ที่มา Thai E-News
ที่มา ASIA UPDATE TV
รายการที่นี่ความจริงตอนนี้ ดำเนินรายการโดย 3 นักวิชาการสาว ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.ดร.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)ดำเนินรายการที่นี่ความจริง ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN มี ประเด็นสำคัญคือ
1.ทำความเข้าใจกับปัญหา ม.112
เมื่อสังคมเกิดคำถามถึง ปัญหาของ ม.112 และกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับคดีที่มีความผิด ตาม ม.112 ภายใต้ปัญหาใหญ่ในสังคมไทย นั่นคือ การปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการพูด (no freedom of speech)
ประเด็นที่ 2 ความไม่น่าเชื่อถือของ DSI
ความไม่น่าเชื่อถือของกระบวนการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ของ DSI ซึ่งอธิบดีเป็นกรรมการใน ศอฉ. ผู้สั่งสลายการชุมนุม แล้วผลการสอบสวนจะน่าเชื่อถือได้อย่างไร คณะกรรมการผู้สื่อข่าว CPJ ถึงกับเรียกผลการสอบสวนของ DSI ว่าเป็น "การฟอกขาว (white wash)" ให้รัฐบาล
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, March 9, 2011
ที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:ผ่ามาตราร้อน112
การใช้อำนาจตุลาการอันเป็นอิสระกับการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
ที่มา Thai E-News
องค์กรตุลาการและบุคลากรในองค์กรย่อมถูกตรวจสอบได้เสมอ จะด้วยกระบวนการขั้นตอนใดนั้นย่อมเป็นไปโดยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หากองค์กรใดหรือบุคคลใดไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ ย่อมกลายเป็นองค์อธิปัตย์อิสระที่อยู่เหนือรัฐหรือแยกออกจากรัฐไป
โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
จากกรณีที่มีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ว่าหลังจากที่ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมิให้นำมติคณะรัฐมนตรีที่สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของเขมร
ซึ่ง ครม.และกระทรวงการต่างประเทศได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่ง นายอักขราทร จุฬารัตน ในฐานะประธานศาลปกครองสูงสุดในขณะนั้นได้สั่งให้จ่ายสำนวนคดีดังกล่าวให้แก่ องค์คณะที่ ๒
ต่อมาองค์คณะดังกล่าวได้มีมติ ๓ ต่อ ๒ ให้กลับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองชั้นต้น แต่ในขณะที่ยังมิได้ลงนามในร่างคำสั่งฯ นายอักขราทรได้มีคำสั่งเปลี่ยนองค์คณะไปเป็นองค์คณะที่ ๑ ซึ่งมีนายอักขราทรเป็น หัวหน้าคณะเป็นผู้พิจารณาแทน และมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๑ ยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง
ประเด็นจึงมีอยู่ว่าการสั่งเปลี่ยนองค์คณะดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญและระเบียบวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครองหรือไม่ หากไม่ชอบจะเป็นการแทรกแซงความเป็นอิสระของตุลาการหรือไม่ และที่สำคัญก็คือเข้าข่ายการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช.ตามมาตรา ๘๔ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ หรือไม่
ในประเด็นที่ว่าด้วยการสั่งเปลี่ยนองค์คณะดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญและระเบียบวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครองหรือไม่ นั้น พิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า ในกรณีดังกล่าวนั้นไม่ปรากฏเหตุว่า ตุลาการหรือองค์คณะดังกล่าวมีพฤติการณ์ที่กระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมหรือถูกคัดค้าน หรือมีสำนวนคั่งค้างเป็นจำนวนมาก จนกระทบต่อการพิจารณาคดีนี้แต่อย่างใด ดังปรากฏในข้อเท็จจริงว่าองค์คณะได้พิจารณาเสร็จสิ้นจนมีมติออกมาแล้ว
ที่แน่ๆก็คือว่ามีผู้เห็นแย้งกับการสั่งเปลี่ยนองค์คณะดังกล่าวและเชื่อว่าต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องในสำนวนคดีนี้เอง ถึงแม้ว่าคำร้องต่อ ป.ป.ช.จะไม่ระบุชื่อผู้ร้องก็ตาม แต่คำร้องมีรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการในศาลปกครองอย่างละเอียดแบบ มืออาชีพ และยังชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนองค์คณะตุลาการในกรณีนี้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงความเป็นอิสระของตุลาการ
ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมา นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุลประธานศาลปกครองสูงสุดคนปัจจุบันจะออกมาให้สัมภาษณ์ต่อกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ ๔ มี.ค.ว่าเป็นการสละคืนสำนวนขององค์คณะด้วยเหตุว่ามีสำนวนคั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ฟังดูพิกลๆอยู่ เพราะตามข้อเท็จจริงนั้นองค์คณะได้มีมติไปแล้ว
ส่วนประเด็นที่ว่าเข้าข่ายการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช.ตามมาตรา ๘๔ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการทุจริตฯหรือไม่ นั้น เห็นว่า ป.ป.ช.มีอำนาจการไต่สวนตุลาการศาลปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๐ ที่ให้อำนาจ ป.ป.ช.ในการไต่สวนตุลาการหรือผู้พิพากษาที่ส่อว่ากระทำผิดต่อต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ประกอบกับมาตรา ๘๔ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ
ฉะนั้น ป.ป.ช.จึงมีมติรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และ ป.ป.ช.ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๕(๑) ของพ.ร.บ.ดังกล่าวเรียกเอกสารหรือหลักฐานใดใดเพื่อประโยชน์ในการไต่สวนข้อเท็จจริงไปยังสำนักงานศาลปกครอง หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง(ก.ศป.)ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ ก.ศป.ไม่ได้มีมติใดๆออกมาเพราะในที่ประชุมมีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจตุลาการโดยแท้ สำนักงานศาลปกครองไม่จำเป็นต้องชี้แจง แต่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งแน่นอนว่าบางส่วนคงต้องเกี่ยวข้องกับองค์คณะที่ถูกเปลี่ยนเป็นแน่แท้ เห็นว่าหาก ก.ศป.มีมติไม่ให้เลขาธิการสำนักงาน ศาลปกครองส่งเอกสารหรือชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ก็เท่ากับว่ามีมติให้เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองกระทำผิดกฏหมาย พูดง่ายๆก็คือเห็นว่า ป.ป.ช.มีอำนาจในกรณีนี้นั่นเอง
ในเมื่อ กศป.ไม่มีมติออกมาแต่อย่างใด และไม่แน่ว่าในการประชุม ก.ศป.ในวันที่ ๑๖ มี.ค.ที่จะถึงนี้ ก.ศป.จะสามารถมีมติออกมาได้หรือไม่ เพราะเสียงยังแตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ภาระจึงตกหนักต่อเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองว่าจะตัดสินใจปฏิบัติอย่างไร ฝ่ายหนึ่งคือ ก.ศป.ซึ่งมีประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน ก.ศป.โดยตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง สามารถให้คุณให้โทษได้ แต่อีกฝ่ายหนึ่ง คือ ป.ป.ช.ที่ถึงแม้จะไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาแต่ก็ถือกฎหมายอยู่ในมือคือ มาตรา ๒๕(๑)ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการทุจริตฯ ซึ่งมีโทษทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตามในที่สุดแล้วผมเชื่อว่าเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองหรือผู้รักษาการ(เนื่องจากเลขาธิการตัวจริงชิงลาออกหนีเผือกร้อนไปสมัคร ส.ว.เสียแล้ว)ก็คงต้องส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องและคำชี้แจงที่สามารถหาได้(เพราะหากเป็นเอกสารในสำนวนต้องขออนุญาตตุลาการเสียก่อน)ไปยัง ป.ป.ช.แบบแกนๆหรือไม่เช่นนั้นก็คงดึงเรื่องให้ยาวออกไป แต่ก็คงดึงเรื่องออกไปได้ไม่นานนักก็จำต้องปฏิบัติอยู่ดี แต่หากว่าสำนักงานศาลปกครองไม่ปฏิบัติก็จะเป็นการเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
แต่หากมีการตอบปฏิเสธจาก สำนักงานศาลปกครอง ป.ป.ช.ก็ต้องดำเนินการต่อไปในส่วนของคดีอาญา มิใช่การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความตามคำให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการ ป.ป.ช.เพราะมิใช่กรณีที่มีความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๑๔ แต่เป็นการโต้แย้งว่า ป.ป.ช.มีอำนาจดำเนินการต่อ นายอักขราทรในกรณีนี้หรือไม่
หากจะส่งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นกรณีตามมาตรา๒๑๑ที่ตุลาการศาลปกครองเห็นว่า ป.ป.ช.ใช้กฎหมายที่ไม่ชอบรัฐธรรมนูญกับตนต่างหาก
ประเด็นสำคัญที่ยกเรื่องดังกล่าวมานี้ประเด็นคงมิใช่ว่าเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองหรือผู้รักษาการฯจะส่ง คำชี้แจงหรือไม่ส่ง อดีตประธานศาลปกครองสูงสุดซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้วทำถูกหรือไม่ถูก แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจตุลาการต่างหากที่เป็นประเด็นที่จะต้องนำมาพิจารณา
เพราะไม่ว่าองค์กรใดๆถึงแม้ว่าจะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็ตามหรือประชาชนคนธรรมดาตลอดจนนักวิชาการทั้งที่ริบังอาจไปแตะต้องอำนาจตุลาการก็มักมีอันต้องกระเจิงออกมาอยู่เสมอ แม้ว่าจะเป็นการกระทำอย่างสุจริตใจก็ตาม
ดีไม่ดีเจอข้อหาหมิ่นศาลหรือละเมิดอำนาจเป็นของแถมเสียด้วยซ้ำไปส่วนประเด็นที่ประธานศาลปกครองสูงสุดบอกว่าศาลปกครองมีคณะกรรมการข้าราชการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) คอยดูอยู่แล้วว่า ตุลาการศาลปกครองคนใดทำผิดกฎ ทุจริต หรือรับสินบนหรือไม่ ความจริงแล้ว ก.ศป.มีหน้าที่วินิจฉัยเพียงความผิดทางวินัยเท่านั้น ส่วนความผิดทางอาญาเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.
เพราะไม่เช่นนั้นจะมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200, 201 และ 202 ว่าด้วยความผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรมไปทำไม ยิ่งหากทางสำนักงานศาลปกครองไม่ส่งคำชี้แจงหรือส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกล่าวหาดังกล่าวไปให้ ป.ป.ช. ป.ป.ช.ก็ยังคงต้องวินิจฉัยต่อไปโดยไม่มีข้อมูลเหล่านั้น
ซึ่งอาจเป็นผลร้ายต่อตัวนายอักขราทรหรือเลขาธิการสำนักงาน ศาลปกครองเอง
จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายของ ป.ป.ช.ที่ยกมาข้างต้นและรัฐธรรมนูญมาตรา 270 และ 271ที่บัญญัติให้ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบตามมาตรา 270 วรรคสอง (2) ว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ ประกอบกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 197 วรรคสองที่บัญญัติให้ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้ว จะเห็นได้ว่าทั้งความเห็นของทั้งฝ่ายศาลปกครองและ ป.ป.ช.ต่างก็ถูกทั้งคู่
ที่ว่าถูกทั้งคู่ก็เพราะว่าผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีดุลพินิจอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งในกรณีนี้หมายกรณีการออกคำสั่งคุ้มครองหรือยกคำขอคุ้มครองชั่วคราว ป.ป.ช.ย่อมไม่มีสิทธิไปตรวจสอบว่าออกคำสั่งคุ้มครองหรือไม่ ควรหรือไม่ควร เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เพราะเป็นการใช้อำนาจตุลาการโดยแท้
กล่าวโดยสรุป องค์กรตุลาการและบุคลากรในองค์กรย่อมถูกตรวจสอบได้เสมอ จะด้วยกระบวนการขั้นตอนใดนั้นย่อมเป็นไปโดยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หากองค์กรใดหรือบุคคลใดไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ ย่อมกลายเป็นองค์อธิปัตย์อิสระที่อยู่เหนือรัฐหรือแยกออกจากรัฐไป
------------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 9 มีนาคม 2554 ในชื่อ “อำนาจตุลาการ ไม่สามารถแตะต้องได้จริงหรือ”
ถ้าศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณากรณีลิเบียได้ ประเทศไทยก็อาจมีโอกาสเช่นกัน
ที่มา Thai E-News
ที่มา สำนักกฎหมายโรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม
9 มีนาคม 2554
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ นำเหตุการณืในลิเบียขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยการร้องขอให้สำนักงานอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศเปิดพิจารณาคดีที่อาจ เข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งรัฐบาลกัดดาฟี่กระทำต่อกลุ่มผู้ประท้วง ท่าทีของคณะมนตรีความมั่นคงต่อประเทศลิเบียแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้และ ท้าทายความพยายามของเราที่จะนำรัฐบาลไทยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในกรณีของ เหตุการณ์สังหารประชาชนในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553
องค์กรฮิวแมนไรต์วอซซ์ระบุ ว่า การนำคดีลิเบียขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นการส่งข้อสัญญาณชัดเจนต่อ ผู้นำเผด็จการในภูมิภาคดังกล่าว “ประชาคมโลกจะไม่อดทนต่อการปราบปรามที่เลวทรามต่อการชุมนุมที่สงบอีกต่อไป” ซึ่งเป็นสัญญาณที่เราเคยหวังว่าประชาคมโลกจะมีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ประเทศไทยเอปีที่แล้ว แน่นอนคำร้องที่ เรายื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศเมื่อหกอาทิตย์ที่แล้วก่อให้เกิดการอภิปราย ถึงความเป็นไปได้ที่คณะมนตรีความมั่นคงจะหยิกยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมา ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของอำนาจการพิจารณาคดีศาล การที่ประเทศไทยไม่ได้ให้สัตยาบันต่อบทบัญญัติศาลอาญาระหว่างประเทศไม่ได้ เป็นเครื่องการันตีว่าผู้นำไทยจะรอดพ้นจากการดำเนินคดีของอัยการศาลอาญา ระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยรอดพ้นจากควารับผิดตราบเท่าที่คณะมนตีความมั่นคงหันไปสนใจเรื่อง อื่นอยู่
การที่คณะมนตรีความมั่นคงมีอำนาจที่จะร้องทุกข์ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในกรณีของประเทศไทยไม่ได้หมายความว่าเขาควรจะทำหรือจะทำเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของสถานการณ์ในลิเบียและไทยนั้นเป็นเพียงเรื่องความร้ายแรง แต่ไม่ใช่ประเภทของเหตุการณ์ แน่นอนที่สุดว่ากองทัพไทยไม่ได้ใช้เครื่องบินทิ้งทุ่นระเบิดใส่ประชาชน เหมือนที่รัฐบาลกัดดาฟี่ทำ แต่ “เขตใช้กระสุนจริง” การลอบสังหาร และการใช้พลซุ่มยิงของรัฐบาลไทยก็เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ตามมาตรฐานการควบคุม ฝูงชน นอกจากนี้ แม้สมมุติว่าว่า มีการยอมรับว่าคนเสื้อแดงเป็นคนก่อจลาจลและทำลายอาคารในเหตุการณ์เมื่อปีที่ แล้ว (ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่ยอมรับว่าเป็นความจริง) แต่การกระทำนี้ดูจืดชืดไปถนัดตาเมื่อเทียบกับการชุมนุมโดยใช้อาวุธของกลุ่ม ผู้ประท้วงในลิเบีย
เราควรกล่าวด้วยว่าการแสดงละครทุกฉากและการตอบโต้ต่อประชาคมโลกของกัดดา ฟี่นั้นเหมือนกับสิ่งที่รัฐบาลไทยกระทำทุกอย่าง แม้จะมีหลักฐานที่ระบุตรงข้ามกับสิ่งที่เขาพูด แต่กัดดาฟี่ยังอ้างว่า “ประชาชนทุกคน” รักเขา และระบุว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นเข้าหน้าที่ต่างชาติ ผู้ก่อการร้าย ม๊อบที่ถูกจ้างมา และเป็นเยาวชนที่ถูกล่อลวงให้หลงผิดในความคิดประหลาด หรือใช้สารเสพติดหลอนประสาท เมื่อถูกสื่อต่างชาติถามด้วยคำถามยากๆ กัดดาฟี่จ้างโฆษกที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วเพื่อจะประณามอคติของ หนังสือพิมพ์ต่างชาติ และยังพูดอย่างซ้ำซากว่าคนต่างชาติไม่เข้าใจลิเบีย พูดอีกนัยหนึ่งคือ รัฐบาลลิเบิยกำลังขายนิยายเรื่องเดียวกับที่รัฐบาลไทยพยายามเร่ขายมา ได้ระยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่แตกต่างคือ ตอนนี้ ไม่มีใครเชื่อเรื่องดังกล่าวแล้ว ปัญหาคือ ขณะที่กัดดาฟี่เพิ่งจะสร้างนิยายและสร้างความเห็นใจต่อต่างชาติเมื่อไม่กี่ ปีมานี้ แต่รัฐไทยกลับสร้างและกลายเป็นผู้เชี่ยวชาติในศิลปะดังกล่าวมาหลายสิบปีแล้ว
เนื่องจากระดับของความรุนแรงในไทย ความเป็นไปได้ที่คณะมนตรีความมั่นคงจะหยิบยกกรณีประเทศไทยต่อศาลอาญาระหว่าง ประเทศจึงห่างไกล เพราะในลิเบียนั้น จำนวนประชาชนที่ถูกสังหารอาจมีราวหลายพันราย ศาลอาญาระหว่างประเทศไม่เคยรับพิจารณากรณีความรุนแรงของรัฐที่จำนวนผู้เสีย ชีวิตน้อยกล่าวพันราย แลอีกกรณีหนึ่งคือ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีสมาชิกถาวรสองประเทศ ที่รัฐบาลของประเทศนั้นไม่ลังเลที่จะสังหารฝ่ายตรงข้ามนับน้อยเพื่อจะอยู่ใน อำนาจหากจำเป็น
เรารับทราบเรื่องเหล่านี้ก่อนที่จะยื่นคำร้อง และนั้นคือสาเหตุที่เรายกประเด็นที่เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง (การที่นายมาร์ค อภิสิทธิ์เป็นพลเมืองอังกฤษ) ขององค์ประกอบพื้นฐาน ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศอาจจะรับพิจารณาคดีโดยไม่ต้องได้รับคำร้องทุกข์จาก คณะมนตรีความมั่นคง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับพิจารณาคดีหรือไม่ แต่หนทางการพยายามกดดันให้ผู้นำไทยรับผิดผ่านประชาคมโลกเป็นหนทางที่คุ้มค้า เพราะ ประการแรกคือ เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศไทยที่เจ้าหน้าที่รัฐมักได้รับ การละเว้นความผิดต่อการสังหารหมู่ในแบบเดียวกัน และในปัจจุบันมีการพยายามเปลี่ยนดำให้เป็นขาว ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงยังเป็นความหวังที่ดีที่สุดที่จะนำตัวเหล่านายพลและ ตำรวจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล ประการที่สองคือ ความลังเลที่จะเรียกร้องความจริงความไม่เต็มใจและกระตือรือร้นที่จะทำการ สอบสวนเหตุการณ์ของสื่อไทย และ(ในกรณีของสื่อภาษาอังกฤษ) ยังพยายามปกป้องประเพณีการละเว้นโทษ ซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญากที่จะรวบรวมหลักฐานเพื่อโต้แย้งเรื่องโกหกของ รัฐบาลและเปิดเผยความว่างเปล่าของสัญญาเรื่อง “การปรองดองสมานฉันท์” หากคอลัมน์ “the world’s window to Thailand” (หน้าต่างโลกสู่ประเทศไทย) เป็นคติของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์แล้วล่ะก็ โลกน่าจะต้องการหน้าต่างใบใหม่ เพราะสื่อ นี้มักจะกระจายการโฆษณาประชาสัมพันธ์จากรัฐบาล กระตุ้นความรุนแรง ยกย่องการสังหาร และสนับสนุนประเพณีการละเว้นความผิด ปกป้องนโยบายการลิดรอนเสรีภาพสื่อ หรือเพ้อฝันถึงระบอบเทวาธิปไตยเป็นประจำ
การจะหยุดยั้งประเพณีการละเว้นความผิดในประเทศไทยหรือที่ไหนก็ตามเป็น เรื่องยาก อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องหาความเป็นธรรมของคนเสื้อแดง เปิดโอกาสให้ประชาคมโลกส่งสารที่ชัดเจนว่าการที่รัฐหลายรัฐสังหารประชาชน จำนวนปานกลางเพื่อจะปกป้องอำนาจเบ็ดเสร็จนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่รับไม่ได้เช่นเดียวกับการสังหารประชาชนจำนวนมาก ท้ายที่สุดแล้ว หากเผด็จการเชื่อว่าประชาคมโลกจะบังคับให้เขาต้องรับผิดแม้มีการสังหาร ประชาชนหลักสิบก็ตาม ความคาดหวังหวังในการรับผิดอาจเพิ่มขึ้น และนำไปสู่การลดจำนวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยและมีคนตายรวมกันจนถึงหลักพัน
10 มีนาคม 54 - แดงสยามชวนรำลึกวีรชน 10 เมษา
ที่มา Thai E-News
15.00-17.00 น. อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
17.00-24.00 น. เวทีปราศรัยแดงสยามและแนวร่วมแดงสยามเพื่อประชาธิปไตย ณ เจดีย์ขาว สนามหลวง
Tuesday, March 8, 2011
ศาสดาลิ้มคุ้มคลั่งสั่งปฏิวัติแล้วฆ่ามันให้หมด
ที่มา Thai E-News
เสียดายที่ผมเป็นแค่ลูกเจ๊กลูกจีน ถ้าผมเป็นทหารคุมกำลังในมือซัก 1 กองพลผมจะทำปฏิวัติรัฐประหารมันเดี๋ยวนี้เลย เพราะแผ่นดินมันสกปรก มีแต่สัตว์นรกเลื้อยกันยั้วเยี้ยๆเต็มแผ่นดินไทย ถึงเวลาต้องล้างชาติบ้านเมือง เพื่อขับไล่คนชั่วออกไป เอาคนดีขึ้นมาปกครองบ้านเมือง พวกคนชั่วฆ่ามันให้ตายหมดเลย(เสียงปรบมือพันธมิตรลั่น)-สนธิ ลิ้มฯ
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 มีนาคม 2554
เมื่อค่ำวันที่ 7 มี.ค.นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยที่เวทีสะพานมัฆวานฯ โดยกล่าวตอนหนึ่ง ว่า วันนี้นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ภรรยาของนายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.ได้เดินทางไปจังหวัดลพบุรี โดยมีทหารเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมด้วย และบอกว่าให้ระวังการรัฐประหารนั้น ผมอยากฝากบอกนางธิดาว่า น่าเสียดายที่ผมเป็นเพียงลูกเจ๊กลูกจีนคนหนึ่ง ถ้าผมเป็นทหารที่คุมกำลังแค่ 1 กองพลจะปฏิวัติเดี๋ยวนี้เลย เพราะแผ่นดินสกปรกมาก มีแต่สัตว์นรกเลื้อยยั้วเยี้ยเต็มแผ่นดิน ถึงเวลาแล้วที่จะต้องล้างบ้านล้างเมือง เอาคนดีมาปกครอง เอาคนชั่วออกไปให้หมด พวกคนชั่วฆ่ามันให้ตายหมดเลย(เสียงปรบมือพันธมิตรลั่น)
นายสนธิกล่าวปราศรัยว่า อยากจะเตือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีว่า ที่ได้ฉายาดื้อตาใส ดื้อทุกเรื่อง ทั้งเอ็มโอยู 43 และเรื่องอื่นๆ นั้น ยังมีคนที่ดื้อตัวพ่อ หรือเป็นปรมาจารย์ดื้อ คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ อีกคน ซึ่งตนมีความเชื่อใจในตัว พล.ต.จำลองมาตลอด ไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะต่างก็เอาธรรมนำหน้าเช่นกัน
นายสนธิ กล่าวต่อว่า วันนี้มีคนที่ใช้ชื่อว่าท่านจันทร์เขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ตำหนิว่าในที่สุด พล.ต.จำลองกับตนต้องแตกกัน ก็อยากจะบอกให้ฟังว่า ความผูกพันของคนนั้นมีหลายลักษณะ อาจจะผูกพันทางสายเลือด เป็นพี่น้อง เป็นญาติกัน หรือเป็นเพื่อนกัน เรียนรุ่นดียวกัน กับความผูกพันทางใจจากการที่เคยช่วยเหลือกัน เคยร่วมต่อสู้กับความยากลำบากมาด้วยกัน ซึ่งความผูกพันทางใจนี้สำคัญที่สุด เพราะใจต้องมีหลักการเดียวกันจึงจะผูกพันกันได้นาน
นายสนธิ กล่าวว่า ตนกับ พล.ต.จำลองผูกพันกันมาตลอด ตั้งแต่สมัยที่ พล.ต.จำลองเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตนเป็น บก.หนังสือพิมพ์ เรื่อยมาจน พล.ต.จำลองลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. แม้ไม่เคยเจอกันแต่ใจถึงกัน ไม่เคยห่างเหิน เพราะตนรู้ว่า พล.ต.จำลองไม่ว่าอยู่ที่ไหนสิ่งที่กำกับไว้ในใจเสมอคือความซื่อสัตย์สุจริตและทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่เคยคิดอะไรเพื่อส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว พล.ต.จำลองเป็นคนเกรงใจคน แต่ถ้าถึงเวลาที่จะต้องพูดก็ไม่ยอมใครโดยจะเอาธรรมนำหน้า พล.ต.จำลองจึงเป็นคนมีอุดมการณ์ มีหลักการ ด้วยเหตุนี้ ถึงไม่ได้เจอ พล.ต.จำลอง แต่ พล.ต.จำลองก็ยังอยู่ในทุกอณูของพวกเรา ขอเพียงให้มีธรรม เราก็อยู่ด้วยกันได้ ดังนั้น ตามข้อเขียนของคนที่ใช้ชื่อว่าท่านจันทร์ นั้น ขอให้รู้ว่า วันไหนที่ตนไม่มีธรรม หรือวันไหนที่ พล.ต.จำลองไม่มีธรรมนั่นแหละตนจึงจะแตกแยกกับ พล.ต.จำลอง เพราะเรามีธรรมเป็นตัวเชื่อม และคนที่มาชุมนุมอยู่ที่นี่ก็มีธรรมกันทุกคน
นายสนธิกล่าวต่อว่า วันนี้ นายชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย ได้เล่าให้ฟังว่า จากการเดินดูพี่น้องที่มาชุมนุมเมื่อช่วงบ่าย ได้พบกับพี่น้องชาวใต้คนหนึ่งบอกว่าได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว แต่ปรากฏว่ามีจดหมายจากนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ส่งมาบอกว่า ยังเชื่อมั่นนายอภิสิทธิ์อยู่ และบอกว่าอย่าไปเชื่อเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ถูกใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งตนเห็นว่า ถ้านายชวนเขียนจดหมายมาอย่างนี้ กาลดับขันธ์ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่คนเอาอัตตามาแบกเอาไว้ แล้วเลือกพรรคตัวเองเหนือชาติบ้านเมือง เมื่อนั้นก็ถึงวันพินาศฉิบหายของพรรคการเมืองนั้น
นายสนธิกล่าวต่อว่า ใครก็ตามที่เข้าใจหลักไตรลักษณ์ หรือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมจะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไม่อยู่กับที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ล้วนอนิจจังทั้งสิ้น วันข้างหน้าถ้าอนิจจังเกิดกับนายอภิสิทธิ์ แล้วเขาไม่มีแม้แผ่นดินจะอยู่ เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าเขาทำให้เสียดินแดน ต้องไปอยู่เมืองนอกตามสัญชาติที่เขาปกปิดมานานแล้ว ถึงวันนั้นนายชวนจะว่าอย่างไรกับจดหมายที่เขียนว่าอย่าไปเชื่อเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ถูกใส่ร้าย นายชวนต้องรับผิดชอบคำพูดนี้ ตนพูดตลอดว่าเมื่อใครก็ตามที่เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อชาติเพื่อประชาชน แล้วดันบอกว่า มติพรรคสำคัญกว่าชาติ ประเทศไทยก็ถึงจุดจบแล้ว เราพึ่งไม่ได้แล้ว
“ผมเชื่อว่าพี่ลอง(พล.ต.จำลอง)นั้นไม่ต้องการให้พวกเราแตกตื่น หรือตระหนกตกใจ ผมเชื่อ และอ่านความคิดพี่ลองออก ตำรวจอยากสลายก็มาสลายเลย สลายวันนี้ วันพรุ่งนี้มาใหม่ สลายวันพรุ่งนี้ วันมะรืนนี้มาใหม่ เพราะฉะนั้นแล้ว พี่น้องจะเห็นได้ชัดว่า ความดื้อของใครมากกว่า หรือใครดื้อตัวพ่อกันแน่”นายสนธิกล่าว
อย่างไรก็ตาม นายสนธิ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายอภิสิทธิ์ก็มีข้อดีอยู่ ตรงที่ได้มีการแยกแยะกันอย่างเด่นชัดว่าใครคือมารที่แท้จริง ใครคือมารที่แอบแฝง ใครคือคนที่ใช้ธรรมนำหน้า ถ้าไม่มีนายอภิสิทธิ์ก็คงจะมีการห้อยโหนพวกเราอยู่ตลอด ปีนี้เป็นปีแห่งการแยกแยะน้ำดีออกจากนำเสีย เรากรองน้ำดีออกมา ส่วนน้ำที่มีสิ่งโสโครกก็แยกออกไปไว้ต่างหาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะคนที่มาฟังการปราศรัยแต่รวมถึงคนทุกวงการ
ก่อนหน้านี้ใครจะไปรู้ว่า ทหารไทยเองก็มีทหารกุนเชียง ใครจะรู้ว่าทหารไทยมีเมียน้อย 4 คนทำมาหากินกับเขมร วันนี้ตนไม่เห็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกษิต ภิรมย์ รวมถึงนายศิริโชค โสภา กล้าออกมาพูดสักคำว่า ไทยยังไม่เสียดินแดน เพราะวันนี้ความจริงปรากฏมากเกินกว่าที่จะสงสัยอีกแล้วว่าประเทศไทยเสียดินแดนหรือยัง และคนพวกนี้เมื่อก่อนเคยท่องว่าเรายังไม่เสียดินแดน วัดแก้วฯ เป็นของไทย ทหารไทยยังยึดครองอยู่ แต่วันนี้เงียบเป็นเป่าสาก วันนี้เราแยกแยะได้หมด ทหารดีทหารเลว เห็นชัด ประชาชนที่หลงใหลนายกฯ หัวถุงยาง แม้แต่นักสื่อสารมวลชนบางคนที่เคยห้อยโหนเรา นักนำมวลชนที่เคยขึ้นเวทีห้อยโหนเรา วันนี้ก็พิสูจน์ชัด
นายสนธิ กล่าวในตอนท่านว่า วันนี้มารดาของนายวีระ สมความคิด ได้ให้คนมาพบตนเพื่อถามว่าจะช่วยนายวีระให้ออกจากคุกของกัมพูชาได้อย่างไรบ้าง ตนจึงบอกว่า ตนไม่มีอำนาจอะไรทั้งสิ้นที่จะช่วยได้ คนที่จะช่วยได้คือคนที่มีอำนาจรัฐ จึงฝากบอกไปว่า เขาจะให้ทำอะไรก็ทำไปเถอะ ขอให้นายวีระ ละนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ได้ออกมาก่อน ไม่ต้องกลัว ให้เซ็นอะไรก็เซ็นไปก่อน พี่น้องคนรักชาติรักแผ่นดินเข้าใจนายวีระและนางสาวราตรี วันนี้ วัตถุประสงค์คือออกมาให้ได้ก่อน ไม่มีใครตำหนิ หรือว่ากล่าวใดๆ ทั้งสิ้น เราเข้าใจดี ขอให้ออกมาก่อน
*******
จดหมายรักจากสมณะจันทเสฏโฐ (ท่านจันทร์) ถึงพล.ต.จำลอง ศรีเมือง:ฟันธงเลยว่า ต่อไปโยมก็จะแตกคอกับคุณสนธิ แบบเดียวกับที่แตกคอกับคุณทักษิณ

จากสมณะจันทเสฏโฐ (ท่านจันทร์)ถึง พลตรีจำลอง ศรีเมือง
จาก สวนบุญสามบ่อ จ.อ่างทอง
27 กุมภาพันธ์ 2554
เขียนที่ สวนบุญสามบ่อ อ่างทอง
เจริญธรรมพลตรีจำลอง
สิ่งที่ส่งมาด้วย เงินบริจาค
วันนี้อาตมาเดินออกบิณฑบาต โยมคนหนึ่งฝากเงินทำบุญมาให้ จึงขอส่งต่อมาถึงโยมจำลองด้วย
... โปรดสบายใจกับความรู้สึกของอาตมาได้เลย อาตมาแยกแยะได้ ความคิดเห็นต่างกัน แต่ความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิม โยมมีความดีหลายอย่าง อาตมาระลึกถึงเสมอ ขอให้เราได้ร่วมงานกันในเรื่องที่ร่วมกันได้ในอนาคตเถอะนะ เพียงขอให้โยมเพิ่มปรโตโฆสะ และกัลยาณมิตรมากกว่านี้ด้วยเถิด โปรดลดท่าทีแบบทหารกับทุกคนแม้กระทั่งกับอาตมา การโทรถึงแล้วตัดสายปล่อยอาตมาพูดคนเดียวเป็นนิสัยไม่ดีและไม่ควรมากๆ โยมควรมีคำถามให้มากกว่าคำตอบจะเป็นการดีมาก อาตมามีส่วนไม่ดี แบบเดียวกับโยมอยู่ด้วยจึงเห็นโยม โดยที่อาตมามักมีความเป็นนักกวีและนักรบอยู่ในคนเดียวกันเลย คือมีความอ่อนโยน และมีความเมตตาแบบสุดๆ (สุดขั้ว ) เหมือนที่โยมเมตตา ASTV อยู่บัดนี้แหละ เป็นความเมตตาเกินประมาณ ไม่ต่างจากที่โยมเคยเมตตาคุณทักษิณ เมตตาแบบเอาอัตตาเป็นที่ตั้ง จึงมักผิดพลาดภายหลังเนืองๆ
... ฟันธงเลยว่า ต่อไปโยมก็จะแตกคอกับคุณสนธิ แบบเดียวกับที่แตกคอกับคุณทักษิณ เว้นแต่ว่าโยมจะต้องเพิ่มระยะห่างคุณสนธิให้มากกว่านี้ อาตมาเป็นพระจันทร์ที่มีความเป็นพระอาทิตย์เช่นเดียวกับโยม คนใกล้จะร้อน คนไกลจะหนาว โยมกับอาตมามักขาดกัลยาณมิตรที่กล้าชี้โทษแบบตรงๆ แต่อาตมาดีกว่าโยมตรงที่อาตมาเพิ่มปรโตโฆสะทุกวัน และอาตมาเคารพพ่อท่าน และหมู่กลุ่มมาก แม้ไม่เห็นด้วย ก็ช่วยงานพ่อท่านและหมู่กลุ่มได้สบายๆ
ขอโทษด้วยที่อาตมาเขียนคำแรงๆ ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ไทยโพสต์ ยอมรับว่าอาตมาแรงไป ก็เหมือนโยมจำลองแหละ อ่อนก็อ่อนไป แข็งก็แข็งไปไม่พอดี อาตมาต้องขอโทษความไม่พอดีของตนเองกับผู้อื่นเสมอ โยมเคยสำนึกและขอโทษคนอื่นในเรื่องนี้บ้างไหม
อาตมาเขียนจดหมายนี้ด้วยแสงตะเกียงในกระท่อมกลางทุ่ง ดีใจจังเลยที่โยมห้ามขึ้นเวทีพันธมิตรฯ
สมณะจันทเสฏโฐ (ท่านจันทร์)
100ปีวันสตรีสากล:มวลสตรีมีพลังหากตั้งมั่น
ที่มา Thai E-News
อันสตรีมีมือใช้ถือดาบ
ใช่ก้มกราบงามค่าอันล้าสมัย
ยุคไฮเทคเปล่งกล้าประชาธิปไตย
ยุคหญิงไทยไกลก้าวต่างด้าวแดนฯ
ละเมิดสิทธิ์ริดรอนเก่าก่อนสมัย
เคยทำได้ไร้สำนึกห้าวฮึกกำแหง
มาวันนี้ชี้หน้าทายท้าสำแดง
มาวันนี้กี่กำแพงขัดแย้งยังทลายฯ
มวลสตรีมีพลังหากตั้งมั่น
มวลสตรีมีฝันสู่มั่นหมาย
ก้าวเท่าเที่ยมเปี่ยมค่าบรรดาชาย
จากต้นปลายกลายค่าคือสากลฯ
สตรีไทยในวันนี้พร้อมพลีสิ้น
เพื่อแผ่นดินถิ่นเกิดเทิดทุกหน
ร่วมต่อสู้กู้สถานการณ์รัฐบาลอับจน
ต้านฆ่าคนปล้นอธิปไตยแต่ใดมาฯ
มีนาคมสมค่าทายท้ามนุษยชาติ
วันที่ 8 แผดประกาศอำนาจคุณค่า
วันสตรีพลีชีพตันตีบแสนทรมา
ถูกเข่นฆ่าหาสยบท้ารบอภิสิทธิ์ชนฯ
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-จรรยา ยิ้มประเสริฐ:100 ปีสตรีสากล ผู้หญิงอยู่ตรงไหน?
-แถลงการณ์กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย:คำประกาศแห่งสำนึกใหม่ที่ก้าวหน้าวันสตรีสากล
-100ปีวันสตรีสากล: การต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ใช้แรงงาน เสรีภาพและประชาธิปไตย
แถลงการณ์กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย:คำประกาศแห่งสำนึกใหม่ที่ก้าวหน้าวันสตรีสากล
ที่มา Thai E-News
ดังนั้นเพื่อให้พวกเราซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความมั่นคงในชีวิต เศรษฐกิจและสังคม เพื่อความเป็นธรรม ความเสมอภาค เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง เพื่อให้พวกเราได้ในสิ่งที่พวกเราถูกขูดรีดไปกลับคืนมา และเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเรา ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงขอใช้โอกาสวันสตรีสากล วันแห่งความเสมอภาคและความเป็นธรรมนี้ประกาศว่า “พอกันที”
ที่มา เฟซบุ๊คJittra Cotchadet
8 มีนาคม 2554
แถลงการณ์กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย วันสตรีสากล
พวกที่ออกมาเรียกร้องสิทธิสตรี ส่วนหนึ่งอาจทำให้เราหลงเชื่อว่า ผู้ชายคือต้นเหตุของปัญหาทั้งปวง และผู้หญิงต้องลุกขึ้นปลดแอกจากการกดขี่ของผู้ชาย
แต่ลองมองดูความเป็นจริงสิ! มีแต่ผู้หญิงที่ต้องขายแรงงานหรือเปล่า? มีเฉพาะผู้หญิงที่ถูกเลิกจ้างหรือเปล่า? มีแต่เฉพาะผู้ชายที่เป็นนายจ้างหรือเปล่า? มีแต่เฉพาะผู้ชายที่อยู่ในรัฐบาลอยู่ในรัฐสภาหรือเปล่า?
เปล่าเลย! ชนชั้นกรรมาชีพผู้ถูกขูดรีดมีทั้งผู้หญิง มีทั้งผู้ชาย และรวมถึงเพศอื่นๆ ขณะเดียวกันชนชั้นผู้เอาเปรียบก็ประกอบด้วยผู้หญิง ผู้ชาย และรวมถึงเพศอื่นๆเช่นกัน ดังนั้นปัญหามันจึงไม่ใช่เรื่องเพศ แต่มันเป็นเรื่องของชนชั้นต่างหาก นายทุนไม่ว่าเพศใด เชื้อชาติใด สัญชาติใด หรือศาสนาใด ก็ขูดรีดกรรมาชีพโดยไม่เลือกหน้าว่ากรรมาชีพคนนั้นจะสังกัดเพศใด เชื้อชาติใด สัญชาติใด หรือศาสนาใด ซึ่ง คลาร่า แซทคิน ผู้นำกรรมกรสตรีที่ให้กำเนิดวันสตรีสากลก็ยืนยันเช่นนี้
ปัจจุบัน ท่ามกลางวิกฤติทุนนิยมที่เป็นระบบซึ่งเติบโตมาจากการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากชนชั้นกรรมาชีพอย่างพวกเรา การดำรงชีพของพวกเราซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมกลับลำบากมากขึ้น ชนชั้นนายทุนผู้ครอบครองปัจจัยการผลิตได้ฉวยโอกาสนี้ลดสวัสดิการ หรือไม่ก็ปลดพวกเราออกจากโรงงานที่พวกเราสร้างมากับมือ รวมทั้งเปลี่ยนระบบการจ้างงานโดยนำเอาการจ้างงานแบบเหมาช่วง ซึ่งขูดรีดหนักกว่ามาแทนระบบที่ขูดรีดอยู่เดิม เพียงเพื่อรักษาไว้ซึ่งกำไรสูงสุดที่พวกเขาทำมาโดยตลอดไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจแบบไหน
แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลแทบทุกชุดไม่ว่าที่อ้างความชอบธรรมจากการเป็นตัวแทนของประชาชน หรือที่อ้างคุณธรรมอันสูงส่ง ต่างก็ออกนโยบายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนรวย ของชนชั้นนายทุน โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจ แทนที่จะออกนโยบายมาเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของคนส่วนใหญ่
พวกเขากลับมองชีวิตที่ไร้หลักประกันของพวกเราว่า เป็นเพียงความโชคร้าย เป็นกรรมเก่า ดังนั้นด้วยความเอื้ออาทรพวกเขาจึงพร้อมที่จะถ่มเศษชิ้นเนื้อที่ติดตามซอกฟันของเขามาให้พวกเราเพื่อการสงเคราะห์กันตายไปวันๆเท่านั้น ทั้งๆที่ชีวิตที่ไร้ซึ่งความมั่นคง ไร้ซึ่งหลักประกันของพวกเราแท้จริงแล้ว เป็นผลมาจากการขูดรีดของพวกเขาอย่างเป็นระบบนั่นเอง
ดังนั้นแท้จริงแล้วรัฐบาลหาใช่ตัวแทนพวกเราไม่ แต่เป็นตัวแทนของเหล่าชนชั้นนำชนชั้นนายทุนมาโดยตลอด รวมถึงวิกฤติทุนนิยมครั้งนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าระบบทุนนิยมไร้น้ำยาที่จะสร้างความสุขให้กับคนส่วนใหญ่
ดังนั้นเพื่อให้พวกเราซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความมั่นคงในชีวิต เศรษฐกิจและสังคม เพื่อความเป็นธรรม ความเสมอภาค เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง เพื่อให้พวกเราได้ในสิ่งที่พวกเราถูกขูดรีดไปกลับคืนมา และเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเรา ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงขอใช้โอกาสวันสตรีสากลวันแห่งความเสมอภาคและความเป็นธรรมนี้ประกาศว่า “พอกันที”
1. ในเบื้องต้นเราจะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ คือสังคมที่ให้หลักประกันในทุกด้านอย่างถ้วนหน้าและครบวงจร ซึ่งระบบสวัสดิการรูปแบบที่พัฒนาไปถึงระดับสูงสุดสำหรับระบบทุนนิยม เรียกว่า ตั้งแต่จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน โดยไม่เจาะจงว่าคนนั้นเป็นคนจนเท่านั้น เช่น เรียนหนังสือฟรีอย่างมีคุณภาพ สวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม สิทธิการทำแท้งของสตรีที่เข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐ งานที่มีความหมายต่อสังคม ค่าตอบแทนที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพและมีเกียติในสังคม การใช้ระบบ 3 แปดตามเจตนาสมัชชาสตรีสังคมนิยม ครั้งที่ 2 รวมถึงรัฐต้องสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น
2. งบประมาณเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการต้องมาจากภาษีที่ดิน ภาษีมรดก และภาษีเงินได้ ในอัตราก้าวหน้า คนมีมากต้องจ่ายมาก คนมีน้อยไม่ต้องจ่าย รวมถึงยกเลิกภาษีทางอ้อม (VAT)
3. ลดงบประมาณของรัฐที่ไม่จำเป็น เช่น งบประมาณทางการทหาร งบประมาณการโฆษณาและพิธีกรรมของรัฐที่ไม่จำเป็นต่อชนชั้นล่าง เป็นต้น
4. รัฐสวัสดิการจะนำไปสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตย เป็นการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ตัวอักษรตามรัฐธรรมนูญ
5. แม้การมีองค์กรของชนชั้นกรรมาชีพอย่างสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งจะเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างรัฐสวัสดิการ แต่แค่นั้นไม่เพียงพอ ประสบการณ์ของประเทศที่มีรัฐสวัสดิการที่ก้าวหน้านั้นจะมีพรรคการเมืองที่เป็นของแรงงานไปต่อสู้บนเวทีรัฐสภา ชนชั้นนายทุนเพื่อกำหนดนโยบายรัฐโดยตรง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่พวกเราจะต้องร่วมกันสร้างพรรคของพวกเรา ทางหนึ่งเพื่อกำหนดนโยบายรัฐโดยตรง ทางหนึ่งเพื่อให้การศึกษาแก่มวลชน
6. เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการพูด และเสรีภาพในการเข้าถึงสื่อ ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112
สังคมใหม่ที่เท่าเทียมพวกเราคนส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่ร้องขออีกต่อไป
รวมพลังสร้างประชาธิปไตย สร้างรัฐสวัสดิการ
8 มีนาคม 2011
******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-จรรยา ยิ้มประเสริฐ:100 ปีสตรีสากล ผู้หญิงอยู่ตรงไหน?
-เปลวเทียน ส่องทาง: 100ปีวันสตรีสากล: การต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ใช้แรงงาน เสรีภาพและประชาธิปไตย
ฤาซีเรียจะกลายเป็น"โดมิโน"ตัวต่อไป?
ที่มา มติชน หลังจากการล่มสลายของผู้นำเผด็จการในตูนิเซียและอียิปต์ อีกทั้งสถานการณ์ความรุนแรงที่แผ่ขยายไปตลอดแนวกลุ่มชาติอาหรับ นับตั้งแต่อัลจีเรียจนกระทั่งถึงอิหร่าน หลายคนเริ่มสงสัยว่า"โดมิโน"ตัวต่อไปในเกมการเมืองครั้งนี้จะเป็นใคร
ซีเรีย ซึ่งมีการปกครองในระบบเผด็จการที่คล้ายคลึงกับตูนิเซียและอียิปต์ อาจไม่ใช่ประเทศต่อไป แต่อย่างไรก็ดี ถือว่าเป็นประเทศที่อาจก้าวถึงจุดแตกหักได้ไม่ยาก
ทฤษฎีโดมิโน่แบบเก่า ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาจถูกนำมาใช้ได้อย่างคร่าวๆ ในการเน้นย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของประเทศต่างๆในภูมิภาค ประเทศกลุ่มอาหรับทุกวันนี้ หรืออาจเปรียบเทียบได้กับกระดานหมากรุก ที่การเคลื่อนที่เบี้ยหมากรุกตัวใดตัวหนึ่ง อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ของหมากตัวอื่นบนกระดาน
ในทุกวันนี้ ขณะที่การประท้วงมีจำนวนเพิ่มขึ้นเท่าทวีคูณ รัฐบาลของประเทศอาหรับทั้งจากตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนืออาจเชื่อว่า หากต้องการเรื่องราวต่างๆด้วยตนเอง ความขัดแย้งภายในย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในซีเรีย ดูเหมือนว่าการประท้วงต่อต้านภาวะชะงักงันทางการเมืองที่มีความเปราะบางอาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ขณะที่ทุกวันนี้ ประชาชนคนธรรมดาในซีเรีย ต่างต้องประสบกับภาวะความตกต่ำทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง ซึ่งรวมถึงอัตราการว่างงานที่พุ่งขึ้น ราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น การถูกจำกัดด้านเสรีภาพส่วนบุคคล และการคอร์รัปชันที่เป็นเหมือนโรคเรื้อรัง ปัจจัยดังกล่าวแทบไม่แตกต่างจากสาเหตุของการประท้วงขับไล่รัฐบาลในหลายประเทศ ซึ่งเริ่มจากการเรียกร้องสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนกลายเป็นการเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ
รัฐบาลในกรุงดามัสกัสต่างรู้สึกหวั่นเกรงต่อเหตุประท้วงที่อาจก่อตัวได้เมื่อใดก็ได้ หนทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนและทหารก็คือกระบวนการปฏิรูปการเมืองที่แท้จริงที่นำไปสู่การเลือกตั้งและการมีรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ อย่างไรก็ดี ความเฉื่อยชาที่ยังคงติดแน่นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน กลายเป็นสิ่งที่ขัดขวางกระบวนการดังกล่าวไม่ให้เดินไปข้างหน้าเท่าที่ควร
แต่แทนที่รัฐบาลซีเรียจะพยายามเร่งผลักดันกระบวนการดังกล่าว กลับเสนอ"เครื่องล่อใจ"ประเภทต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่าผู้ลงคะแนนเสียงหลักจะยังคงไม่แตกแถวไปไหน อาทิ โครงการแจกคอมพิวเตอร์โน้ตบุคให้แก่ครูอาจารย์ การเพิ่มเงินอุดหนุนให้แก่แรงงานในภาคสาธารณะ และการขจัดกลุ่มนักปฏิรูปการเมือง แต่สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันจำเป็นต้องมีการนำมาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นมาใช้ การยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 1963 ซึ่งเท่ากับเป็นการลดอำนาจของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาจเป็นทั้งสัญลักษณ์และขั้นตอนที่ชัดเจนในการก้าวไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง
หากว่ารัฐบาลซีเรีย หรือกระทั่งผู้นำชาติอื่นๆในกลุ่มอาหรับ ยังไม่เริ่มที่จะตระหนักได้ว่าเสรีภาพคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน นั่นอาจทำให้แม้กระทั่งความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุดของประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่เหลืออีกก็เป็นได้ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น อาจเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดการประท้วงขึ้นในประเทศทางแอฟริกาเหนือก็จริง แต่การเริ่มหันเหความสนใจเพื่อให้มีการปฏิรูปทางการเมืองของกลุ่มผู้ประท้วงที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว นั่นอาจทำให้ไม่มีใครสามารถรับมือกับเหตุรุนแรงได้ทัน
การจัดการปัญหาอาจเป็นไปไม่ได้ในความจริงที่จะไม่มีการหลั่งเลือด เช่นที่เราเห็นในเหตุประท้วงหลายครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นรัฐบาลซีเรียจึงทราบดีว่าตนจำเป็นต้องตอบสนอง ตั้งแต่นี้ไปโดยใช้มาตรการการปฏิรูปแบบ"ไม่เต็มใจ"ที่เพิ่งร่างไว้อย่างคร่าวๆ แต่การพยายามสะสางปัญหาความคับข้องใจที่ฝังรากลึกด้วยการพูดจาภาษาดอกไม้ และข้อเสนอกองโต ก็เหมือนกับการพยายามดับไฟที่กำลังโหมไหม้ป่าด้วยเครื่องฉีดน้ำเพียงเครื่องเดียว ทางออกต่อปัญหาของซีเรียจึงจำเป็นต้องมีแก่นสารและสาระสำคัญเทียบเท่ากับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
กระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลซีเรียยังคงหวังว่า การใช้ถ้อยคำชักจูงโน้มน้าวต่อนโยบายการต่อต้านอิสราเอลและชาติตะวันตก สามารถเป็นเกราะในการปกป้องตนเองได้ ในขณะที่แทบไม่พบว่าปัญหาเรื่องอิสราเอลและปาเลสไตน์เป็นประเด็นสำคัญในการเรียกร้องในตูนิเซียและอียิปต์ นอกจากนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อเครื่องบินรบอิสราเอลพุ่งเป้าโจมตีซีเรีย กลับไม่มีเสียงใดๆออกมาจากปากของรัฐบาล และยังคงไม่มีต่อไปแม้ว่าเครื่องบินของอิสราเอลกำลังบินอยู่เหนือทำเนียบประธานาธิบดีก็ตาม
รัฐบาลอ้างว่า นี่ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแสดง"ความอดกลั้น"เช่นเดียวกับประเทศพันธมิตรพี่ใหญ่อย่างอิหร่านปฏิบัติ อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากวิกิลีกส์เปิดเผยให้ทราบว่า ผู้นำซีเรียได้กล่าวต่อรัฐบาลอิหร่านว่าไม่จำเป็นต้องใส่ใจต่อสงครามใดๆก็ตามที่ตนกระทำต่ออิสราเอล เนื่องจากอิสราเอลอ่อนแอเกินไป ดังนั้นจึงถือเป็นความผิดมหันต์ หากรัฐบาลซีเรียคิดว่ากลยุทธ์การหันเหความสนใจแบบเดิมๆจะทำให้ตนหลุดพ้นจากภาระรับผิดชอบ ในทางกลับกัน ยังคงมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา ที่ยังคงไม่สามารถหางานที่เหมาะสมกับตนเองได้ ซึ่งรัฐบาลได้นำพวกเขา เพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มแกนนำประท้วง ซึ่งใช้สโลแกนทางการเมืองที่ไร้จุดหมาย เพื่อแสดงจุดยืนต่อการคงไว้ซึ่งการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อความชอบธรรมในการยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป
ประชาชนชาวซีเรีย มีความอดทน แข็งแกร่ง ยืดหยุ่นได้สูง และเต็มไปด้วยความคิดริเริ่ม ครอบครัวและความผูกพันต่อสังคมยังคงเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความทุกข์ยากทั้งปวง เมื่ออาหารขาดแคลน พวกเขายังคงแบ่งปัน เมื่อรัฐบาลปิดกั้นข่าวสารทางอินเตอร์เน็ต พวกเขาก็ใช้พร็อกซี่ เซิร์ฟเวอร์แทน
แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาควรกระทำ พวกเขาไม่ควรนำสวัสดิภาพของตนเข้าไปเสี่ยงเมื่อเขาพยายามติดต่อกับโลกออนไลน์ ไม่มีใครต้องการเห็นท้องถนนในกรุงดามัสกัสเต็มไปด้วยการประท้วง หรือกระทั่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการเผชิญหน้าระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจ สิ่งที่คนซีเรียต้องการก็คือการเจรจาที่สามารถสื่อความหมายกับรัฐบาลได้
รัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็นดังกล่าว แม้ว่าตนเองจะได้ใช้ความพยายามไปมากเพียงใดก็ตาม ต้องอย่าลืมว่าคนซีเรียได้เป็นประจักษ์พยานต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางเช่นเดียวกับประชาชนในประเทศอื่นๆ ประชาชนซีเรียอาจไม่มีความโน้มเอียงที่ต้องการให้เกิดความรุนแรง แต่การกำเนิดของเสรีภาพ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยปรากฏต่อหน้าของพวกเขา เป็นสิ่งที่ไม่สามารถลืมได้ง่ายๆ หรือถูกเอาชนะด้วยถ้อยคำประกาศของรัฐบาล หรือจากถ้อยแถลงของผู้นำที่อยู่บนหอคอยงาช้าง
เคยมีคนกล่าวไว้ว่า กำแพงเบอร์ลินจะไม่มีวันพังทลาย นายมูบารัคจะไม่มีวันก้าวลงจากตำแหน่ง และยังคงมีบางคนที่กล่าวว่าซีเรียจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่หากว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่ง ประชาชนชาวซีเรียอาจได้ลิ้มรสเสรีภาพอย่างแท้จริง
ปลดใครกันแน่
ที่มา มติชน
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ส.ส.อาจเคยทำเช่นนี้มาแล้วเป็นการภายใน เช่นเจรจากับหัวหน้าพรรคในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ ส.ส.ในฐานะบุคคลจะมีพลังได้สักเท่าไร หากไม่มีสาธารณชนหนุนหลัง ดังนั้นไม่ว่าข้อเสนอของ ส.ส.จะเป็นอย่างไร นโยบายของรัฐในการจัดการกับความไม่สงบในภาคใต้จึงเหมือนเดิมตลอดมา กล่าวคือ ยกเรื่องทั้งหมดให้กองทัพเป็นผู้จัดการแต่ผู้เดียว
ปัญหาในสามจังหวัดภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาทางทหาร แม้ว่าจำเป็นต้องใช้กำลังทหารจัดการในบางมิติของปัญหา แต่ทหารไม่มีทั้งความชำนาญหรือความสามารถจะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้
ปัญหาหลักของภาคใต้คือการแข็งข้อต่ออำนาจรัฐของประชาชนส่วนหนึ่ง โดยใช้วิธีการทางทหารในการต่อสู้กับรัฐ ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก
ในท่ามกลางความวุ่นวายของสถานการณ์ ปัญหาที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ก็เข้าผสมโรง โดยใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือมากขึ้น เช่น ปัญหายาเสพติด, การค้าของเถื่อน และการแย่งชิงทรัพยากร ทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐเอง ทั้งนี้เพราะอำนาจรัฐอ่อนแอลง และเพราะความระแวงระหว่างต่อกันย่อมมีสูงในทุกฝ่าย
แต่การแข็งข้อต่ออำนาจรัฐนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีคนหัวรุนแรงกลุ่มหนึ่งก่อความไม่สงบขึ้น แต่เป็นเพราะมีเงื่อนไขอีกหลายอย่าง ทั้งทางวัฒนธรรม, การเมือง, เศรษฐกิจ และการปกครองที่ทำให้คนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จ ตราบเท่าที่ไม่จัดการกับเงื่อนไขดังกล่าว ถึงจะใช้กำลังทหารสักเท่าไร ก็ไม่สามารถนำความสงบกลับคืนมาได้
ยิ่งไปกว่านี้ อาจยิ่งทำให้สถานการณ์ความรุนแรงบานปลายมากขึ้นไปอีก เพราะในสถานการณ์ที่ไม่ชัดแจ้งว่าศัตรูคือใคร วิธีการทางทหารกลับยิ่งเพาะศัตรูให้กล้าแข็งมากขึ้น แนวร่วมที่อยู่ห่างๆ ก็จำเป็นต้องเข้าไปขอความคุ้มครองกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ราษฎรธรรมดากลัวภัยจากการปราบปรามก็เช่นเดียวกัน รวมถึงคนที่ได้เห็นญาติมิตรของตนถูก "ปฏิบัติการ" อย่างไม่เป็นธรรม ย่อมมีใจเอนเอียงไปสนับสนุนผู้ก่อความไม่สงบ
ในขณะที่เงื่อนไขต่างๆ ซึ่งควรได้รับการแก้ไขก็ไม่ได้ถูกแก้ไข
นับตั้งแต่เกิดความไม่สงบระลอกใหม่เมื่อต้นปี 2547 เป็นต้นมา ไม่มีรัฐบาลชุดใดคิดถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนสักรัฐบาลเดียว ฉะนั้น นโยบายหลักของทุกรัฐบาลจึงเหมือนกัน นั่นก็คือปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งอาจทำโดยตำรวจหรือทหารก็ตาม
รัฐบาลทักษิณเคยตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ซึ่งได้ศึกษาถึงเงื่อนไขที่รัฐไทยสร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น และได้เสนอทางแก้หลายอย่าง แต่รัฐบาลทักษิณแทบไม่ได้นำเอาข้อเสนอใดไปปฏิบัติอย่างจริงจังเลย
ข้อเสนอเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเสนอที่ทำได้ยากในทางการเมือง เช่นการเข้าไปแทรกแซงให้มีการจัดสรรทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม โดยไม่ปล่อยให้ทุนเข้าไปแย่งชิงจับจอง โดยอาศัยอำนาจรัฐเพียงฝ่ายเดียว หรือใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมในกรณีกล่าวหาว่าราษฎรบุกรุกอุทยาน, ป่า หรือชายฝั่ง โดยไม่ยอมให้มีการพิสูจน์สิทธิกันด้วยกระบวนการซึ่งเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
จะผลักดันให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องมีเจตนารมณ์ทางการเมืองอย่างแรงกล้า ที่จะโน้มน้าวสาธารณชนให้คล้อยตาม จึงจะทำให้รัฐบาลมีพลังต่อสู้กับระบบราชการซึ่งไม่ต้องการสูญเสียอำนาจ และต่อสู้กับทุนซึ่งต้องการใช้ช่องโหว่ในการหากำไรกับทรัพยากรท้องถิ่น
แม้แต่รัฐบาลทักษิณซึ่งสามารถกุมคะแนนเสียงในสภาได้อย่างท่วมท้น ก็ไม่กล้ามีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะขจัดเงื่อนไขต่างๆ อันเป็นเหตุให้ผู้ก่อความไม่สงบจะใช้เพื่อแสวงหาความสนับสนุนจากประชาชน
รัฐบาลประชาธิปัตย์ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย ยิ่งไม่กล้าจะมีเจตนารมณ์ทางการเมืองใดๆ คงปล่อยให้การจัดการปัญหาด้วยวิธีการทางทหารต่อไป ซ้ำยังเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการทำงานของกองทัพขึ้นไปอีก เพราะตัวได้อำนาจมาจากการแทรกแซงของกองทัพ ไม่ว่าทหารจะเรียกร้องอะไร นับตั้งแต่งบประมาณ, อาวุธยุทโธปกรณ์ หรืออำนาจที่ไม่ต้องตรวจสอบจากกฎหมายใดๆ ก็พร้อมจะยกให้หมด
หลายปีที่ผ่านมา เกิดประโยชน์ปลูกฝังขึ้นแก่กองทัพในนโยบายปล่อยทหารให้จัดการแต่ผู้เดียวนี้
เคยมีความพยายามของคนบางกลุ่มในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ ที่จะถ่วงดุลอำนาจจัดการของทหารในภาคใต้ ด้วยการตั้งหน่วยงานผสมระหว่างพลเรือนและทหารขึ้น เป็นผู้อำนวยการแก้ปัญหาภาคใต้ แต่หน่วยงานดังกล่าวแม้จะถูกตั้งขึ้นตามกฎหมายในภายหลัง ก็ไม่มีอำนาจหรือความพร้อมใดๆ ที่จะปฏิบัติงานดังกล่าวได้
ทุกบาททุกสตางค์ที่ทุ่มลงไปเพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ จึงทุ่มลงไปแก่ปฏิบัติการทางทหารโดยสิ้นเชิง
ผลของการแก้ปัญหาด้วยการ "ปราบ" ท่าเดียวนี้เป็นอย่างไร?
ความไม่สงบก็ยังดำเนินต่อไปเป็นรายวันเหมือนเดิม เพียงแต่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเป็นสัญญาณบางอย่าง ซึ่งแปลว่าสถานการณ์ดีขึ้น หรือเลวลงก็ไม่ทราบได้
เช่นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง สามารถบอกได้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นฝีมือของอาร์เคเคกลุ่มใด มีใครเป็นแกนนำ การที่เจ้าหน้าที่สามารถบอกได้เช่นนี้ อย่างน้อยก็แปลว่าเจ้าหน้าที่มีความรู้เกี่ยวกับศัตรูมากขึ้น แต่ไม่จำเป็นว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่บอกนั้นจะเป็นจริง การทำบัญชีรายชื่อผู้ต้องสงสัยนั้น หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงของรัฐรู้จักทำมานานแล้ว และหลายครั้งด้วยกันก็มักจะผูกชื่อในบัญชีนี้เข้ากับการละเมิดกฎหมายที่จับผู้กระทำผิดไม่ได้อยู่เสมอ
ในกรณีภาคใต้ปัจจุบัน ไม่รู้ชัดว่าการจับ "แพะ" ตามบัญชีรายชื่อยังทำอยู่หรือไม่ ควรที่จะมีการตรวจสอบคดีในศาลว่าผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ได้รับการยกฟ้องเป็นสัดส่วนเท่าไร อีกประการหนึ่งที่ต้องเข้าใจด้วยก็คือ ผู้ถูกจับเหล่านี้จำนวนมากถูกจับภายใต้กฎอัยการศึกหรือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ชะตากรรมของเขาจึงน่าอเนจอนาถยิ่งกว่าผู้ต้องหาธรรมดา เพราะอาจถูกลงโทษไปแล้วโดยยังไม่ได้ขึ้นศาล (เช่นถูกบังคับให้เข้าค่ายอบรม) และหากมีคำสารภาพก็น่าสงสัยว่าจะเชื่อถือได้มากน้อยเพียงไร
สรุปก็คือ ไม่สามารถทราบได้แน่ชัดว่า การที่เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เมื่อเกิดเหตุก่อการร้าย นับเป็นความสามารถที่สูงขึ้นด้านการข่าวใช่หรือไม่
บางคนกล่าวว่า ความถี่ในการก่อการร้ายลดลง แต่กลับมีความรุนแรงมากขึ้นในแต่ละกรณี ข้อที่น่ารู้มากกว่า ไม่ใช่ความร้ายแรงของปฏิบัติการเท่ากับการวิเคราะห์เพื่อดูว่า ปฏิบัติการของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบนั้น ต้องการการจัดองค์กรที่ขยายตัวและสลับซับซ้อนขึ้นมากน้อยเพียงไร หากพวกเขาปฏิบัติการถี่น้อยลง แต่กลับมีความสามารถในการจัดองค์กรได้ดีขึ้นกว่าเดิม สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้น่าวิตกมากขึ้นอย่างแน่นอน
แม้แต่สมมุติให้การทหารสามารถแก้ปัญหาความไม่สงบได้ เชื้อของการเคลื่อนไหวเพื่อลดอำนาจรัฐไทยก็ยังอยู่เหมือนเดิม แล้ววันหนึ่งก็จะเกิดความไม่สงบขึ้นอีกอย่างไม่ต้องสงสัย
การที่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ในสามจังหวัดภาคใต้กล้าออกมาเสนอความเห็นให้ปลด ผบ.ทบ.นั้น เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะแสดงว่าพวกเขาให้ความสนใจกับสถานการณ์ที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญอยู่ แต่ที่จริงแล้ว นอกจากข้อเสนอนี้ ส.ส.ยังได้เสนอทางแก้หรือปัญหาที่ไม่ได้แก้ในพื้นที่อีกหลายอย่าง ซึ่งกลับไม่เป็นที่สนใจของสื่อมากนัก การที่พวกเขาไม่พูดเรื่องนี้ในพรรคเสียก่อน ก็เพราะเป็นเรื่องใหญ่เสียจนต้องได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน มิฉะนั้นการเคลื่อนไหวของเขาก็ไม่บังเกิดผล พรรคประชาธิปัตย์น่าจะกลับมาทบทวนตนเองว่า เหตุใด "พรรค" ซึ่งควรเป็นกลไกการต่อรองด้านนโยบายที่มีพลังมากกว่า ส.ส.ในฐานะเอกบุคคล จึงไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ และไม่ถูกเลือกใช้มาแต่ต้น
อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวของกองทัพในการแก้ปัญหาที่กองทัพไม่มีสมรรถนะจะแก้ได้นี้ ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ไกลเกินคาด ถึงจะเปลี่ยน ผบ.ทบ.คนใหม่อย่างไร กองทัพก็จะยังล้มเหลวเหมือนเดิม สิ่งที่ ส.ส.น่าจะเรียกร้อง จึงน่าจะเป็นการเรียกร้องให้ปลดนายกฯมากกว่า เพราะนายกฯเท่านั้นที่จะแก้ไขปรับปรุงเงื่อนไขทางการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ในภาคใต้ได้ นายกฯคนใดที่สัมปทานให้กองทัพไปทำสิ่งเหล่านี้แต่ผู้เดียว ไม่ควรจะดำรงตำแหน่งต่อไป
มาร์คถูกโห่
ที่มา ข่าวสด
สมิงสามผลัด
2 สัปดาห์ติดๆ กันแล้ว ที่เกิดเหตุการณ์คนเสื้อแดงตามไปโห่ไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เหตุการณ์แรกเมื่อวันที่ 27 ก.พ. กลุ่มแม่ค้าตลาดนัดสวนจตุจักร ถือป้ายประจานและตะโกนขับไล่นายกฯระหว่างไปเปิดงาน
ตอนเย็น นายอภิสิทธิ์ไปร่วมงานศพที่จ.ปทุมธานี
ก็โดนกลุ่มเสื้อแดง 20-30 คนชุมนุมตะโกนขับไล่ซ้ำอีก
มาสัปดาห์นี้ นายอภิสิทธิ์โดนอีก 2 ชุดทั้งเช้า-เที่ยง
งานแรก คนเสื้อแดงชุมนุมชูป้าย "รัฐบาลสวาปาล์ม" ขับไล่ระหว่างไปเปิดสัมมนาเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งที่ย่านบางเขนตอนเช้า
พอตอนเที่ยงนายอภิสิทธิ์ขึ้นโพเดียมปาฐกถาที่มหา วิทยาลัยธรรมศาสตร์
เจอชาวบ้านยืนชูป้าย"ใครเปื้อนเลือด?"กับ"ดีแต่พูด"อยู่หน้าเวที ก่อนตะโกนสำทับลั่นห้องประชุมว่า "มือเปื้อนเลือด"
ทำเอานายอภิสิทธิ์ถึงหน้าถอดสี
พอตั้งสติได้นายอภิสิทธิ์ตอบโต้ขึ้นว่า "ใครที่ต้องการแสดงออกทางการเมือง ผมขอให้ไปพูดกันข้างนอก และขอให้รอฟังในสภา จะได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด"
ก่อนจะพูดขยายภายหลังว่า ที่ให้รอฟังในสภา เพราะเขาจะได้รู้ว่าจริงๆ แล้วใครต้องการให้คนตาย
เหตุการณ์ตะโกนขับไล่นายกฯสะท้อนให้เห็น 2 เรื่องหลักๆ
เรื่องแรกบ่งบอกได้ว่าแนวทางการปรองดองของรัฐบาล ชุดนี้เหลวไม่เป็นท่า
นายอภิสิทธิ์ยังคงมองคนเสื้อแดงเป็นศัตรู
ความยุติธรรมที่ล่าช้า คดี 91 ศพที่ยังไม่มีวี่แววเลยว่าจะพิสูจน์ได้เมื่อไหร่
กลับกันยังมีแนวโน้มว่าการสูญเสียทั้งหมดเกิดจากฝีมือ"คนชุดดำ"
อีกเรื่องคือตอกย้ำความเป็นนายกฯเด็ก เพราะเก็บอารมณ์ไม่อยู่
โต้เถียงชาวบ้านที่ถือป้ายประท้วงซะงั้น
แบบนี้ไม่ใช่คุณสมบัติของผู้นำที่ดี ขาดความสุขุมเยือก เย็น
อดีตนายกฯหลายคนเคยโดนแบบนี้เหมือนกัน
แต่จะไม่ไปตอบโต้กันหรอก เพราะยิ่งไปเพิ่มความไม่พอใจ
จะมีก็แต่นายกฯเด็กคนนี้ที่รู้สึกว่าเสียหน้า ยอมไม่ได้
และที่สำคัญ นายอภิสิทธิ์บอกว่าจะไปเปิดเผยในสภาว่าใครกันแน่ที่ต้องการให้คนตาย
ตรงนี้ก็ผิดประเด็น
ความตาย 91 ศพเป็นความรับผิดชอบของอำนาจรัฐโดยตรง
นายอภิสิทธิ์ต้องแบกรับความรับผิดชอบนี้ตั้งแต่มีคำสั่งสลายม็อบแล้ว
เพราะถ้าไม่เคลื่อนกำลังพลและรถถังเข้าไป
จะเกิดการนองเลือดที่คอกวัวและราชประสงค์หรือ !?


