WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 13, 2011

ภาพข่าว12มีนา54:คลื่นสึนามิสีแดงท่วมกรุงเทพฯ รำลึกครบรอบ1ปีวันเริ่มต้นการลุกฮือขึ้นประท้วงใหญ่

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
*ภาพข่าวนี้จะมีการอัพเดตเป็นระยะจนงานเลิก


ผู้มาก่อนกาล-นปช.จัดชุมนุมใหญ่รำลึกครบรอบ 1 ปีวันเริ่มต้นการลุกฮือขึ้นประท้วงใหญ่ (12มีนาคม-19พฤษภาคม2553) แม้จะมีกำหนดการเริ่มต้นที่แยกราชประสงค์เวลา13.00น. แต่เนื่องจากมีคนมหาศาล จึงมีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งไปรอล่วงหน้าที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งจะเปิดเวทีตั้งแต่15.00-02.00น.


สำหรับพี่น้องในต่างประเทศ หรือต่างจังหวัดไกลๆ ที่ไม่สามารถเข้าร่วมชุมนุมได้ ติดตามถ่ายทอดสดผ่านเวบไซต์ดังต่อไปนี้

http://thaivoice.org/
http://freethailand.net

http://thaisvoice.blogspot.com/

http://sanamluangtv.net/forums/

http://speedhorsetv.blogspot.com/

http://uddtoday.ning.com/

http://www.asiaupdate.tv/live

http://thaitvnews2.blogspot.com

http://www.norporchoreusweden.org/

http://smgermany.com/

นอกจากนั้นสามารถติดตามชมเวทีเล็กของแดงสยามควบคู่กันไปที่เวบไซต์
http://www.redsiam.us/

สำหรับกลุ่มอิสระที่เคลื่อนไหวเรื่องยกเลิกมาตรา 112 แจ้งว่าจะเปิดปราศรัยบริเวณที่หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ตั้งแต่เวลา 16.00 น
เป็นต้นไป

ไฮไลต์การปราศรัยใหญ่ช่วงหัวค่ำจตุพร+ทักษิณ

สำหรับไฮไลต์ของงานชุมนุมครั้งนี้ นอกจากการกล่าวถึงยุทธศาสตร์นปช.ของอาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ์แล้ว ในเวลาราว19.30น.นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้นำเอกสารจดหมายอดีตเลขานุการหน้าห้องนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญออกมาแฉเบื้องหลังการยุบ 3 พรรคการเมือง(พลังประชาชน,ชาติไทย,มัฌชิมาฯ)โดยมีการไปแจ้งผู้นำทางทหารว่าอย่างเพิ่งทำปฏิวัติรัฐประหาร เพราะศาลรัฐธรรมนูญกำลังตัดสินยุบ 3 พรรคการเมือง ดังนั้นถือว่าศาลรัฐธรรมนูญหมดความชอบธรรมแล้ว ไม่ควรดำรงตำแหน่งต่อไป

จากนั้นเวลาราว20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวิตร ได้วิดิโอลิ้งค์มาปราศรัยต่อที่ชุมนุม โดยเรียกร้องให้เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ และให้คำมั่นว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเจริญรุ่งเรืองภายใน 6 เดือน ทำได้แน่เพราะนโยบายต่างๆที่เคยให้คำมั่นไว้ก็ทำได้จริง และโจมตีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ว่าล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวในตอนหนึ่งว่า "..ประชาธิปไตยในความหมายของเรา (คนเสื้อแดง) มันไกลเกินกว่าการเลือกตั้ง แต่มันหมายถึงความเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เคารพการตัดสินใจของประชาชน.."

จากนั้นเป็นคิวการขึ้นปราศรัยของแกนนำที่พ้นคุกและเข้ามอบตัวแล้วได้ประกันตัว ทั้งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หมอเหวง โตจิราการ ขวัญชัย ไพรพนา เจ๋ง ดอกจิก ก่อแก้ว พิกุลทอง นิสิต สินธุไพร วันชนะ เกิดดี ไพจิตร อักษรณรงค์ เป็นต้น

ไฮไลต์คลิปปราศรัยแกนนำ ดูที่นี่

ท่านที่ไม่สะดวกติดตามถ่ายทอดสด สามารถติดตามคลิปการปราศรัยของแกนนำได้ที่ลิ้งค์ของคุณtuxedo ที่ http://www.youtube.com/view_play_list?p=44F7BBEE4FD55031 จะมีอัพเดตเป็นระยะ


ภาพสีสันบรรยากาศจากสื่อต่างประเทศ,นักรบไซเบอร์




การ์ดนปช.ปญอ.ส่งคนรณรงค์112ให้ตำรวจ

มีรายงานว่าคนเสื้อแดงที่รณรงค์ให้ยกเลิกม.112ได้ไปรวมตัวกันห่างเวทีใหญ่ที่หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ และหน้าอนุสรณ์สถาน14ตุลาที่แยกคอกวัว แต่มีสตรีรายหนึ่งเดินไปหลังเวทีเพื่อขออนุญาตเผยแพร่เอกสารม.112กับแกนนำด้านหลังเวที แต่การ์ดนปช.ได้คุมตัวส่งตำรวจ ทั้งที่เป็นเพียงเอกสารให้ความรู้เกี่ยวกับม.112ที่นำมาจากวิกิพีเดีย

มีเรื่องที่ไม่ดีมากๆเกิดขึ้น คือ การ์ด นปช. ได้ทำการ "จับ" ผู้เข้าร่วมชุมนุมผู้หนึ่ง(ผู้หญิง)ที่มีเอกสารที่เตรียมไว้สำหรับแจกจ่ายผู้ร่วมชุมนุม ส่งตำรวจว่าเป็นเอกสาร"หมิ่นเหม่" โชคดีมากๆที่ ตำรวจเองไม่บ้าจี้ตามไปด้วย ตำรวจได้พาผู้หญิงที่ถุกการ์ด นปช.จับส่ง ไปที่บ้านของเธอ เพื่อดูว่า มีบ้านช่องอยู่เป็นเรื่องเป็นราว ไปถึงบ้านแล้วเห็นอะไรก็ไม่ทราบ) แต่ไปถึงแล้วก็ไม่มีอะไร ตำรวจก็ลงบันทึกไว้เฉยๆว่า เอกสารไม่มีอะไร ตอนนี้คุณผู้หญิงคนดังกล่าวก็กลับไปที่ม็อบได้แล้ว
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งไปร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมเขียนลงในเฟซบุ๊ค


ติดตามคลิปการชุมนุมช่วงกลางวันถึงเย็น






ภาพที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเวลาบ่าย2โมง 12 มีนาคม 2554 ถ่ายภาพโดยคุณคำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง (ดูภาพชุดใหญ่ที่เฟซบุ๊คคำเกิ่ง)



ไปรอตั้งแต่เช้า

เสื้อแดงทยอยรวมตัวอนุสาวรีย์ปชต.ไปรอขบวนใหญ่ที่จะเดินทางมาจากแยกราชประสงค์ ตร.ปิดถนนตั้งแต่เสาชิงช้า-สะพานวันชาติ (มติชนออนไลน์)

เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ


โด่ง-อรรถชัย อนันตเมฆ นำน้ำดื่มMr.Deeมาทั้งขายและบริจาคในงาน (เฟซบุ๊คอรรถชัย)

ภาพด้านล่าง คนเสื้อแดงจากทุกสารทิศต่างมุ่งมาร่วมชุมนุม ก่อนจะก่อเป็นคลื่นมหาชนขนาดใหญ่เทียบได้กับคลื่นสึนามิท่วมท้นกรุงเทพฯ





******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-เจ้ย-อภิชาติพงศ์เจ้าของรางวัลหนังเมืองคานส์ และ5ผู้กำกับมือระดับนานาชาติโดดร่วมรณรงค์ตื่นรู้ม.112

-แดงนานาชาติผนึกกลุ่มอิสระแคมเปญยกเลิก112 ในงานชุมนุมใหญ่12มีนารำลึกวันเริ่มต้นลุกขึ้นสู้ครบปี

-จับได้จะๆทะเหี้ย..มขึ้นป้ายเสี้ยมด่าเสื้อแดงเผาเมือง ปั่นหัวสลิ่มดัดจริตก่อกระแสต้านชุมนุมใหญ่12มีนา

นิทานเมืองแลนแดนสมมุติ

ที่มา Thai E-News



โดย อรุณรุ่ง สัตย์สวี

กาลหนึ่ง ณ เมืองแลนแดนตะกวด
ยั้วเยี้ยอวดเกล็ดคลานมานานเนิ่น
ประดับเพชรสะเด็ดน้ำ – ดินดำเนิน
หลายร้อยปีเพลิดเพลินครอบครองเมือง

แผ่เผ่าพันธุ์แลนร้ายอ้ายคำแลน
เหนือแว่นแคว้นเหนือกฎหมายอ้ายหางเหลือง
ซ่องสมุนขุนศึกคึกและเชื่อง
คอยป่วนเมืองหนุนแลนวางแผนร้าย

จงหมอบคลานทำงานหนักจงรักแลน
จงภักดีมาดแม้นตายแทนได้
จงพอมีกินวันวันพอกันตาย
อย่าคิดหมายอ้าปากวิพากษ์วิจารณ์

อุตริอ้างอวดตะกวดเจ้า
จุติจากห้วงหาวปาฏิหาริย์
กอบโกยกวาดทรัพย์สิ่งศฤงคาร
เกษมสัตว์สำราญบ้านของกู

ชาวเมืองต่างชื่นชมก้มลงกราบ
ชาวบ้านปลาบปลื้มใจไม่คิดสู้
ศรัทธาปิดลงดานบานประตู
หลงเชื่อลมกรอกหูมิรู้ตัว

เมื่อถึงคราวช่วงชิงความเป็นใหญ่
แม้นสายเลือดร่วมไส้ไม่ไว้หัว
อำนาจล้นพ้นฟ้ามืดตามัว
ตะกวดชั่วหวงแหนแลนบัลลังก์

ผู้ใดคิดคัดง้างกระด้างกระเดื่อง
จับกุดหัวต่อเนื่องอยู่เบื้องหลัง
สวดใส่ชุดนักบุญหน้ากากบัง
เปล่งวาจาขรึมขลังยับยั้งภัย

วันคืนเคลื่อนเลื่อนโลก ลมโบกพัด
ความจริงจึงแจ่มชัดกระจ่างใส
ชาวเมืองแลนตาสว่างอย่างดวงไฟ
มองทางใดเห็นแท้ตอแหลเรา

จึงตีฆ้องร้องสิทธิ์ผู้คิดต่าง
ร่วมแรงร้างรื้อเรื้อความเชื่อเก่า
ต้อนตะกวดไล่ตะล่อมตัวมอมเมา
อ้ายแลนเฒ่าเน่าแน่ตอแหลนัก !!!

( นิทานเรื่องเมืองแลนแสนอุบาทว์
อุทาหรณ์สอนอำนาจนั้นหน่วงหนัก
ใครกอดกุมจะรุ่มร้อนมิผ่อนพัก
ปวงชนจักพร้อมใจให้บทเรียน )

เปิดผลลัพธ์คำทำนายนอสตราดามุสเมืองไทย สรุปแล้วเว่อร์ผสมมั่วมาตลอด ในรอบ5ปีมีถูกแค่หนเดียว

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 มีนาคม 2554

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิถล่มญี่ปุ่น วันนี้รายการโทรทัศน์เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ ทางช่อง 3 ของสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ได้นำคำพยากรณ์ของหมอดูชื่อ โสรัจจะ นวลอยู่ ที่เขียนไว้ในหนังสือศาสตร์แห่งโหร 2554 มาเล่าข่าวว่า คำทำนายปี2554ระบุจะเกิดภัยพิบัติถึงขั้นวันสิ้นโลกสารพัด แล้วให้ผู้ชมส่งSMSดข้ามาโหวตในรายการว่ากังวลเรื่องวันสิ้นโลกหรือไม่ ซึ่งปรากฎว่ามีผู้กังวลมากกว่า 75%

ไทยอีนิวส์ได้ตรวจสอบคำทำนายย้อนหลังของโสรัจจะย้อนหลังไปในรอบ 5 ปี(2549-2553)พบว่าสไตล์การทำนายของเขาเลียนแบบนอสตราดามุส คือทำนายถึงภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งผลลัพธ์นั้นผิดแทบทุกครั้ง มีถูกอยู่ครั้งเดียวคือการทำนายรัฐประหารว่าจะเกิดในเดือนกันยายน 2549 และได้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าแห่งความแม่นยำของโสรัจจะ

คำทำนายปีขาล 2553 รัฐประหารครั้งใหญ่ ปีแห่งความหายนะทางเศรษฐกิจ สึนามิพุ่งเข้าถล่มครั้งใหญ่

เกิดพื้นดินถล่มและทรุดตัวไปทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร เราอาจจะต้องสูญเสียแผ่นดินทางภาคใต้ ฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดระนองลงมา และจมลงสู่ใต้ทะเลไปทีละน้อย

ราวปลายปีแถบชายฝั่งทะเลอันดามันรวมทั้งเกาะภูเก็ต กระบี่ พังงา ถูกคลื่นยักษ์สึนามิพุ่งเข้าถล่มครั้งใหญ่ กวาดผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติบ้านเรือนลงทะเลจำนวนมาก (ที่มา:ศาสตร์แห่งโหร โสรัจจะ นวลอยู่ ปีขาล 2553 รัฐประหารครั้งใหญ่ ปีแห่งความหายนะทางเศรษฐกิจ )


ผลลัพธ์-ไม่มีรัฐประหาร เศรษฐกิจฟื้น ดัชนีหุ้นแตะ1000จุดในรอบ 15 ปี ไม่มีสึนามิ

คำทำนายปีฉลู วัวบ้า 2552-อาเพศหิมะตกในเมืองไทย

จะเป็นปีแห่งความอาเพศ ในปลายปีฉลูนี้จะเกิดปรากฏการณ์ทางธรรม ชาติ ที่น่าแปลกมหัศ จรรย์จะเกิด "หิมะตก" ในเมืองไทยไปทั่วทางภาคเหนือและภาคกลางบางส่วน คนไทยและชาวต่างชาติทั่วโลกตกตะลึงเพราะไม่เคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน เลย

ธุรกิจสับสน ธนาคารทั้งเล็กและใหญ่เริ่มล้มและปิดตัวเองลง ตลาดหุ้นถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก อาจจะต้องปิดลงเป็นการชั่วคราว มีคนฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก (ที่มา:pantown)


ผลลัพธ์-ไม่มีหิมะตกในเมืองไทยตามคำทำนาย ไม่มีธนาคารถูกปิด ตลาดหุ้นขึ้นดีที่สุดเป็นอันดับ2ของโลก

คำทำนายปีหนูไฟนรก 2551-นิวเคลียร์และน้ำท่วมโลก รถไฟใต้ดินกรุงเทพฯถูกวางระเบิด

กลุ่มประเทศปาเลสไตน์ และตะวันออกกลางจะเกิดสงครามใหญ่กับสหรัฐฯ และพันธมิตรอังกฤษ ออสเตรเลีย อิสราเอล สถานทูตและฐานทัพของกลุ่มพันธมิตรนอกประเทศถูกทำลายสิ้น มีคนเสียชีวิตมากมาย เนื่องจากอาวุธร้ายแรง นิวเคลียร์ ปรมาณู อาวุธเชื้อโรค อาวุธเคมี

ในกรุงเทพฯ จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ สถานที่สำคัญเสียหายหนัก

รถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพฯ ถูกลอบวางระเบิด ลุกท่วมเป็นไฟมีคนล้มตายเป็นหมู่จำนวนมาก(ที่มา:okanation)


ผลลัพธ์-ไม่มีสงครามตามคำทำนาย ไม่มีนิวเคลียร์ ไม่มีน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่มีการวางระเบิดรถไฟฟ้าใต้ดิน

คำทำนายปี2550 ประเทศล้มสลาย ตึกถล่ม แผ่นดินไหวตายเกลื่อน

เกิดคลื่นสึนามิพัดเข้าถล่มทางฝั่งทะเลอันดามันอีกครั้ง สูญเสียชีวิตผู้คนนับแสน หุ้นร่วง ธนาคารล้มครืน กรุงเทพฯ ถูกก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่(ที่มา:เวบพลังจิต)


ผลลัพธ์:ไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามคำนายเลย

คำทำนายปี2549:สึนามิสูงเสียดฟ้า รัฐประหารเดือนกันยายน

เดือนกันยายน 2549 (วิกฤตโรคระบาด-รัฐประหาร)

อุบัติภัยทางน้ำ ทางอากาศทยอยกันเข้าไม่ว่างเว้น เป็นเดือนที่ไม่น่าไว้วางใจ และมีโรคระบาด ไข้หวัดนกกลับมาอีก จะติดต่อมาถึงคน ตายนับหมื่น หุ้นเริ่มตกวินาศสันตะโร พายุโซนร้อนผ่านภาคกลางและตอนใต้ของไทย สร้างความเสียหายไปทั่ว ถนน สะพาน ทางรถไฟ เขื่อนเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ และสาธารณูปโภคถูกทำลายสิ้น คนบริษัทใหญ่โตถูกลอยแพ รวมทั้งข้าราชการต้องถูกปลด สร้างความวุ่นวาย รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย จะต้องเผชิญหน้ากับภัยทางด้านเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง มาเลเซียต้องเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ เกิดกลียุค บุคคลในเครื่องแบบจะมีบทบาททันที เกิดการจลาจล รัฐประหารครั้งใหญ่ เกิดการนองเลือด ผู้คนล้มตายเป็นเบือ

เกิดภัยพิบัติทางทะเลครั้งยิ่งใหญ่เป็นประวัติศาสตร์คลื่นยักษ์เป็นกำแพงสูงเสียดฟ้า อันเนื่องมาจากแผ่นดินไหวในหมู่เกาะสุมาตรา พัดเข้าถล่มหมู่เกาะและชายฝั่งด้านอันดามันอีกครั้งกวาดผู้คนและทรัพย์สินบ้านเรือนที่ติดอยู่ทะเลลงสู่ทะเลไปเกือบหมดสิ้น (ที่มา:เวบเด็กดี)


ผลลัพธ์:หลังจากทำนายในสไตล์นอสตราดามุสคือทำนายเรื่องภัยพิบัติและผิดมาอย่างตือเนื่อง นี่เป็นคำนายที่ถูกต้องของโสรัจจะ และทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมามาก แต่หลังจากนั้นคำทำนายภัยพิบัติต่างๆ ผลลัพธ์คือผิดหมด

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:รวมเว็บไซต์-เครื่องมือออนไลน์สำหรับติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหว-สึนามิในญี่ปุ่น

เจ้ย-อภิชาติพงศ์เจ้าของรางวัลหนังเมืองคานส์ และ5ผู้กำกับมือระดับนานาชาติโดดร่วมรณรงค์ตื่นรู้ม.112

ที่มา Thai E-News


ร่วมลงนาม-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เจ้าของรางวัล "ปาล์มทองคำ"เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เป็นบุคคลหนึ่งในบรรดาผู้มีชื่อเสียง 112 คนที่ร่วมลงชื่อในโครงการ"มาตรา 112: รณรงค์เพื่อความตื่นรู้" ท่าทีของการรณรงค์ครั้งนี้คือ สร้างให้กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นประเด็นที่ผู้คนในสังคมสามารถพูดคุย ถกเถียงได้อย่างเปิดเผย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 มีนาคม 2554

ในการชุมนุมใหญ่วันนี้(12มี.ค.54) เพื่อรำลึกครบรอบ 1 ปีของวันเริ่มต้นประท้วงครั้งใหญ่(12มี.ค.-19พ.ค.53)ซึ่งนปช.เป็นผู้จัดการการชุมนุม ได้มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มอิสระต่างๆ ทั้งจากคนเสื้อแดงในต่างประเทศ ในนามเสื้อแดงนานาชาติ เคลื่อนไหวออกจดหมายเปิดผนึกให้ยกเลิกมาตรา 112 รวมทั้งกลุ่มเสื้อแดงเสรีชน และผู้ที่เคลื่อนไหวในโลกอินเตอร์เน็ต กำหนดจะเดินพาเหรดและชูป้ายให้ยกเลิกมาตรา 112ด้วย (อ่านข่าว:แดงนานาชาติผนึกกลุ่มอิสระแคมเปญยกเลิก112 ในงานชุมนุมใหญ่12มีนารำลึกวันเริ่มต้นลุกขึ้นสู้ครบปี )

ขณะเดียวกันในเฟซบุ๊ค มีการจัดทำโครงการ มาตรา 112: การรณรงค์เพื่อความตื่นรู้ในกฎหมายหมิ่นฯ( "Article 112" awareness campaign )

ซึ่งนอกจากนักวิชาการผู้มีชื่อเสียงแล้ว ยังมีผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงเจ้าของรางวัลระดับนานาชาติในแวดวงบันเทิงร่วมลงชื่อด้วย 5 คนคือ

*อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์เจ้าของราวัลปาล์มทองคำ เมืองคานส์ จากภาพยนตร์เรื่อง"ลุงบุญมีระลึกชาติ"

*วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับภาพยนตร์รางวัลระดับนานาชาติ จากเรื่อง"ฟ้าทะลายโจร" และ "มหานคร"

*อโนชา สุวิชากรพงศ์ ผู้กำกับภาพยนตร์รางวัลเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ "อีร่า นิว ฮอไรซันส์" จากเรื่อง"เจ้านกกระจอกเทศ"

*ลี ชาตะเมธีกุล ผู้กำกับภาพยนตร์รางวัลAsian Film Awards และเจ้าของรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมภาพยนตร์เรื่อง"รักแห่งสยาม"

*ธัญสก พันสิทธิวรกุล ผลงานเด่นที่ได้รับรางวัลนานาชาติ อาทิ สวรรค์สุดเอื้อม (Happy Berry) ได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยม (Grand Prize) จากเทศกาลสารคดีนานาชาติไต้หวัน ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2547 โครงการ ศาลาคนเศร้า (Heartbreak Pavilion) ได้รับรางวัลสูงสุด (Pusan Top Award) จากโครงการ Pusan Promotion Plan จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน พ.ศ.2548

*อภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "บีไฮด์ เดอะ วอลล์" ซึ่งนิตยสารไบโอสโคปยกย่องให้เป็น 1 ในรายชื่อ "100 หนังไทยแห่งทศวรรษ" 2543 -2552

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวแจ้งว่า ท่าทีของการรณรงค์ครั้งนี้คือ สร้างให้กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นประเด็นที่ผู้คนในสังคมสามารถพูดคุย ถกเถียงได้อย่างเปิดเผย พวกเรามีความเห็นว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 และการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นปัจจัยคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นกลไกที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคมประชาธิปไตย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะต้องการแก้ไข หรือยกเลิก หรือแม้แต่สนับสนุนกฎหมายดังกล่าวก็สามารถเข้าร่วมการรณรงค์เพื่อความตระหนักรู้ในกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ เพียงแต่บุคคลนั้นสนใจถึงผลกระทบที่ตามมาจากการใช้กฎหมายดังกล่าว

มาตรา 112: การรณรงค์เพื่อความตื่นรู้ในกฎหมายหมิ่นฯ

โครงการฯระบุถึงรายละเอียด และผู้ร่วมลงชื่อในเบื้องต้น 85 ราย จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 112 ราย ดังต่อไปนี้

บริบทสถานการณ์

ตัวเลขผู้ที่ถูกกล่าวหาและถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในระยะเวลาห้าถึงหกปีที่ผ่านมา ในระหว่างปี 2535 – 2547 ตัวเลขของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีการฟ้องร้องกันในศาลเฉลี่ยแล้วมีน้อยกว่า 10 คดี ดังนั้นผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าวจึงยังจำกัดอยู่ในวงแคบ แต่ผลการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ชี้ให้เห็นว่า ระหว่างปี 2548 – 2552 ตัวเลขของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีมากถึง 547 คดี ที่ถูกนำไปพิจารณาคดีทั้งในระดับศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เฉลี่ยแล้วปีละ 109 คดี และมีที่ศาลมีคำตัดสินว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วจำนวน247 คดี ในปี 2547 เพียงปีเดียวมีการดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในระดับศาลชั้นต้นมากถึง 164 คดี ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเน้นย้ำให้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานนุภาพเป็นประเด็นที่ผู้คนในสังคมสามารถพูดคุย ถกเถียงได้อย่างเปิดเผย ด้วยหวังว่าจะมีทางออกในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากกฎหมายดังกล่าวในท้ายที่สุด

หลักการและเหตุผล

จุดประสงค์ของการริเริ่มการรณรงค์เพื่อความตระหนักรู้ในกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คือ การรวบรวมบุคคล องค์กร และเครือข่ายต่างๆ ที่มีความห่วงกังวลต่อปัญหาที่เกิดจากกฎหมายอาญามาตรา 112 และการบังคับใช้กฎหมาย ท่าทีของการรณรงค์ครั้งนี้คือ สร้างให้กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นประเด็นที่ผู้คนในสังคมสามารถพูดคุย ถกเถียงได้อย่างเปิดเผย พวกเรามีความเห็นว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 และการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นปัจจัยคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นกลไกที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคมประชาธิปไตย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะต้องการแก้ไข หรือยกเลิก หรือแม้แต่สนับสนุนกฎหมายดังกล่าวก็สามารถเข้าร่วมการรณรงค์เพื่อความตระหนักรู้ในกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ เพียงแต่บุคคลนั้นสนใจถึงผลกระทบที่ตามมาจากการใช้กฎหมายดังกล่าว


ชื่อภาษาไทยของการรณรงค์ครั้งนี้คือ “มาตรา 112: การรณรงค์เพื่อความตื่นรู้ในกฎหมายหมิ่นฯ”

และชื่อภาษาอังกฤษ คือ “Article 112: Awareness Campaign”


การรณรงค์จะเปิดตัวด้วยการแถลงรายชื่อบุคคลจากหลากหลายสาขาอาชีพทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ จำนวน 112 คน ซึ่งรวมถึง สื่อมวลชน แรงงาน นักกฎหมาย นักวิชาการ นักเรียน นักสิทธิมนุษยชน ศิลปิน ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าวเกษตรกร ผู้ที่อยู่ในแวดวงทางศาสนา แพทย์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยบุคคลทั้ง 112 คนนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น อย่างไรก็ตามยินดีรับรายชื่อเพิ่มเติมจากผู้ที่เห็นพ้องแนวคิดว่า มาตรา 112 นั้นควรได้รับการถกเถียงกันอย่างเปิดเผย

วัตถุประสงค์

1. เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นฯ
2. เพื่อผลักดันให้เกิดการถกเถียง แลกเปลี่ยน และหาทางออกเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นฯ

รูปแบบกิจกรรมเบื้องต้น

เปิดตัวการรณรงค์ มาตรา 112: รณรงค์เพื่อความตื่นรู้ โดยขอจัดต่อจากเวทีวิชาการเรื่องกฎหมายหมิ่นฯของกลุ่มนิติราษฎร์ วันที่ 27 มีนาคม 2554 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (เวลาจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง) ในงานดังกล่าวจะมีการแถลงรายชื่อบุคคล 112 คน หรือใครก็ตาม ที่ยินดีจะแสดงตนต่อสาธารณะว่าสนับสนุนการรณรงค์ในครั้งนี้ และอาจจะมีบุคคลผู้ร่วมลงชื่อบางคนที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานในวันดังกล่าวได้ เราจึงขอเชิญให้ทุกท่านที่สามารถมาได้เข้าร่วมงาน ผู้ที่สามารถมาร่วมงานเปิดตัวได้จริงจะต้องจ่ายเงิน 300 บาทเพื่อเป็นทุนสนับสนุนการทำงาน และบุคคล 112 ท่านแรกที่เข้าร่วมการรณรงค์จะได้รับเสื้อยืดที่มีโลโก้ของการณรงค์เป็นที่ระลึก

กรุณาแจ้งรายชื่อมาที่ article112lm@gmail.com

หมายเหตุ: 112 คนแรก ใช้เพื่อแสดงตัวตนในการเปิดตัว ไม่ปิดกั้นสำหรับคนที่สนใจจะเข้ามาร่วมในภายหลัง

รายชื่อผู้ร่วมลงนามเบื้องต้น

ผู้ร่วมรณรงค์แคมเปญเบื้องต้น 112 คน เบื้องต้นมีร่วมลงนามแล้ว 84 คนดังนี้

1.กานต์ ทัศนภักดิ์/Karnt Thassanaphak อาชีพ กวี นักเขียน ช่างภาพ และคนทำงานศิลปะ/Freelance Poet, Writer, Photographer and Artworker
2.อภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา /Aphiwat Saengphatthaseema อาชีพ สถาปนิก/นักทำหนังสารคดีอิสระ
2.ธัญสก พันสิทธิวรกุล Thunska Pansittivorakul คนทำหนัง
3.ตากวาง สุขเกษม Takwang Sukkasem อาชีพรับจ้างอิสระ
4.พัชรี แซ่เอี้ยว / Patcharee Sae-eaw อาชีพ: นักพัฒนาเอกชน / an advocacy officer in non-governmental organization
5.ธีรกิจ วิจิตรอนันต์กุล / Teerakit Vichitanankul / ช่างภาพอิสระ
6.นายปราบ เลาหะโรจนพันธ์ / Prab Laoharojanaphan นักศึกษา คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
7.อธิคม จีระไพโรจน์กุล Athikom Jeerapairotekun พนักงานบริษัทเอกชน
9.ธีรวัฒน์ ทัศนภิรมย์ -- ทันตแพทย์/อาจารย์มหาวิทยาลัย
10.วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง / Wisit Sasanatieng ผู้กำกับภาพยนตร์
11.กิตติกา บุญมาไชย/Kittika Boonmachai รับราชการ
12.กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป /Krittawit Rimtheparthip นักเขียน/สื่อมวลชน
13.ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ /Thida Plitpholkarnpim นักเขียน/สื่อมวลชน
14.ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ /Panu Boonpipattanapong /Freelance Writer&Designer
15.อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / Apichatpong Weerasethakul ผู้กำกับภาพยนตร์
16.ชัยศิริ จิวะรังสรรค์ /Chaisiri Jiwarangsan/ ศิลปิน
17.นันทพล อาชวาคม Nunthapol Ajawakom /Freelance Videographer, Video Editor
18.พันธุ์ภูมิ ผุดผ่อง / Panpoom Phudphong / นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน
19.นภัทร สาเศียร/Napud sasien นักศึกษา
20.ภัควดี วีระภาสพงษ์ Pakkavadee Veerapaspong นักแปล/นักเขียน
21.ชุติมา สมบูรณ์สุข (Chutima Somboonsook) - web content
22.คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง / Kanchat Rangseekansong นักเขียนอิสระ/อาจารย์พิเศษด้านภาพยนตร์
23.นิธิวัต วรรณศิริ Nithiwat Wannasiri /นักศึกษา /ผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรา112
24.พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล Phuttipong Ponganekgul นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
25.ทิวสน สีอุ่น /Tewson Seeoun/ นักศึกษาปริญญาโท, Post-graduate Student
26.ชัยธวัช ตุลาธน Chathawat Tulathon กองบรรณาธิการ สนพ. ฟ้าเดียวกัน
27.บารมี ชัยรัตน์ Baramee Chaiyarat /นักพัฒนาเอกชน
28.จีรนุช เปรมชัยพร Chiranuch Premchaiporn / นักกิจกรรม/สื่อมวลชน Media Activist/Journalist
29.ดวิด สเตรคฟัส David Streckfuss /นักวิชาการ ม.ขอนแก่น
30.นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิต /แพทย์ชนบท
31.ประวิตร โรจนพฤกษ์ Pravit Rojanaphruk /นักข่่าว เดอะเนชั่น Journalist, The Nation
32.พฤกษ์ เถาถวิล / นักวิชาการ ม.อุบลราชธานี
33.สฤณี อาชวานันทกุล Sarinee Achavanuntakul /นักเขียน/นักวิชาการอิสระ
34.สมชาย ปรีชาศิลปกุล /นักวิชาการ ม.เชียงใหม่
35.เทวฤทธิ์ มณีฉาย Tewarit Maneechay /ประชาชน
36.ทวีพร คุ้มเมธา Thaweeporn Kummetha/นักข่าวCorrespondent
37.ยิ่งชีพ อัชชานนท์ Yingcheep Atchanont /นักพัฒนาเอกชน
38.พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ Pimsiri Petchnamrob อาชีพ คนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน NGO worker
39.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ Kengkij Kitirianglarp อาชีพ: นักวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
40.จิตรา คชเดช Jittra Cotshadet /นักสหภาพแรงงาน
41.สุริยะ ครุฑพันธุ์ Suriya Garudabandhu / กองบรรณาธิการนิตยสาร Wallpaper* (Thai edition)
42.ดร.สันติภาพ คำสะอาด อาจารย์/นักเขียน/เจ้าของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
43.ลี ชาตะเมธีกุล ผู้กำกับภาพยนตร์
44.อโนชา สุวิชากรพงศ์ ผู้กำกับภาพยนตร์
45จอมพจน์ เกษมรุ่งชัยกิจ ผู้ประกอบการ
46.ชมวรรณ วีรวรวิทย์ Chomwan Weeraworawit /profession: media/writer/phd candidate (law)
47.นัชญ์ ณัยนันท์ Nach Naiyanan /อาชีพรับจ้างทั่วไป
48.พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ Punsak Srithep/ประชาชน
49.ธีระพล คุ้มทรัพย์ Theeraphon Khoomsap /นักเคลื่อนไหวฝึกหัด
50.นายอานนท์ นำภา Anon Numpa / ทนายความ สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์
51.อนุสรณ์ อุณโณ Anusorn Unno/คณะสังคมวิทยาและมานุษวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ Faculty of Sociology and Anthropology, Thammasat University
52.พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ Ponglert Pongwanan/ประชาไท
53.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว Bencharat Saechua/ อาจารย์ม.มหิดล
54.ณัฐ ศิริวิบูลย์ Nat Siriviboon / นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มร. / Content Editor
55.เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร kriangsak teerakowitkajorn / อ.วิทยาลัยสหวิทยาการ มธ. ศูนย์ลำปาง
56.พรพิศ ผักไหม pornpit puckmai/นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน/กิจการเพื่อสังคม(อดีตทำงานNGO)
57.สมยศ พฤกษาเกษมสุข somyot pruksakasemsuk / บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Red Power
58.อัญชลี มณีโรจน์ Unchalee Maneeroj /ประชาชน
59.นายวุฒิกร แสงรุ่งเรือง wuttikorn sangrungruang /ประชาชน
60.นาย ศราวุธ ดรุณวัติ Sarawut Darunwat /นักออกแบบอิสระะ/อาจารย์มหาวิทยาลัย
61.เกียรติศักดิ์ ประทานัง / พ่อบ้าน นักเขียน นักแปลอิสระ
62.พรเทพ สงวนถ้อย / อาชีพรับจ้างทั่วไป
63.ธนาวิ โชติประดิษฐ Thanavi Chotpradit / นักศึกษาปริญญาเอก , Department of History of Art and Screen Media, Birkbeck, University of London
64.สุธารี วรรณศิริ Sutharee Wannasiri / นักกิจกรรมสิทธิมนุษยชน
65.นายเอกรินทร์ ต่วนศิริ Ekkarin Tuansiri/นักวิจัยอิสระ
66.ปรมัษฐ์ ช่างสุพรรณ Paramat Changsupan / วิศวกร Civil Engineer
67.นายพรมมา ภูมิพันธ์ Promma Phumpan / ประธานกลุ่มสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเบอร์ล่า (LUBG)/ฝ่ายประชาสัมพันธ์สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ (TWFT)
68.นางสาวเกศแก้ว มีศรี Kadkeaw Meesri / รองประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย (TWFT)
69.นายประวร มาดี Praworn mardee / เลขาธิการสหภาพแรงงานไทยอคิริคไฟเบอร์/ฝ่ายจัดตั้งสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ
70.นายโสภณ ชัยสันต์ Sopon Chaiyasan /ฝ่ายประชาสัมพันธ์สหภาพแรงงานฟูรูกาวาเม็ททัลไทยแลนด์
71.นายชยุต พันธุ์น้อย Chayut Pannoi / รองประธานสหภาพแรงงานฟูรูกาวาเม็ททัล ไทยแลนด์
72.นายชุมพล ภูมิพันธ์ Chumpol Phumpan / เลขานุการกลุ่มสหภาพแรงงานเบอร์ล่า/นายทะเบียนสหภาพแรงงานไทยอคิริคไฟเบอร์
73.นายสมหวัง โพธิ์ ทองคำ Somwhang Pothongkam / ฝ่ายคุ้มครองแรงงานและสวัสดิการสหภาพแรงงานไทยอคิริคไฟเบอร์
74.นางสาวณัณปภัส แก้วทอง Nanpapas Keawthong / ประธานสหภาพแรงงานมอลลิเก้ เฮลแคร์
75.นายศิริชัย สิงห์ทิศ Sirichai Singthis / ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอและผลิตภัณฑ์หนังแห่ง ประเทศไทย (TWFT)
76.นางวิภา มัจฉาชาติ (Vipa matchachat) กลุ่มคนงาน Try Arm
77.ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล / อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
78.พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ Pichate Yingkiattikun / นักศึกษาปริญญาโท เศรษศาสตร์การเมือง จุฬาฯ และผู้ช่วยประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต
79.อัญญกาญ จีระอัญการ Anyakan Jeeraanyakan / business owner, freelance designer & writer
80.วาทินี ชัยถิรสกุล Watinee Chaithirasakul / ประชาชน
81.เอกชัย ปิ่นแก้ว Ekachai Pinkaew/ นักสิทธิมนุษยชน นักเขียน และนักศึกษาปริญญาเอก/ Human Rights Defender, Writer, and Ph.D. Candidate
82.ทรงยศ แววหงษ์ Songyote Waeohongsa/ นักวิชาการ/ Academic
83.C.J. Hinke / ซี.เจ. ฮิงกิ, Freedom Against Censorship Thailand (FACT) กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย
84.แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ Dr. Andrew Walker/Senior Fellow, College of Asia and the Pacific, The Australian National University

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-อภิชาตพงศ์ เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำหนังเมืองคานส์ฟ้องโลก:ประเทศไทยถูกปกครองโดยมาเฟียผู้กดขี่

-แดงนานาชาติผนึกกลุ่มอิสระแคมเปญยกเลิก112 ในงานชุมนุมใหญ่12มีนารำลึกวันเริ่มต้นลุกขึ้นสู้ครบปี

Friday, March 11, 2011

คอมมิวนิสต์มาแว้ว

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 11 มีนาคม 2554)

คนที่ผ่านการเมืองมามาก ได้ยินนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง งัดทฤษฎีคอมมิวนิสต์ขึ้นมาโหมประโคม เพื่อจะอธิบายถึงกลุ่มเสื้อแดง โดยเจตนาลึกๆ ก็คงไม่พ้นงัดข้อหาคอมมิวนิสต์ขึ้นมาโจมตีใส่เสื้อแดงนั่นแหละ

ได้ยินคำพูดทำนองนี้ปุ๊บ หลายคนบอกว่า อันนี้เริ่มออกอาการหน้ามืดแล้ว

เหมือนไปปัดฝุ่นคำพูดของผู้มีอำนาจในอดีต ซึ่งมักงัดข้อกล่าวหาเช่นนี้ เมื่อหันซ้ายหันขวาหาอะไรมาเล่นงานคู่ขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้ ก็ต้องงัดข้อหาคอมมิวนิสต์ออกมาใช้เป็นสูตรสำเร็จ

เพียงแต่สมัยก่อน คนไม่ค่อยรู้จักคอมมิวนิสต์ ฟังโฆษณาชวนเชื่อมากๆ แล้วรู้สึกว่าน่ากลัว

อีกอย่างย้อนไปเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว คอมมิวนิสต์มีความเคลื่อนไหวมาก ก็ไม่ใช่เรื่องล้าสมัยอะไรในยุคนั้น

แต่ยุคนี้ต้องบอกว่าเชยไปแล้ว

ประเทศไทยยังมีคอมมิวนิสต์ไหม

เห็นมีแต่ค่ายร้าง ฐานที่มั่นเก่าๆ ซึ่งกรมอุทยานฯเปิดไว้เก็บเงินจากนักท่องเที่ยว

อาจจะมีมาร์กซ์ เลนิน เหมาเจ๋อตุง นั่นแหละที่แอบยิ้มอยู่ในหลุมศพ ขอบอกขอบใจรองนายกฯประเทศไทยที่ทำให้คนในโลกไม่ลืมคำว่าคอมมิวนิสต์

เพราะอาตี๋อาหมวยในจีนยุคใหม่ก็แทบจะลืมลุงเหมาไปหมดแล้ว ในรัสเซียหลังคอมนิสต์ล่มสลาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

จู่ๆ นายสุเทพยกทฤษฎีคอมมิวนิสต์ออกมาใช้ เพราะมีการพูดถึงข่าวสารจากหน่วยรัฐเองที่มองว่าคนเสื้อแดงจะมาชุมนุมในวันเสาร์นี้มากกว่าทุกครั้ง

แทนที่จะยอมรับว่าเพราะรัฐบาลยังไม่สามารถคลี่คลายปมปริศนา 91 ศพได้ เลยเป็นเงื่อนไขชักจูงให้เสื้อแดงลุกฮือและขยายจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

กลับอธิบายว่า เพราะเสื้อแดงมีการจัดตั้งแบบคอมมิวนิสต์ ใช้ยุทธวิธีเหมือนคอมมิวนิสต์

แถมบอกด้วยว่า เมื่อไม่มีกฎหมายป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว พวกคอมมิวนิสต์เก่าๆ จึงออกจากป่ามานั่งอยู่ในวอร์รูม มีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงการปกครองเหมือนอย่างที่เคยคิดตอนเป็นคอมมิวนิสต์

พูดจาแบบนี้ก็ชัดเจนว่า งัดข้อหาคอมมิวนิสต์ออกมาโจมตีเสื้อแดงนั่นแหละ

ความจริงประเด็นการต่อสู้ในขณะนี้ คือ พยานหลักฐานเรื่องความตายของคน 91 ศพ และการใช้ความรุนแรงมือเพลิงมือไฟเป็นใคร

รัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคมปี 2553

ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา และการชุมนุมเพื่อรำลึกเหตุการณ์ของเสื้อแดง

ยังไม่มีใครรู้ว่า พยานหลักฐานที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ คุยโฆษณานั้น จะชัดเจนจริงหรือไม่

ยังมีสิทธิต่อสู้โต้แย้งกันไปตามข้อเท็จจริง

ส่วนความหวั่นไหวว่าคนเสื้อแดงจะชุมนุมกันมากในวัน 19 พฤษภาคมนั้น ฝ่ายรัฐบาลมีแผนจะยุบสภาก่อนพฤษภาฯอยู่แล้ว เพื่อคลี่คลายบรรยากาศ ลดเงื่อนไขการลุกฮือ

ไม่เห็นจะต้องออกอาการหน้ามืดตามัว ถึงขั้นต้องปลุกผีคอมมิวนิสต์ขึ้นมาหลอกหลอนกัน

เดี๋ยวเถอะ ดึกดื่นอาจมีคนหนวดเคราขาวโพลน หัวเถิกๆ มีไฝเม็ดโตที่คาง บุกไปจูบปากขอบคุณถึงเตียงนอ

นายกฯลั่น"ยุบสภา"ก่อนสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค. คุย กกต.เปิดทางออกระเบียบคุมเลือกตั้ง

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 12 มีนาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ถึงการพบและหารือกับคณะกรรมการการเลือก (กกต.) ตั้งเกี่ยวกับเงื่อนไขและข้ออติดขัดเกี่ยวกับการยุบสภาว่าตนได้ไปพบกับ กกต.เพื่อดูเรื่องความพร้อมที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภาและการเลือกตั้ง ซึ่งได้มีการพูดคุยสอบถามประเด็นในเชิงของเทคนิคและปัญหาข้อกฎหมายทั้งหมด

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาตนได้ย้ำเสมอว่ารัฐบาลได้เข้ามาเพื่อคลี่คลายปัญหาต่างๆ ของบ้านเมือง ซึ่งขณะนั้นมีทั้งปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาทางการเมือง แทบจะกล่าวได้ว่าขณะนั้นคนมองประเทศไทยถึงขั้นที่จะเป็นรัฐที่ล้มเหลว แต่รัฐบาลก็ได้คลี่คลายปัญหาหลายเรื่องจนเห็นความพึงพอใจของพี่น้องประชาชนต่อนโยบายสำคัญๆ เช่น การเรียนฟรี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและการประกันรายได้เกษตรกร ตลอดจนภาพรวมทางเศรษฐกิจก็มีความมั่นคงขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังดำรงอยู่ สิ่งที่รัฐบาลได้ทำตลอด 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมาด้วยการรักษาความเป็นนิติรัฐและพร้อมจะพิจารณาคืนอำนาจให้ประชาชนในเวลาที่เหมาะสม วันนี้สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ชัดเจนคือสภาพปัญหาของบ้านเมือง เศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชนก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่ง ก็คือเราอาจจะผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว แต่ขณะนี้สภาพปัญหามันเปลี่ยนเป็นปัญหาเรื่องปากท้อง ของแพง

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนต้องการจะเห็นประเทศเดินหน้า ต้องการเห็นการเดินหน้าเพื่อมีคำตอบสำหรับพี่น้องประชาชน ผมไม่ต้องการให้ปัญหาเรื่องของการเมืองมาเป็นอุปสรรค มาเป็นสิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองแทนที่จะมีความชัดเจน เดินหน้าต่อไปในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กระทบกับพี่น้องประชาชน ต้องมาอึมครึมทางการเมืองอยู่ และด้วยเหตุผลนี้จึงอยากจะเรียนว่าการเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญ เมื่อสภาพปัญหามันพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ แล้วเราต้องการความชัดเจน เสียงของพี่น้องประชาชนจะเป็นเสียงที่ชี้อนาคตของชาติบ้านเมืองได้ ซึ่งยังมั่นใจด้วยว่าเสียงนี้จะเป็นเสียงสำคัญที่สุด ดังที่สุดมากกว่าจะปล่อยให้สภาพการเมืองให้เป็นเรื่องของคนจำนวนน้อยแต่ส่งเสียงดัง แต่คนส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาความเดือดร้อนแล้วไม่มีโอกาสออกสิทธิออกเสียง ใช้สิทธิใช้เสียง

“ก็ต้องเรียนว่าผมตั้งใจจะนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อให้มีการยุบสภาไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าความชัดเจนเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ การแบ่งเขตเลือกตั้งจะเรียบร้อย คือไม่มีปัญหาแล้วจากการได้พูดคุยกับ กกต. ในวันนี้ ผมทราบดีว่าอาจจะมีเพื่อนนักการเมือง เพื่อนพรรคร่วมรัฐบาล หรือเพื่อน ส.ส. ที่ไม่เห็นด้วย แต่ผมได้ตัดสินใจ เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของผมตั้งแต่ต้นว่าเราควรมีการเลือกตั้งก่อนที่สภาจะครบวาระ และเราควรจะได้เลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมเพื่อขจัดความไม่ชัดเจนและความอึมครึมต่อไป ดังนั้น จึงขอยืนยันว่าสัปดาห์หน้าจะเริ่มต้นกระบวนการเร่งรัดการพิจารณากฎหมายต่างๆ และจะดูความก้าวหน้าการทำงานต่างๆ ซึ่งได้พูดคุยกับ กกต.ในรายละเอียด แล้วไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ผมก็จะนำเรื่องกราบบังคมทูลฯเพื่อให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งใหม่” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายกฯ-รองนายกฯ ถกทหารรับมือม็อบ-ซักฟอก

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

"อภิสิทธิ์-สุเทพ"หารือทหาร เตรียมข้อมูลรับซักฟอก "ประยุทธ์"หวั่นม็อบแดงยื้อ ทหารเตรียม24ชม. คาด 12มี.ค.ชุมนุม5หมื่นคน ให้"ดาว์พงษ์"คุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 14.00 น. วันที่ 10 มีนาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ได้เดินทางมาที่กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อประชุมกับ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ดาว์พงษ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายยุทธการ ฝ่ายข่าว และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน เพื่อรับฟังข้อมูล และ ซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของทหารในช่วงเหตุการณ์กระชับพื้นที่ในสถานการณ์เมื่อเดือน พฤษภาคม 2553 ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ สถานการณ์ไทย-กัมพูชา และ การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนำไปใช้ชี้แจงในสภาฯ ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในวันที่ 15-18 มี.ค.นี้

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางออกจากรัฐสภาโดยรถยนต์ของชุดรักษาความปลอดภัยตำรวจสันติบาล โดยไม่ใช้รถประจำตำแหน่ง เบนซ์ เอส 600 หมายเลขทะเบียน 3834 เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจของผู้สื่อข่าว และได้สั่งให้ขบวนรถยนต์ประจำตำแหน่งไปจอดรอที่ทำเนียบรัฐบาล โดยรถยนต์ที่นายกฯ นั่งเข้ามาพร้อมกับขบวนรถยนต์ของนายสุเทพ ซึ่งใช้เส้นทางถนนการเรือน เพื่อเข้าประตูด้านหลังกองทัพบก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้ใช้เวลาหารือประมาณ 3 ชม. และเดินทางกลับจากกองทัพบก เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. โดยเวลาส่วนใหญ่ เป็นการชี้แจงการปฏิบัติหน้าที่ของ ศอฉ. ที่ถูกฝ่ายค้านและแกนนำเสื้อแดง นำไปโจมตีทหาร ทั้งกรณีของเหตุการณ์เผาเซ็นทรัลเวิลด์ และเหตุการณ์ที่วัดปทุมวนาราม อย่างไรก็ตาม กองทัพ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ในการส่งข้อมูลให้กับรัฐบาลเพื่อชี้แจงในสภาฯ ในทุกกรณี เพราะเกรงว่าจะมีการนำข้อมูลเท็จมาใช้ปลุกปั่นสร้างกระแสให้กลุ่มผู้ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงออกมาต่อต้านกองทัพมากขึ้น โดยที่กองทัพไม่ได้มีโอกาสตอบในสภาฯได้หรือชี้แจงได้ทันท่วงที

แหล่งข่าวกองทัพเปิดเผยว่า วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมด้วย พล.อ.ดาว์พงษ์ พล.ท.ศิริชัย ดิษฐกุล รอง เสธ.ทบ. พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.อักษรา เกิดผล ผช.เสธ.ทบ.ฝ่ายยุทธการทหารได้รายงาน และประเมินภาพรวมให้ พล.อ.ประยุทธ์ รับทราบในการชุมนุมของ กลุ่มนปช. และกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 12 มี.ค. โดยทางกองทัพคาดว่าน่าจะมีคนเสื้อแดงเข้าร่วมชุมนุมไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน และการชุมนุมวันดังกล่าวทางแกนนำทั้งหมดที่ได้รับปล่อยตัวมาจะขึ้นร่วมปราศรัย โดยจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต้องการมาพบกับแกนนำเหล่านี้ และมีกระแสข่าวว่าทางพรรคเพื่อไทยจะระดมคนเข้าร่วมชุมนุมอีกส่วน

“พล.อ.ประยุทธ์ ให้หน่วยข่าว และเจ้าหน้าที่จับตาการการปราศรัยของ แกนนำ นปช. โดยเฉพาะการพูดบนเวที ที่อาจจะส่อไปในเชิงพาดพิงสถาบัน รวมทั้งให้อัดเทป และถ่ายภาพหากแกนนำมีพฤติกรรมพูดไปในทางที่ผิดเงื่อนไขของศาล ที่ห้ามกระทำการอันเป็นการปลุกปั่น ปลุกระดมเพื่อให้เกิดความยั่วยุ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”แหล่งข่าวกล่าว และว่าสิ่งที่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ หวั่นที่สุด เมื่อการชุมนุมมีการปลุกปั่นให้เกิดความเกลียด และมีแรงเสียดทานจะทำให้ไม่สามารถควบคุม และจะเกิดความรุนแรง และยื้อการชุมนุม

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กอ.รมน. ได้มอบหมายให้กองทัพบก ตั้งวอร์รูมขึ้นมาติดตามการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างใกล้ชิด โดยให้มีการมอร์นิเตอร์ตลอด และ มอบให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ. และเลขาธิการ กอ.รมน.เป็นผู้ควบคุม และดูแลเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมี กรมฝ่ายเสนาธิการเข้าทำหน้าที่ ตลอดทั้งวันที่ 12 มี.ค. นอกจากนี้มีการสั่งการ พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 สั่งการหน่วยทหารทุกหน่วยในกรุงเทพ โดยเฉพาะ กองพลที่ 1 รักษา พระองค์ กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.)กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.)กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์(ม.พัน.4 รอ.) มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) กองพันสารวัตรทหารบก กองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ 1 เตรียมพร้อมในหน่วยที่ตั้งตลอด 24 ชม.เพื่อหากมีเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความรุนแรง รวมทั้งภายใน กองบัญชาการกองทัพบก จะมีการจัดกำลังพล สุนัขทหาร และยุทโธปกรณ์ประเภท รถน้ำดับเพลิง รถเครื่องขยายเสียง เข้ามาประจำกันเพื่อป้องกันม็อบที่เกรงว่าจะเดินผ่านและมาหยุดที่หน้า บก.ทบ.

พรุ่งนี้เจอกันที่เก่าเวลาเดิม...ใครแกล้งป่วยไม่ต้องมา

ที่มา thaifreenews

โดย แมวอ้วนอ้วน



พรุ่งนี้เจอกับ ทีม FARED ได้ที่ บริเวณด้านหน้าอนุสรณ์ 14 ตุลา (ใกล้ 4 แยกคอกวัว) เวลาตั้งแต่ 12.00 น เป็นต้นไป (แต่ทีมกางเต็นท์คงจะต้องไปประมาณ 10.00 น. เป็นอย่างช้า)

ใครป่วย....ปวดหัวตัวร้อน ปวดท้อง คันเนื้อคันตัว แวะมารับ ยาดม ยากิน ยาทา กันได้เลย

ใครไม่ป่วย....ก็มารับลูกอม ท๊อฟฟี่ กันได้ตามสบาย

ส่วนคนที่แกล้งป่วย....ก็นอนเล่นอยู่บ้านริมน้ำไป ไม่ต้องมาให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อน


ปล. กิจจกรรมรณรงค์รักษาความสะอาด ยังมีเช่นเดิมนะครับ เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ดี ไม่ทิ้งขยะกันเรี่ยราด
เชิญอาสาสมัคร มารับ ที่คีบขยะ และถุงขยะได้ที่ เต็นท์FARED 5fc0f220

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องคดีอุ้ม "ทนายสมชาย" เหตุพยานหลักฐานไม่ชัด

ที่มา ประชาไท

ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แก้ยกฟ้อง คดีอุ้ม “ทนายสมชาย” หลังญาติแจ้ง พ.ต.ต.เงิน ทองสุก จำเลยที่ 1 สาบสูญ ชี้คดีนี้ยังไม่ชัดว่า ทนายสมชายบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแล้วหรือไม่ ส่วนคำให้การพยานยังสับสน ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ พ.ต.ต.เงิน และให้ออกหมายขังไว้ระหว่างฎีกา

เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 11 มี.ค. ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 และนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และบุตรของนายสมชาย ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.ต.เงิน ทองสุก อดีต สว.กอ.รมน.ช่วยราชการกองปราบปราม, พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์ อายุ 42 ปี อดีตพนักงานสอบสวน กก.4 ป., จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง อายุ 40 ปี อดีต ผบ.หมู่งานสืบสวน แผนก 4 กก.2 บก.ทท., ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต อายุ 38 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการ กก.4 ป. และ พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน อายุ 45 ปี อดีตรอง ผกก.3 ป. เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อกระทำผิด และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด โดยใช้กำลังประทุษร้าย จากกรณีการหายตัวไปของนายสมชาย เมื่อปี 2546

โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก พ.ต.ต.เงิน ทองสุก เป็นเวลา 3 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด โดยใช้กำลังประทุษร้าย และให้ยกฟ้องจำเลยอื่น วันนี้อัยการโจทก์ และโจทก์ร่วมที่ 1, 3 รวมทั้งจำเลยที่ 2-5 เดินทางมาศาล ส่วนจำเลยที่ 1 หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา ศาลได้ออกหมายจับไว้แล้ว พร้อมสั่งปรับนายประกัน 1.5 ล้านบาท

ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลได้แถลงว่า คดีนี้ นายประกัน ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งปรับนายประกัน 1.5 ล้านบาท โดยโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้หลบหนี แต่เป็นบุคคลสาบสูญ จึงแยกสำนวนส่งให้ศาลอุทธรณ์ เพื่อมีคำสั่งต่อไป ต่อมาศาลอ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ว่า ศาลได้ประชุมตรวจสำนวนแล้วเห็นว่าคดีนี้จำเลยได้ยื่นคัดค้านการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 1 และ 3 จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และ 3 มีสิทธิขอเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้หรือไม่ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ยังไม่ชัดเจนว่า นายสมชาย นีละไพจิตร บาดเจ็บหรือเสียชีวิตแล้วหรือไม่ แม้โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยาและโจทก์ร่วมที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบตามกฎหมาย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายจัดการแทนในคดีและไม่มีสิทธิเป็นโจทก์ร่วม

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 (2) ได้มีประเด็นต่อมาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2-4 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ศาลพิเคราะห์แล้วได้ข้อเท็จจริงว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.วันที่ 12 มี.ค. 47 นายสมชาย นีละไพจิตร ได้ขับรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค สีเขียว ทะเบียน ภง 6768 กรุงเทพมหานคร ไปพบเพื่อนที่โรงแรมชาลีน่า ย่านรามคำแหง 65 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

ต่อมาเวลาประมาณ 20.15 น.นายสมชาย ได้ออกจากโรงแรมเพื่อพักกับเพื่อนที่อยู่บริเวณแยกลำสาลี จากนั้นนายสมชายได้หายตัวไป โดยวันรุ่งขึ้นพบรถยนต์ซีวิคคันดังกล่าวของนายสมชายจอดอยู่ที่สถานีขนส่งหมอชิต ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวบพยานหลักฐาน การใช้โทรศัพท์จนสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ซึ่งทั้งหมดได้เข้ามอบตัวและให้การปฏิเสธแต่คำเบิกความของพยานจำนวน 3 ปากให้การว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนเห็นรถยนต์เก๋งสองคันจอดอยู่ริมถนนรามคำแหง

จากนั้นมีบุคคล3-5 คนฉุดกระชากนายสมชายขึ้นรถเก๋งคันหลังไป แต่ไม่เห็นใบหน้าชัดเจน ประกอบกับเอกสารการใช้โทรศัพท์ติดต่อของจำเลยที่ 2-5 คนที่ได้มาจากบริษัทโทรศัพท์เคลื่อนนั้นเป็นเพียงสำเนา ไม่อาจใช้รับฟังในชั้นศาลได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ให้พิพากษายืนยกฟ้องจำเลยที่ 2-5 ตามศาลชั้นต้น

นอกจากนี้มีประเด็นให้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยคดีนี้จำเลยที่ 1เคยอุทธรณ์ไว้ว่าไม่มีพยานเห็นว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แม้ปรากฎว่ามีแสงไฟจากเสาไฟฟ้า มองเห็นสลัวได้ในระยะประมาณ 10 เมตร รวมทั้งแสงไฟจากริมรั้วบ้าน และแสงไฟจากรถยนต์ที่สัญจรไปมา แต่พยานให้การว่าเห็นชาย 3-5 คน ผลักดันชาย อายุประมาณ 50 ปี รูปร่างไม่สูงใหญ่ สวมเสื้อเชิ้ต กางเกงขายาวให้ขึ้นรถเก๋ง แต่พยานให้การว่ามองเห็นจากด้านข้าง รูปร่างคล้ายจำเลยที่ 1 อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นจำเลยที่ 1 คำให้การของพยานยังสับสน จึงมีเหตุความสงสัยตามสมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยที่ 1 อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ฟังขึ้น จึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 แต่คดีนี้ศาลได้ออกหมายจับจำเลยไว้แล้ว จึงให้ออกหมายขังจำเลยที่ 1 ไว้ระหว่างฎีกา ส่วนจำเลยอื่นพิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น

ด้านนางอังคณา กล่าวด้วยเสียงนิ่งเฉยว่า ตนไม่เห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ในเรื่องการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และตนเห็นว่ามีพยานบางปากไม่ได้รับการคุ้มกัน อาจจะมีความกลัวจนส่งกระทบต่อคดี ตนเกรงว่า ต่อไปคดีลักษณะเดียวกันนี้อาจจะถูกยกฟ้องก็ได้ ตนจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อไป

บนรถไฟสายเชียงใหม่-เชียงราย

ที่มา ประชาไท

(1)

Time: 7.45 Destination: Chiang Rai - Train on arriving -

เป็นข้อความบนป้ายแอลอีดีสีสันสวยงามที่ผมแหงนมองมันกระพริบได้ไม่ทันไร รถไฟหัวมนราวกับจรวดก็พุ่งเข้าเทียบชานชาลาอย่างเงียบเชียบมาหยุดอยู่ตรงหน้า เพื่อให้แน่ใจ ผมหยิบตั๋วที่อยู่ในมือขึ้นมาดูอีกที ที่ตั๋วระบุด่วนพิเศษ ขบวนที่ 3 หมายเลขนั่ง A2 ผมเข็นกระเป๋าเดินทางใบเล็กๆ จูงขึ้นมาบนรถ มองหาที่นั่งจนเจอ จึงยกกระเป๋าขึ้นเก็บบนชั้นเหนือที่นั่ง

ในเช้าจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายนเช่นนี้ อากาศเริ่มเย็นลงเห็นได้ชัด ทำให้ตื่นสายกว่าปกติ วันนี้ผมจึงเปลี่ยนใจมารอขึ้นรถที่สถานีดอยสะเก็ดแทนที่จะเป็นสถานีต้นทางคือสถานีเชียงใหม่อย่างทุกครา พื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ในชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้าช่วงเย็น รถติดขนาดไหนคงไม่ต้องบรรยาย ยิ่งวันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกอีกด้วยแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองคงพากันไปส่งลูกหลานถึงที่โรงเรียนกันเยอะ ถ้าให้ฝ่าฟันเข้ามาถึงในเมืองคงเสียเวลาโข

ภายในตู้รถไฟที่ผมนั่งวันนี้เต็มไปด้วยผู้คน กลุ่มใหญ่น่าจะเป็นพนักงานรัฐกับนักศึกษามหาลัย มีที่เห็นบ้างเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่นานก็มีพนักงานชายสูงวัยคนหนึ่ง สวมสูทสีกรมท่าทางใจดี เดินมาตรวจตราไถ่ถาม “ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะครับ” ระหว่างที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาเช็คข่าวผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ หลายๆ จังหวัดในภาคเหนือที่เพิ่งจะเลือกกันไปเมื่อวานจากเครื่องคินเดิ้ลคู่ใจ ผมเงยหน้าขึ้นยิ้มให้แก โดยไม่ได้พูดอะไรตอบ จากนั้นพนักงานสาวในชุดพื้นเมืองล้านนาก็เข็นรถที่เต็มไปด้วยอาหารกล่อง อาหารว่าง และเครื่องดื่มสำเร็จรูป รวมทั้งของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ มาจำหน่ายค่อยๆ ผ่านข้างตัวผมไป ผู้โดยสารคนหนุ่มที่นั่งข้างๆ นั่งเล่นโน๊ตบุ๊ค (เหลือบไปเห็นสัญญาณไวไฟเต็มที่ด้วย) ไม่สนใจเหมือนกัน

ความเร็วที่ระบุตรงป้ายไฟเล็กๆ กลางทางเดินขึ้นๆ ลงๆ ตัวเลขสูงสุดอยู่ที่ 222 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถไฟวิ่งผ่านอุโมงค์หลายต่อหลายแห่ง ตลอดสองข้างทางเป็นป่าเขาหนาแน่น มองไปเห็นสีเขียวของแมกไม้สบายตา จนรถมาหยุดจอดอีกครั้งที่สถานีแม่ขะจาน ช่วงนี้หมอกหนาจัด แล่นฉิวผ่านทุ่งนาเขียวขจี บ้านเรือนอยู่ไกลลิบๆ ไม่ทันไรก็มาถึงสถานีเวียงป่าเป้า แม่สรวย แม่ลาว และมาถึงที่สถานีเชียงรายตามลำดับ

ข้อมูลจากแผ่นพับที่อยู่ตรงหน้าที่นั่งบอกอีกไม่นานโครงการขยายเส้นทางรถไฟแยกไปถึงแม่สาย-เชียงแสน-เชียงของจะเปิดให้บริการได้ นึกในใจเอาเอง ถึงตอนนั้นอาจจองตั๋วยากขึ้น เพราะคงมีบริษัททัวร์ นักท่องเที่ยวแบ็คแพคเกอร์ที่จะเข้าไปเที่ยวต่อในจีน พม่า ลาว ใช้รถไฟเส้นทางนี้กันเยอะ

หลังลงจากรถ ผมหยิบมือถือขึ้นมาดู เวลา 9 โมง 15 พอดี เดินไปที่จอดรถรวมขับรถไปถึงที่ทำงานไม่น่าเกิน 20 นาที...

(2)

เป็นเช้าอีกวัน ผมตื่นขึ้นมาเจอข่าวอุบัติเหตุใหญ่ เผยชื่อ 13 ผู้เสียชีวิต-17 คนเจ็บ บัสครูเชียงรายตกเขาเมืองน่าน ที่เพื่อนในเฟซบุ๊กหลายคนเอามาแชร์ต่อๆ กัน ทุกคนถือโอกาสแสดงความเสียใจ (สั้นๆ เช่น RIP) แนบลิงก์ไปด้วย ความเห็นต่อท้ายที่มีก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

อุบัติเหตุ

อ่านข่าวจึงทราบ รถคันที่ประสบอุบัติเหตุเป็นรถบัสของคณะครูโรงเรียนบ้านด้ายเทพกาญจนาอุปถัมภ์ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งเดินทางไปส่งครูบรรจุใหม่ที่โรงเรียนบ้านมณีพฤกษ์ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน เหตุเกิดบนเส้นเชียงราย-น่าน ช่วง อ.สองแคว จ.น่าน ซึ่งเป็นทางลงเขาโค้งหักศอก เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา

คนเคยใช้เส้นทางนี้ทราบดีว่าหฤโหดขนาดไหน ลองนึกภาพตาม ถนนสองเลนรถวิ่งสวนกัน คดเคี้ยวและสูงชันแทบจะโดยตลอด บนระยะทางกว่า 270 กิโลเมตร (เชียงราย-เทิง-เชียงคำ-ปง-สองแคว-ท่าวังผา-น่าน) แน่นอนนี่ไม่ใช่อุบัติเหตุครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ครั้งหนึ่งที่ผมพอจำได้ ครั้งนั้นเกิดขึ้นกับคณะ รมช.มหาดไทย (นายประชา มาลีนนท์) คนขับรถบัสตัดสินใจพุ่งชนเขาข้างทางหลังควบคุมรถไว้ไม่อยู่ ทั้งที่ก็มีรถตำรวจนำขบวนไป ผลคือเจ็บกันถ้วนหน้า เตชะบุญไม่มีคนตาย

เส้นเชียงใหม่-เชียงราย คืออีกเส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ภายในรอบ 5-6 ปีมานี้ มีหนักๆ เลย 3 ครั้งด้วยกันที่มีผู้เสียชีวิตร่วม 10 คนขึ้น โดยครั้งร้ายแรงสุดเกิดแถวสะพานโค้งหักศอกบ้านปางแฟน รถทัวร์ซึ่งพาคณะครูจาก อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี มาทัศนศึกษาภาคเหนือ และมุ่งไปต่องานพืชสวนโลก ประสบอุบัติเหตุคว่ำตกลงไปในลำธารข้างทาง ครานั้นมีผู้เสียชีวิตมากถึง 20 กว่าราย อีก 2 ครั้งเกิดที่ทางลงดอยนางแก้ว และช่วงรอยต่อ อ.เวียงป่าเป้า-อ.แม่สรวย นับแค่เฉพาะ 3 ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตรวมกันเกือบๆ 50 คนเลยทีเดียว ไม่ว่าครั้งใดก็เห็นสังคม (โดยเฉพาะสื่อ) แสดงอาการโศกเศร้าซะทุกครั้ง พร่ำพูด “ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายๆๆ” แต่ไม่เคยพยายามแสวงหาคำตอบ หรือกระทั่งเสนออะไรที่จริงจังออกมา

ย้อนนึกถึงครั้งยังเด็กที่ใช้เส้นลำปาง-เชียงใหม่ พบเห็นอุบัติเหตุอยู่ประจำ บ่อยครั้งเกิดขึ้นกับญาติหรือคนรู้จัก หลายคนเสียชีวิต ตอนนี้ทุกครั้งที่ผมค่อยๆ ขับผ่านศาลเจ้าพ่อขุนตาล ผมจะยกมือขึ้นไหว้และนึกถึงเรื่องนี้เสมอ ว่าหลังจากที่ได้รับการขยายเป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจรในปี 2544 แล้ว (จากเดิม 2 ช่องทางรถวิ่งสวนกัน) แน่นอน ผมยังคงใช้เส้นทางนี้ แต่ก็ไม่เจอะอุบัติเหตุรายทางมากมายดังเช่นแต่ก่อน และไม่เคยต้องไปร่วมงานศพใครที่ต้องจากไปบนถนนเส้นนี้อีกเลย

(3)

ถ้าจะให้พูดถึงประเทศต้นแบบที่พัฒนาระบบการเดินทาง-ขนส่งภายในประเทศ “ทางบก” ได้อย่างยอดเยี่ยม คงหนีไม่พ้นต้องเอ่ยถึงสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น แต่สองประเทศนี้เลือกหนทางพัฒนากันคนละแบบ อเมริกาไปทางถนน ญี่ปุ่นเน้นมุ่งระบบราง

ลองสืบค้นพบว่าเดิมทีอเมริกาก็ให้ความสำคัญต่อการสัญจรทางรถไฟมาก่อน ตั้งแต่ห้วงต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา มีทั้งเส้นทางสายยาวข้ามประเทศ และเส้นทางสั้นๆ ระหว่างภูมิภาค ขณะนั้นดำเนินการโดยเอกชนเป็นหลัก (ตอนหลังสภาคองเกรสออกกฎหมายให้กิจการรถไฟเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยจัดตั้ง National Railroad Passenger Corporation ที่รู้จักกันในชื่อ Amtrak ขึ้น) จุดเปลี่ยนที่ทำให้อเมริกาหันไปพัฒนาระบบถนน และละเลยทางรถไฟ (ที่อเมริกาไม่มีรถไฟความเร็วสูง เพิ่งจะมาพูดถึงกันเมื่อไม่นานนี่เอง) สืบเนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะแรงผลักดันจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายของตน และเหตุผลทางการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งน่าจะเป็นเพราะอเมริกาได้ค้นพบแหล่งน้ำมันสำรองปริมาณมหาศาล

สหรัฐอเมริกามีเนื้อที่ขนาดใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบกว้าง ระบบถนนหลักที่มี ได้แก่ Interstate Highway เป็นโครงข่ายถนนที่เชื่อมทุกรัฐเข้าด้วยกัน (ยกเว้น อลาสก้ากับฮาวาย) ริเริ่มสมัยประธานาธิบดีดไวท์ ดี ไอเซนฮาว (Dwight D. Eisenhower) ตั้งแต่ปี 1921 ก่อนที่จะเป็นรูปเป็นร่างจริงจังในปี 1956 ใช้งบของรัฐบาลกลางรวมกับที่ได้จากแต่ละมลรัฐ ถนน Interstate มาตรฐานขั้นต่ำอย่างน้อย 4 ช่องทาง แบ่งทิศไปกลับ ไม่มีสัญญาณไฟจราจรระหว่างทาง มีทางเข้า-ออกเป็นระยะๆ (พูดง่ายๆ คือไม่มีจุดตัดเลยแม้แต่น้อย) สภาพถนนมีคุณภาพสูง เส้นทางไม่ชันไม่โค้งเกินไป ขีดจำกัดอัตราเร็วสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 65-80 ไมล์ต่อชั่วโมง เป็นต้น รวมความยาวทั้งสิ้น 46,876 ไมล์ (หรือ 75,440 กิโลเมตร) ถือเป็นระบบถนนไฮเวย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ก็ยังมี United States Highway ที่เป็นโครงข่ายถนนระหว่างรัฐเช่นเดียวกัน แต่มาตรฐานไม่สูงเท่า รวมถึง State Route ถนนของมลรัฐระดับพื้นฐาน ใช้เชื่อมระหว่างเมืองต่างๆ ภายในรัฐ ซึ่งจะว่าไปแล้ว Interstate Highway เมื่อเทียบกับระยะทางถนนทั้งหมด (ซึ่งก็มีถนนของท้องถิ่นต่างๆ อีกไม่รู้เท่าใด) คิดเป็นแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยมีหน่วยงานที่ดูแลคือ Federal Highway Administration สังกัดกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ

เมื่อเป็นดังนี้ บวกกับการที่รถยนต์มีราคาถูก (หมายถึงกรณีรถนำเข้าด้วย เทียบรุ่นเดียวกันกับที่มีในไทยราคาขายที่อเมริกาจะถูกกว่าราว 1-2 เท่าตัว) คนอเมริกันจึงนิยมใช้รถส่วนตัวในการเดินทาง ถ้าท่องเที่ยวระยะไกลก็จะใช้รถ RV กัน มีจุดจอดรถ RV บริการเป็นระยะ ประมาณกันว่าเฉพาะประเทศนี้ประเทศเดียวมีรถยนต์มากถึง 250 ล้านคันทีเดียว หรือคิดง่ายๆ 2 ใน 3 ของคนอเมริกามีรถใช้

แผนที่ Highway ในประเทศสหรัฐอเมริกา
แผนที่ทางไฮเวย์ในสหรัฐอเมริกา

ส่วนญี่ปุ่น ระบบรถไฟเริ่มขึ้นปลายศตวรรษที่ 19 (ก่อนหน้ารถไฟไทยราวๆ 20 ปี ตรงสมัยรัชกาลที่ 5) แม้นช่วงแรกรัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนเอง แต่การต่อขยายเส้นทางเป็นไปอย่างเชื่องช้า นำไปสู่การจัดตั้งบริษัท Nippon Railway กระทั่งภายหลังสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ภาครัฐต้องการควบคุมเบ็ดเสร็จ จึงได้ทำการซื้อกิจการรถไฟจาก 17 บริษัทเอกชนมาเป็นของภาครัฐ (Nationalization) โดยยอมให้ภาคเอกชนยังสามารถลงทุนในทางรถไฟสายรองได้ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ญี่ปุ่นตกเป็นผู้แพ้สงคราม อเมริกาได้เข้ามามีส่วนตัดสินใจจัดตั้ง Japanese National Railway ในรูปบริษัทมหาชนขึ้น ต่อมาได้เติบโตอย่างรวดเร็ว อนึ่ง สิ่งที่ส่งผลให้ระบบรถไฟญี่ปุ่นโดดเด่นยิ่งกว่าประเทศใดในโลก นั่นคือ รถไฟความเร็วสูง หรือชินกันเซ็น (Shinkansen) เป็นประเทศแรกที่มีรถไฟความเร็วสูงวิ่งให้บริการมาตั้งแต่ 1964 โดยพยายามที่จะก่อสร้างเครือข่ายรถไฟด่วนชนิดนี้ออกไปทั่วประเทศ ทว่าอีกด้านหนึ่งก็นำมาซึ่งการขาดทุนต่อเนื่องอีกหลายสิบปี กระทั่งต้องมีการแปรรูปกิจการรถไฟ (Privatization) ครั้งใหญ่ในปี 1987 ด้วยการแบ่งออกเป็นบริษัทย่อยๆ หลายบริษัท มีชื่อเรียกรวมๆ ว่า JR Group เปิดดำเนินการตามภูมิภาคต่างๆ แทน บางบริษัทก็เป็นของเอกชนเต็มรูป บางบริษัทก็มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ

กล่าวเฉพาะชินกันเซ็นที่เหมาะสำหรับการเดินทางในระยะไกลที่เชื่อมเมืองใหญ่ๆ เป็นหลักก่อน ปัจจุบันมีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 2,600 กิโลเมตร (1,600 ไมล์) สร้างเส้นทางเป็นเส้นตรง คดเคี้ยวน้อย มีอุโมงค์ลอดหรือสะพานข้ามเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง บางขบวนในบางเส้นทางจึงวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดได้ถึง 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ถ้ารวมเส้นทางของ JR Group ทั้ง 6 บริษัทที่ส่วนใหญ่เป็นรถไฟแบบธรรมดาด้วย ตัวเลขจะเข้าใกล้ 20,000กิโลเมตร (12,400 ไมล์) นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางรถไฟแยกย่อยที่เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ (เรียกรวมๆ ว่า Third Sector) อีกเกือบ 3,400กิโลเมตร (2,100 ไมล์) (เปรียบเทียบกับไทยที่มีระยะทางรวมกันไม่ถึง 4,000 กิโลเมตร) ภายใต้การดูแลของหน่วยงานอิสระที่ชื่อ The Japan Railway Construction, Transport and Technology Agency

แผนที่แสดงเส้นทางชินกันเซน
แผนที่แสดงเส้นทางชินกันเซน

เมื่อเดินทางด้วยรถไฟเป็นเรื่องง่ายๆ สะดวกสบาย ตรงเวลา รวดเร็ว และปลอดภัย เนื่องจากมีเส้นทางเชื่อมโยงติดต่อครอบคลุมทุกมุมเมือง ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงนิยมใช้รถไฟ ไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว เกิดวัฒนธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับรถไฟชนิดไม่เหมือนใครขึ้น ชินกันเซ็นบางสายปีหนึ่งๆ มีคนใช้บริการมากถึง 150 ล้านคน แม้นจะเป็นถึงประเทศผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกแท้ๆ

อีกประการหนึ่งที่ขอพูดถึง คือ ที่ญี่ปุ่นมีมาตรการจำกัดอายุของรถที่วิ่งบนท้องถนนด้วย กฎหมายบังคับให้ต้องมาทดสอบสมรรถนะทุกปี (น่าจะ) ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป ถ้าไม่ผ่านจะไม่รับอนุญาตให้ใช้งานได้อีก เช่น ปล่อยคาร์บอนฯ หรือเสียงดังเกินเกณฑ์มาตรฐาน เป็นต้น

เหตุที่ญี่ปุ่นเน้นพัฒนาการเดินทางระบบราง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ ซึ่งประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่และเต็มไปด้วยภูเขา และข้อสำคัญคือไม่มีแหล่งน้ำมันภายในประเทศ ถ้ามุ่งพัฒนาถนนระยะยาวค่อนข้างลำบากกว่า ประกอบกับไม่มีแหล่งน้ำมันภายในประเทศนั่นเอง

(4)

สำหรับผม เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดกับคณะครูเชียงรายคราวนี้ จึงไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ หรือมาจากความประมาท หรือแค่เพราะความเมาอย่างที่สื่อชอบให้ร้ายไว้ก่อน แต่ผมเห็นปัญหาใหญ่หลวงของประเทศนี้อยู่ในนั้น

4.1 หน้าที่ในการพัฒนาระบบคมนาคมขนาดใหญ่ ย่อมเป็นเรื่องของรัฐบาลระดับชาติแน่นอน แต่ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร พูดอย่างหยาบที่สุด ก็คือ รัฐบาลที่ “เป็นของ” ประชาชนคนส่วนใหญ่จริงๆ ไม่เคยมี จะให้มาคิดอะไรๆ ที่มองไกลออกไปถึงอนาคตข้างหน้า (เช่นเรื่องโลกร้อน, พลังงานทดแทน เป็นต้น) จึงเป็นเรื่องยาก อยู่ได้หรือไม่ รัฐบาลหาใช่ขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชน หากแต่เป็นเพราะ?

นโยบายที่ก้าวหน้า ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแรงๆ จึงคิดได้ แต่ไม่มีทางทำได้ เพราะอาจจะไปกระทบกับเครือข่ายชนชั้นปกครองเข้าอย่างจัง ไม่มียอมง่ายๆ ดังนั้น การ “หยุด” ความเปลี่ยนแปลงเช่นว่าด้วยการลากเอารถถังออกมา จึงมีให้คนกลุ่มน้อยได้ยิ้มอยู่ตลอด

ยกตัวอย่าง ถ้าเราจะพัฒนาระบบรางจริงจัง กลุ่มทุนใหญ่ บริษัทข้ามชาติ นักการเมือง ผู้รับเหมา และพวกพ้องที่เกี่ยวข้องกับการสร้างถนน-ผลิตรถยนต์ ก็ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง ถ้ามีรถไฟ รถยนต์ก็จำเป็นน้อยลง คิดกันง่ายๆ แค่นี้

หลายคนอาจจะเถียงได้ว่าข้างต้นไม่เกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตย ดูอย่างจีน ซึ่งประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองนัก ก็มีระบบถนนที่ดีมากๆ มีรถไฟความเร็วสูงที่ทั้งเร็วและยาวที่สุดในโลก (ล่าสุดประกาศที่จะสร้างสนามบินใหม่อีก 56 แห่งทั่วประเทศภายใน 5 ปีข้างหน้า) แต่นั่นคงเป็นข้อยกเว้นสำหรับบางประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้นที่อุดมการณ์แบบสังคมนิยมถูกระลึกถึงและยังทำงานอยู่ รวมถึงการมีผู้บริหารประเทศที่มองการณ์ไกลออกไป

4.2 ด้วยหลายหลากเหตุผล โดยเฉพาะในเชิงโครงสร้างการเมืองการปกครองแบบรวมศูนย์ เราจึงเป็นประเทศที่ “ปรนเปรอ” เมืองหลวงมากเกินไป ทั้งประเทศจึงมีที่นี่ที่เดียวที่มีระบบรางภายในเมือง ทั้งรถไฟฟ้า (BTS) และรถไฟใต้ดิน (MRT) แต่ไม่มีเอกภาพเท่าไหร่ แบบแรกเป็นของ รฟม. แบบหลังเป็นของ กทม.ที่ให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ ต่างก็ว่ากันไปไม่เกี่ยวกัน ไหนจะมีแอร์พอร์ตเรลลิงก์อีก ถนนดีๆ ทางยกระดับ มอเตอร์เวย์ มีแต่จากเส้นกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดบริวาร แต่ไม่มีถนนดีๆ ระหว่างจังหวัดสำคัญในภูมิภาคต่างๆ เลย

หรือไม่เช่นนั้น หากจังหวัดใดสามารถ “เข้าถึง” ศูนย์กลางอำนาจได้ก็ได้ไป (มากกว่าที่ควรจะเป็น) อย่างสุพรรณบุรี ที่มีถนนกว้างใหญ่จนใครต่อใครเอาไปเอ่ยถึงด้วยความชื่นชม (ทั้งๆ ที่ควรถูกตำหนิเพราะไปเบียดบังจากที่อื่นมา) หรืออาจจะหมายรวมถึงบุรีรัมย์ในปัจจุบัน

มีข้อมูลน่าตกใจที่คุณภัควดี (ไม่มีนามสกุล) เคยพูดถึงในรายการคมชัดลึกไว้ว่า “...รายได้ของเชียงใหม่ประมาณแสนกว่าล้าน ส่งรายได้แผ่นดินให้กรุงเทพ กรุงเทพส่งเงินกลับมาให้พัฒนาเชียงใหม่สี่หมื่นล้าน หายไปไหนกว่าครึ่ง..."

จึงไม่แปลกเลยที่ทุกวันนี้ คนเชียงรายยังเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มี “เส้นทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย” กันอยู่ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ถูกพูดมาตั้งแต่สมัยจอมพล ป. ปี 2496 โน่นแล้ว ในขณะที่คนกรุงเทพฯ กำลังจะได้ “ซุปเปอร์สกายวอล์ค” ทางเท้าลอยฟ้ามูลค่า 10,000 ล้านบาท (จากเงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศ) ส่วนคนเชียงใหม่กำลังจะได้ “กองพลทหารราบที่ 7” (พล.ร.7) รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือ ด้วยงบลับกระทรวงกลาโหมกว่า 2,000 ล้านอยู่รอมร่อ ถ้าเปิดโอกาสให้คนเชียงใหม่เลือกได้เอง เค้ายังอยากจะเห็นค่ายทหารมาลงกระนั้นหรือ?

4.3 อีกข้อที่เห็นนั่นคือ การเดินทางคราวนี้ไปเพื่อที่จะส่งครูบรรจุใหม่คนหนึ่ง (ซึ่งเสียชีวิตด้วย) ก็เกี่ยวกับปัญหาการ “กระจายอำนาจ” ที่น้อยเกินไป ถ้ายอมให้ท้องถิ่นดูแลตัวเองได้ในระดับพื้นฐาน (เช่น ด้านการศึกษา, สาธารณสุข, จราจร ฯลฯ) ไม่ต้องพึ่งพิงส่วนกลางมากอย่างที่เป็นอยู่ ครูคงไม่ต้องย้ายโรงเรียนบ่อย ปัญหาขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกลก็น่าจะหมดไป

รูปธรรม ถ้าโรงเรียนเป็นของท้องถิ่น ใครอยากสอนที่ไหนต้องไปสมัครสอบคัดเลือกกับโรงเรียนนั้นโดยตรง จะทำให้ได้คนที่มีความผูกพันกับท้องถิ่น ขณะที่ระบบส่วนกลางมีสอบทีไร คนแห่กันไปสอบทีหลายหมื่นหลายแสนคน ผู้ที่สอบได้มักไม่มีโอกาสได้เลือกที่ลง หลายคนได้ไปสอนที่ห่างไกล บ้างไม่เอา หลายคนยอมไป แต่ก็เพื่อจะรอวันย้ายภายหลัง แน่นอนคนที่มีอุดมการณ์ก็มี แต่ไม่มีหลักประกันเลยว่าเมื่อถึงวันหนึ่งเขาจะไม่คิดถึงบ้าน

กรณี “จ่าเพียร” (พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา) ซึ่งสังคมและสื่อสะเทือนอกสะเทือนใจอย่างยิ่ง (แต่กลับไม่แตะต้นตอของปัญหาจริงๆ ในเชิงโครงสร้างเลย) ก็สืบเนื่องมาจากปัญหานี้เฉกเช่นกัน การที่ พ.ต.อ.สมเพียร ร้องขอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาย้ายตัวเองจากผู้กำกับการ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา กลับไปเป็นผู้กำกับการ สภ.กันตัง จ.ตรัง หลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มาเกือบจะทั้งชีวิตราชการ แต่ไม่สำเร็จ กระทั่งต่อมาได้ถูกลอบวางระเบิดจนเสียชีวิตนั้น เพื่อที่จะกลับไปอยู่กับครอบครัว (ก่อนหน้าที่จะเกษียณในอีก 1 ปีข้างหน้า) แต่คนที่มีอิทธิพลจริงๆ ในการจัดทำโผ “ตรงกลาง” ไม่เอาตามนั้น เปลี่ยนจากที่ทางตำรวจภูธรภาค 9 ได้เสนอขึ้นไป (ตามข่าว) “วิ่ง” “ตั๋วนักการเมือง” “ตั๋ว ผบ.(ตร.)” จึงเป็นคำที่คนในแวดวงสีกากีคุ้นชินเป็นอย่างดี เพราะการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่ “ข้างบน” ไม่ใช่จากพื้นที่นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมฝันถึงในช่วงต้นจะไม่มีทางเป็นจริงได้เลย ตราบใดที่ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงใหญ่เกิดขึ้นกับประเทศนี้ และถ้ายังเป็นเช่นนั้นจริง ไอ้ผมก็คงทำได้แค่ “ฝันตุ้ย*” ไปวันๆ... ต่อไป...

*ฝันตุ้ย เป็นภาษาเหนือ แปลว่าเพ้อฝัน

ข้อมูลประกอบการเขียน: