WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 10, 2011

2 ปีกว่า ที่โกหก

ที่มา บางกอกทูเดย์

2 ปีกว่า ที่โกหก



ผลงานทุกอย่างเป็นแค่ประติมากรรมน้ำลาย
คนไทยเดือดร้อนหนัก,,,ของแพงสินค้าขาด

หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพเดินหน้าไม่ได้ ทุกอย่างมีปัญหาไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมือง เรื่องของประชาธิปไต เรื่องของการแตกต่างทางความคิด
สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศอย่างหนักมาโดยตลอด

แม้แต่กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องของปากท้องประชาชน ซึ่งก่อนหน้าการทำรัฐประหารกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี เศรษฐกิจไทยกำลังโงหัวขึ้นมาหลังจากที่บอบช้ำเพราะการแก้ปัญหาแบบผิดๆ ด้วยการทำตามคำสั่งของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟอย่างเคร่งครัดของรัฐบาลชวน หลีกภัย แห่งพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งผลจากการเป็นเด็กดีให้กับไอเอ็มเอฟ ผลจากการขายทรัพย์สินโดยฝีมือของปรส. ภายใต้การตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ภายใต้การไฟเขียวและหนุนหลังอย่างเต็มที่ของนายชวน ทำให้เศรษฐกิจไทยยิ่งดิ่งเหว

แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าอย่างหลวงตามหาบัว ผู้ซึ่งพึ่งจะมรณะภาพไปเมื่อไม่นานนี้ ก็ยังต้องมาวุ่นวายกับเรื่องทางโลกด้วยการออกมาเป็นแกนนำในการทอดผ้าป่าหาทองคำไปช่วยชาติ
กว่าเศรษฐกิจของไทยจะเริ่มโงหัวได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี แต่สุดท้ายก็ต้องมาเบรคลงด้วยการทำรัฐประหารของคมช. ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้กับบ้านเมืองเลยซักนิด มีแต่จะซ้ำเติมทุกอย่างให้เลวร้ายลง

ที่สำคัญรัฐบาลหลัง 19 กันยา 49 ล้วนขาดเสถียรภาพเพราะปัญหาการเมืองไม่จบ
จนสุดท้ายเมื่อกลุ่มอำนาจพิเศษผนึกกำลังกับกลุ่มทหารพลิกเกมประชาธิปไตยที่แท้จริง ผลักดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ในแง่ของเกมการเมืองอาจจะดูเหมือนว่าสามารถตรึงสถานการณ์ให้อยู่ภายใต้อำนาจที่หนุนหลังนายอภิสิทธ์ได้

แต่ในความเป็นจริง ปัญหาการคิดต่างยังไม่เคยหมดสิ้นไป... ขนาดที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เลือกใช้วิธีการสลายการชุมนุมของประชาชนจนกระทั่งมีคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2 พันคน ก็ไม่ได้ทำให้ความคิดต่างและการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงหยุดยั้งลงได้
การสลายการชุมนุมของประชาชนด้วยกองกำลังทางทหารทำให้เพียงแค่สร้างบทเรียน ให้ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการต่อสู้ทางการเมืองเท่านั้น

ในขณะที่รัฐบาลเองก็รู้ดีว่านับวันกระแสการโหนทหารและกลุ่มอำนาจพิเศษเพื่อขึ้นมาเป็นรัฐบาลนั้นมีแต่จะถูกโจมตีและขุดคุ้ยมากขึ้นเรื่อยๆ จึงถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลในขณะนี้
ครั้นจะสร้างผลงานขึ้นมาเพื่อสร้างคะแนนนิยม และสร้างภาพลักษณ์ให้กับรัฐบาลก็ยังไม่สามารถทำได้ เพราะเอาเข้าจริงๆรัฐบาลของนายอภิสิทธ์ ไล่ลงมาตั้งแต่ตัวนายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงรัฐมนตรีทุกคนไม่ได้มีฝีมือที่แท้จริงในการที่จะแก้ปัญหาของชาติและกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้เลย

สิ่งที่ทำได้เป็นที่กระฉ่อนฉาวและพูดกันทั้งประเทศก็คือ ผลงานในเรื่องทุจริต คอร์รัปชั่นทีอื้อฉาวเป็นอย่างมาก มากเสียยิ่งกว่าสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่คมช.อ้างว่ามีการทุจริตมากจนต้องทำรัฐประหารด้วยซ้ำ

นโยบายขายฝัน 99 วันทำได้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ จนถึงวันนี้ยังเป็นแค่เพียงประติมากรรมน้ำลาย ที่ประชาชนไม่สามารถจับต้องได้
ยิ่งนโยบาย “ประชาชนต้องมาก่อน” ยิ่งเห็นชัดเจนว่าระยะเวลา 2 ปีกว่าในการเป็นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ สิ่งที่ประชาชนได้รับกลายเป็นความเดือดร้อนไปหมดทุกเรื่อง

อย่างเรื่องกรณีน้ำมันปาล์ม คำตอบของนโยบายประชาชนต้องมาก่อนก็คือ ประชาชนต้องแห่มาเข้าคิวซื้อน้ำมันปาลม์ก่อนใคร เพราะถ้ามาช้าก็ไม่ได้น้ำมันไปใช้

ทั้งๆ ที่สต๊อกของน้ำมันปาล์มซึ่งปกติจะต้องมีการรักษาไว้ให้อยู่ในระดับ 2 แสนตันอยู่ตลอดเวลา แต่ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2553 เป็นต้นมา กลับมีไอ้โม่งเข้ามาทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มลดลงไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการนำเข้ามาทดแทน กระทั่งน้ำมันในสต๊อกหมดเกลี้ยง ปัญหาจึง
ปะทุขึ้นมาอย่างหนักในช่วงกุมภาพันธ์ 54

เป็นความเดือนร้อนของประชาชนท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการสวาปามน้ำมันปาล์มกันจนปากมันแผล็บ
จนถึงวันนี้ราคาคุยที่ว่าปัญหาน้ำมันปาล์มจะจบสิ้นลงภายในวันเดียวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ยังเป็นปัญหาอยู่
ซ้ำยังเกิดกรณีอเน็จอนาจใจกับการหาแพะไล่จับปลาซิวปลาสร้อยของรัฐบาลชุดนี้ โดยบางคนไปซื้อน้ำมันปาล์มในราคาขายตามกำหนดคือขวดละ 47 บาท เอามาวางขายในราคาแค่ขวดละ 49 บาท

ซึ่งในแง่ผู้บริโภคแล้วหลายคนเต็มใจทีจะซื้อในราคา 49 บาท ดีกว่าทีจะตระเวณขับรถไปหาซื้อตามจุดธงฟ้า หรือหาซื้อตามห้าง เพราะคิดแค่ขึ้นรถเมล์ต่อเดียว ไปกลับก็ 14-6 บาทแล้ว ฉะนั้นซื้อในราคา 49 บาทย่อมถูกกว่าไปหาซื้อเองมากมาย

แต่คนขายซึ่งได้กำไรแค่ขวดละ 2 บาทวันหนึ่งขายได้ 10 หรือ 20 ขวดมีกำไรแค่ 20-40 บาทเพื่อจะเอามาเลี้ยงครอบครัว กลับโดนตำรวจโดนกรมการค้าภายในจับกุม

ปัญหาประชาชนต้องมาก่อน ต้องเดือดร้อนก่อนไม่ได้หยุดยั้งแค่เพียงเรื่องของน้ำมันปลาม์ ขณะนี้ได้ลามไปสู่ปัญหาน้ำตาลทรายขาดแคลนต้องเข้าคิวซื้อ ต้องซื้อปันส่วนแบบจำกัดจำนวน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตลกอย่างยิ่งในสายตาของชาวโลก เพราะไม่เพียงประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ปลูกปลาม์น้ำมัน ปลูกอ้อยได้เป็นอย่างดี ประเทศไทยยังประกาศตัวเป็นครัวของโลก แต่ก้นครัวกลับไม่มีน้ำมันปลาม์ ไม่มีน้ำตาลใช้

เป็นความล้มเหลวอย่างมากถึงมากที่สุด ที่ประจานผลงานและฝีมือการบริหารของรัฐบาลนี้ได้เป็นอย่างดี
ฝีมือบริหารที่สร้างความเดือดร้อนขาดแคลนให้กับประชาชนอย่างหนัก ไม่ได้มีเพียงแค่สินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น แม้แต่บัตรประชาชน รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ก็ยังบริหารจนขาดแคลนได้

ประชาชนคนไทยต้องย้อนยุคกลับไปใช้ใบเหลือง ต้องไปต่อใบเหลืองหลายรอบจนใบเหลืองแทบขาดวิ่น นี่คือผลงานของรัฐบาลที่ประกาศว่าประชาชนต้องมาก่อน
ซึ่งปัญหาบัตรประชาชนขาดแคลนก็ไม่ต่างจากปัญหาสินค้าขาดแคลน คือยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นฉาวคาวทุจริตเหมือนกันไม่มีผิด!!!

ความไม่มีฝีมือของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แม้แต่คิดจะลอกเลียนแบบนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยมาใช้ก็ยังทำตัวเป็นอีแอบถึงขนาดใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนกว่า 69 ล้านบาทให้บริษัทต่างชาติมาช่วยคิดโครงการประชาวิวัฒน์ให้ โดยผลงานชิ้นเอกคือการให้ขายไข่เป็นกิโล???

โดนด่าทั้งเมืองว่าแค่คิดวิธีการชั่งไข่ขายเป็นกิโลยังต้องให้ฝรั่งคิดให้ มันน่าอเน็จอนาจใจยิ่งนัก

และอีกปัญหาใหญ่ที่กำลังตั้งเค้าส่อมรสุมคือเรื่องของราคาน้ำมัน ที่กำลังจะสร้างปัญหาอย่างหนักให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เพราะวันนี้ราคาน้ำมันเบนซินได้ขึ้นไปสูงถึงลิตรละ 42 บาทแล้ว!!!
ทั้งต้นทุนค่าขนส่ง ทั้งค่าใช้จ่ายในการครองชีพของคนไทยพุ่งพรวดเห็นๆ

จากประชาชนต้องมาก่อน...กลับกลายเป็นประชาชนต้องเดือดร้อนก่อน อย่างชัดเจนที่สุด
แม้แต่เรื่องนโยบายเรียนฟรี 15 ปีซึ่งเป็นเรื่องเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามอวดอ้างว่าเป็นผลงานทีประสบความสำเร็จและจับต้องได้มากที่สุดนั้น จนวันนี้ประชาชนทั้งประเทศก็ยังงุนงงสงสัยว่าประชาธิปัตย์ละเมอเพ้อพกอยู่ได้อย่างไร

ผู้ปกครองทั่วประเทศไม่ว่าโรงเรียนรัฐหรือโรงเรียนเอกชนยังคงต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกหลานกันทุกคน สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าเรียนฟรีคือ การให้เศษเงินมาซื้อชุดนักเรียน 1 ชุดเท่านั้น
ส่วนหนังสือเรียนที่บอกว่าไม่ต้องซื้อแต่ให้ใช้ระบบยืมเรียน แล้วโมเมว่าเป็นการเรียนฟรีนั้นก็อยู่ในสภาพเก่าชำรุดจนบางโรงเรียนทนไม่ไหวต้องหาทางระดมทรัพยากรหรือกระเบียดกระเสียนหางบประมาณมาซื้อหนังสือเรียนให้แทน

นี่หรือคือสิ่งที่ใช้ภาษีของประชาชนขึ้นป้ายคัทเอ้าท์อวดหราว่าคนไทยได้เรียนฟรี 15 ปี
ระยะเวลากว่า 2 ปีที่พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาลล้วนแล้วแต่ตลบอบอวลไปด้วยคำโกหกพกลมไปวันๆ จนทำให้รัฐบาลชุดนี้ถูกโจมตีในเรื่องการสร้างประติมากรรมน้ำลายอย่างต่อเนื่อง
แม้แต่ม็อบพันธมิตรซึ่งเคยอุ้มชูสนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล วันนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำของม็อบพันธมิตรยังกลับลำมาบอกว่า นายอภิสิทธิ์เป็นคนที่โกหกพกลมมาตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเลยทีเดียว

จริงๆ แล้วในอดีตนายอภิสิทธิ์ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าจะมีความสามารถ น่าจะมีอนาคตทางการเมืองที่ดี เพราะมีพื้นฐานการศึกษาที่ดี แต่กลับกลายเป็นว่าพื้นฐานการศึกษาที่นายอภิสิทธิ์มี ไม่สามารถช่วยอะไรนายอภิสิทธิ์ได้เลย
นายอภิสิทธิ์เปรียบเหมือนคนที่รู้ธรรมะอย่างมากมาย สามารถเขียนธรรมะเป็นตำราได้เป็นเล่มๆได้อย่างสบาย

แต่ในทางปฏิบัตินายอภิสิทธิ์กลับไม่สามารถทำได้ แม้แต่ธรรมะง่ายๆ
ในเรื่องของศีล 5
การสลายการชุมนุมจนมีคนตาย 91 ราย เป็นสิ่งที่เข้าข่าย ศีลข้อที่ 1
การทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นมากมาย เป็นสิ่งที่เข้าข่าย ศีลข้อที่ 2
ส่วนศีลข้อที่ 3 กาเมสุมิจฉานั้น หลายคนคงต้องไปตีความว่าพฤติกรรมที่ฝรั่งเรียกว่า “Closet”นั้นเป็นสิ่งที่เข้าข่ายศีลข้อ 3 หรือไม่!?!
และใครบ้างเป็นคนกระทำ??? ซึ่งนายอภิสิทธิ์น่าจะรู้ดีที่สุด
สำหรับศีลข้อ 4 ประติมากรรมน้ำลายทั้งหลายก็เป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนศีลข้อ 5 พฤติการณ์รัฐบาลลูกจ้างโรงเหล้า สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่ารัฐบาลนี้ปล่อยให้นายทุนโรงเหล้ามอมเมาประชาชนมากเพียงใด

วันนี้แม้แต่ประเทศในตะวันออกกลางรัฐบาลที่กุมอำนาจมายาวนานเป็น 30-40 ปีก็กำลังถูกพลังประชาชนออกมาขับไล่ ไม่รู้เหมือนกันว่าภาพบทเรียนเหล่านั้นจะทำให้รัฐบาลภายใต้กลุ่มอำนาจพิเศษและทหารที่อุ้มชูจะฉุกใจคิดกันบ้างหรือไม่ว่า
โกหกบางคนหรือโกหกบางครั้งนั้นอาจะทำได้ก็จริง... แต่การโกหกทุกคน โกหกทุกครั้งไม่มีวันปิดบังความจริงได้แน่นอน!!!

โป๊ปเตรียมออกทีวี​ให้คนตั้งคำ​ถามครั้งแร​กในประวััติ​ศาสตร์

ที่มา ประชาไท

ครั้งนี้เป็น ‘ครั้งแรก’ ที่สามัญชนธรรมดาได้รับอนุญาตให้ ‘ตั้งคำถาม’ ถึงสมเด็จพระสันตะปาปา ผู้ถูกยกย่องว่าเป็น ‘ตัวแทนแห่งพระเจ้า’


‘โป๊บ’ เบเนดิกต์ที่ 16
ภาพจาก Catholic Church (England and Walles)

‘โรซาริโอ คาร์เรลโล’ ผู้ดำเนินรายการประจำสถานีโทรทัศน์ RAI ของอิตาลี เปิดเผยข่าวใหญ่สำหรับชาวคริสต์ผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิคทั่วโลก เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2554 โดยระบุว่าสมเด็จพระสันตะปาปาหรือ ‘โป๊ป’ เบเนดิกต์ที่ 16 ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิคพระองค์ปัจจุบัน จะปรากฏตัวในรายการ ‘In His Image’ ซึ่งจะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่องเครือข่ายของ RAI เนื่องในวัน ‘แบล็ค ฟรายเดย์’ (Black Friday) หรือวันที่ 22 เม.ย.2554 ซึ่งเป็นวันศุกร์สุดท้ายก่อนจะถึงวันอีสเตอร์ และเป็นวันที่มีขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันที่พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน

การปรากฏตัวเข้าร่วมรายการโทรทัศน์อิตาลีของประมุขคริสตจักรและนครรัฐวาติกันครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ประมุขคริสตรจักรพระองค์ก่อน ได้เคยเข้าร่วมในรายการเดียวกันนี้เมื่อปี 2542 แต่ครั้งนี้เป็น ‘ครั้งแรก’ ที่สามัญชนธรรมดาได้รับอนุญาตให้ ‘ตั้งคำถาม’ ถึงพระสันตะปาปา ผู้ถูกยกย่องว่าเป็น ‘ตัวแทนแห่งพระเจ้า’

สำนักวาติกันออกแถลงการณ์ชี้แจงเพิ่มเติมว่าสถานีโทรทัศน์ RAI จะเปิดให้คนทั่วโลกส่งเรื่องที่ต้องการถามโป๊ปเบเนดิกต์ ที่ 16 มายังเว็บไซต์ RAI Weekly ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค.เป็นต้นไป จากนั้นผู้จัดรายการจะคัดเลือกคำถามที่มีผู้ถามมากที่สุด 3 ข้อ เพื่อนำไปถามต่อโป๊ปเบเนดิกต์ ที่ 16 ซึ่งจะเป็นผู้ตอบข้อสงสัยทั้ง 3 ข้อด้วยตัวเอง และทางผู้จัดรายการเชื่อมั่นว่าจะมีผู้คนจากทั่วโลกส่งคำถามมาเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ขณะที่สถิติเฉลี่ยของผู้ชมรายการในช่วงเวลาปกติมีประมาณ 7 ล้านคนทั่วประเทศ

สื่อที่เป็นตัวแทนชาวคริสต์สรรเสริญว่าการปรากฎตัวออกสื่อโทรทัศน์ของโป๊ปเบเนดิกต์ที่ 16 เพื่อตอบคำถามของประชาชน ถือเป็นความกรุณาปราณีของผู้นำสูงสุดแห่งคริสตจักรที่พยายามเข้าถึงจิดใจชาวคริสต์ทั่วโลก ทั้งยังเป็นพัฒนาการที่สำคัญเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตซึ่งการตั้งคำถามต่อผู้เป็นตัวแทนแห่งพระเจ้าถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ ‘ผิดมหันต์’ ไม่เว้นแม้แต่การตั้งสมมติฐานหรือการเผยแพร่แนวคิดที่ขัดแย้งกับความเชื่อหรือคำสั่งสอนของคริสตจักรในสมัยโบราณ

หลักฐานทางประวัติศาสตร์จำนวนมากบ่งชี้ว่าผู้ที่คิดแตกต่างจากคริสตจักรในหลายศตวรรษที่ผ่านมาต้องเผชิญกับชะตากรรมอันเลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นการล่าแม่มดในช่วงยุคกลางของยุโรป หรือกระทั่งการสั่งกักขัง ‘กาลิเลโอ กาลิเลอิ’ นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์คนสำคัญของอิตาลี ในปี ค.ศ.1633 โทษฐานที่เสนอทฤษฎีขัดแย้งกับความเชื่อของคริสตจักรว่า ‘โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล’

อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของสื่อเสรีนิยมในซีกโลกตะวันตกจำนวนหนึ่ง กลับมองว่าการเปิดโอกาสให้คนตั้งคำถามกับประมุขแห่งคริสตจักรในครั้งนี้อาจเป็นเพียง ‘เครื่องมือในการประชาสัมพันธ์’ เพราะในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่โป๊ปเบเนดิกต์ ที่ 16 จะไปปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ ทางคริสตจักรได้เตรียมจัดพิธีเปิดตัวหนังสือรวบรวมทัศนะของโป๊ปที่มีต่อประเด็นทางสังคมต่างๆ เป็นเล่มที่ 2 หลังจากที่มีการจัดพิมพ์หนังสือเล่มแรกไปเมื่อปีที่แล้ว

ส่วนประเด็นที่ถูกโจมตีอีกประการหนึ่งคือเรื่อง ‘ความจริงใจ’ ในการเปิดโอกาสให้คนตั้งคำถาม เพราะประเด็นที่โป๊ปเบเนดิกต์ ที่ 16 จะ ‘ไขข้อข้องใจ’ ถูกกำหนดว่าจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระประวัติของพระเยซูเท่านั้น ส่วนคำถามในประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากนี้จะไม่ได้รับการพิจารณาแต่อย่างใด ที่สำคัญคือการตอบคำถามของโป๊ปจะเป็นการบันทึกเทปล่วงหน้า 1 วัน ซึ่งแม้แต่คณะผู้จัดรายการก็ไม่อาจระบุได้ว่าเวลาในการดำเนินรายการจะเป็นไปตามที่วางไว้คือประมาณ 80 นาทีหรือไม่ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าช่วงเวลาตอบคำถามอาจมากกว่าหรือน้อยกว่าเวลาที่วางไว้

ทั้งนี้ ในปี 2553 ทั้งคริสตจักรโรมันคาทอลิคและโป๊ปเบเนดิกต์ที่ 16 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มเหยื่อผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็กทั้งจากประเทศไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา รวมถึงเยอรมนีซึ่งเป็นบ้านเกิดของโป๊ป โดยเหยื่อทั้งหมดระบุว่าผู้ก่อเหตุคือพระและนักบวชนิกายโรมันคาทอลิค ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตมีการร้องเรียนต่อทางคริสตจักรอยู่เป็นระยะ แต่กลับไม่มีผู้ใดในคริสตจักรดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงหรือหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

นอกจากนี้ รัฐบาลไอร์แลนด์ได้เปิดเผยข้อมูลการสอบสวนพระและผู้เกี่ยวข้องกับคริสตจักรโรมันคาทอลิคทั่วประเทศในปี 2553 ที่ผ่านมา พบว่ามีพระและนักบวชผู้ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ในความดูแล ระหว่างปี ค.ศ.1930-1990 จำนวนกว่า 200 ราย ส่งผลให้รัฐบาลไอร์แลนด์เตรียมหาทางดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุทั้งหมด

แม้โป๊ปเบเนดิกต์ ที่ 16 ได้ออกมากล่าวแสดงความเสียใจต่อเหยื่อที่ถูกพระคาทอลิคล่วงละเมิดอย่างไม่เป็นทางการในเดือนมีนาคม 2553 รวมถึงประณามผู้ก่อเหตุในไอร์แลนด์ว่าทรยศต่อพระผู้เป็นเจ้า แต่ก็ต้องเผชิญกับเสียงโต้แย้งจากผู้เสียหายว่าเรื่องที่เกิดถือเป็นความรับผิดชอบของคริสตจักรและโป๊บองค์ปัจจุบันด้วยเช่นกัน ที่ไม่กระทำการใดๆ เพื่อหยุดยั้งความเลวร้ายที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยว่าสมัยโป๊ปเบเนดิกต์ที่ 16 ยังดำรงตำแหน่งพระคาร์ดินัลโจเซฟ แรตซิงเกอร์ ในปี 2544 ได้มีการส่งจดหมายในนามคริสตจักรถึงบิชอปทั่วโลกไม่ให้เอ่ยถึงการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นโบสถ์คาทอลิคในความดูแล แต่ให้ดำเนินการคว่ำบาตรพระหรือนักบวชผู้ก่อเหตุอย่างเงียบๆ เพื่อจะได้ดำรงไว้ซึ่งความสงบสุขและดีงามของคริสตจักร แต่ในความเห็นของเหยื่อผู้ถูกกระทำถือว่านั่นคือความพยายาม ‘ปกปิดความผิด’ ที่ไร้ความเป็นธรรมและหยามหมิ่นพระผู้เป็นเจ้า

ผู้โจมตีโป๊ปเบเนดิกต์ที่ 16 อย่างรุนแรงด้วยการเขียนจดหมายเปิดผนึกส่งถึงสื่อมวลชนในสหรัฐฯ คือ ‘ซินเนด โอ’คอนเนอร์’ นักร้องหญิงชาวไอริช ซึ่งเคยก่อเหตุประท้วงอดีตสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 เมื่อ 18 ปีก่อน ระหว่างร้องเพลงถ่ายทอดสดในรายการ Saturday Night Live ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งโอ’คอนเนอร์ได้ร้องเพลง War ของบ็อบ มาร์ลีย์ ที่มีเนื้อหาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้คน รวมถึงการเผชิญหน้ากับปัญหาการล่วงละเมิดและทารุณเด็ก และได้ฉีกรูปภาพของโป๊ปจอห์น ปอล ที่ 2 และกล่าวทิ้งท้ายว่า “จงต่อสู้กับศัตรูที่แท้จริง” และการประท้วงอดีตพระสันตะปาปาในครั้งนั้นทำให้โอ’คอนเนอร์ถูกกีดกันจากการแสดงคอนเสิร์ตหลายงานในสหรัฐฯ

ขณะที่จดหมายฉบับล่าสุดที่เขียนขึ้นในเดือน มี.ค.ปีที่แล้วของโอ’คอนเนอร์ ระบุว่าเธอมีประสบการณ์ที่เลวร้ายจากการถูกส่งตัวเข้ารับการดัดสันดานในศูนย์เยาวชนหญิงประจำโบสถ์คาทอลิคในไอร์แลนด์ ซึ่งใช้แรงงานเด็กเกินกว่าเหตุ และออกความเห็นว่าปัญหาการล่วงละเมิดและทารุณเด็กโดยพระหรือนักบวชในโบสถ์คาทอลิคเกิดขึ้นเป็นเวลานาน และเป็นผลจากระบอบการปกครองของศาสนจักรที่ไม่เปิดโอกาสให้คนธรรมดาตั้งคำถามหรือตรวจสอบ ‘ผู้รับใช้พระเจ้า’

ส่วนเสียงตอบรับในการเตรียมการตั้งคำถามที่จะออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์ RAI ในวันที่ 22 เม.ย.นี้ มีผู้วิพากษ์วิจารณ์เช่นกันว่าหากประมุขคริสตจักรโรมันคาทอลิคต้องการเปิดโอกาสให้ประชาชน ‘ตั้งคำถาม’ อย่างแท้จริง แต่เหตุใดกลับห้ามพูดถึง ‘บาดแผล’ หรือประวัติศาสตร์ที่รอการชำระสะสางของคริสตจักร และสิ่งนี้จะเรียกว่าเป็น ‘การเยียวยา’ ได้อย่างไร


ข้อมูลอ้างอิง

1. To Sinead O'Connor, the pope's apology for sex abuse in Ireland seems hollow. The Washington Post. March 28, 2010

2. Pope Watch: Vatican May Issue Formal Apology for Abuse Scandal in June. Beliefnet. April 29, 2010

3. Pope Benedict to answer Italian TV viewers' questions in papal first. The Guardian. March 8, 2011

4. Papal first as Pope prepares to answer viewers' questions for religious TV show. The Daily Mail. March 9, 2010

เราเป็นมนุษย์ก่อนจะมีศาสนา

ที่มา ประชาไท

เรื่องเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องสมมติ แต่ผมคิดว่าอาจตรงกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ก็ได้
ครูสอนวิชาพุทธศาสนาคนหนึ่ง เธอเลี้ยงลูกสาวเพียงลำพังเนื่องจากสามีเธอเสียชีวิตไปนานแล้ว แม้เธอจะศึกษาคำสอนของพุทธศาสนามาพอสมควร แต่เมื่อชะตาชีวิตต้องเผชิญกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส เธอกลับพบว่าพุทธศาสนาไม่ได้ช่วยอะไรได้มากอย่างที่คิด
ความทุกข์แสนสาหัสที่เธอประสบคือ ลูกสาวที่กำลังเรียนมัธยมปลายของเธอถูกคนงานกะเหรี่ยงขี้เมาข่มขืนและตั้งครรภ์ หมอแนะนำว่ายังอยู่ในระยะที่สามารถทำแท้งได้ และในกรณีที่ตั้งครรภ์เพราะถูกข่มขืน กฎหมายก็อนุญาตให้ทำแท้งได้ แต่เธอและลูกบอกหมอว่าขอเวลาคิดดูก่อน
ในห้วงเวลาแห่งความทุกข์ของสองแม่ลูก เธอต้องการคำอธิบายทางศีลธรรมเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับปัญหานี้ต่อไป จึงไปขอคำปรึกษาจากพระที่เธอเคยเห็นท่านเทศน์ออกทีวีบ่อยๆ แต่คำตอบที่ได้รับคือ...
...การทำแท้งเป็นบาปแน่นอน จะว่าไปแล้วมันเป็นผลกรรมเก่า ลูกสาวโยมอาจจะไปทำกรรมอะไรไว้ในชาติก่อน ชาตินี้จึงทำให้ถูกข่มขืน ถ้าเราไปทำแท้งอาจทำให้ต้องจองเวรจองกรรมไม่สิ้นสุด แต่ถ้ายอมรับถือว่าใช้กรรมเก่าไป ไม่ทำแท้ง ไม่ทำบาปใหม่อีก กรรมนี้ก็จะสิ้นสุด ...พอดีอาตมามีงานยุ่ง ต้องขอตัวก่อน หากโยมยังไม่เข้าใจ ให้ซื้อซีดีที่อาตมาเทศน์ออกทีวีไปเปิดฟังก็ได้ อาตมาอธิบายไว้ละเอียดแล้ว จะได้เข้าใจจนหมดสงสัย
เธอกราบลาหลวงพ่อด้วยความรู้สึกผิดหวัง ไม่ได้ซื้อซีดี และรู้สึกตำหนิตัวเองที่ตัดสินใจมาหาพระรูปนี้ ระหว่างนั้นเธอนึกถึงครูสอนวิชาพุทธศาสนาที่โรงเรียนเดียวกันคนหนึ่งอดีตเคยบวชเรียนมา เธอจึงชวนเขามาทานข้าวเย็นที่บ้าน และเล่าเรื่องดังกล่าวให้ฟัง คำแรกที่อดีตมหาเปรียญพูดขึ้น คือ
พี่ไม่น่าไปหาพระรูปนั้นเลย...ปัญหานี้มันเป็นความทุกข์ร่วมกันของพี่กับลูกสาว พี่กับลูกสาวต้องตัดสินใจเอง แต่ต้องเอาความเชื่อทางศีลธรรมที่พระรูปนั้นสอนออกไปจากจิตใจก่อน
ตามหลักศีลธรรมของพุทธศาสนา การทำแท้งเป็นปาณาติบาตมิใช่หรือ มันเป็นบาปมิใช่หรือ เธอถามเสียงดัง!
ใช่ครับ พระสอนอย่างนั้น คัมภีร์ทางศาสนาสอนอย่างนั้น แต่เรามีสิทธิ์ที่จะเชื่อหรือไม่ก็ได้มิใช่หรือ...ที่จริงศาสนามาทีหลังมนุษย์ ในยุคที่ยังไม่มีศาสนานามนุษย์ก็ยังดำรงชีวิตอยู่ได้ แม้ปัจจุบันบางคนเขาไม่นับถือศาสนาอะไรเขาก็มีชีวิตที่ดีงามได้ ศาสนาเกิดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาบางอย่างของมนุษย์ ศาสนาไม่ใช่เครื่องมือแก้ปัญหาทุกอย่าง หรือมีคำตอบสำเร็จรูปให้กับทุมิติของชีวิตเรา
ท่านมหาเล่าต่อว่า
...ผมคิดว่าศีลธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่ใช่กฎระเบียบแข็งทื่อสำหรับนำมากล่าวอ้างเพื่อตัดสินการกระทำ หรือข่มขู่ป้องปรามให้คนกลัวหรือรู้สึกผิดที่จะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ศีลธรรมของพุทธศาสนาต้องอธิบายได้ด้วยเหตุผล
ปาณาติบาตที่เป็นบาป ต้องเป็นการฆ่าจากความโกรธ ความเกลียดชัง ความลุ่มหลง หรือความมัวเมาในอำนาจ เช่น สั่งฆ่าประชาชนที่เรียกร้องเสรีภาพ เป็นต้น
แต่ในบางกรณี เช่น ม้าขาหักในทะเลทรายไม่สามารถเดินต่อไปได้ มันดิ้นทุรนทุรายเจ็บปวดด้วยความทุกข์ทรมาน เจ้าของม้าตัดสินใจยิงม้าตายด้วยความสงสาร มันย่อมไม่ใช่การทำบาปที่ร้ายแรง เหมือนปาณาติบาตที่ฆ่าประชาชนเพราะหลงอำนาจ
โดยความเป็นมนุษย์เราทุกคนย่อมรักตัวเองและปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากลูกสาวพี่ตัดสินใจทำแท้ง พี่และลูกสาวอาจเจ็บปวดเพราะรู้สึกผิดในทางศีลธรรมตามที่ถูกปลูกฝังมา แต่พี่ลองคิดดูพุทธศาสนาสอนให้เรามองความจริงของชีวิตคือความทุกข์ และให้เราจัดการกับความทุกข์ในชีวิตเราอย่างเหมาะสม
เวลานี้พี่กับลูกสาวประสบทุกข์ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อขึ้น มันยุติธรรมแล้วหรือหากเราต้องยอมจำนนต่อความทุกข์โดยข้ออ้างเรื่อง กรรมเก่า ที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ แม้แต่พระที่สอนท่านจะเชื่อตามที่ตัวเองสอนจริงๆ หรือเปล่ายังไม่รู้เลย ลูกสาวของพี่ยังต้องเรียนหนังสือ มีการศึกษา มีงานทำ เธอยังมีโอกาสจะพบผู้ชายดีๆ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกที่น่ารัก มีชีวิตที่ปกติสุขเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
แต่หากไม่ยอมทำแท้ง เพียงเพราะเหตุผลว่าสมควรชดใช้กรรมเก่า ยอมแบกความทุกข์ที่ตนเองไม่ได้ก่อขึ้นเอาไว้ตลอดชีวิต ผมก็ไม่แน่ใจว่านี่เป็นวิธีการจัดการกับความทุกข์อย่างเหมาะสมตามคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าหรือไม่
มีหลายเรื่องครับที่ผมเองก็อดสงสัยไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมพุทธบ้านเรา เช่น มติมหาเถรสมาคม (มส.) ห้ามนักเรียนมุสลิมคลุมญิฮาบเข้าไปในโรงเรียนวัด ห้ามตัดคำว่า วัด ออกจากชื่อโรงเรียน หรือมีชาวพุทธมาเรียกร้องรัฐบาลห้ามออกกฎหมายอนุญาตทำแท้ง ห้ามมีหวยถูกกฎหมาย ฯลฯ เพราะอ้างว่าผิดศีลธรรมทางพุทธศาสนา
ผมคิดว่า ถ้าบังเอิญพระพุทธเจ้ามาพบปรากฏการณ์ดังกล่าว พระองค์คงไม่เห็นด้วย พระพุทธเจ้าจำพรรษาอยู่แคว้นโกศลกว่า 20 พรรษา สนิทสนมกับพระเจ้าปเสนทิโกศลมาก แต่พระองค์ไม่เคยเสนอให้บัญญัติไว้ในกฎมณเฑียรบาลว่า ผู้ที่เป็นกษัตริย์จะต้องเป็นพุทธมามกะ
พระพุทธเจ้าไม่ต้องการเสนอ ศีลธรรมบังคับ แต่เป็น ศีลธรรมเหตุผล ชี้เหตุชี้ผลให้คนฟังเข้าใจ แล้วแต่เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทาง ส่วนเรื่องเดินทางเป็นอิสระของแต่ละบุคคล
ผมคิดว่าศีลธรรมแบบให้ยอมจำนนต่อความทุกข์อย่างไร้เหตุผล เช่นข้ออ้างเรื่องกรรมเก่า หรือการอ้างศีลธรรมทางพุทธศาสนาเพื่อกดดันหรือบีบบังคับให้ออกหรือไม่ออกกฎหมายให้ประชาชนปฏิบัติ ไม่น่าจะตรงกับเจตนาในการสอนศีลธรรมของพระพุทธเจ้า
หลักกาลามสูตรนั่นไงครับ คือหลักที่สอนให้เรามีอิสระอย่างเต็มที่ในการตัดสินถูกผิดด้วยตนเอง ยิ่งเมื่อพิจารณาตามหลักอริยสัจ 4 ยิ่งชัดว่า ตัวเราแต่ละคนคือผู้ที่จะเข้าใจความทุกข์ของตนเองได้ดีที่สุด และสามารถจัดการกับความทุกข์นั้นได้ด้วยวิธีที่เหมาะสมที่สุด
ผมคิดว่า พี่กับลูกสาวควรนึกถึงตนเองในฐานะที่เป็นมนุษย์ผู้ปรารถนาการมีชีวิตที่ดีให้มากที่สุด นึกถึงความทุกข์ของตนเองเป็นตัวตั้ง หาทางแก้ทุกข์นั้นด้วยวิถีทางที่...คือหากมันหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดไม่ได้ เราย่อมมีความชอบธรรมที่จะเลือกวิถีทางที่มันเกิดความเจ็บปวดกับตนเองและคนอื่นให้น้อยที่สุด...
ผมขอจบเรื่องเล่าห้วนๆ แบบนี้แหละ สวัสดีสังคมพุทธไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข!
หมายเหตุ : ผมได้แง่คิดในการเขียนเรื่องเล่านี้จากการอ่านเรื่องสั้นขนาดยาวของ ศ.ดร.สมภาร พรมทา ใน วารสารปัญญา วารสารออนไลน์ที่ให้ดาวโหลดฟรีทั้งบทความวิชาการ เรื่องสั้น นวนิยาย และหนังสือปรัชญา/พุทธศาสนา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ผู้สนใจโปรดเข้าไปอ่านได้ที่ http://www.stc.arts.chula.ac.th/WisdomMag/index.html

ทำไมควรยกเลิกวันสตรีสากล

ที่มา ประชาไท

การมีวันนี้ ดูเหมือนกับเรายอมรับว่า ปัญหาการกดขี่ ความไม่เสมอภาคกันระหว่างชายหญิง เกิดจากการไม่เสมอภาค ทางเพศ ทั้งที่จริงแล้ว เราจะเห็นว่า ในสังคม ความเป็นเพศไม่ได้ทำให้เกิดความไม่เสมอภาค เราจะเห็นว่ารอบตัวเรา มีคนงานชายมากมายมีเจ้านายเป็นผู้หญิง มีผู้หญิงมากมายกดขี่ผู้ชาย และมีผู้ชายผู้หญิงมากมายกดขี่กันเอง ถ้าความเป็นเพศกดขี่ได้จริง ทำไมผม ไปกดขี่ ดารานักร้องสาวสวยไม่ได้

ในอดีต ต้องยอมรับว่าการใช้แรงงานส่วนใหญ่ใช่แรงงานชาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชายจะเป็นใหญ่เป็นส่วนมาก ผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลบ้าน เลี้ยงลูกและสนองอารมณ์ ทางเพศของชายเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแม้แต่ในอดีตก็ตาม ครอบครัวแต่ล่ะครอบครัว ก็มีระดับการกดขี่สตรีที่ต่างกัน ครอบครัวที่ทางฝ่ายชายและฝ่ายหญิงมีอำนาจทางเศรษฐกิจที่พอๆ การกดขี่ระหว่างเพศจะเกิดน้อยมาก แต่ที่มีการกดขี่สตรีในอดีตส่วนใหญ่เกิดจาก การกดขี่ของฝ่ายชายที่ เป็นเจ้าขุนมูลนาย ซึ่งมีอำนาจทางเศรษฐกิจ แทบทั้งสิ้น หากเจ้าขุนมูลนายเป็นผู้หญิง ผู้หญิงก็สามารถกดขี่ทาสที่เป็นชายได้เช่นกัน ถ้าความเป็นเพศ ทำให้อีกเพศกดขี่อีกเพศได้จริง คงเห็นทาสชาย ลุกขึ้นมาจับ เจ้านายผู้หญิงทำเมีย

ปัจจุบัน ระบบการผลิตทำให้ผู้หญิงอยู่ในกระบวนการผลิตมากขึ้น ผู้หญิงในความเป็นจริง มีความเสมอภาคกับชายในระดับหนึ่งแล้ว เพียงแต่ว่า ความรู้สึกของผู้หญิงบางส่วนเอง ยังรู้สึกว่าตัวเอง ต่ำต้อยกว่าชาย ทั้งที่ หากมองเรื่องเศรษฐกิจ หญิงกับชายอาจมีอำนาจไม่ต่างกัน ผู้หญิงเองก็หลงไหลกับความเป็นผู้หญิง ที่ซากวัฒนธรรมยุคทาส เหลือทิ้งไว้ให้ เพราะผู้หญิงบางคน ยังคิดว่าต้องหาผัวรวยๆ มาเลี้ยงดู ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีความสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ผู้หญิงบางส่วนเองก็ยินดีที่จะรับประโยชน์ จากระบบที่คุณเรียกว่าชายเป็นใหญ่ (อันที่จริงไม่ว่าชายหรือหญิงมันก็อยากได้เมียรวยกันทั้งนั้น) ผู้หญิงเหล่านี้ ต้องลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในความเป็นจริงมีแต่เพศหญิงที่ถูกกดขี่ หรือ ถูกกดขี่เพราะมีอำนาจทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าอีกฝ่ายที่เป็นชาย และที่ผู้หญิงบางกลุ่ม ออกมาพูดว่าไม่เสมอภาคกับเพศชายอยู่นี้ ก็เพื่อเพียงต้องการประโยชน์ ที่คุณใช้ความเป็นเพศหญิงมาอ้าง เพื่อที่จะหาข้อได้เปรียบจากการที่เป็นเพศหญิง เท่านั้น

หากจะทำให้มี ความเสมอภาคระหว่างเพศ จริงๆ ผู้หญิงเองก็ต้องลุกขึ้นมาสู้ และทำให้เหมือนชาย โดยไม่ต้องสนใจจารีตโบราณ เช่น ผู้หญิงอาจจะต้องมาขอผู้ชายแต่งงาน หรือ จีบผู้ชาย หรือ มีเซ็กส์กับผู้ชายโดยไม่เรียกร้องทรัพย์สิน (ยกเว้นอาชีพบริการ) หรือ ในครอบครัว ผู้หญิงอาจจะต้อง ลองบังคับผู้ชายเมื่อต้องการเซ็กบ้าง หรือกล้าที่จะบอกว่า กูไม่มีอารมณ์

และที่สำคัญผู้หญิงต้อง เรียกร้องให้มีการแก้กฏหมายให้มีความเสมอภาค รวมทั้งกฎจารีต อย่างเช่น ความเชื่อทางศาสนา ไม่ว่าการบวช หรือ สิทธิอื่นๆ ที่มีการยอมรับให้แต่ฝ่ายชาย ไม่ใช่มาแค่มา ตะโกนว่า "กูถูกผู้ชายกดขี่นะคะ"

จะทำให้มีความเสมอภาคจริง เราต้องสู้มากกว่า เรื่องเพศ เราต้องสู้ให้เรามีอำนาจทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปด้วย และเราควรยกระดับการต่อสู้ เป็นการต่อสู้ เพี่อความเสมอภาค ของ "มนุษย์" เพราะคนอ่อนแอไม่ได้มีแต่เพศหญิง เพศชายหรือเพศที่3 ดังนั้น “วันสตรีสากล” ควรเปลี่ยน เป็นวัน “มนุษย์สากล” ได้แล้วครับ

เชิญร่วมแลกเปลี่ยนครับ เนื่องในวันสตรีสากล

ปล.การเขียนบันทึกนี่ กลับบ้านจะโดนคนที่บ้านตบกระบาลหรือป่าววะนี่ 5555

สืบพยานคดีเผาศาลากลางมุกดาหาร “นักข่าว-อส.-สารวัตรสืบสวน”

ที่มา ประชาไท

นักข่าว-อส.-สารวัตรสืบสวน เบิกความเป็นพยานโจทก์คดีเผาศาลากลางมุกดาหาร พยานทั้ง 4 รับว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุขณะศาลากลางไฟไหม้ หรืออยู่ในระยะไกลห่างกว่า 200 ม. อีกทั้งไม่มีใครเห็นว่าจำเลยทั้งหมดเป็นผู้ร่วมก่อเหตุ

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 54 ที่ผ่านมา จำเลยในคดีบุกรุกและเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งได้รับการประกันตัวออกมาแล้วทั้ง 29 คน พร้อมทนายจำเลย 5 คน จากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์และพรรคเพื่อไทย เดินทางมาพร้อมกันที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ตามที่ศาลได้นัดสืบพยานโจทก์เป็นนัดที่ 4

พยานโจทก์ที่อัยการเบิกตัวมาขึ้นให้การในนัดนี้มีทั้งสิ้น 4 ปาก เป็นผู้สื่อข่าวท้องถิ่น 2 ปาก เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน(อส.) มุกดาหาร และสารวัตรสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร

นายไกรสมุทร นามโพธิ์ไทร พยานที่ขึ้นเบิกความคนแรก เป็นผู้สื่อข่าวท้องถิ่นของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ และแนวหน้า อีกทั้งเป็นลูกจ้างของบริษัท ชิโนทัย ทำงานที่ ร.พ.มุกดาหารด้วย พยานให้การว่าในวันเกิดเหตุ(19 พ.ค.53) ทราบข่าวว่ามีการชุมนุมและเผายางที่ข้างศาลากลาง จึงเดินทางไปยังที่เกิดเหตุเพื่อบันทึกภาพ พยานกลับไปทำงานที่ ร.พ.เป็นระยะๆ ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุตลอดเวลา ดังนั้น พยานจึงไม่เห็นว่าใครเป็นคนเผาศาลากลาง เห็นแต่เพียงมีบางกลุ่มกลิ้งยางเข้าไปเผา บางกลุ่มก็กลิ้งยางออกมา ขณะเพลิงลุกไหม้ พยานเห็นมีเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมบางคนเข้าไปห้ามปราม แต่ไม่มีการจับกุม การบันทึกภาพของพยานเป็นการถ่ายในระยะไกลทั้งหมด และเป็นการถ่ายภาพเหตุการณ์โดยรวม ในภาพที่พยานถ่ายก็ไม่มีภาพที่เห็นคนจุดไฟเผาศาลากลางชัดเจน เมื่อตำรวจขอความอนุเคราะห์มายังสื่อทุกคน พยานจึงได้นำภาพถ่ายทั้งหมดไปมอบให้ โดยไม่ได้เปิดดูก่อน และไม่มีการตัดต่อ

พยานปากที่ 2 เป็นผู้สื่อข่าวท้องถิ่นของ นสพ.เดลินิวส์ ชื่อนายอนุศักดิ์ แสนวิเศษ พยานให้การว่าในวันที่ 19 พ.ค.53 พยานเข้าไปในที่เกิดเหตุเพื่อบันทึกภาพในฐานะผู้สื่อข่าว พยานเห็นว่าในศาลากลางมีทั้งคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมและประชาชนทั่วไป พยานถ่ายภาพในระยะไกล โดยใช้ซูมภาพเอา พยานออกไปรายงานข่าวเป็นระยะๆ จึงไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเผาศาลากลาง แต่ในช่วงสลายการชุมนุม พยานอยู่ในศาลากลาง และถ่ายภาพผู้ต้องหาที่ตำรวจจับกุมจากที่อื่นเข้ามา พยานไม่ทราบว่าคนที่ตำรวจจับมาอยู่ในศาลากลางหรือกระทำผิดหรือไม่ เมื่อพยานนำภาพถ่ายไปให้กับตำรวจ ไม่ได้มีการสอบปากคำพยานไว้

พยานปากที่ 3 คือ นายวิไล เมืองโคตร นายหมู่ใหญ่ประจำกองอาสารักษาดินแดน (อส.) จังหวัดมุกดาหาร นายวิไลให้การต่อศาลว่า วันเกิดเหตุเข้าเวรรักษาการณ์อยู่ที่ป้อมยามข้างประตูด้านทิศตะวันออก เห็นกลุ่มคนเสื้อแดงเผายางรถยนต์อยู่ที่ถนนนอกรั้วศาลากลาง หน้าประตูด้านทิศตะวันตก ซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่พยานอยู่ประมาณ 400 ม. ต่อมาประมาณ 10 โมงเช้า กลุ่มคนเหล่านั้นก็พังประตูรั้วด้านทิศตะวันตกเข้ามาในบริเวณศาลากลาง รวมตัวกันอยู่บริเวณหน้ามุขอาคารหลังเก่า มีคนกลุ่มหนึ่งกลิ้งยางรถยนต์มากองไว้บริเวณมุมด้านตะวันออกของมุข 2 กอง ห่างจากพยานราว 200 ม. ประมาณ 11 โมง ผู้ชุมนุมก็เผายางที่กองไว้ สักพัก ก็มีคนสวมหมวกกันน็อคกลิ้งยางที่ติดไฟเข้าไปในอาคารบริเวณคลังจังหวัดจนเกิดเพลิงไหม้ มีรถดับเพลิงวิ่งเข้ามา แต่ผู้ชุมนุมสกัดเอาไว้ พร้อมทั้งใช้ไม้ทุบรถ จนกระจกหน้ารถแตก และพนักงานขับรถต้องทิ้งรถหนีออกไป บ่ายสามโมง กลุ่มวัยรุ่นพยายามจุดไฟเผาอาคารศาลากลางหลังใหม่บริเวณทางเข้าด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นห้องเก็บวัสดุไฟฟ้า กำลังตำรวจจึงผลักดันผู้ชุมนุมออกมาทางป้อมยามที่พยานยืนรักษาการณ์อยู่ตลอด พยานเห็นวันรุ่นคนหนึ่งวิ่งหนีตำรวจจากบริเวณต้นไม้ข้างอาคารหลังใหม่ซึ่งอยู่ห่างจากพยานประมาณ 200 ม. มาล้มที่หน้าป้อม จึงควบคุมตัวเอาไว้ ตำรวจที่ตามมาจึงเข้าจับกุมและมัดแขนขาชายคนดังกล่าวไว้ พยานรับว่าเห็นชายคนที่พยานจับได้วิ่งออกมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมจริง แต่ไม่รู้ว่าเขาได้ร่วมเผาหรือไม่ พยานจำหน้าชายคนนั้นไม่ได้ จำไม่ได้ว่าใส่เสื้อสีอะไรด้วย รูปที่พนักงานสอบสวนนำมาให้พยานชี้ ก็เป็นรูปที่จำเลยคนดังกล่าวนอนคว่ำหน้าอยู่ นอกจากนี้ พยานยังรับว่าคำให้การในชั้นสอบสวนและในศาลไม่ตรงกัน

พ.ต.ท.พุทธินันท์ บำรุง ขึ้นให้การเป็นคนสุดท้าย โดยเกี่ยวข้องเป็นผู้จับกุมตามหมายจับ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งสารวัตรสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ในวันเกิดเหตุได้รับมอบหมายให้ดูแลทรัพย์สินของเอกชนด้านนอกศาลากลาง พยานจึงไม่ได้อยู่เหตุการณ์ที่มีการเผาศาลากลาง และไม่รู้ว่าใครเป็นคนเผา หลังเหตุการณ์ พยานได้รับมอบหมายให้สืบหาคนร้ายตามภาพถ่ายในหมายจับ ซึ่งพยานได้ทำการสืบและเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งสิ้น 4 คน ทั้งนี้ พยานรับว่า ภาพถ่ายที่เป็นหลักฐาน ไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยที่พยานตามจับกุมมาเป็นผู้จุดไฟเผาศาลากลาง เป็นเพียงภาพขณะจำเลยกลิ้งยางหรือยืนข้างกองยางเท่านั้น อีกทั้ง พยานก็ไม่รู้ด้วยว่าจำเลยที่มีภาพกลิ้งยางนั้น เป็นการกลิ้งเข้าไปกองเพื่อจุด หรือกลิ้งออกมา หรือที่ยืนข้างกองยางนั้นกำลังห้ามปรามผู้ชุมนุมไม่ให้จุดไฟเผาหรือไม่ ภาพถ่ายในหมายจับที่ยังจับไม่ได้อีก 30 กว่าหมายก็เป็นในลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้ เมื่อจำเลยถูกจับกุมและให้เซ็นรับรองว่าเป็นภาพถ่ายของตนเองนั้น พยานให้จำเลยเซ็นในขณะที่จำเลยยังไม่มีทนายความ

ครม. ส่งเสริมข้าราชการ-ประชาชนปฏิบัติธรรมทุกวันพระ-วันอาทิตย์

ที่มา ประชาไท

คณะรัฐมนตรีเตรียมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับข้าราชการ ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ทหาร ตำรวจทุกเหล่าทัพ ด้วยการเข้าวัดปฏิบัติธรรมทุกวันพระและวันอาทิตย์ จัดโต๊ะหมู่บูชาทุกหน่วยงาน และเล็งใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ประชาสัมพันธ์ด้วย ทั้งนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวครบ 7 รอบ
หมายเหตุ: ที่มา: ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับข้าราชการและประชาชน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554” จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันที่ 8 มีนาคม 2554
เรื่อง การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับข้าราชการและประชาชน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับข้าราชการและประชาชน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางการดำเนินงานดังกล่าวไปปฏิบัติด้วย ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ
กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) รายงานว่า
1. ในการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ประธานกรรมการ ได้มีดำริให้ดำเนินการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับข้าราชการและประชาชน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยได้มอบหมายให้ วธ. นำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
2. วธ. ได้พิจารณาเห็นว่า การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับข้าราชการและประชาชน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 มีประเด็นปัญหาที่สำคัญ ดังนี้
2.1 สภาพปัญหาของชาติในปัจจุบันพบว่า ปัญหาด้านสังคม โดยเฉพาะการขาดคุณธรรมจริยธรรมนับเป็นปัญหาระดับชาติ เนื่องจากบริบทของสังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปยึดวัตถุนิยมและบริโภคนิยมตามกระแสแนวทางของโลกาภิวัตน์ในทุกมิติ ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านพฤติกรรมทำให้ประชาชนในทุกภาคส่วนของสังคมไทยห่างไกลศาสนา ขาดการนำหลักธรรมคำสอนของศาสนาไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันกลายเป็นสังคมที่ละเลยคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
2.2 เนื่องจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทยในอดีตให้ความสำคัญกับวันธรรมสวนะหรือวันพระที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ และในปัจจุบันพุทธศาสนิกชนก็ยังคงให้ความสำคัญกับวันดังกล่าวอยู่ แต่รัฐบาลได้กำหนดวันทำงาน คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ และกำหนดวันหยุด คือ วันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยไม่ได้กำหนดให้วันธรรมสวนะเป็นวันหยุด เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไม่มีโอกาสไปวัดในวันธรรมสวนะ เพื่อเข้าวัดฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มาแต่ครั้งสมัยพุทธกาลอันเป็นวิถีชีวิตของพุทธศาสนิกชนที่ทุกคนควรปฏิบัติ วธ. จึงได้กำหนดโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันอาทิตย์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา ได้พบพระภิกษุสงฆ์ ได้รับฟังหลักธรรมคำสอน และได้พบความสุขทั้งของตนเอง ครอบครัว และญาติมิตร และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ที่จะมาถึงนี้เป็นโอกาสที่พุทธศาสนิกชนที่ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จะได้ประกอบกิจกรรมทาง พระพุทธศาสนา เจริญจิตภาวนา รักษาศีล เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมอย่างยั่งยืนต่อไป
3. วธ. ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับข้าราชการและประชาชน ในโอกาสงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และเน้นการเสริมสร้างพลังของข้าราชการและประชาชนที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืน ดังนี้
หน่วยงาน /การดำเนินงาน
1. ส่วนราชการระดับกระทรวง ระดับกรมทุกแห่ง
1. คัดเลือกวัดที่มีความเหมาะสม และเชิญชวนข้าราชการ บุคลากรในสังกัดที่นับถือพระพุทธศาสนาเข้าวัดปฏิบัติธรรมในทุกวันธรรมสวนะ หรือวันอาทิตย์ตลอดปี 2554 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และสนับสนุนให้ข้าราชการและบุคลากรที่นับถือศาสนาอื่นได้ปฏิบัติศาสนกิจตามหลักธรรมคำสอนในศาสนาที่ตนนับถือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในคราวเดียวกันด้วย
2. จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ประกอบด้วย เมตตาธรรม สามัคคีธรรม สุจริตธรรม และเที่ยงธรรม
3. จัดโต๊ะหมู่บูชา พร้อมธงชาติ และพระบรมฉายาลักษณ์/พระบรมสาทิสลักษณ์ ประจำห้องประชุมกระทรวง กรม และมีพิธีจุดธูป เทียนบูชาพระรัตนตรัย และไหว้พระสวดมนต์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ทุกครั้งที่มีการประชุมของกระทรวง กรม ยกเว้นพื้นที่ที่มีผู้นับถือศาสนาอื่น
2. กระทรวงวัฒนธรรม
1. เสนอมหาเถรสมาคมเห็นชอบให้คณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ทุกวันธรรมสวนะถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554
2. ประสานการดำเนินงานกับคณะสงฆ์และผู้นำศาสนาต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับข้าราชการและประชาชนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
3. กระทรวงศึกษาธิการ
1. ให้โรงเรียนและสถานศึกษาจัดกิจกรรมนำนักเรียน นักศึกษาเข้าวัดปฏิบัติธรรม ณ วัดที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนและสถานศึกษานั้น ๆ หรือวัดใกล้เคียงในทุกวันธรรมสวนะหรือวันอาทิตย์ที่ตรงกับวันเปิดภาคเรียน ยกเว้นพื้นที่ที่มีผู้นับถือศาสนาอื่น
2. ให้โรงเรียนและสถานศึกษาทุกแห่งจัดให้มีการสวดมนต์ไหว้พระก่อนเข้าเรียนภาคเช้าทุกวัน และสวดมนต์เต็มรูปแบบในทุกวันศุกร์ก่อนเลิกเรียน ยกเว้นพื้นที่ที่มีผู้นับถือศาสนาอื่น
4. กระทรวงมหาดไทย
1. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอ เชิญชวนข้าราชการ บุคลากรในสังกัดที่นับถือพระพุทธศาสนาเข้าวัดปฏิบัติธรรม ตามรายชื่อวัดที่เข้าร่วมโครงการเข้าวัดวันอาทิตย์กับกรมการศาสนาในทุกวันธรรมสวนะหรือวันอาทิตย์ ตลอดปี 2554 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และสนับสนุนให้ข้าราชการและบุคลากรที่นับถือศาสนาอื่นได้ปฏิบัติศาสนกิจตามหลักธรรมคำสอนในศาสนาที่ตนนับถือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในคราวเดียวกันด้วย
2. จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ประกอบด้วย เมตตาธรรม สามัคคีธรรม สุจริตธรรม และเที่ยงธรรม
3. จัดโต๊ะหมู่บูชา พร้อมธงชาติ และพระบรมฉายาลักษณ์/พระบรมสาทิสลักษณ์ประจำห้องประชุมจังหวัด ห้องประชุมอำเภอ และมีพิธีจุดธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย และไหว้พระสวดมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ทุกครั้งที่มีการประชุมของจังหวัดและอำเภอ ยกเว้นพื้นที่ที่มีผู้นับถือศาสนาอื่นเป็นจำนวนมาก
4. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานการดำเนินงานกับคณะสงฆ์และส่วนราชการทั้งในระดับส่วนกลาง ระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนโครงการเข้าวัดวันธรรมสวนะหรือวันอาทิตย์สำหรับข้าราชการและประชาชนในจังหวัด ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป้าหมายและตัวชี้วัดในภาพรวมของจังหวัด พร้อมทั้งดำเนินการติดตามประเมินผลการดำเนินงานและรายงานผลให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทราบ
5. กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
1. ให้สถานศึกษาในสังกัดทุกแห่งจัดกิจกรรมนำนักเรียน นักศึกษา เข้าวัดปฏิบัติธรรม ณ วัดใกล้เคียงในทุกวันธรรมสวนะวันอาทิตย์ที่ตรงกับวัดเปิดภาคเรียน โดยนักเรียน นักศึกษาที่นับถือศาสนาอื่นให้พิจารณาการปฏิบัติศาสนกิจในศาสนาที่แต่ละคนนับถือได้ตามความเหมาะสม
2. คัดเลือกวัดที่มีความเหมาะสม และเชิญชวนข้าราชการบุคลากรในสังกัดที่นับถือพระพุทธศาสนาเข้าวัดปฏิบัติธรรมในทุกวันธรรมสวนะหรือวันอาทิตย์ ตลอดปี 2554 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และสนับสนุนให้ข้าราชการและบุคลากรที่นับถือศาสนาอื่นได้ปฏิบัติศาสนกิจตามหลักธรรมคำสอนในศาสนาที่ตนนับถือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในคราวเดียวกันด้วย
3. จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ประกอบด้วย เมตตาธรรม สามัคคีธรรม สุจริตธรรม และเที่ยงธรรม
4. จัดโต๊ะหมู่บูชา พร้อมธงชาติ และพระบรมฉายาลักษณ์/พระบรมสาทิสลักษณ์ประจำห้องประชุมของหน่วยงานในสังกัดทุกแห่ง และมีพิธีจุดธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย และไหว้พระสวดมนต์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ทุกครั้งที่มีการประชุมของหน่วยงาน
6. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ดำเนินการทางระบบบริการเครือข่ายสังคม (Social network)
1. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งาน กิจกรรม และความเคลื่อนไหวในวงการพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ
2. ถ่ายทอดสด เชื่อมโยงสัญญาณการจัดงานพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ ไปยังกลุ่มเป้าหมาย
7. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
เป็นหน่วยประสานการดำเนินงานกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับข้าราชการและประชาชนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดในภาพรวม

“พีมูฟ” เปิดทางงานกาชาด ยอมกลับ ตจว.-จวกรัฐบาลทำได้แค่หักหลังชาวปากมูน

ที่มา ประชาไท

พีมูฟ ออกแถลงการณ์ “ธาตุแท้รัฐบาล แก้ปัญหาโดยใช้หลักกู” พร้อมออกคำประกาศคนจน “เมื่อข้อตกลงถูกละเมิด ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลทำได้แค่หักหลังชาวปากมูน” หลังมติ ครม.ไม่เปิดเขื่อนปากมูลสั่งศึกษาใหม่ แจงจะกลับมาอีกหลังเลือกตั้ง

วันนี้ (9 มี.ค.54) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) เดินทางเข้าพูดคุยกับ นายจำนง จิตนิรัตน์ ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ (P Move) กรณีเจรจาขอเปิดพื้นที่งานกาชาดในวันที่ 31 มีนาคมนี้
พล.ต.ต.วิชัยกล่าวว่า ทางศอ.รส. มีคำสั่งให้ตนขอคืนพื้นที่สำหรับการจัดงานกาชาดจากกลุ่มผู้ชุมนุม 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ชุมนุมที่ลานพระรูปทรงม้า กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งการเจรจากลุ่มแรกก็ยินยอมที่จะออกจากพื้นที่ โดยจะเก็บข้างของและเคลื่อนย้ายในช่วง 13.00 น.วันนี้ ซึ่งตนจะประสาน กทม.มาทำความสะอาดพื้นที่ให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมจัดงานกาชาด ส่วนกลุ่มอื่นๆก็จะพยายามเจรจาขอคืนพื้นที่ต่อไป เพื่อให้อย่างน้อยภายในวันที่ 15 มีนาคม ทางผู้จัดงานสามารถเข้าทำบู๊ทต่างๆ ภายในงานได้
ด้านนายจำนงกล่าวว่า กลุ่มพวกตนเป็นเกษตรกร ชาวไร่ ชาวประมง รวมถึงกลุ่มคนไร้บ้าน ซึ่งก็มาเรียกร้องสิทธิประโยชน์ต่างๆกับนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ซึ่งมาชุมนุมตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากวันแรกที่มาประมาณ 5-6 พันคน และผลัดกันไปทำงาน ผลัดกันมาตอนนี้มีประมาณ 2 พันคน มาจากทั้งภาคเหนือ อีสาน ใต้ และกทม.บางส่วน โดยการเจรจาถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี ได้หลักประกันเป็นมติ ครม.เรื่องการช่วยเหลือและที่ทำกิน โดยอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจจึงจะเดินทางกลับ


“พีมูฟ” ระบุรัฐหักหลังชาวบ้าน ย้ำจะกลับมาใหม่หลังการเลือกตั้ง
ในวันเดียวกัน (9 มี.ค.54) ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ (P Move) อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 20 “ธาตุแท้รัฐบาล แก้ปัญหาโดยใช้หลักกู” ณ หมุดทองเหลือง คณะราษฎร 2475 ลานพระรูปฯ ระบุถึงการปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าลานพระรูปทรงม้าเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ค้างคามายาวนาน โดยผลการแก้ไขปัญหา มีบางส่วนที่มีความก้าวหน้า เช่น โครงการนำสนับสนุนคนไร้บ้าน โครงการนำร่องแก้ไขปัญหาเกษตรกรภายใต้สถาบันกองทุนธนาคารทิ่ดนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนจำนวน 167 ล้านบาท เป็นต้น แต่การแก้ไขปัญหาโดยส่วนใหญ่ กลับไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งกลับถูกละเมิดสิทธิมากขึ้น และกรณีปัญหาอื่นๆ อีกกว่า 300 กรณีปัญหายังไม่มีข้อสรุป โดยเฉพาะกรณีปัญหาเขื่อนปากมูล
“พวกเราผิดหวังต่อมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่รับฟังเหตุผลทางวิชาการและเลือกใช้วิธีซื้อเวลา พวกเรายืนยันว่า กรณีเขื่อนปากมูลได้มีข้อยุติที่ชัดเจนที่สุด และเพียงพอที่จะตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ แต่รัฐบาลกลับซื้อเวลาออกไปอีก พฤติการณ์ของรัฐบาลครั้งนี้ เราเห็นว่า นี่คือการไม่จริงใจในการแก้ปัญหา” แถลงการณ์ระบุ
นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเรื่องคดีความที่ไม่มีความคืบหน้า ซึ่งทางกลุ่มต้องการให้หยุดดำเนินคดีแต่รัฐบาลไม่นำเรื่องนี้เข้าพิจารณา ซึ่งเท่ากับว่าต้องการทำลายขบวนการเคลื่อนไหวด้วยคุกตาราง ดังนั้น นับจากนี้ทางกลุ่มจึงไม่อาจร่วมมือกับรัฐบาลชุดนี้ได้อีกต่อไป
“เราขอประกาศร่วมกันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมที่จะแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลอีกต่อไป และเราหวังว่าหลังการเลือกตั้งใหม่ เราจะกลับมาอีกครั้ง เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม” แถลงการณ์ระบุลงท้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พีมูฟยังได้ออกคำประกาศคนจน “เมื่อข้อตกลงถูกละเมิด ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลทำได้แค่หักหลังชาวปากมูน” ระบุถึงมติ ครม.ที่ไม่ตัดสินใจเปิดเขื่อนปากมูล แต่ให้ไปศึกษาข้อมูลอีก 45 วัน ว่า เป็นการซื้อเวลา โดยไม่มีเหตุผลและความชอบธรรมใด อันเป็นการหักหลังคนปากมูน ซึ่งจากการตัดสินใจดังกล่าวทางกลุ่มไม่สามารถยอมรับได้ พร้อมประกาศยุติการร่วมมือใดๆ กับรัฐบาลชุดนี้ และขอเรียกร้องให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมร่วมกันยุติความร่วมมือกับรัฐบาลนี้ด้วย
“ต่อหมุดทองเหลือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอาณาบริเวณนี้ ได้โปรดเป็นพยานด้วยว่า วันนี้ในการกระทำ และความมุ่งมั่นของพวกเราด้วยว่า เราจะทวงคืนแม่น้ำมูน ทวงคืนวิถีชีวิตของพวกเรา เราขอยืนยันว่า เราจะดำเนินวิธีการตามครรลองแห่งแนวทางแห่งสันติ” คำประกาศระบุ
มติ ครม.ไม่เปิดเขื่อนปากมูลสั่งศึกษาใหม่
เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงถึง 10 ประเด็นปัญหาของพีมูฟที่เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ว่า การประชุม ครม.พิจารณาในประเด็นที่กลุ่มพีมูฟร้องเรียน โดยแยกเป็น 1.ที่ดิน 2.เรื่องที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีสั่งการซึ่งมี 8 เรื่อง ทั้งเรื่องของโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งให้ตั้งกรรมการ เรื่องอ่างเก็บน้ำและเรื่องเหมืองต่างๆ รวมถึงจำนวนเงิน 167 ล้านบาท ที่จะนำไปจัดซื้อที่ดินของธนาคารที่ดิน ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติกฤษฎีกาจัดตั้งธนาคารที่ดินแล้วเช่นกัน
และ 3.เรื่องเขื่อนปากมูล วันนี้ได้เชิญนักวิชาการที่ศึกษาฯในนามอนุกรรมการเข้าไปชี้แจง สรุปได้ว่าขณะนี้ฝ่ายของผู้ที่กังวลเรื่องเปิดเขื่อนก็กลัวว่าน้ำจะหมด แต่ส่วนที่เรียกร้องให้เปิดเขื่อนยืนยันว่าน้ำไม่หมดเพราะเขื่อนสามารถกักเก็บไว้ได้ แต่รายงานศึกษาของนักวิชาการไม่มีข้อมูลส่วนนี้ชัดเจน มีแต่ตัวเลขที่เป็นการจำลองสถานการณ์ขึ้นมา
“นายกรัฐมนตรีอยากให้นำไปพิจารณาอีกครั้งว่าระหว่างข้อมูลที่ชาวบ้านบอกว่าน้ำไม่หมดกับคนที่กลัวว่าน้ำหมดจริงๆ แล้วระดับตรงไหนจึงจะยอมรับกันได้ รวมทั้งการศึกษาให้นำผู้ที่มีความเห็นไม่ตรงกันได้รับฟังความเห็นด้วยโดยให้เวลา 45 วัน ฉะนั้นเรื่องที่รับปากกับประชาชนพีมูฟทั้งหมดก็เป็นการดำเนินการจนครบแล้วเสร็จทุกกรณี ผมอยากให้พีมูฟรับรู้ว่ารัฐบาลก็ให้ความกังวลสนใจ ส่วนเขาจะเดินทางกลับหรือไม่อย่างไรก็ต้องดูท่าทีอีกครั้ง แต่ถ้าได้เห็นความตั้งใจเขาน่าจะเข้าใจ” นายสาทิตย์ กล่าว
แจงเดินหน้าเซ็น “เอ็มโอยู” หวังโฉนดชุมชนคืบ
นายสาทิตย์ กล่าวถึงข้อเรียกร้องโฉนดชุมชนว่า พรุ่งนี้ (9 มี.ค.) เวลาประมาณ 10.30 น.ที่รัฐสภาจะมีการเซ็นเอ็มโอยูเรื่องโฉนดชุมชนระหว่าง สปน.กับกระทรวงที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวงโดยมีนายกฯ เป็นประธาน ส่วนที่แนวทางของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังไม่ลงตัวนั้น ในวันนี้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรฯ ไม่ได้เข้าประชุม แต่ตอนนี้มีกลไกของกระทรวงทรัพย์ฯ เกิดขึ้นมาแล้ว คิดว่าถ้าเซ็นเอ็มโอยูทุกอย่างจะดีขึ้นและจะเร่งรัดได้ทันที
ประชาชนต้องการให้พื้นที่มีการอนุมัติโฉนดชุมชนขอให้เขาอยู่ทำกินในที่ดินเดิมไปก่อนได้ซึ่งครม.มีมติรองรับไว้แล้ว ส่วนที่มีชาวบ้านถูกดำเนินคดีนั้นก็มีการดำเนินคดีมาก่อนที่จะมีนโยบายโฉนดชุมชน และเมื่อกระบวนการอยู่ในชั้นศาลจะหยุดยั้งกระบวนการพิจารณาไม่ได้ แต่สิ่งที่ดำเนินการได้คือเมื่อมีกระบวนการบังคับคดดีก็ไปชะลอเรื่องการบังคับคดี ซึ่งกรณีจอง
ส่วนเรื่องบ้านมั่นคง นายสาทิตย์ กล่าวว่ามีการพิจารณาใน ครม.มีข่าวดีสำหรับเรื่องบ้านมั่นคงเพื่อคนไร้บ้าน ซึ่ง ครม.อนุมัติหลักการและงบประมาณ และมีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ว่าบ้านมั่นคงอาจจะเปลี่ยนชื่อไม่ให้เหมือนบ้านมั่นคงทั่วไป ข้อดีคือโครงการนี้จะต้องจัดหาที่ดินโดยกระทรวงการคลังเสนอตัวว่าจะดำเนินการร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หาที่ดินเพิ่มเติมให้ด้วย
แถลงการณ์ ฉบับที่ ๒๐
ธาตุแท้รัฐบาล แก้ปัญหาโดยใช้หลักกู
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เป็นขบวนการของเกษตรกรและคนจนเมืองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้รับผลกระทบอันเลวร้ายจากนโยบายการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วยกลุ่มคนจน ๔ เครือข่าย ๓ กรณีคือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.), เครือข่ายสลัม ๔ ภาค, สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) , และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) ชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้พิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลและคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อุบลราชธานี จำนวน ๕๔๐ กรณีปัญหา ได้รวมตัวกันปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณหน้าลานพระรูปทรงม้า กรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ค้างคามายาวนาน
ผลการแก้ไขปัญหามีบางส่วนที่มีความก้าวหน้า เช่น โครงการนำสนับสนุนคนไร้บ้าน โครงการนำร่องแก้ไขปัญหาเกษตรกรภายใต้สถาบันกองทุนธนาคารทิ่ดนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนจำนวน ๑๖๗ ล้านบาทเป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาโดยส่วนใหญ่ กลับไม่มีความคืบหน้า มิหนำซ้ำกลับถูกละเมิดสิทธิมากขึ้น ทั้งนี้พวกเราได้ใช้ความพยายามในการเปิดการเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งอนุกรรมการต่างๆ ที่นายกฯและรมต.สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แต่งตั้ง หลายปัญหาได้รับการแก้ไข และหลายปัญหาเช่น พื้นที่บ้านเก้าบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้นำทหารมาแก้ปัญหาที่ดินทำกินโดยมีเป้าหมายขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ และกรณีปัญหาอื่นอีกกว่า ๓๐๐ กรณีปัญหา (จากทั้งหมด ๕๔๐ กรณีปัญหา) ก็ยังไม่มีข้อสรุปโดยเฉพาะกรณีปัญหาเขื่อนปากมูล
ต่อการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล พวกเราเคยได้รับการยืนยันจากปากนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้ง ฯพณฯ เดินทางไปที่บ้านของพวกเรา (๑๐ ต.ค.๕๒) เราต้อนรับ ฯพณฯ เยี่ยงมิตร และยื่นไมตรีอันบริสุทธิ์ต่อ ฯพณฯ ผ่านมาปีเศษ ฯพณฯ กลับตัดไมตรีด้วยการตกลิ่มปัญหาให้จมหนักไปอีกในการประชุมครม.เมื่อวานนี้
พวกเราผิดหวังต่อมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่รับฟังเหตุผลทางวิชาการและเลือกใช้วิธีซื้อเวลา พวกเรายืนยันว่า กรณีเขื่อนปากมูลได้มีข้อยุติที่ชัดเจนที่สุด และเพียงพอที่จะตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ แต่รัฐบาลกลับซื้อเวลาออกไปอีก พฤติการณ์ของรัฐบาลครั้งนี้ เราเห็นว่า นี่คือการไม่จริงใจในการแก้ปัญหา
คดีก็ไม่มีความคืบหน้า เราต้องการหยุดดำเนินคดีแต่รัฐบาลไม่นำเรื่องนี้เข้าพิจารณาเท่ากับว่า ต้องการทำลายขบวนพี่น้องด้วยคุกตาราง
ดังนั้น นับจากนี้เป็นต้นไป เรามิอาจร่วมมือกับรัฐบาลชุดนี้ได้อีกต่อไป เราขอประกาศร่วมกันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมที่จะแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลอีกต่อไป และเราหวังว่าหลังการเลือกตั้งใหม่ เราจะกลับมาอีกครั้ง เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
คนจนทั้งผองพี่น้องกัน
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
๙ มีนาคม ๒๕๕๔ / ณ หมุดทองเหลือง คณะราษฎร ๒๔๗๕ ลานพระรูปทรงม้า
คำประกาศคนจน
เมื่อข้อตกลงถูกละเมิด ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลทำได้แค่หักหลังชาวปากมูน
นี่คือคำประกาศความจริง ที่สั่งสมมาจากการเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรม พวกข้าพเจ้าผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูลมาเป็นเวลากว่า ๒ ทศวรรษ ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเราได้ใช้ความพยายามในการนำเสนอความจริง ความจริงอันเป็นวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำมูนที่พึ่งพาแม่น้ำมูนอย่างสมดุล ตราบจนกระทั่งมีการสร้างเขื่อนปากมูลได้มาทำลายวิถี อันเป็นชีวิตของพวกเราจนล่มสลายลง ชาวบ้านในพื้นที่ ๓ อำเภอ กว่า ๖,๐๐๐ ครอบครัว ต้องประสบชะตากรรมการพลัดพราก ความสูญเสียที่เกิดจากน้ำมือของรัฐ ที่อ้างว่าการพัฒนา การพัฒนาที่จะนำมาซึ่งความเจริญ การกินดีอยู่ดีมาสู่คนลุ่มน้ำมูน แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะมันคือการทำลายล้าง
ณ ลานกว้างที่แผดร้อน ต่อหน้าหมุดทองเหลือง หมุดที่จารึกการประกาศการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของคณะราษฎร รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในอาณาบริเวณแห่งนี้ โปรดจงเป็นสักขีพยาน
พวกเรา ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนา และนโยบายการพัฒนา การพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม การพัฒนาที่ไปแย่งยื้อทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นของเราและบรรพบุรุษของพวกเราไป เขื่อนปากมูล คือรูปธรรมของการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง
ณ พื้นที่แห่งประวัติศาสตร์นี้ เป็นประจักษ์พยานด้วยว่า นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ที่กำลังมีการก่อสร้างเขื่อนปากมูล ครั้งนั้นพวกเราได้พร่ำบอกแก่พวกท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายว่า กรุณาได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านด้วย เพราะชาวบ้านมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการอาศัยทรัพยากรธรรมชาติธรรมชาติ เราบอกท่านว่าแม่น้ำมูนเป็นแหล่งดำรงชีวิตของพวกเรา ผืนดินริมตลิ่งอันเป็นดินตะกอนแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการทำการเกษตร พรรณไม้ที่มีมากมายหลายชนิด เราได้ใช้เป็นสมุนไพรในการรักษาโรค เห็ดหลายชนิด เราได้ใช้เป็นอาหารและขายเป็นรายได้ให้ครอบครัว รวมทั้งพื้นดินที่พวกท่านเอาไปเป็นอ่างเก็บน้ำยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและ สัตว์ปีก รวมทั้งยังเป็นพื้นที่เลี้ยง วัว ควาย ของพวกเราอีกด้วย แก่งต่าง ๆ ตามลำน้ำ แก่งเหล่านั้น เป็นที่อาศัย หากิน และแพร่ขยายพันธ์ของปลาน้ำจืดที่มีอยู่มากกว่า ๒๖๕ ชนิด สิ่งเหล่านี้หายไปพร้อมกับการเก็บกักน้ำของเขื่อนปากมูล
พวกท่านรู้ไหมว่า ทุกครั้งที่พวกเรามองดูน้ำในลำน้ำมูน เราได้ยินเสียงร่ำไห้ คร่ำครวญของวิญญาณบรรพบุรุษของเรา พวกเขาร่ำไห้ ตัดพ้อ ต่อว่า ต่อพวกเราที่เป็นลูกหลาน ว่า พวกเราทำไมเย็นชา ไม่ปกป้องวิถีชีวิต ไม่ปกป้องอาชีพ อาชีพที่จะดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์และวัฒนธรรมการหาปลาที่ควรจะสืบทอดต่อ พวกเราเราต้องก้มหน้าเก็บงำความข่มขื่น เราขลาดเขลาเกินกว่าที่จะเงยหน้ามองผืนแผ่นน้ำ พวกเรากลัวคำถามจากแม่น้ำมูน จากวิญญาณบรรพบุรุษ ที่สำคัญพวกเรากลัวคำถามของจิตสำนึก ต่อจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ เราจึงปล่อยให้ความข่มขื่นนี้ ซึมซับลงสู่ก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความการต่อสู้ เราทำได้แค่ความพยายาม แม้ความพยายามนี้จะยังไม่บรรลุ เราจะพยายามต่อไป
ต่อหมุดประวัติศาสตร์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณนี้ ข้าพเจ้าผู้เดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนปากมูล พวกเราขอตั้งจิตปฏิญาณว่า ในสายใยแห่งมวลสรรพชีวิตในโลกนี้ มนุษย์มิใช่เจ้าของสรรพสิ่ง แต่มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสรรพชีวิตเท่านั้น การกระทำใดของมนุษย์ที่เป็นการทำลายชีวิตอื่น ก็เท่ากับมนุษย์ได้ทำร้ายชีวิตของตนเองลงไปด้วย
ต่อเขื่อนปากมูล และนักสร้างเขื่อนทั้งหลาย พวกเราขอบอกต่อพวกท่านทั้งหลายว่า พวกเราสั่งสอนลูกหลานของพวกเราว่า แม่น้ำมูนคือแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ อันหมายถึงชีวิตของพวกเรา เราสอนให้ลูกหลานของเรารัก และบูชาแม่น้ำมูนเสมือนหนึ่งแม่ผู้ให้กำเนิด เสมือนแม่ผู้ให้ชีวิตแก่เขา เราสอนให้ลูกหลานของพวกเรานำอัฐิ และเถ้าถ่านของเราเมื่อสิ้นชีวิต โปรยลงสู่แม่น้ำมูน เผื่อให้เราจะได้ทักทายกันในทุกครั้งที่ลูกหลานของเราลงหาปลา
เราขอบอกให้พวกท่านทั้งหลายได้โปรดสั่งสอนบุตรหลานของท่าน ให้สำนึกและหวงแหนที่ฝังเถ้าถ่านบรรพบุรุษของพวกเขา เช่นเดียวกับที่พวกเราสั่งสอนบุตรหลานของพวกเราด้วย เผื่อบุตรหลานของพวกท่านจะได้ตระหนักและยุติ ละ เลิก การกระทำดังเช่นพวกท่านนักสร้างเขื่อนได้กระทำไว้แก่พวกเรา
พวกเรามิอาจร้องขอให้พวกท่านนักสร้างเขื่อนทั้งหลายได้กรุณาปลดปล่อย หรือคืนวิถีชีวิตให้แก่พวกเราได้ แต่พวกเราขอบอกแก่พวกท่านนักสร้างเขื่อนทั้งหลายได้ทราบว่า เราจำเป็นต้องปกป้องและทวงคืนแม่น้ำมูน แม่น้ำมูนอันเป็นที่กลบเถ้าถ่านบรรพบุรุษของพวกเรา เยี่ยงท่านและบุตรหลานของพวกท่านพึงกระทำในการปกป้องเถ้าถ่านบรรพบุรุษของพวกท่าน
๒๐ ปี ที่ผ่านมา เราเหนื่อย เราลำบาก ในการต่อสู้และการทำความจริงให้ปรากฏ และท้ายสุดพวกเราก็ประสบความสำเร็จ เมื่อคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นได้มีข้อสรุปชัดเจนมากว่า ให้มีการเปิดประตูเขื่อนอย่างถาวร และการเยียวยาเพื่อฟื้นฟูชีวิตชาวบ้านที่ล่มสลายมาตั้งแต่เขื่อนปากมูลเปิดใช้งาน เราดีใจ เรามีความหวังว่าวิถีชีวิตเราจะกลับคืนมา
๘ มีนาคม ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีมีมติ ไม่ตัดสินใจ โดยให้ไปศึกษาข้อมูลอีก ๔๕ วัน อันเป็นการซื้อเวลา ซื้อเวลาโดยไม่มีเหตุผล และความชอบธรรมใด อันเป็นการหักหลังคนปากมูน
ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลดังกล่าว เรามิอาจยอมรับความไร้เหตุผลของรัฐบาลชุดนี้ได้ เราขอประกาศยุติการร่วมมือใด ๆ กับรัฐบาลชุดนี้อีกต่อไป และขอเรียกร้องให้ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมได้ร่วมกันยุติความร่วมมือกับรัฐบาลที่อำมหิตนี้ด้วย เราขอวิงวอน
ต่อหมุดทองเหลือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอาณาบริเวณนี้ ได้โปรดเป็นพยานด้วยว่า วันนี้ในการกระทำ และความมุ่งมั่นของพวกเราด้วยว่า เราจะทวงคืนแม่น้ำมูน ทวงคืนวิถีชีวิตของพวกเรา เราขอยืนยันว่า เราจะดำเนินวิธีการตามครรลองแห่งแนวทางแห่งสันติ
ข้าฯ แด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดเป็นพยาน และดลบันดาลอำนวยชัยชนะในการทวงคืนแม่น้ำมูน ให้แก่พวกข้าพเจ้าด้วย เพื่อให้พวกเราได้กล้าสู้หน้าต่อวิญญาณบรรพบุรุษของพวกเรา และวิญญาณบรรพบุรุษของพวกข้าพเจ้าจะได้เลิกคร่ำครวญ ร่ำไห้เสียที พวกข้าพเจ้าทั้งของตั้งจิตปฏิญาณ ปฏิบัติการการกู้คืนแม่น้ำมูนให้จงได้
ประชาชนจงเจริญ
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
๙ มีนาคม ๒๕๕๔

สิทธิที่จะไม่ถูกฆ่า

ที่มา Thai E-News



โดย กาหลิบ
ที่มา เวบDemocracy100%

ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลลิเบียเข้ายึดฐานน้ำมันทางภาคตะวันออกของประเทศ ที่เรียกว่า ราส ลานูฟ ได้สำเร็จนั้น รัฐบาลลิเบียภายใต้ พันเอกมูฮัมมา กัดดาฟี่ ก็เข้าตีคืนด้วยอาวุธหนักอย่างต่อเนื่อง ผู้คนล้มตายกันมหาศาล

ขณะที่เขียนอยู่นี้ ฝ่ายกัดดาฟี่สามารถยึดเมืองบินจาวัดคืนมาได้แล้วหนึ่งเมือง บินจาวัดอยู่ห่างจาก ราส ลานูฟ เพียงประมาณ ๖๐ กิโลเมตร อีกไม่กี่ชั่วโมงคงจะถึงฐานที่มั่นหลักของผู้ต่อต้านรัฐบาล

เลขาธิการองค์การสหประชาชาติคือ นายบัน คี มูน รีบแต่งตั้งผู้แทนพิเศษคนใหม่ไปพร้อมกับทีมตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อสกัดกั้นการทำลายล้างครั้งใหญ่ จะเป็นผลขนาดไหนทั่วโลกกำลังคอยลุ้นอยู่

ส่วนสหรัฐอเมริกาลอยเรืออยู่เฉยๆ เหมือนยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี

ท่ามกลางความตึงเครียดและความสนใจอย่างสูงของประชาคมโลก สังเกตไหมว่า ได้เกิดอะไรที่น่าจับตามองขึ้นในกรณีนี้

ฝ่ายประชาชนที่รัฐบาลลิเบียเรียกว่า “กบฏ” นั้น เข้ายึดเมืองทางภาคตะวันออกและตะวันตกของประเทศด้วยกองกำลังประชาชนที่ติดอาวุธหนัก เมื่อถูกฝ่ายรัฐบาลรุกไล่ ก็ใช้อาวุธที่มีเข้าตอบโต้อย่างรุนแรงปานกัน ฝ่ายรัฐบาลที่เป็นกองกำลังทหารราบจึงได้ล่าถอยไปยกหนึ่ง

องค์การสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศอีกหลายหน่วย แสดงท่าทีสนับสนุนทันที เนื้อความอาจแตกต่างกันบ้าง แต่สาระคือฝ่ายประชาชนมีสิทธิที่จะใช้อาวุธปกป้องตัวเองอย่างเต็มที่เพราะรัฐบาลกัดดาฟี่ใช้อาวุธสงครามห้ำหั่นประชาชนก่อน แถลงการณ์หลายหน่วยงานเกือบจะพูดด้วยซ้ำว่าใครมีอาวุธควรส่งไปช่วยประชาชนชาวลิเบียที่กำลังต่อสู้เพื่อป้องกันชีวิตและสิทธิทางการเมืองของตน

เห็นหรือไม่ว่าเมื่อมวลชนถูกสังหาร ทำร้าย และปราบปรามด้วยกำลังจนเป็นที่ประจักษ์สนับสนุน การใช้อาวุธเพื่อตอบโต้ป้องกันตัวก็กลายเป็นความชอบธรรมขึ้นมา

คำถามคือสถานการณ์ในลิเบียต่างอะไรกับการใช้กำลังปราบปรามมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยในเมืองไทยเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ และเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓

คำตอบคือ ไม่แตกต่างกันเลย

ผู้ชูธง “สงบ สันติ และปราศจากอาวุธ” ในการรณรงค์ของไทยอย่างชนิด คำขวัญข้าใครอย่าแตะ เห็นตัวอย่างลิเบียอย่างนี้แล้ว ได้คิดอะไรขึ้นมาบ้างหรือไม่?

การประกาศตัวเองว่าจะไม่ใช้อาวุธไม่ว่าจะในกรณีใดๆ นั้น นอกจากจะช่วยฆ่ามวลชนฝ่ายตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าแล้ว ยังไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าเป็นกระแสหลักของประชาคมระหว่างประเทศอีกด้วย เพราะประชาคมระหว่างประเทศรวมทั้งองค์การสหประชาชาติเขาสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า the rights of self-defense หรือสิทธิในการป้องกันตัวเองของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม

ใช่แล้ว องค์การสหประชาชาติในวันนี้พูดเสียงดังฟังชัดว่ามนุษย์ทุกคนที่ถูกไล่ล่าฆ่าฟันด้วยมือของรัฐบาลตัวเอง และด้วยอาวุธที่เอาภาษีอากรจากน้ำพักน้ำแรงของตนไปซื้อ อย่างคนไทยเสื้อแดงเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓ สามารถเอาอาวุธที่มีขึ้นมาปกป้องตัวเองตามสิทธิของความเป็นคนได้

คำขวัญที่พูดติดปากจนแทบไม่ต้องคิดว่า “สงบ สันติ และปราศจากอาวุธ” ถึงคราวต้องเปลี่ยนเป็น “สิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองของประชาชน” แล้วหรือยัง?

ตามหลักกฎหมายสากล การป้องกันตัวมิใช่การรุกรานและไม่ถือเป็นการสั่งสมอาวุธไว้ประกอบอาชญากรรม แต่เป็นการป้องกันสิทธิของมนุษย์โดยธรรมชาติ หากพิสูจน์เช่นนี้ได้ในศาลสถิตยุติธรรมที่ยุติธรรมจริง ผู้ถูกกล่าวหาก็จะพ้นผิดทุกเมื่อ

ขณะนี้เรากำลังชวนมวลชนมาชุมนุมกันใหม่ ซึ่งมวลชนก็จะมากันมากมายอย่างเต็มใจและด้วยความเสียสละ เราจะทำอย่างไรมิให้สถานการณ์เผชิญหน้ากับฝ่ายรัฐจบลงด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวเช่นที่เคยเป็นมาอีก

มาเริ่มตรงสิทธิในการป้องกันตัวเองอย่างมวลชนลิเบียดีไหม?
*******
ด่วน! สนับสนุน "กาหลิบ" และทีมงาน สมัคร SMS-TPNews พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์ 4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center : 084-4566794-5 (จ.- ศ. 10.00-18.00น.)/e-mail : tpnews2009@gmail.com /.com/ล็อก : http://wwwthaipeoplenews.blogspot.com/

ใครที่ยังไม่มีไว้ประจำบ้าน เชิญโหลด"ประกาศคณะราษฎร" ที่แจกจริงๆในวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475

ที่มา Thai E-News


คณะราษฎรอ่านประกาศคณะราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 พร้อมกับแจกจ่ายแถลงการณ์ต่อราษฎรชาวสยาม จากนั้นพากันเปล่งเสียงไชโย เอกสารที่นำมาเผยแพร่ในรายงานนี้ เขื่อว่าเป็นฉบับเดียวกันกับที่แจกในวันนั้น

โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เอ้า! แจก pdf เก่าๆ สำหรับใครที่จนป่านนี้ยังไม่มีไว้ประจำบ้านนะครับ "ประกาศคณะราษฎร" ที่แจกจริงๆในวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475
http://www.mediafire.com/?fdhdocpxthl8e8t

ประกาศคณะราษฎรฉบับที่1

ความจริง ผมเคยแจกที่บอร์ดฟ้าเดียวกันมานานแล้ว แต่พอดีว่า มีเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศบางคนถามมา ผมเลยเพิ่ง upload ให้ใหม่ ไหนๆทำแล้ว ก็เลยมาบอกกันทั่วๆ เผื่อใครที่ยังไม่มีอีก...pdf นี้ ผมได้มาจาก อ.ดร.ณัฐพล ใจจริงนะครับ





ตัวหนังสือนี่เก่าๆ 3-4 คำแรกๆสุดของหน้า 2 ก็ขาดๆนิดหน่อยนะครับ แต่คงอ่านได้ หรือไม่ก็เปรียบเทียบเอากับตัวพิมพ์สมัยใหม่ ทีนี่
http://www.pridi-phoonsuk.org/peoples-party-manifesto/

มีข้อพึงสังเกตนิดหน่อยนะครับ สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบใน "ประกาศคณะราษฎร" นี้ ตรงหน้า 3 บรรทัดที่ 10 นับจากข้างล่าง ทีปรีดีเขียนว่า

"ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะได้ชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา"


คำว่า "ประชาธิปไตย" ทีใช้นี้ มีความหมายว่า "รีปับบลิค" หรือสาธารณรัฐ นะครับ ไมใช่แค่ "การปกครองโดยเสียงข้่างมาก" อย่างที่เราใช้ในปัจจุบัน

ช่วงนั้น (ประมาณ 2475) ปรีดี และคนไม่น้อยใช้คำนี้ "ประชาธิปไตย" ในความหมาย republic จริงๆ ดูตัวอย่างที่มีชื่อเสียงพอสมควรได้ ที่ "คำอธิบายกฎหมายปกครอง" ของปรีดี (ปี 2474) หน้า 34 "รัฐบาลประชาธิปตัย" ทีนี่ ครับ
http://www.pridi-phoonsuk.org/wp-content/uploads/2010/01/32.pdf

เรื่องที่คำว่า "ประชาธิปไตย" ในสมัยนั้นหมายถึง republic นี้ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เน้นอย่างมาก ยืนยันว่า มีความหมายนี้เท่านั้น แต่ผมไม่เห็นด้วย ผมมีเอกสาร หรืองานเขียนสมัยนั้น ทีใช้คำนี้ ในความหมายสมัยใหม่ ที่ไมใช่หมายถึงเฉพาะ republic อยู่ พูดง่ายๆคือ ในความเห็นของผม ช่วง 2475 (ประมาณนั้น) คำนี้ มันอยู่ในช่วงที่เรียกว่า "เปลี่ยนผ่าน" คือ มีคนใช้ในความหมาย republic ล้วนๆ (อย่างกรณีปรีดี ใน "คำอธิบายกฎหมายปกครอง" หรือ "ประกาศคณะราษฎร" จริงๆ แต่ก็มีคนใช้ในความหมายการปกครองโดยคนส่วนใหญ่แบบที่เข้าใจในขณะนี้ เหมือนกัน และความหมายอย่างหลัง จะเพิ่มมากขึั้นๆ จนเป็น standard ในเวลาไม่กี่ปี หลังการปฏิวัติ 2475

อ้อ อีกนิดนะครับ ถ้าดูจากเอกสารต้นฉบับ "ประกาศคณะราษฎร" มันจะไม่มีคำว่า "ฉบับที่ 1" ผมเข้าใจว่า จริงๆแล้ว ก็ไม่มี เพราะตอนประกาศ ปรีดี และคนอื่นๆ คงไม่ได้คิดในเชิงปัจจุบัน ที รัฐประหารที มี"ประกาศ" เยอะๆ หลายฉบับอะไรแบบนั้นดูเพิ่มเติม

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-มุมประวัติศาสตร์: เอกสารเก่าต้นฉบับ "ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1"

-โรคประจำศตวรรษ:ประชาธิปไตย'อันมีฯVSไม่มีอันฯ'

-ผลสำรวจผู้อ่านไทยอีนิวส์ก่อน-หลังเหตุการณ์19พฤษภา53:ประชาธิปไตยแบบใดที่ท่านปรารถนา?

วันรัก-อาจารย์สาวเสื้อแดงคนใหม่เปิดตัว

ที่มา Thai E-News





อาจารย์วันรัก สุววรรณวัฒนา (ขวา ) นักวิชาการจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ งานวัน 100 ปีสตรีสากล เสวนาในหัวข้อ "บทบาทของผู้หญิงในสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ในประเทศไทย" ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554

อาจารย์วันรัก จบมัธยมปลาย ที่ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา พญาไท (สายศิลป์ฝรั่งเศส) จากนั้นได้ทุนเรียนที่ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบันเป็นอาจารย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คลิปที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว(8มี.ค.)



ก่อนหน้านี้มี 3 นักวิชาการสาวเสื้อแดงที่ร่วมเรียงเคียงบ่ากับขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนเสื้อแดงอย่างแข็งขัน 3 ท่าน คือ ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.ดร.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)

ปัจจุบัน 3 นักวิชาการ 3 สาวเสื้อแดง ดำเนินรายการที่นี่ความจริง ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN สำหรับเทปล่าสุดเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา