบุรุษ "ไพร่"

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" สุภาพบุรุษ "ไพร่"


ในประเทศ


"เรียนพี่น้องเสื้อแดงและประชาชนทั่วประเทศ พวกผมกลับมาแล้ว ผมกลับมาแล้ว"

นี่คือ คำประกาศของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" หลังออกจากเรือนจำเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ต่อหน้า "คนเสื้อแดง" ประมาณ 3,000-4,000 คน ที่มาต้อนรับอิสรภาพของ "7 แกนนำ"

การกลับมาของ "ณัฐวุฒิ" ครั้งนี้ มีพลานุภาพอย่างยิ่งทั้งกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง

และ "พรรคเพื่อไทย"

สำหรับ "คนเสื้อแดง" นั้น "ณัฐวุฒิ" ถือเป็น "ขวัญใจ" ที่มีคนนิยมสูงสุด

สูงกว่า "จตุพร พรหมพันธุ์"

"จตุพร" นั้น มีลีลาที่ดุดัน แข็งกร้าว

แต่ "ณัฐวุฒิ" นั้น ครบเครื่อง

จะเล่นบทดุดัน ปลุกเร้าก็ได้

หรือจะเรียกเสียงฮา อดีต "สภาโจ๊ก" คนนี้ก็ทำได้

หรือจะปราศรัยแบบกินใจเรียกน้ำตา

"ณัฐวุฒิ" ก็จัดให้ได้

ดังนั้น ในช่วงการชุมนุมใหญ่ของ "คนเสื้อแดง" แกนนำ นปช. จึงวางตัว "ณัฐวุฒิ" เป็นคนปราศรัยคนสุดท้าย เพื่อตรึงมวลชนให้อยู่จนนานที่สุด

หลังโดนสลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 "ณัฐวุฒิ" และแกนนำอีก 6 คน ถูกจำคุกและไม่ได้รับการประกันตัว

"แกนนำ" เหลือเพียง "จตุพร" คนเดียว

แต่ "คนเสื้อแดง" ก็ยังไม่ตาย และฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ ในช่วงแรก ก่อนจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในช่วงหลัง

ครั้งล่าสุด จำนวนผู้เข้าร่วม "ม็อบเสื้อแดง" ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน

ดังนั้น การกลับมาของ "ณัฐวุฒิ" ครั้งนี้ จึงเป็นการเสริมพลังให้กับ "คนเสื้อแดง" ครั้งใหญ่

เชื่อกันว่าการชุมนุมในวันที่ 12 มีนาคมนี้ "คนเสื้อแดง" จะหลั่งไหลเข้าร่วมมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

เพราะนอกจากเป็นการรับขวัญ "7 แกนนำ" แล้ว

คนส่วนใหญ่จะมาฟัง "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"

ไม่แปลกที่ "คนเสื้อแดง" จะเก็บตัว "ณัฐวุฒิ" ไม่ให้เดินสายไปปราศรัยที่ไหน

แม้ว่าในต่างจังหวัดจะมีการชุมนุมย่อยแทบทุกวัน

"ณัฐวุฒิ" วันนี้ ให้สัมภาษณ์สื่อทุกแขนง เดินเรื่องการประกันตัว "คนเสื้อแดง" ทุกที่ แต่ไม่เคยปราศรัยที่ไหนเลย

เป็นกลยุทธ์การเก็บตัว "ซุป-ตาร์" เพื่อดึงคนให้เข้าร่วมในการชุมนุมใหญ่วันที่ 12 มีนาคมนี้

เพื่อฟังการเปิดใจครั้งแรกของ "ณัฐวุฒิ"



ในบทบาทของแกนนำคนเสื้อแดงนั้น "ณัฐวุฒิ" ค่อนข้างชัดเจนว่ายืนอยู่หัวแถว

แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในพรรคเพื่อไทย

บทบาทของ "ณัฐวุฒิ" ก็อยู่ในระดับเดียวกับ "จตุพร"

ไม่ได้อยู่ในกลุ่มกำหนดนโยบายหรือตัดสินใจ

ทั้งคู่เป็น "แม่เหล็ก" บนเวทีปราศรัยหาเสียง

ซึ่งบทบาทนี้มีความหมายอย่างยิ่งในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

เพราะในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา นักการเมืองที่สามารถเรียกคนมาฟังการปราศรัยให้กับพรรคเพื่อไทยมีอยู่ 2 คน คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ "จตุพร พรหมพันธุ์"

ในอดีต "สารวัตรเฉลิม" อาจเป็น "แม่เหล็ก" ที่แรงที่สุด

แต่วันนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน-เหนือ ในพื้นที่ "คนเสื้อแดง" คนที่เรียกมวลชนได้มากที่สุดคือ "จตุพร"

แต่ทันทีที่ได้ "ณัฐวุฒิ" มาเสริมทีมปราศรัย

"ณัฐวุฒิ" จะกลายเป็น "แม่เหล็ก" อีกคนหนึ่ง

และเป็น "แม่เหล็ก" ที่แรงที่สุด

พรรคเพื่อไทยนั้นหวังว่า "จตพร-ณัฐวุฒิ" จะช่วยแปรคะแนนนิยมจาก "คนเสื้อแดง" ให้กลายเป็น "คะแนนเสียง" ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง

เพราะคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย กับ "คนเสื้อแดง" นั้น ทับซ้อนกันอยู่

ไม่แปลกที่พรรคเพื่อไทยจะเปิดพื้นที่ให้กับแกนนำคนเสื้อแดงลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย

ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ในส่วนของ "จตุพร" และ "ณัฐวุฒิ" เชื่อได้ว่าจะลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อจะได้เสริม "ทัพหลัก" ตระเวนปราศรัยทั่วประเทศได้

และต้องพะวงกับพื้นที่

อิสรภาพของ "ณัฐวุฒิ" จึงมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับพรรคเพื่อไทย

โดยเฉพาะเมื่อแว่วเสียงระฆังการเลือกตั้งดังขึ้น



"ณัฐวุฒิ" เป็นคนที่คมคายมากบนเวที "คนเสื้อแดง"

เขาเป็นคนยกวาทกรรม "ไพร่-อำมาตย์" ขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นถึง "สองมาตรฐาน" ในสังคมไทย

จนคำว่า "ไพร่" ซึ่งเป็นคำที่แสดงถึงความเหยียดหยาม

กลายเป็นคำที่แสดงสถานะผู้ถูกกดขี่ ของ "คนเสื้อแดง"

และสร้างพลังในการชุมนุมในช่วงที่ผ่านมา

หลังออกจากเรือนจำ "ณัฐวุฒิ" ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชน ถึง "จุดยืน" ของตัวเขาเองที่ยังคมคายเหมือนเดิม

เขายืนยันว่าภารกิจแรกคือการเรียกร้องกดดันให้มีการประกันตัว "คนเสื้อแดง" ที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่อีกกว่า 100 ชีวิต

จากนั้นคือการพัฒนา "คุณภาพ" ของ "คนเสื้อแดง" ให้เทียบเท่ากับ "ปริมาณ" ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับ "ธิดา ถาวรเศรษฐ์" ที่ได้จัดตั้งเครือข่ายคนเสื้อแดงในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน อย่างเป็นระบบ

เพราะเธอเห็นปัญหาจากการชุมนุมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา

"ณัฐวุฒิ" บอกว่า "คนเสื้อแดง" ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ตามระบอบประชาธิปไตย

ในมุมมองของเขา "คนเสื้อแดง" กับ พรรคเพื่อไทย ต้องเดินกันแบบ 2 ขา

"เมื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง คนเสื้อแดงจะหันมาให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพื่อแสดงพลังให้รู้ว่าเราคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ"

"ณัฐวุฒิ" บอกว่า เขาไม่สามารถระดมพล 10 ล้านหรือ 20 ล้านคน ให้ออกมาชุมนุมได้

"แต่เราสามารถรณรงค์ให้คน 10-20 ล้านคน มาเลือกพรรคเพื่อไทยได้"

เขาสรุปว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ ว่า "คนเสื้อแดง" เดินมาถูกทางหรือไม่

เพราะถ้า "ประชาธิปัตย์" ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ก็แสดงว่าสิ่งที่เขาคิดและเข้าใจอาจไม่ตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

นี่คือ การตกผลึกทางความคิดของ "ณัฐวุฒิ" หลังจากต้องไปใช้ชีวิตในเรือนจำถึง 9 เดือน

ส่วนความสัมพันธ์กับ "ทักษิณ ชินวัตร" นั้น "ณัฐวุฒิ" บอกว่าเขาเป็นคนที่เคารพและศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ และถึงวันนี้ก็ยืนยันว่าจะเคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อไป

...ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ มีจุดยืนเคียงข้างประชาชน ผมก็ไปด้วย

...ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าเหนื่อยแล้วยอมแพ้ ขอหยุด ผมก็สู้ต่อ

...แล้วถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าไม่ไหวแล้ว ยืนอยู่กับประชาชนมันเหน็ดเหนื่อย เจ็บปวดท้อแท้ ขอย้ายไปอยู่อีกข้างดีกว่า

"ผมก็จะสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

คมคายและคมชัดอย่างยิ่ง

ตามแบบ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"


(ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ,ฉบับ 4-10 มีนาคม 2554)

ทุกคนเป็นสื่อในยุคนิวมีเดีย

ที่มา Voice TV



Voice Focus 4 มีนาคม 2554

- เลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ 15 มี.ค.
- บินไทยบินรับแรงงานลิเบียกว่า4,000คน
- ทุกคนเป็นสื่อในยุคนิวมีเดีย
เลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ 15 มี.ค.
เลื่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไป เป็น 15 มีนาคมนี้ อ้างเอกสารฝ่ายค้านมีปัญหา ขณะที่นายกรัฐมนตรีย้ำไม่เกี่ยวกับการชุมนุมเสื้อแดง
บินไทยบินรับแรงงานลิเบียกว่า4,000คน
บริษัทการบินไทย จัดเที่ยวบินพิเศษไปรับแรงงานไทยเพื่ออพยพออกจากประเทศลิเบีย ระหว่างวันที่ 4-14 มี.ค. คาดช่วยเหลือการอพยพได้ประมาณ 4,000 คน
ทุกคนเป็นสื่อในยุคนิวมีเดีย
5 มีนาคม วันนักข่าว สะท้อนมุมมองของสื่อมวลชนที่มีต่อสื่อด้วยกันเอง พร้อมบทบาทการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคนิวมีเดีย

การดำเนินคดีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศและปัญหาสองสัญชาติ

ที่มา มติชน



ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทนำ


ตามข่าวที่มีความพยายามจะฟ้องนายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) ให้พิจารณากรณีที่มีการสลายผู้ชุมประท้วงที่ราชประสงค์จนเกิดการสูญเสียจำนวน 91 ศพนั้น ได้มีประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวข้องทั้งเรื่องเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศและประเด็นเรื่องสัญชาติของนายกรัฐมนตรีที่ควรกล่าวถึง ดังนี้

1.หลักการเสริมเขตอำนาจศาลภายในประเทศ (Complementarity)


ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นศาลที่มีลักษณะถาวรหรือประจำซึ่งต่างจากศาลอาญาระหว่างประเทศแบบเฉพาะคดี (ad hoc) อย่างที่คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาอาชญากรรมร้ายแรงที่กระทำขึ้นในยูโกสลาเวียและในรวันดา วัตถุประสงค์หลักของศาลอาญาระหว่างประเทศซึ่งสะท้อนในอารัมภบทของธรรมนูญกรุงโรมก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศก็คือ เป็นศาลที่คอยช่วยเหลือสนับสนุนศาลภายในของรัฐภาคีที่จะพิจารณาความผิดอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศจะมีเขตอำนาจก็ต่อเมื่อมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ศาลภายในของรัฐ “ไม่เต็มใจ” (unwilling) หรือ “ไม่สามารถ” (unable) ที่จะฟ้องดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้เท่านั้น การไม่เต็มใจนี้อาจหมายถึงรัฐนั้นไม่ยอมที่จะดำเนินคดีหรือรู้เห็นใจกับผู้ถูกกล่าวหา หรือต้องการช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา เป็นต้น ส่วนการไม่สามารถที่จะดำเนินคดีนั้น หมายถึงกรณีที่กระบวนการยุติธรรมภายในของรัฐนั้นล้มเหลว ตกอยู่ในสภาพที่ไม่อาจทำงานได้ เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมมีปัญหาคอร์รัปชั่น หรือเกิดสงครามกลางเมือง เป็นต้น


ในแง่นี้ เขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศจึงมีลักษณะเป็นเขตอำนาจเสริมศาลภายในเท่านั้นที่เรียกว่า Complementarity การก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศจึงมิได้มีความมุ่งหมายที่จะมาแทนที่ ลบล้าง หรือตัดเขตอำนาจของศาลภายในของรัฐ ในทางตรงกันข้าม ในอารัมภบทของธรรมนูญกรุงโรมกลับย้ำว่า เป็นหน้าที่ของทุกรัฐที่จะต้องใช้เขตอำนาจของตนเหนืออาชญากรรมระหว่างประเทศที่ได้กระทำขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลภายในของรัฐมีความผิดชอบเบื้องต้นที่จะต้องใช้เขตอำนาจของตนในการพิจารณาบรรดาอาชญากรรมร้ายแรงที่อยู่ภายในเขตอำนาจของตนก่อน ต่อเมื่อรัฐนั้นไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้ ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงจะเข้ามาพิจารณาคดี


ดังนั้น หากจะมีการส่งเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณากรณีของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้น ก็จะต้องมีการฟ้องที่ศาลของประเทศอังกฤษเสียก่อน ต่อเมื่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศอังกฤษ “ไม่เต็มใจ” หรือ “ไม่สามารถ” ที่จะดำเนินคดีได้ จึงจะมีการส่งเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาต่อไปได้

2.ประเด็นเรื่องสองสัญชาติ


ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ เรื่องสองสัญชาติ ซึ่งยังมีประเด็นย่อยๆอีกหลายประเด็น ดังนี้


ประเด็นแรก

การที่นายกรัฐมนตรีได้ยอมรับว่าตนเองถือสัญชาติอังกฤษนั้น จะมีผลต่อความเป็นไปได้ที่จะเสนอเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่นั้น เรื่องนี้นักกฎหมายระหว่างประเทศเห็นเป็นสองแนว กลุ่มแรกเห็นว่า สัญชาติของผู้ถูกกล่าวหาจะต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างแท้จริงกับรัฐเจ้าของสัญชาติที่รียกว่า “genuine link” กล่าวคือ หากผู้ถูกกล่าวหามีสองหรือมากกว่าสองสัญชาติ ก็จะต้องมีการพิสูจน์ว่า สัญชาติที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากที่สุด โดยอาจพิจารณาปัจจัยอื่นๆประกอบกัน เช่น ภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ ฯลฯ ส่วนกลุ่มที่สองเห็นว่า ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะถือสองสัญชาติหรือมากกว่าสองสัญชาติก็ตาม แต่ในเรื่องของการดำเนินคดีอาญานั้น ทุกสัญชาติมีความเท่าเทียมกันหมด กลุ่มนี้ใช้หลักความเท่าเทียมกันของสัญชาติที่เรียกว่า “the principle of equality”

ประเด็นที่สอง

ตามข่าวที่ว่า นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ทำนองว่าในกรณีที่กฎหมายสัญชาติขัดกันนั้น ให้ถือกฎหมายสยามนั้น ผู้เขียนเข้าใจว่า นายกรัฐมนตรีกำลังกล่าวถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 6 วรรคสี่ที่บัญญัติว่า “ ในกรณีใดๆที่มีการขัดกันในเรื่องสัญชาติของบุคคล ถ้าสัญชาติหนึ่งสัญชาติใดซึ่งขัดกันนั้นเป็นสัญชาติไทย กฎหมายสัญชาติซึ่งจะใช้บังคับได้แก่กฎหมายแห่งประเทศสยาม” ประเด็นที่สมควรทำความเข้าใจอย่างยิ่งก็คือ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยกับเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายขัดกันอธิบายว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 เป็นกฎหมายที่ให้ศาลไทยเลือกใช้กฎหมายต่างประเทศได้ถูกต้องหากว่านิติสัมพันธ์ทางแพ่งหรือพาณิชย์มีองค์ประกอบต่างประเทศพัวพันเข้ามา กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระราชบัญญัตินี้ จำกัดเฉพาะเรื่องทางแพ่งหรือพาณิชย์เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคดีอาญาและกฎหมายมหาชนแต่ประการใด ดังจะเห็นได้จากโครงสร้างการจัดหมวดหมู่ของพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นมีเรื่อง สถานะและความสามารถของบุคคล หนี้ ทรัพย์ ครอบครัวและมรดก นอกจากนี้คำว่า “กฎหมายแห่งประเทศสยาม.” ในมาตรา 6 ของพระราชบัญญัตินี้ ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย อธิบายว่า หมายถึง พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย.ศ. 2481 ไม่ใช่กฎหมายอะไรก็ได้ที่เป็นกฎหมายไทย


ประเด็นที่สาม


เรื่องการมีสองสัญชาติ ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และกฎหมายสัญชาติของนานาประเทศ รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ โดยหลักไม่ห้ามให้บุคคลมีสองสัญชาติ (dual nationality) หรือมากกว่าสองสัญชาติ (multi nationality) เพียงแต่กฎหมายได้เปิดช่องให้บุคคลที่มีสัญชาติมากกว่าหนึ่งสัญชาติมีสิทธิที่จะสละสัญชาติได้ โดยการสละสัญชาตินั้นเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่จะสละหรือไม่สละก็ได้ ซึ่งต่างจากการถูกถอนสัญชาติ และขั้นตอนวิธีการสละสัญชาติใด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาตินั้น ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีมีสัญชาติอังกฤษด้วยนั้นเหมาะสมมากน้อยเพียงใดหรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
บทส่งท้าย


เรื่องเขตอำนาจศาล (Jurisdiction) และการรับข้อเรียกร้องไว้พิจารณา (Admissibility of the claim) นั้นเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องพิจารณาในเบื้องต้นเสียก่อนด้วยความรอบ และเป็นประเด็นเทคนิคทางกฎหมายที่จะอาศัยความเข้าใจทั่วๆไปของคนธรรมดามาอธิบายไม่ได้ และที่สำคัญ ต้องแยก “ประเด็นทางกฎหมาย” กับ “ประเด็นทางการเมือง” ออกจากกันให้ชัด มิฉะนั้นแล้ว การนำเรื่องการเมืองไปปนกับกฎหมายจะทำให้หลักกฎหมายหรือเหตุผลทางกฎหมายไขว้เขวได้

กกต."สดศรี" สตรีสากล วิเคราะห์เกมปฏิวัติ-เพื่อไทย-ปชป. อ่านผู้หญิง-ชู้-และการไต่เต้าอำนาจ !

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ



ผู้หญิงในสนามการเมือง มักถูกเปรียบเป็นไม้ประดับ

ผู้หญิงที่อยู่ในวงล้อมของผู้มีอำนาจ มักถูกโจมตีเรื่องชู้สาว

"สดศรี สัตยธรรม" ต้องพัวพันกับนักเลือกตั้งทั้งหญิง-ชาย

เธอเคยบอกว่า เป็นกรรมการตัดสินยุคนี้ลำบาก ต้องกลืนเลือด กลืนน้ำตา ขาข้างหนึ่งอยู่ในตะราง

ในยุคที่สังคมยังแตกแยก ในวาระ วันสตรีสากล "สดศรี" ส่งสัญญาณกระเทือนทั้งกระดานอำนาจด้วยคีย์เวิร์ด "คิดว่าถ้าปฏิวัติได้ปฏิวัติเลย ไม่อยากให้มีเลือกตั้งเพราะเหนื่อยมาก"

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนากับเธอ ผู้หญิงที่ใช้สมอง-เหตุผล มองการเมือง

- การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีแรงกดดันจากสถานการณ์ชุมนุมหรือไม่

ตราบใดที่ยังมีม็อบอย่างนี้ การหาเสียงของแต่ละฝ่ายก็คงมีปัญหา เช่น ประชาธิปัตย์จะไปหาเสียงทางภาคอีสานก็คงไม่ปลอดภัย หรือพรรคเพื่อไทยไปภาคใต้ก็คงไม่สะดวก แม้เขียนกฎหมายห้าม แต่หากไม่มีกลไกดูแล มี กกต.แค่ 2,000 กว่าคน ไม่มีมือไม้ ทหาร ตำรวจ หากเกิดเหตุรุนแรง กกต.จะจัดการยังไง หรือควรมีกฎหมายพิเศษให้ กกต.หรือไม่ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง

- วิเคราะห์แนวโน้มหลังเลือกตั้ง รัฐบาลพรรคเดียวเป็นไปได้แค่ไหน

พรรคการเมืองระดับใหญ่มีการสำรวจฐานเสียงเขา ทราบมาว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคเหนือส่วนใหญ่จะเป็นพรรคเพื่อไทย สำหรับภาคใต้ก็เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเป็นลักษณะแบบนี้เหมือนประเทศไทยแบ่งเป็น 3 ส่วน แน่นอนที่สุดคิดว่าเป็นรัฐบาลผสม

แต่ถ้าเป็นรัฐบาลพรรคเดียวคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าการคุมคะแนนเสียงไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งคงเป็นลักษณะเดียวกันกับของเก่าหลายพรรคด้วยกัน...พวกท่าน (นักการเมือง) ทำเพื่อบ้านเมืองหรือเปล่า พูดเรื่องอุดมการณ์กันหรือเปล่า ถ้าทำเพื่อประเทศชาติก็ไปได้ด้วยดี

- รัฐธรรมนูญใหม่เปิดช่องให้พรรคไหนได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์สูงสุดมีสิทธิชิงตั้งรัฐบาล

ไม่เห็นด้วยที่จะเอาปาร์ตี้ลิสต์มาชี้วัด การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ปาร์ตี้ลิสต์สูงสุด แต่จำนวน ส.ส.เขตได้มาน้อย เราก็คงจะต้องดูว่าประชาชนเลือก ส.ส.พรรคไหนมากที่สุด สมควรเป็นตัวนำตั้งรัฐบาลหรือไม่ ส่วนปาร์ตี้ลิสต์เป็นระบบที่ไม่ต้องเหนื่อยแรงลงไปหาเสียงเหมือน ส.ส.ลงเลือกตั้งเขต ที่เข้าใจประชาชนมากกว่าปาร์ตี้ลิสต์ ที่มาจากนายทุน มีเงิน มีชื่อในปาร์ตี้ลิสต์ก็ได้แล้ว

ส.ส.ที่แท้จริงคือผู้ที่ไปสัมผัสกับประชาชน ท่านจะได้ไปรู้ความทุกข์สุขของประชาชนมากกว่าอาศัยคะแนนเสียงจากปาร์ตี้ลิสต์แล้วได้เป็น

- การแจกใบแดงมีผลต่อตัวเลข ส.ส.และการจัดตั้งรัฐบาล

หลังเลือกตั้งภายใน 30 วัน กกต.มีอำนาจแจกใบเหลืองใบแดง มีผลต่อการตั้งรัฐบาล แต่ส่วนใหญ่แล้วการสอบสวนจะทำไม่ทัน จึงต้องประกาศไปก่อนแล้วสอยทีหลัง เพราะสภาต้องเปิดหลังการเลือกตั้งไปแล้ว 30 วัน ฉะนั้นต้องเร่งระยะเวลานั้นให้เร็วที่สุด ต้องถามฝ่ายสืบสวนสอบสวนว่าไหวไหม ส่วนใหญ่แล้วไม่ทัน เว้นแต่จับได้คาหนังคาเขา แน่นอนว่าโดนใบแดงหรือใบเหลืองเลยเป็นอำนาจ กกต. ไม่ต้องส่งขึ้นศาล

- กกต.มักถูกกล่าวหาว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ไม่ว่า กกต.หรือศาลวินิจฉัยอะไร ก็ต้องมีคนแพ้กับคนชนะ ซึ่งคนชนะก็จะชื่นชมว่ายุติธรรม ส่วนคนแพ้ก็จะบอกว่าไม่ยุติธรรม และเชื่อว่าคนตัดสินได้รับเงินรับทองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นของธรรมดา แต่ไม่เป็นธรรมกับผู้ตัดสิน กกต.โดนว่าตลอดเวลา

ตราบใดไม่ยอมรับกติกา เหมือนลงสนามแล้วไม่นับถือกรรมการ แทนที่กรรมการจะเป็นผู้ให้ใบแดงแต่กรรมการ กลับโดนใบแดงเสียเอง ไม่ให้ตัดสินแล้วการเลือกตั้งจะอยู่ได้ยังไง สังคมจะอยู่ได้ยังไง ถ้าเลือกตั้งไม่ได้ก็ต้องอยู่กันแบบเผด็จการ แล้วขณะนี้ กกต.ไม่ได้ตัดสินคนเดียว เพราะหลังเลือกตั้งไปแล้ว 30 วัน กกต.ต้องส่งไปให้ศาล ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาด่านสุดท้าย

- ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นที่ยอมรับหรือไม่

ตราบใดถ้ารัฐบาลไม่สามารถทำให้บ้านเมืองภายในสงบ และมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ การเลือกตั้งก็ไม่อาจเป็นยารักษาโรคได้ แต่อาจจะทำให้เป็นแผลพุพองมากขึ้นด้วยซ้ำ รัฐบาลต้องแก้ทั้งปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนและม็อบภายในประเทศ รวมถึงศึกสงคราม

- ประเด็นการยุบพรรคจะเป็นเงื่อนไขในการจัดโครงสร้างอำนาจ

ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของอนุกรรมการวินิจฉัยของ กกต. เพราะมีการร้องขึ้นมาว่า คนในพรรคเพื่อไทยเข้าไปอยู่ในกลุ่มม็อบ ทั้งม็อบ นปช. และคนของพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาอยู่ในม็อบพันธมิตรฯ ทำให้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ จะเป็นเหตุยุบพรรคตามมาตรา 94 ของ พ.ร.บ. พรรคการเมืองหรือไม่ ซึ่งก็ต้องดูเพราะต่างฝ่ายต่างร้องเข้ามา

- ฝ่ายหนึ่งมักจะระบุว่าถูกปฏิบัติอย่าง 2 มาตรฐาน

ตอนนี้โดนทั้ง 2 พรรค ต่างฝ่ายต่างก็ร้อง...เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ต้องพิจารณาให้มีบรรทัดฐาน การที่นักการเมืองจะ อยู่ในม็อบได้หรือไม่หรือจะเข้าไปสนับสนุน ม็อบได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าต้องขึ้นศาลไหม หรือว่าจะให้อยู่ในชั้น กกต.ก็พอ

- คิดว่าผู้หญิงมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นไหม

ไม่ว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นก็มีนายก อบต. หรือนายก อบจ.เป็นผู้หญิงก็เยอะ หรือระดับชาติก็มี ส.ส.หญิง รัฐมนตรีหญิง แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงสนใจการเมืองมาก ลบแนวความคิดเก่า ๆ ว่าการเมืองเป็นเรื่องผู้ชาย โดยเฉพาะลูกสาวของนักการเมืองจะสนใจการ เมืองมากกว่าลูกชายอาจเป็นเพราะการศึกษาสมัยใหม่

- ความเป็นผู้หญิงมีข้ออ่อนถูกโจมตีได้ง่ายหรือไม่

สิ่งที่จะถูกโจมตีคือเรื่องชู้สาว เรื่องทางเพศ เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีผู้หญิงเกินไป สังคมไทยมักเอาเรื่องเหล่านี้มาปนกับเรื่องความสำเร็จทางการงาน บางคนกล่าวหาคนอื่นว่าได้เป็นปลัด เป็นอธิบดีเพราะไต่เต้า ถ้าให้ความเป็นธรรมกับผู้หญิง และเปิดโอกาสให้ทำงานบ้านเมืองก็จะดี

ข้อได้เปรียบของผู้หญิง คือ เรื่องคอร์รัปชั่นมีน้อยมาก อาจเพราะเป็นเพศที่ใจไม่ถึงในเรื่องนี้ ผู้หญิงที่มาถึงจุดนี้มีความพร้อมอยู่แล้วทั้งฐานะทางเศรษฐกิจและการศึกษา

ในอนาคตเราอาจจะมีผู้หญิง เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ ขณะนี้มีรัฐมนตรีหญิง แต่ก็ถูกโจมตีว่าไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ ซึ่งไม่จริง บางครั้งโดนเทคนิคทางการเมืองไม่ให้โอกาสเขาทำงานก็มี

- ในอดีตท่านถูกมองว่าเข้าข้าง คมช. ถูกโจมตีทั้งตัวท่านและลูกสาว

คนที่ไม่ได้ถูกใส่ร้ายป้ายสีคงไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อตัวเองตกอยู่ในฐานะนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหญิงหรือชายก็ทนไม่ได้ เพราะลูกเราทำผิดอะไร ทำไมถึงเอามาเกี่ยวข้อง

ที่จริงไม่ได้เข้าข้าง คมช. แต่ในอดีตคงมีเงื่อนไขให้เกิดการยึดอำนาจ การปฏิวัติครั้งนั้นประชาชนให้ดอกไม้ ไม่ได้ลุกฮือเหมือนในปัจจุบันที่ต่อต้านการปฏิวัติ อย่างไรก็ตามถ้าปฏิวัติเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง มีการฆ่าแกงประชาชน ไม่ว่าจะทำโดยทหารกลุ่มไหน เราก็ไม่เห็นด้วยแน่นอน

ส่วน กกต.จริง ๆ ไม่ใช่นักการเมือง แต่เขาลากไปว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการ เมือง เมื่อโจมตีแม่ไม่ได้ก็ไปโจมตีลูก

หลายครั้งเราคิดว่ามาทำกับเราคนเดียวดีกว่า ทุกคนก็รักลูกทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนร่ำรวย คนจน ผู้ดี หรือไพร่ แล้วสิ่งที่เราทำมันผิดไหม

ตอนเป็นผู้พิพากษาไม่เคยมีใครมา ยุ่งโจมตีกับลูกสาว แต่พอมาเกี่ยวข้องกับการเมือง เหมือนเขาทำอะไรแม่ไม่ได้ก็มาทำกับลูก ซึ่งเรามีลูกอยู่คนเดียวและเป็นผู้พิพากษาด้วย คิดว่าการชกควรจะชกตัวต่อตัว อย่าไปเอาคนอื่นมายุ่ง มันไม่แฟร์ ต่อไปข้างหน้า ผู้หญิงที่ลงการเมืองต้องไม่มีลูก ไม่แต่งงาน ต้องการอย่างนั้นหรือเปล่า

กกต."สดศรี" สตรีสากล วิเคราะห์เกมปฏิวัติ-เพื่อไทย-ปชป. อ่านผู้หญิง-ชู้-และการไต่เต้าอำนาจ !

ที่มา มติชน



ผู้หญิงในสนามการเมือง มักถูกเปรียบเป็นไม้ประดับ

ผู้หญิงที่อยู่ในวงล้อมของผู้มีอำนาจ มักถูกโจมตีเรื่องชู้สาว

"สดศรี สัตยธรรม" ต้องพัวพันกับนักเลือกตั้งทั้งหญิง-ชาย

เธอเคยบอกว่า เป็นกรรมการตัดสินยุคนี้ลำบาก ต้องกลืนเลือด กลืนน้ำตา ขาข้างหนึ่งอยู่ในตะราง

ในยุคที่สังคมยังแตกแยก ในวาระ วันสตรีสากล "สดศรี" ส่งสัญญาณกระเทือนทั้งกระดานอำนาจด้วยคีย์เวิร์ด "คิดว่าถ้าปฏิวัติได้ปฏิวัติเลย ไม่อยากให้มีเลือกตั้งเพราะเหนื่อยมาก"

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนากับเธอ ผู้หญิงที่ใช้สมอง-เหตุผล มองการเมือง อ่านบทสัมภาษณ์นับจากบรรทัดนี้ถัดไป

คลิกอ่านรายละเอียด

คลิปวิดีโอ บก.ลายจุดนัดทำ "Flash Mob"ตะโกนลั่น"ดีเอสไอ"

ที่มา มติชน







รับชมข่าว VDO

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก.ลายจุด" แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ได้จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์นัดรวมตัวทำ" Flash Mob" ที่หน้าตึกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อตะโกนคำว่า "หน้าที่ของข้าราชการ คือ ต้องรับใช้ประชาชน" ซึ่งเป็นคำฮิตและติดปาก ที่เกิดขึ้นในละครเรื่อง "คู่เดือด" นำแสดงโดย "ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ" โดย บก.ลายจุด ได้เขียนลงในเฟซบุ๊คเพื่อขอให้เพื่อนๆ สมาชิกช่วยกันกระจายข่าว บอกต่อๆกันไป ซึ่งมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมกิจกรรม" Flash Mob" โดยมีเป้าหมายเพื่อโจมตีการทำหน้าที่ของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

นายสมบัติระบุว่า เหตุที่ต้องตะโกนเรียกร้องความเป็นธรรมหน้าดีเอสไอ เพราะนายธาริตไม่ได้ทำงานรับใช้ประชาชน แต่รับใช้รัฐบาล ทำให้คดีฆ่าประชาชนไม่คืบหน้า

เลื่อนวัน"เปิดเขียง"ใครได้ใครเสีย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ



แรกเริ่มเดิมที พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันให้เปิดซักฟอกวันที่ 9 มี.ค.

แต่หลังฝ่ายค้านยื่นญัตติ มีความเคลื่อน ไหวจากพรรคร่วมรัฐบาลต้องการให้เป็นวันที่ 15 มี.ค.

ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย กระแสหนึ่งระบุเป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยยังไม่พร้อม บ้างว่าหนีม็อบ เลี่ยงงานระดมทุนของพรรคชาติไทยพัฒนา

รวมถึงการถอยของรัฐบาลเพื่อตั้งหลัก หาข้อมูลหักล้างข้อกล่าวหา

ที่สุดแล้วการเลื่อนวันซักฟอก ใครได้ประโยชน์



ธนิตพล ไชยนันทน์

เลขานุการวิปรัฐบาล


การอภิปรายที่เลื่อนวันออกไป เนื่องจากวิปรัฐบาลได้ไปพูดคุยกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทราบข้อมูลว่าขณะนี้ฝ่ายเลขาธิการสภาฯ กำลังตรวจลายมือชื่อส.ส.ที่ลงชื่อรับรองญัตติ และมีเรื่องของเอกสาร เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดในส่วนการเปิดอภิปรายที่ต้องยื่นต่อ ป.ป.ช. สภากำลังดูในข้อกฎหมายว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านกล่าวหานายกฯ และรัฐมนตรีแต่ละคนมีเรื่องที่เกี่ยวข้องและต้องนำส่ง ป.ป.ช.หรือไม่ ต้อง ตรวจสอบไม่เกิน 7 วัน จากนั้น ส่งให้ประธานสภา บรรจุระเบียบวาระ

เรื่องวันเปิดอภิปราย ผมยังไม่แน่ใจว่าเป็นอย่างไร แต่สุดท้ายแล้วก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องทำตามกฎหมาย

ส่วนการเลื่อนวันอภิปรายออกไป รัฐมนตรีไม่น่าจะมีข้อได้เปรียบอะไรมากมาย เพราะสุดท้ายก็อยู่ที่ข้อมูลที่แต่ละฝ่ายนำเสนอ การเลื่อนวันอภิปรายออกไปฝ่ายค้านจะได้มีเวลาตรวจสอบข้อมูล และหาข้อมูลได้นานขึ้น

กระแสข่าวเลี่ยงงานระดมทุนของพรรคชาติไทยพัฒนา วันที่ 12 มี.ค. ก็คงไม่เกี่ยวกัน เพราะการจัดงานระดมทุนพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นก็มี เป็นเรื่องปกติ และคิดว่าวุฒิภาวะของนายชัย ชิดชอบ ประธานสภา คงแยกออกระหว่างงานสภากับงานพรรคร่วมรัฐบาล จึงไม่คิดว่าจะเลื่อนด้วยเหตุผลกับงานที่ไม่เกี่ยวกับงานสภา อาจเป็นการตรวจสอบที่อยากให้ละเอียดรอบคอบมากกว่า

และคงไม่เกี่ยวกับการชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค. เช่นกัน เพราะถ้าเป็นการชุมนุมโดยสงบก็ไม่ต้องหลีกเลี่ยงอะไร และฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่าเตรียมการรับมือได้อยู่แล้ว



น.พ.อลงกต มณีกาศ

โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน


ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันที่ 9-12 มี.ค. หรือวันที่ 15-18 มี.ค. รัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้เสียเปรียบ หรือได้เปรียบแต่อย่างใด เพราะคงมีการเตรียมความพร้อมเพื่อตอบข้อซักถามไว้ทุกกรณีอยู่แล้ว ยกเว้น เรื่องน้ำมันปาล์มที่อาจจะเหนื่อยหน่อย

ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยที่การอภิปรายครั้งก่อนพรรคเพื่อแผ่นดินโหวตสวน ลงมติไม่ไว้วางใจ เนื่อง จากพรรคภูมิใจไทยตอบข้อซักถามไม่เคลียร์ ครั้งนี้พรรคเพื่อแผ่นดินก็ต้องรอดูว่า การอภิปรายในสภาจะเป็นอย่างไร

การอภิปรายครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดช่วงไหน คนที่เป็นรัฐมนตรีตัวจริงก็คงสามารถตอบได้ทุกเรื่อง ไม่มีปัญหา ให้อภิปรายพรุ่งนี้เลยก็ยังได้ แต่สำหรับคนที่เป็นรัฐมนตรีนอมินี คงลำบาก เพราะจะต้องมีคนเขียนสคริปต์ตอบข้อซักถามในสภาให้ ก็คงจะต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวเหมือนกัน

การเลื่อนวันอภิปราย ความจริงรัฐบาลคงอยากชี้แจงประเด็นปัญหาต่างๆ ให้กระจ่างโดยเร็ว แต่คงกลัวการชุมนุมของกลุ่มนปช. ที่บังเอิญกำหนดวันชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค.

ส่วนเหตุผลที่เลื่อนเพราะ 4 รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ยังไม่พร้อม ผมไม่ทราบต้องไปถามวิปรัฐบาล แต่คิดว่ารัฐมนตรีคนใดที่ทุจริตจะใช้เวลาในการเตรียมข้อมูลเท่าไหร่ก็คงไม่พอ เพราะข้อเท็จจริงยังไงก็ต้องปรากฏ

แต่คงไม่เกี่ยวกับเลื่อนวันอภิปรายเพราะไปตรงกับวันที่พรรคชาติไทยพัฒนา จัดงานระดมทุน คิดว่าเรื่องนี้คงไม่เกี่ยวข้องกัน ระดมทุนก็ส่วนระดมทุน คนที่คิดจะซื้อโต๊ะที่ได้ข่าวว่าราคาถึง 2 ล้านบาท เขาก็คงไม่ตัดสินใจภายในวันที่ 12 มี.ค. วันเดียวหรอก เขาคงคิดล่วงหน้าไว้ถึง 2 สัปดาห์แล้ว



พีระเดช ศิริวันสาณฑ์

ส.ส.นครสวรรค์ พรรคชาติไทยพัฒนา


ช่วงเวลาวันอภิปรายจะเป็นเมื่อไหร่ คิดว่าไม่ค่อยมีผลเท่าใดนัก เพราะรัฐบาลพร้อมชี้แจงอยู่แล้ว ความจริงยื้อไปก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและยิ่งจะเสียเปรียบด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้ฝ่ายค้านเตรียมตัวและเตรียมข้อมูลได้มากขึ้น

ส่วนกระแสข่าวพรรคชาติไทยพัฒนาขอให้เลื่อนเพราะติดงานระดมทุน ไม่น่าจะเกี่ยวกัน พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้ขอเลื่อนและคงไม่ใช่ประโยชน์ของเราโดยตรงที่ต้องไปออกตัวขนาดนั้น พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรคไม่กี่เสียง คงไม่เป็นผล เชื่อว่าคงอยู่ที่พรรคใหญ่คุยกันเองมากกว่า

เรื่องนี้ยิ่งลากยาว ยิ่งแย่ ทำให้เหลือเวลาให้ฝ่ายค้านมากขึ้น รัฐบาลก็ยิ่งจะกดดันมากกว่า หลังอภิปรายเสร็จรัฐบาลเสียอีกที่ต้องพยายามแก้ไข เพื่อให้คะแนนโดยเฉพาะของพรรคประชาธิปัตย์ ให้ได้มากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นรัฐบาลไม่น่าเพลี่ยงพล้ำ ก็ต้องดูที่ข้อมูล ถ้าข้อมูลแน่นกระแสสังคมคงกดดัน ซึ่งไม่ใช่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะตะบี้ตะบันเกาะกันไว้

ส่วนกรณีที่มีเสียงวิจารณ์ว่าหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จแล้วนายกฯ จะยุบสภาหนีทันที นิสัยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ใช่คนที่จะหนีอะไรอยู่แล้วและก็ผิดหลักการของคนพรรคประชาธิปัตย์ด้วย



ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ

ประธานส.ส. พรรคภูมิใจไทย


การเลื่อนวันอภิปราย คงไม่ใช่เพราะกระแสข่าวเลื่อนเพราะรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ไม่พร้อม ผมได้คุยกับประธานชัย ชิดชอบ เรียบร้อยแล้ว ท่านบอกว่าที่เลื่อนเพราะการส่งเอกสารบรรจุวาระการประชุมถึงประธานสภาฯ มันช้า ประกอบกับขณะนี้ถ้ารีบเร่งบรรจุวาระคงไม่ทันการณ์ ประเด็นอยู่เพียงเท่านี้

จากการสอบถามรัฐมนตรีของพรรคทุกคน ขณะนี้มีข้อมูลเตรียมพร้อมไว้ครบแล้ว ถือเป็นธรรมดาของรัฐมนตรีที่ต้องมีความพร้อมจะชี้แจงได้ทุกเรื่อง ตรงกันข้ามกลับเป็นผลดีแก่พรรคฝ่ายค้านด้วยซ้ำ ที่จะมีเวลาหาข้อมูล

ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า นายเนวิน ชิดชอบ ส่งสัญญาณไปยังประธานชัย เลื่อนวันอภิปรายก็ไม่เป็นความจริง เพราะนายเนวิน ไม่ได้เข้ามายุ่งอะไรด้วย เพียงแต่กำชับรัฐมนตรีทุกคนให้เตรียมความพร้อมไว้เท่านั้น

กระแสข่าวที่ถาโถมมายังพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด เป็นเจตนาที่ต้องการดิสเครดิต ซึ่งพรรคชินเสียแล้ว เพราะคนภายนอกเห็นพรรคเราเป็นพรรคเข้มแข็งและอบอุ่น การโจมตีอะไรต่างๆ เกี่ยวกับการเมืองก็ต้องมาลงที่พรรคภูมิใจไทย มั่นใจว่าไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายช่วงไหน เวลาใด ในพรรคพร้อมชี้แจงทุกเรื่อง 100%

ผลได้หรือผลเสียต่อรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ไม่มีอะไรในกอไผ่ เพราะรัฐมนตรีในพรรคทุกคน ไม่ได้ทำอะไรเสียหายต่อกระทรวงที่รับผิดชอบ และรัฐมนตรีของเราทุกคนมีข้อมูลพร้อมชี้แจงอยู่แล้ว



วิทยา บุรณศิริ

ประธานวิปฝ่ายค้าน


เท่าที่ดูว่าเหตุผลของการเลื่อนวันอภิปราย คงเป็นเพราะความไม่พร้อมของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคประชาธิปัตย์ระบุตลอดว่ามีความพร้อม ประเด็นจึงอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย

ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดา เวลานักมวยจะชกกันก็ต้องมีการให้เวลาเตรียมตัวกันบ้าง อย่าไปอิจฉาเขาที่มีเวลา หน้าที่ของเราคือทำให้ตัวเองพร้อมไว้ก่อน แล้วจริงๆ พรรคเพื่อไทยก็พร้อมเสมอ พร้อมตั้งแต่ยื่นญัตติแล้วด้วยซ้ำ

เมื่อเวลามีให้มากขึ้นขนาดนี้ก็ต้องดูว่ามวยที่จะชกกันจะชกกันสมราคาหรือไม่



พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

โฆษกพรรคเพื่อไทย


ที่เลื่อนออกไปเพราะอยากจะลอกข้อสอบ ล้วงตับฝ่ายค้านว่ามีอะไรบ้าง อ้างว่าลายมือชื่อของ ส.ส.ไม่ตรงกัน ทั้งที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะอย่างไรจำนวนส.ส. เข้าชื่อเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว

ที่มีข่าวเลื่อนไปอีกสัปดาห์ เพราะนายเนวิน ชิดชอบ ขอให้นายชัย ชิดชอบ ชะลอการบรรจุญัตติออกไป เพราะรัฐมนตรีไม่มีความพร้อม เก่งแต่ปาก น่าผิดหวังกับวิปรัฐบาลที่กำลังเล่นเกมในการโกงข้อสอบล่วงหน้า สะท้อนวิชามารทางการเมืองทั้งที่การอภิปรายครั้งนี้เป็นยกสุดท้ายแต่ก็ยังตุกติก

รัฐบาลประมาทนึกว่าฝ่ายค้านไม่มีอะไร แต่เมื่อเห็นรายละเอียดในญัตติถอดถอนก็เลยตกใจเพราะมีข้อมูลใหม่ที่รัฐบาลนึกไม่ถึง อย่างกรณีของบริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเตท ที่ไม่เคยปรากฏในสื่อทำให้รัฐบาลตั้งหลักไม่ทัน

จึงหวังใช้กลเกมขอประวิงเวลาออกไป เพื่อรอดูข้อสอบของฝ่ายค้านและหาข้อมูลในการตั้งรับ

ศึกชี้ชะตา

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




เป็นอันว่าวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านตกลงกัน

ถึงกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีรวม 10 คน ว่าจะให้อภิปรายกันแบบจุใจ 4 วัน

ส่วนจะเป็น 4 วันไหน 9-12 มี.ค. ตามที่ฝ่ายรัฐบาลคุยว่าพร้อม หรือยื้อเป็นสัปดาห์ถัดไปตามที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอ ต้องให้ท่านประธาน ชัย ชิดชอบ ตัดสินอีกครั้ง

ภายใน 4 วันนี้ จะแบ่งเป็นฝ่ายค้านได้อภิปราย 40 ชั่วโมง รัฐมนตรีชี้แจง 20 ชั่วโมง และเผื่อเวลาสำหรับการประท้วงอีก 6 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 66 ชั่วโมง

นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนเห็นตรงกัน

ถ้าดูจากเนื้อหาตามที่ฝ่ายค้านวางกรอบไว้ 3 ประเด็น คือ การสลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค. 53 ที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก การทุจริตคอร์รัปชั่นในรัฐบาล และการบริหารงานผิดพลาดบกพร่อง

การอภิปรายครั้งนี้น่าจะดุเดือดเลือดพล่านไม่แพ้ครั้งไหนๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายมีขึ้นใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่รัฐบาลยืนยันว่าจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายน่าจะใส่กันไม่ยั้ง

แต่ที่พูดกันมากคือฝ่ายค้านไม่ได้หวังผลโค่นล้มรัฐบาลให้ได้ในทันทีทันใด แต่คงต้องการจะฝากรอยแผลให้รัฐบาลติดตัวไปลงสนามเลือกตั้ง

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็อ่านเกมของฝ่ายค้านออกเช่นกันและเตรียมพร้อมรับมือมาอย่างดี

เอาเป็นว่าต่างฝ่ายต่างรู้ว่าในจังหวะการเมืองเข้าสู่ปลายยกสุดท้าย ใครพลาดพลั้งโอกาสจะเรียกคะแนน คืนคงยาก

อย่างไรก็ตามจากบรรยากาศโหมโรง เกทับกันไปมาระหว่างนี้ เซียนการเมืองยังไม่กล้าให้ราคาว่าใครเป็นต่อหรือใครเป็นรอง

เพราะดูฟอร์มแล้วต่างฝ่ายต่างมั่นอกมั่นใจ

การที่ฝ่ายรัฐบาลแสดงความพร้อมให้สภาเปิดอภิปรายโดยเร็ว น่าจะเป็นการหวังผลทางจิตวิทยาในการข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามมากกว่า

ส่วนซีกฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย เชื่อว่า นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าทีมอภิปรายน่าจะทำการบ้านมาอย่างดี เนื่องจากครั้งนี้ไม่เพียงเป็นศึกชี้ชะตาอนาคตของพรรค

แต่ยังเป็นการชี้ชะตาตัวนายมิ่งขวัญเองด้วย ว่าจะ โชว์ฟอร์มสมฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่

66 ชั่วโมงหลังระเบิดศึกจะเป็นคำตอบ

ระหว่าง "เฮียมาร์ค-เฮียมิ่ง" ใครจะอยู่ใครจะไป