WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 11, 2011

คนไทยโชคดี ?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯต้องบอกว่าเดือดร้อนกันถ้วนหน้าจริงๆ

กระจายทั่วถึงทั้งคนต่างจังหวัดและคนกรุงจากปัญหาข้าวยากหมากแพง

การบริหารประเทศประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็วัดกันได้ง่ายๆ จากความเป็นอยู่ของประชาชน

วัดได้จากปัญหาน้ำมันปาล์ม สินค้าแพง ไข่ขาดตลาด ฯลฯ

ยังมีชาวนาทั้งภาคกลางและภาคเหนือต้องประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

จนต้องชุมนุมปิดถนนเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคาข้าว

เพื่อให้มีรายได้พอกินพออยู่และพอชดใช้หนี้สิน

ชาวบ้านปากมูนหอบลูกหอบหลานเข้ามาปักหลักประท้วงถึงในเมืองกรุง

หวังว่ารัฐบาลจะยอมเปิดเขื่อนถาวร

คืนวิถีชีวิตให้ชาวอีสาน

แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมเปิดเขื่อน ยื้อเรื่องกลับไปศึกษาผลกระทบซะงั้น

นี่คือตัวอย่างชาวต่างจังหวัด ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศได้รับความเดือดร้อนจากรัฐบาลนี้

ส่วนคนกรุงก็ใช่ว่าจะอยู่สบาย ปัญหาข้าวของแพงมันกระทบไปหมด

แต่ยังมีชาวบ้านอีกกลุ่มที่เดือดร้อนจากความดันทุรังของนายอภิสิทธิ์

เป็นชาวบ้านและธุรกิจห้างร้านที่อยู่รอบๆ บ้านพักของนายกฯเอง

เดือดร้อนเพราะคำสั่งปิดถนน 4 เส้นทางรอบบ้าน นายกฯที่ย่านสุขุมวิท 31

ความจริงเดือดร้อนกันมานานแล้ว เคยมีการร้องเรียนไม่รู้กี่ครั้ง ด่านทหาร-ตำรวจถือปืนเต็มซอย

พอความเป็นอยู่เริ่มกระเตื้อง ก็มีเจอคำสั่งใหม่ซ้ำอีก

ที่พอจะลืมตาอ้าปากได้ก็ทรุดฮวบลงทันตา

หลายคนเคยเสนอแนะกันมาไม่รู้กี่ครั้งให้นายกฯอภิสิทธิ์ย้ายไปอยู่ที่บ้านพิษณุโลก

แต่นายกฯก็ปฏิเสธมาตลอด เลือกที่จะอยู่สบายๆ ที่บ้านหลังเดิม

ปล่อยให้เพื่อนบ้านของนายกฯก้มหน้ารับกรรมกันไป

พอคิดจะไปยืนถือป้ายประท้วง ยืนตะโกนเรียกร้องให้นายกฯแก้ปัญหา

ก็คงทำไม่ได้แล้ว

เพราะส.ส.ประชาธิปัตย์ที่เป็นกมธ.ตำรวจเรียกตำรวจไปเฉ่ง

บอกให้หาช่องกฎหมายให้ดำเนินคดีกับประชาชนที่ไปยืนโห่ตะโกนไล่นายกฯ

เตรียมงัดข้อหาหมิ่นประมาทขึ้นมาเล่นงาน

แทบไม่เชื่อเลยว่าเป็นวิธีคิดของรัฐบาลในระบบประชาธิปไตย

ปิดกั้นความคิด ห้ามแม้กระทั่งไปยืนตะโกน

ทำให้ต้องหวนคิดอีกครั้งว่าเป็นความจริงหรือที่...คนไทยโชคดีได้คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ

คอมมิวนิสต์ เทือกปลุกผี -ด่าแดง

ที่มา ข่าวสด

อ้างจัดตั้งล้างสมอง "อดิศร"โผล่มอบตัว ทหารชี้ 12มีค.5หมื่น



มอบตัว - นายอดิศร เพียงเกษ เข้ามอบตัวต่อดีเอสไอแล้ว หลังจากหนีหมายจับคดีก่อการร้ายไปตั้งแต่เดือนพ.ค. 53 พร้อมแนะให้เพื่อนแกนนำเสื้อแดงที่ยังหลบหนีเข้ามอบตัว

"มาร์ค"เปิดงานเมืองทอง ทำบรรยากาศกร่อย รปภ.เข้มงวดสกัดคนตะโกน ชูป้ายไล่ ค้นละเอียดยิบแม้กระทั่งเจ้าของบูธก็ยังเข้างานไม่ได้ "เทือก" แจงพัลวัน คำสัมภาษณ์ม็อบเดินเข้ามาหากระสุนเอง โวยบิดเบือน ซัด "อัมสเตอร์ดัม" ต้นตอให้ร้าย ลั่นจะเอา "ชายชุดดำ" มาให้ดู ฉะยุทธวิธีเสื้อแดงเหมือนคอมมิวนิสต์ ขณะที่ "อดิศร เพียงเกษ" โผล่มอบตัวที่ดีเอสไอ สู้คดี ก่อการร้าย หลังหลบหนีไป 9 เดือน "ธิดา" เข้าให้ข้อมูลวุฒิสภา ย้ำอยุติธรรม ตั้งข้อหามั่ว หลัก ฐานไม่ชัด ชี้มีแรงงาน 24 ล้านคนเป็นเสื้อแดง ให้จับตาผู้นำเหล่าทัพไหว้ศาลหลักเมือง คล้ายก่อนรัฐประหาร 2549 ด้านกองทัพประเมินแดงไม่ต่ำกว่า 50,000 คน ชุมนุม 12 มี.ค. ด้านนักกฎหมายชี้ชูป้ายไล่มาร์ค ถ้าไม่หยาบคาย ถือว่าไม่ผิด มีทำกันทั่วโลก

"เทือก"พัลวัน"เดินมาหาลูกปืน"

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต อ้างเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ระบุนายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่าผู้เสียชีวิตในเหตุ การณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.2553 เพราะเดินเข้ามาหาลูกกระสุนปืนเองว่า จะพูดกับสื่อที่ทำเนียบรัฐ บาลที่เดียว และวันละครั้งเท่านั้น ไม่พูดพร่ำ เพรื่อ เข้าใจว่าคนที่ระบุต้องการบิดเบือน คาดว่าช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สื่อถามประเด็นที่มีคนกล่าวหาว่ามีการฆ่าประชาชน 91 ศพ และชี้แจงไปว่าไม่ได้ทำ ไม่มีเรื่องที่จะให้ตำรวจและทหารไปสลาย หรือถือปืนไล่ยิงประชาชน ข้อเท็จจริงผู้เสียชีวิตส่วนหนึ่งเพราะเข้ามาโจมตีสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ตั้งป้อมและด่านไว้ เจ้าหน้าที่ต้องป้องกันด่านและตัวเอง จำได้ว่าคำพูดเป็นเช่นนี้ แต่ไปใส่คำใหม่ คนบ้าอย่างตนจะพูดอย่างนั้นได้อย่างไร ไม่มีทาง

"ผมเข้าใจดีเพราะทั้งหมดนี้มาจากนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่รับ จ้างทำงานให้เขาอยู่แล้ว และพูดจาให้ร้ายประ เทศไทยและรัฐบาลไทยมาหลายครั้ง เป็นคนที่เราไม่ให้เข้าประเทศอยู่แล้ว" รองนายกฯ กล่าว

โชว์ภาพแฉกลับมือเผาห้าง

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา มีคนนำคลิปที่มีผู้เผยแพร่ทางสื่ออิเล็ก ทรอนิกส์ อ้างว่าเจ้าหน้าที่ไล่ยิงคนภายในห้างเซ็นทรัล เวิลด์ เพื่อให้ออกจากห้าง จะได้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เป็นคนทำ และโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ ขอให้ประชาชนติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพราะการนำมาเผยแพร่นี้ เข้าใจว่าเขาเริ่มกระบวนการปูพื้นก่อนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ โหมโรงชักนำความรู้สึกของประชาชนก่อนถึงวันอภิปราย ตนจะนำรูปภาพของจริงไปแสดงว่า คนที่ลงมือเผาห้างหน้าตาเป็นอย่างไร แต่งตัวอย่างไร ใช้อะไรเผา และใครทำอะไรอยู่ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ เพราะไม่ใช่แค่เผาห้าง แต่สถานที่อื่นทั้งธนาคารและอาคารต่างๆ เป็นไปตามคำสั่งของแกนนำที่สั่งให้เผาบ้านเผาเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าจะให้ฝ่ายค้านเปิดเผยคลิปเผาห้างต่อสาธารณชน นายสุเทพ กล่าวว่า อยากให้มีอะไรให้เอามาเปิด ไม่ต้องยั้งมือ แต่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการตรวจสอบ ที่มีตัว แทนจากฝ่ายค้านและรัฐบาลตกลงกันว่าจะให้เปิดหรือไม่ เพราะถ้าไม่ระวังก็จะเผยแพร่ไม่เหมาะสม ไปกระทบกับคนอื่น หากตกลงกันได้อย่างไรก็พร้อมดำเนินการ

ลั่นจะเอา"ชายชุดดำ"มาให้ดู

ต่อข้อถามว่าทำไมคิดว่าฝ่ายค้านดิสเครดิต เพราะมีอดีตทหารบางคนที่ไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย อาจให้ข้อมูลส่วนนี้ก็ได้ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบแหล่งข้อมูลเขา แต่เข้าใจว่าวงการข้าราชการยังมีคนที่เคยได้ดิบได้ดี ที่เขาชุบเลี้ยง และบางคนยังอยู่ในตำแหน่งสำคัญลงไปถึงระดับเล็ก เช่น ระดับรองผบ.ตร.เป็นต้น เพราะเวลาที่ใช้อะไรก็ไม่ทำ ใช้ไปปราบยาเสพติดก็เฉย เห็นชัดเจน แต่ตำรวจส่วนใหญ่คือตำรวจของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเริ่มทำงานกันมากแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการอภิปรายครั้งนี้จะตีแผ่ได้หรือไม่ว่าชายชุดดำเป็นใคร นายสุเทพ กล่าวว่า ยืนยันว่าตีแผ่ได้ คอยดูก็แล้วกัน จะเอามาให้ดูว่าหน้าตาเป็นอย่างไร จะแสดงให้ดูด้วยว่าจับตัวได้กี่คน เมื่อถามว่าถ้ากลุ่มแนวร่วมประชาธิป ไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ไม่ยอม รับว่าเป็นคนของเขาจะทำอย่างไร นายสุเทพ ย้อนว่า "เขาจะยอมรับได้อย่างไร ขนาดมันบอกว่าเอาน้ำมันมาคนละลิตร แล้วเผามันเลย ผมรับผิดชอบเอง พูดออกทีวีทั้งประเทศ แต่วันนี้มันบอกว่าไม่ได้พูด" รองนายกฯ กล่าว

ฉะแดงจัดตั้งแบบคอมมิวนิสต์

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะยื่นถอนประกัน 7 แกนนำนปช. นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ทราบ การให้ประกันเป็นดุลพินิจของศาล โดยศาลมีเงื่อนไขการประกันตัว เช่น ต้องไม่ก่อความวุ่นวาย ถ้าปฏิบัติตามนั้นคงไปคัดค้านและขอถอนไม่ได้ แต่ถ้าทำผิดเงื่อนไข เช่น ศาลห้ามไม่ให้ขึ้นเวทีไปปลุกระดมประชาชน แต่ไปขึ้น อย่างนี้ก็มีเหตุผลถอนประกัน

ต่อข้อถามว่าตำรวจยอมรับว่าการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. จนไปถึงวันที่ 19 พ.ค.2554 จะมีมวลชนมากกว่าทุกครั้ง เป็นเพราะอะไร นายสุเทพ กล่าวว่า การจัดตั้งของเขาดีได้ผล ยุทธวิธีที่แกนนำคนเสื้อแดงใช้ เหมือนสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์ทำในอดีต เพียงแต่สมัยก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์ทำ ต้องแอบทำอยู่ใต้ดิน เพราะมีพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์คอยป้องกันเอาไว้ แต่วันนี้คอมมิวนิสต์ส่วนนั้นกลับเข้ามานั่งในวอร์รูมวาง แผนดำเนินการ มีจุดมุ่งหมายเดิม เป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย อย่างที่เคยคิดตอนเป็นคอมมิวนิสต์

อ้างปลุกระดม-ล้างสมอง

"วันนี้ใช้อิทธิพลและเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำกันอย่างเปิดเผย เพราะกฎหมายคอมมิวนิสต์ไม่มี เข้าไปปลุกระดมตามหมู่บ้านเพื่อต่อสู้เพื่อล้มอำมาตย์ เปิดโรงเรียนคนเสื้อแดง เนื้อหาที่เปิดสอน 100 เปอร์เซ็นต์ หรือ 99 เปอร์เซ็นต์ เหมือนที่คอมมิวนิสต์เคยอบรมเลย ทำให้เขาระดมคนได้มาก ใหม่ๆ อาจจะจ้างมาวันละ 500-1,000 บาท แต่มาฟังพูดติดต่อกันมา 2-3 เดือน จนเข้าสมองไปเอง ไม่ต้องจ้างแล้ว บางส่วนเป็นอย่างนั้น" นายสุเทพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ว่าพรรคซีกไหนก็ทำแบบเดียวกันหมด อดีตสมาชิกพรรคคอมมิว นิสต์แห่งประเทศไทย ก็กลับใจมานั่งเป็นรัฐ มนตรีในรัฐบาลหลายคน แสดงว่าไม่ได้พยายามสลายสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเลย นายสุเทพ กล่าวว่า ถูกต้อง เดิมคนที่เคยต่อสู้ในป่ากับพรรคคอมมิว นิสต์ เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกฯ ออกคำสั่งที่ 66/23 ก็ออกมาจากป่าแยกสายกันไป พวกหนึ่งยังยืนยันจะทำแนวทางเดิม อีกพวกกลับมาสู่ระบบปกติ คนดีๆ เยอะที่ออกจากป่ามาทำเรื่องดีๆ ให้บ้านเมือง บางคนไปเป็นเอ็นจีโอ หรือลงสมัครส.ส. ส่วนคนที่ยังยืน ยันจะทำตามแนวความคิดเดิม ก็ยังไปสุมหัวกันอยู่ พวกนี้บางคนเคยเป็นรัฐมนตรีด้วย

อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิก ข่าวสด

...มาดูกันเพื่ออุดมการณ์หรือเพื่อเงินกันแน่

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 11/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ยามเมื่อนัก การเมือง เรืองอำนาจ
จึงสามารถ โกงกิน จนสิ้นใส้
เอาเงินบาป จัดสรร แบ่งปันไป
พวกจัญไร ใจอุบาทว์ ชาติโสมม....

คนใกล้ชิด สนิทกัน มันตัวแสบ
เป็นอีแอบ คอยเร่งรัด จัดผสม
ทำมุบมิบ หยิบให้ ไว้ชื่นชม
พวกโง่งม ต่างปิดตา ไม่มามอง....

รัฐสูญเสีย บานเบอะ เลอะเทอะต่อ
หวังเกิดก่อ ความชอบธรรม นำสนอง
หมื่นแสนล้าน หายฉับพลัน มันจับจอง
แล้วป่าวร้อง มือสะอาด ปราศมลทิน....

พวกตนทำ อย่างไร ก็ไม่ผิด
ช่วยปกปิด ซ่อนไว้ ได้ทั้งสิ้น
ดำเป็นขาว หนาวเป็นร้อน ซ่อนบนดิน
เปื้อนราคิน แห่งบาป หยาบสามานย์....

คนใกล้ตัว ชั่วทราม ตามประชิด
แม้นปกปิด เรื่องราว อย่างห้าวหาญ
กินเงินบาป แล้วอำพราง อย่างลนลาน
เห็นสันดาน หางโผล่มา ช่างน่าอาย....

วันนี้มาสาย ขออภัยทุกๆ ท่านด้วยครับ

๓ บลา / ๑๑ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

ณัฐวุฒิ ลั่นนี่คือ สงครามแห่งชนชั้น สู้เถิดชาวไพร่ ปลดแอกสู่เสรีชน

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

เข้าไปแล้ว ให้คลิกที่ Play All เล่นทุกคลิปต่อเนื่อง

Youtube Playlist >> ClassWar 2010-02-25 พัทยา ณัฐวุฒิ นายกไทยใต้อุ้งตีนอำมาตย์


Youtube Playlist >> ClassWar 2010-03-05 โคราช ณัฐวุฒิ อินเดีย


Youtube Playlist >> ClassWar 2010-03-07 ระยอง ณัฐวุฒิ อดีตถึงปัจจุบัน


Youtube Playlist >> ClassWar 2010-03-08 อ่างทอง ณัฐวุฒิ รามเกียรติ์


Youtube Playlist >> ClassWar 2010-03-13 ผ่านฟ้า ณัฐวุฒิ จ่าเพียร


Youtube Playlist >> ClassWar 2010-05-13 ผ่านฟ้า ณัฐวุฒิ ชาติชายคนขับTaxi

จากสยามยุคปฏิรูปประเทศถึงสังคมไทยสมัยโลกาภิวัตน์: ผู้หญิงไทยยังคงเหมือนเดิม?

ที่มา ประชาไท

ในสมัยปฏิรูปเข้าสู่รัฐสมัยใหม่ของสยามตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ความคิด วัฒนธรรม ประเพณี ได้ถูกปรับเปลี่ยนและสร้างขึ้น ภายใต้การทำให้เป็น "ประเทศสมัยใหม่" ที่เจริญทัดเทียมกับชาติตะวันตก สิ่งเหล่านี้ได้เพิ่มความเข้มข้นในยุคถัดมาคือรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังคงสืบเนื่องมาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่าในช่วงนี้สยามประเทศได้เข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในสยามเอง ดังจะเห็นได้จากงานศึกษาหลายชิ้น ที่ให้ความสนใจกับความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มาก่อน เช่น งานของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล [1] งานของชาตรี ประกิตนนทการ [2] งานของอรรถจักร สัตยานุรักษ์ [3] เป็นต้น

เช่นเดียวกับการพยายามที่จะกำหนดพรมแดนของรัฐชาติสมัยใหม่ไปพร้อมกับการสถาปนาอำนาจของรัฐจากส่วนกลาง รัฐได้พยายามเข้าควบคุมและจัดระเบียบคนในสังคมเช่นกัน การสร้างให้คนแต่ละกลุ่มเป็นไปตามที่รัฐต้องการจึงเกิดขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมของสยามเองที่สืบเนื่องมาจากสมัยต้นรัตนโกสินทร์ การเกิดขึ้นของชนชั้นพ่อค้า วัฒนธรรมกระฏุมพี ทำให้ชนชั้นสูงจำเป็นที่จะต้องกำหนดกฎเกณฑ์และเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มคนขึ้น และยังสืบเนื่องต่อมาถึงเรื่องความเข้มแข็งของรัฐดังที่เปรียบกันว่าคนในแต่ละกลุ่มก็เป็นแต่ละอวัยวะที่ประกอบกันขึ้นมาและมีหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น "หน้าที่" จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนจะต้องยึดถือเอาไว้เพื่อเริ่มต้นทำให้ชาติมั่นคง การสร้างความเป็น "ผู้หญิง" ก็ถูกรวมอยู่ในการจัดการของรัฐเช่นกัน

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การสถาปนาตนเองเป็น "ผู้รู้" ที่ติดต่อกับชาวตะวันตกมาตั้งแต่สมัยพระองค์ยังทรงผนวช และด้วยเงื่อนไขเรื่องอำนาจภายในสยามเอง ที่ทำให้พระองค์ต้องการแสดงความมี "อารยะ" ผ่านทางประชุมประกาศต่างๆ ผู้หญิงก็เป็นอีกกรณีหนึ่งเช่นกัน ได้กลายมาเป็นเครื่องแสดงว่าพระองค์ให้อิสรภาพและความเท่าเทียมกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ดังจะเห็นได้จากประกาศทรงอนุญาตให้นางในกราบบังคมทูลลาออกจากราชการเพื่อไปแต่งงานได้หรือกลับไปอยู่ที่บ้านได้ [4] และยังเปิดโอกาสให้ผู้หญิงในราชสำนักได้ออกมาพบปะกับชาวต่างประเทศในบางโอกาสเพื่อแสดงว่าพระองค์นั้นมีความคิดก้าวหน้า

แต่ขณะเดียวกัน ในพระราชบัญญัติลักพาก็ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนหากผู้หญิงที่มีศักดินามากกว่า 400 ไร่ ไปมีบุตรกับผู้ชายที่มีศักดินาต่ำกว่า บุตรนั้นจะต้องเป็นของฝ่ายหญิง และบิดาของผู้หญิงเหล่านี้ยังมีอำนาจเต็มที่ที่จะจัดการไม่ให้บุตรสาวของตนไปคบค้าสมาคมกับคนในชนชั้นต่ำกว่าอีกด้วย [5] พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังได้มีการประกาศห้ามตามมาอีกมากมาย และพระบรมราโชวาทของพระองค์ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะขีดแบ่งชนชั้นระหว่าง "เจ้า" กับ "ไพร่" อย่างชัดเจน โดยมีผู้หญิงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องถูกควบคุมเพื่อไม่ให้ไพร่มาปะปนกับเจ้านายได้ และจากพระราชดำรัสของพระองค์เองที่ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนตอนคราวที่เจ้าเมืองตราดส่งผู้หญิงมาถวาย ความว่า “ประกาศเรื่องพระยาพิพิธฤทธิเดชผู้สำเร็จราชการเมืองตราดส่งหญิงเข้ามาถวาย 3 คน อนึ่งหญิงบ้านนอกคอกนาเป็นลูกเลกไพร่หลวงไพร่สมทาสขุนนางในหลวงไม่เอาเป็นเมียดอก เกลือกมีลูกออกมาจะเสียพระเกียรติยศ แต่เมื่อผู้นำเอาหญิงงามๆมาให้ก็ดีใจอยู่ด้วยจะให้มีกิตติศัพท์เล่าลือว่ายังไม่ชราภาพนักจึงมีผู้หาเมียให้เท่านั้นดอกจึงรับไว้” [6] นับว่าเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ต้องการจะแบ่งแยกความเป็นเจ้าออกมาจากไพร่อย่างแรงกล้า

แม้ว่างานศึกษาจำนวนมากจะอ้างว่าผู้หญิงในสมัยนี้มีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น จากวรรคทองที่ว่า "ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน" หรือจากประกาศพระราชบัญญัติลักพาที่ให้โอกาสผู้หญิงได้เลือกแต่งงานกับผู้ชายที่พึงพอใจกันได้เอง และประกาศพระราชบัญญัติเรื่องผัวขายเมีย บิดามารดาขายบุตร [7] แต่นี่ก็จำกัดอยู่เพียงอิสรภาพของผู้หญิงชนชั้นล่างและผู้หญิงที่ไม่ได้อยู่ในวงจรการเชื่อมโยงของกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น สิทธิเสรีภาพที่ผู้หญิงกลุ่มนี้ได้รับจึงแทบจะไม่ได้สร้างความแตกต่างอย่างใดกับสถานภาพที่เคยมีมาก่อนหน้านี้เลย เพราะผู้หญิงชนชั้นล่างนั้นเป็นตัวค้ำจุนทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่ต้องออกไปค้าขายในสังคมและมีอิสระที่จะตัดสินใจได้เองอยู่แล้ว

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สถานภาพของผู้หญิงได้รับการเน้นให้สำคัญยิ่งขึ้นในฐานะของเพื่อนคู่คิดและภรรยาที่สามารถช่วยเหลือสามีได้ ดังที่เห็นได้ชัดในกรณีของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถที่ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คราวที่เสด็จประพาสยุโรป เช่นเดียวกับในหนังสือที่นิพนธ์โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเรื่อง "คนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก" ชีวประวัติของผู้หญิงทุกคนล้วนแล้วแต่ได้รับการเน้นในฐานะของภรรยาและมารดา และผู้หญิงที่อุทิศตนเพื่อชาติทั้งสิ้นจนแทบจะไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้โรงเรียนที่เปิดสอนให้กับผู้หญิงก็ได้ถูกริเริ่มขึ้นในสมัยนี้เช่นกัน โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญที่จะฝึกฝนผู้หญิงให้มีความรู้ในการออกรับแขก เข้าสมาคม และการเป็นแม่บ้านแม่เรือน

ผู้หญิงในสมัยนี้จึงมีลักษณะภายนอกที่สอดคล้องกับค่านิยมตะวันตก คือสามารถสมาคมออกรับแขกได้ มีความรู้พื้นฐานมากพอที่จะรับฟังปัญหาของสามีได้ อันเนื่องมาจากบริบทของสยามเอง ที่ตกอยู่ภายใต้ค่านิยมแบบวิคตอเรียน การแสดงพระองค์ว่ามีความศิวิไลซ์เช่นเดียวกับฝรั่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงไม่อาจจะหลีกเลี่ยงการสร้างมาตรฐานของผู้หญิงให้ออกมาในลักษณะดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ตามบทบาทของผู้หญิงได้เริ่มถูกจำกัดและลดทอนให้เหลือเพียงสถานะของภรรยา มารดา และผู้หญิงที่อุทิศตนเพื่อชาติไปโดยปริยาย

และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครอบครัวเดี่ยวที่พระองค์พยายามจะเน้นมาตลอดทั้งรัชสมัยนั้นก็ทำให้ผู้หญิงกับผู้ชายมีหน้าที่ของตนเองทั้งสิ้น และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดก็คือหน้าที่ต่อชาตินั่นเอง ในสมัยนี้ผู้หญิงได้รับการสนับสนุนให้ออกนอกบ้านมาทำงานทัดเทียมกับผู้ชายมากขึ้น แม้ในตอนแรกจะจำกัดอยู่ในอาชีพที่ผู้หญิงมีทักษะมาก่อน เช่น นางพยาบาล ครู ช่างตัดเสื้อ แต่ต่อมาก็ได้เริ่มขยายอาชีพออกไปมากขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก อย่างไรก็ตามคุณลักษณะของผู้หญิงในสมัยนี้ได้ถูกเน้นให้เป็นผู้หญิงในแบบไทย ที่มีความเป็นกุลสตรีและยึดเอาธรรมะจากพุทธศาสนาเป็นที่ตั้ง วัฒนธรรมตะวันตกเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาและไม่น่าเอาเยี่ยงอย่าง พระบรมราโชวาทและพระราชนิพนธ์ต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวล้วนแล้วแต่เน้นหน้าที่ต่อชาติโดยมีคุณธรรมและคุณลักษณะแบบไทยเป็นหลักนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าผู้หญิงที่ชาติต้องการจึงเป็นผู้หญิงในสถานะของ "ภรรยา" "มารดา” และผู้หญิงของชาติ ทั้งสิ้น แม้จะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่เนื้อหาหลักล้วนสืบเนื่องต่อกันมา และผู้หญิงที่สามารถปฏิบัติตัวได้ตามนี้ก็ดูจะได้รับการยกย่องมาในทุกสมัย กรอบความคิดเช่นนี้ก็ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ที่แม้ว่าสังคมจะเปลี่ยนไปมากเพียงใดก็ตาม แต่ความคิดเช่นนี้ก็ได้รับการตอกย้ำอยู่เสมอมา ผู้หญิงไทยจำนวนมากจึงมุ่งหวังที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

ในด้านของการประสบความสำเร็จของผู้หญิงในสถานภาพของภรรยาและมารดานั้น ความเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่สามารถจัดการงานภายในบ้านให้เรียบร้อยที่เคยชื่นชมกันมาในยุคก่อนหน้า ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ชายที่จะใช้เลือกผู้หญิงมาเป็นคู่ชีวิตได้อีกต่อไปในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ผู้ชายและผู้หญิงต่างก็ออกมาทำงานนอกบ้านด้วยกันทั้งคู่ "ความสวย" จึงได้กลายมาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนพยายามจะไขว่คว้า ไม่ว่าจะต้องผ่านกระบวนการต่างๆมากมายเพียงใดที่เริ่มตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก็ดูจะไม่มีผู้หญิงคนใดยอมแพ้กับอุปสรรคดังกล่าว จึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่เราจะเห็นพวกเธอเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปตามที่สมัยนิยมตลอดเวลา ทั้งนี้เนื่องมาจาก "ต้นทุน" ของชนชั้นกลางรุ่นใหม่ต่างจากกลุ่มชนชั้นสูงในอดีต ที่มีทั้งต้นทุนทางสังคม สถานภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และยังรวมไปถึงทรัพย์สินจำนวนมาก แต่ในปัจจุบัน ชนชั้นกลางที่ปราศจากมรดก สินทรัพย์ที่ดิน และไม่มีสายตระกูลที่สามารถนับขึ้นไปได้หลายสิบหรือหลายร้อยปี จึงมีแต่ต้นทุนทางร่างกายเท่านั้นที่เป็นแรงดึงดูดสำคัญต่อเพศตรงข้าม

ผมที่ยาวสลวยเหยียดตรงหรือดัดหยิกเป็นลอนสวย ผิวขาวอมชมพูเปล่งปลั่ง ใบหน้าเรียบเนียนไร้รอบด่างดำ วงแขนขาวเนียนไม่แพ้ใบหน้า ขนอันไม่พึงปรารถนาที่มีอยู่ตามแขนและขาถูกกำจัดทิ้งอย่างไร้ที่ติ นี่ยังไม่นับรวมอุปกรณ์ภายนอกที่สามารถเพิ่ม "ความสวย" ให้กับผู้หญิงอย่างสมบูรณ์แบบไม่ว่าจะเป็นขนตาปลอม วิกผม เครื่องสำอางที่สามารถเปลี่ยนผู้หญิงให้กลายเป็นอีกคนได้ในพริบตา เสื้อผ้า และรองเท้าส้นสูง (เป็นอุปกรณ์ที่นับว่าทรมานผู้หญิงอย่างยิ่งที่ต้องพยายามทรงตัวบนส้นแหลมๆตลอดทั้งวันนัยว่าเพื่อเสริมบุคลิกให้ดียิ่งขึ้น) จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่พาผู้หญิงบรรลุเป้าหมายที่จะหาผู้ชายสักคนแต่งงานและร่วมกันทำฝันของตนเองให้สำเร็จตามที่รัฐได้ปลูกฝังมา

ไม่ว่าจะเป็นความสวยหรือการเป็นแม่บ้านแม่เรือน เป็นกุลสตรีที่วางตัวอย่างเหมาะสม สิ่งที่ผู้หญิงพยายามจะไล่ล่าให้ทันอาจเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ แต่จุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิตของผู้หญิงไทยก็ยังคงย่ำเท้าอยู่กับที่เดิมเหมือนกับเมื่อหลายสิบหลายร้อยปีก่อน เหมือนกับยุคที่ผู้หญิงไม่อาจจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินใดๆ ได้และยังต้องพึ่งพาการตัดสินใจจากผู้ชายเช่นเดิม

นี่จึงเป็นเรื่องที่ลักลั่นต่อความรู้สึกของผู้หญิงเองอย่างยิ่ง ความเป็นสมัยใหม่ในปัจจุบันได้ทำให้ผู้หญิงสามารถยืนด้วยขาของตนเองได้ในที่สุด การออกมาทำงานนอกบ้านและหาเลี้ยงตนเองได้ทำให้มุมมองของผู้หญิงต่อโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ประสบการณ์ที่ผู้หญิงได้เรียนรู้ มีส่วนร่วมและพบเห็นมาทำให้ผู้หญิงไม่จำเป็นที่จะต้องมีเป้าหมายเพียงแค่การเป็นภรรยาหรือเป็นมารดาอีกต่อไป แต่ยังสามารถที่จะเลือกเป็นบทบาทอื่นที่ต้องการได้ตามที่ตนเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เป็นคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเพียงคนเดียวไม่พึ่งพาผู้ชาย หรือแม้แต่เลือกที่จะรักเพศเดียวกัน

แต่ภายใต้กรอบคิดว่าด้วยความเป็น "ผู้หญิง" ของไทยที่จำกัดให้ผู้หญิงอยู่ในสถานะของภรรยา มารดาและผู้หญิงของชาติยังถูกนำมาเล่าใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จักจบนั้นไม่ตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อีกแล้ว จึงทำให้ผู้หญิงใจหนึ่งก็ต้องการที่จะเป็นอิสระ ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเป็นแม่บ้านแม่เรือนหรือสวยเพื่อใคร แต่อีกใจหนึ่ง ค่านิยมบางส่วนที่ครอบงำอยู่ก็ทำให้ผู้หญิงยังคงคิดว่าจุดสุดท้ายในชีวิตของพวกเธอก็คือการแต่งงานอยู่วันยังค่ำ

ผู้หญิงไทยในปัจจุบันจึงเป็นผู้หญิงที่ไม่ใช่ทั้งความเป็นสมัยใหม่ ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ผู้หญิงไทยแบบเดิมที่เรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้และยึดคติที่ว่า "สามีเป็นฉัตรกั้นเกศ" อีกต่อไป เป็นผู้หญิงที่ไม่อาจจะเดินหน้าไปได้อย่างมั่นใจ และก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่หยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นผู้หญิงในสังคมจำนวนมากที่ต้องรับบทหนักทั้งภาระนอกบ้านและในบ้านไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ยอมเหน็ดเหนื่อยด้วยความเต็มใจอย่างยิ่งที่จะได้เป็นทั้งผู้หญิงเก่งและผู้หญิงที่ดีไปพร้อมกัน เราจะเห็นผู้หญิงที่พยายามจะทำตัวให้เป็นสมัยใหม่ แต่ก็ไปได้ครึ่งๆกลางๆ มิหนำซ้ำยังถูกค่อนขอดว่าไม่มีความเป็นไทย และยังเห็นผู้หญิงเกือบทั้งประเทศพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อไล่ล่าความสวยและผู้ชายให้อยู่หมัด

ทั้งๆที่ความคิดดังกล่าวที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยปฏิรูปประเทศนั้นมีเป้าหมายหลักเพื่อใช้กับผู้หญิงชนชั้นสูง เพื่อควบคุมบังคับไม่ให้ชนชั้นสูงลงไปปะปนกับชนชั้นล่าง และเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มชนชั้นสูงเอง แต่ความคิดดังกล่าวกลับถูกนำมาใช้กับผู้หญิงทุกกลุ่มในสังคมไทยสืบตามาอีกเกือบร้อยปี โดยที่เราลืมไปอย่างสิ้นเชิงว่าทั้งบริบทและเงื่อนไขของสังคมมันย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเงื่อนไขของผู้หญิงในแต่ละกลุ่มเองที่แตกต่างออกไปอีก ในสังคมย่อมไม่ได้มีแต่ผู้หญิงชนชั้นกลางเท่านั้น แต่ยังแยกออกไปอีกว่าชนชั้นกลางในเมืองหรือในชนบท ผู้หญิงที่ใช้แรงงาน ผู้หญิงที่รักผู้หญิงเหมือนกัน

จึงไม่แปลกที่ว่าเราจะยกย่องเชิดชูผู้หญิงชนชั้นกลางในฐานะที่สามารถทำตัวให้เป็น "ผู้หญิงที่ดี" ของรัฐได้เสมอมา ฐานที่ว่าพวกเธอเหล่านี้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ที่จะไปให้ถึงความฝันของการเป็น "เมีย" และ "แม่" ที่ดี ในขณะเดียวกันก็ยังจงรักภักดีต่อชาติอย่างสุดหัวใจ และมองว่าผู้หญิงชนชั้นล่าง ผู้หญิงชนชั้นแรงงาน ผู้หญิงที่รักผู้หญิง คือ ผู้หญิงที่ทำให้สังคมไทยเสื่อมเสีย ไม่ทำตัวเป็นกุลสตรี ไม่รักนวลสงวนตัว มองไม่เห็นคุณค่าของการเป็นภรรยาและมารดาที่ดีกลายเป็นผู้หญิงที่สมควรถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่พึงปรารถนา และพร้อมที่จะเบียดให้ผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่มีสิทธิมีเสียงในสังคมไปโดยปริยาย

ปัญหาในเรื่องของผู้หญิงในตอนนี้ก็คือว่า ผู้หญิงควรจะสามารถกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในสังคมขึ้นมาได้ใหม่ สามารถต่อรองกับรัฐได้ว่าสิ่งที่พวกเธอต้องการจะเป็นคืออะไร และพร้อมที่จะสลัดคุณค่าของผู้หญิงในแบบที่รัฐสร้างให้ออกไปหากพวกเธอไม่พอใจ และถ้าหากผู้หญิงต้องการที่จะปฏิเสธกรอบกฎเกณฑ์ที่สังคมเคยกำหนดเอาไว้ให้ นั่นก็เป็นเรื่องที่สมควรจะยอมรับเช่นกัน เพราะอย่างน้อยที่สุด ผู้หญิงควรจะมีสิทธิที่จะตัดสินใจได้เองว่าเป้าหมายในชีวิตของพวกเธอคืออะไรโดยที่รัฐไม่มีสิทธิเข้ามายุ่งวุ่นวายอีกต่อไป ที่สำคัญคือ ในแต่ละกลุ่มที่หลากหลายของผู้หญิงก็ย่อมที่จะมีสิทธิในตัวของพวกเธอเองเช่นกัน ไม่ใช่ผู้หญิงกลุ่มเดียวที่จะมีสิทธิตัดสินใจว่าความเป็น "ผู้หญิง" ที่จริงแล้วควรจะเป็นอย่างไร

กรณีของผู้หญิงเป็นแค่เรื่องราวหนึ่งในสังคมไทยปัจจุบันที่แสดงให้เห็นว่ากรอบคิดเดิมหลายอย่างในสังคมไม่อาจจะอธิบายกลุ่มคนและสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างครอบคลุม การตั้งคำถามต่อชีวิต ความสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่อาจจะหลีกเลี่ยง และยิ่งไม่ควรที่เราจะยอมทนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ในสภาพที่แม้แต่ตัวของเราเองก็ยังไม่รู้ว่าจุดสุดท้ายมันจะออกมาในทิศทางใดกันแน่

อ้างอิง:

  1. Thongchai Winichakul, Siam mapped : a history of the geo-body of a nation, (Honolulu : University of Hawaii Press ; Chiang Mai : Silkworm Books, c1994),
  2. ชาตรี ประกิตนนทการ, พระพุทธชินราช ในประวัติศาสตร์สมบูรณาญาสิทธิราชย์, (กรุงเทพฯ : มติชน, 2551),
  3. อรรถจักร สัตยานุรักษ์, สู่การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของชนชั้นผู้นำไทย ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 - พ.ศ.2475, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538),
  4. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ,ประชุมประกาศ เล่ม 1, พิมพ์ครั้งที่ 2 (องค์กรณ์การค้าของคุรุสภา : 2528), หน้า 85-87
  5. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ,ประชุมประกาศ เล่ม 3, พิมพ์ครั้งที่ 2 (องค์กรณ์การค้าของคุรุสภา : 2528), หน้า 284
  6. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ,ประชุมประกาศ เล่ม 2, พิมพ์ครั้งที่ 2 (องค์กรณ์การค้าของคุรุสภา : 2528), หน้า 98
  7. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ,ประชุมประกาศ เล่ม 3, พิมพ์ครั้งที่ 2 (องค์กรณ์การค้าของคุรุสภา : 2528), หน้า 276-287

รายงาน: ก้าวแรก “บำนาญเกษตรกร” ในประเทศจีน

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ยี่เว่อหมิน รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรบุคคลและประกันสังคม และ หูเสี่ยวยี่ รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ร่วมงานแถลงข่าว เรื่อง “การจ้างงานและการสร้างระบบประกันสังคม” หนึ่งในเรื่องที่พูดถึงคือเรื่องระบบประกันบำนาญของเกษตรกรสูงอายุ ซึ่งเป็นระบบใหม่ที่เพิ่งเริ่มขึ้นในประเทศจีนช่วงปีสองปีที่ผ่านมาและกำลังเป็นที่จับตามอง เพราะการสร้างระบบประกันบำนาญของสังคมชนบทรูปแบบใหม่นี้นับเป็นเรื่องใหญ่ในประวัติศาสตร์ของระบบประกันสังคมของประเทศจีน ประเทศซึ่งมีประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน และกว่าครึ่งหนึ่งเป็นเกษตรกรในชนบท
แม้ข้าราชการในจีนจะเกษียณตอนอายุ 60 ปีสำหรับผู้ชาย 55 ปีสำหรับผู้หญิง แต่ภายใต้ระบบนี้ เกษตรกรทั้งชายและหญิงที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจึงจะได้รับเงินบำนาญจากรัฐอย่างน้อย 55 หยวนต่อเดือน หรืออาจได้มากกว่านี้แล้วแต่งบประมาณในแต่ละท้องที่
หลังผ่านการอนุมัติของคณะมนตรี ระบบนี้ก็เริ่มทดลองครั้งแรกในปี 2552 ใน 838 อำเภอและได้รับกระแสตอบรับอย่างดี บางเมืองที่ยังไม่ได้ถูกเลือกเข้าไปในแผนพื้นที่ต้นแบบของรัฐ รัฐบาลท้องถิ่นก็ยอมออกเงินเองในการทดลองระบบนี้ ดังนั้น ถ้านับรวมทั้งหมดก็จะมีเกษตรกร 143 ล้านคนที่เข้าร่วมในโครงการทดลองระบบบำนาญเกษตรกร
ในจำนวนนี้เกษตรกรอายุเกิน 60 ปีกว่า 40 ล้านคนจะได้รับบํานาญขั้นพื้นฐานทันทีโดยไม่ต้องซื้อประกัน โดยจะได้รับเงินไม่น้อยกว่า 55 หยวนต่อเดือน ( 1 หยวนเท่ากับ 5 บาทโดยประมาณ) โดยรัฐเป็นผู้จ่ายให้ แต่หากอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ก็สามารถเข้าร่วมได้โดยการซื้อประกันเพื่อเป็นเงินออมในยามชรา
การสร้างระบบเช่นนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดของชาวชนบทจีนที่มีมาเป็นพันปีเกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับลูกชายเพื่อหวังเป็นที่พึ่งยามแก่ตัว และได้รับการสนับสนุนอย่างดีของกลุ่มชาวนา รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรบุคคลและประกันสังคมผู้รับผิดชอบเปิดเผยว่ามีเสียงเรียกร้องในทุกพื้นที่ให้เร่งสร้างพื้นที่ต้นแบบ ซึ่งคณะรัฐมนตรีตัดสินใจว่าจะขยายพื้นที่ทดลองระบบใหม่นี้ถึง 40 เปอเซ็นย์ของทั้งประเทศในปีนี้ และกระทรวงฯ กำลังดำเนินงานที่เกียวข้องกับพื้นที่ทดลองตามมติคณะรัฐมนตรี
“เราเสนอให้เพิ่มความสนใจแก่ เขตประชาชาติน้อย เขตยากจน เพื่อทำให้พวกเขาสามารถแบ่งปันผลประโยชน์ของการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ และสามารถนำไปรวมในระบบประกันสังคมได้” รัฐมนตรีกล่าว
  
นอกจากนี้ยังมีการเร่งประชาสัมพันธ์ในพื้นที่อย่างขนานใหญ่ เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งใหม่สำหรับชาวนา และยังมีการจัดองค์กรให้คำแนะนำแก่เกษตรกรวัยหนุ่มสาวหรือวัยกลางคนที่ต้องการซื้อประกันตั้งแต่ตอนนี้เพื่อสะสมทุนไว้เป็นสวัสดิการยามชรา
ทั้งนี้ เงินบำนาญต่อเดือนในส่วนของเกษตรกรที่ซื้อประกัน = จำนวนเงินที่ฝากในบัญชีส่วนบุคคล / 139 +ดอกเบี้ยธนาคาร + เงินบำนาญขั้นพื้นฐานของรัฐ+เงินอุดหนุนของส่วนรวม (ถ้ามี)
ส่วนเกษตรกรอายุ 16 ขึ้นไป (ไม่รวมนักเรียน) และไม่ได้อยู่ในระบบประกันขั้นพื้นฐานสำหรับแรงงาน สามารถเข้าร่วมในการประกันบำนาญของชนบทรูปแบบใหม่นี้ได้โดยสมัครใจ

"ธิดา"ชี้สัญญาณไม่น่าไว้ใจ ผู้นำทหารสักการะศาลหลักเมือง คล้ายก่อน รปห.49

ที่มา ประชาไท

ธิดา แจง กก.ติดตามสถานการณ์ฯ วุฒิสภา จวกกระบวนการยุติธรรมมีปัญหาตั้งแต่ขั้นแรก ฝากบอก "ประเวศ-อานันท์" เสื้อแดงต้องการแก้ความอยุติธรรม ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำ ชี้สัญญาณไม่น่าไว้ใจ ผู้นำทหารสักการะศาลหลักเมือง คล้ายก่อน รปห.ปี 49 ยันหลักฐานที่จตุพรเตรียมแฉ ของจริง

(10 มี.ค. 54) เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการติดตาม สถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา มีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ประธานคณะกรรมการ เป็นประธานการประชุม เชิญนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ชี้แจงกรณีการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 53

โดยนางธิดา กล่าวว่า การทำงานของตนยึดถือว่า ไม่คำนึงถึงใครเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แกนนำคนเสื้อแดง หรือคนเสื้อแดง แต่คำนึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ซึ่งเมื่อตนเข้ามา ก็พบปัญหาการดำเนินคดีกับคนเสื้อแดง เช่น ที่เชียงใหม่ มีคนถูกตัดสินตั้งแต่ปี 51 โทษจำคุก 20 ปี และขอความช่วยเหลือมาว่า การตัดสินดังกล่าวไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เพราะเมื่อเทียบกับคดีที่มีคนเคยขับรถทับตำรวจแล้วถอยหลังก ลับมาซ้ำยังเพียงรอลงอาญา หรืออย่างกรณีช่างภาพญี่ปุ่น ตอนนี้ยังมาถกเถียงกันอยู่ว่า ปืนอะไร ใครเป็นผู้ยิง แต่ก็ตั้งข้อกล่าวหาใส่กันเสียแล้ว

นางธิดา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สัมพันธภาพระหว่างคนในที่ชุมนุมกับคนที่อยู่ราชประสงค์ ผู้สื่อข่าวเป็นพยานได้ว่า ผู้ชุมนุมมีอาวุธหรือไม่มีอาวุธ ถูกจ้างมาหรือไม่ กระจกของห้างร้านไม่มีรอยขูดแม้แต่น้อยตลอด 3 เดือน แต่การตั้งข้อหาเกลื่อนไปหมดทั้งที่มีแค่ผู้เชี่ยวชาญมาดูแค่รูกระสุนแล้วบอกว่า เป็นอาก้านั้นมันไม่มีอะไรชัดเจน เหมือนกรณีหน้าสภาที่คนโดนแก๊ซน้ำตาแล้วบอกว่า ขาขาดมือขาด ฉะนั้นตำรวจต้องทำความชัดเจนก่อน แต่นี่ไม่ทำแล้วยังตั้งข้อหา จุดนี้ชัดเจนว่า กระบวนการยุติธรรมมีปัญหาตั้งแต่แรกสุดคือ ตั้งข้อหาไม่ถูกต้อง หลักฐานพยานก็ไม่ชัดเจน หรืออย่างคดีเผาศาลากลางในต่างจังหวัดแค่มีรูปยืนๆ อยู่ ณ ที่นั้น แต่หลักฐานอื่นไม่มี หรือการตั้งข้อหาก่อการร้ายกับแกนนำ ที่เกินความเป็นจริง นี่คือปัญหาความไม่ยุติธรรมที่เกิดกับประชาชน เป็นกระบวนการลงโทษคน ไม่ใช่ใช้การพิสูจน์เพื่อลงโทษคน

ฝากบอก "ประเวศ-อานันท์" เสื้อแดงต้องการแก้ความอยุติธรรม ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำ
"หลายคนกล่าวหาว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา เราสู้เพื่อทักษิณ ถามว่า ถ้าใครจะเอาชีวิตไปเสี่ยงตายต้องใช้ เงินจ้างเท่าไหร่ ฉะนั้น สติปัญญาของสังคม สื่อ และนักวิชาการหากยังไม่ตื่นขึ้น สังคมไทยก็คงจบลง วันนี้คนเสื้อแดงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่เขามาสู้ประเด็นความยุติธรรม เพราะผู้ปกครองมองเห็นคนไม่เท่าเทียมกัน ทำให้ความยุติธรรมก็ไม่เท่าเทียม กัน สำแดงออกมาทางคดีความ ดิฉันไปหน้าศาลฎีกา มีเสา 6 ต้น หนึ่งนั้นคือ ความเสมอภาค และความยุติธรรมที่เราเรียกร้อง ถามว่า ที่มีคนไปล้อมทำเนียบฯตอนนี้ รัฐบาลกล้าใช้กฎหมายกับเขาหรือไม่ ถ้าเป็นคนเสื้อแดงจะโดนอะไร นี่อยุติธรรมชัดเจน ฉะนั้นคนเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เกิน เลยไปจากหลักประชาธิปไตย" นางธิดากล่าวและว่า ขอฝากไปถึงกรรมการชุด นพ.ประเวศ วะสี และนายอานันท์ ปันยารชุนด้วย เราไม่ต้องการแก้เรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะปัญหาเฉพาะหน้าคือความยุติธรรม ส่วนเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน

นางธิดา กล่าวว่า การใช้การทหารมาแก้การเมือง ทำให้คนตายจำนวนมาก ไม่ใช่วิสัยของอารยประเทศ คนเสื้อแดงชุมนุมทางการเมืองต่อสู้เพื่อยกเลิกกติกาทั้งหลายที่ไม่เป็นธรรม ให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ตำรวจ กอ.รมน. นักวิจัย เข้าพื้นที่ชุมนุมได้ แต่ที่การ์ดต้องจับบางคนเพราะพกอาวุธเข้าที่ชุมนุม ฉะนั้นยืนยันว่า เจตนาการชุมนุมเพื่อให้ประเทศมีประชาธิปไตย ก้าวหน้า มองเห็นคนเท่าเทียมกัน ได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน แต่ปรากฏว่า กลับโดนสไนเปอร์ยิง อ้างว่า ป้องกันตนเองทั้งที่ยิงมาจากระยะไกล ถามว่า เป็นการป้องกันตัวเองตรงไหน ทั้งนี้ การตรวจสอบคน ต้องตรวจสอบจากการปฏิบัติ ไม่ใช่ตรวจสอบจากคำพูด

นางธิดา กล่าวว่า ก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม 53 แกนนำคุยกับตัวแทนรัฐบาลหลายรอบ แต่เห็นว่า ไม่ไหวแล้วจึงเชิญ ส.ว.เข้าไปช่วยคุยด้วย น่าจะเป็นทางออกที่ดี และแกนนำพร้อมจะรับข้อเสนอของ ส.ว.ทุกประการ ตนเห็นว่า มี ส.ว.เข้าไปประสานคุย ก็คิดว่า น่าจะมีบทบาทหยุดยั้งทหารได้แม้จะเพียงชั่วคราว แต่ปรากฏว่า ส.ว.ไม่ได้รับเกียรติจากรัฐบาล รัฐบาลแค่เล่นละครคุยด้วยแต่ไม่เห็นวุฒิสภาในสายตาและตารางวันเวลาสลายชุมนุมยังเหมือนเดิม มีการตายรอบนอกพื้นที่มากกว่ารอบ ในพื้นที่ เช่น ที่วัดปทุมวนาราม แถมพยาบาลโดนยิง หรือนักข่าวโดนยิง คำถามคือ เจตนายิงเพื่อไม่ให้ถ่ายรูป ไม่ให้เข้าไปช่วยทางการแพทย์หรือไม่ เป็นการทหารป่าเถื่อนมาก ซึ่งตอนแรกความเชื่อยังบดบังความจริงในการรับรู้ของสังคม เวลาต่อมา ความจริงเริ่มเผยทีละน้อย จึงมีคนมาร่วมเสื้อแดงมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายที่ใช้กำลังจัดการประชาชน แม้มีนักวิชาการหรืออภิสิทธิ์ชนจำนวนหนึ่งหนุนหลัง แต่แทบไม่มีประชาชนหนุนอยู่อีกแล้ว ตอนนี้บอกได้เลยว่า 24 ล้านคนที่เป็นแรงงานนอกระบบ เป็นคนเสื้อแดงเกือบหมด

ชี้สัญญาณไม่ดี ทหารไปศาลหลักเมือง เหมือนก่อนรัฐประหาร 49
นางธิดา กล่าวว่า ณ วันนี้ มีสัญญาณที่ไม่น่าไว้วางใจ เพราะผู้นำ 4 เหล่าทัพ เพิ่งไปสักการะศาลหลักเมืองใหญ่โต ซึ่งคล้ายตอนก่อนรัฐประหารปี 2549 มาก วันนี้ขนาดพรรคประชาธิปัตย์ยังเริ่มที่จะโดนลอยแพจากกลุ่มจารีตนิยมเดิมแล้ว แล้วพรรคอื่นจะไปเหลืออะไร ถ้ามีรัฐประหารแล้วไม่ยอมกัน คงยิงกันมากเหมือนลิเบีย วันนี้คนเสื้อแดงคงต้องเริ่มซ้อมต่อต้านรัฐประหารแล้ว การไม่ต่อต้านรัฐประหารเป็นเรื่องน่าอับอาย ทั้งนี้มีความพยายามไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง แต่ถ้ามีเลือกตั้ง คงมีกลไกพวกนี้ไปแทรกแซง เช่น หาว่าเป็นพวกล้มสถาบัน การเมืองมีมือที่มองไม่เห็นผลักดัน เป็นคำพูดของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ พูดถึงคนที่ประชาชนไม่รู้ แต่มีบทบาททางการเมือง เหมือนคำว่าประชาธิปไตยที่พูดไม่ได้ ซึ่งฝรั่งเรียกบ้านเราแบบนี้ แน่นอนว่า คนเห็นรัฐบาล กลไกรัฐ แต่บางครั้งเกิดการขับเคลื่อนบางอย่างที่ไม่ได้มาจากความประสงค์ของผู้บริหาร จึงกลายเป็นมีบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ทางปรากฏการณ์ แต่ในทางหลักการก็คือระบอบอำมาตยาธิปไตย ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย รัฐบาลนี้เป็นประชาธิปไตยเสื้อกั๊ก คือ แขนข้างหนึ่งที่ทะลุออกมาคือกองทัพ อีกข้างคือตุลาการภิวัตน์ มี ส.ว.สรรหา ค้ำยัน เสื้อกั๊กเป็นรูเหมือนกับมีประชาธิปไตยเพียงนิดเดียว

อย่างไรก็ดี นางธิดากล่าวว่า เสื้อแดงก็จะพยายามสู้ให้ได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งให้ได้ แต่ถ้าแพ้ก็ยอมรับ แต่ นปช.ก็จะยังอยู่ แต่ชนชั้นกลาง และปัญญาชนก็มีผลกับการชนะหรือไม่ชนะด้วย เพราะถ้าออกมาร่วมสู้ ก็จะมีพลังมากขึ้น แต่เกรงว่า จะไม่ออกมา เพราะมีตำแหน่งแห่งที่ในสังคมแล้ว

ยันหลักฐานจตุพร "ของจริง"
นางธิดา กล่าวว่า ในอนาคตที่ผู้ชุมนุมออกมาร่วมมากขึ้น การนำมวลชนจะคุมกลุ่มต่างๆ ที่ต่างกันได้หรือไม่นั้น นปช.ยืนยันการเอาชนะโดยยึดสันติวิธี ตนไปเชียงใหม่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ไปถามบางกลุ่มที่มีฮาร์ดคอร์ว่า จะเอาฮาร์ดคอร์แค่พันคน หรือเอาทั้งสังคมมาสนับสนุน ตรงนี้ชัดเจนว่า ถ้าชอบธรรมสังคมจะอยู่ด้วยและจะชนะอย่างยั่งยืน จึงพยายามกล่อมพวกฮาร์ดคอร์ทั้งหลาย ให้เปลี่ยนใจ นอกจากนี้ เรื่องหลักฐานต่างๆ การสลายชุมนุมที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. เพิ่งออกมาเปิดเผยและเตรียมพูด ในสภา ตนยืนยันว่า ของจริง การที่รัฐบาล ทหาร พยายามจะใช้ยุทธวิธีบอกว่า ตัดต่อ หรือบอกว่า นายจตุพร เชื่อไม่ได้ มันได้ผลเพียงกลุ่มหนึ่ง แต่จะสร้างความไม่พอใจกับคนอีกจำนวนมากที่เห็นด้วยตาตนเองโดยเฉพาะเหตุวัดปทุมฯ ที่คนเป็นพันๆ คนเห็น แต่ถ้าทหารไม่ยอมรับ ก็คงออกมารัฐประหารแล้วนิรโทษกรรมตนเอง ถามว่านี่คือคนดีประเภทไหน ที่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับ เหมือนร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมที่รัฐบาลพยายามจะออก ในอนาคตถ้ามีประชาธิปไตย ตนไม่ขัด แต่ตอนนี้ไม่มี กฎหมายนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ไม่ชอบธรรม จะให้ไปขออนุญาต ถามว่า คนที่ถืออำนาจมาโดยถูกต้องหรือไม่

จี้ รบ.ไทย ตอบรับการเยือนของคณะทำงาน UN หวังหยุด "คุมตัวตามอำเภอใจ-คนหาย"

ที่มา ประชาไท

อังคณา นีละไพจิตร ในนามคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล เรียกร้องให้คณะทำงานฯ ยูเอ็น ร่วมมือกับรัฐบาลไทยยุติการควบคุมตัวตามอำเภอใจ โดยให้รัฐบาลไทยตอบรับการมาเยือนอย่างเป็นทางการของคณะทำงานยูเอ็น พบยังมีกรณีผู้สูญหายกว่า 50 กรณี ห่วงการคุมตัวใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขัดมาตรา 9 ของกติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2554 นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ในนามคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists–ICJ) ได้แถลงด้วยวาจาระหว่างการเสนอรายงานร่วมของคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ และคณะทำงานด้านการควบคุมตัวตามอำเภอใจ ขององค์การสหประชาชาติ ในที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เรียกร้องให้คณะทำงานฯ ร่วมมือกับรัฐบาลไทยยุติการควบคุมตัวตามอำเภอใจ และให้ความกระจ่างถึงชะตากรรมของบรรดาผู้ถูกบังคับให้สูญหาย โดยให้รัฐบาลไทยตอบรับการมาเยือนอย่างเป็นทางการของคณะทำงานของสหประชาชาติ

ทั้งนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในการประชุมครั้งที่ 10 ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากลได้แสดงความยินดีต่อรัฐบาลไทยในการให้การรับรองว่าผู้กระทำผิดในการทำให้นายสมชายสูญหายจะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่จนปัจจุบันยังไม่มีมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมที่จะหาตัวผู้รับผิดชอบต่อการสูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ในขณะที่ครอบครัวยังต้องเผชิญกับการข่มขู่ คุกคาม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่จะมีการอ่านคำพิพากษา

นางอังคณายังกล่าวถึงกรณีผู้สูญหายอื่นๆ ในประเทศไทยว่า คณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจของสหประชาชาติได้รับกรณีผู้สูญหาย 57 กรณีและได้ส่งคำถามถึงรัฐบาลไทย พบว่ามี 54
กรณีของผู้สูญหายรวมถึงคดีนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย

นอกจากนี้ คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากลยังได้แสดงความกังวลเรื่องการควบคุมตัวประชาชนตามอำเภอใจ ภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในประเทศไทย โดยกล่าวว่า พระราชกำหนดฯ ฉบับนี้ ได้กัดกร่อนหลักนิติธรรม
และหลักกฎหมายของประเทศไทย รวมถึงยังเป็นการส่งสัญญาณการขยายขอบเขตอำนาจในการจับกุม และควบคุมตัวประชาชน
โดยอนุญาตให้สามารถควบคุมตัวบุคคลได้ตามอำเภอใจ ซึ่งขัดแย้งกับมาตรา 9 ของกติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง

ทั้งนี้ ดร.เจรามี ซาร์กิน ประธานคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจของสหประชาชาติ ได้แถลงเรียกร้องให้รัฐต่างๆ พัฒนาให้มีกฎหมายภายในรัฐต่างๆ กำหนดให้การบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรม
รวมทั้งการรับรองสิทธิของเหยื่อและครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นสิทธิที่จะทราบความจริง สิทธิในความยุติธรรม และสิทธิที่จะได้รับการเยียวยา

ในขณะที่ประธานคณะทำงานด้านการควบคุมตัวตามอำเภอใจของสหประชาชาติได้เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยตอบรับการมาเยือนอย่างเป็นทางการของคณะทำงานฯ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การควบคุมตัวบุคคลโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย และกติกาสากลระหว่างประเทศ

ฉีกหน้ากากเครดิตบูโร:ใครติดแบล็กลิสต์เชิญทางนี้

ที่มา Thai E-News


กฎหมายเครดิตบูโร มีเนื้อหาโดยรวมเกี่ยวข้องกับบุคคล 2 ฝ่าย คือ เจ้าหนี้ และลูกหนี้ โดยสร้างภาพว่า เครดิตบูโรเป็นคนกลางที่เก็บข้อมูลเท่านั้น แต่กฎหมายฉบับนี้ถูกกำหนดโดยรัฐบาลตัวแทนระบบทุนนิยมเท่านั้น จึงไม่ต่างจากการกำหนดโดยฝ่ายเจ้าหนี้ฝ่ายเดียว เกิดการมัดมือชก มีการฮั้วกันไม่ปล่อยสินเชื่อคนที่ติด“BLACK LIST” กฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่อะไรเลย นอกจาก รอยสักทาสยุคดิจิตอล เท่านั้น แต่บทความนี้มีแนวทางดัดหลังแก้เกม หากท่านติดแบล็กลิสต์ กู้ไม่ผ่าน หรือโดนตามทวงหนี้


โดย ประเวศ ประภานุกูล


เดิมทีบทความนี้ผมเริ่มเขียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2549 และเขียนเสร็จเดือนสิงหาคม 2550 โดยต้องการวิเคราะห์และชำแหละให้เห็นธาตุแท้ของเครดิตบูโร

ซึ่งทุกวันนี้ดูเหมือนจะได้รับการยอมรับกันทั่วไปให้อยู่คู่กับสังคมไทย โดยถูกสร้างภาพว่า เครดิตบูโรคือสิ่งจำเป็นเพื่อใช้ในการตรวจสอบเครดิตของลูกค้าของสถาบันการเงิน

แต่สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับเครดิตบูโรคือเครื่องมือข่มขู่ลูกหนี้ของพวกรับจ้างทวงหนี้ โดยคำขู่คลาสสิค คือ หากไม่จ่ายก็จะติด BLACK LIST ไม่สามารถกู้เงินหรือทำบัตรเครดิตได้อีก

บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวกับกองบรรณาธิการ ผู้เขียนขอรับผิดชอบเองแต่เพียงผู้เดียว เมื่อปี 2549 เคยได้ยินคนเล่าว่า ตอนไปสมัครงาน บริษัทให้ไปตรวจข้อมูลเครดิตมาประกอบการพิจาณาใบสมัคร(ก็แล้วข้อมูลเครดิตมันเกี่ยวอะไรกับการเข้าทำงานวะ)

และผมก็ยังเคยได้รับโทร.ทวงค่าโทร.มือถือแทนเพื่อน คนโทร.แจ้งว่าจะส่งข้อมูลเครดิต(BLACK LIST) (แต่ทางเครดิตบูโรเคยแจ้งว่า กิจการโทร.มือถือไม่ใช่สมาชิกของเครดิตบูโร จึงส่งข้อมูลไม่ได้)

ต่อมาบริษัทรับจ้างทวงหนี้ของโทร.มือถือเหิมเกริมถึงขนาดส่งจดหมายทวงหนี้แจ้งว่าจะส่งเข้าระบบหนี้เสีย(BLACK LIST)

ทุกวันนี้พวกนายทุนสามานย์โดยรัฐพยายามรุกคืบเข้าควบคุมประชาชนอยู่แล้ว แม้แต่ข้อมูลสถานที่ทำงาน สำนักงานประกันสังคมยังเอามาขายเลยในราคา 20-50 บาทต่อราย

และยังได้รับคำยืนยันจากคนที่เคยยื่นแบบเสียภาษีทางอินเตอร์เน็ตว่า ถ้ายื่นแบบทางอินเตอร์เน็ตแล้ว คนอื่นที่มีข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนกับวันเกิด สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้

ก็เลยอยากจะเตือนไว้ในที่นี้เลยว่า อย่ายื่นแบบเสียภาษีทางอินเตอร์เน็ตเลยจะดีกว่า

แม้แต่พวกรับจ้างติดตามยึดรถของไฟแนนซ์(ได้ค่าจ้างตามการยึดรถได้ หากยึดไม่ได้ก็จะไม่ได้เงิน) ก็ยังจ้างด่านเก็บเงินทางด่วนให้เฝ้าดูรถยนต์คันที่ตามยึด โดยหากรถยนต์คันที่กำหนดผ่านด่านเก็บเงิน เมื่อกล้องของด่านเก็บเงินเห็นทะเบียน คอมพิวเตอร์ของด่านเก็บเงินก็จะส่งสัญญาณเตือน พนักงานเก็บเงินประจำด่านก็จะโทร.แจ้งผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างก็จะไปดักรอตามทางลงทางด่วน

แต่เรื่องนี้แก้ไม่ยาก แค่ติดทองเปลวที่เลขทะเบียนรถ คอมพิวเตอร์ของด่านเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนก็จะไม่รู้ว่าเป็นรถคันที่ถูกจ้างให้เฝ้าดู

เหตุผลในการออก พรบ.การประกอบข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 (ดูหมายเหตุ พรบ.ดังกล่าว) สรุปได้ว่า เพื่อให้สถาบันการเงินมีข้อมูลการเป็นหนี้และการชำระหนี้ของลูกค้าเพียงพอแก่การพิจารณาให้สินเชื่อ รวมทั้งให้เป็นกฎหมายคุ้มครองประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูล

มาดูกันว่าผลจากกฎหมายฉบับนี้จะเป็นตามที่หมายเหตุไว้อย่างสวยหรูหรือเปล่า

เครดิตบูโร คือบุคคล หรือหน่วยงาน หรือองค์กร ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมข้อมูลมาเก็บไว้ โดยมุ่งหมาย(ตามที่เขาพยายามบอก)ให้เป็นองค์กรกลาง และให้บริการข้อมูลที่เก็บไว้แก่สมาชิกหรือบุคคลทั่วไป ข้อมูลที่เก็บไว้(ตามที่เขาเรียกว่าข้อมูลเครดิต)

มี 2 ส่วน คือ ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน เขาเรียกว่าข้อมูลระบุตัว และข้อมูลการเป็นหนี้ ข้อมูลการเป็นหนี้นี้มี 2 แบบ คือ ข้อมูลที่เป็นกลางๆ และข้อมูลหนี้เสียที่เรียกกันว่า “BLACK LIST”

พรบ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 มีการแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)ในปี 2549 เบื้องต้นขอดูฉบับแรกก่อน แล้วเปรียบเทียบกับฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ผมได้ พรบ.การประกอบข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 จากแผ่นดิสก์รวมกฎหมายเอื้อเฟื้อโดยคุณเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความคนปัจจุบัน(หมายถึงปี 2551) ที่ส่งให้หลายปีแล้ว

ส่วนฉบับแก้ไขเพิ่มเติมโดยความอนุเคราะห์ของวารสารกฎหมายใหม่(-ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย)โดยในส่วนของฉบับแก้ไขเพิ่มเติมจะนำมาเปรียบเทียบไปพร้อมกับการวิเคราะห์ในตอนท้าย

โครงสร้างของเครดิตบูโร จะต้องเป็นบริษัท ห้ามผูกขาดการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต(เครดิตบูโรมีมากกว่า 1 บริษัทได้) ให้บริการกับสมาชิกและสมาชิกเท่านั้นที่ส่งข้อมูลเข้าไปเก็บได้

ผู้ที่จะเป็นสมาชิกของเครดิตบูโรได้ จะต้องเป็นสถาบันการเงินเท่านั้น การส่งข้อมูล การใช้บริการ(ตรวจสอบข้อมูล) จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมโดยคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต การฝ่าฝืนมีโทษอาญา

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ให้บริษัทข้อมูลเครดิตเท่านั้นประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตได้ (ห้ามผูกขาด ?) ห้ามมิให้ผู้ใดประกาศหรือโฆษณาว่าแก้ไขข้อมูลได้ ห้ามมิให้ใครกีดกันหรือขัดขวางการให้ข้อมูลแก่บริษัทข้อมูลเครดิต (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “เครดิตบูโร”) หรือทำให้เกิดการผูกขาดการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต

การฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 5-10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในส่วนของการให้ความคุ้มครองเจ้าของข้อมูล(ตามเหตุผลในการตรา พรบ.ฉบับนี้ เดี๋ยวค่อยมาดูกันว่าคุ้มครองเจ้าของข้อมูลได้จริงหรือไม่) เมื่อสมาชิกส่งข้อมูลแล้วต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลทราบภายใน 30 วัน ฝ่าฝืน(ไม่แจ้ง)มีโทษจำคุณ 5-10 ปีหรือปรับไม่เกิน 500,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

การส่งข้อมูลต้องส่งข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่เสมอ ถ้ารู้ว่ามีความไม่ถูกต้องต้องแก้ไขและจัดส่งข้อมูลที่ถูกต้องให้เครดิตบูโร ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท และปรับอีกวันละ 10,000 บาทจนกว่าจะแก้ไขให้ถูกต้อง(แต่เปรียบเทียบปรับได้)

ในกรณีที่มีการโต้แย้งข้อมูลเครดิต มาตรา 19 ได้กำหนดวิธีการแก้ปัญหาไว้ เดี๋ยวค่อยมาดูกันตอนท้าย

การเปิดเผยข้อมูลต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของข้อมูล เว้นแต่เป็นกรณีที่จำเป็นตามกฎหมาย เช่น คำสั่งศาล ฯลฯ เป็นต้น ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 5-10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใช้บริการ(ที่ได้รับข้อมูลไป)ต้องใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา 20 เท่านั้น และห้ามมิให้เปิดเผยข้อมูลแก่ผู้อื่นที่ไม่มีสิทธิรับรู้ข้อมูล ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 5-10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนผู้ที่ได้รับข้อมูลด้วยวิธีอื่น เช่น คำสั่งศาล ฯลฯ ต้องเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับ (แต่มีข้อยกเว้น) ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 5-10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิทราบข้อมูลของตนจากเครดิตบูโรได้ แต่เครดิตบูโรมีอำนาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจสอบข้อมูลได้ตามที่คณะกรรมการกำหนดแต่ต้องไม่เกิน 200 บาท(ทุกวันนี้เก็บเต็มเพดานเลย คณะกรรมการช่างเห็นใจประชาชนเจ้าของข้อมูลเสียจริง)

มาดูการควบคุมดูแลเครดิตบูโรกันบ้าง คนที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง คือคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต ประกอบด้วย ผู้ว่า ธปท. เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นรองประธานกรรมการ

ส่วนกรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมทะเบียนการค้า อธิบดีกรมการประกันภัย อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีอีเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ รวม 12 คน เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง

และให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแต่งตั้งโดย ครม. 5 คนโดยกำหนดคุณสมบัติไว้ว่า อย่างน้อยต้องเชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองผู้บริโภค 2 คน เชี่ยวชาญด้านการเงินและการธนาคาร 1 คน และด้านคอมพิวเตอร์ 1 คน(คุณสมบัติส่วนนี้ใช้บังคับกับอนุกรรมการด้วย โดยคณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการจำนวน 3-5 คน)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระ 4 ปี ห้ามแต่งตั้งติดต่อกันเกิน 2 วาระ สุดท้ายตำแหน่งเลขานุการ วกกลับมาที่ ธปท. โดยให้คณะกรรมการแต่งตั้งผู้ช่วยผู้ว่า ธปท. หรือ ผอ.อาวุโสของ ธปท. เป็นเลขานุการ

นอกจากนี้ยังกำหนดให้ ธปท. เป็นผู้รับเรื่องราวร้องทุกข์ กำกับการทำงานของเครดิตบูโร ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูล ในส่วนความรับผิดทางแพ่ง กำหนดให้เครดิตบูโรต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ใช้บริการหรือเจ้าของข้อมูลในกรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เปิดเผยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือเปิดเผยข้อมูลไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในกฎหมาย

เครดิตบูโรที่มีอยู่ทุกวันนี้ชื่อ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2542 เดิมชื่อบริษัท ระบบข้อมูลกลาง จำกัด ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2543 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ข้อมูลเครดิตกลาง จำกัด วันที่ 19 พฤษภาคม 2548 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด จนทุกวันนี้

ตอนที่เปลี่ยนชื่อมาเป็นบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ได้ควบรวมบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งประเทศไทย จำกัด เข้ามาด้วย พอเริ่มต้นก็เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ที่ห้ามผูกขาดการประกอบกิจการข้อมูลเครดิต อ้อ..กฎหมายให้ข้อยกเว้นไว้ว่า การควบรวมกิจการจะต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการก่อน การรวมบริษัทข้อมูลเครดิตอื่นเข้ามาก็เลยไม่ใช่การผูกขาด

และการประกอบกิจการธุรกิจข้อมูลเครดิตก็ต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการก่อน ดังนั้น การที่คณะกรรมการไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นประกอบกิจการธุรกิจข้อมูลเครดิต ก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการ ทำให้ทุกวันนี้มีบริษัทข้อมูลเครดิตบริษัทเดียวเอง ไม่ใช่การผูกขาดการประกอบกิจการธุรกิจข้อมูลเครดิตซะหน่อย ทำไมถึงร่างกฎหมายห้ามผูกขาดการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต

แล้วทำไมถึงต้องควบรวมบริษัทข้อมูลเครดิตให้เหลือเพียงบริษัทเดียว ถ้ามีบริษัทข้อมูลเครดิตมากกว่า 1 บริษัท เช่นมี 2 บริษัท ก็จะมีปัญหาตามมาว่า บรรดาสถาบันการเงินจะต้องเป็นสมาชิกทั้ง 2 แห่งหรือไม่ หากเป็นสมาชิกเพียงแห่งเดียวได้ ข้อมูลของลูกหนี้ของบรรดาสถาบันการเงินก็จะกระจายไปตามบริษัทข้อมูลเครดิตตามที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเป็นสมาชิก

เมื่อมีคนมาขอกู้เงิน ก็ต้องตรวจข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตทั้ง 2 แห่ง สร้างความยุ่งยาก แต่หากบังคับให้เป็นสมาชิกทั้ง 2 แห่ง บรรดาสถาบันการเงินก็ต้องเสียค่าสมาชิกเพิ่มเป็น 2 เท่า(เคยได้ยินมาว่าค่าสมาชิกสูงถึงเลข 6 หลัก) และก็ต้องส่งข้อมูลไปทั้ง 2 แห่ง แต่ได้ใช้ประโยชน์ด้วยการตรวจข้อมูลเพียงแห่งเดียวเ พราะตรวจข้อมูลที่ไหนก็ได้เหมือนกัน เท่ากับเสียค่าสมาชิกเพิ่มเปล่าๆ

ก็เลยได้ข้อสรุป 3 ฝ่าย คือ เครดิตบูโร นายทุนปล่อยกู้(สถาบันการเงิน) คณะกรรมการว่า ควรจะรวมบริษัทข้อมูลเครดิตทั้ง 2 แห่งเข้าเป็นบริษัทเดียวกัน พร้อมกับไม่มีการอนุญาตให้ตั้งบริษัทข้อมูลเครดิตอีกต่อไป การห้ามผูกขาดการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตในกฎหมาย จึงเป็นเพียงการตบตาหลอกลวงประชาชนเท่านั้น

ชื่อของเครดิตบูโรก็บอกอยู่แล้วว่า จะต้องให้บริการเกี่ยวข้องกับเครดิตหรือข้อมูลเครดิต และจะต้องมีบุคคลอื่นมาเกี่ยวข้องเครดิตบูโรจึงจะดำเนินกิจการได้ คือ สมาชิก เพราะมีแต่สมาชิกเท่านั้นที่ส่งข้อมูลเข้าไปเก็บได้ ส่วนการใช้บริการ(ขอตรวจข้อมูล)ดูเหมือนจะไม่จำกัดแต่ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของข้อมูล

เพียงแต่กฎหมายจำกัดการใช้ข้อมูลว่าจะต้องใช้เพื่อประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อเท่านั้น

อีกคนที่ขาดไม่ได้คือ เจ้าของข้อมูล ซึ่งก็คือลูกค้าหรือลูกหนี้ของสมาชิกนั่นเอง คนที่จะเป็นสมาชิกได้จะต้องเป็นสถาบันการเงินเท่านั้น ซึ่งก็คือธนาคารพาณิชย์นั่นเอง(รวมทั้งพวกไฟแนนซ์กับลิสซิ่งด้วย)

แล้วบรรดาพวกน็อนแบงก์-non bank(สถาบันการเงืนที่ไม่ใช่ธนาคาร)ปล่อยกู้ง่ายดอกโหด เข้ามาเป็นสมาชิกได้อย่างไร คำตอบอยู่ในมาตรา 3 พรบ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 ได้ให้คำจำกัดความคำว่า “สถาบันการเงิน” ว่า นิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหรือดำเนินกิจการในราชอาณาจักร ดังนี้..........(9) “นิติบุคคลอื่นที่ประกอบกิจการให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”

พวกน็อนแบงก์ที่ปล่อยกู้ดอกโหด ก็เลยเป็นสมาชิกเครดิตบูโรได้(ตรงนี้ยังมีปัญหาข้อมูลยอดหนี้ที่น็อนแบงก์ส่งเข้าไป เป็นข้อมูลที่เป็นจริงหรือไม่(ถ้าไม่จริงมีโทษ)เพราะรวมดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่ใช่ประเด็นในที่นี้)

แต่ยังก่อนครับ ยังไม่จบแค่นั้น ในมาตรา 3 ยังให้คำจำกัดความคำว่าสินเชื่อว่า การให้กู้ยืมเงิน.................เป็นเจ้าหนี้เนื่องจากได้จ่ายหรือสั่งให้จ่ายเงินเพื่อประโยชน์ของผู้เคยค้า........และธุรกรรมอื่นใดตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

ทีนี้ก็ไม่น่าแปลกใจแล้วว่าทำไม AIS บริษัทมือถือทั้งหลาย ถึงได้กล้าส่งจดหมายข่มขู่ว่าจะส่งข้อมูลเข้า“BLACK LIST” เขาคงอยากผลักดันให้กิจการให้บริการโทรศัพท์รายเดือนเป็นสินเชื่อในความหมายของ ธุรกรรมอื่นใดตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

จากนั้นก็เป็นสถาบันการเงินในความหมายว่า นิติบุคคลอื่นที่ประกอบกิจการให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติตามที่คณะกรรมการกำหนด ทีนี้กิจการโทรศัพท์มือถือก็เป็นสมาชิกเครดิตบูโรได้ แล้วพอใครค้างจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือก็จะติด“BLACK LIST”

และถ้ารุกคืบเข้าไปในกิจการโทรศัพท์มือถือได้ อีกหน่อยกิจการที่ให้เครดิตลูกค้า เช่น ส่งสินค้าให้ก่อน จ่ายเงินทีหลัง(อาจจะกำหนดให้วางบิลเรียกเก็บเงินด้วยหรือไม่ก็ได้ เช่นกำหนดให้จ่ายภายใน 1 เดือนหลังส่งสินค้า หรือจ่ายภายใน 1 เดือนนับแต่วางบิล)ก็ถือว่าเป็น นิติบุคคลอื่นที่ประกอบกิจการให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดได้

ผมไม่ใช่คนมองโลกในแง่ร้าย ผมเพียงแต่มองโลกตามความเป็นจริง จะเป็นไปได้อย่างไรที่สมาชิกเครดิตบูโรจะถูกขยายวงออกไป

ลองดูที่คณะกรรมการก็รู้ คณะกรรมการมีทั้งหมด 17 คน เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง 12 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ตัดตำแหน่งเลขานุการ(เลือกจาก ธปท.ดังกล่าวข้างต้น)ออก

เริ่มที่หัวก่อน ประธานกรรมการคือ ผู้ว่า ธปท. เป็นคนออกประกาศเอื้อประโยชน์ให้น็อนแบงก์คิดดอกเบี้ยได้ถึง 28 % ผู้ว่า ธปท.คนปัจจุบัน(ขณะเขียนบทความนี้คือ นางธาริสา)

พอเข้ามาถึงก็ออกประกาศขึ้นดอกเบี้ยบัตรเครดิตเป็น 20 % กรรมการคนอื่นๆดูแล้วมาจากฝ่ายการเมืองหรืออิงกับฝ่ายการเมืองถึง 8 จาก 12 คน แค่นี้ก็เกินครึ่งแล้ว แต่คนร่างกฎหมายคงยังไม่ชัวร์ว่าจะคุมเสียงคณะกรรมการอยู่ ก็เลยกำหนดให้ฝ่ายการเมือง(คณะรัฐมนตรี)แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 5 คน

และในส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว ยังกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวอีก มีข้อหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ต้องไม่มีตำแหน่งหรือมีหน้าที่หรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในเครดิตบูโรหรือผู้ควบคุมข้อมูลหรือผู้ประมวลผลข้อมูล แต่เป็นตัวแทนจากสถาบันการเงิน(สมาชิกของเครดิตบูโร)ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กำหนดไว้ว่าต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการธนาคาร 1 คน

เท่ากับให้เอานายแบงค์มาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชัดๆ และสามารถตั้งตัวแทนจากธนาคารได้ถึง 2 คนด้วยซ้ำ แล้วก็ไม่มีฝ่ายลูกหนี้หรือเจ้าของข้อมูลเลย เอาเป็นว่าคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตแบ่งโควต้ากัน 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายการเมืองกับฝ่ายสถาบันการเงินหรือก็คือสมาชิกเครดิตบูโรหรือฝ่ายเจ้าหนี้ที่ส่งข้อมูลเข้าไปเก็บ โดยมีบุคคลที่น่าเชื่อถือได้เป็นไม้ประดับ

เพื่อช่วยสร้างภาพให้กับคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต จึงเป็นอันว่าฝ่ายการเมืองและนายทุนจากสถาบันการเงินคุมคณะกรรมการได้หมด

และก็อย่าลืมว่าพวกนายทุนเป็นผู้สนับสนุนเงินค่าใช้จ่ายเลือกตั้งให้กับพรรคการเมือง(ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ถ้าจะพูดว่าผมมีอคติกับนักการเมือง ผมก็ยอมรับ เพราะตั้งแต่จำความได้ ผมยังไม่เคยเห็นนักการเมืองคนไหนทำอะไรเพื่อประชาชนเลย)

หลักการอีกอย่างของเครดิตบูโรคือให้บริการข้อมูลเพื่อให้สถาบันการเงิน ใช้ประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อ(ปล่อยกู้)

ข้อมูลที่ได้จากเครดิตบูโรจึงไม่ใช่ตัวตัดสินว่าจะกู้เงินจากธนาคารได้หรือไม่ แต่ในทางปฏิบัติทุกวันนี้ ถ้าติด“BLACK LIST” ในเครดิตบูโรแล้ว ก็เลิกคิดกู้เงินหรือทำบัตรเครดิตจากธนาคารหรือนอนแบงก์ได้เลย เพราะทุกแห่งจะให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ผ่าน(นี่คงเป็นคำตอบได้ดีว่าทำไม AIS ถึงอยากเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโร)

คนที่มาปรึกษาผม ในฐานะที่ผมเป็นทนายความหลายรายเจอปัญหานี้แล้ว(อันที่จริงก็มีวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เอาไว้ว่ากันตอนท้าย)

ซ้ำข้อมูลการเป็นหนี้ที่เครดิตบูโรเก็บไว้ ก็เป็นข้อมูลที่เจ้าหนี้เป็นฝ่ายส่งเข้าไป แน่นอนละว่าเจ้าหนี้จะต้องส่งข้อมูลเข้าไปตามที่เขาคิดว่ายังเป็นหนี้อยู่ โดยไม่สนใจว่าเป็นหนี้ที่ชอบธรรมตามกฎหมายหรือไม่อยู่แล้ว ซึ่งก็รวมทั้งดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมาย หนี้ที่ฟ้องไม่ได้หรือถึงฟ้องศาลก็ยกฟ้องหรือตัดลดยอดหนี้ลง หนี้ที่ขาดอายุความแล้ว และข้อมูลก็จะถูกเก็บไว้จนกว่าครบ 3 ปีหลังลูกหนี้จ่ายหนี้หมด(ตามที่เจ้าหนี้คิด)

ตัวอย่างเช่น หากหนี้ขาดอายุความแล้ว เจ้าหนี้ก็ไม่สามารถฟ้องคดีได้ หรือถึงฟ้องแต่หากลูกหนี้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความ ศาลก็จะต้องยกฟ้อง แต่ข้อมูลว่าคุณยังเป็นหนี้ก็ยังอยู่ และตราบใดที่คุณไม่จ่าย(หนี้ที่สิ้นผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่สามารถฟ้องร้องได้ดังกล่าว)ข้อมูลว่าคุณยังเป็นหนี้ก็จะอยู่ไปจนครบ 3 ปีหลังจากคุณตาย

สรุปแล้ว เครดิตบูโรเป็นเพียงเครื่องมือทวงหนี้ของนายทุนเท่านั้น

สิบกว่าปีก่อนซิตี้แบงก์ได้เริ่มว่าจ้างสำนักงานทนายความให้ทวงหนี้แทน โดยกำหนดค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดเงินที่ตามเก็บได้ โดยไม่คำนึงว่าจะตามทวงได้ด้วยวิธีไหน นั่นคือจุดเริ่มต้นของวิธีการทวงหนี้นอกระบบ โดยพัฒนามาเป็นสำนักงานรับจ้างทวงหนี้(ในชื่อสำนักงานกฎหมาย)

สำนักงานพวกนี้จะมีลักษณะเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่อยู่อย่างหนึ่งคือ เจ้าของหรือหัวหน้าสำนักงานไม่ใช่ทนายความ ไม่ได้จบนิติศาสตร์ด้วยซ้ำ ก็เลยจ้างพนักงานมาอบรมวิธีการทวงหนี้ออกอาละวาดได้โดยไม่อยู่ในกำกับของสภาทนายความ และทุกวันนี้ดูเหมือนสำนักงานพวกนี้จะระบาดเข้าไปรับงานในธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคาร ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดก็ตาม(วันหลังถ้ามีโอกาสผมจะลองรวบรวมวิธีการทวงหนี้ของสำนักงานพวกนี้ดู)

แต่วิธีการทวงหนี้ของสำนักงานพวกนี้ก็ยังมีจุดอ่อน หากลูกหนี้ไม่กลัวตามที่ถูกขู่ ก็คงทำอะไรไม่ได้ และสิ่งที่สำนักงานพวกนี้พยายามเลี่ยง คือ การฟ้องคดีต่อศาล(บางสำนักงานก็ดูเหมือนจะไม่มีทนายความประจำเลยด้วยซ้ำ บางสำนักงานก็พยายามกดทนายความลงเป็นมนุษย์เงินเดือนให้ทำตามคำสั่งอย่างเดียว ไม่ต้องคำนึงถึงจรรยาบรรณของวิชาชีพกันแล้ว) จึงต้องมีเครดิตบูโรขึ้นมาช่วยเสริมอีกแรง

ถ้าพูดโต้ตอบกัน เครดิตบูโรก็คงปฏิเสธว่าไม่ใช่เครื่องมือทวงหนี้ โดยอ้างเหตุผลสวยหรูต่างๆทางด้านเศรษฐกิจ และก็อ้างว่ามีมาตรการให้ความคุ้มครองเจ้าของข้อมูลอยู่แล้ว แต่ถ้าดูบทกำหนดโทษในกฎหมายแล้ว การส่งข้อมูลไม่ตรงตามจริงมีโทษเพียงปรับ แม้ว่าจะปรับค่อนข้างสูง(300,000 บาท และอีกวันละ 10,000 บาทจนกว่าจะแก้ไขให้ถูกต้อง)

แต่กฎหมายก็ให้อำนาจคณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง(มาจากฝ่ายการเมืองอีกแล้ว) มีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ ซึ่งก็หมายความว่า จะปรับน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเท่าไรก็ได้ ซึ่งผิดหลักกฎหมายอาญา เพราะโทษขนาดนี้เกินกว่าลหุโทษ และความผิดที่เปรียบเทียบปรับได้ก็ต้องเป็นความผิดลหุโทษเท่านั้น

การกำหนดโทษไว้สูงจึงเป็นเพียงการตบตาประชาชนว่ากฎหมายให้ความคุ้มครองเจ้าของข้อมูลเท่านั้น โดยผู้ออกกฎหมายไม่คาดว่าจะมีการลงโทษตามที่กำหนดไว้ ส่วนเรื่องที่กำหนดโทษไว้สูง อย่างเช่น การไม่แจ้งเจ้าของข้อมูลทราบถึงการส่งข้อมูล และข้อมูลที่ถูกส่งไป

การเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ไม่มีสิทธิรับรู้ข้อมูล มีโทษจำคุก 5-10 ปี หรือปรับ 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าพลาดอยู่แล้ว จึงเป็นการเขียนไว้หลอกชาวบ้านเท่านั้น

ส่วนเรื่องที่เครดิตบูโรมีโอกาสพลาด คือ การเปิดเผยข้อมูลโดยเจ้าของข้อมูลไม่ยินยอมซึ่งอันที่จริงก็ไม่น่าจะพลาดได้อยู่แล้ว เพราะเวลาไปขอกู้บรรดาสถาบันการเงินก็จะบังคับให้เซ็นหนังสือยินยอมให้ตรวจข้อมูลและส่งข้อมูล และลูกหนี้ก็ต้องเซ็น เพราะไม่มีทางเลือก ซึ่งเดิมกำหนดโทษไว้สูงเช่นกัน แต่เครดิตบูโรก็ไม่อยากเสี่ยง ก็เลยออกกฎหมายแก้ไขโทษให้เหลือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งดูน่าจะยังสูงอยู่

แต่ทีเด็ดอยู่ตรงที่พอลดโทษแล้วก็ให้เปรียบเทียบปรับได้ทั้งที่มีโทษจำคุกสูงถึง 3 ปี เอาเป็นว่าช่วยเหลือพวกเดียวกันโดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายเลย แต่ก็ต้องกำหนดโทษให้สูงเข้าไว้ก่อนเพื่อเป็นข้ออ้างว่า ให้ความคุ้มครองกับเจ้าของข้อมูลแล้วนะ


นอกจากนี้การผูกขาดการประกอบกิจการมีโทษสูงเช่นกัน แต่การควบรวมบริษัทโดยความยินยอมของคณะกรรมการไม่ใช่การผูกขาดนี่ อีกบริษัทเขาอยากเข้ามารวมเองและคณะกรรมการก็เห็นชอบด้วย แล้วหากมีคนยื่นขอตั้งบริษัทข้อมูลเครดิตเพิ่ม คณะกรรมการก็ไม่อนุญาตเอง ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเครดิตบูโรซะหน่อย จะมาว่าผูกขาดได้อย่างไร

ส่วนการคุ้มครองเครดิตบูโร คือ การห้ามมิให้ผู้ใดประกาศหรือโฆษณาว่าแก้ไขข้อมูลได้ ห้ามมิให้ใครกีดกันหรือขัดขวางการให้ข้อมูลแก่เครดิตบูโร ยังคงกำหนดโทษไว้สูงและเปรียบเทียบปรับไม่ได้

สรุปได้ว่าในส่วนการคุ้มครองเจ้าของข้อมูลซึ่งผู้กระทำความผิดคือสถาบันการเงิน เปรียบเทียบปรับได้ ส่วนการคุ้มครองเครดิตบูโรและสถาบันการเงิน เปรียบเทียบปรับไม่ได้ คงไม่ต้องบอกแล้วว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งคุ้มครองใครกันแน่ ทำไมรัฐถึงได้เอาใจเครดิตบูโรมากนัก รายชื่อกรรมการเครดิตบูโรคงจะให้คำตอบได้

กรรมการของเครดิตบูโรมี 11 คน(ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2549) คือ 1.นายสมใจนึก เองตระกูล 2.นายธีระ อภัยวงศ์ 3.นายชาติชาย ศรีรัศมี 4.นายสุจิน สุวรรณเกต 5.นายมินทร์ อิงค์ธเนศ 6.นายแลรี่ คีธ ฮาวล์ 7.นายขรรค์ ประจวบเหมาะ 8.นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร 9.นายโชติศักดิ์ อาสถวิริยะ 10.นายจารึก กังวานพณิชย์ 11.นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ทั้ง 11 คนนี้มีกี่คนที่คนทั่วไปไม่รู้จัก

ในส่วนความรับผิดทางแพ่ง กฎหมายกำหนดไว้เพียงว่าให้รับผิดทางแพ่งด้วย ไม่ได้กำหนดให้ความรับผิดเป็นพิเศษหรือไม่ได้กำหนดอัตราค่าเสียหายไว้ให้ ซึ่งแม้จะไม่กำหนดให้ ก็ต้องรับผิดทางแพ่งฐานละเมิดอยู่แล้ว การกำหนดไว้เช่นนี้ จึงไม่ต่างจากการไม่เขียนไว้เลย การบัญญัติให้มีความรับผิดทางแพ่งจึงเป็นแค่การเขียนหลอกประชาชนเท่านั้น

ถ้าพลาดไปติด“BLACK LIST”เข้า ก็พอมีทางแก้ไขตามกฎหมายอยู่ อย่างเช่น ถ้าข้อมูลการเป็นหนี้ในเครดิตบูโรมีดอกเบี้ยที่เกินกว่าอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย(เช่นพวกน็อนแบงก์) ก็สามารถโต้แย้งข้อมูลตามมาตรา 19 ได้ แต่ตามความเห็นผม น่าจะฟ้องเป็นคดีอาญาโดยฟ้องเองมากกว่า เพราะหากโต้แย้งไปที่เครดิตบูโรตามมาตรา 19 เครดิตบูโรก็จะต้องสอบสวน ก็สอบถามไปที่เจ้าหนี้คนแจ้งข้อมูลนั่นแหละ แล้วผลสอบจะเป็นอย่างไรก็คงเดาได้ไม่ยาก(อย่าลืมว่าพวกสถาบันการเงินเป็นคนจ่ายเงินค่าสมาชิกให้กับเครดิตบูโร)

หรือหากจะไปแจ้งความ ก็อย่าลืมว่าคณะกรรมการมีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ แล้วหากเครดิตบูโรหรือพนักงานสอบสวนเห็นว่าการแจ้งข้อมูลหนี้ชอบแล้ว เรื่องก็จบ การฟ้องคดีเองจึงเป็นการดีที่สุดเพราะคดีขึ้นศาลเลย เป็นการดักทางไม่ให้คณะกรรมการกล้าเปรียบเทียบปรับด้วย


ในกรณีที่ต้องการกู้เงินจากธนาคารแต่ติด“BLACK LIST” ก็เล่นไม่ยาก ก่อนอื่นตรวจข้อมูลของตนก่อน แล้วดูว่ามีทางโต้แย้งข้อมูลอย่างไรได้บ้าง เช่น ชำระหนี้หมดแล้ว ฯลฯ เสร็จแล้วก็ไปยื่นเรื่องกู้พร้อมกับไปโต้แย้งข้อมูลที่เครดิตบูโร ตรงนี้ต้องกะเวลาให้ดี ให้โต้แย้งข้อมูลก่อนธนาคารตรวจสอบข้อมูลเล็กน้อย หรือจะโต้แย้งข้อมูลก่อน แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยไปขอกู้ก็ได้ เมื่อโต้แย้งข้อมูลแล้ว เครดิตบูโรจะต้องสอบสวนด้วยการแจ้งให้เจ้าหนี้ชี้แจง

ในระหว่างนี้มาตรา 19 กำหนดให้บันทึกข้อมูลไว้ตามที่มีการโต้แย้ง เช่น ถ้าโต้แย้งว่าชำระหนี้ครบแล้ว ก็ต้องบันทึกข้อมูลว่า บัญชีปิดแล้ว และเมื่อธนาคารที่ท่านขอกู้เข้าไปตรวจสอบข้อมูล(หลังจากท่านโต้แย้งข้อมูล 1 วัน) ก็จะพบข้อมูลว่าบัญชีหนี้ของท่านปิดแล้วหรือชำระครบถ้วนแล้ว

นี่เป็นวิธีการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายหาประโยชน์เข้าตัว ซึ่งว่าที่จริงแล้ววิธีการแบบนี้ก็ไม่ค่อยจะถูกต้องตามจรรยาบรรณเท่าไหร่ แต่ในเมื่อกฎหมายมุ่งหมายกดหัวประชาชนการหาช่องโหว่ก็น่าจะเป็นการแสวงหาความยุติธรรมมากกว่าการผิดจรรยาบรรณ

พรบ.การประกอบข้อมูลเครดิต มีเนื้อหาโดยรวมเกี่ยวข้องกับบุคคล 2 ฝ่าย คือ เจ้าหนี้ และลูกหนี้ โดยสร้างภาพว่า เครดิตบูโรเป็นคนกลางที่เก็บข้อมูลเท่านั้น แต่กฎหมายฉบับนี้ถูกกำหนดโดยรัฐบาลตัวแทนระบบทุนนิยมเท่านั้น จึงไม่ต่างจากการกำหนดโดยฝ่ายเจ้าหนี้ฝ่ายเดียว

และในบทนำของ พรบ.ฉบับนี้ก็ระบุเองว่า มีบทบัญญัติบางส่วนเป็นบทบัญญัติจำกัดสิทธิ แต่ในกระบวนการออกกฎหมาย ประชาชนไม่ได้รับรู้เลยจนกระทั่งออกมาเป็น พรบ.แล้ว ไม่มีแม้แต่การทำประชาพิจารณ์ และที่น่าตลกจนผมหัวเราะไม่ออกก็คือ กฎหมายฉบับนี้ บังคับให้นำข้อมูลส่วนตัวของประชาชนที่ไม่มีส่วนในการออกกฎหมายฉบับนี้ ไปให้บุคคลอื่นเก็บ เช่น ชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน แล้วก็บอกว่าเป็นการเก็บข้อมูลเครดิต ไม่ใช่เก็บข้อมูลส่วนตัว โดยไม่ได้พูดถึงเจ้าของข้อมูลเลย ทำเหมือนเจ้าของข้อมูลไม่ใช่คนหรือเป็นทาสที่นายทุนสั่งการได้ตามใจชอบ

แต่ที่สำคัญที่สุดคือการฮั้วกันไม่ปล่อยกู้ให้กับคนที่ติด“BLACK LIST” โดยไม่คำนึงว่าหนี้ที่มีอยู่นั้นมีความชอบธรรมหรือไม่ และก็ไม่ได้ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาเครดิต แต่เป็นเงื่อนไขข้อแรก หากติด“BLACK LIST” ก็ไม่รับพิจารณา เป็นการสร้างระบบใหม่ขึ้นมา

ระบบที่มีอำนาจในการบังคับมากกว่าศาลเสียอีก เพราะศาลจะบังคับให้เฉพาะหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่ในระบบนี้หากคุณเป็นหนี้แล้วไม่จ่ายก็ไม่ต้องผุดต้องเกิดกันอีกแล้ว

อย่างเช่น หากคุณยังมีหนี้ค้างชำระอยู่ แต่หนี้นั้นขาดอายุความแล้ว หรือคุณชำระหนี้เช่าซื้อพร้อมค่าปรับจนครบแล้ว แต่เจ้าหนี้ของคุณบอกว่า คุณยังค้างค่าปรับอยู่ เพราะมีบางงวดที่คุณชำระไม่ตรงตามกำหนดและค่าปรับที่คุณจ่ายยังน้อยกว่าที่เขาคิด กรณีเช่นนี้หากฟ้องศาล

หากหนี้ขาดอายุความและคุณยื่นคำให้การสู้คดีว่าหนี้ขาดอายุความแล้ว ศาลก็จะยกฟ้อง หรือในกรณีค้างค่าเช่าซื้อ หากศาลพิจารณาว่าค่างวดและค่าปรับที่คุณชำระพอสมควรแล้ว ศาลก็จะยกฟ้องเช่นกัน แต่ในระบบการฮั้วกันเช่นนี้ ไม่มีทางต่อรองกับเจ้าหนี้ได้เลย ถ้าต้องการปลด“BLACK LIST” ก็ต้องจ่ายตามความพอใจของเจ้าหนี้อย่างเดียวเท่านั้น

ล่าสุดธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง เหิมเกริมถึงขนาดส่งข้อมูลหนี้ที่ขาดอายุความไปกว่า 10 ปีแล้วซึ่งเกิดขึ้นและลูกหนี้ผิดนัดก่อนมีการตั้งบริษัทข้อมูลเครดิตเสียอีก เข้าไปเก็บในเครดิตบูโร และบรรดาสมาชิกเครดิตบูโรก็รวมหัวกันไม่ปล่อยกู้ แม้แต่จะซื้อรถยนต์เงินผ่อนยังไม่ผ่าน ทั้งๆที่มียอดหนี้เพียงสองหมื่นกว่า และเกิดขึ้นมา 10 กว่าปีแล้ว ระบบนี้จึงมีอำนาจบังคับในทางปฏิบัติเหนือกว่าอำนาจศาลเสียอีก

จากลักษณะการมัดมือชก บังคับให้ส่งข้อมูลส่วนตัวของคนที่ไม่มีส่วนรู้เห็นการออก พรบ.ประกอบข้อมูลเครดิต ให้เครดิตบูโรเก็บ การฮั้วกันไม่ปล่อยสินเชื่อคนที่ติด“BLACK LIST”

ผมจึงรู้สึกว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่อะไรเลย นอกจาก รอยสักทาสยุคดิจิตอล เท่านั้น