ที่มา มติชน นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ รักษาการโฆษกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงนั้น ในวันที่ 12 มีนาคม จะนัดชุมนุมตั้งเวทีปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งแต่ 15.00 น .โดยไม่มีกำหนดว่าจะจบเมื่อไร ซึ่งแม้จะไม่ใช่การชุมนุมยืดเยื้อ แต่เราจะเปิดโอกาสให้แกนนำคนเสื้อแดงที่เพิ่งได้รับอิสรภาพทุกคนได้พูดจาปราศรัยกับพี่น้องประชาชนจนครบทุกคน รวมไปถึงการวิดีโอลิงก์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้น จึงจะแยกย้ายกันกลับ รวมไปถึงวันที่ 19 มี.ค. จะเป็นการนัดชุมนุมใหญ่เนื่องในวันครบรอบ 10 เดือนในการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. ที่สี่แยกราชประสงค์ จากนั้น 15.00 น. จะเคลื่อนขบวนไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน นอกจากนี้ คนเสื้อแดงยังมีนัดกันในวันที่ 26 มี.ค.ในฟรีคอนเสิร์ตแกนนำคนเสื้อแดงที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ในชื่อ �รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรมŽ จากนั้น ในวันที่ 9 เมษายน ก็จะมีการอบรมแกนนำคนเสื้อแดงจำนวนประมาณ 1,500 คนจากทุกภูมิภาคและ 50 เขตในพื้นที่ กทม. ในนามของโรงเรียน นปช.-แดงทั้งแผ่นดิน เป็นครั้งแรกหลังการสลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งจะเป็นการเตรียมการสำหรับการชุมนุมใหญ่วันที่ 10 เมษายนที่จะรำลึก 1 ปีการฆ่าประชาชนที่สี่แยกคอกวัวด้วย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, March 9, 2011
โฆษกแดงเผย"ทักษิณ"นัดวิดีโอลิงก์12มี.ค.-เตรียมเปิดร.ร.นปช.ภาค2
พีมูฟ ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 20 ธาตุแท้รัฐบาล แก้ปัญหาโดยใช้หลักกู
ที่มา มติชน วันที่ 9 มีนาคม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 20 "ธาตุแท้รัฐบาล แก้ปัญหาโดยใช้หลักกู" มีเนื้อหา ดังนี้ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เป็นขบวนการของเกษตรกรและคนจนเมืองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้รับผลกระทบอันเลวร้ายจากนโยบายการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วยกลุ่มคนจน ๔ เครือข่าย ๓ กรณีคือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.), เครือข่ายสลัม ๔ ภาค, สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) , และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) ชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้พิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลและคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อุบลราชธานี จำนวน ๕๔๐ กรณีปัญหา ได้รวมตัวกันปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณหน้าลานพระรูปทรงม้า กรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ค้างคามายาวนาน ผลการแก้ไขปัญหามีบางส่วนที่มีความก้าวหน้า เช่น โครงการนำสนับสนุนคนไร้บ้าน โครงการนำร่องแก้ไขปัญหาเกษตรกรภายใต้สถาบันกองทุนธนาคารทิ่ดนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนจำนวน ๑๖๗ ล้านบาทเป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาโดยส่วนใหญ่ กลับไม่มีความคืบหน้า มิหนำซ้ำกลับถูกละเมิดสิทธิมากขึ้น ทั้งนี้พวกเราได้ใช้ความพยายามในการเปิดการเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งอนุกรรมการต่างๆที่นายกฯและรมต.สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แต่งตั้ง หลายปัญหาได้รับการแก้ไข และหลายปัญหาเช่น พื้นที่บ้านเก้าบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้นำทหารมาแก้ปัญหาที่ดินทำกินโดยมีเป้าหมายขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ และกรณีปัญหาอื่นอีกกว่า ๓๐๐ กรณีปัญหา (จากทั้งหมด ๕๔๐ กรณีปัญหา) ก็ยังไม่มีข้อสรุปโดยเฉพาะกรณีปัญหาเขื่อนปากมูล ต่อการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล พวกเราเคยได้รับการยืนยันจากปากนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้ง ฯพณฯ เดินทางไปที่บ้านของพวกเรา (๑๐ ต.ค.๕๒) เราต้อนรับ ฯพณฯ เยี่ยงมิตร และยื่นไมตรีอันบริสุทธิ์ต่อ ฯพณฯ ผ่านมาปีเศษ ฯพณฯ กลับตัดไมตรีด้วยการตกลิ่มปัญหาให้จมหนักไปอีกในการประชุมครม.เมื่อวานนี้ พวกเราผิดหวังต่อมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่รับฟังเหตุผลทางวิชาการและเลือกใช้วิธีซื้อเวลา พวกเรายืนยันว่า กรณีเขื่อนปากมูลได้มีข้อยุติที่ชัดเจนที่สุด และเพียงพอที่จะตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ แต่รัฐบาลกลับซื้อเวลาออกไปอีก พฤติการณ์ของรัฐบาลครั้งนี้ เราเห็นว่า นี่คือการไม่จริงใจในการแก้ปัญหา คดีก็ไม่มีความคืบหน้า เราต้องการหยุดดำเนินคดีแต่รัฐบาลไม่นำเรื่องนี้เข้าพิจารณาเท่ากับว่า ต้องการทำลายขบวนพี่น้องด้วยคุกตาราง ดังนั้น นับจากนี้เป็นต้นไป เรามิอาจร่วมมือกับรัฐบาลชุดนี้ได้อีกต่อไป เราขอประกาศร่วมกันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมที่จะแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลอีกต่อไป และเราหวังว่าหลังการเลือกตั้งใหม่ เราจะกลับมาอีกครั้ง เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม คนจนทั้งผองพี่น้องกัน นอกจาก แถลงการณ์ ลงวันที่ 9 มีนาคม แล้ว พีมูฟ ยังได้ ออก "คำประกาศคนจนเมื่อข้อตกลงถูกละเมิด ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลทำได้แค่หักหลังชาวปากมูน" นี่คือคำประกาศความจริง ที่สั่งสมมาจากการเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรม พวกข้าพเจ้าผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูลมาเป็นเวลากว่า ๒ ทศวรรษ ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเราได้ใช้ความพยายามในการนำเสนอความจริง ความจริงอันเป็นวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำมูนที่พึ่งพาแม่น้ำมูนอย่างสมดุล ตราบจนกระทั่งมีการสร้างเขื่อนปากมูลได้มาทำลายวิถี อันเป็นชีวิตของพวกเราจนล่มสลายลง ชาวบ้านในพื้นที่ ๓ อำเภอ กว่า ๖,๐๐๐ ครอบครัว ต้องประสบชะตากรรมการพลัดพราก ความสูญเสียที่เกิดจากน้ำมือของรัฐ ที่อ้างว่าการพัฒนา การพัฒนาที่จะนำมาซึ่งความเจริญ การกินดีอยู่ดีมาสู่คนลุ่มน้ำมูน แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะมันคือการทำลายล้าง ณ ลานกว้างที่แผดร้อน ต่อหน้าหมุดทองเหลือง หมุดที่จารึกการประกาศการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของคณะราษฎร รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในอาณาบริเวณแห่งนี้ โปรดจงเป็นสักขีพยาน พวกเรา ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนา และนโยบายการพัฒนา การพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม การพัฒนาที่ไปแย่งยื้อทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นของเราและบรรพบุรุษของพวกเราไป เขื่อนปากมูล คือรูปธรรมของการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง เราบอกท่านว่าแม่น้ำมูนเป็นแหล่งดำรงชีวิตของพวกเรา ผืนดินริมตลิ่งอันเป็นดินตะกอนแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการทำการเกษตร พรรณไม้ที่มีมากมายหลายชนิด เราได้ใช้เป็นสมุนไพรในการรักษาโรค เห็ดหลายชนิด เราได้ใช้เป็นอาหารและขายเป็นรายได้ให้ครอบครัว รวมทั้งพื้นดินที่พวกท่านเอาไปเป็นอ่างเก็บน้ำยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและ สัตว์ปีก รวมทั้งยังเป็นพื้นที่เลี้ยง วัว ควาย ของพวกเราอีกด้วย แก่งต่าง ๆ ตามลำน้ำ แก่งเหล่านั้น เป็นที่อาศัย หากิน และแพร่ขยายพันธ์ของปลาน้ำจืดที่มีอยู่มากกว่า ๒๖๕ ชนิด สิ่งเหล่านี้หายไปพร้อมกับการเก็บกักน้ำของเขื่อนปากมูล ต่อเขื่อนปากมูล และนักสร้างเขื่อนทั้งหลาย พวกเราขอบอกต่อพวกท่านทั้งหลายว่า พวกเราสั่งสอนลูกหลานของพวกเราว่า แม่น้ำมูนคือแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ อันหมายถึงชีวิตของพวกเรา เราสอนให้ลูกหลานของเรารัก และบูชาแม่น้ำมูนเสมือนหนึ่งแม่ผู้ให้กำเนิด เสมือนแม่ผู้ให้ชีวิตแก่เขา เราสอนให้ลูกหลานของพวกเรานำอัฐิ และเถ้าถ่านของเราเมื่อสิ้นชีวิต โปรยลงสู่แม่น้ำมูน เผื่อให้เราจะได้ทักทายกันในทุกครั้งที่ลูกหลานของเราลงหาปลา ต่อหมุดทองเหลือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอาณาบริเวณนี้ ได้โปรดเป็นพยานด้วยว่า วันนี้ในการกระทำ และความมุ่งมั่นของพวกเราด้วยว่า เราจะทวงคืนแม่น้ำมูน ทวงคืนวิถีชีวิตของพวกเรา เราขอยืนยันว่า เราจะดำเนินวิธีการตามครรลองแห่งแนวทาง แห่งสันติ ประชาชนจงเจริญ
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
๙ มีนาคม ๒๕๕๔ / ณ หมุดทองเหลือง คณะราษฎร ๒๔๗๕ ลานพระรูปทรงม้า
ณ พื้นที่แห่งประวัติศาสตร์นี้ เป็นประจักษ์พยานด้วยว่า นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ที่กำลังมีการก่อสร้างเขื่อนปากมูล ครั้งนั้นพวกเราได้พร่ำบอกแก่พวกท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายว่า กรุณาได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านด้วย เพราะชาวบ้านมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการอาศัยทรัพยากรธรรมชาติธรรมชาติ
พวกท่านรู้ไหมว่า ทุกครั้งที่พวกเรามองดูน้ำในลำน้ำมูน เราได้ยินเสียงร่ำไห้ คร่ำครวญของวิญญาณบรรพบุรุษของเรา พวกเขาร่ำไห้ ตัดพ้อ ต่อว่า ต่อพวกเราที่เป็นลูกหลาน ว่า พวกเราทำไมเย็นชา ไม่ปกป้องวิถีชีวิต ไม่ปกป้องอาชีพ อาชีพที่จะดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์และวัฒนธรรมการหาปลาที่ควรจะสืบทอดต่อ พวกเราเราต้องก้มหน้าเก็บงำความข่มขื่น เราขลาดเขลาเกินกว่าที่จะเงยหน้ามองผืนแผ่นน้ำ พวกเรากลัวคำถามจากแม่น้ำมูน จากวิญญาณบรรพบุรุษ ที่สำคัญพวกเรากลัวคำถามของจิตสำนึก ต่อจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ เราจึงปล่อยให้ความข่มขื่นนี้ ซึมซับลงสู่ก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความการต่อสู้ เราทำได้แค่ความพยายาม แม้ความพยายามนี้จะยังไม่บรรลุ เราจะพยายามต่อไป
ต่อหมุดประวัติศาสตร์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณนี้ ข้าพเจ้าผู้เดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนปากมูล พวกเราขอตั้งจิตปฏิญาณว่า ในสายใยแห่งมวลสรรพชีวิตในโลกนี้ มนุษย์มิใช่เจ้าของสรรพสิ่ง แต่มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสรรพชีวิตเท่านั้น การกระทำใดของมนุษย์ที่เป็นการทำลายชีวิตอื่น ก็เท่ากับมนุษย์ได้ทำร้ายชีวิตของตนเองลงไปด้วย
เราขอบอกให้พวกท่านทั้งหลายได้โปรดสั่งสอนบุตรหลานของท่าน ให้สำนึกและหวงแหนที่ฝังเถ้าถ่านบรรพบุรุษของพวกเขา เช่นเดียวกับที่พวกเราสั่งสอนบุตรหลานของพวกเราด้วย เผื่อบุตรหลานของพวกท่านจะได้ตระหนักและยุติ ละ เลิก การกระทำดังเช่นพวกท่านนักสร้างเขื่อนได้กระทำไว้แก่พวกเรา
พวกเรามิอาจร้องขอให้พวกท่านนักสร้างเขื่อนทั้งหลายได้กรุณาปลดปล่อย หรือคืนวิถีชีวิตให้แก่พวกเราได้ แต่พวกเราขอบอกแก่พวกท่านนักสร้างเขื่อนทั้งหลายได้ทราบว่า เราจำเป็นต้องปกป้องและทวงคืนแม่น้ำมูน แม่น้ำมูนอันเป็นที่กลบเถ้าถ่านบรรพบุรุษของพวกเรา เยี่ยงท่านและบุตรหลานของพวกท่านพึงกระทำในการปกป้องเถ้าถ่านบรรพบุรุษของพวกท่าน
๒๐ ปี ที่ผ่านมา เราเหนื่อย เราลำบาก ในการต่อสู้และการทำความจริงให้ปรากฏ และท้ายสุดพวกเราก็ประสบความสำเร็จ เมื่อคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นได้มีข้อสรุปชัดเจนมากว่า ให้มีการเปิดประตูเขื่อนอย่างถาวร และการเยียวยาเพื่อฟื้นฟูชีวิตชาวบ้านที่ล่มสลายมาตั้งแต่เขื่อนปากมูลเปิดใช้งาน เราดีใจ เรามีความหวังว่าวิถีชีวิตเราจะกลับคืนมา
๘ มีนาคม ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีมีมติ ไม่ตัดสินใจ โดยให้ไปศึกษาข้อมูลอีก ๔๕ วัน อันเป็นการซื้อเวลา ซื้อเวลาโดยไม่มีเหตุผล และความชอบธรรมใด อันเป็นการหักหลังคนปากมูน
ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลดังกล่าว เรามิอาจยอมรับความไร้เหตุผลของรัฐบาลชุดนี้ได้ เราขอประกาศยุติการร่วมมือใด ๆ กับรัฐบาลชุดนี้อีกต่อไป และขอเรียกร้องให้ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมได้ร่วมกันยุติความร่วมมือกับรัฐบาลที่อำมหิตนี้ด้วย เราขอวิงวอน
ข้าฯ แด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดเป็นพยาน และดลบันดาลอำนวยชัยชนะในการทวงคืนแม่น้ำมูน ให้แก่พวกข้าพเจ้าด้วย เพื่อให้พวกเราได้กล้าสู้หน้าต่อวิญญาณบรรพบุรุษของพวกเรา และวิญญาณบรรพบุรุษของพวกข้าพเจ้าจะได้เลิกคร่ำครวญ ร่ำไห้เสียที พวกข้าพเจ้าทั้งของตั้งจิตปฏิญาณ ปฏิบัติการการกู้คืนแม่น้ำมูนให้จงได้
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
๙ มีนาคม ๒๕๕๔
ทำไมน้ำมันปาล์มถึงแพง ฟังคำตอบจาก"จอห์น วิญญู"ไอเฮียร์ทีวี
ที่มา มติชน
เจาะข่าวตื้น กับ จอห์น วิญญู ช่อง ไอเฮียดอตทีวี ตามไปเจาะข่าวเรื่องทำไมน้ำมัน(ปาล์ม)แพง จนขาดตลาด อยากรู้อยากฮา ตามเข้าไปดูเดี๋ยวนี้ ..!!!
เปิดใจ "นิมุ มะกาเจ" 7 ปีไฟใต้ต้องล้างเงื่อนไข "เจ้าหน้าที่รัฐ" เป็นผู้มีอิทธิพลเสียเอง
ที่มา มติชน
สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่าน "หลักไมล์ 7 ปี" ด้วยความหวัง ทั้งการที่รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนำร่องในบางอำเภอของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามด้วยการเร่งใช้มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เพื่อเปิดยุทธการแย่งชิงมวลชนจากฝ่ายขบวนการก่อความไม่สงบอีกระลอก
แต่แล้วความหวังของทุกฝ่ายที่ต้องการเห็นสันติสุขเกิดขึ้นในพื้นที่กลับต้องพังทลาย เพราะเปิดศักราชมาแค่เพียง 2 เดือนก็มีเหตุรุนแรงขนาดใหญ่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน เหมือนย้อนเวลากลับไปห้วงที่สถานการณ์ยังร้อนแรงถึงขีดสุดช่วงปี 2548 ถึง 2550 เลยทีเดียว
ทำให้มีเสียงถามกันเซ็งแซ่ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ชายแดนใต้ ไหนรัฐบาลว่าเดินถูกทางแล้วไง?
นายนิมุ มะกาเจ ผู้ทรงคุณวุฒิจังหวัดยะลา และประธานสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดยะลา ในฐานะผู้นำศาสนาที่เฝ้ามองปัญหามาเนิ่นนาน มีคำตอบของคำถามดังว่านั้น พร้อมทั้งบทฟันธงว่า "ใคร" คือผู้สร้างเงื่อนไขตัวจริงที่สามจังหวัดชายแดน
O คิดอย่างไรกับการที่รัฐบาลนำร่องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินบางอำเภอในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้?
เราต้องมองที่มาที่ไปของการใช้กฎหมายพิเศษฉบับนี้ ต้องยอมรับว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างกว้างขวาง ทำให้มีผู้คนได้รับผลกระทบและเดือดร้อนเสียหายจำนวนมาก การริเริ่มยกเลิกผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันจะปลดความรู้สึกที่ไม่ดีทิ้งไป
ที่ผ่านมากฎหมายพิเศษทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบ ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้เหมือนกับประชาชนคนไทยในจังหวัดอื่นๆ ผมคิดว่าการนำร่องยกเลิกจะทำให้สถานการณ์ในพื้นที่เปลี่ยนไป บทบาทของกำลังประจำถิ่นจะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) หรือ อส. (อาสารักษาดินแดน) น่าจะมากขึ้น ส่วนกำลังทหารคงเข้ามาช่วยเหลือเมื่อมีความจำเป็น ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่เกิดความสบายใจมากขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม เมื่อริเริ่มยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษแล้ว รัฐก็ควรหันมาใช้มาตรการทางสังคมร่วมในการแก้ไขปัญหา ด้วยการส่งเสริมการประกอบอาชีพ การศึกษา และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน
ที่สำคัญการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจะส่งผลทางจิตวิทยา คือประชาชนทั่วไปจะมองว่าสถานการณ์กำลังคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว แสดงว่าคนในพื้นที่ได้รับผลกระทบน้อยลง แต่อยากย้ำว่าการรักษาความปลอดภัยโดยรัฐยังต้องคงเดิม เช่น ชุดรักษาความปลอดภัยครู ต้องทำต่อไปเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่
O นายกรัฐมนตรีบอกว่าการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นการใช้การเมืองนำการทหาร เห็นด้วยหรือไม่?
ผมเห็นด้วย และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมคือ 1.กฎหมายฉบับนี้ใช้มานาน มีการกักตัวผิดคนด้วย การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.2548 และต่ออายุทุกๆ 3 เดือนมาแล้ว 20 กว่าครั้ง รวมระยะเวลามากกว่า 5 ปี สิ่งที่กระทบกับประชาชนอย่างชัดเจนที่สุดคือการเอาตัวผู้ต้องสงสัยมากักไว้ได้ 30 วันเพื่อซักถาม ในกรณีที่กักถูกตัวก็ไม่มีปัญหา แต่มีการกักผิดตัวหลายครั้ง ทำให้เกิดผลกระทบ และมีกระแสเรียกร้องมาตลอดให้ยกเลิก
2.รัฐน่าจะมีข้อมูลสะสมที่น่าเชื่อถือพอสำหรับโครงสร้างของกลุ่มก่อความไม่สงบแล้ว ผมเชื่อว่าผ่านมา 7 ปี กอ.รมน.ภาค 4 (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4) น่าจะเก็บรวบรวมข้อมูลและสถิติการก่อเหตุของทุกอำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จึงอยากให้พิจารณายกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติม แล้วใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงแทน ก่อนนำไปสู่การใช้กฎหมายปกติในพื้นที่ตามเสียงเรียกร้องของประชาชน
3.เมื่อยกเลิกกฎหมายพิเศษต้องไม่ลืมเรื่องชุมชนเข้มแข็ง จุดนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก การเลือกยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใน อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี เพราะมีข้อมูลประจักษ์ว่าในชุมชนมีความเข้มแข็ง ให้ความร่วมมือด้วยดีทั้งกับรัฐและระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ถือเป็นกรณีตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่นๆ แม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดยะลายังเห็นความสำคัญของการมีชุมชนเข้มแข็ง จึงมอบหมายให้ผู้นำสี่เสาหลักในพื้นที่ ได้แก่ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และผู้นำทางธรรมชาติ ให้มาร่วมไม้ร่วมมือกันดูแลประชาชน
4.ต้องบูรณาการพลังของสังคมในทุกภาคส่วน แล้วสนับสนุนให้มีงบประมาณเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข้ง สามารถบริหารงานได้เอง ตั้งกฎเกณฑ์กติกาและป้องกันตัวเองได้
O มีเสียงวิจารณ์ว่าการที่รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินช่วงปลายปีที่แล้ว และเดินหน้าใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง พร้อมๆ กับทุ่มงบพัฒนาลงพื้นที่จำนวนมาก มีเป้าหมายทางการเมืองเพื่อหวังผลเลือกตั้งซึ่งจะมีขึ้นในปีนี้...
ก็อาจจะมีส่วน แต่เราน่าจะมองที่ผลของมันมากกว่า เพราะตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างมาก ทำให้ชาวบ้านเบื่อหน่ายและไม่ร่วมมือกับรัฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐที่มาปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เองก็มีปัญหา บางส่วนนอกจากไม่ได้มาช่วยแล้วยังมาสร้างเงื่อนไขเพิ่มขึ้นอีก ที่สำคัญเกือบทั้งหมดขาดความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น
ผมเชื่อว่าท่านนายกฯเองคงจะมีข้อมูลในส่วนนี้ จึงน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ท่านตัดสินใจยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเท่าที่ดูรัฐบาลก็ยกเลิกเฉพาะพื้นที่ที่มีความพร้อมและต้องการจริงๆ อย่าลืมว่ามีบางพื้นที่เหมือนกันที่เขาไม่ต้องการให้เลิก แสดงว่ารัฐบาลก็มีแผนและข้อมูลพอสมควร จุดนี้ถ้าเรียกว่าเป็นการเอาใจก็อาจจะส่วนหนึ่ง แต่เป็นการเอาใจที่ได้ใจ ไม่ใช่เอาใจแล้วเสียหาย
O รัฐบาลยังมีนโยบายเตรียมลดกำลังพลในพื้นที่ และเร่งใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงแทน คิดว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?
เรื่องนี้เราก็รับทราบโดยภาพรวมๆ แต่รูปธรรมยังเห็นไม่ชัด เพราะฉะนั้นหากจะนำ พ.ร.บ.ความมั่นคง โดยเฉพาะมาตรา 21 มาใช้ ก็ควรประชาสัมพันธ์ให้คนในพื้นที่ได้รับทราบและมีส่วนร่วมคิดร่วมทำ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดซ้ำซ้อนอีกในอนาคต
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำก็คือ การทุ่มงบพัฒนาลงมาในพื้นที่ ไม่ว่าจะใช้ชื่อว่าปฏิบัติการไทยเข้มแข็งหรือจะเปลี่ยนชื่อเป็นอะไรก็ตาม การทุ่มงบเพื่อแก้ปัญหาประชาชนถือเป็นเรื่องดี แต่ประเด็นที่ต้องติดตามตรวจสอบคือผลสัมฤทธิ์
สมมติว่าเขียนโครงการแล้วประชาชนทำได้เอง ทำเพื่อประชาชนด้วยกันเองหรือเพื่อชุมชน โดยมีหน่วยงานรัฐเป็นผู้ติดตามผลว่าชาวบ้านได้อะไร ถ้าได้ผลดีก็ทำโครงการต่อเนื่องปีที่ 2 ปีที่ 3 จนเกิดความสัมพันธ์เป็นระบบเครือข่าย ถ้าทำได้แบบนี้ก็น่าสนับสนุน คือทำจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน
แต่ปัญหาทุกวันนี้ก็คือเรายังไม่มีหน่วยงานใดประเมินว่าโครงการที่ลงมานั้น กี่เปอร์เซ็นต์ที่เป็นโครงการจากข้างล่างขึ้นข้างบนแบบที่ผมพูด และกี่โครงการที่มีลักษณะสั่งจากข้างบนลงมาข้างล่าง ผมคิดว่าภาครัฐน่าจะทำการประเมินผลสัมฤทธิ์ แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์มากที่สุดและงบประมาณไม่สูญเปล่า ไม่ถูกมองว่าผลาญงบ
O มองแนวโน้มสถานการณ์หลังผ่าน 7 ปีไฟใต้อย่างไร?
ช่วงแรกมุมมองของเจ้าหน้าที่มองว่าปัญหาภาคใต้มาจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่ต่อมาก็รู้ว่ามันไม่ใช่ มันมีขบวนการอื่นๆ ร่วมผสมโรงด้วย เช่น กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ลับลอบขนสินค้าหนีภาษี หรืออบายมุข แม้แต่เรื่องการเมืองท้องถิ่น ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างเงื่อนไขในพื้นที่ทั้งสิ้น และยังมีมือที่สามที่ไม่ต้องการให้สถานการณ์สงบด้วย
ประเด็นเหล่านี้ทำให้เจ้าหน้าที่มองปัญหาระยะแรกกับระยะปัจจุบันต่างกัน ฉะนั้นประเด็นการเกิดปัญหาและการแก้ไขจึงต้องแตกต่างกันด้วย หากรัฐเดินหน้าลดเงื่อนไขในแนวทางที่ถูกต้อง ผมก็เชื่อว่าปัญหาภาคใต้ยังมีทางออก
O อยากให้ช่วยขยายความเรื่องการลดเงื่อนไขในแนวทางที่ถูกต้อง...
ผมคิดว่าต้องมองที่ตัวเจ้าหน้าที่รัฐก่อน เพราะเท่าที่ผมทราบข้อมูลมา เรื่องร้องเรียนผ่าน ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) จำนวน 612 เรื่องนั้น เป็นพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐมากถึง 95 เรื่อง แสดงว่าไม่ใช่น้อย
ประเด็นนี้จะต้องมีการอบรมเจ้าหน้าที่รัฐที่ลงพื้นที่มาใหม่ๆ หรือคนเก่าที่ไม่รู้ตัวว่าสร้างเงื่อนไขอยู่ตลอด อีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มประชาชนที่แตกออกเป็นหลายกลุ่ม ไม่รู้ขึ้นอยู่กับใคร หรือมีใครคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง การแตกเป็นกลุ่มลักษณะนี้เป็นสิ่งไม่ค่อยดี เราจะทำอย่างไรให้พื้นที่นี้ผนวกกันเป็นหนึ่ง
O รัฐบาลทุกชุดชอบพูดว่าแก้ปัญหาภาคใต้มาถูกทางแล้ว ในมุมมองของท่านคิดว่าถูกทางหรือยัง?
เราก็ถือว่าบางส่วนเดินทางมาถูกทาง ตรงกับเป้าหมาย คือตรงกับผู้ที่สร้างเงื่อนไข แต่สิ่งที่เราเสียดายมากคือการที่เจ้าหน้าที่รัฐกลับเป็นฝ่ายไปมีส่วนร่วมในการสร้างเงื่อนไขเสียเอง และไม่มีความจริงจังในการปราบปรามหรือลดเงื่อนไขอย่างเพียงพอ มีหลายหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่รัฐบางคนในหน่วยงานนั้นๆ เป็นผู้ค้ายาเสพติด เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็รู้ แต่ก็ไม่จัดการอะไร เพราะมีอำนาจจากข้างบนคอยคุ้มครอง ทำให้ปัญหาแก้ไม่ตก
อย่างไรก็ตาม หากให้ประเมินในภาพรวม ผมคิดว่าสถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นเป็นลำดับ ถึงวันนี้อยู่ในระดับที่ดีราว 60–65 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเกินครึ่ง แต่โจทย์ข้อใหญ่คือทำอย่างไรถึงจะให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ในอนาคต จุดสำคัญที่ผมอยากเสนอคือต้องลดเงื่อนไข โดยเฉพาะจากตัวเจ้าหน้าที่เองจนทำให้กลายเป็นผู้มีอิทธิพลมากในสามจังหวัดปัจจุบันนี้ เราจะทำอย่างไรให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ศอ.บต.หรือแม่ทัพมีพลังมากขึ้น เพื่อล้างอิทธิพลและคนที่สร้างเงื่อนไขเหล่านี้ให้หมดไปโดยปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก
(เรื่องและภาพ โดย แวลีเมาะ ปูซู โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา )
'กกต.สดศรี'เสนอชะลอยุบสภา
ที่มา ข่าวสด
รายงานพิเศษ
การเมืองเดินเข้าสู่ช่วงไฮไลต์ เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาย้ำเรื่องการยุบสภาถี่ว่าไม่เกินครึ่งปีแรก ล่าสุดก็ส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นไปอีกว่าการยุบสภาในเดือนต.ค. ช้าเกินไป
ขณะเดียวกัน นายกฯ ยังมีคิวเดินสายพบกกต. ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งในวัน ที่ 11 มี.ค.นี้ หารือถึงความพร้อมและอุปสรรคปัญหาในการเลือกตั้ง
ก่อนถึงเหตุการณ์สำคัญ นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการ เมือง ใช้โอกาสช่วงเดินทางไปเป็นประ ธานเปิดการฝึกอบรมตามโครงการ "เสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของสาขาพรรคการเมืองประจำปีི" ให้กับผู้แทนสาขาพรรคการเมืองและพนักงานกกต.ประจำจังหวัด 150 คน
มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเลือกตั้งไปถึงนายกฯ ดังนี้
กรณีนายกฯ จะเข้าหารือกับกกต.ในวันที่ 11 มี.ค. ถึงวันที่เหมาะสมในการเลือกตั้งนั้น ทราบจากข่าวเท่านั้น เบื้องต้นกกต.ยังไม่ได้รับการติดต่อ นายกฯน่าจะมี หนังสือมา
เมื่อนายกฯ มาหารือกับกกต. จะต้องคุยกันในเรื่องวันเหมาะสมในการเลือกตั้ง สมมติจะยุบสภาในเร็วๆ นี้ แสดงว่าจะต้องมีการเลือกตั้งในเดือนเม.ย.
กกต.คงต้องแจ้งให้ทราบว่าในเดือนเม.ย. จะมีวันหยุดยาวหลายวัน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอาจเดินทางไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัด การกำหนดวันเลือกตั้งในช่วงดังกล่าว จะทำให้มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อย กกต.ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น
นอกจากนี้จะแจ้งให้นายกฯ ทราบถึงปัญหาของกกต. กรณีที่มองว่ามาตรา 7 วรรคท้ายของรัฐ ธรรมนูญฉบับแก้ไข กำหนดว่าหากการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ไม่แล้วเสร็จ แล้วให้กกต.ออกประกาศกำหนดวิธีการและหลักเกณฑ์ในการเลือกตั้งนั้น
จะเป็นการกำหนดให้ออกประกาศได้เพียงฉบับเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้กับกรณีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ถ้ารัฐบาลจะยุบสภาในระยะเวลาอันใกล้ ต้องมีความชัดเจนให้กับผู้ปฏิบัติงานว่าจะไม่เกิดปัญหาใดๆ ตามมา กกต.จะถามรัฐบาลว่า เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ จะแก้ไขให้กับกกต.ได้หรือไม่ หรือจะชะลอการยุบสภาออกไปก่อน
รวมทั้งจะถามนายกฯ ว่า มีเจตนาจะยุบสภาเมื่อไร เป็นเรื่องที่กกต.ต้องชี้แจงให้นายกฯ ทราบ
แต่ถ้านายกฯ บอกว่าจะต้องยุบสภาเพียงอย่างเดียว จะเป็นภาระหนักกับกกต. โดยอาจต้องพิจารณาว่าควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ว่า จะสามารถออกประกาศข้อกำหนดเกี่ยวกับกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับดังเช่นกฎหมายเลือกตั้งได้หรือไม่
เพราะกกต.ไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องศาล เกี่ยวกับอำนาจและการจัดการเลือกตั้งของกกต.กันภายหลัง
ปัญหากฎหมายลูก 2 ฉบับนั้น รัฐบาลจะมาบอกว่าให้กกต.รับผิดชอบผู้เดียวคงไม่ได้ รัฐบาลกับกกต.ต้องทำงานร่วมกัน เมื่อยุบสภาแล้วรัฐบาล จะกลายเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ
กกต.จึงอยากให้ในระหว่างที่รัฐบาลมีอำนาจเต็มอยู่ ทำทุกอย่างให้จบเสียก่อน แล้วค่อยมีการยุบสภา ซึ่งการจัดการเลือกตั้งนั้นไม่เป็นปัญหาเลย เวลานี้กกต.ก็เตรียมแผนการต่างๆ ไว้เป็นตุ๊กตาแล้ว
เช่น ถ้ายุบสภาวันที่เท่านี้ ช่วงนี้ ต้องมีการรับสมัคร มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่จะใช้การจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อป้องกันการร้องเรียนว่ามีการทำมิชอบ โดยประสานกับหน่วยงานของรัฐแล้วในการจะเป็นผู้จัดพิมพ์ เช่น สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม กกต.เป็นห่วงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ว่าอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง รวมทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทำให้นักการเมืองแต่ละฝ่ายไม่สามารถไปหาเสียงในทุกพื้นที่ได้
กกต.กำลังพิจารณาว่าหากมีการยุบสภา แล้วอาจต้องขอกำลังทหารเข้าไปดูแลความปลอด ภัยของผู้สมัคร โดยจุดนี้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กกต.ต้องของบประ มาณในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ ในวงเงินที่สูงกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา
ขณะนี้กกต.มีเจ้าหน้าที่ในแต่ละจังหวัดรวมแล้วแค่ 2 คนอุปกรณ์ในการป้องกันม็อบก็ไม่มี
ถามว่าถ้าสถาน การณ์ความขัดแย้งยังเป็นอยู่อย่างนี้ ฝ่ายหนึ่งไปหาเสียงในพื้นที่ของอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ถามว่าในช่วงที่มีการเลือกตั้งควรมีการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่อยากให้พิจารณา
ซึ่งในส่วนของกกต. ถ้าถึงจุดนั้นมีความรุนแรงเกิดขึ้น กกต.อาจจำเป็นต้องเสนอขอเรื่องนี้ไปยังรัฐบาล
สำหรับกรณีจะเข้าไปตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์จัดงานระดมทุนเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง อาจเอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใดหรือไม่นั้น
การจัดงานระดมทุนของพรรคการเมือง เหมือนกับการขอรับบริจาคเงินให้พรรคการเมือง ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 54 กำหนดให้พรรคการเมืองที่หาเงินในการระดมทุนจากการบริจาค ไม่ว่าจะเป็นจัดเลี้ยงต่างๆ จะถือเป็นเงินบริจาค
ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์วางเป้าไว้ 600 ล้านบาท และแจ้งให้กกต.ทราบเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมาแล้ว
ทั้งนี้งานระดมทุนดังกล่าว พรรคประชาธิปัตย์ต้องแจ้งถึงการรับบริจาคดังกล่าวในกรณีที่มีผู้สนับสนุนการระดมทุนมากกว่า 1 แสนบาทขึ้นไป โดยจะต้องรายงานให้กกต.ทราบภายใน 30 วัน
มีผู้ร้องเรียนว่าการจัดงานระดมทุนของพรรคประชาธิปัตย์ไปบีบบังคับบริษัทเอกชนหรือข้าราชการให้ซื้อโต๊ะ
หากมีการร้องเรียนเข้ามา กกต.ก็ต้องดำเนินการ ถ้าพบว่าเป็นการขู่บังคับ บีบให้ซื้อบัตรจะต้องมีโทษทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับข้อมูลเงินบริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ประจำปี 2554 นั้น พรรคประชาธิปัตย์แจ้งให้กกต.ทราบทุกระยะ ปรากฏว่าในเดือนม.ค. 2554 แจ้งว่าได้รับเงินบริจาค 1,789,555 บาท เดือนก.พ.2554 แจ้งมายังกกต.ว่าได้รับเงินบริจาค 8,001,500 บาท
โดยการรับบริจาคดังกล่าว กกต.จะเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
จะไปหารือกับกกต. เรื่องการทำระเบียบให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าการชูป้ายหรือตะโกนด่า ไม่ทำให้ผมเสียสมาธิ รู้ว่าหน้าที่คืออะไร
กกต.ระบุต้องแก้ไขกฎหมายมารองรับเรื่องรัฐธรรมนูญ ทำแค่ประกาศอย่างเดียวไม่ได้
รัฐธรรมนูญเขียนรองรับไว้แล้ว วันที่ 11 มี.ค. จะไปพูดคุยว่าถ้าใช้กฎหมายจะใช้เวลานานเท่าไหร่ ยืนยันว่าการประกาศไม่มีปัญหา ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
วันในใจในการประกาศยุบสภา
ขอคุยกับกกต. ถ้าประกาศอะไรไปก่อนแล้วกกต.โวยวายว่าทำไม่ได้หรือทำไม่ทัน หรือสร้างปัญหาทำให้การเลือกตั้งไม่เรียบร้อย จะไม่เป็นธรรมกับกกต. ถ้ากกต.ตอบได้ชัด ผมก็คงจะตอบได้ชัด
จากนั้นประกาศได้เลยหรือไม่
(ได้แต่ยิ้ม)
หลังเดือนเม.ย.รัฐบาลจะยังอยู่เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ
คงพิจารณาให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ไม่หนีความรับผิดชอบตรงนี้แน่นอน
หากรัฐบาลลากยาวออกไป ยิ่งทำให้ปัญหาเพิ่มขึ้น
ไม่มีใครลากยาว ยืนยันว่าไม่มีใครทำเช่นนั้น ตอนนี้เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ผมจะดูเรื่องระเบียบของกกต.เท่านั้น
ความพร้อมพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้สถานการณ์รุมเร้ารอบด้าน
พรรคต้องพร้อม อย่างพื้นที่ภาคอีสาน ยืนยันว่าพรรคและผมพร้อมไป ส่วนจะเกิดภาวะเสียคะแนนนิยมหรือไม่ ในช่วงหาเสียงไม่มีใครบอกได้ว่าคะแนนนิยมจะดีขึ้นหรือลดลง แต่ผมถือว่าเมื่ออยู่ในตำแหน่งจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
การเลือกตั้งขอดูจังหวะเวลาและความเหมาะสม ให้สิ่งดีสำหรับประเทศและดีที่สุดสำหรับประชาชนในการแก้ไขปัญหา
สารพัดทุกข์
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
ถ้าไม่เรียกว่า "ง่อนแง่น" ก็ไม่รู้จะใช้คำอะไรเปรียบเปรยสถานภาพของรัฐบาลชุดนี้แล้ว
เพราะสร้างสารพัดปัญหา ทดกับนิ้วมือทั้ง 2 ข้างยัง ไม่พอ
ปัญหาหลักที่รัฐบาลก่อไว้และยังแก้ไม่ตก
ก็ไม่พ้นเรื่องปากท้อง
ตัวอย่างกันง่ายๆ เรื่องน้ำมันปาล์ม
ปล่อยให้กักตุนกันจนขาดตลาด
พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมขัดแข้งขัดขากันเอง
ทำให้ประชาชนรับความเดือดร้อนไม่สิ้นสุด
ล่าสุดต้องรับกรรมกันต่อ เพราะทั้งปลากระป๋อง ซีอิ๊ว ครีมเทียม ขึ้นราคากันไปเรียบร้อยแล้ว
นี่คือผลงานของรัฐบาลที่ผู้บริโภคต้องจำทน
อีกปัญหาปากท้องก็เรื่องปัญหาข้าว ราคาตกต่ำหนักจนเกษตรกรอยู่เฉยกันไม่ได้แล้ว
ชาวนาทั้งภาคกลางและภาคเหนือชุมนุมปิดถนนทั้งที่อยุธยา-พิษณุโลก
เรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคาข้าวที่ตันละ 1.4 หมื่นบาท
เพราะตอนนี้ขายได้แค่ตันละ 7 พัน
เช่นเดียวกับม็อบไร่อ้อยก็ทนไม่ไหวปักหลักประท้วงที่หน้าพรรคประชาธิปัตย์
ประจานความล้มเหลวในการแก้ปัญหาราคาน้ำตาล
ชาวบ้านปากมูนยังคงชุมนุมกันที่ศาลากลาง จ.อุบล ราชธานี นานเป็นสัปดาห์ๆ แล้ว
แต่รัฐบาลก็ยังไม่เหลียวแล ไม่เปิดประตูเขื่อนให้
ทั้งหมดนี้ เป็นชาวบ้านที่เดือดร้อนจริงๆ
ไม่ใช่ม็อบที่มีวาระแอบแฝง
ก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมชาวบ้านเดือดร้อนเรื่องปัญหาปากท้อง
กลับไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลที่เป็น รูปธรรม
อีกเรื่องที่อาจเป็นหมัดน็อกนายกฯมาร์ค
ความอืดอาดล่าช้าในการช่วยเหลือแรงงานไทยในประเทศลิเบีย
สะท้อนถึงความสามารถของรัฐบาลเด็กเป็นอย่างดี
เหตุการณ์จลาจลในลิเบียล่วงเลยมานานเป็นเดือนแล้ว
แต่แรงงานไทยในลิเบียที่มีอยู่มากถึง 2.4 หมื่นคน เพิ่งได้รับการช่วยเหลือกลับประเทศแค่ 5 พันคนเท่านั้น
ที่เหลืออีกเกือบ 2 หมื่นคนยังชะตามืด !!
คน 2 หมื่นคนกู้หนี้ยืมสินเป็นแสนๆ ใช้ค้ำประกันไปทำงานที่ลิเบีย เพื่อเลี้ยงดูญาติพี่น้องอีกรวมแล้วหลายแสนคน
ตอนนี้ 2 หมื่นชีวิตยังอยู่กลางสมรภูมิลิเบีย
อีกหลายแสนชีวิตในเมืองไทยจะอยู่กันยังไง ??
พวกที่กลับมาถึงไทยแล้วก็ยังเคว้ง เพราะรัฐบาลยังไม่มีมาตรการช่วยเหลืออะไรเลย
ต้องถามว่านายกฯมาร์คคิดอะไรอยู่
หรือคิดแต่เพียงว่าทำยังไงให้รัฐบาลอยู่รอด
ปล่อยให้ประชาชนอยู่กันไปตามยถากรรม
ฮือฮาร้านกาแฟขี้ชะมด ฮิตในเมืองกาญจน์ กิโลฯละแสน
ที่มา ข่าวสด
เมื่อ 9 มี.ค. ผู้สื่อข่าวจังหวัดกาญจนบุรี รายงานเรื่องราวกิจการกาแฟสดที่ผลิตจากขี้ชะมดในราคาแก้วละ 500-1,500 บาท ที่ร้านกาแฟสดจากไร่คุณหญิง เลขที่ 105 หมู่ 1 ถ.แสงชูโต ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี หลังจากมีคอกาแฟแวะเวียนมาชิมไม่ขาดสาย และบางรายขอซื้อกลับบ้านเพื่อนำไปชงดื่มเองในราคากิโลกรัมละ 1 แสนบาท
ร้านดังกล่าว มีนายสุรเชษฐ์ ยุทธสุนทร และนางสุจิตรา ยุทธสุนทร สองสามีภรรยา เป็นเจ้าของ โดยมีพนักงานกว่า 10 คน นายสุรเชษฐ์ เล่าว่า กาแฟสดนี้ผลิตขึ้นจากมูลของตัวชะมด (หรืออีเห็น) ขายราคาแก้วละ 500 บาทถึงแก้วละ 1,500 บาท อยู่กับลูกค้าว่าต้องการกาแฟรสชาติแบบไหน ส่วนปริมาณเท่ากับแก้วกาแฟตามร้านทั่วไป ถึงแม้ว่าจะมีราคาแพงแต่ลูกค้าก็พร้อมจะควักกระเป๋าจ่ายอย่างเต็มใจ และมีลูกค้าบางรายขอซื้อกาแฟสดซึ่งเป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปชงดื่มที่บ้านในราคา กิโลกรัมละ 100,000 บาท เหตุที่กาแฟชนิดนี้มีราคาแพง เพราะว่าวัตถุดิบนั้นหายากและขั้นตอนการผลิตก็มีความละเอียดอ่อน ใน 1 ปีถึงจะมีกาแฟชนิดนี้ให้บริการลูกค้า
นายสุรเชษฐ์ เล่าด้วยว่า เริ่มต้นกิจการนี้เมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา โดยค้นพบในเว็บไซต์ของอินโดนีเซียที่ผลิตกาแฟจากมูลของตัวชะมด เมื่ออ่านรายละเอียดจนเข้าใจ จึงปรึกษาภรรยาคิดว่าน่าจะลองทำดูบ้าง และเป็นความโชคดีอยู่อย่างหนึ่งคือ ก่อนหน้านั้นมีชาวบ้านนำตัวชะมดจำนวน 2 ตัวเพื่อมาขายให้กับร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตนเห็นเข้าเกิดความสงสารจึงขอซื้อชะมดทั้ง 2 ตัว และนำมาเลี้ยงไว้ที่บ้าน จนในที่สุดก็ออกลูกเพิ่มมาอีก 4 ตัว รวมเป็น 6 ตัว ปัจจุบันมีตัวชะมดอยู่ประมาณ 20 ตัว
ส่วนการการผลิตนั้น ตนและภรรยาได้ลองผิดลองถูกมานานกว่า 3 ปี จึงนำออกมาจำหน่ายให้กับลูกค้าได้ ซึ่งสรรพคุณของกาแฟที่ผลิตจากมูลของตัวชะมด นอกจากมีรสชาติที่เข้มข้นเป็นที่ติดใจของบรรดาคอกาแฟทุกคนแล้วยังเชื่อว่าบำรุงรักษาอวัยวะภายใน
ยอมรับว่ากระแสเลือกตั้งเชี่ยวกราก..แต่ขอให้พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้ UN เข้ามา
ที่มา thaifreenews
โดย poonnook
ยอมรับว่ากระแสเลือกตั้งเชี่ยวกราก..แต่ขอให้พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้ UN เข้ามาสังเกตการณ์ได้ไม๊
ระยะเวลาที่ผ่านมานี้มีการปะทะกันทางความคิดมากมายระหว่างพี่น้องมวลชนเสื้อแดงด้วยกัน..โดยเฉพาะการพูดคุยผ่านทางหน้าเวปไซด์แล้วยิ่งดุเดือดเลือดพล่าน ถึงลูกถึงคนมากขึ้นเป็นลำดับ.. กระแสหนึ่งที่เป็นประเด็นคำถามที่ถูกถามตลอดในห้วงเวลาที่ผ่านมานี้ก็คือ.. “เป้าหมายการต่อสู้ที่ชัดเจนของแกนนำ นปช. ที่จะนำพาไปให้ถึงความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามที่มวลชนเรียกร้องนั้นคืออะไร”..
สำหรับแนวทาง หรือวิธีการนั้นทราบแล้วก็คือ การเข้าสู่การเลือกตั้ง... แต่กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายนั้นยังไม่ชัดเจน.. อย่างไรก็ดี.. เมื่อแกนนำ 7 คนได้ถูกปล่อยตัวชั่วคราวออกมาและก็มีการประกาศว่าจะขอลงรับสมัครเลือกตั้งในระบบปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อไทย.. เพื่อจะได้มีเอกสิทธิ์คุ้มครองในการต่อสู้ในภาคสนามต่อไป.. ยิ่งทำให้กระแสการเข้าสู่เวทีการเลือกตั้งนั้นยิ่งเด่นชัด และเชี่ยวกรากมากขึ้น
ดูเหมือนว่าการสูญเสียชีวิตของพี่น้องของเรา 91 ชีวิต และบาดเจ็บกว่า 2,000 นั้น สิ่งที่ได้รับกลับคืนมามีเพียง เพื่อให้นักการเมืองได้มีโอกาสเข้าสู่สนามเลือกตั้งเท่านั้น
เอาเถอะจะไม่ขอกล่าวใดๆ อีกว่า มวลชนคนเสื้อแดงควรจะสนับสนุนและเข้าร่วมในเวทีการเลือกตั้งนี้ด้วยหรือไม่??.. เพราะมีท่านผู้รู้มากมายได้แสดงความเห็นและข้อเสนอแนะไปมากแล้ว.. และพี่น้องมวลชนคนรักประชาธิปไตยแต่ละท่านต่างก็มีเอกสิทธิ์ในการตัดสินใจที่จะเลือกได้ด้วยตนเอง..
แต่ทว่าสิ่งที่เป็นเป้าหมายในการสื่อของผมในกระทู้นี้ก็คือ เพื่อสื่อไปถึงคณะทำงานของ พรรคเพื่อไทย.. ที่กำลังจะเตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้.. ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ถึงอย่างไร ประชาชนคนเสื้อแดงทั้งหลายต่างก็คาดหวังเอาไว้ว่า พรรคเพื่อไทย จะเป็นพรรคที่เป็นตัวแทนและเป็นผู้ที่จะนำพาเอาความเป็นธรรมกลับมาให้กับพวกเขา (รวมถึงผมด้วย) ยิ่งการที่ นปช. ชูพรรคเพื่อไทยเป็นแนวร่วมที่ใกล้ชิดในยุทธศาสตร์ 2 ขา ด้วยแล้ว.. ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. จะต้องพิจารณาถึงการเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ให้มากยิ่งกว่าครั้งใดๆ
เป็นที่เชื่อได้แน่แท้ว่า..การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเวทีสุดท้ายของการต่อสู้ด้วยสันติวิธี ที่มวลชนผู้รักประชาธิปไตยจะหวังพึ่งได้.. รู้ทั้งรู้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ภายใต้แรงบีบคั้นมากมาย..
- กติกาการเลือกตั้งเป็นของเผด็จการ
- อำนาจการให้คุณให้โทษก็เป็นของเผด็จการ
- กรรมการตัดสินการเลือกตั้งก็เป็นของเผด็จการ
- เวทีการเลือกตั้งก็เป็นของเผด็จการ
- ตัวช่วยด้านสื่อ และการประชาสัมพันธ์ก็อยู่ในมือเผด็จการ
- สุดท้ายมือที่มองไม่เห็นก็ยังครองอำนาจเผด็จการอยู่
ด้วยเหตุที่มีแรงบีบคั้นมากมายดังกล่าวสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้.. พรรคเพื่อไทย มีเพียงสิ่งเดียวที่จะต่อสู้กับแรงเหล่านี้ได้ก็คือ “อำนาจที่มาจากมวลชนคนเสื้อแดงทั้งมวลเท่านั้น” ดังนั้นการรณรงค์ให้คนเสื้อแดงทั้งหมดที่มีอยู่ออกมาช่วยกันลงคะแนนเพื่อให้เกิดปรากฏการณ์ในลักษณะ Land slide เหมือนดังที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักไทย ที่ได้รับคะแนนเสียง ส.ส. 377 เสียงในครั้งนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง
ปูนนก
Re:
แต่ดังที่มีคำกล่าวว่า “อดีตเป็นบทเรียนสำหรับปัจจุบัน..และปัจจุบันเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงอนาคต” ในอดีตพรรคไทยรักไทยถูกอำนาจมืด ทำรัฐประหารโค่นล้ม ในขณะที่มี สส. ในสภา 377 เสียง.. พรรคพลังประชาชนได้คะแนนเสียงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ถูกอำนาจมืดสร้างเรื่องขึ้นมาจนกลายเป็นประเด็นนำไปสู่การยุบพรรคในที่สุด....
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า และเป็นความทรงจำอันเจ็บปวดของประชาชนเจ้าของประเทศ และเป็นเจ้าของคะแนนเสียงทุกคะแนน..
เอาหละ..ในเมื่อการต่อสู้ต้องเข้าไปสู่โหมดของการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.. ดังที่ใครต่อใครพยายามที่จะให้ความเห็นกันไปนั้น.. (จริงๆ มีทางอื่นในการต่อสู้อีกมากที่ไม่ต้องเลือกตั้งก็ได้) ถ้าเป็นเช่นนั้น..จะมีท่านใดบ้างที่จะกล้าประกาศได้ว่า “การเลือกตั้งที่จะมีมาถึงนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม” รัฐบาลจะให้มีการเลือกตั้งอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงใดๆ อีกเพื่อยึดครองอำนาจรัฐเอาไว้.. (ซึ่งวิธีมีมากมายมหาศาล..และไม่จำกัดรูปแบบ)
พรรคเพื่อไทยและคณะทำงาน หรือแม้แต่แกนนำ นปช. ที่ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้งก็คงจะไม่สามารถรับรองได้เช่นเดียวกันว่าจะไม่มีการโกงเกิดขึ้น.. ในส่วนตัวของผมเองในฐานะประชาชนผู้รักประชาธิปไตยคนหนึ่ง.. ก็ปรารถนาให้ผลการเลือกตั้งออกมาอย่างยุติธรรม.. ถ้าคะแนนเสียงแพ้ก็แพ้อย่างยุติธรรมอันนี้ยอมรับได้.. แต่ผมไม่ต้องการให้ใครเอาคะแนนเสียงของผมแม้แต่ว่าจะเป็นเพียง 1 คะแนน ไปใช้ให้เกิดกลโกงขึ้น
รู้ทั้งรู้..เห็นทั้งเห็นว่า.. หลุมการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นหลุมไฟ ที่เขาทำดักไว้ แต่พรรคเพื่อไทย และ นปช. ก็ยังนำพามวลชนเดินเข้าไปสู่หลุมดักนั้นโดยที่ยังไม่เห็นว่าจะมีการป้องกันใดๆ อย่างเป็นรูปธรรม..
ดังนั้นในเมื่อพรรคเพื่อไทย และ นปช. จะเป็นหัวขบวนในการนำพามวลชนเข้าไปสู่กระบวนการเลือกตั้งภายใต้กติกาโจรนี้.. ผมขอเรียกร้องว่า
“ขอให้พรรคเพื่อไทย และ นปช. รณรงค์ และเรียกร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้มี คณะทำงานของ UN เข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น”
หลักการคือ ขอให้มีการเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งโดยองค์กรจากนานาชาติ... ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไร ขอให้เป็นหน้าที่ของคณะทำงานของพรรคเพื่อไทย และ นปช. ในฐานะแกนนำของมวลชนพิจารณา.. เพราะอย่างน้อยแม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะอยู่ภายใต้ กติกาโจร และในขบวนการของโจร แต่ทว่า การเรียกร้องให้มี กรรมการ มาจากภายนอกให้เข้ามาช่วยสังเกตการณ์ ก็จะเป็นหนทางหนึ่งที่จะปิดกั้น หรือป้องกันมิให้การโกงเกิดขึ้นได้ง่ายนัก..
ในส่วนตัวของผมเองไม่มีความรู้ไปถึงขั้นว่ากระบวนการ การทำเป็นเช่นไร แต่ผมพิจารณาว่าท่ามกลางกระแสความขัดแย้งจนถึงขั้นมีการปราบปรามประชาชน และประชาชนล้มตายอย่างมากมาย รวมถึงนักข่าวต่างประเทศด้วยนั้น น่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอ ที่จะสามารถยื่นข้อเรียกร้องนี้ต่อ UN ให้เข้ามาสังเกตการณ์ได้..
ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ (ถ้ามี) จะต้องมีการโกงครั้งมโหฬาร.. ลำพังเพียงแค่ใช้คนในประเทศเข้าไปสังเกตการณ์ในแต่ละท้องที่ ไม่เพียงพอหรอกครับ.. เพราะถึงอย่างไรก็คงไม่สามารถต่อกร กับอำนาจมืดที่ครอบครองประเทศนี้อยู่ได้.. ดังนั้นการเสนอของผมที่ว่าขอให้พรรคเพื่อไทย และ นปช. ที่กำลังมุ่งเข็มไปสู่การเลือกตั้งในครั้งนี้.. ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยัง UN เพื่อส่งคณะสังเกตการณ์เข้ามาดูแลการเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย... น่าจะเป็นข้อเสนอที่ “ประนีประนอม” ที่สุดแล้ว สำหรับความเห็นของคนเสื้อแดงที่แตกต่างกันคนละขั้ว สำหรับแนวทางการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งในครั้งนี้...
กรุณาอย่าเพิ่งบอกว่า “ทำได้หรือไม่ได้” ขอให้พรรคเพื่อไทย และ นปช. ได้พิจารณาและพยายามทำในสิ่งนี้เสียก่อน
เพราะในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีส่วนในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จมาตั้งแต่เริ่มแรก.. ผมก็ต้องการเห็นพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะ เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยชนะก็หมายถึงประชาชนชนะด้วย.. แม้ว่าคนที่ได้ประโยชน์จะไม่ใช่ประชาชนโดยตรง แต่ประโยชน์จะตกอยู่กับนักการเมือง... แต่ถึงกระนั้นก็ยังรับได้
แต่ทว่า.. ถ้าพรรคเพื่อไทย และ นปช. ไม่พยายามทำอะไรเลยในระดับนานาชาติ เพื่อป้องกันการโกงไว้ก่อน... และลงเลือกตั้งทั้งๆ รู้ว่า จะต้องถูกโกงแน่ๆ สู้ไปก็แพ้แน่ๆ.. ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ พรรคเพื่อไทย และ นปช. ก็ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนหรอกครับ..แต่เป็นได้แค่เพียง “เหลือบที่เกาะหลังมวลชนเพื่อแสวงหาประโยชน์อยู่เท่านั้น”
ปูนนก
จะบ้าตาย มาร์ลโบโร และแอลเอ็ม นำเข้ามา 7 บาท
ที่มา thaifreenews
โดย คนเมืองกาญ
ขายให้คนไทย ซองเท่าไรไม่รู้ แดกภาษีประชาชนอีกแล้ว
“ประพันธ์” ชี้ รบ.ช่วย “ฟิลลิป มอร์ริส” ทำประเทศเสียหายยิ่งกว่า “แม้ว” ขายหุ้น
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
“ประพันธ์” ชี้ รบ.ช่วย “ฟิลลิป มอร์ริส” ทำประเทศเสียหายยิ่งกว่า
“แม้ว” ขายหุ้นให้เทมาเส็ก
“ประพันธ์” แฉ “ฟิลลิป มอร์ริส” วิ่งเต้นล้มคดีหนีภาษีมาตลอดตั้งแต่สมัย “แม้ว” แต่ไม่เคยสำเร็จ
เพราะเป็นธุรกิจบาปและเป็นเรื่องใหญ่จึงไม่มีใครกล้ารับ
แต่นึกไม่ถึงจะมาสำเร็จในรัฐบาลนี้ ตั้งข้อสังเกตอัยการที่เคยให้สั่งฟ้องกลับลำกลายเป็นไม่ฟ้อง
ชี้คดีนี้ทำไทยเสียโอกาสจากการได้ภาษี 6.8 หมื่นล้าน มากกว่าตอน “ทักษิณ” ขายหุ้นให้เทมาเส็กถึง 3 เท่า
คลิกที่นี่ เพื่อฟัง “รวมพลังปกป้องแผ่นดิน” ปราศรัยโดย “นายประพันธ์ คูณมี”
http://radio.manager.co.th/Radio/DetailRadio.asp?program_no=1026&mmsID=1026%2F1026%2D5436%2Ewma&program_id=36639
วันนี้ (7 มี.ค.) นายประพันธ์ คูณมี โฆษกการชุมนุมรวมพลังปกป้องแผ่นดิน ขึ้นกล่าวบนเวที ว่า
เหตุการณ์ที่นายวีระ และน.ส.ราตรี กำลังเผชิญอยู่ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจต่อประชาชนอย่างยิ่ง
สะท้อนให้เห็นจิตใจต่ำอำมหิตของนายอภิสิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง
นึกไม่ถึงว่าจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ เลวสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติจริงๆ
นายประพันธ์กล่าวว่า ตอนแรกตนเชื่อว่าที่นายอภิสิทธิ์ดื้อรั้นขนาดนี้
อาจเพราะครอบครัวให้ท้าย คุณพ่อคุณแม่ ไม่อบรม
แต่วันนี้ตนรู้สึกเสียใจมากที่พูดแบบนั้น เพราะได้ยินจากญาติผู้ใหญ่นายอภิสิทธิ์มาว่า
ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ต่างตักเตือนนายอภิสิทธิ์แต่ไม่เชื่อฟัง
ขนาดพ่อแม่ตัวเองยังไม่ฟัง จึงป่วยการแล้วที่พันธมิตรฯ จะเรียกร้องให้รับฟังเสียงประชาชน
ต้องอาศัยพลังพี่น้องเพียงอย่างเดียวที่ต้องออกมามากๆ เพื่อไล่นายอภิสิทธิ์
เลิกฝันได้เลยที่จะมีสำนึกความรับผิดชอบทางการเมือง
นายประพันธ์กล่าวอีกว่า อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ตนได้ข้อมูลมาพร้อมๆ กับฝ่ายค้าน
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ฝ่ายค้านคนนี้ที่จะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายฯ ในสภา
และเป็นคนที่ตรวจสอบการทุจริตรถดับเพลิง
เรื่องสำคัญก็คือคดี บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มันสะท้อนให้เห็นความเลวร้าย
และการทำงานที่ล้มเหลวของนายอภิสิทธิ์
บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายบุหรี่ LM มาร์ลโบโร บริษัทแม่อยู่ที่อเมริกา
แต่บุหรี่ที่นำเข้าไทยเอามาจากฟิลิปปินส์ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพื่อจะเลี่ยงภาษีตามข้อตกลงอาฟต้า
เพราะฟิลิปปินส์เป็นประเทศในอาเซียน แต่มันไม่ใช่สินค้าของฟิลิปปินส์
แค่เอามาบรรจุซอง เอาใบยามาจากอเมริกาแล้วเอามาขายเฉพาะในประเทศไทย
สรุปฟิลลิป มอร์ริส หลีกเลี่ยงภาษีด้วยการแจ้งการนำเข้าราคาต้นทุนซองละประมาณ 7 บาท
ซึ่งเป็นการแจ้งต่ำกว่าความเป็นจริง
ปรากฏว่าสรรพสามิตไปตรวจพบว่ามีบริษัทอื่น เช่น
คิงเพาเวอร์ การบินกรุงเทพ มีการนำเข้าบุหรี่ลักษณะเดียวกัน มาจากต่างประเทศเหมือนกัน
แต่เสียค่าต้นทุน 27 บาทรวมภาษีแล้วตก 60 กว่าบาท เลยต้องกล่าวโทษแจ้งดีเอสไอให้ตรวจสอบ
ปรากฎผลตรวจพบว่ามีการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมาตั้งแต่ ปี 2546-2552
ทำให้ประเทศไทยขาดรายได้ไป 6 หมื่น 8 พันล้านเศษ
ดีเอสไอจึงมีมติดำเนินคดีฟิลลิป มอร์ริส และตั้งกรรมการสอบสวนมาตั้งแต่สมัยนายทักษิณ
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2549 กรรมการมาทั้งจากสรรพสามิตร ดีเอสไอ และผู้แทนอัยการ 3 คน
เมื่อสวบสวนแล้วกรรมการมีความเห็นควรที่จะสั่งฟ้อง
จึงส่งมาที่อัยการเมื่อ 2 กันยายน 2552
เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รู้ว่าจะสั่งฟ้องและเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่
เพราะมูลค่าสูงจึงทำหนังสือรายงานไปยังนายกฯ 2 ฉบับ
ฉบับแรกเมื่อ 26 มิถนายน 2552 อีกครั้งคือ 3 กันยายน 2552
เพราะฉะนั้นเรื่องฟิลลิป มอร์ริส เป็นคดีเก่าที่รับรู้มาทุกนายกฯ ตั้งแต่สมัยนายทักษิณเป็นต้นมา
ฟิลลิป มอร์ริส ก็วิ่งเต้นล้มคดีนี้มาตลอดแต่ไม่เคยสำเร็จ
จู่ๆ มาวันนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้เข้าแทรกแซงการสั่งคดีนี้ของพนักงานอัยการ
ปรากฏว่ามีผู้แทนการค้าไทยที่รัฐบาลตั้ง คือนายเกียรติ สิทธีอมร
ซึ่งวันนี้ก็ออกมายอมรับแล้วว่า ได้รับการร้องเรียนความไม่เป็นธรรมจากนักธุรกิจบริษัทบุหรี่นี้
และนายกฯก็มอบหมายให้นายเกียรติ ไปดูแล
แต่ไม่รู้ว่าไปทำอีท่าไหน เป็นที่น่าเชื่อว่า
บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส น่าจะมีการยื่นผลประโยชน์มาตลอด
แต่ไม่มีใครกล้ารับ เพราะมันเป็นธุรกิจบาป
และเป็นการไปช่วยธุรกิจบริษัทค้าบุหรี่ข้ามชาติ ยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลก
และมีข้อปรากฏชัดเจนว่ามีการแจ้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เลี่ยงภาษีจริง
ข้าราชการ นักการเมืองก็กลัวจะถูกครหา และหมดอนาคต
แต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ฟิลลิป มอร์ริส กลับได้รับความช่วยเหลือ
จนกระทั่งอัยการสั่งไม่ฟ้องเมื่อ 4 มกราคม 2554
“แปลกมาก เพราะอัยการที่เคยทำคดีนี้และเคยมีความเห็นว่าสมควรสั่งฟ้อง
แต่ทำอีท่าไหนไม่รู้ อัยการที่เคยมีคำสั่งฟ้อง กลับคำสั่งตัวเองกลายเป็นว่าไม่ฟ้อง
เพราะไม่ปรากฏว่าบริษัทนี้แจ้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ไม่ปรากฎว่ามีการเลี่ยงภาษี”
นายประพันธ์กล่าว
นายประพันธ์ยังกล่าวอีกว่า
เรื่องนี้มันใหญ่ คดีที่นายทักษิณขายหุ้นให้เทมาเส็ก จำนวนที่หนีภาษีหมื่นกว่าล้าน ไม่เกิน 2 หมื่นล้าน
นายทักษิณจึงถูกขับไล่ ตอนนั้นประชาธิปัตย์ก็ออกมาด่านายทักษิณอย่างเสียผู้เสียคน
แต่มาวันนี้รัฐบาลไทยควรได้รับจากบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ถึง 6.8 หมื่นล้านบาท
มากกว่าภาษีที่นายทักษิณขายหุ้นให้เทมาเส็ก 3 เท่า
ถ้าทำอย่างนี้ ประเทศไทยก็จะไม่ได้ภาษีแม้แต่สตางค์แดงเดียว
แล้วเงินจะตกเข้ากระเป๋านักการเมืองคนไหนล่ะ นึกไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้
มันเป็นการปล้นภาษีของประเทศ และยังจะทำให้ต่อไปบริษัทบุหรี่ต่างชาติอื่นๆ ก็จะเอาอย่าง
และทุกวันนี้บุหรี่ต่างประเทศราคาพอๆกับบุหรี่ไทย บุหรี่ไทยกำลังจะเจ๊ง
โรงงานยาสูบซึ่งเป็นของกระทรวงการคลังก็กำลังแย่
และที่แน่ๆ คนที่เป็นผู้แทนการค้าของรัฐบาลจะมีผลประโยชน์ในกรณีนี้หรือไม่
สื่อและฝ่ายค้านสงสัยแล้ว เพราะนายเกียรติเคยทำงานที่หอการค้าระหว่างประเทศ
และเคยทำงานเป็นล็อบบี้ยิสต์ให้บริษัทฝรั่งมาก่อน จึงอยู่ในข่ายที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง
นายประพันธ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลนี้เลวทุกด้านจริงๆ อีกเรื่องคือ
เรื่องมะนาว ปกติชาวสวนปลูกมะนาวจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำตอนหน้าแล้ง
ช่วงหน้าแล้งมะนาวจะแพง เกษตรกรก็จะมีรายได้ตอนนั้น
แต่เวลานี้พอเข้าหน้าแล้งรัฐบาลปล่อยให้มะนาวเวียดนามเข้ามาทางเขมร
แล้วขนเข้ามายังไทยวันละหลายร้อยตัน รายได้ที่เกษตรกรไทยควรจะได้ในหน้าแล้งก็ไม่ได้
สรุปแล้วประชากรตายทุกเรื่อง
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000029743