WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 7, 2011

ใครกันขโมยของใน เซ็นทรัลเวิลด์ แล้วจุดไฟเผา

ที่มา thaifreenews

โดย chaiya



นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ 1 ในข้อกล่าวหาถอดถอนนายกรัฐมนตรีของ ส.ส.ฝ่ายค้าน ระบุเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในการป้องกันและระงับเหตุวางเพลิงเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ ว่า เชิญตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการ ได้รับทราบว่า มีกลุ่มคนหนึ่งพยายามเผาเซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยป้องกันเหตุจำนวนหลายร้อยคน หลังจากนั้นกลุ่มคนดังกล่าว ไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มไหน ได้เพิ่มจำนวนคนมากขึ้น พร้อมกับถืออาวุธครบมือเข้ามาภายในเซ็นทรัลเวิลด์ จนสามารถบีบให้หน่วยรักษาความปลอดภัยยอมจำนน และสามารถเผาได้สำเร็จ


"ตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ ให้ข้อมูลกับเราว่า การพยายามลอบวางเพลิง ไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุม แต่เกิดขึ้นหลังจากที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเข้ามอบตัวแล้ว และตลอดเวลาที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณดังกล่าว ผู้ชุมนุมก็มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ด้วยดีกับทางห้าง โดยทางห้างได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุมเข้าห้องน้ำด้วย นอกจากนี้ ตัวแทนของห้างยังระบุว่า มีวีดีโอที่บันทึกภาพของกลุ่มคนที่วางเพลิงไว้ด้วย แต่จนถึงขณะนี้ทางห้างยังไม่ได้ส่งมาให้ทางคณะกรรมการ" นายจิตติพจน์กล่าว


นายจิตติพจน์ กล่าวต่อว่า การประชุมคณะกรรมการฯ วันที่ 10 มีนาคม ทางคณะกรรมการฯ เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เข้าชี้แจงถึงความคืบหน้าของคดีกลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงจะเชิญนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำกลุ่มนปช. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช. ว่าต่อจากนี้จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป

เวทีอภิวัฒน์ประเทศไทย กับ “ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษชายแดนใต้”

ที่มา ประชาไท

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน
วันที่ 1-3 มี.ค.54 ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วม เวทีวิชาการ ฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทยงานประชุมของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมเทค บางนา กรุงเทพมหานครซึ่งผลการประชุมตลอดสามวันพบว่า อนาคตของการขับเคลื่อนเวทีภาคประชาชนเครือข่ายประชาชนเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการนำเสนอ แนวคิดการจัดรูปการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกขานรับในหลักการและเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปประเทศไทย เพราะ แนวคิดการจัดรูปการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเพิ่มบทบาทให้คนในชุมชนจัดการตนเองอย่างแท้จริง1. ซึ่งมีนักวิชาการมากมายนำเสนอในเวทีในครั้งนี้โดยผู้เขียนขอสรุปทัศนะตามเวทีต่างๆดังนี้
1.ทัศนะ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้เสนอ แนวทางในการปฏิรูปประชาธิปไตยนั้นต้องเอาความสำคัญไปอยู่ที่ฐาน ของ ชุมชนและท้องถิ่นเพราะประชาธิปไตยมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นของประชาชน และโดยประชาชนเพื่อประชาชนด้วยหัวใจของประชาธิปไตยจึงอยู่ที่ทำอย่างไรให้เป็นการปกครองของประชาชนคนสามัญและโดยประชาชนคนธรรมดาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทั้งนี้ มิได้ได้รังเกียจคนชั้นสูง แต่ประชาธิปไตยไทยในเวลานี้จะต้องเปิดพื้นที่ประชาชนได้เข้ามาปฏิรูปประชาธิปไตยด้วยตัวเองแล้ว
ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา ประชาชนขึ้นมาก่อการเคลื่อนไหวทำกิจกรรม เรียกร้องต่อสู้ แม้ว่าจะมีการนำอยู่ด้วยแต่ท่านมองว่า ไม่ว่าจะเป็นสีแดง เหลือง น้ำเงินหรือไม่เอาสี ต่างก็มีประเด็น มีผิดมีถูก มีสิ่งที่ควรและไม่ควร มีสันติอดกลั้น มีความสงบ มีความรุนแรงแต่ถึงที่สุดแล้วนี่ก็คือการที่ประชาชนก้าวขึ้นมาประชาธิปไตยมาถึงขั้นที่คนจน คนชายขอบ เด็ก คนกึ่งจนคนชั้นกลางที่เพิ่งพ้นจากความจน ทั้งในชนบทและเมืองซึ่งคือคนส่วนใหญ่ของประเทศได้เข้ามาสู่เวทีการพัฒนาประชาธิปไตย
เอนก มองว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ของตะวันตก ล้วนๆ เหมือนบางคนเข้าใจ ไทยหรือตะวันออกไม่มีประชาธิปไตยเป็นเรื่องตะวันตกและกรีกแต่หลังจากการค้นคว้าอย่างถี่ถ้วนจึงพบว่าประชาธิปไตยเริ่มจากตะวันออกก่อนในประเทศอิรัก อิหร่าน โดยมีสภาปรึกษาหารือ จากนั้นจึงค่อยๆ ถ่ายทอดไปยังประเทศกรีก
ในศาสนาพุทธ ในครั้งพุทธกาลแคว้นที่อยู่ตอนเหนือของประเทศอินเดียก็มีการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยคือการประชุมของสภาในวรรณะกษัตริย์ปรึกษาหารือกันเรื่องการบริหารบ้านเมืองและร่วมแรงร่วมใจช่วยกันไม่มีลักษณะแบบผู้นำคนเดียวฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่ว่า ทำไมพระพุทธองค์จึงตรัสสิ่งที่ทันสมัย เช่นให้มีการประชุมอย่างสม่ำเสมอที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะดินแดนแหล่งกำเนิดพระศาสนามีพื้นฐานประชาธิปไตย
ขณะเดียวกัน ศาสนาอิสลามก็เป็นต้นกำเนิดของประชาสังคมสิ่งที่ใช้ในการบริหารจัดการมัสยิด มีหลักรัฐอยู่ส่วนรัฐสังคมอยู่ส่วนสังคม รัฐต้องปล่อยให้สังคมพัฒนาศาสนสถานหรือสถานศึกษาของตนและสามารถระดมทุนต่างๆ ของตนเองและเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศสเปนซึ่งรับอิทธิพลจากอิสลามไปมากมีความเป็นประชาสังคมมากดังนั้นประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องตะวันตกเท่านั้นแต่เป็นของตะวันออกและเป็นของทุกๆ ศาสนาด้วยและเราสามารถสร้างสรรค์ประชาธิปไตยแบบของเราได้อีกมากโดยไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในกับดักของตะวันตกเพราะหัวใจของประชาธิปไตยคือความเป็นพลเมือง
2.ทัศนะของศ.นพ.ประเวศ วะสี
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ระบุว่าการปฏิรูปประเทศไทยที่สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปการบริหารประเทศจากการเอากรมเป็นตัวตั้งเป็นการเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง หรือ เทศาภิวัฒน์เพราะการรวมศูนย์อำนาจรัฐกว่าร้อยปีที่ผ่านมาทำให้เกิดความอ่อนแอที่มีผลร้ายแรงอย่างน้อย 7 ประการคือ 1) ชุมชนท้องถิ่นทั้งหมดไม่สามารถจัดการตัวเองได้ 2)ความขัดแย้งระหว่างอำนาจรวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่นนำไปสู่ความรุนแรงเช่น สามจังหวัดภาคใต้ 3) รวมศูนย์อำนาจเรื่องการศึกษา 4) ระบบราชการอ่อนแอทางปัญญา เพราะใช้แต่อำนาจ เป็นระบบรัฐที่ล้มเหลวแก้ปัญหาไม่ได้ 5) คอร์รัปชั่นอย่างหนัก 6) การเมืองที่ไร้คุณภาพเป็นคณาธิปไตย 7) รัฐประหารได้ง่าย
ประเวศกล่าวด้วยว่าการปฏิวัติรัฐประหารและการแก้ปัญหาประชาธิปไตยไทยแบบที่ผ่านมาคือการเปลี่ยนยอดของอำนาจ แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจเป็นการแก้ไขที่ส่วนบนการปฏิรูปประเทศไทยจึงต้องปฏิรูปการบริหารประเทศจากกรมไปสู่การเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะว่าพื้นที่มีองค์กร มีประชาชนพลังในชุมชนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูปนั้นมีมหาศาลซึ่งสามารถทำได้โดยธรรม (หลักการที่ถูกต้องสมเหตุผล) และโดยรัฐธรรมนูญ จึงลงมือทำได้ทันทีและต้องจัดการให้เกิดการบูรณาการอย่างน้อย 8 เรื่อง คือ เศรษฐกิจ จิตใจสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา และประชาธิปไตย ทั้งนี้การพัฒนาควรมุ่งไปที่การสัมมาชีพเต็มพื้นที่เคารพความเป็นคนและเคารพความรู้ในตัวคน
ปัจจุบัน มีองค์กรท้องถิ่นเกือบ 8,000 แห่งคือทั้งระดับจังหวัด ภูมิภาค และท้องถิ่นในกลุ่มจังหวัดที่ใกล้เคียงกันควรเชื่อมโยงกันทั้งประเทศ และรวมตัวกันเป็นสภาผู้นำท้องถิ่นแห่งชาติโดยทำงานร่วมกับองค์กรชุมชนทั้งหมดและเชื่อมโยงประชาชนทั้งหมดทุกภาคซึ่งจะเป็นฐานอำนาจของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นเพื่อเสนอและขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญในอนาคต และหากทำได้เช่นนี้ต่อไปประเทศไทยก็จะมีผู้นำระดับชาติที่จะมาจากผู้นำชุมชนซึ่งการทำเช่นนี้เป็นการปฏิวัติประชาชนแบบใหม่เป็นการปฏิวัติเงียบโดยประชาชนรวมตัวกัน ติดอาวุธด้วยปัญญา ใช้ความรู้ใช้สันติวิธี ทั้งหมดเป็นพลังที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
สำหรับแนวทางการปฏิรูปควรจากฐานของท้องถิ่น 8 ประการคือ 1) การสื่อสารที่ทั่วถึงให้เกิดสัมมาทิฐิว่าประเทศต้องเปลี่ยนแปลงโดยเอาท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง 2) กรมปรับบทบาทไปสนับสนุนท้องถิ่นทางวิชาการและนโยบาย 3) หนึ่งมหาวิทยาลัยต่อหนึ่งจังหวัดและแต่ละจังหวัดควรมีการรวมตัวกันลงขันกันตั้งสถาบันวิจัยเพื่อท้องถิ่น 4) การศึกษาเพื่อชุมชนท้องถิ่น ไม่รวมศูนย์อำนาจ 5) ภาคธุรกิจเชื่อมโยงชุมชนท้องถิ่นเพื่อความเข้มแข็งของท้องถิ่น 6) การเงินการคลังเพื่อชุมชนท้องถิ่น เช่น ให้ท้องถิ่นเป็นผู้เก็บภาษีอากรและการสร้างธนาคารชุมชน 7) ต้องออกกฎหมายความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่นเพื่อปลดพันธนาการ เพราะปัจจุบันมีกฎหมายกว่า 100 ฉบับที่ดึงอำนาจไว้ส่วนกลาง และ 8) เพิ่มงบประมาณให้ท้องถิ่นทันที
3.ทัศนะนายกรัฐมนตรี
วันที่ 3 มีนาคม 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ หัวข้อ ความท้าทายใหม่ของรัฐบาลต่อการผลักดันชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง
โดยให้ทัศนะว่าการผลักดันให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ถือเป็นความท้าทายสำหรับคนที่ทำงานในส่วนกลางท้องถิ่น และชุมชน ในการผลักดันแนวคิดดังกล่าวในการพัฒนาชาติ โดยเฉพาะ 4 ประเด็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข คือ
1.ปัญหาเชิงโครงสร้าง และกฏหมายซึ่งแม้จะมีรัฐธรรมนูญหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจหรือเสริมความเข้มแข็งชุมชน แต่ต้องยอมรับว่ายังมีกฏระเบียบมากมายที่ทำให้หน่วยงานส่วนกลางดำรงอำนาจหน้าที่ตามกฏหมายส่งผลให้ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ไม่สามารถแสดงบทบาทได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งนี้หน่วยงานราชการยังกลัวว่าหากมีการถ่ายโอนอำนาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติภารกิจซึ่งหลายฝ่ายต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฏหมายนั่นรวมถึงแถลงการณ์ของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.)และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.)
2.ในส่วนของการบังคับใช้กฏหมาย และกระบวนการยุติธรรมซึ่งประสบปัญหาเช่นเดียวกันแม้จะมีการแก้ไขด้วยการสร้างกระบวนการยุติธรรมทางเลือก หรือที่เรียกว่ายุติธรรมชุมชน
3.ระบบการเรียนรู้และการศึกษามีความจำเป็นที่ต้องเชื่อมโยงสู่เป้าหมายสำคัญของชาติไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโอกาสและคุณภาพทางการศึกษาที่ต้องมีการกระจายให้เกิดความเท่าเทียมขณะเดียวกันต้องเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีความยืดหยุ่นอิสระให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน อย่างเช่น โครงการ 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัดและการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)เพื่อสร้างโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียนด้วยเหตุผลหลายประการ
4.เรื่องระบบทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมถึงสิทธิชุมชนที่ยังคงพบเห็นความขัดแย้งอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการดำเนินโครงการทับที่ทำกินของชาวบ้านการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่ตนเองมีความรับผิดชอบในที่ดิน
4.ผลเวทีอภิปรายนโยบายพรรคการเมืองต่อการคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น
วันที่ 3 มีนาคม 54 มีการจัดเวทีอภิปรายนโยบายพรรคการเมืองต่อการคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นโดยนางสาวผ่องศรี ธาราภูมิตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ตัวแทนพรรคเพื่อไทยและนายศุภชัย ใจสมุทร ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย
นางสาวผ่องศรีกล่าวถึงนโยบายพรรคที่เน้นย้ำเสมอถึงการนำทุกข์ร้อนของประชาชนมาจัดตั้งเป็นนโยบาย ด้วยวิธีการเปิดเวทีทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาคและประมวลความเห็นเป็นประเด็นระดับชาติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองซึ่งเรียกได้ว่ามีการพัฒนานโยบายพรรคอย่างมีส่วนร่วมกับประชาชน และท่านยังให้ทัศนะว่าโดยส่วนตัวอยากให้มีการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมที่ชุมชนสามารถแก้ปัญหาเรื่องราวในท้องถิ่นของตนเองได้ ซึ่งในทางปฏิบัติต้องใช้เวลา
น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวถึงจุดยืนและหลักการของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่มีเพียงการถ่ายโอนากส่วนกลางสู่อปท. เพียงอย่างเดียวแต่ต้องปฏิบัติการให้เสมือนกับประชาชนได้มอบอำนาจอธิปไตยคืนสู่ส่วนกลางอันเป็นแนวคิดของประเทศที่มีความเจริญ และมีความเป็นประชาธิปไตยสูง ฉะนั้นการก้าวเดินตามอุดมการณ์ดังกล่าวเป็นหลักสูตรที่ทุกรัฐบาลต้องเดินตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด แต่กว่าที่จะประสบความสำเร็จนั้นต้องพบกับกรอบอุปสรรคอย่างน้อย 5 กรอบ คือ 1.กรอบกำหนดปฏิบัติที่ถูกต้องต่อการถ่ายโอนอำนาจรัฐไปสู่ท้องถิ่นอย่างครบถ้วน 2.การสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องการใช้งบประมาณและอำนาจของท้องถิ่น“3.การพัฒนาบุคลากรที่ต้องติดอาวุธทางปัญญาในการใช้อำนาจรัฐซึ่งอยูในลักษณะผู้ที่ใช้กับผู้ที่มารับใช้ต้องสร้างประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของชุมชน 4.ขจัดความยึดโยงของงบประมาณจากภาครัฐซึ่งเป็นอุปสรรคที่ทำให้หลายนโยบายต้องหยุดชะงัก 5.ในการเลือกตั้งผู้บริหารส่วนท้องถิ่นภาครัฐต้องปลีกตัวออกมาเป็นพี่เลี้ยงเพื่อสร้างความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้แก่ชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยได้ขึ้นคัดเอาต์นำเสนอแนวคิดรูปแบบการปกครองท้องถิ่นพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้
นายศุภชัยกล่าวว่าแม้กฏหมายหลายส่วนจะพยายามทำให้ประชาชนมีสิทธิเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมากที่สุดแต่จะพบว่าทุกอย่างเป็นไปตามบทบัญญัติที่กฏหมายกำหนดนั่นหมายถึงประชาชนจะได้รับสิทธิมากน้อยเพียงใดก็ต้องเป็นไปตามกรอบที่รัฐกำหนดไว้ให้ ซึ่งเป็นการออกแบบจากส่วนกลางอย่างกรุงเทพฯนี่คือสิ่งที่สังคมต้องยอมรับความจริง
วันนี้สิทธิชุมชนเป็นเพียงวาทกรรมที่พูดกันอย่างเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ การรวบอำนนาจไว้ที่ส่วนกลางยังคงดำรงอยู่และมีต่อไปเพราะสังคมไทยถูกออกแบบให้เป็นเช่นนี้โดยส่วนตัวยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะกระจายอำนาจลงสู่ชุมชนได้อย่างไรนายศุภชัยกล่าว และว่า ยังไม่มีความมั่นใจระดับท้องถิ่นจะมีความพร้อมมากน้อยเพียงใดซึ่งทางออกในการกระจายอำนาจสู่ชุมชนนั้น อาจต้องเริ่มจากการ "ดีไซน์"ประเทศ ออกแบบโครงสร้างกันใหม่ พร้อมทั้งเปลี่ยนทัศนคติของรัฐบาลว่าหากได้โอกาสเข้ามาบริหารประเทศนั้นจะยังต้องการอำนาจอย่างเต็มไม้เต็มมืออยู่เช่นเดิมหรือไม่
ช่วงสุดท้ายผู้เข้าร่วมประชุมได้ซักถามและแสดงความคิดเห็นและสรุปตรงกันว่านักการเมืองไม่ว่าจะมาจากพรรคไหนต้องนำนโยบายการกระจายอำนาจในแง่ทฤษฎีสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริงมิใช่ขายนโยบายไปวันๆพอเป็นรัฐบาลกลัวเสียอำนาจ
5.ผลการวิจัยความคิดเห็นต่อการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น (อทป.)
ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน (เอแบคโพลล์) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญร่วมกับสมัชชาองค์กรท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยได้นำเสนอสรุปผลการวิจัยความคิดเห็นต่อการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น (อทป.) :กรณีศึกษาประชาชนอายุ 18-60 ปี ในพื้นที่ 13 จังหวัดทั่วประเทศ โดยนายเทวินทร์ อินทร์จำนง สถาบันวิจัย เอแบคโพลล์กล่าวในฐานะผู้ทำวิจัย ว่าความคิดเห็นเกี่ยวกับการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นประชาชนร้อยละ 39.2 เห็นด้วย ในขณะที่มีผู้ไม่มีความเห็นถึงร้อยละ 49.2
ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความพร้อมของ อปท.ในการบริหารจัดการท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ ประชาชนร้อยละ 39.9 เห็นด้วยว่ามีความพร้อม และร้อยละ 39.5 เห็นว่ายังไม่พร้อม ในขณะที่ร้อยละ 20.6 ไม่มีความคิดเห็น
กล่าวโดยสรุปประชาชนโดยรวมมีความรักในท้องถิ่นของตนซึ่งต้องการแก้ปัญหาในพื้นที่ต้องการมีส่วนร่วมในการจัดสรรทรัพยากรสิทธิการมีส่วนร่วมในขณะเดียวกันยังมีข้อโต้แย้งหากจะการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพราะยังมีความกังกวลในเรื่องของการทุจริตของตัวแทนท้องถิ่นและการใช้อำนาจอิทธิพลเกินขอบเขต โดยเสนอทางให้จัดการเลือกตั้งด้วยวิธีการสรรหาตัวแทนที่เป็นธรรมและปรับปรุงกระบวนการทางกฏหมายในการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
6.แถลงการณ์ : ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างและระบบการปกครองท้องถิ่น
ช่วงสุดท้ายของวันที่ 3 มีนาคม2554 คณะกรรมการองค์กรปกครองท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูปในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ร่วมกับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทยแถลงการณ์ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างและระบบการปกครองท้องถิ่น เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมพร้อมยื่นข้อเสนอดังกล่าวให้กับศ.นพ.ประเวศและคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ประธานคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนพลังชุมชนท้องถิ่นให้เป็นพลังแผ่นดินต่อไป
สำหรับข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างและระบบการปกครองท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วนดังนี้
ส่วนที่ 1 ข้อเสนอด้านกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ เสนอให้มีการตรากฎหมายใหม่ที่เรียกว่า ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติทำหน้าที่เป็นกลไกประสานการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น และจัดตั้งสมัชชาการปกครองท้องถิ่นในระดับพื้นที่และระดับชาติในการสร้างข้อตกลงร่วมหรือการตัดสินใจร่วมกันขณะเดียวกันให้คงสภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ 4 รูปแบบเช่นเดิม ได้แก่อบจ. เทศบาล อบต. และรูปแบบพิเศษ(สอดคล้องข้อเสนอแนวคิดการจัดรูปการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้)
ส่วนที่ 2 ข้อเสนอด้านการถ่ายโอนภารกิจให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ และให้การถ่ายโอนภารกิจเสร็จสิ้นภายใน พ.ศ.2560 รวมทั้งให้มีมาตรการ บังคับ เร่งรัด การถ่ายโอนภารกิจดังกล่าว ทั้งด้านอัตรากำลังและงบประมาณ
ส่วนที่ 3 ข้อเสนอด้านการเงินการคลังท้องถิ่นให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นทุกปีจนให้ได้สัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของรายได้ของรัฐบาล ภายใน 5 ปีนับตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2555 และให้รัฐบาลมีระบบการประกันรายได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาทโดยให้สำนักงบประมาณเป็นผ็จัดส่งงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง
และส่วนที่ 4 ข้อเสนอด้านการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับท้องถิ่นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องร่วมกับองค์กรชุมชนในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ตนเองโดยมีกลไกภาคประชาชนเป็นผู้ดำเนินการ ติดตาม กำกับ และประเมินผลการดำเนินงาน
ขณะเดียวกันรัฐบาลจะต้องแก้ไขพ.ร.บ.การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 เพื่อเปิดโอกาสให้คนท้องถิ่นเข้ามาเป็นบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพร้อมให้รัฐบาลสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อฟื้นพลังชุมชนให้เข้ามาร่วมในการจัดการศึกษาทุกพื้นที่
สรุป
จากทัศนะของนักวิชาการ นักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นต่างๆมีความคิดสอดคล้องกันที่จะให้ชุมชนมีอำนาจในการบริหารจัดการตนเองมากขึ้นและลดบทบาทอำนาจส่วนกลางซึ่งเป็นการยืนยันและสร้างความชอบธรรมให้กับแนวคิดการจัดรูปการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้นและเป็นแสดงว่าเครื่อข่ายมิได้ทำงานโดดเดี่ยว
เพราะแนวคิดนี้เป็นแนวคิดเกี่ยวกับ “ท้องถิ่นดูแลตัวเอง” ซึ่งไม่ใช่การปฏิเสธอำนาจรัฐ แต่เป็น การให้ประชาชนในท้องถิ่นมีอำนาจในการดำเนินกิจการของท้องถิ่นให้เป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่นอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้แต่ละท้องถิ่นสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ โดยที่สามารถ “ออกแบบบ้านของตัวเอง” ได้บนผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ซึ่งแนวคิดการปกครองตนเองนี้มิได้ปฏิเสธนักการเมืองหรือสภาผู้แทนราษฎร หากแต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรที่จะให้คนในท้องถิ่นมีโอกาสเข้ามาทำงานการเมืองมากขึ้น ได้มีส่วนร่วมคิดร่วมทำในการดูแลบ้านเมืองของตนเองให้มากขึ้น มิใช่ทำหน้าที่เพียงเป็นผู้รอรับบริการหรือรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการเปิดพื้นที่ทางการเมือง อันมีความหมายรวมถึงการมีอำนาจในการต่อรองและการตัดสินใจเพื่อให้คนในท้องถิ่นสามารถกำหนดวิถีชีวิตของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารปกครอง การศึกษา วัฒนธรรม การสาธารณสุข หรือการพัฒนาชุมชน
อีกทั้งแนวคิดนี้ยังทำภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ในมาตรา 281 ว่า
“ภายใต้บังคับมาตรา 1 รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที ท้องถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครองตนเองได้ ย่อมมีสิทธิจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ” 2.
ทั้งนี้ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้น ระบุให้รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีอิสระในการดำเนินการให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นภายใต้หลักบูรณภาพแห่งดินแดนอันแบ่งแยกไม่ได้ โดยราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะต้องไม่แทรกแซงการบริหารกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น3. กล่าวคือ รัฐจะต้องกระจายอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ อำนาจการตัดสินใจ และอำนาจการบริหารจัดการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปรับลดบทบาท ตลอดจนลดการกำกับดูแลของราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคลง เพื่อให้เป็นไปตามหลักความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยจะคงไว้ก็แต่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง การพิจารณาพิพากษาคดี การต่างประเทศ และการเงินการคลังของประเทศโดยรวมเท่านั้น4.
ในทางปฏิบัติ รัฐจะต้องจัดให้มีกฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงการกระจายอำนาจหน้าที่ให้แก่ท้องถิ่นเพิ่มขึ้น และลดความซ้ำซ้อนและขัดแย้งระหว่างส่วนต่างๆ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้อง “ก้าวให้พ้นไปจากการควบคุมกำกับ ไปสู่ความร่วมมือที่เท่าเทียมกัน ต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์แนวตั้งระหว่างรัฐและภูมิภาคที่อยู่ในฐานะควบคุม กำกับ สั่งการ มาเป็นความสัมพันธ์แบบพันธสัญญาที่มีความเท่าเทียมกันในแนวนอนแทน โดยจะต้องแก้กฎหมาย กฎระเบียบใหม่”
อย่างไรก็ตาม เมื่อหันมาพิจารณาถึงคุณลักษณะของการเมืองการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว นอกจากจะต้องเป็นการปกครองที่ให้อำนาจประชาชนในการดูแลกิจการของท้องถิ่นตัวเองแล้ว อาจจะต้องเป็นการปกครองที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของชนกลุ่มน้อยที่มีความแตกต่างทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมจากคนส่วนใหญ่ของประเทศอีกด้วย
--------------------------------------------------------------------------------
2.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 14 การปกครองท้องถิ่น มาตรา 281
3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, รวมบทสรุปผู้บริหารการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ (กรุงเทพมหานคร: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2552), หน้า 401.
4.สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, แผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ และแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนและแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๒) (มปป.), หน้า 8-10.

รำลึกบ่อนไก่-พระราม 4 : (3) เสียงผู้สูญเสีย

ที่มา ประชาไท

จากจำนวนผู้เสียชีวิตในพื้นที่บริเวณบ่อนไก่-พระราม4 ทั้งหมด 15 คน ในช่วง 6 วันของการล้อมปราบนั้น มี 4 ชีวิตเป็น “สมาชิกในชุมชนบ่อนไก่” นอกจากนั้นยังมีอีก 1 ชีวิต ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและชีวิตเขาไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว
การนับแค่จำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตว่ามากขนาดไหน อาจจะจำเป็นเพื่อบอกว่า “รุนแรง” แค่ไหน แข่งกันว่าใคร “โหดเหี้ยม” กว่ากัน แต่ตัวเลข คือ ตัวเลข แต่ไม่มีชีวิต จุดเริ่มต้นและพื้นฐานที่สำคัญของการ “มากกว่า” การนับศพ และเพื่อไปต่อในที่อื่นๆ คือ การได้ยิน “เสียงผู้สูญเสีย”
สำหรับขบวนการเคลื่อนไหวแล้ว ย่อมมีภาระหน้าที่ผูกพันบางประการต่อเขาเหล่านั้น ทั้งที่เป็นสมาชิกของขบวนการ และประชาชนทั่วไปที่เป็นเหยื่อของเหตุการณ์ความรุนแรง และคนที่อยู่ข้างหลัง
ข้างล่างนี่คือ บางส่วนของ “เสียงผู้สูญเสีย” ในชุมชนบ่อนไก่
นายบุญมี เริ่มสุข
วันเกิด 5 กุมภาพันธ์ 2483 อายุ 71 ปี
ที่อยู่ 155 ซ. ปลูกจิตต์ ถ.พระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
อาชีพ ค้าขาย
สาเหตุการตาย ติดเชื้อในกระแสเลือด (อันเนื่องจากบาดแผลที่ถูกยิงบริเวณหน้าท้อง กระสุนทะลุลำไส้หลายแห่ง)
วันและสถานที่เกิดเหตุ ถูกยิงขณะออกไปรับประทาน หน้าร้านระเบียงทอง ปากซอยปลูกจิตต์ วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 16.00 น. เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล และเสียชีวิตในวันที่ 28 กรกฎาคม 2553
“พอร่างกายแข็งแรง ก็เลยว่าจะมาผ่าตัดใหญ่ที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่อยู่เจริญกรุงผ่าไปแล้ว 3 ครั้ง หมอก็ทำอะไรไม่ได้ก็แค่เย็บลำไส้ด้านใน แล้วจะมาผ่าตัดที่โรงพยาบาลตำรวจเอาลำไส้เข้าไปด้านใน”
“คุณลุงทรมานมาก กินอะไรไม่ได้เลย... รู้สึกตัวตลอด แต่สภาพจิตใจแกแข็งแรง พูดอะไรได้ดีตลอด แต่เขาก็ไม่โกรธใครนะ เพราะไม่เห็นคนยิงคนอะไร”
“หลังจากลุงโดนยิงก็ไม่ได้ทำอะไรเลย พยายามรักษาตัวเขา ไม่มีรายได้ ตอนนี้เราก็ไม่มีใครแล้ว เหลืออยู่ 2 คนกับหลาน ก็ประหยัดๆเอา”
“เสียใจที่เสียคุณลุงไป เสียใจมาก แต่ก็ไม่โกรธใคร เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิง คุณลุงเขาก็ดีนะ เขาไม่โกรธใคร เขาพูดว่านึกว่าเป็นคราวเคราะห์... ไปเกิดกับใครเขาก็เสียใจ เราก็เสียใจที่สุด ไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก
“เมื่อก่อนลุงกลับมาจากขายปุ๋ยทีหนึ่งลูกก็มากัน เดี๋ยวนี้คล้ายกับมันเหงา มันเงียบ มาทีหนึ่งเขาก็ร้องไห้ เห็นรูปคุณลุงเขาก็ร้องไห้ตลอด เหมือนว่าขาดสมาชิกในครอบครัวไป มันก็มีแต่ความเงียบ”
นันทพร เริ่มสุข
ภรรยาบุญมี เริ่มสุข
นายเสน่ห์ นิลเหลือง
วันเกิด 9 มกราคม 2505 อายุ 48 ปี
ที่อยู่ 185 ซ.แสนสุข แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ
อาชีพ ขับรถแท็กซี่
สาเหตุการตาย บาดแผลกระสุนลูกโดดบริเวณหน้าอกทะลุเส้นเลือดใหญ่และปอด
วันและสถานที่เกิดเหตุ ถูกยิงที่หน้าปั๊มน้ำมัน ปตท. ขณะเดินทางไปแฟลตตำรวจ สน. ลุมพินี เพื่อเปลี่ยนรถ วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 18.00 น. เสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาล
“เขาไปชุมนุมตั้งแต่เป็น นปก. พี่ยังไม่รู้เลยว่าเขาไปตรงนั้น เขาถามว่าแกไปสมัยไหน พี่บอกว่าธันเดอร์โดม เขาพูด แกล้าหลังแล้ว ฉันนะไปตั้งแต่สนามหลวง... เราไม่ใช่แดงล้มเจ้า เจ้าก็อยู่ส่วนเจ้าไป แต่นี่ประชาธิปไตยเป็นของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของเจ้าคนเดียว”
“รัฐประหาร เขาไม่เอาเลย เหมือนเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชน ในโลกนี้มันไม่น่ามีแล้วเผด็จการ มันต้องเป็นการปกครองโดยอิสระ ให้ประชาชนตัดสินใจ ถ้าประชาชนตัดสินใจผิด ประชาชนก็ต้องยอมรับว่าตัดสินใจผิดไปแล้ว เลือกมาแล้วก็อยู่ตามวาระ ถึงเวลาก็เลือกกันใหม่ ประชาชนรู้แล้วว่ามันไม่ดี ทีหลังก็อย่าไปเลือก เขาพูดกับพี่เรื่องนี้ ตอนรัฐประหารเขาก็ออกไป”
“ดูเหมือนตำรวจไม่ค่อยอยากทำคดีให้เลย มีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เรารู้ว่าสู้อยู่กับใคร แต่ว่าคุณก็ไม่มีสิทธิที่จะเอาชีวิตใครไป มันเป็นความสุขที่ครอบครัวเรามีพร้อม แล้วคุณดึงความสุขของเราตรงนี้ไป เขาไม่ได้เจ็บไข้ ไม่ได้ป่วยตาย มันไม่ยุติธรรมสำหรับประชาชนเลย”
“มันมีธงฟันอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่รัฐถึงแม้เขาจะยิงประชาชน เขาก็บอกว่าเขาถูกเพราะทำตามหน้าที่ แต่มีกฎหมายข้อไหนบอกว่าให้ยิงคนได้ นักโทษประหารเขายังต้องหลายขั้นตอนของศาลจึงจะตัดสินได้ แต่นี่เขามาชุมชุม”
“เรารู้สึกว่า เขาไม่น่าจากเราไปในสภาพแบบนี้ ในขณะนี้ แต่ถามว่าเขาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เราภูมิใจในตัวเขา... จิตใจมันเยียวยาด้วยเงินทองไม่ได้ ถ้าเราได้เงินมาแล้วเราเสียน้องไป เราไม่เอา เราอยากได้น้องเราคืนมากกว่า ไม่ว่าเขาจะสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นเหลืองเป็นแดง เขาก็ไม่ควรที่จะสูญเสียชีวิตไปแบบนี้”
อุบลวดี จันทร
พี่สาวเสน่ห์ นิลเหลือง
3. นายมานะ แสนประเสริฐศรี
วันเกิด 12 ธันวาคม 2531 อายุ 21 ปี
ที่อยู่ 4/31 ถ.เชื้อเพลิง แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ
อาชีพ ขับรถแท็กซี่ อาสาสมัครปอเต็กตึ๊ง
สาเหตุการตาย บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง
วันและสถานที่เกิดเหตุ ถูกยิงหน้าธนาคารกสิกรไทย ปากซอยงามดูพลี ขณะทำหน้าที่อาสาสมัคร เข้าไปช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 17.00 น. เสียชีวิตทันที
"ถ้ารู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ตอนนั้นจะดึงมือลูกไว้ มานะเป็นลูกชายคนเล็ก ทำให้มีความผูกพันมาก ทำงานอาสากู้ภัยมาตั้งแต่อายุสิบกว่าปี ตั้งแต่ปั่นจักรยานไปกับทำงานกับรุ่นพี่ พอขายของได้ ขายขนมปังปิ้ง ไข่ปิ้ง เก็บเงินได้ ก็เอาไปซื้อมอเตอร์ไซด์ออกไปช่วยไฟไหม้ ตอนหลังก็เก็บเงินไปผ่อนแท็กซี่
“เวลาจะไปไหน รถแท็กซี่เขาก็จะมีอุปกรณ์อาสากู้ภัยไปด้วย ถ้าตรงไหนมีไฟไหม้ จะต้องให้ผู้โดยสารลงก่อน ไม่เอาเงิน แล้วก็ไปช่วย ตามถนนอย่างนี้ ถ้ามีภัยก็จะไปช่วยเอาขึ้นรถ กลางคืนก็แต่งตัวไปอยู่หน่วย ตอนเช้าก็จะกลับมา”
“วันนั้นขับรถไม่ได้ เพราะมีการปะทะกัน ก็อุตส่าห์ขับรถมอเตอร์ไซค์อ้อมออกไปที่งามดูพลี ใส่หมวกไฟไหม้ไปด้วย แต่ก็ไม่กล้าใส่ชุดกู้ภัยไป ไว้ในรถมอเตอร์ไซค์ เพราะปอเต็กตึ๊งเขาพูดกัน เดี่ยวเขาจะหาว่าเป็นการ์ด นปช. ไปช่วยกับเพื่อนที่อยู่แถวนั้น”
“มีคนถามว่า เขาให้มา 4 แสน คุ้มไหม รัฐบาลให้มา อั๊วก็ว่าไป อั๊วเลี้ยงลูกคนนี้มากี่ล้าน มีคนถามว่าจะเอาโน่นเอานี้ไหม เอาที่ปิ้งขนมปังไหม อั๊วว่าจะเอามาทำอะไร”
“ไม่ต้องพูดหรอกว่าเป็นอย่างไร ทุกคนสูญเสียลูกแล้วก็ต้องรู้ว่าเป็นอย่างไร ที่ทำอย่างนี้นะ จิตใจดำมากเลย จิตใจดำมากที่ทำอย่างนี้ ทำโดยไม่สนใจว่าใครจะตายจะเป็นอย่างไร ถ้าตัวเขาตายมั่งจะเป็นอย่างไร ในครอบครัวเขา ถ้าตายจะเป็นอย่างไร เจ็บแค้นมากตอนนั้น”
“ตอนแรกๆ ก็ไม่กล้าบอกว่าใครยิงลูกชาย แต่ตอนนี้กล้าแล้ว ใครมา ใครถาม ก็บอกว่าทหารยิง มายิงลูกเราทำไม ลูกเราไปช่วยคนอื่น”
นารี แสนประเสริฐศรี
มารดามานะ แสนประเสริฐศรี
นายสมัย ทัดแก้ว
วันเกิด 19 พฤษภาคม 2518 อายุ 35 ปี
ที่อยู่ 83 หมู่ที่ 8 ต.แข้ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ
อาชีพ พนักงานรักษาความปลอดภัย
สาเหตุการตาย โลหิตติดเชื้อ (เนื่องจากบาดแผลที่ถูกยิงบริเวณด้านหนัง ตัดลำไส้ใหญ่)
วันและสถานที่เกิดเหตุ ถูกยิงขณะเดินทางไปทำงาน หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลุมพินี วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 19.00 น. เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล และเสียชีวิต 31 พฤษภาคม 2553
“ตอนที่เขาทำนากับพี่สาวอยู่บ้านนอก เขาไม่เคยขายข้าวได้สามสี่หมื่นบาท เพิ่งจะมาขายได้ปีแรก ก็มาโดนยึดอำนาจซะ เขาชอบทักษิณ”
“ก่อนเหตุการณ์ป้าอยู่ที่ศรีสะเกษ วันที่ 16 นั่งรถไฟกลับมา เป็นห่วงน้องชาย เพราะโทรมาทีไรก็ได้ยินแต่เสียงปืน กลางวันเขาออกไปชุมนุม กลางคืนไปทำงาน วันที่โดนยิงเขาจะออกไปทำงาน”
“ตอนอยู่โรงพยาบาล เขาบอกว่า พี่ผมไม่รอดหรอก ก็ไปจับมือเขาบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาบอกว่าทรมานเหลือเกิน ช่วยบอกให้หมอฉีดยาตายให้หน่อย”
“ทำไมมันเป็นแบบนี้ ทำไมคนไทยด้วยกัน ต้องเอาอาวุธสงครามออกมาใช้กับประชาชน รู้สึกว่าหมดแล้ว ความศรัทธาหรืออะไรที่เคยมี หมดสิ้นทุกอย่าง”
“เอาอาวุธมายิงคนมือเปล่ามันไม่ได้ จะเอาชีวิตคนคืนมามันก็ทำไม่ได้ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ จะเป็นอะไรป้าก็ไม่รู้ แล้วแต่จะคิดว่าจะรับผิดชอบแบบไหน ออกมาขอโทษหรืออะไร มีคนเยอะที่ครอบครัวเขาล้มหายตายไป”
“คนเราจะจนจะรวยต้องอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน อย่าคิดว่าคนจนต้องใช้กฎหมายหนึ่ง คนรวยต้องใช้กฎหมายหนึ่ง มันไม่ยุติธรรม ถึงเราจะเป็นคนจนก็จริงแต่เราก็เป็นคน แต่เขาไม่มองเราว่าเป็นคน”
วิรินทร์ ทัดแก้ว
พี่สาวสมัย ทัดแก้ว
บาดเจ็บสาหัส
นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง อายุ 54 ปี
ที่อยู่ 14/94 ซ. ปลูกจิตต์ ถ.พระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
อาชีพ ค้าขาย (ส่งขนมตามร้านต่างๆ)
สาเหตุการได้รับบาดเจ็บ ถูกยิงเข้าบริเวณด้านหลังทะลุปอดและถูกไขสันหลัง ทำให้พิการถาวร ตั้งแต่ช่วงอกจรดปลายเท้า
วันและสถานที่เกิดเหตุ ถูกยิงขณะรอรถประจำทาง ป้ายรถเมล์ใกล้สะพานลอย ฝั่งบ่อนไก่ วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณหลังเที่ยงวัน
“เราเห็นด้วยกับการทำงานของเขา เมื่อก่อนเราไม่เห็นว่ามีรัฐบาลไหนที่ทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น จนกระทั่งคุณทักษิณเข้ามา ทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลง พอเขาเข้ามาเราก็เห็นประโยชน์ แต่ไม่รู้ซึ้งมาก พอเขาไม่อยู่แล้ว จึงเห็นประโยชน์ที่เขาทำไว้มากมายให้กับพวกเรา”
“ตอนนั้นไม่คิดว่าเฮียเขาจะพิการ คิดว่าเฮียโชคร้ายจังเลยที่โดยยิง เดี๋ยวผ่าออกมาแล้วก็คงจะปกติ... ทุกทุกวันนี้ก็ยอมรับไม่ได้ว่าเฮียพิการ ยังคิดว่าเขายังเหมือนเดิม เวลาใครถามพี่ก็ไม่อยากบอก”
“เขาเป็นผู้ชาย หัวหน้าครอบครัว ถ้าเขาพิการ ความรู้สึกมันแย่ เหมือนว่าเราอยากให้เขาเป็นเสาหลักของเรา อยากให้เขากลับมาดูแลเราเหมือนเดิม ลูกเราก็ยังเรียนอยู่ ไม่อยากให้ลูกรู้สึกว่าตอนนี้ครอบครัวเราแย่หรืออ่อนแอ”
“ความรู้สึกแรกที่รู้ว่าลุงเดินไม่ได้แล้ว รู้ทันทีว่าความลำบากมาเยือนเราอย่างถาวร กลุ้มใจว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไร... เรากลัวว่าจะหาเงินเลี้ยงลูกได้อย่างไร แล้วเราจะทำอย่างไร แล้วเฮียพิการจะอยู่ได้นานไหม ถ้าเฮียตายแล้วเราจะอยู่กับใคร เรามีอยู่กันแค่สี่คนเอง”
“เราต้องช่วยเหลือตนเอง สำหรับคนที่มาช่วยเหลือ ขอบคุณมาก แต่ขอว่าให้ช่วยเราให้ผ่านช่วงยากลำบากนี้ไป พอมีงานทำที่มั่นคง พอเลี้ยงตัวเองได้”
วรานิษฐ์ อัศวสิริมั่นคง
ภรรยาฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง

หรือว่าประชาธิปไตยจะได้มานั้นแสนยาก

ที่มา Thai E-News


พวกเขามาตามหาประชาธิปไตย

ในประเทศที่มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองอย่างซาอุดิอาราเบีย จอร์แดน มอร็อคโค คูเวต และเคตาร์ รัฐบาลสหรัฐกลับเชื่อว่าจะสามารถทัดทานพายุเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงโดยพลังประชาชนได้ดีกว่า นั่นอาจเป็นเพราะสหรัฐมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้ปกครองในประเทศเหล่านี้ก็ได้ ..เช่นนี้ความหวังที่ขบวนการประชาชนในไทยจะได้รับ “ลมใต้ปีก” หนุนไปสู่ความสำเร็จจากประเทศประชาธิปไตยตะวันตก เหมือนที่ขบวนการประชาชนอียิปต์ได้รับจากสหรัฐอเมริกาผ่านทางฝ่ายกองทัพ นั้นน่าจะเป็นเรื่องยาก

ฉะนี้เห็นทีต้องกลับไปมองดูโมเดลเก่าที่เคยพาดพิงถึงกันมานานนมแล้ว นั่นคือแบบฉบับการปฏิวัติประชาชนที่เนปาล..แต่ว่า



โดย ระยิบ เผ่ามโน
ที่มา เวบบล็อกtgdr

สี่ปีกว่านับแต่กระบวนการประชาธิปไตยของไทยซึ่งล้มลุกคลุกคลานตลอดมาแล้วยังถูกปล้นไปด้วยการรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ จนบัดนี้ดูจะยิ่งถลำลึกลงไปสู่ห้วงเหวแห่งการปกครองโดยอำนาจรวมศูนย์ (Autocracy) หรือฯพณฯเหนือหัวเหนือท่านยิ่งขึ้น

มากเสียจนเล็งเห็นปลายทางสุดท้ายได้ก็แต่การระเบิดแตกหัก และจะพังทะลายด้วยกันทุกฝ่าย

ฝ่ายที่ถูกกระทำ และกินน้ำใต้ศอกมาตลอดอันเป็นประชาชนธรรมดาไร้ระดับชั้นฐานันดรทางสังคม รวมทั้งพวกที่แม้พอจะลืมตาอ้าปากก็ไม่อาจตัดใจทำเมินเฉยเสียได้ จึงหันเข้าไปรวมตัวกันเป็นขบวนการประชาชนในจำกัดความของคำว่า”รากหญ้า” และ “ไพร่” ที่ล้วนแต่ตาสว่างในจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตยอันแท้จริง

พวกถูกกระทำดังกล่าวนี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งทางพลังแห่งจำนวน และคุณภาพทางความคิดที่จะไม่ถูกบิดเบือนด้วยศรัทธาบอดอีกต่อไป

แต่ก็ยังไม่อาจเงยหัวให้พ้นการเอาเปรียบ และครอบงำของผู้กุมอำนาจทางการเมือง และเศรษฐกิจ ที่ได้รับการเชิดชูโดยฝ่ายข้างน้อยที่มีสถานภาพในการยังชีพดีกว่า จึงไม่ยี่หระกับการปรับตัวเปลี่ยนแปลงศรัทธาของตนให้สอดคล้องกับสากลโลก โดยอ้างเอามายาคติทางประวัติศาสตร์มาสนับสนุนความมัวเมา

ปรากฏการณ์แห่งพลังประชาชนที่เริ่มจากการต่อต้านรัฐประหาร ๒๕๔๙ ปฏิเสธรัฐบาลที่มาจากอำนาจแต่งตั้งนอกระบบ พร้อมทั้งขอคืนรัฐบาลที่มาจากคะแนนเลือกตั้งท่วมท้นกลับมา จากนั้นพัฒนาสู่การต่อต้านอำนาจบงการบังคับใช้กฏหมายอย่างสองมาตรฐานในสถาบันตุลาการ จนกระทั่งมาเป็นกระบวนการเรียกร้องความยุติธรรมในขณะนี้

ให้ปลดปล่อยผู้ถูกคุมขังที่ถูกกระทำแล้วยังถูกยัดข้อหาร้ายแรง รวมไปถึงนำตัวผู้ลงมือกระทำการ และออกคำสั่งฆ่าประชาชนมาลงโทษ

เหล่านี้ล้วนเป็นองคาพยพอันจะทำให้คำว่าประชาธิปไตยในระบบการปกครองของไทยเต็มไปด้วย “เนื้อแท้” (Genuineness) ไม่ว่าจะด้วยสร้อยห้อยท้ายว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือไม่ก็ตาม มิฉะนั้นจะยังคงเป็นแต่ระบบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) กำมะลอ ที่อำนาจตัดสินใจแห่งชาติมาจากอิทธิพลจำบัง หรือมือที่มองไม่เห็น ซึ่งอาศัยกำลังบังคับจากอาวุธของเหล่าทหารมาปฏิเสธเจตนารมณ์ของประชาชน

ไม่ต่างอะไรกับการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คนๆ เดียว หรือระบบจ้าวเหนือหัวที่กำลังถูกพลังประชาชนในหมู่ประเทศอาหรับ และอาฟริกาพลีชีพเข้าโค่นล้มทำลาย ดั่งปฏิกริยาลูกโซ่จากตูนิเซีย ถึงอียิปต์ ไปสู่ลิเบีย บาหเรน เยเมน จอร์แดน ซาอุดิ อาราเบีย มอร็อคโค และอีกหลายประเทศในขณะนี้

ชัยชนะของพลังประชาชนต่อผู้ปกครองในตูนิเซีย และอียิปต์กลายเป็นต้นแบบ หรือ “โมเดล” ให้แก่ประชาชนในประเทศที่การเมืองการปกครองยังไม่ถึงเกณฑ์คุณภาพประชาธิปไตย แม้แต่ในเนปาลที่เคยเป็นโมเดลด้วยตนเองมาก่อนก็ยังมองตูนิเซีย และอียิปต์อย่างชื่นชม*

บางแห่งมีตำแหน่งบริหารสูงสุดอยู่ที่ประธานาธิบดี หลายแห่งยังมีกษัตริย์ หรือราชาธิบดีเป็นผู้ปกครอง ประเทศเหล่านี้ล้วนมีรัฐสภาที่ได้มาจากการเลือกตั้ง หากแต่ว่าตัวแทนประชาชนเหล่านั้นยังไม่ได้มาด้วยสิทธิเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

ผู้ประท้วงดึงรูปประธานาธิบดีลงจากยอดตึก

จึงไม่แปลกอะไรที่ผู้เรียกร้องต้องการให้ประชาธิปไตยแท้จริงเกิดขึ้นในประเทศไทยพากันแสดงความเห็นผ่านสื่อไร้พรมแดน** ถึงโมเดลต่างๆ กันอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ประชาชนตูนิเซียขับไล่ประธานาธิบดีออกไปได้ ซ้ำยังอ้างถึงกันมิขาดเมื่อมาถึงกรณีอียิปต์

อียิปต์สู่วันใหม่:โฉม และหน้า

แต่ขณะเขียนบทความนี้เหตุการณ์ในลิเบียยังไม่ลงเอย และยังไม่ตกผลึกในที่อื่นๆ ถึงกระนั้นเชื่อว่าจะต้องมีการถกถึงโมเดลของบาหเรน จอร์แดน หรือซาอุดิ อาราเบียจนได้ในไม่ช้า

ทำไมขบวนการประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตยไทยจึงต้องมองหาโมเดลต่างๆ

นอกจากเป็นเพราะสภาพการเมือง การปกครองที่ว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้ ล้มลุกคลุกคลานมานานเกือบ ๗๕ ปีแล้ว ระบบที่อ้างอิงกันอยู่ทุกวันนี้ว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งปรากฏในรายงานคำให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ของนายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน

ย้ำความหมายในว่า เป็น Constitutional Monarchy ชัดเจนนั้น ขอฟันธงด้วยคนว่าไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้จริงที่อำนาจอธิปไตยของชาติอยู่กับประชาชนเลย

ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเนื้อหาที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนโต้แย้ง นพ. เหวง บนเว็บบอร์ด อินเตอร์เน็ต ฟรีดอม ว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยในขณะนี้นั้น ไมใช่เลย เป็นคนละเรื่องเลยกับ Constitutional Monarchy รูปแบบในอังกฤษ ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ก เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์” ***

ทั้งบทบัญญัติเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทยในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๘ และกฏหมายห้ามหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฏหมายอาญา ที่นักวิจารณ์ในชาติตะวันตกเรียกกันว่า Draconian Law

รวมทั้งการบังคับใช้กฏหมายเหล่านี้ในทางปฏิบัติอย่างสองมาตรฐาน กับการพิจารณาคดีเป็นความลับ โดยที่ผู้พิพากษาตัดสินอย่างลักลั่นตามความเห็นส่วนตัว และบางสถานการณ์ที่อาจเป็นการตัดสินตามธงที่ถูกตั้งมาให้ก็ได้ ซึ่งขัดกับหลักการสากลเรื่อง Rule of Law ทั้งนั้น

ประเทศไทยจะอ้างชื่อระบบปกครองเป็นประชาธิปไตยอย่างใดก็ตาม แต่เนื้อแท้ทางปฏิบัติไม่ใช่ Constitutional Monarchy ในความหมายแท้จริงอย่างแน่นอน ใครก็ตามพยายามชี้ว่า “เป็นคนละเรื่องเดียวกัน” จะด้วยเจตนาดีหรือร้ายต่อขบวนการประชาชนเพียงใด ย่อมถือเป็นการบิดพริ้วทั้งสิ้น

แล้วอย่างนี้จะยังคงปรับเปรียบใช้โมเดลอะไรกันอีกไหม

แบบบาหเรนนั้นฝ่ายกษัตริย์มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐมาก ในฐานะที่บาหเรนเป็นฐานทัพเรือหลักของสหรัฐในตะวันออกกลางที่ใช้เป็นกันชนต่ออิหร่าน และรัฐบาลบาหเรนเต็มไปด้วยราชวงศ์คาลิฟา คือตั้งแต่กษัตริย์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศ ล้วนนามสกุลคาลิฟาทั้งนั้น

ถึงแม้นักวิจารณ์อเมริกันจะคิดว่าปัญหาขัดขวางการปฏิรูปอันปริ่มจะกลายเป็นปฏิวัติประชาชนได้ง่ายๆ อยู่ที่เป้าหมายซึ่งฝ่ายค้านเรียกร้องให้ปลด คือนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นเจ้าอาของกษัตริย์ ท่านอยู่ในตำแหน่งนี้มากว่าสี่สิบปีแล้วไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรง่ายๆ

ที่จตุรัสไข่มุก

แต่สถานการณ์ชุมนุมประท้วง ณ จตุรัสไข่มุกเมื่อไวๆนี้ อันมีคนมากกว่าครั้งใดๆ กลับจัดตั้งโดยแกนนำทางศาสนาอิสลามนิกายชีไอ๊ท์ ไม่ใช่ฝ่ายค้าน

เลยไปถึงอิรักแล้วด้วย

ที่จอร์แดนก็เช่นกัน การชุมนุมล่าสุดปลายอาทิตย์พี่เพิ่งผ่านมา มีขบวนการ “ภราดรภาพมุสลิม” เป็นตัวการหลัก ไม่ใช่ “แกนนอน” ชาวปาเลสไตล์ที่เป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือคณะอดีตทหารนอกราชการเช่นเคย

กษัตริย์อับดุลลาห์ที่สองกับราชินีเรเนียผู้ทรงศิริโฉมเลอเลิศ อาจได้รับการชื่นชมว่าทันสมัย และมีความคิดก้าวหน้า ราชวงศ์ฮ้าสชิไม้ท์ซึ่งอยู่ในอำนาจอย่างราบรื่นมากว่า ๙๐ ปี ด้วยความสามารถปกครองหมู่ชนที่แปลกแยกต่อกันสองเผ่า คือพวกชาวปาเลสไตล์บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน และเชื้อสายเผ่าเบดวนฝั่งตรงข้าม ให้อยู่ในความเรียบร้อย

ถึงกระนั้นก็หนีไม่พ้นการเดินขบวนเรียกร้องการปฏิรูปไม่เว้นแต่ละอาทิตย์ รัฐบาลของกษัตริย์พยายามผันงบประมาณสนับสนุนโครงการเพิ่มรายได้ และประกันสังคม ๕๕๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้ทำให้การเรียกร้องสงบลง แต่กลับเพิ่มมากขึ้นเป็นความต้องการรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. ๑๙๕๒ เดิม ที่จัดระเบียบปกครองเป็น Constitutional Monarchy อย่างแท้จริง

ส่วนในซาอุดิอาราเบียที่มีทางว่าจะเป็นเบี้ยโดมิโนต่อไปไม่ช้าก็เร็ว กษัตริย์อับดุลลาห์ได้รับยกย่องว่าเป็นนักปฏิรูป แถมยังสนับสนุนเรื่องสิทธิสตรี แต่โครงการปฏิรูปต่างๆ ที่แถลงผ่านสื่อในประเทศภายใต้การควบคุมว่ากษัตริย์ทรงพระราชทานนั้นไม่เคยเกิดผลให้เห็นเป็นรูปธรรมจริงจัง มิหนำซ้ำการปฏิรูปทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยที่นักกิจกรรมคนรุ่นใหม่เรียกร้องกษัตริย์กลับไม่แยแส

ครั้นเมื่อกระแสปฏิวัติประชาชนโหมหนักในปัจจุบัน กษัตริย์ซาอุฯ พยายามผ่อนปรนด้วยการประกาศโครงการพระราชทานของขวัญแก่ราษฎรเป็นมูลค่าถึง ๓๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ

คำตอบที่ได้รับจากผู้นำการเรียกร้องให้ปฏิรูปคนหนึ่งตอกกลับมาว่า นี่แสดงถึงจิตสำนึกเต่าล้านปีที่ว่าเอาเงินฟาดเข้าไปเป็นใช้ได้ “พวกเราต้องการสิทธิเสียงทางการเมือง ความเท่าเทียมของปวงชน ความยุติธรรมในสังคม การปฏิรูประบบกฏหมาย การแบ่งแยกอำนาจ และการกำจัดคอรัปชั่น” ไม่ใช่การปฏิรูปแบบฉาบหน้า


อันที่จริงเวลานี้ประเทศในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน และตะวันออกกลางล้วนดำเนินนโยบายสกัดกั้นไฟประชาธิปไตยที่หักโหมด้วยโครงการประชานิยมทุ่มเงินลงไปสู่สาธารณะเพื่อลดกระแสปฏิวัติประชาชนด้วยกันแทบทั้งสิ้น

กษัตริย์โมฮัมเม็ดของมอร็อคโคเพิ่งพระราชทานงบประมาณพยุงราคาสินค้า ๑,๙๐๐ ล้านดอลลาร์ ส่วนรัฐบาลของกษัตริย์คูเวตก็ประกาศแจกเงินพลเมืองชาวบ้านคนละ ๓,๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐในโอกาสฉลองเอกราชครบ ๕๐ ปี

แต่การทุ่มเงินประชานิยมเหล่านี้แม้จะมีจำนวนมหาศาลเพราะล้วนเป็นรัฐบาลประเทศร่ำรวยน้ำมัน ก็ไม่สามารถหันเหกระแสเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้มากนัก

ศูนย์วิจัยการเมืองอเมริกัน อาทิ สถาบันบรุ๊คกิ้งเห็นพ้องกับการสรุปสถานการณ์ของรัฐบาลโอบาม่าว่า กระแสการปฏิวัติประชาชนในหมู่ประเทศอาหรับจะยังกระหน่ำรุนแรงไม่หยุดยั้ง ประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำสูงสุด เช่น เยเมน น่าจะเป็นเบี้ยโดมิโนที่ล้มอันต่อไป

ส่วนในประเทศที่มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองอย่างซาอุดิ อาราเบีย จอร์แดน มอร็อคโค คูเวต และเคตาร์ รัฐบาลสหรัฐกลับเชื่อว่าจะสามารถทัดทานพายุเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงโดยพลังประชาชนได้ดีกว่า นั่นอาจเป็นเพราะสหรัฐมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้ปกครองในประเทศเหล่านี้ก็ได้

เช่นนี้ความหวังที่ขบวนการประชาชนในไทยจะได้รับ “ลมใต้ปีก” หนุนไปสู่ความสำเร็จจากประเทศประชาธิปไตยตะวันตก เหมือนที่ขบวนการประชาชนอียิปต์ได้รับจากสหรัฐอเมริกาผ่านทางฝ่ายกองทัพ นั้นน่าจะเป็นเรื่องยาก

ฉะนี้เห็นทีต้องกลับไปมองดูโมเดลเก่าที่เคยพาดพิงถึงกันมานานนมแล้ว นั่นคือแบบฉบับการปฏิวัติประชาชนที่เนปาล

เมื่อห้าปีที่แล้วเนปาลกลายเป็นข่าวครึกโครมของโลกจากการที่มีการปฏิวัติประชาชนยุคใหม่ได้สำเร็จ สามารถล้มเลิกสถาบันกษัตริย์ได้อย่างละม่อม เมื่อกษัตริย์กายะเนนทรายอมสละราชสมบัติในปี ค.ศ. ๒๐๐๖ หลังจากที่มีประชาชนนับล้านร่วมกันออกมาประท้วงภายใต้ความร่วมมือระหว่างการนำของพรรคการเมืองประชาธิปไตยฝ่ายค้าน และพรรคลัทธิเหมาเจ๋อตุง

ก่อนหน้านั้นประเทศเนปาลตกอยู่ในสภาพสงครามกลางเมืองนานถึง ๑๐ ปี จากการจับอาวุธเข้าต่อสู้กับรัฐบาลราชาธิปไตยโดยขบวนการเมาอิสต์ ครั้นหลังจากโค่นกษัตริย์สำเร็จแล้วปรากฏว่ามีความเห็นไม่ลงรอยระหว่างพรรคการเมืองประชาธิปไตย กับพรรคลัทธิเหมา ทำให้ยังไม่สามารถประกาศใช้รัฐธรรมนูญของประเทศได้จนกระทั่งบัดนี้

ตลอดห้าปีที่ผ่านมาการบริหารประเทศเนปาลดำเนินมาอย่างกะพร่องกะแพร่งท่ามกลางการคานอำนาจคุมเชิงกันระหว่างฝ่ายเทคโนแครทในพรรคการเมืองประชาธิปไตย และฝ่ายทหารในพรรคลัทธิเหมา ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะไม่พอใจรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำหนดจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคมนี้ด้วยกันทั้งคู่

แถมมีข่าวลือหนาหูในกรุงกาตมานธุขณะนี้ว่าจะเกิดการ “รัฐประหารเพื่อประชาธิปไตย” ขึ้นเสียก่อนด้วย จึงปรากฏว่าชาวเนปาลวัยหนุ่มสาวที่มีความคิดก้าวหน้าฝักใฝ่ประชาธิปไตยต่างพากันอพยพออกนอกประเทศ ไปทำมาหากินในอินเดีย หรือประเทศเศรษฐีน้ำมันแถบตะวันออกกลางเป็นแถว

ตั้งแต่เนปาลมาถึงตูนิเซีย และตั้งแต่อียิปต์ย้อนกลับไปเนปาล โมเดลที่กล่าวมาเหล่านี้สอนอะไรเราได้บ้าง

บอกตามตรงว่าไม่เห็นอะไรลึกล้ำมากไปกว่าความจริงที่ว่า ผู้ปกครองที่กุมอำนาจเด็ดขาดแบบจ้าวเหนือหัว และรวยไม่รู้เรื่องในศตวรรษที่ ๒๑ นี้นั้น ยากที่จะยอมวางมือ หรืออยู่อย่างพอเพียงในอำนาจ และทรัพย์ศฤงคารด้วยตนเอง ต้องใช้พลังประชาชนเป็นล้านๆ ขับออกจึงจะได้

สัจจธรรมทางการเมืองง่ายๆ อีกอย่างหนึ่งของการปฏิวัติประชาชนก็คือ พลังประชาชนชนิดดอกไม้บานพร้อมกันเป็นล้านดอกนั้นสามารถสยบผู้ปกครองอำนาจเบ็ดเสร็จได้ก็จริง แต่ถ้าไม่มีการผสานพลังเหล่านั้นให้เป็นกระบวนการที่มีเอกลักษณ์ร่วมกัน และมีการจัดองค์กรอย่างเหนียวแน่น

ในระยะยาวก็ยากที่จะไปถึงจุดหมายแห่งความสมบูรณ์ได้เช่นกัน ดังคำของนักปฏิวัติชาวเนปาลที่บทความของเขาลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์เมื่อไม่กี่วันมานี้วลีหนึ่งว่า

“เราเรียนรู้ว่ามันง่ายที่จะเริ่มต้นการปฏิวัติมากกว่าที่จะทำได้สำเร็จลุล่วง การโค่นล้มราชาธิปไตยนั้นยากก็จริงอยู่ แต่การสถาปนาประชาธิปไตยนั้นยากเสียยิ่งกว่า”


0000000

* Thapa, Manjushree, “Nepal’s Stalled Revolution” http://www.nytimes.com/2011/02/23/opinion/23thapa.html?_r=1&nl=todaysheadlines&emc=tha212

** การอภิปรายปัญหาระบบปกครองอันเกี่ยวเนื่องกับประมุขในสื่อสายหลักถูกจำกัด และจำกัดตนเองลงเหลือเพียง ๒.๖ จากจำนวนเต็ม ๕ เนื่องจากหวาดกลัวโทษของกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ดู ประชาไท “รายงานเสวนา ดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อไทย ยังติดกับ ๑๑๒” http://www.prachatai3.info/journal/2011/02/33298


*** http://www.internetfreedom.us/thread-14861.html

งานเปิดตัวเฉลิมฉลอง 100 ปีวันสตรีสากล 8 มีนาคม ดุเดือด: อภิสิทธิ์ ถูกด่า "มือใครเปื้อนเลือด" "ดีแต่พูด"

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 มีนาคม 2554

ภายในวันเดียว นายกรัฐมนตรีเจอการโห่ไล่ทั้งในงานเปิดการสัมมนา "เครือข่ายชุมชนเข้มแข็งเพื่อพัฒนา" ที่โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน และในการกล่าวเปิดงาน 100 ปี วันสตรีสากล ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ด้วยข้อความ "ดีีแต่พูด" และตะโกนด่า "มือเปื้อนเลือด"


สำนักข่าวหลายกระแส ลงข่าวกันครึกโครม และถูกกระจายเผยแพร่ไปยังเฟสบุคของคนฝ่ายประชาธิปไตยว่า "อดีตลูกจ้างบริษัทผลิตชุดชั้นในชื่อดัง เขียนข้อความมือ 'ใครเปื้อนเลือด' และ 'อย่าดีแต่พูด' ใส่กระดาษ ชูขึ้นในห้องสัมมนา ขณะที่นายกรัฐมนตรีอยู่บนเวทีปาฐกถา"

แม้ว่าความผิดพลาดของคณะผู้จัดงานที่ไม่ดูทิศทางการเมือง เชิญเอานายก "มือเปื้อนเลือด" มาเปิดงาน จนกลบกระแสสาระสำคัญยิ่งของความพยายามของพวกเขาในการพยายามจัดงานนี้ขึ้นมาจากบทเรียนการต่อสู้ที่สั่งสมมาหลายสิบปี จนมาร่วมมือกันรำลึก 100 ปี วันสตรีสากลในปีนี้ พวกเราจึงไม่ควรละเลยข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายสตรีและสมาชิก ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ให้มีการแก้ปัญหาสตรีที่สั่งสมมากว่าร้อยปี

  • ผู้หญิงทุกคนต้องได้ทำงานในระบบ สาม 8 คือ ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และหาความรู้ 8 ชั่วโม
  • โดยมีสวัสดิการที่จำเป็นตั้งแต่เกิดจนตาย
  • การส่งเสริมการเข้าถึงสุขภาพอนามัย ที่เป็นเรื่องเฉพาะสำหรับผู้หญิง เช่น โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก
  • การคุ้มครองผู้หญิงจากทัศนคติที่ไม่เหมาะสมและเลือกปฏิบัติ การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการวางแผนและตัดสินใจทุกระดับ

ข่าวสด พาดหัวข่าว "‘มาร์ค’ซีด เจอสาวตะโกนด่า“มือเปื้อนเลือด”งาน100ปีสตรีสากลที่มธ.-ถูกตีนตบไล่หน้าร.ร. ไทยนิยม" พร้อมลงรายละเอียด

"ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.45 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมายังโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน เพื่อเปิดการสัมมนาเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งเพื่อพัฒนา เขตบางเขน ซึ่งจัดโดยนายวิทเยนทร์ มุตตามาระ เลขานุการรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กทม. เขตบางเขน ของพรรคประชาธิปัตย์
"


โดยก่อนที่คณะของนายกฯ จะมาถึงสถานที่จัดงาน ได้มีสมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 30 คน ที่มาพร้อมกับตีนตบและป้ายกระดาษที่มีข้อความว่า “อภิสิทธิ์สวาปาล์ม” มาดักรอชุมนุมขับไล่นายอภิสิทธิ์ ที่บริเวณด้านหน้าโรงเรียนดังกล่าว แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่กันออกโดยให้อยู่บริเวณลานจอดรถของห้าง สรรพสินค้าโลตัส สาขาหลักสี่ กระทั่งเมื่อขบวนรถของนายกรัฐมนตรีเข้ามาภายใน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดประตูโรงเรียนทันที"

* * *


จากนั้น เมื่อเวลา 11.30 น. นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางต่อมายังห้องประชุม ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อร่วมประกาศเจตนารมณ์ “ผู้หญิงทำงาน สู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของทุกคน” ในวาระการเฉลิมฉอง 100 ปี วันสตรีสากล 8 มีนาคม จัดโดย 33 เครือข่ายองค์กรแรงงาน องค์กรทำงานประเด็นผู้หญิง และองค์กรสิทธิมนุษยชน"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกรัฐมนตรี มาถึงงานดังกล่าว ผู้ร่วมงานได้ร่วมกันร้องเพลง “หญิงกล้า” ซึ่งทันทีที่เพลงจบ ปรากฏว่าได้มีหญิงสาวคนหนึ่ง ผมสีน้ำตาลหยิกยาว สวมเสื้อสีขาว อายุประมาณ 30 ปี ตะโกนว่า“มือเปื้อนเลือด” สร้างความตกตะลึงให้กับคนที่มาร่วมงานอย่างมาก


ต่อมาได้เข้าสู่พิธีการประกาศเจตนารมณ์ “ผู้หญิงทำงาน สู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของทุกคน” ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีรับแผ่นประกาศเจตนารมณ์ฯ ปรากฏว่าหญิงสาวคนเดิมได้ถ่ายภาพนายกรัฐมนตรีด้วย จากนั้นได้เขียนข้อความในแผ่นกระดาษ 3 แผ่นทั้งด้านหน้าและด้านหลังเหมือนกัน โดยแผ่นแรกเป็นรูปฝ่ามือ พร้อมมีข้อความประกอบว่า “ใครเปื้อนเลือด?” และแผ่นที่ 2 และ 3 เขียนเหมือนกันว่า“ดีแต่พูด” ซึ่งเมื่อนายอภิสิทธิ์เห็นข้อความเหล่านี้ จึงกล่าวว่า“ผมขอความร่วมมือ วันนี้เป็นวันสตรีสากล ใครที่ต้องการแสดงออกทางการเมือง ผมขอให้ไปพูดกันข้างนอก และขอให้รอฟังในสภาฯ จะได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด”
ทำให้หญิงคนดังกล่าวเขียนข้อความในแผ่นกระดาษอีกใบว่า “เหรอ” แล้วชูแผ่นข้อความทั้งหมดขึ้นในห้องประชุมอีกจนจบงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเข้าไปดึงแผ่นกระดาษจากมือผู้หญิงคนดังกล่าว แต่เกิดการยื้อยุดกัน ขณะที่นางสุนี ไชยรส ที่ปรึกษากลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี พยายามขอร้องให้ผู้หญิงคนนี้หยุดถือป้าย เพราะวันนี้ถือเป็นวันของสตรี จึงไม่ควรทำเช่นนี้ แต่หญิงคนดังกล่าวยังไม่หยุดชูป้าย และส่งต่อไปเพื่อนผู้หญิงที่มาด้วยกันอีก 2 คน ชูป้ายที่เขียนว่า“ดีแต่พูด” ขึ้นในงานตลอดการปราศรัยของนายอภิสิทธิ์ โดยนายอภิสิทธิ์ มีสีหน้าไม่สู้ดีนักก่อนขึ้นพูด ซึ่งจากการสอบถามทราบว่ากลุ่มคนดังกล่าวเป็นอดีตพนักงานบริษัทไทรอัมพ์ ที่เคยออกมาประท้วงเพราะถูกเลิกอย่างไม่เป็นธรรมผู้

สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายกรัฐมนตรีกำลังเดินออกจากห้องประชุม และทักทายผู้ที่มาร่วมงาน ปรากฏว่าได้มีผู้หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อสีดำ ตะโกนไล่หลังนายกรัฐมนตรีด้วยถ้อยคำที่ไม่ชัดเจน ต่อมาผู้หญิงที่ชูป้ายคนแรกพยายามเดินเข้ามาหานายกฯ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นไว้ จึงได้ตะโกนว่า “จักร 150 ตัวจากไพฑูรย์ (แก้วทอง อดีต รมว.แรงงาน) ไปอยู่ที่ไหน” ขณะเดียวกันได้มีคนที่อยู่ในงานสะบัดตีนตบด้วย แต่นายกฯเดินออกไปโดยไม่สนใจเสียงตะโกนดังกล่าว และได้มารับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนที่มารออยู่หน้าห้องประชุม ก่อนจะเดินทางออกจากสถานที่จัดงาน


เนชั่นทันข่าว 6 มี.ค.54 นายกฯ อภิสิทธิ์เจอชูป้าย "ดีแต่พูด" ตะโกน "มือเปื้อนเลือด" ระหว่างการบรรยายพิเศษ มีผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนขึ้นม
าว่า "มือเปื้อนเลือด" ระหว่างนายกฯ ขึ้นบรรยายพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีอีกสองคนที่ชูป้าย "ดีแต่พูด" ระหว่างที่นายกฯกำลังอภิปรายฯด้วยเช่นกัน

* * *
สำหรับผุ้หญิงคนนี้เธอไม่ใช่ใครคือ จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ที่นำพาคนงาน 3000 คนต่อสู้กับกลุ่มทุนไทรอัมพ์มาร่วมสองทศวรรษ จนถูกกลั้นแกล้งและเลิกจ้างในปี 2551 ด้วยการจับโยงเธอกับโชติศักดิ์ อ่อนสูงและพวก ที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา 112 เมื่อเธอใส่เสืื้อ "ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากรรม คิดต่างไม่ใช่อาชญากร" ให้สัมภาษณ์รายการทีวี เมื่อเดือนเมษายน 2551 จนบริษัทใช้เป็นข้ออ้างเลิกจ้าง และถูกบริษัทฟ้องเลิกจ้าง จนเป็นที่มาของการอ่านคำพิพากษาประวัติศาสตร์ ด้วยการเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน และการอ้างเหตุการเลิกจ้างด้วยข้อหาการกระทำของเธอขัดกับ "จิตวิญญาณประชาชาติ"

คำพิพากษาคดี จิตรา คชเดช



การต่อสู้ของคนงานไทรอัมพ์

Stand Up to Triumph from OH Production House on Vimeo.

ความจริงเกี่ยวข้องกับการตายของนักข่าวญี่ปุ่น

ที่มา Thai E-News


โดย SilentDeath
ที่มา กระดานสนทนาInternet Freedom

DSI แถลงว่า นักข่าวญี่ปุ่น ถูกยิงโดยกระสุน Ak 47 ซึ่งใช้กระสุน (7.62X39)
และกองทัพไทยไม่ได้ใช้ Ak 47 มีแต่ M16 ซึ่งใช้กระสุน (5.56X45)
แต่พวกเขาไม่ได้กล่าวถึงปืนซุ่มยิง (Sniper) ที่ใช้กระสุน (7.62X51)

ปืนทั้งสอง Ak47 และปืน Sniper ใช้หัวกระสุน 7.62 mm เหมือนกัน
พี่น้องเสื้อแดงควรพิจารณากรณีนี้ และแจ้งให้ผู้นำที่ต่อสู้ในรัฐสภาทราบ
ถึงปลอกกระสุนจะมีขนาดต่างกัน แต่หัวกระสุน มีขนาดเดียวกัน
ปืนSniperนี่แหละที่ใช้กระสุน(7.62X51)
*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ดูจะๆ!! ใบชันสูตรศพ "ฮิโรยูกิ" นักข่าวญี่ปุ่นระบุ "กระสุนความเร็วสูง" ไม่ใช่ "อาก้า"??

-คณะกรรมการปกป้องสื่อโลก:กรณีฟอกขาวของไทยในการสังหารมูราโมโต

Sunday, March 6, 2011

คำผกา วิเคราะห์ "สลิ่ม" ในสังคมไทย

ที่มา Voice TV









ฟัง "คำผกา" ชำแหละขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย พร้อมหาคำตอบใครคือ "สลิ่ม" ในความหมายและมุมมองของเธอ

ในงานเสวนา "เบื้องหลัง 6ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตยไทย" เพื่อรำลึก 35ปี 6 ตุลา 2519 ซึ่งจัดขึ้นที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 นางสาวลักขณา ปันวิชัย หรือ คำผกา คอลัมนิสต์ชื่อดัง หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา กล่าววิเคราะห์ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย โดยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "สลิ่ม" พร้อมชวนคนไทยชำระประวัติศาสตร์ใหม่ เพื่อเผยโฉมหน้ากลุ่มทุนสามานย์ตัวจริง

เสื้อแดงทำบุญบริเวณบ่อนไก่

ที่มา Voice TV









นปช.ร่วมกับคนเสื้อแดงบ่อนไก่ทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตเหตุสลายชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53

Voice Update 6 มีนาคม 2554 (14.00น.)

- เสื้อแดงทำบุญบริเวณบ่อนไก่

- บุกป่วนนายกฯ ชูป้ายทำร้ายประชาชน
- กองทัพไนจีเรียทำลายโรงกลั่นน้ำมันเถื่อน
- อุบัติเหตุรถชนในบราซิล ดับ 26ราย

"หม่อมอุ๋ย"หนุน"ศูนย์กระจายสินค้าจีน บางนา"ทีดีอาร์ไอ. วิพากษ์รัฐบาลทุ่มประชาวิวัฒน์เกินเหตุ

ที่มา มติชน







5 มีนาคม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (TJA 56th Anniversary) จัดเสวนา ‘ปรับรื้อเศรษฐกิจไทย รับมือขั้วอำนาจโลกใหม่’ ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมเสวนา

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นผู้นำขั้วอำนาจใหม่ของเอเชียตะวันออก ซึ่งอำนาจดังกล่าวไม่ได้เกิดจากแสนยานุภาพทางการทหาร แต่เป็นพลังทางเศรษฐกิจ เนื่องจากขณะนี้เอเชียตะวันออกเป็นศูนย์ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค อาทิ ข้าว ยางพารา อาหารทะเลสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจีนขยายกำลังการผลิต โดยเฉพาะด้านแรงงานราคาถูกอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมุ่งยกระดับสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม ส่งผลให้จีนมีความก้าวหน้าทางการค้าต่อไปในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม 3 ประเทศดังกล่าว ก็นับว่าเป็นคู่แข่งด้านสินค้าราคาถูกของประเทศไทยส่วนการปรับรื้อเศรษฐกิจไทย

อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับภาคเอกชน ไม่จำเป็นต้องมีการรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะภาคเอกชนมีการปรับตัวรับขั้วอำนาจใหม่มาก่อนหน้านี้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น การยกเลิกโรงงานผลิตสินค้าที่มีราคาถูก ค่าแรงถูก อีกทั้งมีการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี เช่น เสื้อผ้า อาหารสำเร็จรูป เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดอีกระดับหนึ่งที่มีราคาสูงขึ้น ขณะที่ด้านการเกษตรได้ยกเลิกผลิตสินค้าที่จีนมีตลาดการค้าเข้มแข็ง เช่น กระเทียม โดยหันไปผลิตยางพาราแทน เพื่อปรับตัวตามตลาดของเมืองจีนที่มีความต้องการใช้ยางพารา ในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์เพิ่มขึ้น

ด้านการลงทุน พ่อค้าไทยพร่องธุรกิจ หันไปตั้งฐานการผลิตสินค้าราคาถูกในจีนมากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนก็เตรียมจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในประเทศไทย บริเวณเขตบางนา กรุงเทพฯ เช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องต้องจับตา เนื่องจากจีนจะมีศักยภาพในการกระจายสินค้าไปทั่วโลก แต่ทั้งนี้ ในเบื้องต้นก็พบว่า มีกระแสต่อต้านจากหลายภาคส่วน

"ในความคิดของผม มองว่าการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าของจีนในประเทศไทยนั้น เป็นโอกาสที่ดี ที่เป็นการเปิดตลาด และสามารถนำสินค้าภายในศูนย์ฯ ดังกล่าวไปจัดจำหน่ายต่อให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา มาเลเซีย เพราะหากไม่เปิดรับโอกาสดังกล่าว สุดท้าย ไทยก็ต้องนำเข้าสินค้า และเสียดุลการค้าอยู่ดี ฉะนั้นไทยต้องปรับตัวจากการเป็นผู้ผลิต ผู้ค้า มาเพิ่มเรื่องการซื้อสินค้ามาจำหน่าย”

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวถึงสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งปรับรื้อทางเศรษฐกิจว่า ประการแรกคือเรื่องระบบขนส่งสินค้า เพราะการขนส่งด้วยรถบรรทุกฝืดเคือง ไม่สะดวก รวมทั้งยังมีราคาแพง ขณะที่จีนกำลังสร้างทางรถไฟมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการขนส่งทางราง แต่รัฐบาลไทยกลับไม่ขยับเท่าที่ควร จะเห็นได้จากการที่รัฐบาลอนุมัติโครงการ แต่ไม่สนับสนุนงบประมาณ การรถไฟแห่งประเทศที่อยู่ในภาวะขาดทุนอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่มีกำลังที่จะผลักดันโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้ ฉะนั้น จึงต้องปรับทัศนคติของรัฐให้มองเห็นโอกาสที่กำลังเข้ามา พร้อมทั้งเจียดเม็ดเงินสนับสนุน ขณะเดียวกันรัฐต้องให้ความสำคัญ ในประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐที่ดี นิ่ง สงบ เพราะหากความสัมพันธ์ไม่ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจย่อมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้

"ทำอย่างไรให้รัฐบาลเข้าใจได้ถูกต้อง ปรับทัศนคติให้เหมาะสม และให้ผู้นำรัฐบาล ผู้นำการเมือง มีทัศนคติด้านความสัมพันธ์ที่เหมาะกับกาลสมัย ที่จะแก้ปัญหาโดยไม่ใช้การฆ่าฟัน หรือการเล่นแง่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญ”

ขณะที่ ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า หลังจากประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 เรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อีกทั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังพึ่งการส่งออกเป็นสำคัญ ไทยจึงต้องมีความจำเป็นต้องหาลู่ทาง ช่องทาง เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยรัฐต้องเป็นผู้ชี้นำในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ เนื่องจากปัญหาทางการคลัง ส่งผลให้รัฐไม่สามารถลงทุนได้ เพราะนำเม็ดเงินไปลงทุนในโครงการประชาวิวัฒน์ อีกประการหนึ่ง พลังกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง เนื่องจากทุกบาทที่มีการส่งออก ต้องเสียไปเพราะการนำเข้าสินค้าทุน ฉะนั้น จึงต้องเพิ่มกลไกผลิตสินค้าทุนในประเทศให้มีตลาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ

ดร.นิพนธ์ กล่าวถึงบทบาทของอาเซียนที่ต้องเผชิญกับคู่แข่งรายใหญ่อย่างจีน อินเดีย ว่า จะต้องมีการร่วมมือกันของอาเซียน เพื่อคานอำนาจกับต่างประเทศ ส่วนการเปิดการค้าเสรีย่อมก่อให้เกิดการต่อต้านจากผู้เสียเปรียบ จึงจำเป็นต้องมีการกระจายรายได้ให้ทั่วถึง รวมทั้งต้องมีการลงทุนทางการศึกษาและเทคโนโลยี เพราะผู้ได้เปรียบหลังเปิดเสรีการค้า คือ ผู้รู้ภาษาอังกฤษ สามารถทำงานร่วมกับชาวต่างชาติได้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการพัฒนาที่นำไปสู่การเปิดประตูการค้าเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ฉะนั้น รัฐบาลต้องสนับสนุนให้แรงงาน ผู้ประกอบการ ยกระดับคุณภาพของคนไทย

“นโยบายเรื่องการลงทุนด้านเทคโนโลยี การวิจัย การพัฒนา โดยเฉพาะด้านการเกษตรเป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันอาเซียนต้องร่วมมือด้านนโยบายการคลัง การกำหนดปรับอัตราแลกเปลี่ยน โดยผู้ว่าการธนาคารและรัฐมนตรีการคลังของประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องหารือร่วมกัน นอกจากนี้ อาเซียนจะต้องลงทุน เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศจีน อินเดีย อาทิ ด้านการรถไฟ แต่ทั้งนี้ กระบวนการเจรจาด้านผลประโยชน์ของนักธุรกิจ นักการเมืองจะต้องมีความโปร่งใส และไทยต้องมีบทบาทเป็นผู้นำของอาเซียนต่อไป”

( เรื่อง สาธินีย์ วิสุทธาธรรม-ณัฐนันท์ อิทธิยาภรณ์ สถาบันอิศรา )