WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 6, 2011

รำลึกบ่อนไก่-พระราม 4: (2): เสี้ยวส่วนของชีวิตชุมชนบ่อนไก่

ที่มา ประชาไท

หลังจากรัฐบาลประกาศกระชับพื้นที่ราชประสงค์ ทหารพร้อมอาวุธครบมือเข้าปิดล้อมสถานที่ชุมนุม ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 บ่อนไก่-พระราม 4 จึงเป็นพื้นที่สำคัญของการต่อสู้ เริ่มด้วยในตอนสาย ทหารเข้ายึดพื้นที่แยกวิทยุและบริเวณใกล้เคียง และปิดการจราจร ต่อจากนั้น ราวเที่ยงวัน สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น เมื่อทหารติดอาวุธเข้าผลักดันและปะทะกับผู้ชุมนุม บนถนนพระราม 4 มาทางบ่อนไก่ พร้อมส่งหน่วยสไนเปอร์ไปอยู่ตามอาคารต่างๆ


ทหารเคลื่อนกำลังตามแนวถนนพระราม 4 มุ่งหน้าบ่อนไก่


ทั้งกระสุนจริงและกระสุนยาง ขณะเข้า “กระชับพื้นที่” (Photo by Paula Bronstein/Getty Images)



ประชาชนที่ถูกจับบริเวณสนามมวยลุมพินี (Photo by Athit Perawongmetha/Getty Images)


ประชาชนรวมตัวกันต่อต้านปฏิบัติการของทหาร (Photo by Andy Nelson /Getty Images)


การต่อสู้กับทหารของประชาชน (Photo by Andy Nelson /Getty Images)

ขณะที่ทหารได้ตั้งกำลังไว้ตามจุดต่างๆ และสาดกระสุนใส่ประชาชนเป็นระยะ คนเสื้อแดงก็พยายามสร้างเครื่องกีดขวาง เผายาง เพื่อป้องกันตัว และรบกวนปฏิบัติการของทหาร

นับจากเที่ยงวันของวันที่ 14 -19 พฤษภาคม 2553 บ่อนไก่-พระราม 4 กลายเป็น “ทุ่งสังหาร” คนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไป


เรื่องราวของชาวบ่อนไก่

เมื่อราชประสงค์ถูกปิดล้อม ตัดน้ำตัดไฟ “บ่อนไก่” กลายเป็นเส้นทางส่ง “ท่อน้ำเลี้ยง” ทั้งคนเข้า-ออก และอาหาร-น้ำ ไปสนับสนุน จนกระทั่งถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2553

“มีคนไปแจ้ง ศอฉ. ว่าที่นี่เป็นทางผ่าน ทางน้ำเลี้ยง ลำเลียงเสบียงไปราชประสงค์ จากนั้นเราก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปได้อีก มีทหารเข้ามาปิดซอยร่วมฤดี ใครก็เข้าไม่ได้ เราไม่มีโอกาสที่จะไปช่วยพี่น้องที่ราชประสงค์แล้ว บางส่วนก็รู้สึกว่าตายเป็นตาย คิดจะไปฝ่าด่าน” นายวีรชัย ลื่นผกา เล่าสถานการณ์ให้ฟัง

ในภาวะวิกฤต “เสื้อแดงบ่อนไก่” ต้องทำหน้าที่ใน 2 ฐานะ คือ “คนบ่อนไก่” และ “คนเสื้อแดง”


คนในชุมชนออกมาดูสถานการณ์หน้าถนนพระราม 4


เตรียมท่อน้ำไว้สำหรับดับเพลิงกรณีฉุกเฉิน

ในฐานะ “คนบ่อนไก่”
พวกเขารวมตัวกันจัดเวรยามตลอดถนนภายในชุมชนและหน้าถนนพระราม 4 เพื่อตรวจตราคนเข้า-ออก คอยระวังภัยให้กับคนในชุมชน เนื่องจากมี “กระแส” ว่าจะมีการเผาชุมชนทุกวัน

สิ่งที่กลัวไม่ใช่คนเสื้อแดง แต่เพราะ “ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ ส่วนใหญ่ อย่างไรก็เลือกพรรคเพื่อไทย เป็นคนเสื้อแดง คนที่เขาไม่ชอบคนเสื้อแดง เขาก็เล็งว่า ถ้าเผาก็จะได้ไม่มีคนเสื้อแดงอีก”

“มีวัยรุ่นขี่มอเตอร์ไซค์มาพร้อมกับแกลลอนน้ำมัน จะมาเผาธนาคารกรุงเทพ พวกเราและคนเสื้อแดงที่อยู่แถวนั้น ก็มาช่วยห้าม แต่จับไม่ได้ อยากรู้ว่าใครใช้ให้มาทำอย่างนั้น จะเกิดความรุนแรงขึ้นได้ เพราะเรารักสงบ เราไม่ใช้ความรุนแรง”

จนยุติการชุมนุม ตามแนวถนนพระราม 4 ด้านหน้าชุมชน ไม่มีอาคารใดถูกเผาเหมือนในที่อื่นๆ


ผู้ชุมนุมที่อยู่แนวหน้า หลังบังเกอร์ยางรถยนต์ จุดพลุรบกวนทหาร


ผู้ชุมนุมช่วยกันขนยาง ทำบังเกอร์หลบกระสุน

ในฐานะ “คนเสื้อแดง”
พวกเขาร่วมชุมนุมต่อต้านกับพี่น้องเสื้อแดง สร้างเครื่องกีดขวาง เผายางตามแนวถนนพระราม 4 เพื่อสร้างควันไฟรบกวน ขณะเดียวกันก็ต้องคอยระวังไม่ให้มีควันจนมากเกินไปเพราะจะกระทบกับคนที่ยังอยู่ในชุมนุม และคอยขอหาน้ำ อาหาร สนับสนุนพี่น้องที่อยู่แถวหน้า


ผู้ชุมนุมขี่รถจักรยานยนต์มาส่งน้ำให้กับเพื่อนที่อยู่แนวหน้า

นายขวัญชัย ภูมิโคกรักษ์ เด็กหนุ่มในชุมชนอธิบายเหตุผลที่ไป “แถวหน้า” ว่า “เราเป็นเหมือนพี่น้องกัน ทำไมคนอื่นมาได้ รักในสิ่งเดียวกัน แล้วทำไมเราอยู่ตรงนี้จึงออกไปไม่ได้ ไม่ใช่เก่งอยู่แต่ในบ้าน เวลาทำจริงก็ไม่เห็นทำ ไม่ต้องถึงแนวหน้าก็ได้ ส่งข้าวส่งน้ำให้เขาหน่อย บางทีคนเขาก็เหนื่อย เขาอยากสู้ ทำไมเราจะไม่อยากสู้ละ”

สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น นายสมพงษ์ บุญธรรม รู้สึกว่า “เสียใจมากที่รัฐบาลเฮงซวยนี้มันทำกับเสื้อแดงเหมือนเป็นผักปลา ไร้ค่า ไม่มีความหมาย เหมือนเสื้อแดงเป็นสัตว์นรกตัวหนึ่งที่มาเกิด ต้องกำจัดให้สิ้นซาก”

“เพราะพวกมันไม่อยากจะให้พวกเราเจริญขึ้นมา ทุกวันนี้ พวกเรามีการศึกษาสูงขึ้นมา ปกครองยาก มันไม่อยากให้เรามีการศึกษาสูง กดหัวเราไว้ ไม่ให้รู้มาก มึงแค่นี้นะ ถ้ารู้มากมึงตาย”


(หมายเหตุ ผู้ทำรายงานต้องขออภัยเจ้าของภาพทุกท่าน สำหรับภาพที่นำมาใช้ประกอบเรื่องราวโดยไม่ได้ขออนุญาตล่วงหน้า และขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย)

รายงานชั้นนี้เขียนขึ้นมาเพื่อส่วนหนึ่งในการรำลึกเหตุการณ์ในช่วง 14-19 พฤษภาคม 2553 ที่ชุมชนบ่อนไก่ ซึ่งชาวบ้านในชุมชนจะจัดให้มีกิจกรรมการทำบุญให้ผู้เสียชีวิตในวันพรุ่งนี้ (6 มี.ค.54)

ข่าวจีที200 ของคมชัดลึก คว้ารางวัลข่าวยอดเยี่ยม

ที่มา ประชาไท

(5 มี.ค. 54)สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดพิธีมอบรางวัล "อิศรา อมันตกุล" ประเภทข่าวยอดเยี่ยมและภาพข่าวยอดเยี่ยม และรางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2553 ที่ห้องบางกอกคอนเวนชั่น ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ดังนี้

รางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทข่าว มีผลงานข่าวส่งเข้าประกวดจำนวน 19 ข่าว จากหนังสือพิมพ์ 8 ฉบับ ผลงานข่าวที่เข้ารอบ 5 ข่าวสุดท้ายได้แก่ 1.เปิดโปงขบวนการฮุบที่ดินเขาแพง (นสพ.กรุงเทพธุรกิจ) 2.จีที 200 ไม้ล้างป่าช้า... พันล้าน (นสพ.คมชัดลึก) 3.เปิดโปงก๊วนการเมือง รุม "เขมือบ" สินค้าเกษตรในสต๊อกรัฐบาล รักษาผลประโยชน์ชาติหมื่นล้าน(นสพ.มติชน) 4.เจาะคอมพิวเตอร์ฉาวมหาดไทยขวางนักการเมืองใช้อำนาจมิชอบ (นสพ.มติชน) 5.เปิดโปงสัมปทานฉาว "ลานจอดรถสุวรรณภูมิ" รื้อขบวนการเขมือบ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (นสพ. ประชาชาติธุรกิจ)

ผลการตัดสินในปี 2553 ผลงานข่าวที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ผลงานข่าว จีที 200 ไม้ล้างป่าช้า... พันล้าน โดยกองบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ส่วนรางวัลชมเชยมี 2 รางวัล ได้แก่ผลงานข่าว เจาะคอมพิวเตอร์ฉาวมหาดไทยขวางนักการเมืองใช้อำนาจมิชอบ โดยกองบรรณาธิการ นสพ.มติชน และผลงานข่าว . เปิดโปงก๊วนการเมือง รุม "เขมือบ" สินค้าเกษตรในสต๊อกรัฐบาล รักษาผลประโยชน์ชาติหมื่นล้าน โดยกองบรรณาธิการ นสพ.มติชน

รางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทภาพข่าว มีผลงานภาพข่าวส่งเข้าประกวดจำนวน 114 ภาพ จากหนังสือพิมพ์ 9 ฉบับ ผลงานภาพข่าวที่เข้ารอบ 5 ภาพสุดท้ายได้แก่ 1. ภาพข่าว “สลดจมน้ำ” ถ่ายโดยนายจีรศักดิ์ วงศ์คำจันทร์ นสพ.เดลินิวส์ 2. ภาพข่าว “คนเครียดหมาเครียด ” ถ่ายโดยนายสันติ เต๊ะเปีย นสพ.เอเอสทีวีผู้จัดการ 3. ภาพข่าว “ประชาชนสัญจรท่ามกลางน้ำ ” ถ่ายโดยนายภัทรชัย ปรีชาพานิช นสพ.โพสต์ทูเดย์ 4. ภาพข่าว “หนีตาย” ถ่ายโดยนายชัยชนะ เขียวแก้ว นสพ.ไทยรัฐ และ 5. ภาพข่าว “รับเละ” ถ่ายโดยนายชนัสถ์ กตัญญู นสพ.บางกอกโพสต์

ผลการตัดสินในปี 2553 ภาพข่าวที่รับรางวัลอิศรา อมันตกุล รางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ ภาพข่าว “คนเครียดหมาเครียด” ถ่ายโดยนายสันติ เต๊ะเปีย นสพ.เอเอสทีวีผู้จัดการส่วนรางวัลชมเชยมี 2 รางวัล ได้แก่ผลงาน ภาพข่าว “รับเละ” ถ่ายโดยนายชนัสถ์ กตัญญู นสพ.บางกอกโพสต์ และ ภาพข่าว “หนีตาย” ถ่ายโดยนายชัยชนะ เขียวแก้ว นสพ.ไทยรัฐ

รางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สนับสนุนเงินรางวัลโดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีผลงานข่าวส่งเข้าประกวดจำนวน 6 ข่าว จากหนังสือพิมพ์ 6 ฉบับ ได้แก่ 1. เปิดโปงขบวนการฮุบที่ดินเขาแพง (นสพ.กรุงเทพธุรกิจ) 2.วิกฤตต้นไม้ใหญ่มรดกแผ่นดินหรือเอกชน (นสพ.คมชัดลึก) 3.เปิดโปง เขมือบป่า“สวนผึ้ง”สู่โมเดลสางปัญหา รุกที่ดินรัฐ (นสพ.เดลินิวส์) 4.เถาวัลย์ถล่มป่าแก่งกระจานแก้ด้วยระบบนิเวศ-โมเดลระดับโลก (นสพ.ไทยรัฐ) 5. ค้านขยายถนนขึ้นเขาใหญ่มรดกโลกปลุกกระแสอนุรักษ์ธรรมชาติ (นสพ.มติชน) และ 6.ผ่าขบวนการฮุบ ‘เกาะระ’ มรดกล้ำค่าแห่งอันดามัน (นสพ.โพสต์ทูเดย์)

ผลการตัดสินในปี 2553 ผลงานข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับรางวัลดีเด่นได้แก่ผลงาน ข่าว “วิกฤตต้นไม้ใหญ่” มรดกแผ่นดินหรือเอกชน โดยกองบรรณาธิการ นสพ. คมชัดลึก ส่วนรางวัลชมเชยมี 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน ข่าวเถาวัลย์ถล่ม ป่าแก่งกระจาน แก้ด้วยระบบนิเวศ-โมเดลระดับโลก โดยกองบรรณาธิการ นสพ. ไทยรัฐ และผลงาน ข่าวค้านขยายถนนขึ้นเขาใหญ่มรดกโลก ปลุกกระแสอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยกองบรรณาธิการ นสพ. มติชน

อนึ่ง วานนี้ ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2554 เพื่อให้สมาชิกสมาคมฯ ลงคะแนนคัดเลือกนายกสมาคมฯ กรรมการบริหาร และกรรมการควบคุมจริยธรรม โดยผลปรากฏว่า นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปราณี หัวหน้าศูนย์ข้อมูล และที่ปรึกษาเว็บไซต์ไทยรัฐ ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยคนใหม่

สนนท.-แนวร่วมเตรียมอภิปรายนอกสภาถกปัญหา ศก. เย็นนี้ที่วงเวียนใหญ่

ที่มา ประชาไท

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรแนวร่วม เตรียมจัดเวทีปราศรัยให้ข้อมูลและเรียกร้องข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ ต่อรัฐบาล บริเวณอนุสาวรีย์วงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี วันนี้ (5 มี.ค.54) เวลา 16.00 น.

โดยมีข้อเสนอรัฐบาลให้ลดภาษีน้ำมัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก ตามที่นายกรณ์ จาติกวาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยใช้ในการหาเสียงก่อนที่จะได้เป็นรัฐบาล และรื้อฟื้น กองทุน กรอ. หรือ กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาด้วย

แถลงการณ์ข้อเสนอด้านเศรษฐกิจต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เนื่องจากในปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจของชาติอยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคง การบริหารประเทศเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ - ประชาชนควรจะได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. และองค์กรแนวร่วม จึงได้จัดเวทีปราศรัยให้ข้อมูลและเรียกร้องข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ ต่อรัฐบาลปัจจุบัน บริเวณอนุสาวรีย์วงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี เวลา 16.00 น. ของวันที่ 5 มีนาคม ศกนี้ ขอเชิญพี่น้องประชาชน ร่วมฟังการอภิปรายนอกสภาโดยพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ สนนท. และองค์กรแนวร่วม จะอภิปรายและมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้

1. แม้ว่าการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันของรัฐ จะทำให้มีงบประมาณในการนำไปกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ แต่ผลงานของรัฐบาลภายใต้การบริหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐบาล ไม่มีความสามารถในการนำเงินภาษีไปใช้บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มีการคอรัปชั่นอย่างขนานใหญ่ ในกระทรวงต่างๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี และในขณะนี้ยังไม่มีท่าทีว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาใด เราจึงเชื่อว่าคงไม่มีทางที่กระบวนการสืบสวนสอบสวนจะเสร็จสิ้น ภายในสมัยของรัฐบาลนี้

ดังนั้น เพื่อลดภาระของประชาชนและเอกชน ในการแบกรับภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิตที่สำคัญของเศรษฐกิจภาคประชาชน และเอกชน - คณะรัฐมนตรีจะต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จาก 7 บาทต่อลิตร เป็น 5 บาทต่อลิตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อมในภาคประชาชน โดยเร็ว

2. ผลของการสูญเสียรายได้ของรัฐ ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาทต่อปี จากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นั้น รัฐบาลควรหันไปเพิ่มภาระให้กับกลุ่มนายทุน และชนชั้นสูง แทนที่จะเป็นประชาชนทั่วไป นั่นคือ รัฐบาลจะต้องมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก อย่างที่นายกรณ์ จาติกวาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยใช้ในการหาเสียงกับประชาชนก่อนที่จะได้เป็นรัฐบาล การชดเชยจากภาษีในส่วนดังกล่าว จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ต้องแบกรับภาระภาษี ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ อีกต่อไป และส่วนต่างของภาษี รัฐบาลสามารถนำไปพัฒนาเป็นสวัสดิการพื้นฐานของประชาชนได้อีกหลายประการ

3. รัฐบาลต้องมองว่าการศึกษาคือการลงทุน และรัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในปัจจุบันกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ไม่สามารถสนับสนุนนักเรียนนักศึกษาได้อย่างเต็มที่ ประสบปัญหาจากการไม่ชำระหนี้ของผู้กู้รุ่นก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่ผู้กู้รุ่นก่อนหน้า ไม่สามารถประกอบอาชีพที่เพียงพอต่อการชดใช้หนี้ได้ รัฐบาลต้องรื้อฟื้น กองทุน กรอ. หรือ กองทุนเงินให้กู้ยืม ที่ผูกพันรายได้ในอนาคต - ซึ่งมีมุมมองว่าการศึกษาคือการลงทุนแบบให้เปล่า ไม่ใช่ประชาชนเป็นลูกหนี้ของรัฐบาล และ กองทุน กรอ. ยังยืดหยุ่นให้ชำระคืนได้ก็ต่อเมื่อมีรายได้เหมาะสมต่ออัตราเงินเฟ้อในขณะนั้น สำหรับกรณีผู้กู้ที่ไม่มีรายได้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องแบกรับภาระชดใช้คืน และสามารถยกเลิกภาระหนี้ได้ในที่สุด

รัฐบาลซาอุประกาศห้ามประชาชนชุมนุมทุกรูปแบบ หลังเพิ่งออกนโยบายประชานิยมป้อง "ปฏิวัติ"

ที่มา มติชน



กระทรวงมหาดไทยของประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้ประกาศให้การชุมนุมประท้วงและเดินขบวนทุกรูปแบบเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงจะใช้มาตรการทุกวิถีทางในการป้องกันไม่ให้เกิดความพยายามใดๆ ที่จะสร้างความวุ่นวายแก่ระเบียบของสาธารณะ


ประกาศดังกล่าวถูกแถลงผ่านทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐ หลังเกิดเหตุการประท้วงต่อเนื่องของกลุ่มมุสลิมนิกายชีอะห์ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในประเทศ บริเวณเมืองทางภาคตะวันออก ที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบีย


โดยกล่มผู้ประท้วงได้เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษ ที่พวกเขาอ้างว่าถูกจับกุมโดยมิได้เป็นผู้ต้องหาในคดีความใดๆ


"กฎหมายในราชอาณาจักรแห่งนี้ได้ห้ามการชุมนุมประท้วงทุกรูปแบบ ทั้งที่เป็นการเดินขบวนหรือการปักหลักอยู่กับที่ เพราะการกระทำเหล่านั้นขัดกับหลักกฎหมายอิสลามชารีอะห์ ตลอดจนคุณค่าและประเพณีของสังคมซาอุดีอาระเบีย" แถลงการณ์ของกระทรวงมหาดไทยซาอุฯ ระบุและว่า "กฎหมายได้บัญญัติเอาไว้ว่าให้เจ้าหน้าที่ใช้ทุกมาตรการเพื่อขัดขวางมิให้ผู้ใดพยายามจะล่วงละเมิดกฎหมายดังกล่าว"


ทั้งนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กษัตริย์อับดุลเลาะห์แห่งซาอุดีอาระเบีย เพิ่งทุ่มงบประมาณราว 3.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) เพื่อออกนโยบายจำนวนมากที่มอบผลประโยชน์ด้านต่างๆ ให้แก่ประชาชน เพราะหวังจะป้องกันราชอาณาจักรแห่งนี้จากกระแส "ปฏิวัติดอกมะลิ" ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกอาหรับ

We count too:นับเราเข้าเป็น “คน” ด้วย

ที่มา Thai E-News


โดย กวีศรีประชา

นับเรา – เข้าเป็น “คน” ด้วยหรือไม่
คนทุกข์ทน ยากไร้ ทุกแห่งหน
มีความหมายถ้วนทั่วมีตัวตน
มีศักดิ์ศรี “ความเป็นคน” เท่าเทียมกัน

นับเรา – เข้าเป็น “คน” ด้วยหรือไม่
หรือคำว่า “คนไทย” ไม่ใช่ฉัน
ไม่ใช่ไพร่ รากหญ้า คนสามัญ
ฟ้องโลกกลั่นกรองคิดพิจารณา


หมายเหตุ:โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมให้คำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่คนเสื้อแดงให้เขียนข้อความว่า “เราก็มีความหมาย” (we count too) สื่อสารกับชาวโลก ข้อเท็จจริงพื้น ๆ ว่า คนไทยธรรมดาที่ไม่ใช่อภิสิทธิชนก็มีตัวตน เป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญเช่นกันและต้องไม่ถูกมองข้ามโดยบรรดาองค์กรระหว่างประเทศ

สุนัขดมกลิ่นดีกว่าGT200 ปฏิบัติงานดีกว่าเจ้าหน้าที่ ไม่อู้ ไม่โกง ไม่กิน ไม่แย่งตำแหน่ง

ที่มา Thai E-News


โดย ปะแด งา มูกอ
6 มีนาคม 2554

เห็นคำสัมภาษณ์ของ ฯพณฯท่าน ถาวร เสนเนียม (มท.3) แล้วทำให้นึกถึง ฯพณฯท่าน มิสเตอร์ด๊อก ที่ถูกบล็อกหน้าที่ในการปฏิบัติงานคมกลิ่นวัตถุระเบิดและยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเจ้าเครื่องมือไฮเทคโนโลยีที่ทันสมัย GT200 ที่ได้กลายเป็นไม้ล้างป่าช้าไปเรียบร้อยแล้วในราคาเครื่องละ ตั้งแต่ 800,000 – 1,600,000 บาท โอ้....!!!! พระเจ้า

ภาพแม่ร่ำไห้กอดศพพระที่เสียชีวิต ทั้งนี้ความรุนแรงในชายแดนภาคใต้ยังมีมาต่อเนื่องนับแต่ปี2547เป็นต้นมา ล่าสุดมีการสังหารพระสงฆ์ที่อ.โคกโพธิ์ ปัตตานี ก่อความปริร้าวยิ่งขึ้นระหว่างผู้ที่ต่างศาสนา ก่อนหน้านี้เกิดเหตุสังหารอิหม่ามขึ้น ทางการไทยกล่าวว่า ผู้ปฏิบัติการประสงค์ให้เกิดความแตกแยกไม่ไว้วางใจกันระหว่างชาวพุทธกับมุสลิม(ภาพข่าว:REUTERS)


ผมสงสัยไอ้คำว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีความชำนาญพิเศษในการตรวจค้นและตรวจสอบสิ่งผิดปกติ” ไม่ทราบว่าข้อสงสัยของผมมันจะผิดหรือเปล่าว่า เจ้าหน้าที่ดังกล่าว ได้ผ่านหลักสูตรการดมกลิ่นมาเรียบร้อยแล้ว มันอาจจะเป็นจริงตามข้อสงสัยของผมก็ได้ เพราะประเทศมหาอำนาจบางประเทศ เขาได้เชิญบรรดาท่านมิสเตอร์ด๊อกที่เชี่ยวชาญการรบ มาเป็นครูฝึกสอนให้แก่บรรดาทหารหาญประจำหน่วยรบในประเทศนั้น (ไม่แน่ผมอาจถูกจะหลอกในข้อมูลข่าวสารเหมือนกับกรณีส่งสตรีมุสลิมภาคใต้ไปฝึกอาวุธที่ต่างประเทศ ที่กองทัพภาค 4 ถูกหลอกมาแล้ว ก็อาจป็นได้)

ประเด็นที่มีการถกเถียงกัน รวมถึงการตั้งข้อสงสัยว่า ทำไม...??? เจ้าหน้าที่ในสามจังหวัดชายแดนใต้และบรรดาผู้บริหารประเทศที่มีหน้าที่รับผิดชอบ จึงไม่ใช้สุนัขดมกลิ่น ในการช่วยงานดมกลิ่นค้นหาวัตถุระเบิดหรือยาเสพติดในพื้นที่ต้องสงสัย รถยนต์ต้องสงสัย รถจักรยานยนต์ต้องสงสัย และบุคคลต้องสงสัย

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า การดมกลิ่นของสุนัขที่ได้การฝึกมาอย่างดีนั้น ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของมันต้องขอยอมรับ แบบว่าพลาดน้อนมาก (นอกจากไปแกล้งมันหรือทำให้มันแขว เช่น ไปเอากระเทียม,พริกไทย,กะปิ เครื่องแกงทั้งน้าน ไปทาหรือไปโรยที่วัตถุระเบิดหรือถุงใส่ยาเสพติด นี่แหล่ะที่ทำให้ มิสเตอร์ด๊อกของผมมันเพี๊ยนไป) นอกนั้นแล้วเสร็จโก๋หมดล่ะครับ GT200 ยังหงายเก๋งมาแล้วในการตรวจสอบความแม่นยำ

ในเมื่อทราบและยอมรับถึงความเก่งกาจและความแม่นยำของเจ้าสุนัขดมกลิ่นกันแล้ว แล้วทำไมถึงไม่ใช้งานมันเพื่อให้เกิดประโยชน์ นี่แหล่ะครับที่ต้องมาทำความเข้าใจกัน

ประเด็นแรก (สำคัญมากๆ) มีการพูดถึงความละเอียดอ่อนของศาสนาอิสลาม การปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ที่เชื่อมโยงไปถึงสัตว์ 2 ชนิด คือสุนัข และสุกร ที่ยอมรับไม่ได้หรือพูดง่ายๆว่า “ไม่ชอบ” ประเด็นนี้ผมต้องขอประทานโทษด้วยครับว่า เพราะเหตุใด ท่านใดที่ทราบความเป็นมาในเรื่องดังกล่าวช่วยกรุณาแนะนำ หรือชี้แจงแถลงไข เพื่อเป็นวิทยาทานด้วยน่ะครับ

แต่เท่าที่เคยพูดคุยกับเพื่อนๆทั้งผู้อาวุโสชาวไทยมุสลิมหลายๆท่าน ท่านให้ความคิดเห็นที่ดีมาก ท่านบอกว่า
“เรื่องปัญหาชอบหรือไม่ชอบ เกลียดหรือไม่เกลียด สัตว์ทั้งสองชนิดนั้น ไม่ใช่ปัญหาสำคัญ แต่ที่สำคัญถ้าเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่และรัฐบาลที่กุมนโยบาย มีความจริงใจและบริสุทธิ์ใจจริงในการแก้ไขปัญหาไฟใต้ และต้องการให้ประชาชนในพื้นที่ปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินจริง เรื่องการใช้สุนัขดมกลิ่นถือเป็นเรื่องไร้สาระไปเลย ขอได้โปรดอย่านำเอาประเด็นเรื่องหมาๆมาเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยอ้างถึง ความละเอียดอ่อน อีกเลย”


เอาล่ะครับเมื่อถึงตอนนี้ ท่านบรรดาทหารหาญและรัฐมนตรีปัญญอ่อนทั้งหลาย ท่านจะแก้ไขในเรื่องนี้อย่างไร จะใช้สุนัขดมกลิ่น หรือจะใช้เจ้าหน้าที่ชำนาญพิเศษในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับปัญหาเรื่องระเบิดและยาเสพติด

ผมขอแนะนำว่า น่าจะลองทำงานหรือปฏิบ้ติงานแข่งกันดู ระหว่างพี่หมากับพี่ทหารตำรวจของผม ว่าใครจะเจ๋ง กว่าใคร ใครแพ้ก็ให้ไปกราบผู้ชนะ ท่านว่าดีไหม....???????

ทนายประเวศ ฟันธง มาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

ที่มา Thai E-News

โดย ประเวศ ประภานุกูล
6 มีนาคม 2554

ประเวศ ประภานุกูล คือทนายความอาวุโสที่ดูแลคดี "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" โดยเฉพาะคดีของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ถือได้ว่าเป็นทนายที่ศึกษาและเข้าใจเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างลึกซึ้งมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ทำลายล้างผู้มีความคิดเห็นต่างจากผู้มีอำนาจรัฐ

ที่สำคัญได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชนผู้มีความเห็นต่างจากผู้กุมอำนาจรัฐไม่ให้แสดงความคิดเห็น

การใช้ถ้อยคำที่กำกวม คลุมเคลือ อย่างเช่น "ดูหมิ่น" ทำให้ง่ายต่อการขยายความกฎหมาย เป็นการขยายความกฎหมายทั้งๆที่หลักกฎหมายอาญาต้อง "ตีความโดยเคร่งครัด"

หลักกฎหมายอาญาได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงจากการขยายความกฎหมายมาตรานี้ ตัวอย่างที่เห็นชัดของการขยายความ คือ การไม่ลุกขึ้นยืนขณะมีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นความผิดตามมาตรานี้เป็นการยืนยันความผิดโดยคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลซึ่งได้ชื่อว่า ทำงานในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

การขยายความให้การ ไม่ลุกขึ้นยืนขณะมีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นความผิดตามมาตรานี้ เท่ากับการขยายความมาตรานี้ให้มีความหมายว่า การไม่แสดงความเคารพ เท่ากับ ดูหมิ่น จะตีความหมายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากว่า เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ต้องแสดงความเคารพให้กับ "เพลงสรรเสริญพระบารมี" โดยการฝ่าฝืนไม่แสดงความเคารพมีโทษสูงถึงจำคุก 15 ปี

สิ่งที่ตามมาและน่าสนใจกว่าในความเห็นของผม คือ ทำไมถึงต้องเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี ในโรงภาพยนต์ ทำไมต้องเปิดเพลงนี้พร้อมกับฉายภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ก่อนทำการฉายภาพยนต์

โรงภาพยนต์ คือ สถานที่ที่คนเข้าไปพักผ่อน หาความสำราญ หาความบันเทิง การเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วบังคับทุกคนที่เข้าไปชมภาพยนต์ให้ต้องลุกขึ้นยืน ไม่ใช่การละเมิดสิทธิ์ของผู้ที่ต้องการชมภาพยนต์??

เคยมีการถามความความเห็นประชาชนก่อนมั้ยว่า เขาต้องการให้เปิดเพลงก่อนดูภาพยนต์หรือไม่

นี่คือสิ่งที่สมควรมีและเกิดขึ้นในประเทศที่ประกาศตนว่า มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย??


*************

รายละเอียดเพิ่มเติม
กรณีดารณี ชาญเชิงศิลปกุล LM Watch

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

นิติธรรมร่ำไห้ แม้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดไม่มีโทษติดตัว แต่ไม่ให้ประกัน ไม่ปรานี คดีประหลาดดา ตอร์ปิโด
ทนายดา ตอร์ปิโด:คำพิพากษาที่สร้างความประหลาดใจ และคาดไม่ถึง
กาหลิบ:เหตุประหลาดในคดีดา ตอร์ปิโด

Saturday, March 5, 2011

CPJ:กรณีฟอกขาวของไทยในการสังหารมูราโมโต

ที่มา Thai E-News



ที่มา คณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าวโลก(CPJ)
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 มีนาคม 2554

Concerns of Thai whitewash in killing of Reuters' Muramoto:กรณีการฟอกขาวของไทยในการสังหารช่างภาพของรอยเตอร์ นายมูราโมโต

กรุงเทพฯ, กุมภาพันธ์ 28, 2554 –คณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าวโลก( The Committee to Protect Journalists-CPJ) กังวลในความไม่แน่นอน ไม่คงเส้นคงวาของการสืบสวนของรัฐไทยในการสืบสวนการสังหารช่างภาพของรอยเตอร์ ฮิโร มูราโมโต ซึ่งถูกฆ่าด้วยกระสุนปืนในขณะกำลังถ่ายทำการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลและกองกำลังความมั่นคงเมื่อ 10 เมษายน ปีที่แล้วในกรุงเทพฯ

กรมสืบสวนคดีพิเศษของประเทศไทย(DSI)กล่าวต่อผู้สื่อข่าววันนี้ว่า การสืบสวนแสดงให้เห็นว่า มูราโมโต ไม่ได้ถูกยิงโดยกองกำลังความมั่นคง ผลการสืบสวนแตกต่างจากผลสรุปก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักข่าวซึ่งแผยแพร่และรายงานโดยสำนักข่าวต่าง ๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งการค้นพบนั้น แสดงให้เห็นว่า กระสุนที่ยิงมูราโมโต มาจากทิศที่ทหารตั้งกำลังอยู่และยิงมาจากปืน M-16 เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ ว่าเป็นแรงกดดันที่จะล้างความรับผิดชอบของกองทัพ

DSI แก้การชันสูตรโดยใช้หลักฐานที่อ้างว่า มูราโมโต ถูกสังหารโดยกระสุนที่ยิงจาก AK 47 สืบเนื่องจากหัวหน้า DSI ธาริต เพ็งดิฐษ์ ซึ่งกล่าวต่อผู้สื่อข่าวในวันแถลงข่าว เขาบอกนักข่าวว่าทหารติดอาวุธด้วยอาวุธที่แตกต่าง ได้แก่ M-16 ในช่วงการสลายการชุมนุมในวันนั้น

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รายงานวันอาทิตย์ว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ. ดาวพงศ์ รัตนสุวรรณ ไปเยือน DSI เพื่อไปต่อว่าเกี่ยวกับการชันสูตรเบื้องต้นที่กล่าวหาว่า ทหารสังหารมูราโมโต ธาริต ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้พบดาวพงศ์ในการแถลงข่าว บางกอกโพสต์รายงานว่าทหารไทยราว 20,000 คน ติดอาวุธ AK 47 ด้วย

“ความแตกต่างของการชันสูตรเบื้องต้นของการสืบสวนของการตายของนักข่าว ฮิโร มูราโมโต เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของการสืบสวนของรัฐ” ฌอน คริสปิน ผู้แทนระดับสูงฝ่ายเอเชียตะวันออกของ CPJ กล่าว “เรากังวลอย่างยิ่งต่อรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทหารอาจกดดัน DSI ในการเซ็นเซอร์ผลการชันสูตรเบื้องต้น”

หัวหน้าบรรณาธิการของสำนักข่าว ทอมสัน รอยเตอร์ นายสตีเฟ่น เจ แอดเลอร์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ความขัดแย้งที่เด่นชัดของการสืบสวนเบื้องต้นและรายงานนี้ ทำให้เห็นชัดแจ้งเกี่ยวกับกระบวนการและผลลัพธ์ที่เกิดจากการถูกบังคับ”

อย่างน้อย 90 คนถูกสังหาร และกว่า 1,800 คน บาดเจ็บ ระหว่าง เมษายน และพฤษภาคม ในปี 2553 เป็นความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของไทย นักข่าว 2 คน มูราโมโตและนักข่าวอิสระชาวอิตาเลียน ฟาบิโอ โพเลงกี ถูกฆ่าตาย และอย่างน้อย 9 ราย ที่นักข่าวไทยและต่างชาติยาดเจ็บสาหัส ในขณะที่กำลังเก็บภาพการปะทะระหว่างกองทัพและผู้ชุมนุม

ผู้เชี่ยวชาญนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจ พล.ต.ท. อัมพร จารุจินดา บอกผู้สื่อข่าวมื่อวันจันทร์ว่า ยัง “ไม่เป็นที่แน่ชัด” ว่าใครยิง โพเลงกี (สืบเนื่องจาก AP) เขากล่าวว่าการสืบสวนของ โพเลงกียังดำเนินการอยู่

การสืบสวนของCPJ ของปีที่แล้ว “ความไม่สงบในประเทศไทย นักข่าวตกอยู่ในอันตราย” เปิดเผยกรณีของการขัดขวางจากรัฐในการสอบถามจากเอกชนในกรณีการเสียชีวิตของมูราโมโต และโพเลงกี แหล่งข่าวของ CPJ กล่าวว่าทหารปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์นายทหารที่เชื่อว่าอยู่ใกล้กับมูราโมโตในขณะเวลาที่เขาถูกยิง

DSI ไม่เปิดเผยว่า ผลนั้นมาจากกล้องวงจรปิดในบริเวณที่รัฐบาลครอบครอง ที่มูราโมโตเสียชีวิต ธาริตกล่าวว่ารายงานของ DSI จะส่งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “ซึ่งอาจจะมีหลักฐานเพิ่มเติมที่จะทำให้กระจ่างขึ้น” ทั้งนี้จากรายงานของสำนักข่าว AP

******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ดูจะๆ!! ใบชันสูตรศพ "ฮิโรยูกิ" นักข่าวญี่ปุ่นระบุ "กระสุนความเร็วสูง" ไม่ใช่ "อาก้า"??

สำนึกสุดท้าย

ที่มา Thai E-News



โดย อรุณรุ่ง สัตย์สวี

ความปลอดภัยรายรอบและโอบอุ้มตลอดช่วงปลายชีวิต
ต้นไม้เหี่ยวเฉาเหลือใบหล่อเลี้ยงนับได้
บนความสูงเหว่ว้า

ยากเย็นยามดึกดวงตาว่างเปล่าจุดหมาย
หลับหรือตื่นสะท้านเสียงสรรเสริญหรือสาบส่ง
ลมการเปลี่ยนแปลงพัดมาเป็นระลอก
พายุสงบลงหลังเสียงปืนเปิดเผย

ปริศนาก่อกำเนิดหนทางที่ผ่านมาดำเนินไปดำรงอยู่
ซุกซ่อนความตายรายทางกล่นเกลื่อนในดวงตาชาเย็น

อดีตอาจบ่งบอกบางสิ่งบางอย่าง
แม้เวียงวังเพชรแพรกลับกลายเป็นสิ่งไร้ค่ายามเรี่ยวแรงร่วงโรย
เหลือเพียงลมหายใจน้อยนิดอันแสนล้ำค่า

เจ็บปวดหลอกหลอนและกัดกร่อนหัวใจโหดเหี้ยมหนหลัง

ดึกสงัด
บนความสูง
ปลดปล่อย
สุดท้าย
ไร้สำนึก !!!

ทีวีFRANCEเผยภาพทหารยิงหัวเสื้อแดงเลือดกระจาย

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

FRANCE 24 Reporters: The battle of Bangkok



Re: ทีวีFRANCEเผยภาพทหารยิงหัวเสื้อแดงเลือดกระจาย

โดย นายหัวโต

ใช้ความพยายามอดทนอย่างมากกับการดูคลิปนี้ รู้สึกขยะแขยง ตั้งแต่เห็นทหารโพล่ออกมา

ความเป็นชายชาติทหารไม่มีเหลืออยู่เลย ที่เขาบอกว่าทหารไม่ค่อยมีสมองคงต้องเชื่อ

ลูกผู้ชายก็ไม่น่าจะให้เป็น ทำได้อย่างไร ใช้อาวุธสงครามไล่ฆ่าคนเสื้อแดงใจกลางเมือง

สงสารทหารที่ดีๆ ที่ต้องมาเสียหาย กับทหารเลวๆ พวกนี้เสียเหลือเกิน

วันหนึ่งบาปกรรมต้องตามสนอง ทหารพวกนี้แน่ และ น่าจะตายด้วยศาสตราวุธ เช่นกัน

สำหรับผู้สั่งฆ่า และพวกที่น้อมรับปฏิบัติไล่เรียงกันมา น่าจะทรมาน ทุรนทุราย น่าเวทนา ก่อนตายเช่นกัน


Re: ทีวีFRANCEเผยภาพทหารยิงหัวเสื้อแดงเลือดกระจาย

โดย Comet