ที่มา thaifreenews นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ 1 ในข้อกล่าวหาถอดถอนนายกรัฐมนตรีของ ส.ส.ฝ่ายค้าน ระบุเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในการป้องกันและระงับเหตุวางเพลิงเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ ว่า เชิญตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการ ได้รับทราบว่า มีกลุ่มคนหนึ่งพยายามเผาเซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยป้องกันเหตุจำนวนหลายร้อยคน หลังจากนั้นกลุ่มคนดังกล่าว ไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มไหน ได้เพิ่มจำนวนคนมากขึ้น พร้อมกับถืออาวุธครบมือเข้ามาภายในเซ็นทรัลเวิลด์ จนสามารถบีบให้หน่วยรักษาความปลอดภัยยอมจำนน และสามารถเผาได้สำเร็จ
โดย chaiya
"ตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ ให้ข้อมูลกับเราว่า การพยายามลอบวางเพลิง ไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุม แต่เกิดขึ้นหลังจากที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเข้ามอบตัวแล้ว และตลอดเวลาที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณดังกล่าว ผู้ชุมนุมก็มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ด้วยดีกับทางห้าง โดยทางห้างได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุมเข้าห้องน้ำด้วย นอกจากนี้ ตัวแทนของห้างยังระบุว่า มีวีดีโอที่บันทึกภาพของกลุ่มคนที่วางเพลิงไว้ด้วย แต่จนถึงขณะนี้ทางห้างยังไม่ได้ส่งมาให้ทางคณะกรรมการ" นายจิตติพจน์กล่าว
นายจิตติพจน์ กล่าวต่อว่า การประชุมคณะกรรมการฯ วันที่ 10 มีนาคม ทางคณะกรรมการฯ เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เข้าชี้แจงถึงความคืบหน้าของคดีกลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงจะเชิญนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำกลุ่มนปช. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช. ว่าต่อจากนี้จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, March 7, 2011
ใครกันขโมยของใน เซ็นทรัลเวิลด์ แล้วจุดไฟเผา
เวทีอภิวัฒน์ประเทศไทย กับ “ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษชายแดนใต้”
ที่มา ประชาไท
อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยทักษิณ
ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ อ.จะนะ จ.สงขลา
Shukur2003@yahoo.co.uk
ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้เสนอ แนวทางในการปฏิรูปประชาธิปไตยนั้นต้องเอาความสำคัญไปอยู่ที่ฐาน ของ ‘ชุมชน’ และ ‘ท้องถิ่น’ เพราะประชาธิปไตยมีลักษณะพิเศษ คือ ‘เป็นของประชาชน และโดยประชาชนเพื่อประชาชน’ ด้วยหัวใจของประชาธิปไตยจึงอยู่ที่ทำอย่างไรให้เป็นการปกครองของประชาชนคนสามัญและโดยประชาชนคนธรรมดาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ระบุว่าการปฏิรูปประเทศไทยที่สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปการบริหารประเทศจากการเอากรมเป็นตัวตั้งเป็นการเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง หรือ ‘เทศาภิวัฒน์’ เพราะการรวมศูนย์อำนาจรัฐกว่าร้อยปีที่ผ่านมาทำให้เกิดความอ่อนแอที่มีผลร้ายแรงอย่างน้อย 7 ประการคือ 1) ชุมชนท้องถิ่นทั้งหมดไม่สามารถจัดการตัวเองได้ 2)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจรวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่นนำไปสู่ความรุนแรงเช่น สามจังหวัดภาคใต้ 3) รวมศูนย์อำนาจเรื่องการศึกษา 4) ระบบราชการอ่อนแอทางปัญญา เพราะใช้แต่อำนาจ เป็นระบบรัฐที่ล้มเหลวแก้ปัญหาไม่ได้ 5) คอร์รัปชั่นอย่างหนัก 6) การเมืองที่ไร้คุณภาพเป็นคณาธิปไตย 7) รัฐประหารได้ง่าย
วันที่ 3 มีนาคม 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ หัวข้อ “ความท้าทายใหม่ของรัฐบาลต่อการผลักดันชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง”
วันที่ 3 มีนาคม 54 มีการจัดเวทีอภิปราย“นโยบายพรรคการเมืองต่อการคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น” โดยนางสาวผ่องศรี ธาราภูมิตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ตัวแทนพรรคเพื่อไทยและนายศุภชัย ใจสมุทร ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย
ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน (เอแบคโพลล์) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญร่วมกับสมัชชาองค์กรท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยได้นำเสนอสรุปผลการวิจัยความคิดเห็นต่อการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น (อทป.) :กรณีศึกษาประชาชนอายุ 18-60 ปี ในพื้นที่ 13 จังหวัดทั่วประเทศ โดยนายเทวินทร์ อินทร์จำนง สถาบันวิจัย เอแบคโพลล์กล่าวในฐานะผู้ทำวิจัย ว่าความคิดเห็นเกี่ยวกับการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นประชาชนร้อยละ 39.2 เห็นด้วย ในขณะที่มีผู้ไม่มีความเห็นถึงร้อยละ 49.2
ช่วงสุดท้ายของวันที่ 3 มีนาคม2554 คณะกรรมการองค์กรปกครองท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูปในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ร่วมกับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทยแถลงการณ์ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างและระบบการปกครองท้องถิ่น เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมพร้อมยื่นข้อเสนอดังกล่าวให้กับศ.นพ.ประเวศและคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ประธานคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนพลังชุมชนท้องถิ่นให้เป็นพลังแผ่นดินต่อไป
รำลึกบ่อนไก่-พระราม 4 : (3) เสียงผู้สูญเสีย
ที่มา ประชาไท
| นายบุญมี เริ่มสุข วันเกิด 5 กุมภาพันธ์ 2483 อายุ 71 ปี ที่อยู่ 155 ซ. ปลูกจิตต์ ถ.พระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ อาชีพ ค้าขาย สาเหตุการตาย ติดเชื้อในกระแสเลือด (อันเนื่องจากบาดแผลที่ถูกยิงบริเวณหน้าท้อง กระสุนทะลุลำไส้หลายแห่ง) วันและสถานที่เกิดเหตุ ถูกยิงขณะออกไปรับประทาน หน้าร้านระเบียงทอง ปากซอยปลูกจิตต์ วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 16.00 น. เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล และเสียชีวิตในวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 |
| นายเสน่ห์ นิลเหลือง วันเกิด 9 มกราคม 2505 อายุ 48 ปี ที่อยู่ 185 ซ.แสนสุข แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ อาชีพ ขับรถแท็กซี่ สาเหตุการตาย บาดแผลกระสุนลูกโดดบริเวณหน้าอกทะลุเส้นเลือดใหญ่และปอด วันและสถานที่เกิดเหตุ ถูกยิงที่หน้าปั๊มน้ำมัน ปตท. ขณะเดินทางไปแฟลตตำรวจ สน. ลุมพินี เพื่อเปลี่ยนรถ วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 18.00 น. เสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาล |
| 3. นายมานะ แสนประเสริฐศรี วันเกิด 12 ธันวาคม 2531 อายุ 21 ปี ที่อยู่ 4/31 ถ.เชื้อเพลิง แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ อาชีพ ขับรถแท็กซี่ อาสาสมัครปอเต็กตึ๊ง สาเหตุการตาย บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง วันและสถานที่เกิดเหตุ ถูกยิงหน้าธนาคารกสิกรไทย ปากซอยงามดูพลี ขณะทำหน้าที่อาสาสมัคร เข้าไปช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 17.00 น. เสียชีวิตทันที |
| นายสมัย ทัดแก้ว วันเกิด 19 พฤษภาคม 2518 อายุ 35 ปี ที่อยู่ 83 หมู่ที่ 8 ต.แข้ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ อาชีพ พนักงานรักษาความปลอดภัย สาเหตุการตาย โลหิตติดเชื้อ (เนื่องจากบาดแผลที่ถูกยิงบริเวณด้านหนัง ตัดลำไส้ใหญ่) วันและสถานที่เกิดเหตุ ถูกยิงขณะเดินทางไปทำงาน หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลุมพินี วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 19.00 น. เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล และเสียชีวิต 31 พฤษภาคม 2553 |
| บาดเจ็บสาหัส นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง อายุ 54 ปี ที่อยู่ 14/94 ซ. ปลูกจิตต์ ถ.พระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ อาชีพ ค้าขาย (ส่งขนมตามร้านต่างๆ) สาเหตุการได้รับบาดเจ็บ ถูกยิงเข้าบริเวณด้านหลังทะลุปอดและถูกไขสันหลัง ทำให้พิการถาวร ตั้งแต่ช่วงอกจรดปลายเท้า วันและสถานที่เกิดเหตุ ถูกยิงขณะรอรถประจำทาง ป้ายรถเมล์ใกล้สะพานลอย ฝั่งบ่อนไก่ วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณหลังเที่ยงวัน |
หรือว่าประชาธิปไตยจะได้มานั้นแสนยาก
ที่มา Thai E-News
ในประเทศที่มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองอย่างซาอุดิอาราเบีย จอร์แดน มอร็อคโค คูเวต และเคตาร์ รัฐบาลสหรัฐกลับเชื่อว่าจะสามารถทัดทานพายุเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงโดยพลังประชาชนได้ดีกว่า นั่นอาจเป็นเพราะสหรัฐมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้ปกครองในประเทศเหล่านี้ก็ได้ ..เช่นนี้ความหวังที่ขบวนการประชาชนในไทยจะได้รับ “ลมใต้ปีก” หนุนไปสู่ความสำเร็จจากประเทศประชาธิปไตยตะวันตก เหมือนที่ขบวนการประชาชนอียิปต์ได้รับจากสหรัฐอเมริกาผ่านทางฝ่ายกองทัพ นั้นน่าจะเป็นเรื่องยาก
ฉะนี้เห็นทีต้องกลับไปมองดูโมเดลเก่าที่เคยพาดพิงถึงกันมานานนมแล้ว นั่นคือแบบฉบับการปฏิวัติประชาชนที่เนปาล..แต่ว่า
โดย ระยิบ เผ่ามโน
ที่มา เวบบล็อกtgdr
สี่ปีกว่านับแต่กระบวนการประชาธิปไตยของไทยซึ่งล้มลุกคลุกคลานตลอดมาแล้วยังถูกปล้นไปด้วยการรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ จนบัดนี้ดูจะยิ่งถลำลึกลงไปสู่ห้วงเหวแห่งการปกครองโดยอำนาจรวมศูนย์ (Autocracy) หรือฯพณฯเหนือหัวเหนือท่านยิ่งขึ้น
มากเสียจนเล็งเห็นปลายทางสุดท้ายได้ก็แต่การระเบิดแตกหัก และจะพังทะลายด้วยกันทุกฝ่าย
ฝ่ายที่ถูกกระทำ และกินน้ำใต้ศอกมาตลอดอันเป็นประชาชนธรรมดาไร้ระดับชั้นฐานันดรทางสังคม รวมทั้งพวกที่แม้พอจะลืมตาอ้าปากก็ไม่อาจตัดใจทำเมินเฉยเสียได้ จึงหันเข้าไปรวมตัวกันเป็นขบวนการประชาชนในจำกัดความของคำว่า”รากหญ้า” และ “ไพร่” ที่ล้วนแต่ตาสว่างในจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตยอันแท้จริง
พวกถูกกระทำดังกล่าวนี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งทางพลังแห่งจำนวน และคุณภาพทางความคิดที่จะไม่ถูกบิดเบือนด้วยศรัทธาบอดอีกต่อไป
แต่ก็ยังไม่อาจเงยหัวให้พ้นการเอาเปรียบ และครอบงำของผู้กุมอำนาจทางการเมือง และเศรษฐกิจ ที่ได้รับการเชิดชูโดยฝ่ายข้างน้อยที่มีสถานภาพในการยังชีพดีกว่า จึงไม่ยี่หระกับการปรับตัวเปลี่ยนแปลงศรัทธาของตนให้สอดคล้องกับสากลโลก โดยอ้างเอามายาคติทางประวัติศาสตร์มาสนับสนุนความมัวเมา
ปรากฏการณ์แห่งพลังประชาชนที่เริ่มจากการต่อต้านรัฐประหาร ๒๕๔๙ ปฏิเสธรัฐบาลที่มาจากอำนาจแต่งตั้งนอกระบบ พร้อมทั้งขอคืนรัฐบาลที่มาจากคะแนนเลือกตั้งท่วมท้นกลับมา จากนั้นพัฒนาสู่การต่อต้านอำนาจบงการบังคับใช้กฏหมายอย่างสองมาตรฐานในสถาบันตุลาการ จนกระทั่งมาเป็นกระบวนการเรียกร้องความยุติธรรมในขณะนี้
ให้ปลดปล่อยผู้ถูกคุมขังที่ถูกกระทำแล้วยังถูกยัดข้อหาร้ายแรง รวมไปถึงนำตัวผู้ลงมือกระทำการ และออกคำสั่งฆ่าประชาชนมาลงโทษ
เหล่านี้ล้วนเป็นองคาพยพอันจะทำให้คำว่าประชาธิปไตยในระบบการปกครองของไทยเต็มไปด้วย “เนื้อแท้” (Genuineness) ไม่ว่าจะด้วยสร้อยห้อยท้ายว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือไม่ก็ตาม มิฉะนั้นจะยังคงเป็นแต่ระบบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) กำมะลอ ที่อำนาจตัดสินใจแห่งชาติมาจากอิทธิพลจำบัง หรือมือที่มองไม่เห็น ซึ่งอาศัยกำลังบังคับจากอาวุธของเหล่าทหารมาปฏิเสธเจตนารมณ์ของประชาชน
ไม่ต่างอะไรกับการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คนๆ เดียว หรือระบบจ้าวเหนือหัวที่กำลังถูกพลังประชาชนในหมู่ประเทศอาหรับ และอาฟริกาพลีชีพเข้าโค่นล้มทำลาย ดั่งปฏิกริยาลูกโซ่จากตูนิเซีย ถึงอียิปต์ ไปสู่ลิเบีย บาหเรน เยเมน จอร์แดน ซาอุดิ อาราเบีย มอร็อคโค และอีกหลายประเทศในขณะนี้
ชัยชนะของพลังประชาชนต่อผู้ปกครองในตูนิเซีย และอียิปต์กลายเป็นต้นแบบ หรือ “โมเดล” ให้แก่ประชาชนในประเทศที่การเมืองการปกครองยังไม่ถึงเกณฑ์คุณภาพประชาธิปไตย แม้แต่ในเนปาลที่เคยเป็นโมเดลด้วยตนเองมาก่อนก็ยังมองตูนิเซีย และอียิปต์อย่างชื่นชม*
บางแห่งมีตำแหน่งบริหารสูงสุดอยู่ที่ประธานาธิบดี หลายแห่งยังมีกษัตริย์ หรือราชาธิบดีเป็นผู้ปกครอง ประเทศเหล่านี้ล้วนมีรัฐสภาที่ได้มาจากการเลือกตั้ง หากแต่ว่าตัวแทนประชาชนเหล่านั้นยังไม่ได้มาด้วยสิทธิเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

ผู้ประท้วงดึงรูปประธานาธิบดีลงจากยอดตึก
จึงไม่แปลกอะไรที่ผู้เรียกร้องต้องการให้ประชาธิปไตยแท้จริงเกิดขึ้นในประเทศไทยพากันแสดงความเห็นผ่านสื่อไร้พรมแดน** ถึงโมเดลต่างๆ กันอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ประชาชนตูนิเซียขับไล่ประธานาธิบดีออกไปได้ ซ้ำยังอ้างถึงกันมิขาดเมื่อมาถึงกรณีอียิปต์

อียิปต์สู่วันใหม่:โฉม และหน้า
แต่ขณะเขียนบทความนี้เหตุการณ์ในลิเบียยังไม่ลงเอย และยังไม่ตกผลึกในที่อื่นๆ ถึงกระนั้นเชื่อว่าจะต้องมีการถกถึงโมเดลของบาหเรน จอร์แดน หรือซาอุดิ อาราเบียจนได้ในไม่ช้า
ทำไมขบวนการประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตยไทยจึงต้องมองหาโมเดลต่างๆ
นอกจากเป็นเพราะสภาพการเมือง การปกครองที่ว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้ ล้มลุกคลุกคลานมานานเกือบ ๗๕ ปีแล้ว ระบบที่อ้างอิงกันอยู่ทุกวันนี้ว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งปรากฏในรายงานคำให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ของนายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน
ย้ำความหมายในว่า เป็น Constitutional Monarchy ชัดเจนนั้น ขอฟันธงด้วยคนว่าไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้จริงที่อำนาจอธิปไตยของชาติอยู่กับประชาชนเลย
ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเนื้อหาที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนโต้แย้ง นพ. เหวง บนเว็บบอร์ด อินเตอร์เน็ต ฟรีดอม ว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยในขณะนี้นั้น ไมใช่เลย เป็นคนละเรื่องเลยกับ Constitutional Monarchy รูปแบบในอังกฤษ ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ก เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์” ***
ทั้งบทบัญญัติเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทยในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๘ และกฏหมายห้ามหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฏหมายอาญา ที่นักวิจารณ์ในชาติตะวันตกเรียกกันว่า Draconian Law
รวมทั้งการบังคับใช้กฏหมายเหล่านี้ในทางปฏิบัติอย่างสองมาตรฐาน กับการพิจารณาคดีเป็นความลับ โดยที่ผู้พิพากษาตัดสินอย่างลักลั่นตามความเห็นส่วนตัว และบางสถานการณ์ที่อาจเป็นการตัดสินตามธงที่ถูกตั้งมาให้ก็ได้ ซึ่งขัดกับหลักการสากลเรื่อง Rule of Law ทั้งนั้น
ประเทศไทยจะอ้างชื่อระบบปกครองเป็นประชาธิปไตยอย่างใดก็ตาม แต่เนื้อแท้ทางปฏิบัติไม่ใช่ Constitutional Monarchy ในความหมายแท้จริงอย่างแน่นอน ใครก็ตามพยายามชี้ว่า “เป็นคนละเรื่องเดียวกัน” จะด้วยเจตนาดีหรือร้ายต่อขบวนการประชาชนเพียงใด ย่อมถือเป็นการบิดพริ้วทั้งสิ้น
แล้วอย่างนี้จะยังคงปรับเปรียบใช้โมเดลอะไรกันอีกไหม
แบบบาหเรนนั้นฝ่ายกษัตริย์มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐมาก ในฐานะที่บาหเรนเป็นฐานทัพเรือหลักของสหรัฐในตะวันออกกลางที่ใช้เป็นกันชนต่ออิหร่าน และรัฐบาลบาหเรนเต็มไปด้วยราชวงศ์คาลิฟา คือตั้งแต่กษัตริย์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศ ล้วนนามสกุลคาลิฟาทั้งนั้น
ถึงแม้นักวิจารณ์อเมริกันจะคิดว่าปัญหาขัดขวางการปฏิรูปอันปริ่มจะกลายเป็นปฏิวัติประชาชนได้ง่ายๆ อยู่ที่เป้าหมายซึ่งฝ่ายค้านเรียกร้องให้ปลด คือนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นเจ้าอาของกษัตริย์ ท่านอยู่ในตำแหน่งนี้มากว่าสี่สิบปีแล้วไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรง่ายๆ

ที่จตุรัสไข่มุก
แต่สถานการณ์ชุมนุมประท้วง ณ จตุรัสไข่มุกเมื่อไวๆนี้ อันมีคนมากกว่าครั้งใดๆ กลับจัดตั้งโดยแกนนำทางศาสนาอิสลามนิกายชีไอ๊ท์ ไม่ใช่ฝ่ายค้าน

เลยไปถึงอิรักแล้วด้วย
ที่จอร์แดนก็เช่นกัน การชุมนุมล่าสุดปลายอาทิตย์พี่เพิ่งผ่านมา มีขบวนการ “ภราดรภาพมุสลิม” เป็นตัวการหลัก ไม่ใช่ “แกนนอน” ชาวปาเลสไตล์ที่เป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือคณะอดีตทหารนอกราชการเช่นเคย
กษัตริย์อับดุลลาห์ที่สองกับราชินีเรเนียผู้ทรงศิริโฉมเลอเลิศ อาจได้รับการชื่นชมว่าทันสมัย และมีความคิดก้าวหน้า ราชวงศ์ฮ้าสชิไม้ท์ซึ่งอยู่ในอำนาจอย่างราบรื่นมากว่า ๙๐ ปี ด้วยความสามารถปกครองหมู่ชนที่แปลกแยกต่อกันสองเผ่า คือพวกชาวปาเลสไตล์บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน และเชื้อสายเผ่าเบดวนฝั่งตรงข้าม ให้อยู่ในความเรียบร้อย
ถึงกระนั้นก็หนีไม่พ้นการเดินขบวนเรียกร้องการปฏิรูปไม่เว้นแต่ละอาทิตย์ รัฐบาลของกษัตริย์พยายามผันงบประมาณสนับสนุนโครงการเพิ่มรายได้ และประกันสังคม ๕๕๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้ทำให้การเรียกร้องสงบลง แต่กลับเพิ่มมากขึ้นเป็นความต้องการรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. ๑๙๕๒ เดิม ที่จัดระเบียบปกครองเป็น Constitutional Monarchy อย่างแท้จริง
ส่วนในซาอุดิอาราเบียที่มีทางว่าจะเป็นเบี้ยโดมิโนต่อไปไม่ช้าก็เร็ว กษัตริย์อับดุลลาห์ได้รับยกย่องว่าเป็นนักปฏิรูป แถมยังสนับสนุนเรื่องสิทธิสตรี แต่โครงการปฏิรูปต่างๆ ที่แถลงผ่านสื่อในประเทศภายใต้การควบคุมว่ากษัตริย์ทรงพระราชทานนั้นไม่เคยเกิดผลให้เห็นเป็นรูปธรรมจริงจัง มิหนำซ้ำการปฏิรูปทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยที่นักกิจกรรมคนรุ่นใหม่เรียกร้องกษัตริย์กลับไม่แยแส
ครั้นเมื่อกระแสปฏิวัติประชาชนโหมหนักในปัจจุบัน กษัตริย์ซาอุฯ พยายามผ่อนปรนด้วยการประกาศโครงการพระราชทานของขวัญแก่ราษฎรเป็นมูลค่าถึง ๓๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คำตอบที่ได้รับจากผู้นำการเรียกร้องให้ปฏิรูปคนหนึ่งตอกกลับมาว่า นี่แสดงถึงจิตสำนึกเต่าล้านปีที่ว่าเอาเงินฟาดเข้าไปเป็นใช้ได้ “พวกเราต้องการสิทธิเสียงทางการเมือง ความเท่าเทียมของปวงชน ความยุติธรรมในสังคม การปฏิรูประบบกฏหมาย การแบ่งแยกอำนาจ และการกำจัดคอรัปชั่น” ไม่ใช่การปฏิรูปแบบฉาบหน้า
อันที่จริงเวลานี้ประเทศในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน และตะวันออกกลางล้วนดำเนินนโยบายสกัดกั้นไฟประชาธิปไตยที่หักโหมด้วยโครงการประชานิยมทุ่มเงินลงไปสู่สาธารณะเพื่อลดกระแสปฏิวัติประชาชนด้วยกันแทบทั้งสิ้น
กษัตริย์โมฮัมเม็ดของมอร็อคโคเพิ่งพระราชทานงบประมาณพยุงราคาสินค้า ๑,๙๐๐ ล้านดอลลาร์ ส่วนรัฐบาลของกษัตริย์คูเวตก็ประกาศแจกเงินพลเมืองชาวบ้านคนละ ๓,๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐในโอกาสฉลองเอกราชครบ ๕๐ ปี
แต่การทุ่มเงินประชานิยมเหล่านี้แม้จะมีจำนวนมหาศาลเพราะล้วนเป็นรัฐบาลประเทศร่ำรวยน้ำมัน ก็ไม่สามารถหันเหกระแสเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้มากนัก
ศูนย์วิจัยการเมืองอเมริกัน อาทิ สถาบันบรุ๊คกิ้งเห็นพ้องกับการสรุปสถานการณ์ของรัฐบาลโอบาม่าว่า กระแสการปฏิวัติประชาชนในหมู่ประเทศอาหรับจะยังกระหน่ำรุนแรงไม่หยุดยั้ง ประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำสูงสุด เช่น เยเมน น่าจะเป็นเบี้ยโดมิโนที่ล้มอันต่อไป
ส่วนในประเทศที่มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองอย่างซาอุดิ อาราเบีย จอร์แดน มอร็อคโค คูเวต และเคตาร์ รัฐบาลสหรัฐกลับเชื่อว่าจะสามารถทัดทานพายุเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงโดยพลังประชาชนได้ดีกว่า นั่นอาจเป็นเพราะสหรัฐมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้ปกครองในประเทศเหล่านี้ก็ได้
เช่นนี้ความหวังที่ขบวนการประชาชนในไทยจะได้รับ “ลมใต้ปีก” หนุนไปสู่ความสำเร็จจากประเทศประชาธิปไตยตะวันตก เหมือนที่ขบวนการประชาชนอียิปต์ได้รับจากสหรัฐอเมริกาผ่านทางฝ่ายกองทัพ นั้นน่าจะเป็นเรื่องยาก
ฉะนี้เห็นทีต้องกลับไปมองดูโมเดลเก่าที่เคยพาดพิงถึงกันมานานนมแล้ว นั่นคือแบบฉบับการปฏิวัติประชาชนที่เนปาล
เมื่อห้าปีที่แล้วเนปาลกลายเป็นข่าวครึกโครมของโลกจากการที่มีการปฏิวัติประชาชนยุคใหม่ได้สำเร็จ สามารถล้มเลิกสถาบันกษัตริย์ได้อย่างละม่อม เมื่อกษัตริย์กายะเนนทรายอมสละราชสมบัติในปี ค.ศ. ๒๐๐๖ หลังจากที่มีประชาชนนับล้านร่วมกันออกมาประท้วงภายใต้ความร่วมมือระหว่างการนำของพรรคการเมืองประชาธิปไตยฝ่ายค้าน และพรรคลัทธิเหมาเจ๋อตุง
ก่อนหน้านั้นประเทศเนปาลตกอยู่ในสภาพสงครามกลางเมืองนานถึง ๑๐ ปี จากการจับอาวุธเข้าต่อสู้กับรัฐบาลราชาธิปไตยโดยขบวนการเมาอิสต์ ครั้นหลังจากโค่นกษัตริย์สำเร็จแล้วปรากฏว่ามีความเห็นไม่ลงรอยระหว่างพรรคการเมืองประชาธิปไตย กับพรรคลัทธิเหมา ทำให้ยังไม่สามารถประกาศใช้รัฐธรรมนูญของประเทศได้จนกระทั่งบัดนี้
ตลอดห้าปีที่ผ่านมาการบริหารประเทศเนปาลดำเนินมาอย่างกะพร่องกะแพร่งท่ามกลางการคานอำนาจคุมเชิงกันระหว่างฝ่ายเทคโนแครทในพรรคการเมืองประชาธิปไตย และฝ่ายทหารในพรรคลัทธิเหมา ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะไม่พอใจรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำหนดจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคมนี้ด้วยกันทั้งคู่
แถมมีข่าวลือหนาหูในกรุงกาตมานธุขณะนี้ว่าจะเกิดการ “รัฐประหารเพื่อประชาธิปไตย” ขึ้นเสียก่อนด้วย จึงปรากฏว่าชาวเนปาลวัยหนุ่มสาวที่มีความคิดก้าวหน้าฝักใฝ่ประชาธิปไตยต่างพากันอพยพออกนอกประเทศ ไปทำมาหากินในอินเดีย หรือประเทศเศรษฐีน้ำมันแถบตะวันออกกลางเป็นแถว
ตั้งแต่เนปาลมาถึงตูนิเซีย และตั้งแต่อียิปต์ย้อนกลับไปเนปาล โมเดลที่กล่าวมาเหล่านี้สอนอะไรเราได้บ้าง
บอกตามตรงว่าไม่เห็นอะไรลึกล้ำมากไปกว่าความจริงที่ว่า ผู้ปกครองที่กุมอำนาจเด็ดขาดแบบจ้าวเหนือหัว และรวยไม่รู้เรื่องในศตวรรษที่ ๒๑ นี้นั้น ยากที่จะยอมวางมือ หรืออยู่อย่างพอเพียงในอำนาจ และทรัพย์ศฤงคารด้วยตนเอง ต้องใช้พลังประชาชนเป็นล้านๆ ขับออกจึงจะได้
สัจจธรรมทางการเมืองง่ายๆ อีกอย่างหนึ่งของการปฏิวัติประชาชนก็คือ พลังประชาชนชนิดดอกไม้บานพร้อมกันเป็นล้านดอกนั้นสามารถสยบผู้ปกครองอำนาจเบ็ดเสร็จได้ก็จริง แต่ถ้าไม่มีการผสานพลังเหล่านั้นให้เป็นกระบวนการที่มีเอกลักษณ์ร่วมกัน และมีการจัดองค์กรอย่างเหนียวแน่น
ในระยะยาวก็ยากที่จะไปถึงจุดหมายแห่งความสมบูรณ์ได้เช่นกัน ดังคำของนักปฏิวัติชาวเนปาลที่บทความของเขาลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์เมื่อไม่กี่วันมานี้วลีหนึ่งว่า
“เราเรียนรู้ว่ามันง่ายที่จะเริ่มต้นการปฏิวัติมากกว่าที่จะทำได้สำเร็จลุล่วง การโค่นล้มราชาธิปไตยนั้นยากก็จริงอยู่ แต่การสถาปนาประชาธิปไตยนั้นยากเสียยิ่งกว่า”
0000000
* Thapa, Manjushree, “Nepal’s Stalled Revolution” http://www.nytimes.com/2011/02/23/opinion/23thapa.html?_r=1&nl=todaysheadlines&emc=tha212
** การอภิปรายปัญหาระบบปกครองอันเกี่ยวเนื่องกับประมุขในสื่อสายหลักถูกจำกัด และจำกัดตนเองลงเหลือเพียง ๒.๖ จากจำนวนเต็ม ๕ เนื่องจากหวาดกลัวโทษของกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ดู ประชาไท “รายงานเสวนา ดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อไทย ยังติดกับ ๑๑๒” http://www.prachatai3.info/journal/2011/02/33298
*** http://www.internetfreedom.us/thread-14861.html
งานเปิดตัวเฉลิมฉลอง 100 ปีวันสตรีสากล 8 มีนาคม ดุเดือด: อภิสิทธิ์ ถูกด่า "มือใครเปื้อนเลือด" "ดีแต่พูด"
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 มีนาคม 2554ภายในวันเดียว นายกรัฐมนตรีเจอการโห่ไล่ทั้งในงานเปิดการสัมมนา "เครือข่ายชุมชนเข้มแข็งเพื่อพัฒนา" ที่โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน และในการกล่าวเปิดงาน 100 ปี วันสตรีสากล ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ด้วยข้อความ "ดีีแต่พูด" และตะโกนด่า "มือเปื้อนเลือด"

สำนักข่าวหลายกระแส ลงข่าวกันครึกโครม และถูกกระจายเผยแพร่ไปยังเฟสบุคของคนฝ่ายประชาธิปไตยว่า "อดีตลูกจ้างบริษัทผลิตชุดชั้นในชื่อดัง เขียนข้อความมือ 'ใครเปื้อนเลือด' และ 'อย่าดีแต่พูด' ใส่กระดาษ ชูขึ้นในห้องสัมมนา ขณะที่นายกรัฐมนตรีอยู่บนเวทีปาฐกถา"
- ผู้หญิงทุกคนต้องได้ทำงานในระบบ สาม 8 คือ ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และหาความรู้ 8 ชั่วโม
- โดยมีสวัสดิการที่จำเป็นตั้งแต่เกิดจนตาย
- การส่งเสริมการเข้าถึงสุขภาพอนามัย ที่เป็นเรื่องเฉพาะสำหรับผู้หญิง เช่น โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก
- การคุ้มครองผู้หญิงจากทัศนคติที่ไม่เหมาะสมและเลือกปฏิบัติ การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการวางแผนและตัดสินใจทุกระดับ
ข่าวสด พาดหัวข่าว "‘มาร์ค’ซีด เจอสาวตะโกนด่า“มือเปื้อนเลือด”งาน100ปีสตรีสากลที่มธ.-ถูกตีนตบไล่หน้าร.ร. ไทยนิยม" พร้อมลงรายละเอียด
"ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.45 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมายังโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน เพื่อเปิดการสัมมนาเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งเพื่อพัฒนา เขตบางเขน ซึ่งจัดโดยนายวิทเยนทร์ มุตตามาระ เลขานุการรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กทม. เขตบางเขน ของพรรคประชาธิปัตย์"
โดยก่อนที่คณะของนายกฯ จะมาถึงสถานที่จัดงาน ได้มีสมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 30 คน ที่มาพร้อมกับตีนตบและป้ายกระดาษที่มีข้อความว่า “อภิสิทธิ์สวาปาล์ม” มาดักรอชุมนุมขับไล่นายอภิสิทธิ์ ที่บริเวณด้านหน้าโรงเรียนดังกล่าว แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่กันออกโดยให้อยู่บริเวณลานจอดรถของห้าง สรรพสินค้าโลตัส สาขาหลักสี่ กระทั่งเมื่อขบวนรถของนายกรัฐมนตรีเข้ามาภายใน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดประตูโรงเรียนทันที"
* * *
จากนั้น เมื่อเวลา 11.30 น. นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางต่อมายังห้องประชุม ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อร่วมประกาศเจตนารมณ์ “ผู้หญิงทำงาน สู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของทุกคน” ในวาระการเฉลิมฉอง 100 ปี วันสตรีสากล 8 มีนาคม จัดโดย 33 เครือข่ายองค์กรแรงงาน องค์กรทำงานประเด็นผู้หญิง และองค์กรสิทธิมนุษยชน"
ต่อมาได้เข้าสู่พิธีการประกาศเจตนารมณ์ “ผู้หญิงทำงาน สู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของทุกคน” ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีรับแผ่นประกาศเจตนารมณ์ฯ ปรากฏว่าหญิงสาวคนเดิมได้ถ่ายภาพนายกรัฐมนตรีด้วย จากนั้นได้เขียนข้อความในแผ่นกระดาษ 3 แผ่นทั้งด้านหน้าและด้านหลังเหมือนกัน โดยแผ่นแรกเป็นรูปฝ่ามือ พร้อมมีข้อความประกอบว่า “ใครเปื้อนเลือด?” และแผ่นที่ 2 และ 3 เขียนเหมือนกันว่า“ดีแต่พูด” ซึ่งเมื่อนายอภิสิทธิ์เห็นข้อความเหล่านี้ จึงกล่าวว่า“ผมขอความร่วมมือ วันนี้เป็นวันสตรีสากล ใครที่ต้องการแสดงออกทางการเมือง ผมขอให้ไปพูดกันข้างนอก และขอให้รอฟังในสภาฯ จะได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด”
สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายกรัฐมนตรีกำลังเดินออกจากห้องประชุม และทักทายผู้ที่มาร่วมงาน ปรากฏว่าได้มีผู้หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อสีดำ ตะโกนไล่หลังนายกรัฐมนตรีด้วยถ้อยคำที่ไม่ชัดเจน ต่อมาผู้หญิงที่ชูป้ายคนแรกพยายามเดินเข้ามาหานายกฯ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นไว้ จึงได้ตะโกนว่า “จักร 150 ตัวจากไพฑูรย์ (แก้วทอง อดีต รมว.แรงงาน) ไปอยู่ที่ไหน” ขณะเดียวกันได้มีคนที่อยู่ในงานสะบัดตีนตบด้วย แต่นายกฯเดินออกไปโดยไม่สนใจเสียงตะโกนดังกล่าว และได้มารับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนที่มารออยู่หน้าห้องประชุม ก่อนจะเดินทางออกจากสถานที่จัดงาน
เนชั่นทันข่าว 6 มี.ค.54 นายกฯ อภิสิทธิ์เจอชูป้าย "ดีแต่พูด" ตะโกน "มือเปื้อนเลือด" ระหว่างการบรรยายพิเศษ มีผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า "มือเปื้อนเลือด" ระหว่างนายกฯ ขึ้นบรรยายพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีอีกสองคนที่ชูป้าย "ดีแต่พูด" ระหว่างที่นายกฯกำลังอภิปรายฯด้วยเช่นกัน
* * *
สำหรับผุ้หญิงคนนี้เธอไม่ใช่ใครคือ จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ที่นำพาคนงาน 3000 คนต่อสู้กับกลุ่มทุนไทรอัมพ์มาร่วมสองทศวรรษ จนถูกกลั้นแกล้งและเลิกจ้างในปี 2551 ด้วยการจับโยงเธอกับโชติศักดิ์ อ่อนสูงและพวก ที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา 112 เมื่อเธอใส่เสืื้อ "ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากรรม คิดต่างไม่ใช่อาชญากร" ให้สัมภาษณ์รายการทีวี เมื่อเดือนเมษายน 2551 จนบริษัทใช้เป็นข้ออ้างเลิกจ้าง และถูกบริษัทฟ้องเลิกจ้าง จนเป็นที่มาของการอ่านคำพิพากษาประวัติศาสตร์ ด้วยการเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน และการอ้างเหตุการเลิกจ้างด้วยข้อหาการกระทำของเธอขัดกับ "จิตวิญญาณประชาชาติ"
คำพิพากษาคดี จิตรา คชเดช
การต่อสู้ของคนงานไทรอัมพ์
Stand Up to Triumph from OH Production House on Vimeo.
ความจริงเกี่ยวข้องกับการตายของนักข่าวญี่ปุ่น
ที่มา Thai E-News

โดย SilentDeath
ที่มา กระดานสนทนาInternet Freedom
DSI แถลงว่า นักข่าวญี่ปุ่น ถูกยิงโดยกระสุน Ak 47 ซึ่งใช้กระสุน (7.62X39)
และกองทัพไทยไม่ได้ใช้ Ak 47 มีแต่ M16 ซึ่งใช้กระสุน (5.56X45)
แต่พวกเขาไม่ได้กล่าวถึงปืนซุ่มยิง (Sniper) ที่ใช้กระสุน (7.62X51)
ปืนทั้งสอง Ak47 และปืน Sniper ใช้หัวกระสุน 7.62 mm เหมือนกัน
พี่น้องเสื้อแดงควรพิจารณากรณีนี้ และแจ้งให้ผู้นำที่ต่อสู้ในรัฐสภาทราบ
ถึงปลอกกระสุนจะมีขนาดต่างกัน แต่หัวกระสุน มีขนาดเดียวกัน
ปืนSniperนี่แหละที่ใช้กระสุน(7.62X51)
*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-ดูจะๆ!! ใบชันสูตรศพ "ฮิโรยูกิ" นักข่าวญี่ปุ่นระบุ "กระสุนความเร็วสูง" ไม่ใช่ "อาก้า"??
-คณะกรรมการปกป้องสื่อโลก:กรณีฟอกขาวของไทยในการสังหารมูราโมโต
Sunday, March 6, 2011
คำผกา วิเคราะห์ "สลิ่ม" ในสังคมไทย
ที่มา Voice TV
ฟัง "คำผกา" ชำแหละขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย พร้อมหาคำตอบใครคือ "สลิ่ม" ในความหมายและมุมมองของเธอ
ในงานเสวนา "เบื้องหลัง 6ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตยไทย" เพื่อรำลึก 35ปี 6 ตุลา 2519 ซึ่งจัดขึ้นที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 นางสาวลักขณา ปันวิชัย หรือ คำผกา คอลัมนิสต์ชื่อดัง หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา กล่าววิเคราะห์ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย โดยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "สลิ่ม" พร้อมชวนคนไทยชำระประวัติศาสตร์ใหม่ เพื่อเผยโฉมหน้ากลุ่มทุนสามานย์ตัวจริง
เสื้อแดงทำบุญบริเวณบ่อนไก่
ที่มา Voice TV
นปช.ร่วมกับคนเสื้อแดงบ่อนไก่ทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตเหตุสลายชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53
Voice Update 6 มีนาคม 2554 (14.00น.)
- เสื้อแดงทำบุญบริเวณบ่อนไก่
"หม่อมอุ๋ย"หนุน"ศูนย์กระจายสินค้าจีน บางนา"ทีดีอาร์ไอ. วิพากษ์รัฐบาลทุ่มประชาวิวัฒน์เกินเหตุ
ที่มา มติชน
5 มีนาคม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (TJA 56th Anniversary) จัดเสวนา ‘ปรับรื้อเศรษฐกิจไทย รับมือขั้วอำนาจโลกใหม่’ ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมเสวนา
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นผู้นำขั้วอำนาจใหม่ของเอเชียตะวันออก ซึ่งอำนาจดังกล่าวไม่ได้เกิดจากแสนยานุภาพทางการทหาร แต่เป็นพลังทางเศรษฐกิจ เนื่องจากขณะนี้เอเชียตะวันออกเป็นศูนย์ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค อาทิ ข้าว ยางพารา อาหารทะเลสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจีนขยายกำลังการผลิต โดยเฉพาะด้านแรงงานราคาถูกอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมุ่งยกระดับสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม ส่งผลให้จีนมีความก้าวหน้าทางการค้าต่อไปในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม 3 ประเทศดังกล่าว ก็นับว่าเป็นคู่แข่งด้านสินค้าราคาถูกของประเทศไทยส่วนการปรับรื้อเศรษฐกิจไทย
อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับภาคเอกชน ไม่จำเป็นต้องมีการรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะภาคเอกชนมีการปรับตัวรับขั้วอำนาจใหม่มาก่อนหน้านี้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น การยกเลิกโรงงานผลิตสินค้าที่มีราคาถูก ค่าแรงถูก อีกทั้งมีการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี เช่น เสื้อผ้า อาหารสำเร็จรูป เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดอีกระดับหนึ่งที่มีราคาสูงขึ้น ขณะที่ด้านการเกษตรได้ยกเลิกผลิตสินค้าที่จีนมีตลาดการค้าเข้มแข็ง เช่น กระเทียม โดยหันไปผลิตยางพาราแทน เพื่อปรับตัวตามตลาดของเมืองจีนที่มีความต้องการใช้ยางพารา ในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์เพิ่มขึ้น
ด้านการลงทุน พ่อค้าไทยพร่องธุรกิจ หันไปตั้งฐานการผลิตสินค้าราคาถูกในจีนมากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนก็เตรียมจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในประเทศไทย บริเวณเขตบางนา กรุงเทพฯ เช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องต้องจับตา เนื่องจากจีนจะมีศักยภาพในการกระจายสินค้าไปทั่วโลก แต่ทั้งนี้ ในเบื้องต้นก็พบว่า มีกระแสต่อต้านจากหลายภาคส่วน
"ในความคิดของผม มองว่าการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าของจีนในประเทศไทยนั้น เป็นโอกาสที่ดี ที่เป็นการเปิดตลาด และสามารถนำสินค้าภายในศูนย์ฯ ดังกล่าวไปจัดจำหน่ายต่อให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา มาเลเซีย เพราะหากไม่เปิดรับโอกาสดังกล่าว สุดท้าย ไทยก็ต้องนำเข้าสินค้า และเสียดุลการค้าอยู่ดี ฉะนั้นไทยต้องปรับตัวจากการเป็นผู้ผลิต ผู้ค้า มาเพิ่มเรื่องการซื้อสินค้ามาจำหน่าย”
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวถึงสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งปรับรื้อทางเศรษฐกิจว่า ประการแรกคือเรื่องระบบขนส่งสินค้า เพราะการขนส่งด้วยรถบรรทุกฝืดเคือง ไม่สะดวก รวมทั้งยังมีราคาแพง ขณะที่จีนกำลังสร้างทางรถไฟมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการขนส่งทางราง แต่รัฐบาลไทยกลับไม่ขยับเท่าที่ควร จะเห็นได้จากการที่รัฐบาลอนุมัติโครงการ แต่ไม่สนับสนุนงบประมาณ การรถไฟแห่งประเทศที่อยู่ในภาวะขาดทุนอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่มีกำลังที่จะผลักดันโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้ ฉะนั้น จึงต้องปรับทัศนคติของรัฐให้มองเห็นโอกาสที่กำลังเข้ามา พร้อมทั้งเจียดเม็ดเงินสนับสนุน ขณะเดียวกันรัฐต้องให้ความสำคัญ ในประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐที่ดี นิ่ง สงบ เพราะหากความสัมพันธ์ไม่ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจย่อมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
"ทำอย่างไรให้รัฐบาลเข้าใจได้ถูกต้อง ปรับทัศนคติให้เหมาะสม และให้ผู้นำรัฐบาล ผู้นำการเมือง มีทัศนคติด้านความสัมพันธ์ที่เหมาะกับกาลสมัย ที่จะแก้ปัญหาโดยไม่ใช้การฆ่าฟัน หรือการเล่นแง่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญ”
ขณะที่ ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า หลังจากประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 เรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อีกทั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังพึ่งการส่งออกเป็นสำคัญ ไทยจึงต้องมีความจำเป็นต้องหาลู่ทาง ช่องทาง เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยรัฐต้องเป็นผู้ชี้นำในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ เนื่องจากปัญหาทางการคลัง ส่งผลให้รัฐไม่สามารถลงทุนได้ เพราะนำเม็ดเงินไปลงทุนในโครงการประชาวิวัฒน์ อีกประการหนึ่ง พลังกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง เนื่องจากทุกบาทที่มีการส่งออก ต้องเสียไปเพราะการนำเข้าสินค้าทุน ฉะนั้น จึงต้องเพิ่มกลไกผลิตสินค้าทุนในประเทศให้มีตลาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ
ดร.นิพนธ์ กล่าวถึงบทบาทของอาเซียนที่ต้องเผชิญกับคู่แข่งรายใหญ่อย่างจีน อินเดีย ว่า จะต้องมีการร่วมมือกันของอาเซียน เพื่อคานอำนาจกับต่างประเทศ ส่วนการเปิดการค้าเสรีย่อมก่อให้เกิดการต่อต้านจากผู้เสียเปรียบ จึงจำเป็นต้องมีการกระจายรายได้ให้ทั่วถึง รวมทั้งต้องมีการลงทุนทางการศึกษาและเทคโนโลยี เพราะผู้ได้เปรียบหลังเปิดเสรีการค้า คือ ผู้รู้ภาษาอังกฤษ สามารถทำงานร่วมกับชาวต่างชาติได้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการพัฒนาที่นำไปสู่การเปิดประตูการค้าเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ฉะนั้น รัฐบาลต้องสนับสนุนให้แรงงาน ผู้ประกอบการ ยกระดับคุณภาพของคนไทย
“นโยบายเรื่องการลงทุนด้านเทคโนโลยี การวิจัย การพัฒนา โดยเฉพาะด้านการเกษตรเป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันอาเซียนต้องร่วมมือด้านนโยบายการคลัง การกำหนดปรับอัตราแลกเปลี่ยน โดยผู้ว่าการธนาคารและรัฐมนตรีการคลังของประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องหารือร่วมกัน นอกจากนี้ อาเซียนจะต้องลงทุน เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศจีน อินเดีย อาทิ ด้านการรถไฟ แต่ทั้งนี้ กระบวนการเจรจาด้านผลประโยชน์ของนักธุรกิจ นักการเมืองจะต้องมีความโปร่งใส และไทยต้องมีบทบาทเป็นผู้นำของอาเซียนต่อไป”
( เรื่อง สาธินีย์ วิสุทธาธรรม-ณัฐนันท์ อิทธิยาภรณ์ สถาบันอิศรา )





