WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 9, 2011

12 มีนา มาทำไม ?

ที่มา มติชน



โดย ชฎา ไอยคุปต์

"วันนี้ที่รอคอย"


การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 12 มีนาคม มีความหมายอย่างไร ทำไมถึงต้องนัดชุมนุมในวันนี้


ย้อนกลับไปในวันเดียวกัน เมื่อปี 53 วันที่ "12 มีนาคม" คือ วันที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มคนเสื้อแดง นัดหมายคนสีเดียวกันทั่วทั้งประเทศ เดินทางมายังจุดนัดพบ คือ สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน การเป่านกหวีดครั้งนั้นเสียงดังไกลพอที่ทุกคนในทั่วทุกภูมิภาคได้ยิน อย่างพร้อมเพรียงก่อนจะเดินทัพเข้ากรุงแบบมืดฟ้ามัวดิน แดงทั้งแผ่นดิน


ถนนทุกสายที่มุ่งเข้าสู่กรุงทั้งรถบัส รถบรรทุก รถกระบะ รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ขนคนมาเต็มคันรถ เสื้อแดง ธงแดงโบกสะบัดท้าแดดลมแรง ไม่หวั่นต่อแสงแดดแผดเผาในตอนกลางวัน มุ่งออกเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืน


ภาพชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา ทิ้งจอบวางเสียม แม่ค้าพ่อค้า ปล่อยร้างแผงค้า ทิ้งบ้านเรือน หอบข้าวสาร อาหารแห้ง พริก น้ำปลา ปลาร้าฯลฯ ขนมาเป็นเสบียงอาหาร มุ่งหน้าสู่ถนนราชดำเนิน ชูธงประท้วงรัฐบาลที่พวกเขาไม่ได้เลือกมาให้ "ยุบสภา" จัดการ "เลือกตั้งใหม่" หลังจากภารกิจประท้วงรัฐบาลเมื่อปี 52 ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องพ่ายแพ้ต่อกำลังเจ้าหน้าที่ กลับบ้านมือเปล่าพร้อมกับความเจ็บปวดทั้งกายและใจ


ในปีถัดมาความคับข้องใจที่สะสมอัดแน่นมาจากปีก่อนหน้า พวกเขามาใหม่ชู ธงเดิม คือ "ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่" พร้อมทวง "ความยุติธรรม" หยุด 2 มาตรฐาน ประกาศตัวเป็นคนรากหญ้า เพื่อหาที่ยืนในสังคม แสดงสิทธิและเสียงของพวกเขาในฐานะ "ไพร่" ชนชั้นที่ต่ำสุดในสังคม เพื่อดึงทุกคนในประเทศให้มีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค เท่าเทียมกัน ตามระบบการปกครองของไทยที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย"

ภาพการหลั่งไหลของชาวเสื้อแดง คือ การยืนยันว่าคนเสื้อแดงพร้อมที่จะวางทุกอย่างลง เข้าร่วมขบวนการประท้วง เพื่อเรียกร้องการเมืองการปกครองตามสิทธิ เสรีภาพที่พวกเขาทำได้ ตั้งแต่เช้าวันที่ 12 มีนาคม 53 คนเสื้อแดงทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯจำนวนมาก เริ่มปรากฏชัดตอนรุ่งอรุณ ผู้คนเคลื่อนมาคนละทิศคนละทาง มาบรรจบกันเป็นคาราวานแถวยาวเหยียดอยู่รอบชานเมือง รอจังหวะเคลื่อนเข้ากรุงพร้อมกัน โดยตะลุยด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ ตั้งสกัดตรวจแถวขบวนผ่านเข้ากรุงหลายๆ จุดเพื่อตรวจค้นอาวุธ


ขบวนรถคนเสื้อแดงจอดแช่ยาวเหยียดบนถนนหลายสาย ค่อยๆ ขยับเข้าประชิดกรุงเทพฯหางแถวยาวออกไปเรื่อยๆ เวลา 10.30 น. ที่ลานโรงร้านอาหารครัววังน้อย ( บัวชม ) มีเนื้อที่กว่า 30 ไร่ติดถนนสายพลโยธิน ติดกับตลาดวังน้อย ถนนพลโยธิน หลัก กม.66 ขาเข้า กทม. เขต อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มีขบวนรถของคนเสื้อแดงสายอีสาน ที่เคลื่อนพลมาจาก อ.ปากช่อง จำนวนหลายพันคัน มีทั้ง รถกระบะ รถตู้ รถบัสขนาดใหญ่ รถบรรทุก และมีคนเสื้อแดงหลายหมื่นคน มารวมพลอัดแน่นเต็มพื้นที่ รถอีกจำนวนมากยังเข้าไปในพื้นที่ไม่หมด ต้องจอดบนถนนพหลโยธินทั้งในช่องทางคู่ขนาด 2 ช่องจราจร และช่องทางด่านอีก 3 ช่องจราจร พบว่ารถจอดยาวตลอดเส้นทาง ยาวไปจนเกือบถึงเขตรอยต่อ อ.หนองแค จ.สระบุรี



ทางด้านถนนสายเอเชีย กองบังคับการตำรวจภูธร จ.อ่างทองรายงานต่อผู้บังคับบัญชาว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางผ่านถนนสายเอเชียช่วง จ.อ่างทอง จำนวน 28,200 คน โดยใช้พาหนะรถบรรทุก 6 ล้อ 120 คัน รถตู้ 500 คัน กระบะ 1,500 คัน รถยนต์เก๋ง 2,000 คัน รถบัส 70 คัน และรถจักรยานยนต์ 50 คัน ยังคงทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯเป็นระยะ นี่คือรายงานเพียงแค่ช่วงเช้า


ในวันเดียวกัน กลุ่มคนเสื้อแดงในเมืองได้กระจายกันไปตามจุดต่างเพื่อแสดงเจตนาขับไล่รัฐบาล ก่อนที่ทัพใหญ่จากต่างจังหวัดจะเข้ามาสมทบ ที่ อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ พร้อมด้วยนายวิภูแถลง วัฒนภูมิไทย แกนนำคนเสื้อแดง ประกอบพิธีบวงสรวงอนุเสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทำพิธีกรรม "โองการแช่งน้ำแช่งอำมาตย์" ก่อนเริ่มการปราศรัยเพื่อขับไล่รัฐบาล เรียกร้องให้มีการยุบสภา


แยกหลักสี่ นายวีระ มุสิกพงศ์ และนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำอาวุโส ร่วมกันบวงสรวงอนุสาวรีย์หลักสี่ ก่อนเคลื่อนขบวนมาปิดประตูทางเข้าหลักของกรมทหารราบที่ 11 มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ อยู่ด้านใน

หน้าสวนลุมพินี นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนางดารุณี กฤตบุญญาลัย แกนนำเสื้อแดง ร่วมกันบวงสรวงอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก่อนเคลื่อนขบวนเข้าถนนสีลม ผ่านด้านหน้าห้างสยามพารากอนจนถึงถนนนราธิวาส


แยกดินแดง คนเสื้อแดงกว่า 800 คนร่วมกันทำพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งรัฐบาล ก่อนออกเดินเท้าจากสวนป่าหัว ถนนมิตรไมตรี ดินแดงไปวนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ,แวะมอบดอกกุหลาบให้ทหารที่ ร.1พัน1รอ.ถนนวิภาวดีและเยี่ยมเยียนสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 ก่อนเดินทางกลับไปร่วมตัวกันที่สวนป่า


ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงจากสายเหนือ-อีสาน-ตะวันออก ยังคงเคลื่อนเข้ากรุงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เช้าจนค่ำไปถึงเช้าของวันใหม่เพื่อไปร่วมชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 13 มีนาคม จำนวนคนเสื้อแดงในครั้งนั้นนับว่ามหาศาล


นับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม-20 พฤษภาคมในปีนั้น คนเสื้อแดงได้ปักเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ แต่การชุมนุมของคนเสื้อแดงสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้กับคนกรุง เพราะเกะกะทางเดิน รกรุงรังถนนหนทางในมหานคร จนรัฐบาลต้องขอพื้นที่คืนและกระชับพื้นที่ ปฏิบัติการโดยทหารนำกำลังพลของกองทัพ รถหุ้มเกราะ อาวุธปืนกระสุนยางไปจนถึงกระสุนจริง เข้าปราบปรามผู้ชุมนุมที่ขัดขืนไม่ยอมออกจากพื้นที่ชุมนุม มีทั้งยิงขู่ ยิงจริง


จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เสียชีวิต 91 ศพ ทั้งทหารและพลเรือน โดยสัดส่วนพลเรือนมากกว่าหลายเท่า และหลายพันคนหวาดผวาเสียงปืนเสียงระเบิด เตลิดกลับบ้านพร้อมกับความเจ็บปวดทั้งกายและใจ พกความคับแค้นใจกลับบ้าน และอีกหลายคนที่ต้องติดคุกเพียงเพราะไปยืนดูเหตุการณ์วันเผาศาลากลาง จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับอิสรภาพใดๆ

ส่วนแกนนำ 7 คนที่ได้เข้ามอบตัวหลังประกาศยุติการชุมนุมได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากที่นอนในเรือนจำมานานกว่า 9 เดือน ก็ออกมาตีปีกได้อีกครั้งหลังจากถูกจองจำโดยไม่ได้รับการสวบสวน มาพร้อมกับพลังคนเสื้อแดงที่รอคอยให้การสนับสนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง พร้อมกับคำประกาศอิสรภาพ "พวกเรากลับมาแล้ว"

เสียงนกหวีดดังขึ้นเป็นครั้งที่ 3 เรียกชาวเสื้อแดงจากทุกมุมเมืองทั้งใกล้และไกล กลุ่มคนที่กลับไปรักษาแผลบอบช้ำจากเหตุสลายการชุมนุมพร้อมแล้วที่จะกลับมาใหม่อีกครั้ง หลังแตกพ่ายกลับบ้านถึง 2 ปีซ้อน วันที่ 12 มีนาคม 2554 "วันนี้ที่รอคอย"


วันที่คนเสื้อแดงแข็งแกร่งพอที่จะออกมาตอบโต้คลายความหวาดกลัว และกลับมาใหม่พร้อมกับข้อเรียกร้องที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับคนเจ็บคนตาย ซึ่งชาวรากหญ้าได้ตระหนักรู้แล้วว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน ที่ต้องทุ่มเทความสามารถจิตใจ ในการเข้าร่วมกับกิจกรรมทางการเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องของชีวิตของทุกคน อย่างไม่มีข้อแม้หรือหมายเหตุใดๆ

เบื้องหลังขบวนการเสื้อแดงกลุ่มคนที่ปรากฎในฉากหน้าอาจจะมีเพียงไพร่ คือ ชาวรากหญ้าที่ทนแดดทนฝนอาสาเป็นทัพหน้าออกมาเคลื่อนไหวแสดงตัวอย่างชัดเจน ลึกไปกว่านั้นยังมีคนอีกมากที่เห็นด้วยกับขบวนการเสื้อแดง คอยหนุนอยู่ด้านหลัง ผ่านข้อเขียน กิจกรรม วงเสวนา ต่อสู้เชิงความคิด และยังมีกลุ่มพ่อค้า นายทุน นักศึกษา ฯลฯ อีกมากที่พร้อมจะกระโดดเข้าร่วม รอเพียงจังหวะสุกงอมเต็มที่เท่านั้น

12 มีนาคมนี้ คงได้เห็นกันว่า คำทำนายของ "โสรัจจะ นวลอยู่ "นอสตราดามุสเมืองไทย เตือนไว้ใน ศาสตร์แห่งโหร ปี 2554 ว่า เดือนมีนาคม และเมษายนปี 2554 ให้จับตามองลางร้ายที่จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลและบ้านเมือง เหตุการณ์ทางการเมืองรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง มันจะวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา เหมือนปีก่อนๆ ไม่มีผิด เมืองไทยเข้าสู่วิกฤต จะมีประชาชนมาชุมนุมกันเป็นเรือนแสนที่ชุมนุมตามท้องถนน แม้รัฐบาลประกาศห้ามชุมนุมก็ไม่ฟังกัน

"เกิดขึ้นจากความโกรธแค้นและรู้ทันความเคลือบแคลงของรัฐบาล" ประเด็นนี้ไม่ใช่หมอดูก็ทำนายได้แค่ลืมตามองเท่านั้นเอง


เบื้องหลังป้าย “ดีแต่พูด”

ที่มา thaifreenews

โดย Maquid



ที่ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังร่วมประกาศเจตนารมณ์ "ผู้หญิงทำงาน สู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของทุกคน" ในวาระการเฉลิมฉอง 100 ปี วันสตรีสากล 8 มีนาคม
...จิตรา คชเดช อดีตผู้นำแรงงานสหภาพไทรอัมพ์ พร้อมทั้งเพื่อนแรงงานร่วมกันชูป้ายประท้วงอภิสิทธิ์กลางห้องประชุม

เบื้องหลัง “ดีแต่พูด”
โดย จิตรา คชเดช
ที่มา เฟซบุ๊คJittra Cotchadet

บันทึกเขียนใส่สมุดไว้หลังจากชูป้ายให้นายอภิสิทธิ์

วันนี้ฉันเผชิญหน้า ผู้ชายคนหนึ่ง ฉันโกรธ ฉันตะโกนออกไป ฆาตกร ฆาตกร

ฉันอยากร้องไห้ เมื่อฉันนึกถึงพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกฆ่าตาย "ฉันตะโกนอีกครั้ง "มือเปื้อนเลือด" ฉันหยิบปากกาเมจิก เอากระดาษ A4 (คือแถลงการณ์ของงานวันนี้) ใช้ด้านที่ว่างเขียนว่า "มือใคร?" ฉันเอามือฉันทาบลงไปแล้วเขียนตาม ฉันค้นหาเมจิกสีแดงเพื่อทาเป็นสีเลือด ฉันถามคนอื่นไม่มีใครมี ฉันรีบตัดสินใจเขียนว่า "เปื้อนเลือด"ไปบนฝ่ามือ ฉันเขียนสองแผ่นประกบกันแล้วพับมุมนั้นมุมนี้

ในขณะนั้นมันกำลังให้นโยบายเกี่ยวกับวันสตรีสากล ฉันชูกระดาษขึ้น ไม่มีใครได้ยินเสียงฉัน เพราะบนเวทีเขากำลังหน้าบานกันดีใจ ซึ่งคนละอารมณ์กับฉันมาก
เขาตอบมาทันที ว่าวันนี้วันสตรีไม่เกี่ยวกับการเมืองให้ฟังว่าใครมือเปื้อนเลือดชี้แจงในสภา ฉันชูป้ายเด็ดสำหรับฉัน"เหรอ...." และตามด้วย "ดีแต่พูด"

ฉันถูกกีดกันจากตำรวจ เพื่อแย่งแผ่นป้าย ฉันถาม แผ่นป้ายมีปัญหาอะไร เหรอ...,ดีแต่พูด,มือใคร?เปื้อนเลือด มันมีปัญหาตรงใหน ด่าใคร หยาบคายหรือเปล่า ตำรวจบอก ว่ามือใคร?เปื้อนเลือด ฉันถามว่าแล้วเปื้อนจริงเหรอถึงเดือดร้อน

และเพื่อนของฉันก็ชูป้าย "ดีแต่พูด"ขึ้นด้านหน้าฉันขึ้นไปอีกสามแถว จึงกลายเป็นเหตุให้การเตรียมการพูดตั้งแต่
11.30น.-13.15น.ต้องยุติลงเลยเที่ยงเล็กน้อย

เราไม่ได้สบตากันเลยระหว่างฉันกับผู้ชายคนนั้นเพราะเขาหลบหน้าฉันและหนีฉันด้วยการรีบไปและให้ตำรวจกักตัวฉันไว้กับเพื่อนๆ
เกือบครึ่งชั่วโมง

ฉันไม่มีเรื่องโกรธเกลียดกันเป็นการส่วนตัว แต่ฉันไม่ชอบระบบที่เขาใช้อยู่ ฉันต้องการระบบประชาธิปไตย คนเท่ากันหนึ่งคน หนึ่งสิทธิ์ หนึ่งเสียง ทุกคนมาจากการเลือกตั้ง ทุกสถาบันตรวจสอบได้

ฉันไม่ต้องการคนดี คนหล่อ ฉันต้องการการตรวจสอบเปิดเผย โปร่งใส
.
.

"จิตรา คชเดช" นับถือหัวใจของเธอคนนี้จริงๆ....อภิสิทธิ์ มือเปื้อนเลือด ดีแต่พูด เจอมือดี หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย คริคริ

สนับสนุน "ไทร อาร์ม"



Re:

กางเกงชั้นในที่เธอและเพื่อนๆ ร่วมแรงร่วมใจกันผลิต มีชื่อยี่ห้อว่า “ไทรอาร์ม” (Try Arm) มีโลโกเป็น รูปกำปั้น

คำว่า ไทรอาร์ม นอกจากสื่อความหมายถึงความพยายามจากสองมือสองแขนแล้ว ยังพ้องกับคำว่า ไทรอัมพ์ (Triumph) อันเป็นชื่อสินค้ายี่ห้อเก่าที่พวกเธอเคยทำงานให้

ส่วนโลโกรูปกำปั้นเป็นสัญลักษณ์แทนการต่อสู้และการเรียกร้องความเป็นธรรม


Re:

โดย ice angel

สนับสนุนแรงงานไทย กรรมกรแดง อิอิ ตั้งชื่อให้เสร็จสรรพ

คุณวิตรา ค่ะ จัดแฟชั้นเดินแบบหรือจะทำประชาสัมพันธุ์สินค้า
หรือตัดเย็บชุดหน้าร้อนด้วย แบรนด์ ไทร์อาร์ม ทำเลยคะ สนับสนุน

Re:

โดย nuttel

น.ส.จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ โด่งดังในสังคมไทยขึ้นมาทันที ภายหลังชูป้าย "ดีแต่พูด" ประท้วง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระหว่างร่วมประกาศเจตนารมณ์ในวาระเฉลิมฉลอง 100 ปี วันสตรีสากล ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม

กระทั่งปรากฏทั้งภาพและข่าวลงตีพิมพ์ในหน้า 1 หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับในเช้าวันรุ่งขึ้น

ไล่หลังวันชูป้าย น.ส.จิตราเปิดใจให้สัมภาษณ์กล่าวอ้างเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้นว่า เห็นนายกฯแถลงนโยบายดีมาก แต่พอปฏิบัติจริงกลับไม่ได้เป็นไปตามที่พูด โดยเฉพาะด้านแรงงาน เช่น เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ ปีก่อนบอกว่าจะปรับให้เป็นวันละ 250 บาท แต่ก็ได้แค่วันละ 215 บาท

แถมตอนนี้ยังบอกว่า จะเพิ่มเป็นวันละ 300 บาทอีก

"เรื่องคนงานถูกเลิกจ้างในช่วงวิกฤต อย่างกรณีลูกจ้างของบริษัทไทรอัมพ์ ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเลย โดยเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 คนงาน เดินทางไปร้องเรียนให้นายกฯแก้ไขปัญหา แต่แกนนำกลับถูกจับข้อหามั่วสุม ขณะนี้คดียังอยู่ในศาลอาญา ซึ่งจะนัดขึ้นศาลครั้งแรกวันที่ 28 มีนาคมนี้ ขณะเดียวกัน จักรเย็บผ้าที่บริษัทไทรอัมพ์มอบให้ คนงาน 400 เครื่อง ปรากฏว่าถึงมือคนงานแค่ 250 เครื่อง ที่เหลือกลับไปอยู่ในมูลนิธิไพฑูรย์ แก้วทอง มากถึง 150 เครื่อง ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยร้องเรียนนายกฯแล้ว ก็ไม่ได้รับการแก้ไขเลย แล้วอย่างนี้ยังมามอบนโยบายวันสตรีสากลอีกทำไม" น.ส.จิตรากล่าว



น.ส.จิตราแจกแจงต่อว่า นายกฯเคยบอกถ้ามีประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสน พร้อมลาออก แต่พอคนเสื้อแดงออกมานับแสนคน นายกฯก็ไม่ปฏิบัติตามนั้น นอกจากนี้ ยังมีเรื่องตั้งสถาบันความปลอดภัยในการทำงาน ก็ยังไม่ดำเนินการ หรือกรณีนโยบายเร่งด่วนที่บอกว่าจะสร้างความสามัคคีโดยสันติวิธี แต่กลับใช้ความรุนแรง อย่างกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บอกว่าจะแก้ปัญหา แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ทำไม่ได้

"นายกฯบอกว่าจะแก้ปัญหาภายในภูมิภาค โดยให้ความสำคัญยึดกรอบอาเซียนเป็นหลัก แต่พอเอาเข้าจริงๆ ท่านกลับใช้กำลังและอาวุธกับประเทศเพื่อนบ้าน หรืออย่างเรื่องเรียนฟรี 15 ปี ก็ไม่ฟรี เพราะมีการเก็บค่าอื่นๆ อีกมากมาย มีหลายอย่างที่ท่านไปพูดเล็กๆ น้อยๆ ก็ปฏิบัติไม่ได้เลย" น.ส.จิตรากล่าว

น.ส.จิตราบอกว่า เป็นครั้งแรกที่ชูป้ายประท้วงนายกฯ เพราะคิดว่ามีโอกาสน้อยมากที่เจอ และเป็นนายกฯที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่อย่างน้อย ก็อยากให้ท่านรู้ว่านโยบายต่างๆ เข้าไม่ถึงและดีแต่พูด เราพยายามสื่อไปที่นายกฯ เพราะเป็นตัวแทน ครม.ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะต้องวิ่งไปแทบทุกกระทรวง

"ไม่ใช่เพราะเป็นคนเสื้อเแดง จึงออกมาประท้วงนายกฯ แต่ไม่ว่าสวมเสื้อสีอะไร ก็มีเสรีภาพในการแสดงออกเหมือนกัน และเรื่องทั้งหมดที่พูดมานั้น สามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะกรณีของคนงานไทรอัมพ์"

สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศได้ดีจริงหรือไม่ ถ้าดีจริงแล้วยังมีคนมาประท้วง..นั่นสิ ถึงมีปัญหา แต่สิ่งที่เจอวันนี้คือ ประชาชนยังไม่มีชีวิตที่ดีขึ้น ภาพคนยืนเข้าแถวตบตีแย่งน้ำมันปาล์มยังเกิดขึ้น ภาพของชาวบ้านที่กระเสือกกระสนหนีสงคราม เหล่านี้ เป็นชีวิตจริง เพราะเกิดจากการบริหารประเทศผิดพลาดหรือไม่

ถามว่ามีการเตรียมวางแผนเดินสายประท้วงไว้อีกหรือไม่ น.ส.จิตรากล่าวว่า "ต้องทำงาน แต่ขึ้นอยู่กับโอกาส เพราะไม่ได้มีเงินเดินสายประท้วง แต่ทำจากความรู้สึกจริงๆ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ขณะนี้อดีตแรงงานไทรอัมพ์ 21 คน ได้รวมตัวกันผลิตสินค้าพวกชุดว่ายน้ำ ชุดชั้นใน ในยี่ห้อไทรอาร์ม ซึ่งตั้งโรงงานอยู่ที่ย่านสุขุมวิท 115 เรามีรายได้จากการนำสินค้าที่ผลิตได้ไปจำหน่ายตามงานสัมมนา และร้านหนังสือต่างๆ หรือจำหน่ายทั่วประเทศและหน้าเว็บไซต์"

น.ส.จิตราโอดครวญว่า วันนี้ข้าวของมีราคาแพงมาก ค่าจ้างวันละ 215 บาท อยู่ไม่ได้ เพราะกินข้าว 1 มื้อก็ 40 บาทแล้ว ถ้าประหยัดหน่อยก็ซื้อข้าวเปล่า ซื้อกับข้าวมากินร่วมกัน ไหนจะต้องจ่ายค่าเช่าบ้านอีกเดือนละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่สำคัญยังต้องมีภาระส่งลูกไปโรงเรียนอีก

ทั้งหมดที่เธอร่ายมาเพื่อสะท้อนให้ถึงหูนายกฯ ว่า ลงมือทำเสียที อย่าดีแต่พูด!!!

Re:

โดย jomyut



Re:

โดย prainn

เสริมให้ครับ

ออล เดอะ ไพร์ม มินิสเตอร์′ส เมน

ที่มา มติชน



โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 มีนาคม 2554)

มีหนังสือและหนังชื่อเดียวกันอยู่หนึ่งเล่มและหนึ่งเรื่อง ที่อาจจะถือเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของผู้ที่สนใจทำอาชีพหนังสือพิมพ์ได้เลย

นั่นคือ ′ออล เดอะ เพรสิเดนท์′ส เมน′ ถอดเป็นไทยหยาบๆ ก็คือ ′รอบตัวท่านประธานาธิบดีทั้งหมดนั่นแหละ′

เป็นบันทึกการทำข่าวคดีวอเตอร์เกต ของสองนักข่าวจากหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ บ๊อบ วู้ดเวิร์ด และ คาร์ล เบอร์สตีน ที่ทำให้ ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐ ต้องลาออกจากตำแหน่ง

เมื่อเป็นหนัง ดารานำที่สวมบทสองนักข่าวจอมคุ้ยก็คือ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด และ ดัสติน ฮอฟแมน

ยังหาอ่านและหาชมกันได้

ถึงวันนี้ก็ยังไม่เชย

เพราะการหลงในอำนาจของผู้มีอำนาจ และกระทำผิดกฎหมายเสียเองทั้งที่มีหน้าที่รักษากฎหมาย รวมไปถึงเมื่อทำผิดแล้วก็ใช้อำนาจที่มีอยู่พยายามปิดบังความผิดไม่ให้ล่วงรู้ถึงสาธารณชนอย่างสุดชีวิตนั้น

เกิดขึ้นแทบทุกที่และทุกวันในโลก

ส่วนถ้ามาเกิดที่เมืองไทย จะต้องตั้งชื่อเรื่องว่า ′ออล เดอะ ไพร์ม มินิสเตอร์′ส เมน′ หรือ ′รอบตัวท่านนายกรัฐมนตรีทั้งหมด′ นั่นแหละหรือไม่

ให้ท่านผู้อ่านพิจารณากันเอาเอง

แต่เรื่องประเภทอยู่ดีๆ คนเป็น ′วอลล์เปเปอร์′ ของนายกรัฐมนตรีอย่าง นายศิริโชค โสภา มุดเข้าไปในเรือนจำเพื่อพบกับนักโทษระหว่างประเทศคนสำคัญอย่าง นายวิคเตอร์ บูท

และทำให้เรื่องที่ประเทศไทยตกอยู่ระหว่างกลางเขาควายของสองมหาอำนาจสหรัฐ-รัสเซียอยู่แล้ว ถูกเสียบเข้าชายโครงทั้งสองข้าง

หรือเรื่องประเภทคนสนิทชนิดใกล้นายกรัฐมนตรีอย่าง นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ เดินดุ่ยๆ เข้าไปในพื้นที่ประเทศกัมพูชา ชนิดที่รู้ว่าเป็นดินแดนเขาและเดี๋ยวจะต้องถูกจับ

แต่ก็ยังอุตส่าห์ ′โชว์พาว′ ด้วยการพูดโทรศัพท์ทั้งที่มีกล้องวิดีโอจับอยู่ว่า

"เรื่องนี้นายกฯรู้คนเดียว"

ล่าสุด คนข้างตัวนายกรัฐมนตรีอีกเหมือนกันที่ถูกระบุว่า เรียกประชุมข้าราชการทั้งหลายเพื่อหารือ ′ลดภาษี′ ให้บริษัทผู้ผลิตบุหรี่รายใหญ่ จำนวนเงินที่เกี่ยวคิดเป็นมูลค่า 68,000 ล้าน

มีการพาดพิงอ้างจุดยืนและท่าทีของนายกรัฐมนตรีด้วยว่าเห็นพ้องกับเรื่องนี้

อุทานเป็นภาษาวัยรุ่นปัจจุบันก็ต้องร้องว่า

บร๊ะเจ้า

ในหนังสือและหนังเรื่องข้างต้นนั้น พยายามบอกเป็นนัยๆ ให้คนอ่านคนดูไปคิดกันต่อเองว่า

ถ้าคนรอบตัวประธานาธิบดีทั้งหมดเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมและการปกปิดอาชญากรรมแล้ว

เป็นไปได้หรือเปล่าที่ตัวประธานาธิบดีจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง

ในทำนองเดียวกัน รอบตัวท่านนายกรัฐมนตรี ชิดใกล้ขนาดจนต่อขนสัมผัสกัน ไปสร้างปัญหาให้ประเทศชาติบ้านเมืองคนละอย่างสองอย่าง

จะให้เข้าใจนายกรัฐมนตรีว่าอย่างไร?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 09/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ยุคข้าวยาก หมากแพง ค่าแรงถูก
ยุคดูถูก ชาวประชาว ว่าโง่เขลา
ยุคบัดซบ กลบสามานย์ มานานเนา
ยุคมัวเมา หลงอำนาจ ขาดคุณธรรม....

รอระเบิด พวงใหญ่ ไล่คนชั่ว
ตายเรียงตัว ย้อนยอก เพื่อตอกย้ำ
ดับไอ้คน จัญไร พวกใจดำ
สุดระยำ ต่ำทราม หยามปวงชน....

ดีแต่พูด ไร้ผลงาน หน้าด้านสุด
ความเลวผุด โชว์สำแดง ทุกแห่งหน
ใช้สำนวน สับปลับ ทำสัปดน
เพื่อหลอกคน โง่งม ผสมโรง....

ประชาชน ข้นแค้น แสนสาหัส
กระหน่ำซัด ซ้ำชีวิต จากพิษสง
แถมมาพูด เฉไฉ บอกให้ปลง
ชาติหน้าคง ดีแน่ ขอแค่รอ....

มันสั่งปราบ ประชาชน จนล้มหาย
อีกคนตาย หลายศพ ใครกลบหนอ
ยังหาเรื่อง ล่าไล่ ไม่เคยพอ
กรรมที่ก่อ รอเชือด อย่างเดือดดาล....

๓ บลา / ๙ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

มาร่วมกันร้องบรรลัย..มาร่วมกันร้องบรรลัย..ร้อง บรรลัย แมลงสาปคาราบาว

ที่มา thaifreenews

โดย kajokkub

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

มันร้องเพลงหลอกคนไทยมานานวัน
คงถึงวันตาสว่างกันแล้วหนา
ชั่งไข่ กู้มาโกง ปล้นเขามา
แอ็ดปลื่มพรรคฆ่าประชาชน...

ฟังเพลงเพื่อ...ชีวิตบัดซบสิ้น
ชีวิตดิ้น อนาถชาติบรรลัย
แอ๊ดนี้เศร้า เศร้าจนน้ำลายไหล
เคลิ้มใจธุรกิจแทนเสียงเพลง

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

...ฮูว์.ควายยยยยย

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

หากินกับรากหญ้ามานาน
ชั่งชั่วช้าสามานต์ทางตนตรี
เลียเผด็จการสันดานอัปรีย์
เลียพรรคที่ฆ่าชีวีประชาชน

ท่วงทํานองสะท้อนชีวิตแท้
นี้หรือ..ไอ้แอ็ดดด ชีวิตจริง
อ้างบรรบุรุษขายน้ำคาเฟอิน
ลืมสิ้นรากหญ้า เนรคุณ

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

.............................................

เชื่อว่าปรากฏการทางตนตรี และท่วงทำนองชีวิต
ของ แอ็ด คาราบาว ที่เกิดขึ้นวันนี้คงไม่ได้ทำให้
หลายคนงง หรือผิดหวังอะไรมาก

เพราะความจริง แอ็ดได้เสื่อมทางเอกลักษณ์ประจำตัว
ทางตนตรี เพื่อปากท้อง มานาน เขาไม่ได้มีอุดมการณ์
ไม่ได้มีวิญญาณที่รักและซื่อตรงกับ ตัวโน๊ตและบทเพลง
ของเขามานานแล้ว

หมายถึงความหมายเพลงทุกเพลงที่เขาแต่งและร้อง
ให้ความหมายอีกแบบ แต่ตัวเขากับดำเนินชีวิตอีกแบบ
เรียกกว่ากลับกับเป็นหน้ามือกับหลังตีนมานาน
เพราะเขาไม่มีวิญญาณที่ฝั่งรากลงไปในทุกถ่อยคำที่เขาแต่งเป็นคำร้อง
และทำนอง

อาจมีวันหนึ่งเขาคิดได้ว่า เพื่อชีวิตเขา ต้องอยากมี อยากได้
เพลงแต่เหมือนสอนสังคมให้ทำอย่างนั้นน่ะ อย่างนี้น่ะ แต่
ตัวเขาเอง ไม่สน ทำอีกแบบ ทำธุรกิจเพื่อปากท้อง มีเงินทอง
ไม่ให้ลูกเรียนแล้วประเทศไทย รถก็ต้องแพงๆจากนอก ชีวิตโลด
แล้นที่มีความสุขในการใช้เงินที่ขายเพลงให้คนฟังหดหู่ในชีวิตบับซบ
ยากจน ขาดแคล้น แดนตาย สามานต์ ร้องด่าการเมือง ด่านักการเมือง
เลวๆ ด่านักการเมืองโกง ไม่มีความสามารถ ด่าสังคมเลวๆไปหมด
ร้องด่าเผด็จการ นั้นคือ ทำนองของเนื้อเพลง ที่เสือกคิดได้และแต่งไป

สัญญาลักษณ์วงก็คือ ควาย ในภาษาฟิลิปปินส์ ประเทศที่เขาไปศึกษาลำเรียนมา
ก็ไม่รู้ว่า แอ็ด เขาให้หมายถึงอะไร ในการเอาควายมาเป็นตัวแทน

อาจจะหมายถึงร้องให้ควายฟัง หรือควายวงนี้ร้องให้คนฟังน่ะ ก็ไม่รู้จริงๆ

แอ็ดดูเหมือนเกลียดนักการเมืองเลวๆ ชั่วๆ โกงๆ เผด็จการเลวๆ
แต่วันนี้เขาแสดงตัวและยืนยันแล้วว่า เขาชอบสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
เห็นดีเห็นงาม ประชาชนทั้งแผ่นดินสิ้นหวังกับพรรคนี้ เดือดร้อน
บริหารจนข้าวยากหมากแพลง คนไทยจะฆ่ากันอยู่แล้ว

แอ็ด ก็มั่นใจแล้วว่า นี้คือพรรคเก่งที่สุด จึงได้เปิดตัวในตอนพรรคต่ำสุดนี้แหละ

อือๆ เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงแล้วแอ็ด อะไรที่แหลร้องแตงเพลงแหลไว้ทั้งหมด
ก็จบด้วยประการละฉะนี้แหล เข้าถูกพรรคเสียด้วย

ชีวิตแอ็ดแสดงออกว่าเขาไม่ใช่คนมีอุดมการณ์อะไร ก็ตั้งแต่ไปทำธุรกิจน้ำเคเฟอิน
เขาทุมเทในกาแต่งคำร้องอ้างบูชาบรรพบุรุษของชาติ เพื่อขายสินค้า
ล่าสุด มาโฆษณา วิตามินบี 12 อันเดียว ว่าจะทำให้คนไทยสมองดี คิดสร้างสรรค์เพื่อชาติ
บ้านเมืองก็เหลว ธุรกิจตัน เพราะเจอไอ้หม่ำ มาเกทับของมันมี บี 1-2-3-4-5-6-7-8-9-10-11-12
เครื่องดื่มเคเฟอินไอ้หม่ำ มีทุกบี อ้าวเวร ก็จบทางธุรกิจซิ แค้น ไอ้หม่ำเข้าพรรคห้อย
แอ็ดเข้าพรรคโหนดีกว่า

แฟนๆคาราบาวแท้ๆ จะเสื้อแดงจะมีไหมเนีย
ณ วันนี้ แฟนๆคาราบาวเสื้อเหลืองจะรักกันอยู่ไหม ขอมือหน่อย พี่น้องคับๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ใบตองแห้งออนไลน์ : อุดมการณ์สื่อ (ใบแทรก) เรื่องหวิดงามหน้าที่สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์

ที่มา ประชาไท

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพิ่งจะเป็นพระเอก เมื่อร่วมกับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ทักท้วงกรณีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 746 ล้านบาทให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานช่วยเหลือแรงงานไทยในลิเบีย โดยในจำนวนนี้มีงบ 5 ล้านบาท เป็นค่าจ้างเผยแพร่ข่าวความคืบหน้าในการช่วยเหลือแรงงานทาง สถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ 10 ครั้งๆ ละ 5 แสนบาท
ซึ่งสมาคมและสภาทักท้วงว่า เป็นภารกิจของสื่อที่จะต้องเสนอข่าวอยู่แล้ว หน่วยงานของรัฐไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย เว้นแต่จะเป็นการจ้างทำพีอาร์บุคคลหรือองค์กรซึ่งไม่มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ผลของการทักท้วงดังกล่าวทำให้อภิสิทธิ์สั่งตัดงบ 5 ล้านบาทออก (ซึ่งก็น่าสนใจติดตามว่างบ 5 ล้านนี้คิดจะเอาไปใช้อย่างไร จ้างสื่อสำนักไหน)
นั่นคือเรื่องที่ต้องปรบมือให้ และยังมีอีกเรื่องที่ต้องปรบมือให้บางคน กับชูนิ้วกลางให้บางคน
เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อยู่ๆ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ก็มีมติให้ส่งตัวแทนเข้ารับการสรรหาเป็นวุฒิสมาชิก ที่องค์กรต่างๆ กำลังส่งชื่อให้ กกต.กันขาขวิด เพื่อคัดเลือกโดย 7 อรหันต์ผู้วิเศษไร้กิเลสตัณหาไม่มีโลภะโทสะโมหะไม่เคยมีพรรคพวกเพื่อนพ้องไม่มีลูกน้องญาติมิตรไม่มีบุญคุณความแค้นกับใคร (บางรายก็นับถือโกเอนก้า) สั่งไม่ได้ ฝากไม่ได้ ล็อบบี้ไม่ได้ แต่ 74 ส.ว.ชุดแรกก็เห็นๆ กันอยู่
อ้าว ชักนอกเรื่อง แต่แค่นั้นก็พอแล้ว เป็นเรื่องแล้ว เพราะในบรรดาองค์กรสื่อทั้งหลาย ซึ่งมีสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็น 3 องค์กรหลัก 2 องค์กรแรกที่เป็นพี่ใหญ่ เขายังไม่ส่งเลย ไหงสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์มีมติให้ส่งคนเป็น ส.ว.
กรณีนี้ยังมีประวัติศาสตร์ ที่หลังรัฐประหาร 3 องค์กรสื่อได้มีมติเสนอชื่อ ภัทระ คำพิทักษ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ สมชาย แสวงการ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ “เจ๊หยัด” บัญญัติ ทัศนียเวช ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จนถูกนักข่าวด้วยกันล่าชื่อค้าน เป็นเรื่องเป็นราวกันใหญ่โต กระทั่งทั้ง 3 คนต้องลาออก เพื่อไปเป็น สนช. (สงสารเจ๊หยัด ต่อสู้เผด็จการมาตลอดชีวิต กลับมาเสียประวัติตอนแก่)
ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้มี ส.ว.สรรหา องค์กรสื่อก็ไม่เกี่ยวข้อง สมชาย แสวงการ, คำนูณ สิทธิสมาน ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรอื่น เช่น สมชาย แสวงการ ได้รับการเสนอชื่อจากมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิด อันมีบุญชัย เบญจรงคกุล เป็นประธานกรรมการ สนธิญาณ (หนูแก้ว) ชื่นฤทัยในธรรม เป็นรองประธานกรรมการ สมชายเป็นกรรมการร่วมกับ ดร.ประกอบ จิรกิติ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์
หลังจากสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยมีมติให้ส่งตัวแทนเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว. อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ บิ๊กค่ายเนชั่น (แขนขวาของหยุ่น) เขียนบทความเรื่อง “เสียงบ่น 'เสียงข้างน้อย' ในองค์กรสื่อ เว้นระยะห่าง-ระยะเห่า-สรรหา ส.ว.” ลงกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ เปิดเผยว่าคณะกรรมการมีเสียงก้ำกึ่ง จึงเชิญที่ปรึกษาไปแสดงความเห็น อดิศักดิ์เป็นที่ปรึกษาคนหนึ่ง เขาไม่เห็นด้วย แต่เขาเป็น “เสียงข้างน้อย” มากๆ ของคณะที่ปรึกษา เสียงส่วนใหญ่โน้มเอียงไปทางสนับสนุน แม้หลายคนเคยไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อเป็น สนช.แต่ครั้งนี้กลับเห็นว่าการนั่งอยู่ข้างนอกทำอะไรไม่ได้มากเท่ากับการเข้าไปอยู่ข้างใน ทำให้สามารถต่อสู้แทนสื่อและประชาชนได้มากกว่า
อดิศักดิ์เห็นว่าสมาคมนักข่าวควรรักษาระยะห่างกับการเข้าไปข้องแวะตำแหน่งทางการเมือง เพื่อมีอิสระในการตรวจสอบการทำงานของ ส.ว. และยังกังวลในกระบวนการสรรหาของ กกต.ที่เริ่มเสียงหึ่งๆ ว่า มีการล็อบบี้กันหนักมากเงินทองสะพัดแน่นอน แม้จะมั่นใจกับ 7 อรหันต์ (ก็ธรรมดา เพราะอดิศักดิ์เชียร์รัฐประหารตุลาการภิวัฒน์มาตลอด)
เรื่องนี้คงจะวิพากษ์วิจารณ์กันหึ่งในวงการนักข่าววิทยุโทรทัศน์นั่นแหละครับ กระทั่งในที่สุด นายกสมาคมคือ วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ คงคิดได้ว่าถ้าขืนปล่อยให้มีมติออกไปอย่างนี้ ก็จะโดนพชร สารพิมพา อำตลอดชาติ จึงตัดสินใจใช้อำนาจนายกสมาคมฯ ยกเลิกมติเสีย ซึ่งก็ทำให้ใครบางคนกินแห้ว
ถามว่าเรื่องนี้ใครอยู่เบื้องหลัง ใครอยากเป็นจนตัวสั่น จนมาผลักดันมติ โดยหวังจะให้สมาคมเสนอชื่อตัวเองเป็น ส.ว.สรรหา ผมไม่รู้ แต่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 8 มีนาคม เขียนไว้ในคอลัมน์ซุบซิบการเมือง ไปหาอ่านกันเอง
ใบตองแห้ง
9 มี.ค.54

สฤณี อาชวานันทกุล: กลไกกำกับดูแลอินเทอร์เน็ต และปัญหาในไทย (1)

ที่มา ประชาไท

ในยุคที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนทั่วไปจนแทบจะจินตนาการไม่ได้ว่าชีวิตที่ขาดกูเกิล วิกิพีเดีย เฟซบุ๊ก และอีเมลนั้นเป็นฉันใด และในเมื่ออินเทอร์เน็ตเป็นทั้งสังคม เทคโนโลยี สื่อ และพื้นที่ส่วนตัวที่เป็นสาธารณะ (ตามการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว) คำถามหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนผู้ใช้เน็ต คือคำถามที่ว่า เราควรกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตอย่างไร เพื่อให้มันเป็นสังคมที่เราอยากเห็น สร้างประโยชน์และลดโทษให้เหลือน้อยที่สุด

ลอว์เรนซ์ เลสสิก (Lawrence Lessig, http://www.lessig.org) ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายและอินเทอร์เน็ต นักรณรงค์ “วัฒนธรรมเสรี” และผู้คิดค้นสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ อธิบายว่ากลไกที่กำกับดูแลสังคมอะไรก็ตามไม่ได้มีแต่กฎหมายเท่านั้น แต่ยังมีกลไกอื่นที่เราอาจมองไม่เห็นหรือไม่รู้สึกว่ามีอยู่ เขาบอกว่ามีกลไก 4 ประเภทที่กำกับอินเทอร์เน็ต ได้แก่

กฎหมาย (law) – หมายรวมตั้งแต่กฎหมายไปจนถึงระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย โดยมากรัฐเป็นผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย แต่บางกรณีกฎหมายอาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกำกับดูแล เช่น กฎหมายอินเทอร์เน็ตของมาเลเซียมอบหมายให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) มีอำนาจจัดการกับเนื้อหาเอง (self-regulation) โดยใช้ชุดหลักเกณฑ์เดียวกันทุกค่ายที่โปร่งใสและไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้เน็ต

กลไกตลาด (market) – หมายถึงกลไกตลาดที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอินเทอร์เน็ต รวมถึงธรรมเนียมธุรกิจ (business norms) ด้วย เช่น โครงสร้างอุตสาหกรรมโทรคมนาคม สภาวะการแข่งขันในธุรกิจโฮสติ้ง นโยบายการเก็บข้อมูลผู้ใช้ของไอเอสพีแต่ละราย ฯลฯ

ค่านิยม (social norms) – หมายถึงค่านิยมและจารีตในสังคมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้เน็ตที่ชอบโพสข้อความ “หาเรื่อง” คนอื่นโดยไม่มีเหตุผล (หรือที่เรียกกันว่า “เกรียน”) บนกระดานสนทนา (เว็บบอร์ด) อาจถูกสมาชิกคนอื่นรุมประณามหรือขับไล่ออกจากเว็บบอร์ดนั้นๆ ได้

สถาปัตยกรรม (architecture) – เลสสิกอธิบายว่าหมายถึง “โค้ด” (code) คอมพิวเตอร์ทุกชนิดที่ถูกเขียนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ เงื่อนไขหรือข้อจำกัดทางเทคนิค เช่น ซอฟต์แวร์ปิดกั้นเว็บไซต์ หรือโปรโตคอลทีซีพีไอพี (TCP/IP คือชุดเกณฑ์ทางเทคนิคสำหรับการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต)

ประเด็นหลักของเลสสิกที่เขาพยายามชี้ให้เห็นมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 สมัยที่เว็บยังไม่ได้รับความนิยมมหาศาลอย่างในปัจจุบัน คือข้อเท็จจริงที่ว่า กฎหมายเป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างไร้ประสิทธิภาพในการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ต เนื่องจากธรรมชาติ “เปิด” ของอินเทอร์เน็ตสนับสนุนการส่งข้อมูลอย่างเสรี ไม่สนับสนุนอะไรก็ตามที่กีดขวางการส่งข้อมูล

ยกตัวอย่างเช่น ต่อให้ศาลออกหมายศาลให้ปิดกั้นเว็บ เจ้าของเว็บไซต์ก็สามารถไปสร้างที่อยู่ (URL) ใหม่ได้ภายในเสี้ยวนาที ส่วนผู้ใช้ก็สามารถเข้าถึงเนื้อหาเดิมได้ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์หลบเลี่ยงต่างๆ หรือพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ ทำให้คำสั่งปิดกั้นของศาลแทบไม่เป็นผลเลย อีกตัวอย่างหนึ่งคือ สมมติว่าเราอยากเปลี่ยนวิธีการคุยกันผ่านเน็ต เพราะกลัวว่าอีเมลจะถูกสกัดกั้น หรือเพราะอยากลองของใหม่ เราก็สามารถติดตั้งโปรแกรมอีเมลใหม่ หรือใช้บริการอย่างสไกป์ (Skype) ซึ่งทำให้เราได้ยินเสียงกันได้ด้วย เท่ากับว่าการที่เรามีสิทธิเลือกวิธีและช่องทางการสื่อสาร ทำให้เรามีเสรีภาพในการแสดงออก ไม่มีใครสามารถบังคับให้เราต้องใช้โปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่งได้

เลสสิกชี้ว่า กลไกกำกับดูแลประสิทธิภาพสูงที่เข้ามาทดแทนความด้อยประสิทธิภาพของกฎหมาย คือสถาปัตยกรรมหรือโค้ด ด้วยเหตุนี้เขาจึงประกาศว่า “code is law” (โค้ดคือกฎหมาย) และในเมื่อโค้ดคือกฎหมาย เราจึงต้องติดตาม ทบทวน และแก้ไขปรับปรุงทั้งตัวโค้ดและตัวบทกฎหมายที่แท้จริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ใครเขียนโค้ดที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้เน็ต

สิทธิเสรีภาพของผู้ใช้เน็ตควรมีความแตกต่างจากสิทธินอกเน็ตหรือไม่? แดนนี โอไบรอัน (Danny O’Brien) ผู้เชี่ยวชาญอินเทอร์เน็ตจาก Electronic Frontier Foundation (http://www.eff.org/) องค์กรที่รณรงค์เสรีภาพอินเทอร์เน็ต (ปัจจุบันเขาย้ายไปอยู่ Committee to Protect Journalists – ติดตามได้จากบล็อก http://www.cpj.org/internet/) เคยกล่าวในงานสัมมนาของเครือข่ายพลเมืองเน็ต ปี 2552 ว่า “ในแง่หนึ่ง สิทธิในการใช้อินเทอร์เน็ตก็ไม่ควรจะแตกต่างจากการใช้สื่ออื่นๆ ที่เราเคยใช้กันมา ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์หรือโทรศัพท์ เพราะถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออกผ่านสื่อ ดังนั้นจึงควรถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเหมือนกัน แต่ถ้ามองเฉพาะลงไปในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights) จะเห็นว่าประเด็นเรื่องเสรีภาพมีสองเรื่องหลัก คือ เสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพที่จะปลอดภัยจากการเฝ้ามอง (surveillance) ของรัฐ ซึ่งถ้าเสรีภาพทั้งสองเรื่องนี้ได้รับการคุ้มครองและส่งเสริม ก็จะนำไปสู่เสรีภาพในด้านอื่นๆ เช่น เสรีภาพในการคิด การพูด เสรีภาพในการรวมกลุ่ม และเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ”

ด้วยกรอบคิดของเลสสิก เราอาจมองวิธี “จัดการ” กับผู้ใช้เน็ตที่โพสเนื้อหาหมิ่นประมาทได้ดังต่อไปนี้

กฎหมาย – เราอาจระบุให้เนื้อหาหมิ่นประมาทเป็นเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย (ซึ่งปกติก็ผิดกฏหมายอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะเขียนขึ้นเป็นพิเศษในกฎหมายคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด)

กลไกตลาด – ถ้าเว็บมาสเตอร์มีค่าใช้จ่ายสูงมากในการจัดการกับเนื้อหาหมิ่นประมาท เว็บมาสเตอร์ก็อาจปิดบริการเว็บบอร์ดเพราะไม่คุ้ม เช่น ถ้าหากกฎหมายระบุว่าตัวกลางต้องร่วมรับผิดตามกฎหมายด้วย เว็บมาสเตอร์ต้องจ้างคนเป็นกองทัพมากลั่นกรองเนื้อหาของผู้ใช้ก่อนที่จะปรากฏบนเว็บ

ค่านิยม – สมาชิกคนอื่นๆ บนเว็บบอร์ด “เพื่อน” บนเฟซบุ๊ก และ “ผู้ตาม” บนทวิตเตอร์ร่วมกันประณามหรือเลิกคบคนที่ชอบโพสข้อความหมิ่นประมาทคนอื่น กดดันให้เขาปรับปรุงตัวเองเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น

สถาปัตยกรรม – ไอเอสพีอาจเขียนโค้ดสั้นๆ เปลี่ยนคำทุกคำที่สุ่มเสี่ยงว่าจะถูกฟ้องหมิ่นประมาทให้กลายเป็นคำอื่น เช่น xxx ก่อนที่เนื้อหาของผู้โพสจะปรากฎ

กรอบคิดของเลสสิกช่วยเราได้มากในการประเมินสถานการณ์กำกับดูแลเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้าง (user-generated content) ในประเทศไทย ซึ่งยังห่างไกลจาก “อินเทอร์เน็ตในอุดมคติ” ที่เราทุกคนอยากเห็น นั่นคือ พื้นที่เปิดซึ่งทุกคนสามารถแสดงออกและแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นกันอย่างเสรี และมีกลไกคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ในกรณีที่ถูกละเมิด สถานการณ์ในไทยยังห่างไกลจากอุดมคติเนื่องด้วยสาเหตุหลักสองประการดังต่อไปนี้

นิยามของเนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายคลุมเครือ และผู้บังคับใช้กฎหมายยังไม่เข้าใจธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตเพียงพอ – พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ (“พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์”) มีมาตราที่คลุมเครือหลายมาตรา เนื้อหาที่ทำให้ผู้ใช้เน็ตถูกดำเนินคดีขึ้นอยู่กับการตีความของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไอซีทีเป็นหลัก โดยเฉพาะข้อหา “เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” (การจับกุมโดยอ้างข้อหานี้หลายครั้งที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะเป็นภัยต่อ “รัฐบาล” มากกว่า “ชาติ”)

ความคลุมเครือของตัวบทกฎหมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การบังคับใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีปัญหาตลอดมา เป็นที่รับรู้กันทั่วไปในแวดวงตัวกลาง ตั้งแต่เว็บมาสเตอร์ ไปจนถึงโฮสติ้งและไอเอสพี นักกฎหมายหลายคนก็มองว่าการปิดกั้นเว็บหลายกรณี “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

ยกตัวอย่างเช่น คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท ที่ปรึกษากฏหมายไพบูลย์ จำกัด อดีตกรรมาธิการยกร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กล่าวในงานเสวนา “คลี่ปมกระบวนการบล็อกเว็บ : ปัญหาบังคับใช้กฎหมายหลายมาตรฐาน” ซึ่งชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์จัดขึ้นในปี 2553 ว่า “สาเหตุหลักที่ทำให้คำสั่งปิดบล็อกเว็บไซต์เกิน 50% ในประเทศไทยเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือการขาดผู้รับผิดชอบดูแลกระบวนการบล็อกเว็บไซต์ของกระทรวงไอซีทีอย่างจริงจัง ทำให้มาตรฐานการดำเนินงานเป็นไปอย่างสับสน หลายมาตรฐาน และไร้ความน่าเชื่อถือ” (อ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่ http://www.manager.co.th/cyberBiz/viewNews.aspx?newsid=9530000135417)

นอกจากกฎหมายในส่วนของเนื้อหาจะคลุมเครือและการบังคับใช้ยังขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนแล้ว ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐยังดูเหมือนจะไม่เข้าใจธรรมชาติเน็คเพียงพอ เช่น กรณีที่ ศอฉ. ประกาศแผนผัง “ขบวนการล้มเจ้า” ซึ่งมีข้อมูลที่ผิดพลาดและลากเส้นโยงผู้ใช้เน็ตหลายคนว่ารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนชัดเจน ราวกับเป็นขบวนการที่มีเป้าประสงค์เดียวกันและเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ ทั้งที่บุคคลเหล่านี้ในความเป็นจริงหลายคนเพียงแต่ชอบตั้งวงวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ในเว็บบอร์ดเท่านั้น

อีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงความไม่เข้าใจในธรรมชาติเน็ต คือการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตีความ “ร่องรอย” ต่างๆ ที่เราทิ้งในคอมพิวเตอร์หรือบนอินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติ คือเราไม่รู้ตัว เช่น ไฟล์ attachment ที่โปรแกรมอ่านอีเมลดาวน์โหลดมาในเครื่อง, cookie ในเครื่อง หรือ history ของบราวเซอร์ ว่าเป็น “หลักฐาน” ที่ “พิสูจน์” ว่าเจ้าของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ มี “เจตนา” ที่จะกระทำผิด ทั้งที่เนื้อหาพวกนี้มีลักษณะ ตรงกันข้าม กับหลักฐานที่ใช้ในคดีอาญาทั่วไป นั่นคือ ของอย่าง cookie หาง่ายแต่พิสูจน์เจตนายาก เพราะโปรแกรมอาจบันทึกโดยอัตโนมัติ ขณะที่หลักฐานในคดีอาญา เช่น ดีเอ็นเอของคนร้ายในที่เกิดเหตุ มักจะหายากแต่เมื่อพบแล้วก็พิสูจน์เจตนาง่ายกว่า (ว่าผู้ต้องสงสัยตั้งใจกระทำผิด)

สถาปัตยกรรม – ไอเอสพีไทยบางราย “ให้ความร่วมมือ” อย่างไม่เป็นทางการกับภาครัฐ (ซึ่งพอไม่เป็นทางการ ก็ไม่มีใครรู้หรือตรวจสอบได้ว่ากระบวนการนี้มีมาตรฐานหรือไม่) ปิดกั้นเว็บไซต์หลายต่อหลางครั้งโดยที่ไม่มีหมายศาลตามกฎหมาย วิธีปิดกั้นแบบ “เนียนๆ” คือเขียนโค้ดหลอกผู้ใช้เน็ตให้เชื่อว่าหน้าเว็บที่ต้องการจะเข้าถูกลบไปแล้ว (ขึ้นข้อความว่า “404 Not Found”) หรือที่แย่กว่านั้นคือเขียนโค้ดที่ละเมิดสิทธิของเว็บอื่น เช่น หลอกให้คนเชื่อว่ายูทูบ (YouTube) ลบวีดีโอที่ต้องการจะดูไปแล้ว วิธีหลังนี้เท่าที่ผู้เขียนประสบด้วยตัวเองมี 2 กรณี คือคลิปแฉศาลรัฐธรรมนูญ กับคลิปคำพูดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน (ผู้เขียนเป็นลูกค้าของ TRUE Internet แต่ได้รับทราบจากผู้ใช้ CS Loxinfo ว่าโดนหลอกแบบเดียวกัน)

ปกติคลิปวีดีโอที่ยูทูบลบเองจะแสดงข้อความพื้นสีดำ อธิบายสาเหตุที่ลบ (ปกติเป็นเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์) ส่วนข้อความ “หลอก” ของ TRUE กับ CS Loxinfo นั้นจะมีข้อความคล้ายกัน แต่เป็นพื้นขาวและใช้ฟอนต์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังภาพด้านล่างนี้ –

ข้อความ จากเว็บไซต์ YouTube
หน้ายูทูบจริง

ข้อความหลอก เว็บไซต์ YouTube จากผู้ให้บริการอินเตอร์เนต
หน้ายูทูบหลอก

(อ่านคำอธิบายโค้ดหลอกที่ใช้ได้ที่บล็อก Random Thoughts – http://tewson.com/true-court-clip-censorship)

ผู้เขียนคิดว่าสาเหตุหลักของการละเมิดสิทธิผู้ใช้เน็ต โดยเฉพาะการละเมิดแบบเนียนๆ คือ ตัวกลางอินเทอร์เน็ตยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทำให้ต้องยอมร่วมมือกับภาครัฐมากกว่าจะคำนึงถึงสิทธิของผู้บริโภค (ผู้ใช้เน็ต) ซึ่งไอเอสพีมีหน้าที่พิทักษ์ตามเงื่อนไขการให้บริการและตามรัฐธรรมนูญ

“ความจริงจากโลกเสมือน” ตอนนี้พูดถึงปัญหาในไทยจากมุมมองของกลไกกำกับดูแลสองชนิด คือกฎหมายกับสถาปัตยกรรมไปแล้ว ตอนหน้าจะมาว่ากันต่อถึงกลไก “ค่านิยม” ว่าช่วยเราได้มากน้อยแค่ไหน ปัจจุบันประโยชน์และโทษของกลไกนี้ในสังคมอินเทอร์เน็ตไทยมีอะไรบ้าง.

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://thainetizen.org/thai-internet-regulations-problems

‘แรงงานแดง’ มอบรางวัลสตรีดีเด่น ‘แม่น้องเกด-ผุสดี เสื้อแดงคนสุดท้าย’

ที่มา ประชาไท

8 มี.ค.54 เวลา 16.00 น. กลุ่มพลังหญิงและกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตยจัดงาน 100 ปี สตรีสากล “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง” ขึ้น ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว โดยมีการเสวนาหัวข้อ “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง” และมีพิธีมอบรางวัลผู้หญิงดีเด่น รวมถึงกิจกรรมวัฒนธรรม โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 100 คน

การเสวนา ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
การเสวนา “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง”

บรรยากาศงาน ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
บรรยากาศงาน “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง”

การแสดงจาก "ประกายไฟการละคร"
การแสดงจาก "ประกายไฟการละคร"

ผู้ได้รับรางวัล (จากซ้ายไปขวา) ตัวแทนสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ-พเยาว์-ผุสดี
ผู้ได้รับรางวัล (จากซ้ายไปขวา) ตัวแทนสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ-พเยาว์-ผุสดี

ในการเสวนาหัวข้อ “ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง” นงลักษณ์ คำเฟื่องฟุ้ง ตัวแทนกลุ่มพลังหญิง กล่าวว่า เช้านี้ได้เปิดดูหนังสือพิมพ์ เพื่อดูว่าผู้นำของประเทศให้ความสนใจกับวันสตรีสากลหรือไม่ ปรากฎว่า น่าเสียใจที่ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับวันสตรีสากลในหน้าหนังสือพิมพ์เลย นอกจากนี้การยกย่องสตรีนั้นจะต้องมีคำนำหน้านาม เช่น คุณหญิง รัฐมนตรี แต่ไม่มีการพูดถึงผู้หญิงในชนบท แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้หญิงเลย ดังนั้น การลุกขึ้นมาขอพื้นที่ในการเรียกร้องแสดงออก สื่อสารความคิดของผู้หญิงให้สังคม ผู้นำประเทศ นักปกครองและสื่อ ได้รับรู้และสนใจจึงค่อนข้างเป็นภาระหนัก

นงลักษณ์เล่าว่า จากการดำเนินกิจกรรมสังคมการเมืองที่ผ่านมา พบว่าปัญหาและอุปสรรคอันดับหนึ่ง มาจากผู้หญิงด้วยกันเอง สอง จากสังคม สาม จากผู้ชาย ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงต้องสนับสนุนบทบาทของผู้หญิงด้วยกันเอง นอกจากนี้ผู้นำระดับประเทศก็ต้องแสดงการสนับสนุนผู้หญิงให้ชัดเจนด้วย โดยที่ผ่านมาไม่มีผู้นำท่านใดเลยที่จะสนับสนุนบทบาทของผู้หญิง

รางวัลแด่แรงงาน?
จิตรา คชเดช เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การได้มาซึ่งวันสตรีสากล เกิดจากคนงานทอผ้าในอเมริกาที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยการเรียกร้องระบบ 3 แปด คือ เรียนรู้ 8 ชั่วโมง ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง แต่ 100 ปีผ่านมา วันสตรีสากลกลับถูกบิดเบือน โดยยกตัวอย่างกรณีการมอบรางวัลสตรีทำงานดีเด่นของกระทรวงแรงงานในปีนี้ว่าไม่มีผู้หญิงที่มาจากสหภาพแรงงานหรือเป็นนักปกป้องสิทธิคนงานเลย กลายเป็นคนระดับผู้บริหารของบริษัทเอกชนต่างๆ โดยที่น่าสนใจ คือ ผู้ได้รับรางวัลสตรีผู้ปฏิบัติการภาคเอกชนดีเด่น เนื่องจากได้รับเบี้ยขยันทุกปี ซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจ เพราะเท่ากับเห็นว่าควรทำงานโดยไม่สามารถขาด-ลา-มาสายได้ มีชีวิตคล้ายเครื่องจักร นอกจากนี้ พิธีกรสตรีดีเด่น คือ นางสาววีรินทร์ทิรา นาทองบ่อจรัส ซึ่งดำเนินรายการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรงนี้ทำให้เห็นว่า กระทรวงแรงงานให้รางวัลบิดเบือนจากที่มาของวันสตรีสากลอย่างชัดเจน กลายเป็นเรื่องของผู้หญิงชนชั้นสูงที่ให้รางวัลกับผู้หญิงที่เข้าสู่ระบบทุนนิยมดีเด่น ทำงานเยี่ยงเครื่องจักร ตอบสนองการพัฒนาของรัฐตามระบบทุนนิยม หากคลารา เซทคิน มีชีวิตอยู่คงเสียใจเป็นอย่างมาก ที่วันสตรีสากลกลายเป็นเครื่องมือให้ชนชั้นสูงและนายทุนกดขี่ขูดรีดต่อไป

(ดูรายชื่อได้ที่ http://goo.gl/HwYKE)

นอกจากนี้ จิตราเล่าถึงเหตุการณ์ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 มี.ค.) ซึ่งมีการปาฐกถาโดยนายภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในงานซึ่งจัดในโอกาส 100 ปีสตรีสากลว่า เธอได้ถูกห้ามไม่ให้ถือป้ายประท้วง พร้อมเหตุผลว่า วันสตรีสากลไม่เกี่ยวกับการเมืองซึ่งเธอไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าการจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เกี่ยวกับการเมืองทั้งสิ้น และตั้งคำถามว่าผู้หญิงไม่ต้องทำอะไรนอกจากงานบ้านและการสำเร็จความใคร่หรือ

จิตรา กล่าวด้วยว่า ระบบทุนใช้เครื่องมือหลายอย่างในการจัดการผู้หญิงและผู้ชายในชนชั้นกรรมากร เพื่อให้กดขี่ได้มากขึ้น รวมถึงพยายามสร้างให้มีการกดขี่กันเองของชายและหญิงด้วย ขณะที่ทอม กระเทย เกย์ ดี้ ก็ถูกหาว่าเป็นพวกผิดเพศ มีกรรม คนทำแท้งถูกมองว่าผิดศีล ก็เพราะคนเหล่านี้ไม่สามารถสร้างแรงงานรุ่นใหม่ให้นายทุนขูดรีดได้ จึงถูกใช้วาทกรรมทางศาสนาเข้าจัดการ

ทั้งนี้ จิตราเสนอว่า ต้องร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ เพื่อให้หลักประกันถ้วนหน้าครบวงจร ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในท้องจนเสียชีวิต โดยไม่เจาะจงว่าจนหรือไม่ โดยระบบสวัสดิการของรัฐต้องรวมถึงสิทธิทำแท้งของสตรีด้วย โดยงบเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการต้องมาจากภาษีมรดก ภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ลดงบประมาณของรัฐที่ไม่จำเป็น เช่น งบทางการทหาร อาวุธสงคราม ซึ่งทำมาใช้เพียงปราบคนที่เห็นต่างทางการเมืองและโชว์ในวันเด็ก รวมถึงงบประมาณการโฆษณาและพิธีกรรมของรัฐที่ไม่จำเป็นต่อชนชั้นล่าง และย้ำว่า แรงงานจะต้องมีพรรคการเมืองของตัวเอง เพื่อสู้ในระบบรัฐสภาของนายทุน และต้องมีสิทธิกำหนดนโยบายที่ไม่ต้องการ เสนอนโยบายผ่านพรรคการเมือง กำหนดนโยบายของพรรคการเมืองได้ รวมถึงจะต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก การพูด การเข้าถึงสื่อ ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องยกเลิกมาตรา 112 เพราะเป็นกฎหมายปิดปาก ใครพูดอะไรไม่ได้ ต้องติดคุก

กระบวนการมุมกลับสับขาหลอกของรัฐ
วันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่าควรต้องดึงวันสตรีสากล และการต่อสู้ของผู้หญิง ให้กลับมาเป็นของผู้หญิงทุกชนชั้นทุกสถานะทางเศรษฐกิจไม่ใช่แค่กิจกรรมสังคมสงเคราะห์ ให้รอดชีวิตไปวันๆ ที่ผ่านมา สถานภาพและบทบาทของผู้หญิงมีพัฒนาการไปในทางก้าวหน้ามากขึ้น ขณะเดียวกันมีการก่อตั้งพัฒนาองค์กรต่างๆ มาดูแลปัญหาผู้หญิงหลายองค์กร แต่มีความอนุรักษนิยมสูงมาก ทำให้ผู้หญิงเป็นเพียงผู้ถูกกระทำที่ต้องเยียวยาเท่านั้น

วันรักกล่าวต่อว่า แม้ว่ามีจำนวนผู้หญิงที่เพิ่มขึ้นมากในองค์กรระดับสูง แต่จำนวนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าคนเหล่านี้จะสนใจปัญหาของผู้หญิงในสังคมไทยได้เท่าเทียม แต่กลายเป็นว่าองค์กรเหล่านี้ที่ได้เงินอัดฉีดจากรัฐ แทนที่จะดึงผู้หญิงออกจากความคิดกดทับไม่เคารพศักดิ์ศรีกัน กลับทำให้ปัญหาของผู้หญิงอ่อนลง โดยการให้ความช่วยเหลือเยียวยา และให้พื้นที่อยู่ภายใต้โลกทัศน์แบบเดิมที่ผู้ชายอยู่ข้างบนของโครงสร้าง

วันรักวิจารณ์ว่า โฆษณาของ สสส. ที่รณรงค์ให้ผู้หญิงเลิกสูบบุหรี่ โดยมีผู้ชายเป็นคนบอกว่า ต้องเลิกสูบบุหรี่ ไม่เช่นนั้นลูกจะมองไม่ดีนั้น เป็นกระบวนการมุมกลับสับขาหลอก เหมือนว่าจะรณรงค์เพื่อผู้หญิง แต่กลับทำให้ผู้หญิงต้องแคร์ผู้ชายและไม่ก้าวร้าวแสดงความรุนแรง

ขณะที่โครงการรณรงค์ให้หยุดความรุนแรงต่อผู้หญิงก็ไม่ได้เรียกร้องต่อนักโทษอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักโทษจากมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา หรือโครงการต่างๆ ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เธอตั้งคำถามว่ามีประสิทธิภาพในการผลักดันปัญหาของผู้หญิงอย่างแท้จริงหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นว่า ยังมีสถิติการข่มขืนเพิ่มขึ้น มีการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น โครงการเหล่านี้เป็นเหมือนโครงการ CRS หรือการรณรงค์เพื่อสังคมที่จัดโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ทำให้ทุนนิยมดูมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ดูมีหัวใจมากขึ้นเท่านั้น แทนการมุ่งสร้างความเท่าเทียมของการกระจายรายได้ เช่นเดียวกัน โครงการของรัฐไทย ก็ดูเหมือนเป็นการทำเพื่อสตรีไทย แต่กลับไปผลิตซ้ำการกดทับผู้หญิง ไม่ได้เพิ่มศักยภาพให้ผู้หญิงอย่างแท้จริง

วันรักเสนอว่า การต่อสู้ของผู้หญิงต้องเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก่อน เพราะจะเป็นพื้นฐานของการเรียกร้องเรื่องอื่นๆ นอกจากนี้ การต่อสู้ของผู้หญิงจะต้องขยายวงไปสู่การต่อสู้เพื่อเสียงของคนที่ถูกหลงลืม ให้พวกเขามีพื้นที่ยืน มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ด้วย

ระวัง! ภาษากดขี่แบ่งแยกชนชั้น
ในฐานะนักวิชาการด้านภาษา สุดา รังกุพันธุ์ กล่าวถึงภาษาที่ครอบงำสังคมไทยอย่างคำว่า "สตรี" ซึ่งถูกใช้เป็นชื่อเรียก "วันสตรีสากล" ว่าเป็นคำที่ไม่ได้ใช้บ่อย คำนี้มักใช้กับผู้มีเกียรติสูงศักดิ์ ซึ่งเป็นส่วนน้อยของสังคม แต่ครองอำนาจมายาวนานกว่า เมื่อสังเกตจะเห็นว่าสังคมไทยได้พยายามสร้างความเป็นชนชั้นครอบงำเราไว้อย่างแยบคาย บางคำสำหรับชนชั้นสูง บางคำใช้กับไพร่ โดยที่เราไม่เคยรู้ตัว หลงใช้คำของคนเหล่านั้นไปด้วย พร้อมยกตัวอย่างว่า หากเราเป็นแม่ค้า คงไม่ได้เป็นนักธุรกิจสตรี คนกวาดถนนคงไม่ได้เป็นพนักงานกวาดถนนสตรี แม้แต่อาชีพที่มีการศึกษาสูงอย่างแพทย์ เภสัชกร ยังต้องเป็นแพทย์หญิง เภสัชกรหญิง ถูกแยกจากผู้ชาย

"ในสังคมประชาธิปไตย สิ่งหนึ่งที่ต้องช่วยกันทุกวินาทีของการดำรงชีวิตคือต้องไม่เป็นทาสทางภาษาของชนชั้นปกครองที่ครอบงำเราไว้อย่างยาวนาน โดยที่เราไม่รู้ตัว" สุดากล่าวและว่า ขณะที่ภาษาสะท้อนความคิดออกไปสู่สังคม ภาษาก็เป็นเครื่องมือครอบงำความคิดของเราด้วย หากต้องการปลดแอกความคิดล้าหลัง ต้องปลดแอกด้วยการตระหนักรู้ถึงภาษาที่ครอบงำเรา

สุดาเสนอด้วยว่า ควรเลิกใช้คำพูด อาทิ "หน้าตัวเมีย" "เกาะชายกระโปรง" ซึ่งเป็นคำที่ดูถูกผู้หญิง แล้วใช้คำพูดที่ให้เกียรติทุกเพศ ทุกกลุ่ม และทุกศาสนา เหมือนที่เราอยากได้รับการปฏิบัติเช่นกัน

หลังการเสวนา มีการอ่านบทกวีโดยเพียงคำ ประดับความ และมีการแสดงละครเวทีจากกลุ่มประกายไฟการละคร เรื่อง "สตรี ชะนีหรือคน" โดยจำลองเหตุการณ์ที่มีการห้ามพูดเรื่องการเมืองในวันสตรีสากล กรณีการคุกคามทางเพศเจ้าหน้าที่หญิงในองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งหนึ่ง และการล้อเลียนเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน และมีการแสดงดนตรีจากวัฒน์ วรรลยางกูร และวงท่าเสาด้วย

มอบรางวัลผู้หญิงดีเด่น
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลให้กับผู้หญิงดีเด่น ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ได้แก่ นางพะเยาว์ อัคฮาด โดยระบุว่าเธอเป็นผู้มีความกล้าหาญในการออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับลูกสาว คือ กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาซึ่งถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนารามระหว่างการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 น.ส.ผุสดี งามขำ เสื้อแดงคนสุดท้ายในที่ชุมนุมราชประสงค์ และสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่ต่อสู้เรียกร้องเพื่อคนงาน โดยมี นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย เป็นผู้มอบ

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ทำไมถึงเปิดเขื่อนปากมูลไม่ได้?

ที่มา ประชาไท

วันที่ 4 มี.ค.54 ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระและกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) ร่วมเวทีสัมมนาสาธารณะ 2 ทศวรรษปากมูลครั้งที่ 2 ว่าด้วยเรื่อง “เปิดเขื่อนปากมูล น้ำแห้งจริงหรือ?” จัดโดยศูนย์ศึกษาพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกองทุนเพื่อสืบสานเจตนารมณ์ วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ณ ห้องมาลัยหุวนันท์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ โดยในเวทีดังกล่าวมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ประธานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ นายมนตรี จันทวงศ์ ผู้ประสานงานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ประชาไทเห็นว่าน่าสนใจจึงถอดความบางส่วนมานำเสนอ

000

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์
ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์

ผมไม่มีความรู้เฉพาะด้าน แบบคุณวิฑูรย์ หรือคุณมนตรีที่จะพูดเรื่องน้ำหรืออะไร แต่ผมสนใจเรื่องเขื่อนปากมูลในแง่ของสังคมและการเมืองไทยมากกว่า คือ เขื่อนปากมูลนับเป็นกรณีแรกๆ ในสังคมไทยเราเลยก็ได้ ที่ประชาชนระดับล่างๆ หน่อย ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าอย่าสร้างเขื่อนปากมูล แล้วลุกขึ้นมาเป็นกอบเป็นกำ

ลองนึกย้อนกลับไปถึงการสร้างเขื่อนภูมิพลซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าเขื่อนปากมูลหลายสิบปี คนที่เคยมีชีวิตอยู่แถวที่มาการสร้างเขื่อนภูมิพลในทุกวันนี้ได้ถูกย้ายไปอยู่บนยอดเขาที่ปลุกอะไรไม่ได้เลย นอกจากหินซึ่งมันงอกขึ้นเองตามธรรมชาติ คือไปอยู่ในที่ที่คุณทำอะไรไม่ได้เลย แล้วก็ไม่มีการทัดทาน คือไม่ได้ร้องอะไรเลยสักแอะเมื่อตอนที่เขาจะสร้างเขื่อนภูมิพล สรุปก็คือว่า นโยบายสาธารณะในประเทศไทยขนาดใหญ่ๆ เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างโรงไฟฟ้า ฯลฯ ประชาชนระดับเล็กๆ จะไม่เคยเข้ามามีส่วนในการบอกว่าอะไรสร้างได้ สร้างไม่ได้ คือพวกท่านทั้งหลายในทัศนะของผู้บริหารรัฐไทย ไม่มีตัวตน ไม่มีหน้าตา อย่าไปพูดถึงจะมีเสียงมาคัดค้านเลย ไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นผมอยากจะพูดถึงประเด็นนี้มากกว่าประเด็นอื่น อย่างไรก็ตามแต่ อยากจะเตือนให้ก่อนว่า หลายคนบอกว่าผมเป็นเสื้อแดง ผมจะไม่รับ หรือไม่ปฏิเสธว่าผมเป็นเสื้อแดงจริงหรือไม่ คุณก็ฟังหูไว้หูก็แล้วกันนะครับ

ผมคิดว่า กรณีของการเคลื่อนไหวของประชาชนระดับล่างหน่อย ในการเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนโยบายสาธารณะนั้นมีการสืบทอดมา คือมองเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้ว่า เมื่อประมาณ 22 ปีมาแล้ว มันมีคนที่เป็นชาวบ้านธรรมดาซึ่งไปนั่งที่ก้นแม่น้ำ “ท้าให้มึงระเบิดเหินใส่กู” จนตำรวดต้องไปลากตัวออกาจากก้นแม่น้ำ นี่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทยเราที่คนระดับนั้นจะลุกขึ้นมา แล้วใช้ทุกอย่างเท่าที่มีในการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ

ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันกับเสื้อแดงที่ราชประสงค์ คือ “กูอยากจะบอกมึงว่าให้ยุบสภา” แต่คุณลองนึกย้อนกลับไปนะว่า การยุบสภานี่เป็นเกมหรือเป็นเครื่องมือการเล่นเกมทางการเมืองของคนระดับสูงๆ เท่านั้น ชาวบ้านไม่เกี่ยว “มึงเป็นใคร มึงมาบอกให้กูยุบสภา” หรือ “มึงเป็นใคร มึงมาบอกกูว่าสร้างเขื่อนได้ สร้างเขื่อนไม่ได้” ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับผม เป็นเรื่องน่าสนใจตรงนี้ว่า จริงๆ แล้วถ้ามองกรณีเขื่อนปากมูล การเคลื่อนไหวของประชาชนระดับล่างในการเข้ามามีส่วนในนโยบายสาธารณะนี่มันเกิดขึ้นมานานแล้ว และเกิดขึ้นก่อนเสื้อแดง เสื้อแดงหลายคนยังไม่ได้เกิดด้วยช้ำไป และนี่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ผมคิดว่าน่าสนใจในสังคมไทย

ผมจะไม่เข้าไปสู่รายละเอียดเรื่องเหตุผลว่าควรจะเปิดเขื่อนหรือไม่ควรเปิดเขื่อน เพราะผมคิดว่ามันชัดเจนมากๆ คือ กรณีไฟฟ้าเวลานี้ ในครั้งสุดท้ายที่รัฐบาลนี้ก็ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นไปศึกษา หลังที่มีการศึกษากันมาหลายต่อหลายครั้ง เพราะวิธีการให้ไปศึกษา บอกว่าให้ไปศึกษาดูก่อน จริงๆ แล้วในทางการเมืองคือการบอกว่า “กูยังตัดสินใจตามมึงไม่ได้ เพราะกูมีอะไรที่วิเศษกว่าคนอย่างมึง เพื่อที่กูจะได้ตัดสินใจ กูจะไม่ฟังเสียงมึง” นั่นเอง ทั้งที่จริงๆ เวลาคนจำนวนมากค้านก็เป็นผลการศึกษาชนิดหนึ่งที่คุณจะใช้ตัดสินใจได้ แต่คุณบอกว่า “เฮ้ย... ถ้ากูตัดสินใจตามมึงอย่างนี้ กูก็ต้องฟังมึงข้างหน้าด้วยอีก” ฉะนั้นจึงเอางานศึกษาที่อ้างว่ามันดี เพราะอย่างน้อยถ้ากูจะตัดสินใจ กูไม่ได้ตัดสินใจตามที่มึงว่า แต่กูตัดสินใจตามที่นักวิชาการศึกษามา ก็มีการตั้งคณะอนุกรรมการไปศึกษา เมื่อไปศึกษาก็จะพบข้อมูลเก่าๆ อย่างที่เขาได้ศึกษามาแล้ว 5 หน 7 หนอย่างที่ว่านั่นแหละ

สิ่งที่ได้ ข้อที่ 1 คือว่า สิ่งที่น่าสังเกตในเรื่องของงานศึกษาล่าสุดของรัฐบาลชุดนี้ก็คือว่า ข้อถกเถียงเรื่องไฟฟ้าแทบจะไม่มีแล้ว คือทุกคนยอมรับแล้วว่าเรื่องไฟฟ้านี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด หายไปแล้ว และข้อถกเถียงซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้ในเรื่องปลากระชังก็หายไปอีกเหมือนกัน ไม่มีใครมาพูดถึง ผมยังจำได้ว่าสมัยหนึ่ง กฟผ.เขาเคยบอกว่าถ้าเปิดเขื่อนเมื่อไหร่ แล้วคนที่จะเลี้ยงปลากระชังเขาจะไม่สามารถเลี้ยงปลากระชังได้ เป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่คนเหล่านั้น แต่ข้อถกเถียงเหล่านี้ไม่ปรากฏในงานศึกษาชิ้นล่าสุดนี้แล้ว คือเหตุผลที่เคยใช้มาแล้วทั้งหลายหมดไป

ความมั่นคงด้านพลังงานหรือเสถียรภาพช่วงที่มีความต้องการไฟสูงสุด ที่ว่าถ้าไม่มีเขื่อนปากมูลแล้วมันจะลำบาก เพราะ กฟผ.อ้างตลอดมาว่าที่ต้องสร้างเขื่อนปากมูลนั้นไม่ใช่ต้องการตัวไฟฟ้าแท้ๆ แต่เพื่อประกันเสถียรภาพของพลังงานในอีสานใต้ ซึ่งไม่ใช่อีสานทั้งหมดด้วย แต่จริงๆ แล้วเขามีทางเลือกในการจะประกันความมั่นคงดังกล่าวตั้งแต่เมื่อ 22 ปีมาแล้ว ด้วยวิธีอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น เชื่อมสายส่งจากอีสานเหนือลงมาอีสานใต้ เป็นต้น แต่เขาเลือกที่จะทำเขื่อนปากมูลแทน ซึ่งข้ออ้างนี้ก็หายไปอีกแล้ว เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คือว่า คณะอนุกรรมที่ศึกษาเสนอรัฐว่าให้เปิดเขื่อนตลอดปี เปิดถาวรไปเลยไม่ต้องไปสนใจเรื่องอื่นอีกแล้ว

แต่ก็มาเกิดข้อถกเถียงใหม่คือว่าน้ำแห้ง ซึ่งคุณมนตรีก็คงจะพูดถึงต่อไป โดยวิธีการมองน้ำเหมือนกับท่อทีวีซี คุณเอาน้ำใส่ท่อไว้ แล้วคุณเอียงท่อเมื่อไหร่มันก็ไหลหมด แต่ว่าแม่น้ำมันไม่ใช่ท่อทีวีซี มันจะมีแก่ง มันจะมีความลาดชัน มันจะมีสิ่งที่เขาเรียกว่าแก้มลิงธรรมชาติ และอื่นๆ ที่เป็นการเก็บกักน้ำอีกเยอะมาก มันไม่เหมือนกับการที่เราเทน้ำผ่านท่อทีวีซี เทพรวดเดียวหมดแล้วแห้งเลย มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามแต่นี่เป็นความรู้เฉพาะด้านที่คุณมนตรีจะพูดถึง ตรงนี้ถือข้ออ้างอันใหม่ที่เกิดขึ้นมา และข้ออ้างอันใหม่นี้จะใช้ต่อไปอีกกี่ปีนั้นผมก็เดาไม่ถูกเหมือนกัน แต่ผมคิดว่าข้ออ้างเหล่านี้ถ้าจะมีการใช้ต่อไป ไม่ว่าคุณมนตรีจะพูดว่าอะไร ไม่ว่านักวิชาการอื่นจะพูดว่าอะไรก็ตาม แต่ก็อาจจะใช้เป็นข้ออ้างต่อไปได้อีกระยะหนึ่งในการที่จะไม่เปิดเขื่อนปากมูล

ทำไมถึงเปิดเขื่อนปากมูลไม่ได้ ผมคิดว่ามันมีการเมืองสองสามระดับด้วยกันในประเทศไทย อันแรกสุดคือการเมืองที่เราเรียกว่าการเมืองท้องถิ่น เวลาที่เห็น สฺ.ส.มานั่งอยู่ในสภา เราดูเหมือนว่ามันเป็นการเมืองระดับชาติใช่ไหม แต่การที่ ส.ส.คนใดจะมานั่งในสภาได้นั้น ถามว่าหัวใจสำคัญอยู่ตรงไหน ไม่ใช่อยู่ที่การชื้อเสียงอย่างที่ชอบพูดกัน แต่อยู่ที่คุณสามารถตั้งเครือข่ายหัวคะแนนได้กว้างแค่ไหน ทีนี้ผมจะไม่เข้าไปสู่รายละเอียด มันมีงานศึกษาในเรื่องนี้เยอะมากเลยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับเครือข่ายหัวคะแนน เครือข่ายหัวคะแนนกับเครือข่ายหัวคะแนนด้วยกันเองมันเป็นอย่างไร

ผมจะไม่เข้าไปสู่รายละเอียด แต่ว่าเครือข่ายหัวคะแนนเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง และเครือข่ายหัวคะแนนคือผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายให้กับ ส.ส.ของตัวเอง ยิ่งถ้า ส.ส.ได้ขึ้นไปเป็นรัฐมนตรี ไอ้เครือข่ายหัวคะแนนจะได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับตัว ส.ส.ที่ตนเป็นผู้ผลักดันขึ้นไปมากทีเดียว เพราะฉะนั้นเวลาที่ใครออกมาคัดค้านการสร้างเขื่อนปากมูน ผมจึงคิดว่าที่คุณต้องไปดู คือไปดูว่า เครือข่ายหัวคะแนนมันได้มันเสียกับเรื่องเขื่อนปากมูลอย่างไร

ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ที่การปกครองเป็นการปกครองของหัวคะแนน โดยหัวคะแนน และเพื่อหัวคะแนนนะครับ ส.ส.และใครต่อใครก็แล้วแต่นั้นเป็นแต่เพียงคนที่เป็นตัวแทนของหัวคะแนนส่งมา สำหรับการในการจะตัดสินใจที่ดูมันเป็นทางการหน่อยเท่านั้นเอง อันนี้เป็นสิ่งที่การเมืองระดับท้องถิ่นจะกระทบต่อนโยบายสาธารณะค่อนข้างสูง แต่ว่าในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจด้วยว่า อย่าไปคิดว่าหัวคะแนนเหล่านั้นจะนั่งคิดว่าเราควรจะมีไฟฟ้า เราควรมีความมั่นคง ฯลฯ เขาไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น เข้าอาจจะคิดแค่เพียงว่าถ้าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องซื้อที่ และเขาสามารถมีรายได้จากการเป็นนายหน้าขายที่ดินก็ได้... คือเป็นคนละเรื่องกับเรื่องพลังงาน คนละเรื่องกับเรื่องที่เรากำลังนั่งพูดกันอยู่ แต่ว่านี่คือของจริง

ประเด็นที่ 2 ที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือว่า ในกระบวนการตัดสินใจด้านนโยบายสาธารณะในประเทศไทย มันมีการจัดช่วงชั้นของสังคมเอาไว้ค่อนข้างแน่นหนา หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าไอ้ตัวคนที่มันทำงานเฉพาะด้านทั้งหลาย เช่น ข้าราชการในกระทรวง กรม กองต่างๆ คนทำงานใน กฟผ. คนทำงานในรัฐวิสาหกิจทั้งหลาย คนเหล่านี้ถูกถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเฉพาะด้าน และเขามีสิทธิในการตัดสินใจมากกว่าคนอื่น ทำไหมถึงเป็นอย่างนี้ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าในประเทศไทยเราเชื่อว่าคนไม่เท่ากัน

คุณจะพูดว่ามนุษย์เราเสมอภาพอะไรก็แล้วแต่ แต่ลึกลงไปในหัวใจ คนไทยที่อยู่กันมา 7-8 ร้อยปีในประเทศนี้ เราเชื่อว่าคนไม่เท่ากัน มันมีคนบางคนที่มีความรู้มากกว่าหรือมีความดีมากกว่า ที่มีอำนาจในการตัดสินใจเหนือคนอื่น เหตุดังนั้น ไอ้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะทั้งหลายเหล่านี้ จะอ้างสองอย่างเสมอ คือหนึ่งอ้างว่ากูเก่ง กับสองอ้างว่ากูเป็นคนดีเสมอ เพื่อจะยึดอำนาจการตัดสินใจนี้เอาไว้ แม้แต่นักการเมืองที่เป็นหัวหน้าหัวคะแนนทั้งหลาย แล้วมานั่งในสภา นั่งในตำแหน่ง ครม.ยังไม่กล้าจะตัดสินใจ ไม่กล้าเข้าไปขวางกลุ่มคนที่เป็นราชการก็ตาม วิสาหกิจก็ตาม อย่างออกหน้าจนเกินไป

แม้แต่อย่างกรณีที่ อ.ชัยพันธ์ (ชัยพันธ์ ประภาสะวัต ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิชุมชน) พูดถึงคุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นนักการเมืองที่สามารถกุมคะแนนเสียงในสภาได้สูงมาก การตัดสินใจของคุณทักษิณก็ยังออกมาในลักษณะประนีประนอม คือ เปิดเขื่อน 4 เดือน ปิดเขื่อน 8 เดือน เพื่อผลิตพลังงาน? ไม่ใช่ เพื่อจับปลา? ไม่ใช่ เพื่ออะไร? ก็เพื่อประนีประนอมทำให้ทุกฝ่ายพอใจหมด นี่คือเป็นเหตุผลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรในทางเทคนิคโดยสิ้นเชิง ไอ้ตัวกระบวนการช่วงชั้นของการตัดสินใจที่ว่านี้มันบังคับให้ยากมากเหลือเกินในการเปิดเขื่อนปากมูล

เขื่อนปากมูลสำหรับผม ผมว่ามันหมดสภาพไปนานแล้ว คือไม่ว่าคุณจะเถียงด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เรื่องไฟฟ้า เรื่องชลประทาน เรื่องอะไรเหล่านี้ มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยเหลืออยู่แล้ว แต่ทำไมถึงไม่มีใครกล้าตัดสินใจเปิดเขื่อน ผมว่าเหตุผลมันอยู่ลึกกว่าเรื่องกรณีเทคนิค แต่มันไปอยู่ที่วัฒนธรรมทางการเมืองและสังคมของเราเองที่มีบังคับให้นักการเมืองไม่มีทางที่จะกล้าตัดสินใจในการเปิดเขื่อนปากมูล และในครั้งนี้ก็เหมือนกัน ในวันที่ 8 (การประชุม ครม.วันที่ 8 มีนาคม 2554) ผมเชื่อว่าจะมีการเลื่อนการตัดสินใจออกไปอีก คือจะตัดสินใจว่าไม่เอาแล้วไม่เปิดก็ไม่กล้า เพราะมันใกล้เลือกตั้งแล้ว จะตัดสินใจว่าเปิดก็ไม่กล้าอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องมีเหตุในการเลื่อนการตัดสินใจออกไปอีก แน่นอนที่สุด

สภาพอันนี้ มันเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ตอนต้น มาจนกระทั้งถึงประมานสัก 30 สิบปีมาแล้วซึ่งไม่เป็นไร แต่ตอนนี้มันเกิดขึ้นในสภาพที่ผมคิดว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างน้อยที่ปากมูนมันเปลี่ยนไปตั้ง 22 ปีแล้ว การที่คนธรรมดาที่นุ่งผ้าถุงแล้วไปนั่งอยู่ก้นแม่น้ำ บอกว่า “มึงระเบิดก็ระเบิดกูด้วย” ไม่ใช่ธรรมดานะครับ เรื่องอย่างนี้ผมเชื่อว่าพ่อขุนรามไม่เคยเห็นมาก่อน มันแตกต่างจากสิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ที่เป็นอย่างนั้น เราไม่มองในแง่ตัวบุคคลว่าผู้หญิงคนนั้นเก่งเหลือเกิน มันไม่ใช่ มันเกิดความเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานในสังคมไทยเลยทีเดียว ที่ทำให้คนจำเป็นจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะ

สมัยหนึ่งคนที่อยู่ตามชนบท อาจบอกว่า เฮ้ย.. มึงจะตัดสินใจอะไรเรื่องของมึงกูไม่เกี่ยว แต่บัดนี้มันทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว และเขาจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ย้อนกลับไปนะครับ รัฐไทยแย่งชิงทรัพยากรของประชาชนอันดับล่างไปสังเวยให้แก่นายทุนตลอดมา ผมว่าไม่ต่ำกว่า 50 ปีแล้ว เราไม่เคยแอะ (ปริปากบ่น) อะไรเลย แต่สัก 20 กว่าปีที่แล้ว เราเริ่มแอะ แล้วก็แอะมากขึ้นๆ มากขึ้นอยู่ตลอดมา ในขณะที่ตัวรัฐไม่เปลี่ยน แม้สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว รัฐก็ไม่เปลี่ยนและก็ยังยืนยันอยู่อย่างนี้ ใช้วิธีล่อหลอก คือแทนที่จะเอาตำตรวจไปตีหัวคุณ หรือยกทหารไปยิงคุณตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ใช้วิธีการเลื่อนการตัดสินใจไปเรื่อยๆ โดยที่เขาไม่ทำตามที่พวกคุณว่า

ถามว่า ถ้าอย่างนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย ผมคิดว่า สิ่งน่าวิตกมากๆ ก็คือจะเกิดเหตุการณ์ดังเช่นที่ราชประสงค์อีก ไม่รู้แล้วรู้รอด เข้าใจไหมครับ ไม่รู้แล้วรู้รอดเพราะว่ารัฐหรือชนชั้นนำของรัฐไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เราหลีกหนีไม่พ้น เพราะมันได้เกิดขึ้นแล้วในสังคมของเราเอง

ผมก็ไม่รู้จะให้บทเรียนอะไรแก่คนปากมูน หรือพี่น้องที่ร่วมในการต่อสู้เรื่องเขื่อนปากมูลมาเป็นเวลานาน ถามว่าไปร่วมต่อสู้กับพวกเสื้อแดงเสียดีไหม ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเสื้อแดงจะสนใจต่อปัญหาปากท้องอย่างแท้จริงของประชาชนในระดับนี้ คือถ้าเสื้อแดงต่อสู้เพียงเพื่อที่จะเปลี่ยนการเมืองระดับชาติโดยไม่สนใจปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตคน ไปร่วมก็ไม่มีประโยชน์อะไร เหตุดังนั้น สำหรับผมก็คือไม่มีคำตอบ นอกจากบอกกับพี่น้องว่า ปัญหาที่ท่านเผชิญอยู่เวลานี้ มันหนักหนากว่าเรื่องเปิดหรือไม่เปิดเขื่อนปากมูล มันเป็นปัญหาที่สังคมเราจะเอาตัวรอดโดยไม่ต้องนองเลือดกันอีกได้หรือไม่ ถ้าตัวชนชั้นนำของรัฐเราไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงว่า ประชาชนทุกระดับจำเป็นต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ

ผมขอยกตัวอย่าง สิ่งที่ผมชอบยกอยู่เสมอ เมื่อสมัยหนึ่งคุณทำนา คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยทำนาเลี้ยงตนเองแต่เพียงอย่างเดียว รัฐบาลจะทำระห่ำอะไรก็เรื่องของรัฐบาล ไม่เกี่ยวอะไรกับเรานะครับ แต่บัดนี้เราจำเป็นที่จะต้องมาอยู่ในที่ซึ่งมันไม่ใช่ทำนาแต่เพียงอย่างเดียวแล้ว คือรายได้ส่วนใหญ่ของคนไทยไม่ได้มาจากภาคเกษตรกรรม คุณต้องออกมาทำอะไรบางอย่างข้างนอก เช่น ขายก๋วยเตี๋ยวในหมู่บ้าน เมื่อคุณขายก๋วยเตี๋ยว นโยบายหมูของรัฐบาล จะกระทบต่อหม้อก๋วยเตี๋ยวของคุณ เพราะคุณต้องเอากระดูกหมูมาเคี่ยว ฉะนั้นจะบอกว่า “เฮ้ย... อย่าไปสนใจรัฐบาลเลย” มันจึงไม่ได้แล้ว สังคมมันเปลี่ยนเพราะอย่างนี้

และด้วยเหตุดังนั้น ผมคิดว่า ถ้าเราไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวเองเพื่อเปิดรับให้ประชาชนทั้งประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจจริงๆ ไม่ใช่เขียนแปะเอาไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วไม่ต้องทำนะครับ เปิดให้ได้จริงๆ เท่านั้นที่เราจะสามารถหลุดพ้น หรือรอดไปจากการนองเลือดอย่างนั้นได้ อีก ขอบคุณมากครับ

เพิ่มเติมในช่วงท้าย

ผมคิดถึงอย่างนี้ว่า เมื่อสมัยที่ยังมีสมัชชาคนจนอยู่ พลังสำคัญของสมัชชาคนจนนั้นอยู่ที่การจัดองค์กร จริงๆ สมัชชาคนจนประกอบด้วยประเด็นปัญหาเป็นร้อยๆ เช่นเดียวกันขบวนที่เคลื่อนไหวกันอยู่ในเวลานี้ก็มีประเด็นปัญหาเกิน 500 ด้วยซ้ำไป แต่พลังมันไม่ค่อยมี ทำไมผมถึงพูดถึงสมัชชาคนจนและพลัง คืออย่างนี้ ผมคิดว่าชาวบ้านไม่มีเครื่องมือในการต่อสู้สักอย่างเดียว อันแรกคือว่าชาวบ้านไม่มีพรรคการเมือง ไม่มีพรรคการเมืองไหนที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนในระดับล่างสักพรรคเดียวในประเทศไทย ในขณะเดียวกันก็ไม่มีสื่อ ไม่มีทีวีช่องไหนที่สนใจกับเรื่องของพี่น้องประชาจริงๆ ตามไปดูถึงที่ เข้าใจปัญหาของประชาชนระดับล้าง แล้วเอามาเล่าให้คนในกรุงเทพฯ ได้เข้าใจอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นการต้อสู้ทางการเมืองของพี่น้องถึงแม้ว่าจะมีจำนวนมากเท่าไรก็แล้วแต่ พลังมันน้อยมาก

เมื่อสักครู่มีผู้สื่อข่าวท่านหนึ่งบอกกับผมว่า การชุมนุมที่อยู่บริเวณทำเนียบเวลานี้ พวกกลุ่มเสื้อเหลืองนี่มีจำนวนน้อยที่สุดเลย แต่ว่าคนในกรุงเทพฯ จะรู้เรื่องราวความต้องการของเสื้อเหลืองมากกว่าทุกปัญหาที่พวกท่านซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาลเสียอีก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือว่า ก็แน่นอนเสื้อเหลืองเขามีการจัดองค์กรภายในของเขาเอง ส่วนพวกท่านมีการจัดองค์กรเพียงเพื่อจะสามารถนำคนเขามาในกรุงเทพฯ ได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะแพ้หรือชนะในครั้งนี้ ผมว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายต้องคิดก็คือว่าจะพัฒนาการจัดองค์กรอย่างไรให้มันเกิดพลังขึ้นจริงๆ

ผมคิดว่าในประเทศไทยยังอาจจะต้องใช้ถนนเป็นเครือมือในการต่อสู้ทางการเมืองต่อไปอีกนานพอสมควรทีเดียว มันคงไม่หมดไปในเร็ววัน เพราะฉะนั้นท่านจึงต้องคิดเรื่องการจัดองค์กรให้ดีๆ ถ้าต้องการจะมีพลังในการบังคับให้รัฐฟังท่านบ้าง

ขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน:ต้นแบบดับไฟใต้

ที่มา Thai E-News


3 ใน 7 ข้อ แนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูนจากอียิปต์นี้ น่าจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพมากที่สุด ของเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ อย่างไรเสีย มันก็ยังดีกว่า “6 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้”ของรัฐบาลในเวลานี้แน่


โดย ปาแด งา มูกอ
9 มีนาคม 2554

ผมมีโอกาสอ่านบทความของ Khozafi Madoha ในเว็บ http://khozafi-shahaan.blogspot.com/2011/02/blog-post.html เกี่ยวกับขบวนการ อัล-อิควานอัล- มุสลิมูน ในประเทศอิยิปต์

มีประเด็นหลายอย่างสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาก

หากพี่น้องชาวไทยมุสลิมของประเทศไทยไม่ว่านิกายใดก็ตาม สามารถนำมาประยุกต์ใช้ 3 ใน 7 ข้อ ตาม แนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูนได้ล่ะก็ ผมเชื่อมั่นว่า ปัญหาต่างๆที่รุมเร้าพี่น้องชาวไทยมุสลิมอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าปัญหาการฟ้องร้องท่านจุฬาราชมนตรี ปัญหาความไม่สงบทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสามารถยุติลงได้อย่างแน่นอน โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้ออีกต่อไป

โดยเฉพาะ ประชาชนทั้งไทยพุทธ ไทยมุสลิม พระสงฆ์องค์เจ้า โต๊ะอิหม่าม ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร เป็นพันๆคน และกลุ่มที่รัฐบาลเรียกว่า “กลุ่มก่อความไม่สงบ” อีกประมาณ 0.001 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ทั้งนั้นพี่น้องชาวไทยมุสลิม ไม่ว่าท่านจะเป็นประชาชนคนธรรมดา นักวิชาการ สื่อมวลชน ท่านต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่าในปัจจุบันนี้ อำนาจทางการเมือง ที่เข้าครอบคลุมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ว่าชาวไทยพุทธหรือชาวไทยมุสลิม คือต้นเหตุของปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประเทศไทยในขณะนี้ มากกว่าครั้งไหนๆในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ก่อนที่จะถึง “แนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน” ขอทำความเข้าใจที่มาที่ไปของขบวนการนี้พอสังเขปก่อนน่ะครับ

“อัล-อิควานอัล-มุสลิมูน” เป็นขบวนการอิสลามที่ เคลื่อนไหว เรียกร้องเพื่อกลับสู่อิสลามตามที่ปรากฎในอัล-กุรอาน และอัล-หะดีษ เรียกร้องให้นำกฎหมายอิสลามมาใช้ในชีวิตประจำวัน

คติพจน์ของขบวนการ

الله غايتنا، والرسول قدوتنا، والقرآن دستورنا،والجهاد سبيلنا،
والموت في سبيل الله اسمي أمانينا"،
ความว่า “ อัลลอฮคือเป้าหมายของเรา และท่านศาสดาคือแบบอย่างของเรา และอัล-กุรอานคือธรรมนูญของเรา และการต่อสู้ในหนทางศาสนาคือแนวทางของเรา และการตายในหนทางของอัลลอฮคือความหวังสูงสุดของเรา



หัวหน้าขบวนการอิควานมุสลีมูน

محمد بديع (มุฮัมหมัด บะเดียะอฺ) หัวหน้าคนที่แปดของขบวนการอิควาน ในระหว่างปี อ.ศ.(16 มกราคม 2010 จนถึงปัจจุบัน)


แนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน

ความหมายของอิสลามตามแนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูนนั้นกว้าง ครอบคลุมทุกๆด้าน ไม่ละเลยในด้านใด ด้านหนึ่ง ดังนั้นขบวนการพยายามอย่างยิ่งในการกระจายกิจกรรมของขบวนการเพื่อเข้าสู่ระดับนานาชาติ หะซันอัล-บันนาได้กล่าวถึงลักษณะ ของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูนว่า เป็นองค์กรที่แตกต่างจากองค์กรอื่นๆ ดังนี้

1 – البعد عن مواطن الخلاف หมายถึง การห่างไกลจากความขัดแย้งทางศาสนา
2 – البعد عن هيمنة الأعيان والكبراء หมายถึงการห่างไกลจากผู้ที่มีฐานะ มีชื่อเสียง หรือผู้มีระดับในรัฐบาล
3 – عن الأحزاب والهيئات البعد หมายถึงการห่างไกลจาก องค์กร หรือพรรคการเมือง
4 - العناية بالتكوين والتدرج في الخطوات หมายถึง การเอาใจใส่ในการเสริมสร้างการเคลื่อนไหวขององค์กรในการดำเนินไปทีละขั้น
5 – إيثار الناحية العملية الإنتاجية على الدعاية والإعلانات หมายถึง การให้ความสำคัญในด้านการปฎิบัติมากกว่าการโฆษณาชวนเชื่อ
6 - شدة الإقبال من الشباب หมายถึง การให้ความสำคัญในการรับสมาชิกที่เป็นวัยหนุ่มสาว และ
7 – سرعة الانتشار في القرى والمدن หมายถึง การพยายามเชิญชวนเผยแพร่ตามหมู่บ้านและในเมืองอย่างรวดเร็ว


3 ใน 7 ข้อ (ข้อที่ 1 ถึง ข้อ 3 ) ที่ผมเห็นว่า น่าจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพมากที่สุด (ถ้าทำได้ผมจะเสนอ “ยุทธศาสตร์รอง” ในการดับไฟใต้ แถมให้ ) ของเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้

แต่ปัญหาที่สำคัญมันอยู่ที่ พี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า (ผมเน้นประชาชนเท่านั้นน่ะครับ) ไม่ว่าพี่น้องชาวไทยพุทธและพี่น้องชาวไทยมุสลิม ท่านพร้อมหรือยัง

ท่านพร้อมที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของท่าน ท่านพร้อมที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงสังคมปัจจุบันที่มันเน่าเฟะ ให้เป็นสังคมที่น่าอยู่น่าอาศัยเหมือนกับเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาสมัยรุ่นปู่รุ่นพ่อของเรา ถ้าทุกท่านพร้อม เริ่มได้เลยครับ

เริ่มด้วยตัวท่านเอง เพื่อนบ้าน ในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จนถึงจังหวัด ทุกท่านมีหน้าที่เหมือนกันหมด คือหน้าที่ในการที่จะกำหนดอนาคตของตัวเองและของสังคม ยังไม่ต้องถึงประเทศชาติ เอาแค่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ก่อน แล้วมันจะลุกลามออกไปโดยอัตโนมัติ (โดยไม่ต้องให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวใดๆทั้งสิ้น)

ถ้าพร้อมแล้วเริ่มข้อที่ 1 เลยครับ ข้อนี้บทบาทหน้าที่สำคัญคือ พระสงฆ์องค์เจ้าทุกระดับ ร่วมกับบรรดาท่านผู้นำศาสนา ไม่ว่าโต๊ะอิหม่าม คอเต็บ บิหล่าน ทุกท่านมีบทบาทเหมือนกัน ที่จะต้องเป็นแม่แบบให้กับประชาชนทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่มีเรื่องของศาสนามาเกี่ยวข้อง (โดยไม่ต้องให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวใดๆทั้งสิ้น)


1 – البعد عن مواطن الخلاف หมายถึง การห่างไกลจากความขัดแย้งทางศาสนา


ข้อที่ 2 ข้อนี้หินมากๆ และยากที่จะแก้ไขในเวลาอันสั้น นอกจากรอเวลา ที่พญามัจจุราชจะมาเชิญเหล่าบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายไปพบปะสังสรรค์ในอีกภพหนึ่ง แต่มันก็ไม่แน่น่ะครับ เพราะปัจจุบันมันเริ่มมีสัญญาณสิ่งบอกเหตุหลายอย่าง ที่อาจไม่ต้องรอท่านพญามัจจุราชมาเชิญก็ได้

ข้อนี้ประชาชนระดับรากหญ้าที่มีจำนวนมหาศาล เขาไม่วิตกทุกข์ร้อนอะไรหรอกครับ ก็มีแต่กลุ่มบ้าอำนาจ อยากมีอำนาจ อยากแสวงหาอำนาจ อยากมีชื่อเสียง อยากเด่นอยากดัง อยากมีผลประโยชน์ และอยากอีกหลายๆอยาก เท่านั้น แต่อย่าลืมน่ะครับ ระดับรากหญ้านี่แหล่ะที่สามารถพลิกผันประเทศได้ในชั่วพริบตา

2 – البعد عن هيمنة الأعيان والكبراء หมายถึงการห่างไกลจากผู้ที่มีฐานะ มีชื่อเสียง หรือผู้มีระดับในรัฐบาล


ทีนี้ก็มาถึงข้อสุดท้าย คือที่ 3 ก็ต้องถือว่าน้องๆหิน เหมือนกันครับ แต่เรื่องของการเมือง โดยเฉพาะการเมืองในสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ขนาดบรรดาเซียนทางการเมืองยังต้องเรียกพี่ ไม่เชื่อก็ต้องถามพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ดู ขนาดยึด 11 จังหวัดภาคใต้ไว้ได้ทั้งหมด ก็ยังเหลือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ไม่รู้จะเหลือไว้ทำไม ก็ไหนคุยว่ามาถูกทางแล้วไง

เป็นอันว่าข้อที่ 3 นี้อยู่ในอุ้งมืออันน้อยๆของประชาชนทุกท่านล่ะครับ ในเวลาเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง แต่สิ่งที่สำคัญประชาชนทุกท่าน ท่านต้องเป็นตัวของตัวเองในการตัดสินใจ นี่ก็ถือว่า ท่านได้ห่างไกลจากองค์กรหรือพรรคการเมืองแล้ว ส่วนเรื่องอื่นทางการเมืองเขาจัดการกันเอง (พวกหัวคะแนนระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน)

3 – عن الأحزاب والهيئات البعد หมายถึงการห่างไกลจาก องค์กร หรือพรรคการเมือง



สรุปแล้ว ผมก็ยังเห็นด้วยกับแนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน ข้อที่ 1 ถึงข้อที่ 3 เพราะมันเป็นแนวทางของการแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้ค่อนข้างมาก

ถึงแม้ว่าแนวคิดดังกล่าวมันออกจะดูแปลกๆในสังคมไทย แต่มันก็ได้พิสูจน์ถึงความสำเร็จมาแล้วในประเทศอียิปต์ แล้วเราจะไม่ลองหยิบของดีๆของอียิปต์มาลองใช้ดูบ้างหรือครับ ผมว่าอย่างไรเสีย มันก็ยังดีกว่า “6 ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้”

ที่คิดขึ้นได้ระหว่างการถ่ายทุกข์.....!!!!!!!