WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 6, 2011

การบริหาร "ความรู้สึก"

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 5 มีนาคม 2554)

ถึงวันนี้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" คงเริ่มนึกเสียใจที่ไม่ยอมยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2553

ย้อนเวลากลับไปเดือนพฤษภาคม 2553

ตอนนั้น "ม็อบเสื้อแดง" ได้เปรียบ จน "อภิสิทธิ์" ต้องยื่นข้อเสนอยุบสภาในเดือนกันยายน และเลือกตั้งใหม่ไม่เกิน 14 พฤศจิกายน 2553

แต่ "ม็อบเสื้อแดง" ไม่ยอม

และในที่สุดก็นำไปสู่การสลายการชุมนุมมีคนเสียชีวิต 91 ศพ และบาดเจ็บเกือบ 2,000 ราย

หลังวันที่ 19 พฤษภาคม หลายคนในกลุ่ม "คนเสื้อแดง" บอกว่าน่าเสียดายที่แกนนำ นปช.ไม่ยอมตามข้อเสนอของ "อภิสิทธิ์"

ไม่เช่นนั้นเดือนพฤศจิกายนก็ได้เลือกตั้งใหม่ไปแล้ว

ในขณะที่ "อภิสิทธิ์" ก็รู้สึกว่าตนเองได้เปรียบ เขาจึงเตะเรื่อง "ยุบสภา" ออกไปไกล ด้วยการสร้างเงื่อนไข 3 ข้อขึ้นมา

คิดว่ายิ่งอยู่นานจะยิ่งได้เปรียบ

"อภิสิทธิ์" นึกไม่ถึงว่ากระแส "คนเสื้อแดง" จะกลับมาอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญกับมรสุมใหญ่ 3 ลูก

ลูกแรก คือ เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

การออกมาแถลงข่าวของ 4 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อัด "ผู้บัญชาการทหารบก" อย่างหนัก คือ บทสรุปที่ชัดเจนว่าสถานการณ์เลวร้ายจริงๆ

ลูกที่สอง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา

ตั้งแต่ "อภิสิทธิ์" เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าใช้สำนวนล้อเลียนนิยายดังในอดีตก็ต้องบอกว่าแนวรบด้านตะวันออก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

คือ เลวร้ายเหมือนเดิม และมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการปะทะใหญ่กันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา

มีคนไทยที่อยู่ชายแดนไทย-กัมพูชาต้องอพยพทิ้งบ้านเรือนกว่า 30,000 คน

ลูกที่สาม ปัญหาข้าวยากหมากแพง

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ เรื่อง "ของแพง" ไม่น่ากลัวเท่ากับ "ของขาด"

ความพยายามควบคุมราคาจนกลไกตลาดผิดเพี้ยน ผนวกกับปรากฏการณ์ "สวาปาล์ม" ทำให้เกิดเหตุการณ์ "น้ำมันปาล์ม" ขาดแคลนและราคาแพง

จนถึงวันนี้สถานการณ์ก็ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ

มรสุม 3 ลูกนี้ทำให้ "ภาพจำ" ของ "อภิสิทธิ์" ในใจประชาชนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ "อภิสิทธิ์" คงอยากยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2553

เพราะวันนั้น "ความรู้สึก" ของประชาชนกับ "อภิสิทธิ์" น่าจะเป็น "บวก" มากกว่าวันนี้

วันที่คำว่า "ข้าวยากหมากแพง" เริ่มมีคนใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใช่ "นักข่าว" แต่เป็น "ชาวบ้าน"

นักข่าวคนไหนไม่ว่าจะเป็นทีวี วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ ถ้าไปสัมภาษณ์ชาวบ้านเรื่องภาวะเศรษฐกิจ ทุกคนจะตอบเหมือนกันหมด

ไม่มีใครพูดถึงรัฐบาลในทางบวกเลย

"ภาพประทับ" ในใจจากกรณี "น้ำมันปาล์ม" ทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าทุกสินค้ามีโอกาสที่จะแพงขึ้นและขาดตลาด

"ความเชื่อ" แบบนี้น่ากลัวมาก

เพราะจะทำให้เกิด "ดีมานด์เทียม" คือ ผู้บริโภคซื้อของไปสต๊อคเกินความจำเป็นที่ต้องใช้

ส่วนพ่อค้านั้นคาดการณ์ว่าของจะต้องขึ้นราคาแน่ๆ เขาก็จะกักตุนไว้

จาก "น้ำมันปาล์ม" ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มเชื่อว่า "น้ำตาลทราย" จะเป็นสินค้าตัวต่อไป

และยิ่งรัฐบาลอุ้ม "น้ำมันดีเซล" ไม่ไหว ต้องยอมปรับราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาดในอีกไม่ช้า

เคราะห์ซ้ำ กรรมซัดอย่างแน่นอน

เพราะ "น้ำมัน" คือต้นทุนหลักของทุกสินค้า

ราคาสินค้าทุกตัวต้องขยับขึ้นทันที

อย่าลืมว่าศิลปะหนึ่งของการเมือง คือ การบริหารความรู้สึกของประชาชน

ณ วันนี้ ความรู้สึกของประชาชนกับรัฐบาล "อภิสิทธิ์" อยู่ในช่วงขาลง

และถ้าปล่อยไหลลงไปเรื่อยๆ จนถึงวันเลือกตั้ง

น่ากลัวครับ น่ากลัว

ความรู้สึกของประชาชนเมื่อวันหย่อนบัตรลงคะแนนเป็นอย่างไร

ผลการเลือกตั้งก็เป็นเช่นนั้น

โคว้ตเด็ด: วิรัตน์ แสงทองคำ เขียนถึง "สื่อ" ในวันนักข่าว ส่วน คำ ผกา วิพากษ์วิชาพลเมืองในรั้วโดม

ที่มา มติชน



รวมคำคมจากนิตยสารออกใหม่

แม้ว่ามุมมอง ของคนบางคน บางกลุ่ม ข้อมูลลักษณะนี้เคยเป็นข้อมูลข่าวสารอันศักดิ์สิทธิ์ในฐานะข่าวพิเศษ (Exclusive) ของสื่อเดิม แต่กลับเป็นข้อมูลที่เปิดเผยวงกว้างอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน


ข้อมูลและความเห็นที่ว่านี้ มิได้อยู่ภายใต้อำนาจของสื่อที่ถูกครอบงำหรือถูกกำกับโดยรัฐ โดยทุน หรือการกลั่นกรองของบรรณาธิการเช่นในอดีต หากมีช่องทางเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ในเครือข่าย Social media ที่หลากหลายทั้งรูปแบบและจินตนาการ


สำหรับสื่อดั้งเดิมในประเทศไทย สื่อใหม่นี้ไม่เพียงทำให้สังคมมีทางเลือกมากขึ้น หากสามารถเรียบเรียง และเล่าเรื่องของตนเองขึ้นได้ รวมทั้งเล่าเรื่องเกี่ยวกับสื่อ (โดยเฉพาะสื่อดั้งเดิม) ในมุมมองของตนเอง ว่าด้วยบทบาทมาตรฐานของวิชาชีพได้ด้วย


จากนี้ไปสื่อดั้งเดิมไม่สามารถผูกขาดการเล่าเรื่อง และไม่มีสิทธิได้รับการยกเว้นการตรวจสอบจากสังคม


วันนักข่าว 5 มีนาคม 2554


(วิรัตน์ แสงทองคำ, Wikileaks, มติชนสุดสัปดาห์)


และคงไม่ต้องมาสอนหนังสือสังฆราชว่ามหาวิทยาลัยนั้นควรจะเป็นพื้นที่ของการ "แสวงหาปัญญา" ไม่ใช่พื้นที่ของการ "ล้างสมอง" หรือรื้อฟื้นลัทธินาซีหรือระบอบสตาลินขึ้นมาใหม่ในนามของความปรารถนาที่จะ "ปลูกสำนึกของความรักชาติ"


เพราะหากเมื่อไหร่ที่มหาวิทยาลัยคิดถึงการล้างสมองมากกว่าการทำหน้าที่แสวงหาปัญญาแล้ว เมื่อนั้น อนาคตของเมืองไทยคงมืดมิดแตกดับ และพวกเราคงต้องทำใจที่จะอยู่กับความมืดมิดทางปัญญาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


สุดท้ายนี้ ขอไว้อาลัยให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ร่วมบรรจุความมืดมิดนี้ไว้แด่สังคมไทยผ่านหลักสูตรวิชาความเป็นพลเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม


(คำ ผกา, มืดมิด, มติชนสุดสัปดาห์)

เพื่อไทยจี้นายกฯชี้ชัดวันซักฟอก ชู 7 ยอดแย่ รบ.ข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซัดดีแต่"สร้างภาพ-เส้นใหญ่"

ที่มา มติชน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ถึงการเลื่อนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า จากเดิมรัฐบาลกำหนดให้อภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 9-13 มีนาคม แต่ก็เลื่อนไปจนสุดท้ายยังไม่ทราบว่าจะเป็นวันที่ 15-18 มีนาคมหรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลพยายามที่จะเลื่อนเป็นช่วงปลายเดือนมีนาคม ให้ใกล้กับช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อไม่ให้ประชาชนสนใจมากนัก และเป็นการยื้อเกมเพื่อล้วงข้อมูลจากฝ่ายค้าน จึงขอเรียกร้องให้นายกฯในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร พูดคุยกับประธานสภาผู้แทนฯโดยตรง เพื่อกำหนดวันอภิปรายให้ชัดเจน

นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า ได้ทำผลสำรวจจุดดีจุดด้อยของรัฐบาลเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ โดยได้ 7 ยอดแย่ คือ 1.เป็นรัฐบาลที่แล้งน้ำใจที่สุด ซึ่งได้คะแนนถึง 9 เต็ม 10 จากกรณีที่ประชาชนเดือดร้อนตามแนวชายแดนเกิดปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา มีประชาชนและทหารบาดเจ็บล้มตาย ประชาชนอพยพออกมาจากพื้นที่กว่า 4 หมื่นคน แต่นายอภิสิทธิ์กลับไม่เคยลงพื้นที่เลยสักวินาทีเดียว และกรณีส่งนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ชายแดนจนถูกจับ แต่นายอภิสิทธิ์กลับไปฉลองปีใหม่ที่ทีลอซู 2.เป็นยุคที่ข้าวยากหมากแพงที่สุด โดยได้ 10 คะแนนเต็ม เกิดการกักตุนสินค้า ประชาชนเดือดร้อน 3.ออกนโยบายได้โหลยโท่ยที่สุด โดยเฉพาะนโยบายประชาวิวัฒน์ขายไข่เป็นกิโลแล้วยังใช้งบประมาณแผ่นดินจ้างบริษัทเอกชนมาคิดนโยบายนี้กว่า 70 ล้านบาท เรื่องนี้รัฐบาลได้คะแนน 8.5

"4.นายกฯปกปิดสัญชาติของตัวเองได้นานที่สุด ได้คะแนนถึง 9.4 ปิดบังว่าถือ 2 สัญชาติมานานกว่า 40 ปี และเป็นนายกฯคนแรกที่ถือ 2 สัญชาติ 5.สร้างหนี้มากที่สุด ได้คะแนน 9.3 โดยรัฐบาลบริหารประเทศกว่า 2 ปี สร้างหนี้ถึง 1.1 ล้านล้านบาท ทำให้หนี้มวลรวมสูงถึง 4.5 ล้านล้านบาท เกือบจะ 50 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ทำให้ประชาชนที่เกิดมาทุกคนมีหนี้ทันทีกว่า 7 หมื่นบาท 6.เป็นยุคที่เกิดความแตกแยกมากที่สุด 10 คะแนนเต็ม มีการแบ่งสี แบ่งพวก ใช้กำลังสลายการชุมนุมของประชาชนจนเสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2 พันคน และ 7.ทุจริตมากที่สุด 9.7 คะแนน เป็นทั้ง ครม.สวาปาล์ม และมีข้อมูลการหักเปอร์เซ็นต์จากผู้รับเหมา 25-30 เปอร์เซ็นต์" นายพร้อมพงศ์กล่าว

นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า สำหรับจุดแข็งของรัฐบาลมี 2 เรื่อง คือ 1.สร้างภาพทางการเมืองมากที่สุด ได้คะแนน 9 คะแนน เหมือนอย่างที่นายกฯออกรายการเชื่อมั่นประเทศไทย แล้วสร้างภาพว่าไปตรวจราคาสินค้าตามตลาด ซึ่งถือว่าความรู้สึกช้าที่สุด แล้วยังโยนบาปว่าราคาสินค้าแพงเพราะแพงกันทั่วโลก และ 2.เส้นใหญ่ที่สุดได้คะแนน 9.9 คะแนน ถ้าเป็นรัฐบาลอื่นหากเจอปัญหาอย่างนี้ก็อยู่ไม่ได้แล้ว แต่นี่เป็นเพราะมีเส้นใหญ่ มีปัญหาสารพัดเรื่องก็ยังไม่ไป

ผบ.ทบ.ลั่นลงโทษสถานหนัก"ผบ.พัน-จนท." สังเวยอาวุธล่องหน เผยคนในสมคบคนนอกทยอยนำออก

ที่มา มติชน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ถึงกรณีอาวุธค่ายธนะรัตช์ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ หายไปจากคลังอาวุธว่า จากการตรวจสอบพบว่าอาวุธหายไปจำนวนหนึ่ง เป็นความบกพร่องของผู้บังคับกองพัน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคลังอาวุธ มีการทุจริตทางบัญชี คิดว่าไม่ได้ขนในทีเดียว แต่ทยอยไปทีละ 1-2 กระบอก

ผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับกองร้อย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องถูกลงโทษสถานหนัก ได้มีการสั่งการ และประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อติดตามอาวุธที่หายไป โดยข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้ที่จะหาย เว้นแต่คนในเกี่ยวข้อง เป็นจ่ายสิบเอกคนหนึ่ง ขณะนี้ได้สั่งลงโทษขั้นต้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพ้นหน้าที่จากกองพันก่อน และจะนำคณะกรรมการเข้าไปสอบสวน คิดว่าคงจะได้ตัวเร็วๆนี้ วัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า กองทัพบกมีคลังอาวุธ 1 กองพัน มีถึง 6-7 กองร้อย แต่นี่หายเพียง 1 กองร้อย แม้ว่าเป็นส่วนน้อยของอาวุธทั้งหมด แต่ชิ้นเดียวก็หายไม่ได้ เพราะเป็นของทหารและของหลวงมีอันตราย แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะนำมาใช้กับฝ่ายไหนในกรุงเทพฯ และได้ประสานกับตำรวจให้ส่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าไปพิสูจน์อาจมีบุคคลภายนอกเกี่ยวข้องด้วย

จากศึกซักฟอก โยงศึกเลือกตั้ง

ที่มา ข่าวสด



รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิ สิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านการบริหารประเทศแบบลุ่มๆ ดอนๆ มากว่า 2 ปี กำลังเข้าสู่ช่วงชี้เป็นชี้ตายทางการเมืองอีกครั้ง

จากการที่ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยโดย นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นำทีมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีรวม 10 คน ประกอบด้วย

1.นายอภิสิทธิ์ 2.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ 3.นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง 4.นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5.นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม

6.นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พา ณิชย์ 7.นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ 8.นายองอาจ คล้าม ไพบูลย์ รมต.สำนักนายกฯ 9.นาย ศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรฯ 10.นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย

สำหรับเนื้อหาการอภิปรายครอบ คลุม 3 เรื่องใหญ่ คือ การสลายการชุม นุมกลุ่มคนเสื้อแดง การทุจริตและประ พฤติมิชอบต่อหน้าที่ และการบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ใช้ผู้อภิปรายประมาณ 30 คน

ส่วนการยื่นถอดถอนรัฐมนตรี ทั้งสิ้น 9 ราย เป็นรายชื่อชุดเดียวกับผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในข้อหาทุจริต ยกเว้นนายกษิต ภิรมย์ ที่ถูกอภิปรายข้อหาบริหารงานผิดพลาดบกพร่อง

เบื้องต้นวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านตกลงกันว่าจะให้เปิดอภิปรายแบบจุใจ 4 วัน 66 ชั่วโมง ระหว่าง 9-12 มี.ค. แล้วลงมติวันที่ 13 มี.ค.

โดยจัดสรรเวลาให้ฝ่ายค้านได้อภิ ปราย 40 ชั่วโมง รัฐมนตรีชี้แจง 20 ชั่วโมง และเผื่อไว้ 6 ชั่วโมงสำหรับการประท้วงของส.ส.ทั้งสองฝ่าย

แต่ในที่สุด นายชัย ชิดชอบ ประธานสภา ได้อ้างปัญหาทางเทคนิคในการตรวจสอบความถูกต้องของญัตติ สั่งเลื่อนเปิดอภิปรายไปอีก 1 สัปดาห์ เป็นระหว่างวันที่ 15-18 มี.ค.

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงว่าการเลื่อนออกไป เป็นเพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้ศึกอภิปรายไปทับซ้อนกับการชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงวันที่ 12 มี.ค.

บ้างก็ว่าเป็นเพราะ 4 รัฐมนตรีภูมิใจไทย ซึ่งอยู่พรรคเดียวกับนายชัย และถูกยื่นอภิปรายครั้งนี้ด้วย คือ นายชวรัตน์ นางพรทิวา นายโสภณ และนายศุภชัย ยังเตรียมตัวไม่พร้อม

นอกจากนี้วันที่ 12 มี.ค. นายกฯอภิสิทธิ์ พร้อมแกนนำ และส.ส. ประชาธิปัตย์ทุกคน ยังต้องเดินทางไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพแม่ถ้วน หลีกภัย มารดาอดีตนายกฯชวน หลีกภัย ที่จ.ตรัง อีกด้วย

การเลื่อนวันเปิดอภิปรายออกไปจึงเป็นวิธีการง่ายๆ แต่สามารถคลี่คลายปมปัญหาของรัฐบาลได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตามเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้ ข้อกังวลของใครหลายคนที่เคยเกรงกันว่านายกฯ จะชิงยุบสภาหนีการอภิปรายไปก่อนนั้น ปิดประตูตายไปได้เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญห้ามไว้

จึงเป็นอันสรุปได้ว่าถึงจะเลื่อนช่วงวันอภิปรายออกไปแต่ศึกครั้งนี้ต้องระเบิดขึ้นแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีทางหลีกเลี่ยง

เว้นแต่จะมีการใช้อำนาจพิเศษนอกเหนือแนวทางประชา ธิปไตยเข้ามาดำเนินการเท่านั้น แต่นั่นจะยิ่งทำให้กลายเป็นปัญหาใหญ่โต ถูกต่อต้านหนักยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า

การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถือเป็นการใช้กลไกสภาในการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นวิธีการที่ถูกต้อง

โดยเฉพาะในช่วงการเมืองอยู่บนเส้นทางเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งในอีกไม่กี่ก้าวข้างหน้า

จึงเป็นช่วงเวลานาทีทองของฝ่ายค้านในการนำข้อมูลการทุจริตประ พฤติมิชอบของรัฐมนตรีในรัฐบาล ออกมาตีแผ่อย่างเป็นระบบให้สาธารณชนได้รับทราบ

ขณะเดียวกันยังถือเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะได้ชี้แจง เคลียร์ตัวเองจากข้อกล่าวหาต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งประโยชน์ก็จะตกอยู่กับประชาชนในการเก็บเกี่ยวข้อมูลที่ได้ ไว้สำหรับตัดสินใจก่อนเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง

ส่วนการหวังผลทางการเมืองจากศึกอภิปรายนั้น ไม่ว่าจะในซีกฝ่ายค้านหรือซีกรัฐบาลถือเป็นเรื่องธรรมดา

โดยเฉพาะการนำผลจากการอภิ ปรายไปขยายต่อยอดถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า

มีการพูดกันมากว่าการยื่นญัตติซัก ฟอกรัฐบาลครั้งนี้ ฝ่ายค้านเลือกเวลาได้เหมาะเจาะ เพราะอยู่ในช่วงรัฐบาลกำลังระส่ำหนักจากมรสุมกระหน่ำรอบด้าน

ทั้งปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาลที่ความสัมพันธ์เป็นไปแบบสามวันดีสี่วันไข้ ปมไฟใต้ที่ยังแก้ไม่ได้ตามที่โฆษณาไว้ แถมยังปะทุรุนแรงถี่ยิบกว่าเดิม

ปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านขยายตัวเป็นสงครามขนาดย่อมตามแนวชายแดน ปัญหายาเสพติดกลับมาระบาดหนัก

ปัญหาปากท้องจากน้ำมันปาล์มขยายวงลามไปถึงสินค้าอาหารประ เภทอื่น เตรียมพาเหรดปรับขึ้นราคาเป็นทิวแถว ทั้งยังแฝงไปด้วยปม ทุจริตคอร์รัปชั่น จัดสรรผลประโยชน์ เข้าพกเข้าห่อนักการเมืองด้วยกันเอง

ปัญหาความคลุมเครือในการถือสัญ ชาติของนายกฯ ที่อาจบานปลายถูกลากขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศในคดีฟ้องร้อง 91 ศพ

ปัญหาม็อบพันธมิตรฯ คู่ขาเก่ายังปักหลักประท้วงไม่เลิก

โดยเฉพาะการชุมนุมคนเสื้อแดง ที่น่าจะมีจำนวนคนเข้าร่วมมากขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว 7 แกนนำออกจากเรือนจำ

ถึงจะมีการใช้เทคนิคหลบเลี่ยงไม่ให้การอภิปรายรัฐบาลไปชนกับการชุมนุมวันที่ 12 มี.ค. แต่อย่าลืมว่าคนเสื้อแดงยังมีวาระสำคัญที่จะจัดชุมนุมใหญ่อีกอย่างน้อย 2 วัน คือ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค.

แต่ก็มีการส่งสัญญาณค่อนข้างชัดแล้วว่ารัฐบาลคงไม่อยู่รอถึงตอนนั้น เพราะจะเป็นการฝืนกระแสสังคมที่อยากเห็นการยุบสภาเลือกตั้งใหม่มากเกินไป

บวกกับการที่นักวิเคราะห์การเมืองหลายสำนักฟันธงตรงกัน จากสถานการณ์ตอนนี้รัฐบาลยิ่งอยู่นานคะแนนยิ่งหดหาย ถึงผ่านศึกอภิปรายไปได้แต่แผลเต็มตัว

ล่าสุดมีรายงานข่าวจากกลุ่มอำนาจที่เคยหนุนหลังพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินแล้วกระแสนายกฯอภิสิทธิ์ เริ่มไหลลงเรื่อยๆ ถึงจุดที่ไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะชนะเลือกตั้งในรอบต่อไปหรือไม่

ถึงจังหวะกระแสตีกลับทำการเมืองพลิกผัน ประเด็นชี้ขาดอยู่ที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอใครมาแข่งกับ"อภิสิทธิ์" ภายใต้เงื่อนไขเดียวว่าต้องไม่ใช่คนของ"ทักษิณ"เด็ดขาด

ถ้าทำได้กลุ่มอำนาจก็พร้อมตัดหาง"อภิสิทธิ์-ประชาธิปัตย์" ทันที

ดีแต่พูด

ที่มา thaifreenews

โดย chaiya

ดีแต่พูด มีความว่า พูดดีใช่ไหม หรือ ว่าดีแต่พูดๆๆ ไม่ทำ หรือทำไม่ดี ทำไม่ได้เรื่อง




นายอภิสิทธิ์ บรรยายพิเศษ ในวันสตรีสากล ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยร่วมเปิดงานเฉลิมฉลอง 100 ปี วันสตรีสากล และบรรยายพิเศษ หัวข้อ "ผู้หญิงทำงานกับคุณภาพชีวิติที่ยั่งยืน" วันนี้ ระหว่างการบรรยายพิเศษของนายก ฯ มีผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า "มือเปื้อนเลือด" ระหว่างนายกฯ ขึ้นบรรยายพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีอีกสองคนที่ชูป้าย "ดีแต่พูด" ระหว่างที่นายอภิสิทธิ์กำลังอภิปรายฯด้วย

กำลังใจ......เสี้ยม

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ยามฟ้าเปิด เพริศพริ้ว เห็นริ้วแสง
ทอสีแดง พราวระยับ ประดับฟ้า
สาดแสงงาม ยามสาย สบายตา
แล้วทาบทา ความละมุน จากอุ่นไอ....

ตะวันโผล่ ยิ้มแฉ่ง ทอแสงสวย
ระยิบด้วย แสงงาม ยามผ่องใส
ช่วยส่องทาง สว่างจ้า สุดฟ้าไกล
เติมวันใหม่ ให้ใสสุด ดุจแสงทอง....

กำลังใจ ส่งมา จากฟ้าสวย
ได้โปรดช่วย บันดานดล ชนทั้งผอง
เป็นความหวัง พลังรัก สลักปอง
ให้พี่น้อง เสื้อแดง มีแรงใจ....

เสี้ยมให้รัก กันเถิด ประเสริฐศรี
ให้คิดดี นำทาง สว่างไสว
ให้กลมเกลียว มิ่งมิตร สนิทใน
เติมห่วงใย ให้กัน ทุกวันคืน....

เสี้ยมให้เดิน สู่ฝัน ที่มั่นหมาย
สู่สุดท้าย เด่นชัด ไม่ขัดขืน
เป็นพลัง สู้-ฟัด ช่วยหยัดยืน
จนชื่นมื่น ร่วมกัน วันมีชัย....

วันอาทิตย์ แสนงาม ตามที่เห็น
ขอให้เป็น วันดีดี ที่ผ่องใส
พี่น้องแดง ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย
จับมือไว้ ถักทอรัก สามัคคี....

๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดงที่ ๖ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

จับกระแสสังคม "ธาริต-อัมพร"พรุน ทฤษฎี"ปืนอาก้า" ฆ่าช่างภาพญี่ปุ่น

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ แฟ้มคดี




บานปลายไปกันใหญ่แล้ว และทำท่าว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีเอสไอ พร้อมด้วย พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผบช. สำนักนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ(สนว.ตร.) จะรับบทหนัก หลังออกมาแถลงข่าวพลิกคดีฆ่า "นาย ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ" ช่างภาพรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น ที่ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างทำข่าวม็อบเสื้อแดงปะทะกับทหาร เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553

ก่อนหน้านี้นายธาริต ซึ่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดใหญ่ ทีมชันสูตรประกอบด้วยคณะแพทย์ร.พ.ใหญ่ๆ มากถึง 12 คน ใช้เวลาทำงานหลายเดือน แถลงผลการสอบสวนคดี 91 ศพ หรือ 89 ศพ ที่เสียชีวิตจากการกระชับพื้นที่ของทหาร โดยระบุว่านายฮิโรยูกิ และอีก 12 ศพ เชื่อว่าเสียชีวิตเพราะการกระทำของเจ้าหน้าที่!??

แต่ผ่านไปแค่เดือนเดียว นายธาริต กลับออกมาแจ้งข้อมูลใหม่ อาศัยเพียงการวิเคราะห์ภาพถ่ายและอ่านรายงานชันสูตร ของพล.ต.ท. อัมพร ว่านายฮิโรยูกิ เสียชีวิตเพราะกระสุนปืน "อาก้า"

ก่อนสรุปดื้อๆ ว่าจึงไม่ใช่ฝีมือทหารไทย เพราะทหารไทยไม่ได้ใช้ปืนอาก้า แต่ใช้เอ็ม 16!??

ผลที่ตามมาทั้งนายธาริต และพล.ต.ท.อัมพร โดนถล่มยับ เพราะทั้งสังคมไทยและสังคมนานาชาติ ไม่มีใครเชื่อถือคำแถลงครั้งที่ 2

แถมเหน็บให้เจ็บๆ คันๆ อีกว่าดีเอสไอน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น "กรมผงซักฟอก" หรือยังดีที่ดีเอสไอไม่บอกว่านายฮิโรยูกิ ยิงตัวตายเอง!??

"ธาริต-อัมพร"แถลงข้อมูลใหม่

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คดีฆ่านาย ฮิโรยูกิ และคนเสื้อแดงรวม 13 ศพ ซึ่งดีเอสไอแถลงไปเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยส่งสำนวนให้ตำรวจรับผิดชอบ กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อจู่ๆ นายธาริต ออกมาระบุว่าพบหลักฐานใหม่นายมูราโมโตะ ถูกยิงตายด้วยกระสุนปืนอาก้า ซึ่งเป็นปืนที่ไม่มีใช้ในราชการทหาร เนื่องจากทหารไทยจะใช้ปืนเอ็ม 16

จึงเชื่อว่านายมูราโมโตะ น่าจะเสียชีวิตเพราะบุคคล อื่นไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหาร

นายธาริต อ้างอีกว่าระหว่างการเผชิญหน้าของทหารกับม็อบเสื้อแดงบริเวณแยกคอกวัว จุดที่นายฮิโรยูกิ ถูกยิงนั้น หลังแนวทหารมีเสื้อแดงอีกกลุ่มล้อมเอาไว้ด้วย!??

"พล.ต.ท.อัมพร วิเคราะห์ภาพถ่ายรวมทั้งผลชันสูตรจากแพทย์มาประกอบ ก่อนจะสรุปผลออกมาว่าเป็นอาก้า ดังนั้นจึงทำให้ข้อสงสัยเดิมที่ระบุว่าอาจจะเกิดจากเจ้าหน้าที่ก็เปลี่ยนแปลงไป"!??

ด้านพล.ต.ท.อัมพร กล่าวว่าการตรวจสอบบาดแผลของนายฮิโรยูกิ เป็นไปตามหลักวิชาการทุกอย่าง ซึ่งตามหลักฐานที่นำมาจากผลการชันสูตรพลิกศพ ก็เพียงพอที่จะทำให้ระบุได้ว่าผู้ตายนั้นไม่ได้เสียชีวิตด้วยกระสุนปืนชนิดเอ็ม 16 ที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้อย่างแน่นอน"



พร้อมกันนี้นายธาริต กับพล.ต.ท.อัมพร ก็ร่วมแถลงข่าวยืนยันผลการวิเคราะห์ดังกล่าว ท่ามกลางนักข่าวทั้งไทยและต่างประเทศจำนวนมาก

นายธาริต เปิดฉากด้วยการอ้างว่าวันเกิดเหตุนายฮิโรยูกิ อยู่ในกลุ่มนปช.ที่เผชิญหน้ากับทหาร แต่หลังแนวทหารก็มีนปช.อีกกลุ่มล้อมอยู่ด้วย!??

"ก่อนหน้านี้ผลการชันสูตรไม่ได้ระบุอาวุธที่ทำให้เสียชีวิต เพียงแต่ระบุว่าเป็นกระสุนปืนที่มีความเร็วสูง การตรวจสอบของ พล.ต.ท.อัมพร จึงถือเป็นการสอบเพิ่มเติม เพื่อให้คดีมีความรอบคอบมากขึ้น"

นายธาริต ระบุว่าการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ นั้น ก่อนหน้านี้มีพยานบุคคลเพียงปากเดียว เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าร่วมชุมนุมกับนปช. ได้ให้ข้อมูลว่ายืนอยู่ใกล้นายฮิโรยูกิขณะถูกยิง แต่ไม่รู้ว่ายิงมาจากทิศทางใด แต่เชื่อว่ามาจากทหาร เนื่องจากขณะนายฮิโรยูกิ ถูกยิงหันหน้าไปถ่ายภาพแนวทหาร

ส่วนพล.ต.ท.อัมพร กล่าวว่า ได้วิเคราะห์จากรายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ในทุกๆ คดี คดีไหนที่ยืนยันได้ว่าควรจะโดนยิงด้วยอาวุธปืนขนาดอะไร ก็จะยืนยันให้ ก็มีหลายอันที่ยืน ยันไม่ได้ สำหรับรายนี้ค่อนข้างชัดเจน

"ผมไม่ได้เห็นหัวกระสุน ทุกอย่างก็ได้แค่สรุปจากบาดแผลกระสุนปืนเท่านั้น" อดีตผบช. สพฐ.ตร.กล่าว

พล.ต.ท.อัมพร ระบุด้วยว่าศพลักษณะนี้ดูแค่ชั่วโมงเดียวก็สรุปได้แล้วว่าถูกยิงด้วยปืนอะไร

เผยเคยสรุปคดีน้องโบว์

การแถลงครั้งนี้ขัดแย้งอย่างมากกับการแถลงครั้งแรกว่านายฮิโรยูกิ ถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐยิงเสียชีวิต แล้วจู่ๆ ก็มากลับคำแถลง ทำให้ผู้สื่อข่าวจำนวนมากโดยเฉพาะต่างชาติ จี้ถามประเด็นข้อสงสัย จนทั้งนายธาริต และพล.ต.ท.อัมพร ถึงกับไปไม่เป็น

อาทิ การถามถึงศพอื่นๆ ที่เหลือ ว่าระบุได้หรือไม่ถูกยิงด้วยกระสุนชนิดใด พล.ต.ท.อัมพร อ้างว่าไม่ทราบเพราะไม่ได้ดู

เช่นเดียวกับนายธาริต ก็ตอบไม่ได้เพราะไม่ได้ดูผลศพอื่นๆ เช่นกัน

เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างกระสุนเอ็ม 16 กับอาก้า ก็พยายามตอบเลี่ยงๆ ไป

รวมทั้งการใช้ตรรกะง่ายๆ มาสรุปว่า เมื่อไม่ได้ถูกยิงด้วยเอ็ม 16 จึงไม่ใช่ฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ และหากใช้ตรรกะเดียวกันสรุปว่าทุกศพที่ถูกยิงด้วย 16 เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐใช่หรือไม่ ก็ไม่มีคำตอบออกมาเช่นกัน

อย่างไรก็ตามเมื่อพล.ต.ท.อัมพร ถูกจี้ถามข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการตายของนายฮิโรยูกิ เทียบกับศพอื่นๆ ก็พยายามเลี่ยงตอบก่อนยุติแถลงข่าวทันที

สำหรับพล.ต.ท.อัมพร ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนคนหนึ่งของเมืองไทย เคยไปศึกษาและร่วมฝึกกับเอฟบีไอ และซีไอเอ ของสหรัฐ จบปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต จุฬาฯ ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันเดียวกัน

รับราชการตำรวจครั้งแรกในปี 2515 ตำแหน่ง รองสว. แผนกอาวุธปืน และเติบโตในสายกองพิสูจน์หลักฐาน

ปี 2541 รับตำแหน่ง ผบก.สพฐ. ก่อนเกษียณในตำแหน่ง ผบช. สำนัก งานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ (สนว.ตร.) เมื่อปี 2551

ก่อนหน้านี้เคยสร้างความฮือฮาเมื่อระบุว่า น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ "น้องโบว์" พันธมิตรฯที่เสียชีวิต เมื่อ 7 ต.ค.2551 ว่าเสียชีวิตจากแก๊สน้ำตา และยืนยันว่าแก๊สน้ำตาทำให้แขนขาขาดได้ ถือว่าสวนทางกับการพิสูจน์ของคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ตั้งขึ้น และแย้งกับการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศด้วย

มาถึงคดีนายฮิโรยูกิ ก็อาศัยเพียงการดูภาพถ่ายบาดแผล และอ่านราย งานผลชันสูตร ก็สรุปออกมาเป็นเรื่องเป็นราวได้ทันที

เผยใช้แพทย์ชุดใหญ่ชันสูตร

การชันสูตรศพเหยื่อกระชับพื้นที่วันที่ 10 เม.ย. 2553 ดีเอสไอตั้งคณะกรรมการเป็นแพทย์จากร.พ.ต่างๆ รวม 12 คนร่วมชันสูตร ในจำนวนศพที่พบมี 10 ราย รวมทั้งนายฮิโรยูกิ คณะแพทย์ระบุว่าถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง กระสุนเจาะเข้าร่างกายใน 2 จุด คือศีรษะและเข้าหน้าอกตัดขั้วหัวใจ น่าเชื่อได้ว่าผู้ลงมือเป็นนักแม่นปืน ซุ่มตัวแล้วเลือกเป้ายิงได้อย่างแม่นยำ

คณะกรรมการไม่ได้ระบุว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 10 ราย ถูกยิงด้วยอาวุธปืนชนิดใด เนื่องจากการผ่าชันสูตรไม่พบหัวกระสุนปืน จึงรายงานในผลการชันสูตรเพียงว่าเป็นกระสุนปืนความเร็วสูง ซึ่งสรุปตามหลักฐานวิชาการ

เช่นเดียวกับตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานก็ไม่กล้ายืนยันว่าศพที่พบถูกยิงด้วยกระสุนชนิดใด เนื่องจากกระสุนปืนแต่ละชนิดมีความใกล้เคียงกัน ที่สำคัญเมื่อไม่พบหลักฐานหัวกระสุน ก็ยากจะระบุได้

จึงมีจุดที่น่าสนใจว่าการดูเพียงภาพถ่ายกับอ่านผลชันสูตร น่าเชื่อถือเพียงใดเมื่อเทียบกับคณะแพทย์ชุดใหญ่ที่ร่วมผ่าศพ หรือหลักฐานและพยานอื่นๆ ที่ดีเอสไอสืบเสาะมานานหลายเดือนซึ่งต้องนำมาประกอบกัน

รวมทั้งการออกมาฟันธงเพียงดูจากบาดแผล ซึ่งปกตินักนิติวิทยาศาสตร์ หรือการชันสูตรจะไม่ระบุขนาดนั้นเพราะต้องใช้หลักฐานอื่นมาประกอบด้วย

เคยมีตัวอย่างที่ยังพูดถึงจนทุกวันนี้เกี่ยวกับการสรุปเกินหน้าที่ของตน จนทำให้เกิดปัญหาการทำงานของหน่วยอื่น คือกรณีการตายของ "2 แม่ลูกศรีธนะขัณฑ์" นางดาราวดี และด.ช.เสรี ภรรยาและลูกของนายสันติ ศรีธนะ ขัณฑ์ ตัวละครสำคัญในคดีเพชรซาอุฯ

หลังจากพบศพ 2 แม่ลูกตายในรถเบนซ์ ปรากฏว่า ผบก.นิติเวช ในขณะนั้นออกมาเล่าเป็นฉากๆ ว่าตายเพราะอุบัติเหตุ แผลต่างๆ เกิดจากการกระแทกพวงมาลัยบ้าง คอนโซลบ้าง จนการสอบสวนของตำรวจในช่วงแรกถึงกับเป๋ไปเป๋มา

ก่อนต้องเสียผู้เสียคนเพราะข้อเท็จจริงในภายหลังออกมาว่า 2 แม่ลูกถูกฆาตกรรม และแผลต่างๆ เกิดจากถูกตีด้วยท่อนเหล็ก!??

ฆ่าช่างภาพญี่ปุ่นสะเทือนรัฐบาล

มีความน่าสนใจอย่างยิ่งต่อการออกมาของนายธาริต และพล.ต.ท.อัมพร ว่าทำไปเพื่ออะไร!??

เนื่องจากคดีของนายฮิโรยูกิ ถึงตอนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ โดยปกติหากได้พยานหลักฐานใหม่ต้องส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการหาข้อเท็จจริง นำไปประกอบสำนวน

อีกทั้งขั้นตอนการสอบสวนคดีใด คดีหนึ่ง ไม่ได้ดูตัดตอนเพียงหลักฐาน พยาน หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น หากแต่ต้องนำทุกอย่างมาประกอบกันเพื่อความสมบูรณ์ที่สุด

คดีนายฮิโรยูกิ มีพยานและหลักฐานมากมายที่ดีเอสไอใช้เวลาสอบสวนนานหลายเดือน จนถูกทูตและรัฐบาลญี่ปุ่นตามจี้หลายครั้งหลายหน เพราะเห็นว่าช้าเกินไป

จนเมื่อสามารถสรุปออกมาได้โดยนายธาริต เป็นผู้แถลงข่าวด้วยตัวเอง

และหลังจากนั้นมีคณะกรรมการหลายชุดทั้งของส.ส. หรือ ส.ว. และกรรมการพิเศษที่รัฐบาลตั้งขึ้น เชิญดีเอสไอไปซักถามข้อมูลเรื่องผู้เสียชีวิต

ทุกครั้งตัวแทนดีเอสไอก็ยืนยันว่านายฮิโรยูกิ และเหยื่ออย่างน้อย 13 ราย น่าจะเสียชีวิตเพราะเจ้าหน้าที่รัฐ ตามที่อธิบดีดีเอสไอแถลง

แต่จู่ๆ นายธาริต กลับนำความเห็นของพล.ต.ท.อัมพร เพียงคนเดียวที่ดูภาพและเพียงอ่านรายงาน โดยไม่ได้เป็นคณะกรรมการ หรือเป็นพนักงานสอบสวนในคดีนี้ตั้งแต่แรก มาหักล้างพยานหลักฐานทั้งหมด

สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการแถลงกรณีนายฮิโรยูกิ ในครั้งแรก ส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างยิ่ง เห็นได้จากความเคลื่อน ไหวของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งส่งทูตมาจี้เพื่อให้หาตัวผู้กระทำผิด และถึงขั้นขู่ใช้มาตรการตอบโต้ทางการเมือง

เช่นเดียวกับชมรมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และสำนักข่าว รอยเตอร์ ต้นสังกัดของนายฮิโรยูกิ ก็เรียกร้องให้เร่งหาตัวผู้กระทำความผิดอย่างเข้มข้นยิ่ง

กรณีนายฮิโรยูกิ จึงเหมือนจุดสลบของรัฐบาล เพราะทั้งการจับตาของรัฐบาลญี่ปุ่น หรือสำนักข่าวทั่วโลกรายงานกรณีนี้อย่างต่อเนื่องว่านาย ฮิโรยูกิ เสียชีวิตเพราะเจ้าหน้าที่รัฐ

การออกมากลับคำแถลงของนายธาริต และพล.ต.ท.อัมพร จึงเหมือนตัวช่วยกลายๆ

ส่วนช่วยแล้วดีขึ้น หรือแย่หนักกว่าเดิม

ถึงตอนนี้คงรู้คำตอบกันดีอยู่แล้ว!??

กวีประชาไท: ลูกคนจน

ที่มา ประชาไท


(แฟ้มภาพ ประชาไท)

แม่จ๋า..ลูกขอลาเข้าเมืองหลวง
แม้สุดห่วงทางบ้านเป็นหนักหนา
แต่ศึกนี้ใหญ่นักสำคัญกว่า
จึงกราบลามาทวงแผ่นดินคืน

แผ่นดินภายใต้บัญชาการ
เผด็จการหน้าหวานในสูทหรู
วาจาคมคายฟังน่าดู
แต่เรามันอดสูทุกวี่วัน

ทุกๆ วันจึงเห็นเช่นฝันร้าย
ความตายคืบคลานเข้าถามหา
ผืนดินลุ่มน้ำทั้งป่านา
นายทุนเข้ามามันครอบครอง

ครอบครองไปทั่วทุกระแหง
รัฐชั่วเสแสร้งปิดตาหู
สร้างกฏแห่งการสมคิดรู้
สมสู่กฏหมายทรชน

จึงโดนบังคับและขับไล่
เถื่อนถ่อยอยู่ได้แผ่นดินรัฐ
พวกสูสมควรโดนกำจัด
อยู่ในแผ่นดินรัฐไม่ชอบธรรม

มืดมนอับจนซึ่งหนทาง
อ้างว้างน้ำตานองหน้าไหล
ผืนดินสุดท้ายโดนแย่งไป
เจ็บช้ำหัวใจเกินบรรยาย

แม่จ๋า..เช็ดน้ำตาอย่าให้ไหล
ลูกจะออกเข้าไปทวงถามหา
จะกอดกุมผลพวงคับแค้นมา
แล้วตะโกนกู่หา “ยุติธรรม”

ยุติธรรมแห่งสิทธิอันชอบธรรม
พวกระยำผลาญชิงเฝ้าเข่นฆ่า
วันนี้คนจนมีน้ำตา
ชัยชนะสะสมมาเฝ้ารอวัน

แม่จ๋า..ลูกขอลาเข้าเมืองหลวง
อย่าได้ห่วงลูกยาเศร้าโหยไห้
สัญญาว่ากลับบ้านไม่เปลี่ยวดาย
จะทวงคืนประกาศชัยของ “คนจน”

แด่การ..ปักหลักชุมนุมหน้าลานพระบรมรูปฯขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
หน้าลานพระบรมรูปทรงม้า
๒๐-๒-๕๔
ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์

กวีประชาไท: จุดจบของโลกใกล้เข้ามา

ที่มา ประชาไท

ธรรมชาติโหดร้ายทำลายโลก
วิปโยควินาศอนาถหนอ
ภูเขาไฟคุ้มคลั่งมิรั้งรอ
แผ่นดินไหวเกิดก่อติดต่อกัน
เปลี่ยนแผ่นน้ำแผ่นดินสิ้นทั้งหมด
เกิดปรากฏทวีปหาดขาดสะบั้น
ก่อแดนใหม่ดินใหม่ปีเดือนวัน
โดยมิทันคาดเห็นเป็นเช่นไร
มนุษย์รุกไล่ล่าฆ่ามนุษย์
กลียุคกาลยุทธครั้งยิ่งใหญ่
โดมิโนปลดทาสขึ้นเป็นไท
ขับไล่ผู้กดขี่กู้ชีวิต
จุดจบของโลกใกล้เข้ามา
คนดีมีธรรมาฟ้าลิขิต
จะอยู่รอดปลอดพ้นมนต์พิชิต
บุกเบิกคิดต่อในโลกใหม่เอย