WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 9, 2011

ฮือฮาร้านกาแฟขี้ชะมด ฮิตในเมืองกาญจน์ กิโลฯละแสน

ที่มา ข่าวสด







เมื่อ 9 มี.ค. ผู้สื่อข่าวจังหวัดกาญจนบุรี รายงานเรื่องราวกิจการกาแฟสดที่ผลิตจากขี้ชะมดในราคาแก้วละ 500-1,500 บาท ที่ร้านกาแฟสดจากไร่คุณหญิง เลขที่ 105 หมู่ 1 ถ.แสงชูโต ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี หลังจากมีคอกาแฟแวะเวียนมาชิมไม่ขาดสาย และบางรายขอซื้อกลับบ้านเพื่อนำไปชงดื่มเองในราคากิโลกรัมละ 1 แสนบาท

ร้านดังกล่าว มีนายสุรเชษฐ์ ยุทธสุนทร และนางสุจิตรา ยุทธสุนทร สองสามีภรรยา เป็นเจ้าของ โดยมีพนักงานกว่า 10 คน นายสุรเชษฐ์ เล่าว่า กาแฟสดนี้ผลิตขึ้นจากมูลของตัวชะมด (หรืออีเห็น) ขายราคาแก้วละ 500 บาทถึงแก้วละ 1,500 บาท อยู่กับลูกค้าว่าต้องการกาแฟรสชาติแบบไหน ส่วนปริมาณเท่ากับแก้วกาแฟตามร้านทั่วไป ถึงแม้ว่าจะมีราคาแพงแต่ลูกค้าก็พร้อมจะควักกระเป๋าจ่ายอย่างเต็มใจ และมีลูกค้าบางรายขอซื้อกาแฟสดซึ่งเป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปชงดื่มที่บ้านในราคา กิโลกรัมละ 100,000 บาท เหตุที่กาแฟชนิดนี้มีราคาแพง เพราะว่าวัตถุดิบนั้นหายากและขั้นตอนการผลิตก็มีความละเอียดอ่อน ใน 1 ปีถึงจะมีกาแฟชนิดนี้ให้บริการลูกค้า

นายสุรเชษฐ์ เล่าด้วยว่า เริ่มต้นกิจการนี้เมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา โดยค้นพบในเว็บไซต์ของอินโดนีเซียที่ผลิตกาแฟจากมูลของตัวชะมด เมื่ออ่านรายละเอียดจนเข้าใจ จึงปรึกษาภรรยาคิดว่าน่าจะลองทำดูบ้าง และเป็นความโชคดีอยู่อย่างหนึ่งคือ ก่อนหน้านั้นมีชาวบ้านนำตัวชะมดจำนวน 2 ตัวเพื่อมาขายให้กับร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตนเห็นเข้าเกิดความสงสารจึงขอซื้อชะมดทั้ง 2 ตัว และนำมาเลี้ยงไว้ที่บ้าน จนในที่สุดก็ออกลูกเพิ่มมาอีก 4 ตัว รวมเป็น 6 ตัว ปัจจุบันมีตัวชะมดอยู่ประมาณ 20 ตัว

ส่วนการการผลิตนั้น ตนและภรรยาได้ลองผิดลองถูกมานานกว่า 3 ปี จึงนำออกมาจำหน่ายให้กับลูกค้าได้ ซึ่งสรรพคุณของกาแฟที่ผลิตจากมูลของตัวชะมด นอกจากมีรสชาติที่เข้มข้นเป็นที่ติดใจของบรรดาคอกาแฟทุกคนแล้วยังเชื่อว่าบำรุงรักษาอวัยวะภายใน

ยอมรับว่ากระแสเลือกตั้งเชี่ยวกราก..แต่ขอให้พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้ UN เข้ามา

ที่มา thaifreenews

โดย poonnook

ยอมรับว่ากระแสเลือกตั้งเชี่ยวกราก..แต่ขอให้พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้ UN เข้ามาสังเกตการณ์ได้ไม๊

ระยะเวลาที่ผ่านมานี้มีการปะทะกันทางความคิดมากมายระหว่างพี่น้องมวลชนเสื้อแดงด้วยกัน..โดยเฉพาะการพูดคุยผ่านทางหน้าเวปไซด์แล้วยิ่งดุเดือดเลือดพล่าน ถึงลูกถึงคนมากขึ้นเป็นลำดับ.. กระแสหนึ่งที่เป็นประเด็นคำถามที่ถูกถามตลอดในห้วงเวลาที่ผ่านมานี้ก็คือ.. “เป้าหมายการต่อสู้ที่ชัดเจนของแกนนำ นปช. ที่จะนำพาไปให้ถึงความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามที่มวลชนเรียกร้องนั้นคืออะไร”..

สำหรับแนวทาง หรือวิธีการนั้นทราบแล้วก็คือ การเข้าสู่การเลือกตั้ง... แต่กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายนั้นยังไม่ชัดเจน.. อย่างไรก็ดี.. เมื่อแกนนำ 7 คนได้ถูกปล่อยตัวชั่วคราวออกมาและก็มีการประกาศว่าจะขอลงรับสมัครเลือกตั้งในระบบปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อไทย.. เพื่อจะได้มีเอกสิทธิ์คุ้มครองในการต่อสู้ในภาคสนามต่อไป.. ยิ่งทำให้กระแสการเข้าสู่เวทีการเลือกตั้งนั้นยิ่งเด่นชัด และเชี่ยวกรากมากขึ้น

ดูเหมือนว่าการสูญเสียชีวิตของพี่น้องของเรา 91 ชีวิต และบาดเจ็บกว่า 2,000 นั้น สิ่งที่ได้รับกลับคืนมามีเพียง เพื่อให้นักการเมืองได้มีโอกาสเข้าสู่สนามเลือกตั้งเท่านั้น

เอาเถอะจะไม่ขอกล่าวใดๆ อีกว่า มวลชนคนเสื้อแดงควรจะสนับสนุนและเข้าร่วมในเวทีการเลือกตั้งนี้ด้วยหรือไม่??.. เพราะมีท่านผู้รู้มากมายได้แสดงความเห็นและข้อเสนอแนะไปมากแล้ว.. และพี่น้องมวลชนคนรักประชาธิปไตยแต่ละท่านต่างก็มีเอกสิทธิ์ในการตัดสินใจที่จะเลือกได้ด้วยตนเอง..

แต่ทว่าสิ่งที่เป็นเป้าหมายในการสื่อของผมในกระทู้นี้ก็คือ เพื่อสื่อไปถึงคณะทำงานของ พรรคเพื่อไทย.. ที่กำลังจะเตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้.. ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ถึงอย่างไร ประชาชนคนเสื้อแดงทั้งหลายต่างก็คาดหวังเอาไว้ว่า พรรคเพื่อไทย จะเป็นพรรคที่เป็นตัวแทนและเป็นผู้ที่จะนำพาเอาความเป็นธรรมกลับมาให้กับพวกเขา (รวมถึงผมด้วย) ยิ่งการที่ นปช. ชูพรรคเพื่อไทยเป็นแนวร่วมที่ใกล้ชิดในยุทธศาสตร์ 2 ขา ด้วยแล้ว.. ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. จะต้องพิจารณาถึงการเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ให้มากยิ่งกว่าครั้งใดๆ

เป็นที่เชื่อได้แน่แท้ว่า..การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเวทีสุดท้ายของการต่อสู้ด้วยสันติวิธี ที่มวลชนผู้รักประชาธิปไตยจะหวังพึ่งได้.. รู้ทั้งรู้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ภายใต้แรงบีบคั้นมากมาย..

- กติกาการเลือกตั้งเป็นของเผด็จการ
- อำนาจการให้คุณให้โทษก็เป็นของเผด็จการ
- กรรมการตัดสินการเลือกตั้งก็เป็นของเผด็จการ
- เวทีการเลือกตั้งก็เป็นของเผด็จการ
- ตัวช่วยด้านสื่อ และการประชาสัมพันธ์ก็อยู่ในมือเผด็จการ
- สุดท้ายมือที่มองไม่เห็นก็ยังครองอำนาจเผด็จการอยู่


ด้วยเหตุที่มีแรงบีบคั้นมากมายดังกล่าวสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้.. พรรคเพื่อไทย มีเพียงสิ่งเดียวที่จะต่อสู้กับแรงเหล่านี้ได้ก็คือ “อำนาจที่มาจากมวลชนคนเสื้อแดงทั้งมวลเท่านั้น” ดังนั้นการรณรงค์ให้คนเสื้อแดงทั้งหมดที่มีอยู่ออกมาช่วยกันลงคะแนนเพื่อให้เกิดปรากฏการณ์ในลักษณะ Land slide เหมือนดังที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักไทย ที่ได้รับคะแนนเสียง ส.ส. 377 เสียงในครั้งนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง

ปูนนก

Re:

แต่ดังที่มีคำกล่าวว่า “อดีตเป็นบทเรียนสำหรับปัจจุบัน..และปัจจุบันเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงอนาคต” ในอดีตพรรคไทยรักไทยถูกอำนาจมืด ทำรัฐประหารโค่นล้ม ในขณะที่มี สส. ในสภา 377 เสียง.. พรรคพลังประชาชนได้คะแนนเสียงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ถูกอำนาจมืดสร้างเรื่องขึ้นมาจนกลายเป็นประเด็นนำไปสู่การยุบพรรคในที่สุด....

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า และเป็นความทรงจำอันเจ็บปวดของประชาชนเจ้าของประเทศ และเป็นเจ้าของคะแนนเสียงทุกคะแนน..

เอาหละ..ในเมื่อการต่อสู้ต้องเข้าไปสู่โหมดของการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.. ดังที่ใครต่อใครพยายามที่จะให้ความเห็นกันไปนั้น.. (จริงๆ มีทางอื่นในการต่อสู้อีกมากที่ไม่ต้องเลือกตั้งก็ได้) ถ้าเป็นเช่นนั้น..จะมีท่านใดบ้างที่จะกล้าประกาศได้ว่า “การเลือกตั้งที่จะมีมาถึงนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม” รัฐบาลจะให้มีการเลือกตั้งอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงใดๆ อีกเพื่อยึดครองอำนาจรัฐเอาไว้.. (ซึ่งวิธีมีมากมายมหาศาล..และไม่จำกัดรูปแบบ)

พรรคเพื่อไทยและคณะทำงาน หรือแม้แต่แกนนำ นปช. ที่ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้งก็คงจะไม่สามารถรับรองได้เช่นเดียวกันว่าจะไม่มีการโกงเกิดขึ้น.. ในส่วนตัวของผมเองในฐานะประชาชนผู้รักประชาธิปไตยคนหนึ่ง.. ก็ปรารถนาให้ผลการเลือกตั้งออกมาอย่างยุติธรรม.. ถ้าคะแนนเสียงแพ้ก็แพ้อย่างยุติธรรมอันนี้ยอมรับได้.. แต่ผมไม่ต้องการให้ใครเอาคะแนนเสียงของผมแม้แต่ว่าจะเป็นเพียง 1 คะแนน ไปใช้ให้เกิดกลโกงขึ้น

รู้ทั้งรู้..เห็นทั้งเห็นว่า.. หลุมการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นหลุมไฟ ที่เขาทำดักไว้ แต่พรรคเพื่อไทย และ นปช. ก็ยังนำพามวลชนเดินเข้าไปสู่หลุมดักนั้นโดยที่ยังไม่เห็นว่าจะมีการป้องกันใดๆ อย่างเป็นรูปธรรม..

ดังนั้นในเมื่อพรรคเพื่อไทย และ นปช. จะเป็นหัวขบวนในการนำพามวลชนเข้าไปสู่กระบวนการเลือกตั้งภายใต้กติกาโจรนี้.. ผมขอเรียกร้องว่า

“ขอให้พรรคเพื่อไทย และ นปช. รณรงค์ และเรียกร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้มี คณะทำงานของ UN เข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น”

หลักการคือ ขอให้มีการเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งโดยองค์กรจากนานาชาติ... ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไร ขอให้เป็นหน้าที่ของคณะทำงานของพรรคเพื่อไทย และ นปช. ในฐานะแกนนำของมวลชนพิจารณา.. เพราะอย่างน้อยแม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะอยู่ภายใต้ กติกาโจร และในขบวนการของโจร แต่ทว่า การเรียกร้องให้มี กรรมการ มาจากภายนอกให้เข้ามาช่วยสังเกตการณ์ ก็จะเป็นหนทางหนึ่งที่จะปิดกั้น หรือป้องกันมิให้การโกงเกิดขึ้นได้ง่ายนัก..

ในส่วนตัวของผมเองไม่มีความรู้ไปถึงขั้นว่ากระบวนการ การทำเป็นเช่นไร แต่ผมพิจารณาว่าท่ามกลางกระแสความขัดแย้งจนถึงขั้นมีการปราบปรามประชาชน และประชาชนล้มตายอย่างมากมาย รวมถึงนักข่าวต่างประเทศด้วยนั้น น่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอ ที่จะสามารถยื่นข้อเรียกร้องนี้ต่อ UN ให้เข้ามาสังเกตการณ์ได้..

ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ (ถ้ามี) จะต้องมีการโกงครั้งมโหฬาร.. ลำพังเพียงแค่ใช้คนในประเทศเข้าไปสังเกตการณ์ในแต่ละท้องที่ ไม่เพียงพอหรอกครับ.. เพราะถึงอย่างไรก็คงไม่สามารถต่อกร กับอำนาจมืดที่ครอบครองประเทศนี้อยู่ได้.. ดังนั้นการเสนอของผมที่ว่าขอให้พรรคเพื่อไทย และ นปช. ที่กำลังมุ่งเข็มไปสู่การเลือกตั้งในครั้งนี้.. ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยัง UN เพื่อส่งคณะสังเกตการณ์เข้ามาดูแลการเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย... น่าจะเป็นข้อเสนอที่ “ประนีประนอม” ที่สุดแล้ว สำหรับความเห็นของคนเสื้อแดงที่แตกต่างกันคนละขั้ว สำหรับแนวทางการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งในครั้งนี้...

กรุณาอย่าเพิ่งบอกว่า “ทำได้หรือไม่ได้” ขอให้พรรคเพื่อไทย และ นปช. ได้พิจารณาและพยายามทำในสิ่งนี้เสียก่อน

เพราะในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีส่วนในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จมาตั้งแต่เริ่มแรก.. ผมก็ต้องการเห็นพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะ เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยชนะก็หมายถึงประชาชนชนะด้วย.. แม้ว่าคนที่ได้ประโยชน์จะไม่ใช่ประชาชนโดยตรง แต่ประโยชน์จะตกอยู่กับนักการเมือง... แต่ถึงกระนั้นก็ยังรับได้

แต่ทว่า.. ถ้าพรรคเพื่อไทย และ นปช. ไม่พยายามทำอะไรเลยในระดับนานาชาติ เพื่อป้องกันการโกงไว้ก่อน... และลงเลือกตั้งทั้งๆ รู้ว่า จะต้องถูกโกงแน่ๆ สู้ไปก็แพ้แน่ๆ.. ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ พรรคเพื่อไทย และ นปช. ก็ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนหรอกครับ..แต่เป็นได้แค่เพียง “เหลือบที่เกาะหลังมวลชนเพื่อแสวงหาประโยชน์อยู่เท่านั้น”

ปูนนก

จะบ้าตาย มาร์ลโบโร และแอลเอ็ม นำเข้ามา 7 บาท

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ

ขายให้คนไทย ซองเท่าไรไม่รู้ แดกภาษีประชาชนอีกแล้ว

“ประพันธ์” ชี้ รบ.ช่วย “ฟิลลิป มอร์ริส” ทำประเทศเสียหายยิ่งกว่า “แม้ว” ขายหุ้น

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

“ประพันธ์” ชี้ รบ.ช่วย “ฟิลลิป มอร์ริส” ทำประเทศเสียหายยิ่งกว่า
“แม้ว” ขายหุ้นให้เทมาเส็ก



“ประพันธ์” แฉ “ฟิลลิป มอร์ริส” วิ่งเต้นล้มคดีหนีภาษีมาตลอดตั้งแต่สมัย “แม้ว” แต่ไม่เคยสำเร็จ
เพราะเป็นธุรกิจบาปและเป็นเรื่องใหญ่จึงไม่มีใครกล้ารับ
แต่นึกไม่ถึงจะมาสำเร็จในรัฐบาลนี้ ตั้งข้อสังเกตอัยการที่เคยให้สั่งฟ้องกลับลำกลายเป็นไม่ฟ้อง
ชี้คดีนี้ทำไทยเสียโอกาสจากการได้ภาษี 6.8 หมื่นล้าน มากกว่าตอน “ทักษิณ” ขายหุ้นให้เทมาเส็กถึง 3 เท่า


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง “รวมพลังปกป้องแผ่นดิน” ปราศรัยโดย “นายประพันธ์ คูณมี”
http://radio.manager.co.th/Radio/DetailRadio.asp?program_no=1026&mmsID=1026%2F1026%2D5436%2Ewma&program_id=36639


วันนี้ (7 มี.ค.) นายประพันธ์ คูณมี โฆษกการชุมนุมรวมพลังปกป้องแผ่นดิน ขึ้นกล่าวบนเวที ว่า
เหตุการณ์ที่นายวีระ และน.ส.ราตรี กำลังเผชิญอยู่ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจต่อประชาชนอย่างยิ่ง
สะท้อนให้เห็นจิตใจต่ำอำมหิตของนายอภิสิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง
นึกไม่ถึงว่าจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ เลวสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติจริงๆ

นายประพันธ์กล่าวว่า ตอนแรกตนเชื่อว่าที่นายอภิสิทธิ์ดื้อรั้นขนาดนี้
อาจเพราะครอบครัวให้ท้าย คุณพ่อคุณแม่ ไม่อบรม
แต่วันนี้ตนรู้สึกเสียใจมากที่พูดแบบนั้น เพราะได้ยินจากญาติผู้ใหญ่นายอภิสิทธิ์มาว่า
ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ต่างตักเตือนนายอภิสิทธิ์แต่ไม่เชื่อฟัง
ขนาดพ่อแม่ตัวเองยังไม่ฟัง จึงป่วยการแล้วที่พันธมิตรฯ จะเรียกร้องให้รับฟังเสียงประชาชน
ต้องอาศัยพลังพี่น้องเพียงอย่างเดียวที่ต้องออกมามากๆ เพื่อไล่นายอภิสิทธิ์
เลิกฝันได้เลยที่จะมีสำนึกความรับผิดชอบทางการเมือง

นายประพันธ์กล่าวอีกว่า อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ตนได้ข้อมูลมาพร้อมๆ กับฝ่ายค้าน
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ฝ่ายค้านคนนี้ที่จะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายฯ ในสภา
และเป็นคนที่ตรวจสอบการทุจริตรถดับเพลิง
เรื่องสำคัญก็คือคดี บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มันสะท้อนให้เห็นความเลวร้าย
และการทำงานที่ล้มเหลวของนายอภิสิทธิ์

บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายบุหรี่ LM มาร์ลโบโร บริษัทแม่อยู่ที่อเมริกา
แต่บุหรี่ที่นำเข้าไทยเอามาจากฟิลิปปินส์ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพื่อจะเลี่ยงภาษีตามข้อตกลงอาฟต้า
เพราะฟิลิปปินส์เป็นประเทศในอาเซียน แต่มันไม่ใช่สินค้าของฟิลิปปินส์
แค่เอามาบรรจุซอง เอาใบยามาจากอเมริกาแล้วเอามาขายเฉพาะในประเทศไทย
สรุปฟิลลิป มอร์ริส หลีกเลี่ยงภาษีด้วยการแจ้งการนำเข้าราคาต้นทุนซองละประมาณ 7 บาท
ซึ่งเป็นการแจ้งต่ำกว่าความเป็นจริง

ปรากฏว่าสรรพสามิตไปตรวจพบว่ามีบริษัทอื่น เช่น
คิงเพาเวอร์ การบินกรุงเทพ มีการนำเข้าบุหรี่ลักษณะเดียวกัน มาจากต่างประเทศเหมือนกัน
แต่เสียค่าต้นทุน 27 บาทรวมภาษีแล้วตก 60 กว่าบาท เลยต้องกล่าวโทษแจ้งดีเอสไอให้ตรวจสอบ
ปรากฎผลตรวจพบว่ามีการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมาตั้งแต่ ปี 2546-2552
ทำให้ประเทศไทยขาดรายได้ไป 6 หมื่น 8 พันล้านเศษ
ดีเอสไอจึงมีมติดำเนินคดีฟิลลิป มอร์ริส และตั้งกรรมการสอบสวนมาตั้งแต่สมัยนายทักษิณ
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2549 กรรมการมาทั้งจากสรรพสามิตร ดีเอสไอ และผู้แทนอัยการ 3 คน

เมื่อสวบสวนแล้วกรรมการมีความเห็นควรที่จะสั่งฟ้อง
จึงส่งมาที่อัยการเมื่อ 2 กันยายน 2552
เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รู้ว่าจะสั่งฟ้องและเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่
เพราะมูลค่าสูงจึงทำหนังสือรายงานไปยังนายกฯ 2 ฉบับ
ฉบับแรกเมื่อ 26 มิถนายน 2552 อีกครั้งคือ 3 กันยายน 2552

เพราะฉะนั้นเรื่องฟิลลิป มอร์ริส เป็นคดีเก่าที่รับรู้มาทุกนายกฯ ตั้งแต่สมัยนายทักษิณเป็นต้นมา
ฟิลลิป มอร์ริส ก็วิ่งเต้นล้มคดีนี้มาตลอดแต่ไม่เคยสำเร็จ
จู่ๆ มาวันนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้เข้าแทรกแซงการสั่งคดีนี้ของพนักงานอัยการ
ปรากฏว่ามีผู้แทนการค้าไทยที่รัฐบาลตั้ง คือนายเกียรติ สิทธีอมร
ซึ่งวันนี้ก็ออกมายอมรับแล้วว่า ได้รับการร้องเรียนความไม่เป็นธรรมจากนักธุรกิจบริษัทบุหรี่นี้
และนายกฯก็มอบหมายให้นายเกียรติ ไปดูแล

แต่ไม่รู้ว่าไปทำอีท่าไหน เป็นที่น่าเชื่อว่า
บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส น่าจะมีการยื่นผลประโยชน์มาตลอด
แต่ไม่มีใครกล้ารับ เพราะมันเป็นธุรกิจบาป
และเป็นการไปช่วยธุรกิจบริษัทค้าบุหรี่ข้ามชาติ ยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลก
และมีข้อปรากฏชัดเจนว่ามีการแจ้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เลี่ยงภาษีจริง
ข้าราชการ นักการเมืองก็กลัวจะถูกครหา และหมดอนาคต
แต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ฟิลลิป มอร์ริส กลับได้รับความช่วยเหลือ
จนกระทั่งอัยการสั่งไม่ฟ้องเมื่อ 4 มกราคม 2554

“แปลกมาก เพราะอัยการที่เคยทำคดีนี้และเคยมีความเห็นว่าสมควรสั่งฟ้อง
แต่ทำอีท่าไหนไม่รู้ อัยการที่เคยมีคำสั่งฟ้อง กลับคำสั่งตัวเองกลายเป็นว่าไม่ฟ้อง
เพราะไม่ปรากฏว่าบริษัทนี้แจ้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ไม่ปรากฎว่ามีการเลี่ยงภาษี”
นายประพันธ์กล่าว

นายประพันธ์ยังกล่าวอีกว่า
เรื่องนี้มันใหญ่ คดีที่นายทักษิณขายหุ้นให้เทมาเส็ก จำนวนที่หนีภาษีหมื่นกว่าล้าน ไม่เกิน 2 หมื่นล้าน
นายทักษิณจึงถูกขับไล่ ตอนนั้นประชาธิปัตย์ก็ออกมาด่านายทักษิณอย่างเสียผู้เสียคน
แต่มาวันนี้รัฐบาลไทยควรได้รับจากบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ถึง 6.8 หมื่นล้านบาท
มากกว่าภาษีที่นายทักษิณขายหุ้นให้เทมาเส็ก 3 เท่า

ถ้าทำอย่างนี้ ประเทศไทยก็จะไม่ได้ภาษีแม้แต่สตางค์แดงเดียว
แล้วเงินจะตกเข้ากระเป๋านักการเมืองคนไหนล่ะ นึกไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้
มันเป็นการปล้นภาษีของประเทศ และยังจะทำให้ต่อไปบริษัทบุหรี่ต่างชาติอื่นๆ ก็จะเอาอย่าง
และทุกวันนี้บุหรี่ต่างประเทศราคาพอๆกับบุหรี่ไทย บุหรี่ไทยกำลังจะเจ๊ง
โรงงานยาสูบซึ่งเป็นของกระทรวงการคลังก็กำลังแย่
และที่แน่ๆ คนที่เป็นผู้แทนการค้าของรัฐบาลจะมีผลประโยชน์ในกรณีนี้หรือไม่
สื่อและฝ่ายค้านสงสัยแล้ว เพราะนายเกียรติเคยทำงานที่หอการค้าระหว่างประเทศ
และเคยทำงานเป็นล็อบบี้ยิสต์ให้บริษัทฝรั่งมาก่อน จึงอยู่ในข่ายที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง

นายประพันธ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลนี้เลวทุกด้านจริงๆ อีกเรื่องคือ
เรื่องมะนาว ปกติชาวสวนปลูกมะนาวจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำตอนหน้าแล้ง
ช่วงหน้าแล้งมะนาวจะแพง เกษตรกรก็จะมีรายได้ตอนนั้น
แต่เวลานี้พอเข้าหน้าแล้งรัฐบาลปล่อยให้มะนาวเวียดนามเข้ามาทางเขมร
แล้วขนเข้ามายังไทยวันละหลายร้อยตัน รายได้ที่เกษตรกรไทยควรจะได้ในหน้าแล้งก็ไม่ได้
สรุปแล้วประชากรตายทุกเรื่อง



http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000029743

12 มีนา มาทำไม ?

ที่มา มติชน



โดย ชฎา ไอยคุปต์

"วันนี้ที่รอคอย"


การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 12 มีนาคม มีความหมายอย่างไร ทำไมถึงต้องนัดชุมนุมในวันนี้


ย้อนกลับไปในวันเดียวกัน เมื่อปี 53 วันที่ "12 มีนาคม" คือ วันที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มคนเสื้อแดง นัดหมายคนสีเดียวกันทั่วทั้งประเทศ เดินทางมายังจุดนัดพบ คือ สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน การเป่านกหวีดครั้งนั้นเสียงดังไกลพอที่ทุกคนในทั่วทุกภูมิภาคได้ยิน อย่างพร้อมเพรียงก่อนจะเดินทัพเข้ากรุงแบบมืดฟ้ามัวดิน แดงทั้งแผ่นดิน


ถนนทุกสายที่มุ่งเข้าสู่กรุงทั้งรถบัส รถบรรทุก รถกระบะ รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ขนคนมาเต็มคันรถ เสื้อแดง ธงแดงโบกสะบัดท้าแดดลมแรง ไม่หวั่นต่อแสงแดดแผดเผาในตอนกลางวัน มุ่งออกเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืน


ภาพชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา ทิ้งจอบวางเสียม แม่ค้าพ่อค้า ปล่อยร้างแผงค้า ทิ้งบ้านเรือน หอบข้าวสาร อาหารแห้ง พริก น้ำปลา ปลาร้าฯลฯ ขนมาเป็นเสบียงอาหาร มุ่งหน้าสู่ถนนราชดำเนิน ชูธงประท้วงรัฐบาลที่พวกเขาไม่ได้เลือกมาให้ "ยุบสภา" จัดการ "เลือกตั้งใหม่" หลังจากภารกิจประท้วงรัฐบาลเมื่อปี 52 ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องพ่ายแพ้ต่อกำลังเจ้าหน้าที่ กลับบ้านมือเปล่าพร้อมกับความเจ็บปวดทั้งกายและใจ


ในปีถัดมาความคับข้องใจที่สะสมอัดแน่นมาจากปีก่อนหน้า พวกเขามาใหม่ชู ธงเดิม คือ "ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่" พร้อมทวง "ความยุติธรรม" หยุด 2 มาตรฐาน ประกาศตัวเป็นคนรากหญ้า เพื่อหาที่ยืนในสังคม แสดงสิทธิและเสียงของพวกเขาในฐานะ "ไพร่" ชนชั้นที่ต่ำสุดในสังคม เพื่อดึงทุกคนในประเทศให้มีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค เท่าเทียมกัน ตามระบบการปกครองของไทยที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย"

ภาพการหลั่งไหลของชาวเสื้อแดง คือ การยืนยันว่าคนเสื้อแดงพร้อมที่จะวางทุกอย่างลง เข้าร่วมขบวนการประท้วง เพื่อเรียกร้องการเมืองการปกครองตามสิทธิ เสรีภาพที่พวกเขาทำได้ ตั้งแต่เช้าวันที่ 12 มีนาคม 53 คนเสื้อแดงทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯจำนวนมาก เริ่มปรากฏชัดตอนรุ่งอรุณ ผู้คนเคลื่อนมาคนละทิศคนละทาง มาบรรจบกันเป็นคาราวานแถวยาวเหยียดอยู่รอบชานเมือง รอจังหวะเคลื่อนเข้ากรุงพร้อมกัน โดยตะลุยด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ ตั้งสกัดตรวจแถวขบวนผ่านเข้ากรุงหลายๆ จุดเพื่อตรวจค้นอาวุธ


ขบวนรถคนเสื้อแดงจอดแช่ยาวเหยียดบนถนนหลายสาย ค่อยๆ ขยับเข้าประชิดกรุงเทพฯหางแถวยาวออกไปเรื่อยๆ เวลา 10.30 น. ที่ลานโรงร้านอาหารครัววังน้อย ( บัวชม ) มีเนื้อที่กว่า 30 ไร่ติดถนนสายพลโยธิน ติดกับตลาดวังน้อย ถนนพลโยธิน หลัก กม.66 ขาเข้า กทม. เขต อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มีขบวนรถของคนเสื้อแดงสายอีสาน ที่เคลื่อนพลมาจาก อ.ปากช่อง จำนวนหลายพันคัน มีทั้ง รถกระบะ รถตู้ รถบัสขนาดใหญ่ รถบรรทุก และมีคนเสื้อแดงหลายหมื่นคน มารวมพลอัดแน่นเต็มพื้นที่ รถอีกจำนวนมากยังเข้าไปในพื้นที่ไม่หมด ต้องจอดบนถนนพหลโยธินทั้งในช่องทางคู่ขนาด 2 ช่องจราจร และช่องทางด่านอีก 3 ช่องจราจร พบว่ารถจอดยาวตลอดเส้นทาง ยาวไปจนเกือบถึงเขตรอยต่อ อ.หนองแค จ.สระบุรี



ทางด้านถนนสายเอเชีย กองบังคับการตำรวจภูธร จ.อ่างทองรายงานต่อผู้บังคับบัญชาว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางผ่านถนนสายเอเชียช่วง จ.อ่างทอง จำนวน 28,200 คน โดยใช้พาหนะรถบรรทุก 6 ล้อ 120 คัน รถตู้ 500 คัน กระบะ 1,500 คัน รถยนต์เก๋ง 2,000 คัน รถบัส 70 คัน และรถจักรยานยนต์ 50 คัน ยังคงทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯเป็นระยะ นี่คือรายงานเพียงแค่ช่วงเช้า


ในวันเดียวกัน กลุ่มคนเสื้อแดงในเมืองได้กระจายกันไปตามจุดต่างเพื่อแสดงเจตนาขับไล่รัฐบาล ก่อนที่ทัพใหญ่จากต่างจังหวัดจะเข้ามาสมทบ ที่ อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ พร้อมด้วยนายวิภูแถลง วัฒนภูมิไทย แกนนำคนเสื้อแดง ประกอบพิธีบวงสรวงอนุเสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทำพิธีกรรม "โองการแช่งน้ำแช่งอำมาตย์" ก่อนเริ่มการปราศรัยเพื่อขับไล่รัฐบาล เรียกร้องให้มีการยุบสภา


แยกหลักสี่ นายวีระ มุสิกพงศ์ และนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำอาวุโส ร่วมกันบวงสรวงอนุสาวรีย์หลักสี่ ก่อนเคลื่อนขบวนมาปิดประตูทางเข้าหลักของกรมทหารราบที่ 11 มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ อยู่ด้านใน

หน้าสวนลุมพินี นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนางดารุณี กฤตบุญญาลัย แกนนำเสื้อแดง ร่วมกันบวงสรวงอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก่อนเคลื่อนขบวนเข้าถนนสีลม ผ่านด้านหน้าห้างสยามพารากอนจนถึงถนนนราธิวาส


แยกดินแดง คนเสื้อแดงกว่า 800 คนร่วมกันทำพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งรัฐบาล ก่อนออกเดินเท้าจากสวนป่าหัว ถนนมิตรไมตรี ดินแดงไปวนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ,แวะมอบดอกกุหลาบให้ทหารที่ ร.1พัน1รอ.ถนนวิภาวดีและเยี่ยมเยียนสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 ก่อนเดินทางกลับไปร่วมตัวกันที่สวนป่า


ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงจากสายเหนือ-อีสาน-ตะวันออก ยังคงเคลื่อนเข้ากรุงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เช้าจนค่ำไปถึงเช้าของวันใหม่เพื่อไปร่วมชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 13 มีนาคม จำนวนคนเสื้อแดงในครั้งนั้นนับว่ามหาศาล


นับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม-20 พฤษภาคมในปีนั้น คนเสื้อแดงได้ปักเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ แต่การชุมนุมของคนเสื้อแดงสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้กับคนกรุง เพราะเกะกะทางเดิน รกรุงรังถนนหนทางในมหานคร จนรัฐบาลต้องขอพื้นที่คืนและกระชับพื้นที่ ปฏิบัติการโดยทหารนำกำลังพลของกองทัพ รถหุ้มเกราะ อาวุธปืนกระสุนยางไปจนถึงกระสุนจริง เข้าปราบปรามผู้ชุมนุมที่ขัดขืนไม่ยอมออกจากพื้นที่ชุมนุม มีทั้งยิงขู่ ยิงจริง


จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เสียชีวิต 91 ศพ ทั้งทหารและพลเรือน โดยสัดส่วนพลเรือนมากกว่าหลายเท่า และหลายพันคนหวาดผวาเสียงปืนเสียงระเบิด เตลิดกลับบ้านพร้อมกับความเจ็บปวดทั้งกายและใจ พกความคับแค้นใจกลับบ้าน และอีกหลายคนที่ต้องติดคุกเพียงเพราะไปยืนดูเหตุการณ์วันเผาศาลากลาง จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับอิสรภาพใดๆ

ส่วนแกนนำ 7 คนที่ได้เข้ามอบตัวหลังประกาศยุติการชุมนุมได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากที่นอนในเรือนจำมานานกว่า 9 เดือน ก็ออกมาตีปีกได้อีกครั้งหลังจากถูกจองจำโดยไม่ได้รับการสวบสวน มาพร้อมกับพลังคนเสื้อแดงที่รอคอยให้การสนับสนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง พร้อมกับคำประกาศอิสรภาพ "พวกเรากลับมาแล้ว"

เสียงนกหวีดดังขึ้นเป็นครั้งที่ 3 เรียกชาวเสื้อแดงจากทุกมุมเมืองทั้งใกล้และไกล กลุ่มคนที่กลับไปรักษาแผลบอบช้ำจากเหตุสลายการชุมนุมพร้อมแล้วที่จะกลับมาใหม่อีกครั้ง หลังแตกพ่ายกลับบ้านถึง 2 ปีซ้อน วันที่ 12 มีนาคม 2554 "วันนี้ที่รอคอย"


วันที่คนเสื้อแดงแข็งแกร่งพอที่จะออกมาตอบโต้คลายความหวาดกลัว และกลับมาใหม่พร้อมกับข้อเรียกร้องที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับคนเจ็บคนตาย ซึ่งชาวรากหญ้าได้ตระหนักรู้แล้วว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน ที่ต้องทุ่มเทความสามารถจิตใจ ในการเข้าร่วมกับกิจกรรมทางการเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องของชีวิตของทุกคน อย่างไม่มีข้อแม้หรือหมายเหตุใดๆ

เบื้องหลังขบวนการเสื้อแดงกลุ่มคนที่ปรากฎในฉากหน้าอาจจะมีเพียงไพร่ คือ ชาวรากหญ้าที่ทนแดดทนฝนอาสาเป็นทัพหน้าออกมาเคลื่อนไหวแสดงตัวอย่างชัดเจน ลึกไปกว่านั้นยังมีคนอีกมากที่เห็นด้วยกับขบวนการเสื้อแดง คอยหนุนอยู่ด้านหลัง ผ่านข้อเขียน กิจกรรม วงเสวนา ต่อสู้เชิงความคิด และยังมีกลุ่มพ่อค้า นายทุน นักศึกษา ฯลฯ อีกมากที่พร้อมจะกระโดดเข้าร่วม รอเพียงจังหวะสุกงอมเต็มที่เท่านั้น

12 มีนาคมนี้ คงได้เห็นกันว่า คำทำนายของ "โสรัจจะ นวลอยู่ "นอสตราดามุสเมืองไทย เตือนไว้ใน ศาสตร์แห่งโหร ปี 2554 ว่า เดือนมีนาคม และเมษายนปี 2554 ให้จับตามองลางร้ายที่จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลและบ้านเมือง เหตุการณ์ทางการเมืองรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง มันจะวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา เหมือนปีก่อนๆ ไม่มีผิด เมืองไทยเข้าสู่วิกฤต จะมีประชาชนมาชุมนุมกันเป็นเรือนแสนที่ชุมนุมตามท้องถนน แม้รัฐบาลประกาศห้ามชุมนุมก็ไม่ฟังกัน

"เกิดขึ้นจากความโกรธแค้นและรู้ทันความเคลือบแคลงของรัฐบาล" ประเด็นนี้ไม่ใช่หมอดูก็ทำนายได้แค่ลืมตามองเท่านั้นเอง


เบื้องหลังป้าย “ดีแต่พูด”

ที่มา thaifreenews

โดย Maquid



ที่ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังร่วมประกาศเจตนารมณ์ "ผู้หญิงทำงาน สู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของทุกคน" ในวาระการเฉลิมฉอง 100 ปี วันสตรีสากล 8 มีนาคม
...จิตรา คชเดช อดีตผู้นำแรงงานสหภาพไทรอัมพ์ พร้อมทั้งเพื่อนแรงงานร่วมกันชูป้ายประท้วงอภิสิทธิ์กลางห้องประชุม

เบื้องหลัง “ดีแต่พูด”
โดย จิตรา คชเดช
ที่มา เฟซบุ๊คJittra Cotchadet

บันทึกเขียนใส่สมุดไว้หลังจากชูป้ายให้นายอภิสิทธิ์

วันนี้ฉันเผชิญหน้า ผู้ชายคนหนึ่ง ฉันโกรธ ฉันตะโกนออกไป ฆาตกร ฆาตกร

ฉันอยากร้องไห้ เมื่อฉันนึกถึงพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกฆ่าตาย "ฉันตะโกนอีกครั้ง "มือเปื้อนเลือด" ฉันหยิบปากกาเมจิก เอากระดาษ A4 (คือแถลงการณ์ของงานวันนี้) ใช้ด้านที่ว่างเขียนว่า "มือใคร?" ฉันเอามือฉันทาบลงไปแล้วเขียนตาม ฉันค้นหาเมจิกสีแดงเพื่อทาเป็นสีเลือด ฉันถามคนอื่นไม่มีใครมี ฉันรีบตัดสินใจเขียนว่า "เปื้อนเลือด"ไปบนฝ่ามือ ฉันเขียนสองแผ่นประกบกันแล้วพับมุมนั้นมุมนี้

ในขณะนั้นมันกำลังให้นโยบายเกี่ยวกับวันสตรีสากล ฉันชูกระดาษขึ้น ไม่มีใครได้ยินเสียงฉัน เพราะบนเวทีเขากำลังหน้าบานกันดีใจ ซึ่งคนละอารมณ์กับฉันมาก
เขาตอบมาทันที ว่าวันนี้วันสตรีไม่เกี่ยวกับการเมืองให้ฟังว่าใครมือเปื้อนเลือดชี้แจงในสภา ฉันชูป้ายเด็ดสำหรับฉัน"เหรอ...." และตามด้วย "ดีแต่พูด"

ฉันถูกกีดกันจากตำรวจ เพื่อแย่งแผ่นป้าย ฉันถาม แผ่นป้ายมีปัญหาอะไร เหรอ...,ดีแต่พูด,มือใคร?เปื้อนเลือด มันมีปัญหาตรงใหน ด่าใคร หยาบคายหรือเปล่า ตำรวจบอก ว่ามือใคร?เปื้อนเลือด ฉันถามว่าแล้วเปื้อนจริงเหรอถึงเดือดร้อน

และเพื่อนของฉันก็ชูป้าย "ดีแต่พูด"ขึ้นด้านหน้าฉันขึ้นไปอีกสามแถว จึงกลายเป็นเหตุให้การเตรียมการพูดตั้งแต่
11.30น.-13.15น.ต้องยุติลงเลยเที่ยงเล็กน้อย

เราไม่ได้สบตากันเลยระหว่างฉันกับผู้ชายคนนั้นเพราะเขาหลบหน้าฉันและหนีฉันด้วยการรีบไปและให้ตำรวจกักตัวฉันไว้กับเพื่อนๆ
เกือบครึ่งชั่วโมง

ฉันไม่มีเรื่องโกรธเกลียดกันเป็นการส่วนตัว แต่ฉันไม่ชอบระบบที่เขาใช้อยู่ ฉันต้องการระบบประชาธิปไตย คนเท่ากันหนึ่งคน หนึ่งสิทธิ์ หนึ่งเสียง ทุกคนมาจากการเลือกตั้ง ทุกสถาบันตรวจสอบได้

ฉันไม่ต้องการคนดี คนหล่อ ฉันต้องการการตรวจสอบเปิดเผย โปร่งใส
.
.

"จิตรา คชเดช" นับถือหัวใจของเธอคนนี้จริงๆ....อภิสิทธิ์ มือเปื้อนเลือด ดีแต่พูด เจอมือดี หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย คริคริ

สนับสนุน "ไทร อาร์ม"



Re:

กางเกงชั้นในที่เธอและเพื่อนๆ ร่วมแรงร่วมใจกันผลิต มีชื่อยี่ห้อว่า “ไทรอาร์ม” (Try Arm) มีโลโกเป็น รูปกำปั้น

คำว่า ไทรอาร์ม นอกจากสื่อความหมายถึงความพยายามจากสองมือสองแขนแล้ว ยังพ้องกับคำว่า ไทรอัมพ์ (Triumph) อันเป็นชื่อสินค้ายี่ห้อเก่าที่พวกเธอเคยทำงานให้

ส่วนโลโกรูปกำปั้นเป็นสัญลักษณ์แทนการต่อสู้และการเรียกร้องความเป็นธรรม


Re:

โดย ice angel

สนับสนุนแรงงานไทย กรรมกรแดง อิอิ ตั้งชื่อให้เสร็จสรรพ

คุณวิตรา ค่ะ จัดแฟชั้นเดินแบบหรือจะทำประชาสัมพันธุ์สินค้า
หรือตัดเย็บชุดหน้าร้อนด้วย แบรนด์ ไทร์อาร์ม ทำเลยคะ สนับสนุน

Re:

โดย nuttel

น.ส.จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ โด่งดังในสังคมไทยขึ้นมาทันที ภายหลังชูป้าย "ดีแต่พูด" ประท้วง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระหว่างร่วมประกาศเจตนารมณ์ในวาระเฉลิมฉลอง 100 ปี วันสตรีสากล ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม

กระทั่งปรากฏทั้งภาพและข่าวลงตีพิมพ์ในหน้า 1 หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับในเช้าวันรุ่งขึ้น

ไล่หลังวันชูป้าย น.ส.จิตราเปิดใจให้สัมภาษณ์กล่าวอ้างเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้นว่า เห็นนายกฯแถลงนโยบายดีมาก แต่พอปฏิบัติจริงกลับไม่ได้เป็นไปตามที่พูด โดยเฉพาะด้านแรงงาน เช่น เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ ปีก่อนบอกว่าจะปรับให้เป็นวันละ 250 บาท แต่ก็ได้แค่วันละ 215 บาท

แถมตอนนี้ยังบอกว่า จะเพิ่มเป็นวันละ 300 บาทอีก

"เรื่องคนงานถูกเลิกจ้างในช่วงวิกฤต อย่างกรณีลูกจ้างของบริษัทไทรอัมพ์ ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเลย โดยเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 คนงาน เดินทางไปร้องเรียนให้นายกฯแก้ไขปัญหา แต่แกนนำกลับถูกจับข้อหามั่วสุม ขณะนี้คดียังอยู่ในศาลอาญา ซึ่งจะนัดขึ้นศาลครั้งแรกวันที่ 28 มีนาคมนี้ ขณะเดียวกัน จักรเย็บผ้าที่บริษัทไทรอัมพ์มอบให้ คนงาน 400 เครื่อง ปรากฏว่าถึงมือคนงานแค่ 250 เครื่อง ที่เหลือกลับไปอยู่ในมูลนิธิไพฑูรย์ แก้วทอง มากถึง 150 เครื่อง ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยร้องเรียนนายกฯแล้ว ก็ไม่ได้รับการแก้ไขเลย แล้วอย่างนี้ยังมามอบนโยบายวันสตรีสากลอีกทำไม" น.ส.จิตรากล่าว



น.ส.จิตราแจกแจงต่อว่า นายกฯเคยบอกถ้ามีประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสน พร้อมลาออก แต่พอคนเสื้อแดงออกมานับแสนคน นายกฯก็ไม่ปฏิบัติตามนั้น นอกจากนี้ ยังมีเรื่องตั้งสถาบันความปลอดภัยในการทำงาน ก็ยังไม่ดำเนินการ หรือกรณีนโยบายเร่งด่วนที่บอกว่าจะสร้างความสามัคคีโดยสันติวิธี แต่กลับใช้ความรุนแรง อย่างกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บอกว่าจะแก้ปัญหา แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ทำไม่ได้

"นายกฯบอกว่าจะแก้ปัญหาภายในภูมิภาค โดยให้ความสำคัญยึดกรอบอาเซียนเป็นหลัก แต่พอเอาเข้าจริงๆ ท่านกลับใช้กำลังและอาวุธกับประเทศเพื่อนบ้าน หรืออย่างเรื่องเรียนฟรี 15 ปี ก็ไม่ฟรี เพราะมีการเก็บค่าอื่นๆ อีกมากมาย มีหลายอย่างที่ท่านไปพูดเล็กๆ น้อยๆ ก็ปฏิบัติไม่ได้เลย" น.ส.จิตรากล่าว

น.ส.จิตราบอกว่า เป็นครั้งแรกที่ชูป้ายประท้วงนายกฯ เพราะคิดว่ามีโอกาสน้อยมากที่เจอ และเป็นนายกฯที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่อย่างน้อย ก็อยากให้ท่านรู้ว่านโยบายต่างๆ เข้าไม่ถึงและดีแต่พูด เราพยายามสื่อไปที่นายกฯ เพราะเป็นตัวแทน ครม.ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะต้องวิ่งไปแทบทุกกระทรวง

"ไม่ใช่เพราะเป็นคนเสื้อเแดง จึงออกมาประท้วงนายกฯ แต่ไม่ว่าสวมเสื้อสีอะไร ก็มีเสรีภาพในการแสดงออกเหมือนกัน และเรื่องทั้งหมดที่พูดมานั้น สามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะกรณีของคนงานไทรอัมพ์"

สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศได้ดีจริงหรือไม่ ถ้าดีจริงแล้วยังมีคนมาประท้วง..นั่นสิ ถึงมีปัญหา แต่สิ่งที่เจอวันนี้คือ ประชาชนยังไม่มีชีวิตที่ดีขึ้น ภาพคนยืนเข้าแถวตบตีแย่งน้ำมันปาล์มยังเกิดขึ้น ภาพของชาวบ้านที่กระเสือกกระสนหนีสงคราม เหล่านี้ เป็นชีวิตจริง เพราะเกิดจากการบริหารประเทศผิดพลาดหรือไม่

ถามว่ามีการเตรียมวางแผนเดินสายประท้วงไว้อีกหรือไม่ น.ส.จิตรากล่าวว่า "ต้องทำงาน แต่ขึ้นอยู่กับโอกาส เพราะไม่ได้มีเงินเดินสายประท้วง แต่ทำจากความรู้สึกจริงๆ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ขณะนี้อดีตแรงงานไทรอัมพ์ 21 คน ได้รวมตัวกันผลิตสินค้าพวกชุดว่ายน้ำ ชุดชั้นใน ในยี่ห้อไทรอาร์ม ซึ่งตั้งโรงงานอยู่ที่ย่านสุขุมวิท 115 เรามีรายได้จากการนำสินค้าที่ผลิตได้ไปจำหน่ายตามงานสัมมนา และร้านหนังสือต่างๆ หรือจำหน่ายทั่วประเทศและหน้าเว็บไซต์"

น.ส.จิตราโอดครวญว่า วันนี้ข้าวของมีราคาแพงมาก ค่าจ้างวันละ 215 บาท อยู่ไม่ได้ เพราะกินข้าว 1 มื้อก็ 40 บาทแล้ว ถ้าประหยัดหน่อยก็ซื้อข้าวเปล่า ซื้อกับข้าวมากินร่วมกัน ไหนจะต้องจ่ายค่าเช่าบ้านอีกเดือนละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่สำคัญยังต้องมีภาระส่งลูกไปโรงเรียนอีก

ทั้งหมดที่เธอร่ายมาเพื่อสะท้อนให้ถึงหูนายกฯ ว่า ลงมือทำเสียที อย่าดีแต่พูด!!!

Re:

โดย jomyut



Re:

โดย prainn

เสริมให้ครับ

ออล เดอะ ไพร์ม มินิสเตอร์′ส เมน

ที่มา มติชน



โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 มีนาคม 2554)

มีหนังสือและหนังชื่อเดียวกันอยู่หนึ่งเล่มและหนึ่งเรื่อง ที่อาจจะถือเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของผู้ที่สนใจทำอาชีพหนังสือพิมพ์ได้เลย

นั่นคือ ′ออล เดอะ เพรสิเดนท์′ส เมน′ ถอดเป็นไทยหยาบๆ ก็คือ ′รอบตัวท่านประธานาธิบดีทั้งหมดนั่นแหละ′

เป็นบันทึกการทำข่าวคดีวอเตอร์เกต ของสองนักข่าวจากหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ บ๊อบ วู้ดเวิร์ด และ คาร์ล เบอร์สตีน ที่ทำให้ ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐ ต้องลาออกจากตำแหน่ง

เมื่อเป็นหนัง ดารานำที่สวมบทสองนักข่าวจอมคุ้ยก็คือ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด และ ดัสติน ฮอฟแมน

ยังหาอ่านและหาชมกันได้

ถึงวันนี้ก็ยังไม่เชย

เพราะการหลงในอำนาจของผู้มีอำนาจ และกระทำผิดกฎหมายเสียเองทั้งที่มีหน้าที่รักษากฎหมาย รวมไปถึงเมื่อทำผิดแล้วก็ใช้อำนาจที่มีอยู่พยายามปิดบังความผิดไม่ให้ล่วงรู้ถึงสาธารณชนอย่างสุดชีวิตนั้น

เกิดขึ้นแทบทุกที่และทุกวันในโลก

ส่วนถ้ามาเกิดที่เมืองไทย จะต้องตั้งชื่อเรื่องว่า ′ออล เดอะ ไพร์ม มินิสเตอร์′ส เมน′ หรือ ′รอบตัวท่านนายกรัฐมนตรีทั้งหมด′ นั่นแหละหรือไม่

ให้ท่านผู้อ่านพิจารณากันเอาเอง

แต่เรื่องประเภทอยู่ดีๆ คนเป็น ′วอลล์เปเปอร์′ ของนายกรัฐมนตรีอย่าง นายศิริโชค โสภา มุดเข้าไปในเรือนจำเพื่อพบกับนักโทษระหว่างประเทศคนสำคัญอย่าง นายวิคเตอร์ บูท

และทำให้เรื่องที่ประเทศไทยตกอยู่ระหว่างกลางเขาควายของสองมหาอำนาจสหรัฐ-รัสเซียอยู่แล้ว ถูกเสียบเข้าชายโครงทั้งสองข้าง

หรือเรื่องประเภทคนสนิทชนิดใกล้นายกรัฐมนตรีอย่าง นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ เดินดุ่ยๆ เข้าไปในพื้นที่ประเทศกัมพูชา ชนิดที่รู้ว่าเป็นดินแดนเขาและเดี๋ยวจะต้องถูกจับ

แต่ก็ยังอุตส่าห์ ′โชว์พาว′ ด้วยการพูดโทรศัพท์ทั้งที่มีกล้องวิดีโอจับอยู่ว่า

"เรื่องนี้นายกฯรู้คนเดียว"

ล่าสุด คนข้างตัวนายกรัฐมนตรีอีกเหมือนกันที่ถูกระบุว่า เรียกประชุมข้าราชการทั้งหลายเพื่อหารือ ′ลดภาษี′ ให้บริษัทผู้ผลิตบุหรี่รายใหญ่ จำนวนเงินที่เกี่ยวคิดเป็นมูลค่า 68,000 ล้าน

มีการพาดพิงอ้างจุดยืนและท่าทีของนายกรัฐมนตรีด้วยว่าเห็นพ้องกับเรื่องนี้

อุทานเป็นภาษาวัยรุ่นปัจจุบันก็ต้องร้องว่า

บร๊ะเจ้า

ในหนังสือและหนังเรื่องข้างต้นนั้น พยายามบอกเป็นนัยๆ ให้คนอ่านคนดูไปคิดกันต่อเองว่า

ถ้าคนรอบตัวประธานาธิบดีทั้งหมดเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมและการปกปิดอาชญากรรมแล้ว

เป็นไปได้หรือเปล่าที่ตัวประธานาธิบดีจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง

ในทำนองเดียวกัน รอบตัวท่านนายกรัฐมนตรี ชิดใกล้ขนาดจนต่อขนสัมผัสกัน ไปสร้างปัญหาให้ประเทศชาติบ้านเมืองคนละอย่างสองอย่าง

จะให้เข้าใจนายกรัฐมนตรีว่าอย่างไร?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 09/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ยุคข้าวยาก หมากแพง ค่าแรงถูก
ยุคดูถูก ชาวประชาว ว่าโง่เขลา
ยุคบัดซบ กลบสามานย์ มานานเนา
ยุคมัวเมา หลงอำนาจ ขาดคุณธรรม....

รอระเบิด พวงใหญ่ ไล่คนชั่ว
ตายเรียงตัว ย้อนยอก เพื่อตอกย้ำ
ดับไอ้คน จัญไร พวกใจดำ
สุดระยำ ต่ำทราม หยามปวงชน....

ดีแต่พูด ไร้ผลงาน หน้าด้านสุด
ความเลวผุด โชว์สำแดง ทุกแห่งหน
ใช้สำนวน สับปลับ ทำสัปดน
เพื่อหลอกคน โง่งม ผสมโรง....

ประชาชน ข้นแค้น แสนสาหัส
กระหน่ำซัด ซ้ำชีวิต จากพิษสง
แถมมาพูด เฉไฉ บอกให้ปลง
ชาติหน้าคง ดีแน่ ขอแค่รอ....

มันสั่งปราบ ประชาชน จนล้มหาย
อีกคนตาย หลายศพ ใครกลบหนอ
ยังหาเรื่อง ล่าไล่ ไม่เคยพอ
กรรมที่ก่อ รอเชือด อย่างเดือดดาล....

๓ บลา / ๙ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

มาร่วมกันร้องบรรลัย..มาร่วมกันร้องบรรลัย..ร้อง บรรลัย แมลงสาปคาราบาว

ที่มา thaifreenews

โดย kajokkub

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

มันร้องเพลงหลอกคนไทยมานานวัน
คงถึงวันตาสว่างกันแล้วหนา
ชั่งไข่ กู้มาโกง ปล้นเขามา
แอ็ดปลื่มพรรคฆ่าประชาชน...

ฟังเพลงเพื่อ...ชีวิตบัดซบสิ้น
ชีวิตดิ้น อนาถชาติบรรลัย
แอ๊ดนี้เศร้า เศร้าจนน้ำลายไหล
เคลิ้มใจธุรกิจแทนเสียงเพลง

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

...ฮูว์.ควายยยยยย

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

หากินกับรากหญ้ามานาน
ชั่งชั่วช้าสามานต์ทางตนตรี
เลียเผด็จการสันดานอัปรีย์
เลียพรรคที่ฆ่าชีวีประชาชน

ท่วงทํานองสะท้อนชีวิตแท้
นี้หรือ..ไอ้แอ็ดดด ชีวิตจริง
อ้างบรรบุรุษขายน้ำคาเฟอิน
ลืมสิ้นรากหญ้า เนรคุณ

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

มาร่วมกันร้องบรรลัย
มาร่วมกันร้องบรรลัย
ร้อง...บรรลัย..แมลงสาปคาราบาว

.............................................

เชื่อว่าปรากฏการทางตนตรี และท่วงทำนองชีวิต
ของ แอ็ด คาราบาว ที่เกิดขึ้นวันนี้คงไม่ได้ทำให้
หลายคนงง หรือผิดหวังอะไรมาก

เพราะความจริง แอ็ดได้เสื่อมทางเอกลักษณ์ประจำตัว
ทางตนตรี เพื่อปากท้อง มานาน เขาไม่ได้มีอุดมการณ์
ไม่ได้มีวิญญาณที่รักและซื่อตรงกับ ตัวโน๊ตและบทเพลง
ของเขามานานแล้ว

หมายถึงความหมายเพลงทุกเพลงที่เขาแต่งและร้อง
ให้ความหมายอีกแบบ แต่ตัวเขากับดำเนินชีวิตอีกแบบ
เรียกกว่ากลับกับเป็นหน้ามือกับหลังตีนมานาน
เพราะเขาไม่มีวิญญาณที่ฝั่งรากลงไปในทุกถ่อยคำที่เขาแต่งเป็นคำร้อง
และทำนอง

อาจมีวันหนึ่งเขาคิดได้ว่า เพื่อชีวิตเขา ต้องอยากมี อยากได้
เพลงแต่เหมือนสอนสังคมให้ทำอย่างนั้นน่ะ อย่างนี้น่ะ แต่
ตัวเขาเอง ไม่สน ทำอีกแบบ ทำธุรกิจเพื่อปากท้อง มีเงินทอง
ไม่ให้ลูกเรียนแล้วประเทศไทย รถก็ต้องแพงๆจากนอก ชีวิตโลด
แล้นที่มีความสุขในการใช้เงินที่ขายเพลงให้คนฟังหดหู่ในชีวิตบับซบ
ยากจน ขาดแคล้น แดนตาย สามานต์ ร้องด่าการเมือง ด่านักการเมือง
เลวๆ ด่านักการเมืองโกง ไม่มีความสามารถ ด่าสังคมเลวๆไปหมด
ร้องด่าเผด็จการ นั้นคือ ทำนองของเนื้อเพลง ที่เสือกคิดได้และแต่งไป

สัญญาลักษณ์วงก็คือ ควาย ในภาษาฟิลิปปินส์ ประเทศที่เขาไปศึกษาลำเรียนมา
ก็ไม่รู้ว่า แอ็ด เขาให้หมายถึงอะไร ในการเอาควายมาเป็นตัวแทน

อาจจะหมายถึงร้องให้ควายฟัง หรือควายวงนี้ร้องให้คนฟังน่ะ ก็ไม่รู้จริงๆ

แอ็ดดูเหมือนเกลียดนักการเมืองเลวๆ ชั่วๆ โกงๆ เผด็จการเลวๆ
แต่วันนี้เขาแสดงตัวและยืนยันแล้วว่า เขาชอบสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
เห็นดีเห็นงาม ประชาชนทั้งแผ่นดินสิ้นหวังกับพรรคนี้ เดือดร้อน
บริหารจนข้าวยากหมากแพลง คนไทยจะฆ่ากันอยู่แล้ว

แอ็ด ก็มั่นใจแล้วว่า นี้คือพรรคเก่งที่สุด จึงได้เปิดตัวในตอนพรรคต่ำสุดนี้แหละ

อือๆ เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงแล้วแอ็ด อะไรที่แหลร้องแตงเพลงแหลไว้ทั้งหมด
ก็จบด้วยประการละฉะนี้แหล เข้าถูกพรรคเสียด้วย

ชีวิตแอ็ดแสดงออกว่าเขาไม่ใช่คนมีอุดมการณ์อะไร ก็ตั้งแต่ไปทำธุรกิจน้ำเคเฟอิน
เขาทุมเทในกาแต่งคำร้องอ้างบูชาบรรพบุรุษของชาติ เพื่อขายสินค้า
ล่าสุด มาโฆษณา วิตามินบี 12 อันเดียว ว่าจะทำให้คนไทยสมองดี คิดสร้างสรรค์เพื่อชาติ
บ้านเมืองก็เหลว ธุรกิจตัน เพราะเจอไอ้หม่ำ มาเกทับของมันมี บี 1-2-3-4-5-6-7-8-9-10-11-12
เครื่องดื่มเคเฟอินไอ้หม่ำ มีทุกบี อ้าวเวร ก็จบทางธุรกิจซิ แค้น ไอ้หม่ำเข้าพรรคห้อย
แอ็ดเข้าพรรคโหนดีกว่า

แฟนๆคาราบาวแท้ๆ จะเสื้อแดงจะมีไหมเนีย
ณ วันนี้ แฟนๆคาราบาวเสื้อเหลืองจะรักกันอยู่ไหม ขอมือหน่อย พี่น้องคับๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ใบตองแห้งออนไลน์ : อุดมการณ์สื่อ (ใบแทรก) เรื่องหวิดงามหน้าที่สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์

ที่มา ประชาไท

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพิ่งจะเป็นพระเอก เมื่อร่วมกับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ทักท้วงกรณีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 746 ล้านบาทให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานช่วยเหลือแรงงานไทยในลิเบีย โดยในจำนวนนี้มีงบ 5 ล้านบาท เป็นค่าจ้างเผยแพร่ข่าวความคืบหน้าในการช่วยเหลือแรงงานทาง สถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ 10 ครั้งๆ ละ 5 แสนบาท
ซึ่งสมาคมและสภาทักท้วงว่า เป็นภารกิจของสื่อที่จะต้องเสนอข่าวอยู่แล้ว หน่วยงานของรัฐไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย เว้นแต่จะเป็นการจ้างทำพีอาร์บุคคลหรือองค์กรซึ่งไม่มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ผลของการทักท้วงดังกล่าวทำให้อภิสิทธิ์สั่งตัดงบ 5 ล้านบาทออก (ซึ่งก็น่าสนใจติดตามว่างบ 5 ล้านนี้คิดจะเอาไปใช้อย่างไร จ้างสื่อสำนักไหน)
นั่นคือเรื่องที่ต้องปรบมือให้ และยังมีอีกเรื่องที่ต้องปรบมือให้บางคน กับชูนิ้วกลางให้บางคน
เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อยู่ๆ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ก็มีมติให้ส่งตัวแทนเข้ารับการสรรหาเป็นวุฒิสมาชิก ที่องค์กรต่างๆ กำลังส่งชื่อให้ กกต.กันขาขวิด เพื่อคัดเลือกโดย 7 อรหันต์ผู้วิเศษไร้กิเลสตัณหาไม่มีโลภะโทสะโมหะไม่เคยมีพรรคพวกเพื่อนพ้องไม่มีลูกน้องญาติมิตรไม่มีบุญคุณความแค้นกับใคร (บางรายก็นับถือโกเอนก้า) สั่งไม่ได้ ฝากไม่ได้ ล็อบบี้ไม่ได้ แต่ 74 ส.ว.ชุดแรกก็เห็นๆ กันอยู่
อ้าว ชักนอกเรื่อง แต่แค่นั้นก็พอแล้ว เป็นเรื่องแล้ว เพราะในบรรดาองค์กรสื่อทั้งหลาย ซึ่งมีสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็น 3 องค์กรหลัก 2 องค์กรแรกที่เป็นพี่ใหญ่ เขายังไม่ส่งเลย ไหงสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์มีมติให้ส่งคนเป็น ส.ว.
กรณีนี้ยังมีประวัติศาสตร์ ที่หลังรัฐประหาร 3 องค์กรสื่อได้มีมติเสนอชื่อ ภัทระ คำพิทักษ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ สมชาย แสวงการ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ “เจ๊หยัด” บัญญัติ ทัศนียเวช ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จนถูกนักข่าวด้วยกันล่าชื่อค้าน เป็นเรื่องเป็นราวกันใหญ่โต กระทั่งทั้ง 3 คนต้องลาออก เพื่อไปเป็น สนช. (สงสารเจ๊หยัด ต่อสู้เผด็จการมาตลอดชีวิต กลับมาเสียประวัติตอนแก่)
ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้มี ส.ว.สรรหา องค์กรสื่อก็ไม่เกี่ยวข้อง สมชาย แสวงการ, คำนูณ สิทธิสมาน ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรอื่น เช่น สมชาย แสวงการ ได้รับการเสนอชื่อจากมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิด อันมีบุญชัย เบญจรงคกุล เป็นประธานกรรมการ สนธิญาณ (หนูแก้ว) ชื่นฤทัยในธรรม เป็นรองประธานกรรมการ สมชายเป็นกรรมการร่วมกับ ดร.ประกอบ จิรกิติ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์
หลังจากสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยมีมติให้ส่งตัวแทนเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว. อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ บิ๊กค่ายเนชั่น (แขนขวาของหยุ่น) เขียนบทความเรื่อง “เสียงบ่น 'เสียงข้างน้อย' ในองค์กรสื่อ เว้นระยะห่าง-ระยะเห่า-สรรหา ส.ว.” ลงกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ เปิดเผยว่าคณะกรรมการมีเสียงก้ำกึ่ง จึงเชิญที่ปรึกษาไปแสดงความเห็น อดิศักดิ์เป็นที่ปรึกษาคนหนึ่ง เขาไม่เห็นด้วย แต่เขาเป็น “เสียงข้างน้อย” มากๆ ของคณะที่ปรึกษา เสียงส่วนใหญ่โน้มเอียงไปทางสนับสนุน แม้หลายคนเคยไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อเป็น สนช.แต่ครั้งนี้กลับเห็นว่าการนั่งอยู่ข้างนอกทำอะไรไม่ได้มากเท่ากับการเข้าไปอยู่ข้างใน ทำให้สามารถต่อสู้แทนสื่อและประชาชนได้มากกว่า
อดิศักดิ์เห็นว่าสมาคมนักข่าวควรรักษาระยะห่างกับการเข้าไปข้องแวะตำแหน่งทางการเมือง เพื่อมีอิสระในการตรวจสอบการทำงานของ ส.ว. และยังกังวลในกระบวนการสรรหาของ กกต.ที่เริ่มเสียงหึ่งๆ ว่า มีการล็อบบี้กันหนักมากเงินทองสะพัดแน่นอน แม้จะมั่นใจกับ 7 อรหันต์ (ก็ธรรมดา เพราะอดิศักดิ์เชียร์รัฐประหารตุลาการภิวัฒน์มาตลอด)
เรื่องนี้คงจะวิพากษ์วิจารณ์กันหึ่งในวงการนักข่าววิทยุโทรทัศน์นั่นแหละครับ กระทั่งในที่สุด นายกสมาคมคือ วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ คงคิดได้ว่าถ้าขืนปล่อยให้มีมติออกไปอย่างนี้ ก็จะโดนพชร สารพิมพา อำตลอดชาติ จึงตัดสินใจใช้อำนาจนายกสมาคมฯ ยกเลิกมติเสีย ซึ่งก็ทำให้ใครบางคนกินแห้ว
ถามว่าเรื่องนี้ใครอยู่เบื้องหลัง ใครอยากเป็นจนตัวสั่น จนมาผลักดันมติ โดยหวังจะให้สมาคมเสนอชื่อตัวเองเป็น ส.ว.สรรหา ผมไม่รู้ แต่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 8 มีนาคม เขียนไว้ในคอลัมน์ซุบซิบการเมือง ไปหาอ่านกันเอง
ใบตองแห้ง
9 มี.ค.54