WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 6, 2011

ดีแต่พูด

ที่มา thaifreenews

โดย chaiya

ดีแต่พูด มีความว่า พูดดีใช่ไหม หรือ ว่าดีแต่พูดๆๆ ไม่ทำ หรือทำไม่ดี ทำไม่ได้เรื่อง




นายอภิสิทธิ์ บรรยายพิเศษ ในวันสตรีสากล ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยร่วมเปิดงานเฉลิมฉลอง 100 ปี วันสตรีสากล และบรรยายพิเศษ หัวข้อ "ผู้หญิงทำงานกับคุณภาพชีวิติที่ยั่งยืน" วันนี้ ระหว่างการบรรยายพิเศษของนายก ฯ มีผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า "มือเปื้อนเลือด" ระหว่างนายกฯ ขึ้นบรรยายพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีอีกสองคนที่ชูป้าย "ดีแต่พูด" ระหว่างที่นายอภิสิทธิ์กำลังอภิปรายฯด้วย

กำลังใจ......เสี้ยม

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ยามฟ้าเปิด เพริศพริ้ว เห็นริ้วแสง
ทอสีแดง พราวระยับ ประดับฟ้า
สาดแสงงาม ยามสาย สบายตา
แล้วทาบทา ความละมุน จากอุ่นไอ....

ตะวันโผล่ ยิ้มแฉ่ง ทอแสงสวย
ระยิบด้วย แสงงาม ยามผ่องใส
ช่วยส่องทาง สว่างจ้า สุดฟ้าไกล
เติมวันใหม่ ให้ใสสุด ดุจแสงทอง....

กำลังใจ ส่งมา จากฟ้าสวย
ได้โปรดช่วย บันดานดล ชนทั้งผอง
เป็นความหวัง พลังรัก สลักปอง
ให้พี่น้อง เสื้อแดง มีแรงใจ....

เสี้ยมให้รัก กันเถิด ประเสริฐศรี
ให้คิดดี นำทาง สว่างไสว
ให้กลมเกลียว มิ่งมิตร สนิทใน
เติมห่วงใย ให้กัน ทุกวันคืน....

เสี้ยมให้เดิน สู่ฝัน ที่มั่นหมาย
สู่สุดท้าย เด่นชัด ไม่ขัดขืน
เป็นพลัง สู้-ฟัด ช่วยหยัดยืน
จนชื่นมื่น ร่วมกัน วันมีชัย....

วันอาทิตย์ แสนงาม ตามที่เห็น
ขอให้เป็น วันดีดี ที่ผ่องใส
พี่น้องแดง ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย
จับมือไว้ ถักทอรัก สามัคคี....

๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดงที่ ๖ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

จับกระแสสังคม "ธาริต-อัมพร"พรุน ทฤษฎี"ปืนอาก้า" ฆ่าช่างภาพญี่ปุ่น

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ แฟ้มคดี




บานปลายไปกันใหญ่แล้ว และทำท่าว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีเอสไอ พร้อมด้วย พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผบช. สำนักนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ(สนว.ตร.) จะรับบทหนัก หลังออกมาแถลงข่าวพลิกคดีฆ่า "นาย ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ" ช่างภาพรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น ที่ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างทำข่าวม็อบเสื้อแดงปะทะกับทหาร เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553

ก่อนหน้านี้นายธาริต ซึ่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดใหญ่ ทีมชันสูตรประกอบด้วยคณะแพทย์ร.พ.ใหญ่ๆ มากถึง 12 คน ใช้เวลาทำงานหลายเดือน แถลงผลการสอบสวนคดี 91 ศพ หรือ 89 ศพ ที่เสียชีวิตจากการกระชับพื้นที่ของทหาร โดยระบุว่านายฮิโรยูกิ และอีก 12 ศพ เชื่อว่าเสียชีวิตเพราะการกระทำของเจ้าหน้าที่!??

แต่ผ่านไปแค่เดือนเดียว นายธาริต กลับออกมาแจ้งข้อมูลใหม่ อาศัยเพียงการวิเคราะห์ภาพถ่ายและอ่านรายงานชันสูตร ของพล.ต.ท. อัมพร ว่านายฮิโรยูกิ เสียชีวิตเพราะกระสุนปืน "อาก้า"

ก่อนสรุปดื้อๆ ว่าจึงไม่ใช่ฝีมือทหารไทย เพราะทหารไทยไม่ได้ใช้ปืนอาก้า แต่ใช้เอ็ม 16!??

ผลที่ตามมาทั้งนายธาริต และพล.ต.ท.อัมพร โดนถล่มยับ เพราะทั้งสังคมไทยและสังคมนานาชาติ ไม่มีใครเชื่อถือคำแถลงครั้งที่ 2

แถมเหน็บให้เจ็บๆ คันๆ อีกว่าดีเอสไอน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น "กรมผงซักฟอก" หรือยังดีที่ดีเอสไอไม่บอกว่านายฮิโรยูกิ ยิงตัวตายเอง!??

"ธาริต-อัมพร"แถลงข้อมูลใหม่

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คดีฆ่านาย ฮิโรยูกิ และคนเสื้อแดงรวม 13 ศพ ซึ่งดีเอสไอแถลงไปเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยส่งสำนวนให้ตำรวจรับผิดชอบ กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อจู่ๆ นายธาริต ออกมาระบุว่าพบหลักฐานใหม่นายมูราโมโตะ ถูกยิงตายด้วยกระสุนปืนอาก้า ซึ่งเป็นปืนที่ไม่มีใช้ในราชการทหาร เนื่องจากทหารไทยจะใช้ปืนเอ็ม 16

จึงเชื่อว่านายมูราโมโตะ น่าจะเสียชีวิตเพราะบุคคล อื่นไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหาร

นายธาริต อ้างอีกว่าระหว่างการเผชิญหน้าของทหารกับม็อบเสื้อแดงบริเวณแยกคอกวัว จุดที่นายฮิโรยูกิ ถูกยิงนั้น หลังแนวทหารมีเสื้อแดงอีกกลุ่มล้อมเอาไว้ด้วย!??

"พล.ต.ท.อัมพร วิเคราะห์ภาพถ่ายรวมทั้งผลชันสูตรจากแพทย์มาประกอบ ก่อนจะสรุปผลออกมาว่าเป็นอาก้า ดังนั้นจึงทำให้ข้อสงสัยเดิมที่ระบุว่าอาจจะเกิดจากเจ้าหน้าที่ก็เปลี่ยนแปลงไป"!??

ด้านพล.ต.ท.อัมพร กล่าวว่าการตรวจสอบบาดแผลของนายฮิโรยูกิ เป็นไปตามหลักวิชาการทุกอย่าง ซึ่งตามหลักฐานที่นำมาจากผลการชันสูตรพลิกศพ ก็เพียงพอที่จะทำให้ระบุได้ว่าผู้ตายนั้นไม่ได้เสียชีวิตด้วยกระสุนปืนชนิดเอ็ม 16 ที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้อย่างแน่นอน"



พร้อมกันนี้นายธาริต กับพล.ต.ท.อัมพร ก็ร่วมแถลงข่าวยืนยันผลการวิเคราะห์ดังกล่าว ท่ามกลางนักข่าวทั้งไทยและต่างประเทศจำนวนมาก

นายธาริต เปิดฉากด้วยการอ้างว่าวันเกิดเหตุนายฮิโรยูกิ อยู่ในกลุ่มนปช.ที่เผชิญหน้ากับทหาร แต่หลังแนวทหารก็มีนปช.อีกกลุ่มล้อมอยู่ด้วย!??

"ก่อนหน้านี้ผลการชันสูตรไม่ได้ระบุอาวุธที่ทำให้เสียชีวิต เพียงแต่ระบุว่าเป็นกระสุนปืนที่มีความเร็วสูง การตรวจสอบของ พล.ต.ท.อัมพร จึงถือเป็นการสอบเพิ่มเติม เพื่อให้คดีมีความรอบคอบมากขึ้น"

นายธาริต ระบุว่าการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ นั้น ก่อนหน้านี้มีพยานบุคคลเพียงปากเดียว เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าร่วมชุมนุมกับนปช. ได้ให้ข้อมูลว่ายืนอยู่ใกล้นายฮิโรยูกิขณะถูกยิง แต่ไม่รู้ว่ายิงมาจากทิศทางใด แต่เชื่อว่ามาจากทหาร เนื่องจากขณะนายฮิโรยูกิ ถูกยิงหันหน้าไปถ่ายภาพแนวทหาร

ส่วนพล.ต.ท.อัมพร กล่าวว่า ได้วิเคราะห์จากรายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ในทุกๆ คดี คดีไหนที่ยืนยันได้ว่าควรจะโดนยิงด้วยอาวุธปืนขนาดอะไร ก็จะยืนยันให้ ก็มีหลายอันที่ยืน ยันไม่ได้ สำหรับรายนี้ค่อนข้างชัดเจน

"ผมไม่ได้เห็นหัวกระสุน ทุกอย่างก็ได้แค่สรุปจากบาดแผลกระสุนปืนเท่านั้น" อดีตผบช. สพฐ.ตร.กล่าว

พล.ต.ท.อัมพร ระบุด้วยว่าศพลักษณะนี้ดูแค่ชั่วโมงเดียวก็สรุปได้แล้วว่าถูกยิงด้วยปืนอะไร

เผยเคยสรุปคดีน้องโบว์

การแถลงครั้งนี้ขัดแย้งอย่างมากกับการแถลงครั้งแรกว่านายฮิโรยูกิ ถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐยิงเสียชีวิต แล้วจู่ๆ ก็มากลับคำแถลง ทำให้ผู้สื่อข่าวจำนวนมากโดยเฉพาะต่างชาติ จี้ถามประเด็นข้อสงสัย จนทั้งนายธาริต และพล.ต.ท.อัมพร ถึงกับไปไม่เป็น

อาทิ การถามถึงศพอื่นๆ ที่เหลือ ว่าระบุได้หรือไม่ถูกยิงด้วยกระสุนชนิดใด พล.ต.ท.อัมพร อ้างว่าไม่ทราบเพราะไม่ได้ดู

เช่นเดียวกับนายธาริต ก็ตอบไม่ได้เพราะไม่ได้ดูผลศพอื่นๆ เช่นกัน

เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างกระสุนเอ็ม 16 กับอาก้า ก็พยายามตอบเลี่ยงๆ ไป

รวมทั้งการใช้ตรรกะง่ายๆ มาสรุปว่า เมื่อไม่ได้ถูกยิงด้วยเอ็ม 16 จึงไม่ใช่ฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ และหากใช้ตรรกะเดียวกันสรุปว่าทุกศพที่ถูกยิงด้วย 16 เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐใช่หรือไม่ ก็ไม่มีคำตอบออกมาเช่นกัน

อย่างไรก็ตามเมื่อพล.ต.ท.อัมพร ถูกจี้ถามข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการตายของนายฮิโรยูกิ เทียบกับศพอื่นๆ ก็พยายามเลี่ยงตอบก่อนยุติแถลงข่าวทันที

สำหรับพล.ต.ท.อัมพร ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนคนหนึ่งของเมืองไทย เคยไปศึกษาและร่วมฝึกกับเอฟบีไอ และซีไอเอ ของสหรัฐ จบปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต จุฬาฯ ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันเดียวกัน

รับราชการตำรวจครั้งแรกในปี 2515 ตำแหน่ง รองสว. แผนกอาวุธปืน และเติบโตในสายกองพิสูจน์หลักฐาน

ปี 2541 รับตำแหน่ง ผบก.สพฐ. ก่อนเกษียณในตำแหน่ง ผบช. สำนัก งานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ (สนว.ตร.) เมื่อปี 2551

ก่อนหน้านี้เคยสร้างความฮือฮาเมื่อระบุว่า น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ "น้องโบว์" พันธมิตรฯที่เสียชีวิต เมื่อ 7 ต.ค.2551 ว่าเสียชีวิตจากแก๊สน้ำตา และยืนยันว่าแก๊สน้ำตาทำให้แขนขาขาดได้ ถือว่าสวนทางกับการพิสูจน์ของคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ตั้งขึ้น และแย้งกับการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศด้วย

มาถึงคดีนายฮิโรยูกิ ก็อาศัยเพียงการดูภาพถ่ายบาดแผล และอ่านราย งานผลชันสูตร ก็สรุปออกมาเป็นเรื่องเป็นราวได้ทันที

เผยใช้แพทย์ชุดใหญ่ชันสูตร

การชันสูตรศพเหยื่อกระชับพื้นที่วันที่ 10 เม.ย. 2553 ดีเอสไอตั้งคณะกรรมการเป็นแพทย์จากร.พ.ต่างๆ รวม 12 คนร่วมชันสูตร ในจำนวนศพที่พบมี 10 ราย รวมทั้งนายฮิโรยูกิ คณะแพทย์ระบุว่าถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง กระสุนเจาะเข้าร่างกายใน 2 จุด คือศีรษะและเข้าหน้าอกตัดขั้วหัวใจ น่าเชื่อได้ว่าผู้ลงมือเป็นนักแม่นปืน ซุ่มตัวแล้วเลือกเป้ายิงได้อย่างแม่นยำ

คณะกรรมการไม่ได้ระบุว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 10 ราย ถูกยิงด้วยอาวุธปืนชนิดใด เนื่องจากการผ่าชันสูตรไม่พบหัวกระสุนปืน จึงรายงานในผลการชันสูตรเพียงว่าเป็นกระสุนปืนความเร็วสูง ซึ่งสรุปตามหลักฐานวิชาการ

เช่นเดียวกับตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานก็ไม่กล้ายืนยันว่าศพที่พบถูกยิงด้วยกระสุนชนิดใด เนื่องจากกระสุนปืนแต่ละชนิดมีความใกล้เคียงกัน ที่สำคัญเมื่อไม่พบหลักฐานหัวกระสุน ก็ยากจะระบุได้

จึงมีจุดที่น่าสนใจว่าการดูเพียงภาพถ่ายกับอ่านผลชันสูตร น่าเชื่อถือเพียงใดเมื่อเทียบกับคณะแพทย์ชุดใหญ่ที่ร่วมผ่าศพ หรือหลักฐานและพยานอื่นๆ ที่ดีเอสไอสืบเสาะมานานหลายเดือนซึ่งต้องนำมาประกอบกัน

รวมทั้งการออกมาฟันธงเพียงดูจากบาดแผล ซึ่งปกตินักนิติวิทยาศาสตร์ หรือการชันสูตรจะไม่ระบุขนาดนั้นเพราะต้องใช้หลักฐานอื่นมาประกอบด้วย

เคยมีตัวอย่างที่ยังพูดถึงจนทุกวันนี้เกี่ยวกับการสรุปเกินหน้าที่ของตน จนทำให้เกิดปัญหาการทำงานของหน่วยอื่น คือกรณีการตายของ "2 แม่ลูกศรีธนะขัณฑ์" นางดาราวดี และด.ช.เสรี ภรรยาและลูกของนายสันติ ศรีธนะ ขัณฑ์ ตัวละครสำคัญในคดีเพชรซาอุฯ

หลังจากพบศพ 2 แม่ลูกตายในรถเบนซ์ ปรากฏว่า ผบก.นิติเวช ในขณะนั้นออกมาเล่าเป็นฉากๆ ว่าตายเพราะอุบัติเหตุ แผลต่างๆ เกิดจากการกระแทกพวงมาลัยบ้าง คอนโซลบ้าง จนการสอบสวนของตำรวจในช่วงแรกถึงกับเป๋ไปเป๋มา

ก่อนต้องเสียผู้เสียคนเพราะข้อเท็จจริงในภายหลังออกมาว่า 2 แม่ลูกถูกฆาตกรรม และแผลต่างๆ เกิดจากถูกตีด้วยท่อนเหล็ก!??

ฆ่าช่างภาพญี่ปุ่นสะเทือนรัฐบาล

มีความน่าสนใจอย่างยิ่งต่อการออกมาของนายธาริต และพล.ต.ท.อัมพร ว่าทำไปเพื่ออะไร!??

เนื่องจากคดีของนายฮิโรยูกิ ถึงตอนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ โดยปกติหากได้พยานหลักฐานใหม่ต้องส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการหาข้อเท็จจริง นำไปประกอบสำนวน

อีกทั้งขั้นตอนการสอบสวนคดีใด คดีหนึ่ง ไม่ได้ดูตัดตอนเพียงหลักฐาน พยาน หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น หากแต่ต้องนำทุกอย่างมาประกอบกันเพื่อความสมบูรณ์ที่สุด

คดีนายฮิโรยูกิ มีพยานและหลักฐานมากมายที่ดีเอสไอใช้เวลาสอบสวนนานหลายเดือน จนถูกทูตและรัฐบาลญี่ปุ่นตามจี้หลายครั้งหลายหน เพราะเห็นว่าช้าเกินไป

จนเมื่อสามารถสรุปออกมาได้โดยนายธาริต เป็นผู้แถลงข่าวด้วยตัวเอง

และหลังจากนั้นมีคณะกรรมการหลายชุดทั้งของส.ส. หรือ ส.ว. และกรรมการพิเศษที่รัฐบาลตั้งขึ้น เชิญดีเอสไอไปซักถามข้อมูลเรื่องผู้เสียชีวิต

ทุกครั้งตัวแทนดีเอสไอก็ยืนยันว่านายฮิโรยูกิ และเหยื่ออย่างน้อย 13 ราย น่าจะเสียชีวิตเพราะเจ้าหน้าที่รัฐ ตามที่อธิบดีดีเอสไอแถลง

แต่จู่ๆ นายธาริต กลับนำความเห็นของพล.ต.ท.อัมพร เพียงคนเดียวที่ดูภาพและเพียงอ่านรายงาน โดยไม่ได้เป็นคณะกรรมการ หรือเป็นพนักงานสอบสวนในคดีนี้ตั้งแต่แรก มาหักล้างพยานหลักฐานทั้งหมด

สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการแถลงกรณีนายฮิโรยูกิ ในครั้งแรก ส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างยิ่ง เห็นได้จากความเคลื่อน ไหวของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งส่งทูตมาจี้เพื่อให้หาตัวผู้กระทำผิด และถึงขั้นขู่ใช้มาตรการตอบโต้ทางการเมือง

เช่นเดียวกับชมรมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และสำนักข่าว รอยเตอร์ ต้นสังกัดของนายฮิโรยูกิ ก็เรียกร้องให้เร่งหาตัวผู้กระทำความผิดอย่างเข้มข้นยิ่ง

กรณีนายฮิโรยูกิ จึงเหมือนจุดสลบของรัฐบาล เพราะทั้งการจับตาของรัฐบาลญี่ปุ่น หรือสำนักข่าวทั่วโลกรายงานกรณีนี้อย่างต่อเนื่องว่านาย ฮิโรยูกิ เสียชีวิตเพราะเจ้าหน้าที่รัฐ

การออกมากลับคำแถลงของนายธาริต และพล.ต.ท.อัมพร จึงเหมือนตัวช่วยกลายๆ

ส่วนช่วยแล้วดีขึ้น หรือแย่หนักกว่าเดิม

ถึงตอนนี้คงรู้คำตอบกันดีอยู่แล้ว!??

กวีประชาไท: ลูกคนจน

ที่มา ประชาไท


(แฟ้มภาพ ประชาไท)

แม่จ๋า..ลูกขอลาเข้าเมืองหลวง
แม้สุดห่วงทางบ้านเป็นหนักหนา
แต่ศึกนี้ใหญ่นักสำคัญกว่า
จึงกราบลามาทวงแผ่นดินคืน

แผ่นดินภายใต้บัญชาการ
เผด็จการหน้าหวานในสูทหรู
วาจาคมคายฟังน่าดู
แต่เรามันอดสูทุกวี่วัน

ทุกๆ วันจึงเห็นเช่นฝันร้าย
ความตายคืบคลานเข้าถามหา
ผืนดินลุ่มน้ำทั้งป่านา
นายทุนเข้ามามันครอบครอง

ครอบครองไปทั่วทุกระแหง
รัฐชั่วเสแสร้งปิดตาหู
สร้างกฏแห่งการสมคิดรู้
สมสู่กฏหมายทรชน

จึงโดนบังคับและขับไล่
เถื่อนถ่อยอยู่ได้แผ่นดินรัฐ
พวกสูสมควรโดนกำจัด
อยู่ในแผ่นดินรัฐไม่ชอบธรรม

มืดมนอับจนซึ่งหนทาง
อ้างว้างน้ำตานองหน้าไหล
ผืนดินสุดท้ายโดนแย่งไป
เจ็บช้ำหัวใจเกินบรรยาย

แม่จ๋า..เช็ดน้ำตาอย่าให้ไหล
ลูกจะออกเข้าไปทวงถามหา
จะกอดกุมผลพวงคับแค้นมา
แล้วตะโกนกู่หา “ยุติธรรม”

ยุติธรรมแห่งสิทธิอันชอบธรรม
พวกระยำผลาญชิงเฝ้าเข่นฆ่า
วันนี้คนจนมีน้ำตา
ชัยชนะสะสมมาเฝ้ารอวัน

แม่จ๋า..ลูกขอลาเข้าเมืองหลวง
อย่าได้ห่วงลูกยาเศร้าโหยไห้
สัญญาว่ากลับบ้านไม่เปลี่ยวดาย
จะทวงคืนประกาศชัยของ “คนจน”

แด่การ..ปักหลักชุมนุมหน้าลานพระบรมรูปฯขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
หน้าลานพระบรมรูปทรงม้า
๒๐-๒-๕๔
ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์

กวีประชาไท: จุดจบของโลกใกล้เข้ามา

ที่มา ประชาไท

ธรรมชาติโหดร้ายทำลายโลก
วิปโยควินาศอนาถหนอ
ภูเขาไฟคุ้มคลั่งมิรั้งรอ
แผ่นดินไหวเกิดก่อติดต่อกัน
เปลี่ยนแผ่นน้ำแผ่นดินสิ้นทั้งหมด
เกิดปรากฏทวีปหาดขาดสะบั้น
ก่อแดนใหม่ดินใหม่ปีเดือนวัน
โดยมิทันคาดเห็นเป็นเช่นไร
มนุษย์รุกไล่ล่าฆ่ามนุษย์
กลียุคกาลยุทธครั้งยิ่งใหญ่
โดมิโนปลดทาสขึ้นเป็นไท
ขับไล่ผู้กดขี่กู้ชีวิต
จุดจบของโลกใกล้เข้ามา
คนดีมีธรรมาฟ้าลิขิต
จะอยู่รอดปลอดพ้นมนต์พิชิต
บุกเบิกคิดต่อในโลกใหม่เอย

รำลึกบ่อนไก่-พระราม 4: (2): เสี้ยวส่วนของชีวิตชุมชนบ่อนไก่

ที่มา ประชาไท

หลังจากรัฐบาลประกาศกระชับพื้นที่ราชประสงค์ ทหารพร้อมอาวุธครบมือเข้าปิดล้อมสถานที่ชุมนุม ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 บ่อนไก่-พระราม 4 จึงเป็นพื้นที่สำคัญของการต่อสู้ เริ่มด้วยในตอนสาย ทหารเข้ายึดพื้นที่แยกวิทยุและบริเวณใกล้เคียง และปิดการจราจร ต่อจากนั้น ราวเที่ยงวัน สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น เมื่อทหารติดอาวุธเข้าผลักดันและปะทะกับผู้ชุมนุม บนถนนพระราม 4 มาทางบ่อนไก่ พร้อมส่งหน่วยสไนเปอร์ไปอยู่ตามอาคารต่างๆ


ทหารเคลื่อนกำลังตามแนวถนนพระราม 4 มุ่งหน้าบ่อนไก่


ทั้งกระสุนจริงและกระสุนยาง ขณะเข้า “กระชับพื้นที่” (Photo by Paula Bronstein/Getty Images)



ประชาชนที่ถูกจับบริเวณสนามมวยลุมพินี (Photo by Athit Perawongmetha/Getty Images)


ประชาชนรวมตัวกันต่อต้านปฏิบัติการของทหาร (Photo by Andy Nelson /Getty Images)


การต่อสู้กับทหารของประชาชน (Photo by Andy Nelson /Getty Images)

ขณะที่ทหารได้ตั้งกำลังไว้ตามจุดต่างๆ และสาดกระสุนใส่ประชาชนเป็นระยะ คนเสื้อแดงก็พยายามสร้างเครื่องกีดขวาง เผายาง เพื่อป้องกันตัว และรบกวนปฏิบัติการของทหาร

นับจากเที่ยงวันของวันที่ 14 -19 พฤษภาคม 2553 บ่อนไก่-พระราม 4 กลายเป็น “ทุ่งสังหาร” คนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไป


เรื่องราวของชาวบ่อนไก่

เมื่อราชประสงค์ถูกปิดล้อม ตัดน้ำตัดไฟ “บ่อนไก่” กลายเป็นเส้นทางส่ง “ท่อน้ำเลี้ยง” ทั้งคนเข้า-ออก และอาหาร-น้ำ ไปสนับสนุน จนกระทั่งถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2553

“มีคนไปแจ้ง ศอฉ. ว่าที่นี่เป็นทางผ่าน ทางน้ำเลี้ยง ลำเลียงเสบียงไปราชประสงค์ จากนั้นเราก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปได้อีก มีทหารเข้ามาปิดซอยร่วมฤดี ใครก็เข้าไม่ได้ เราไม่มีโอกาสที่จะไปช่วยพี่น้องที่ราชประสงค์แล้ว บางส่วนก็รู้สึกว่าตายเป็นตาย คิดจะไปฝ่าด่าน” นายวีรชัย ลื่นผกา เล่าสถานการณ์ให้ฟัง

ในภาวะวิกฤต “เสื้อแดงบ่อนไก่” ต้องทำหน้าที่ใน 2 ฐานะ คือ “คนบ่อนไก่” และ “คนเสื้อแดง”


คนในชุมชนออกมาดูสถานการณ์หน้าถนนพระราม 4


เตรียมท่อน้ำไว้สำหรับดับเพลิงกรณีฉุกเฉิน

ในฐานะ “คนบ่อนไก่”
พวกเขารวมตัวกันจัดเวรยามตลอดถนนภายในชุมชนและหน้าถนนพระราม 4 เพื่อตรวจตราคนเข้า-ออก คอยระวังภัยให้กับคนในชุมชน เนื่องจากมี “กระแส” ว่าจะมีการเผาชุมชนทุกวัน

สิ่งที่กลัวไม่ใช่คนเสื้อแดง แต่เพราะ “ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ ส่วนใหญ่ อย่างไรก็เลือกพรรคเพื่อไทย เป็นคนเสื้อแดง คนที่เขาไม่ชอบคนเสื้อแดง เขาก็เล็งว่า ถ้าเผาก็จะได้ไม่มีคนเสื้อแดงอีก”

“มีวัยรุ่นขี่มอเตอร์ไซค์มาพร้อมกับแกลลอนน้ำมัน จะมาเผาธนาคารกรุงเทพ พวกเราและคนเสื้อแดงที่อยู่แถวนั้น ก็มาช่วยห้าม แต่จับไม่ได้ อยากรู้ว่าใครใช้ให้มาทำอย่างนั้น จะเกิดความรุนแรงขึ้นได้ เพราะเรารักสงบ เราไม่ใช้ความรุนแรง”

จนยุติการชุมนุม ตามแนวถนนพระราม 4 ด้านหน้าชุมชน ไม่มีอาคารใดถูกเผาเหมือนในที่อื่นๆ


ผู้ชุมนุมที่อยู่แนวหน้า หลังบังเกอร์ยางรถยนต์ จุดพลุรบกวนทหาร


ผู้ชุมนุมช่วยกันขนยาง ทำบังเกอร์หลบกระสุน

ในฐานะ “คนเสื้อแดง”
พวกเขาร่วมชุมนุมต่อต้านกับพี่น้องเสื้อแดง สร้างเครื่องกีดขวาง เผายางตามแนวถนนพระราม 4 เพื่อสร้างควันไฟรบกวน ขณะเดียวกันก็ต้องคอยระวังไม่ให้มีควันจนมากเกินไปเพราะจะกระทบกับคนที่ยังอยู่ในชุมนุม และคอยขอหาน้ำ อาหาร สนับสนุนพี่น้องที่อยู่แถวหน้า


ผู้ชุมนุมขี่รถจักรยานยนต์มาส่งน้ำให้กับเพื่อนที่อยู่แนวหน้า

นายขวัญชัย ภูมิโคกรักษ์ เด็กหนุ่มในชุมชนอธิบายเหตุผลที่ไป “แถวหน้า” ว่า “เราเป็นเหมือนพี่น้องกัน ทำไมคนอื่นมาได้ รักในสิ่งเดียวกัน แล้วทำไมเราอยู่ตรงนี้จึงออกไปไม่ได้ ไม่ใช่เก่งอยู่แต่ในบ้าน เวลาทำจริงก็ไม่เห็นทำ ไม่ต้องถึงแนวหน้าก็ได้ ส่งข้าวส่งน้ำให้เขาหน่อย บางทีคนเขาก็เหนื่อย เขาอยากสู้ ทำไมเราจะไม่อยากสู้ละ”

สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น นายสมพงษ์ บุญธรรม รู้สึกว่า “เสียใจมากที่รัฐบาลเฮงซวยนี้มันทำกับเสื้อแดงเหมือนเป็นผักปลา ไร้ค่า ไม่มีความหมาย เหมือนเสื้อแดงเป็นสัตว์นรกตัวหนึ่งที่มาเกิด ต้องกำจัดให้สิ้นซาก”

“เพราะพวกมันไม่อยากจะให้พวกเราเจริญขึ้นมา ทุกวันนี้ พวกเรามีการศึกษาสูงขึ้นมา ปกครองยาก มันไม่อยากให้เรามีการศึกษาสูง กดหัวเราไว้ ไม่ให้รู้มาก มึงแค่นี้นะ ถ้ารู้มากมึงตาย”


(หมายเหตุ ผู้ทำรายงานต้องขออภัยเจ้าของภาพทุกท่าน สำหรับภาพที่นำมาใช้ประกอบเรื่องราวโดยไม่ได้ขออนุญาตล่วงหน้า และขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย)

รายงานชั้นนี้เขียนขึ้นมาเพื่อส่วนหนึ่งในการรำลึกเหตุการณ์ในช่วง 14-19 พฤษภาคม 2553 ที่ชุมชนบ่อนไก่ ซึ่งชาวบ้านในชุมชนจะจัดให้มีกิจกรรมการทำบุญให้ผู้เสียชีวิตในวันพรุ่งนี้ (6 มี.ค.54)

ข่าวจีที200 ของคมชัดลึก คว้ารางวัลข่าวยอดเยี่ยม

ที่มา ประชาไท

(5 มี.ค. 54)สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดพิธีมอบรางวัล "อิศรา อมันตกุล" ประเภทข่าวยอดเยี่ยมและภาพข่าวยอดเยี่ยม และรางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2553 ที่ห้องบางกอกคอนเวนชั่น ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ดังนี้

รางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทข่าว มีผลงานข่าวส่งเข้าประกวดจำนวน 19 ข่าว จากหนังสือพิมพ์ 8 ฉบับ ผลงานข่าวที่เข้ารอบ 5 ข่าวสุดท้ายได้แก่ 1.เปิดโปงขบวนการฮุบที่ดินเขาแพง (นสพ.กรุงเทพธุรกิจ) 2.จีที 200 ไม้ล้างป่าช้า... พันล้าน (นสพ.คมชัดลึก) 3.เปิดโปงก๊วนการเมือง รุม "เขมือบ" สินค้าเกษตรในสต๊อกรัฐบาล รักษาผลประโยชน์ชาติหมื่นล้าน(นสพ.มติชน) 4.เจาะคอมพิวเตอร์ฉาวมหาดไทยขวางนักการเมืองใช้อำนาจมิชอบ (นสพ.มติชน) 5.เปิดโปงสัมปทานฉาว "ลานจอดรถสุวรรณภูมิ" รื้อขบวนการเขมือบ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (นสพ. ประชาชาติธุรกิจ)

ผลการตัดสินในปี 2553 ผลงานข่าวที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ผลงานข่าว จีที 200 ไม้ล้างป่าช้า... พันล้าน โดยกองบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ส่วนรางวัลชมเชยมี 2 รางวัล ได้แก่ผลงานข่าว เจาะคอมพิวเตอร์ฉาวมหาดไทยขวางนักการเมืองใช้อำนาจมิชอบ โดยกองบรรณาธิการ นสพ.มติชน และผลงานข่าว . เปิดโปงก๊วนการเมือง รุม "เขมือบ" สินค้าเกษตรในสต๊อกรัฐบาล รักษาผลประโยชน์ชาติหมื่นล้าน โดยกองบรรณาธิการ นสพ.มติชน

รางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทภาพข่าว มีผลงานภาพข่าวส่งเข้าประกวดจำนวน 114 ภาพ จากหนังสือพิมพ์ 9 ฉบับ ผลงานภาพข่าวที่เข้ารอบ 5 ภาพสุดท้ายได้แก่ 1. ภาพข่าว “สลดจมน้ำ” ถ่ายโดยนายจีรศักดิ์ วงศ์คำจันทร์ นสพ.เดลินิวส์ 2. ภาพข่าว “คนเครียดหมาเครียด ” ถ่ายโดยนายสันติ เต๊ะเปีย นสพ.เอเอสทีวีผู้จัดการ 3. ภาพข่าว “ประชาชนสัญจรท่ามกลางน้ำ ” ถ่ายโดยนายภัทรชัย ปรีชาพานิช นสพ.โพสต์ทูเดย์ 4. ภาพข่าว “หนีตาย” ถ่ายโดยนายชัยชนะ เขียวแก้ว นสพ.ไทยรัฐ และ 5. ภาพข่าว “รับเละ” ถ่ายโดยนายชนัสถ์ กตัญญู นสพ.บางกอกโพสต์

ผลการตัดสินในปี 2553 ภาพข่าวที่รับรางวัลอิศรา อมันตกุล รางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ ภาพข่าว “คนเครียดหมาเครียด” ถ่ายโดยนายสันติ เต๊ะเปีย นสพ.เอเอสทีวีผู้จัดการส่วนรางวัลชมเชยมี 2 รางวัล ได้แก่ผลงาน ภาพข่าว “รับเละ” ถ่ายโดยนายชนัสถ์ กตัญญู นสพ.บางกอกโพสต์ และ ภาพข่าว “หนีตาย” ถ่ายโดยนายชัยชนะ เขียวแก้ว นสพ.ไทยรัฐ

รางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สนับสนุนเงินรางวัลโดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีผลงานข่าวส่งเข้าประกวดจำนวน 6 ข่าว จากหนังสือพิมพ์ 6 ฉบับ ได้แก่ 1. เปิดโปงขบวนการฮุบที่ดินเขาแพง (นสพ.กรุงเทพธุรกิจ) 2.วิกฤตต้นไม้ใหญ่มรดกแผ่นดินหรือเอกชน (นสพ.คมชัดลึก) 3.เปิดโปง เขมือบป่า“สวนผึ้ง”สู่โมเดลสางปัญหา รุกที่ดินรัฐ (นสพ.เดลินิวส์) 4.เถาวัลย์ถล่มป่าแก่งกระจานแก้ด้วยระบบนิเวศ-โมเดลระดับโลก (นสพ.ไทยรัฐ) 5. ค้านขยายถนนขึ้นเขาใหญ่มรดกโลกปลุกกระแสอนุรักษ์ธรรมชาติ (นสพ.มติชน) และ 6.ผ่าขบวนการฮุบ ‘เกาะระ’ มรดกล้ำค่าแห่งอันดามัน (นสพ.โพสต์ทูเดย์)

ผลการตัดสินในปี 2553 ผลงานข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับรางวัลดีเด่นได้แก่ผลงาน ข่าว “วิกฤตต้นไม้ใหญ่” มรดกแผ่นดินหรือเอกชน โดยกองบรรณาธิการ นสพ. คมชัดลึก ส่วนรางวัลชมเชยมี 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน ข่าวเถาวัลย์ถล่ม ป่าแก่งกระจาน แก้ด้วยระบบนิเวศ-โมเดลระดับโลก โดยกองบรรณาธิการ นสพ. ไทยรัฐ และผลงาน ข่าวค้านขยายถนนขึ้นเขาใหญ่มรดกโลก ปลุกกระแสอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยกองบรรณาธิการ นสพ. มติชน

อนึ่ง วานนี้ ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2554 เพื่อให้สมาชิกสมาคมฯ ลงคะแนนคัดเลือกนายกสมาคมฯ กรรมการบริหาร และกรรมการควบคุมจริยธรรม โดยผลปรากฏว่า นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปราณี หัวหน้าศูนย์ข้อมูล และที่ปรึกษาเว็บไซต์ไทยรัฐ ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยคนใหม่

สนนท.-แนวร่วมเตรียมอภิปรายนอกสภาถกปัญหา ศก. เย็นนี้ที่วงเวียนใหญ่

ที่มา ประชาไท

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรแนวร่วม เตรียมจัดเวทีปราศรัยให้ข้อมูลและเรียกร้องข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ ต่อรัฐบาล บริเวณอนุสาวรีย์วงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี วันนี้ (5 มี.ค.54) เวลา 16.00 น.

โดยมีข้อเสนอรัฐบาลให้ลดภาษีน้ำมัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก ตามที่นายกรณ์ จาติกวาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยใช้ในการหาเสียงก่อนที่จะได้เป็นรัฐบาล และรื้อฟื้น กองทุน กรอ. หรือ กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาด้วย

แถลงการณ์ข้อเสนอด้านเศรษฐกิจต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เนื่องจากในปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจของชาติอยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคง การบริหารประเทศเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ - ประชาชนควรจะได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. และองค์กรแนวร่วม จึงได้จัดเวทีปราศรัยให้ข้อมูลและเรียกร้องข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ ต่อรัฐบาลปัจจุบัน บริเวณอนุสาวรีย์วงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี เวลา 16.00 น. ของวันที่ 5 มีนาคม ศกนี้ ขอเชิญพี่น้องประชาชน ร่วมฟังการอภิปรายนอกสภาโดยพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ สนนท. และองค์กรแนวร่วม จะอภิปรายและมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้

1. แม้ว่าการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันของรัฐ จะทำให้มีงบประมาณในการนำไปกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ แต่ผลงานของรัฐบาลภายใต้การบริหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐบาล ไม่มีความสามารถในการนำเงินภาษีไปใช้บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มีการคอรัปชั่นอย่างขนานใหญ่ ในกระทรวงต่างๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี และในขณะนี้ยังไม่มีท่าทีว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาใด เราจึงเชื่อว่าคงไม่มีทางที่กระบวนการสืบสวนสอบสวนจะเสร็จสิ้น ภายในสมัยของรัฐบาลนี้

ดังนั้น เพื่อลดภาระของประชาชนและเอกชน ในการแบกรับภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิตที่สำคัญของเศรษฐกิจภาคประชาชน และเอกชน - คณะรัฐมนตรีจะต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จาก 7 บาทต่อลิตร เป็น 5 บาทต่อลิตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อมในภาคประชาชน โดยเร็ว

2. ผลของการสูญเสียรายได้ของรัฐ ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาทต่อปี จากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นั้น รัฐบาลควรหันไปเพิ่มภาระให้กับกลุ่มนายทุน และชนชั้นสูง แทนที่จะเป็นประชาชนทั่วไป นั่นคือ รัฐบาลจะต้องมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก อย่างที่นายกรณ์ จาติกวาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยใช้ในการหาเสียงกับประชาชนก่อนที่จะได้เป็นรัฐบาล การชดเชยจากภาษีในส่วนดังกล่าว จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ต้องแบกรับภาระภาษี ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ อีกต่อไป และส่วนต่างของภาษี รัฐบาลสามารถนำไปพัฒนาเป็นสวัสดิการพื้นฐานของประชาชนได้อีกหลายประการ

3. รัฐบาลต้องมองว่าการศึกษาคือการลงทุน และรัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในปัจจุบันกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ไม่สามารถสนับสนุนนักเรียนนักศึกษาได้อย่างเต็มที่ ประสบปัญหาจากการไม่ชำระหนี้ของผู้กู้รุ่นก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่ผู้กู้รุ่นก่อนหน้า ไม่สามารถประกอบอาชีพที่เพียงพอต่อการชดใช้หนี้ได้ รัฐบาลต้องรื้อฟื้น กองทุน กรอ. หรือ กองทุนเงินให้กู้ยืม ที่ผูกพันรายได้ในอนาคต - ซึ่งมีมุมมองว่าการศึกษาคือการลงทุนแบบให้เปล่า ไม่ใช่ประชาชนเป็นลูกหนี้ของรัฐบาล และ กองทุน กรอ. ยังยืดหยุ่นให้ชำระคืนได้ก็ต่อเมื่อมีรายได้เหมาะสมต่ออัตราเงินเฟ้อในขณะนั้น สำหรับกรณีผู้กู้ที่ไม่มีรายได้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องแบกรับภาระชดใช้คืน และสามารถยกเลิกภาระหนี้ได้ในที่สุด

รัฐบาลซาอุประกาศห้ามประชาชนชุมนุมทุกรูปแบบ หลังเพิ่งออกนโยบายประชานิยมป้อง "ปฏิวัติ"

ที่มา มติชน



กระทรวงมหาดไทยของประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้ประกาศให้การชุมนุมประท้วงและเดินขบวนทุกรูปแบบเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงจะใช้มาตรการทุกวิถีทางในการป้องกันไม่ให้เกิดความพยายามใดๆ ที่จะสร้างความวุ่นวายแก่ระเบียบของสาธารณะ


ประกาศดังกล่าวถูกแถลงผ่านทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐ หลังเกิดเหตุการประท้วงต่อเนื่องของกลุ่มมุสลิมนิกายชีอะห์ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในประเทศ บริเวณเมืองทางภาคตะวันออก ที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบีย


โดยกล่มผู้ประท้วงได้เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษ ที่พวกเขาอ้างว่าถูกจับกุมโดยมิได้เป็นผู้ต้องหาในคดีความใดๆ


"กฎหมายในราชอาณาจักรแห่งนี้ได้ห้ามการชุมนุมประท้วงทุกรูปแบบ ทั้งที่เป็นการเดินขบวนหรือการปักหลักอยู่กับที่ เพราะการกระทำเหล่านั้นขัดกับหลักกฎหมายอิสลามชารีอะห์ ตลอดจนคุณค่าและประเพณีของสังคมซาอุดีอาระเบีย" แถลงการณ์ของกระทรวงมหาดไทยซาอุฯ ระบุและว่า "กฎหมายได้บัญญัติเอาไว้ว่าให้เจ้าหน้าที่ใช้ทุกมาตรการเพื่อขัดขวางมิให้ผู้ใดพยายามจะล่วงละเมิดกฎหมายดังกล่าว"


ทั้งนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กษัตริย์อับดุลเลาะห์แห่งซาอุดีอาระเบีย เพิ่งทุ่มงบประมาณราว 3.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) เพื่อออกนโยบายจำนวนมากที่มอบผลประโยชน์ด้านต่างๆ ให้แก่ประชาชน เพราะหวังจะป้องกันราชอาณาจักรแห่งนี้จากกระแส "ปฏิวัติดอกมะลิ" ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกอาหรับ

We count too:นับเราเข้าเป็น “คน” ด้วย

ที่มา Thai E-News


โดย กวีศรีประชา

นับเรา – เข้าเป็น “คน” ด้วยหรือไม่
คนทุกข์ทน ยากไร้ ทุกแห่งหน
มีความหมายถ้วนทั่วมีตัวตน
มีศักดิ์ศรี “ความเป็นคน” เท่าเทียมกัน

นับเรา – เข้าเป็น “คน” ด้วยหรือไม่
หรือคำว่า “คนไทย” ไม่ใช่ฉัน
ไม่ใช่ไพร่ รากหญ้า คนสามัญ
ฟ้องโลกกลั่นกรองคิดพิจารณา


หมายเหตุ:โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมให้คำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่คนเสื้อแดงให้เขียนข้อความว่า “เราก็มีความหมาย” (we count too) สื่อสารกับชาวโลก ข้อเท็จจริงพื้น ๆ ว่า คนไทยธรรมดาที่ไม่ใช่อภิสิทธิชนก็มีตัวตน เป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญเช่นกันและต้องไม่ถูกมองข้ามโดยบรรดาองค์กรระหว่างประเทศ