WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 8, 2011

เชิญร่วมกิจกรรม 100 ปี วันสตรีสากล “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง”

ที่มา thaifreenews

โดย prainn


100 ปี วันสตรีสากล “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง”
(Commemoration of 100th International Women Day)

วันที่ 8 มีนาคม 2554
เวลา 16.00 น.-21.00น.
...สถานที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

เวลา 16.00น.-18.00น.
เสวนาในหัวข้อ “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง”

ผู้เข้าร่วมเสวนา
- สุดา รังกุพันธุ์ นักวิชาการเสื้อแดง
- จิตรา คชเดช เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย
- วันรัก สุวรรณวัฒนา นักวิชาการจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ตัวแทนกลุ่มพลังหญิง

ดำเนินการเสวนาโดย คุณพัชนี คำหนัก กลุ่มเลี้ยวซ้าย

เวลา 18.00น.-21.00น.
พบกับดนตรี วัฒน์ วรรลยางกูร กับวงท่าเสา
กวีสตรีประชาธิปไตย เพียงคำ ประดับความ
และละคร "กลุ่มประกายไฟการละคร"
ปราศรัยสลับดนตรี
แกนนำกรรมกรหญิงรุ่นใหม่
นักศึกษาหญิงรุ่นใหม่
กลุ่มพี่น้องเสื้อแดงพื้นที่สายไหม

มอบรางวัล RED Women Awards 2011

และอื่นๆอีกมากมาย

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 08/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เกาะโพเดียม วี๊ดแว๊ว ทำแต๋วแตก
เถียงฉอกแฉก อี๊อ๊า เป็นบ้าหลัง
โพเดียมชั้น อุ๊ยโอ๊ย โหยหาจัง
เหมือนคนคลั่ง ตีสำนวน กวนส้นตีน....

มือมันยัง เปื้อนเลือด ไม่เหือดแห้ง
ยังตะแบง เฉไฉ ใช้เล่ห์ลิ้น
เห็นแต๋วแตก งึมงำ ทำเสียงวีน
แอบแย่งซีน สุดสมเพช ปนเวทนา....

สมเป็นคน อัปรีย์ ดีแต่พูด
บทพิสูจน์ คนระยำ ที่ต่ำช้า
มองเห็นคน ค่าน้อย ด้อยราคา
จึงเข่นฆ่า เหยียบย่ำ คอยซ้ำเติม....

รวมหัวกัน โกงกิน จนสิ้นซาก
แถมสำราก วาจา พากันเหิม
สวาปาล์ม จนสิ้น กินเหมือนเดิม
ยังส่งเสริม ตอกย้ำ ว่าทำดี....

ประชาชน ทนไม่ไหว จึงไล่ส่ง
ทำหน้างง วี๊ดว๊าย อายหรือนี่
เป็นผู้นำ สับปลับ แสนอัปรีย์
จึงเห็นมี แต๋วแตก อย่าแปลกใจ....

๓ บลา / ๘ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

2011-03-07@2245 ไฟใต้ ปัตตานี ยิงตรตาย๑ นราฯ คาร์บอมบ์แฟลตตร

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

2011-03-07@2245 ไฟใต้ ปัตตานี ยิงตรตาย๑ นราฯ คาร์บอมบ์แฟลตตร

บทความอัลจาซีร่า : การปฏิวัติสตรีนิยมในตะวันออกกลาง

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา อัลจาซีร่าเผยแพร่บทความชื่อ "การปฏิวัติสตรีนิยมในตะวันออกกลาง" โดย นาโอมิ วูล์ฟ นักกิจกรรมทางการเมืองและนักวิจารณ์ผู้เคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับการปฏิวัติอเมริกา โดยในบทความชิ้นนี้พูดถึงบทบาทของสตรีในโลกตะวันออกกลาง เนื้อหาของบทความมีดังนี้

.....

ภาพเหมารวมอย่างหนึ่งที่ชาวตะวันตกมักจะจินตนาการเวลาพูดถึงประเทศมุสลิมคือเรื่องเกี่ยวกับลักษณะของผู้หญิงมุสลิม ว่ามีดวงตาใสซื่อไร้เดียงสา, สวมผ้าคลุมหน้า, และมีท่าทีอ่อนน้อม, เงียบในแบบเอ็กโซติก, อยู่ในที่โปรงๆ สภาพเหมือนฮาเรมในจินตนาการ, ซ่อนตัวภายใต้บทบาททางเพศที่เข้มงวด แล้วผู้หญิงเหล่านี้อยู่แห่งหนใดในตูนีเซียและอียิปต์

ทั้งสองประเทศที่กล่าวมานี้ ผู้ประท้วงที่เป็นสตรีไม่ได้มีอะไรเหมือนเช่นภาพเหมารวมของชาวตะวันตกเลย พวกเขาอยู่แนวหน้าและแนวกลางในคลิปข่าวและในกระทู้ของเฟซบุ๊ก บางคนถึงขั้นมีบทบาทแกนนำ ในจัตุรัสทาห์เรียของอียิปต์ อาสาสมัครที่เป็นสตรี บางคนมาพร้อมกับลูกๆ ทำงานแข็งขันเพื่อสนับสนุนการการประท้วง ทั้งการช่วยเหลือในเรื่องความปลอดภัย, การสื่อสาร และการจัดหาที่พัก มีนักวิจารณ์หลายคนแสดงความชื่นชมสตรีและเด็กจำนวนมากที่มีส่วนในการสร้างความสงบในการชุมนุมแม้จะเป็นช่วงที่ต้องเผชิญกับการยั่วยุก็ตาม

นักข่าวพลเมืองในจัตุรัสทาร์เรีย (หรือใครก็ตามที่มีโทรศัพท์มือถือก็จัดเป็นนักข่าวพลเมืองได้) กล่าวถึงการประท้วงที่มีมวลชนผู้หญิงเป็นกลุ่มประชากรที่ครอบคลุมทั่วการชุมนุม หลายคนสวมฮิญาบ และสิ่งอื่นๆ ที่เป้นสัญลักษณ์แทนความอนุรักษ์นิยมทางศาสนา ขณะที่อีกหลายคนก็แสดงความมีเสรีภาพจากการสูบบุหรี่หรือจูบกับเพื่อนในที่สาธารณะ

ผู้นำและผู้สนับสนุน
แต่สตรีในการประท้วงระลอกนี้ก็ไม่ได้แค่ทำหน้าที่เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนซึ่งเป็นบทบาทประจำที่พวกเขามักจะได้รับในการเคลื่อนไหวมาโดยตลอด ตั้งแต่การประท้วงยุคซิกซ์ตี้ (1960s) มาจนถึงการประท้วงของนักเรียนนักศึกษาในอังกฤษเมื่อไม่นานมานี้ แต่ผู้หญิงชาวอียิปต์ยังมีบทบาทในการจัดตั้ง, การวางยุทธศาสตร์ และการรายงานสถานการณ์อีกด้วย บล็อกเกอร์อย่าง Leil Zahra Mortada ต้องเสี่ยงตายทุกวันเพื่อที่จะรายงานภาพการชุมนุมให็โลกได้รับรู้

บทบาทของสตรีในการลุกฮือของประชาชนในประเทศตะวันออกกลางนั้นอยู่นอกสายตาอย่างมาก สตรีในอียิปต์ไม่ได้แค่ "เข้าร่วม" การประท้วง พวกเขาเป็นพลังการนำสำคัญต่อวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมที่ทำให้การประท้วงเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอียิปต์ในแง่นี้ก็ยังเกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ในโลกอาหรับด้วย ไม่ว่าจะอยู่ในระดับมากหรือน้อยกว่าก็ตาม เมื่อผู้หญิงเริ่มเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนตาม และผู้หญิงในโลกมุสลิมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฝ่ามือ

สิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือเรื่องการศึกษา เมื่อสองรุ่นที่แล้วมีเพียงลูกสาวของกลุ่มชนชั้นนำจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่มีโอกาสเรียนต่อถึงระดับมหาวิทยาลัย ในทุกวันนี้ในประเทศอียิปต์มีนักศึกษาที่เป็นผู้หญิงอยู่เกินครึ่ง พวกเขาได้รับการฝึกฝนที่จะใช้พลังในแบบที่รุ่นยายของพวกเขานึกจินตนาการไม่ออก เช่นการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์อย่าง ที่ Sanaa el Seif ทำ ซึ่งเป็นการท้าทายอำนาจการสั่งปิดของรัฐบาล มีการรณรงค์การนำโดยกลุ่มนักศึกษา การหาทุนสำหรับองค์กรนักศึกษา และการพบปะหารือ

มีสตรีรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งในอียิปต์และประเทศอาหรับที่เริ่มมีความคิดเชิงวิพากษ์ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางเพศ และบ้างก็แสดงท่าทีท้าทายต่ออาจารย์ผู้ชายต่อหน้าชั้นเรียน จะเป็นการง่ายกว่านี้มากสำหรับการปกครองแบบทรราชย์หากครึ่งหนึ่งของประชากรเป็นผู้ไม่มีการศึกษาและถูกฝึกให้ยอมจำนน แต่สิ่งที่ชาวตะวันตกควรเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของตนเองคือ เมื่อผู้หญิงมีการศึกษาแล้ว การเคลื่อนไหวปลุกปั่นในเชิงประชาธิปไตยก็จะเกิดขึ้นร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ที่ตามมา

นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของสื่อเครือข่ายทางสังคม (Social Media) ในการทำให้ผู้หญิงกลายเป็นแกนนำการประท้วง โดยส่วนตัวผู้เขียนบทความเองเคยเป็นผู้สอนเรื่องทักษะความเป็นผู้นำมามากกว่าสิบปีแล้ว จึงทราบดีว่ามันยากลำบากเพียงใดในการทำให้พวกเขาลุกขึ้นพูดในองค์กรที่มีลำดับขั้น ปกติแล้วผู้หญิงมักจะหลีกเลี่ยงสถานะหัวหอกซึ่งในการประท้วงตามแบบฉบับมักจะยกให้กับนักกิจกรรมที่เป็นชายหนุ่มเลือดร้อนถือเครื่องขยายเสียง

ฉายภาพพลังอำนาจ
ในบริบทที่มีเวที, แสงสปอตไลท์ และผู้ปราศรัย ผู้หญิงมักจะหลบลี้ไปจากบทบาทผู้นำ แต่จากลักษณะของสื่อเครือข่ายทางสังคมได้เปลี่ยนความหมายของความเป็นผู้นำอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เฟซบุ๊กลอกเลียนวิธีการที่ผู้หญิงใช้ในการรับรู้เรื่องราวจากสังคม ผ่านการเชื่อมโยงระหว่างผู้คนที่มีความสำคัญเท่ากันในแง่การนำหรือการควบคุมโดยปัจเจกบุคคล

คุณสามารถกลายเป็นผู้นำที่มีพลังได้ เพียงแค่คุณสร้าง "เรา" ที่ตัวใหญ่ๆ ขึ้นมาให้ได้ หรือคุณอาจจะทำตัวขนาดเท่าๆ กับทุกๆ คน ในหน้าเพจ หมายถึงคุณไม่จำเป็นต้องแสดงอำนาจหรือการนำก็ย่อมทำได้ โครงสร้างของหน้าเฟซบุ๊ก ได้สร้างสิ่งที่สถาบันแบบต้องอาศัยอาคารสถานที่ (Brick-and-Mortar) ไม่อาจทำให้เกิดขึ้นได้แม้จะมีการกดดันจากนักสตรีนิยมมากว่า 30 ปีแล้ว นั่นคือบริบทที่ผู้หญิงมีความสามารถจะสร้าง "เรา" ที่เข้มแข็งและร่วมเป็นผู้นำในการสนับสนุนเสรีภาพและความยุติธรรมทั่วโลก

แน่นอนว่าเฟซบุ๊ก ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงในการประท้วงลงได้ แต่ไม่ว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลางเร็วๆ นี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเมื่อผู้หญิงที่ได้รับการศึกษาเข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพ ผู้ที่ต้องการให้การปกครองด้วยกำลังยังคงอยู่จะต้องพ่ายไป

เมื่อฝรั่งเศสเกิดการปฏิวัติในปี 1789 แมรี่ โวลสโตนคราฟ ผู้ที่เห็นเหตุการณ์เขียนแถลงการณ์ในเรื่องของการปลดปล่อยสตรี หลังจากที่กลุ่มสตรีในสหรัฐอเมริกาช่วยเหลือการต่อสู้เพื่อการเลิกทาส พวกเขาก็ต่อสู้ในประเด็นต่อไปคือเรื่องสิทธิในการเลือกตั้งของผู้หญิง หลังจากที่ในช่วงยุค 1960s พวกเขาถูกบอกว่า "สถานะของผู้หญิงในการเคลื่อนไหวนั้นต่ำเรี่ยติดดิน" พวกเขาก็ก่อรูปการเคลื่อนไหวสตรีนิยม "คลื่นลูกที่ 2" การเคลื่อนไหวที่มาจากทักษะใหม่ๆ และจากความไม่พอใจเก่าๆ

ในครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อผู้หญิงช่วยคนอื่นต่อสู้เพื่อเสรีภาพแล้ว พวกเขาก็จะเคลื่อนไปสู่การต่อสู้เรียกร้องสิทธิของตนเอง และเนื่องจากสตรีนิยมเป็นส่วนเสริมที่สอดคล้องกันกับประชาธิปไตย เผด็จการตะวันออกกลางก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เหลือความเป็นไปได้เลยในการหักห้ามไม่ให้ผู้หญิงตาสว่างเหล่านี้เลิกต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ทั้งของพวกเธอเองและของชุมชน

เสวนา: "คน ศิลปะ การเมือง" ในงานภาพถ่ายขาว-ดำ Gray "Red-Shirt"

ที่มา ประชาไท

วงคุยเรื่อง"คน ศิลปะ การเมือง" ที่ร้านเล่า จ.เชียงใหม่ มองวัฒนธรรมเสื้อแดงขาดพื้นที่ในสื่อหลัก ซ้ำถูกสร้างภาพให้ดูรุนแรง ระบุเมื่อ "การปั้นแต่งมติมหาชน" โดยรัฐไม่ได้ผล รัฐจึงต้องใช้กฏหมายลิดรอนเสรีภาพ

วันที่ 5 มี.ค. 2554 ที่ร้าน 'เล่า' จ.เชียงใหม่มีการจัดพิธีเปิดนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำ Gray "Red-Shirt" พร้อมการเสวนาเรื่อง "คน ศิลปะ การเมือง" โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ รศ.ดร. ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, วันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปลอิสระ บรรยากาศภายในงาน มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนอย่างเป็นกันเอง


ภาพบางส่วนในนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำ Gray "Red-Shirt"
(แฟ้มภาพ ประชาไท)


วัฒนธรรมเสื้อแดงขาดพื้นที่ในสื่อหลัก

วันรัก กล่าวถึงประเด็น "ศิลปะกับการเมืองและการเมืองในศิลปะ" โดยตั้งข้อสังเกตว่า หลังการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงวันที่ 19 พ.ค. 2553 ทางฝ่ายรัฐรณรงค์โดยอาศัยแรงทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม มีการใช้ศิลปินเพลงป็อบ การจัดนิทรรศการภาพถ่ายมาช่วยรณรงค์พร้อมกับคำจำพวก "หยุดทำร้ายประเทศไทย" "คืนรอยยิ้มให้สยาม" โดยมีการเน้นการใช้คำว่า "รอยยิ้ม" และ "ความรัก" รวมถึงการแสดงภาพความเป็นศาสนาพุทธ ขณะเดียวกันก็มักจะแสดงภาพของผู้ชุมนุมเสื้อแดงไปในทางที่ดูรุนแรง ภาพของการใช้อาวุธ แม้ว่าบางภาพของเสื้อแดงจะไม่ได้รุนแรงเลยแต่ก็พยายามทำให้ดูรุนแรงด้วยวิธีการนำเสนอ

วันรัก ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่างานด้านวัฒนธรรมของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเหล่านี้ มีการใช้รูปแบบที่ดูไม่เชย ทำให้ดูเท่ ดูแนวได้ รัฐไทยจึงสามารถดึงความสนใจของวัยรุ่น-คนรุ่นใหม่ได้ ถือว่าประมาทอำนาจทางสุนทรียตรงนี้ไม่ได้เลย

ด้านไชยันต์ รัชชกูล ตั้งคำถามว่าเหตุใดฝ่ายอนุรักษ์นิยม ถึงไม่ยอมมาต่อสู้ในพื้นที่ของการใช้ปัญญา (Intelletual Force) ซึ่งโดยส่วนตัวไชยันต์คิดว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมไม่สนใจในเรื่องการใช้สติปัญญาถกเถียงกัน ถ้าไม่สนใจฟังก็จะใช้กำลัง หรืออีกวิธีคือการอาศัยพื้นที่ด้านศิลปวัฒนธรรมดังที่กล่าวมาก่อนหน้านี้

วันรักเองก็เห็นด้วยว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมไม่สนใจต่อสู้ในพื้นที่ของการใช้ปัญญาแต่หันมาใช้วัฒนธรรมสื่อกระแสหลัก (Mass Media Culture) ทำให้เกิด "การสำแดงทางวัฒนธรรม" (Cultural Manifestation) พอกล่าวถึงประเด็นนี้ ไชยันต์ก็ให้ความเห็นว่าฝ่ายเสื้อแดงเองก็มีสื่อศิลปะของตนเอง เช่น เพลงของคนเสื้อแดง ที่ไม่มีพื้นที่ในสื่อกระแสหลัก แต่มีการเปิดฟังกันเองในหมู่คนเสื้อแดงผ่านวิทยุชุมชน ซึ่งขณะเดียวกันการขาดช่องทางในการสื่อสารทางวัฒนธรรมก็ทำให้การต่อสู้ในเชิงวัฒนธรรมลำบาก


"การปั้นแต่งมติมหาชน" โดยรัฐไม่ได้ผล จึงต้องใช้กฏหมายลิดรอนเสรีภาพ

ด้านพิภพ บอกว่าเท่าที่เขาเห็นมาฝ่ายขวามักจะสร้างวาทกรรมว่าเสื้อแดงมีความเป็นลูกทุ่ง และการที่ศิลปะของเสื้อแดงเช่นเพลงของเสื้อแดงไม่มีพื้นที่แสดงออกในสื่อวิทยุทั่วไปเนื่องจากถูกตีตราว่าไม่ใช่วัฒนธรรมคนเมือง ไม่ใช่วัฒนธรรมปัญญาชน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตการนำเสนอเรื่องของเสื้อแดงในสื่อกระแสหลักว่ามักจะไม่ถ่ายภาพประชาชนผู้ชุมนุม และหากมีการนำเสนอก็มักมีแต่ภาพลบ ขณะที่เสื้อเหลืองจะมีภาพประชาชนผู้ชุมนุมที่กำลังร้องเล่นเต้นรำอย่างสนุกสนานเฮฮา

"เหมือนคนรวยเท่านั้นที่มีสิทธิเต้นรำได้ ขณะที่คนจนๆ มาเต้นรำแล้วไม่น่าดู" พิภพกล่าว และว่าความพยายามของรัฐในการทำให้เกิด "การปั้นแต่งมติมหาชน" (Manufacturing Consent) นั้นไม่ค่อยเกิดผลเท่าไหร่ รัฐถึงต้องอาศัยมาตรการทางกฏหมายเช่นการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ , พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ รวมถึงการใช้กฏหมายมาตรา 112 เพราะใช้การขับกล่อมทางวัฒนธรรมไม่ได้ผล สาเหตุที่ไม่ได้ผลคงต้องไปถามคนเสื้อแดงดูเอง การแสดงความคิดเห็นของเสื้อแดงจึงถูกการใช้อำนาจเหล่านี้กดทับ ซึ่งถือเป็นเรื่องการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Speech) ของพลเมืองซึ่งเป็นหลักการสากล

วันรัก กล่าวถึงกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมของเสื้อแดง โดยยกตัวอย่างงานคอนเสิร์ตระดมทุนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนนำมาซึ่งการถกเถียงกันซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี โดยสำหรับเสื้อแดงแล้วจุดนี้เหมือนการยกระดับการทำกิจกรรมในพื้นที่ชุมนุมขึ้นมาบนเวที

กรณีที่สื่อของเสื้อแดงถูกปิดช่องทางการแสดงออกนั้น วันรักมองว่าการที่สื่อกระแสหลักผูกขาดทุกอย่างทำให้ต้องช่วยกันตั้งคำถามว่าจะสร้างพื้นที่ได้อย่างไร เนื่องจากเรื่องราวของเสื้อแดงเป็นเรื่องเล่า (Narrative) กระแสรองอยู่แล้ว เช่นเดียวกับในยุค 14 ตุลาฯ เรื่องราวในตอนนั้นช่วงแรกๆ ก็ยังเป็นเรื่องเล่าในกระแสรองอยู่ วิธีการคือเราต้องช่วยกันสร้างเรื่องเล่ากระแสรองขึ้นมาเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งมันจะซึมซับเข้าไปในจิตใจคน เนื่องจากเรื่องราวเหล่านี้มีความเป็นประวัติศาสตร์ในตัวมันอยู่แล้ว

ด้านไชยันต์ร่วมตั้งคำถามว่าศิลปะของฝ่ายรัฐมีผลกระทบกระเทือนมากขนาดไหน ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามว่าเราจะแยกได้อย่างไรว่าอะไรเป็นกระแสหลัก-กระแสรอง โดยไชยันต์ตั้งข้อสังเกตว่าจากนิยามแล้วสื่อกระแสหลักน่าจะหมายถึงสิ่งที่ส่งไปถึงผู้คนส่วนมาก โดยไม่จำกัดที่ลักษณะของสื่อก็เป็นได้

ขณะที่วันรักเตือนว่า เราต้องระวังการประเมินตนเกินจริง (Overestimate) ในเรื่องจำนวน และอย่าคิดว่าสิ่งที่ส่งผ่านให้กันดูจะสามารถมีผลกระเทือนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองได้ทันที เราอาจจะให้ความหวังตัวเองได้ แต่สิ่งที่คนข้างนอกวงเราไม่ได้เห็นอย่างที่เราเห็น ขณะที่เรื่องความเป็นกระแสหลัก-กระแสรองนั้นพิภพมองว่า งานภาพถ่าย Gray "Red Shirt" ในวันนี้น่าจะนับเป็นกระแสหลักได้ แม้จะไม่ตรงตามความหมายของสื่อมวลชนก็ตาม

พิภพมองว่าการที่มีกลุ่มทางการเมืองที่ขัดแย้งกันเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่เห็นด้วยกับการที่มีคนบอกว่าปัญหาในประเทศที่เกิดขึ้นมาจากการที่คนไทยแบ่งแยกกันออกเป็นฝักฝ่าย และการแบ่งแยกเช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีเพราะมันคือสิ่งที่บ่งชี้เรื่องความหลากหลายทางความคิด เช่นที่สหรัฐอเมริกา ก็มีการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจน 2 ฝ่ายคือฝ่ายสนับสนุนพรรครีพับลิกัน กับฝ่ายเดโมแครต เพียงปัญหาในประเทศไทยอยู่ตรงที่สนามของฝ่ายที่ขัดแย้งกันสองฝ่ายมีระดับไม่เท่ากัน สนามของอีกสีมักจะสูงกว่าอีกสี สิ่งที่ควรแก้คือการทำให้สนามเท่ากัน

"ปัญหาที่แท้จริงตอนนี้คือการที่ฝ่ายรอยัลลิสต์ไม่ยอมให้คนที่เชื่อต่างจากตนมีชีวิตอยู่" พิภพกล่าว


ศิลปะคือการกระแทกกระทั้น บ่อนเซาะ ความจริงที่ถือว่าเป็นธรรมชาติ

วันรักกล่าวว่า ศิลปะที่มีการนำเสนออุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจนจะเรียกว่า โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เช่นศิลปะแนวสัจจสังคมนิยมรัสเซีย จีน แต่งานภาพถ่ายชุดนี้เป็นสิ่งที่มีเรื่องเล่า (Narrative) ในตัวเองและเป็นเรื่องเล่าที่เป็นสิ่งที่เราอยู่กับมันทุกวัน โดยที่มันเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจทางศิลปะ ที่อยากชวนผู้ชมช่วยกันมองว่าเรื่องเล่าที่พวกเราได้รับเป็นเรื่องเล่าแบบใด เราเอาตัวเองไปผูกกับมันได้แค่ไหน มันสะท้อนอะไร และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ไชยันต์กล่าวถึงรูปภาพในงานนี้โดยตั้งคำถามว่า งานชุดนี้แตกต่างจากภาพอื่นๆ ที่ถ่ายกันอย่างไร อะไรที่ทำให้ภาพเหล่านี้กลายเป็นชิ้นงานศิลปะ (Object of Art) ขึ้นมาได้ โดยส่วนตัวไชยันต์เห็นว่ารูปในงานนี้มีความเป็นศิลปะมากจากการที่มัน "ลดทอนความจริงที่เราคุ้นเคย" (Defamiliarize Reality) เทียบกับรูปที่ลงตามหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นเหมือนการไปก็อปปี้ภาพความจริงมา แต่ภาพในงานนี้เป็นการทำให้เกิดความจริงใหม่ที่เราไม่คุ้นเคย โดยจะสังเกตเห็นว่ารูปที่นำเสนอมีอยู่เพียงรูปเดียวที่แสดงให้เห็นรูปในระดับผู้นำ และไม่ได้แสดงให้เห็นความอลังการ (Grandeur) ของเสื้อแดง แต่เน้นรูปของบุคคลเป็นคนๆ ไป ต่างจากภาพของ 14 ตุลาฯ รวมถึงพฤษภาทมิฬ ซึ่งมักแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ รูปของขบวนการนักศึกษา แต่ไม่มีรูปของบุคคลธรรมดาเหล่านี้

"รูปเหล่านี้ต่างจากศิลปะแนว Propaganda" ไชยันต์กล่าว "แนว Propaganda คือการที่พูดอยากมาอย่างนั้นมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ภาพเหล่านี้ไม่ได้มี Narrative ในตัวมัน เป็นหน้าที่ของคนดูที่ต้องต่อเติมเอง"

ด้านวันรัก ซึ่งให้ความหมายของ "เรื่องเล่า" จากคำว่า "Narrative" ว่าหมายถึงชุดความคิดที่เล่ากันมาอย่างตายตัว เช่น "เราต้องรักพ่อแม่" "เราต้องเป็นผู้หญิงแบบนี้" ฯลฯ และศิลปะเท่านั้นที่ทำให้เกิดการบ่อนเซาะ ตั้งคำถามกับ Narrative และนำไปสู่การแลกเปลี่ยนถกเถียง ซึ่งในประเทศไทยยังขาดกระบวนการแลกเปลี่ยนถกเถียงกันในแวดวงศิลปะ "ศิลปะคือการกระแทกกระทั้น บ่อนเซาะ ความจริงที่ถือว่าเป็นธรรมชาติ" วันรักกล่าว

วันรักยังได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมเสวนาท่านหนึ่งซึ่งแสดงความเห็นว่าศิลปะแนวเพื่อชีวิต เพื่อการเมืองในปัจจุบันลดลงไปหรือเปล่า ว่า ศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องแนวเพื่อชีวิตซีเรียส ศิลปะต้องทำให้มันตลก เช่นที่ บก.ลายจุด ได้รับความนิยมเนื่องจากมีอารมณ์ขันและเป็นอารมณ์ขันแบบที่บ่อนเซาะหรือตั้งคำถาม


คนเสื้อแดงเป็นศิลปินในตัวเอง

ขณะที่พิภพกล่าวว่า ศิลปะสำหรับเขาแล้วคือการแสดงออก (Expression) ซึ่งทำให้คนเสื้อแดงเองมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว เช่น เมื่อตอนที่เขาได้ไปอยู่ในที่ชุมนุมก็จะพบคำขวัญใหม่ๆ ทุกวัน และต้องตีความว่าเขาพูดถึงอะไรกัน และศิลปะจากคนเสื้อแดงนั้นมีความหลากหลายมาก ภาพของคนเสื้อแดงจึงไม่ใช่เป็นแค่วัตถุ (object) ทางศิลปะอย่างเดียว แต่พวกเขาเป็นศิลปินในตัวเองด้วย

ชาวกะเหรี่ยง 84,000 คน ลงชื่อร้อง “บันคีมุน” ช่วยหยุดการสู้รบในพม่า

ที่มา ประชาไท

วันนี้ (8 มี.ค.54) กลุ่มเพื่อนพม่า (FOB) ส่งเอกสารแปล จากเอกสารของสำนักงาน กองบัญชาการสูงสุดแห่งสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง กอตูเล ลงวันที่ 28 ก.พ.54 ระบุ ชาวกะเหรี่ยง 84,000 คนได้เข้าชื่อในข้อร้องให้ เลขาธิการสหประชาชาติ นายบันคีมุน ใช้นโยบายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อหยุดปัญหาเผด็จการทหารพม่าทำร้ายประชาชน และล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพลเมืองทันที

ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวระบุเนื้อหาดังนี้

สำนักงาน กองบัญชาการสูงสุด
แห่งสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง กอตูเล

พลเมืองชาวกะเหรี่ยง 84,000 คนเรียกร้องต่อ บานคีมุน ให้ช่วยหยุดการสู้รบในพม่า

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ข้อเรียกร้องที่เข้าชื่อโดยพลเมืองชาวกะเหรี่ยงจำนวน 84,000 คนจะถูกยื่นให้แก่ เลขาธิการสหประชาชาติบานคีมุน และผู้นำระดับโลกรวมถึง นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ เดวิด แคมเมอรอน และ นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย จูเลีย กิลลาร์ด การยื่นข้อเรียกร้องนี้จะมีขึ้นใน 8 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น, นอร์เวย์, เยอรมัน, สวีเดน และแคนนาดา ข้อเรียกร้องนี้เห็นพ้องโดยองค์กรกะเหรี่ยงจาก 15 ประเทศทั่วโลก และนี่ถือเป็นครั้งแรกของการยื่นข้อเรียกร้องของชาวกะเหรี่ยงต่อผู้นำระดับโลก

ชาวกะเหรี่ยง 84,000 คนได้เข้าชื่อข้อร้องนี้เรียกร้องให้ เลขาธิการสหประชาชาติบานคีมุนให้ใช้นโยบายที่มีประสิทธิภาพเพื่อหยุดปัญหาเผด็จการทหารพม่าทำร้ายประชาชน และล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพลเมืองทันที

ข้อเรียกร้องนี้ได้ถูกจัดทำขึ้นโดยสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) ซึ่งองค์กรทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่เป็นตัวแทนของชาวกะเหรี่ยงในพม่า ที่มาจากความร่วมมือของผู้นำชุมชน และได้รับการสนับสนุนจากชุมชนกะเหรี่ยง และองค์กรทั่วโลก

ผู้ที่ร่วมลงนามในข้อเรียกร้องนั้นประกอบด้วยพลเมืองอายุ 16 ถึง 103 ปีเป็นผู้ซึ่งได้รับผลกระทบต่อการกระทำของทหารพม่า พลเมืองเหล่านี้ประสบปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิต่างๆ เช่น การบังคับใช้แรงงาน, ปล้นสะดม, บังคับขู่เข็ญ, ทำลายที่อยู่อาศัย, หมู่บ้าน, พืชผล และไร่นา, บังคับให้ย้ายถิ่นฐาน, การฆ่านอกเขตบังคับใช้กฎหมาย มีทั้งผู้หญิง และเด็กที่ถูกทำร้าย, ทรมาน รวมทั้งการข่มขืนเด็ก และผู้หญิงอย่างเป็นระบบโดยทหารพม่ามาเป็นเวลาหลายสิบปี กว่า 3,600 หมู่บ้านในรัฐทางตะวันออกของพม่านั้นก็ถูกทำลายอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 15 ปีแล้ว เฉลี่ย 4 หมู่บ้านต่ออาทิตย์

ในปี พ.ศ.2554 ก่อนการเลือกตั้งในพม่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงนั้นได้เก็บข้อมูลการล่วงละเมิดสิทธิในหลายพื้นที่ในรัฐกะเหรี่ยง พบว่ามีพลเมืองที่ถูกฆ่าเป็นจำนวน 18 คน, ถูกทรมานเป็นจำนวน 38 คน, ทำร้ายร่างกายจำนวน 52 คน, ถูกจับโดยไม่มีข้อหา 2,336 คน และถูกใช้เป็นแรงงานทาส, บ้าน และโรงเรียนอีก 198 แห่งนั้นถูกทำลาย, ไร่นา และสวนอีกจำนวน 146 แห่งถูกทำลาย และพลเมืองอีกมากกว่า 3,000 คนจำต้องหลบหนีจากที่อยู่อาศัย และไปหลบอยู่ในป่า

การเลือกตั้งมีขึ้นในวันที่ 7 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2554 นั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งประชาธิปไตย, การปรองดอง หรือสันติภาพ และความมั่นคงในประเทศพม่า และมันจะไม่แก้รากแห่งปัญหา ซึ่งนั่นก็คือความไม่เท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ และสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญนั้นเขียนขึ้นมาเพื่อรักษาการมีอยู่ของทหารโดยที่ไม่ให้สิทธิและปกป้องกลุ่มชาติพันธุ์ และนี่ถือเป็นปัญหาใหญ่ต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพม่า

สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงต้องการแก้ไขปัญหานี้โดยทำการเรียกร้องหลายต่อหลายครั้งต่อรัฐบาลทหารพม่าให้ตอบรับการเรียกร้องจากสมัชชาสหประชาชาติ, คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ, สหภาพยุโรป, สหรัฐอเมริกา และอื่น ๆ และให้เข้าร่วมการเจรจาไตรภาคีเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามรัฐบาลทหารพม่านั้นได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วม อีกทั้งยังจงใจทำร้ายพลเมืองของเรา

“นี่ถือเป็นการเรียกร้องที่เป็นประวัติการณ์ต่อสหประชาชาติจากชาวบ้านธรรมดาผู้ซึ่งประสบปัญหาจากการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน ทหารพม่าได้ทำผิดข้อหาอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติมานานแล้ว เราเรียกร้องให้เลขาธิการสหประชาชาติได้ใช้อำนาจเพื่อกดดันให้รัฐบาลทหารพม่าหยุดการทำสงคราม และล่วงละเมิดสิทธิพลเมืองทั้งในเขตรัฐ และพื้นที่กะเหรี่ยง” นอ ซิปโประ ซิน เลขาธิการใหญ่สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง กล่าว

“เราขอเรียกร้องให้บานคีมุนร่วมมือกับรัฐบาลทั่วโลกให้มีการประกาศหยุดยิงทั่วประเทศ ช่วยเป็นผู้นำการเจรจาที่จะนำไปสู่การหันหน้าเข้าหากัน และร่วมกันก่อตั้งสหพันธรัฐแห่งพม่าที่มีความเท่าเทียมกันของชาติพันธุ์ และสิทธิมนุษยชน สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงนั้นทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพ, ความมั่นคง, ประชาธิปไตย และสหพันธรัฐแห่งพม่า”

รายชื่อองค์ที่ร่วมสนับสนุนข้อเรียกร้องนี้

  1. องค์กรออสเตรเลีย กะเหรี่ยง
  2. สมาคมอเมริกา กะเหรี่ยงแห่งยูทีก้า
  3. องค์กรเดนมาร์ก กะเหรี่ยง
  4. ชุมชนกะเหรี่ยงในเพนซิลเวเนียตะวันออก
  5. เครือข่ายกะเหรี่ยงยุโรป
  6. ชุมชนกะเหรี่ยงแห่งประเทศแคนนาดา
  7. ชุมชนกะเหรี่ยงแห่งอาริโซน่า
  8. สมาคมชุมชนกะเหรี่ยงแห่งไอร์แลนด์
  9. สมาคมชุมชนกะเหรี่ยงแห่งสหราชอาณาจักร
  10. ชุมชนกะเหรี่ยงแห่งนอร์เวย์
  11. ชุมชนกะเหรี่ยงแห่งสาธารณรัฐเชก
  12. ชุมชนกะเหรี่ยงแห่งแอตแลนติกกลาง
  13. ชุมชนกะเหรี่ยงแห่งมินนิโซต้า
  14. ชุมชนกะเหรี่ยงแห่งวิสคอนซิน
  15. ชุมชนชาวกะเหรี่ยงแห่งญี่ปุ่น
  16. ชุมชนชาวกะเหรี่ยงแห่งเยอรมัน
  17. ชุมชนชาวกะเหรี่ยงในเนเธอร์แลนด์
  18. ชาวกะเหรี่ยง
  19. สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงในญี่ปุ่น
  20. สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงในสหราชอาณาจักร
  21. ชุมชนชาวกะเหรี่ยงในสวีเดน
  22. องค์กรเยาวชนกะเหรี่ยง - เกาหลี
  23. องค์กรเยาวชนกะเหรี่ยง - กอตูเล
  24. กลุ่มเครือข่ายนักเรียนกะเหรี่ยง
  25. คณะทำงานครูกะเหรี่ยง
  26. กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยกะเหรี่ยง
  27. องค์กรผู้หญิงกะเหรี่ยง
  28. องค์กรกะเหรี่ยงแห่งมาเลเซีย
  29. องค์กรชาวกะเหรี่ยงในต่างประเทศ - ญี่ปุ่น
  30. องค์กรผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง
  31. ชุมชนชาวกะเหรี่ยงยูทีก้า

ประเทศ

  1. ออสเตรเลีย
  2. สหราชอาณาจักร
  3. เยอรมัน
  4. นอร์เวย์
  5. ไอร์แลนด์
  6. สวีเดน
  7. เดนมาร์ก
  8. สาธารณรัฐเชก
  9. แคนนาดา
  10. สหรัฐอเมริกา
  11. ญี่ปุ่น
  12. เกาหลีใต้
  13. พม่า
  14. ไทย
  15. มาเลเซีย
  16. เนเธอร์แลนด์

100 ปีสตรีสากล ผู้หญิงอยู่ตรงไหน?

ที่มา Thai E-News


โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ
8 มีนาคม 2554

สิ่งที่อาจจะจำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนในทศวรรษใหม่ เพื่อความเสมอภาคหญิงชาย คนเลือกเพศต่าง รวมทั้งสิทธิวิถีเพศในสังคมไทย เรียบเรียงจากข้อคิดเห็นเพื่อแนวทาง ในปี 2554 พวกเราจำเป็นต้องระลึกถึง และย้ำเตือนความทรงจำถึงศตวรรษแรกแห่งการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ในสังคมไทยและสังคมโลก พวกเราจำต้องย้อนมองประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงในรอบร้อยปีที่ผ่านมา เพื่อที่เราจะได้สามารถวางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเพื่อการสร้างสังคมเท่า เทียมในศตวรรษใหม่

แง่มุมทางประวัติศาสตร์ (Historical Context)
เมื่อมองย้อนไปในอดีต เราได้ผ่านการต่อสู้มาอย่างหนักหน่วง เริ่มตั้งแต่การต่อสู้เพื่อ “ขนมปังและดอกไม้” และ “สิทธิสตรีในการมีสิทธิเลือกตั้ง” การประท้วงและเยียวยาผู้เสียหายจากความโหดร้ายป่าเถือนของสงครามโลก มาสู่การรณรงค์เพื่อสันติภาพ ต่อต้านสงครามนิวเคลียร์ และสงความเหยียดผิว - ทั้งนี้และทั้งนั้นเพื่อเป็นการต่อสู้ที่ฐานรากของการยืนหยัดซึ่งสิทธิสตรี ตั้งแต่การต่อสู้เพื่อสิทธิเจริญพันธุ์และการเลี้ยงดู และสิทธิทางเศรษฐกิจของผู้หญิง ซึ่งต่างก็อยู่ท่ามกลางการต่อสู้ที่หนักหน่วงและยากลำบากเพื่อหยุดการกดขี่ ขูดรีดแรงงานหญิง ที่ถูกส่งป้อนอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้แรงงานอย่างเข้มข้น ที่พากันย้ายตัวจากโลกเหนือมายังโลกใต้ ภายใต้วิถี “ต้นทุนต่ำสุด-กำไรสูงสุด” แห่งวิถีการค้าเสรีตามทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ ที่ส่งผลเสียหายร้ายแรงจนทำให้พวกเรา ต้องมาต่อสู้และรับมือกับผลกระทบมากมาย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน

กระนั้นก็ตาม เมื่อมองย้อนไปในรอบร้อยปีที่ผ่านมา มันมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของผู้หญิงในทางทีดีขึ้นให้้ เห็นอยู่มากมายเช่นกัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความจริงที่ประจักษ์ต่อหน้าต่อตาของพวกเรา คือการทำลายล้างอย่างรุนแรงที่มนุษย์กระทำต่อโลกอันสวยงามแห่งนี้ ช่วงระยะเวลาเพียงแค่ 60 ปี มันได้สร้างความเสียหายต่อโลกอย่างที่ไม่มีทางฟื้นคืน ความสวยงามและความหลากหลายของธรรมชาติจำนวนมากมหาศาลได้สูญหายไปตลอดกาล ไม่มีทางที่จะฟื้นฟูให้เหมือนเดิมได้อีกต่อไป

เราต้องอยู่กับผลลัพธ์อันน่าสะพรึงกลัว และการแพร่ขยายเป็นวงกว้าง ของผลกระทบจากพิมพ์เขียวแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจักรวรรดินิยม เราไม่สามารถหรือไม่ควรจะลบเลือนความโหดร้ายที่เกิดจากสงครามจิตวิทยาของยุค สงครามเย็น รวมทั้งไม่ควรประมาณการความเสียหายและผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมต่ำเกินกว่าความเป็นจริง เพราะความเสียหายมากมายได้เกิดขึ้นทั้งต่ออากาศและต่อพื้นผิวดิน

ปัญหามากมายที่เกิดจากการปฏิบัติตามพิมพ์เขียวการพัฒนาของสถาบันแบรทตันวูดส์ (IMF และ ธนาคารโลก) ยังคงเป็นตัวบันทอนและสร้างความสับสนต่อทิศทางการพัฒนาประเทศของหลายประเทศ ในโลกใต้ แต่ไม่ใช่กับประเทศโลกใต้เท่านั้น! แนวนโยบายของสถาบันแบรทตันวูดส์ ยังคงให้การอุดหนุนระบอบเผด็จการ และคงความเป็นไปได้ของความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการกระทำของรัฐบาล เผด็จการกับประชาชนในประเทศของตัวเอง - ซึ่งบ่อยทีเดียวมักอ้างว่า ปราบปรามประชาชนในนามเพื่อประชาธิปไตย หรือในนามเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือเพื่อการค้าเสรี เป็นต้น

ตลาดผู้บริโภคในประเทศโลกเหนือ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการแข่งขันทางการค้า ดำรงระบบสังคมชายเป็นใหญ่ที่กดทับสิทธิสตรี และก็ยังคงพึงพิงต่อการต่อสู้เพื่อได้ “ควบคุมการเข้าถึง” แหล่งทรัพยากรธรรมชาติในโลกใต้ และก็ยังคงเป็นพลังที่สามารถมีอำนาจทำลายล้างสรรพสิ่ง (ไม่ได้เป็นผลพวงมาจากแรงพลักของตลาดผู้บริโภคในโลกเหนือเท่านั้น แต่จากกลุ่มผู้บริโภคในโลกใต้ที่ขยายเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน) ผ่านทางการส่งเสริมเกษตรพาณิชย์ตามแนวปฏิวัติเขียว รวมทั้งการตรึงค่าจ้างขั้นต่ำในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น พวกเรายังคงต้องเผชิญกับการทำลายพื้นที่ป่าและการล่มสลายของเกษตรกร ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานจำนวนมากทั้งในประเทศและไปยังต่างประเทศ และการสั่งสมความมั่งคั่งในหมู่คนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น

การวิเคราะห์การเมือง (Political analysis)
ในการค้นหาเส้นทางเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าในทศวรรษที่สองแห่งการสร้างความเข้ม แข็งให้กับผู้หญิง เราจำเป็นจะต้องไม่ละเลยถึงความจำเป็นที่จะต้อง . .
  • จัดการศึกษาอย่างเป็นองค์รวม การศึกษาที่เคารพและให้คุณค่าต่อความหลากหลายในทุกแง่มุมของสรรพชีวิต และตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องเชื่อมโยงมิติของการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เข้าด้วยกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำพาประเทศไปสู่่การพัฒนาที่ยั่งยืน แม้ว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนอาจจะเริ่มได้จากหลากหลายแง่มุม แต่บทบาทของพวกเราคือการสร้างความตระหนักถึงความจำเป็นที่สังคมจะต้องยก ระดับของความอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง ต่อมุมมองและทัศนคติต่อเชื้อชาติ และศาสนา ที่แตกต่างของคนในสังคม เป็นต้น?
  • เป้าหมายของพวกเราคือมุ่งสู่การมีรัฐสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมผู้หญิงในการมีส่วนรร่วมทางการเมือง และการสร้างหลักประกันว่าผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างเท่าเทียม กับชาย
  • เสรีภาพในการพูดและสิทธิการเจรจาต่อรองร่วม ขบวนการสิทธิสตรี จำเป็นต้องใช้ศักยภาพของพวกเราอย่างเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับกลุ่มผู้หญิงรากหญ้ามากขึ้น เพื่อที่ผู้หญิงรากหญ้าทั้งหลายจะได้มีโอกาสยื่นข้อ เรียกร้องที่แสดงความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง
  • พวกเราจะทำอย่างไรได้บ้าง ที่จะช่วยเปิดพื้นที่ทางการเมือง และสร้างความเข็มแข็งให้กับผู้หญิงมากขึ้น? ปัจจุบันนี้ โลกไม่ได้มีวิถีเศรษฐกิจเดี่ยวแต่ยังมี วิถีเศรษฐกิจและวิถีชีวิตที่หลากหลาย จึงจำเป็นที่ขบวนการผู้หญิงและภาคประชาชน เปิดพื้นที่ความคิด ความรู้ เพื่อมุ่งสร้างความสมานฉันท์กับกลุ่มคนที่มีการร่วมกลุ่มเพื่อที่จะเป็น อิสระจากการครอบงำของบรรษัทข้ามชาติ และการถูกผนวกรวมเข้าสู่วัฎจักรของการผูกขาดทางการค้า

พวกเราจำต้องตระหนักรู้เท่าทันและกระตุ้นให้เกิดวิถีเศรษฐกิจใหม่ๆ ทั้ง ในรูปแบบเศรษฐกิจชุมชนที่ดำรงอยู่บนการเคารพในจริยธรรมการผลิต ในวิถีการใช้ชีวิตร่วมกัน ในการจัดโครงสร้างระบบเศรษฐกิจที่ดูแลคนทั้งสังคม ส่งเสริมเศรษกิจอินทรีย์ และเศรษฐกิจสมานฉันท์​ และเศรษฐกิจในรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจนิเวศน์ เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

การประชุมขององค์กรผู้หญิงควรจะโฟกัสไปยังการใช้พลังของพวกเรา เพื่อเปิดพื้นทางการเมืองและการต่อรองให้กับกลุ่มผู้หญิงรากหญ้าต่างๆ เพื่อให้รูปแบบเศรษฐกิจแบบใหม่ได้มีการนำเสนอสู่สาธารณชน และมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความเข็มแข็งให้กับผู้หญิงและเศรษฐกิจภายใน ประเทศ เพื่อที่การค้าที่ยุติธรรม (Fair Trade) จะเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ

จรรยา ยิ้มประเสริฐ
8 มีนาคม 2554




ต่อไปนี้เป็นสถิติและข้อมูลที่รวบรวมและแปลโดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ เพื่อนำเสนอสถิติข้อมูลที่มีการศึกษาถึงความก้าวหน้าของผู้หญิงในหลายๆ ประเทศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและเป็นกระจกสะท้อนถึงความก้าวหน้าหรือล้าหลังของผู้ หญิงไทยเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงในบริบทโลก
ประชากรโลก ณ ขณะนี้อยู่ที่ 7,092 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2513 เกือบเท่าตัว (3,912 ล้านคน) และจำนวนผู้คนอยู่กระจุกตัวอยู่ตามเมือง หลวงที่แออัดมากขึ้นเรื่อยๆ

ในจำนวน 195 ประเทศ 140 ประเทศปกครองด้วยระบบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง มีจำนวนประชากรที่อยู่ในกลุ่มยากจน 1.3 พันล้านคน ในจำนวนนี้ 70% เป็นประชากรเพศหญิง 75-80% ของประชากร 27 ล้านคน ที่ต้องเป็นผู้ลี้ภัยการเมืองในโลกนี้เป็นผู้หญิง

ผู้หญิงและกำลังประชากร
  • เกือบทุกประเทศในโลกนี้ มีสัดส่วนประชากรเพศหญิงมีอายุยืนกว่าเพศชายระหว่างปี 2513 – 2535 อายุเฉลี่ยของผู้หญิงในประเทศกำลังพัฒนาอยู่ระหว่าง 54-63 ปี และในประเทศพัฒนาแล้วจะอยู่ที่ระหว่าง
  • 74-79.4 ปีภายในปี 2568 ผู้หญิงอายุ 60 ปี ขึ้นไปจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ลาติน อเมริกา คาริเบี้ยน และอาฟริกาเหนือ
  • ในประเทศโลกเหนือ จำนวนการมีบุตรโดยไม่แต่งงานเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา
  • ประมาณ 25% ของหัวหน้าครัวเรือนในโลกนี้เป็นผู้หญิง

ผู้หญิงและการจ้างงาน

  • คนงานหญิงได้รับค่าแรงโดยเฉลี่ยต่ำกว่าผู้ชายประมาณ 25% ในงานประเภทเดียวกัน ไม่แตกต่างกันไม่ว่าจะอยู่ในประเทศโลกเหนือและประเทศโลกใต้ (นอกภาคเกษตร)
  • สัดส่วนผู้หญิงที่ทำงานในการจ้างงานประจำมีเพียง 31% ในประเทศโลกใต้ และ 47% ในประเทศโลกเหนือ
  • ผู้หญิงเป็นกำลังแรงงานที่ผลิตอาหารในสัดส่วน 55% ในประเทศโลกใต้
  • ผู้หญิงที่ต้องรับภาระงานบ้านและงานในชุมชมที่ไม่มีค่าจ้างมีสัดส่วนในแง่ทาง เศรษฐกิจสูงถึง 10-35% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) หรือคิดเป็นมูลค่า 11 ล้านล้านดอลลาร์
  • สัดส่วนของแรงงานหญิงและชายในประเทศอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเท่ากัน
  • ในเกือบทุกประเทศในโลกนี้ การสมทบแรงงานในนงานที่ไม่มีค่าจ้าง (งานดูแลบุตร ครอบครัว และงานบ้าน) ผู้หญิงทำมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่าตัว

ผู้หญิงกับสุขภาพ

  • ประมาณการว่าทุกปีจะมีผู้หญิงกว่า 20 ล้านคนที่ต้องทำแท้งในสภาพที่ไม่ปลอดภัย
  • ทุกปี จะมีผู้หญิง 600-700,000 เสียชีวิต (ประมาณ 1,600 คน/วัน) จากสาเหตุอันเนื่องมาจากการตั้งครรภ์ การคลอดบุตรและการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ในเขตซาฮาร่าของอาฟริกา ผู้หญิง 1 ใน 13 คน เสียชีวิตจากการตั้งครรภ์ การคลอดบุตร ต่างกันมากเมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วน 1 ใน 3,300 คน ของสถิติของประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปัจจุบัน 51% ของผู้ที่ต้องอยู่กับเชื้อโรคเอดส์ (มากกว่า 20 ล้านคน) เป็นผู้หญิง (UNIFEM, 2003)
  • ทั่วโลก สัดส่วนผู้ติดเชื้อ HIV เกิดขึ้นในกลุ่มอายุ 15-24 ปี และ 60% ของเยาชนที่มีเลือด HIV + ระหว่างอายุ 15-24 ปี คือผู้หญฺิง (UNIFEM, 2003)

ผู้หญิงกับความรุนแรง

  • ทุกปีเด็กหญิงกว่า 2 ล้านคนต้องทุกข์ทรมาณจากการคลิบอวัยะเพศ
  • ผู้หญิง 20 – 50% ต่างก็ต้องทนกับความรุนแรงในครอบครัวในหลายระดับตลอดช่วงอายุการแต่งงาน
  • ในปาปัว นิวกีนี ผู้หญิง 60-70% ต้องเผชิญกับการถูกทำร้ายในครอบครัว
  • ในสหรัฐอเมริกา ทุก 8 วินาทีจะมีผู้หญิงถูกทำร้าย และผู้หญิงถูกข่มขืนทุก 6 นาที
  • ในอินเดีย จะมีผู้หญิง 5 คน ถูกเผาทั้งเป็นทุกวัน
  • การข่มขืนถูกใช้เป็นอาวุธทำร้ายประชาชนในประเทศที่มีสงคราม ในราวันดาระหว่างปี 2534-2538 มีเด็กสาวและผู้หญิงถูกข่มขืนโดยมีตัวเลขประมาณการระหว่าง 15,700 คน ถึง 250,000 คน ขึ้นอยู่กับว่าถามข้อมูลจากใคร
  • ผู้หญิงที่ถูกฆาตกรรมอาจจะมีสัดส่วนสูงถึง 70% ที่ถูกสังหารโดยคู่รักหรือคู่ครอง (WHO 2002)
  • ในเคนย่า มีผู้หญิงไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละ หนึ่งคนที่ถูกฆาตกรรมโดยคู่ครอง (Joni Seager, 2003)
  • ในอียิปต์ 35% ของผู้หญิงรายงานว่าถูกสามีทำร้ายทุบตี (UNICEF 2000)
  • ผู้หญฺิง 47% ที่ถูกทำร้ายไม่เคยปริปากบอกเรื่องนี้กับใคร (WHO 2002)
  • ทุก 15 วินาที จะมีผู้หญิงถูกทำร้ายโดยคู่ครองหรือคนรัก ในสหรัฐอเมริกา (UN Study on the World’s Women, 2000)
  • ในบังคลาเทศ 50% ของคดีฆาตกรรมคือผู้หญิงที่ถูกฆ่าโดยสามีของตัวเอง (Joni Seager, 2003)
  • ในปากีสถาน 42% ของผู้หญิง จำต้องก้มหน้ายอมรับว่าการถูกทำร้ายร่างกายเป็นชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 33% ปิดปากเงียบ 19% ลุกขึ้นประท้วงการทำร้ายร่างกาย และ 4% แจ้งความดำเนินคดี(Government study in Punjab 2001)
  • ในอาฟริกาใต้ ผู้หญิงถูกข่มขืน 147 คนทุกวัน (South African Institute for Race Relations 2003)
  • ในตุรกี 35.6% ของผู้หญิงถูกข่มขืนโดยสามีของตัวเอง (WWHR Publications: Istanbul, 2000)
  • ใน อินเดีย มีการประมาณการว่ามีผู้หญิงถูกฆ่าเพื่อสินสอดประมาณปีละ 15,000 คน ส่วนใหญ่ถูกทำให้เหมือนกับการตายจากอุบัติเหตุไฟลวกตายในครัว (Injustices Studies. Vol. 1, November 1997)
  • ในประเทศจีนมีผู้หญิงที่ถูกข่มขืนเพียง 3% ที่กล้าแจ้งความ

ผู้หญิงกับการศึกษา

  • 2 ใน 3 ของสัดส่วนผู้ไม่รู้หนังสือในโลกนี้ เป็นผู้หญิง
  • 2 ใน 3 ของเด็กกว่า 130 ล้านคนทั่วโลกที่ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือเป็นผู้หญิง

ผู้หญิงและสงคราม

  • 80% ของผู้สี้ภัยการเมืองคือผู้หญิงและเด็ก (UNHCR, 2001)
  • 85% ของการค้าหญิงและเด็กเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง (Save the Children 2003)
  • ในราวันดา ผู้หญฺิง 250,000 ถึง 500,000 หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% ของผู้หญิงถูกข่มขืนในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี 2537-2538 (International Red Cross report, 2002)
  • ในอิรักอย่างน้อยมีผู้หญิง และเด็กหญิงอายุตั้งแต่ 8 ขวบขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 400 คน รายงานว่าถูกข่มขืนในแบกแดดระหว่างและช่วงหลังสงคราม (Human Rights Watch Survey, 2003)
  • ผู้หญิงชาวเขมร 250,000 คนในหมู่บ้านต่างๆ ถูกบังคับให้แต่งงานในช่วงเขมรแดงระหว่างปี 2518-2521 (UNIFEM)
  • ในบอสเนีย และเฮอร์ซาโกวินา ผู้หญิง 20,000 – 50,000 คน ถูกข่มขืนในช่วงห้าเดือนของการสู้รบในปี 2535 (IWTC, Women’s GlobalNet #212. 23rd October 2002)
  • ในบางหมู่บ้านในโคโซโว 30%-50% ของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ถูกข่มขืนโดยกองกำลังเซอร์เบีย (Amnesty International, 27 May 1999).


ผู้หญิงกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง

  • ประเทศแรกในโลกนี้ที่ให้สิทธิผู้หญิงในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคือ นิวซีแลนด์ในปี 2436 ตามมาด้วยฟินแลนด์ ในปี 2449 อัลบาเนีย ปี 2453 มองโกเลีย ปี 2467 เอกวาดอร์ ในปี 2471 ตุรกี ในปี 2474 สำหรับในอาเซีย ประเทศไทยให้สิทธิเป็นประเทศแรกในปี 2475 ฟิลิปปินส์ปี 2480 เวียตนาม2489 สิงคโปร์ 2490 กัมพูชา 2498 และมาเลเซียในปี 2500
  • ในช่วงศตวรรษที่ 20 มีเพียง 28 ประเทศเท่านั้นที่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศหรือผู้นำรัฐบาล
  • สัดส่วนผู้หญิงในตำแหน่งรัฐมนตรีทั่วโลกมีเพียง 18%
  • สัดส่วนของผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลกมีเพียง 19%
  • ในสหรัฐฯ มีสัดส่วนของสมาชิกสภารัฐสภาเพายง 16%. อัยการหญิง 24% มีผู้ว่าการรัฐที่เป็นผู้หญิงเพียง 8 มลรัฐ จากจำนวน 50 มลรัฐ
  • หน่วยงานของสหประชาชาติ มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงเพียง 9% ตำแหน่งนักบริหารอาวุโส 21% และ 48% ดำรงตำแหน่งพนักงานทั่วไป
  • ผู้หญิงที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการในประเทศโลกเหนือจะมีประมาณ 33% ในอาฟริกามี 15% และในเอเชียและแปซิฟิกมีเพียง 13% ทั้งนี้สัดส่วนของอาฟริกาและเชียแปซิฟิกถือว่าได้เพิ่มขึ้นมาแล้วเป็นเท่า ตัวจากเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา

ผู้หญิงในรัฐสภาของประเทศต่างๆ


100ปีวันสตรีสากล: การต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ใช้แรงงาน เสรีภาพและประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News



โดย เปลวเทียน ส่องทาง
8 มีนาคม 2554

“ผู้หญิงคือปรปักษ์ของการกดขี่ ผู้หญิงนี่แหละที่ต่อสู้อย่างเข้มข้นที่สุดเสมอมา”
-ปรามูเดีย อนันตา ตูร์ นักเขียนชาวอินโดนีเซีย

วันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1857 กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า รัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พากันลุกฮือประท้วงให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิของพวกเธอ แต่สุดท้ายกลับมีผู้หญิงถึง 119 คนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ด้วยการที่มีคนลอบวางเพลิงเผาโรงงานที่พวกเธอนั่งชุมนุมกันอยู่

ในปี ค.ศ.1907 กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาทนไม่ไหวต่อการเอารัด เอาเปรียบ กดขี่ ทารุณ ของนายจ้างที่ใช้งานพวกเธอเยี่ยงทาส เนื่องจากกรรมกรหญิงเหล่านี้ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีประกันการใช้แรงงานใดๆ เป็นผลให้เกิดความเจ็บป่วยล้มตายตามมาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่กลับได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด และหากตั้งครรภ์ก็ถูกไล่ออก

จึงมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คืนมา และมี "คลาร่า เซทคิน"นักการเมืองสตรีสายแนวคิดสังคมนิยม ชาวเยอรมัน เป็นผู้นำสำคัญในการเคลื่อนไหว

บทบาทของ"คลาร่า เซทคิน" นั้น เป็นแกนนำสำคัญในการต่อต้านอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งพรรคนาซี และต่อต้านการใช้อำนาจเผด็จการ โดยเธอได้กล่าวสุนทรพจน์โจมตีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์อย่างรุนแรง จนถึงปี ค.ศ.1933 พรรคนาซีเยอรมันเข้ารวบอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ

เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์มีอำนาจในการปกครองอย่างเด็ดขาด ทำให้คลาร่า เซทคิน ต้องยุติบทบาทนักการเมืองสายแนวคิดสังคมนิยม ก่อนถูกรัฐบาลตามล่ากวาดล้างจนต้องลี้ภัยไปใช้ชีวิตที่ประเทศรัสเซียแทน และถึงแก่กรรมในปีเดียวกัน

คลาร่า เซทคิน มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคให้กับสตรี อีกทั้งยังทำงานเพื่อสตรีมาโดยตลอด ทำให้คลาร่า ได้รับการขนานนามจากกลุ่มองค์กรสตรีนานาชาติว่าเป็น "มารดาแห่งการเคลื่อนไหวสตรีสากล"

ในการเคลื่อนไหวของคนงานหญิง ได้มีการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 พร้อมกับเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง อีกทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการทุกอย่าง และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย

อย่างไรก็ตามแม้การเรียกร้องครั้งนี้ จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีแรงงานหญิงหลายร้อยคนถูกจับกุม แต่ก็ทำให้สตรีทั่วโลกสนับสนุนการกระทำของ "คลาร่า เซทคิน" และเป็นการจุดประกายให้สตรีทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น

ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1908 มีแรงงานหญิงกว่า 15,000 คน ร่วมเดินขบวนทั่วเมืองนิวยอร์ค เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงค์ว่า "ขนมปังกับดอกกุหลาบ" ซึ่งหมายถึงการได้รับอาหารที่พอเพียงพร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง

จนกระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 ความพยายามของกรรมกรสตรีกลุ่มนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี ในระบบสาม 8

คือ ยอมให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง ให้เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก 8 ชั่วโมง และอีก 8 ชั่วโมงเป็นเวลาพักผ่อน

พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรงของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย

ทั้งนี้ยังได้รับรองข้อเสนอของ "คลาร่า เซทคิน" ด้วยการกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็นวันสตรีสากล

ย้อนมองสังคมไทย ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานในสังคมไทย ซึ่งมีผู้หญิงจำนวนมากในโลกทุนนิยม ก็หาได้ยอมจำนนต่อระบบทุนนิยมที่เอารัดเอาปรียบผู้ใช้แรงงาน ซึ่งทำให้แรงงานกลายเป็นเพียงสินค้า เป็นเพียงปัจจัยการผลิตเสมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่งในสายพานการผลิต ผู้ใช้แรงงานก็ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมเสมอมา ทั้งเรื่องการปรับปรุงสภาพการจ้าง การคุ้มครองหลักประกันสังคม ความปลอดภัยในการทำงาน ฯลฯ และมีผู้ใช้แรงงานจำนวนไม่น้อยที่ก้าวสู่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน

การต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานนั้น เป็นการต่อสู้ทั้งระดับชีวิตประจำวัน และปัญหาทางโครงสร้างนโยบายกฎหมาย โดยมีทั้งระดับปัจเจกชน ระดับกลุ่ม ทั้งรูปแบบสหภาพแรงงาน และรูปแบบอื่นๆ เช่น กลุ่มย่านต่างๆ


เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้ใช้แรงงานหญิงสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ผู้ประสบชตากรรมถูกนายจ้างไล่ออกจากงาน ในฐานะไม่เชื่อฟัง คำสั่งของนายจ้าง และมักต่อรองกับนายจ้างไม่ให้เอาเปรียบพนักงานเสมอมา ก็ได้เปิดโปงการปลิ้นปล้อนหลอกลวงของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ที่ดีแต่พูด” "มือเปื้อนเลือด" และแก้ปัญหาให้นายทุนมากกว่าผู้ใช้แรงงาน เชื่อกลไลราชการมากว่าการฟังเสียงผู้ใช้แรงงาน

เช่นเดียวกัน การต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย เพื่อประชาธิปไตย ในสังคมไทยห้วงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีผู้หญิงจำนวนมากหลากหลายฐานะ อาชีพ ชนชั้น ตลอดทั้งผู้ใช้แรงงานบางส่วน

โดยมีเป้าหมายเดียวกัน “อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน” มีความเชื่อว่า “ทุกคนเท่ากัน” “ไพร่ก็มีหัวใจ” ได้ต่อสู้อย่างอดทน เผชิญกับความยากลำบาก อย่างไม่ท้อถอยในนาม “คนเสื้อแดง”

100 ปีวันสตรีสากล จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ให้ความทรงจำกับผู้หญิงผู้ถูกกดขี่ทั่วโลกได้ตระหนักการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อสิทธิเสรีภาพ เพื่อความเสมอภาคและเพื่อประชาธิปไตย

สำหรับสังคมไทยแล้ว วันสตรีสากลในปีนี้ ย่อมทำให้ต้องตระหนักว่า สิทธิของผู้ใช้แรงงาน และระบอบประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้

เฉกเช่นการต่อสู้ของ"คลาร่า เซทคิน" มารดาแห่งการเคลื่อนไหวสตรีสากล ผู้ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิผู้ใช้แรงงาน และคัดค้านอำนาจนิยมเผด็จการฮิตเลอร์เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย

มุมประวัติศาสตร์: เอกสารเก่าต้นฉบับ "ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1"

ที่มา Thai E-News

ประกาศคณะราษฎรฉบับที่1

ข้อมูลเกี่ยวกับ "การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475" จากเว็บไซต์ Wikipedia

การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 คือการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร ในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

การเตรียมการเปลี่ยนแปลง

คณะราษฎรได้มีการประชุมเตรียมการหลายครั้ง รวมถึงได้มีการล้มเลิกแผนการบางแผนการ เช่น การเข้ายึดอำนาจในวันพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาซึ่งตรงกับวันที่ 16 มิถุนายน แต่เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง จนกระทั่งสุดท้ายได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการในเช้าวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับที่วังไกลกังวล ทำให้เหลือข้าราชการเพียงไม่กี่คนอยู่ในกรุงเทพทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะรุนแรงที่เสียเลือดเนื้อได้


ในการวางแผนดังกล่าวกระทำที่บ้าน ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี ในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการวางแผนควบคุมสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร โดยมีการเลื่อนวันเข้าดำเนินการหลายครั้งเพื่อความพร้อม

หลังจากนั้นยังได้มีการประชุมกำหนดแผนการเพิ่มเติมอีกที่บ้านพระยาทรงสุรเดช โดยมีการวางแผนว่าในวันที่ 24 มิถุนายนจะดำเนินการอย่างไร และมีการแบ่งงานให้แต่ละกลุ่ม แบ่งออกเป็น 4 หน่วยด้วยกัน คือ

หน่วยที่ 1 ทำหน้าที่ทำลายการสื่อสารและการคมนาคมที่สำคัญ เช่น โทรศัพท์ โทรเลข ดำเนินการโดยทั้งฝ่ายทหารบกและพลเรือน ทหารบกจะทำการตัดสายโทรศัพท์ของทหาร ส่วนโทรศัพท์กลางที่วัดเลียบมี นายควง อภัยวงศ์ นายประจวบ บุนนาค นายวิลาศ โอสถานนท์ ดำเนินการ โดยมีทหารเรือทำหน้าที่อารักขา ส่วนสายโทรศัพท์และสายโทรเลขตามทางรถไฟและกรมไปรษณีย์เป็นหน้าที่ของ หลวงสุนทรเทพหัสดิน หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ เป็นต้น ซึ่งหน่วยนี้ยังรับผิดชอบคอยกันมิให้รถไฟจากต่างจังหวัดแล่นเข้ามาด้วย โดยเริ่มงานตั้งแต่เวลา 06.00 น.

หน่วยที่ 2 เป็นหน่วยเฝ้าคุม โดยมากเป็นฝ่ายพลเรือนผสมกับทหาร ทำหน้าที่ควบคุมตัวเจ้านายและบุคคลสำคัญต่าง ๆ เช่น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต จากวังสวนผักกาดมายังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระประยุทธอริยั่น จากกรมทหารบางซื่อ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการวางแผนให้เตรียมรถยนต์สำหรับลากปืนใหญ่มาตั้งเตรียมพร้อมไว้ โดยทำทีท่าเป็นตรวจตรารถยนต์อีกด้วย โดยหน่วยนี้ดำเนินงานโดย นายทวี บุณยเกตุ นายจรูญ สืบแสง นายตั้ว ลพานุกรม หลวงอำนวยสงคราม เป็นต้น โดยฝ่ายนี้เริ่มงานตั้งแต่เวลา 01.00 น.

หน่วยที่ 3 เป็นหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนย้ายกำลัง ซึ่งทำหน้าที่ประสานทั้งฝ่ายทหารบกและทหารเรือ เช่น ทหารเรือจะติดไฟเรือรบ และเรือยามฝั่ง ออกเตรียมปฏิบัติการณ์ตามลำน้ำได้ทันที

หน่วยที่ 4 เป็นฝ่ายที่เรียกกันว่า "มันสมอง" มี นายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ร่างคำแถลงการณ์ ร่างรัฐธรรมนูญ และหลักกฎหมายปกครองประเทศต่าง ๆ รวมทั้งการเจรจากับต่างประเทศเพื่อทำความเข้าใจภายหลังการปฏิบัติการสำเร็จแล้ว

แม้ว่าทางคณะราษฎรจะพยายามที่ทำลายหลักฐานต่าง ๆ แล้ว ยังมีข่าวเล็ดรอดไปยังทางตำรวจ ซึ่งได้ออกหมายจับกลุ่มผู้ก่อการ 4 คน คือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม พ.ต. หลวงพิบูลสงคราม ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี และ นายตั้ว ลพานุกรม อย่างไรก็ตามเมื่อนำเข้าแจ้งแก่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ก็ถูกระงับเรื่องไว้ก่อน เนื่องจากไม่ทรงเห็นว่าน่าจะเป็นอันตราย และให้ทำการสืบสวนให้ชัดเจนก่อน

การยึดอำนาจในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร ได้ใช้กลลวง นำทหารบกและทหารเรือมารวมตัวกันบริเวณรอบ พระที่นั่งอนันตสมาคม ประมาณ 2000 คน ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม จากนั้นนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่าน ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑ ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เสมือนประกาศยึดอำนาจการปกครอง ก่อนจะนำกำลังแยกย้ายไปปฏิบัติการต่อไป

หลักฐานประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นหมุดทองเหลืองฝังอยู่กับพื้นถนนบนลานพระบรมรูปทรงม้าด้านสนามเสือป่า ณ ตำแหน่งที่พระยาพหลพลพยุหเสนาอ่านประกาศคณะราษฎร นิยมเรียกกันว่า หมุดคณะราษฎร มีข้อความว่า "ณ ที่นี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ"

ในยุคนั้น ถือเอาวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติไทย และมีการประพันธ์เพลง "วันชาติ 24 มิถุนา" โดยครูมนตรี ตราโมท ไว้ด้วย


ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์สังคม

อาจกล่าวได้ว่า "กบฏ ร.ศ. 130" เป็นแรงขับดันให้คณะราษฎร ก่อการปฏิบัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยภายหลังการยึดอำนาจแล้ว พระยาพหลพลพยุหเสนาได้เชิญผู้นำการกบฏ ร.ศ. 130 ไปพบและกล่าวกับ ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ว่า "ถ้าไม่มีคณะคุณ ก็เห็นจะไม่มีคณะผม" และหลวงประดิษฐ์มนูธรรมก็ได้กล่าวในโอกาสเดียวกันว่า "พวกผมถือว่าการปฏิวัติครั้งนี้เป็นการกระทำต่อเนื่องจากการกระทำเมื่อ ร.ศ. 130"
หนังสือพิมพ์ รายงานเหตุการณ์

กองกำลังของคณะราษฎร ถ่าย ณ บริเวณหน้าวังปารุสกวัน

ประชาชนหลั่งไหลเข้ามาดูเหตุการณ์ ณ ลานพระราชวังดุสิต

ดูเพิ่ม
- ความเคลื่อนไหวสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม
- ลำดับเหตุการณ์คณะราษฎร

แหล่งข้อมูลอื่น
- บันทึกพระประวัติพระจริยวัตรส่วนพระองค์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
- เหตุการณ์หลังการปฏิวัติ

STOP#112 FREEสุรชัย@หน้าคุกคลองเปรม

ที่มา Thai E-News


โดย Kaered@แดงสยาม
7 มีนาคม 2554

เก็บตกงานชุมนุมแดงสยาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ งานเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 -22.00 น. โดยมีนักปราศรัยจากกลุ่มแดงสยาม และแนวร่วมแดงสยามเพื่อประชาธิปไตยสลับกันขึ้นอภิปราย

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น มวลชนที่มาฟังการปราศรัยส่วนใหญ่เป็นมวลชนที่รักและศรัทธาในตัวอาจารย์สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำแดงสยาม ซึ่งการมาปราศรัยหน้าเรือนจำในวัน นี้ต่างช่วยกันรณรงค์ยกเลิกกฏหมาย 112 เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของอาจารย์สุรชัย เพราะเห็นว่ากฏหมาย ม.112 เป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทางการเมือง

และทุกๆวันอาทิตย์เราจะมาร่วมกันชุมนุมที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 17.00-22.00 น. เพื่อรณรงค์ยกเลิกกฏหมายมาตรา 112 ต่อไป ขอเรียนเชิญมาในโอกาสนี้

เชิญดาวโหลดดูการชุมนุมนัดนี้

-ภาพ http://www.mediafire.com/?buyesbj2gpcjbbj

-เสียง http://www.mediafire.com/?iiu6uqo0u3ya0da