WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 9, 2011

‘แรงงานแดง’ มอบรางวัลสตรีดีเด่น ‘แม่น้องเกด-ผุสดี เสื้อแดงคนสุดท้าย’

ที่มา ประชาไท

8 มี.ค.54 เวลา 16.00 น. กลุ่มพลังหญิงและกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตยจัดงาน 100 ปี สตรีสากล “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง” ขึ้น ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว โดยมีการเสวนาหัวข้อ “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง” และมีพิธีมอบรางวัลผู้หญิงดีเด่น รวมถึงกิจกรรมวัฒนธรรม โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 100 คน

การเสวนา ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
การเสวนา “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง”

บรรยากาศงาน ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
บรรยากาศงาน “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง”

การแสดงจาก "ประกายไฟการละคร"
การแสดงจาก "ประกายไฟการละคร"

ผู้ได้รับรางวัล (จากซ้ายไปขวา) ตัวแทนสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ-พเยาว์-ผุสดี
ผู้ได้รับรางวัล (จากซ้ายไปขวา) ตัวแทนสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ-พเยาว์-ผุสดี

ในการเสวนาหัวข้อ “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง” นงลักษณ์ คำเฟื่องฟุ้ง ตัวแทนกลุ่มพลังหญิง กล่าวว่า เช้านี้ได้เปิดดูหนังสือพิมพ์ เพื่อดูว่าผู้นำของประเทศให้ความสนใจกับวันสตรีสากลหรือไม่ ปรากฎว่า น่าเสียใจที่ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับวันสตรีสากลในหน้าหนังสือพิมพ์เลย นอกจากนี้การยกย่องสตรีนั้นจะต้องมีคำนำหน้านาม เช่น คุณหญิง รัฐมนตรี แต่ไม่มีการพูดถึงผู้หญิงในชนบท แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้หญิงเลย ดังนั้น การลุกขึ้นมาขอพื้นที่ในการเรียกร้องแสดงออก สื่อสารความคิดของผู้หญิงให้สังคม ผู้นำประเทศ นักปกครองและสื่อ ได้รับรู้และสนใจจึงค่อนข้างเป็นภาระหนัก

นงลักษณ์เล่าว่า จากการดำเนินกิจกรรมสังคมการเมืองที่ผ่านมา พบว่าปัญหาและอุปสรรคอันดับหนึ่ง มาจากผู้หญิงด้วยกันเอง สอง จากสังคม สาม จากผู้ชาย ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงต้องสนับสนุนบทบาทของผู้หญิงด้วยกันเอง นอกจากนี้ผู้นำระดับประเทศก็ต้องแสดงการสนับสนุนผู้หญิงให้ชัดเจนด้วย โดยที่ผ่านมาไม่มีผู้นำท่านใดเลยที่จะสนับสนุนบทบาทของผู้หญิง

รางวัลแด่แรงงาน?
จิตรา คชเดช เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การได้มาซึ่งวันสตรีสากล เกิดจากคนงานทอผ้าในอเมริกาที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยการเรียกร้องระบบ 3 แปด คือ เรียนรู้ 8 ชั่วโมง ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง แต่ 100 ปีผ่านมา วันสตรีสากลกลับถูกบิดเบือน โดยยกตัวอย่างกรณีการมอบรางวัลสตรีทำงานดีเด่นของกระทรวงแรงงานในปีนี้ว่าไม่มีผู้หญิงที่มาจากสหภาพแรงงานหรือเป็นนักปกป้องสิทธิคนงานเลย กลายเป็นคนระดับผู้บริหารของบริษัทเอกชนต่างๆ โดยที่น่าสนใจ คือ ผู้ได้รับรางวัลสตรีผู้ปฏิบัติการภาคเอกชนดีเด่น เนื่องจากได้รับเบี้ยขยันทุกปี ซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจ เพราะเท่ากับเห็นว่าควรทำงานโดยไม่สามารถขาด-ลา-มาสายได้ มีชีวิตคล้ายเครื่องจักร นอกจากนี้ พิธีกรสตรีดีเด่น คือ นางสาววีรินทร์ทิรา นาทองบ่อจรัส ซึ่งดำเนินรายการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรงนี้ทำให้เห็นว่า กระทรวงแรงงานให้รางวัลบิดเบือนจากที่มาของวันสตรีสากลอย่างชัดเจน กลายเป็นเรื่องของผู้หญิงชนชั้นสูงที่ให้รางวัลกับผู้หญิงที่เข้าสู่ระบบทุนนิยมดีเด่น ทำงานเยี่ยงเครื่องจักร ตอบสนองการพัฒนาของรัฐตามระบบทุนนิยม หากคลารา เซทคิน มีชีวิตอยู่คงเสียใจเป็นอย่างมาก ที่วันสตรีสากลกลายเป็นเครื่องมือให้ชนชั้นสูงและนายทุนกดขี่ขูดรีดต่อไป

(ดูรายชื่อได้ที่ http://goo.gl/HwYKE)

นอกจากนี้ จิตราเล่าถึงเหตุการณ์ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 มี.ค.) ซึ่งมีการปาฐกถาโดยนายภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในงานซึ่งจัดในโอกาส 100 ปีสตรีสากลว่า เธอได้ถูกห้ามไม่ให้ถือป้ายประท้วง พร้อมเหตุผลว่า วันสตรีสากลไม่เกี่ยวกับการเมืองซึ่งเธอไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าการจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เกี่ยวกับการเมืองทั้งสิ้น และตั้งคำถามว่าผู้หญิงไม่ต้องทำอะไรนอกจากงานบ้านและการสำเร็จความใคร่หรือ

จิตรา กล่าวด้วยว่า ระบบทุนใช้เครื่องมือหลายอย่างในการจัดการผู้หญิงและผู้ชายในชนชั้นกรรมากร เพื่อให้กดขี่ได้มากขึ้น รวมถึงพยายามสร้างให้มีการกดขี่กันเองของชายและหญิงด้วย ขณะที่ทอม กระเทย เกย์ ดี้ ก็ถูกหาว่าเป็นพวกผิดเพศ มีกรรม คนทำแท้งถูกมองว่าผิดศีล ก็เพราะคนเหล่านี้ไม่สามารถสร้างแรงงานรุ่นใหม่ให้นายทุนขูดรีดได้ จึงถูกใช้วาทกรรมทางศาสนาเข้าจัดการ

ทั้งนี้ จิตราเสนอว่า ต้องร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ เพื่อให้หลักประกันถ้วนหน้าครบวงจร ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในท้องจนเสียชีวิต โดยไม่เจาะจงว่าจนหรือไม่ โดยระบบสวัสดิการของรัฐต้องรวมถึงสิทธิทำแท้งของสตรีด้วย โดยงบเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการต้องมาจากภาษีมรดก ภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ลดงบประมาณของรัฐที่ไม่จำเป็น เช่น งบทางการทหาร อาวุธสงคราม ซึ่งทำมาใช้เพียงปราบคนที่เห็นต่างทางการเมืองและโชว์ในวันเด็ก รวมถึงงบประมาณการโฆษณาและพิธีกรรมของรัฐที่ไม่จำเป็นต่อชนชั้นล่าง และย้ำว่า แรงงานจะต้องมีพรรคการเมืองของตัวเอง เพื่อสู้ในระบบรัฐสภาของนายทุน และต้องมีสิทธิกำหนดนโยบายที่ไม่ต้องการ เสนอนโยบายผ่านพรรคการเมือง กำหนดนโยบายของพรรคการเมืองได้ รวมถึงจะต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก การพูด การเข้าถึงสื่อ ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องยกเลิกมาตรา 112 เพราะเป็นกฎหมายปิดปาก ใครพูดอะไรไม่ได้ ต้องติดคุก

กระบวนการมุมกลับสับขาหลอกของรัฐ
วันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่าควรต้องดึงวันสตรีสากล และการต่อสู้ของผู้หญิง ให้กลับมาเป็นของผู้หญิงทุกชนชั้นทุกสถานะทางเศรษฐกิจไม่ใช่แค่กิจกรรมสังคมสงเคราะห์ ให้รอดชีวิตไปวันๆ ที่ผ่านมา สถานภาพและบทบาทของผู้หญิงมีพัฒนาการไปในทางก้าวหน้ามากขึ้น ขณะเดียวกันมีการก่อตั้งพัฒนาองค์กรต่างๆ มาดูแลปัญหาผู้หญิงหลายองค์กร แต่มีความอนุรักษนิยมสูงมาก ทำให้ผู้หญิงเป็นเพียงผู้ถูกกระทำที่ต้องเยียวยาเท่านั้น

วันรักกล่าวต่อว่า แม้ว่ามีจำนวนผู้หญิงที่เพิ่มขึ้นมากในองค์กรระดับสูง แต่จำนวนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าคนเหล่านี้จะสนใจปัญหาของผู้หญิงในสังคมไทยได้เท่าเทียม แต่กลายเป็นว่าองค์กรเหล่านี้ที่ได้เงินอัดฉีดจากรัฐ แทนที่จะดึงผู้หญิงออกจากความคิดกดทับไม่เคารพศักดิ์ศรีกัน กลับทำให้ปัญหาของผู้หญิงอ่อนลง โดยการให้ความช่วยเหลือเยียวยา และให้พื้นที่อยู่ภายใต้โลกทัศน์แบบเดิมที่ผู้ชายอยู่ข้างบนของโครงสร้าง

วันรักวิจารณ์ว่า โฆษณาของ สสส. ที่รณรงค์ให้ผู้หญิงเลิกสูบบุหรี่ โดยมีผู้ชายเป็นคนบอกว่า ต้องเลิกสูบบุหรี่ ไม่เช่นนั้นลูกจะมองไม่ดีนั้น เป็นกระบวนการมุมกลับสับขาหลอก เหมือนว่าจะรณรงค์เพื่อผู้หญิง แต่กลับทำให้ผู้หญิงต้องแคร์ผู้ชายและไม่ก้าวร้าวแสดงความรุนแรง

ขณะที่โครงการรณรงค์ให้หยุดความรุนแรงต่อผู้หญิงก็ไม่ได้เรียกร้องต่อนักโทษอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักโทษจากมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา หรือโครงการต่างๆ ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เธอตั้งคำถามว่ามีประสิทธิภาพในการผลักดันปัญหาของผู้หญิงอย่างแท้จริงหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นว่า ยังมีสถิติการข่มขืนเพิ่มขึ้น มีการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น โครงการเหล่านี้เป็นเหมือนโครงการ CRS หรือการรณรงค์เพื่อสังคมที่จัดโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ทำให้ทุนนิยมดูมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ดูมีหัวใจมากขึ้นเท่านั้น แทนการมุ่งสร้างความเท่าเทียมของการกระจายรายได้ เช่นเดียวกัน โครงการของรัฐไทย ก็ดูเหมือนเป็นการทำเพื่อสตรีไทย แต่กลับไปผลิตซ้ำการกดทับผู้หญิง ไม่ได้เพิ่มศักยภาพให้ผู้หญิงอย่างแท้จริง

วันรักเสนอว่า การต่อสู้ของผู้หญิงต้องเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก่อน เพราะจะเป็นพื้นฐานของการเรียกร้องเรื่องอื่นๆ นอกจากนี้ การต่อสู้ของผู้หญิงจะต้องขยายวงไปสู่การต่อสู้เพื่อเสียงของคนที่ถูกหลงลืม ให้พวกเขามีพื้นที่ยืน มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ด้วย

ระวัง! ภาษากดขี่แบ่งแยกชนชั้น
ในฐานะนักวิชาการด้านภาษา สุดา รังกุพันธุ์ กล่าวถึงภาษาที่ครอบงำสังคมไทยอย่างคำว่า "สตรี" ซึ่งถูกใช้เป็นชื่อเรียก "วันสตรีสากล" ว่าเป็นคำที่ไม่ได้ใช้บ่อย คำนี้มักใช้กับผู้มีเกียรติสูงศักดิ์ ซึ่งเป็นส่วนน้อยของสังคม แต่ครองอำนาจมายาวนานกว่า เมื่อสังเกตจะเห็นว่าสังคมไทยได้พยายามสร้างความเป็นชนชั้นครอบงำเราไว้อย่างแยบคาย บางคำสำหรับชนชั้นสูง บางคำใช้กับไพร่ โดยที่เราไม่เคยรู้ตัว หลงใช้คำของคนเหล่านั้นไปด้วย พร้อมยกตัวอย่างว่า หากเราเป็นแม่ค้า คงไม่ได้เป็นนักธุรกิจสตรี คนกวาดถนนคงไม่ได้เป็นพนักงานกวาดถนนสตรี แม้แต่อาชีพที่มีการศึกษาสูงอย่างแพทย์ เภสัชกร ยังต้องเป็นแพทย์หญิง เภสัชกรหญิง ถูกแยกจากผู้ชาย

"ในสังคมประชาธิปไตย สิ่งหนึ่งที่ต้องช่วยกันทุกวินาทีของการดำรงชีวิตคือต้องไม่เป็นทาสทางภาษาของชนชั้นปกครองที่ครอบงำเราไว้อย่างยาวนาน โดยที่เราไม่รู้ตัว" สุดากล่าวและว่า ขณะที่ภาษาสะท้อนความคิดออกไปสู่สังคม ภาษาก็เป็นเครื่องมือครอบงำความคิดของเราด้วย หากต้องการปลดแอกความคิดล้าหลัง ต้องปลดแอกด้วยการตระหนักรู้ถึงภาษาที่ครอบงำเรา

สุดาเสนอด้วยว่า ควรเลิกใช้คำพูด อาทิ "หน้าตัวเมีย" "เกาะชายกระโปรง" ซึ่งเป็นคำที่ดูถูกผู้หญิง แล้วใช้คำพูดที่ให้เกียรติทุกเพศ ทุกกลุ่ม และทุกศาสนา เหมือนที่เราอยากได้รับการปฏิบัติเช่นกัน

หลังการเสวนา มีการอ่านบทกวีโดยเพียงคำ ประดับความ และมีการแสดงละครเวทีจากกลุ่มประกายไฟการละคร เรื่อง "สตรี ชะนีหรือคน" โดยจำลองเหตุการณ์ที่มีการห้ามพูดเรื่องการเมืองในวันสตรีสากล กรณีการคุกคามทางเพศเจ้าหน้าที่หญิงในองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งหนึ่ง และการล้อเลียนเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน และมีการแสดงดนตรีจากวัฒน์ วรรลยางกูร และวงท่าเสาด้วย

มอบรางวัลผู้หญิงดีเด่น
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลให้กับผู้หญิงดีเด่น ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ได้แก่ นางพะเยาว์ อัคฮาด โดยระบุว่าเธอเป็นผู้มีความกล้าหาญในการออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับลูกสาว คือ กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาซึ่งถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนารามระหว่างการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 น.ส.ผุสดี งามขำ เสื้อแดงคนสุดท้ายในที่ชุมนุมราชประสงค์ และสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่ต่อสู้เรียกร้องเพื่อคนงาน โดยมี นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย เป็นผู้มอบ

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ทำไมถึงเปิดเขื่อนปากมูลไม่ได้?

ที่มา ประชาไท

วันที่ 4 มี.ค.54 ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระและกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) ร่วมเวทีสัมมนาสาธารณะ 2 ทศวรรษปากมูลครั้งที่ 2 ว่าด้วยเรื่อง “เปิดเขื่อนปากมูล น้ำแห้งจริงหรือ?” จัดโดยศูนย์ศึกษาพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกองทุนเพื่อสืบสานเจตนารมณ์ วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ณ ห้องมาลัยหุวนันท์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ โดยในเวทีดังกล่าวมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ประธานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ นายมนตรี จันทวงศ์ ผู้ประสานงานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ประชาไทเห็นว่าน่าสนใจจึงถอดความบางส่วนมานำเสนอ

000

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์
ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์

ผมไม่มีความรู้เฉพาะด้าน แบบคุณวิฑูรย์ หรือคุณมนตรีที่จะพูดเรื่องน้ำหรืออะไร แต่ผมสนใจเรื่องเขื่อนปากมูลในแง่ของสังคมและการเมืองไทยมากกว่า คือ เขื่อนปากมูลนับเป็นกรณีแรกๆ ในสังคมไทยเราเลยก็ได้ ที่ประชาชนระดับล่างๆ หน่อย ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าอย่าสร้างเขื่อนปากมูล แล้วลุกขึ้นมาเป็นกอบเป็นกำ

ลองนึกย้อนกลับไปถึงการสร้างเขื่อนภูมิพลซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าเขื่อนปากมูลหลายสิบปี คนที่เคยมีชีวิตอยู่แถวที่มาการสร้างเขื่อนภูมิพลในทุกวันนี้ได้ถูกย้ายไปอยู่บนยอดเขาที่ปลุกอะไรไม่ได้เลย นอกจากหินซึ่งมันงอกขึ้นเองตามธรรมชาติ คือไปอยู่ในที่ที่คุณทำอะไรไม่ได้เลย แล้วก็ไม่มีการทัดทาน คือไม่ได้ร้องอะไรเลยสักแอะเมื่อตอนที่เขาจะสร้างเขื่อนภูมิพล สรุปก็คือว่า นโยบายสาธารณะในประเทศไทยขนาดใหญ่ๆ เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างโรงไฟฟ้า ฯลฯ ประชาชนระดับเล็กๆ จะไม่เคยเข้ามามีส่วนในการบอกว่าอะไรสร้างได้ สร้างไม่ได้ คือพวกท่านทั้งหลายในทัศนะของผู้บริหารรัฐไทย ไม่มีตัวตน ไม่มีหน้าตา อย่าไปพูดถึงจะมีเสียงมาคัดค้านเลย ไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นผมอยากจะพูดถึงประเด็นนี้มากกว่าประเด็นอื่น อย่างไรก็ตามแต่ อยากจะเตือนให้ก่อนว่า หลายคนบอกว่าผมเป็นเสื้อแดง ผมจะไม่รับ หรือไม่ปฏิเสธว่าผมเป็นเสื้อแดงจริงหรือไม่ คุณก็ฟังหูไว้หูก็แล้วกันนะครับ

ผมคิดว่า กรณีของการเคลื่อนไหวของประชาชนระดับล่างหน่อย ในการเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนโยบายสาธารณะนั้นมีการสืบทอดมา คือมองเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้ว่า เมื่อประมาณ 22 ปีมาแล้ว มันมีคนที่เป็นชาวบ้านธรรมดาซึ่งไปนั่งที่ก้นแม่น้ำ “ท้าให้มึงระเบิดเหินใส่กู” จนตำรวดต้องไปลากตัวออกาจากก้นแม่น้ำ นี่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทยเราที่คนระดับนั้นจะลุกขึ้นมา แล้วใช้ทุกอย่างเท่าที่มีในการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ

ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันกับเสื้อแดงที่ราชประสงค์ คือ “กูอยากจะบอกมึงว่าให้ยุบสภา” แต่คุณลองนึกย้อนกลับไปนะว่า การยุบสภานี่เป็นเกมหรือเป็นเครื่องมือการเล่นเกมทางการเมืองของคนระดับสูงๆ เท่านั้น ชาวบ้านไม่เกี่ยว “มึงเป็นใคร มึงมาบอกให้กูยุบสภา” หรือ “มึงเป็นใคร มึงมาบอกกูว่าสร้างเขื่อนได้ สร้างเขื่อนไม่ได้” ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับผม เป็นเรื่องน่าสนใจตรงนี้ว่า จริงๆ แล้วถ้ามองกรณีเขื่อนปากมูล การเคลื่อนไหวของประชาชนระดับล่างในการเข้ามามีส่วนในนโยบายสาธารณะนี่มันเกิดขึ้นมานานแล้ว และเกิดขึ้นก่อนเสื้อแดง เสื้อแดงหลายคนยังไม่ได้เกิดด้วยช้ำไป และนี่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ผมคิดว่าน่าสนใจในสังคมไทย

ผมจะไม่เข้าไปสู่รายละเอียดเรื่องเหตุผลว่าควรจะเปิดเขื่อนหรือไม่ควรเปิดเขื่อน เพราะผมคิดว่ามันชัดเจนมากๆ คือ กรณีไฟฟ้าเวลานี้ ในครั้งสุดท้ายที่รัฐบาลนี้ก็ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นไปศึกษา หลังที่มีการศึกษากันมาหลายต่อหลายครั้ง เพราะวิธีการให้ไปศึกษา บอกว่าให้ไปศึกษาดูก่อน จริงๆ แล้วในทางการเมืองคือการบอกว่า “กูยังตัดสินใจตามมึงไม่ได้ เพราะกูมีอะไรที่วิเศษกว่าคนอย่างมึง เพื่อที่กูจะได้ตัดสินใจ กูจะไม่ฟังเสียงมึง” นั่นเอง ทั้งที่จริงๆ เวลาคนจำนวนมากค้านก็เป็นผลการศึกษาชนิดหนึ่งที่คุณจะใช้ตัดสินใจได้ แต่คุณบอกว่า “เฮ้ย... ถ้ากูตัดสินใจตามมึงอย่างนี้ กูก็ต้องฟังมึงข้างหน้าด้วยอีก” ฉะนั้นจึงเอางานศึกษาที่อ้างว่ามันดี เพราะอย่างน้อยถ้ากูจะตัดสินใจ กูไม่ได้ตัดสินใจตามที่มึงว่า แต่กูตัดสินใจตามที่นักวิชาการศึกษามา ก็มีการตั้งคณะอนุกรรมการไปศึกษา เมื่อไปศึกษาก็จะพบข้อมูลเก่าๆ อย่างที่เขาได้ศึกษามาแล้ว 5 หน 7 หนอย่างที่ว่านั่นแหละ

สิ่งที่ได้ ข้อที่ 1 คือว่า สิ่งที่น่าสังเกตในเรื่องของงานศึกษาล่าสุดของรัฐบาลชุดนี้ก็คือว่า ข้อถกเถียงเรื่องไฟฟ้าแทบจะไม่มีแล้ว คือทุกคนยอมรับแล้วว่าเรื่องไฟฟ้านี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด หายไปแล้ว และข้อถกเถียงซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้ในเรื่องปลากระชังก็หายไปอีกเหมือนกัน ไม่มีใครมาพูดถึง ผมยังจำได้ว่าสมัยหนึ่ง กฟผ.เขาเคยบอกว่าถ้าเปิดเขื่อนเมื่อไหร่ แล้วคนที่จะเลี้ยงปลากระชังเขาจะไม่สามารถเลี้ยงปลากระชังได้ เป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่คนเหล่านั้น แต่ข้อถกเถียงเหล่านี้ไม่ปรากฏในงานศึกษาชิ้นล่าสุดนี้แล้ว คือเหตุผลที่เคยใช้มาแล้วทั้งหลายหมดไป

ความมั่นคงด้านพลังงานหรือเสถียรภาพช่วงที่มีความต้องการไฟสูงสุด ที่ว่าถ้าไม่มีเขื่อนปากมูลแล้วมันจะลำบาก เพราะ กฟผ.อ้างตลอดมาว่าที่ต้องสร้างเขื่อนปากมูลนั้นไม่ใช่ต้องการตัวไฟฟ้าแท้ๆ แต่เพื่อประกันเสถียรภาพของพลังงานในอีสานใต้ ซึ่งไม่ใช่อีสานทั้งหมดด้วย แต่จริงๆ แล้วเขามีทางเลือกในการจะประกันความมั่นคงดังกล่าวตั้งแต่เมื่อ 22 ปีมาแล้ว ด้วยวิธีอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น เชื่อมสายส่งจากอีสานเหนือลงมาอีสานใต้ เป็นต้น แต่เขาเลือกที่จะทำเขื่อนปากมูลแทน ซึ่งข้ออ้างนี้ก็หายไปอีกแล้ว เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คือว่า คณะอนุกรรมที่ศึกษาเสนอรัฐว่าให้เปิดเขื่อนตลอดปี เปิดถาวรไปเลยไม่ต้องไปสนใจเรื่องอื่นอีกแล้ว

แต่ก็มาเกิดข้อถกเถียงใหม่คือว่าน้ำแห้ง ซึ่งคุณมนตรีก็คงจะพูดถึงต่อไป โดยวิธีการมองน้ำเหมือนกับท่อทีวีซี คุณเอาน้ำใส่ท่อไว้ แล้วคุณเอียงท่อเมื่อไหร่มันก็ไหลหมด แต่ว่าแม่น้ำมันไม่ใช่ท่อทีวีซี มันจะมีแก่ง มันจะมีความลาดชัน มันจะมีสิ่งที่เขาเรียกว่าแก้มลิงธรรมชาติ และอื่นๆ ที่เป็นการเก็บกักน้ำอีกเยอะมาก มันไม่เหมือนกับการที่เราเทน้ำผ่านท่อทีวีซี เทพรวดเดียวหมดแล้วแห้งเลย มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามแต่นี่เป็นความรู้เฉพาะด้านที่คุณมนตรีจะพูดถึง ตรงนี้ถือข้ออ้างอันใหม่ที่เกิดขึ้นมา และข้ออ้างอันใหม่นี้จะใช้ต่อไปอีกกี่ปีนั้นผมก็เดาไม่ถูกเหมือนกัน แต่ผมคิดว่าข้ออ้างเหล่านี้ถ้าจะมีการใช้ต่อไป ไม่ว่าคุณมนตรีจะพูดว่าอะไร ไม่ว่านักวิชาการอื่นจะพูดว่าอะไรก็ตาม แต่ก็อาจจะใช้เป็นข้ออ้างต่อไปได้อีกระยะหนึ่งในการที่จะไม่เปิดเขื่อนปากมูล

ทำไมถึงเปิดเขื่อนปากมูลไม่ได้ ผมคิดว่ามันมีการเมืองสองสามระดับด้วยกันในประเทศไทย อันแรกสุดคือการเมืองที่เราเรียกว่าการเมืองท้องถิ่น เวลาที่เห็น สฺ.ส.มานั่งอยู่ในสภา เราดูเหมือนว่ามันเป็นการเมืองระดับชาติใช่ไหม แต่การที่ ส.ส.คนใดจะมานั่งในสภาได้นั้น ถามว่าหัวใจสำคัญอยู่ตรงไหน ไม่ใช่อยู่ที่การชื้อเสียงอย่างที่ชอบพูดกัน แต่อยู่ที่คุณสามารถตั้งเครือข่ายหัวคะแนนได้กว้างแค่ไหน ทีนี้ผมจะไม่เข้าไปสู่รายละเอียด มันมีงานศึกษาในเรื่องนี้เยอะมากเลยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับเครือข่ายหัวคะแนน เครือข่ายหัวคะแนนกับเครือข่ายหัวคะแนนด้วยกันเองมันเป็นอย่างไร

ผมจะไม่เข้าไปสู่รายละเอียด แต่ว่าเครือข่ายหัวคะแนนเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง และเครือข่ายหัวคะแนนคือผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายให้กับ ส.ส.ของตัวเอง ยิ่งถ้า ส.ส.ได้ขึ้นไปเป็นรัฐมนตรี ไอ้เครือข่ายหัวคะแนนจะได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับตัว ส.ส.ที่ตนเป็นผู้ผลักดันขึ้นไปมากทีเดียว เพราะฉะนั้นเวลาที่ใครออกมาคัดค้านการสร้างเขื่อนปากมูน ผมจึงคิดว่าที่คุณต้องไปดู คือไปดูว่า เครือข่ายหัวคะแนนมันได้มันเสียกับเรื่องเขื่อนปากมูลอย่างไร

ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ที่การปกครองเป็นการปกครองของหัวคะแนน โดยหัวคะแนน และเพื่อหัวคะแนนนะครับ ส.ส.และใครต่อใครก็แล้วแต่นั้นเป็นแต่เพียงคนที่เป็นตัวแทนของหัวคะแนนส่งมา สำหรับการในการจะตัดสินใจที่ดูมันเป็นทางการหน่อยเท่านั้นเอง อันนี้เป็นสิ่งที่การเมืองระดับท้องถิ่นจะกระทบต่อนโยบายสาธารณะค่อนข้างสูง แต่ว่าในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจด้วยว่า อย่าไปคิดว่าหัวคะแนนเหล่านั้นจะนั่งคิดว่าเราควรจะมีไฟฟ้า เราควรมีความมั่นคง ฯลฯ เขาไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น เข้าอาจจะคิดแค่เพียงว่าถ้าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องซื้อที่ และเขาสามารถมีรายได้จากการเป็นนายหน้าขายที่ดินก็ได้... คือเป็นคนละเรื่องกับเรื่องพลังงาน คนละเรื่องกับเรื่องที่เรากำลังนั่งพูดกันอยู่ แต่ว่านี่คือของจริง

ประเด็นที่ 2 ที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือว่า ในกระบวนการตัดสินใจด้านนโยบายสาธารณะในประเทศไทย มันมีการจัดช่วงชั้นของสังคมเอาไว้ค่อนข้างแน่นหนา หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าไอ้ตัวคนที่มันทำงานเฉพาะด้านทั้งหลาย เช่น ข้าราชการในกระทรวง กรม กองต่างๆ คนทำงานใน กฟผ. คนทำงานในรัฐวิสาหกิจทั้งหลาย คนเหล่านี้ถูกถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเฉพาะด้าน และเขามีสิทธิในการตัดสินใจมากกว่าคนอื่น ทำไหมถึงเป็นอย่างนี้ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าในประเทศไทยเราเชื่อว่าคนไม่เท่ากัน

คุณจะพูดว่ามนุษย์เราเสมอภาพอะไรก็แล้วแต่ แต่ลึกลงไปในหัวใจ คนไทยที่อยู่กันมา 7-8 ร้อยปีในประเทศนี้ เราเชื่อว่าคนไม่เท่ากัน มันมีคนบางคนที่มีความรู้มากกว่าหรือมีความดีมากกว่า ที่มีอำนาจในการตัดสินใจเหนือคนอื่น เหตุดังนั้น ไอ้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะทั้งหลายเหล่านี้ จะอ้างสองอย่างเสมอ คือหนึ่งอ้างว่ากูเก่ง กับสองอ้างว่ากูเป็นคนดีเสมอ เพื่อจะยึดอำนาจการตัดสินใจนี้เอาไว้ แม้แต่นักการเมืองที่เป็นหัวหน้าหัวคะแนนทั้งหลาย แล้วมานั่งในสภา นั่งในตำแหน่ง ครม.ยังไม่กล้าจะตัดสินใจ ไม่กล้าเข้าไปขวางกลุ่มคนที่เป็นราชการก็ตาม วิสาหกิจก็ตาม อย่างออกหน้าจนเกินไป

แม้แต่อย่างกรณีที่ อ.ชัยพันธ์ (ชัยพันธ์ ประภาสะวัต ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิชุมชน) พูดถึงคุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นนักการเมืองที่สามารถกุมคะแนนเสียงในสภาได้สูงมาก การตัดสินใจของคุณทักษิณก็ยังออกมาในลักษณะประนีประนอม คือ เปิดเขื่อน 4 เดือน ปิดเขื่อน 8 เดือน เพื่อผลิตพลังงาน? ไม่ใช่ เพื่อจับปลา? ไม่ใช่ เพื่ออะไร? ก็เพื่อประนีประนอมทำให้ทุกฝ่ายพอใจหมด นี่คือเป็นเหตุผลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรในทางเทคนิคโดยสิ้นเชิง ไอ้ตัวกระบวนการช่วงชั้นของการตัดสินใจที่ว่านี้มันบังคับให้ยากมากเหลือเกินในการเปิดเขื่อนปากมูล

เขื่อนปากมูลสำหรับผม ผมว่ามันหมดสภาพไปนานแล้ว คือไม่ว่าคุณจะเถียงด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เรื่องไฟฟ้า เรื่องชลประทาน เรื่องอะไรเหล่านี้ มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยเหลืออยู่แล้ว แต่ทำไมถึงไม่มีใครกล้าตัดสินใจเปิดเขื่อน ผมว่าเหตุผลมันอยู่ลึกกว่าเรื่องกรณีเทคนิค แต่มันไปอยู่ที่วัฒนธรรมทางการเมืองและสังคมของเราเองที่มีบังคับให้นักการเมืองไม่มีทางที่จะกล้าตัดสินใจในการเปิดเขื่อนปากมูล และในครั้งนี้ก็เหมือนกัน ในวันที่ 8 (การประชุม ครม.วันที่ 8 มีนาคม 2554) ผมเชื่อว่าจะมีการเลื่อนการตัดสินใจออกไปอีก คือจะตัดสินใจว่าไม่เอาแล้วไม่เปิดก็ไม่กล้า เพราะมันใกล้เลือกตั้งแล้ว จะตัดสินใจว่าเปิดก็ไม่กล้าอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องมีเหตุในการเลื่อนการตัดสินใจออกไปอีก แน่นอนที่สุด

สภาพอันนี้ มันเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ตอนต้น มาจนกระทั้งถึงประมานสัก 30 สิบปีมาแล้วซึ่งไม่เป็นไร แต่ตอนนี้มันเกิดขึ้นในสภาพที่ผมคิดว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างน้อยที่ปากมูนมันเปลี่ยนไปตั้ง 22 ปีแล้ว การที่คนธรรมดาที่นุ่งผ้าถุงแล้วไปนั่งอยู่ก้นแม่น้ำ บอกว่า “มึงระเบิดก็ระเบิดกูด้วย” ไม่ใช่ธรรมดานะครับ เรื่องอย่างนี้ผมเชื่อว่าพ่อขุนรามไม่เคยเห็นมาก่อน มันแตกต่างจากสิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ที่เป็นอย่างนั้น เราไม่มองในแง่ตัวบุคคลว่าผู้หญิงคนนั้นเก่งเหลือเกิน มันไม่ใช่ มันเกิดความเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานในสังคมไทยเลยทีเดียว ที่ทำให้คนจำเป็นจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะ

สมัยหนึ่งคนที่อยู่ตามชนบท อาจบอกว่า เฮ้ย.. มึงจะตัดสินใจอะไรเรื่องของมึงกูไม่เกี่ยว แต่บัดนี้มันทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว และเขาจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ย้อนกลับไปนะครับ รัฐไทยแย่งชิงทรัพยากรของประชาชนอันดับล่างไปสังเวยให้แก่นายทุนตลอดมา ผมว่าไม่ต่ำกว่า 50 ปีแล้ว เราไม่เคยแอะ (ปริปากบ่น) อะไรเลย แต่สัก 20 กว่าปีที่แล้ว เราเริ่มแอะ แล้วก็แอะมากขึ้นๆ มากขึ้นอยู่ตลอดมา ในขณะที่ตัวรัฐไม่เปลี่ยน แม้สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว รัฐก็ไม่เปลี่ยนและก็ยังยืนยันอยู่อย่างนี้ ใช้วิธีล่อหลอก คือแทนที่จะเอาตำตรวจไปตีหัวคุณ หรือยกทหารไปยิงคุณตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ใช้วิธีการเลื่อนการตัดสินใจไปเรื่อยๆ โดยที่เขาไม่ทำตามที่พวกคุณว่า

ถามว่า ถ้าอย่างนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย ผมคิดว่า สิ่งน่าวิตกมากๆ ก็คือจะเกิดเหตุการณ์ดังเช่นที่ราชประสงค์อีก ไม่รู้แล้วรู้รอด เข้าใจไหมครับ ไม่รู้แล้วรู้รอดเพราะว่ารัฐหรือชนชั้นนำของรัฐไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เราหลีกหนีไม่พ้น เพราะมันได้เกิดขึ้นแล้วในสังคมของเราเอง

ผมก็ไม่รู้จะให้บทเรียนอะไรแก่คนปากมูน หรือพี่น้องที่ร่วมในการต่อสู้เรื่องเขื่อนปากมูลมาเป็นเวลานาน ถามว่าไปร่วมต่อสู้กับพวกเสื้อแดงเสียดีไหม ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเสื้อแดงจะสนใจต่อปัญหาปากท้องอย่างแท้จริงของประชาชนในระดับนี้ คือถ้าเสื้อแดงต่อสู้เพียงเพื่อที่จะเปลี่ยนการเมืองระดับชาติโดยไม่สนใจปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตคน ไปร่วมก็ไม่มีประโยชน์อะไร เหตุดังนั้น สำหรับผมก็คือไม่มีคำตอบ นอกจากบอกกับพี่น้องว่า ปัญหาที่ท่านเผชิญอยู่เวลานี้ มันหนักหนากว่าเรื่องเปิดหรือไม่เปิดเขื่อนปากมูล มันเป็นปัญหาที่สังคมเราจะเอาตัวรอดโดยไม่ต้องนองเลือดกันอีกได้หรือไม่ ถ้าตัวชนชั้นนำของรัฐเราไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงว่า ประชาชนทุกระดับจำเป็นต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ

ผมขอยกตัวอย่าง สิ่งที่ผมชอบยกอยู่เสมอ เมื่อสมัยหนึ่งคุณทำนา คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยทำนาเลี้ยงตนเองแต่เพียงอย่างเดียว รัฐบาลจะทำระห่ำอะไรก็เรื่องของรัฐบาล ไม่เกี่ยวอะไรกับเรานะครับ แต่บัดนี้เราจำเป็นที่จะต้องมาอยู่ในที่ซึ่งมันไม่ใช่ทำนาแต่เพียงอย่างเดียวแล้ว คือรายได้ส่วนใหญ่ของคนไทยไม่ได้มาจากภาคเกษตรกรรม คุณต้องออกมาทำอะไรบางอย่างข้างนอก เช่น ขายก๋วยเตี๋ยวในหมู่บ้าน เมื่อคุณขายก๋วยเตี๋ยว นโยบายหมูของรัฐบาล จะกระทบต่อหม้อก๋วยเตี๋ยวของคุณ เพราะคุณต้องเอากระดูกหมูมาเคี่ยว ฉะนั้นจะบอกว่า “เฮ้ย... อย่าไปสนใจรัฐบาลเลย” มันจึงไม่ได้แล้ว สังคมมันเปลี่ยนเพราะอย่างนี้

และด้วยเหตุดังนั้น ผมคิดว่า ถ้าเราไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวเองเพื่อเปิดรับให้ประชาชนทั้งประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจจริงๆ ไม่ใช่เขียนแปะเอาไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วไม่ต้องทำนะครับ เปิดให้ได้จริงๆ เท่านั้นที่เราจะสามารถหลุดพ้น หรือรอดไปจากการนองเลือดอย่างนั้นได้ อีก ขอบคุณมากครับ

เพิ่มเติมในช่วงท้าย

ผมคิดถึงอย่างนี้ว่า เมื่อสมัยที่ยังมีสมัชชาคนจนอยู่ พลังสำคัญของสมัชชาคนจนนั้นอยู่ที่การจัดองค์กร จริงๆ สมัชชาคนจนประกอบด้วยประเด็นปัญหาเป็นร้อยๆ เช่นเดียวกันขบวนที่เคลื่อนไหวกันอยู่ในเวลานี้ก็มีประเด็นปัญหาเกิน 500 ด้วยซ้ำไป แต่พลังมันไม่ค่อยมี ทำไมผมถึงพูดถึงสมัชชาคนจนและพลัง คืออย่างนี้ ผมคิดว่าชาวบ้านไม่มีเครื่องมือในการต่อสู้สักอย่างเดียว อันแรกคือว่าชาวบ้านไม่มีพรรคการเมือง ไม่มีพรรคการเมืองไหนที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนในระดับล่างสักพรรคเดียวในประเทศไทย ในขณะเดียวกันก็ไม่มีสื่อ ไม่มีทีวีช่องไหนที่สนใจกับเรื่องของพี่น้องประชาจริงๆ ตามไปดูถึงที่ เข้าใจปัญหาของประชาชนระดับล้าง แล้วเอามาเล่าให้คนในกรุงเทพฯ ได้เข้าใจอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นการต้อสู้ทางการเมืองของพี่น้องถึงแม้ว่าจะมีจำนวนมากเท่าไรก็แล้วแต่ พลังมันน้อยมาก

เมื่อสักครู่มีผู้สื่อข่าวท่านหนึ่งบอกกับผมว่า การชุมนุมที่อยู่บริเวณทำเนียบเวลานี้ พวกกลุ่มเสื้อเหลืองนี่มีจำนวนน้อยที่สุดเลย แต่ว่าคนในกรุงเทพฯ จะรู้เรื่องราวความต้องการของเสื้อเหลืองมากกว่าทุกปัญหาที่พวกท่านซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาลเสียอีก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือว่า ก็แน่นอนเสื้อเหลืองเขามีการจัดองค์กรภายในของเขาเอง ส่วนพวกท่านมีการจัดองค์กรเพียงเพื่อจะสามารถนำคนเขามาในกรุงเทพฯ ได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะแพ้หรือชนะในครั้งนี้ ผมว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายต้องคิดก็คือว่าจะพัฒนาการจัดองค์กรอย่างไรให้มันเกิดพลังขึ้นจริงๆ

ผมคิดว่าในประเทศไทยยังอาจจะต้องใช้ถนนเป็นเครือมือในการต่อสู้ทางการเมืองต่อไปอีกนานพอสมควรทีเดียว มันคงไม่หมดไปในเร็ววัน เพราะฉะนั้นท่านจึงต้องคิดเรื่องการจัดองค์กรให้ดีๆ ถ้าต้องการจะมีพลังในการบังคับให้รัฐฟังท่านบ้าง

ขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน:ต้นแบบดับไฟใต้

ที่มา Thai E-News


3 ใน 7 ข้อ แนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูนจากอียิปต์นี้ น่าจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพมากที่สุด ของเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ อย่างไรเสีย มันก็ยังดีกว่า “6 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้”ของรัฐบาลในเวลานี้แน่


โดย ปาแด งา มูกอ
9 มีนาคม 2554

ผมมีโอกาสอ่านบทความของ Khozafi Madoha ในเว็บ http://khozafi-shahaan.blogspot.com/2011/02/blog-post.html เกี่ยวกับขบวนการ อัล-อิควานอัล- มุสลิมูน ในประเทศอิยิปต์

มีประเด็นหลายอย่างสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาก

หากพี่น้องชาวไทยมุสลิมของประเทศไทยไม่ว่านิกายใดก็ตาม สามารถนำมาประยุกต์ใช้ 3 ใน 7 ข้อ ตาม แนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูนได้ล่ะก็ ผมเชื่อมั่นว่า ปัญหาต่างๆที่รุมเร้าพี่น้องชาวไทยมุสลิมอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าปัญหาการฟ้องร้องท่านจุฬาราชมนตรี ปัญหาความไม่สงบทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสามารถยุติลงได้อย่างแน่นอน โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้ออีกต่อไป

โดยเฉพาะ ประชาชนทั้งไทยพุทธ ไทยมุสลิม พระสงฆ์องค์เจ้า โต๊ะอิหม่าม ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร เป็นพันๆคน และกลุ่มที่รัฐบาลเรียกว่า “กลุ่มก่อความไม่สงบ” อีกประมาณ 0.001 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ทั้งนั้นพี่น้องชาวไทยมุสลิม ไม่ว่าท่านจะเป็นประชาชนคนธรรมดา นักวิชาการ สื่อมวลชน ท่านต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่าในปัจจุบันนี้ อำนาจทางการเมือง ที่เข้าครอบคลุมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ว่าชาวไทยพุทธหรือชาวไทยมุสลิม คือต้นเหตุของปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประเทศไทยในขณะนี้ มากกว่าครั้งไหนๆในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ก่อนที่จะถึง “แนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน” ขอทำความเข้าใจที่มาที่ไปของขบวนการนี้พอสังเขปก่อนน่ะครับ

“อัล-อิควานอัล-มุสลิมูน” เป็นขบวนการอิสลามที่ เคลื่อนไหว เรียกร้องเพื่อกลับสู่อิสลามตามที่ปรากฎในอัล-กุรอาน และอัล-หะดีษ เรียกร้องให้นำกฎหมายอิสลามมาใช้ในชีวิตประจำวัน

คติพจน์ของขบวนการ

الله غايتنا، والرسول قدوتنا، والقرآن دستورنا،والجهاد سبيلنا،
والموت في سبيل الله اسمي أمانينا"،
ความว่า “ อัลลอฮคือเป้าหมายของเรา และท่านศาสดาคือแบบอย่างของเรา และอัล-กุรอานคือธรรมนูญของเรา และการต่อสู้ในหนทางศาสนาคือแนวทางของเรา และการตายในหนทางของอัลลอฮคือความหวังสูงสุดของเรา



หัวหน้าขบวนการอิควานมุสลีมูน

محمد بديع (มุฮัมหมัด บะเดียะอฺ) หัวหน้าคนที่แปดของขบวนการอิควาน ในระหว่างปี อ.ศ.(16 มกราคม 2010 จนถึงปัจจุบัน)


แนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน

ความหมายของอิสลามตามแนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูนนั้นกว้าง ครอบคลุมทุกๆด้าน ไม่ละเลยในด้านใด ด้านหนึ่ง ดังนั้นขบวนการพยายามอย่างยิ่งในการกระจายกิจกรรมของขบวนการเพื่อเข้าสู่ระดับนานาชาติ หะซันอัล-บันนาได้กล่าวถึงลักษณะ ของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูนว่า เป็นองค์กรที่แตกต่างจากองค์กรอื่นๆ ดังนี้

1 – البعد عن مواطن الخلاف หมายถึง การห่างไกลจากความขัดแย้งทางศาสนา
2 – البعد عن هيمنة الأعيان والكبراء หมายถึงการห่างไกลจากผู้ที่มีฐานะ มีชื่อเสียง หรือผู้มีระดับในรัฐบาล
3 – عن الأحزاب والهيئات البعد หมายถึงการห่างไกลจาก องค์กร หรือพรรคการเมือง
4 - العناية بالتكوين والتدرج في الخطوات หมายถึง การเอาใจใส่ในการเสริมสร้างการเคลื่อนไหวขององค์กรในการดำเนินไปทีละขั้น
5 – إيثار الناحية العملية الإنتاجية على الدعاية والإعلانات หมายถึง การให้ความสำคัญในด้านการปฎิบัติมากกว่าการโฆษณาชวนเชื่อ
6 - شدة الإقبال من الشباب หมายถึง การให้ความสำคัญในการรับสมาชิกที่เป็นวัยหนุ่มสาว และ
7 – سرعة الانتشار في القرى والمدن หมายถึง การพยายามเชิญชวนเผยแพร่ตามหมู่บ้านและในเมืองอย่างรวดเร็ว


3 ใน 7 ข้อ (ข้อที่ 1 ถึง ข้อ 3 ) ที่ผมเห็นว่า น่าจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพมากที่สุด (ถ้าทำได้ผมจะเสนอ “ยุทธศาสตร์รอง” ในการดับไฟใต้ แถมให้ ) ของเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้

แต่ปัญหาที่สำคัญมันอยู่ที่ พี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า (ผมเน้นประชาชนเท่านั้นน่ะครับ) ไม่ว่าพี่น้องชาวไทยพุทธและพี่น้องชาวไทยมุสลิม ท่านพร้อมหรือยัง

ท่านพร้อมที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของท่าน ท่านพร้อมที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงสังคมปัจจุบันที่มันเน่าเฟะ ให้เป็นสังคมที่น่าอยู่น่าอาศัยเหมือนกับเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาสมัยรุ่นปู่รุ่นพ่อของเรา ถ้าทุกท่านพร้อม เริ่มได้เลยครับ

เริ่มด้วยตัวท่านเอง เพื่อนบ้าน ในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จนถึงจังหวัด ทุกท่านมีหน้าที่เหมือนกันหมด คือหน้าที่ในการที่จะกำหนดอนาคตของตัวเองและของสังคม ยังไม่ต้องถึงประเทศชาติ เอาแค่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ก่อน แล้วมันจะลุกลามออกไปโดยอัตโนมัติ (โดยไม่ต้องให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวใดๆทั้งสิ้น)

ถ้าพร้อมแล้วเริ่มข้อที่ 1 เลยครับ ข้อนี้บทบาทหน้าที่สำคัญคือ พระสงฆ์องค์เจ้าทุกระดับ ร่วมกับบรรดาท่านผู้นำศาสนา ไม่ว่าโต๊ะอิหม่าม คอเต็บ บิหล่าน ทุกท่านมีบทบาทเหมือนกัน ที่จะต้องเป็นแม่แบบให้กับประชาชนทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่มีเรื่องของศาสนามาเกี่ยวข้อง (โดยไม่ต้องให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวใดๆทั้งสิ้น)


1 – البعد عن مواطن الخلاف หมายถึง การห่างไกลจากความขัดแย้งทางศาสนา


ข้อที่ 2 ข้อนี้หินมากๆ และยากที่จะแก้ไขในเวลาอันสั้น นอกจากรอเวลา ที่พญามัจจุราชจะมาเชิญเหล่าบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายไปพบปะสังสรรค์ในอีกภพหนึ่ง แต่มันก็ไม่แน่น่ะครับ เพราะปัจจุบันมันเริ่มมีสัญญาณสิ่งบอกเหตุหลายอย่าง ที่อาจไม่ต้องรอท่านพญามัจจุราชมาเชิญก็ได้

ข้อนี้ประชาชนระดับรากหญ้าที่มีจำนวนมหาศาล เขาไม่วิตกทุกข์ร้อนอะไรหรอกครับ ก็มีแต่กลุ่มบ้าอำนาจ อยากมีอำนาจ อยากแสวงหาอำนาจ อยากมีชื่อเสียง อยากเด่นอยากดัง อยากมีผลประโยชน์ และอยากอีกหลายๆอยาก เท่านั้น แต่อย่าลืมน่ะครับ ระดับรากหญ้านี่แหล่ะที่สามารถพลิกผันประเทศได้ในชั่วพริบตา

2 – البعد عن هيمنة الأعيان والكبراء หมายถึงการห่างไกลจากผู้ที่มีฐานะ มีชื่อเสียง หรือผู้มีระดับในรัฐบาล


ทีนี้ก็มาถึงข้อสุดท้าย คือที่ 3 ก็ต้องถือว่าน้องๆหิน เหมือนกันครับ แต่เรื่องของการเมือง โดยเฉพาะการเมืองในสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ขนาดบรรดาเซียนทางการเมืองยังต้องเรียกพี่ ไม่เชื่อก็ต้องถามพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ดู ขนาดยึด 11 จังหวัดภาคใต้ไว้ได้ทั้งหมด ก็ยังเหลือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ไม่รู้จะเหลือไว้ทำไม ก็ไหนคุยว่ามาถูกทางแล้วไง

เป็นอันว่าข้อที่ 3 นี้อยู่ในอุ้งมืออันน้อยๆของประชาชนทุกท่านล่ะครับ ในเวลาเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง แต่สิ่งที่สำคัญประชาชนทุกท่าน ท่านต้องเป็นตัวของตัวเองในการตัดสินใจ นี่ก็ถือว่า ท่านได้ห่างไกลจากองค์กรหรือพรรคการเมืองแล้ว ส่วนเรื่องอื่นทางการเมืองเขาจัดการกันเอง (พวกหัวคะแนนระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน)

3 – عن الأحزاب والهيئات البعد หมายถึงการห่างไกลจาก องค์กร หรือพรรคการเมือง



สรุปแล้ว ผมก็ยังเห็นด้วยกับแนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน ข้อที่ 1 ถึงข้อที่ 3 เพราะมันเป็นแนวทางของการแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้ค่อนข้างมาก

ถึงแม้ว่าแนวคิดดังกล่าวมันออกจะดูแปลกๆในสังคมไทย แต่มันก็ได้พิสูจน์ถึงความสำเร็จมาแล้วในประเทศอียิปต์ แล้วเราจะไม่ลองหยิบของดีๆของอียิปต์มาลองใช้ดูบ้างหรือครับ ผมว่าอย่างไรเสีย มันก็ยังดีกว่า “6 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้”

ที่คิดขึ้นได้ระหว่างการถ่ายทุกข์.....!!!!!!!

ที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:ผ่ามาตราร้อน112

ที่มา Thai E-News


ที่มา ASIA UPDATE TV

รายการที่นี่ความจริงตอนนี้ ดำเนินรายการโดย 3 นักวิชาการสาว ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.ดร.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)ดำเนินรายการที่นี่ความจริง ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN มี ประเด็นสำคัญคือ

1.ทำความเข้าใจกับปัญหา ม.112

เมื่อสังคมเกิดคำถามถึง ปัญหาของ ม.112 และกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับคดีที่มีความผิด ตาม ม.112 ภายใต้ปัญหาใหญ่ในสังคมไทย นั่นคือ การปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการพูด (no freedom of speech)

ประเด็นที่ 2 ความไม่น่าเชื่อถือของ DSI

ความไม่น่าเชื่อถือของกระบวนการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ของ DSI ซึ่งอธิบดีเป็นกรรมการใน ศอฉ. ผู้สั่งสลายการชุมนุม แล้วผลการสอบสวนจะน่าเชื่อถือได้อย่างไร คณะกรรมการผู้สื่อข่าว CPJ ถึงกับเรียกผลการสอบสวนของ DSI ว่าเป็น "การฟอกขาว (white wash)" ให้รัฐบาล





การใช้อำนาจตุลาการอันเป็นอิสระกับการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

ที่มา Thai E-News


องค์กรตุลาการและบุคลากรในองค์กรย่อมถูกตรวจสอบได้เสมอ จะด้วยกระบวนการขั้นตอนใดนั้นย่อมเป็นไปโดยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หากองค์กรใดหรือบุคคลใดไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ ย่อมกลายเป็นองค์อธิปัตย์อิสระที่อยู่เหนือรัฐหรือแยกออกจากรัฐไป


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

จากกรณีที่มีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ว่าหลังจากที่ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมิให้นำมติคณะรัฐมนตรีที่สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของเขมร

ซึ่ง ครม.และกระทรวงการต่างประเทศได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่ง นายอักขราทร จุฬารัตน ในฐานะประธานศาลปกครองสูงสุดในขณะนั้นได้สั่งให้จ่ายสำนวนคดีดังกล่าวให้แก่ องค์คณะที่ ๒

ต่อมาองค์คณะดังกล่าวได้มีมติ ๓ ต่อ ๒ ให้กลับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองชั้นต้น แต่ในขณะที่ยังมิได้ลงนามในร่างคำสั่งฯ นายอักขราทรได้มีคำสั่งเปลี่ยนองค์คณะไปเป็นองค์คณะที่ ๑ ซึ่งมีนายอักขราทรเป็น หัวหน้าคณะเป็นผู้พิจารณาแทน และมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๑ ยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง

ประเด็นจึงมีอยู่ว่าการสั่งเปลี่ยนองค์คณะดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญและระเบียบวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครองหรือไม่ หากไม่ชอบจะเป็นการแทรกแซงความเป็นอิสระของตุลาการหรือไม่ และที่สำคัญก็คือเข้าข่ายการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช.ตามมาตรา ๘๔ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ หรือไม่

ในประเด็นที่ว่าด้วยการสั่งเปลี่ยนองค์คณะดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญและระเบียบวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครองหรือไม่ นั้น พิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า ในกรณีดังกล่าวนั้นไม่ปรากฏเหตุว่า ตุลาการหรือองค์คณะดังกล่าวมีพฤติการณ์ที่กระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมหรือถูกคัดค้าน หรือมีสำนวนคั่งค้างเป็นจำนวนมาก จนกระทบต่อการพิจารณาคดีนี้แต่อย่างใด ดังปรากฏในข้อเท็จจริงว่าองค์คณะได้พิจารณาเสร็จสิ้นจนมีมติออกมาแล้ว

ที่แน่ๆก็คือว่ามีผู้เห็นแย้งกับการสั่งเปลี่ยนองค์คณะดังกล่าวและเชื่อว่าต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องในสำนวนคดีนี้เอง ถึงแม้ว่าคำร้องต่อ ป.ป.ช.จะไม่ระบุชื่อผู้ร้องก็ตาม แต่คำร้องมีรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการในศาลปกครองอย่างละเอียดแบบ มืออาชีพ และยังชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนองค์คณะตุลาการในกรณีนี้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงความเป็นอิสระของตุลาการ

ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมา นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุลประธานศาลปกครองสูงสุดคนปัจจุบันจะออกมาให้สัมภาษณ์ต่อกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ ๔ มี.ค.ว่าเป็นการสละคืนสำนวนขององค์คณะด้วยเหตุว่ามีสำนวนคั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ฟังดูพิกลๆอยู่ เพราะตามข้อเท็จจริงนั้นองค์คณะได้มีมติไปแล้ว

ส่วนประเด็นที่ว่าเข้าข่ายการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช.ตามมาตรา ๘๔ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการทุจริตฯหรือไม่ นั้น เห็นว่า ป.ป.ช.มีอำนาจการไต่สวนตุลาการศาลปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๐ ที่ให้อำนาจ ป.ป.ช.ในการไต่สวนตุลาการหรือผู้พิพากษาที่ส่อว่ากระทำผิดต่อต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ประกอบกับมาตรา ๘๔ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ

ฉะนั้น ป.ป.ช.จึงมีมติรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และ ป.ป.ช.ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๕(๑) ของพ.ร.บ.ดังกล่าวเรียกเอกสารหรือหลักฐานใดใดเพื่อประโยชน์ในการไต่สวนข้อเท็จจริงไปยังสำนักงานศาลปกครอง หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง(ก.ศป.)ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ ก.ศป.ไม่ได้มีมติใดๆออกมาเพราะในที่ประชุมมีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจตุลาการโดยแท้ สำนักงานศาลปกครองไม่จำเป็นต้องชี้แจง แต่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งแน่นอนว่าบางส่วนคงต้องเกี่ยวข้องกับองค์คณะที่ถูกเปลี่ยนเป็นแน่แท้ เห็นว่าหาก ก.ศป.มีมติไม่ให้เลขาธิการสำนักงาน ศาลปกครองส่งเอกสารหรือชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ก็เท่ากับว่ามีมติให้เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองกระทำผิดกฏหมาย พูดง่ายๆก็คือเห็นว่า ป.ป.ช.มีอำนาจในกรณีนี้นั่นเอง

ในเมื่อ กศป.ไม่มีมติออกมาแต่อย่างใด และไม่แน่ว่าในการประชุม ก.ศป.ในวันที่ ๑๖ มี.ค.ที่จะถึงนี้ ก.ศป.จะสามารถมีมติออกมาได้หรือไม่ เพราะเสียงยังแตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ภาระจึงตกหนักต่อเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองว่าจะตัดสินใจปฏิบัติอย่างไร ฝ่ายหนึ่งคือ ก.ศป.ซึ่งมีประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน ก.ศป.โดยตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง สามารถให้คุณให้โทษได้ แต่อีกฝ่ายหนึ่ง คือ ป.ป.ช.ที่ถึงแม้จะไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาแต่ก็ถือกฎหมายอยู่ในมือคือ มาตรา ๒๕(๑)ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการทุจริตฯ ซึ่งมีโทษทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตามในที่สุดแล้วผมเชื่อว่าเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองหรือผู้รักษาการ(เนื่องจากเลขาธิการตัวจริงชิงลาออกหนีเผือกร้อนไปสมัคร ส.ว.เสียแล้ว)ก็คงต้องส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องและคำชี้แจงที่สามารถหาได้(เพราะหากเป็นเอกสารในสำนวนต้องขออนุญาตตุลาการเสียก่อน)ไปยัง ป.ป.ช.แบบแกนๆหรือไม่เช่นนั้นก็คงดึงเรื่องให้ยาวออกไป แต่ก็คงดึงเรื่องออกไปได้ไม่นานนักก็จำต้องปฏิบัติอยู่ดี แต่หากว่าสำนักงานศาลปกครองไม่ปฏิบัติก็จะเป็นการเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

แต่หากมีการตอบปฏิเสธจาก สำนักงานศาลปกครอง ป.ป.ช.ก็ต้องดำเนินการต่อไปในส่วนของคดีอาญา มิใช่การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความตามคำให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการ ป.ป.ช.เพราะมิใช่กรณีที่มีความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๑๔ แต่เป็นการโต้แย้งว่า ป.ป.ช.มีอำนาจดำเนินการต่อ นายอักขราทรในกรณีนี้หรือไม่

หากจะส่งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นกรณีตามมาตรา๒๑๑ที่ตุลาการศาลปกครองเห็นว่า ป.ป.ช.ใช้กฎหมายที่ไม่ชอบรัฐธรรมนูญกับตนต่างหาก

ประเด็นสำคัญที่ยกเรื่องดังกล่าวมานี้ประเด็นคงมิใช่ว่าเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองหรือผู้รักษาการฯจะส่ง คำชี้แจงหรือไม่ส่ง อดีตประธานศาลปกครองสูงสุดซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้วทำถูกหรือไม่ถูก แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจตุลาการต่างหากที่เป็นประเด็นที่จะต้องนำมาพิจารณา

เพราะไม่ว่าองค์กรใดๆถึงแม้ว่าจะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็ตามหรือประชาชนคนธรรมดาตลอดจนนักวิชาการทั้งที่ริบังอาจไปแตะต้องอำนาจตุลาการก็มักมีอันต้องกระเจิงออกมาอยู่เสมอ แม้ว่าจะเป็นการกระทำอย่างสุจริตใจก็ตาม

ดีไม่ดีเจอข้อหาหมิ่นศาลหรือละเมิดอำนาจเป็นของแถมเสียด้วยซ้ำไปส่วนประเด็นที่ประธานศาลปกครองสูงสุดบอกว่าศาลปกครองมีคณะกรรมการข้าราชการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) คอยดูอยู่แล้วว่า ตุลาการศาลปกครองคนใดทำผิดกฎ ทุจริต หรือรับสินบนหรือไม่ ความจริงแล้ว ก.ศป.มีหน้าที่วินิจฉัยเพียงความผิดทางวินัยเท่านั้น ส่วนความผิดทางอาญาเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.

เพราะไม่เช่นนั้นจะมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200, 201 และ 202 ว่าด้วยความผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรมไปทำไม ยิ่งหากทางสำนักงานศาลปกครองไม่ส่งคำชี้แจงหรือส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกล่าวหาดังกล่าวไปให้ ป.ป.ช. ป.ป.ช.ก็ยังคงต้องวินิจฉัยต่อไปโดยไม่มีข้อมูลเหล่านั้น

ซึ่งอาจเป็นผลร้ายต่อตัวนายอักขราทรหรือเลขาธิการสำนักงาน ศาลปกครองเอง

จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายของ ป.ป.ช.ที่ยกมาข้างต้นและรัฐธรรมนูญมาตรา 270 และ 271ที่บัญญัติให้ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบตามมาตรา 270 วรรคสอง (2) ว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ ประกอบกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 197 วรรคสองที่บัญญัติให้ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้ว จะเห็นได้ว่าทั้งความเห็นของทั้งฝ่ายศาลปกครองและ ป.ป.ช.ต่างก็ถูกทั้งคู่

ที่ว่าถูกทั้งคู่ก็เพราะว่าผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีดุลพินิจอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งในกรณีนี้หมายกรณีการออกคำสั่งคุ้มครองหรือยกคำขอคุ้มครองชั่วคราว ป.ป.ช.ย่อมไม่มีสิทธิไปตรวจสอบว่าออกคำสั่งคุ้มครองหรือไม่ ควรหรือไม่ควร เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เพราะเป็นการใช้อำนาจตุลาการโดยแท้

กล่าวโดยสรุป องค์กรตุลาการและบุคลากรในองค์กรย่อมถูกตรวจสอบได้เสมอ จะด้วยกระบวนการขั้นตอนใดนั้นย่อมเป็นไปโดยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หากองค์กรใดหรือบุคคลใดไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ ย่อมกลายเป็นองค์อธิปัตย์อิสระที่อยู่เหนือรัฐหรือแยกออกจากรัฐไป

------------------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 9 มีนาคม 2554 ในชื่อ “อำนาจตุลาการ ไม่สามารถแตะต้องได้จริงหรือ”

ถ้าศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณากรณีลิเบียได้ ประเทศไทยก็อาจมีโอกาสเช่นกัน

ที่มา Thai E-News

ที่มา สำนักกฎหมายโรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม
9 มีนาคม 2554


เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ นำเหตุการณืในลิเบียขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยการร้องขอให้สำนักงานอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศเปิดพิจารณาคดีที่อาจ เข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งรัฐบาลกัดดาฟี่กระทำต่อกลุ่มผู้ประท้วง ท่าทีของคณะมนตรีความมั่นคงต่อประเทศลิเบียแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้และ ท้าทายความพยายามของเราที่จะนำรัฐบาลไทยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในกรณีของ เหตุการณ์สังหารประชาชนในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553

องค์กรฮิวแมนไรต์วอซซ์ระบุ ว่า การนำคดีลิเบียขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นการส่งข้อสัญญาณชัดเจนต่อ ผู้นำเผด็จการในภูมิภาคดังกล่าว “ประชาคมโลกจะไม่อดทนต่อการปราบปรามที่เลวทรามต่อการชุมนุมที่สงบอีกต่อไป” ซึ่งเป็นสัญญาณที่เราเคยหวังว่าประชาคมโลกจะมีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ประเทศไทยเอปีที่แล้ว แน่นอนคำร้องที่ เรายื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศเมื่อหกอาทิตย์ที่แล้วก่อให้เกิดการอภิปราย ถึงความเป็นไปได้ที่คณะมนตรีความมั่นคงจะหยิกยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมา ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของอำนาจการพิจารณาคดีศาล การที่ประเทศไทยไม่ได้ให้สัตยาบันต่อบทบัญญัติศาลอาญาระหว่างประเทศไม่ได้ เป็นเครื่องการันตีว่าผู้นำไทยจะรอดพ้นจากการดำเนินคดีของอัยการศาลอาญา ระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยรอดพ้นจากควารับผิดตราบเท่าที่คณะมนตีความมั่นคงหันไปสนใจเรื่อง อื่นอยู่

การที่คณะมนตรีความมั่นคงมีอำนาจที่จะร้องทุกข์ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในกรณีของประเทศไทยไม่ได้หมายความว่าเขาควรจะทำหรือจะทำเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของสถานการณ์ในลิเบียและไทยนั้นเป็นเพียงเรื่องความร้ายแรง แต่ไม่ใช่ประเภทของเหตุการณ์ แน่นอนที่สุดว่ากองทัพไทยไม่ได้ใช้เครื่องบินทิ้งทุ่นระเบิดใส่ประชาชน เหมือนที่รัฐบาลกัดดาฟี่ทำ แต่ “เขตใช้กระสุนจริง” การลอบสังหาร และการใช้พลซุ่มยิงของรัฐบาลไทยก็เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ตามมาตรฐานการควบคุม ฝูงชน นอกจากนี้ แม้สมมุติว่าว่า มีการยอมรับว่าคนเสื้อแดงเป็นคนก่อจลาจลและทำลายอาคารในเหตุการณ์เมื่อปีที่ แล้ว (ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่ยอมรับว่าเป็นความจริง) แต่การกระทำนี้ดูจืดชืดไปถนัดตาเมื่อเทียบกับการชุมนุมโดยใช้อาวุธของกลุ่ม ผู้ประท้วงในลิเบีย

เราควรกล่าวด้วยว่าการแสดงละครทุกฉากและการตอบโต้ต่อประชาคมโลกของกัดดา ฟี่นั้นเหมือนกับสิ่งที่รัฐบาลไทยกระทำทุกอย่าง แม้จะมีหลักฐานที่ระบุตรงข้ามกับสิ่งที่เขาพูด แต่กัดดาฟี่ยังอ้างว่า “ประชาชนทุกคน” รักเขา และระบุว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นเข้าหน้าที่ต่างชาติ ผู้ก่อการร้าย ม๊อบที่ถูกจ้างมา และเป็นเยาวชนที่ถูกล่อลวงให้หลงผิดในความคิดประหลาด หรือใช้สารเสพติดหลอนประสาท เมื่อถูกสื่อต่างชาติถามด้วยคำถามยากๆ กัดดาฟี่จ้างโฆษกที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วเพื่อจะประณามอคติของ หนังสือพิมพ์ต่างชาติ และยังพูดอย่างซ้ำซากว่าคนต่างชาติไม่เข้าใจลิเบีย พูดอีกนัยหนึ่งคือ รัฐบาลลิเบิยกำลังขายนิยายเรื่องเดียวกับที่รัฐบาลไทยพยายามเร่ขายมา ได้ระยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่แตกต่างคือ ตอนนี้ ไม่มีใครเชื่อเรื่องดังกล่าวแล้ว ปัญหาคือ ขณะที่กัดดาฟี่เพิ่งจะสร้างนิยายและสร้างความเห็นใจต่อต่างชาติเมื่อไม่กี่ ปีมานี้ แต่รัฐไทยกลับสร้างและกลายเป็นผู้เชี่ยวชาติในศิลปะดังกล่าวมาหลายสิบปีแล้ว

เนื่องจากระดับของความรุนแรงในไทย ความเป็นไปได้ที่คณะมนตรีความมั่นคงจะหยิบยกกรณีประเทศไทยต่อศาลอาญาระหว่าง ประเทศจึงห่างไกล เพราะในลิเบียนั้น จำนวนประชาชนที่ถูกสังหารอาจมีราวหลายพันราย ศาลอาญาระหว่างประเทศไม่เคยรับพิจารณากรณีความรุนแรงของรัฐที่จำนวนผู้เสีย ชีวิตน้อยกล่าวพันราย แลอีกกรณีหนึ่งคือ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีสมาชิกถาวรสองประเทศ ที่รัฐบาลของประเทศนั้นไม่ลังเลที่จะสังหารฝ่ายตรงข้ามนับน้อยเพื่อจะอยู่ใน อำนาจหากจำเป็น

เรารับทราบเรื่องเหล่านี้ก่อนที่จะยื่นคำร้อง และนั้นคือสาเหตุที่เรายกประเด็นที่เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง (การที่นายมาร์ค อภิสิทธิ์เป็นพลเมืองอังกฤษ) ขององค์ประกอบพื้นฐาน ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศอาจจะรับพิจารณาคดีโดยไม่ต้องได้รับคำร้องทุกข์จาก คณะมนตรีความมั่นคง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับพิจารณาคดีหรือไม่ แต่หนทางการพยายามกดดันให้ผู้นำไทยรับผิดผ่านประชาคมโลกเป็นหนทางที่คุ้มค้า เพราะ ประการแรกคือ เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศไทยที่เจ้าหน้าที่รัฐมักได้รับ การละเว้นความผิดต่อการสังหารหมู่ในแบบเดียวกัน และในปัจจุบันมีการพยายามเปลี่ยนดำให้เป็นขาว ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงยังเป็นความหวังที่ดีที่สุดที่จะนำตัวเหล่านายพลและ ตำรวจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล ประการที่สองคือ ความลังเลที่จะเรียกร้องความจริงความไม่เต็มใจและกระตือรือร้นที่จะทำการ สอบสวนเหตุการณ์ของสื่อไทย และ(ในกรณีของสื่อภาษาอังกฤษ) ยังพยายามปกป้องประเพณีการละเว้นโทษ ซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญากที่จะรวบรวมหลักฐานเพื่อโต้แย้งเรื่องโกหกของ รัฐบาลและเปิดเผยความว่างเปล่าของสัญญาเรื่อง “การปรองดองสมานฉันท์” หากคอลัมน์ “the world’s window to Thailand” (หน้าต่างโลกสู่ประเทศไทย) เป็นคติของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์แล้วล่ะก็ โลกน่าจะต้องการหน้าต่างใบใหม่ เพราะสื่อ นี้มักจะกระจายการโฆษณาประชาสัมพันธ์จากรัฐบาล กระตุ้นความรุนแรง ยกย่องการสังหาร และสนับสนุนประเพณีการละเว้นความผิด ปกป้องนโยบายการลิดรอนเสรีภาพสื่อ หรือเพ้อฝันถึงระบอบเทวาธิปไตยเป็นประจำ

การจะหยุดยั้งประเพณีการละเว้นความผิดในประเทศไทยหรือที่ไหนก็ตามเป็น เรื่องยาก อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องหาความเป็นธรรมของคนเสื้อแดง เปิดโอกาสให้ประชาคมโลกส่งสารที่ชัดเจนว่าการที่รัฐหลายรัฐสังหารประชาชน จำนวนปานกลางเพื่อจะปกป้องอำนาจเบ็ดเสร็จนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่รับไม่ได้เช่นเดียวกับการสังหารประชาชนจำนวนมาก ท้ายที่สุดแล้ว หากเผด็จการเชื่อว่าประชาคมโลกจะบังคับให้เขาต้องรับผิดแม้มีการสังหาร ประชาชนหลักสิบก็ตาม ความคาดหวังหวังในการรับผิดอาจเพิ่มขึ้น และนำไปสู่การลดจำนวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยและมีคนตายรวมกันจนถึงหลักพัน

10 มีนาคม 54 - แดงสยามชวนรำลึกวีรชน 10 เมษา

ที่มา Thai E-News


วันที่ 10 มีนาคม 54 ร่วมรำลึก 11 เดือน 10 เมษา 53
15.00-17.00 น. อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
17.00-24.00 น. เวทีปราศรัยแดงสยามและแนวร่วมแดงสยามเพื่อประชาธิปไตย ณ เจดีย์ขาว สนามหลวง

Tuesday, March 8, 2011

ศาสดาลิ้มคุ้มคลั่งสั่งปฏิวัติแล้วฆ่ามันให้หมด

ที่มา Thai E-News


เสียดายที่ผมเป็นแค่ลูกเจ๊กลูกจีน ถ้าผมเป็นทหารคุมกำลังในมือซัก 1 กองพลผมจะทำปฏิวัติรัฐประหารมันเดี๋ยวนี้เลย เพราะแผ่นดินมันสกปรก มีแต่สัตว์นรกเลื้อยกันยั้วเยี้ยๆเต็มแผ่นดินไทย ถึงเวลาต้องล้างชาติบ้านเมือง เพื่อขับไล่คนชั่วออกไป เอาคนดีขึ้นมาปกครองบ้านเมือง พวกคนชั่วฆ่ามันให้ตายหมดเลย(เสียงปรบมือพันธมิตรลั่น)-สนธิ ลิ้มฯ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 มีนาคม 2554

เมื่อค่ำวันที่ 7 มี.ค.นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยที่เวทีสะพานมัฆวานฯ โดยกล่าวตอนหนึ่ง ว่า วันนี้นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ภรรยาของนายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.ได้เดินทางไปจังหวัดลพบุรี โดยมีทหารเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมด้วย และบอกว่าให้ระวังการรัฐประหารนั้น ผมอยากฝากบอกนางธิดาว่า น่าเสียดายที่ผมเป็นเพียงลูกเจ๊กลูกจีนคนหนึ่ง ถ้าผมเป็นทหารที่คุมกำลังแค่ 1 กองพลจะปฏิวัติเดี๋ยวนี้เลย เพราะแผ่นดินสกปรกมาก มีแต่สัตว์นรกเลื้อยยั้วเยี้ยเต็มแผ่นดิน ถึงเวลาแล้วที่จะต้องล้างบ้านล้างเมือง เอาคนดีมาปกครอง เอาคนชั่วออกไปให้หมด พวกคนชั่วฆ่ามันให้ตายหมดเลย(เสียงปรบมือพันธมิตรลั่น)

นายสนธิกล่าวปราศรัยว่า อยากจะเตือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีว่า ที่ได้ฉายาดื้อตาใส ดื้อทุกเรื่อง ทั้งเอ็มโอยู 43 และเรื่องอื่นๆ นั้น ยังมีคนที่ดื้อตัวพ่อ หรือเป็นปรมาจารย์ดื้อ คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ อีกคน ซึ่งตนมีความเชื่อใจในตัว พล.ต.จำลองมาตลอด ไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะต่างก็เอาธรรมนำหน้าเช่นกัน

นายสนธิ กล่าวต่อว่า วันนี้มีคนที่ใช้ชื่อว่าท่านจันทร์เขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ตำหนิว่าในที่สุด พล.ต.จำลองกับตนต้องแตกกัน ก็อยากจะบอกให้ฟังว่า ความผูกพันของคนนั้นมีหลายลักษณะ อาจจะผูกพันทางสายเลือด เป็นพี่น้อง เป็นญาติกัน หรือเป็นเพื่อนกัน เรียนรุ่นดียวกัน กับความผูกพันทางใจจากการที่เคยช่วยเหลือกัน เคยร่วมต่อสู้กับความยากลำบากมาด้วยกัน ซึ่งความผูกพันทางใจนี้สำคัญที่สุด เพราะใจต้องมีหลักการเดียวกันจึงจะผูกพันกันได้นาน

นายสนธิ กล่าวว่า ตนกับ พล.ต.จำลองผูกพันกันมาตลอด ตั้งแต่สมัยที่ พล.ต.จำลองเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตนเป็น บก.หนังสือพิมพ์ เรื่อยมาจน พล.ต.จำลองลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. แม้ไม่เคยเจอกันแต่ใจถึงกัน ไม่เคยห่างเหิน เพราะตนรู้ว่า พล.ต.จำลองไม่ว่าอยู่ที่ไหนสิ่งที่กำกับไว้ในใจเสมอคือความซื่อสัตย์สุจริตและทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่เคยคิดอะไรเพื่อส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว พล.ต.จำลองเป็นคนเกรงใจคน แต่ถ้าถึงเวลาที่จะต้องพูดก็ไม่ยอมใครโดยจะเอาธรรมนำหน้า พล.ต.จำลองจึงเป็นคนมีอุดมการณ์ มีหลักการ ด้วยเหตุนี้ ถึงไม่ได้เจอ พล.ต.จำลอง แต่ พล.ต.จำลองก็ยังอยู่ในทุกอณูของพวกเรา ขอเพียงให้มีธรรม เราก็อยู่ด้วยกันได้ ดังนั้น ตามข้อเขียนของคนที่ใช้ชื่อว่าท่านจันทร์ นั้น ขอให้รู้ว่า วันไหนที่ตนไม่มีธรรม หรือวันไหนที่ พล.ต.จำลองไม่มีธรรมนั่นแหละตนจึงจะแตกแยกกับ พล.ต.จำลอง เพราะเรามีธรรมเป็นตัวเชื่อม และคนที่มาชุมนุมอยู่ที่นี่ก็มีธรรมกันทุกคน

นายสนธิกล่าวต่อว่า วันนี้ นายชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย ได้เล่าให้ฟังว่า จากการเดินดูพี่น้องที่มาชุมนุมเมื่อช่วงบ่าย ได้พบกับพี่น้องชาวใต้คนหนึ่งบอกว่าได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว แต่ปรากฏว่ามีจดหมายจากนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ส่งมาบอกว่า ยังเชื่อมั่นนายอภิสิทธิ์อยู่ และบอกว่าอย่าไปเชื่อเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ถูกใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งตนเห็นว่า ถ้านายชวนเขียนจดหมายมาอย่างนี้ กาลดับขันธ์ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่คนเอาอัตตามาแบกเอาไว้ แล้วเลือกพรรคตัวเองเหนือชาติบ้านเมือง เมื่อนั้นก็ถึงวันพินาศฉิบหายของพรรคการเมืองนั้น

นายสนธิกล่าวต่อว่า ใครก็ตามที่เข้าใจหลักไตรลักษณ์ หรือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมจะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไม่อยู่กับที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ล้วนอนิจจังทั้งสิ้น วันข้างหน้าถ้าอนิจจังเกิดกับนายอภิสิทธิ์ แล้วเขาไม่มีแม้แผ่นดินจะอยู่ เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าเขาทำให้เสียดินแดน ต้องไปอยู่เมืองนอกตามสัญชาติที่เขาปกปิดมานานแล้ว ถึงวันนั้นนายชวนจะว่าอย่างไรกับจดหมายที่เขียนว่าอย่าไปเชื่อเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ถูกใส่ร้าย นายชวนต้องรับผิดชอบคำพูดนี้ ตนพูดตลอดว่าเมื่อใครก็ตามที่เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อชาติเพื่อประชาชน แล้วดันบอกว่า มติพรรคสำคัญกว่าชาติ ประเทศไทยก็ถึงจุดจบแล้ว เราพึ่งไม่ได้แล้ว

“ผมเชื่อว่าพี่ลอง(พล.ต.จำลอง)นั้นไม่ต้องการให้พวกเราแตกตื่น หรือตระหนกตกใจ ผมเชื่อ และอ่านความคิดพี่ลองออก ตำรวจอยากสลายก็มาสลายเลย สลายวันนี้ วันพรุ่งนี้มาใหม่ สลายวันพรุ่งนี้ วันมะรืนนี้มาใหม่ เพราะฉะนั้นแล้ว พี่น้องจะเห็นได้ชัดว่า ความดื้อของใครมากกว่า หรือใครดื้อตัวพ่อกันแน่”นายสนธิกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายสนธิ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายอภิสิทธิ์ก็มีข้อดีอยู่ ตรงที่ได้มีการแยกแยะกันอย่างเด่นชัดว่าใครคือมารที่แท้จริง ใครคือมารที่แอบแฝง ใครคือคนที่ใช้ธรรมนำหน้า ถ้าไม่มีนายอภิสิทธิ์ก็คงจะมีการห้อยโหนพวกเราอยู่ตลอด ปีนี้เป็นปีแห่งการแยกแยะน้ำดีออกจากนำเสีย เรากรองน้ำดีออกมา ส่วนน้ำที่มีสิ่งโสโครกก็แยกออกไปไว้ต่างหาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะคนที่มาฟังการปราศรัยแต่รวมถึงคนทุกวงการ

ก่อนหน้านี้ใครจะไปรู้ว่า ทหารไทยเองก็มีทหารกุนเชียง ใครจะรู้ว่าทหารไทยมีเมียน้อย 4 คนทำมาหากินกับเขมร วันนี้ตนไม่เห็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกษิต ภิรมย์ รวมถึงนายศิริโชค โสภา กล้าออกมาพูดสักคำว่า ไทยยังไม่เสียดินแดน เพราะวันนี้ความจริงปรากฏมากเกินกว่าที่จะสงสัยอีกแล้วว่าประเทศไทยเสียดินแดนหรือยัง และคนพวกนี้เมื่อก่อนเคยท่องว่าเรายังไม่เสียดินแดน วัดแก้วฯ เป็นของไทย ทหารไทยยังยึดครองอยู่ แต่วันนี้เงียบเป็นเป่าสาก วันนี้เราแยกแยะได้หมด ทหารดีทหารเลว เห็นชัด ประชาชนที่หลงใหลนายกฯ หัวถุงยาง แม้แต่นักสื่อสารมวลชนบางคนที่เคยห้อยโหนเรา นักนำมวลชนที่เคยขึ้นเวทีห้อยโหนเรา วันนี้ก็พิสูจน์ชัด

นายสนธิ กล่าวในตอนท่านว่า วันนี้มารดาของนายวีระ สมความคิด ได้ให้คนมาพบตนเพื่อถามว่าจะช่วยนายวีระให้ออกจากคุกของกัมพูชาได้อย่างไรบ้าง ตนจึงบอกว่า ตนไม่มีอำนาจอะไรทั้งสิ้นที่จะช่วยได้ คนที่จะช่วยได้คือคนที่มีอำนาจรัฐ จึงฝากบอกไปว่า เขาจะให้ทำอะไรก็ทำไปเถอะ ขอให้นายวีระ ละนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ได้ออกมาก่อน ไม่ต้องกลัว ให้เซ็นอะไรก็เซ็นไปก่อน พี่น้องคนรักชาติรักแผ่นดินเข้าใจนายวีระและนางสาวราตรี วันนี้ วัตถุประสงค์คือออกมาให้ได้ก่อน ไม่มีใครตำหนิ หรือว่ากล่าวใดๆ ทั้งสิ้น เราเข้าใจดี ขอให้ออกมาก่อน


*******

จดหมายรักจากสมณะจันทเสฏโฐ (ท่านจันทร์) ถึงพล.ต.จำลอง ศรีเมือง:ฟันธงเลยว่า ต่อไปโยมก็จะแตกคอกับคุณสนธิ แบบเดียวกับที่แตกคอกับคุณทักษิณ

จากสมณะจันทเสฏโฐ (ท่านจันทร์)ถึง พลตรีจำลอง ศรีเมือง

จาก สวนบุญสามบ่อ จ.อ่างทอง
27 กุมภาพันธ์ 2554
เขียนที่ สวนบุญสามบ่อ อ่างทอง
เจริญธรรมพลตรีจำลอง
สิ่งที่ส่งมาด้วย เงินบริจาค


วันนี้อาตมาเดินออกบิณฑบาต โยมคนหนึ่งฝากเงินทำบุญมาให้ จึงขอส่งต่อมาถึงโยมจำลองด้วย

... โปรดสบายใจกับความรู้สึกของอาตมาได้เลย อาตมาแยกแยะได้ ความคิดเห็นต่างกัน แต่ความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิม โยมมีความดีหลายอย่าง อาตมาระลึกถึงเสมอ ขอให้เราได้ร่วมงานกันในเรื่องที่ร่วมกันได้ในอนาคตเถอะนะ เพียงขอให้โยมเพิ่มปรโตโฆสะ และกัลยาณมิตรมากกว่านี้ด้วยเถิด โปรดลดท่าทีแบบทหารกับทุกคนแม้กระทั่งกับอาตมา การโทรถึงแล้วตัดสายปล่อยอาตมาพูดคนเดียวเป็นนิสัยไม่ดีและไม่ควรมากๆ โยมควรมีคำถามให้มากกว่าคำตอบจะเป็นการดีมาก อาตมามีส่วนไม่ดี แบบเดียวกับโยมอยู่ด้วยจึงเห็นโยม โดยที่อาตมามักมีความเป็นนักกวีและนักรบอยู่ในคนเดียวกันเลย คือมีความอ่อนโยน และมีความเมตตาแบบสุดๆ (สุดขั้ว ) เหมือนที่โยมเมตตา ASTV อยู่บัดนี้แหละ เป็นความเมตตาเกินประมาณ ไม่ต่างจากที่โยมเคยเมตตาคุณทักษิณ เมตตาแบบเอาอัตตาเป็นที่ตั้ง จึงมักผิดพลาดภายหลังเนืองๆ

... ฟันธงเลยว่า ต่อไปโยมก็จะแตกคอกับคุณสนธิ แบบเดียวกับที่แตกคอกับคุณทักษิณ เว้นแต่ว่าโยมจะต้องเพิ่มระยะห่างคุณสนธิให้มากกว่านี้ อาตมาเป็นพระจันทร์ที่มีความเป็นพระอาทิตย์เช่นเดียวกับโยม คนใกล้จะร้อน คนไกลจะหนาว โยมกับอาตมามักขาดกัลยาณมิตรที่กล้าชี้โทษแบบตรงๆ แต่อาตมาดีกว่าโยมตรงที่อาตมาเพิ่มปรโตโฆสะทุกวัน และอาตมาเคารพพ่อท่าน และหมู่กลุ่มมาก แม้ไม่เห็นด้วย ก็ช่วยงานพ่อท่านและหมู่กลุ่มได้สบายๆ

ขอโทษด้วยที่อาตมาเขียนคำแรงๆ ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ไทยโพสต์ ยอมรับว่าอาตมาแรงไป ก็เหมือนโยมจำลองแหละ อ่อนก็อ่อนไป แข็งก็แข็งไปไม่พอดี อาตมาต้องขอโทษความไม่พอดีของตนเองกับผู้อื่นเสมอ โยมเคยสำนึกและขอโทษคนอื่นในเรื่องนี้บ้างไหม

อาตมาเขียนจดหมายนี้ด้วยแสงตะเกียงในกระท่อมกลางทุ่ง ดีใจจังเลยที่โยมห้ามขึ้นเวทีพันธมิตรฯ

สมณะจันทเสฏโฐ (ท่านจันทร์)

100ปีวันสตรีสากล:มวลสตรีมีพลังหากตั้งมั่น

ที่มา Thai E-News




โดย Rojana Treiling

อันสตรีมีมือใช้ถือดาบ
ใช่ก้มกราบงามค่าอันล้าสมัย
ยุคไฮเทคเปล่งกล้าประชาธิปไตย
ยุคหญิงไทยไกลก้าวต่างด้าวแดนฯ

ละเมิดสิทธิ์ริดรอนเก่าก่อนสมัย
เคยทำได้ไร้สำนึกห้าวฮึกกำแหง
มาวันนี้ชี้หน้าทายท้าสำแดง
มาวันนี้กี่กำแพงขัดแย้งยังทลายฯ

มวลสตรีมีพลังหากตั้งมั่น
มวลสตรีมีฝันสู่มั่นหมาย
ก้าวเท่าเที่ยมเปี่ยมค่าบรรดาชาย
จากต้นปลายกลายค่าคือสากลฯ

สตรีไทยในวันนี้พร้อมพลีสิ้น
เพื่อแผ่นดินถิ่นเกิดเทิดทุกหน
ร่วมต่อสู้กู้สถานการณ์รัฐบาลอับจน
ต้านฆ่าคนปล้นอธิปไตยแต่ใดมาฯ

มีนาคมสมค่าทายท้ามนุษยชาติ
วันที่ 8 แผดประกาศอำนาจคุณค่า
วันสตรีพลีชีพตันตีบแสนทรมา
ถูกเข่นฆ่าหาสยบท้ารบอภิสิทธิ์ชนฯ


*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-จรรยา ยิ้มประเสริฐ:100 ปีสตรีสากล ผู้หญิงอยู่ตรงไหน?

-แถลงการณ์กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย:คำประกาศแห่งสำนึกใหม่ที่ก้าวหน้าวันสตรีสากล

-100ปีวันสตรีสากล: การต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ใช้แรงงาน เสรีภาพและประชาธิปไตย

แถลงการณ์กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย:คำประกาศแห่งสำนึกใหม่ที่ก้าวหน้าวันสตรีสากล

ที่มา Thai E-News


ดังนั้นเพื่อให้พวกเราซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความมั่นคงในชีวิต เศรษฐกิจและสังคม เพื่อความเป็นธรรม ความเสมอภาค เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง เพื่อให้พวกเราได้ในสิ่งที่พวกเราถูกขูดรีดไปกลับคืนมา และเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเรา ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงขอใช้โอกาสวันสตรีสากล วันแห่งความเสมอภาคและความเป็นธรรมนี้ประกาศว่า “พอกันที”



ที่มา เฟซบุ๊คJittra Cotchadet
8 มีนาคม 2554

แถลงการณ์กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย วันสตรีสากล

พวกที่ออกมาเรียกร้องสิทธิสตรี ส่วนหนึ่งอาจทำให้เราหลงเชื่อว่า ผู้ชายคือต้นเหตุของปัญหาทั้งปวง และผู้หญิงต้องลุกขึ้นปลดแอกจากการกดขี่ของผู้ชาย

แต่ลองมองดูความเป็นจริงสิ! มีแต่ผู้หญิงที่ต้องขายแรงงานหรือเปล่า? มีเฉพาะผู้หญิงที่ถูกเลิกจ้างหรือเปล่า? มีแต่เฉพาะผู้ชายที่เป็นนายจ้างหรือเปล่า? มีแต่เฉพาะผู้ชายที่อยู่ในรัฐบาลอยู่ในรัฐสภาหรือเปล่า?


เปล่าเลย! ชนชั้นกรรมาชีพผู้ถูกขูดรีดมีทั้งผู้หญิง มีทั้งผู้ชาย และรวมถึงเพศอื่นๆ ขณะเดียวกันชนชั้นผู้เอาเปรียบก็ประกอบด้วยผู้หญิง ผู้ชาย และรวมถึงเพศอื่นๆเช่นกัน ดังนั้นปัญหามันจึงไม่ใช่เรื่องเพศ แต่มันเป็นเรื่องของชนชั้นต่างหาก นายทุนไม่ว่าเพศใด เชื้อชาติใด สัญชาติใด หรือศาสนาใด ก็ขูดรีดกรรมาชีพโดยไม่เลือกหน้าว่ากรรมาชีพคนนั้นจะสังกัดเพศใด เชื้อชาติใด สัญชาติใด หรือศาสนาใด ซึ่ง คลาร่า แซทคิน ผู้นำกรรมกรสตรีที่ให้กำเนิดวันสตรีสากลก็ยืนยันเช่นนี้

ปัจจุบัน ท่ามกลางวิกฤติทุนนิยมที่เป็นระบบซึ่งเติบโตมาจากการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากชนชั้นกรรมาชีพอย่างพวกเรา การดำรงชีพของพวกเราซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมกลับลำบากมากขึ้น ชนชั้นนายทุนผู้ครอบครองปัจจัยการผลิตได้ฉวยโอกาสนี้ลดสวัสดิการ หรือไม่ก็ปลดพวกเราออกจากโรงงานที่พวกเราสร้างมากับมือ รวมทั้งเปลี่ยนระบบการจ้างงานโดยนำเอาการจ้างงานแบบเหมาช่วง ซึ่งขูดรีดหนักกว่ามาแทนระบบที่ขูดรีดอยู่เดิม เพียงเพื่อรักษาไว้ซึ่งกำไรสูงสุดที่พวกเขาทำมาโดยตลอดไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจแบบไหน

แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลแทบทุกชุดไม่ว่าที่อ้างความชอบธรรมจากการเป็นตัวแทนของประชาชน หรือที่อ้างคุณธรรมอันสูงส่ง ต่างก็ออกนโยบายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนรวย ของชนชั้นนายทุน โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจ แทนที่จะออกนโยบายมาเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของคนส่วนใหญ่

พวกเขากลับมองชีวิตที่ไร้หลักประกันของพวกเราว่า เป็นเพียงความโชคร้าย เป็นกรรมเก่า ดังนั้นด้วยความเอื้ออาทรพวกเขาจึงพร้อมที่จะถ่มเศษชิ้นเนื้อที่ติดตามซอกฟันของเขามาให้พวกเราเพื่อการสงเคราะห์กันตายไปวันๆเท่านั้น ทั้งๆที่ชีวิตที่ไร้ซึ่งความมั่นคง ไร้ซึ่งหลักประกันของพวกเราแท้จริงแล้ว เป็นผลมาจากการขูดรีดของพวกเขาอย่างเป็นระบบนั่นเอง

ดังนั้นแท้จริงแล้วรัฐบาลหาใช่ตัวแทนพวกเราไม่ แต่เป็นตัวแทนของเหล่าชนชั้นนำชนชั้นนายทุนมาโดยตลอด รวมถึงวิกฤติทุนนิยมครั้งนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าระบบทุนนิยมไร้น้ำยาที่จะสร้างความสุขให้กับคนส่วนใหญ่

ดังนั้นเพื่อให้พวกเราซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความมั่นคงในชีวิต เศรษฐกิจและสังคม เพื่อความเป็นธรรม ความเสมอภาค เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง เพื่อให้พวกเราได้ในสิ่งที่พวกเราถูกขูดรีดไปกลับคืนมา และเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเรา ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงขอใช้โอกาสวันสตรีสากลวันแห่งความเสมอภาคและความเป็นธรรมนี้ประกาศว่า “พอกันที”

1. ในเบื้องต้นเราจะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ คือสังคมที่ให้หลักประกันในทุกด้านอย่างถ้วนหน้าและครบวงจร ซึ่งระบบสวัสดิการรูปแบบที่พัฒนาไปถึงระดับสูงสุดสำหรับระบบทุนนิยม เรียกว่า ตั้งแต่จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน โดยไม่เจาะจงว่าคนนั้นเป็นคนจนเท่านั้น เช่น เรียนหนังสือฟรีอย่างมีคุณภาพ สวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม สิทธิการทำแท้งของสตรีที่เข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐ งานที่มีความหมายต่อสังคม ค่าตอบแทนที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพและมีเกียติในสังคม การใช้ระบบ 3 แปดตามเจตนาสมัชชาสตรีสังคมนิยม ครั้งที่ 2 รวมถึงรัฐต้องสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น

2. งบประมาณเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการต้องมาจากภาษีที่ดิน ภาษีมรดก และภาษีเงินได้ ในอัตราก้าวหน้า คนมีมากต้องจ่ายมาก คนมีน้อยไม่ต้องจ่าย รวมถึงยกเลิกภาษีทางอ้อม (VAT)

3. ลดงบประมาณของรัฐที่ไม่จำเป็น เช่น งบประมาณทางการทหาร งบประมาณการโฆษณาและพิธีกรรมของรัฐที่ไม่จำเป็นต่อชนชั้นล่าง เป็นต้น

4. รัฐสวัสดิการจะนำไปสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตย เป็นการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ตัวอักษรตามรัฐธรรมนูญ

5. แม้การมีองค์กรของชนชั้นกรรมาชีพอย่างสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งจะเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างรัฐสวัสดิการ แต่แค่นั้นไม่เพียงพอ ประสบการณ์ของประเทศที่มีรัฐสวัสดิการที่ก้าวหน้านั้นจะมีพรรคการเมืองที่เป็นของแรงงานไปต่อสู้บนเวทีรัฐสภา ชนชั้นนายทุนเพื่อกำหนดนโยบายรัฐโดยตรง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่พวกเราจะต้องร่วมกันสร้างพรรคของพวกเรา ทางหนึ่งเพื่อกำหนดนโยบายรัฐโดยตรง ทางหนึ่งเพื่อให้การศึกษาแก่มวลชน

6. เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการพูด และเสรีภาพในการเข้าถึงสื่อ ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112

สังคมใหม่ที่เท่าเทียมพวกเราคนส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่ร้องขออีกต่อไป

รวมพลังสร้างประชาธิปไตย สร้างรัฐสวัสดิการ

8 มีนาคม 2011

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-จรรยา ยิ้มประเสริฐ:100 ปีสตรีสากล ผู้หญิงอยู่ตรงไหน?

-เปลวเทียน ส่องทาง: 100ปีวันสตรีสากล: การต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ใช้แรงงาน เสรีภาพและประชาธิปไตย